ระบบปฏิบัติการ (OS : Operating System) คือ ระบบที่ท าหน้าที่ช่วยในการจัดระเบียบในการติดต่อสื่อสาร ระหว่าง ผู้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดจนควบคุมการท างานของอุปกรณ์ท าให้ฮาร์ดแวร์สามารถท างานได้อย่างเป็นระบบ และถูกต้อง ท าหน้าที่ควบคุมการท างานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถด าเนินงานไปได้ อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงจัดการขั้นตอนการติดต่อระหว่างผู้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และจัดการทรัพยากรในระบบ ให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิวัฒนาการของระบบปฏิบัติการเริ่มต้นมาจากภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่งเป็นภาษาระดับต ่าที่ คอมพิวเตอร์เข้าใจความหมายได้ โดยใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งผู้ใช้ต้องเขียนค าสั่งมาควบคุมเอง ต่อมาจึงได้สร้างเป็นระบบปฏิบัติการขึ้น โดยระบบปฏิบัติการถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างผู้ใช้งาน กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ท าให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ท างานตามกระบวนการต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับ ทั้งระบบฮาร์ดแวร์หรือระบบซอฟต์แวร์ ทรัพยากรของระบบ และอุปกรณ์อื่นที่ติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ โดยผู้ใช้ ไม่จ าเป็นต้องเขียนค าสั่งที่ใช้ควบคุมทรัพยากรเอง ดังนั้นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการจึงครอบคลุมตั้งแต่การจัดสรร ทรัพยากร การติดต่อกับผู้ใช้ ตลอดจนควบคุมอุปกรณ์ โดยสามารถอธิบายหน้าที่ที่ส าคัญของระบบปฏิบัติการได้ดังนี้
ทรัพยากร (Resource) เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีพียู หน่วยความจ า ซึ่งในแต่ละกระบวนการท างาน ระบบอาจใช้ทรัพยากร ต่าง ๆ โดยโปรแกรมประยุกต์แต่ละโปรแกรมนั้นก็อาจใช้ทรัพยากรไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าไม่มีการจัดการทรัพยากรของ ระบบให้ถูกต้องเหมาะสม กระบวนการท างานของโปรแกรมก็ไม่สามารถด าเนินการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการยังสามารถรายงานผลการใช้งานทรัพยากรของระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ทรัพยากรของระบบได้ อย่างคุ้มค่าได้มากที่สุดอีกด้วย ระบบปฏิบัติการเป็นตัวกลางในการติดต่อระหว่างผู้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่ผู้ใช้งานสั่งงานผ่านทาง อุปกรณ์ที่ใช้เป็นอินพุตรูปแบบต่าง ๆ เช่น เมาส์ แป้นพิมพ์ เป็นต้น โดยที่ระบบปฏิบัติการจะสั่งผ่านค าสั่งไปยัง ฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ของระบบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ตามกระบวนการที่ต้องการ รวมทั้งการตรวจสอบการท างาน ของระบบ ซึ่งหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นระบบปฏิบัติการจะท าการแก้ปัญหาเพื่อให้ระบบมีเสถียรภาพอยู่เสมอ
อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น จอภาพ เรื่องพิมพ์ อุปกรณ์เก็บข้อมูล และอื่นๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ ผู้ใช้งานไม่จ าเป็นต้องทราบขั้นตอนกลไกการท างาน แต่ผู้ใช้งานสามารถควบคุมให้อุปกรณ์เหล่านั้นท างานได้ โดยอาศัยระบบปฏิบัติการที่มีโปรแกรมย่อยส าหรับควบคุมการท างาน เมื่อมีกระบวนการท างานที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ใด ๆ ก็สามารถเรียกใช้อุปกรณ์นั้นได้ทันทีโดยไม่จ าเป็นต้องมีการเขียนโปรแกรมควบคุมขึ้นใหม่ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้งาน สามารถใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ ข้อมูล เป็นต้น ระบบปฏิบัติการจะเป็นตัวก าหนด และจัดล าดับการ ท างาน เพื่อให้อุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต และส่วนต่างๆ ท างานได้อย่างคล่องตัว ถูกต้อง และสอดคล้องกัน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระบบปฏิบัติการ ฮาร์ดแวร์ โปรแกรมประยุกต์และผู้ใช้งาน
โปรแกรมระบบปฏิบัติการแต่ละตัวจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน เช่น การจัดการโครงสร้างข้อมูลที่จัดเก็บไว้ให้ มีความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยของระบบ การควบคุมติดต่อสื่อสารกันในระบบเครือข่าย ซึ่งโปรแก รม ระบบปฏิบัติการแต่ละตัวนั้นอาจจะสามารถท าได้เหมือนๆ กัน แต่ประสิทธิภาพอาจจะต่างกันออกไป แล้วแต่ผู้ใช้จะ เลือกใช้เหมาะกับงาน หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ
ระบบปฏิบัติการแบบมีอยู่มากมาย ซึ่งแต่ละระบบปฏิบัติการจะมีความเหมาะสมกับงานแต่ละด้านแตกต่างกัน ออกไป ความสามารถก็จะต่างกันออกไป โดยระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ระบบปฏิบัติการ Mac OS และระบบปฎิบัติการแบบฝังตัว ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์วินโดวส์เป็นระบบปฏิบัติการซึ่งพัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985 โดยรุ่นแรกของวินโดวส์คือ วินโดวส์1.0) และครองความนิยมในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไมโครซอฟท ์ วินโดวส์ที่ถูกพัฒนาโดยไมโครซอฟท์ในรุ่นแรกๆ จะใช้กับเครื่องไอบีเอ็มและไอบีเอ็มคอมแพตทิเบิล ที่มีซีพียูเบอร์ 80286, 80386 และ 80486 และในปี 1990 ไมโครซอฟท์ได้ออกวินโดวส์เวอร์ชัน 3.0 ออกมา เพื่อใช้แทนดอส จากนั้นได้มีการพัฒนามาโดยตลอดออกมาหลายรุ่นด้วยกัน มีทั้งส าหรับการใช้งานแบบเดี่ยวส าหรับ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การใช้งานด้านการจัดการเครือข่ายส าหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่าย และการใช้งานแบบฝัง ส าหรับอุปกรณ์พกพา เช่น Tablet Smart Phone ปัจจุบันรุ่นของวินโดวส์คือ Windows 10
ระบบปฏิบัติการวินโดวส์10
