The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โดย ดร.อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงศ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by domeone95110, 2021-12-30 07:56:18

คนพวนในประเทศไทย

โดย ดร.อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงศ์

Keywords: พวน คนพวน อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงศ์

คนพวนในประเทศไทย

ดร.อภิรัชศักดิ์ รัชนีวงศ์
มิถนุ ายน 2551

ฉบับปรบั ปรุง คร้งั ที่ 3 (5 มิถุนายน 2555)

(1)

คานา

ปฐมเหตุหรือปฐมบท ด้วยข้าพเจ้ามีเชื้อสายหรือชาติพันธ์ุคนพวน โดยฝ่ายบิดาเป็น
คนพวนบ้านเขาแดง ตาบลสาริกา อาเภอเมืองนครนายก ฝ่ายมารดาคนพวนบ้านสะแกซึง
(บ้านไผ่เกาะ) ตาบลท่าเรือ อาเภอปากพลี จงั หวัดนครนายก ได้สนใจเก่ียวกับความเป็นมาของ
คนพวนว่าเป็นมาอย่างไรในขณะท่ีสนใจมิติหลายมิติเก่ียวกับคนพวน แต่ด้วยข้อจากัดดังน้ันใน
เบื้องต้นจึงได้เพียงการค้นคว้าจากสื่อคอมพิวเตอร์เป็นอันดับแรก ในขณะท่ีเม่ือก่อนเคยได้อ่าน
หนังสือตานานไทยพวนและวัฒนธรรมและประเพณีไทยพวนของคุณโพธ์ิ แซมลาเจียก พอได้
ทราบเรื่องราวของคนพวนบ้าง จากการค้นคว้าจะเห็นได้ว่า คนพวนมีอะไรมากมายท่ีควรแก่
การศึกษาค้นคว้าเพ่ือการอนุรักษ์วัฒนธรรมคนพวนหรือการดารงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ใน
สงั คมไทยอย่างสงา่ งาม

การค้นควา้ คร้งั นี้ได้ค้นคว้าจากส่ือคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่ง และจากตาราหรือเอกสาร
ส่วนหนงึ่ ซึ่งยงั ขาดการค้นคว้าอยา่ งแท้จรงิ ในเชิงวชิ าการ ข้อมูลบางส่วนบางประการได้จาการ
วิเคราะห์ของข้าพเจ้า หากแต่การค้นคว้าเบ้ืองต้นในคร้ังนี้จะเป็นประโยชน์ต่อวงการคนพวนใน
ประเทศไทยตอ่ ไป

ดร.อภิรชั ศกั ด์ิ รัชนวี งศ์

(2)

สารบัญ

หน้า

คานา ................................................................................................................................ (1)

สารบัญ ................................................................................................................................ (2)
แผนท่ีแสดงถิน่ กาเนิดคนพวน ............................................................................................ 1

แผนท่ีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว……………………………...............……... 1
แผนที่แขวงเชยี งขวาง สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว............................. 2
คนพวนในประเทศไทย ...................................................................................................... 3

ความเป็นมาของไทยพวนในประเทศไทย………………………………………… 3
ถน่ิ เดิมของคนพวน.................................................................................................................. 10

“ขนุ บรมราชาธิราช” บรรพบรุ ษุ คนพวน.................................................................. 10
เจ้านายท่ีปกครองเมืองพวน..................................................................................... 11
เสน้ ทางคนพวน........................................................................................................ 11

เส้นทางเดนิ ทพั ของสยามทางทิศตะวนั ออก.............................................................. 12
เส้นทางคนพวนสู่สยาม............................................................................................. 12

เส้นทางการอพยพ.................................................................................................... 15
แหล่งคนพวนในภูมภิ าคของไทย ....................................................................................... 17
17
ไทยพวน จงั หวดั นครนายก……………………………………………………….......................
19
ไทยพวน จังหวัดปราจนี บรุ ี..................................................................................... 21
ไทยพวน ตาบลหนองยาว อาเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา........................
22
ไทยพวน บา้ นกลับเก่า ตาบลกลับเกา่ อาเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี…………. 24
ไทยพวน จงั หวัดลพบรุ ี........................................................................................... 25
ไทยพวน บ้านหมี่ อาเภอบา้ นหมี่ จงั หวดั ลพบรุ ี......................................................
28
ไทยพวน จังหวดั สิงหบ์ รุ .ี ........................................................................................ 29
ไทยพวน ตาบลลาดทิพรส อาเภอตาคลี จงั หวัดนครสวรรค์...................................
29
ไทยพวน อาเภอตะพานหิน จังหวัดพิจติ ร............................................................... 30
ไทยพวน บา้ นหาดเสี้ยว อาเภอศรีสัชนาลยั จงั หวัดสโุ ขทยั …………………… 32
ไทยพวน บ้านทุง่ โฮง้ อาเภอเมืองแพร่ จงั หวัดแพร่.................................................

(3)

สารบญั

แหล่งคนพวนในภูมภิ าคของไทย หน้า
ไทยพวน จังหวัดสุพรรณบรุ ี.................................................................................
35
ไทยพวน จังหวดั ราชบุร.ี ....................................................................................... 39
ไทยพวน จงั หวดั อุดรธานี...................................................................................... 40
40
ไทยพวน จังหวดั หนองคาย.................................................................................... 41
ภาษาพวน ........................................................................................................................ 43
อักษรไทยพวน .................................................................................................................. 44
44
การประกอบอาชพี ........................................................................................................... 45
อปุ นิสยั ............................................................................................................................ 46
48
การแตง่ กาย ....................................................................................................................... 50
ประเพณี ............................................................................................................................ 51
52
ประเพณกี าฟ้า........................................................................................................ 53
56
ประเพณกี ากยี ง....................................................................................................... 56
ประเพณีวนั สารท................................................................................................... 56
57
ประเพณีใสก่ ระจาด................................................................................................ 59
การละเลน่ .........................................................................................................................
ลกั ษณะบา้ นเรือน ...............................................................................................................

อาหาร ................................................................................................................................
ความเช่ือ .............................................................................................................................

เอกสารอา้ งอิง .......................................................................................................................
ผู้รวบรวมและคน้ ควา้ …………………………………………………………………….............................

แผนท่ีแสดงถิ่นกาเนิดคนพวน

แผนท่สี าธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว

ที่มา : http://home.kku.ac.th , 2551

2

แผนที่แขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ทมี่ า : http://www.ubru.ac.th , 2551

แขวงเชียงขวาง ตั้งอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว ตดิ กับประเทศเวียดนาม หากเปรยี บกบั ประเทศไทยก็คอื ภาคะวนั ออกเฉยี งเหนือ
ของไทย หรือภาคอีสานนัน่ เอง

3

คนพวนในประเทศไทย

ความเป็นมาของไทยพวนในประเทศไทย

ความเป็นมาของชาวพวนในประเทศไทย(http://school.obec.go.th/anubanpakpli/
culture.htm, 2551) พวน (Phuen, Puen) เป็นคําที่เรียกกลุ่มชนที่ตั้งถ่ินฐานอยู่ในแคว้นเชียง
ขวางหรือบรเิ วณทร่ี าบสูง ในประเทศสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว มีอาณาเขตติดต่อ
กับญวน ได้ช่ือว่า “พวน” เพราะเชียงขวางมีแม่นํ้าสายสําคัญไหลผ่านพ้ืนที่ชื่อแม่น้ําพวน ชาว
พวนนิยมต้ังถ่ินฐานสรา้ งทที่ ํากนิ บรเิ วณลุม่ แม่นาํ้ ด้วยมอี าชพี เกษตรกรรม ทาํ ไรไ่ ถนา

พ.ศ. 2322 ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เม่ือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรง
โปรดเกล้าให้สมเดจ็ เจ้าพระยามหากษัตริยศ์ ึกยกทพั ไปตีเมอื งเวียงจันทน์และหัวเมืองต่างๆ ซึ่งมี
ช่ือเรียกรวมกันวา่ “หวั พันท้งั หา้ ทั้งหก” ประกอบด้วย เมืองคําม่วน เมืองคําเกิด เมืองเวียงไชย
เมืองไพศาลี เมืองซําเหนือ และเมืองเชียงขวาง ได้กวาดต้อนเอาลาวเวียง (ลาวเวียงจันทน์)
ลาวพวนและลาวโซ่ง มาไว้ท่ีเมืองร้าง (เพราะถูกพม่ากวาดต้อนราษฎรไปตั้งแต่สมัยกรุงศรี
อยุธยาเสียแก่พมา่ เมอื่ พ.ศ. 2310) เช่น เมอื งสระบรุ ี ลพบรุ ี นครนายก และฉะเชงิ เทรา

พ.ศ. 2335 ระยะทส่ี อง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลก เมืองแถง
และเมอื งพวนแข็งขอ้ ต่อเมอื งเวยี งจนั ทน์ เจ้าเมอื งเวียงจันทน์จึงได้ยกทัพไปปราบและกวาดต้อน
ครอบครวั ลาวทรงดาํ (ลาวโซ่ง) และลาวพวนส่งมากรุงเทพฯ ลาวทรงดาํ ถูกส่งไปอยู่ที่เพชรบุรี
ลาวพวนถูกส่งไปที่เมืองลพบุรี สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรแี ละจันทบรุ ี

พ.ศ. 2370 ระยะที่สาม เจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ก่อกบฏต่อกรุงเทพฯ พระบาท
สมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ ัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้พระยาราชสุภาวดี (เจ้าพระยาบดินทร์
เดชา) เป็นแม่ทัพขึ้นไปปราบกบฏและได้กวาดต้อนครอบครัวลาวพวนมาไว้ท่ีอําเภอกบินทร์บุรี
อาํ เภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี จงั หวัดสระแกว้ จังหวัดลพบรุ ี และจังหวดั พจิ ติ ร

ไทยพวน (http://www.phrae.mju.ac.th/Event/Thaiphun/history2.html, 2551)
ถิ่นฐานเดิมของชาวไทยพวน ตามประวัติศาสตร์ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า ชนชาติไทยเราน้ัน
มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน แล้วได้ถอยร่นลงมาเป็นลําดับตามเหตุการณ์ต่าง ๆ
จนกระท่งั ได้มาตัง้ อยู่ ณ ท่ปี จั จบุ ันนี้ ชาวไทยพวนกเ็ ป็นคนไทยสาขาหนง่ึ ดังข้อความในหนังสือ
อกั ขรานกุ รมภูมศิ าสตร์ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 หน้า 295 ซึ่งคุณถวิล เกษรราช นํามา
ลงไว้ในหนังสือประวัติผู้ไทยตอนหน่ึงมีข้อความว่า "ชนชาติต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
ปัจจบุ ันนี้ นอกจากชาวไทยแล้ว ยงั มีคนไทยสาขาอ่ืน ๆ อีกหลายสาขาเชน่ ผู้ไทย พวน และโซ่ง
ซ่ึงเปน็ คนไทยสาขาหน่งึ เดิมผู้ไทย พวน และโซ่ง มีถิ่นฐานอยู่ทางฝ่ังแม่น้ําโขงในประเทศลาว
ทางแขวง ซําเหนือ และแขวงเชียงขวาง พวกผู้ไทยมีอยู่ทางอีสาน มีจังหวัดสกลนคร และ
นครพนม เป็นต้น ส่วนพวกพวนและพวกโซ่งมีอยู่กระจัดกระจายเป็นแห่ง ๆ ทางภาคกลางมี
จังหวัดสุโขทัย จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัด
กาญจนบรุ ี เปน็ ต้น ไทยท้งั 3 พวกมีลกั ษณะทางภาษาใกล้เคียงกันมาก แทบจะกล่าวได้อย่าง
กว้าง ๆ ว่าเป็นภาษาไทยสาขาเดียวกัน แม้ชาวไทยพวนเอง เรียกพวกบ้านเดียวกันหรือต่าง
บ้าน ก็จะมีคาํ ว่า "ไทย" กาํ กบั ด้วยเสมอคล้ายกบั ประเทศพวกตนเองวา่ เปน็ คนไทยเช่น ไทยบ้าน
เหนือ ไทยบ้านกลาง ไทยบ้านใต้ ไทยบ้านหาดสูง ไทยบ้านใหม่ ไทยบ้านแม่ราก และเรียก
คนต่างถนิ่ ว่าเป็นคนไทยด้วย เชน่ ถ้าพบคนตา่ งถนิ่ เมื่อตอ้ งการทราบว่าเป็นคนบา้ นไหนกจ็ ะถาม

4

ว่าท่านเปน็ คนบ้านไหน (ภาษาไทยพวนวา่ เจ้าเปน็ ไทยบ้านเลอ) ดังนั้น จึงเข้าใจว่าชาวไทยพวน
คงจะมถี ิน่ ฐานรวมอยู่ ณ ทีแ่ หง่ เดียวกันดว้ ย

"พวน" ซ่ึงเป็นคําเรียกชื่อชาวไทยสาขาหน่ึง มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมือง
เชยี งขวางในประเทศลาว มคี วามหมายว่ากระไร เหตุไรจึงเรียกชื่อว่า "พวน" การค้นคว้าได้ต้ัง
คําถามที่จะค้นคว้าไว้คือ "พวน คนพวน ชาวพวน ไทยพวน ลาวพวน " หนังสือท่ีจะค้นคือ
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน อขั รานกุ รมภูมิศาสตร์ ปทานกุ รม กระทรวงธรรมการซ่งึ เลิก
ใช้แล้วแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีคําว่าพวน ซึ่งให้ความหมายเป็นชื่อเรียกคนเลย มีแต่เชือก
เกลยี ว แนว รวงข้าวท่ีนวดแล้ว หรืออ้อยซ่ึงหีบคร้ังที่สอง" เมื่อความหมายไม่ตรงกับที่ผู้เรียบ
เรยี งต้องการ ดังนัน้ จึงได้มีการค้นคว้าต่อจากการศึกษาท่ัวไปไม่ว่าจะเป็นการสอบถามหรือการ
ค้นคว้าจงึ ได้ความหมายวา่

คําว่า "พวน" เป็นชอ่ื ของคนไทยสาขาหน่ึง ซ่งึ ทางภาคอีสานเรยี กวา่ "ไทยพวน"
แตท่ างภาคกลางเรียกวา่ "ลาวพวน"

คาํ วา่ "พวน" น้เี ป็นสมญาของไทยสาขาหนึ่ง กค็ งทาํ นองเดยี วกันเรียกช่อื กันตามถิ่น
ทอี่ ยู่ ไทยสาขานส้ี ว่ นใหญอ่ ยู่ทแี่ ขวง เชยี งขวาง ประเทศลาว ถิ่นที่อยู่ของชาวไทยพวนนอกจาก
ที่เชียงขวางแล้ว ยังกระจัดกระจายไปอยู่ท่ีอื่นอีกทั่วบริเวณ ลุ่มน้ํางึมในเขตประเทศลาว เช่น
บ้านหาดสวนพนั ทอง ตาลเปยี่ ว หาดเสี้ยว บุ่งพร้าว ตลิง่ ชนั บา้ นเกิด ฯลฯ

สมยั กรงุ ธนบุรี เม่อื ประเทศลาวไดร้ วมเป็นอาณาจกั รเดียวกันกบั ประเทศไทยจนถึง
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินรัชกาลท่ี 3 พลเมืองทางฝ่ังซ้ายแม่นํ้าโขงได้ถูกกวาดต้อนมาอยู่
ฝ่ังขวาของแม่นา้ํ โขงหลายท้องถิ่นด้วยกนั ท้ังภาคอีสาน และ ภาคกลาง คนไทยพวนได้ถูกกวาด
ต้อนมาดว้ ยและได้กระจัดกระจายไปอยู่ในที่ต่าง ๆ ท้ัง 2 ภาค ภาคอีสาน เช่น อําเภอบ้านผือ
จังหวัดอุดรธานี ภาคกลาง เช่น จังหวัดพิจิตร จังหวัดสุโขทัย ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี
ฉะเชิงเทรา และอื่น ๆ มีสง่ิ ท่นี า่ สังเกตอีกอย่างหนง่ึ คอื คนเหล่าน้ีเม่ือถูกกวาดต้อนมาพร้อมกัน
เช่น เมอื งเรณนู คร เฉพาะชาวบา้ นหาดเสี้ยวคงเปน็ หมู่บ้านทใี่ หญโ่ ตมาก นอกจากท่ีตกค้างอยู่ใน
หมู่บ้านหาดเส้ียวเดิมประเทศลาวแล้วยังมาอยู่ท่ีตําบลหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัย และท่ีอําเภอ
แกง่ คอย จังหวัดสระบรุ ี เฉพาะท่ีอาํ เภอแก่งคอยมีทั้งบ้านหาดเส้ียวและบ้านตาลเป่ียว แต่บ้าน
ตาลเป่ยี วเปลีย่ นชื่อเป็น ตาลเดีย่ ว

คําว่า “พวน” เป็นคําท่ีเรียกกลุ่มหรือกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหน่ึงท่ีมีถ่ินฐานเดิม แขวง
เชยี งขวาง สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว แล้วได้มีการอพยพเข้าสู่ประเทศสยามด้วย
เหตุผลทางการเมืองในขณะนั้น ทําให้สามารถสรุปได้ว่า เส้นทางคนพวนหรือลาวพวนหรือ
ไทยพวนเข้าสู่ประเทศไทยนัน้ มีดงั นี้

พ.ศ. 2322 สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยการกวาดต้อนชาวเมืองเชียงขวาง
มายงั ภูมิภาคตา่ งๆ ของประเทศสยาม เช่น เมืองสระบรุ ี ลพบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา

พ.ศ. 2335 สมยั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เจ้าเมืองเวียงจันทน์ยก
ปราบเมอื งแถงและเมืองพวนแล้วกวาดต้อนครอบครัวลาวพวนส่งกรุงเทพฯ ลาวพวนถูกส่งไปที่
เมืองลพบรุ ี สระบรุ ี นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบรุ ี จนั ทบรุ ี

พ.ศ. 2370 สมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลา้ เจ้าอย่หู วั เจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันทน์
ไดเ้ รียกร้องอิสรภาพ พระยาราชสภุ าวดไี ดก้ วาดต้อนครอบครวั ลาวพวนไปไว้ที่อําเภอกบินทร์บุรี
อาํ เภอประจันตคาม จังหวดั ปราจนี บุรี จังหวัดสระแกว้ จังหวัดลพบรุ ี และจงั หวัดพิจติ ร

กล่มุ ลาวพวนที่ถูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลยศึก ใน พ.ศ.2322, 2335 และ 2370
มกั ถกู ส่งไปไวต้ ามหัวเมอื งชน้ั ใน เพอื่ ทดแทนคนไทยทถ่ี ูกพม่ากวาดต้อนไปหลังเสียกรุงศรีอยุธยา
เมือ่ ปี พ.ศ. 2310 สามารถแบง่ เป็น 2 กลุ่มไดด้ ังน้ี

5

1. กลมุ่ ทีถ่ กู กวาดต้อนมาในฐานะเชลยศกึ

1. ลพบุรี อาเภอบา้ นหม่ี (บา้ นกลาง บ้านสว่างอารมณ์
บ้านราษฎร์ธานี บ้านโบสถ์ บา้ นโพนทอง บา้ งเชยี งงา
2. สระบรุ ี บ้านกล้วย บ้านหมี่ใหญ่ บ้านหม่ีน้อย บ้านบางกะพ้ีใหญ่
3. นครนายก บา้ นบางกะพ้ีน้อย บา้ นสะเตยใหญ่ บา้ นสะเตยนอ้ ย
4. ฉะเชิงเทรา บ้านสําโรงใหญ่ บ้านสําโรงน้อย บ้านหนิ ปกั ใหญ่
5. สระแกว้ บา้ นหนิ ปกั เหนอื บ้านทุ่ง บานมะขามเอน บ้านมะขามเฒ่า
บา้ นทุ่งทะเลหญ้า บ้านเขาวงกต บา้ นทราย
บา้ นวังวัดเหนอื บา้ นวงั วัดใต้ บ้านคลองไม้เสยี บ
บ้านหัวเขา บ้านเนินยาว บา้ นดงพลบั บ้านหว้ ยแก้ว
บา้ นหนองทรายขาว บา้ นหลุมขา้ ว บ้านสระใหญ่
บา้ นไผใ่ หญ)่
อาเภอเมอื ง (บ้านถนนใหญ่ บ้านแค บา้ นโคกกระเทยี ม)
อาเภอโคกสาโรง (บ้านหลมุ ขา้ ว บ้านวังกะเบยี น)

อาเภอหนองโดน (บ้านกลบั บา้ นครัว บา้ นคลอง
บ้านคลองบญุ บา้ นคลองโดน บา้ นสรา้ ง)
อาเภอดอนพุด
อาเภอวหิ ารแดง

อาเภอปากพลี (บ้านใหม่ บ้านฝ่ังคลอง บ้านท่าแดง
บา้ นหนองแสง บ้านหนองหัวลิง บา้ นคลองเคียน
บ้านคลองคลา้ บา้ นเกาะกา บา้ นแขมโคง้ บ้านสะแกซึง
บา้ นขมุ ขา้ ว บา้ นโพธ์ิศรี บ้านกลางโสภา บา้ นโพธิท์ อง
บ้านเกาะหวาย บ้านเนนิ หนิ แฮ)่
อาเภอบ้านนา (บ้านชะอม)
อาเภอเมือง (ตําบลสารกิ า บา้ นเขาแดง บ้านเนนิ บก
ตําบลเขาพระ บา้ นกุดตะเคยี น บา้ นโนนมะคา่ )

อาเภอพนมสารคาม (เมืองกลาง เมืองกลาย เมอื งแมด
บา้ นหนองปรอื นอ้ ย บ้านหนองเค็ด บา้ นหนองลี
บา้ นหนองยาว บา้ นหนองเสือ บา้ นหนองเต่าชน
บา้ นหนองปลาตอง บา้ นหนองนํ้าดํา บา้ นหนองโพรง
บา้ นหนองแหน บ้านนาเหล่านา้ํ บ้านนาเหล่าบก
บ้านจอมศรี บา้ นจอมมณี บ้านเชยี งใต้ บ้านเตาเหลก็
บา้ นเตาอิฐ บ้านมหาเจดยี ์ บ้านราชฮ้วง บา้ นหวั กะสงั
บา้ นซอ่ ง บา้ นบางพะเนียง บา้ นขมุ ข้าว บ้านโพธใ์ิ หญ่
บ้านคอ้ บา้ นแลง้ บา้ นลาดกะทงิ บ้านดอนทะนา)
อาเภอสนามชัยเขต

อาเภออรัญประเทศ (บา้ นระหัดตกึ )

6

1. กลุม่ ทถ่ี ูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลยศกึ (ต่อ)

6. ปราจนี บุรี อาเภอโคกปีบ (ตาํ บลโคกปีบ หมบู่ ้านสระมะเขอื ,

บา้ นหนองสะแก, บา้ นเกาะกระต่าย, บา้ นโคกปบี ,

บา้ นม่วงขาว, ตาํ บลโคกไทย หม่บู า้ นสระข่อย, หมบู่ ้าน

โคกไทย หรอื โคกมอญ หรือบา้ นซมแสง, ตําบลค้ลู าํ พนั

หม่บู า้ นคลู้ ําพัน บ้านหวั นา บ้านหวั สระขอ่ ย

บา้ นโคกปปี บา้ นโคกวัด บ้านโคกพนมดี บา้ นหนองเสอื

บ้านหนองสะแก บา้ นหนองเกด บา้ นหนองนก

บา้ นหนองบ้าหมู บ้านหนองปรอื บา้ นหนองเฮอื

บา้ นโพนกระเบา บ้านดอนสบั ฟาก บ้านแล้ง

บ้านละเบาะไผ่ บา้ นปรอื วาย บา้ นสม้ แสง บ้านแปรงไผ่

บ้านเกาะกระตา่ ย บา้ นซาํ หวา้ )

อาเภอศรีมหาโพธิ

อาเภอศรมี โหสถ ตาํ บลดงกระทงยาม หมบู่ ้านโพน

กระเบา, หมบู่ ้านหัวหว้า (โพนตูม), หมบู่ ้านเกาะสมอ

(โพนไทร), หมูบ่ า้ นดอนสบั ฟาก, หมู่บ้านหายโศก

(ดอนผักเน่า) หมู่บ้านหวั ซา

อาเภอบ้านสรา้ ง

อาเภอกบนิ ทร์บุรี (บา้ นลาดตะเคยี น)

7. สิงหบ์ รุ ี อาเภอพรหมบรุ ี (บา้ นเสาธงทอง บ้านกฎุ ที อง

บ้านโพธิ์เอน บา้ นอตุ มะพิชัย บ้านบางน้ําเชยี่ ว

บา้ นโภคภวิ ฒั น)์

8. สุพรรณบุรี อาเภอบางปลาม้า (บา้ นลานคา บา้ นกกมว่ ง บ้านด่าน

บ้านสตู ร บ้านอทุ มุ พร บา้ นหม่ี บา้ นเกา่ บา้ นดอกบัว

บ้านไผ่เดยี่ ว บา้ นเก้าหอ้ ง บ้านมะขามลม้ บ้านโพธ์ิศรี)

อาเภออู่ทอง

9. ชลบรุ ี อาเภอพนสั นคิ ม

2. กล่มุ อพยพเขา้ มาดว้ ยความสมคั รใจและอพยพไปรวมกับพวนกลมุ่ เดมิ หรอื ขยาย

ถิน่ ที่อยใู่ หม่

1. เพชรบรุ ี อาเภอเขาย้อย

อาเภอท่ายาง

2. พิจติ ร อาเภอทบั คล้อ

อาเภอบางมูลนาค

อาเภอตะพานหิน (บา้ นท่งุ โพธิ์ บา้ งวังทบั ค้อ บ้างวังลมุ่

บ้านป่าแดง)

3. สโุ ขทัย อาเภอศรีสัชนาลัย (บา้ นหาดสูง บ้านหาดเสี้ยว

บา้ นใหม่ บ้านแมร่ าก)

อาเภอสวรรคโลก (บ้านคลองมะพลบั )

อาเภอบา้ นดา่ นลานหอย (บ้านวังหาด)

7

2. กลุ่มอพยพเข้ามาด้วยความสมัครใจและอพยพไปรวมกับพวนกลุ่มเดิมหรือขยาย
ถนิ่ ที่อยู่ใหม่

4. นครสวรรค์ อาเภอตาคลี (ตาํ บลช่องแค)
อาเภอชมุ แสง
5. อุทัยธานี อาเภอไพศาลี
6. กาญจนบุรี อาเภอตากฟา้
7. เพชรบูรณ์ อาเภอทพั ทนั
อาเภอพนมทวน (บางหมบู่ า้ น)
8. อุตรดิตถ์
9. แพร่ อาเภอชนแดน (บ้านดงขยุ )
10. นา่ น อาเภอศรีเทพ (ตาํ บลสระกรวด)
อาเภอหนองไผ่
11. พิษณโุ ลก อาเภอเมอื ง (ตาํ บลงว้ิ งาม : บา้ นปากฝาง บ้านผาจกุ )
12. พะเยา
13. เชียงราย อาเภอเมอื ง (ตําบลทุ่งโฮ้ง บ้านทุ่งโฮง้ เหนอื -ใต้)
อาเภอเวียงสา (บ้านหลบั มนื พวน)
อาเภอท่าวงั ผา (บา้ นฝายมลู )
อาเภอวงั ทอง (บ้านเข็ก)
อาเภอจุน (บ้านห้วยก๋ัน)

อาเภอแม่สาย (บา้ นป่าก๋อย)
อาเภอเชียงแสน (บา้ นศรีดอนมลู บา้ นป่าสกั น้อย)
อาเภอเทิง (บา้ นศรีดอนชัย)

14. อุดรธานี อาเภอบ้านผอื
อาเภอหนองหาน (บา้ นเชียง)

15. หนองคาย อาเภอเมือง
อาเภอศรีเชียงใหม่
อาเภอโกสมุ พสิ ยั

16. อบุ ลราชธานี อาเภอเมือง

คนพวนในประเทศไทย จากหนังสือตํานานไทยพวน (2537) และหนังสือวัฒนธรรม
และประเพณีไทยพวน (2538) ของโพธิ์ แซมลําเจียก จะเห็นได้ว่าข้อมูลจากส่ืออินเทอร์เน็ต
กับข้อมูลจากหนังสือยังคงมีความคลาดเคลื่อนกันอยู่ แต่ในทางวิชาการจะยึดข้อมูลจากตํารา
หรือหนังสือเป็นหลัก ดังนั้นจึงนําข้อมูลจากตํารามาแสดงประกอบพอเป็นสังเขป เพ่ือความ
เขา้ ใจทถ่ี กู ต้องยิง่ ข้นึ

ขอ้ มูลประชากรไทยพวนที่อยู่ในประเทศไทย เม่ือปี พ.ศ. 2538 มีจํานวน 190,430
คน (วีระพงษ์ มีสถาน, 2538)

8

ถิน่ เดิมของคนพวน

กรุงศรีสัตนาคนหุต ได้อ่อนแอ ตั้งแต่เสียเมืองแก่พม่าครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรง
นองได้แยกอกเป็น 2 อาณาเขต คอื

1. หลวงพระบาง หัวเมอื งข้างฝ่ายเหนือขึ้นกับหลวงพระบาง แล้วต้ังท้าวพระยา
ไปเปน็ หวั พนั ปกครอง เรียกส่วนน้ีว่า เมืองหัวพันทั้งหก (เมืองหัวพันทั้งห้าท้ังหก ประกอบด้วย
เมืองซําเหนือ เมืองซําใต้ เมืองซ่อน เมืองโสย เมืองเหยียบ เมืองสบแอด และเมืองเชียงค้อ)
เมืองที่อยู่ห่างออกไปเรียกว่า สิบสิงจุไท ให้ปกครองกันเองทํานองประเทศราช เช่น เมืองไล
เมืองแถง

