ก คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการพัฒนาหลักสูตร กลุ่มวิชาชีพครู หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการรวบรวมและสรุป ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรของไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งรายงานฉบับนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับ ๑.สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย ประกอบด้วย สภาพปัจจุบันของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สภาพปัจจุบันของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) สภาพปัจจุบันของหลักสูตรการอาชีวศึกษา สภาพปัจจุบันของ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๒.สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศ ไทย ประกอยด้วย สภาพปัญหาหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สภาพปัญหาหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) สภาพปัญหาหลักสูตร การอาชีวศึกษา สภาพปัญหาหลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๓.แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบด้วย แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรการอาชีวศึกษา แนวโน้มการพัฒนา หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) และสรุปผลการศึกษา ทั้งนี้ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการพัฒนาหลักสูตร จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและต้องการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร ของไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ไม่มากก็น้อย และอาจจะเป็นแนวนางการศึกษารายวิชาการพัฒนา หลักสูตรได้อีกด้วย นางสาวอามีรา แวสือนิ
ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ…………………………………………..…………………………………………………………………………………... ก สารบัญ………………………………………………………..…………………………………………………………………... ข บทนำ………………………………………………………………………………………………………………………………...๑ บทที่ ๑ สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย…………………………………………………………………………….…๒ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐…………………………………………………………………………๒ หลักสูตรแกนกลาง ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐)….……………๙ หลักสูตรการอาชีวศึกษา…………………………………………………………………………………...…….๑๔ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา)……………………………….……๒๔ สรุป……………………………………………………………………………………………………………….….….๓๓ บทที่ ๒ สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย……………………………………………………………..…….…๓๔ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐……………………………………………………………………..…๓๔ หลักสูตรแกนกลางก ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐)….…………๓๕ หลักสูตรการอาชีวศึกษา………………………………………………………………………………………….๓๕ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา)…………………………………….๓๕ สรุป………………………………………………………………………………………………………………….…..๓๖ บทที่ ๓ แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ ๒๑…………………………………………….……………๓๗ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐………………………………………………………………………..๓๗ หลักสูตรแกนกลาง ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐)….…………..๓๗ หลักสูตรการอาชีวศึกษา………………………………………………………………………………………….๓๘ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา)……………………………….……๓๘ สรุป………………………………………………………………………………………………………………………๓๙ สรุป………………………………………………………………………………………………………………………….……….๔๑ บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………..…….…๔๓
๑ บทนำ การศึกษาในประเทศไทย เป็นการศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย โดยภาครัฐจะเข้ามาดูแลโดยตรงและเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษา ปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา สำหรับการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยนั้นได้กำหนดให้พลเมือง ไทยต้องจบการศึกษาอย่างน้อยที่สุดในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และต้องเข้ารับการศึกษาอย่างช้า สุดเมื่ออายุ ๗ ปีซึ่งการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็น ระดับชั้นประถมศึกษา ๖ ปีและมัธยมศึกษา ๖ ปี นอกจากนี้แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐานยังรวมถึง การศึกษาปฐมวัยอีกด้วย ทั้งนี้รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามความ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ส่วนการบริหารและการควบคุมการศึกษา ในระดับอุดมศึกษาจะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นแผนกหนึ่ง ของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับระบบการศึกษาในโรงเรียนของประเทศไทยนั้นจะแบ่งการศึกษา ออกเป็น 4 ช่วงชั้น คือ ช่วงชั้นที่ 1 ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 3 ช่วงชั้นที่ 2 ตั้งแต่ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 - 6 ช่วงชั้นที่ 3 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3) และช่วงชั้นที่ ๔ คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6) โดยในช่วงชั้นที่ 4 นั้น นอกจากจะมีการจัดการศึกษาในสายสามัญแล้ว ยังมีการจัดการศึกษาในสายอาชีพด้วย ซึ่งใน ระดับชั้น ปวช. 1 - 3 นั้น จะเทียบเท่ากับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยนักเรียนที่เลือกสาย สามัญมักมีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาที่เลือกสายอาชีพมักวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การจ้างงานและศึกษาเพิ่มเติม ในปัจจุบันหลักสูตรของไทยแบ่งได้ ๑. หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ๒. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) ๓. หลักสูตรการอาชีวศึกษา ๓.๑ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 ๓.๒ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 ๓.๓ หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ๔. หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา)
๒ บทที่ ๑ สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย ๑. หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่ เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ และการ เรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล • หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการ ตามอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็กตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็ก กับพ่อแม่ เด็กกับ ผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้ การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้ เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่าง เป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตาม ศักยภาพ โดยกําาหนดหลักการ ดังนี้ ๑. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน ๒. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่าง บุคคลและวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย ๓. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย และมีกิจกรรมที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพักผ่อนเพียงพอ ๔. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญา ของ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข ๕. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก ระหว่างสถานศึกษา กับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เด็กปฐมวัย • จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มุ่งสง่เสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่าง ระหว่างบุคคลดังนี้ ๑. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขภาพดี ๒. สุภาพจิตดีและมีความสุข
๓ ๓. มีทักษะชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ๔. มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสารและสนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ • คุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังนี้ ๑. พัฒนาการด้านร่างกาย - ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี - ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน ๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ - มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย ๓. พัฒนาการด้านสังคม - รับรู้และสร้างปฏิสนธิกับบุคคลและสิ่งแวดล้อม - ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย ๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา - สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย - สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว • การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า ๓ ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ จาก ประสบการณ์ตรงได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจสังคมและสติปัญญาสามารถจัดในรูป ของกิจกรรม บูรณาการผ่านการเล่น การอบรมเลี้ยงดู และการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญ ต่อไปนี้ ๑. อบรมเลี้ยงดูเด็กและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นเด็กเป็นสำคัญ ๒. ตระหนักและสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับ ๓. ปฏิบัติตนต่อเด็กด้วยความรักความเข้าใจและใช้เหตุผล ๔. ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างสมดุลครบถ้วนทุกด้าน ๕. ปลูกฝังระเบียบวินัยคุณธรรมและวัฒนธรรม ๖. ชาติภาษาที่เหมาะสมกับความสามารถและการเรียนรู้ของเดก็
๔ ๗. สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก ๘. จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๙. ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ๑๐. ประสานความร่วมมือระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เลี้ยงดูสถานพัฒนาเด็กประถมวัยและ ชุมชน • การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปีควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุเพราะ ช่วงวัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้า ระวังและติดตาม ดูแลอย่าง ใกล้ชิด พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูควรสังเกต พัฒนาการเด็ก โดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลหากพบความผิดปกติต้องรีบพาไปพบแพทย์ หรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อหาทางแก้ไขหรือบําบัดฟื้นฟูโดยเร็ว สำหรับ หลักในการประเมินพัฒนาการมีดังนี้ ๑. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน ๒. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ๓. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มีการสังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการ สนทนาการสัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิด การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก ๔. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขหรือของหน่วยงานอื่น นําผลที่ ได้จากการ ประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสม ตามวัย • การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จะนําหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ที่ มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ควรดำเนินการ ดังนี้ ๑. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูมีความเชื่อ และ วิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแตกต่างกันไปตามแนวความคิด และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ที่ตนเองอยู่อาศัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ฉบับนี้ จะเป็นแนวทางให้ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการ อบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ซึ่งมีข้อแนะนํา ดังนี้
