E-book
Grammar
จดั ทำโดย
นำย ธนกร เหล่ือสมบรุ ณ์ เลขที่18 ม.4/9
ครูท่ีปรึกษำ
ครู พฒั นำ โชติกนั ตะ
Present Simple:affirmatives and negatives
I can use the present simple to talk about facts,
routines, likes and dislikes.
1. ประโยคบอกเลำ่
โครงสร้างของประโยคบอกเล่า : Subject + Verb.1 + Object + (คา
บอกเวลา)
ทงั้ นีค้ ำกริยำช่องที่ 1 นนั้ จะมีกำรเติม s หรือ es ถ้ำหำกประธำนของประโยคเป็น
เอกพจน์ (He, She, It) แตถ่ ้ำประธำนเป็น I, You หรือประธำนพหพู จน์ (You
(หลำยคน), We, They) ให้คงรูปคำกริยำนนั้ ๆ ไว้เชน่ เดิม เช่น
2. ประโยคคำถำม
โครงสรา้ งของประโยคคาถามใน Present Simple Tense มสี องรปู แบบคอื
แบบท่ี 1 : Verb to be + Subject + Object/สว่ นขยำย + (คำบอกเวลำ) ?
ใชเ้ มอ่ื ในประโยคนัน้ มี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เชน่
3. ประโยคปฏเิ สธ
รปู แบบประโยคปฏเิ สธใน Present Simple Tense มสี องรปู แบบคลา้ ยกบั รปู แบบประโยค
คาถามคอื
แบบท่ี 1 : Subject + Verb to be + not + Object/สว่ นขยำย + (คำบอกเวลำ)
ใชเ้ มอื่ ในประโยคนัน้ มี V. to be (Is, AAre) ปรากฎอยู่ เชน่
I am your servant. ---> I am not your servant. (ฉันไมไ่ ดเ้ ป็ นคนรับใชข้ องคณุ )
เมอื่ เห็น V. to be ในประโยคใหเ้ ตมิ not ไวห้ ลงั V. to be ไดท้ นั ที เพยี งเทา่ นก้ี จ็ ะกลายเป็ น
ประโยคปฏเิ สธ
I go to university by bus every morning.
(ฉนั ไปมหำวทิ ยำลยั โดยรถโดยสำรประจำทำงทกุ เช้ำ)
**ประโยคนีป้ ระธำนคือ I แม้จะเป็นเอกพจน์แตเ่ ป็นข้อยกเว้น ดงั กริยำ go
จงึ ไมต่ ้องเติม s หรือ es)
They play football every evening. ---> Do they
play football every evening? (พวกเขำเลน่ ฟตุ บอลทกุ เย็นหรือ
เปลำ่ ?)
ประโยคนีไ้ มม่ ี V. to be อยใู่ นประโยค จงึ นำ V. to do มำใช้ขนึ ้ ต้น
ประโยคนำหน้ำ they ซงึ่ เป็นประธำนพหพู จน์
I am your servant. ---> I am not your servant. (ฉนั
ไมไ่ ด้เป็นคนรับใช้ของคณุ )
เม่ือเหน็ V. to be ในประโยคให้เตมิ not ไว้หลงั V. to be ได้ทนั ที
เพียงเทำ่ นีก้ ็จะกลำยเป็นประโยคปฏิเสธ
Go out weekdays =never
Have fun at the weekend =always
Go rollerblading on Saturday afternoons =usually
Go dancing on Saturday night =oftcn
Watch music videos on Sundays =sometimes
Go to the cinema on Sundays = sometimes
Present simple: yes/no and wh- questions
I can ask questions using the present simple.
Wh กค็ อื Wh นแี่ หละ่
Question คือ คำถำม
ดงั นัน้ Wh questions ก็คอื คาถามทขี่ นึ้ ตน้ ดว้ ย Wh แตเ่ วลาเขาเรยี นกนั จรงิ ๆเนยี่่ จะมี How
พวงมาดว้ ยอกี ตวั
คำถำมในภำษำองั กฤษมีอยู่ 2 ประเภทนะครับ คือ
1.Yes/ No Questions เป็นคำถำมที่ต้องตอบวำ่ Yes กบั No ใชห่ รือไม่
2.Wh questions เป็นคำถำมท่ีต้องกำรคำตอบวำ่ ใคร อะไร ท่ีไหน เมื่อไหร่
อยำ่ งไร ที่เรำกำลงั จะเรียนรู้กนั วนั นี ้
Wh Question มีอะไรบ้าง
Wh questions ไดแ้ ก่ Who What Where When Why Whose Whom และ how อยา่ งทบ่ี อก
ไวแ้ ลว้ วา่ How ไมใ่ ช่ wh ขน้ึ้ ตน้ แตถ่ กู จัดอยใู่ นหมวดนน้ี ะครับ
Who ate my cake? ใคร กินเคก้ ของฉนั
Mom! แม่ไง
What is this? น่ี คือ อะไร
This is a cat. นี่ คือ แมว
Where do you come from? คุณ มำ จำก ไหน
I’m from a small town. ผมมำจำกเมืองเลก็ ๆ
When were you born? คุณ เกิด เม่ือไหร่
I was born in January. ฉนั เกิดเดือนมกรำคม
Why doesn’t he love me? ทำไม เขำ ไม่ รัก ฉนั
You are too beautiful. เธอสวยเกินไป
Whom do you love? คุณ รัก ใคร
I love Jo. ฉนั รักโจ
Whose is this pen? ปำกกำ ด้ำมนี ้คอื ของใคร
My pen. ปำกกำของฉนั
How are you? คณุ เป็น อยำ่ งไร
I’m good. ฉนั สบำยดี
โครงสรำ้ งประโยคคำถำม Present Simple Tense
Yes / No Question: Do / Does + Subject + Verb1?
Ex 1. Does he play football?
Ex 2. Do the pupils wear school uniforms?
Wh – Question: Who/What/Where/When/Why/How + do/does + Subject +
Verb1?
Ex 1. Where does he play football?
?Ex 2. How often do you study English
When= is your birthday?
What kind=of music do you like?
Who= is your best friend?
What time= do you wake up at the weekend?
Countable and untable nouns
I can talk about quantity with countable and
uncountable nouns.
Countable Nouns คอื คำนำมนบั ได้ คำนำมท่ีเรำสำมำรถนบั เป็นจำนวน 1,
2, 3, 4, ____ ได้ ไมว่ ำ่ จะเป็นสง่ิ นนั้ จะเป็นสงิ่ ที่เรำจบั ต้องได้ หรือจบั ต้องไมไ่ ด้
หำกวำ่ เรำสำมำรถนบั ได้ คำนำมนนั้ ก็จะถือเป็น countable nouns เชน่
สง่ิ ท่ีจบั ต้องได้ เชน่ glass (แก้ว), table (โต๊ะ), chair (เก้ำอี)้ , book
(หนงั สอื ), dog (หมำ), cat (แมว), clock (นำฬกิ ำ), ring (แหวน),
banana (กล้วย), orange (ส้ม) etc.
สง่ิ ท่ีจบั ต้องไมไ่ ด้ (แตเ่ รำยงั สำมำรถนบั ได้) เช่น song (เพลง), day (วนั ),
month (เดือน), year (ปี), hour (ชว่ั โมง), minute (นำที), age (อำย)ุ ,
hobby (งำนอดเิ รก), activity (กิจกรรม), assignment (งำนที่ได้รับ
มอบหมำย), job (งำน), country (ประเทศ) etc.