พวกทอ่ี ยภู่ าคตะวนั ออกตดิ ตอ่ แดนญวน เรยี กว่า เมอื งพวน
พวกชาวสบิ สองปนั นา เรยี กว่า ล้ือ
พวกชาวสิบสองจไุ ท เรยี กว่า ผ้ไู ทย
พวกชาวเมืองพวน เรียกว่า ลาวพวน พอมาอย่ดู นิ แดนไทย เรยี กวา่ ไทยพวน
2. เวียงจนั ทน์ เมืองที่อยขู่ า้ งฝา่ ยตะวันออก อันมีเมืองพวน เมืองเชียงขวางขึ้นแก่
เวยี งจนั ทน์

“ขุนบรมราชาธริ าช” บรรพบุรษุ คนพวน

ขุนบูลมหรอื ขุนบรมราชาธิราช ไดช้ ักชวนแนะนาํ ชาวบา้ นให้รู้จกั วธิ ีทาํ ไร่ไถนา ปลูก
พืชผัก ทําให้ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ แล้วพาผู้คนมาสร้างบ้านแปงเมือง เรียกว่า เมืองแถน
หรือเมอื งแถง สมยั ตอ่ มาญวน เรยี กว่า เดยี นเบียนฟู

ขนุ บรมราชาธริ าช มีมเหสี 2 องค์ คอื
1. พระนางแอกแดง หรอื แอดแคง มปี ระโอรส 4 องค์

ขุนลอ ใหไ้ ปสร้างเมอื งชวา คือกรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาว หลวงพระ
บาง

ยผี าลา้ น ใหไ้ ปสร้างเมืองหอ (หนองแส) หรือเมืองประคึง
สามจูสง ให้ไปสร้างเมอื งแกวช่องบวั (เมืองญวน)
ไสผง หรือทา้ วไชยพงศ์ ให้ไปสร้างเมืองยวนโยนก เมอื งล้านนา (เชยี งใหม)่
หงสาวดี
2. พระนางยมพาลา หรอื ยมภาลา มพี ระโอรส 3 องค์
งัวอิน ให้ไปสรา้ งเมอื งชาวใต้ คอื อโยทยา
ลกกลม (ลุกกลม) ให้ไปสร้างเมืองเชยี งคม (อินทปตั – เขมร)
เจด็ เจิง (เจตเจ้อื ง) ให้ไปสร้างเมืองพวน (เชียงขวาง ในเขตเมอื งพวน)

เจา้ นายท่ีปกครองเมอื งพวน

1. เจ็ดเจอื ง 2. เจด็ จอน 3. เจ็ดจอด
4. เจ็ดจวิ 5. เจด็ จนั 6. เจด็ ยอดยอคาํ
7. เจ้าพระยห่ี นิ 8. เจ้าพระคอ 9. เจ้าคาํ ลนู
10. เจา้ คาํ เพง็ 11. เจ้าคําขอด 12. เจา้ คาํ ฮวง

9

13. เจ้าคําแจก 14. เจา้ คําฝั้น 15. เจ้าคําพนิ
16. เจา้ คาํ ทน 17. เจา้ คําติดสาก 18. เจ้าคําดวน
19. เจา้ คาํ ลว้ น 20. เจ้าคาํ หมา้ 21. เจ้าคําทา้ ว
22. เจ้าคําเค้า 23. เจา้ คําผง

เส้นทางคนพวน

พ.ศ. 2193 พระเจ้าสุริยะวงศา ยกทัพจากเวียงจันทน์โจมตีเมืองพวน แล้ว
กวาดต้อนเอาครัวเมืองพวนไปอยู่เวียงจันทน์ (ทุกวันน้ีคนพวนในเวียงจันทน์มีอยู่ประมาณ
ครง่ึ หนง่ึ ของคนเวียงจันทน)์

พ.ศ. 2322 สมเดจ็ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ ี ไปตเี มืองพวนที่เชยี งขวาง แล้วกวาดต้อน
ครอบครวั ชาวพวนลงมาไว้ทกี่ รงุ เทพฯ

พ.ศ. 2357 – 2358 พวกข่า (เช้ือสายขอมเดิม) ในเขตเมืองพวนคิดต้ังตัวเป็น
เอกราช ให้พวกขา่ ทงั้ หลายไปรวมตัวเพือ่ รับคาํ สง่ั

พ.ศ. 2377 กองทพั ไทยยกทพั ขบั ไล่ญวน แม่ทพั ไทยบกเจ้าเมืองพวนว่า “ถ้าให้
กองทัพไทยอยู่ กองทัพญวนก็จะยกมารุกรานอีก” ครอบครัวชาวพวนย้ายลงมาถึงเมือง
หนองคาย บางพวกหนีกลับไปอยู่เมืองพวน บางพวกหนีไปอยู่ตามป่าเขา บางพวกหนีเข้าอยู่
เขตสยาม

พ.ศ. 2417 ฮ่อยกพวกบุกเมืองพวน กองทัพกรุงเทพฯ ยกไปปราบฮ่อ แล้ว
กวาดต้อนครอบครัวพวนส่วนหน่ึงลงมากรุงเทพฯ และเมืองพวนเกิดโรคห่าระบาดผู้คนล้มตาย
เป็นอนั มาก

พ.ศ. 2417 สมยั รัชการท่ี 5 ฮอ่ บกุ เมืองพวนอีก กองทัพกรุงเทพฯ ยกไปปราบ
ฮอ่

เส้นทางเดินทัพของสยามทางทิศตะวนั ออก

เส้นทางที่ 1 ปีกซ้ายของทัพหลวง จะเดินไปทางสระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา
ขอนกน่ อุดรธานี หนองคาย

เส้นทางท่ี 2 ปีกขวาของทัพหลวง จะเดินไปทางฉะเชิงเทรา ศรีมโหสถ
กบินทรบ์ ุรี นางรอง บุรรี ัมย์

เสน้ ทางท่ี 3 ทพั หลวง จะเดนิ ไปทางปราจีนบรุ ี นครนายก ปกั ธงชัย พมิ าย
จากเส้นทางการเดินทัพ ทําให้มีผู้อพยพสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ตลอดแนว
เส้นทางทัพ

เส้นทางคนพวนสสู่ ยาม

การอพยพครงั้ ท่ี 1
พ.ศ. 2317 พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นว่า คนลาวคนสยามมิใช่อ่ืนไกลมี
บรรพบุรุษสืบสายโลหิตเดียวกันมาแต่โบราณกาล จึงให้ราชทูตอัญเชิญพระราชสาสน์ไปถึง
พระเจ้าสุริยวงศาในการไมตรีตอ่ กนั
พ.ศ. 2319 พระเจ้าสุริยวงศา ทรงมีศุภอักษรในการเป็นไมตรตี อ่ กนั

10

พ.ศ. 2321 สมยั พระเจา้ ตากสินมหาราช ลาวแบ่งออกเปน็ 2 อาณาจกั ร คือ
1. กรุงศรสี ตั นาคนหุตลา้ นชา้ งร่มขาว หลวงพระบาง มีพระเจ้าสุริยวงศา เป็น
เจา้ ปกครอง เป็นใหญ่ในอาราเขตฝ่ายเหนอื เช่น เมอื งสิบสองจไุ ท
2. กรงุ ศรีสัตนาคนหุตล้านช้างร่มขาว นครเวียงจันทน์ มีพระเจ้าสิริบุญสาร
เปน็ เจ้าปกครอง เปน็ ใหญ่ในอาราเขตฝา่ ยใต้ เชน่ เมอื งพวน
พระเจ้าสิริบุญสาร ให้พระยาสุโพ คุมพลไปตีเมืองดอนมดแดง เมือง
อุบลราชธานี แล้วจับพระวอ เจ้าเมืองฆ่า จึงให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ท้องด้วง) กับ
เจา้ พระยาสุรสีห์ (บญุ มา) ยกทัพไปปราบ พรอ้ มได้เชญิ พระแก้วมรกต พระบาง พร้อมกับกวาด
ต้อนชาวเมืองเวียงจันทน์ลงมาด้วย โดยให้ชาวเวียงจันทน์ที่กวาดต้อนมาต้ังภูมิลําเนาอยู่ตาม
หัวเมืองช้ันในที่ถูกพม่ากวาดต้อนคนไทยไปในคร้ังเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ได้แก่ เมือง
สระบรุ ี สุพรรณบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบุรี จนั ทบรุ ี ลพบรุ ี สระบรุ ี นครนายก และฉะเชงิ เทรา
พ.ศ. 2322 พระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน โปรดให้กองทัพสมเด็จ
เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณาวาธิราช ตีเมืองล้านช้าง ได้อพยพ
ครอบครัวลาวทรงดํา ลาวเวียงลงมาท่ีกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นการอพยพลาวพวนเข้าสู่สยาม
ครง้ั แรก
ลาวทรงดา หรือลาวโซ่ง หรือผไู้ ท ให้อยเู่ พชรบรุ ี
อําเภอเมอื งเพชรบรุ ี บ้านสะพานยหี่ น บ้านวงั ตะโก บา้ นเวยี งคอย
อาํ เภอท่ายาง บา้ นแมป่ ระจันต์ บา้ นเขากระจิว
อาํ เภอบ้านลาด บา้ นหนองโสน บ้านหว้ ยขอ้ ง
อําเภอเขาย้อย มีลาวโซ่งหรือผู้ไทมากที่สุด บ้านหนองกระพ้อ บ้านหนองเลา
บ้านดอนทราย บ้านหนองประดู่ บา้ นหนองซอ บ้านห้วยทา่ ช้าง บ้านหนองชุมพล
ลาวเวียง ลาวหัวเมอื งฟากโขงตะวนั ออก ใหอ้ ยู่เมอื งสระบรุ ี ราชบุรี จนั ทบรุ ี
พ.ศ. 2335 เมืองแถง เมืองพวน ขัดแข็งต่อเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์
จึงแตง่ กองทพั ขน้ึ ไปตีเมืองแถง เมืองพวน ได้ลาวทรงดาํ หรอื ผ้ไู ทดํา ใหไ้ ปอยู่เมืองเพชรบุรี และ
ลาวพวน ให้อยู่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ บางไส้ไก่ วัดคอกหมู ส่งลงมากรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาล
ที่ 1 (ปัจจุบันมีครอบครัวคนพวนตั้งถ่ินฐานบ้านเรือนอยู่เขตมีนบุรี เรียกว่า บ้านวัดบําเพ็ญ
รมิ คลองแสนแสบ ทงั้ สองฝัง่ )

การอพยพคร้ังที่ 2
พ.ศ. 2338 สมยั สมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลก รัชกาลที่ 1 โปรดให้เจ้าอนุรุธ
กลบั คนื ไปครองเมอื งหลวงพระบาง พรอ้ มกบั ครวั หลวงส่วนหนงึ่ สว่ นอกี สว่ นหน่ึงสมัครใจอยู่ต่อ
จึงโปรดให้ต้ังภูมิลําเนาท่ีเมืองสระบุรี อําเภอเสาไห้ อําเภอหนองแซง อําเภอแก่งคอย และ
อําเภอบ้านหมอ อําเภอหนองโดน บ้านมหาโลก บ้านหนองบัว และเมืองพระนครศรีอยุธยา
อําเภอทา่ เรือ ตาํ บลทา่ หลวง ตําบลจาํ ปา หมบู่ า้ นอรญั ญกิ
พ.ศ. 2347 กองทัพกรุงเทพฯ ข้ึนไปตีเมืองเชียงแสนซ่ึงพม่าครองอยู่ ได้เชลย
ศกึ มา โปรดให้ตัง้ บา้ นเรือนอยู่ทเ่ี มืองสระบรุ ี และราชบุรี (ส่วนใหญ่เป็นลาวเชียงแสน หรือลาว
โยนก หรือลาวยวน)

11

การอพยพครั้งที่ 3
พ.ศ. 2352 สมัยสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
พระบรมราชา เจ้าเมืองกับท้าวไชยอุปราช วิวาทกัน บ่าวไพร่อุปราชได้อพยพมาสวามิภักด์ิต่อ
กรุงเทพฯ ด้วยคน 2,000 เศษ รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าให้ต้ังบ้านเรือนอยู่คลองมหาวงศ์ เมือง
สมทุ รปราการ ชาวลาวพวนไมค่ ุน้ เคยกับสภาพบ้านเมืองจึงทูลขอไปอยู่กับพวกลาวพวนที่อพยพ
มาก่อนซง่ึ ตงั้ บา้ นเรอื นอย่ทู เี่ มอื งพระรถ
สมัยรัชกาลท่ี 2 จะสร้างเจดีย์กลางนํ้า เมืองสมุทรปราการ จึงโปรดให้
เจา้ อนุวงศ์ เกณฑ์คนลาวเวียงจันทน์มาช่วยตัดต้นตาลที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี เมื่อเสร็จภารกิจ
คนลาวเวียงจันทน์กล่มุ นี้ (เปน็ ลาวพวนแทบท้ังส้ิน) ชอบความเป็นอยู่ในสยาม จึงไม่ขอกลับและ
ขออยู่ต่อ จงึ โปรดใหต้ ้ังบ้านเรือนทีอ่ าํ เภอบางปลามา้ จังหวัดสพุ รรณบรุ ี ตอ่ มา มกี ารเกณฑ์ลาว
เวียงจันทน์กับลาวโคราช ให้เจ้าอนุวงศ์คุมมาตัดต้นตาลนําไปทดนํ้าที่ปากคลองบางแก้ว เมือง
อ่างทอง ลาวที่เกณฑ์มาขอยอยู่ต่อ จึงโปรดให้อยู่ที่บ้านลาว หมู่ท่ี 5 ตําบลศาลาแดง อําเภอ
เมือง จงั หวัดอ่างทอง (ปจั จุบนั ถกู กลนื กลายทางวัฒนธรรมไปเกอื บหมดแล้ว)
พ.ศ. 2362 สมัยสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเลิศหล้านภาลัย รัชการท่ี 2 เกิด
กบฏมาตเี มอื งนครจําปาศกั ด์ิ ไม่สามารถจบั หวั หน้ากบฏได้ (อ้ายสาเกียดโง้ง) ดังนั้นเจ้าอนุวงศ์
ได้ติดตามจับหัวหน้ากบฏได้ จึงได้รับบําเหน็จความชอบเป็นเจ้าเมืองนครจํา ปาศักดิ์ เมื่อ
สิ้นรัชกาลที่ 2 เจ้าอนุวงศ์ได้มางานถวายเพลิงพระศพ เชื่อว่าตนเป็นคนโปรดของรัชกาลที่ 3
จงึ ได้กราบบังคมทูลขอชาวเวยี งจันทน์ทถ่ี กู กวาดต้อนมาเมอื่ คร้ังกรงุ ธนบุรี เมอื่ เกอื บ 50 ปีที่แล้ว
กลบั ไปเวียงจันทน์ด้วย แตร่ ชั กาลที่ 3 ไม่พระราชทานตามประสงค์ จึงเป็นเหตุขุ่นข้องหมองใจ
ประการหนงึ่

การอพยพครั้งท่ี 4
พ.ศ. 2371 พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจา้ อยู่หัว รัชกาลท่ี 3 โปรดให้แบ่งเขต
เมอื งชลบุรบี างสว่ นกบั เขตเมอื งฉะเชงิ เทราบางส่วน แลว้ ต้ังเป็นเมืองพนัสนิคม มีไทยพวนอพยพ
ร่นุ แรก เปน็ เจ้าเมอื ง (พระอินอาสา) สาเหตุทขี่ อยา้ ยมาจากคลองมหาวงศ์ เมืองสมุทรปราการ
ด้วยเน่ืองความเป็นเครือญาติ ภายหลังศึกปราบเจ้าอนุวงศ์ ได้กวาดต้อนลาวเวียงจันทน์ซึ่งมี
จํานวนมากท่สี ุด จึงโปรดใหต้ ัง้ บ้านเรือนท่ี
เมอื งลพบุรี อาํ เภอบ้านหมี่ อาํ เภอโคกสําโรง
เมืองสระบุรี อําเภอเสาไห้ อําเภอหนองแซง อําเภอแก่งคอย อําเภอเมือง
สระบุรี
เมืองสุพรรณบรุ ี อาํ เภอบางปลาม้า อาํ เภออู่ทอง อาํ เภอเมืองสพุ รรณบรุ ี
เมืองนครชัยศรี อาํ เภอนครชัยศรี อาํ เภอกาํ แพงแสน
เมอื งกาญจนบรุ ี อาํ เภอพนมทวน
เมืองพนัสนคิ ม (ครัวจากเมืองนครพนม ซึ่งพระอินทรอาษาไปเกลี้ยวกล่อมให้มา
อยโู่ ดยสมัครใจ รวมกับลาวคลองมหาวงศ์ เมอื งสมุทรปราการท่ีอพยพมาสมทบ)
พ.ศ. 2378 การอพยพครง้ั นี้เปน็ การเกบ็ ครัวทีเ่ หลือจากเมืองพวน เมืองหัวพัน-
ทั้งห้าทั้งหก รวมกันลงมา เฉพาะเมื่อตอนกวาดต้อนครัวเสียงจันทน์ และเมืองพวนเชียงขวาง
ลงมาคราวเจ้าอนุวงศแ์ พท้ พั
พ.ศ.2379 ครวั ลาวเวยี งและลาวพวนทถี่ ูกกวาดต้อน ส่วนหนง่ึ อพยพไปอยทู่ ี่
เมอื งหล่มเก่า เมืองหลม่ สัก เมอื งวเิ ชียรบรุ ี จังหวัดเพชรบูรณ์
กรงุ เทพฯ (ลาวพวน) สะพานมอญ ปากคลองตลาด วัดโสมนัส วดั คอกหมู

12

ริมคลองวัดสระเกศ
เมอื งธนบรุ ี วัดบางไสไ้ กห่ รือวดั ลาว บา้ นบางยีข่ ัน
การอพยพที่สมัครใจมาเองยงั มกี ารอพยพตามแม่ทัพใหญ่ โดยตงั้ บ้านเรือนอยู่ท่ี
บา้ นหาดเสย้ี ว อาํ เภอศรีสัชนาลัย จงั หวัดสโุ ขทยั
บา้ นบางนํ้าเชยี่ ว บา้ นดอนคา (บ้านโภคาภิวัฒน์) บา้ นแปง้ บ้านทองเอน อําเภอ

พรหมบุรี อําเภออนิ ทร์บุรี จงั หวดั สงิ หบ์ ุรี
ตําบลจันแสน ตําบลชอ่ งแค อําเภอตาคลี จังหวดั นครสวรรค์
อาํ เภอตะพานหิน จงั หวัดพิจิตร
อาํ เภอปากพลี จังหวดั นครนายก

การอพยพครั้งที่ 5
สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 สาเหตุจากหนีมา
จากนครเวียงจันทน์เมอ่ื คร้งั ศกึ ฮอ่ ซึ่งอพยพมาจากเมอื งพวน เมอื งแมด เมืองกาสี ปัจจุบันได้ต้ัง
บ้านเรือนทบี่ ้านกาลมึ ตาํ บลเมอื งพาน อาํ เภอบ้านผือ จังหวัดอดุ รธานี

เส้นทางการอพยพ

เส้นทางท่ี 1 หลวงพระบาง น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย (สุโขทัย -
กําแพงเพชร และสุโขทยั -พิจิตร) แลว้ บรรจบกันท่พี จิ ิตร แลว้ แบ่งเป็น

1.1 ลพบรุ ี บ้านหมี่ สระบรุ ี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา จนั ทบรุ ี
1.2 ลพบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี
เส้นทางท่ี 2 ซําเหนือ เมืองพวน น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย กําแพงเพชร
พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา
จันทบรุ ี
เส้นทางที่ 3 ซําเหนือ เชียงขวาง บริคน เวียงจันทน์ หนองคาย อุดรธานี
เพชรบรู ณ์ สระบุรี นครนายก ปราจนี บรุ ี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี
เสน้ ทางที่ 4 หลวงพระบาง เมอื งพวน เวยี งจันทน์ กรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี
เส้นทางที่ 5 สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ สิงห์บุรี ลพบุรี นครปฐม
ราชบรุ ี เพชรบุรี
เสน้ ทางท่ี 6 เพชรบูรณ์ นครนายก พนสั นคิ ม ปราจีนบุรี จนั ทบุรี เขมร

ชาวไทพวน ท่ีอพยพมาต้ังหลักแหล่งที่บ้านบุฮม และบ้านกลาง อําเภอเชียง
คาน จังหวัดเลย ถ่ินฐานเดิมอยู่ท่ีเมืองเตาไห หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว เม่ือคร้ังที่พวกจีนฮ่อ กุลา เงี้ยว รุกรานเมืองเตาไห 4 พ่อเฒ่า คือ พ่อเฒ่า
ก่อม พ่อเฒา่ ห่าน พ่อเฒา่ เพียไซ พ่อเฒ่าปู่ตาหลวง เป็นผู้นําชาวพวนกลุ่มหน่ึง อพยพออกจาก
หลวงพระบาง ล่องตามแม่น้ําโขงมาต้ังถ่ินฐานที่บ้านบุฮม ต่อมาผู้คนส่วนหนึ่งได้มาอยู่ที่บ้าน
กลาง อีกแห่งหนึ่งแล้วเรียกตัวเองว่า “ไทพวน” ชาวไทพวนน้ันมีความเป็นอยู่ท่ีเรียบง่ายแบบ
สงั คม ชนบททั่วไป มีอาชีพเกษตรกรรม การทอผา้ การตเี หลก็ ทําเคร่ืองเงิน เคร่อื งทอง

13

แหล่งคนพวนในภูมิภาคของไทย

ไทยพวน จังหวดั นครนายก

ท่ีมา : http://www.geocities.com/

โพธิ์ แซมลําเจียก (2537) ไดก้ ล่าวว่า เม่ือสืบสาวเรอื่ งราวบรรพบุรุษตามที่ได้
ยินได้ฟังมาแต่ครั้งบรรพบุรุษว่า คนพวนในอาเภอปากพลี จังหวัดนครนายก บรรพบุรุษ
อพยพมาจากแขวงหัวพันท้ังห้าทั้งหก เมืองซาเหนือ เมืองซาใต้ ซ่ึงอยู่เหนือขึ้นไปของ
แขวงเมือง เชียงขวาง เมืองพวน หรือทางค่อนทิศตะวันออกของแขวงเชียงขวาง
(แขวงหัวพัน : "เมอื งแหง่ สมรภูมิ”) สถานท่ตี ั้งอยู่ตดิ ชายแดนเวียดนามเหนือ ถัดไปจากแขวง
เชียงขวาง เมืองหลวง คือ เมืองซําเหนือ (เมืองซําเหนือ เป็นเมืองหลวงของแขวงหัวพัน
มีชายแดนติดกับเวียดนาม ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา อันเขียวชอุ่มท่ีความสูง 1,200 เมตร เป็น
เมืองท่ีมีววิ ทิวทศั นท์ ส่ี วยงาม ตลาดในเมืองยามเช้าจะมีชาวเขาเผ่าต่างๆ ออกมาเดินซ้ือของกัน
ท่ีนี่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคน้ี มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารสด อาหารแห้งของ
จากจีน เวียดนามและไทย และผ้าทอมือ ซ่ึงเป็นสินค้าท่ีข้ึนชื่อของลาว ท่ีส่งไปขายยังหลวง-
พระบางและเวียงจันทน์ มีลวดลายท่ีประณีต สวยงาม ) หัวพันต้ังอยู่ทางทิศ
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ของเชียงขวาง ประวัติศาสตร์ของสองแขวงนี้มีความคล้ายคลึงกัน ในอดีต
หัวพันเคยตกเป็นเมืองข้ึนของเวียดนามสลับกับการดํารงอยู่ในฐานะรัฐเอกราช และเพ่ิงถูก

14

รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของลาวในสมัยที่ตกเป็นอาณานิคมของฝร่ังเศส ปัจจุบันมีประชากรราว
280,780 คน ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน พ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ อากาศค่อนข้างหนาว
ประกอบดว้ ยชมกล่มุ น้อยกว่า 20 เผ่า ได้แก่ ไทขาว ไทแดง ไทเหนือ ไทน้อย ม้ง ขมุ ยูนนาน
สว่ นใหญใ่ ช้ภาษาตระกูลภาษาไท (http://www.oceansmile.com/Lao/Samner.htm, 2551)

ชาวไทยพวนในจังหวัดนครนายก เช่อื กันว่า
คร้ังที่ 1 อพยพเข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประมาณ ปี พ.ศ.
2322 เมื่อสมเด็จพระเจา้ กรุงธนบุรที รงโปรดเกล้าใหส้ มเด็จเจ้าพระยามหากษัตรยิ ศ์ กึ ยกทพั ไปตี
เมืองเวียงจันทน์ และหัวเมืองต่างๆ ซึ่งมีช่ือเรียกรวมกันว่า หัวพันทั้งห้าท้ังหก ประกอบด้วย
เมืองคําม่วน เมืองคําเกิด เมืองเวียงไชย เมืองไพศาลลี เมืองซําเหนือ และเมืองเชียงขวาง ไ
ด้กวาดต้อนเอาลาวเวียง (ลาวเวียงจันทน์) ลาวพวนและลาวโซ่ง มาไว้ท่ีเมืองร้าง (เพราะถูก
พม่ากวาดต้อนราษฎรไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ. 2310) เช่น เมือง
สระบรุ ี ลพบรุ ี นครนายก และฉะเชงิ เทรา
ครง้ั ท่ี 2 ในราวปี พ.ศ. 2335 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
เมอื งแถงและเมอื งพวนแข็งข้อตอ่ เมืองเวยี งจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงได้ยกทัพไปปราบ และ
กวาดต้อนครอบครวั ลาวทรงดํา (ลาวโซ่ง) และลาวพวนสง่ มากรงุ เทพฯ ลาวทรงดํา ถูกส่งไปอยู่
ทเี่ พชรบรุ ี ลาวพวนถกู ส่งไปทีเ่ มืองลพบรุ ี สระบรุ ี นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบรุ ีและจันทบรุ ี
ชาวพวนนิยมตั้งถนิ่ ฐานสร้างทที่ ํากนิ บริเวณล่มุ แมน่ า้ํ ดว้ ยมอี าชีพเกษตรกรรม
ทําไรไ่ ถนา เม่ืออพยพมาอยใู่ นประเทศไทย จึงเลือกสถานท่ีสร้างบ้านเรือนอยู่ตามแม่นํ้าลําคลอง
สงั เกตได้จากชาวไทยพวนอําเภอปากพลี จังหวัดนครนายก จะสร้างบ้านอยู่ตามลําคลองตลอด
แนว ตั้งแต่ตําบลหนองแสง ตําบลเกาะหวาย ตําบลเกาะโพธ์ิ จนถึงตําบลท่าเรือ เป็นต้น
ท่ีอําเภอเมืองนครนายกจะมีชาวไทยพวนอาศัยอยู่ท่ีตําบลสาริกา และตําบลเขาพระ เมื่อ
พิจารณาจากข้อมูลพอ สันนิฐานไดว้ า่ ไทยพวนในจังหวัดนครนายกท่ีเป็นแหล่งใหญ่คือไทยพวน
อําเภอปากพลี แลว้ อพยพไปอยยู่ งั สว่ นตา่ งๆ ของจังหวัดนครนายก ประชาชนในอําเภอปากพลีมี
ชาวไทยพวนที่มีขนบธรรมเนียมประเพณวี ัฒนธรรมรวมท้งั ภาษาทใ่ี ชแ้ ตกตา่ งจากคนในภาคกลาง
เม่อื มชี าวไทยพวนมากข้ึนจงึ มขี นบธรรมเนียมประเพณที ีห่ ลากหลาย จึงได้ร่วมกันทาํ กจิ กรรมของ
ชุมชนและก่อตั้งพพิ ธิ ภณั ฑ์พน้ื บ้านวัดฝั่งคลองของชาวไทยพวนขน้ึ

ตํ า บ ล ห น อ ง แ ส ง อํ า เ ภ อ ป า ก พ ลี จั ง ห วั ด น ค ร น า ย ก
(http://www.nakhonnayok.go.th/a_pakplee/nongsang.html, 2551) เป็นตําบลที่มีชาวไทย
พวนอพยพเข้ามาตัง้ ถ่ินฐานอยูไ่ ม่ต่ํากว่า 160 ปี ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่เดิมเป็นป่าดงดิบและมีแหล่งน้ําอุดมสมบูรณ์ ในฤดูฝนจะมีฝนตกมากนํ้าหลาก จึงมีชาว
ไทยพวนกลุ่มหน่ึงอพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่บน ที่สูง เป็นบริเวณที่มีไม้เน้ือแข็งข้ึนอยู่หนาแน่น
ซง่ึ เรียกวา่ ต้นแสงหรือต้นชมุ แสง และต้ังช่ือหมู่บ้านน้ีว่า "บา้ นหนองแสง" ตอ่ มานํามาต้ังเป็นชื่อ
ตําบล "หนองแสง" ในปจั จบุ นั ตําบลหนองแสง เป็นตําบลในเขตการปกครองของอําเภอปากพลี
ซ่งึ ประกอบด้วย 9 หมู่บา้ น ไดแ้ ก่ บา้ นคลองคลา้ บ้านโคกกระชาย บ้านหนองหัวลิงใน บ้านเนิน
หินแร่ บ้านหนองแสง บา้ นสนั ป่าต้ัง บ้านหนองหัวลงิ นอก บา้ นบงุ่ เข้ บา้ นเหลา่ เด่ิน

จงั หวดั นครนายก (http://www.nayokcity.com, 2551) มีประชากรอยู่หลาย
กลุ่ม ปัจจุบนั ทุกกลมุ่ ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก คงมอี ยเู่ พยี งบางกลุม่ ที่ยงั ใชภ้ าษาทอ้ งถ่นิ ของตน เช่น
ไทยพวน ซึง่ สว่ นใหญอ่ ยู่ในเขตอําเภอปากพลี คงใช้ภาษาพูดอยู่ในกลุ่มกันเอง แต่ภาษาเขียนใช้

15

อักษรไทยน้อย และอักษรธรรม กล่าวคือ เดิมชาวพวนใช้อักษรไทยน้อยเขียน (ธาร) นิทาน
พน้ื บ้าน สว่ นอกั ษรธรรมใช้เขยี นหนงั สอื ธรรมะโดยตรง เพือ่ ใช้ในการเทศนาตามงานบุญสาํ คญั