๕ ๑.๑ ศึกษาปรัชญาการศึกษา หลักการ จุดหมาย เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการ พัฒนาเด็ก อย่างมี คุณภาพ ๑.๒ ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและ ส่งเสริมพัฒนาการ เด็ก ปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับวัย ในกรณีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุ แรกเกิด - ๖ ปี ให้ใช้แนวปฏิบัติการอบรม เลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันเป็นกรอบการพัฒนา เด็ก และหากมีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุ ๒ - ๓ ปี ให้ใช้ แนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดู และส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ๑.๓ ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึกการ เจริญเติบโต และ พัฒนาการตามช่วงอายุที่กำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปัญหาพัฒนาการ ที่ล่าช้าหรือความผิดปกติ ที่อาจเกิด ขึ้นกับเด็ก หากพบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อช่วยเหลือ เด็กต่อไป ๑.๔ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเร็วช้า ต่างกัน พ่อแม่หรือผู้ เลี้ยงดูหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเด็ก หรือเลือกปฏิบัติต่อเด็กเฉพาะคน แต่ควรจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริม พัฒนาการด้านที่บกพร่องหรือด้านที่เด็กขาดโอกาสในการ พัฒนา ๒. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี ควรได้รับ การอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว แต่เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจและสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่ มักจะเป็น ครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จึงนําเด็ก ไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนั้น สถานพัฒนา เด็กปฐมวัยแต่ละแห่งควรดำเนินการจัดทำ หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยวางแผนหรือกำหนด แนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ และการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตาม ศักยภาพ ตรงตามปรัชญาการศึกษาและหลักการของ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับพ่อแม่ ครอบครัว บุคลากรทาง สาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหรือผู้สอน คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และชุมชน เพื่อพัฒนา เด็กให้บรรลุ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ๒.๑ การจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรออกแบบและจัดทำบนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย โดยสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ทั้งนี้ กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีดังนี้ ๒.๑.๑ ศึกษา ทำความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และคู่มือหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี รวมทั้งรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยงดู ความต้องการของ พ่อแม่ ผู้ปกครอง วัฒนธรรมความเชื่อของ ท้องถิ่น และความพร้อมของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
๖ ๒.๑.๒ จัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยการกำหนดปรัชญา การศึกษา วิสัยทัศน์ ภารกิจหรือพันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และ กำหนดสาระการเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุ อย่าง กว้างๆ ให้ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน ผ่านประสบการณ์สำคัญที่เด็กใช้ในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการ ศึกษา ปฐมวัยและสาระที่ควรเรียนรู้ ซึ่งอาจต่างกันตามบริบทหรือสภาพแวดล้อมของเด็ก การจัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ และ การประเมินพัฒนาการ โดยสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยอาจกำหนดหัวข้ออื่นๆ ได้ตาม ความเหมาะสมและความจําเป็นของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแต่ละแห่ง ๒.๑.๓ ประเมินหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นขั้นตอนของการ ตรวจสอบหลักสูตร สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แบ่งออกเป็น การประเมินก่อนนํา หลักสูตรไปใช้ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบ คุณภาพของหลักสูตรหลังจากที่ได้ จัดทำแล้ว โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้ใช้หลักสูตร ผู้มีส่วนร่วมในการทำหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ การประเมินระหว่างการดำเนินการใช้ หลักสูตร เป็นการ ประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนําไปใช้ได้ดีเพียงใด ควรมีการปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใด และ การประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็นการ ประเมินเพื่อตรวจสอบหลักสูตรทั้งระบบ หลังจากที่ใช้หลักสูตรครบ แต่ละ ช่วงอายุ เพื่อสรุปผลว่าหลักสูตรที่จัดทำควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะการ อบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญาตามวัยและ ความสามารถของแต่ละบุคคล • จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี มุ่งให้เด็กพัฒนาการตามวัยเต็มตาม ศักยภาพและ มี ความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปจึงกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบ การศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ ๑. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี ๒. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม ๓. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้ อย่างมีความสุข ๔. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
๗ • การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณาการ ผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ร่วมทั้ง เกิด การพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็น รายวิชา โดยมีหลักการจัด ประสบการณ์ แนวทางการจัดประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมประจำวัน ดังนี้ ๑.หลักการจัดประสบการณ์ ๑.๑ จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรอู้ ย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาโดนองค์ รวมอย่างสมดุลและ ต่อเนื่อง ๑.๒ เน้นเด็กเป็นสำคัญสนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่าง บุคคลและบริบทของ สังคมที่เด็กอาศัยอยู่ ๑.๓ จัดให้เดก็ ได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็ก ๑.๔ จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอยา่ งต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่ง ของการจัด ประสบการณ์ พร้อมทั้งนําผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง ๑.๕ ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก ๒.แนวทางการจัดประสบการณ์ ๒.๑ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมอง ให้เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ และระดับพัฒนาการ ๒.๒ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือทำ และ เรียนรู้ผ่านประสาท สัมผัสทั้งห้าเคลื่อนไหว สํารวจ เล่น สังเกต ค้นหา ทดลอง และแก้ปัญหา ด้วยตนเอง ๒.๓ จัดประสบการณ์บูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรมทักษะ และสาระการ เรียนรู้ ๒.๔ จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจลงมือทำและนําเสนอ ความคิดโดยผู้สอน หรือ ผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้อํานวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับเด็ก ๒.๕ จัดประสบการณ์ให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่นและผู้ใหญ่ภายใต้ สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ เรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความสุข และเรียนรู้การทำ กิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ กัน
๘ ๒.๖ จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและ อยู่ในวิถีชีวิตของ เด็ก สอดคล้องกับบริบท สังคม และวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก ๒.๗ จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง พร้อมทั้งสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัยเข้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ๒.๘ จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นใน สภาพจริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ ๒.๙ จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของ เด็กเป็นรายบุคคล นํามาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและวิจัยในชั้น เรียน ๒.๑๐ จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผน การสนับสนุนสื่อ แหล่งเรียนรู้ การเข้าร่วมกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ • การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็ก ต้องนํามาจัดทำสารนิทัศน์ หรือจัดทำข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่าง เป็นระบบ ด้วยการรวบรวมผลงานสำาหรับเด็กเป็น รายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็ก ได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมี ความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นําข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนา ตามจุดหมายของ หลักสูตร อย่างต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ ๑. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ ๒. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทกุด้าน ๓. ประเมินพัฒนาการเดก็ เป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี ๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ ๕. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและนําผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก สำหรับวิธีการ ประเมินที่ เหมาะสม และควรใช้กับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ
๙ ๒. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) จากปัญหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ คณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน จึง ได้ทบทวนและปรับปรุงเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ • หลักการสำคัญ ๑. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้สมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้เป็นเป้าหมายของการจัดกระบวนการเรียนรู้ทกุกลุ่มสาระ การ เรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยส่งเสริมให้เรียนรู้จากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ การได้ สัมผัสสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์และธรรมชาติ ลงมือปฏิบัติจริง ฝึกให้คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น รักการอ่าน และใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง ๒. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปี ของ แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้ครูผู้สอนมองเห็นผลคาดหวังที่ต้องพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้มี ความรู้ ความสามารถ และทักษะที่สำคัญของแต่ละชั้นปี และต่อเนื่องจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การจัดทำ สาระการเรียนรู้ การกําาหนดเนื้อหา การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียน การสอนและการวัด ประเมินผลการเรียนรู้ จะต้องสะท้อนคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานการ เรียนรู้ และตัวชี้วัด ที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพ ผู้เรียนและเทียบโอนผลการเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ๓. การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้เอง มีส่วนร่วมในการสร้างผล การเรียนรู้ที่มีความหมายแก่ตนเองผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และจัดประสบการณ์ การเรียนรอู้ ย่างเป็นระบบ เน้นประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดแก่ผู้เรียนและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลพัฒนาผู้เรียนจนเต็มศักยภาพ ตามความถนัดและความสนใจเป็นรายบุคล ๔. การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปี จะต้องใช้ กระบวนการการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการคิด กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการทางสังคม กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการ ปฏิบัติ กระบวนการพัฒนาค่านิยม กระบวนการบูรณาการ ฯลฯ กระบวนการที่ผู้สอนต้องฝึกฝนให้ ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และพัฒนาตนเองจนบรรลุมาตรฐาน การเรียนรู้ของหลกั สูตรอย่างมี ประสิทธิภาพ ๕. ผู้สอนต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน แล้วจึงเลือกใช้วิธี สอนและเทคนิคการสอน สื่อ แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือ และวิธีการวัดและประเมินผล ที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนา ผู้เรียนไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มตาม