Uncountable Nouns คอื คานามนับไมไ่ ด ้ จะเห็นไดว้ า่ สว่ นใหญจ่ ะเป็ นพวกสงิ่ ทมี่ นั เล็กมาก
ยากทจี่ ะนับใหห้ มด อาจจะเป็ นสง่ิ ของทอ่ี ยใู่ นภาพรวมใหญม่ ากหรอื เป็ นแนวความคดิ ซงึ่ เป็ น
เรอ่ื งยากทจ่ี ะมาน่ังแบง่ แยกออกได ้ ถงึ แมว้ า่ คาบางคาอาจจะเป็ นนามนับไดใ้ นภาษาอน่ื แตใ่ น
ภาษาองั กฤษคาพวกนค้ี อื นามนับไมไ่ ดโ้ ดยทวั่ ไปแลว้ Uncountable Nouns จะอยใู่ นรปู
เอกพจน์ (singular) เสมอ (ไมส่ ามารถเตมิ s, es ตามหลงั คานามนัน้ ๆได)้ นอกจากน้ี มนั จะมี
uncountable nouns บางคาทลี่ งทา้ ยดว้ ย s แตจ่ รงิ ๆแลว้ มนั ไมไ่ ดม้ คี วามหมายเป็ นพหพู จน์
เชน่ news, politics, economics เป็ นตน้ เพราะฉะนัน้ อยา่ สบั สนกบั การนาไปใช ้
เรำสำมำรถทำ uncountable nouns ให้เป็น countable nouns ได้
โดยกำรใสจ่ ำนวน+ภำชนะ/นำ้ หนกั /ลกั ษณนำมให้กบั คำศพั ท์นนั้ ๆ เชน่
a cup of tea / two cups of tea ชำ 1 ถ้วย /ชำ 2 ถ้วย
a glass of water / two glasses of water นำ้ 1 แก้ว /นำ้ 2 แก้ว
a bottle of wine / two bottles of wine ไวน์ 1 ขวด / ไวน์ 2 ขวด
a bar of soap / two bars of soap สบู่ 1 ก้อน / สบู่ 2 ก้อน
How much= water do you drink a day?
How much= fruit do you eat a day?
How many = pizza do you eat a month?
Articles
I can use the articles a/an and the with nouns.
ในภาษาองั กฤษน้ัน article เป็ นสิ่งทมี่ คี วามสาคญั มากทเี ดยี ว แต่ด้วยเหตุผลอะไร
บางอย่างนักเรียนหลายๆ คนไม่นามาใช้ในการพูดภาษาอังกฤษ ใน post นี้ฉันจงึ
อยากจะยา้ ถงึ ความสาคญั ของ article เพราะในฐานะทเี่ ป็ นเจ้าของภาษาน้ันเราจะ
รู้ได้ง่ายมากว่าประโยคทพี่ ูดนั้นผดิ เพราะไม่มกี ารนา article มาใช้
อันดบั แรกเรามาดูกนั ก่อนว่า article คอื อะไร ในภาษาอังกฤษมี article
อยู่ 3 คาคอื ‘a’ ‘an’ ‘the’ โดยทแ่ี ต่ละคาน้ันใช้วางหน้า noun
a/an
article ทงั้ สองนเี้ ป็ นทรี่ จู ้ ักกนั ในนาม ‘indefinite articles’ เพราะมนั ไมไ่ ดร้ ะบวุ า่ อนั ไหนทค่ี ณุ
กาลงั พดู ถงึ เชน่ ‘a table’ อาจจะเป็ นโตะ๊ ตวั ใดกไ็ ด ้ หรอื คณุ อาจจะอยากกนิ ‘an apple’ โดย
ไมไ่ ดร้ ะบวุ า่ เป็ นลกู ใด วธิ ดี วู า่ ตอ้ งใช ้ article ตวั ใดก็คอื ถา้ noun ขน้ึ ตน้ ดว้ ยสระ(อกั ษร ‘a’ ‘e’ ‘i’
‘o’ หรอื ‘u’) ใหใ้ ช ้ ‘an’ แตถ่ า้ ขน้ึ ตน้ ดว้ ยพยญั ชนะใหใ้ ช ้ ‘a’
The
‘the’ เป็ น ‘definite article’ เมื่อคุณใช้ article นีน้ ่ันกห็ มายความว่า
คุณกาลงั พดู ถงึ สิ่งใดสิ่งหน่ึงโดยเฉพาะ เช่น ถ้า “I bought the table” นั่น
หมายถึงฉันกาลงั พดู ถึงโต๊ะตวั ทฉี่ ันซื้อมาเท่าน้ัน
เม่ือกลำ่ วเป็นกำร นำมนบั ได้เอกพจน์ จะต้องมี a หรือ an นำหน้ำเสมอ
ทวั่ ไป
นำมพหพู จน์และนำมนบั ไมไ่ ด้ ไมต่ ้องมี article ใดๆ
เมื่อกลำ่ วเป็นกำร จะต้องใช้ the นำหน้ำเสมอไมว่ ำ่ จะเป็นนำมเอกพจน์หรือ
ชีเ้ ฉพำะ พหพู จน์ เป็นนำมนบั ได้หรือไมไ่ ด้
theGolden Gate Bridge is 2.7 kilometers long.
That is anold car.
I see adog running
Present Continuous
I can talk about actions happening at the time of
speaking.
Present Continuous Tense หรอื หลายคนอาจจะรจู ้ ักในชอื่ Present Progressive Tense
อยา่ งทเี่ รารวู ้ า่ present แปลวา่ ปัจจบุ นั สว่ น continuous/progressive แปลวา่ ดาเนนิ อยา่ ง
ตอ่ เนอ่ื ง ดงั นัน้ Tense นจี้ งึ เป็ นการบอกเลา่ สงิ่ ทกี่ าลงั เกดิ ขนึ้ อยใู่ นปัจจบุ นั โดยมลี กั ษณะการใช ้
ดงั น้ี
1. ใชเ้ พอ่ื บอกเลำ่ เหตกุ ำรณห์ รอื กำรกระทำในปจั จบุ นั ท่ี
กำลงั ดำเนนิ อยแู่ ละยงั ไมจ่ บลง (จะจบลงในอนำคต) โดย
อำจพบคำบอกเวลำ (Adverbs of time) ปรำกฏอยใู่ น
ประโยคดว้ ย เชน่ now, at the moment, right now
เป็ นตน้ ตวั อยำ่ งกำรใชเ้ ชน่
I am studying at Chulalongkorn university.
(ฉันกาลงั ศกึ ษาอยทู่ ม่ี หาวทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั )
2. ใชก้ บั เหตกุ ำรณห์ รอื กำรกระทำทก่ี ำลงั เป็ นกระแสหรอื
เป็ นทน่ี ยิ มอยใู่ นขณะนนั้ เชน่
These day, most people are favoring healthy food.
(ปัจจบุ นั ผคู ้ นสว่ นใหญก่ าลงั นยิ มอาหารเพอื่ สขุ ภาพ)
3. ใชก้ บั เหตกุ ำรณห์ รอื กำรกระทำทกี่ ำลงั จะเกดิ ขนึ้ ใน
อนำคต โดยมกี ำรเตรยี มและวำงแผนไวล้ ว่ งหนำ้ อยำ่ ง
แนน่ อนแลว้ และมกั พบคำบอกเวลำ (Adverbs of time)
เชน่ tonight, this evening, tomorrow, next week
เป็ นตน้ ตวั อยำ่ งกำรใชเ้ ชน่
I am meeting my parent tonight.