ไทยพวน จังหวัดปราจีนบรุ ี

ช า ว พ ว น ใ น จั ง ห วั ด ป ร า จี น บุ รี ( http://kanchanapisek.or.th/
kp8/pjb/pjb306.html, 2551) ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองสกลทวาปี (จังหวัดสกลนคร) ในปี
พ. ศ. 2370 ในรัชกาลท่ี 3 คราวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์กบฏ ชาวพวนจากเมืองสกลทวาปี
ถูกกวาดต้อนไปอยู่อําเภอกบินทร์บุรี อําเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีน (ปัจจุบัน) และใน
รัชกาลท่ี 5 ได้มีการนาํ ชาวไทยพวนเขา้ มาในกรงุ เทพฯ ดว้ ย ปจั จุบนั ชาวไทยพวนเมืองปราจนี บรุ ี
ได้แยกย้ายกันไป ต้งั ถิ่นฐานอยู่อกี 2 อําเภอ คือ

1. อาํ เภอศรมี โหสถ ตาํ บลดงกระทงยาม หมบู่ ้านโพนกระเบา, หมบู่ ้านหวั หว้า
(โพนตูม), หมู่บ้านเกาะสมอ (โพนไทร), หมู่บ้านดอนสับฟาก, หมู่บ้านหายโศก (ดอนผักเน่า)
หมูบ่ า้ นหวั ซา

2. อําเภอโคกปีบ (ตําบลโคกปีบ หมบู่ ้านสระมะเขอื , บา้ นหนองสะแก, บา้ นเกาะ
กระต่าย, บ้านโคกปีบ, บ้านม่วงขาว, ตําบลโคกไทย หมู่บ้านสระข่อย, หมู่บ้านโคกไทยหรือ
โคกมอญ หรือ บา้ นซมแสง, ตําบลค้ลู าํ พัน หมูบ่ ้านคู้ลําพัน)

วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ชาวไทยพวนในจังหวัดปราจีนบุรี มีความขยันหมั่นเพียร
อดทนมธั ยสั ถ์มาก จงึ มีฐานะความเป็นอยู่ดี มีกนิ มใี ช้ไมข่ ดั สน อาชีพท่ชี าวไทยพวนทาํ มาหาเลี้ยง
ชีวติ ได้แก่ การเกษตรเปน็ หลัก สว่ นการรับจ้าง คา้ ขาย รบั ราชการน้ันมนี ้อย การนับถือศาสนา
ชาวไทยพวนนับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด แต่ยังคงนับถือผีบรรพบุรุษตามประเพณีนิยม
และยึดถอื ประเพณมี ากการปรับปรนของชาวไทยพวน ปจั จบุ นั ชาวพวนในจังหวัดปราจีนบุรี ได้มี
การปรบั ปรนให้เขา้ กับประชาชนทั่วไป แต่ยงั คงรกั ษาประเพณีของชาวไทยพวนไว้ เช่น เด็กๆยัง
ไว้ผมจุก ภาษาที่ใช้พูดเป็นภาษาพวน ส่วนท่ีอยู่อาศัย เช่น บ้าน อาหารการกิน ได้ปรับปรนให้
เข้ากับชาวท้องถน่ิ และสงั คมปัจจบุ ันแล้ว

จังหวัดปราจีนบุรี มีชนชาติใหญ่ ๆ คือ ไทยกลาง ร้อยละ 30 ไทยอีสานและ
ไทยพวน ร้อยละ 60 ไทยเชื้อสายจีน ร้อยละ 10 ไทยกลางอาศัยอยู่มากในแถบ อําเภอ
บ้านสร้าง และอําเภอเมอื งปราจนี บุรี ไทยอีสานสว่ นใหญอ่ พยพมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อาศยั อยู่มากในแถบอาํ เภอนาดี อําเภอกบนิ ทรบ์ ุรี และอาํ เภอประจนั ตคาม กลุ่มชาวไทยพวนถูก
กวาดตอ้ นมาจากเมืองสกลวาปี เมือ่ พ.ศ. 2370 ในสมยั รัชการที่ 3 คนไทยเชอ้ื สายจีนอาศัยอยู่
ในตัวเมืองปราจีนบุรี ชาวไทยอีสานที่อพยพมาอยู่ปราจีนบุรีส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร
และรับจา้ ง คนกลมุ่ นไี้ ดน้ าํ ขนบธรรมเนยี มประเพณีและภาษาถ่ินมาด้วย เช่น มีการแห่ปราสาท
ผ้ึงที่อําเภอประจันตคาม งานบุญบั้งไฟ ท่ี อําเภอกบินทร์บุรี และอําเภอศรีมหาโพธ์ิ ที่อําเภอ
กบินทร์บรุ ี และงานบญุ ขา้ วหลามท่ี อําเภอกบินทร์บุรี และอําเภอศรีมหาโพธิ และอําเภอนาดี
ชาวไทยพวนจะมีฐานะความเป็นอยู่ ประกอบอาชีพเกษตรเป็นหลัก รับจ้าง ค้าขาย และรับ
ราชการพอมีอยู่บา้ ง ชาวไทยพวนนับถอื พุทธศาสนา แต่คงนับถือผีบรรพบุรุษตามประเพณีนิยม
และยังคงนับถือประเพณีของตนไว้ เช่น พูดภาษาพวน (วฒั นธรรมการพัฒนาทางประวัติศาสตร์
เอกลักษณ์ ภูมิปัญญา จังหวัดปราจีนบุรี, กรมศิลปากร 5 ธันวาคม 2542 อ้างใน
http://www.prachinhealthylife.net/text.1/H/h_pj.html , 2551)

16

ไทยพวน ตาบลหนองยาว อาเภอพนมสารคาม จงั หวัดฉะเชิงเทรา

ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ พั น ธุ์ ข อ ง ค น ตํ า บ ล ห น อ ง ย า ว
(http://eastempower.org/index.php, 2551) ในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 3 ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
การศกึ สงครามกบั เพ่อื นบ้านยังมีอยู่เป็น ระยะ ๆ เช่น กบฎอนุวงศ์ (ลาว), กบฏพระยาละแวก
(เขมร) ซงึ่ ทางการสยามได้ส่งกองทัพไปปราบอยู่เสมอ ในการทําศึกสงครามทุกครั้งในสมัยนั้น
วธิ ีการที่จะกําราบข้าศกึ ได้ดีทส่ี ดุ กค็ ือการกวาดต้อนผูค้ นให้เขา้ มาอยูใ่ กล้ ๆ พวกชาวบ้านก็ให้ต้ัง
บา้ นเรอื น (สร้างบา้ นแปงเมือง) ตามเส้นทางกองทัพกําหนดเป็นจุดยุทธศาสตร์การสงครามไล่
เร่ือยมาซึ่งการศึกสงครามในสมัยก่อนผู้คนยังไม่มากเช่นในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าการกวาดต้อน
ขา้ ศกึ เข้ามาจะช่วยให้สลายกาํ ลังของขา้ ศึกลงได้ สว่ นเจ้าฟ้าข้าแผ่นดินจะถูกพาเข้าไปอยู่ใกล้กับ
เมืองหลวงมากท่ีสุด เช่น เส้นทางของพี่น้องไทยพวน ท่ีฝ่ายเจ้านายฝ่ายในจะให้ต้ังถ่ินฐานอยู่
บางขุนพรหม และให้แต่งงานอยกู่ นิ กับพระราชวงศ์ของไทย นัยสําคัญที่เป็นกุศโลบายก็คือการ
ละลายศัตรูทางสายเลือด ส่วนตามย่านผ่านทางไล่เรื่อยมาก็ให้ทําเช่นนี้เช่นกันโดยให้ขุนศึก
นายกองแต่งงานกับข้าศึกเชลยที่กวาดต้อนมา แล้วขยายชุมชนออกไปเป็นช่องทางการส่ือสาร
ช่องทางปอ้ งกันข้าศกึ เปน็ แหลง่ ตระเตรียมเสบยี งกรังเมื่อยามจําเป็นทางวังหลวงก็พระราชทาน
ยศถาบรรดาศักดใ์ิ ห้ปกครองดูแลหวั เมอื งดา่ นนอกสืบตอ่ กันมาหลายช่ัวอายุคน ตําบลหนองยาว
ก็อยู่ในเสน้ ทางเดนิ ทพั ในอดีตเชน่ กันซึ่งเสน้ ทางศึกในทิศตะวนั ออกน้ันสันนิษฐานว่าคงมีจารึกไว้ใน
ตาํ ราพิชยั สงครามเนอื่ งจากการศึกทั้ง 2-3 ครั้งทางตะวันออกเส้นทางเดินทัพจะอยู่ในเส้นทาง
เดยี วกันในทุกยุคสมยั โดยสามารถดตู ามแผนท่ีในปัจจุบันจะพบได้ว่าการสืบสาวพี่น้องไทยพวน
และเขมร จะอยใู่ นเส้นทางเดนิ ทัพ 3 เสน้ ทาง ดังนี้

ปีกซ้ายของทัพหลวง จะเดินไปทางสระบุรี ลพบุรี เข้าโคราช ขอนแก่น
อุดรธานี หนองคาย

ปีกขวาจะมุ่งหน้าออกทางฉะเชิงเทรา ศรีมโหสถ กบินทร์บุรี นางรอง
บุรรี ัมย์

ส่วนทัพหลวงมุ่งหน้าทางเมืองปราจีนบุรี นครนายก ปักธงชัย พิมาย ซ่ึง
ตามเส้นทางเหล่านี้จะมีพ่ีน้องท้ังสองชาติสร้างบ้านแปงเมืองอยู่ทุกพื้นที่ในตําบลหนองยาว
ดั้งเดิมมลี กั ษณะเป็นดงไมเ้ บญจพรรณรกทบึ รอบๆ ตําบลจะมีหนองน้ําใหญ่และยาวมากอยู่รอบ
ตําบลลกั ษณะเป็นเกาะ แตใ่ นปัจจุบนั ไม่มีใหเ้ ห็นแล้วการเปล่ียนแปลงทเี่ ปลย่ี นโฉมหน้าของตําบล
หนองยาวจะอยู่ในช่วงท่ีมีสงครามเวียดนามเมื่อมีการตัดถนนสายยุทธศาสตร์สัตหีบ -โคราชขึ้น
ซ่ึงทําให้การไหลของน้ําตามธรรมชาติถูกปิดกั้นความตื้นเขิน จึงเกิดข้ึนรวมท้ังการรุกคืบเข้า
ครอบครองพื้นที่ของชาวบ้านด้วย ในปัจจุบันพี่น้องไทยพวนยังรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรม
ประเพณไี วไ้ ด้อยา่ งเหนียวแน่นโดยเฉพาะการพูดและงานตามประเพณีทั้ง 12 เดือน แต่ในส่วน
ของพี่นอ้ งเชือ้ สายเขมรกลับน่าเป็นหว่ งวา่ อกี ไมน่ านนกั คงไมม่ ีใครๆ ท่ีจะสืบทอดวัฒนธรรมอันดี
งามไวไ้ ด้ ในปจั จุบนั คนอายุเฉลี่ย 60 ปขี ึ้นไป จึงจะสามารถพูดและรักษาขนบธรรมเนียมเดิมไว้
ได้ ปัจจุบันใน 12 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 8,740 คนเศษ มีจํานวนครัวเรือน
1,630 ครัวเรือนกว่าร้อยละ 70 เป็นพี่น้องเช้ือสายไทยพวน อีกร้อยละ 20 จะเป็นพ่ีน้องเช้ือ
สายเขมร ท่ีเหลือจะเป็นคนจีน และไทย ตําบลหนองยาวเป็นตําบลที่มีความสงบสุข มีความ
รกั เก่ียวพันกันมาโดยตลอดซ่ึงเป็นฐานของทุนทด่ี ีของชุมชน

17

ไทยพวนบ้านกลบั เก่า ตาบลกลบั เกา่ อาเภอหนองโดน จงั หวดั สระบรุ ี

ไทยพวน (http://www.saraburi.go.th, 2551) เดิมมถี ิน่ ฐานอยู่ที่เมืองเชียง
ขวางในราชอาณาจักรลาว ต้งั ถ่นิ ฐานกระจายออกไปตามบริเวณเมืองสุย เมืองแปลกมีค่า เมือง
หมอก และเมืองหนองแฮต ภูมิประเทศท่ีอยู่บริเวณเมืองเชียงขวางน้ันเป็นพื้นที่มีภูเขาใน
ตอนกลางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ราบเหมาะกับการประกอบ
อาชีพในทางเกษตรกรรม ประชาชนจึงมีอาชีพในทางทํานาข้าวเป็นส่วนใหญ่ชาวไทยพวนทั่วไป
นยิ มทอผา้ ใช้เองในครวั เรือนของตนเอง และส่วนที่เหลือก็นําไปขายส่งเป็นสินค้า มีนิสัยชอบอยู่
กับเหย้าเฝ้ากับเรือนตามแบบเยี่ยงหญิงไทยโบราณ ไทยพวนท่ัวไปมีบุคลิกลักษณะค่อนข้างดี
ผิวพรรณค่อนข้างขาว สวยสะอาดพอสมควร มีภาษาพูดเป็นของตนเองเป็นภาษาท่ีไพเราะ
เสนาะหู พูดจาเนิบๆ ไม่รวดเร็วมีประเพณีบางอย่างเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ซํ้าแบบใคร
ส่วนใหญ่รักเชื้อรักเหล่าของตนเองเหมือนคนจีนรักแซ่ ถ้าเป็นเช้ือชาติเดียวกันก็รักเหมือนญาติ
พน่ี อ้ ง เป็นผูร้ กั ความสงบ ไมเ่ ปน็ พษิ เป็นภยั กบั ใคร หญงิ สาวสว่ นมากรกั นวลสงวนตัว เช่ือฟังพ่อ
แม่รกั ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นชีวติ จิตใจในสมยั กอ่ น เมอื งเชียงขวางหรือเมืองพวกนั้น เคยมี
กษัตริย์ปกครองเรียกกันว่า “เจ้าหลวง” หรือ “เจ้าฟ้า” สืบเนื่องกันมานาน จนถึงสมัยหน่ึงมี
เจ้าชมภูเป็นผู้ครองนคร เป็นเมืองขึ้นตรงต่อหลวงพระบาง ต้องส่งดอกไม้ทอง ปีละ 2 ตําลึง
ตอ่ มานครเวียงจนั ทนท์ ําศึกกับนครหลวงพระบาง เจ้านนท์เจ้าเมืองเวียงจันทน์จึงเกลี้ยกล่อมให้
เจ้าชมภูเข้าร่วมกับตน ยกทัพเมืองพวนไปรบกับเมืองหลวงพระบางจนได้ชัยชนะ แต่เจ้าชมพู
ไม่ยอมข้ึนกับนครเวียงจันทน์ ด้วยถือว่าตนก็เป็นผู้รบชนะควรท่ีจะเป็นเอกราชปกครองตนเอง
นอ้ งของเจา้ นนท์ซ่งึ เปน็ แมท่ พั ใหญ่ของ นครเวียงจันทน์ จึงส่ังให้ท้าวเขียวยกทัพไปปราบและจับ
ตัวเจ้าชมภูได้ ให้นําตัวส่งไปยังนครเวียงจันทน์ เจ้านนท์กริ้วรับส่ังให้ประหาร โดยให้นําตัวไป
แทงด้วยหอกบังเอิญฟ้าผ่าถูกด้ามหอกท่ีเพชฌฆาตถืออยู่นั้นสะบ้ันลง เจ้านนท์ทราบเป็นเหตุ
อัศจรรย์ จึงรับสั่งให้เจ้าชมภูกลับไปครองเมืองพวน เป็นเหตุให้ไทยพวนถือฟ้าและยึดถือเป็น
ประเพณี “กําฟ้า” คือ นับถือฟ้า มาจนถึงปัจจุบันน้ี ทางนครเวียงจันทน์ เม่ือเจ้านนท์
สิ้นพระชนม์ เจ้าอนวุ งศร์ าชบตุ รก็ข้นึ ครองราชสมบตั ิปกครองนครเวียงจันทน์สืบต่อมา ส่วนทาง
เมืองพวนเม่ือเจ้าชมภูส้ินพระชนม์ เจ้าน้อยราชบุตรก็ข้ึนครองราชย์สมบัติ และต่อมาเจ้าน้อย
กม็ าเปน็ ราชบุตรเขยของเจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ เมืองทั้งสองจึงเป็นเหมือนทองแผ่น
เดียวกนั ณ ปรี ะกา พุทธศกั ราช 2369 ในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 3
แห่งราชวงศจ์ ักรี

ในสมัยรัชกาลท่ี 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์
(http://cddweb.cdd.go.th/nongdon/plan/19080202.pdf, 2551) สวามิภักด์ิญวนยกกองทัพ
ตีไทยเร่ือยลงมาถึงนครราชสีมา เกิดการสู้รบกับคุณหญิงโม ทัพของเจ้าอนุวงศ์ถูกตีแตก ใน
ท่สี ุดครอบครัวชาวเวียงจันทน์รวมทั้งชาวไทยพวนได้ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยศึก อพยพลงมา
ตามริมแม่นํ้าตั้งบ้านเรือนท่ีบ้านเชียง อีกส่วนหนึ่งถูกต้อนลงมากรุงเทพฯ สระบุรี ลพบุรี และ
สิงห์บรุ ี ไทยพวนจะอพยพกันมาตามริมแมน่ ้ําเป็นส่วนมากครอบครวั ไทยพวนท่อี พยพครั้งนั้นเม่ือ
มาถงึ สระบุรี ไดพ้ ากันแสวงหาท่ีอยู่ ท่ีทํากิน ผลที่สุดได้พากันมาต้ังบ้านเรือนอยู่ท่ีอําเภอหนอง
โดน ตามหมบู่ า้ นต่าง ๆ คอื บา้ นกลับ บา้ นครวั บ้านคลอง คลองบญุ หนองโดน ทองย้อย และ
หนองแร่ โดยเฉพาะท่ตี ําบลบ้านกลับมีชนเผ่าไทยพวนอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก และยังสืบทอด
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีให้คงอยู่ต่อไป “บ้านกลับ” เป็นช่ือตําบลหน่ึงของอําเภอ
หนองโดน ได้ถือกําเนดิ ข้ึนมาประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ซ่ึงได้แยกออกจากชุมชนบ้านกลับเก่า
โดยมีสาเหตุมาจากเกิดไฟไหม้คร้ังใหม่และเกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดขึ้น ทําให้ชาวบ้านกลุ่ม

18

หน่ึงมคี วามคดิ วา่ การเกิดไฟไหม้และเกิดการระบาดของโรคอหิวาตกโรคครั้งน้ี อาจจะทําให้เกดิ
การเสียชีวิตกันหมดท้ังหมู่บ้าน จึงมีความคิดที่จะย้ายถ่ินฐานมาต้ังหมู่บ้านใหม่ โดยได้มีการ
รวบรวมสมัครพรรคพวก เพื่อท่ีจะช่วยกันย้ายมาต้ังเป็นหมู่บ้านใหม่ข้ึน ชื่อว่า “ชุมชนหมู่บ้าน
กลับ” และท่ีเดิมมีคนอาศัยอยู่บางส่วนเรียก “บ้านกลับเก่า” ซึ่งคําว่า “บ้านกลับ” มีคนให้
ความหมายวา่ การกลบั ถิ่นฐานของคนในหมู่บ้าน ไม่ว่าคนพวกนั้นจะไปอยู่ท่ีใด ก็จะต้องกลับมา
อย่ทู ีบ่ า้ นกลบั แหง่ นี้ บ้านกลบั เก่าต้ังอยู่ในตําบลบ้านกลับ อําเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี ห่าง
จากอําเภอหนองโดน ประมาณ 8 กิโลเมตร อาชีพ ชาวบ้านกลับเก่า ประมาณร้อยละ 90
ประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่น ทํานา ทําสวน ทําไร่ อีกร้อยละ 10 อาชีพรับจ้าง รับ
ราชการ ค้าขาย ศาสนา ชาวบ้านกลับเก่านับถือศาสนาพุทธ มีวัดประจําหมู่บ้านคือวัด
สุวรรณคีรี (บ้านกลับเก่า) เป็นศูนย์กลางรวมใจของชาวบ้านทุกคน ประเพณี “กําฟ้า” คําว่า
“กํา” หมายถึง การถือความเคารพ คําว่า “ฟ้า” มีความหมายเป็นได้ 2 นัย นัยท่ี 1 หมายถึง
เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้ามหาชีวิตหรือเจ้าเหนือหัว นัยท่ี 2 หมายถึง เทวดาผู้เป็นใหญ่ ผู้มีศักดิ์
บนฟากฟ้า “กําฟ้า” เป็นประเพณีท่ีสําคัญประเพณีหนึ่งของชาวไทยพวน ที่ปฏิบัติติดต่อกันมา
เปน็ เวลาช้านาน และปฏิบัติกันอยา่ งเครง่ ครดั ไมข่ าดสาย นับเป็นประเพณีท่ีปลูกฝังความเชื่อถือ
กนั หนาแนน่ แม้กาลเวลาจะผา่ นไปเปน็ ร้อย ๆ ปี แตป่ ระเพณีก็ยังม่ันคง เช่ือว่าจะสืบทอดต่อไป
ยังลกู หลานในวันข้างหนา้ อีกนานแสนนาน ในบางท้องท่ีประเพณีบางส่วนก็หดหายไปเกือบหมด
สน้ิ แล้ว เนือ่ งจากระยะเวลาผ่านไปคนเก่าหมดไป ของใหม่ผ่านเข้ามาก็รับเอาวัฒนธรรมใหม่ ๆ
เขา้ มาผสมผสานกนั ตาํ บล บา้ นกลับ มปี ระเพณีท่ียังยืนหยัดไม่เปล่ียนแปลงไปจากเดิม ได้แก่
ประเพณีกําฟ้า ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ซึ่งยังคงทํากันอยู่ในทุกหมู่บ้านของชาวไทยพวน ส่วน
กจิ กรรมเสรมิ ประเพณีเดมิ เชน่ การเล่นมอญซอ่ นผา้ ช่างรํา ไมห้ ึ่ม กห็ ายไปหมดสิ้นแล้ว จะยัง
มีอยู่กแ็ ต่เล่นเตะหม่าเบ้ีย (เล่นสะบ้า) และมีการจัดมหรสพอย่างอ่ืนทดแทนไป ประเพณีกําฟ้า
น้ันถือกันมาว่าเป็นประเพณีท่ีสําคัญ กําหนดเป็นงานนักขัตฤกษ์ประจําปีของหมู่บ้าน ปัจจุบัน
กําหนดเดือนและวันไว้ในระยะ 3 เดือน คือ เดือนอ้าย เดือนยี่ และเดือนสาม ถือกําหนดตาม
เดือนน้ี โดยทั่วไปมกั จะจดั พิธีกําฟ้าเดือน 3 ข้ึน 3 ค่ํา เพราะเป็นฤดูกาลท่ีว่างจากงาน บรรดา
ชาวไทยพวนท่ีจากถน่ิ ฐานของตนเองไปอยทู่ ี่อืน่ ก็จะเดินทางกลับมายังภูมิลําเนาของตนเอง เพ่ือ
มารว่ มบาํ เพ็ญกศุ ล ร่วมรา่ เริงกบั พ่อแม่พี่น้องของตนเองและด้วยความยึดมั่นในประเพณี ในวัน
กําฟ้าทุกครัวเรือนในหมู่บ้านชาวไทยพวนจะพากันหยุดงาน โดยใครฝ่าฝืนทํางานในวันกําฟ้า
อาจจะถกู สาปแช่ง ทกุ คนต้องหยดุ งานเตม็ วนั นบั แต่ดวงอาทิตยข์ ้ึนจนถึงดวงอาทิตย์ตกให้อยู่กับ
บ้านเฉย ๆ ไม่ตอ้ งทาํ อะไร

ไทยพวน จงั หวัดลพบรุ ี

พวน ชาวพวนหรือไทยพวน (จังหวัดลพบรุ ี อ้างใน http://library.tru.ac.th/il/
lop/trad/trad1.html, 2551) เป็นกลุ่มชนท่ีมีอยู่กระจัดกระจายหลายจังหวัดในประเทศไทย
ถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวพวนอยู่ท่ีเมืองพวน ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว ชาวพวนได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยหลายครั้งด้วยกัน คือ
สมัยกรุงธนบุรีตอนปลาย สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมัยพระบาทสมเด็จ
พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคร้ังท่ีไทยยกทัพไป
ปราบฮอ่ ซงึ่ ชาวพวนท่ีอพยพมาแต่ละคร้ังจะกระจายไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น สุพรรณบุรี
สระบรุ ี นครนายก ปราจนี บรุ ี ลพบรุ ี ราชบรุ ี สุโขทยั ฉะเชิงเทรา เป็นตน้ สําหรับชาวพวนท่ีเข้า
ไปต้ังรกรากในจังหวัดลพบุรีน้ัน จะตั้งรกรากอยู่ที่ตําบลบ้านเซ่า อําเภอสนามแจง ซึ่งต่อมา

19

เปล่ยี นช่อื เปน็ อําเภอบา้ นหม่ี ชาวพวนในอาํ เภอบ้านหม่ีนั้นอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยสมัยใด
ยากทจี่ ะกําหนดให้แนช่ ัดได้ แต่ชาวไทยพวนบา้ นหมท่ี ี่สูงอายุบอกเล่าต่อกันมาถึงเหตุท่ีอพยพมา
เพราะหนีพวกฮ่อและพวกแกว และจากหลักฐานด้านวัตถุประกอบคําบอกเล่าดังกล่าว ทําให้
ทราบวา่ ชาวไทยพวนอพยพเข้ามาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ามากท่ีสุดและรองลง
ไปคือสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันชาวพวนในจังหวัดลพบุรียังคงสภาพ
ความเป็นสังคมเกษตรกรรม ยังมีความผูกพันกันแนน่ แฟน้ ในหมชู่ าวพวน และมีความสมั พันธ์อันดี
กับชาวไทยกลุ่มอ่ืน ทั้งยังคงพยายามรักษาประเพณีวัฒนธรรมของเผ่าพันธ์ุอย่างดีแต่เพราะ
ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุและสภาพสังคมเศรษฐกิจท่ีเปลี่ยนไป ทําให้วิถีชีวิตของชาวพวน
เปล่ียนไปจากเดิมบ้าง เช่น ภาษาพูด คนหนุ่มสาวจะนิยมพูดภาษาไทยกลาง แม้จะอยู่ในหมู่
เดียวกันหรือประเพณีพื้นบ้านบางอย่างก็มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและ
เศรษฐกิจ เช่น แต่เดิมประเพณีใส่กระจาด ประเพณีเทศน์มหาชาติจะจัดทําทุกปีและมีการ
ทาํ อาหารเลย้ี งดแู ละใส่กระจาดกันทกุ บ้าน ปัจจุบนั จะไปใสก่ ระจาดกนั ทีว่ ัดหากปีใดเศรษฐกิจไม่
ดี ก็งดใส่กระจาด เป็นต้น และนิยมทําบุญด้วยเงินมากกว่าสิ่งของตามความนิยมของสังคม
ปจั จบุ ัน

ไทยพวน อาเภอบา้ นหม่ี จังหวดั ลพบุรี

จากการสนั นิษฐานและจากการศกึ ษาหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์จากโบราณสถาน
ถาวรวตั ถตุ ลอดจนคาํ บอกเลา่ ทาํ ใหส้ ามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการอพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐาน
ของคนพวนในจังหวดั ลพบรุ ี (http://www.tru.ac.th/culture/thaipoun.html, 2551) มีสาเหตุ
4 ประการคือ 1) เป็นการอพยพโยกย้ายตามปกติ 2) ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยเข้ามา 3) หนี
ภาวะศกึ สงครามบ้านเมืองไม่สงบสขุ และ 4) อพยพตดิ ตามญาตพิ นี่ อ้ ง ถน่ิ ท่ีอยู่ของคนไทยพวน
ในจังหวัดลพบรุ ี ชาวพวนได้อพยพเขา้ มาตั้งถิน่ ฐานอยู่ในจงั หวัดลพบรุ ี 3 พวกใหญ่ ๆ คือ

พวกท่ี 1 พวกนี้ถือว่าเป็นไทยพวนรุ่นแรก ๆ ท่ีอพยพเข้ามา ในสมัยสมเด็จ
พระเจา้ กรงุ ธนบรุ เี มื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2321

พวกที่ 2 พวกน้เี ขา้ มาในสมยั รชั การที่ 3 ในปี 2371 เมื่อคราวกบฏเจ้าอนุวงศ์
แหง่ เมอื งเวยี งจันทน์

พวกที่ 3 พวกนี้เข้ามาในสมัยรัชการที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2436 เป็นต้นมา
ชาวพวนกลมุ่ นี้คอื ชาวพวนทีเ่ ป็นบรรพบรุ ุษของลูกหลานไทยพวนในลพบุรีเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงยังมี
โอกาสได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของบรรพบุรุษท่ีผ่านมา จากการบอกเล่าของตัว
บรรพบรุ ษุ เอง

หมบู่ า้ นไทยพวนในจังหวัดลพบุรี
อําเภอบ้านหมี่ ได้แก่ บ้านหินปักใหญ่ หินปักทุ่ง หินปักเหนือ บ้านสําโรง
ใหญ่ สําโรงน้อย บ้านหมี่ใหญ่ บ้านหม่ีทุ่ง บ้านราษฏร์ธานี บ้านกลาง บ้านสว่าง บ้าน
หนองเต่า บ้านหนองทรายขาว บ้านทราย บ้านมะขามเอน บ้านกล้วย บ้านบางกะพี้
ใหญ่ บ้านบางกะพ้ีน้อย บ้านเชียงงา บ้านโพนทอง บ้านสระเตยใหญ่ บ้านสระเตย
นอ้ ย บ้านมะขามเฒา่ บา้ นเนนิ ยาว บ้านหนองเกวียนหกั และบ้านสายหว้ ยแกว้
อาํ เภอเมืองลพบรุ ี ไดแ้ ก่ บ้านถนนใหญ่ บ้านถนนแค บ้านโคกกะเทียม บ้าน
คอกกระบือ บา้ นโคกลาํ พาน
อําเภอโคกสาํ โรง ไดแ้ ก่ บา้ นหลุมข้าว บา้ นวงั กะเบยี น