๑๐ ศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 4-30) จึงได้กำหนดส่วนประกอบสำคัญ ของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ได้แก่ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการวัดประเมินผล ซึ่งมีความสัมพันธ์ กันเป็นระบบ ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการเรียนรู้ ตลอดชีวิต • จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และประกอบอาชีพจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ มีศักยภาพในการศึกษาต่อ จึงกำหนดเป็น จุดหมายเพื่อให้ เกิดกับ ผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ มีคุณธรรม ๑. เห็นคุณค่าของตนเองมีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ ตน นับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสารการคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ ชีวิต มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย ๓. มีความรักชาติ ๔. มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตาม ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและ ภูมิ ปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดี งามใน สังคม และอยู่ ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข • คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถ อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ ๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๒. ซื่อสัตย์สุจริต ๓. มีวินัย ๔. ใฝ่เรียนรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๖. มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. รักความเป็นไทย
๑๑ ๘. มีจิตสาธารณะนอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพงึประสงค์เพิ่มเติม ให้สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง • มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกําหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ ๑. ภาษาไทย ๒. คณิตศาสตร์ ๓. วิทยาศาสตร์ ๔. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ๕. สุขศึกษาและพลศึกษา ๖. ศิลปะ ๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี ๘. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ พัฒนา คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึง ประสงค์ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้น มาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไก สำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐาน การเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการ อะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการ ประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมิน คุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐาน การเรียนรู้ กำหนดเพียงใด • โครงสร้างเวลาเรียน การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานและเพิ่มเติมสถานศึกษาสามารถดำเนินการดังนี้ ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ ตามความ เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำาหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนด ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไป ตามที่กำหนดและสอดคล้องกับเกณฑ์การจบหลักสูตร สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาให้จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมหรือ
๑๒ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อม จุดเน้นของสถานศึกษาและเกณฑ์ การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๓ สถานศึกษา อาจจัดให้เป็นเวลาสำหรับสาระ การเรียนรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ กิจกรรม พัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ปีละ ๑๒๐ ชั่วโมง และชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ จำนวน ๓๖๐ ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนว กิจกรรม นักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ ระดับประถมศึกษา (ป.ด - ๖) รวม ๖ ปี จำนวน ๖๐ ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑ - ๓) รวม ๓ ปี จำนวน ๔๕ ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๔ - ๖) รวม ๓ ปี จำนวน ๖๐ ชั่วโมง • การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการ คือ การประเมิน เพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียนในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้ บรรลุตาม มาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะ สำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็น เป้าหมายหลักในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศ ที่แสดง พัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ ๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและ สม่ำเสมอในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วม ประเมิน การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมี พัฒนาการความก้าวหน้า ในการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนา ปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็น ข้อมูลให้ผู้สอนใช้ ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้ โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด
๑๓ ๒. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี รายภาค ผลการประเมิน การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน และเป็นการประเมินเกี่ยวกับการ จัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีสิ่งที่ต้องการพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนําผลการเรียน ของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ และระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผลการประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อการปรับปรุง นโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของ สถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา และการรายงานผล การจัดการศึกษาต่อ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการ การศึกษาขั้น พื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน ๓. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่ การศึกษาตามมาตรฐาน การเรียนรู้ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่ การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถ ดำเนินการ โดยประเมินคุณภาพผู้เรียนด้วยวิธีการและเครื่องมือ ที่เป็นมาตรฐานที่จัดท ำและ ดำเนินการ โดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด และหรือหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับ สถานศึกษาในเขต พื้นที่การศึกษา ๔. การประเมินระดับชาติเป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการ เรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เข้ารับ การประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการ เทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่างๆ เพื่อนําไปใช้ใน การวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการ ตัดสินใจในระดับ นโยบายของประเทศ ข้อมูลการประเมินในระดับต่างๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบ ดูแลช่วยเหลือปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลที่จําแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกลุ่มผู้เรียน ที่มีปัญหา ด้านวินัยและพฤติกรรมกลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจ ของสถานศึกษาใน การดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบ ความสำเร็จในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัด และประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ
๑๔ ที่เป็นข้อกําหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือ ปฏิบัติร่วมกัน ๓. หลักสูตรการอาชีวศึกษา ๓.๑ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช ๒๕๖๒ • หลักการของหลักสูตร ๑. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าด้าน วิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตาม กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ เพื่อผลิต และพัฒนากําลังคน ระดับฝีมือให้มีสมรรถนะมีคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถ ประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการ ของสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ ๒. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวางเน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วย การ ปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียน สามารถเทียบ โอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่ง วิทยาการ สถานประกอบการ และ สถานประกอบอาชีพอิสระ ๓. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงาน และองค์กร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ๔. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสถานประกอบการชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การ พัฒนาหลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการ โดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและสอดคล้องกับสภาพ ยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ • จุดหมายของหลักสูตร ๑. เพื่อให้มีความรู้ทักษะและประสบการณ์ในงานอาชีพสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ สามารถ นําไปประยุกต์ใช้ ในการปฏิบัติงานอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพเลือกวิถีการดำรงชีวิตและ การประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมกับตนสร้างสรรค์ความเจริญต่อชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ ๒. เพื่อให้เป็นผู้มีปัญญา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและ การประกอบอาชีพ มีทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะ การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ตลอดจนทักษะการจัดการ สามารถสร้างอาชีพ และพัฒนาอาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ๓. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียนรักงานรัก หน่วยงาน สามารถทำงาน เป็นหมู่คณะได้ดี โดยมีความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น