ระบบปฏิบัติการแมค เป็นระบบปฏิบัติการซึ่งพัฒนาโดยบริษัท แอปเปิล (Apple Inc.) พัฒนามาส าหรับคอมพิวเตอร์แมคอินทอช โดยเฉพาะ ซึ่งเปิ ดตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2544 และใช้ชื่อ ระบบปฏิบัติการว่า Mac OS X เป็นระบบปฏิบัติการที่ท าหน้าที่เป็น ตัวกลางในการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของ บริษัทแอปเปิลเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้ออื่นๆ ได้ อีกทั้งไม่สามารถน าโปรแกรมในระบบปฏิบัติการของวินโดวส์มา ใช้งานได้ นอกจากนี้แอปเปิลยังสร้าง Mac OS รุ่นอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อ น าไปใช้ในอุปกรณ์ของแอปเปิล 4 ชนิด ได้แก่แอปเปิลทีวีไอโฟน ไอพอดทัช และไอแพด โดยที่ไอโฟน ไอพอดทัช และไอแพดนั้นจะ เรียกว่า iOS ระบบปฏิบัติการ Mac OS
เป็นระบบปฏิบัติการที่พบเห็นได้ในอุปกรณ์แบบพกพาขนาดเล็ก เช่น พีดีเอ หรือ Smart phone บางรุ่น สามารถ ช่วยในการท างานของอุปกรณ์แบบไม่ประจ าที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เป็นระบบปฏิบัติการที่มีขึ้นพร้อมกับที่อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์พกพาที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ระบบปฏิบัติการแบบฝังตัว มีหลายประเภทตั้งแต่ใช้ส าหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กไปจนถึงระบบปฏิบัติการที่มีขนาด ใหญ่ขึ้น เช่น Linux, Window CE ระบบปฏิบัติการแบบฝังตัวที่ได้รับความนิยม เช่น Android, iOS ระบบปฏิบัติการแบบฝังตัว
ระบบปฏิบัติการวินโดวส์10ได้พัฒนาให้สามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ ทุกขนาดหน้าจอและทุกรูปแบบการใช้งาน หรือเรียกว่า ระบบ Threshold รองรับการสลับโหมดการใช้งานเป็น Tablet mode เมื่อใช้งานแบบจอสัมผัส (Touch Screen) กับแบบ Desktop ปกติ ที่มีการต่อใช้งานกับแป้นพิมพ์ (Keyboard) และเมาส์ (Mouse) อีกทั้งแอปพลิเคชันที่ สามารถใช้งานได้ในทุกอุปกรณ์ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์(Universal App) ระบบปฏิบัติการวินโดวส์10
1.Start Menu เป็นจุดเริ่มต้นส าหรับการเปิดโปรแกรมต่างๆ 2. Taskbar เป็นแถบที่ใช้เป็นที่แสดงถึงโปรแกรมที่ก าลังถูกเรียกใช้งานอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งยังเป็นที่ส าหรับเก็บส่วนของแถบเครื่องมือที่ใช้ส าหรับเรียกใช้งานอย่างรวดเร็ว (Toolbar- Quick Launch) 3. Live Tiles เป็นแถบแสดงข้อมูลแอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ หรือเรียกว่า Metro style App ซึ่ง Metro style apps นั่นคือ เรื่องของความปลอดภัย เป็นกลุ่มแอปพลิเคชันที่สนับสนุนการท างานแบบหลายมุมมอง ใช้ งานเต็มพื้นที่หน้าจอ และรองรับการใช้งานแบบสัมผัสและปากกา ซึ่งแตกต่างจากแอปพลิเคชันแบบเดิม (Desktop App)
แถบ Action Center Action Center หรือศูนย์ปฏิบัติการ เป็ นเครื่องมือที่มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงคุณสมบัติต่างๆ ของ ระบบได้อย่างรวดเร็ว และท าหน้าที่แจ้งเตือนสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นกับ อุปกรณ์ ซึ่งภายในแถบแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. Notification แจ้งให้ทราบ 2. Quick Action การด าเนินการอย่างรวดเร็ว วิธีการเปิดแถบ Action Center ท าได้โดย คลิกที่ปุ่มไอคอน ที่มุมล่างขวาบนแทบ Taskbar หรือกดปุ่ ม Window + A ที่ แป้นพิมพ์
การเรียกใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น สามารถท าตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. คลิกปุ่ม Start Menu รูป 2. เลื่อนเมาส์ไปที่ All apps แล้วท าการเลือกเปิดโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันที่ ต้องการ
หรือเรียกใช้งานโปรแกรมจากการค้นหา โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกปุ่มแว่นขยาย 2. คลิกที่ช่อง Search Windows จากนั้นผู้ใช้สามารถพิมพ์ชื่อ (เพียงบางตัวอักษร) ของโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันที่ต้องการ เรียกใช้งานได้ทันที โดยระบบจะแสดงรายชื่อของโปรแกรมที่ ต้องการเรียกใช้
ทั้งนี้โปรแกรมต่างๆ ไม่ว่าโปรแกรมใด หรือจะเปิดด้วยระบบปฏิบัติการวินโดวส์รุ่นใดก็ตามจะมีส่วนประกอบ พื้นฐานของหน้าต่างโปรแกรมเหมือนกัน ดังแสดงตัวอย่างในรูป แสดงส่วนประกอบของหน้าต่างโปรแกรม
โดยแต่ละส่วนมีรายละเอียดดังนี้ 1. Title bar เป็นแถบที่แสดง Icon ของโปรแกรม ชื่อของโปรแกรมรวมทั้งไฟล์เอกสารที่เรียกใช้อยู่ในขณะนั้น 2. Control buttons เป็นส่วนที่ท าหน้าที่ส าหรับควบคุมการย่อ ขยาย และปิดหน้าต่างของโปรแกรมนั้น 3. Menu bar เป็นแถบของค าสั่งต่างๆ ของโปรแกรมซึ่งแต่ละโปรแกรมก็จะมีแตกต่างกันออกไป 4. Tool bar เป็นแถบของเครื่องมือต่างๆ ซึ่งเป็นรูปภาพสื่อความหมายแทนค าสั่ง 5. Status bar เป็นแถบแสดงสถานะการท างานของโปรแกรม 6. Scroll bar ใช้เลื่อนดูข้อมูลที่อยู่ในหน้าต่างของโปรแกรมที่ไม่สามารถแสดงให้หมดได้ในหน้าเดียวโดยมี 2 ด้าน คือ ทางแนวตั้ง (Vertical Scroll Bar) และทางแนวนอน (Horizontal Scroll Bar)
เมื่อท าการเปิดโปรแกรมต่างๆ ขึ้นมาท างานพร้อมกันหลายโปรแกรม วิธีสลับหน้าต่างของโปรแกรมต่างๆ เพื่อ เลือกท างานโปรแกรมที่ต้องการสามารถท าได้หลายวิธีดังนี้ วิธีที่1 ใช้เมาส์คลิกที่หน้าต่างโปรแกรมนั้นเลย วิธีที่2 ใช้เมาส์คลิกตรงชื่อโปรแกรมที่แถบงาน (Taskbar) วิธีที่3 ใช้ปุ่ม ALT + Tab ที่แป้นพิมพ์ โดยกดปุ่ม ALT ค้างไว้ แล้วตามด้วยปุ่ม Tab ซึ่งการกดปุ่ม Tab แต่ละครั้ง จะเป็นการเลือกโปรแกรมที่ต้องการสลับหน้าต่าง แสดงการสลับหน้าต่างโปรแกรมโดยใช้ Alt+Tab
วิธีที่4 ใช้ปุ่ม Windows + Tab ที่แป้นพิมพ์ จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่างโปรแกรมทั้งหมดให้ผู้ใช้คลิกเมาส์ที่ โปรแกรมที่ต้องการใช้งาน แสดงการสลับหน้าต่างโปรแกรมโดยใช้ Windows + Tab
เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน จะมีหน้าต่างของโปรแกรมนั้นปรากฏขึ้นบนพื้นที่การท างาน (Desktop) และหากมี การเรียกโปรแกรมขึ้นมาใช้งานมากๆ พื้นที่การท างาน (Desktop) จะเต็มไปด้วยหน้าต่างโปรแกรมของโปรแกรมที่เปิด ขึ้น จนอาจท าให้การใช้งานโปรแกรมต่างๆ นั้นไม่สะดวก ซึ่งระบบปฏิบัติการวินโดว์สามารถจะจัดการกับหน้าต่าง เหล่านี้ได้ ดังนี้ แสดงส่วนของปุ่ม Minimize, Restore, Maximize, Close ที่อยู่มุมบนด้านขวาของหน้าต่างและใน Control buttons