20

ในการเข้ามาต้งั ถน่ิ ฐานของชาวไทยพวนในลพบรุ นี น้ั จากหลกั ฐานและสมมุติฐาน อา้ งอิงดังกล่าว
พอที่จะจัดลําดับการเข้ามาก่อนหลัง (http://www.tru.ac.th/ culture/thaipoun.html, 2551)
ได้ดังน้ี

1. พวกทอี่ พยพโยกย้ายเข้ามาหาท่ีตั้งหลักแหล่ง หาท่ีทํามาหากกินเอง โดยมิได้
ถูกกวาดต้อนเข้ามา ได้แก่ ชาวไทยพวนท่ีบ้านโคกลําพาน ตําบลโคกกะเทียม อําเภอเมือง
ลพบรุ ี และชาวไทยพวกท่ีบ้านหินปกั ใหญ่ ตาํ บลหินปกั อําเภอบ้านหม่ี โดยมีหลักฐานที่อ้างคือ
ประวัติการสร้างวัดโคกลําพาน สร้างต้ังแต่ พ.ศ. 2300 และประวัติการสร้างวัดหินปักใหญ่
ใน พ.ศ. 2306

2. พวกท่ีสองคือ พวกที่อพยพเข้ามาตั้งแต่ปี 2321 ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
ท่ีโปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ลพบุรี ในเขตรอบนอก คือบ้านถนนใหญ่และบ้านทราย บ้านดอก
กระบือ โคกกะเทียม ต่อมาก็ได้อพยพออกไปต้ังถิ่นฐานใหม่ท่ีอําเภอบ้านหมี่ แถวสําโรง
ใหญ่ สระเตย เนนิ ยาว บ้านกล้วย ซ่ึงประวตั กิ ารต้ังถิ่นฐานจะระบุวา่ มาจากโคกกระเทยี ม

3. พวกท่ีอพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลท่ี 3 ประมาณ พ.ศ. 2371 ท่ีโปรดให้ตั้ง
ถิน่ ฐานอยู่ท่ีเมืองลพบุรี พวกที่จะตามหาพวกที่ 2 คือ มาอยู่ใกล้บ้านถนนใหญ่และท่ีบ้านทราย
เดมิ โดยตั้งช่ือบ้านใหม่ว่า บ้านขนุนเชียงงาหรือบ้านถนนแควต่อมาเพี้ยนเป็นถนนแค พวกบ้าน
ทรายเดมิ และพวกถนนแคบางกลุ่มได้ชักชวนกันตั้งถ่ินฐานท่ีอําเภอบ้านหม่ี โดยตั้งหมู่บ้าน บ้าน
ทราย บา้ นเซา่ บา้ นเชียงงา บ้านหมใี่ หญ่ ฯลฯ

4. พวกสุดทา้ ยคอื พวกอพยพหนภี าวะศึกสงคราม พวกนี้จะอยู่ในสมัยรัชกาลท่ี 5
ประมาณ ปี พ.ศ. 2400 เป็นต้นมา ชุมชนท่ีเกิดข้ึนในสมัยน้ี เช่น บ้านหลุมข้าว บ้านสําโรง
น้อย บา้ นสระเตยนอ้ ย เป็นต้น

ในการอพยพเข้ามาตั้งถ่ินฐานของชาวไทยพวนในจังหวัดลพบุรีน้ัน มิได้มีแต่
ครอบครัวชาวไทยพวนเท่านั้น แต่จะมีครอบครัวไทยเวียง คือ พวกเวียงจันทร์ พวกหลวง
พระบางท่ีพูดภาษาลาวได้อพยพร่วมมาด้วยทุกคร้ัง ชาวไทยพวนเรียก ไทยเวียงว่า พวกแง้ว
ถงึ จะมีการสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่บริเวณเดียวกัน ใกล้ชิดกับชาวไทยพวน มีการติดต่อสัมพันธ์
กัน แตใ่ นการต้งั หมู่บา้ นจะไมต่ ัง้ ปะปนกนั จะแยกกนั อยูต่ า่ งหาก

พื้นท่ีบริเวณภาคกลางของไทยในปัจจุบันนี้ ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนสิ้น
กรุงธนบรุ ีมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (http://www.tru.ac.th/culture/thaipoun.html, 2551)
ยังเปน็ สนามตง้ั ทพั และเส้นทางเดนิ ทัพระหวา่ งไทย-พม่า และไทย-ลาว อยู่เนืองๆ ผลที่ตามมา
จากการสงครามก็คือ ประชากรของฝ่ายท่ีพ่ายในสงครามจะถกู กวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกให้เป็น
ข้าทาสแรงงานของฝ่ายท่ีมีชัย ความจริงต่อเน่ืองกันมาก็คือผู้คนในชุมชนต่างๆ ย่านภาคกลาง
เคยถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยของพม่า เม่ือคราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 และสมัยต่อมาเม่ือเกิด
สงครามกับลาว ไทยเปน็ ฝา่ ยชนะจงึ ได้กวาดตอ้ นชาวลาวมาหลายครงั้ และใหอ้ ยอู่ าศยั ในทต่ี ่างๆ
ของภาคกลางและภาคตะวนั ออก ในปัจจุบนั จึงปรากฏวา่ มีภาษาตระกูลไทยสาขาลาวกระจายอยู่
ท่ัวไป ปี พ.ศ. 2434 ไทยแบ่งการปกครองออกเป็นมณฑลเทศาภิบาล ตั้งชื่อตามชนชาติใน
แต่ละมณฑล โดยเรียกเขตเมืองทางอีสานว่าเป็น "มณฑลลาวพวน" ทําให้น่าคิดว่าผู้ปกครอง
ประเทศในสมัยนน้ั มองเห็นหรอื มคี วามเข้าใจวา่ ผู้คนย่านถ่ินน้ีส่วนมากเป็นชาวพวน หรืออาจจะ
เป็นการเรยี กแบบเหมารวม โดยหยิบยกเอาช่ือชาติพันธ์ุใดชาติพันธุ์หนึ่งท่ีมีค่อนข้างมากให้เป็น
ชื่อตัวแทนของท้องถ่ินดังท่กี ล่าวมาน้ี กลา่ วตามหลักฐานและขอ้ สันนษิ ฐานจากหลกั ฐานส่วนกลาง
กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ของไทยที่บันทึกถึงชาวพวนในประเทศไทยนั้น มีกล่าวลึกที่สุดเมื่อ
ปี พ.ศ. 2322 (ปลายรัชกาลของพระเจ้าตากสินมหาราช) ว่าไทยได้กวาดต้อนชาวลาวมาเป็น
จํานวนมาก ซ่ึงถ้าการกวาดต้อนคร้ังนั้นเป็นไปท้ังแผ่นดินลาวนั่นย่อมต้องหมายถึงมีชาวลาว

21

ทอี่ าศัยอยู่ที่เมืองพวนแขวงเชียงขวางร่วมด้วย อย่างไรก็ดีข้อความที่จารึกเป็นประวัติศาสตร์
มักจะบันทกึ ภายหลังเหตุการณ์ในประวัตศิ าสตร์เสมอจะเร็วหรือช้าข้ึนอยู่กับความเจริญรุ่งเรือง
และความใส่ใจของผ้ปู กครองในสมัยตอ่ มา ข้อมลู ทมี่ กั จะไดร้ ับการจดบันทึกมักเป็นเร่ืองของผู้นํา
มีบัญชาให้จารึกเอาไว้ เช่น เร่ืองสงคราม การกบฏ การเกิดโรคและภัยพิบัติร้ายแรง เป็นต้น
ถ้าหากจะพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้างก็น่าจะเป็นส่วนเกื้อกูลในการสอบถามหา
ขอ้ เทจ็ จรงิ ทางประวตั ศิ าสตร์ของเร่ืองน้ันๆ ไดม้ ากข้นึ เชน่ การสบื คน้ ถงึ ประวัตคิ วามเปน็ มาของ
ชาวพวนอําเภอบ้านหมี่ว่า "วัดหินปักใหญ่ในปัจจุบันน้ี เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2306 โดยประมาณ
ซ่งึ ถ้าขอ้ สันนิษฐานเป็นจริง นั่นหมายความว่า ชาวพวน ตําบลหินปัก ได้ก่อสร้างเป็นชุมชนก่อน
การสถาปนากรุงธนบุรี เพราะการจะสร้างวัดข้ึนมาได้ ต้องมีประชากรในชุมชนมากพอสมควร
มแี หลง่ ทํามาหากินท่ีเลี้ยงตัวเองได้ แต่เพราะเหตุชุมชนพวนไม่ได้มีความสําคัญในการปกครอง
ไม่มีการรบพุ่งหรือเกิดโรคระบาดรุนแรง โอกาสที่จะได้รับการจดจารึกเป็นประวัติศาสตร์
ระดับชาติจึงไม่เกิด การทําความเข้าใจกับสภาพตามยุคสมัย ถ้าหากพิจารณาถึงสภาพท่ัวไป
ของประเทศไทยเม่ือสมัยประมาณ 300 ปีท่ีแล้ว โดยต้องลืมเส้นแบ่งพรมแดนของประเทศไว้
เสียก่อน แต่ขอให้มองอาณาเขตทางด้านวัฒนธรรมแทน จะเห็นภาพของผู้คนในย่านลุ่มนํ้าโขง
วา่ เป็นชมุ ชนสงั คมวัฒนธรรมเดียวกัน คอื สงั คม "วัฒนธรรมบริโภคปลาแดก" เช่น มีการถนอม
อาหารในรูปแบบปลาร้าอย่างเดียวกัน เช่ือเร่ืองผีฟ้าพญาแถน กรณีชาวพวนบ้านหมี่
ยา่ นอําเภอบ้านหมใ่ี นปัจจุบัน แตเ่ ดมิ มีชาวพวนอยเู่ ป็นหมบู่ า้ นแลว้ เรียกชุมชนนี้เป็นภาษาพวนว่า
"บา๊ นเซา" บา๊ น คือ หมู่บ้านหรอื ชมุ ชนที่ประกอบด้วยหลายครัวเรือน ส่วนคําว่า เซา หมายถึง
พักหรือหยดุ พกั ต่อมาเมื่อการจัดต้ังเป็นเขตสขุ าภิบาลไดม้ ีการเรียกชอ่ื ทับคําในภาษาพวนว่าเป็น
บา้ นเซา และเปลย่ี นจาก ซ เปน็ ช บา้ นเช่า ความหมายจงึ เปล่ยี นไปด้วย ก่อนทจี่ ะมีการเรยี กว่า
บา้ นหม่ดี งั ปัจจุบัน อาํ เภอบ้านหม่ีมีชอ่ื ว่า อําเภอสนามแจง เพราะอยู่ใกลเ้ ขาสนามแจง แล้วย้าย
ไปต้ังทบี่ า้ นห้วยแกว้ ตําบลมหาสอน เพราะเป็นชุมทางของคลองสนามแจงบรรจบกับคลองท่า
ตะโก เรยี กชอ่ื ว่าแม่นํ้าบางขาม ซึ่งเปน็ ทําเลเหมาะแก่การคมนาคมในยคุ สมัยนั้น และเป็นช่ือเป็น
อําเภอห้วยแกว้ ตอ่ มาราวปี พ.ศ. 2441 ไดย้ ้ายที่ต้ังอําเภอเพ่ือหนีภัยนํ้าท่วมไปอยู่บ้านบางพ่ึง
ปี พ.ศ. 2445 ย้ายไปอยู่บ้านห้วยแก้วตําบลบางพ่ึง ฝ่ังตรงข้าม (ปัจจุบันเป็นตลาดห้วย
แก้ว) พ.ศ. 2451 มกี ารสรา้ งทางรถไฟสายเหนือผา่ นบ้านเซา และตงั้ สถานรี ถไฟข้นึ มีราษฎรมา
ตง้ั ทาํ เลการคา้ และมผี คู้ นยา้ ยมาอยเู่ พิ่มมากขึ้น ทางราชการจึงย้ายที่ว่ากากรอําเภออีก คือมา
อยู่ที่ที่เป็นบ้านเซาเป็นอําเภอบ้านหม่ีจนถึงปัจจุบัน การสร้างเขตการปกครองส่วนท้องถ่ินท่ี
เรียกว่า ตําบล และอําเภอ รวมทั้งการสร้างทางรถไฟนั้นเร่ิมมีมาในรัชสมัยสมเด็จพระ
จลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทางการคงเล็งเห็นความเหมาะสมท่ีจะต้ังสถานีรถไฟให้ใกล้แหล่งชุมชน
เชน่ ชมุ ชนบ้านเซาคงเป็นแหล่งชุมชนใหญ่แห่งหน่ึง และการที่จะเป็นแหล่งชุมชนใหญ่ได้คงต้อง
ใช้เวลามากพอสมควร ยิ่งการจดั ต้งั เป็นอําเภอก็ยิ่งต้องคํานึงจํานวนประชากรในพ้ืนที่ว่ามีความ
เหมาะสมเพยี งใด

ไทยพวน จงั หวดั สงิ หบ์ ุรี

ประชาชนกลุ่มหน่ึงของอําเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นชาวไทยพวน
(http://www.rakbankerd.com, 2551) อพยพมาจากเมืองเชียงขวางในราชอาณาจักรลาวมา
ต้ังถิ่นฐานอยู่ท่ีบ้านโภคาภิวัฒน์ ตําบลบางนํ้าเชี่ยว ซ่ึงชาวไทยพวนมีงานประเพณีกําฟ้าจัดใน
วันขึ้น 3 ค่ําเดือน 3 ของทุกปี ต่อมาทางการเห็นความสําคัญและกําหนดให้เป็นประเพณีของ
จงั หวดั สิงห์บรุ ี โดยใช้สถานท่บี ริเวณวัดกุฎีทอง ตําบลบางน้ําเชี่ยว เป็นสถานท่ีจัดงาน เน้นเป็น

22

การสง่ เสรมิ และอนรุ ักษ์งานประเพณกี าํ ฟา้ ใหค้ งอยูแ่ ละพัฒนาใหด้ ีย่ิงข้ึน รวมทงั้ เป็นการส่งเสริม
การท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรีด้วย ภายในงานจะมีขบวนแห่ชาวไทยพวน พิธีบวงสรวง
เทวดา การประกวดเผาข้าวหลาม การประกวดแต่งกายแบบไทยพวน การประกวดอาหาร
คาวหวาน การประกวดอาหารแบบด้ังเดิม การแข่งขันกีฬาพ้ืนบ้าน การประกวดธิดา
กาํ ฟ้า การแสดงรํากําฟา้

ประเพณกี ําฟ้าเปน็ ประเพณพี ืน้ บา้ นอยา่ งหนึ่งของชาวไทยพวนในจังหวัดสิงห์บุรี
(www.khonthai.com/Vitithai/far.htm, 2551) ซ่ึงถือว่าเป็นการเคารพบูชาส่ิงศักดิ์สิทธิ์คือ
เทวดาผู้รักษาท้องฟา้ ทงั้ น้เี พราะชาวบา้ นมีความเชือ่ สืบตอ่ กันมาวา่ เมื่อได้มกี ารทําบุญประกอบ
พิธีกรรมต้ังบายศรีและประกาศขอพรจากทวยเทพผู้รักษาท้องฟ้าแล้ว เทพยดาอารักษ์ก็จะ
บันดาลให้ฝนตกตอ้ งตามฤดูกาล

"วันกําฟ้า" ของพวกไทยพวนในหมู่บ้านต่างๆ จะถูกจัดข้ึนไม่ตรงกัน แล้วแต่
ทอ้ งท่ี แต่จะถือกันว่าให้จัดขึ้นภายใน 3 เดือน คือเดือนอ้ายขึ้น 14 คํ่า เดือนยี่ข้ึน 13 คํ่า และ
เดือน 3 ขึ้น 3 คํ่า สําหรับในจังหวัดสิงห์บุรีจะถือเอาวันข้ึน 3 ค่ํา เดือน 3 ของทุกๆ ปีเป็นวัน
กําฟ้า ในวันแรกของงานคือวันข้ึน 2 คํ่า เดือน 3 หรือที่เรียกว่า "วันสุกดิบ" น้ีชาวบ้าน จะ
ช่วยกันทาํ "ข้าวปุ้น" หรอื "ขนมจีน" กบั ทั้งน้ํายาหรือน้ําพริกอย่างใดอย่างหน่ึงเพ่ือนําไปทําบุญ
ถวายพระท่วี ดั ส่วนหนง่ึ อกี ส่วนหนึ่งตอ่ มาจะแจกจ่ายใหต้ ามบา้ นญาตพิ ่นี อ้ ง เพื่อเป็นการแสดง
ความเอื้ออารีต่อกัน และถอื เปน็ การทาํ กศุ ลอย่างหน่ึงน้อยกว่าได้มีการเปลี่ยนจากข้าวปุ้นมาเป็น
การเผา "ข้าวหลาม" แทน หรือที่เรียกกันว่า "ข้าวหลามทิพย์" แทนเพราะลงทุนและเก็บได้
หลายวนั บางคนจึงเรยี กงานบุญกาํ ฟา้ วา่ "งานบุญขา้ วหลาม" กม็ พี ธิ ที างสงฆ์ในวันกําฟ้าน้ี จะมี
พระสงฆ์จํานวน 9 รูปมาเจริญพระพุทธมนต์เย็น จากน้ันผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เรียกกันว่า
"อาจารย์" จะแต่งชุดสีขาว ก็จะทําพิธีสวดเบิกบายศรีบูชาเทวดาพร้อมกับอัญเชิญเทวดา
ทั่วสารทศิ มารบั เครื่องสังเวยและดูพิธีกรรม มีการรําขอพร โดยหญิงสาวภายในหมู่บ้าน เสร็จ
จากการรําถวายแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธีสําหรับชาวบ้านเมื่อเสร็จจากทําบุญในตอนเช้าแล้ว ตอน
บ่ายก็จะร่วมพิธีกรรมร่วมกันส่วนในตอนเย็นชาวบ้านก็จะร่วมกันเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่น ไม้หึ่ม
มอญซ่อนผ้า ช่วงรํา วิ่งวัว (ใช้คนว่ิงเป็นคู่ๆ ผู้คว้าธงแดงได้ก่อนเป็นผู้ชนะ) ตีไก่ หรือการเล่น
แตะหม่าเปย (คล้ายสะบา้ ) กนั อย่างสนุกสนาน และต่อจากน้ไี ปอกี 5 วนั ชาวบา้ นกจ็ ะจัดสํารับ
กบั ขา้ วอาหารคาวหวานไปถวายพระภิกษทุ ว่ี ัดอกี ครัง้ หน่ึงเมื่อเสร็จจากการทาํ บญุ แลว้ ก็จะนําเอา
ฟืนซึง่ กาํ ลังลกุ อยู่ในเตาไฟด้นุ หน่ึงไปลอยในแมน่ า้ํ ลําคลอง ทอ่ี ยู่ใกลบ้ า้ นเพอื่ เป็นการสกั การะบูชา
เทพยดาสิ่งศกั ด์ิสทิ ธ์บิ นท้องฟ้าเพ่ือจะบันดาลให้ฝนตกลงมา และในช่วง 7 วันน้ี ผู้เฒ่าผู้แก่จะ
คอยฟังเสยี งฟ้าร้องคํารามว่ามาจากทิศใด ห่างหรือถ่ีขนาดไหนแล้วก็จะทํานายทายทักไปตาม
ทศิ น้นั วา่ ปีนฝี้ นจะตกมากหรือตกนอ้ ย การทํานาจะไดผ้ ลดหี รอื ไดผ้ ลนอ้ ย เป็นตน้

ไทยพวน ตาบลลาดทพิ รส อาเภอตาคลี จงั หวัดนครสวรรค์

ชาวบ้านเช้ือสายไทยพวนที่ต้ังบ้านเรือนอยู่ที่ตําบลลาดทิพรส อําเภอตาคลี
จังหวัดนครสวรรค์ (http://61.19.192.250/nsinfo/Tour/tour3.asp, 2551) จะใส่เสื้อหมาก
แก่งแลง่ เปน็ เสอื้ ชัน้ ในมีไหลข่ ้างเดยี ว ชาวไทยพวนและไทยทรงดํา (ลาวโซ่ง) ซง่ึ ต้ังบ้านเรือนเป็น
ชุมชนกลุ่มน้อยในอําเภอท่าตะโก จะนุ่งผ้าสีดํามีลายตามแนวต้ังสีขาวสวมเสื้อสีดํามีสไบสั้น ๆ
ห่มผา้ สไบมีลายขดเรยี กวา่ ลายขอกดุ สแี ดงสลับขาวมักเกล้าผมมวย หญิงชาวไทยพวนจะนุ่งโจง
กระเบนและใส่เสอื้ ตัวสน้ั แขนกระบอกไวผ้ มสนั้

23

ไทยพวน อาเภอตะพานหิน จงั หวดั พจิ ิตร

โพธ์ิ แซมลาํ เจยี ก (2537) กล่าว่า คนพวนอําเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร มี
ปู่ย่าตายายพาอพยพมาจากเมืองโสย หรือเมืองสุย ซึ่งเป็นเมืองอยู่ในกลุ่มเมืองหัวพันทั้งห้า
ท้งั หก เป็นแขวงเมืองทอ่ี ยทู่ างดา้ นเหนอื เมอื งพวนเชียงขวางขน้ึ ไปเลก็ น้อย

ชาวไทยพวน บ้านปา่ แดง ตําบลหนองพะยอม อําเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
(http://region4.prd.go.th , 2551) จัดงานประเพณี “กําฟ้า ไทยพวน” บูชาเทพยดาสิ่งศักดิ์
และสืบสานวัฒนธรรมของชาวพวนที่มีมาต้ังแต่บรรพบุรุษ พิธีเปิดงานประเพณี “กําฟ้า” ของ
ชาวไทยพวนบ้านป่าแดงมีข้ึนท่ีบริเวณโรงเรียนบ้านป่าแดง อําเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
ซง่ึ ชาวไทยพวนบา้ นป่าแดง ได้รว่ มกันจัดงานดงั กลา่ วข้ึนเป็นประจําทกุ ปี ในวันขึ้น 2 ค่ํา และขึ้น
3 คํ่า เดือน 3 นับตั้งแต่ที่มีการอพยพถิ่นฐานมาตั้งรกรากกันที่น่ี เพื่ออนุรักษ์และสืบสาน
วัฒนธรรมประเพณขี องชาวพวนทปี่ ฏิบัติสืบต่อกนั มาตัง้ แตบ่ รรพบุรุษ “กํา” หมายถึง การกราบ
ไหวบ้ ชู า และ “ฟ้า” หมายถงึ เทพยดา สิง่ ศักดสิ์ ิทธ์ิ และพระมหากษัตริย์ โดยเชื่อว่าเมื่อกราบ
ไหวบ้ ูชาเทพยดาสิง่ ศกั ด์ิสิทธิแ์ ละพระมหากษัตริย์ในวันดังกล่าวแล้ว จะทําให้ฝนฟ้าตกต้องตาม
ฤดูกาล ผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร อุดมสมบูรณ์ กิจกรรมที่จัดขึ้นประกอบด้วย การเผาข้าว
หลามทิพย์ พาข้าวแลง การละเลน่ พ้ืนบ้านและการแสดงวฒั นธรรมประเพณีของชาวพวน

ง า น ป ร ะ เ พ ณี กํ า ฟ้ า ( http://www.oka-nakornhotel.com/data/pjtour/
phichit.html, 2551) เปน็ ประเพณีสําคัญของชาวไทยพวน บ้านป่าแดง ตําบลหนองพยอม งาน
จดั ตรงกบั วันขน้ึ 2 ค่าํ และ 3 คาํ่ เดือน 3 (เดอื นกมุ ภาพันธ)์ เพ่ือแสดงความเคารพบูชาเทวดา
และพระมหากษัตริย์ เมื่อถึงวันกําฟ้าชาวไทยพวนจะกลับมายังบ้านของตนเพ่ือร่วมทําบุญกับ
ญาตพิ นี่ ้อง พบปะสงั สรรค์และเล่นกีฬาพน้ื บา้ น

“กํ า ฟ้ า ”เ ป็ น ข น บ ธ ร ร ม เ นี ย ม ป ร ะ เ พ ณี ข อ ง ช า ว ไ ท ย พ ว น
(http://phichitmuseum.com, 2551) ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่คร้ังบรรพกาล “กําฟ้า”
หมายถึง การนบั ถือสักการบชู าฟ้า

ไทยพวนมีอาชีพทํานาเป็นหลักซึ่งต้องพ่ึงพาธรรมชาติ ชาวนาจึงมีความเกรง
กลัวต่อฟ้ามาก ไม่กล้าทําให้ผีฟ้าพิโรธ ถ้าผีฟ้าพิโรธ หมายถึง ฝนจะไม่ตกต้องตาม
ฤดูกาล หรอื ไมฟ่ า้ กจ็ ะผา่ คนตาย ความแห้งแล้งจะมาเยือนเกษตรกรหรืออีกนัยหน่ึงชาวบ้านที่
ประกอบอาชีพเกษตรกรรม รู้สึกสํานึกในบุญคุณของฟ้าที่ให้นํ้าฝน อันหมายถึงความ
ชุ่มชนื้ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีชีวิตของคน สัตว์หรือพืชพรรณต่าง ๆ จึงได้เกิดประเพณี
กาํ ฟ้าข้ึน ทั้งนีเ้ พื่อเป็นการประจบผฟี ้าไมใ่ หพ้ ิโรธและเป็นการแสดงความขอบคุณเทพยาดาแห่ง
ท้องฟา้ หรอื ผีฟา้ วันเวลาที่มีประเพณีบุญกาํ ฟา้ ท่ปี ฏบิ ัติกนั อยใู่ นหมูไ่ ทยพวนแต่ละพื้นที่จะกําหนด
วันเวลาแตกต่างกันภายใน 3 เดือน คือ ขึ้น 14 ค่ํา เดือนอ้าย ถึงข้ึน 13 คํ่า เดือน 3
แต่โดยทั่วไปเป็นทีร่ ้กู นั วา่ “กาํ ฟา้ ” คือ วนั ขน้ึ 3 คํา่ เดอื น 3

ไทยพวน บ้านหาดเส้ียว อาเภอศรีสัชนาลยั จงั หวัดสโุ ขทัย

ไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว เป็นชุมชนในหมู่บ้านหาดเส้ียว อําเภอศรีสัชนาลัย
จังหวัดสุโขทัย มีเน้ือท่ีประมาณ 8,932 ไร่ หรือประมาณ 143 ตารางกิโลเมตร อาณาเขต
ติดตอ่ กับชมุ ชนอืน่ โดยรอบ คอื

ทิศเหนอื จดตําบลปา่ งวิ้ อําเภอศรสี ัชนาลัย จงั หวดั สุโขทัย
ทศิ ใต้ จดตาํ บลหนองอ้อ อาํ เภอศรีสัชนาลยั จังหวัดสุโขทัย

24

ทิศตะวันออก จดตําบลดงคู่ อาํ เภอศรสี ัชนาลัย จงั หวดั สโุ ขทยั
ทิศตะวนั ตก จดตาํ บลหนองอ้อ อาํ เภอศรีสชั นาลัย จังหวดั สโุ ขทัย

ความหมายของคําว่าหาดเสี้ยว เป็นการเรียกขานตามสภาพภูมิศาสตร์ท่ี
หมู่บ้านน้ีมีแม่นํ้ายมไหลผ่านหาดกลางนํ้าขนาดใหญ่ อันเป็นเหตุให้แยกลํานํ้าออกเป็นสองสาย
แล้วไหลบรรจบกนั ที่ปลายเสี้ยวของหาดทางทิศใต้ ประกอบกับท่ีกลางหาดมีต้นกาหลง หรือที่
ชาวบ้านเรยี กวา่ ตน้ ส้มเส้ียว จึงนําเอาคําว่าหาด กับคําว่าเส้ียว มาประสมกัน อีกความหมาย
หนง่ึ เลา่ กนั วา่ แต่ก่อนหมู่บ้านนไี้ ม่มีชื่อ จวบจนธิดาสาวเจ้าเมืองเชียงรายได้เสด็จทางชลมารค
ลงเรือมาดที่เมืองแพร่ ล่องมาตามลํานํ้ายมเพื่อจะไปเยี่ยมพระสหาย ซ่ึงเป็นพระธิดาเจ้าเมือง
ตาก บังเอิญเรือร่ัวขณะผ่านมาทางย่านนี้จึงแวะจอดซ่อมเรือ ถามคนแถวน้ีถึงชื่อบ้านไม่มีใคร
ตอบได้ บังเอิญได้พบหัวหน้าหมู่บ้านที่มาช่วยเหลือ จึงได้ชี้แนะให้ เรียกบ้านหาดเช่ียว ตาม
ความไหลเชี่ยวของน้ํายมที่ไหลผ่านช่วงน้ัน หัวหน้าหมู่บ้านได้ขยายความข้อนี้จนกลายเป็นชื่อ
เรียกติดปากตั้งแต่นั้นมา จนกระท่ังเม่ือสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระสังฆราชเสด็จ
หมู่บ้านนี้ เม่ือปี พ.ศ. 2460 ได้ทรงโปรดให้เปล่ียนช่ือบ้านจากหาดเช่ียว เป็นหาดเสี้ยว และ
วดั ประจาํ หมบู่ า้ นท่ชี อ่ื วัดโพธ์ไิ ทร กใ็ ห้เรยี กเปน็ วดั หาดเสย้ี วเชน่ เดยี วกัน ชมุ ชนหาดเส้ยี ว สโุ ขทัย
มีบรรพบุรษุ เป็นชาวไทยพวนทอี่ พยพมาจากเมอื งพวน แขวงเมืองเชียงขวาง ในประเทศลาว เม่ือ
รัชกาลที่ 3 ประมาณ ปี พ.ศ. 2387 เปน็ หนึ่งในจํานวนไทยพวนทอ่ี ยู่ในประเทศไทย จาํ นวน 23
จังหวัด ชุมชนหาดเส้ียว มี 5 เครือข่าย คือ บ้านหาดเสี้ยว บ้านหาดสูง บ้านใหม่ บ้านป่าไผ่
และบ้านแม่ราก การอพยพของบรรพบุรุษพวนบ้านหาดเสี้ยวคร้ังน้ัน กล่าวกันว่ามีท้ังฝ่ายฆา
รวาส และฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายฆารวาสมีพ่ีน้องสามแสน คือ แสนจันทร์ แสนปัญญา และแสนพล
เป็นหัวหน้า ฝ่ายสงฆ์มีเจ้าหัวอ้าย สมเด็จวัดบ้านตาดเป็นหัวหน้า คาดว่าเดินทางเข้าประเทศ
ไทยทางจังหวัดน่าน ผ่านจังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ มุ่งสู่เมืองสวรรคโลก เลือกภูมิประเทศบริเวณ
บ้านหาดเสี้ยว ล่มุ นา้ํ ยมปลูกสร้างบ้านเรือน สร้างวัดและหาท่ีดินประกอบอาชีพกสิกรรม ตอน
นั้นเจ้าเมืองสวรรคโลก ได้แต่งต้ังแสนจันทร์เป็นผู้ปกครองดูแลราษฎรในท้องที่ เก็บภาษีอากร
นาํ สง่ รฐั บาลถงึ กรุงเทพฯ ใชเ้ วลาเดนิ ทางทางน้ําไปและกลับเปน็ เวลาเดือนเศษ เมื่อแสนจันทร์ถึง
แกก่ รรม เจา้ เมืองสวรรคโลกได้แตง่ ตัง้ บุตรชายคนโตของท่านชื่อทอง รับบรรดาศักด์ิเป็นหลวง
ศรีพิทักษ์ ปกครองต่อจนเป็นต้นสายพันธุ์สกุลหาดเสี้ยวในปัจจุบัน วิถีชีวิตไทยพวนหาดเสี้ยว
ชาวไทยพวน อําเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย มีอาชีพ ทํานา ทําไร่ ทําสวน เล้ียงหมู เล้ียง
เป็ด เลี้ยงไก่ เวลาว่างจากการทํานา หญิงทอผ้า ชายตีเหล็ก ผู้เป็นช่างเงินช่างทองก็ทํา
เคร่อื งเงนิ เครือ่ งทอง