๑๕ ๔. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามทั้งในการทำงานการอยู่ร่วมกันการต่อต้านความ รุนแรงและ สารเสพติด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว หน่วยงานท้องถิ่นและประเทศชาติ ดำรงตน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิ ปัญญาท้องถิ่น มี จิตสาธารณะและจิตสํานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ ดี ๕. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีมนุษย์สัมพันธ์มีคุณธรรมจริยธรรมและวินัยในตนเองมีสุขภาพ อนามัย ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ เหมาะสมกับงานอาชีพ ๖. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ และโลก ความรักชาติ สํานึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ดำรงรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข • หลักเกณฑ์การใช้ ๑. การเรียนการสอน ๑.๑ การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียน ที่กำหนด และนําผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการ เรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้ ๑.๒ การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้ หลากหลาย รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการ ดําเนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตาม แบบแผน ในขอบเขตสำคัญและบริบทต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำให้คำแนะนําพื้นฐานที่ ต้องใช้ในการ ตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมในบางเรื่อง สามารถประยุกต์ใช้ ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแก้ปัญหาและการปฏิบัติงาน ในบริบท ใหม่ รวมทั้งรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้อื่น ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน ๒. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน การจัดการศึกษาในระบบปกติ ใช้ระยะเวลา ๓ ปีการศึกษา การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้ ๒.๑ ในปีการศึกษาหนึ่งๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น ๒ ภาคเรียนปกติหรือระบบ ทวิภาค ภาคเรียนละ ๑๘ สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวน หน่วยกิตตามที่กำหนด และสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน อาจเปิดสอนภาคเรียนฤดู ร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร
๑๖ ๒.๒ การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการ สอนไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ ๕ วัน ๆ ละ ไม่เกิน ๗ ชั่วโมง โดยกําหนดให้จัดการเรียนการสอน คาบละ ๖๐ นาที ๓. การคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า ๑๐๓ – ๑๑๐ หน่วยกิต การคิดหน่วยกิตถือ เกณฑ์ ดังนี้ ๓.๑ รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ ๑๘ ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึก ปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่า เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน รวมเวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อย กว่า 4 ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน รวมเวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศึกษา 4.1.6 กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ไม่น้อยกว่า 71 หน่วยกิต
๑๗ 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต หน่วยกิต 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) หมายเหตุ ๑. จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตรให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา ๒. การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะเป็นรายวิชาบังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพด้านสมรรถนะ วิชาชีพของสาขาวิชา ซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิต ที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา ๓. สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ หรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐาน การศึกษาวิชาชีพที่ประเภทวิชาสาขาวิชาและสาขางานกำหนด • การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ • การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ๑. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชาครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ละ ประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด ๒. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 ๓. ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
๑๘ ๔. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน” ทุก ภาคเรียน ๓.๒ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช ๒๕๖๓ • หลักการของหลักสูตร ๑. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเพื่อพัฒนากําลังคนระดับเทคนิคให้มี สมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความ ต้องการของตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอิสระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ ๒. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวางเน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วย การปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียนเปิดโอกาสให้ผู้เรียน สามารถเทียบ อนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่ง วิทยาการสถานประกอบการ และสถานประกอบอาชีพอิสระ ๓. เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพมีความรู้เต็ม ภูมิ ปฏิบัติได้จริง มีความเป็นผู้นําและสามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี ๔. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงาน และองค์กร ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ๕. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสถานประกอบการชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การ พัฒนาหลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ • จุดหมายของหลักสูตร ๑. เพื่อให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพมีทักษะด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและงานอาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมหรือ ศึกษาต่อ ในระดับที่สูงขึ้น ๒. เพื่อให้มีทักษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพสามารถบูรณาการความรู้ ทักษะ จากศาสตร์ต่าง ๆ ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ๓. เพื่อให้มีปัญญามีความคิดสร้างสรรค์มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์วางแผนบริหาร จัดการ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ มีทักษะการเรียนรู้
๑๙ แสวงหา ความรู้และ แนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใช้ในการสร้างงานให้สอดคล้องกับ วิชาชีพและ การพัฒนางานอาชีพอย่างต่อเนื่อง ๔. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในงานอาชีพรักงานรักหน่วยงาน สามารถทำงาน เป็นหมู่คณะได้ดีมีความภาคภูมิใจในตนเองต่อการเรียนวิชาชีพ ๕. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทั้ง ร่างกาย และจิตใจ เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในอาชีพนั้น ๆ ๖. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติดทั้งในการ ทำงาน การอยู่ร่วมกัน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว องค์กร ท้องถิ่นและประเทศชาติ อุทิศตนเพื่อ สังคม เข้าใจและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นตระหนักในปัญหาและ ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ๗. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดย เป็นกําลังสำคัญ ในด้านการผลิตและให้บริการ ๘. เพื่อให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ปฏิบัติตนในฐานะ พลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข • หลักเกณฑ์การใช้ ๑. การเรียนการสอน ๑.๑ การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียน ที่กำหนด และ นําผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการ เรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้ ๑.๒ การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้ หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดําเนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตามแบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณา การและประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทางวิชาการ ที่สัมพันธ์กับวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการตัดสินใจวางแผน แก้ปัญหาบริหาร จัดการ ประสานงานและ ประเมินผลการดําเนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่ง ใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน ๒. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน ๒.๑ การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตร กำหนด ใช้ระยะเวลา ๒ ปีการศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอน
๒๐ ปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กำหนด ใช้ระยะเวลาไม่ น้อยกว่า ๒ ปี การศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด ๒.๒ การจัดเวลาเรียนให้ดิวเนินการ ดังนี้ ๒.๒.๑ ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น ๒ ภาคเรียนปกติ หรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ ๑๘ สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียน และจำนวนหน่วยกิตตามที่กำหนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิด สอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร ๒.๒.๒ การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน เปิดทำการสอนไม่ น้อยกว่า สัปดาห์ละ ๕ วัน ๆ ละไม่เกิน ๗ ชั่วโมง โดยกําหนดให้ จัดการเรียนการสอนคาบละ ๖๐ นาทีการคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอด หลักสูตร ไม่น้อยกว่า ๘๓ - ๙๐หน่วยกิต การคิด หน่วยกิต ถือเกณฑ์ดังนี้ ๓.๑ รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย ๑ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ ๑๘ ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๓.๒ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ๒ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หรือ ๓๖ ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๓.๓ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ๓ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หรือ ๕๔ ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๓.๔ การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน รวมเวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๓.๕ การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการที่ใช้เวลาไม่น้อย กว่า ๔ ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิต 3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๔ ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า 21 หน่วยกิต หมายเหตุ 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ
๒๑ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) • หมายเหตุ ๑. จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตรให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา ๒. การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะจะ เป็น รายวิชาบังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะ วิชาชีพของสาขาวิชา ซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิต ที่กำหนด และ ผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา ๓. สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และ หรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐาน การศึกษาวิชาชีพที่ประเภทวิชาสาขาวิชาและสาขางานกําาหนด • การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
๒๒ • การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ๑. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชาครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ละ ประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากําาหนด ๒. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ๓. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน” ทุก ภาคเรียน ๓.๓ หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ • เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา ๖) เพื่อผลิตและพัฒนากําลังคนในด้านวิชาชีพระดับ ฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเป็น การ ยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้อง กับความต้องการของ ตลาดแรงงาน โดยนําความรู้ ในทางทฤษฎีอันเป็นสากลและภูมิปัญญาไทยมาพัฒนา ผู้รับการศึกษาให้ มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติ และมีสมรรถนะ จนสามารถนําไปประกอบอาชีพในลักษณะผู้ ปฏิบัติหรือผู้ประกอบอาชีพโดยอิสระได้การจัดอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (มาตรา ๙) ให้จัดตามหลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด ดังต่อไปนี้ ๑. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ๒. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ๓. หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี/ ปฏิบัติการ ๔. หลักสูตรเพื่ออาชีพ / ศึกษาต่อ / กลุ่มเฉพาะ • การจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา ๒ ปีการศึกษา การจัดภาคเรียน ให้ ใช้ระบบ ทวิภาค โดยกําหนดให้ ๑ ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ ภาคเรียน และใน ๑ ภาคเรียนปกติ มีระยะเวลาศึกษา ไม่น้อยกว่า ๑๘ สัปดาห์ สำหรับภาคเรียนฤดูร้อน ให้กำหนดระยะเวลาและจำนวน หน่วยกิตให้มีสัดส่วน เทียบเคียงกันได้กับภาคเรียนปกติ การจัดภาคเรียนระบบอื่นให้แสดง รายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้น รวมทั้งการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ใน หลักสูตรให้ชัดเจน • การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน ๑. รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย ไม่น้อยกว่า ๑๘ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต
๒๓ ๒. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการไม่น้อยกว่า ๓๖ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๓. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนามไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๔. การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๕. การฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๖. การทำโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๒ หน่วยกิต จำนวน หน่วยกิต มีจำนวนหน่วยกิตรวมระหว่าง ๗๒ - ๘๗ หน่วยกิต • โครงสร้างหลักสูตร ๑. หมวดวิชาทักษะชีวิต ประกอบด้วยกลุ่มวิชาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการปรับตัว และดำเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่ เห็น คุณค่าของตนและการพัฒนาตน มีความใฝ่รู้ แสวงหาและ พัฒนาความรู้ใหม่ มีความสามารถในการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการจัดการ มีทักษะในการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีคุณธรรม จริยธรรม มนุษย์สัมพันธ์ รวมถึงควาฒรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมไม่น้อยกว่า ๑๕ หน่วยกิต การจัดวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต สามารถทำได้ในลักษณะเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณา การให้ครอบคลมกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชา คณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุ จุดประสงค์ของหมวดวิชาทักษะชีวิต ๒. หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ ประกอบด้วยกลุ่มวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะวิชาชีพ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน จัดการ ประเมินผล แก้ปัญหา ควบคุมงานสอนงาน และพัฒนางาน โดยบูรณาการความรู้และทักษะ ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพรวมไม่น้อย กว่า ๕๑ หน่วยกิต ประกอบด้วย ๔ กลุ่ม ดังนี้ 2.1 กลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะ 2.2 กลุ่มทักษะวิชาชีพเลือก 2.3 ฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ 2.4โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในการกําหนดให้เป็นสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ต้องศึกษากลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะ ในสาขาวิชานั้น ๆ รวมไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต นอกจากนี้กําหนดให้มีโครงการพัฒนา
๒๔ ทักษะวิชาชีพ จำนวน ๖ หน่วยกิต ใน กรณีที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีอาจยกเว้นการฝึก ประสบการณ์ทักษะวิชาชีพได้ ๓. หมวดวิชาเลือกเสรี ประกอบด้วยวิชาที่เกี่ยวกับทักษะชีวิตหรือทักษะวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจเพื่อการประกอบอาชีพ หรือการศึกษาต่อรวมไม่ น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต การยกเว้นการเรียนรายวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ และหมวดวิชาเลือก เสรี สามารถทำได้โดยการเทียบโอนผลการเรียน หรือโดยการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เข้าสู่ หน่วยกิตตาม หลักสูตร ตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด • การวัดผลและประเมินผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา ๑. การวัดผลและประเมินผลการเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการ จัด การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ๒. การสำเร็จการศึกษา ต้องได้จำนวนหน่วยกิตสะสมครบถ้วนตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ใน หลักสูตร และได้คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ จากระบบ ๔ ระดับคะแนน และผ่านการประเมิน มาตรฐานวิชาชีพ การให้ปริญญาตรีเกียรตินิยมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด ๔. หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๓๔ กําหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับ ความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของ ชาติ โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อใช้เป็นกลไก ระดับกระทรวง ระดับคณะกรรมการการอุดมศึกษา และระดับหน่วยงาน เพื่อนําไปสู่การกำหนด นโยบายของ สถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาการอุดมศึกษาต่อไป อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนําของ คณะกรรมการการอุดมศึกษาในคราวประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๙ จึงประกาศมาตรฐานการอุดมศึกษาไว้ดังต่อไปนี้ มาตรฐานการอุดมศึกษา ประกอบด้วย มาตรฐาน ๓ ด้าน ๑๒ ตัวบ่งชี้ ดังนี้ ๑. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต
๒๕ บัณฑิตระดับอุดมศึกษาเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถ ในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อ การดำรงชีวิตในสังคม ได้อย่างมีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความสํานึก และความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองและพลโลก ตัวบ่งชี้ ๑.๑ บัณฑิตมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตน สามารถเรียนรู้ สร้าง และประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง สามารถปฏิบัติงานและสร้างงาน เพื่อพัฒนาสังคม ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ๑.๒ บัณฑิตมีจิตสํานึกดำรงชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม ๑.๓ บัณฑิตมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแลเอาใจใส่ รักษา สุขภาพของตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม ๒. มาตรฐานด้านการบริหารจัดการการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการ อุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล และพันธกิจของการอุดมศึกษาอย่างมีดุลย ภาพ ก. มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของการบริหารการอุดมศึกษา มีการบริหาร จัดการการอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงความหลากหลายและ ความเป็นอิสระทางวิชาการ ตัวบ่งชี้ (๑) มีการบริหารจัดการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความยืดหยุ่น สอดคล้อง กับความต้องการที่หลากหลายของประเภท สถาบันและสังคม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีอิสระ ทางวิชาการ (๒) มีการบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลคล่องตัว โปร่งใสและ ตรวจสอบได้ มีการจัดการศึกษาผ่านระบบและวิธีการต่าง ๆ อย่าง เหมาะสมและคุ้มค่าคุ้มทุน (๓) มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อนําไปสู่การพัฒนาคุณภาพและ มาตรฐานการอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๒๖ ข. มาตรฐานด้านพันธกิจของการบริหารการอุดมศึกษาการดําเนินงาน ตามพันธกิจของการ อุดมศึกษาทั้ง ๔ ด้าน อย่างมีดุลยภาพ โดยมีการประสาน ความร่วมมือรวมพลังจากทุกภาคส่วนของชุมชน และสังคมในการจัดการความรู้ ตัวบ่งชี้ (๑) มีหลักสูตรและการเรียน การสอนที่ทันสมัย ยืดหยุ่น สอดคล้อง กับ ความต้องการที่ หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา คุณภาพผู้เรียนแบบผู้เรียนเป็น สำคัญ เน้นการเรียนรู้และการสร้างงานด้วยตนเอง ตามสภาพจริงใช้การวิจัยเป็น ฐาน มีการประเมินและใช้ผลการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน และการ บริหารจัดการหลักสูตรตลอดจนมีการบริหารกิจการนิสิตนักศึกษาที่ เหมาะสม สอดคล้องกับหลักสูตรและการเรียนการสอน (๒) มีการวิจัยเพื่อสร้างและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นการขยาย พรมแดนความรู้และ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตามศักยภาพของ ประเภทสถาบัน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ประกาศตามที่มาตรา ๓๔ แห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ กําหนดให้ คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอ มาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับ ความต้องการของสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศ ทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการ จัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐาน สถาบันอุดมศึกษา เพื่อนําไปสู่การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มสถาบัน ที่มีปรัชญา วัตถุประสงค์ และพันธกิจในการจัดตั้งที่แตกต่างกัน เพื่อให้ สถาบันอุดมศึกษาสามารถ จัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๖ แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและ ต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ ของ สังคมและประเทศชาติ (๓) มีการให้บริการวิชาการที่ทันสมัย เหมาะสม สอดคล้องกับความ ต้องการของสังคมตาม ระดับความเชี่ยวชาญของประเภทสถาบัน มีการ
๒๗ ประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของ สังคมและประเทศชาติ (๔) มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูสืบสานพัฒนาเผยแพร่วัฒนธรรมภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในความเป็น ไทย มีการปรับใช้ศิลปะวัฒนธรรมต่างประเทศอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ๓. มาตรฐานด้านการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้ และสังคมแห่ง การเรียนรู้ การแสวงหา การสร้างและจัดการความรู้ตามแนวทาง/หลักการ อันนํา ไปสู่สังคมฐานความรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ ๓.๑ มีการแสวงหา การสร้าง และการใช้ประโยชน์ความรู้ ทั้งส่วนที่เป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่นและประเทศ เพื่อเสริมสร้างสังคมฐานความรู้ ๓.๒ มีการบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักการวิจัย แบบบูรณาการ หลักการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลักการสร้างเครือข่าย และหลักการ ประสานความร่วมมือรวมพลังอันนําไปสู่ สังคมแห่งการเรียนรู้ • เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยที่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้ประกาศใช้มาเป็นระยะเวลา หนึ่ง แล้ว จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว สำหรับการผลิตบัณฑิต ระดับอุดมศึกษาที่ เหมาะสมกับพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็ว โดยมีเจตนารมณ์ให้ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๕๘ รองรับการบริหารจัดการหลักสูตรที่มี ลักษณะที่แตกต่างตามจุดเน้นของสาขาวิชาการ และวิชาชีพต่าง ๆ ตอบสนองการผลิตบัณฑิตให้มี คุณภาพสอดคล้องกับกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ตลาดแรงงาน ความก้าวหน้า ของศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งบริบททางสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบ บริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ โดยคำแนะนําของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ จึงออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๕๘” ดังต่อไปนี้ ๑. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการนี้เรียกว่า“เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรีพ.ศ. ๒๕๕๘”