(ฉันจะพบกบั พอ่ แมใ่ นคนื น)้ี
4. ใชก้ บั เหตกุ ำรณห์ รอื กำรกระทำทเี่ กดิ ขน้ึ บอ่ ยจนเกนิ ไป
ทำใหซ้ ำ้ ซำกและนำ่ เบอ่ื ตวั อยำ่ งเชน่
Suwich is constantly talking. I wish he would shut up.
(สวุ ชิ พดู ไมห่ ยดุ เลย ฉันหวงั วา่ เขาจะหยดุ พดู เสยี ท)ี
**ผพู ้ ดู แสดงอาการราคาญจากการพดู ไมห่ ยดุ ของสวุ ชิ
โครงสร้างประโยคบอกเล่า : Subject + V. to be + Verb. เตมิ ing + Object +
(คาบอกเวลา)
สงิ่ ที่เรำต้องคำนงึ ในรูปประโยคของ Present Continuous Tense คือกำร
ใช้ V. to be ซง่ึ ประกอบด้วย is, am, are โดยจะเลอื กใช้ V. to be ตวั ใด
นนั้ ให้สงั เกตที่ประธำนของประโยค ถ้ำประธำนเป็น He, She, It ให้ใช้ is แตถ่ ้ำ
ประธำนเป็น I ให้ใช้ am และถ้ำประธำนเป็น You, We, They ให้ใช้ are
และเปลีย่ นรูปคำกริยำโดยกำรเติม ing ตวั อยำ่ งเช่น
My sister is playing violin.
(น้องสำวของฉนั กำลงั เลน่ ไวโอลนิ )
** ประโยคนีป้ ระธำนคือ My sister หรือใช้ She แทนได้ จงึ ต้องตำมด้วย V.
to be คอื is และเตมิ ing หลงั คำวำ่ play
1. คากรยิ านัน้ มสี ระเสยี งสนั้ (อะ อิ อุ เอะ โอะ ฯลฯ) และโดยมากมกั เป็ น a, e, i, o, u อยหู่ นา้
พยญั ชนะทา้ ย หรอื คากรยิ านัน้ ๆ มตี วั สะกดเพยี งตวั เดยี ว กอ่ นเตมิ ing ใหเ้ พม่ิ ตวั สะกดของคา
นัน้ ซ้าอกี ตวั หนง่ึ แลว้ จงึ เตมิ ing เชน่
sit ---> sitting
cut ---> cutting
get ---> getting
shop ---> shopping
2. คากรยิ านัน้ ลงทา้ ยดว้ ย e ใหต้ ดั e ทง้ิ แลว้ เตมิ ing เชน่
come ---> coming
drive ---> driving
make ---> making
ride ---> riding
smoke ---> smoking
3. คากรยิ าทมี่ สี ระ 2 ตวั (A, E, I, O, U) ใหเ้ ตมิ ing ไดเ้ ลย เชน่
cook ---> cooking
keep ---> keeping
read ---> reading
4. คากรยิ าทล่ี งทา้ ยดว้ ย ie ใหเ้ ปลย่ี น ie เป็ น y แลว้ จงึ เตมิ ing เชน่
die ---> dying
lie ---> lying
5. คากรยิ าทม่ี สี องพยางค์ และออกเสยี งหนัก (stress) ทพ่ี ยางคห์ ลงั โดยพยางคน์ ัน้ มสี ระและ
ตวั สะกดเพยี งตวั เดยี ว ใหเ้ พมิ่ ตวั สะกดของคานัน้ ซ้าอกี ตวั หนงึ่ แลว้ จงึ เตมิ ing เชน่
begin ---> beginning
refer ---> referring
swim ---> swimming
2. ประโยคคำถำม
โครงสรำ้ งประโยคคำถำม : V. to be + Subject + Verb. เตมิ ing + object +
(คำบอกเวลำ)?
ประโยคคาถามใน Present Continuous Tense ไมม่ กี ฎอะไรมากมายเลยคะ่ เพยี งแคส่ ลบั ท่ี V.
to be ขนึ้ มาไวต้ น้ ประโยค โดยตอ้ งพจิ ารณาการเลอื กใช ้ V. to be ตามประธานของประโยค
ดว้ ย เพยี งเทา่ นก้ี ็จะไดป้ ระโยคคาถาม ตวั อยา่ งเชน่
Is it raining at the moment ?
(ฝนกาลงั ตกอยตู่ อนนห้ี รอื เปลา่ ?)
Are you lying to me ?
(คณุ กาลงั โกหกฉันหรอื เปลา่ ?)
The white fish is _ swimming ____ (swim).
His dog is _ lying ____ (lie) on the floor.
I __ am going ___ to school now.
Present simple and present continuous
I can use the present simple and present continuous to
talk about present actions.
Present Simple Tense
Present Simple Tense คอื การพดู ถงึ เรอ่ื งทว่ั ไป เรอ่ื งทท่ี าซา้ ๆ ในปัจจบุ นั
โครงสรำ้ งประโยคของ Present Simple Tense
- S + V.1 ถา้ ประธานเป็ นเอกพจนบ์ รุ ษุ ท่ี 3 (He, She, It, The library, a dog, etc…) กรยิ า
ตอ้ งเตมิ s/es
He drives a taxi.
She eats pizza.
I live in Bangkok.
- S + Auxiliary Verb (กรยิ าชว่ ย) + V.1 (V.1 ไมเ่ ตมิ s/es)
She can play tennis.
We must work hard.
หลกั กำรใช้ Present Simple
1. ใชพ้ ดู ถงึ สง่ิ ทเี่ ป็ นความจรงิ ทวั่ ไป (ทงั้ เรอ่ื งเกย่ี วกบั ตวั เราและความจรงิ ตามธรรมชาต)ิ
I live in Bangkok. (ฉันอาศยั อยทู่ กี่ รงุ เทพ)
The earth moves round the sun. (โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย)์
2. ใชพ้ ดู ถงึ นสิ ยั หรอื กจิ วตั รทท่ี าเป็ นประจาในปัจจบุ นั
She eats fruit every day. (เธอกนิ ผลไมท้ กุ วนั )
I go to work by BTS. (ฉันไปทางานโดยรถไฟฟ้าบที เี อส)
ขอ้ สงั เกต: เหตกุ ารณ์หรอื การกระทาทที่ าเป็ นประจามกั มคี าบอกความถี่ (Adverbs of
frequency) แสดงอยใู่ นประโยค
3. ใชพ้ ดู เกย่ี วกบั สง่ิ ทก่ี าหนดไวว้ า่ จะทาในอนาคต (มกั เกย่ี วกบั แผนงานและตารางเวลา)
Our holiday starts on the 11th August. (วนั หยดุ ของพวกเราเรม่ิ ตน้ ทวี่ นั ที่ 11 สงิ หาคม)
The museum opens at 9.00 a.m. and closes at 5.00 p.m. (พพิ ธิ ภณั ฑเ์ ปิดตอนเกา้ โมง
เชา้ และปิดตอนหา้ โมงเย็น)
4. ใชเ้ ลา่ เรอื่ งตลก สรปุ เรอื่ งราวจากละคร ภาพยนตร์ นยิ าย หรอื รายงานการแขง่ กฬี าแบบ
เรยี ลไทม์
In her new movie, Yaya plays a troubled woman. (ในภาพยนตรเ์ รอื่ งใหม่ ญาญา่ เลน่ เป็ น
นางรา้ ย)
Messi stops in mid-field and passes the ball to Suarez. (เมสซห่ี ยดุ ทก่ี ลางสนามและผา่ น
บอลใหซ้ วั เรซ)
5. ใชพ้ ดู แสดงความชอบ ความคดิ เห็น ความรสู ้ กึ โดยคากรยิ าสว่ นใหญท่ ใี่ ชค้ อื like, love,
prefer, know, understand, hate, need, want, believe, remember, see, hear, taste,
smell, look
I need to know right now. (ฉันตอ้ งรเู ้ ดย๋ี วน)ี้
Nadee likes eating dessert. (นาดชี อบกนิ ของหวาน)
**eating ในทนี่ เี่ ป็ น Gerund มสี ถานะเป็ นคานาม หมายถงึ การกนิ
Present Continuous Tense
Present Continuous Tense คอื การพดู ถงึ เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ อยอู่ ยา่ งตอ่ เนอื่ งในขณะนัน้
แตจ่ ะสนิ้ สดุ ในไมช่ า้
โครงสรำ้ งของ Present Continuous Tense
S + V to be (is, am, are) + V ing
She is talking to her friend.