25

ไทยพวน บา้ นทงุ่ โฮ้ง อาเภอเมืองแพร่ จงั หวัดแพร่

ไ ท ย พ ว น ทุ่ ง โ ฮ้ ง ( http://www.phrae. mju.ac.th/Event/Thaiphun/
history2.html, 2551) ถ่ินฐานเดมิ ของชาวไทยพวน ตามประวัติศาสตร์ย่อมเป็นท่ีทราบกันดีว่า
ชนชาติไทยเรานั้นมีถ่ินฐานเดิมอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน แล้วได้ถอยร่นลงมาเป็นลําดับตาม
เหตุการณ์ต่าง ๆ จนกระท่ังได้มาต้ังอยู่ ณ ท่ีปัจจุบันนี้ ชาวไทยพวนก็เป็นคนไทยสาขาหนึ่ง
ดงั ข้อความในหนังสืออกั ขรานกุ รมภูมศิ าสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 1 หน้า 295 ซ่ึง ถวิล
เกษรราช นาํ มาลงไว้ในหนงั สือประวตั ิผไู้ ทยตอนหนึ่งมขี อ้ ความว่า "ชนชาติต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ใน
ประเทศไทยปัจจุบันน้ี นอกจากชาวไทยแล้ว ยังมีคนไทยสาขาอื่น ๆ อีกหลายสาขาเช่น ผู้ไทย
พวน และโซง่ ซึง่ เป็นคนไทยสาขาหนึ่ง เดิมผู้ไทย พวน และโซ่ง มีถ่ินฐานอยู่ทางฝั่งแม่น้ําโขง
ในประเทศลาว ทางแขวงซําเหนือ และแขวงเชียงขวาง พวกผู้ไทยมีอยู่ทางอีสานมีจังหวัด
สกลนครและนครพนม เป็นต้น ส่วนพวกพวนและพวกโซ่งมีอยู่กระจัดกระจายเป็นแห่ง ๆ ทาง
ภาคกลางมีจังหวัดสุโขทัย จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และ
จังหวดั กาญจนบุรี เป็นต้น ไทยทั้ง 3 พวกนี้มีลักษณะทางภาษาใกล้เคียงกันมาก แทบจะกล่าว
ไดอ้ ยา่ งกว้าง ๆ ว่าเป็นภาษาไทยสาขาเดยี วกนั แมช้ าวไทยพวนเอง เรียกพวกบ้านเดียวกันหรือ
ต่างบ้าน ก็จะมีคําว่า "ไทย" กํากับด้วยเสมอ คล้ายกับประเทศพวกตนเองว่าเป็นคนไทยเช่น
ไทยบ้านเหนอื ไทยบา้ นกลาง ไทยบา้ นใต้ ไทยบ้านหาดสูง ไทยบ้านใหม่ ไทยบ้านแม่ราก และ
เรียกคนต่างถ่ินว่าเป็นคนไทยด้วย เช่น ถ้าพบคนต่างถ่ิน เม่ือต้องการทราบว่าเป็นคนบ้านไหน
กจ็ ะถามว่าทา่ นเป็นคนบ้านไหน (ภาษาไทยพวนวา่ เจ้าเป็นไทยบ้านเลอ) ดังน้ัน จึงเข้าใจว่าชาว
ไทยพวนคงจะมีถน่ิ ฐานรวมอยู่ ณ ทแี่ หง่ เดียวกันด้วย

"พวน" ซึ่งเป็นคําเรียกชอ่ื ชาวไทยสาขาหนึ่ง มีถิ่นฐานอยู่ที่เมืองพวน แขวงเมือง
เชยี งขวางในประเทศลาว มีความหมายว่ากระไร เหตุไรจึงเรียกชื่อว่า "พวน" การค้นคว้าได้ตั้ง
คาํ ถามทจ่ี ะคน้ คว้าไวค้ อื "พวน , คนพวน , ชาวพวน, ไทยพวน, ลาวพวน " หนังสือท่ีค้นคว้าคือ
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน อขั รานกุ รมภูมศิ าสตร์ ปทานกุ รม กระทรวงธรรมการซง่ึ เลกิ
ใช้แล้วแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะไม่มีคําว่าพวน ซึ่งให้ความหมายเป็นชื่อเรียกคนเลย มีแต่ เชือก
เกลยี ว, แนว, รวงข้าวทนี่ วดแลว้ หรอื อ้อยซง่ึ หบี คร้ังทสี่ อง " เมอ่ื ความหมายไม่ตรงกับท่ีผู้เรียบ
เรียงต้องการ ดังน้ันจึงได้มีการค้นคว้าต่อจากการศึกษาท่ัวไป ไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม หรือ
การค้นควา้ จงึ ไดค้ วามหมายว่า

คาํ ว่า "พวน" เป็นช่อื ของคนไทยสาขาหนง่ึ ซึ่งทางภาคอีสานเรยี กวา่ "ไทยพวน"
แตท่ างภาคกลางเรยี กว่า "ลาวพวน"

คําว่า "พวน" น้ีเป็นสมญาของไทยสาขาหนึ่ง ก็คงทํานองเดียวกันเรียกชื่อกัน
ตามถนิ่ ที่อยู่ ไทยสาขานี้ส่วนใหญ่อยู่ที่แขวง เชียงขวาง ประเทศลาว ถิ่นที่อยู่ของชาวไทยพวน
นอกจากทเ่ี ชยี งขวางแล้ว ยงั กระจัดกระจายไปอยทู่ อี่ น่ื อีกท่วั บรเิ วณ ลมุ่ นํ้างมึ ในเขตประเทศลาว
เช่น บา้ นหาดสวนพันทอง ตาลเปี่ยว หาดเสย้ี ว บุ่งพร้าว ตล่ิงชันบ้านเกิด ฯลฯ

ไ ท ย พ ว น ( http://www.phrae.mju.ac.th/Event/Thaiphun/village.html ,
2551) คือ กลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งซ่ึงสืบเชื้อสายมาจากชาวพวนในเมืองพวน ในสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว เมอื งพวนในปจั จุบันตง้ั อยูท่ ่ีเขตเชยี งขวาง ทางตะวันออกของหลวง
พระบาง ทศิ เหนอื ของเวยี งจนั ทรต์ ิดกับประเทศเวียดนามชนกลมุ่ น้ถี า้ อย่ใู นลาวเรยี กวา่ ลาวพวน
เมอื่ อยใู่ นประเทศเรยี กว่า ไทยพวน (พลเอก สายหยุด เกดิ ผล) เมอื งพวนเปน็ พวนโบราณเก่าแก่
ที่สร้างโดย ขุนเจ็ดเจือง ซึ่งเป็นโอรสองค์ท่ี 7 ของขุนบรม ในปี พ.ศ. 1272 ขุนบรมได้
เสวยราชย์ เมืองหนองแส เป็นองค์ท่ี 4 พ.ศ. 1274 ได้สร้างเมืองแถง หรือแถน (ในสิบสอง

26

จุไทย) ข้นึ เป็นราชธานีและได้ขยายเขตปกครองกว้างขวางออกไป พ.ศ. 1280 ให้โอรส 7 องค์
ไปสรา้ งเมอื งตา่ ง ๆ ขนุ เจด็ เจือง ซึง่ เป็นโอรสองค์หน่ึงจึงสร้างเมืองพวน (เชียงขวาง) ขึ้นดังนั้น
ที่ผ่านมา บรรดาลูกหลานพวนทั้งหลาย เวลามีการกินสลาก ทําบุญ มักจะเขียนเส้นสลากว่า
"ทานไปหือ้ ป่แู ถนยา่ แถนเน้อ" ซ่ึงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการทานไปให้เจ้าเมืองแถนผู้เป็นบรรพ
บุรุษของชาวพวนท้ังหลายอย่างแน่นอน (วิเชียร วงศ์วิเศษ หนังสือไทยพวน) เมืองพวน คือ
หนงึ่ ในจํานวนหลาย ๆ เมอื งในประเทศลาวทีอ่ ย่ใู นราชอาณาจกั รไทยเม่อื ฝรงั่ เศสเปิดศึกอินโดจีน
ทําให้ไทยต้องเสียดินแดนฝ่ังซ้ายแม่นํ้าโขง คือ ประเทศลาวท้ังหมด ชาวลาวพวนกลุ่มหน่ึงไม่
สามารถทนต่อการบงั คบั บญั ชาของฝร่งั เศสได้ จงึ ดิน้ รนย้ายมาอยใู่ นประเทศไทย ในสมยั รัชกาล
ที่ 5 และก่อนหน้านั้นก็มีชาวลาวพวนมาอยู่ก่อนแล้ว พระมหากษัตริย์ไทยทรงกําหนดพ้ืนที่ให้
ลาวพวนตั้งถิ่นฐานตามพื้นท่ีต่าง ๆ ทั่วประเทศ คือ แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร ลพบุรี
นครนายก สพุ รรณบุรี สงิ ห์บรุ ี ปราจนี บุรี หนองคาย สระบุรี ฉะเชิงเทรา อุดรธานี เชียงราย
ซึ่งในพ้ืนท่ีดังกล่าวน้ีมีไทยพวนอยู่อย่างหนาแน่นและที่มีอาศัยอยู่ประปรายท่ีจังหวัดราชบุรี
นครปฐม อ่างทอง จันทบุรี ชลบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ซ่ึงมีหลักฐานปรากฏใน
พงศาวดารว่า ในสมยั บา้ นเมืองไม่สงบเรียบรอ้ ย ชาวไทยพวนถูกกวาดต้อนไปไว้ในพื้นท่ีดังกล่าว
ดว้ ย จากบดั น้ันจนถงึ บดั นชี้ าวไทยพวนก็ไดอ้ าศัยอยใู่ นผนื แผ่นดนิ ไทยอย่างสงบสขุ มีวิถีชีวิตและ
แบบแผนในการดํารงชีพ ผสมผสานกับชาวไทยอย่างสนิทสนมกลมกลืนอาจจะทั้งโดยใกล้ชิด
เสมือนญาตพิ ี่นอ้ งหรอื โดยการสบื เผา่ พันธ์ดุ ว้ ยการแต่งงาน จากคาํ บอกเล่า ของคนแก่คนเฒ่าใน
หมู่บ้านเล่าว่า บ้านทุ่งโฮ้งเป็นหมู่บ้านของชาวไทยพวนที่ถูกกวาดต้อนและอพยพมาจากแขวง
เมอื งเชียงขวาง ประเทศลาว เม่ือประมาณ พ.ศ.2340-2350 โดยคนกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึง
เมืองแพร่ และได้ต้ังบ้านเรือนอยู่นอกกําแพงเมืองแพร่ทางทิศเหนือด้านประตูเลี้ยงม้า อยู่มา
ระยะหนึง่ จึงไดย้ า้ ยมาจากที่เดมิ มาตั้งหมบู่ า้ นขึ้นใหม่ บริเวณท่ีเป็นบ้านทุ่งโฮ้งในปัจจุบันและอยู่
กนั เรื่อยมา จนประมาณ พ.ศ.2360 - 2380 จึงมีกลุ่มไทยพวนกลุ่มใหม่อพยพเข้าม และมาตั้ง
หมู่บ้านห่างจากหมู่บ้านเดิม ประมาณ 200 เมตร เป็นบ้านทุ่งโฮ้งเหนือในปัจจุบัน ประเพณี
การละเล่นบางอย่างของไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้งบางอย่างยังนับถือปฏิบัติอยู่ แต่บางอย่างมีการ
เปล่ียนแปลงหรือเลิกไปแล้วก็มีแต่ส่วนมากขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ก็คล้ายคลึงกับคน
เมืองทั่วไป เพราะคนไทยพวนภาคเหนือจะมีความสนิทสนมกับลาวมากกว่าทางกรุงศรีอยุธยา
ประเพณีที่ผิดแปลกไปกว่าคนทัว่ ไปกค็ อื "ประเพณีกําฟา้ " ประเพณีกําฟ้าน้ีคนไทยพวนยึดถือกัน
อย่างเคร่งครัด จากคําบอกเล่าของพ่ีน้องไทยพวนท่ีอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่เคยปรากฏว่า
มีคนไทยพวนถกู ฟา้ ผา่ ตายเลย วถิ ชี วี ิตของไทยพวนบ้านทงุ่ โฮง้ หมู่บ้านท่งุ โฮง้ ปจั จุบนั ไดย้ กฐานะ
จากสุขาภิบาลเป็นเทศบาล เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 แต่สังคมส่วนใหญ่ยังเป็นสังคม
ชนบทมีศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านท่ีมีเอกลักษณ์ของตนเอง ครอบครัวและชุมชนมีความเข้มแข็ง
ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะงานหัตถกรรมพื้นบ้าน คือ การทอผ้า ตัด เย็บ ย้อม
ผ้าหมอ้ หอ้ ม ซ่ึงเป็นอาชพี หลักในปจั จุบันที่สามารถสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับครอบครัว
ไดเ้ ป็นอย่างดี เป็นทีร่ ูจ้ ักทัว่ ไปทงั้ ในประเทศและต่างประเทศอาชพี ที่ทํามาเก่าแก่ คือ การทํานา
ทาํ ไรแ่ ละการทาํ สวน ชาวไทยพวน บ้านทุ่งโฮ้ง มีลักษณะนิสัย รักสงบ มีความเช่ือม่ันในตนเอง
สูง ค่อนข้าดือ้ ร้ันถือดี แต่มคี วามสามัคคีในหมู่พวกพ้อง อดทน ขยันขันแข็งในการทํามาหากินมี
ความผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมประเพณีของตน ยึดมั่นในประเพณีของตนและยึดม่ันในประเพณี
โบราณด้งั เดมิ ท่ีได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณีกําฟ้าที่ปฏิบัติ
อย่างเคร่งครัดความเป็นอยู่ จะอยู่แบบสังคมเมือง คือ กินง่ายอยู่ง่าย อาหารท่ีใช้รับประทาน
จะประกอบมาจากส่ิงของท่ีหามาได้ตามบริเวณสวน หรือหนองนํ้า แม่นํ้าตามแต่จะหาได้นํามา
ปรุงรสโดยใส่ปลาร้า พริกแห้ง เกลือ กระเทียม หัวหอม หรือข่า ตะไคร้ เป็นหลัก ซ่ึงเป็น

27

อาหารท่เี ป็นเอกลกั ษณ์ของไทยพวนทุ่งโฮ้งเอง เช่น แกงผักอะเยาะอะแยะ (ผักรวม), ฝ่อเขียด
(ทํามาจากตัวขีดเล็ก ๆ), กุ้งเต้น, ปลาเต้น, แจ่วมะเด่น (น้ําพริกมะเขือเทศ), นํ้าพริกหนุ่ม,
แกงแค, แกงอ่อม ฯลฯ ปัจจุบันก็มีการกินอยู่เหมือนคนภาคเหนือท่ัวไป แต่ก็ยังอนุรักษ์อาหาร
ดังกล่าวไว้เพราะมีรสชาติอร่อย แต่งดบางอย่างลง เช่น กุ้งเต้น ปลาเต้น ซ่ึงเป็นอาหารท่ีทํา
จากการนําเอากุ้งสดและปลาสวิ ตัวเล็ก ๆ ทยี่ งั มีชีวิตอยู่ใส่ลงในเคร่ืองปรุงท่ีมีส่วนผสมของพริก
ข่า ตระไคร้ หยวกกล้วยและมีรสจัด เม่ือกุ้งหรือปลาโดนน้ําพริก ก็จะกระโดดขึ้นภาษาทุ่งโอ้ง
เรียกว่า เต้น จึงเรียกว่า กุ้งเต้น ปลาเต้น อาหารชนิดนี้เป็นอันตราย ส่วนใหญ่จะเป็นตัวนํา
พยาธิใบไม้ในตับ ภาษาพูดของไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้งเป็นภาษาที่นําคําเมืองยวนมาผสมกับภาษา
พวน แต่มีบางคําที่นําคําเมืองมาใช้ เช่น อู้(พูด), แอ่ว(เที่ยว), ผักหละ(ชะโอม), คําพวนว่า
ผกั เน่า, หม่าหนุน(ขนุน) พวนว่า หม่าหม้ี เป็นต้น ภาษาพวนเป็นภาษาท่ีฟังค่อนข้างยากเพราะ
ไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้งจะพูดเร็วหนักแน่น สําเนียงไม่อ่อนหวานไพเราะ บางครั้งดูเหมือนกระด้าง
ไมอ่ อ่ นน้อม เช่น ใช้คําแทนตวั เอง จะใช้เหมอื นกันหมดไม่ว่าเด็กหรือผใู้ หญ่ คอื

คาํ แทนตวั เอง (สรรพนามบุรุษท่ี 1) ว่า เฮา ใช้เรียกผู้ท่ีพูดด้วย (สรรพนาม
บุรุษท่ี 2 ) ว่า เจ้า เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้งจะเป็นคนซื่อสัตย์ พูดจริง
ทาํ จริง ตรงไปตรงมาไม่มีการเสแสร้ง

ไทยพวน จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี

ชาวไทยพวนสุพรรณบุรี (http://www.krusadayu.thaixna.com, 2551) ชาว
ไทยพวนเดิมอยู่ในเขตเมืองพวน เชียงขวาง ซําใต้ในประเทศลาว และเขตสิบสองปันนาทาง
ตอนใต้ของประเทศจีน ไดอ้ พยพเข้ามาต้ังถ่ินฐานในประเทศไทย ช่วงสมัยธนบุรีและในรัชกาลท่ี
3 โดยส่วนหนึ่งได้เขา้ มาตงั้ ถน่ิ ฐานในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี อําเภอบางปลาม้า ที่บ้านมะขามล้ม
วัดโบสถ์ บ้านโพธิ์ศรี ชาวไทยพวนมีประเพณีสําคญั คอื พิธกี าํ ฟา้ เป็นการบูชาเทวดาเพอ่ื ให้ฝนตก
ต้องตามฤดูกาล ประเพณบี ุญบง้ั ไฟ

กล่มุ คนพวนที่อพยพมาอยู่เมืองสุพรรณครั้งแรก (http://www.konpuan.com,
2551) มีนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีว่า มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินมหาราชแห่ง
กรงุ ธนบุรี เพราะภาพบ้านเมอื งมีท่ีรกร้างวา่ งเปลา่ ขาดผู้คนอยู่จํานวนมาก เม่ือเจ้าพระยามหา
กษตั ริย์ศึก (ทองด้วง) กับพระอนุชา คือเจ้าพระยาสุรสีห์ (ทองดี) ข้ึนไปปราบขบถเมืองหลวง
พระบาง และเมอื งเวียงจันทน์ตามคาํ ส่ังของพระเจ้ากรุงธนบุรี ปี พ.ศ. 2321 เมื่อ 2 ทหารเสือ
ได้รับชัยชนะแล้ว จึงกวาดต้อนเชลยท้ัง “ไทพวน” และ ลาวหลวง (หลวงพระบาง) ลงมาไว้ท่ี
เมืองสุพรรณบุรี เป็นคร้ังแรก กลุ่มลาวหลวง (พระบาง) จะให้อยู่บริเวณเมืองอู่ทองส่วน
“ไทพวน” จะให้อยทู่ ่ีบางปลามา้

การอพยพครงั้ ท่ี 2 กลมุ่ ไทพวนอพยพมาอยู่ทีเมืองสุพรรณบุรีในรัชสมัยรัชกาล
ที่ 2 (พ.ศ.2352-2367) พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย เน่ืองจากกรุงเทพฯ ต้องการ
จะสร้างพระเจดีย์กลางน้ําที่เมืองปากนํ้าสมุทรปราการจึงมีรับส่ังให้เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์
ซึ่งสวามภิ ักดิก์ บั ประเทศไทย เกณฑค์ นลาวเวียงเพ่ือใช้ให้ไปตัดโค่นและลากจูงต้นตาลจากเมือง
สุพรรณบุรีลงไปเมืองสมุทรปราการ การเกณฑ์คนลาวเวียงลงมาในครั้งนั้น เจ้าอนุวงศ์
ได้มอบหมายให้เจ้าราชวงศ์ซ่ึงเป็นอนุชา คุมกําลังลงมา แต่ปรากฏว่าคนที่ถูกเกณฑ์มาไม่ใช่
ลาวเวียง กลับกลายเป็น “ไทพวน” ท่ีถูกกวาดต้อนจากเมืองเชียงขวางมาอยู่ตามชายแดน
ปริมณฑลกรุงเวยี งจันทนท์ งั้ หมด คนไทพวนท่ีถูกเกณฑ์มาคร้ังนี้ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ กําลังหนุ่ม
แนน่ สามารถตรากตรําทาํ งานหนักขนาดขนึ้ ไปตดั ตน้ ตาล ลาก ขนต้นตาล จํานวนมากล่องตาม

28

ลํานํ้าท่าจีน ไปจนถึงเมืองสมุทรปราการได้ จะเห็นได้ว่าชาวไทพวนกลุ่มน้ีมีพละกําลังแข็งแรง
สขุ ภาพดีเยย่ี ม เมอื่ ไดท้ าํ งานใหก้ ับประเทศไทย คือตัดโคน่ ต้นตาลจนเพียงพอแก่ความต้องการ
แลว้ จงึ มีคนไทพวนระดับหัวหน้ากลุม่ หนึ่ง ถามคนไทพวนด้วยกนั วา่ “เราจะกลับบ้านดหี รอื จะขอ
อยู่ที่เมืองไทย” ปรากฏว่าเสียงส่วนมากขออยู่ ขอมีเมีย ขอต้ังถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ท่ีเมือง
สุพรรณบรุ ีน้ีตอ่ ไป เพราะถา้ กลบั ไปประเทศลาว กจ็ ะต้องไปอยู่ตามหวั ไร่ปลายนาของแขวงเมือง
เวยี งจนั ทน์ และตอ้ งเป็นกรรมกรรับใชค้ นลาวเวยี งจันทน์อีกตอ่ ไป มองไมเ่ หน็ แสงสวา่ งในอนาคต
เลย สู้ขออยู่ท่ีเมืองนี้มีเมีย และลูกอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรีจะดีกว่า เพราะมีสภาพบ้านเมืองและ
สิ่งแวดลอ้ ม วา่ งเปล่านา่ อยนู่ า่ อาศัย จับจอบทํามาหากนิ ต่อไปภายหนา้

ณ ทีเ่ มอื งสุพรรณบุรี มีเรือ่ งเลา่ สืบกนั ตอ่ ๆ มาวา่ ที่บ้านกลุม่ “ไทพวน” บ้าน
เกา้ ห้อง ท่ีเรียกว่าบา้ นเกา้ ห้องเพราะสมัยอยู่เมืองเชียงขวาง ต่อมาถกู อพยพมาอยูแ่ ขวงเมือง
หลวงพระบาง ตระกลู ของท่านขุนม่ังคัง่ ร่ํารวย มีอันจะกินมาแตบ่ รรพบรุ ุษ ครน้ั ตอ่ มาเม่อื ทา่ น
ขุนทชี่ ื่อ “ขนุ กาํ แหง” มีภรรยาหลวงชอื่ “ตุ้ม” เปน็ หัวหน้าพาครัวไทพวนอพยพขา้ มแมน่ าํ้ โขง
มาแตแ่ ขวงเมอื งพวน เชียงขวาง พอมาถึงเมืองไทยแลว้ ทางราชการใหไ้ ทพวนกลุ่มนไี้ ปจบั จอง
ที่ทาํ กนิ สรา้ งบ้านแปงเรือนอยทู่ ่แี ขวงเมืองสุพรรณบรุ ี บรเิ วณท่ใี ห้ไปอยูน่ นั้ สมยั นั้นเปน็ ท่ีรกรา้ ง
วา่ งเปล่า เคยเปน็ เมืองร้าง ผคู้ นถกู พม่าขา้ ศกึ กวาดต้อนเกบ็ ทรัพยส์ นิ ไปจนไม่เหลือสิง่ ใดๆ เลย
คนทีอ่ พยพเขา้ มาอยใู่ หม่ จงึ จําต้องหาวัสดใุ หม่ ข้าวของใหมม่ าทาํ การปลกู บ้านแปงเรอื นใหม่
ท้งั หมด สําหรับ “ขุนกาํ แหง” หวั หนา้ กลุม่ ไทพวน เม่อื จบั จอบไดส้ ถานที่ท่นี บั ว่าดี และเหมาะสม
แลว้ จึงเกณฑบ์ รวิ ารทเี่ ปน็ คนไทพวนลูกนอ้ งเก่าช่วยกนั ตดั ตน้ ไม้ เลื่อยเสา เลอื่ ยกระดานและ
เครอื่ งเรือน ลงมาสรา้ งบ้านทาํ เป็นบา้ นพกั ท่ีเรียกวา่ “จวน” เพราะเปน็ บา้ นระดับผู้นาํ กลมุ่ และ
จะตอ้ งสรา้ งหรอื ปลกู เปน็ บ้านเก้าช้นั อย่างบ้านในเมอื งลาว แต่พอปลูกไดเ้ พยี งช้นั สองชั้นกข็ นขา้ ว
ของเครือ่ งใช้เข้าไปอยไู่ ม่ทนั ไรก็เกดิ อาถรรพ์ คอื เกดิ เพลงิ ไหม้เผาผลาญไปจนหมดสิน้ ทุกครั้ง
คราว โดยไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ จนเกือบจะหมดความอดทน

ขนุ กําแหงจงึ มาคดิ ว่า มันเปน็ เพราะเหตใุ ดกนั แน่ จึงเรยี กท่าน “หฮู า” หรือ
โหรา ทอี่ พยพมาอยใู่ นกลุม่ ไทพวนด้วยกนั มาดใู ห้ ทา่ นหฮู าจงึ จบั กระดานโหร มาลงเลขยันต์ตาม
วิชาโหราศาสตรโ์ บราณ ไลเ่ ลข อตั ตะ หนิ ะ ถะนงั ไลเ่ ลข กดมุ ภะ สหัสชะ และเลขมรณะ
สภุ ะกัมมะ ไขว้ กนั ดแู ล้วจงึ ทาํ นายทายทกั ว่า “โบสถว์ ดั สีสะเกด สร้างโดยเจา้ อนุวงศ์ เป็นวดั
เดยี วทีไ่ มถ่ ูกทาํ ลายคราวกองทพั ไทยทาํ ลายเวยี งจนั ทน์”

“บ้านพกั หรอื จวนของทา่ นขุนทก่ี ําลงั ปลกู สร้างน้ี ตอ้ งปลูกสร้างให้เสร็จครบ 9
ห้อง ตามแบบบ้านท่ีเคยปลูกไว้ในแผ่นดินแม่ คือ ที่แขวงเมืองเชียงขวาง เมืองพวน ใน
ขณะเดียวกัน จะต้องปลูกสร้างศาลปู่ย่าเมือง ข้ึนเป็นคู่บ้านแห่งน้ีด้วย จึงจะได้อยู่ชุ่มเย็นเป็น
ปกตสิ ุข และบรรดาชาวไพรไ่ ทพวนท้งั หลายทั้งปวงก็จะได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า
ด้วย” เม่ือขุนกําแหงได้ฟังคําทํานายจากโหราแล้ว จึงสร้างบ้านเรือนตามคําแนะนําจนครบ 9
ห้อง มิใช่ 9 ช้ัน พร้อมกันน้ันก็ปลูกศาล “เจ้าปู่บ้านย่า” ขึ้นไว้เพ่ือให้กลุ่มคนไทพวนได้เคารพ
กราบสักการบูชา หลงั จากน้นั สิ่งเลวร้ายท้งั หลายทงั้ ปวงก็มลายหายสูญไปสิ้น นับแต่กาลบัดนั้น
จึงอยู่ร่มเย็นเป็นสุข อยู่ดีกินดี เป็นต้นมาตราบเท่าทุกวันน้ี และตํานานบ้านเก้าห้องขุนกําแหง
ก็คอื ตํานานของ “บา้ นเก้าหอ้ งลานคา” หมู่ 3 ตําบลโคกคราม อําเภอบางปลาม้า ในปัจจบุ นั นี้