๒๘ ๒. ให้ใช้ประกาศกระทรวงนี้สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ที่จะเปิดใหม่และ หลักสูตรเก่าที่จะปรับปรุงใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและ เอกชน และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัด จากวัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ๓. ให้ยกเลิก ๓.๑ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญา ตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ๓.๒ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การจัดการศึกษา หลักสูตรระดับ ปริญญา ตรี (ต่อเนื่อง) ของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ๔. ในประกาศกระทรวงนี้ “อาจารย์ประจำ” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รอง ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรนั้น ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตาม พันธกิจของการอุดมศึกษา และปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา สำหรับอาจารย์ประจำที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าใหม่ตั้งแต่เกณฑ์มาตรฐานนี้ เริ่มบังคับใช้ ต้องมี คะแนนทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศ คณะกรรมการ การอุดมศึกษา เรื่อง มาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษของอาจารย์ประจำ “อาจารย์ประจำ หลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจำที่มีคุณวุฒิตรงหรือ สัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตรที่เปิดสอน ซึ่งมีหน้าที่สอนและค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาดังกล่าว ทั้งนี้ สามารถเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรหลาย หลักสูตรได้ในเวลาเดียวกัน แต่ต้องเป็นหลักสูตร ที่อาจารย์ผู้นั้นมีคุณวุฒิตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชา ของหลักสูตร “อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจำหลักสูตรที่มี ภาระหน้าที่ใน การบริหารและพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ตั้งแต่การวางแผน การควบคุมคุณภาพ การ ติดตามประเมินผลและการพัฒนาหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องอยู่ประจำหลักสูตรนั้น ตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษา โดยจะเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเกินกว่า ๑ หลักสูตรในเวลา เดียวกันไม่ได้ยกเว้น พหุวิทยาการ หรือสหวิทยาการ ให้เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้ อีกหนึ่ง หลักสูตร และอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรสามารถซ้ำได้ไม่เกิน ๒ คน “อาจารย์พิเศษ” หมายถึง ผู้สอนที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำ ๕. ปรัชญา และวัตถุประสงค์ มุ่งให้การผลิตบัณฑิตมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาระดับ อุดมศึกษาของ ชาติ ปรัชญาของการอุดมศึกษา ปรัชญาของสถาบันอุดมศึกษา และมาตรฐาน วิชาการและวิชาชีพที่ เป็นสากล ให้การผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาอยู่บนฐานความเชื่อว่า กําลังคนที่มีคุณภาพต้องเป็น บุคคลที่มีจิตสํานึกของความเป็นพลเมืองดีที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม และมีศักยภาพในการพึ่งพา ตนเองบนฐานภูมิปัญญาไทย ภายใต้กรอบศีลธรรมจรรยาอันดีงาม เพื่อนําพาประเทศสู่การพัฒนาที่ ยั่งยืนและทัดเทียมมาตรฐานสากล
๒๙ ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับส่งเสริมกระบวนการผลิตบัณฑิตที่เน้นการพัฒนา ผู้เรียนให้มี ลักษณะของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้กระแสโลกา ภิวัตน์ ที่มีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสามารถในการ ปฏิบัติงานได้ตามกรอบ มาตรฐานและจรรยาบรรณที่กำหนด สามารถสร้างสรรค์งานที่เกิดประโยชน์ ต่อตนเองและสังคม ทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล โดยแบ่ง หลักสูตรเป็น ๒ กลุ่ม ดังนี้ ๕.๑ หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ แบ่งเป็น ๒ แบบ ได้แก่ ๕.๑.๑ หลักสูตรปริญญาตรีทาง วิชาการที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรอบรู้ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติเน้นความรู้และทักษะด้านวิชาการ สามารถนําความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างสร้างสรรค์ ๕.๑.๒ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งเป็นหลักสูตร ปริญญาตรีสำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถระดับสูง โดยใช้หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่แล้ว ให้รองรับศักยภาพ ของผู้เรียน โดยกําหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่ปิด สอนอยู่แล้ว และสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ทำวิจัยที่ลุ่มลึกทางวิชาการ ๕.๒ หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ แบ่งเป็น ๒ แบบ ได้แก่ ๕.๒.๑ หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิต ให้มีความรอบรู้ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เน้นความรู้ สมรรถนะและทักษะด้าน วิชาชีพ ตามข้อกําหนดของมาตรฐานวิชาชีพ หรือมีสมรรถนะและทักษะด้านการ ปฏิบัติเชิงเทคนิคในศาสตร์สาขาวิชานั้น ๆ โดยผ่านการฝึกงานในสถาน ประกอบการ หรือสหกิจศึกษา ๆ หลักสูตรแบบนี้เท่านั้นที่จัดหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ได้ เพราะมุ่งผลิตบัณฑิต ที่มีทักษะการปฏิบัติการอยู่แล้ว ให้มีความรู้ด้าน วิชาการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงเพิ่มเติม หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ปริญญาตรี และ จะต้องสะท้อนปรัชญา และเนื้อหาสาระของหลักสูตรปริญญาตรีนั้น ๆ โดยครบถ้วน และให้ระบุคําว่า “ต่อเนื่อง” ในวงเล็บต่อท้ายชื่อหลักสูตร ๕.๒.๒ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ซึ่งเป็น หลักสูตรสำหรับ ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ สมรรถนะทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการขั้นสูง โดยใช้ หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่แล้ว ให้รองรับ ศักยภาพของผู้เรียน โดยกําหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาใน ระดับ บัณฑิตศึกษาที่เปิดสอน อยู่แล้ว และทำวิจัยที่ลุ่มลึกหรือได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงใน หน่วยงาน องค์กร หรือสถาน ประกอบการ
๓๐ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการหรือทางวิชาชีพ หรือ ปฏิบัติการ ต้องมีการเรียนรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต ๖. ระบบการจัดการศึกษา ใช้ระบบทวิภาค โดย ๑ ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ ภาค การศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษา ปกติมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๕ สัปดาห์ สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดการศึกษาภาคฤดูร้อน ให้กำหนดระยะเวลาและจำนวนหน่วยกิตโดย มี สัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับการศึกษาภาคปกติ สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบไตรภาค หรือระบบ จตุรภาค ให้ถือ แนวทางดังนี้ ระบบไตรภาค ๑ ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น ๓ ภาคการศึกษาปกติ ๑ ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ สัปดาห์ โดย ๑ หน่วยกิตระบบไตรภาค เทียบได้กับ ๑๒/๑๕ หน่วยกิตระบบ ทวิภาค หรือ ๔ หน่วยกิตระบบทวิภาค เทียบได้กับ ๕ หน่วยกิตระบบไตรภาค ระบบจตุรภาค ๑ ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น ๔ ภาคการศึกษาปกติ ภาคการศึกษาปกติ มีระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๐ สัปดาห์ โดย ๑ หน่วยกิตระบบจตุรภาค เทียบได้กับ ๑๐/๑๕ หน่วยกิต ระบบทวิภาค หรือ ๒ หน่วยกิตระบบทวิภาค เทียบได้กับ ๓ หน่วยกิตระบบจตุรภาค สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ ระบบการศึกษานั้น รวมทั้ง รายละเอียดการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ใน หลักสูตรให้ชัดเจนด้วย ๗. การคิดหน่วยกิต ๗.๑ รายวิชาภาคทฤษฎี ที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหาไม่น้อยกว่า ๑๕ ชั่วโมงต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ ๙ หน่วยกิตระบบทวิภาค ๗.๒ รายวิชาภาคปฏิบัติ ที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่า ๓๐ ชั่วโมง ต่อภาค การศึกษา ปกติ ให้มีค่าเท่ากับ ๙ หน่วยกิตระบบทวิภาค ๗.๓ การฝึกงานหรือการฝึกภาคสนาม ที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่า ๔๕ ชั่วโมง ต่อภาค การศึกษา ปกติ ให้มีค่าเท่ากับ ๙ หน่วยกิตระบบทวิภาค
๓๑ ๗.๔ การทำโครงงานหรือกิจกรรมการเรียนอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ที่ใช้เวลาทำ โครงงาน หรือกิจกรรมนั้น ๆ ไม่น้อยกว่า ๔๕ ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ ๑ หน่วยกิตระบบทวิภาค ๘. จำนวนหน่วยกิตรวมและระยะเวลาการศึกษา ๘.๑ หลักสูตรปริญญาตรี (๔ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า ๑๒๐ หน่วย กิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน ๔ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลาและไม่เกิน ๑๒ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา ๘.๒ หลักสูตรปริญญาตรี (๕ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า ๑๕๐ หน่วย กิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน ๑๐ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็ม เวลา และไม่เกิน ๑๕ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา ๘.๓ หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า ๕ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า ๑๘๐ หน่วยกิต ใช้เวลาศึกษาไม่เกิน ๑๒ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน ๑๘ ปี การศึกษาสำหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา ๘.๔ หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า ๗๒ หน่วย กิต ใช้ เวลาศึกษาไม่เกิน ๔ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน ๕ ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลาทั้งนี้ให้นับเวลาศึกษาจากวันที่เปิดภาค การศึกษาแรกที่รับเข้าศึกษาในหลักสตูรนั้น ๙. โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วยหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือก เสรี โดยมีสัดส่วนจำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชา ดังนี้ ๙.๑ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง หมวดวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ให้มีความรอบรู้อย่างกว้างขวางเข้าใจ และเห็นคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ ใส่ใจต่อความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งพัฒนาตนเองอย่าง ต่อเนื่อง ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม พร้อมให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และเป็นพลเมืองที่ มีคุณค่าของสังคมไทยและสังคมโลก สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดวิชาศึกษาทั่วไปในลักษณะจําแนกเป็นรายวิชา หรือ ลักษณะบูรณาการใด ๆ ก็ได้ โดยผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมสาระของกลุ่มวิชา สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ภาษาและกลุ่มวิชา วิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ในสัดส่วน ที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป โดยให้มีจำนวนหน่วยกิตรวม ไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต อนึ่ง การจัดวิชาศึกษาทั่วไปสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) อาจได้รับการ ยกเว้นรายวิชาที่ได้ ศึกษามาแล้วในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือ ระดับอนุปริญญา ทั้งนี้จำนวนหน่วยกิตของรายวิชาที่ ได้รับการยกเว้นดังกล่าว เมื่อนับรวม