I’m watching the movie.
หลกั กำรใช้ Present Continuous Tense
1. ใชพ้ ดู ถงึ สง่ิ ทก่ี าลงั ทาหรอื กาลงั เกดิ ขนึ้ อยใู่ นขณะทพี่ ดู
They are swimming in the pool. (พวกเขากาลงั วา่ ยน้าในสระวา่ ยน้า)
He is having breakfast. (เขากาลงั กนิ อาหารเชา้ )
** เราสามารถเตมิ คาวา่ just ขา้ งหนา้ V ing เพอ่ื เนน้ ย้าวา่ กาลงั ... ได ้
He is just having breakfast.
2. ใชพ้ ดู เหตกุ ารณ์ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคตอนั ใกลห้ รอื ตอ้ งเป็ นอยา่ งนัน้ แน่ ๆ ซง่ึ มกั ใชก้ บั กรยิ าทมี่ ี
การเคลอ่ื นที่
My dad is going to Tokyo on Friday. (พอ่ ของฉันกาลงั จะไปโตเกยี วในวนั ศกุ ร)์
I’m flying to Milan in September. (ฉันกาลงั จะบนิ ไปมลิ านในเดอื นกนั ยายน)
ขอ้ ควรจำ: คากรยิ าบางคาไมส่ ามารถเตมิ ing ใน Present Continuous ได ้ กรยิ าเหลา่ นัน้
เรยี กวา่ Stative Verbs เชน่ hear, see, feel, understand, love เป็ นตน้
1. Ted is taking a shower right now.
2. What are we having for dinner tonight?
3. My brother has a daughter and a son.
4. I am not solving some math problems at the
moment.
5. My grandfather often comes over for dinner at
the weekends.
Comparative and superlative adjectives
I can use adjectives to make comparisons.
Comparative
เป็ นการเปรยี บเทยี บใหเ้ ห็นความมากกวา่ หรอื นอ้ ยกวา่ ของ 2 สงิ่ ไมว่ า่ จะเป็ นในแงใ่ ดกต็ าม โดย
มโี ครงสรา้ งประโยคแบบงา่ ยๆ ในการเปรยี บเทยี บแบบมากกวา่ คอื
S + V. to be + Comparative adj. + than + O
เชน่ The elephant is bigger than the cow. (ชา้ งตวั ใหญก่ วา่ ววั )
แตถ่ า้ หากเราตอ้ งการเปรยี บเทยี บในเชงิ นอ้ ยกวา่ กใ็ หเ้ ตมิ less ซงึ่ แปลวา่ นอ้ ยกวา่ ไวด้ า้ นหนา้
comparative adjective ดงั น้ี
S + V. to be + less + Comparative adj. + than + O
เชน่ The cow is less bigger than the elephant. (ชา้ งตวั ใหญน่ อ้ ยกวา่ ววั )
Superlative
เป็ นการเปรยี บเทยี บสงิ่ ของตงั้ แต่ 3 สงิ่ ขน้ึ ไป หรอื ในหมวดหมเู่ ดยี วกนั ทงั้ หมด วา่ สงิ่ นัน้ ดหี รอื
มากทสี่ ดุ แลว้ มโี ครงสรา้ งประโยคงา่ ยๆ คอื
S + V. to be + the + Superlative adj.
เชน่ I’m the richest person in this town. (ฉันเป็ นคนทร่ี วยทสี่ ดุ ในเมอื งน)้ี
และหากตอ้ งการเปรยี บเทยี บในเชงิ นอ้ ยหรอื แยท่ สี่ ดุ ใหเ้ ตมิ least ลงไปหนา้ superlative
adjective แบบน้ี
S + V. to be + the + least + Superlative adj.
เชน่ Reading is the least interesting hobby for me. (การอา่ นหนังสอื เป็ นงานอดเิ รกท่ี
น่าสนใจนอ้ ยทส่ี ดุ สาหรับฉัน)
taller thanI am ________ my brother.
She is the youngest student in her class.
older thanThe dog is ________ the cat.
Have to/don,t have to
I can talk about obligation with have to and don,t
have to.
have to
have to ใชใ้ นกรณีทส่ี ถำนกำรณเ์ ป็ นตวั บงั คบั ใหเ้ รำจำเป็ นตอ้ งทำ ซงึ่ เรำ
อำจจะไมอ่ ยำกทำ อำจเป็ นกฎหรอื ขอ้ บงั คบั ใหท้ ำ โครงสรา้ งคอื have to + verb
infinitive (กรยิ าชอ่ ง1) เชน่
I have to stop smoking.
(ฉันจาเป็ นตอ้ งเลกิ สบู บหุ ร่ี : หมออาจจะสงั่ ใหเ้ ลกิ สบู )
I have to go to supermarket today. Because my mom asked me to buy something.
(ฉันตอ้ งไปซเู ปอรม์ ารเ์ ก็ตวนั นี้ เพราะแมบ่ อกใหซ้ อื้ ของบางอยา่ ง)
Doctors sometimes have to work on Sunday.
(บางครัง้ บรรดาคณุ หมอกต็ อ้ งทางานวนั อาทติ ย์ : เป็ นกฎในอาชพี ทต่ี อ้ งทา)
She has to go to the hospital.
(เธอตอ้ งไปโรงพยาบาล)
ขอ้ สงั เกต : ประธาน I, You, We, They และประธานพหพู จนอ์ น่ื ๆ ใช ้ have to
ประธาน He, She, It และประธานเอกพจนอ์ นื่ ๆ ใช ้ has to
รปู อดตี ใช ้ had to
on’t have to/doesn’t have to
don’t have to/doesn’t have to หมายถงึ “ไมจ่ ำเป็ นตอ้ ง...” นั่นคอื จะทำหรอื ไมท่ ำก็
ได้ โครงสรา้ งคอื don’t have to/doesn’t have to + verb infinitive (V.1) เชน่
He doesn't have to wear a suit to work but he usually does.
(เขาไมจ่ าเป็ นตอ้ งใสส่ ทู ไปทางานกไ็ ด ้ แตเ่ ขาก็ใสไ่ ปเป็ นปกต)ิ
I don’t have to clean my room every day.
(ฉันไมจ่ าเป็ นตอ้ งทาความสะอาดหอ้ งทกุ วนั )
Teachers don’t have to work on Sunday.
(บรรดาคณุ ครไู มจ่ าเป็ นตอ้ งทางานวนั อาทติ ย)์
You don’t have to hurry, but you mustn’t be late.
(คณุ ไมจ่ าเป็ นตอ้ งรบี ก็ได ้ แตค่ ณุ หา้ มสายนะ)
Tanggwa has to stay at home = Tanggwa doesn’t have to
stay at home.
They have to go now.= They have to go now.