ส่วนชาวไทพวนที่อพยพมาอยู่เมืองสุพรรณบุรีน้ัน มีการอพยพกันมาอีกหลาย
คร้ัง ทง้ั ในสมัยรัชกาลท่ี 3 และรชั กาลที่ 5 เมื่อคราวทําสงครามปราบฮอ่ คร้ังท่ี 1 และครั้งที่ 2
เมอ่ื ปี พ.ศ. 2413 นบั วา่ เปน็ การอพยพของไทพวนเข้ามาสูป่ ระเทศไทยเป็นครงั้ สุดท้ายดว้ ย

29

คนพวนอพยพเขา้ มาอยู่ในประเทศไทย 2 รปู แบบคือ จากการอพยพด้วยความ
สมัครใจเพราะความยากลําบากในการประกอบอาชีพและความเบ่ือหน่ายจากการท่ีเป็นเมือง
หน้าด่านตอ้ งไดร้ บั ความเดอื ดร้อนจากศึกสงครามที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น จึงลี้ภัยเข้ามาในประเทศ
ไทย การอพยพอกี วธิ หี นงึ่ คือ การถกู กวาดต้อนแบบ “ยกครัว” โดยกองทัพไทย ถึง 4 ครั้ง คือ
ครัง้ ท่ี 1 พ.ศ. 2322 สมยั กรุงธนบรุ ี คร้งั ที่ 2 พ.ศ. 2338 สมัยรชั กาลท่ี 1 คนพวนท่ีมาในครั้งน้ี
ไปอยู่รวมกับลาวเวียงทส่ี ระบุรีท้ังหมด ยกไปตีเมืองพวนคอื จากญวน พ.ศ. 2377 คร้ังท่ี 3 และ
ครง้ั ที่ 4 สมยั รชั กาลท่ี 5 ยกไปปราบจนี ฮ่อท่ียกเขา้ มาบกุ หัวเมืองพวน

คนไทพวนเข้ามาอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรีได้อย่างไร และมาเม่ือไร จากการดูปี
พ.ศ. ที่มีการตั้งวัดต่างๆ มาเปรียบเทียบกันแล้วไม่ตรงกันเลย แต่พอประมาณได้ว่าไทพวนใน
สพุ รรณบรุ ี ในทน่ี ้ีจะเนน้ ท่ไี ทพวนอาํ เภอบางปลาม้าจะต้องถกู กวาดต้อนมาในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ
ปี พ.ศ. 2322 ครั้งที่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกซ่ึงต่อมาได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์
รชั กาลท่ี 1 ทรงพระนามวา่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระมหากษัตริย์องค์ท่ี 1
ของราชวงศ์จกั กรี ได้ยกทัพไปตีเมืองหลวงพระบางได้ชัยชนะ เมื่อยกทัพกลับได้กวาดต้อนชาว
ลาวมาดว้ ย ซึง่ ในทนี่ จ้ี ะกล่าวถึงเฉพาะชาวลาวพวน อพยพไปอยู่ตามหวั เมืองต่างๆ มีหลักฐานว่า
วดั บ้านสูตร วัดลานคา วดั กกมว่ ง ตง้ั วดั ในเวลาไล่เลยี่ กัน หลังจากอพยพมาจากประเทศลาวได้
14 – 34 ปี คือประมาณปี พ.ศ. 2336 – 2354 แต่ยังม่ีคนพวนอีกกลุ่มหน่ึงท่ีอพยพตามมาใน
ภายหลัง และมีท่ีมาที่ต่างกบั ร่นุ แรกอย่างเหน็ ได้ชัด

ขณะน้ันลาวเป็นเมืองขึ้นของไทย เม่ือถึงรัชกาลท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัย (ระหว่างปี พ.ศ. 2352 – 2367) โปรดให้สร้างพระสมุทรเจดีย์ท่ีปากน้ํา
สมทุ รปราการ แต่ปญั หาวา่ การสร้างพระสมุทรเจดยี ์ อยู่กลางนํา้ ต้องใช้ดนิ ใช้เสาเขม็ ท่เี ป็นฐาน
รากมากมาย สิ่งท่ีสามารถนํามาใช้ทําเสาเข็ม หรือเป็นคาน ได้ดีที่สุดในขณะน้ันคือ ต้นตาล
มีตัวอย่างเม่ือคร้ังกรุงศรีอยุธยาเคยใช้ต้นตาลทําฐานกําแพงเมือง แต่ต่อมามีคนไทยขายชาติ
ไปบอกพม่าให้รจู้ ึงขดุ เจาะจนกาํ แพงทรุดลงมา ทพั พมา่ จงึ ตกี รุงศรีอยุธยาแตกมาแล้ว มีตํานาน
เร่ืองต้นตาลเล่ากันว่าเมืองที่มีต้นตาลมากที่สุดคือเมืองสุพรรณบุรี กับเมืองเพชรบุรี ขนาดนับ
แล้วแพ้ชนะกนั ต้นเดียว คอื ต้นที่ยอดด้วนเท่านั้น เม่ือได้แหล่งต้นตาลแล้ว ก็มองหาผู้คนที่จะตัด
โคน่ ต้นตาล คนไทยมีไม่มากนัก ขณะนั้น เจ้าอนุวงศ์ซึ่งเป็นเจ้าลาว ได้เข้ามาสวามิภักดิ์กับไทย
อาสากลับไปเกณฑ์ชาวลาวมาตดั ต้นตาลใหช้ าวลาวที่เกณฑ์มาครัง้ นเ้ี ปน็ คนพวน จากเมือง “คณู ”
แขวง “เชียงขวาง” ทั้งหมด จะมีลาวอ่ืนปนมาก็เป็นส่วนน้อย คนพวนที่ยกมาคราวน้ีมากันแบบ
ยกครัว ลกู เล็กเด็กแดงมาหมด ยกหมู่บ้าน ยกเมืองกันมาเลย จึงเรียกว่า “ครัวชาวพวน” เมื่อ
เดินทางมาถึงเมอื งสุพรรณบรุ ี ท่ีอาํ เภอวงั มะขาม หรอื บางปลาม้าในปัจจบุ นั น้ี ก็ลงมือตัดต้นตาล
ปลอ่ ยลอยนา้ํ ไปทาํ ฐานพระสมทุ รเจดยี ์ จนต้นตาลที่มีอยู่เป็นจํานวนมากถูกตัดโค่นไปเกือบหมด
ส่วนทีเ่ หลอื อยู่บ้างถูกหักร้างถางพงจนกลายเป็นผืนนา ผืนไร่ ไม่เหลืออดีตของเมืองที่มีต้นตาล
ค่แู ข่งเมืองเพชร ทุกวันน้ยี งั มีชื่อท้องถ่ินเก่ียวกับต้นตาลเหลืออยู่บ้างเช่นท่ีวัดดงตาล อําเภอสอง
พ่ีน้อง บ้านตาลสามต้น ตําบลวัดโบสถ์ อําเภอบางปลาม้า เป็นต้น เมื่อตัดต้นตาลส่งไป
จนพอแลว้ รชั กาลท่ี 2 จงึ โปรดเกลา้ โปรดกระหม่อม อนญุ าตให้ สรา้ งบา้ นเรือน และเลือกที่ทํา
มาหากนิ ไดต้ ามความสมคั รใจ เป็นท่นี า่ สงั เกตวา่ อาํ เภอบางปลามา้ ในขณะนั้นคงไม่มีเฉพาะคน
พวนเทา่ นน้ั ยังมคี นไทย และคนกล่มุ อน่ื ๆ อยดู่ ว้ ย สงั เกตไดว้ ่า การกระจายกนั ออกไปตง้ั ถิ่นฐาน
สร้างบา้ นเรือน ของคนพวนนน้ั จะมรี ัศมีกว้างประมาณ 10 – 15 กโิ ลเมตร ยาวไปทางตะวันตก
ประมาณ 30 กิโลเมตร คนพวนจะรวมกันเป็นหมู่ เป็นกลุ่ม หรือตามวงญาติ เหมือนครั้งที่อยู่
เมอื งพวนในประเทศลาว เมื่ออยู่กันมั่นคงกลุ่มไหนมีความพร้อมมีฐานะดีพอก็สร้างวัดขึ้น ชื่อวัด
ชือ่ บา้ นอาจจะตั้งตามถิ่นทอ่ี ยู่ เชน่ บา้ นลานคา มีหญ้าคามาก บ้านมะขามล้ม มีต้นมะขามใหญ่

30

เปน็ สญั ลกั ษณ์ หรอื ตามชือ่ บา้ นเดิมท่ีประเทศลาว เชน่ บ้านสูตร บ้านหม่ี คนพวนในสุพรรณบุรี
จะมีมากอยู่ท่ีอําเภอบางปลาม้า ที่รวบรวมได้เป็นหย่อมบ้านหรือหมู่บ้าน และบางหมู่บ้านก็มี
ปะปนกันทงั้ ลาวพวน ลาวเวียงและคนไทย รวมได้ 26 หมู่บ้าน หรือวดั ไดแ้ ก่

ฝ่ังตะวันออกของแม่นํ้าท่าจีน มี 2 คนพวนอยู่ 2 ตําบล คือ ตําบลโคกคราม
(อยู่ที่วัดลานคา ตั้งวัดเม่ือ พ.ศ. 2364 วัดดอกบัว ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2379 วัดมณีวรรณ ตั้งวัด
เม่ือ พ.ศ. 2388) ตําบลไผ่กองดิน อยู่ที่ (วัดราษฎร์บํารุง บ้านบ่อหัวกรวด ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.
2459)

ฝ่งั ตะวันตกของแมน่ ํา้ ท่าจีน ได้แก่ ตําบลบางปลาม้า อยู่ท่ี (วัดบ้านสูตร ต้ังวัด
เมือ่ พ.ศ. 2377 วดั บา้ นเกา่ ตง้ั วดั เม่ือ พ.ศ. 2415 วัดบ้านหม่ี ตั้งวัดเม่ือ พ.ศ. 2389 วัดกก
มว่ ง ตั้งวัดเมอ่ื พ.ศ. 2354 วัดบ้านด่าน ต้ังวัดเมื่อ พ.ศ. 2385 วัดทุ่งอุทุมพร ต้ังวัดเมื่อ พ.ศ.
2443 วัดขุนไกร ตง้ั วัดเม่อื พ.ศ. 2369 วดั โพธ์ศิ รี ต้ังวัดเม่อื พ.ศ. 2335 บา้ นโพนไร่ ทําบุญท่ี
วัดโพธิ์ศรี และวัดโพธิ์ตะควน) ตําบลมะขามล้ม (ได้แก่ วัดสุขเกษม มะขามล้ม ต้ังวัดเมื่อ
พ.ศ. 2461 วัดตะลุ่ม ตั้งวัดเม่ือ พ.ศ. 2465 วัดโบสถ์ ตั้งวัดเม่ือ พ.ศ. 2439 วัดท่า
ตลาด ต้ังวัดเม่ือ พ.ศ. 2422 วัดเนินเกษม (โคกโก) ต้ังวัดเมื่อ พ.ศ. 2440) ตําบลวัดโบสถ์
(ไดแ้ ก่ วดั ไผ่เดี่ยว ต้ังวดั เมอ่ื พ.ศ. 2468 วดั รางบัว ตง้ั วัดเมื่อ พ.ศ. 2446 บ้านบางจิก บ้าน
คลองขุด วัดดอนขาด ต้ังวัดเมื่อ พ.ศ. 2474 วัดดอนไข่เต่า ต้ังวัดเมื่อ พ.ศ. 2492) ตําบล
วดั ดาว (ได้แก่ วัดโพธิ์ตะควน ต้ังวัดเมื่อ พ.ศ. 2334) ตําบลวังนํ้าเย็น (ได้แก่ วัดดอนยอ ตั้ง
วดั เมื่อ พ.ศ. 2429)

เม่ือนาํ ปี พ.ศ. ทค่ี นพวนในอาํ เภอบางปลาม้าต้ังวัดขน้ึ แล้วนาํ ไปเปรยี บเทียบ
กับการอพยพเข้ามา จะเห็นได้วา่ คนไทพวนในอาํ เภอบางปลามา้ จะตอ้ งอพยพเข้ามามากกวา่ 1
ครั้งอย่างแน่นอน

ไทยพวน จังหวัดราชบรุ ี

ตําบลเขาแร้ง (http://www.koawrang.com/about_04.php , 2551) เป็น
ตาํ บลหนึง่ ของอําเภอเมืองราชบรุ ี จังหวดั ราชบรุ ี ต้ังแต่กอ่ นปี พ.ศ.2464 ชาวบา้ นได้เรยี กว่าเขา
แดง ความเป็นมาของเขาแดงท่ีชาวบ้านเรียกขานกันนั้นคือ มีภูเขาลูกหนึ่งซ่ึงอยู่ทางทิศตะวันตก
ของตําบลซึ่งเป็นภูเขาลูกที่กั้นเขตระหว่างตําบลปากช่องกับตําบลเขาแร้ง ซึ่งหน้าผาของภูเขา
ลูกน้ีมีสีแดง ชาวบ้าน จึงพากันเรียกว่าเขาแดง ต่อมาในปี พ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว (รัชกาลท่ี 5) ไดเ้ สด็จมาประพาส ณ บรเิ วณถาํ้ ลบั แลของภูเขาลบั แล
และพระองค์ก็ได้พระราชทานช่ือเขาถํ้าลับแลว่าเขาวังสดึงษ์ ส่วนชื่อตําบลได้มาจากช่ือภูเขา
เน่ืองจากบนยอดเขามีมวกผา ซึง่ ถอื กันวา่ เปน็ ยาอายวุ ัฒนะ เมื่อรับประทานแล้วจะมีอายุยืนยาว
จึงเปน็ ท่ตี ้องการของมนษุ ยแ์ ละเป็นทตี่ ้องการของพวกแร้งด้วย ดังน้ันพวกแร้งจึงพากันไปจิกกิน
มวกผาทหี่ น้าผาและเชอ่ื กนั ว่าพวกแรง้ น้ันมีมอี ายยุ ืนยาวนานดว้ ย ฉะนั้นยาวิเศษพวกน้ีจึงไม่ค่อย
ตกมาถึงมือมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องปีนป่ายหน้าผาอันสูงชันกว่าจะเก็บมวกผาได้ต้องเสียง
อนั ตราย ซึง่ ผดิ กับพวกแรง้ นน้ั มีปกี บินไปจิกกินไดต้ ามสบาย จึงไดเ้ รยี กชอ่ื ภเู ขาลกู นีว้ า่ "เขาแร้ง"
และใชเ้ รยี กขานเปน็ ชื่อตาํ บลตราบเทา่ ทกุ วนั นี้ ชนชาวพื้นเมืองตําบลเขาแร้งและตําบลใกล้เคียง
มักเป็นไทยพวนหรือลาวตี้ ไทยพวนเหล่านี้สืบได้ว่าอพยพมาจากเมืองเวียงจันทร์ ประเทศลาว
เขา้ มาตัง้ รกรากแทนชาวกลวย ในสมัยก่อนนน้ั มชี าวกลวยอาศัยอยู่ภายในบริเวณวัดเขาถํ้ากรวย
นอกจากชาวกลวยแลว้ ยังมีชนกลุ่มอื่นได้เข้ามาอาศัยตั้งหลักแหล่ง เช่น ชาวจีน ชาวเย่อ (เป็น
ชาวเขมรน่ันเอง) ชาวมอญและไทยพวนได้อาศัยถํ้ากรวยและบริเวณเชิงเขาตามเพิงหินต่างๆ

31

ใช้เป็นท่ีอยู่อาศัยเรื่อยมา คร้ันต่อมนานเข้าได้แยกย้ายกันไปทํามาหากินตั้งหลักแหล่งยังถิ่นอื่น
จนไม่ปรากฏหลักฐานรอ่ งรอยของชาวกลวย ต่อมาไทยพวนเหล่านี้ได้ขยายครอบครัวไปในแถบ
บริเวณใกล้เรียง เชน่ อาํ เภอโพธาราม ตาํ บลบ้านสงิ ห์ รวมไปถงึ จังหวัดต่างๆ นครปฐม สระบุรี
ลพบุรี เปน็ ตน้ ชนพ้นื เมืองส่วนมากจงึ เปน็ ไทยพวน และสาํ เนยี งภาษาก็แตกต่างกันไปตามสภาพ
ท้องถิ่น ส่วนภาษาท่ีสืบได้ว่าเป็นภาษาลาวดั้งเดิมนั้น เม่ือเปรียบเทียบกันแล้ว ปรากฏว่าเป็น
ภาษาที่ใช้พูดกันในเวียงจันทน์ และแถบภาคอีสานหรือบริเวณใกล้เคียงกับประเทศลาว ใน
ปัจจุบันได้มีชาวไทยเช้ือสายจีนบ้าง ชาวมอญบ้าง อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงคือ ตําบล
เตาปนู ในเขตอาํ เภอโพธารามและบรเิ วณเขาช่องพราน ด้านวัฒนธรรมประเพณีปรากฏหลักฐาน
ด้านประเพณนี ิยมแบบดง้ั เดิมหลายอย่างด้วยกันและประเพณีส่วนมากจะเป็นแบบไทย เช่น การ
ลงแขกเกี่ยวข้าว พิธีสู่ขวัญข้าว ประเพณีตรุษสงกรานต์ ประจําปีต่างๆ และยังมีแระเพณีอีก
อย่างหนึ่งที่คล้ายกับทางภาคอีสาน คือ การเลน่ บ้องไฟ และจุดตะไล ในพธิ ีแหน่ าคหรอื พธิ ีมงคล
ประเพณแี ห่นางแมวขอฝน หรือแห่สิ่งศักดิ์สิทธ์ิเพื่อการขอฝนอีกด้วย พิธีนําข้าวเข้ายุ้งและการ
แหน่ าคแบบประเพณนี ยิ มอยา่ งของมอญ เป็นต้น

ชุมชนของชาวไทยพวน บ้านคูบัว อําเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ผ้าจกไทยพวนมี
ลกั ษณะเหมือนกับผา้ ซนิ่ ตีนจกของทางภาคเหนือ มีลวดลายงดงาม และมีการทอด้วยฝ้ายสีเข้ม
(http://www.thaigoodview.com, 2551)

ไทยพวน จงั หวัดอุดรธานี

มรดกโลกบ้านเชียง (วิถีชีวิตชาวไทยพวน) จังหวัดอุดรธานี การจําลองวิถีชีวิต
ของชาวไทยพวน และสาธิตการเขียนสหี มอ้ บา้ นเชยี ง มรดกเก่าแกข่ องชาวบ้านเชียง
(http://hilight.kapook.com/view/11182, 2551)

บ้านไทยพวน (http://www.thaitambon.com, 2554) เป็นบ้านไม้ช้ันเดียว
ซ่ึงเป็นบ้านโบราณ และเป็นบ้านท่ีพระเจ้าอยู่หัวพร้อมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
ทรงประทับ พระองค์ท่านเสด็จมาเม่ือปี พ.ศ.2517 อยู่ที่ตําบลบ้านเชียง อําเภอหนองหาน
จังหวดั อุดรธานั

เทศกาลภูพระบาทและไทยพวนบ้านผือ (http://www.esanclick.com,
2554) ในงานประกอบไปด้วย นิทรรศการสังคมป่าหิมพานต์ ชมการแสดงของนักเรียนจาก
โรงเรยี นในทอ้ งถิ่น และของคนไทพวน พิธีบายศรสี ู่ขวัญ การแสดงแสงสีเสียง เรื่องราวตํานาน
นางอุสา ท้าวบารส ชมการแสดงท่ารําถวายเทพจากชาวไทพวน ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ได้อพยพ
มาอย่ทู ่ีอําเภอบา้ นผอื จงั หวัดอดุ รธานีเป็นจาํ นวนมาก ไทพวนบางกลุ่มมีความเชื่อในเร่ืองผี โดย
จะพากันสร้างศาลประจาํ หมู่บ้านข้ึน เรียกศาลน้ันว่า ศาลตาปู่หรือศาลเจ้าปู่บ้าน รวมท้ัง การ
สาธติ ฝมี อื ด้านหัตถกรรมท่วั ไป

32

ไทยพวน จงั หวดั หนองคาย

ตําบลบ้านหม้อ อําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ( http://www.
thaitambon.com, 2555) ประชาชนสว่ นใหญ่มีเชื้อสายไทยพวน อพยพมาจากประเทศลาว มา
ตง้ั ถ่ินฐานทีน่ ป้ี ระมาณ 200 ปีมาแล้ว ราษฎรแต่ก่อนมีอาชีพป้ันหม้อขาย จึงเรียกช่ือเป็นตําบล
บ้านหม้อ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) เป็นตําบลท่ีอยู่ในเขตการปกครองของอําเภอศรีเชียงใหม่
ประกอบด้วย 8 หมบู่ ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บา้ นหม้อ หมู่ 2 บ้านหม้อ หมู่ 3 บ้านป่าสัก หมู่ 4 บ้าน
ทา่ กฐนิ หมู่ 5 บา้ นทงุ่ สวา่ ง หมู่ 6 บา้ นยางคํา หมู่ 7 บา้ นหมอ้ หมู่ 8 บ้านหม้อ เนื้อที่ท้ังหมด
53.4 ตารางกิโลเมตร สภาพพ้ืนที่ส่วนใหญ่เป็นท่ีราบลุ่มตามแนวแม่นํ้าโขง ดินเป็นดินร่วน
ปนทราย เหมาะแก่การทําการเกษตร ปลูกพืชไร่ ยาสูบ มะเขือเทศ และสับปะรด อาชีพหลัก
ทํานา อาชีพเสริมทําไร่ ทําสวน แหล่งท่องเท่ียวของตําบล ได้แก่ ธรรมเจดีย์ วัดอรัญบรรพต
เป็นวัดที่พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) พระอริยสงฆ์ด้านวิปัสนากรรมฐาน
สายหลวงป่มู น่ั ภรู ทิ ัตโต, วัดบา้ นหม้อ ตาํ บลบา้ นหม้อ อําเภอศรีเชียงใหม่ และแม่นํ้าโขงบริเวณ
ดอนชิงชู้ตรงข้ามตําบลบา้ นหมอ้

33

ภาษาพวน

ภาษาพวน (http://www.tru.ac.th/culture/thaipoun.html, 2551) ร่องรอยของ
สระ ไ- และสระ ใ- ลูกหลานชาวพวนบ้านหมี่ เล่าถึงบุพการีของตนเมื่อ 40 -50 ปีที่ล่วงเลย
มา พ่อ - แม่ หรือ คนสูงอายุมักพูดว่า "ถ๊วยสามเบอไปกะเลอเบอนึ่ง" (ถ้วยสามใบ (หาย)
ไปใบหนึง่ ) หรือบทสนทนาสนั้ ๆ ทีช่ าวพวนบ้านหม่ีเลา่ วา่

นางสน " พอ่ นอ้ ย ไปกะเลอมา " (พ่อ (ของคนชื่อนอ้ ย) ไปไหนมา))
พอ่ น้อย "ไปบา๊ นเต๊อ " (ไปบา้ นใต)้
นางสน " ไปบ๊านเตอ๊ บ๊านเผอ" (ไปบา้ นใต้ บ้านใครร)ึ
พ่อน้อย " บ๊านลูกเพอ้ " (บ้านลกู สะใภ้)
ชาวไทยพวนจะพูดได้ทั้งภาษาไทยกลางและภาษาไทยพวน โดยจะใช้ภาษาไทย
กลางพูดกับคนต่างถ่ิน แต่จะพูดภาษาไทยพวนกับกลุ่มชนเดียวกัน ภาษาพูดของไทยพวนมี
สําเนียงไพเราะ ซ่ึงจะแตกต่างจากภาษาพูดของลาวเวียง ที่มีสําเนียงสั้นๆห้วนๆ ชาวพวนมี
ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน แต่ปัจจุบันภาษาเขียนจะไม่มีคน
เขียนได้ ยังคงเหลือเพียงภาษาพูด ซึ่งมีสําเนียงคล้ายเสียงภาษาถิ่นเหนือ อักษร "ร " ใน
ภาษาไทยกลาง จะเปน็ "ฮ"
เมื่อชนถ่ินอื่นฟังการสนทนากัน จึงประหน่ึงว่าในภาษาพวนอุดมไปด้วยสระเออ
จึงมีคําเรียกกลุ่มผู้พูดภาษาเช่นน้ี ว่า ลาวกะเลอ หรือไทยกะเลอ มีข้อน่าสังเกตเก่ียวกับ
ภาษาไทยกรุงเทพฯ ซ่ึงมีรูปสระ ไ- และ สระ ใ- ใช้ 2 แบบท้ังๆ ที่เป็นเสียงเดียวกัน จึงเกิด
คําถามว่า เม่ือออกเสียงอย่างเดียวกันเหตุใดจึงต้องเขียนต่างกัน และมีข้อระบุการใช้สระ ใ-
เพียง 20 คาํ เทา่ นน้ั
ภาษาพวนจัดอยใู่ นภาตระกลู ไต (ฐติ ิรัตน์ พิมพ์ทนต์ , 2554) ภาษาพวนมีคําศัพท์
บางคําทใี่ กลเ้ คียงกับภาษาลาวและภาษาไทยภาษาพวนไม่มีตวั รควบกลํ้า เชน่ ……….. ไม่มี
ตัว ก เป็นตัวสะกด เช่น เชือก = เซือะ, ศอก = เศาะ ปาก = ปะ ออกเสียง ซ เป็น
เสียง ช หรือ เสียง ส เป็นเสียง ฉ เช่น ช้าง = ซ้าง ออกเสียง สระเอีย เป็น สระเอือ
ตวั อย่างเช่น เกลอื = เกีย
พยัญชนะ - ภาษาพวนมีหนว่ ยเสียง 20 หนว่ ย (ฐิติรัตน์ พิมพ์ทนต์, 2554)
คือพยัญชนะท่ีแตกต่างกับหน่วยเสียง ภาษาพวน จะไม่มีเสียง ช และ ฉ (จะออกเป็น ซ
และ ส แทน) ไม่มีเสียง ร (จะออกเสียงเป็น ฮ หรือ ล) มีเสียง ญ นาสิกเพิ่มข้ึน แต่เสียง
พยัญชนะ ย กย็ งั อยู่ เสียงพยญั ชนะควบกลํ้า ภาษาพวนไม่มีเสียงควบกลํ้าเสียงสะกด เสียง
สะกดทีใ่ ชแ้ ตกต่างจากเสียงสระภาษาไทย คือ เสียง ก ในคําท่ีประสมด้วยสระเสียงยาว ของ
ภาษาไทย เช่น ปาก ออก ตาก เปียก ภาษาพวนจะออกเสียงสั้น และหยุดที่เส้นเสียง คือ
ปะ เอาะ ตะ เปียะ เสียงสระ - สระของภาษาพวนมีสระเดี่ยว 18 เสียง สระประสม 6
เสยี ง (ภาษาไทยมี 5 เสยี ง) และที่นา่ สนใจคือเสียงสระไอในภาษาไทย จะเป็นสระเออในภาษา
พวน
หากเปรียบเทยี บการใชส้ ระเออในภาษาพวนกับสระ ใ- ในภาษากรุงเทพฯ อาจ
ตง้ั สมมตุ ฐิ านได้วา่
1. ภาษาไทยกรุงเทพฯ มีความต่างด้านเสียงระหว่างสระ ไ- กับสระ ใ-
เพราะมีหลักฐานการเขียนที่ต่างกันปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน (แต่จะมีการออกเสียงต่างกัน
อยา่ งไร ยงั ไมอ่ าจหาคําตอบได้)

34

2. ภาษาพวนยงั คงลักษณะเดิมไว้ได้มากเม่ือเปรียบเทียบกับภาษาราชการของ
ประเทศไทย กล่าวคือ ภาษาพวนไม่ได้เป็นภาษาราชการของประเทศไทย ชาวพวนไม่ได้
เกี่ยวข้องหรือมีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติทางภาษาโดยตรง ต่างจากชาวกรุงเทพฯ ท่ีต้อง
ประสบนับตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์เร่ือยมา ด้วยเหตุน้ีภาษาพวนจึงได้รับอิทธิพลของ
วฒั นธรรมอ่นื นอ้ ยกวา่ ภาษากรุงเทพฯ ยงั ผลให้รูปคําในภาษาเปล่ยี นแปลงช้ากวา่

ภาษาพวนแตกต่างท้ังสํานวนและสําเนียงคือเน้ือหาและน้ําเสียง ถึงแม้
จะใกล้เคียงกับภาษาลาวบางคํา คล้ายภาษาไทยแต่ก็มีส่วนแตกต่างให้สังเกตได้ชัดเจนหลาย
ประการ ไทยพวนพดู ชา้ ไม่มีตวั ร ควบกลํ้า ไม่มีตัว ก เป็นตัวสะกด มีตัว ซ แทนตัว ช มีตัว
ส แทนตัว ฉ มีสระ เช่น

ภาษาไทยพวน ภาษาลาวเวียง ภาษาไทยกลาง
ไปกะเลอ ไปไส ไปไหน
เฮด็ ผเิ ลอ เฮ็ดหยงั ทําอะไร
ไปแทอ้ อ้
เศาะ ไปอหี ลีตัว้ ไปจริงๆ หรอื
ปะ ศอก ศอก
เซือะ ปาก ปาก
ซา้ ง เซือก เชอื ก
เกีย ซ่าง ชา้ ง
ฮัก เกีย เกลือ
หวั เจอ ฮัก รัก
เผอ หวั ใจ่ หัวใจ
ใผ ใคร

35

อักษรไทยพวน

ภาษาเขียนของไทยพวนเดิมใช้อักษรไทยน้อย ใช้เขียนเร่ืองราวทางโลก เช่น
การะเกด สุริวงศ์ อา่ นใส่ทํานองในการอยเู่ ป็นเพอ่ื นศพ เรยี ก งนั เฮือนดี หรือจารลงในใบลาน
เชน่ นิทานพน้ื บา้ น เพื่อใช้อ่านในงานพิธีต่างๆ เช่น อยู่กรรม หรือเทศน์ในงานบุญต่างๆ และใช้
อกั ษรธรรม จารลงในใบลานท่ีเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะ อักษรท่ีใช้ในการบันทึกเร่ืองราวใน
ศาสนา เรยี กว่า อกั ษรธรรม

