The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wannapatongperm, 2022-10-26 13:40:48

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

ม ห า เ ว ส สั น ด ร ช า ด ก

กัณฑ์มัทรี

จัดทำโดย
นางสาววรรณนภา ทองเพิ่ม
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๕/๖ เลขที่๓๖

เสนอ
คุณครูสุวรรณ ชำนาญธุระกิจ

ประวัติผู้แต่ง

ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

เกิด ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในแผ่นดินสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
หน้าที่การงาน

ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รับราชการเป็นหลวงส
รวิชิตแล้วไปเป็นนายด่านเมืองอุทัยธานีในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุง
รัตนโกสินทร์เลื่ อนเป็นพระยาพิพัฒน์โกษาและเจ้าพระยาพระคลัง
เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า
งานประพันธ์

ในสมัยกรุงธนบุรีมี อิเหนาคำฉันท์ ลิลิตเพชรมงกุฎ บทมโหรี
เรื่ องกากี

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มี สามก๊ก ราชาธิวาช ลิลิตพยุหยาตรา
เพชรพวง ลิลิตศรีวิชัยชาดก ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์
กุมารและกัณฑ์มัทรี
ถึงแก่อสัญกรรม พ.ศ.๒๓๔๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๑

ที่มาของ
‘มหาเวสสันดรชาดก’

มีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติมาหลายชาติ
ทั้งคนทั้งสัตว์เดรัจฉาน โดยแต่ละชาติพระองค์ได้บำเพ็ญบารมี
แตกต่างกันออกไป ซึ่งมหาเวสสันดรชาดกเป็นชาติสุดท้ายก่อนจะ
ประสูติมาเป็นพระพุทธเจ้าในชมพูทวีป(ชาติสุดท้ายก่อนพระองค์จะ
เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน) และมีการบำเพ็ญบารมีด้วยการให้ทาน โดย
บริจาคลูกและบริจาคเมียเป็นทาน

สำหรับที่มาที่ไปของมหาเวสสันดรชาดก เริ่มต้นขึ้นเมื่อ
พระพุทธเจ้าเสด็จไปที่เมืองกบิลพัสดุ์ พร้อมกับพระอรหันต์สองรูป
เพื่อจะไปเทศนาโปรดพระบิดาและพระญาติ แต่พระญาติเกิดอัตตา
ไม่ยอมไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหารย์ โดยการ
เหาะเหินเดินอากาศ ทำให้ฝุ่นใต้พระบาทาปลิวมาติดหัวพระญาติ
และมีฝนโบกขรพรรษตกลงมาสู่เบื้องล่าง ฝนโบกขรพรรษเป็นฝนที่มี
สีแดงใสบริสุทธิ์ราวกับทับทิม ถ้าต้องการเปียกฝน ฝนก็จะเปียกเนื้อ
ตัวตามปกติ แต่ถ้าไม่ต้องการเปียกฝน เม็ดฝนก็จะระเหยหายไปทันที
เมื่อเกิดฝนโบกขรพรรษขึ้น พระอรหันต์ที่ตามพระพุทธเจ้าไปจึงถาม
ว่าฝนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พระองค์จึงบอกว่า ฝนนี้เคยเกิดมาแล้วในครั้ง
ที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระพุทธเจ้าเลยถือ
โอกาสนี้เล่าว่าพระองค์สามารถระลึกชาติได้ โดย 10 ชาติสุดท้ายหรือ
ทศชาติ ได้แก่ เตมีย์ชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราช
ชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทชาดก นารทชาดก วิทูรชาดก
และเวสสันดรชาดก
ซึ่งแต่ละชาติพระองค์ได้บำเพ็ญบารมีในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับชาติสุดท้าย คือ เวสสันดรชาดก ประกอบด้วย 13 กัณฑ์