Pranee has to go to the doctor’s.
________________________________ Yes,
__________
= Does Pranee has to go to the doctor’s? Yes, she does.
Must/musn’t,should/shouldn’t
I can talk about rules and give advice.
การใช้ Should และ Shouldn’t
หลกั การใช ้ should เบอื้ งตน้ เราจะรจู ้ ักกนั ดเี พอ่ื การแนะนาใชไ่ หมครับ แตจ่ รงิ ๆยงั มปี ระเด็นให ้
ศกึ ษาเพมิ่ เตมิ กนั อกี อยนู่ ะครับ ไปศกึ ษากนั ณ บดั นาวเลย
Should อำ่ นวำ่ ชดู แปลวำ่ ควรจะ นำ่ จะ
Shouldn’t อำ่ นวำ่ ช๊ดู เดนิ ทึ แปลวำ่ ไมน่ ่ำจะ ไมค่ วรจะ
ใช้เพ่ือแนะนา
ใชใ้ นการแนะนาแปลวา่ ควรจะ, ไมค่ วรจะ
It’s dark now. We should stay here tonight.
มนั มืดแลว้ ตอนน้ี พวกเรำควรพกั ท่ีนีคืนน้ี
ใช้ในการคาดคะเน
ใชใ้ นการคาดเดาแปลวา่ น่าจะ, ไมน่ ่าจะ
The traffic is jammed. Sam shouldn’t arrive home soon.
กำรจรำจรติดขดั มำก แซมไม่น่ำจะถึงบำ้ นเร็วๆน้ี
ใช้เพื่อตาหนิ
ใชเ้ พอื่ ตาหนิ ตเิ ตยี นแปลวา่ น่าจะ, ไมน่ ่าจะ จะมาในรปู ประโยค should have + กรยิ าชอ่ ง 3
You shouldn’t done that.
คุณไม่ควรทำเช่นน้นั เลย
การใช้ must และ mustn’t
จดจาคาแปลตอ่ ไปนใ้ี หแ้ มน่ เลยนะครับ โดยเฉพาะคาวา่ musn’t
must อำ่ นวำ่ มสั ทึ แปลวำ่ ต้อง
mustn’t อำ่ นวำ่ มสั เซินทึ แปลวำ่ ต้องไม่
mustn’t แปลวา่ ต้องไม่ ถา้ แปลวา่ ไมต่ อ้ ง มนั จะไปคนละเรอื งเลย
การใช้ must
ใช้แสดงถงึ ความจาเป็ น หรือสาคัญ ในมุมมองของคนพดู
It’s dark now. We must stay here tonight.
มนั มืดแล้วตอนนี ้พวกเรำต้องพกั ท่ีนีคืนนี ้
(ฉนั คดิ วำ่ มนั อนั ตรำย ถ้ำเดนิ ทำง ดงั นนั้ จงึ จำเป็นต้องพกั ก่อน)
การใช้ mustn’t
ใชใ้ นการหา้ มในรปู แบบทเ่ี ป็ นทางการ หรอื หา้ มในเรอ่ื งทสี่ าคัญๆ
We’re leaving early tomorrow. We must not go to bed
late.
พวกเรำออกเดินทำงแตเ่ ช้ำพรุ่งนี ้พวกเรำต้องไมเ่ ข้ำนอนดกึ นะ
(ตืน่ สำยไปไมท่ นั เคร่ือง ทริปนีพ้ งั หมดพอดี)
1. เรำ ควร เชิญชำวนอร์ตนั มำร่วมงำนเลยี ้ งของเรำ พวกเขำเป็นคนดี
2. เดก็ เลก็ ไมค่ วร อยบู่ ำ้ นดว้ ยตวั เอง
3. ก่อนไปหำหมอฟัน คุณ ไมค่ วร แปรงฟัน.
Past simple: was/were, could
I can talk about the past with the verbs be and can.
หลกั กำรใช้ was were
was อำ่ นวำ่ เวิส มำจำก is,am
were อำ่ นวำ่ เวอ มำจำก are
was แปลวำ่ เป็น อยู่ คือ
were แปลวำ่ เป็นอยคู่ ือ
แปลวำ่ เป็น อยู่ คอื คล้ำย is am are แต่ เป็นเร่ืองรำวในอดีต ไมเ่ ก่ียวกบั ปัจจบุ นั
โครงสร้าง
cat was
, Cats were
*** ขอ้ ควรจา I ใช้ was ซงึ่ เป็ น Tense เดยี วทใี่ ชก้ รยิ ารว่ มกบั ประธานเอกพจน์ นอกนัน้ ใช ้
กบั ประธานพหพู จนค์ รับ จาไวใ้ หด้ เี ชยี ว
การย่อรูป
was not เวสิ น็อท >> wasn’t วอสเซินท แปลว่า ไม่
were not เวอ น็อท >> weren’t เวนิ ท แปลว่า ไม่
เนอ่ื งจากวา่ มนั เป็ นชอ่ งที่ 2 ของ is am are ดงั นัน้ หลกั การใชก้ จ็ ะเหมอื นกนั ทกุ ประการ ตา่ งกนั
แคใ่ ชเ้ ลา่ เรอ่ื งราวในอดตี แคน่ ัน้ เอง เชน่
I am a doctor. ผมเป็ นหมอ (ไปทโ่ี รงพยาบาลกเ็ จอผมเลย ผมทางานทน่ี ่ัน)
I was a doctor. ผม (เคย) เป็ นหมอ (ตอนนไี้ มไ่ ดเ้ ป็ นแลว้ )
Was, Were ใน Tense ต่างๆ
1. Past Simple Tense
was, were แปลว่า เป็ น อยู่ คือ (ประธาน+ was,were + นาม)
I was a student. ผม (เคย) เป็ นนกั เรียน (student = นำม)
We were teachers. . พวกเรำเคยเป็ นครู (teachers = นำม)
แต่บางคร้ัง was, were ไม่ต้องแปล (ประธาน+ was, were, + คุณศัพท์)
I was fine. ผม(เคย)สบายดี (fine = คณุ ศพั ท)์
She was short. หลอ่ น (เคย)เตยี้ ( short= คณุ ศพั ท)์
They were smart. พวกเขา(เคย)เทห์ ( smart=คณุ ศพั ท)์
2. Past Continuous Tense (เรียนรู้เต็มๆในเรื่อง Past continuous Tense)
was, were อย่าแยกแปล ให้แปลควบกบั คากริยาทเี่ ตมิ ing (แปลว่า กาลงั …)
ประโยคบอกเล่า
He was a student last year but he became a teacher last month.
เขา (เคย) เป็ นนักเรยี นเมอ่ื ปีทแ่ี ลว้ แตเ่ ขากลายเป็ นครเู มอื่ เดอื นทแี่ ลว้
ประโยคคาถาม
Was he a student last year? ปี ก่อนเขำเป็นนกั เรียนใช่
Yes, he was. / No, he wasn’t. ใช่ / ไม่ใช่
ประโยคปฏเิ สธ
He wasn’t a student last.