พยญั ชนะ ภาษาพวนมีหน่วยเสียง 20 หน่วย คือพยัญชนะที่แตกต่างกับหน่วย
เสยี ง ภาษาพวน จะไมม่ ีเสียง ช , ฉ จะออกเปน็ ซ , ส แทน ไมม่ ีเสียง ร จะออกเสียงเป็น
ฮ , ล แทน และมเี สยี ง ญ นาสกิ เพม่ิ ขึน้ แตเ่ สียงพยัญชนะ ย กย็ งั อยู่

เสียงสระ สระของภาษาพวนมีสระเดี่ยว 18 เสียง สระประสม 6 เสียง
ภาษาไทยมี 5 เสียง และท่ีน่าสนใจคือเสียงสระใอต่างไปจากสระไอ คําท่ีภาษาไทยใช้สระใอ
พวนจะออกเสยี งสระเออ

เสียงสะกดและพยัญชนะควบกล้ํา เสียงสะกดท่ีใช้แตกต่างจากเสียงสระ
ภาษาไทย คือ เสียง ก ในคําท่ีประสมด้วยสระเสียงยาวของภาษาไทย เช่น ปาก ออก ตาก,
เปียก ภาษาพวน จะออกเสียงส้ัน และหยุดท่ีเส้นเสียง คือ ปะ เอาะ ตะ เปียะ สําหรับ
เสียงพยญั ชนะควบกล้าํ ในภาษาพวนแท้ๆ แล้วจะไม่มีเสยี งควบกลํา้ เลย

เสยี งวรรณยกุ ต์
1. คาํ เปน็ มี ก จ ด ต บ ป อ เป็นพยัญชนะต้นแต่ออกเสยี งตรี
2. เสยี งวรรณยกุ ตจ์ ตั วา จะออกเสยี งต่าํ คลา้ ยเสยี งเอก
3. คาํ ตาย สระเสยี งส้ัน ภาษาพวนจะออกเสียงสูงขึ้นหรือสูงตก แตกต่างจาก
ภาษาไทย แต่สิ่งที่ควรภูมิใจของไทยพวน คือ มีภาษา อักษรและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี
งาม สืบทอดกันมานับร้อยปี ลูกหลานชาวไทยพวนสืบทอดกันแต่ส่ิงที่ดีงาม เป็นผู้เสียสละ
รักพวกพ้อง และประกอบการอาชีพด้วยความขยันหมั่นเพียร ในทําเนียบไทยพวนจากมูลนิธิ
ไทยพวนมี 18 จังหวัดแล้ว ขอใหอ้ นรุ ักษภ์ าษาไทยไว้ให้ได้ เม่ืออยู่ในหมู่พวนก็สนทนาภาษาพวน
เพอื่ ลกู หลาน

36

การประกอบอาชพี

ไ ท ย พ ว น มี อ า ชี พ ห ลั ก ท่ี สํ า คั ญ คื อ " ก า ร ทํ า น า ข้ า ว " ( http://www.
tru.ac.th/culture/thaipoun.html, 2551) นับว่าเป็นอาชีพท่ีคู่กับชีวิตของไทยพวนมาโดยตลอด
วัตถปุ ระสงค์จากการทํานาคือ เพ่ือผลิตข้าวใช้ในการบริโภคเป็นหลักสําคัญ สมัยโบราณมีการ
ปลูกท้ังข้าวจ้าวและข้าวเหนียวในพ้ืนท่ีเป็นที่ลุ่มมีน้ําเพียงพอหรือใกล้แหล่งนํ้าธรรมชาติ เช่น
แม่น้ํา ห้วย หนอง คลอง ฯลฯ จะทํานาดํา ส่วนพ้ืนท่ีขาดแคลนน้ําเป็นพื้นท่ีดอนจะทํานาหว่าน
อาชีพชาวนาผูกพันกับชีวิตไทยพวน จนแทบจะแยกกันไม่ออกจนเกิดความซ้ําซากจําเจในชีวิต
ต้องทํางานท่ีทําแล้วทําอีกปีแล้วปีเล่า จนทําให้เกิดประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงเกิดทักษะ
และเกิดภูมิปัญญาของชาวนามากมาย มีการสร้างขวัญและกําลังใจให้แก่ตนเอง และหมู่คณะ
ด้วยความเช่อื และศรทั ธาจนยอมรบั กันวา่ เป็นธรรมเนียมประเพณขี องตน จะเห็นได้ว่าประเพณีที่
เก่ียวข้องกับวิถีชีวิตชาวนามีมากมาย เช่น การแรกนา การเล้ียงเจ้านา การทําบุญ
กลางบ้าน ทาํ บญุ หอ่ ขา้ ว เปน็ ตน้ ชาวไทยพวนมีความขยันขนั แขง็ ในการการประกอบอาชีพ เม่ือ
ว่างจากการทาํ ไร่ทาํ นาก็จะทํางานหัตถกรรม คือ ผู้ชายจะสานกระบุง ตะกรา้ เครือ่ งมือหาปลา
ส่วนผู้หญิงจะทอผ้า ซ่ึงรู้จักกันแพร่หลายในปัจจุบันคือ ผ้ามัดหมี่ ครั้นพอย่างเข้าสู่ยุค
อตุ สาหกรรม เรมิ่ มีเครอ่ื งทนุ่ แรง มีเครอื่ งยนต์เคร่ืองจกั รมาใชแ้ ทนการใช้แรงงานคน-สัตว์ ชีวิต
ชาวนาของไทยพวนกเ็ ริ่มเปลีย่ นแปลงไปและนบั วนั ก็มแี ต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะไม่มีร่องรอยเดิมไว้ให้เห็น จากชีวิตที่ผูกพันใกล้ชิดกับธรรมชาติ
ทบ่ี รสิ ุทธ์ิ ก็เร่ิมเป็นผู้ทําลายและทําร้ายสิ่งแวดล้อมและตนเองโดยไม่รู้ตัว มีการใช้ยาเพื่อฆ่าปู
หนูในนาและปลาในนาก็ถกู ทาํ ลายดว้ ย นบั เป็นความสูญเสยี ท่ยี ิง่ ใหญ่ และยากท่ีจะเรยี กกลับคืน
มาได้และยง่ิ มีการเปลีย่ นแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและกา้ วกระโดด จนชาวนาแทบปรับตัวไม่ทัน
รวมท้ังขนบธรรมเนยี มและประเพณีที่ผูกพันกับชีวิตชาวนาแบบดั้งเดมิ ก็เรมิ่ หดหายไปด้วย

อปุ นสิ ัย

ไทยพวนมจี ิตศรัทธาในการกุศล ชอบทําบุญ ตกั บาตร ฟงั ธรรม มีความเอื้อเฟื้อ
รกั อิสระ รักเพ่ือนพ้อง รักความสงบ ใจคอเยือกเยน็ มคี วามโอบออ้ มอารี ยึดมั่นในศาสนานับถือ
ศาสนาพุทธ

การแตง่ กาย

ไทยพวนปกติผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วย เส้ือหม้อห้อม ผ้าขาวม้าเคียนเอว หรือ
ชายนุ่งกางเกง และผ้าน่งุ จูงกระเบน ผา้ ขาวม้าพาดบา่ หรือ คาดเอว ถ้าไปในงานพิธีทําบุญหรือ
ถา้ งานมงคลสมรสใสเ่ ส้ือขาว ผู้หญงิ ใส่เส้อื อยู่กับบา้ นเปน็ เส้ือจีบรอบอกมีแขนควบ เรียกเสื้อคอ
กระเชา้ หรอื ห่มสไบเฉียง ถ้าหญิงสาวนุ่งซ่นิ ทอหรอื มดั หม่ีมีชายต่อตีนซิ่นสวยงามหรือผู้หญิงนุ่ง
ผ้าซิ่น ผ้าขาวม้ารัดนม เรียกว่า แห้งตู้ ถ้าหญิงที่มีสามีแล้วจะต่อซิ่นท้ังชายล่างและมีผ้าลาย
ตอบนุ่งซ่ินมีเชิง และมีหัวลายไม่เหมือนกัน นิยมห่อสไบเมื่อไปในชุมชนหรือไปวัด มีเส้ือคอกลม
แขนกระบอกตัด 5 ตะเข็บ ใส่เป็นเส้ือนอกถ้าไปในงานพิธี ท้ังชายหญิงไม่สวมเส้ือ แต่เวลาไป
ไร่นา ต้องสวมเส้ือสีดํา หรือสีคราม หญิงสวมเสื้อรัดตัวแขนยาวถึง ข้อมือ กระดุมเส้ือใช้เงิน
กลมติดเรียงลงมาต้ังแต่คอถึงเอว ชายหญิงเมื่อโกนผมไฟ แล้วหญิงจะไว้ผมจุก พออายุ 14-16

37

ปี จะไว้ผมยาว เมื่อถึงอายุ 18-19 ต้องไว้ผม ทรงโค้งผมคือหยิบเอาผมท่ีปล่อยลงไปมาทําเป็น
รูปโค้ง พออายุ 20 ปีขึ้นไปจะต้องนําผมมาขมวดเป็นกระจุกไว้ที่ กลางศีรษะ เรียกว่า เกล้า
ผมจุกกระเทยี มและต้องปักหนามแน่น เมื่อแต่งงานแล้วจะเลิกปัก ส่วนชายจะโกนผมจนโตเป็น
หนุม่ จงึ ไวผ้ มยาว

ปจั จบุ นั (พ.ศ. 2551) ผู้หญงิ นยิ มสวมเส้อื ตามสมยั นิยม ส่วนคนสูงอายุมักสวม
เสื้อคอกระเช้า ผู้ชายยงั แตง่ เหมอื นเดมิ ยังมีบางท้องถ่ินแต่งแบบไทย-ลาว เช่น จังหวัดลพบุรี
ชยั นาท หนองคาย อดุ รธานี

ประเพณี

ขนบประเพณีไทยพวน (ฐติ ิรัตน์ พมิ พท์ นต,์ 2550) ไดแ้ ก่
ประเพณีเก่ยี วกับชวี ิต ไทยพวนนิยมการสู่ขวัญ ทารกเกิดมีพิธีออกไฟสู่ขวัญ
ยามเจบ็ ไขก้ ต็ ้องทาํ ขวญั สูตขา้ วกําธาตุ ตดั กรรมบา้ งเวร ทําไหบังสกลุ มีการทําขวัญผูกเสี่ยง
ส่ขู วญั รบั แขกผ้มู าเยอื น สู่ขวญั ข้าวสขู่ วัญเรือน สู่ขวัญขึน้ บา้ นใหม่ สู่ขวัญบวชนาค แต่งงาน
ประเพณีเนื่องในเทศกาลต่างๆ พิธีที่เป็นของประจําหมู่บ้าน เช่น สวดคาถา
ปลาข้อ พธิ กี ําฟ้า กวนขา้ วทพิ ย์ บุญห่อขา้ ว เส่อกระจาด ลงข่วง ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของ
ชาวพวนคือ ประเพณีใส่กระจาด ประเพณีกําฟ้า ซ่ึงเป็นประเพณีที่แสดงถึงการสักการะฟ้า
เพ่ือให้ผีฟ้า หรือเทวดาพอใจ เพ่ือไม่ให้เกิดภัยพิบัติ และอีกประการหนึ่งเป็นเร่ืองธรรมสามัญ
ถา้ ไม่ปฏิบตั ติ ามอาจได้รับการตําหนจิ ากสังคม เรียกว่า ธรรมเนียมประเพณี เช่น การแต่งกาย
กริ ยิ ามารยาท การพดู เปน็ ตน้ การแต่งกาย ในอดตี สตรีนุง่ ผา้ โจงกระเบนหรือผ้าถุง หม่ ผา้ แถบ
และมีการทอผ้าฝ้าย ในสมัยกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการส่งส่วยว่ามีโสร่งไหมจํานวนไม่มากเป็น
ผลผลิตของเมืองนครนายก ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นในงานพระราชพิธีพระบรมศพ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ได้มีการเกณฑ์ส่ิงของต่าง ๆ ในการพระเมรุ เช่น ผ้าขาว
ปา่ นใย โดยเฉพาะผ้าขาวทางกรุงเทพฯ จ่ายเงินให้ด้วย แสดงว่าชาวบ้านมีการทอผ้าใช้กันมาก
ในรวั เรอื น และมีเหลอื ใช้จนนําไปจําหน่ายได้ ในปี พ.ศ.๒๔๔๑ พระยาสัจจา (สรวง ศรีเพ็ญ)
ได้เขียนเก่ียวกับเรื่องการแต่งกายของข้าราชการในสมัยน้ันว่า การแต่งกายของผู้ท่ีทําราชการ
เวลานั้น เจ้าเมืองเวลามาน่ังท่ีศาลากลาง ปกตินุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื่อกุยเฮง สวมหมวก
ใสเ่ กอื กแตะ ถอื ไมเ้ ทา้ เลก็ ๆ ส่วนพนักงานอ่นื ๆ นงุ่ ผ้าโจงกระเบน เสื่อช้ันในแขนสั้น ผ้าขาวม้า
คาดพุง ไม่มีเกือก ช้ันเสมียนนุ่งกางเกงจีนโดยมากสีขาว บางทีนุ่งผ้าโจงกระเบน ส่วนสตรีที่มี
ฐานะมีการนุ่งห่มแบบสตรีเมืองหลวงคือ สวมเส้ือนุ่งโจงกระเบนมีผ้าสไบพาด สวมถุงน่อง
รองเท้า และเครื่องประดับ การแต่งกายเพื่อประกอบพิธีกรรม เช่น การบูชาเซ่นสรวง
ผู้ประกอบพธิ ีทั้งชายหญงิ จะนงุ่ ขาวห่มขาว ส่วนการทรงเจา้ หรือประเพณเี กี่ยวกับความเชื่อเร่ือง
ผี เชน่ นางทรง เล่นนาง ไหว้ผีฟา้ นิยมแต่งกายแบบไทย ห่มสไบเฉยี งสีสดใส ถา้ เป็นงานมงคล
รื่นเริงจะใส่สีสดใส ไม่นิยมสีดําหรือสีมอ ๆ ส่วนสีม่วงไม่นิยมใช้ในงานมงคล เพราะเป็น
สีใกลเ้ คียงกบั สีดาํ
ประเพณใี นท้องถน่ิ เปน็ ประเพณที ี่ปฏบิ ัติกันมาในรอบปี ต้ังแต่เดือนอ้ายถึงเดือน
สิบสอง ส่วนใหญเ่ ปน็ ประเพณีที่เกยี่ วกับการดาํ รงชีวิตทางเกษตรกรรม จากการสํารวจพบว่าใน
รอบปมี ีถงึ 73 ประเพณี บางประเพณีถือปฏบิ ัตกิ ันเฉพาะในกลุ่มชน

38

ประเพณีส่วนสงั คมของจังหวดั นครนายกมตี ามลําดบั ดงั น้ี
เดือนอา้ ย มีประเพณเี กยี่ วกบั การเกยี่ วข้าว คอื การลงแขกเกี่ยวขา้ ว
เดือนยี่ มีประเพณีเก่ียวกับการทํานา ลงแขกนวดข้าว ทําบุญลาน ก่อพระ
ทรายข้าวเปลอื ก หรอื สขู่ วญั ข้าวเปลือก
เดือนสาม มีประเพณีสู่ขวัญข้าว สู่ขวัญควาย สู่ขวัญเกวียน บุญข้าวจ่ี (ชาว
ลาวพวน) บญุ ข้าวขา้ วเกรียบ (ชาวลาวพวน) และมาฆบชู า
เดือนส่ี มปี ระเพณีตรษุ จนี
เดือนห้า มีประเพณีสงกรานต์ ก่อพระทราย อาบก่อนกา (ชาวลาว
พวน) ทําบุญกลางบ้าน ผโี รง (ชาวมอญ) แห่บง้ั ไฟ แหน่ างแมว
เดอื นหก มีประเพณีวิสาขบูชา เล้ียงตาเจ้าบ้าน (ชาวมอญ) สลากภัต เลี้ยง
ตาแฮะ
เดอื นเจด็ มีประเพณแี รกนาขวญั บายศรี (ชาวลาวพวน)
เดอื นแปด มปี ระเพณเี ขา้ พรรษา
เดือนเก้า มีประเพณีข้าวประดับดิน (ชาวลาวเวียง) บุญข้าวห่อ (ชาวลาว
พวน) สารทพวน
เดอื นสบิ มีประเพณสี ารทลาว สารทไทย เทศนค์ าถาพนั
เดอื นสิบเอ็ด มปี ระเพณที ําขวญั ข้าว (ต้งั ทอ้ ง) กวนข้าวสบั บิ ออกพรรษา
แหข่ า้ วพันกอ้ น ทอดกฐนิ
เดือนสบิ สอง มปี ระเพณลี อยกระทง เทศน์มหาชาติ ทานขา้ วเมา่
นอกจากน้ไี มก่ าํ หนดเดอื น เชน่ การทาํ บญุ วนั พระ ไหวแ้ มบ่ นั ได ไหว้แมเ่ ตาไฟ
ไหว้โอ่งนํ้า และทอดผ้าปา่ เปน็ ตน้ ภมู ปิ ัญญาชาวบา้ นและเทคโนโลยีท้องถ่นิ

ประเพณกี าฟ้า

ประเพณีกาํ ฟา้ (ฐิติรัตน์ พิมพ์ทนต์, 2550) เป็นประเพณีที่ของชาวไทยพวน
ได้ปฏิบัตสิ ืบทอดกันมากว่า 200 ปีแล้ว เพื่อระลึกถึงคุณความดีของดวงวิญญาณบรรพบุรุษท่ี
ชาวไทยพวนเคารพบูชา และยงั เป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้า จะจัดในวันข้ึน 3 คํ่าเดือน 3 ของ
ทุกปี เดอื นสามประเพณี “กําฟ้า”หรือ “คํ้าฟ้า” สุภาวดี เช้ือสวย (2538 อ้างใน ฐิติรัตน์
พิมพ์ทนต์, 2550) ได้กล่าวถึงประเพณีกําฟ้าไว้หลายลักษณะ โพธิ์ แซมลําเจียก (2537 :
221 – 232) ได้กล่าวถึงประเพณีกําฟ้าหรือคํ้าฟ้า ไว้ดังน้ีเป็นประเพณีการแสดงความเคารพ
สักการะเจ้าฟา้ เจา้ แผน่ ดินและเทวดาส่ิงศักดส์ิ ิทธท์ิ ้ังหายหรอื เปน็ แสดงความนบั ถือฟ้า โดยการ
บชู าฟา้ เมอื่ มีเสียงฟา้ รอ้ งในคร้ังแรกของ เดือน 3 ซึ่งเป็นการฟังเสียงว่าแล้วจะมีการทํานาย
ความหมายของเสียงฟ้าร้องว่าทําให้เกิดผลผลิตในแต่ละปีเป็นอย่างไร ในฤดูกาลทํานาของปี
ต่อไปจะประกอบพิธีในเดือน 3 ข้ึน 3 ค่ํา จะเป็นประเพณีของคนพวนในจังหวัดลพบุรี (ส่วน
จงั หวัดอน่ื น้ันจะตรงกับเดือนอา้ ย ขนึ้ 14 คาํ่ เดือนยข่ี ึน้ 14 คํา่ เดือนยขี่ ้นึ 13 คํ่า แล้วแต่การ
กําหนดของแต่ละท้องท่ี) ซ่ึงจะเป็นการทําบุญประกอบพิธีกรรมบูชาเทพยดาผู้รักษา
ฝากฟ้าเพ่ือจะได้ดลบันดาลให้ฝนตกตามฤดูกาลเป็นการไหว้ฟ้า ในอดีตจะมีการทําขนมจีน
(คนพวนเรียกว่า ข้าวปุ้น) น้ํายา น้ําพริกและข้าวจี่ (ท่ีทําจากแป้งขนมจีนนํามาแผ่เป็นแผ่น
บางๆ แลว้ นาํ มาป้งิ ใหส้ ุก) เพื่อนําไปทําบุญในตอนเช้า แต่ได้มีการเปล่ียนมาทําข้าวหลามแทน
(การทําข้าวหลาม ส่วนประกอบของขนมมีถั่วดํา ข้าวเหนียว เกลือ น้ํา มะพร้าว (นํ้ากะทิ)

39

อุปกรณ์ในการทําข้าวหลาม ไม้ไผ่ ฟืน ฟาง ถ่าน ไม้ทําคานหรือเหล็กยาว อุปกรณ์สําหรับ
ปิดปากกระบอกข้าวหลามไม้คํ้า ถงั นาํ้ เหล็กคีบถา่ น ผา้ ข้ีริว้ ช้อน

วิธกี ารทํา
1) เตรยี มกระบอกไมไ้ ผ่
2) แชข่ ้าวเหนียวทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีรินนําออกจากข้าวเหนียวให้หมดแล้ว
ใส่กะทิลงไป ใสน่ ําตาล เกลือ คนใหเ้ ขา้ กัน ขิมรสวา่ หวานเค็มตามต้องการ
3) นําขา้ วเหนยี วกรอกใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เต็มอย่าให้ล้นกะให้เหลือส่วนปลายท่ี
จะใช้ใบตองปิดทาํ เปน็ ฝาได้
4) นํากระบอกข้าวหลามไปเผ่าไฟ ประมาณ 30-40 นาที ต้องพลิกกลับ
กระบอกข้าวหลามให้ถูกไฟอย่างสํ่าเสมอ) เพราะการทําขนมจีนนั้นจะมีการทําทุกบุญทุก
เทศกาล ในการทําข้าวหลามเม่ือจะมาทํารวมกันท่ีวัดมีการจัดทําประรําพิธีทําบายศรี
ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านจะมาช่วยกันทั้งชายและหญิง ซ่ึงตรงกับวันสุกดิบของเดือน 3 ขึ้น 2 คํ่า
ทําให้หนุ่มสาว มีโอกาสได้พูดคุยกัน ซึ่งข้าวหลามท่ีเผ่าท่ีวัดนี้จะเรียกว่า “ข้าวหลามทิพย์”
แต่ในปัจจบุ นั การทําข้าวหลาม ขา้ วจี่ จะนยิ มเผ่ากนั ที่บา้ นไม่มาทําท่ีวัดเหมือนแต่ก่อน แล้วจึง
นําไปตักบาตรทําบุญท่ีวัดเพ่ือทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผีปู่ย่าตายาย และเทวดาฟ้าดิน โดยช่วง
ก่อนหน้าวันสําคัญนี้ พ่อแม่หรือปู่ย่าจะบอกให้ลูกหลานทราบล่วงหน้าเพื่อจัดเตรียมข้าวปลา
อาหาร นา้ํ กินน้าํ ใช้ไว้ในเรอื นชาน รวมทั้งฟืนไฟ (เนื่องจากเมื่อถึงวันนี้ทุกครัวเรือนต่างต้องหยุด
ทาํ งานทุกอยา่ ง รวมท้งั การซักผ้า ตาํ ขา้ ว เป็นเวลาราว 3-5 วัน ดังน้ันจึงต้องมีการเตรียมตัว
ก่อนล่วงหน้า) รุ่งเช้าของวันถือ ผู้ใหญ่ในบ้านจะนําอาหารคาวหวานไปทําบุญตักบาตรและฟัง
เทศน์ที่วัด ตกคํ่าจะมีการละเล่นระหว่างหนุ่มสาว พอถึงวันขึ้น 3 คํ่าเดือน 3 ชาวบ้านทุก
ครัวเรอื นจะเตรียมข้าวเหนียว กระบอกไม้ไผ่ไว้เพื่อทําข้าวจ่ีและข้าวหลาม ตามประเพณีฮีต 12
และนาํ ไปถวายท่ีวัด นอกจากน้ี ลูกหลานจะเตรียมหาบซ้าแฮ (หมายถึง ตะกร้าหาบใส่อาหาร
คาวหวานไปวัด) บางบา้ นจะใชก้ ะซ้าหรอื กะต่า (ตะกร้า) ใสพ่ า (ถาดใหญ่) ข้างหนง่ึ เป็นข้าวข้าง
หนึง่ เปน็ ของหวาน บา้ นไหนมลี กู สาวจะให้ลกู สาวหาบไป ส่วนพ่อแม่จะถือข้าวสุก ดอกไม้ตาม
ลูกหลานไป คนเฒ่าคนแก่หากยังลุกไหวก็จะพากันไปวัด หลังจากพระสงฆ์ฉันจังหัน
เสรจ็ อาหารและข้าวจท่ี ่ีเหลอื ชาวบา้ นจะไม่นํากลับบ้าน แตจ่ ะแลกกันท่ีวัดหรือแบ่งปันให้ญาติ
พีน่ อ้ งหรือคนท่ีมฐี านะดอ้ ยกวา่ ตกกลางคืนจะมีการละเล่นบ้าง รําเก้ียวกันบ้างบริเวณลานของ
หม่บู า้ น ซง่ึ เรยี กวา่ ลงข่วงเคลด็ ในระหวา่ งวันกําฟ้า ชาวบ้านที่เป็นคนพวนมักเคารพเช่ือฟังคน
แก่หรือคนที่น่าเคารพนับถือในหมู่บ้านยกให้ท่านเป็นคนนําในพิธี ในอดีตเม่ือคร้ังท่ียังไม่มี
ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจะฟังกําหนด “วันกํา” (วันถือ) จากอาญาวัด (สมภาร อธิการ
วัด) รองลงมาก็จะฟังจากคนแก่ในหมู่บ้านท่ีเรียกกันว่า กวานบ้าน (ภาคเหนือซ่ึงหมายถึง
ผู้ใหญ่บ้าน) ท่านผู้นี้จะคอยฟังเสียงฟ้าร้อง ถ้าได้ยินฟ้าร้องก็จะรีบไปถามคนหูตึงในหมู่บ้าน
(ใครก็ได้ แต่สว่ นมากจะไปถามคนแกท่ ่ตี าหไู ม่สจู้ ะดนี กั ) ว่าไดย้ ินเสียงฟ้าร้องไหม ถ้าบอกว่า
ได้ยิน ก็ให้ถามต่อว่าได้ยินทางทิศไหน น่ีเป็นการถามถือเคล็ดฟังเสียงฟ้าร้อง เม่ือมีคนได้ยิน
แล้ว กวาดบ้านจะประกาศให้ชาวบ้านทราบโดยทั่วกันว่า วันน้ีถ้าใครทําอะไรอยู่ก็ขอให้งดให้
หยุดทันทีจนกว่าดวงอาทิตย์จะตกดิน การถือเคล็ดนี้เป็นการสอนให้ลูกหลานเป็นคนช่าง
สังเกต ใหร้ ู้เรือ่ งดินฟ้าอากาศ โดยมีสอนกันมาแต่โบราณวา่

เสียงฟา้ ร้อง ดังมาจากทิศใต้ ทา่ นสอนวา่ ชาวบา้ นจะอดเกลอื
เสยี งฟา้ รอ้ ง ดงั มาจากทิศเหนือ ทา่ นสอนว่า ชาวบา้ นจะอดขา้ ว

40

3. เสียงฟ้าร้อง ดังมาจากทิศตะวันตก ท่านสอนว่า ชาวบ้านจะเอาจามาทํา
หอก หมายถึง บา้ นเมอื งจะเกิดศกึ สงคราม จา คอื จอบขดุ ตอ้ งมกี ารสรู้ บนองเลือดกันขนาด
เอาจอบมาเปน็ อาวุธ

4. เสียงฟา้ รอ้ ง ดงั มาจากทศิ ตะวนั ออก ทา่ นสอนว่า ชาวบ้านจะเอาหอกมาทํา
จา (จอบ) หมายถึง จะอย่รู ม่ เย็นเปน็ สขุ ข้าวปลาอุดมสมบรู ณ์ โรคภัยไข้เจ็บไม่มาเบียดเบียน
นอกจากน้ีบรรพบุรุษยังสอนให้ลูกหลานรู้จักสังเกตสภาพธรรมชาติในช่วงเดือน 3 เพ่ือทํานาย
ความเปน็ ไปในช่วงฤดูกาลของปีน้ันๆ อีกดว้ ย

ถ้าตอนรุ่งเช้าวันขึ้น 3 คํ่า เดือน 3 ให้พยายามสังเกตดวงอาทิตย์ (ภาษา
พวนว่า ดวงตาเง็น) ขณะกําลังโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก ถ้ามีก้อนเมฆ (ขี้เฟื้อ) บดบัง
โดยทัว่ ไปหรอื ไม่ ถ้ามมี าก ทํานายว่า ฝนฟ้าจะดี ข้าวนํ้าปูปลาจะอุดมสมบูรณ์ ไร่นาจะได้
ผลติ ผลมาก

ถ้าก้อนเมฆบดบังดวงอาทิตย์เพียงเลก็ น้อย ทํานายวา่ ฝนฟ้าไมต่ กต้องตาม
ฤดูกาล น้ําจะน้อยตอ้ งทาํ เหมอื งฝายหรอื ทาํ นบกัน้ นํา้ ไว้ล่วงหน้า

ถา้ ดวงอาทติ ยป์ ราศจากกอ้ นเมฆเลย ทํานายว่า ฝนฟ้าจะมาล่าหลงฤดูต้น
ปนี ้ํานอ้ ย ปลายปีน้าํ มาก ระวงั ข้าวในนาต้นปจี ะไม่ทันนาํ้ แต่ปลายปีนํา้ จะท่วมใหญ่นาจะเสียข้าว
จะล่ม

ถ้าปีใดดวงอาทิตย์มีก้อนเมฆลอยมาบดบังจนหนาทึบ ทํานายว่า ปีนั้นนํ้า
ตน้ ปจี ะดมี าก แต่ปลายปีจะขาดแคลนให้เร่งเก็บกักนํ้าไว้เพอื่ ใหข้ ้าวทนั น้ํา

เมื่อเรม่ิ วันกาํ ฟ้า พ่อแม่ปยู่ ่าตายายทเ่ี ปน็ หัวหนา้ ครอบครวั จะพูดเอง เออเอง
กับสัตว์เล้ียงภายในบ้านเรือนของตน อาทิ วัวควาย หมูหมา เป็ดไก่ สรรแต่คําพูดที่เป็น
สริ มิ งคล เช่น “ฝูงสทู ง้ั หลายเฮย กําฟ้าเนอ้ ...อยูฮ่ ่มเยน็ เปน็ สุขเนอ้ ” เปน็ ต้น

