The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kong Atthakorn, 2021-11-25 01:30:54

GE006_GROUP17_FINALPROJECT_CULTURE_

GE006_GROUP17_FINALPROJECT_CULTURE_

What Wikipedia Can’t Tell You About 5 Cultures From 5 Countries?

CULTURE

DECEMBER 2021
5 CULTURE 5 COUNTRIES



CULTURE

DECEMBER 2021
5 CULTURE 5 COUNTRIES

5วัฒนธรรมจาก
ประเทศในเอเชยี

CULTURE

TABLE OF
CONTENT

1. WELCOME 3
2. CHINA 4
3. JAPAN 10
3. KOREA 16
4. VIETNAM 24
5. INDIA 34

4

CULTURE

WELCOME

นิตยสาร (Magazine) เล่มน้ีจัดท�ำข้ึนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา Asia and the Global Community (LECT)
รหสั GE006 เพ่ือใหน้ กั ศกึ ษาได้ศึกษาหาความรใู้ นเรอ่ื งของอิทธิพลวัฒนธรรมจากประเทศในเอเชีย สู่วฒั นธรรมโลก

โดยในเน้ือหานิตยสารเล่มนี้จะพูดถึง 5 วัฒนธรรมในแต่ละ 5 ประเทศในเอเชียที่โดดเด่น เล่าถึงประวัติศาสตร์ของ
วฒั นธรรมนน้ั ทส่ี บื เนอื่ งกนั มาจนถงึ ปจั จบุ นั อกี ทงั้ ยงั บอกเลา่ ทมี่ าในแตล่ ะประเทศ และยงั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั วฒั นธรรมทว่ี กิ ิ
พเี ดยี ไมไ่ ดบ้ อกใหไ้ ดท้ ราบ เพอื่ ทจ่ี ะไดศ้ กึ ษาอยา่ งเขา้ ใจไวเ้ ปน็ ประโยชนใ์ นการเรยี นและไดน้ ำ� ไปการประยกุ ตใ์ ชใ้ นอนาคต
จากเร่อื งท่ไี ด้ศึกษา

ผู้จัดท�ำหวังว่า นิตยสารรายงานเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน นักเรียน หรือ นักศึกษา ท่ีก�ำลังหาข้อมูลเก่ียวกับ
เรอ่ื งอทิ ธิพลวัฒนธรรมจากประเทศในเอเชีย สวู้ ัฒนธรรมโลก ได้รบั ประโยชนไ์ มม่ ากก็น้อย

คณะผจู้ ดั ท�ำขอขอบคุณ อาจารย์ ธณกนก เช้ือทอง ทใี่ ห้ค�ำปรึกษา และแนวทางการศกึ ษาและได้ใหค้ วามชว่ ยเหลอื มา
โดยตลอด หากมขี อ้ แนะน�ำหรอื ข้อผิดพลาดประการใด คณะผ้จู ดั ทำ� ขอน้อมรับไวแ้ ละขออภัยมา ณ ทนี่ ้ีด้วย

คณะผจู้ ัดทำ�

5

CULTURE

CÁHGIUNA

ตะเกียบมบี ทบาทส�ำคญั ในวัฒนธรรมการกินของชาวจนี นอกจากนี้ เกาหลี ญปี่ ุ่น
และเวียดนาม ตา่ งก็มวี ัฒนธรรมการกินดว้ ยตะเกยี บเชน่ เดยี วกัน ท้งั สามชาตินี้ตา่ งรบั เอา
วฒั นธรรมตะเกียบของจีนไปใช้ ด้วยการดัดแปลงและพฒั นา จนกระท่งั ตะเกยี บกลายเปน็
วัฒนธรรมการกนิ ประจ�ำชาติของตนเอง ท่ีมคี วามผิดแปลกและแตกตา่ งไปจากจีนซ่ึงเป็น