เขา ไม(่ เคย) เป็ นนักเรยี นเมอื่ ปีทแ่ี ลว้
ประโยคคาถาม Wh-
Who was in your room yesterday? ใครอยใู่ นหอ้ งคุณเม่ือวำนน้ี
It was my brother. นอ้ งชำยฉนั เอง
I _____ at home yesterday.
was
were
Where _____ you yesterday.
was
were
Past simple: affirmatives
I can use the past simple to describe events in the past.
affirmative (ประโยคบอกเล่า)
ประโยคบอกเลำ่ มีโครงสร้ำงดงั นี ้
S + V.2
ยกตวั อยำ่ ง เช่น
I ate cake yesterday. (ฉนั กินเคก้ เมื่อวำน)
You cooked dinner for me last week. (คณุ ทาอาหารเย็นใหฉ้ ันเมอื่ สปั ดาหท์ แ่ี ลว้ )
They danced last night. (พวกเขาเตน้ ราเมอื่ คนื ทแ่ี ลว้ )
The train arrived at 8 o’clock this morning. (รถไฟมำถึงเวลำ 8 โมง เม่ือเชำ้ น้ี)
You arrived (arrive) in England last week.
My mum studied (study) Russian at university.
I phoned (phone) you yesterday, but you weren't at home.
Past simple: questions and negatives
I can make questions and negativesn in the past
simple.
Negative Question (ประโยคคำถำมเชิงปฏิเสธ)
โครงสร้ำงประโยคคำถำมโดยทว่ั ไปท่ีเรำใช้ในภำษำองั กฤษ สว่ นใหญ่เรำจะรู้จกั กนั แต่
ประโยคท่ีเป็นคำถำมแบบบอกเลำ่ เชน่
What are you going to buy at the supermarket?
Do you know Alex?
แตโ่ ครงสร้ำงประโยคคำถำมอีกแบบหนงึ่ คือคำถำมแบบปฏิเสธ ซงึ่ โครงสร้ำงจะไม่
ตำ่ งจำกแบบธรรมดำมำกนกั เพียงแตใ่ ส่ not เข้ำไปหลงั กริยำชว่ ยในประโยคเทำ่
นนั้ เองคะ่ ประโยคคำถำมเชิงปฏิเสธนีม้ กั จะใช้ถำมเพ่อื แสดงควำมประหลำดใจหรือ
แปลกใจ มำดตู วั อยำ่ งประโยคกนั คะ่
คำถำมแบบ Yes/No question
คำถำมแบบ Yes/No question จะขนึ ้ ต้นประโยคคำถำมด้วยกริยำชว่ ย ถ้ำ
ต้องกำรทำเป็น negative question ก็ง่ำยๆเลยคะ่ ใส่ not เข้ำไปหลงั กริยำ
ช่วยได้เลย แตส่ ว่ นใหญ่แล้วเรำมกั จะเขียนหรือพดู ในรูปยอ่ (contracted form)
เช่น
Isn’t she a member of the club?
เธอไม่ใช่สมำชิกของชมรมเหรอ
Don’t you go to work today?
วนั น้ีคุณไม่ไปทำงำนเหรอ
Aren’t there any chairs in this room?
ในหอ้ งน้ีไม่มีเกำ้ อ้ีสกั ตวั เลยเหรอ
Won’t you come here next week?
อำทิตย์หน้ำคณุ จะไมม่ ำที่นี่ใชม่ ยั้
Can’t you pick up the children this evening?
เยน็ น้ีคุณไปรับลูกๆไม่ไดใ้ ช่ม้ยั
** ในกำรตอบคำถำม Yes/No question แบบท่ีเป็น negative
sentence นนั้ จะมีวธิ ีกำรตอบท่ีไมเ่ หมือน positive question (ประโยค
คำถำมแบบบอกเลำ่ ) เชน่ ปกตถิ ้ำถำมวำ่
Do you have any sisters?
คณุ มีพี่สำว/น้องสำวบ้ำงมยั้
(ถ้ำมีก็ตอบวำ่ Yes, I have. ถ้ำไมม่ ีก็ตอบวำ่ No, I haven’t.)
แตค่ ำถำมแบบ negative sentence นนั้ สมมตเิ พ่ือนคณุ ถำมวำ่
Don’t you have any sisters?
คุณไม่มีพ่สี ำว/นอ้ งสำวใช่ม้ยั
ถ้ำมีให้ตอบวำ่ Yes, I do. (ซง่ึ ตรงข้ำมกบั คนไทย ปกติแล้วคนไทยเวลำถกู ถำม
วำ่ คณุ ไม่มีพี่สำวหรือน้องสำวใชม่ ยั้ ถ้ำไมม่ ีเรำจะตอบวำ่ ใช่ นนั่ หมำยถงึ เรำไมม่ ี คือ
ตอบไปในทิศทำงเดียวกบั คำถำม แตถ่ ้ำมี จะบอกวำ่ ไม่ คือตอบ No)
แตถ่ ้ำไมม่ ีให้ตอบวำ่ No, I don’t. (ท่ีฝร่ังตอบแบบนี ้คอื เหมือนเป็นกำรเน้นยำ้
คำถำม คอื ท่ีเขำถำมวำ่ คณุ ไมม่ ีพี่สำวหรือน้องสำวใช่มยั้ ถ้ำไมม่ ีก็เน้นยำ้ ไปวำ่ ไม่
ไมม่ ีพี่สำวหรือน้องสำวเลย)
ลองอีกตวั อยำ่ งนะคะ
Didn’t you hear the ring? I called you many times an
hour ago.
คณุ ไมไ่ ด้ยินเสียงโทรศพั ท์เหรอ ฉนั โทรหำคณุ ตงั้ หลำยครัง้ เมื่อชว่ั โมงท่ีแล้ว
ถ้ำไมไ่ ด้ยิน คณุ ต้องตอบวำ่
No, I didn’t. I was sleeping.
ไม่ ไม่ไดย้ นิ ฉนั กำลงั หลบั อยู่
ถ้ำได้ยิน คณุ ต้องตอบวำ่
Yes, I didn’t. But I was taking a shower.
ไดย้ นิ แต่ฉนั กำลงั อำบน้ำอยู่
** สรุปวิธีกำรตอบคำถำมแบบนีค้ ือ ไมต่ ้องไปสนใจคำถำมวำ่ เขำจะถำมมำแบบ
ไหน ให้ตอบตำมควำมเป็นจริงของเรำ ใช่ คอื Yes / ไมใ่ ช่ คือ No เท่ำนนั้ เองคะ่
^^
คำถำมแบบ Wh-question
คำถำมแบบ Wh-question ก็จะมีโครงสร้ำงคล้ำยๆกบั Yes/No
question เพียงแตเ่ พ่มิ Wh-question word (what, when,
where, why, who, etc) เข้ำไปด้ำนหน้ำประโยคเทำ่ นนั้ เอง แตเ่ มื่อทำเป็น
negative question ก็ยงั ใส่ not ท่ีกริยำชว่ ยเช่นเดมิ เชน่
Why don’t you tell me what happened?
ทำไมคุณไม่บอกฉนั วำ่ เกิดอะไรข้ึน
Why doesn’t she come with you?
Tanggwa is good at singing, but she is (is) ______
good at dancing.
Tanggwa is good at singing, but she is (is) ______
good at dancing.= not/isn’t
They bought some salt, but they (buy) ______ any
sugar.= did not/didn’t buy
Surachai likes pop music, but he (like) ______
classical music.= does not/doesn’t like
Present perfect with ever/never
I can talk about actions that happened some time in
the past.
Present Perfect มีหมำยควำมถงึ เหตกุ ำรณ์ท่ีเกิดขนึ ้ แล้วในอดีต และยงั ดำเนิน
ตอ่ เน่ืองมำจนถงึ ปัจจบุ นั มีโครงสร้ำงประโยคคือ Subject + has/have +
V.3
Ever (เอ๊-เหวอะ) แปลว่า “เคย หรือ เท่าทเี่ คยมา”
ในกรณีกำรนำ ever ในรูปแบบ tense จะมีควำมหมำยวำ่ ประธำนเคย หรือ ไม่
เคยกระทำกริยำนนั้ ๆ (ในอดตี ท่ีตอ่ เนื่องมำจนถึงปัจจบุ นั )
โครงสร้างประโยค: Subject + has/have + ever + V.3
Ex. Have you ever played badminton?