ลักษณะคำประพันธ์

เป็นแบบร่ายยาว โดยหนึ่งบทจะมีกี่วรรคก็ได้ ส่วนใหญ่จะนิยมแต่ง ๕ วรรค
ขึ้นไป แต่ละวรรคมีจำนวนคำ ๖-๑๐ คำ และใช้คำสร้อย เช่น นั้นแล แล้วแล
ดังนี้ ฯลฯ ซึ่งคำสร้อยนี้จะมีก็ได้หรือไม่มีก็ได้
ฉันทลักษณ์ของร่ายยาว จะมีการบังคับเฉพาะคำสุดท้ายของวรรคก่อนหน้า
จะสัมผัสกับคำที่ ๑ ถึงคำที่ ๕ ของวรรคถัดไป เช่น “...จึ่งตรัสว่าโอ้โอ๋เวลา
ปานฉะนี้เอ่ยจะมิดึกดื่น จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งไปเสียแล้วหรือกระไรไม่รู้เลย
พระพายรำเพยพัดมารี่เรื่ อยอยู่เฉื่ อยฉิว...”
จุดเด่นของร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก คือ การมีคาถาบาลีขึ้นต้น เช่น
“...อิมาตา โปกฺขรณี รมฺมา เจ้าเคยมาประพาสสรงสนานในสระศรี โบกขรณี
ตำแหน่งนอกพระอาวาส นางเสด็จลีลาสไปเที่ยวเวียนรอบ จึ่งตรัสว่าน้ำเอ๋ย
เคยเปี่ ยมขอบเป็นไร…”

การอ่านคำบาลีและร่ายยาว

การอ่านคำบาลี
อ่านเรียงพยางค์ไปทีละตัว
คำไหนที่ ‘ไม่มีสระ’ ให้อ่านเป็น ‘สระอะ’
นิคหิต( ํ) อ่านเป็นตัวสะกด ง แต่ถ้าไม่มีสระจะอ่านออกเสียง อัง เช่น ยํ โกลาหลํ
อ่านว่า ยัง-โก-ลา-หะ-ลัง พินทุ (.) ซึ่งอยู่ใต้พยัญชนะ หากพยัญชนะตัวหน้ามีสระ
จะนับเป็นตัวสะกด เช่น ราชปุตฺตี อ่านว่า รา-ชะ-ปุด-ตี แต่หากพยัญชนะตัวหน้า
ไม่มีสระจะใช้เป็นไม้หันอากาศ เช่น นีเจ โวลมฺพเก อ่านว่า นี-เจ-โว-ลัม-พะ-เก

การอ่านร่าย
จะมีการขึ้นเสียงสูงต่ำ และใส่ลีลาตามจังหวะเนื้อความ เช่น อ่านเร็วขึ้น เมื่อ
เนื้อหาสื่อถึงอารมณ์โกรธ เป็นต้น

เนื้ อเรื่ องย่อ

(เฉพาะตอนที่นำมาเป็นบทเรียน : กัณฑ์มัทรี)

กล่าวถึงพระนางมัทรีได้เสด็จออกจากพระอาศรมเพื่ อไปแสวงหาผล
ไม้เผือกมันมาเป็นอาหาร ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว แต่ในพระทัย
ของพระนางในวันนี้มีความหวาดหวั่นถึงสองกุมาร คือ พระชาลีและ
พระกัณหายิ่งนัก (เพราะเมื่อคืนนี้พระนางทรงฝันร้าย แต่พอทูลให้พระ
เวสสันดรทรงแก้ความฝันให้พระเวสสันดรกลับทรงบอกว่าไม่มีอะไรร้าย
แรง แต่จริงๆแล้วมี เพราะชูชกเดินทางมาขอสองกุมารจากพระ
เวสสันดรได้สำเร็จ) เดินทางไปพลางพระนางก็ร้องไห้คร่ำครวญตลอด
เวลา ผลหมากรากไม้ที่เคยพบเห็นอยู่มากมาย ในวันนี้กลับหายไปหมด
สิ้น ทำให้พระนางต้องเดินทางไปไกลกว่าทุกวัน และขณะที่กำลังเดิน
ทางจะกลับอาศรม ก็มีเทวดาแปลงกายมาเป็นสัตว์ร้าย อาทิ ราชสีห์
เสือโคร่ง และเสือเหลืองขวางทางไว้ จำทำให้พระนางมัทรีกลับถึงพระ
อาศรมเป็นเวลาค่ำมากกว่าทุกวัน และพอมาถึงพระอาศรมพระนางก็
เรียกหาลูกทั้งสองก็ไม่มีเสียงตอบตามหาก็ไม่พบ พระนางมัทรีจึงมาทูล
ถามพระเวสสันดร ตอนแรกพระเวสสันดรก็ทรงทำเฉย แต่พอพระนาง
มัทรีเซ้าซี้ถามอีก พระเวสสันดรก็ทรงแสร้งทำเป็นโมโหหึงหวงต่อว่า
ต่อขานพระนางที่กลับมาถึงพระอาศรมจนมืดค่ำ ทั้งยังทรงกล่าว
บริภาษพระนางมัทรีต่างๆนาๆ พระนางมัทรีได้กล่าวขออภัยโทษพระ
เวสสันดรก็ทรงทำเฉยอีก พระนางมัทรีจึงออกตามหาสองกุมารตลอดทั้ง
คืน พร้อมทั้งรำพึงรำพันไปตลอดเวลาด้วยความเศร้าโศกเสียพระทัย
และความอิดโรย ทำให้พระนางมัทรีมาสลบลงตรงหน้าพระอาศรมพระ
เวสสันดรจึงทรงแก้ไขจนพระนางฟื้ นขึ้นมา แล้วก็ทรงเล่าความจริง(ที่ได้
ทรงมอบสองกุมารให้ไปเป็นข้ารับใช้ของชูชก) ให้พระนางมัทรีฟัง พระ
นางมัทรีจึงอนุโมทนาต่อบุตรทานในครั้งนี้ด้วยความปีติยินดียิ่ง บรรดา
ทวยเทพยดาก็พลอยยินดีปรีดาไปกับบุตรทานในครั้งนี้ด้วย จึงพร้อมกับ
สาธุการสรรเสริญพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งดาวดึงส์สวรรค์ ก็มาโปรด
ดอกไม้ทิพย์เป็นการบูชาพระนางมัทรีด้วย