ชนชาติผ้ใู ห้ก�ำเนดิ ตะเกยี บ

6

CULTURE

7

CULTURE

CHINA ทงั้ ยังเป็นอุปกรณใ์ นการรบั ประทานอาหารที่มีเอกลกั ษณ์
โดดเด่นในระดับโลก ตะเกยี บได้รับการขนานนามจากชาวตะวันตก
ตะเกยี บนน้ั เขา้ มาในเมอื งไทยเปน็ ระยะเวลานานกวา่ ชอ้ น-สอ้ ม ว่าเป็น “อารยธรรมของโลกตะวนั ออก” คนจนี เร่มิ ใช้ตะเกียบตั้งแต่
แต่ไม่สามารถเขา้ ถึงในครวั ของไทยได้ ชอ้ น-สอ้ ม ซ่งึ เปน็ วัฒนธรรม สมัยราชวงศ์ซางหรือนานกว่า 3,000 ปมี าแลว้ ในยุคก่อนราชวงศฉ์ ิน
การกินของชาวยุโรปกลบั ไดร้ บั ความนิยมมากกว่าและย่งิ ในชนบท
ดว้ ยแล้ว ชาวบา้ นไมน่ ยิ มใช้ตะเกยี บในการกนิ อาหาร วฒั นธรรมในการกินอาหาร ของแต่ละชนชาตมิ คี วามแตกต่างกัน
ชาวยโุ รปและอเมรกิ นั ใชม้ ดี และช้อนในการกนิ อาหารแตม่ ีหลาชนชาติ
สว่ นประเทศลาวซึง่ มีพรมแดนติดต่อกับจีนกไ็ ม่ไดร้ บั เอา ในแอฟรกิ า อาหรับ และ เอเซยี ตะวันออกเฉียงใต้ เชน่ อนิ โดนีเซีย
วัฒนธรรมการใช้ตะเกียบของจนี มาใชแ้ ต่กลบั นยิ มใชม้ ือและช้อน ไทย ฟิลปิ ปินส์ รวมทง้ั อนิ เดีย นิยมกินขา้ วดว้ ยมือ ในขณะทีช่ าติ
ในการกนิ มากกว่าจากหลกั ฐานเหลา่ นแ้ี สดงให้เหน็ วา่ ตะเกียบ ในเอเชยี เชน่ จีน ญีป่ ่นุ เกาหลี และเวียดนาม ใชต้ ะเกียบในการ
ไมใ่ ชเ่ ครอื่ งใชป้ ระกอบในการกนิ อาหารของชาวไทย และลาว กินอาหาร และ คนในชาติทั้งสามกลุ่มน้ี ตา่ งกย็ งั คงรักษาวฒั นธรรม
เน่ืองจากว่า ไทยไม่ไดร้ บั เอาตะเกยี บเข้ามาอยู่ในวฒั นธรรมการกิน ในการกินของตนไว้ไดเ้ ปน็ อย่างดีจนกระทง่ั ถึงทกุ วันน้ี
เหมือนกับชอ้ นและส้อม แตต่ ะเกยี บนั้นใช่วา่ จะไมม่ ีความส�ำคัญ
เสียเลยกไ็ ม่ได้ เน่อื งจากว่าอาหารจนี ไดเ้ ข้ามาแทรกอยูใ่ นวถิ ชี วี ิต วฒั นธรรมการกนิ ทั้งสามแบบนี้ การกนิ อาหารดว้ ยมือกลับ
ของไทยเราด้วย ซึง่ สว่ นใหญ่จ�ำเป็นต้องใชต้ ะเกยี บเปน็ อุปกรณ์ ถกู มองวา่ ไมม่ ีวฒั นธรรม และอาจจะเปน็ เพราะเหตุผลนก้ี เ็ ปน็ ไปได้
สำ� คญั ในการกิน โดยเฉพาะอย่างย่งิ กว๋ ยเต๋ียวและบะหม่ี จนดูเหมือน ทค่ี นไทยยอมรบั เอาวิธีการกินของชาวยโุ รปมาใช้ในสมยั รัชกาลที่ 5
กบั วา่ จะใช้ตะเกียบเพ่ือกนิ กว๋ ยเต๋ยี วและบะหมเี่ ท่านน้ั ดังนน้ั ถา้ จะ แต่รับมาเพยี งแค่ ช้อน-สอ้ มเทา่ นัน้ ไม่รวมถงึ การใช้มดี เปน็ องคป์ ระกอบ
กลา่ วว่า ตะเกียบเป็นเพียงอปุ กรณป์ ระกอบในวฒั นธรรมการกนิ ร่วมด้วย และนบั ตงั้ แตน่ นั้ มา ช้อน-ส้อม กเ็ ขา้ มามีบทบาทสำ� คัญใน
อาหารของคนไทย กค็ งจะไมผ่ ิดจากความเป็นจริงมากนกั วฒั นธรรมการกนิ ของคนไทย