(เธอเคยเลน่ แบดมินตนั ไหม?)
Ex. This is the first time I have ever heard this song.
(นี่เป็นครัง้ แรกเลยนะที่ได้ฟังเพลงนี)้
Ex. Nobody has ever heard of this strange rumor.
(ไมเ่ คยมีใครได้ยินข่ำวลือแปลก ๆ นีม้ ำกอ่ น)
Never (เน๊-เหวอะ) แปลว่า “ไม่เคย”
คำนี ้จริง ๆ แล้วเป็นรูปยอ่ ของ not ever ซงึ่ แปลวำ่ ไมเ่ คย กำรใช้งำน Never ท่ี
เป็นกำรบอกวำ่ ไมเ่ คยกระทำกริยำนนั้ ๆ มำก่อนเลย (ตงั้ แตใ่ นอดีตจนถงึ ปัจจบุ นั )
โครงสร้างประโยค : Subject + has/have +never + V.3
**Never สำมำรถใช้เป็นคำเด่ยี ว ๆ ได้ ที่แปลวำ่ ไมเ่ คย โดยท่ีไมต่ ้องประกอบกบั
Present Perfect
Ex. I have never been to Europe.
(ฉนั ไมเ่ คยไปยโุ รปเลย)
Ex. We have never met her until now.
(พวกเรำไมเ่ คยเจอเธอเลยจนกระทงั่ ตอนนี)้
Ex. You never help me.
(คณุ ไมเ่ คยชว่ ยฉนั เลย) *ไมจ่ ำเป็นต้องใช้คกู่ บั Present Perfect
ever กบั never สำมำรถใช้รวมในประโยคเดียวกนั ได้ด้วยนะคะ ซง่ึ จะเป็นกำร
พดู เน้นยำ้ อยำ่ งชดั เจนวำ่ สงิ่ นนั้ จะไมเ่ กิดขนึ ้ อย่ำงแนน่ อน
Ex. I will never ever leave you alone.
(ฉนั จะไมป่ ลอ่ ยคณุ ไว้คนเดยี วแน่ ๆ)
Present perfect with just/already/yet
I can use the present perfect with just, already and
yet.
การใช้ Already, Just และ Yet ในภำษำองั กฤษ มีวธิ ีกำรใช้ท่ีไมย่ ำก แต่
บำงครัง้ อำจเกิดควำมสบั สนในกำรใช้งำน ในบทเรียนนี ้เป็นกำรอธิบำยถงึ
ควำมหมำย ควำมแตกตำ่ ง โครงสร้ำงประโยค พร้อมตวั อยำ่ งประกอบ เพื่อให้ผ้เู รียน
สำมำรถเข้ำใจและสำมำรถนำไปใช้ในกำรเรียน หรือใช้ในกำรส่ือสำรได้
ควำมหมำย
Already แลว้
(ทำแลว้ )
Yet ยงั
(ยงั ไมไ่ ด้ทำ)
Just เพงิ่ จะ
(เพิ่งจะทำ)
ควำมแตกตำ่ ง
ควำมหมำยของทงั้ 3 คำ มีควำมชดั เจนอยใู่ นตวั เองแล้ว ควำมแตกตำ่ งของ
Already Yet และ Just คือใช้บง่ บอกสถำนะของเหตกุ ำรณ์ท่ีกลำ่ วถงึ วำ่ อยใู่ น
สถำนะใด ระหวำ่ ง เกิดขนึ ้ แล้ว (already) ยงั ไมไ่ ด้เกิดขนึ ้ (yet) หรือเพ่ิงจะ
เกิดขนึ ้ (just)
ตวั อยำ่ งประโยค
Already
I’ve already read that book.
ฉนั อ่ำนหนงั สือเล่มน้นั แลว้
He has finished his work already.
เขำทำงำนของเขำเสร็จแลว้
We’ve already made plan for our holiday.
เรำวำงแผนสำหรับวนั หยดุ เสร็จแลว้
Just
I have just finished my lunch.
ฉนั เพ่ิงจะกินม้ือกลำงวนั เสร็จ
Jane’s just called. Can you ring him back, please?
เจนเพ่ิงจะโทรมำ คุณกรุณำช่วยโทรกลบั หำเขำไดไ้ หม
He has just finished reading a book.
เขำเพิ่งจะอ่ำนหนงั สือจบ
โครงสร้ างประโยค
just วำงไว้กอ่ นหน้ำคำกริยำหลกั
Yet
I haven’t done my work yet.
ฉนั ยงั ทำงำนของฉนั ไม่เสร็จ
Jane hasn’t received email from you yet.
เจนยงั ไมไ่ ดร้ ับอีเมลจำกคุณ
We haven’t been able to solve the problem yet.
เรำยงั ไมส่ ำมำรถที่จะแกป้ ัญหำได้
โครงสร้ างประโยค
yet วำงไว้ท้ำยประโยค
ภำพแสดงโครงสร้ ำงประโยค
ภำพแสดงโครงสร้ ำงประโยค
Tense
จำกตวั อยำ่ งประโยคท่ียกมำ จะเห็นได้วำ่ มีโครงสร้ำงคือ
Subject + has/have + v.3
ซง่ึ ท่ีจริงแล้วคือ รูปแบบของ Present perfect tense (ใช้พดู ถึงเหตกุ ำรณ์ท่ี
เพิ่งจะเกิดขนึ ้ )
ซงึ่ กำรใช้ already just และ yet ท่ีพบเห็นได้บอ่ ยมกั อยใู่ น tense นี ้
***v.3 = verb 3 หรือคำกริยำชอ่ งท่ี 3
นอกจำกนีป้ ระโยคเหลำ่ นีย้ งั สำมำรถอยใู่ นรูปแบบอดีต โดยใช้ Past perfect
tense และอนำคตใช้ Future perfect tense ได้อีกด้วย
ตวั อยำ่ งประโยคท่ีกลำ่ วถงึ เหตกุ ำรณ์ท่ีจะเกิดขนึ ้ ในอนำคต ใช้ Will + have เข้ำ
มำเพิ่มเตมิ
By the time you arrive, I will have already left.
เม่ือคุณมำถึง ฉนั คงจะออกไปแลว้
You can call me at 8 am. I will have already arrived at
the office.
คุณสำมำรถโทรหำฉนั ไดต้ อน 8 โมง ฉนั คงไปถึงท่ีออฟฟิ ศเรียบร้อยแลว้
ประโยคที่กลำ่ วถงึ เหตกุ ำรณ์ในอดตี เปล่ยี น has/have เป็น had
I had just saved my document before the computer
crashed.
ฉนั เพิ่งจะบนั ทึกไฟลเ์ อกสำรก่อนที่คอมจะแฮงค์
The train had not left yet when I arrived at the station.
รถไฟยงั ไม่ออกตอนที่ฉนั ไปถึงท่ีสถำนี
สรุป
การใช้ Already, Just และ Yet พบเจอได้บอ่ ยครัง้ ในกำรใช้ภำษำองั กฤษ
สำมำรถสรุปกำรใช้งำนได้ดงั นี ้
Already หมำยถึง “แล้ว” ใช้เพื่อบอกวำ่ เหตกุ ำรณ์ท่ีพดู ถงึ นนั้ ได้ “เกิดขนึ ้ แล้ว”
โดยที่ Already สำมำรถวำงไว้หน้ำคำกริยำหลกั และท้ำยประโยค
I have already read that book.