ประเพณีกาเกียง

ประเพณีกําเกียง คือ ประเพณีท่ีมีการส่งผีย่าผีเกียงสอนลูกหลานไม่ให้เป็น
คนเหน็ แกก่ ิน ประเพณีกาํ เมื่อมีคนตาย คอื ไมใ่ หม้ กี ารทาํ งานหนกั ในบ้าน ประเพณหี ่อ ขา้ วดําดิน
เพ่อื ส่งข้าวเปรต คือผีปู่ยา่ ตายาย พอ่ แม่ญาติ พ่ีน้องที่ตายไป ประเพณีทาน ขา้ วสะจะ เป็นการ
ทาํ บุญท่ีจดั ข้นึ ในเดอื น 10 ของแรม 15 ค่าํ ซึง่ ประเพณที ําบอ้ งไฟจดุ เป็นพุทธบูชาและประเพณี
สงกรานต์ เรียกวา่ สงั ขานต์ มี 3 วัน คอื วันสังขานต์ลอ่ ง วนั เนา และวนั เถลงิ ศก

41

ประเพณีวันสารท

ประเพณีสารทไทย ชาวจังหวัดนครสวรรค์ (ฐิติรัตน์ พิมพ์ทนต์, 2550)
จะทําบุญอทุ ศิ สว่ นกุศลใหป้ ยู่ ่า ตายาย บิดามารดา และญาตทิ ่ีเสยี ชวี ติ ไปแลว้ ในวันแรม 15 คํา่
เดือน 10 จะนําข้าวเหนียวแดง ขนมกวน กระยาสารท และกล้วยไข่ไปทําบุญถวายพระที่วัด
ประเพณีสารทพวน ชาวไทยเชื้อสายพวนตําบลบ้านวังรอ อําเภอท่าตะโก, ตําบลลาดทิพรส
อาํ เภอตาคลี และที่ตาํ บลจนั เสน อาํ เภอตาคลี จัดประเพณสี ารทพวนเปน็ ประจําทุกปี โดยจัดใน
วันแรม 14 คาํ่ เดอื น 9 กอ่ นสารทไทย 1 เดอื น มจี ดุ มุ่งหมายเดียวกนั คือ ทาํ บญุ อทุ ิศส่วนกุศล
ให้ปยู่ ่า ตายาย บิดามารดา และญาตทิ เ่ี สียชวี ิตไปแล้ว จะนาํ ขนมและผลไม้จดั ใสช่ ะลอมประดบั
ตกแต่งดว้ ยดอกไมพ้ ้นื บา้ นไปทาํ บุญถวายพระทีว่ ัด ส่วนไทยพวนท่ีจงั หวัดนครนายกก็มีประเพณี
สารทหรอื สารทพวนเช่นกัน

เดือนเก้าประเพณีสารทพวน (บุญห่อข้าว) (ฐิติรัตน์ พิมพ์ทนต์, 2550) จะมี
การจดั เตรียมอาหารหวานคาวไว้สําหรับการทาํ บุญ ซง่ึ ขนมท่ีใช้ในการทาํ บุญห่อข้าว คือ ขนม
กระยาสารท (คนพวนเรียกว่าขนมไกรยาสารท) วัสดุอุปกรณ์ในการทําขนมกระยาสารท
ประกอบด้วย ขา้ วเม่า (ทท่ี ําจากข้าวเปลือกข้าวเหนียวของฤดูกาลน้ัน หรือท่ีเรียกว่าข้าวท่ีเป็น
เม็ดนํ้านม จะเก่ียวมาทุบเอาเมล็ดมาคั่วให้สุก แล้วนําไปตําให้แบนใช้กระดกฟัดเอาแกลบทิ้ง
จึงนาํ คง่ั ใหพ้ องเหลือง) ข้าวตอก (ทาํ จากเมลด็ ขา้ วเหนียวทีแ่ ก่แล้วนาํ ไปค่วั ให้แตก แล้วจึงมาคัด
เอาเปลือกข้าวทิ้ง) ถ่ัวลิสงค่ัว งาค่ัว น้ําตาลปีบ แปะแช มะพร้าว เป็นต้น และจะมีการทํา
ขนมจีน น้ํายา น้าํ พริกไวใ้ สห่ อ่ ข้าว และนาํ ไปทาํ บญุ ทีว่ ดั ในตอนเช้าของวนั ข้ึน 15 ค่ํา เดอื นเก้า
ของทกุ ปี

การทาํ ขนมกระยาสารท (ฐติ ิรัตน์ พิมพ์ทนต์, 2550) ส่วนประกอบของขนมมี
ถั่ว งา ข้าวตอก ข้าวเม่า นํ้าตาลปีบ แบะแซ มะพร้าว (กะทิ) อุปกรณ์ในการทําขนม ได้แก่
กระทะใหญ่ กะทะเล็ก ไม้พาย เตา ฟืน ถาด กะอน ตะหลิว หม้อ อุปกรณ์สําหรับห่อขนม
อุปกรณ์ในการทาํ ความสะอาด ได้แก่ ถังนา้ํ ขวดสาํ หรับกดใหข้ นมแบน

วิธีการทาํ
1) นาํ กระทะใบใหญต่ ัง้ ไฟใส่นาํ กะทเิ ค้ียวให้กะแตกมนั
2) ใช้กะทะใบเล็กต้ังไฟคว่ั ถวั่ งา และขา้ วเมา่
3) ใส่นําตาลปีบลงไปคนให้นําตาลและกะทิเข้ากันคนไปเร่ือยจนนําตาลเหนียว
โดยการทดลองหยดนาํ ลงในนําถ้านําตาลจับกอ้ นแสดงว่าความเหนียวใชไ้ ด
4) ใสแ่ ปะแซลงไปคนใหเ้ ข้ากนั
5) ลดไฟให้ออ่ นมากๆใส่ข้าวตอก ขา้ วเม่า ถวั่ งา แล้วคนให้เขา้ กัน
6) ยกกะทะลงจากไฟนําขนมทีไ่ ด้มาบรรจุหีบห่อให้สวยงาม ชง่ั นําหนัก กําหนด
ราคาขาย

42

ประเพณใี สก่ ระจาด

ประเพณีใส่กระจาด (ฐิติรัตน์ พิมพ์ทนต์, 2550) ช่วงเวลา : วันขึ้น 15 คํ่า
เดอื น 11 (วันออกพรรษา) ประเพณีใสก่ ระจาดหรอื ประเพณเี สือ่ กระจาดตามภาษาพวน เรียกว่า
“เส่อกระจาด” เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวไทยพวน โดยจะตรงกับฤดูเทศกาลออกพรรษา
คือระยะเดอื น 11 ข้างแรม การใส่กระจาดเริม่ ต้นเมือ่ จัดใหม้ ีขนึ้ ในงานเทศกาลเทศมหาชาติ โดย
การประกวดกาํ หนดงานบุญมหาชาติแต่ละหมู่บ้าน ซง่ึ จะกาํ หนดทําบุญไม่ตรงกัน หากหมบู่ า้ นใด
มีการกําหนดทําบุญก่อน แต่ละบ้านก็จะทําขนมจีนและข้าวต้มมัด นอกจากนี้ยังมีผลไม้ต่าง ๆ
เช่น กล้วย อ้อย ส้ม ฯลฯ ไปให้กับหมู่บ้านที่มีงาน การทําบุญร่วมกันนี้อาจใช้เงินหรือผลไม้ที่
นํามารว่ มกนั สมทบทําบุญ และการทําบญุ นเี้ องเรยี กว่า "การใส่กระจาด"ก่อนจะถึงวันใสก่ ระจาด
หนึ่งวนั เรียกว่า "วนั ตอ้ นสาว"

คาํ ว่า "ตอ้ นสาว" เปน็ ภาษาพวน คอื เจ้าบ้านจะไปวานลกู สาวของหมูบ่ ้านทรี่ ู้จกั
ค้นุ เคยมาช่วยท่ีบ้านของตนเพื่อทําขนม ห่อข้าวต้ม (ข้าวต้มมัด ส่วนประกอบ ข้าวเหนียว กะทิ
สด น้ําตาลทราย เกลือ ถ่ัวดํา อุปกรณ์ ประกอบด้วย กะทะ เตาไฟ ตะหลิว ใบตอง ไม้ตอก
รงั ถงึ

วธิ ที ํา
1) ต้มถั่วดําใหส้ ุกรนิ นําออกพกั ไวก้ อ่ น
2) นาํ ข้าวเหนียวมาผสมกับกะทิใส่นํ้าตาลทราย เกลือคนให้ข้าวกันชิมรสตาม
ชอบ นาํ ตง้ั ไฟกลางคนให้นํากะทแิ ห้งข้าวเหนยี วสุกใส่ถว่ั ท่ีต้มไว้แลว้ คนใหเ้ ขา้ กนั
3) นาํ ใบตองมาฉีกความกวา้ งประมาณ 6-7 นว้ิ เจียนขอบให้มนเชด็ ใหส้ ะอาด
4) ใบตองวางตักขา้ วเหนียวประมาณ 1ทพั พวี างบนใบตอง ใส่กล้วยที่ฝานเป็น
ชน้ิ ห่อใบตองโดยการจบั กลีบท้ังสองด้านพับเข้าหากัน นํากลีบข้าวต้มมัดวางเรียงบนรังถึงนําไป
ตัง้ ไฟประมาณ 30 นาที)
ตาํ ขา้ วปนุ้ (ขนมจนี ) และชว่ ยต้อนรบั แขกท่ีจะมาใสก่ ระจาด ในคืนนี้จะมีหนุ่มๆ
ไปเทย่ี วตามบ้านสาว ๆ ท่ีตนชอบอยู่ และจะช่วยกันทําขนมไปคุยกันไปตลอดคืนและเตรียมจัด
ของไว้เลยี้ งแขกจนสวา่ งพอรุ่งข้ึนกเ็ กบ็ กวาดจดั บา้ นไวร้ ับแขกในวนั ใส่กระจาด (ร่งุ ข้นึ จะเป็นวันใส่
กระจาดชาวบ้านจะนําของ เช่น กลว้ ย อ้อย ส้ม ธปู เทียน หรืออ่ืนๆ มาใส่กระจาดตามบ้านของ
คนรู้จัก เจา้ ของบ้านจะนําอาหารท่ีเตรยี มไว้มาเลีย้ งรับรองแขก เมอื่ แขกกลับ เจ้าของบ้านจะนํา
ข้าวต้มมดั ฝากไปให้ เรยี กวา่ “คืนกระจาด”) ในวันรุ่งข้ึนเปน็ วนั เทศนช์ าวบ้านกจ็ ะนาํ ของทแ่ี ขกมา
ใส่กระจาดทําเป็นกัณฑ์ไปถวายพระท่ีวัดโดยถือกันว่าการทําบุญมหาชาติน้ีเป็นการทําบุญคร้ัง
ที่ย่ิงใหญป่ ระจาํ ปี

43

การละเล่น

การละเลน่ ของไทยพวน

การละเล่นของไทยพวน (http://www.kasetsomboon.org/th, 2554)
การเตะ๊ หม่าเบ้ีย เป็นการละเล่นพ้ืนบ้านของชาวพวนบ้านหมี่และชาวพวนเขต
อื่นมาแตส่ มัยโบราณ เล่นในงานบุญประเพณสี งกรานต์ กําฟ้า หรอื ในคนื มืดทมี่ ีการลงข่วง

การลงข่วง คือการท่ีหนุ่มสาวในหมู่บ้านเอางานในบ้าน เช่น ปั่นด้าย ตํา
ข้าว เย็บผ้า ผ่าฟืน เป็นต้น มาร่วมกันทําในตอนกลางคืน โดยอาศัยแสงจากกองไฟท่ีบริเวณ
ลานบ้าน เป็นการนัดพบของหนุ่มสาวเม่ือเสร็จงานก็จะแข่งขันกันเตะหม่าเบ้ีย หนุ่มสาวจะส่ง
เสยี งเอาใจช่วยฝา่ ยของตนเป็นท่ีสนุกสนาน

หม่าเป็นภาษาพวนหมายถึง ลูกหรือผล ตรงกับภาษาไทยมาตรฐาน
ว่า หมากเบ้ีย หมายถึง วัตถุทรงกลมที่มีความแบนค่อนข้างหนาซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ก้นครกที่ทํา
ดว้ ยเครื่องปัน้ ดินเผาเสน้ ผ่า-ศนู ย์กลาง 4 นิว้ หนาประมาณ 3 นว้ิ

อุปกรณ์การเล่นอีกอย่างคือ ไม้กระดานหนาขนาด 1.5–2 นิ้ว กว้าง
8-10 น้ิว ยาว 2 ศอก โดยประมาณจํานวน 1 แผ่น แต่เดิมใช้ไม้กระดานก้ันประตูฝายุ้งข้าว
ผู้เล่นกจ็ ะเป็นฝา่ ยชายหนมุ่ กับหญงิ สาวหรอื ชายกับชายหรือหญิงกับหญิงก็ได้ แล้วแต่จะตกลง
กัน สถานทเ่ี ลน่ ก็จะใชบ้ ริเวณลานบ้าน ลานวัดก็ได้

วิธีเล่น คือ แต่ละฝ่ายจะต้องเตะ ลูกหม่าเบ้ียให้ถูกกระดานที่ต้ังอยู่ห่าง
ประมาณ 8–10 เมตร ใหล้ ม้ ลงโดยเตะสลบั กนั ไป หากฝ่ายใดเตะถูกกระดานล้มมากกว่าก็จะ
เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งรางวัล คือการเขกเข่า ดีดน้ิวหรือเป็นเครื่องด่ืมซึ่งจะทําให้เกิดความ
สนุกสนาน ทงั้ ผเู้ ลน่ และผทู้ ่ีคอยให้กําลังใจ ในปัจจุบันมีการพัฒนาการเล่นหม่าเบ้ียโดยมีการ
ตั้งกติกาขึ้นมาอีกหลายอย่าง และจุดประสงค์นอกจากจะให้เกิดความสนุกสนานแล้ว ยังถือว่า
เป็นการแข่งขันทดสอบความสามารถในการเตะท่ีแม่นยํา มุ่งหวังเพ่ือแพ้ชนะหรือหาคนที่มี
ความสามารถ อยา่ งไรก็ตามหมา่ เบ้ีย ตงั้ แตอ่ ดตี ถึงปัจจุบนั ก็ยงั เป็นการละเลน่ ของชาวพวนที่มี
ความสนกุ สนาน แฝงไว้ด้วยความรักสามัคคีของกลุ่มชน ดังที่ คําผญาว่า “ฮักหมู่ ฮักเชื้อ จิกิน
เกลือ ก็บ่ว่า” (คําผญา เป็นภาษาพวน ความหมาย เป็น น. บทกลอน ลํานํา คําพังเพย
คําภาษิต)

การเล่นนางกวัก เป็นความเช่ืออย่างหนึ่งของคนไทยพวนโบราณ ในเรื่อง
ภตู วิ ญิ ญาณทนี่ ํามาเลน่ กนั เพ่อื จะได้ติดตอ่ ถึงวญิ ญาณของผทู้ ต่ี ายไปแล้ว เพอ่ื ถามสารทกุ ข์สุกดิบ
และเรอ่ื งต่าง ๆ ของผู้ตายวา่ มคี วามเป็นอย่อู ย่างไร ต้องการอะไรบ้าง เพ่อื ทางญาติพี่น้องยังมี
ชวี ติ อยูจ่ ะไดอ้ ทุ ศิ ส่วนกศุ ลไปใหด้ วงวิญญาณจะได้สงบสุข มคี วามเป็นอยู่ในภพท่ีดี แต่บางคนก็
จะถามถึงเร่ืองโชคลาภ วาสนา เน้ือคู่ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและบางคนจะถามถึงเลขเด็ด
(ถ้าเล่นกันในวันใกล้หวยออก) การเล่นนางกวัก ลักษณะคล้ายกับการดูหมอซ่ึงจะทําให้ผู้ถาม
เกิดความกระจา่ งและเกิดความสบายใจในสิ่งท่ีเป็นกังวลใจ

วิธกี ารเลน่ นาํ อุปกรณ์ เตรียมไว้มาประกอบกันให้เป็นตัวนางกวัก โดยใช้เชือก
ผกู ส่วนหวั และตัวตดิ กัน นาํ กวักมาทําเป็นส่วนตัว นํากะลามะพร้าวมาผูกเป็นส่วนหัว นําไม้คาน
มาผกู ทาํ เปน็ สว่ นแขน นาํ เสอ้ื ผ้ามาแต่งตวั ให้กับกวกั แต่งตวั กวกั ใหเ้ หมือนหุ่นไล่กา เตรียมทราย
ใส่กระด้งไว้ สําหรับทําเป็นที่เขียนหนังสือของกวัก แล้วทําพิธีอัญเชิญวิญญาณผีเข้าสิงกวัก
โดยให้ผู้หญิงที่ถือกวัก 2 คน คนละข้างยกกวักไว้นําดอกไม้ ธูปเทียนไปอัญเชิญ โดยมีตัวแทน

44

ของผู้เล่นท่ีมีอาวุโส (คนแก่ ) เป็นผู้อัญเชิญ และทําพิธีขอขมาลาโทษต่อเจ้าที่เจ้าทาง และผี
ทางหลวงทางกอ่ นทีจ่ ะทําการเลน่ ส่วนผู้เล่นคนอืน่ ๆ หรือ ผดู้ จู ะนั่งล้อมวงกันอยู่รอบ ๆ กระด้ง
ท่ีมีทรายใส่ไว้จนเต็มซึ่งปาดหน้าให้เรียบพวกที่นั่งล้อมวงอยู่ก็จะช่วยกันกล่าวคําร้องเชิญดวง
วญิ ญาณเข้าทรงกวัก ดงั ต่อไปน้ี

“นางกวักเอย นางกวักทักแท่ เห่เจ้าแหญ่ อีแม่แญญอง หาคนญาคนญอง
เห้อสูงเพียงช้าง เจ้าอย่าอ้างต่างหู เดือนหงาย สานลิงสานลาย เดือนหงายเดือนแจ้ง เจ้า
อย่างแอง้ อีแท่นางกวัก กวักเจ้ากวัก นางกวักทกั แท่”

การร้องเชิญดวงวญิ ญาณเข้าทรงกวัก จะร้องวนข้ึนต้นกันใหม่ ร้องซํ้าไปเรื่อยๆ
จนกว่าวิญญาณจะเข้าสิ่งกวัก เม่ือผีเข้าสิงกวักจะรู้ได้ ให้สังเกตจากกวักท่ีคนทรงถือ คือกวัก
จะเร่ิมสั่นไหว แล้วก็ดินกระโดดโถมไปโถมมาทางซ้ายทางขวาตามจังหวะเสียงร้อง
คาํ เชญิ ถ้ากวกั เคล่ือนไหวลกั ษณะดังกล่าว แสดงว่าวิญญาณกวักเข้าทรงแล้ว คนทรงหรือคน
ถือกน็ ํากวกั มานง่ั ใกล้ ๆ กับกระด้งที่เตรยี มไว้ ขณะท่นี ํานางกวักมาน้ัน กวักจะสั่นอยู่ตลอดเวลา
ผู้เล่นโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็จะเร่ิมต้ังคําถามต่าง ๆ ท่ีอยากรู้ ลักษณะคล้าย ๆ กับการ
ทาํ นายทายทกั แบบหมอดู แต่การเลน่ กวกั จะใชว้ ธิ ตี อบคําถามโดยการเขียนหนังสือโต้ตอบ เม่ือ
ผู้ถาม ถามจบกวักก็จะตอบโดยการใช้แขนท่ีทําด้วยไม้คาน เขียนเป็นหนังสือลงบนทรายที่
กระด้ง คนถามก็จะได้คําตอบทันที แต่การเขียนตอบจะเขียนไม่ยาว เป็นเพียงข้อความ
ส้ัน ๆ เช่น ใช่ ไม่ใช่ ได้ ไม่ได้ ดี ไม่ดี ฯลฯ การถามคําถามนั้นจะสลับไปกลับการร้องเพลง
ประกอบขณะทม่ี กี ารร้องเพลงเคาะจงั หวะ นางกวักก็จะเต้นล้มไปด้านซ้าย ด้านขวาตลอดเวลา
ตามจังหวะด้วย ซึ่งเป็นที่สนุกสนานทั้งนางกวักและผู้เล่น จนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายและหมด
คําถามท่ีจะถามแล้ว ก็จะเชิญวิญญาณท่ีเข้าสิงนางกวักออก โดยทําพิธีไปส่งที่จุดแรกที่เชิญ
เขา้ ทรง เมื่อวิญญาณออกแลว้ กวกั ทค่ี นทรงถอื อยกู่ จ็ ะมีอาการสงบนิ่งไม่เคลือ่ นไหว

ฟ้อนไทพวน

ฟ้อนไทพวน (ประดิษฐ์และออกแบบโดยชมรมนาฏศิลป์หนองคาย จากนั้น
วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬศิลป์ ไดน้ ําไปเผยแพรต่ ่อ

เนื้อเพลงราไทพวน
โอ้นอ้ ..มอื้ นี้แม้ เลศิ ลํ้า มอื ประเสรฐิ ดงี าม เฮาจึงมีเวลาพบกนั คราวนี้ โอกาส
ดนี าํ ได้ เดนิ ทางมาตา่ นกลา่ ว ถามขาวข่าวพน่ี ้องทางพผี่ สู้ ูค่ น พ่ีนอ้ งเอย
โอ้น้อ..ยามเมอื มาพบพอ้ แสนชื่นสมใจ พี่นอ้ งเอย พอสรา้ งไขวาจาสิ่งใดมาเว้า
เฮอื มขอเอามือน้อมประนมกรละต้านต่อ ขอขอบใจพ่ีน้องทางพี่ผู้สู้คน พี่น้องเอยโอ้นอ..เฮานี่แม้
ชาติเช้ือสาวเผ่าไทพวน พี่น้องเอยเนาอยู่เมืองเชียงขวางประเทศลาว ทางโพ้นกับทางโขงพัน
เกือบบงบานพะนาหย้า พากันเนาคึกสา่ งทางพู้นสคู่ น พ่ีนอ้ งเอย
โอ้น้อ..เฮานี่แม้ ชาติเชื้อสายเลือดเดียวกัน พี่น้องเอย มีหลายอันคือกันจ่อ
ต่างกันบ่อน้อย คอยล่ําแลสีหน้าอาภรณ์ ทุกส่ิงอย่างทุกข้าวทางปากเว้าเสมอด้ามดั้งเดียวกัน
น่นั แหลว่
โอน้ ้อ..ท่ีมกี าลหาบตอน ยังก้มเกียรติจบงาม การอยู่กินไปมาสะดวกดีทันด้าน
สมว่าเปน็ เมืองบา้ นเฮอื นเคยี งของน้องพี่ เฮียบได๋เนาทีน่ ี่เสมอบ้านแคบตน พ่นี ้องเอย
โอ้น้อ..มาถึงตอนชายนี้ เน่ียมก็กล่าวอวยพร ขอวิงวอนคุณครู พระธรรมองค์
เจ้า ขอให้มานําเข้าบันดาล และอยู่ส่ง ขอให้บ่งพี่น้อง อายุหม่ันหมื่นปี เว้ามาฮอนบอนนี้นาง

45

ขออวยลาลง ขอขอบใจโคงสายโง้ง ลุง อ่าว ป้า ท่ีได้อดสาเยินฟังเฮา น้องต้านกล่าว หวังว่า
คราวหน้าพน้ คงสไิ ดพ้ บกันพ่นี อ้ งเอย ลา..ลงท้อนน้ั ..แหลว่

ลกั ษณะบา้ นเรือน

บ้านเรือนของชาวพวนเป็นเรือนสูง (http://www.kasetsomboon.org/th,
2553) ใต้ถุนเรือนใช้ทําประโยชน์หลายอย่าง เช่น ทําคอก วัวควาย เล้าเป็ดไก่ ต้ังเคร่ือง
สาํ หรับผกู หกู ทอผ้า หลังคาทรงมะนิลาหันหน้าไปทางทศิ ตะวนั ตก ไมเ้ ครอ่ื งบนผูกมัดดว้ ยหวาย
และหลังคามุงด้วยหญ้าคา ถ้าเป็นบ้านผู้มฐี านะดี จะมุงดว้ ยกระเบือ้ งไมเ้ รียกวา่ ไม้แปน้ เกด็ หรือ
กระเบ้ืองดินเผา พื้นและฝาเรือนปูด้วยกระดาน ไม้ไผ่สีสุกสับแผ่ออกเป็นแผ่นๆ เรียกว่า
ฟาก ฤกษ์ในการปลูกคือเวลาเช้า การปลูกเรือนจะเสร็จในวัน เดียวประมาณ 5-6 โมงเย็น
ตอ่ จากนนั้ จะเป็นหนา้ ท่ขี องฝ่ายหญิง บางพวกทําเล้าไก่ ทําเตาไฟ การขึ้นบ้านใหม่เจ้าของบ้าน
ต้องหาบสง่ิ ของข้ึนไป ไดแ้ ก่ ไซหวั หมู แห ไม้ค้อน ส่ิว และหอก หญิงชาวพวนสูงวัย ในตําบล
หาดเส้ียวนิยมนุ่งซิ่นดําคาดแถบแดง ต่อจากน้ันจะมีคนถือเส่ือ ที่นอน หมอน มุ้ง ถาดข้าวต้ม
ขนมหวาน สําหรับทําขวัญเรือน เม่ือญาติพ่ีน้องมาพร้อมหน้า ก็เริ่มทําพิธีสู่ขวัญเรือนตาม
ประเพณี การนอนเรือนใหม่จะต้องมีคนนอนให้ครบทุกห้องเป็นเวลา 3 คืน คืนที่ส่ีเจ้าบ้าน
จะต้องจัดทําข้าวต้มขนมหวานเลี้ยงดูญาติพี่น้องที่มานอนเป็นเพ่ือน เม่ือเจ้าบ้านจัดบ้านเสร็จ
คนทจี่ ะเขา้ ออก หอ้ งนอนไดต้ อ้ งเป็นคนในครอบครัวเทา่ น้ัน

อาหาร

อาหารของชาวไทยพวนที่มีประจําทุกครัวเรือนคือ “ปลาร้า” เมื่อมีงานบุญมัก
นิยมทําขนมจีน และข้าวหลาม ส่วนอาหารอ่ืน ๆ จะเป็นอาหารง่าย ๆ ท่ีประกอบจากพืชผัก
ปลา ท่มี ใี นทอ้ งถ่ิน เช่น ปลาส้ม ปลาส้มฟัก

ความเชือ่

ชาวพวนมีความเช่ือเรื่องผี จะมีศาลประจําหมู่บ้านเรียกว่า ศาล ตาปู่ หรือ
ศาลเจา้ ป่บู า้ น รวมท้งั การละเลน่ ในเทศกาลก็จะมีการเล่นผีนางด้ง ผนี างกวัก

46

เอกสารอ้างองิ

กรมศลิ ปากร. 2542. วฒั นธรรมการพฒั นาทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลักษณ์ ภมู ิปัญญา
จงั หวัดปราจนี บุรี. อ้างใน http://www.prachinhealthylife.net/text.1/H/h_pj.html,
2551. สืบค้น 1 พฤษภาคม 2551.

http://home.kku.ac.th. แผนท่ีสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว. สืบค้น 1
พฤษภาคม 2551.

http://www.ubru.ac.th. แผนทแ่ี ขวงเชยี งขวาง สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว.
สืบค้น 1 พฤษภาคม 2551.

http://school.obec.go.th/anubanpakpli/culture.htm. ข่าวสารไทยพวน : ความเปน็ มา
ของชาวไทยพวนในประเทศไทย. สืบค้น 1 พฤษภาคม 2551.

http://www.phrae.mju.ac.th/Event/Thaiphun/history2.html. ไทยพวน. สืบคน้ 1
พฤษภาคม 2551.

http://www.geocities.com. แผนที่ LOAS. สืบคน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.oceansmile.com/Lao/Samner.htm. หัวพนั ซาเหนือ. สืบคน้ 1

พฤษภาคม 2551.
http://www.nakhonnayok.go.th/a_pakplee/nongsang.html. อาเภอปากพลี. สบื คน้ 1

พฤษภาคม 2551.
http://www.nayokcity.com. เท่ียวนครนายก. สบื คน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.krusadayu.thaixna.com. ไทยพวนสุพรรณบุร.ี สบื คน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://library.tru.ac.th/il/lop/trad/trad1.html. จงั หวัดลพบุร.ี สบื คน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.tru.ac.th/culture/thaipoun.html. พวนในจงั หวดั ลพบรุ ี. สืบค้น 1 พฤษภาคม

2551.
http://www.phrae.mju.ac.th/Event/Thaiphun/history2.html. ไทยพวน. สืบค้น 1

พฤษภาคม 2551.
http://kanchanapisek.or.th/kp8/pjb/pjb306.html. ไทยพวน. สบื คน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.koawrang.com/about_04.php. ตาบลเขา้ แร้ง. สืบคน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.thaigoodview.com. ประเพณภี าคกลาง. สืบคน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.rakbankerd.com. ไทยพวนสิงห์บุรี. สืบคน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.saraburi.go.th. ไทยพวนบ้านกลบั เกา่ . สบื คน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://cddweb.cdd.go.th/nongdon/plan/19080202.pdf. แผนชมุ ชนเศรษฐกิจพอพียง.

สืบค้น 1 พฤษภาคม 2551.
http://region4.prd.go.th. ไทยพวนพิจิตร. สบื ค้น 1 พฤษภาคม 2551.
http://www.oka-nakornhotel.com/data/pjtour/phichit.html. งานประเพณกี าฟ้า.

สืบคน้ 1 พฤษภาคม 2551.
http://phichitmuseum.com. แหล่งท่องเที่ยวจงั หวัดพิจติ ร. สบื ค้น 1 พฤษภาคม 2551.
http://61.19.192.250/nsinfo/Tour/tour3.asp. ไทยพวนตาบลลาดทพิ รส. สืบคน้

1 พฤษภาคม 2551.
http://eastempower.org/index.php. ไทยพวนตาบลหนองยาว. สบื ค้น 1 พฤษภาคม 2551.


Click to View FlipBook Version