ถอดคำประพันธ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

คืนก่อนที่พระนางมัทรีจะออกจากอาศรมไปเก็บผลไม้ในป่า พระกุมารทั้งสองฝัน
ร้าย ทำให้พระนางหวั่นวิตกนึกถึงลูกตลอดเวลาจนน้ำตาอาบแก้มทั้งสองข้าง
พลางสังเกตเห็นว่าต้นที่มีผลไม้กลับกลายเป็นดอกไม้ ส่วนต้นที่มีดอกไม้กลับกลาย
เป็นผลไม้ขึ้นแทน ส่วนดอกไม้ที่เคยเก็บไปร้อยให้ลูกก็ถูกลมพัดปลิวร่วงลงมา เมื่อ
มองไปรอบทิศก็มืดมัวทุกหนแห่ง ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีแดงคล้ายกับลางบอกเหตุ
ร้าย สายตาของพระนางก็เริ่มพร่ามัว ตัวสั่นใจสั่น ของที่ถือก็หลุดจากมือ คานที่
หาบไว้ก็ร่วงลงจากบ่าซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยิ่งพระนางคิดเท่าไร ก็ยิ่ง
ทุกข์ใจมากขึ้นเท่านั้น

ด้วยความหวั่นใจเรื่องลูก พระนางจึงรีบเก็บผลไม้เพื่อจะได้รีบกลับไปหาลูกที่
อาศรม แต่ระหว่างทางกลับเจอ สิงโต เสือเหลือง และเสือโคร่ง ขวางทางไว้ นาง
กลัวจนใจสั่นร่ำไห้ คิดไปว่าเป็นกรรมของตนเอง นางจะหนีไปทางไหนก็ไม่ได้เพราะ
ถูกสัตว์ทั้งสามกั้นไว้ทุกทิศทางจนฟ้ามืด พระนางมัทรีไม่รู้จะทำอย่างไร จึงยกมือ
ไหว้อ้อนวอนขอให้สัตว์หิมพานต์ทั้งสามเปิดทางให้ตน โดยกล่าวว่า พระนางคือ
พระนางมัทรีเป็นภรรยาของพระเวสสันดร ตามมาอยู่ที่อาศรมในป่าด้วยความ
บริสุทธิ์ใจและกตัญญูต่อสามี นี่ก็เวลาย่ำค่ำแล้วลูกคงหิวนม โปรดเปิดทางให้
พระนางกลับไปที่อาศรมแล้วตนจะแบ่งผลไม้ให้ จากนั้นไม่นานสัตว์หิมพานต์ทั้ง
สามจึงยอมเปิดทางให้ พระนางมัทรีก็รีบวิ่งกลับไปที่อาศรมด้วยแก้มที่อาบน้ำตา