ซ่งึ ประวัติศาสตรข์ องตะเกยี บในสมัยราชวงศถ์ งั นั้น ตะเกียบภายหลงั แพร่กระจายไปยงั ทีอ่ น่ื ๆ ในเอเชียตะวนั ออก
นกั การศกึ ษาชอื่ ขงอิ่งต๋า ซงึ่ เปน็ ผเู้ ช่ยี วชาญต�ำราคัมภรี ข์ งจอ๊ื ทรงกลมวัฒนธรรมประเทศรวมท้ังญีป่ ุ่น เกาหลี และเวียดนาม
มชี วี ิตอยู่เมื่อปี ค.ศ. 574 - 648 ไดส้ นองรับค�ำส่ังของพระเจา้ ถังไท้ ในฐานะทเี่ ปน็ ชาวจีนอพยพ, การใช้ตะเกยี บช้อนส้อมกินเปน็ อาหาร
จงเรียบเรยี ง“ อูจ่ งิ เจิง้ อี้ ” ( Wujing Zhengyi ) หรอื ชาตพิ ันธุบ์ างจบั ในภาคใตแ้ ละเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ประเทศ
“ An Exact Implication of the Five Classics ” สำ� หรับใช้เป็น เชน่ กมั พูชา อนิ เดยี ลาว เนปาล พมา่ สงิ คโปร์ และ ไทย
บรรทดั ฐานในการสอบคัดเลอื กคนเขา้ รับราชการ เขาได้พูดถึง ในอนิ เดยี (สว่ นใหญ่ในเทอื กเขาหมิ าลัยภมู ิภาค) ลาว เมยี นมาร์ ไทย
ธรรมเนยี มและมารยาทในการกนิ ขา้ วของคนจนี ในสมัยนน้ั ว่า และ เนปาล โดยทัว่ ไปจะใช้ตะเกยี บเพื่อบริโภคบะหม่ีเท่าน้นั

“ มารยาทการกินขา้ วของคนโบราณจะไม่ใช้ตะเกยี บ ในทำ� นองเดียวกันตะเกียบได้กลายเป็นท่ยี อมรบั มากขนึ้ ในการ
แต่ใช้มอื เมื่อกินขา้ วรว่ มกบั คนอื่น ควรช�ำระมือใหส้ ะอาดหมดจด เชอ่ื มต่อกบั อาหารเอเชยี ในฮาวายทช่ี ายฝง่ั ตะวันตกของทวีป
อย่าใหถ้ งึ เวลากนิ ขา้ วแลว้ เอามือถใู บสน หยบิ ข้าวกนิ เกรงจะเปน็ อเมริกาเหนือและเมืองท่มี ชี ุมชนในตา่ งประเทศเอเชยี ทว่ั ทกุ มมุ โลก
ทตี่ ฉิ ินของคนอนื่ วา่ สกปรก ”
เม่ือเร่มิ มี การติดต่อซ้อื ขายกนั ฝรั่งได้ชิมรสของ กว๋ ยเต๋ียวเกดิ
คนโบราณที่ ขงอิ่งตา๋ กลา่ วถึงคอื คนในยคุ ขงจ๊อื จึงมีความเชอื่ ติดใจจึงน�ำสตู รการทำ� ไปเผยแพร่ในประเทศของตน และปรบั ปรุง
กนั วา่ คนจนี นา่ จะร้จู ักใช้ตะเกยี บกันมา เป็นเวลานานมากกวา่ ดัดแปลงใหเ้ ข้ากบั วฒั นธรรม ของตนจนเกิดเปน็ อาหารเส้นตา่ งๆ
2,000 ปี ตะเกยี บใช้ส�ำหรบั คบี ผกั ตม้ จากหมอ้ นำ�้ แกงมาไวใ้ นชาม มากมายและแพรห่ ลายไปทวั่ โลก
ข้าว จากน้นั จึงเอามือหยิบข้าวกิน ถา้ มใี ครใชต้ ะเกยี บพุย้ ข้าวเขา้
ปากจะถือวา่ เป็นการ เสียมารยาทมาก ส่งิ ใดทบ่ี รรพบุรษุ สร้างไว้หรือ จนเกิดความเข้าใจผดิ วา่ เสน้ สปาเกต็ ตี้ และเส้นมกั กะโรนี
กำ� หนดไว้ จะไม่มีผู้ใดกลา้ ฝ่าฝนื คนจนี จึงรกั ษาธรรมเนียมการกิน ทั้งหลายมีต้นต�ำรบั เป็นชนชาติยุโรป
ด้วยมือ อยเู่ ปน็ เวลานานหลายร้อยปีไควจ่ ึ หรือ ตะเกียบนบั เปน็
มรดกทางวัฒนธรรมอันลำ�้ ค่าอยา่ งหนงึ่ ของจีน