1. Minimize ส าหรับการซ่อนหน้าต่างโปรแกรม โปรแกรมที่ถูกเลือกจะท าการย่อหน้าต่างของโปรแกรมนั้นลงมา อยู่ใน Taskbar หรือหากต้องการย่อหน้าต่างทั้งหมดลงสามารถท าได้โดยกดปุ่ม Windows + M ที่แป้นพิมพ์ 2. Restore ส าหรับการย่อขนาดหน้าต่าง 3. Maximize ส าหรับการขยายหน้าต่างของโปรแกรมให้เต็มพื้นที่งาน (Desktop) ส่วนของ Restore/Maximize อยู่ที่แถบ Control buttons โดยแสดงอยู่ที่ต าแหน่งเดียวกัน โดยขณะที่โปรแกรมเต็ม หน้าจอจะแสดงเป็นปุ่ม Restore แต่ถ้าหน้าต่างโปรแกรมมีขนาดไม่เต็มจออยู่นั้นจะเป็นปุ่ม Maximize ทั้งนี้นอกจากคลิกปุ่ม Restore/Maximize แล้วนั้น ยังสามารถท าการย่อหรือขยายหน้าต่างโปรแกรมโดยดับเบิล คลิกที่แถบ Title bar ของโปรแกรมได้อีกด้วย 4. Close ส าหรับปิดหน้าต่างหรือสิ้นสุดการท างานของโปรแกรม อีกวิธีหนึ่ง คือ ท าการคลิกตรงต าแหน่งของชื่อ โปรแกรมมาที่ต าแหน่งของ Taskbar หรือกดปุ่ม ALT + F4 ที่แป้นพิมพ์
ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์มีโปรแกรม Windows Explorer ที่ท าหน้าที่จัดการกับแฟ้มข้อมูล โดยสามารถท าได้ทั้งดู รายละเอียดของแฟ้มข้อมูล การคัดลอกแฟ้มข้อมูล ลบแฟ้มข้อมูล การเปลี่ยนชื่อแฟ้มข้อมูล การเรียกใช้งานโปรแกรม Windows Explorer สามารถท าได้โดยคลิกที่ บนแทบ Takbar ดังภาพ หรือคีย์ลัด โดยการกดปุ่ ม Windows + E บนแป้นพิมพ์ หลังจากที่ท าการเลือกแล้วจะปรากฏโปรแกรม Windows Explorer มี ลักษณะดังรูป แสดงหน้าต่างของโปรแกรม Windows Explorer
1. การสร ้ างโฟลเดอรใ์ หม่ การสร้างโฟลเดอร์ส าหรับเก็บไฟล์ข้อมูล สามารถท าได้ 2 วิธี ดังนี้ วิธีที่1 คลิกที่เมนู Home จากนั้นเลือกค าสั่ง New Folder วิธีที่2 คลิกขวา > New > Folder
2. การเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์และไฟล์งาน การเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ หรือไฟล์งาน สามารถท าได้ 4 วิธี ดังนี้ วิธีที่1 คลิกขวาที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการเปลี่ยนชื่อ แล้วเลือก > Rename
วิธีที่2 ผ่านเมนูค าสั่งบน File Explorer 1. คลิกขวาที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการเปลี่ยนชื่อ 2. คลิกที่เมนู Home ของ File Explorer 3.จากนั้นเลือก Rename วิธีที่3 คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการ จากนั้น กดปุ่ม F2 ที่แป้นพิมพ์ วิธีที่4 คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการเปลี่ยน ชื่อ จากนั้นคลิกอีกครั้งตรงชื่อ สังเกตได้ว่า ถ้าชื่องานที่ ต้องการเปลี่ยนจะปรากฏแถบสีน ้าเงินพร้อมกรอบสี่เหลี่ยม จากนั้นจึงสามารถพิมพ์ชื่อใหม่แทนได้
3. การคัดลอกโฟลเดอร์และไฟล์งาน วิธีการคัดลอกโฟลเดอร์หรือไฟล์งานสามารถท าได้ 4 วิธี ดังนี้ วิธีที่1 คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการคัดลอก จากนั้นคลิกขวา เลือก Copy โดยหลังจากเลือกค าสั่ง Copy แล้วนั้นให้เลือกต าแหน่งปลายทางที่ต้องการแล้วคลิกขวาเลือก Paste (วาง)