เมื่อถึงที่พักพระนางมัทรีก็ตกใจไม่เห็นลูกอยู่ในอาศรม ร้องเรียกหาเท่าไรก็ไม่มี
ใครตอบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะออกมาหาแม่กันพร้อมหน้า ทั้งกัณหาขอกินนม ส่วนชา
ลีจะขอกินผลไม้ พระนางมัทรีเสียใจมาก พร่ำบอกว่าที่ผ่านมาก็ดูแลลูกอย่างดีแบบ
ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม หวังจะกลับมาพบลูกให้ชื่นใจ ก่อนหน้านี้ยังได้ยินเสียงลูก
เล่นกันอยู่แถวนี้ นั่นก็รอยเท้าชาลี นี่ก็ของเล่นกัณหา แต่เมื่อลูกหายไปอาศรมกลับ
ดูเงียบเหงาเศร้าหม่น นางจึงไปถามพระเวสสันดรว่าลูกหายไปไหน เหตุใดจึงปล่อย
ให้คลาดสายตา หากมีสัตว์ป่าจับไปจะทำอย่างไร แต่พระเวสสันดรกลับไม่ตอบ
อะไร ทำให้นางกลุ้มใจยิ่งไปว่าเก่า

ด้วยความกลุ้มใจ ตัวก็ร้อน น้ำตาก็ไหล กระวนกระวายพลางบอกว่า ไม่เคยมีครั้ง
ใดที่นางรู้สึกแค้นเคืองใจขนาดนี้ เพราะนางออกจากเมืองมาก็หวังว่าอย่างน้อยจะ
ได้สุขใจเพราะอยู่พร้อมหน้ากับลูกและสามี แต่เมื่อลูกหายตัวไป ความหวังนั้นก็
คล้ายจะดับสิ้น

พระนางมัทรีอ้อนวอนขอให้พระเวสสันดรตรัสกับนางบ้าง เพราะการนั่งนิ่งเหมือนโกรธ
เคืองพระนางมัทรีนั้นยิ่งทำให้ปวดใจราวกับมีคนเอาเหล็กรนไฟมาแทงที่หัวใจ หรือเป็น
คนไข้ที่หมอนำยาพิษมาให้ดื่ม อีกไม่กี่วันคงสิ้นชีวิตอย่างแน่นอน เมื่อพระเวสสันดรได้ยิน
พระนางมัทรีดังนั้น ก็คิดว่าหากใช้ความหึงหวงคงเป็นวิธีคลายความโศกให้พระนางได้ จึง
ตรัสว่า ในป่าหิมพานต์แห่งนี้มีทั้งพระดาบสและนายพรานจำนวนมาก เจ้าออกไปเก็บผลไม้
ตั้งแต่เช้าจนย่ำค่ำ หากไปทำอะไรในป่าแห่งนี้ก็คงจะไม่มีใครรู้เห็น เหตุใดจึงทิ้งลูกหนีเข้าไป
ในป่านานถึงเพียงนี้ พอกลับมายังห่วงแต่ลูก ไม่ห่วงสามีแต่อย่างใด หรือหากไม่นึกถึงสามีก็
ไม่ควรหายเข้าไปในป่านานถึงเพียงนี้ จะให้เราเข้าใจได้อย่างไร

เมื่อพระนางมัทรีได้ยินดังนั้น จึงกราบทูลว่า เหตุใดพระองค์จึงไม่ได้ยินเสียงของราชสีห์
เสือโคร่ง และเสือเหลือง เพราะสัตว์ทั้งสามนี้ทำให้ทำให้พระนางไม่สามารถกลับอาศรมได้
ทั้งยังเกิดเหตุร้ายหลายประการขณะที่นางเข้าไปในป่า ทั้งของที่ถือก็หลุดจากมือ คานที่
หาบไว้ก็ร่วงลงจากบ่า ต้นไม้ที่เคยผลิดอกก็ออกผล ต้นไม้ที่เคยออกผลก็ผลิดอกออกมา
ชวนให้หวาดกลัวจนตัวสั่น อธิษฐานภาวนาให้ลูกและสามีปลอดภัย แล้วรีบกลับมายัง
อาศรมแต่ถูกสัตว์ร้ายทั้งสามตัวนอนขวางทางเอาไว้ จึงต้องกราบอ้อนวอนสัตว์ทั้งสามให้
เปิดทางให้จนพระอาทิตย์ตกดินสัตว์ทั้งสามจึงหลีกทาง แล้วพระนางมัทรีก็รีบวิ่งกลับมายัง
อาศรมนี้ มิได้ไปทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรแต่อย่างใด ฝ่ายพระเวสสันดรเมื่อฟังคำตอบของ
พระนามัทรีก็เอาแต่นิ่งเงียบทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งเช้า