อดุลย์ รัตนม่นั เกษม (2020). วัฒนธรรมตะเกยี บ. สบื คน้ 24 พฤศจิกายน 2564. จาก
https://www.lib.ru.ac.th/journal/chopstriks.html

8

CULTURE

9

CULTURE

10

CULTURE

CHINA

การใชต้ ะเกียบเปน็ ท้ังอุปกรณ์ท�ำอาหารและรบั ประทานอาหาร
แพร่กระจายไปท่วั เอเชียตะวันออกเมอื่ เวลาผา่ นไป นักวิชาการเชน่
Isshiki Hachiro และ Lynn White ได้ตัง้ ขอ้ สงั เกตว่าโลกถูกแบง่ ออก
เป็นสามประเพณีการรับประทานอาหารหรอื ทรงกลมวฒั นธรรม
อาหาร มีท้งั คนที่กินดว้ ยนิ้ว กบั คนทมี่ สี อ้ มและมีด จากนน้ั ก็มี
“ทรงกลมวัฒนธรรมตะเกียบ” ทปี่ ระกอบดว้ ยจีน ญปี่ ุ่น เกาหลี
ไต้หวนั และเวยี ดนาม

เมือ่ ชาติพันธ์ุจนี อพยพออกไป การใช้ตะเกียบเป็นเครอ่ื งมือ
ในการรับประทานอาหารส�ำหรับอาหารชาตพิ ันธบุ์ างประเทศไดเ้ กดิ
ข้นึ ในประเทศแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ เชน่ กัมพชู า
ลาว เนปาล มาเลเซีย เมียนมาร์ สงิ คโปร์ และไทย ในสงิ คโปร์
และ มาเลเซยี ชนชาตจิ นี มกั กนิ อาหารทุกอย่างดว้ ยตะเกียบ
ในขณะทช่ี าวอินเดียและมาเลย์ (โดยเฉพาะในสงิ คโปร์) ใชต้ ะเกียบ
เพ่อื บรโิ ภคอาหารประเภทเส้นเท่านนั้ โดยรวมแล้ว การใช้ช้อน
หรอื ส้อมเป็นเรือ่ งปกตมิ ากขึ้นในภมู ภิ าคเหล่าน้ี โดยทั่วไปจะใช้
ตะเกยี บในประเทศลาว เมยี นมาร์ ไทย และเนปาลเพอ่ื บริโภคบะหมี่
เท่าน้นั ในทำ� นองเดียวกัน ตะเกียบไดร้ ับการยอมรบั มากขนึ้ เกีย่ วกับ
อาหารเอเชียในฮาวาย

ในปหี น่งึ ๆ ประเทศจีนผลิต ตะเกยี บไม้ราว 45 ล้านคู่ 
เทยี บเท่ากบั ต้นไมท้ เ่ี ป็นวัตถดุ บิ ตน้ ทางจ�ำนวน 25 ล้านตน้  
โดยมากกวา่ คร่ึงของทง้ั หมดถกู ส่งออกไปขายในประเทศญี่ปนุ่  
จนถึงปจั จุบันจนี ก็ยงั ครองแชมปผ์ ้ผู ลิตตะเกยี บรายใหญ่ที่สุดของโลก