วิธีที่2 ผ่านเมนูค าสั่งบน File Explorer 1. คลิกเลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ 2. คลิกเมนู Home 3. คลิกปุ่ม Copy to จากนั้นเลือกต าแหน่งปลายทางที่ต้องการวาง
วิธีที่3 คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการ คัดลอกจากนั้นกดปุม Ctrl ที่แป้นพิมพ์ค้างไว้พร้อมกับ เคลื่อนเมาส์ เพื่อน าไปวางไว้ที่ต าแหน่งปลายทางที่ ต้องการ - สังเกตที่ปลายเคอร์เซอร์เมาส์จะมีเครื่องหมายบวก แสดงถึงการคัดลอก วิธีที่4 เป็นการใช้คีย์ลัดบนแป้นพิมพ์ มีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการ 2. กดปุ่ ม Ctrl และ C ที่แป้ นพิมพ์ เพื่อเป็ นการ คัดลอก 3. ไปที่ต าแหน่งปลายทางที่ต้องการวางโฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่คัดลอก 4. กดปุ่ม Ctrl และ V ที่แป้นพิมพ์ เพื่อเป็นการวาง
4. การย้ายโฟลเดอร์และไฟล์งาน การย้ายโฟลเดอร์และไฟล์งานสามารถท าได้ 3 วิธี ดังนี้ วิธีที่1 คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการย้าย จากนั้น คลิกขวา เลือก Cut
วิธีที่2 ผ่านเมนูค าสั่งบน File Explorer 1. คลิกเลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ 2. คลิกเมนู Home 3. คลิกปุ่ ม Move to จากนั้นเลือกตต าแหน่งปลายทางที่ ต้องการวาง วิธีที่3 เป็นการใช้คีย์ลัดบนแป้นพิมพ์ 1. คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการ 2. กดปุ่ม Ctrl และ X ที่แป้นพิมพ์ เพื่อเป็นการย้าย 3. ไปที่ต าแหน่งปลายทางที่ต้องการวางโฟลเดอร์หรือไฟล์ ที่ย้าย 4. กดปุ่ม Ctrl และ V ที่แป้นพิมพ์ เพื่อเป็นการวาง
5. การลบโฟลเดอร์และไฟล์งาน ขั้นตอนการลบโฟลเดอร์หรือไฟล์งานมีวิธีดังต่อไปนี้ วิธีที่1 คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์ที่ต้องการลบ จากนั้นคลิก ขวา เลือก Delete
วิธีที่2 ผ่านเมนูค าสั่งบน File Explorer 1. คลิกเลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ 2. คลิกเมนู Home 3. คลิกปุ่ม Delete วิธีที่3 ลบโฟลเดอร์หรือไฟล์ด้วยการใช้แป้นพิมพ์ 1. คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์ที่ต้องการลบ 2. กดปุ่ม Del บนแป้นพิมพ์ ซึ่งวิธีการนี้จะโฟลเดอร์ หรือไฟล์ที่ถูกลบจะสามารถกู้คืนกลับมาได้ 3. กดปุ่ม Shift ค้างไว้แล้วตามด้วย Del วิธีการลบ แบบนี้จะไม่สามารถกู้โฟลเดอร์หรือไฟล์งานนั้นกลับคืน มาได้
6. วิธีการก ้โูฟลเดอรห ์ ร ื อไฟลง ์ านที่ลบไปแล ้ ว 1. คลิกเปิด Recycle Bin ที่อยู่บนหน้า Desktop แล้วจะพบกับหน้าต่างโปรแกรม ดังภาพ 2. คลิกที่โฟลเดอร์หรือไฟล์งานที่ต้องการกู้คืน 3. คลิกขวาเลือก Restore…
7. การ FORMAT ระบบปฏิบัติการวินโดวส์มีค าสั่งส าหรับจัดการกับอุปกรณ์บันทึกข้อมูล หรือที่เรียกว่า Format ซึ่งสามารถท าได้ ดังนี้ 1 เปิดโปรแกรม Windows Explorer 2. คลิกเมาส์ปุ่มขวาที่ Icon ของแผ่นบันทึกข้อมูลที่ต้องการจะท าการ FORMAT 3. เลือกรายการ FORMAT จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง Format ดังภาพ