๓๒ กับรายวิชาที่จะศึกษาเพิ่มเติมในหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ต้องไม่ น้อยกว่า ๓๐ หน่วย กิต ๙.๒ หมวดวิชาเฉพาะ หมายถึง วิชาแกน วิชาเฉพาะด้านวิชาพื้นฐานวิชาชีพ และ วิชาชีพที่มุ่งหมายให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติงานได้ โดยให้มีจำนวน หน่วย กิตรวม ดังนี้ ๙.๒.๑ หลักสูตรปริญญาตรี (๔ ปี) ทางวิชาการ ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวด วิชาเฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า ๗๒ หน่วยกิต ๙.๒.๒ หลักสูตรปริญญาตรี (๔ ปี) ทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ให้มี จำนวน หน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า ๗๒ หน่วยกิต โดยต้องเรียนวิชา ทาง ปฏิบัติการตามที่มาตรฐานวิชาชีพ กำหนด หากไม่มีมาตรฐานวิชาชีพกำหนดต้อง เรียน วิชาทางปฏิบัติการไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยกิต และทาง ทฤษฎีไม่น้อยกว่า ๒๔ หน่วยกิต หลักสูตร (ต่อเนื่อง) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะ รวมไม่น้อยกว่า ๔๒ หน่วยกิต ในจำนวนนั้นต้องเป็นวิชาทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า ๑๔ หน่วยกิต กว่า ๔๐ หน่วยกิต ๙.๒.๓ หลักสูตรปริญญาตรี (๕ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะ รวมไม่น้อย ๙.๒.๔ หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า ๕ ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวด วิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า ๑๐๘ หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดหมวดวิชา เฉพาะในลักษณะ วิชาเอกเดี่ยว วิชาเอกคู่ หรือวิชาเอกและวิชาโทก็ได้ โดยวิชาเอก ต้องมีจำนวนหน่วยกิต ไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต และวิชาโทต้องมี จำนวหน่วยกิต ไม่น้อยกว่า ๑๕ หน่วยกิต ในกรณี ที่จัดหลักสูตรแบบวิชาเอกคู่ต้องเพิ่มจำนวน หน่วยกิตของ วิชาเอกอีกไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต และให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่ น้อยกว่า ๑๕๐ หน่วยกิต สำหรับหลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้า ผู้เรียนต้องเรียน วิชาระดับบัณฑิตศึกษาในหมวดวิชาเฉพาะไม่น้อยกว่า ๑๒ หน่วยกิต ๙.๓ หมวดวิชาเลือกเสรี หมายถึง วิชาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ตามที่ ตนเองถนัด หรือสนใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตร ระดับ ปริญญาตรีโดยให้มีจำนวนหน่วย กิตรวมไม่น้อยกว่า ๕ หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจยกเว้นหรือเทียบโอนหน่วยกิตรายวิชาในหมวด วิชาศึกษา ทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือกเสรี ให้กับนักศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถที่ สามารถวัดมาตรฐานได้ ทั้งนี้นักศึกษาต้องศึกษาให้ครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ใน เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญา
๓๓ เข้าสู่การศึกษาในระบบ และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการเทียบโอนของสำนกงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา ๑๐.เกณฑ์การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนด เกณฑ์การวัดผล เกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละรายวิชา และเกณฑ์การ สำเร็จ การศึกษา ตามหลักสูตร โดยต้องเรียนครบตามจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และต้องได้ระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐ จากระบบ ๔ ระดับคะแนนหรือเทียบเท่า จึงถือว่า เรียนจบหลักสูตรปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบการวัดผลและการสำเร็จการศึกษาที่แตกต่าง จากนี้จะต้อง กําหนดให้มีค่าเทียบเคียงกันได้ สรุป หลักสูตรการศึกษาของชาติที่ใช้ในปัจจุบัน คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน และมีตัวชี้วัดชั้นปีไว้ ช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าจะสอนให้ผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้ รวมทั้งเพื่อการ ตรวจสอบความรู้ความสามารถของ ผู้เรียนเป็นระยะจนจบการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้น พื้นฐาน ประกอบด้วย ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ หลักสูตรฉบับนี้พัฒนามาจากหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งคงหลักการและกรอบโครงสร้างหลักสูตรไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้ปรับปรุง มาตรฐาน การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และสาระ ภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กล่าวได้ว่า หลักสูตรที่กำหนด มาตรฐาน การเรียนรู้เป็นผลลัพธ์การพัฒนานี้มีการใช้มาแล้วถึง ๒๐ ปี หลักสูตรไทยในปัจจุบัน ยังคงรูปแบบที่เน้นความสำคัญของการศึกษาที่เน้นเนื้อหาในเชิง ปริมาณและครอบคลุม โดยที่นักเรียนต้องศึกษาเล่าเรียนตามที่หลักสูตรต่าง ๆ กำหนดเอาไว้ ซึ่งจะสามารถทำให้นักเรียนมี ความรู้ที่จําเป็นและมากพอที่จะไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตทั้งที่ นักเรียนสนใจเอง และเป็นที่ต้องการของ ตลาดหรือสังคมไทยและสังคมโลกได้ โดยที่หลักสูตรต่าง ๆ จะตอบสนองให้กับผู้เรียนในรูปแบบที่ต่างกันไปตามความสนใจ ต้องอาศัยครูและบุคลากรเป็นผู้นํา หลักสูตรไปใช้ขับเคลื่อนกระบวนการและประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน
๓๔ บทที่ ๒ สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย ๑. สภาพปัญหาของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๑. การขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเนือง จาก ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการที่สำคัญตาม ช่วงวัยของ เด็ก จึงมีความคาดหวังที่ต้องการให้เด็กอ่านออกเขียนได้ จึงส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มี ระบบการสอนแบบ “เร่งเรียนเขียนอ่าน” นอกจากนี้การใช้สื่อเทคโนโลยีในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น ไอแพต โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรทัศน์ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กมีความบกพร่องในการเรียนรู้ มากยิ่งขึ้น ๒. การมีขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาปฐมวัยของครูผู้บริหารและ สถานศึกษา การขาดแคลนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้าน สติปัญญาที่ เหมาะสมกับวัย จึงทำให้ครูเน้นให้เด็กอ่านเขียนมากกว่าวัย และเน้นการสอนที่มีลักษณะ ให้เด็กท่องจำมากกว่าทักษะด้านการคิด การตัดสินใจในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาบางส่วน บริหารงานเพื่อชื่อเสียงของ โรงเรียนจึงเตรียมความพร้อมของเด็ก เพื่อการสอบแข่งขันมากกว่า การศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก รวมถึงปัญหาสถานศึกษาไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง จึงทำให้เกิดการเรียน เพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ระดับอนุบาล ๓. ระบบการผลิตครูปฐมวัยจากค่านิยมของการเข้ารับราชการที่มีสวัสดิการที่ดีและมีความ มั่นคงใน ชีวิต จึงเกิดความต้องการเพิ่มคุณวุฒิด้านการศึกษาของครูให้สูงขึ้น แต่ระบบการผลิตครูใน ปัจจุบันยังขาดกลไก ในการติดตามและประเมินคุณภาพ เช่น การเปิดรับครูปฐมวัยจำนวนมาก ทำให้ อัตราส่วนระหว่างอาจารย์กับ จำนวนนักศึกษาไม่สอดคล้องกันส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเรียน การสอน เนื่องจากกระบวนการพัฒนาครูปฐมวัยไม่สามารถทำได้ด้วยการบรรยายเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยมาดูแล อย่างใกล้ชิด ๔. การให้ความสำคัญด้านเนื้อหาและการวัดผลมากกว่าการประเมินผลเพื่อพัฒนาหลักสูตร และการวัดผลระดับประถมศึกษาตอนต้น มุ่งเน้นให้เด็กท่องจำ ความรู้จำนวนมากไม่สอดคล้องและ เชื่อมโยงกับ หลักสูตรของการศึกษาปฐมวัยที่เน้นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยคำนึงถึงการ พัฒนาการในทุกด้านอย่างสมดุล ได้แก่ ด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อารมณ์และจิตใจ นอกจากนี้ครู ในโรงเรียนอนุบาล และศูนย์เด็กเล็ก ส่วนใหญ่เน้นการวัดผลด้านความจําโดยขาดการประเมินตาม สภาพความเป็นจริง รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านการศึกษาของรัฐ ใช้หลักเกณฑ์ตัดสิน มากกว่าการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนทำให้ขาดแนวทางในการปรับปรุงผู้เรียนให้ดีขึ้น
๓๕ ๒. สภาพปัญหาของหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) ๑. ปัญหาการใช้หลักสูตรสำหรับผู้บริหารในด้านการวางแผนงานด้านวิชาการการจัด ครูเข้า สอนการจัดทำจัดหาสื่อการเรียนการสอน และเอกสารหลักสูตร การบริการหลักสูตรภายในโรงเรียน การวางแผนให้ครูจัดทำแผนการสอน การนิเทศ และติดตามการใช้หลักสูตร ๒. ปัญหาการใช้หลักสูตรสำหรับครูผู้สอนในด้านการเตรียมการสอนการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน การใช้สื่อการเรียนการสอน ประเภทวัสดุอุปกรณ์ การวัดและประเมินผล ๓. สภาพปัญหาของหลักสูตรอาชีวศึกษา ผู้เข้าเรียนในการอาชีวศึกษาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรหลักสูตรก่อนถึงระดับ ปวช. คือระดับ มัธยมต้น หรือการศึกษาผู้ใหญ่เป็นการปูพื้นฐานความรู้ระดับต่ำ เช่น อ่าน สะกดคําไม่ได้ ขาด ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ เมื่อมาเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษาจึงเกิดปัญหา แม้ครูจะ เตรียมการสอนดีอย่างไร ผู้เรียนไม่สามารถต่อยอดความรู้ได้ เพราะพื้นฐานความรู้ไม่ดีเพียงพอ ๔. สภาพปัญหาของหลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๑. ขาดแคลนอาจารย์ประจำที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์โดยเฉพาะสาขาวิชาที่มีความ ต้องการมากทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม ๒. อุดมศึกษามุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการละเลยคุณธรรมจริยธรรมการบริการวิชาการ แก่ สังคม ๓. มหาวิทยาลัยมักเลียนแบบต่างประเทศโดยไม่เข้าใจหลักการและเป้าหมายที่แท้จริงของ หลักการที่เลียนแบบ ๔. การเรียนการสอนยังเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติเน้นความรู้มากกว่าการนําไปใช้ ๕. การตื่นตัวทางการวิจัยมุ่งการกําหนดให้เลื่อนตำแหน่งทางวิชาการซึ่งเน้นการวิจัยมาก เกินไปจนทำให้ลดความสำคัญด้านการสอน ๖. กลุ่มผู้บริหารอุดมศึกษามีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง ๗. งบประมาณในการพัฒนาการศึกษาระดับนี้ก็ยังมีไม่เพียงพอ
๓๖ สรุป เนื่องจากหลักสูตรในไทยยังเป็นหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนามายังไม่สามารถตอบโจทย์ ได้อย่าง แท้จริงทั้งในเรื่องของผู้เรียน ซึ่งต้องแบกรับความรู้ในปริมาณ ที่มากจนเกินความจําเป็นหรือ เกินกว่าที่ช่วงวัยหนึ่ง ๆ จะสามารถรับได้ และในส่วนของเวลาเรียนซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่เยาวชนจะ ยังคงมีสมาธิ และสนใจ เนื้อหาที่ต้องศึกษาได้ ซึ่งในสภาพปัจจุบัน เป้าหมายและศูนย์กลางของการ พัฒนาที่แท้จริง ไม่ได้เฉพาะเจาะจงมาที่ผู้เรียน แต่ยังคงมีเป้าหมายอยู่ที่ครูหรือผู้สอน ทำให้หลักสูตร ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อผู้เรียน รวมทั้งความต้องการของสังคมไทย และสังคมโลกซึ่งมีความ เปลี่ยนแปลงไปโดยที่เป็นยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ได้รับความนิยมและมีความรุ่งเรืองมาก ทำให้หลักสูตรต้องได้รับการพัฒนาต่อไป
๓๗ บทที่ ๓ แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ ๒๑ ๑. หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๑. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส ได้รับบริการอย่างทั่วถึง ๒. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็กซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมี การปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่ม สาวในเรื่องการวางแผนครอบครัว ๓. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจใน การ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกาย และจิตใจ ๔. ส่งเสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การเรียนการสอน และวิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ๕. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียน ที่มี ผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย ๖. รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม ๗. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหาองค์กรกลุ่ม บุคคล หรือครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์ ๘. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น ๙. พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ ผู้สูงอายุใน การเลี้ยงดูเด็ก ๒. หลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) ๑. ด้านหลักสูตรและการนําหลักสูตรไปใช้ ๑.๑ ส่งครูไปอบรมหลักสูตรให้ครบทุกคน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ ๒. ด้านการจัดการเรียนการสอน ๒.๑ ปรับปรุง และพัฒนาครูผู้สอนที่มีอยู่ให้เกิดความชํานาญในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ
๓๘ ๒.๒ ครูต้องศึกษา เอกสารหลักสูตร วิธีสอน เตรียมสื่อ และแผนการสอนเป็นตัวช่วย ให้มากขึ้น ๓. ด้านสื่อการเรียนการสอน ๓.๑ ควรจัดสรรงบประมาณในการซื้อสื่อเพิ่มให้มากขึ้น จัดให้มีการอบรมการผลิต สื่อ และการใช้สื่อการสอน ๓. หลักสูตรอาชีวศึกษา การจัดการอาชีวศึกษามุ่งเน้นการพัฒนากําลังคนด้านวิชาชีพระดับฝีมือระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเพื่อยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นและสอดคล้องกับความ ต้องการ ของตลาดแรงงาน การพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษาจึงต้องยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและควาต้องการ ของงานอาชีพตามระดับคุณวุฒิวิชาชีพด้วย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาคนเข้าสู่อาชีพ คือ ๑. อาชีพนั้นมีข้อมูลความต้องการที่ชัดเจนว่านักเรียนนักศึกษาที่จะผลิตหรือพัฒนานี้จะเข้า ไปทำงาน ในส่วนใดและระดับใดของกลุ่มอาชีพหรืออาชีพที่กำหนด ตำแหน่งงานนั้นต้องการคนมี คุณลักษณะ และมีสมรรถนะอย่างไร ๒. จะต้องพัฒนาหรือใช้หลักสูตรชนิดใดและระดับใดในการพัฒนาคนเหล่านี้ ๓. หลักสูตรที่จะพัฒนาหรือนำมาใช้นั้น มีข้อกําหนดอย่างไรในเรื่องของจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง หน่วยกิตและเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรหรือนําหลักสูตร มาใช้นั้น จะต้องดำเนินการอย่างไร ๔. และเกี่ยวข้อง กับผู้ใดหรือหน่วยงานใดบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระบวนการพัฒนา หลักสูตรอาชีวศึกษาจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพ จนได้หลักสูตรที่ ผ่านการอนุมัติ การประกาศใช้ และการรับรองคุณวุฒิผู้สำเร็จ การศึกษา แต่หากสถาบันการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาที่นําหลักสูตรไปใช้ไม่เข้าใจในการบริหาร จัดการศึกษาตามหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนผู้สำเร็จการศึกษาก็อาจไม่มีคุณภาพมาตรฐาน ตามที่กำหนด ๔. หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๑. หลักสูตรใหม่แบบบูรณาการ ๒ ศาสตร์ขึ้นไป จากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการ แข่งขันใน ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคม ต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถใน หลายสาขา เพื่อให้ตนเองรู้เท่าทันและอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกด้านจึงหันมา
๓๙ สนใจหลักสูตรการศึกษาที่ ให้ความรู้ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป เช่น บัญชีควบคู่กับเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ควบคู่กับเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ควบคู่กับสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น ( เกรียงศักดิ์ เจริญ วงศ์ศักดิ์, 2550) ๒. หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสภาพโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงด้าน การค้า และการลงทุน ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีความสามารถด้าน ภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความ ต้องการหลักสูตรนานาชาติมีมากขึ้น และจากการเปิดเสรีทางการ ศึกษา ยังเป็นโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษา จากต่างประเทศเข้าในไทย และเปิดหลักสูตร ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งกระตุ้นให้หลักสูตรการศึกษา นานาชาติ ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เนื่องจากหลักสูตรนานาชาติมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นการเรียนใน หลักสูตรนี้ยังคงจํากัด ในกลุ่มผู้เรียนฐานะดี ๓. หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทํางาน หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทํางานจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับฝีมือแรงงานของบุคลากรในองค์กร สถาบันอุดมศึกษาอาจเปิดหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรภาคค่ำนอกเวลาทำงาน หลักสูตรทางไกลที่ เรียนผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาหลักสูตรควรมี ความหลากหลาย มีความน่าสนใจ และตอบสนองความ ต้องการของผู้เรียนในวัยทำงาน อาทิ หลักสูตรเฉพาะที่มีความจําเป็นต่อการ พัฒนาคนในวัยแรงงาน เป็นได้ ทั้งหลักสูตร ระยะสั้นหรือ หลักสูตรหลักในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่น หลักสูตรที่ เกี่ยวกับ Global literacy ได้แก่ ภาษาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสารสนเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ สังคมและวัฒนธรรมใน โลก หลักสูตรการคิด ได้แก่ การคิดเชิงสร้างสรรค์ การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงอนาคต การคิดเชิง วิพากษ์ การคิดเชิงสังเคราะห์ ฯลฯ หลักสูตรเพิ่มความสามารถสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงไปทั่วโลก ได้แก่ หลักสูตรในการสร้าง หุ้นส่วนการเจรจาต่อรอง การประสานประโยชน์ เป็นต้น หลักสูตร ปริญญา 2 ใบ ควบกับเหมาะสำหรับคน วัยทำงานที่ต้องการลงทุนด้านการศึกษาครั้งเดียวแต่ได้คุ้มค่า สรุป ในปัจจุบัน สังคมไทยและสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยที่มี เทคโนโลยีหรือ นวัตกรรมต่าง ๆ มากมายช่วงอ่านวยความสะดวก ทำให้เป้าหมายหรือความต้องการ ของตลาดหรือสังคม ต้องการผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้มาคอยขับเคลื่อนและพัฒนาต่อไป รวมทั้งผู้ที่จะสามารถเติบโต มาเป็นนวัตกรคอยแก้ไขและพัฒนา หรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ หลักสูตรในอนาคตจึงควรที่จะเป็น หลักสูตรในรูปแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก และปรับเปลี่ยนบทบาทของผู้สอน ให้คอยสนับสนุนหรือในคำแนะนําคำปรึกษาแก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้ คิด ได้ทำได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตนสนใจ เพื่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลมาจาก การได้ เลือกในสิ่งที่ตรงกับศักยภาพของผู้เรียน รวมทั้งต้องมีการตกผลึก องค์ความรู้และ ประสบการณ์ต่าง ๆ หลังจากที่ได้ศึกษาให้ออกมาเป็นรูปของ โครงงาน (Project) เพื่อเป็นการนําความรู้ที่ได้ให้ออกมาใน
๔๐ รูปของผลงานเชิงประจักษ์ และที่สำคัญที่สุด คือต้องมีการจจัดสรร และบริหารงบประมาณให้ มีประสิทธิภาพและมีความทั่วถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น
๔๑ สรุป สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรการศึกษาของชาติที่ใช้ในปัจจุบัน คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน และมีตัวชี้วัดชั้นปีไว้ ช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าจะสอนให้ผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้ รวมทั้งเพื่อการ ตรวจสอบความรู้ความสามารถของ ผู้เรียนเป็นระยะจนจบการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้น พื้นฐาน ประกอบด้วย ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ หลักสูตรฉบับนี้พัฒนามาจากหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งคงหลักการและกรอบโครงสร้างหลักสูตรไว้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้ปรับปรุง มาตรฐาน การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และสาระ ภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กล่าวได้ว่า หลักสูตรที่กำหนด มาตรฐาน การเรียนรู้เป็นผลลัพธ์การพัฒนานี้มีการใช้มาแล้วถึง ๒๐ ปี หลักสูตรไทยในปัจจุบัน ยังคงรูปแบบที่เน้นความสำคัญของการศึกษาที่เน้นเนื้อหาในเชิง ปริมาณและ ครอบคลุม โดยที่นักเรียนต้องศึกษาเล่าเรียนตามที่หลักสูตรต่างๆ กำหนดเอาไว้ ซึ่งจะ สามารถทำให้นักเรียนมี ความรู้ที่จําเป็นและมากพอที่จะไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตทั้งที่นักเรียน สนใจเอง และเป็นที่ต้องการของ ตลาดหรือสังคมไทยและสังคมโลกได้ โดยที่หลักสูตรต่าง ๆ จะตอบสนองให้กับผู้เรียนในรูปแบบที่ต่างกันไปตาม ความสนใจ ต้องอาศัยครูและบุคลากรเป็นผู้นํา หลักสูตรไปใช้ ขับเคลื่อนกระบวนการและประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย เนื่องจากหลักสูตรในไทยยังเป็นหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนามายังไม่สามารถตอบโจทย์ ได้อย่าง แท้จริงทั้งในเรื่องของผู้เรียน ซึ่งต้องแบกรับความรู้ในปริมาณ ที่มากจนเกินความจําเป็นหรือ เกินกว่าที่ช่วงวัยหนึ่ง ๆ จะสามารถรับได้ และในส่วนของเวลาเรียนซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่เยาวชนจะ ยังคงมีสมาธิ และสนใจเนื้อหาที่ต้องศึกษาได้ซึ่งในสภาพปัจจุบันเป้าหมายและศูนย์กลางของการ พัฒนาที่แท้จริง ไม่ได้เฉพาะเจาะจงมาที่ผู้เรียน แต่ยังคงมีเป้าหมายอยู่ที่ครูหรือผู้สอน ทำให้หลักสูตร ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อผู้เรียน รวมทั้งความต้องการของสังคมไทย และสังคมโลกซึ่งมีความ เปลี่ยนแปลงไปโดยที่เป็นยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ได้รับความนิยมและมีความรุ่งเรืองมาก ทำให้หลักสูตรต้องได้รับการพัฒนาต่อไป
๔๒ แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ในปัจจุบัน สังคมไทยและสังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยที่มี เทคโนโลยีหรือ นวัตกรรมต่างๆมากมายช่วงอ่านวยความสะดวก ทำให้เป้าหมายหรือความต้องการ ของตลาดหรือสังคม ต้องการผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถด้านนี้มาคอยขับเคลื่อนและพัฒนาต่อไป รวมทั้งผู้ที่จะสามารถเติบโตมาเป็นนวัตกรคอยแก้ไขและพัฒนา หรือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ หลักสูตรในอนาคตจึงควรที่จะเป็น หลักสูตรในรูปแบบที่เน้นผู้เรียนเป็นหลัก และปรับเปลี่ยนบทบาท ของผู้สอน ให้คอยสนับสนุนหรือในคำแนะนําคำปรึกษาแก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนได้คิด ได้ทำได้เลือกเรียน ในสิ่งที่ตนสนใจ เพื่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นผลมาจากการได้เลือกในสิ่งที่ตรงกับ ศักยภาพของผู้เรียน รวมทั้งต้องมีการตกผลึกองค์ความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ หลังจากที่ได้ศึกษา ให้ออกมาเป็นรูปของ โครงงาน (Project) เพื่อเป็นการนําความรู้ที่ได้ให้ออกมาในรูปของผลงานเชิง ประจักษ์ และที่สำคัญที่สุด คือต้องมีการจจัดสรรและ บริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และมี ความทั่วถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น
๔๓ บรรณานุกรม กนิษณ์ฐา ทองดี. (๒๕๕๓). ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร. สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๖๐). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐. สำนักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา. สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๖๐). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐). สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช ๒๕๖๒. สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๖๓). หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช ๒๕๖๓. สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๖๒). หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช ๒๕๖๒. สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ ดร.ประหยัด พิมพา. (๒๕๖๑). การศึกษาไทยในปัจจุบัน. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาการ กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖ สํานักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา. (๒๕๖๐). หลักสูตรอุดมศึกษา (เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร อุดมศึกษา). สืบค้น ๑๓ เมษายน ๒๕๖๖