Jack has finished his homework already.
Just หมำยถงึ “เพิ่งจะ” ใช้เพื่อบอกวำ่ เหตกุ ำรณ์ท่ีพดู ถึงนนั้ “เพิ่งจะเกิดขนึ ้ ”
โดยที่ Just วำงไว้อยหู่ น้ำคำกริยำหลกั
I have just finished my homework.
Yet หมำยถงึ “ยงั ” ใช้เพ่ือบอกวำ่ เหตกุ ำรณ์ที่พดู ถงึ นนั้ “ยงั ไมเ่ กิดขนึ ้ ”
โดย Yet วำงไว้ท้ำยประโยค
He hasn’t done his homework yet.
กำรใช้ Already, Just และ Yet มีโครงสร้ำงของประโยค คอื
Subject + has/have + v.3
ซงึ่ ก็คอื อย่ใู นรูปแบบของ Present perfect tense
ใช้เพ่ือบอกหรือสอ่ื ควำมหมำยวำ่ เหตกุ ำรณ์เพงิ่ จะเกิดขนึ ้ หรือยงั ไมเ่ กิดขนึ ้
แตเ่ มื่อพดู ถงึ เหตกุ ำรณ์ที่อยใู่ นอนำคต ต้องใช้ Will เข้ำมำช่วย คือใช้ Will +
has/have
By the time you arrive, I will have already left.
และถำ้ พดู ถึงเหตุกำรณ์ท่ีเกิดข้ึนในอดีต ตอ้ งเปล่ียน has/have เป็น had
The train had left when I arrived at the station.
Future with will
I can use will to talk about the future and predict
future events.
หลกั การใช ้ Future Simple Tense (Tense อนาคตขา้ งหนา้ ) เนน้ ฉุนเฉียวไมย่ งุ่ ยาก ไมย่ งุ่ ยาก
เพราะเค...
คือ Future Simple Tense
ฉี่
อนาคตของฟิ วเชอะอะ=อนาคต
ซิมเพลิ ธรรมดา = '
ทบี่ อกวา่ “อนาคตข้างหน้า”เยอ้ื งเยอื้ เยอื้ เยอื้ เยอื้ เยอื้ เยอื้ เยอ้ื เยอ้ื ง (เชน่ ฉโนฉลฉ...
สถานที่
พวกเขำ จะ
จะอำ่ นวำ่ ได้คุณวลิ แปลวำ่ ได้จะ
หลกั การใช้
หลกั การใช้ Future Simple Tenseใชป้ ัญญา
1. ใช้เีบี ยี วขอ้ งในการอา้ งสทิ ธ์ิ หรอื ถา้ พดู งา่ ยๆ ก็คอื “จะอยา่ งจะอ.้ ..างจะเล้ื อน” เข”้ จากไอ
เดยี ”
คำคร่อมเวลำ
คนื นี ้ทไุ น คืนนี ้
พรุ่งนี ้ทมุ อโร
ถดั ไป (เนก็ ซ์ = ถดั ไป) +เวลำ, วนั , สปั ดำห์, เดือน, ปี, อื่นๆ….
– ชว่ั โมง ถดั เน็กซ์โซเวเ่ ง่ือน
– วนั จนั ทร์หน้ำ วนั องั คำรหน้ำ วนั พธุ หน้ำ…..
– สปั ดำห์หน้ำ เน็กซ์วีค สปั ดำห์ถดั ไป
2.ใช้เอือ ล้อเลียนวำ่ วำงแผนล่วงหน้าหรือคดิ ไว้ล่วงหน้าเป็ นสวนสนกุ ณ บดั นนั้
เลย .
เชน่ เขียง เขำวำ่ กนั วำ่ หลงั เย้ย วนั นีเ้ยน็ วนั นี ้บินดทู ีวีกนั ค...้น้ คนท่ีชอบไมช่ อบจะดู
ย้อนหลงั เพื่อนเรำถำมจะกล้ำดทู ีวีเลน่ เลยวำ่ ...
ฉนั จะดCู hin Jang คนื นี ้
ต้องดชู ินจงั คืนนี ้
กำรตอบแบบนีจ้ ะเป็นไปได้ไหมที่จะบอกวำ่ จะเ้ี ขีย...
ฉนั จะไปโรงเรียนพรุ่งนี ้
3. น่ีเพ่อื ดูรูปภาพคาม่นใช้ส่ญญานนั่ คือสญั ญำวำ่ ได้จะทำอยำ่ งโน้นไมท่ ำอยำ่ งนี ้
หรือใช้ข่มขู่ก็ได้
คำปณิธำน
ฉนั จะร่กคณุ เทำ่ นนั้
แอ๊บเทำ่ นนั้
We ……………to see grandmother this weekend.
= are going
When ……. supper be ready?
= do
Be going to
I can use be going to talk about plans.
การใช้ be going to am
is
หลกั การใช ้ be going to จะใชใ้ นกรณีทเ่ี ป็ นเรอ่ื งทไี่ ดต้ ดั สนิ ใจมาแลว้ กอ่ นทจี่ ะมาบอกกลา่ วกนั are
ณ ตอนนี้ และใชใ้ นการคาดเดาสง่ิ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ โดยมสี ถานการณ์แวดลอ้ มประกอบ
โครงสร้างประโยค
I
He, She, It, A cat
You, We, They, Cats
หลกั การใช้ Be going to มดี งั นี้
1. ใช้บอกกล่าวเร่ืองราวต่างๆท่ไี ด้ตดั สินใจมาแล้ว ก่อนทีจ่ ะมาพูดคุยกนั ณ ตอนนี้
ความหมายก็ตรงตามนนี้ ะครับ อะไรกต็ ามแตท่ เ่ี ราๆทา่ นๆไดค้ ดิ ไวล้ ว่ งหนา้ แลว้ เวลาทเ่ี ราพดู คยุ
กนั เราก็ใช ้ be going to นแ่ี หละบอกกลา่ ว เชน่
พรงุ่ นวี้ นั เสาร์ เรากค็ ดิ ไวแ้ ลว้ วา่ จะไปดหู นัง ถา้ มใี ครมาถามวา่ พรงุ่ นค้ี ณุ จะทาอะไร เรากต็ อบวา่
จะไปดหู นัง โดยใชโ้ ครงสรา้ งแบบนแ้ี หละในการสนทนา ดตู วั อยา่ ง
2. ใช้คำดเดำวำ่ เหตกุ ำรณ์นนั้ จะเกิดขนึ ้ ในอนำคตแนน่ อน โดยมีสภำพแวดล้อม
ประกอบกำรคำดเดำ ไมใ่ ชท่ กึ ทกั เอำเอง
กำรใช้ be going to ในกำรคำดเดำจะต้องมีเค้ำ มีลำงให้เรำคำดเดำวำ่ จะเกิดขนึ ้
แนๆ่ เช่น มีก้อนเมฆดำทะมนึ ลมพำยแุ รงขนึ ้ เรำกค็ ำดเดำได้วำ่ ฝนกำลงั จะตก
แนน่ อน
Look at the dark clouds. It’s going to rain. Let’s go.
มองไปท่ีก้อนเมฆดำๆซิ ฝนกำลงั จะตกแล้ว ไปกนั เถอะ (ดจู ำกก้อนเมฆ)
1 Sutee____________ (marry) a very rich woman.
= ‘s going to marry
They____________ (have) two boys.
= re going to have
(you/stay/in a luxury hotel?)
= Are you going to stay in a luxury hotel?