8. ปรบัแต่งเดสก์ท็อป การปรับแต่งเดสก์ท็อปในส่วนของรูปแบบการแสดงผล รูปภาพพื้นหลัง การพักหน้าจอ ก าหนดขนาดตัวอักษร หรือก าหนดความละเอียดของจอภาพมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. คลิกขวาที่หน้า เดสก์ท็อป 2. เลือก Personalize
3. ระบบจะแสดงหน้าต่าง Setting จากนั้นเลือก Desktop Background 4. เมื่อปรากฏหน้าต่างโปรแกรม Background ดังภาพ สามารถเลือกเปลี่ยนรูปภาพโดยคลิกที่ปุ่ม Browse
9. ปรบัแต่งการใช ้ งานต่าง ๆ บนวินโดวส์ การปรับแต่งการใช้งานต่างๆ บนวินโดวส์เฉพาะการปรับแต่งพื้นฐานที่จ าเป็น เช่นการปรับแต่งเมาส์ แป้นพิมพ์ และการสลับภาษาของแป้นพิมพ์ โดยรายการปรับแต่งการใช้งานอยู่ที่ Control Panel การปรบัแต่งเมาส ์ การปรับแต่งเมาส์ เป็นการปรับแต่งในเรื่องของความเร็วในการเคลื่อนไหวเมาส์ รูปแบบการแสดงผลของเมาส์ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ทั้งสามรุ่นเหมือนกัน โดยมีขั้นตอนการด าเนินการดังนี้ 1. คลิกปุ่ม ในหน้าต่างของ control panel 2. รายละเอียดในการปรับแต่งเมาส์
- Buttons ใช้ในการปรับแต่งความเร็วในการคลิก และการดับเบิลคลิก - Pointers ใช้ในการเลือกรูปแบบตัวชี้เมาส์ - Pointer Options ใช้ปรับแต่งความเร็วในการ เลื่อนเมาส์ - Wheel ใช้ในการปรับแต่งลูกกลิ้ง (Score Mouse) ส าหรับการเลื่อนขึ้นลง - Hardware ใช้ส าหรับปรับแต่งพอร์ต (Port) การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับเมาส์
การปรบัแต่งแป้ นพิมพ ์ การปรับแต่งแป้นพิมพ์ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ทั้ง สามรุ่นเหมือนกัน ซึ่งสามารถ ปรับแต่งได้ 2 อย่าง คือ การ ปรับแต่งความเร็วและการปรับเรื่องของภาษา โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. คลิกปุ่ม ใ น ห น้ า ต่ า ง ข อ ง control panel รายละเอียดในการปรับแต่งแป้นพิมพ์ - Speed เป็นการปรับแต่งความเร็วในการกดคีย์ค้าง และ การพิมพ์ตัวอักษรซ ้าๆ กัน โดย Long หมายถึง คอยนาน Short หมายถึง ไม่นาน - Hardware ใช้ส าหรับปรับแต่งพอร์ต (Port) การ เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับแป้นพิมพ์
การปรบัเปลี่ยนวิธีการสลบัภาษาบนแป้ นพิมพ ์ 1. เลือก Change Input Method จะปรากฏหน้าต่างแบบเดียวกันกับ Add Language
2. คลิกเลือก Advanced setting
3. คลิกที่ค าสั่ง Changes language bar hot keys
4. จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่างส าหรับปรับเปลี่ยนวิธีการสลับภาษาบนแป้นพิมพ์คลิกที่ Change Key Sequence...
5. จากนั้นระบบจะแสดงหน้าต่าง Change Key Sequence เพื่อก าหนดคีย์ในการปรับเปลี่ยนภาษา
10. การออกจากระบบปฏิบตัิการวินโดวส์ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจ าเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรปิดเครื่องอย่างกะทันหัน ไม่เช่นนั้นอาจสูญเสียข้อมูลที่ส าคัญไป ดังนั้นควรเลือกปิดเครื่องอย่างถูกวิธี โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. คลิกที่ปุ่ม Start Menu บนแถบงาน (Taskbar) 2. คลิกที่ค าสั่ง Power ระบบจะแสดงตัวเลือก 3. เลือกค าสั่ง Shut down 4. รอจนกระทั่งเครื่องปิด