ระหว่างนั้นพระนางมัทรีโศกเศร้าร่ำไห้ คร่ำครวญว่าตนปฏิบัติต่อสามีดั่งศิษย์ปฏิบัติต่อครู
ดูแลลูกทั้งสองแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ทั้งบดขมิ้นไว้ให้อาบน้ำ จัดหาอาหารมาให้มิได้
ขาด แล้วอ้อนวอนให้สามีเรียกลูกมากินอาหารที่ตนหามา ถามว่าลูกอยู่แห่งหนใดเหตุใดจึง
ยังไม่ยอมออกมา แต่ไม่ว่าจะร้องขออ้อนวอนอย่างไรสามีก็นิ่งเฉยไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา
พระนางจึงถวายบังคมลาออกไปตามหาลูกทั้งสองในป่าหิมพานต์ เมื่อออกตามหาจนทั่ว
แล้วไม่พบจึงกลับมาที่อาศรมพบว่าพระเวสสันดรยังคงนั่งนิ่งอยู่เหมือนก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
พระนางจึงตัดพ้อว่า เหตุใดพระเวสสันดรจึงยังนั่งนิ่งอยู่ไม่ลุกมาผ่าฝืน ตัดน้ำใส่บ่อ หรือก่อ
ไฟไว้อย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกวัน พร้อมกับบอกว่าพระเวสสันดรนั้นเป็นที่รักของพระนา
งมัทรีอย่างยิ่ง เมื่อกลับมาจากป่าเห็นพระพักตร์ของพระองค์และได้เห็นลูกทั้งสองวิ่งเล่น ก็
คลายความเหนื่อยล้าเป็นปลิดทิ้ง แต่วันนี้กลับกลายเป็นความทุกข์ร้อน เศร้าโศก เพราะ
พระองค์ไม่ยอมตรัสสิ่งใดกับพระนาง แม้พระนางมัทรีจะได้ออกตามหาพระกัณหาและพระ
ชาลีไปทั่วป่า ทั้งราตรี แล้วกลับมาหาพระเวสสันดรอย่างไรพระองค์ก็ไม่ยอมตรัสสิ่งใดอยู่
เช่นเดิม นางมัทรีสะอื้นไห้จนหมดสติล้มลงกับพื้น

พระเวสสันดรบรรพชาเป็นดาบสมากว่า 7 เดือน ไม่เคยได้แตะต้องตัวพระนางมัทรี แต่วัน
นี้ด้วยความเศร้าโศกและตระหนกตกใจเกรงว่าพระนางจะเป็นอะไรไป พระเวสสันดรจึง
เข้าไปตรวจชีพจรดูแลนางจนได้สติตื่นฟื้ นขึ้นมา ฝ่ายพระนางมัทรีเมื่อฟื้ นขึ้นมาก็ทูลถาม
อีกครั้งว่าลูกทั้งสองอยู่แห่งหนใด กลับมาแล้วหรือไม่ พระเวสสันดรจึงตอบว่าตนได้ยกพระ
กัณหากับพระชาลีให้กับชูชกไปแล้ว แต่พระองค์มิได้บอกกับพระนางมัทรีตั้งแต่ต้นเกรงว่า
พระนางจะเศร้าโศกเสียใจ เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว พระนางมัทรีจึงคลายความทุกข์เศร้าลง
แล้วอนุโมทนาบุญกับบุตรทานที่พระเวสสันดรได้ปฏิบัติในครั้งนี้

ข้อคิดที่ได้

1. ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นัก
2.ผู้ที่จะปรารถนาสิ่งต่าง ๆ อันยิ่งใหญ่จะต้องทำด้วย

ความอดทนและเสียสละอันยิ่งใหญ่ด้วย
3. ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยาทำให้ชีวิตครอบครัวมี

ความสุข เช่น พระนางมัทรีมีความจงรักภักดีต่อพระ
เวสสันดร
4.ผู้มีปัญญาย่อมแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี เห็นได้
จากพระเวสสันดรที่ทรงมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเยี่ยมใน
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า


Click to View FlipBook Version