ประเทศจนี เป็นประเทศทส่ี ง่ ออกตะเกยี บเปน็ อนั ดับ1ของโลก
และมปี ระวัตอิ ยา่ งยาวนานเกี่ยวกบั การใชต้ ะเกียบบนโตะ๊ อาหาร
ควบคไู่ ปกับเมนอู าหารแบบเส้นท่ีเปน็ เอกลักษณ์ของจีน
ปจั จบุ ันตะเกยี บไดพ้ ฒั นามาตามยคุ สมัยเร่ิมเปน็ ท่นี ิยมในชาติ
ตะวนั ตกมากขึ้น จึงทำ� ใหต้ า่ งชาตนิ �ำวฒั นธรรมตะเกยี บมาใช้กันจน
ถึงปจั ุบนั จนกลายเปน็ สง่ิ ส�ำคญั บนโตะ๊ อาหารไป

การใช้ตะเกยี บของจีนจะยังคงอย่คู ู่บนโต๊ะอาหารตอ่ ไปเรอื่ ยๆ
และจะเป็นทน่ี ิยมในชาติตะวันตกมากขึน้ เขาจะมองวา่ มนั คือสงิ่ ท่ี
แปลกใหม่ โดยเขาอาจจะรู้จกั การใชต้ ะเกยี บจากการกินก๋วยเตี๋ยว
หรือจากอาหารจีน-ญีป่ ุน่ แตอ่ าจจะมกี ารเปลย่ี นแปลงไปบา้ งเชน่
คนเอเชยี สมัยใหมอ่ าจจะใชช้ อ้ นส้อมมากกวา่ ตะเกียบ

11

CULTURE

JAPAN

JAPAN

หากพูดถึงประเทศญีป่ นุ่ แลว้ สัญลักษณ์การแต่งกายทช่ี าวโลกรจู้ ักกนั ดีคอื ชุดกโิ มโน
ซ่ึงเปน็ ชดุ ประจำ� ชาตขิ องประเทศญี่ป่นุ กโิ มโน มตี ้นก�ำเนิดมาจากโรงงานทอผา้ นอก

กำ� แพงเมอื ง ในสมัยเอโดะ แล้วไดม้ ีการเปลย่ี นแปลงวิวัฒนาการมาทลี ะน้อย
ไมว่ ่าจะเป็นขนาดหรือสีสนั ของชุดทส่ี วมภายในโดยพวกขนุ นางชน้ั สูงสมยั ไฮอัน

12

CULTURE

IRA MELLEN

Your it to gave life whom as. Favourable dissimilar resolution
led for and had. At play much to time four many. Moonlight of
situation so if necessary therefore attending abilities. Your it to
gave life whom as. Favourable dissimilar resolution led for and

had. At play much to time four many.

13

JAPAN

ค�ำวา่ กโิ มโน (kimono) ถา้ แปลตามตัวแลว้ หมายถงึ เสือ้ ผ้า นกั รบซามไู รแต่ละสำ� นกั จะแตง่ ตวั แบง่ แยกตามกล่มุ ของตนเอง
ถือได้ว่าเป็นชุดประจำ� ชาตขิ องญปี่ ุน่ สามารถสวมใส่ไดท้ ้งั ผชู้ ายและ เรียกว่าเป็น “ชุดเคร่อื งแบบ” โดยชุดทใ่ี ส่น้ี แบง่ ออกเปน็ 3 ส่วน
ผหู้ ญิง มลี ักษณะพิเศษตรงท่ชี ายเสอื้ จะเป็นรปู สเ่ี หลี่ยมผนื ผ้า คือ ชดุ กโิ มโน ชดุ คามิชโิ ม ตัดเย็บด้วยผ้าลนิ นิ ใสค่ ลุมชดุ กโิ มโนเพอื่
และมีผา้ แพรพันสะเอว (obi) ตา่ งกบั ชุดท่เี ป็นเส้ือผ้าของตะวนั ตก ให้ไหล่ดตู ้งั และกางเกงขายาวทด่ี ูเหมอื นกระโปงแยกช้ินชดุ กิโมโน
(yofuku) อยา่ งชดั เจน ของซามไู รจำ� เป็นตอ้ งเน้ียบมาก ดังนัน้ จึงเปน็ ช่วงทีพ่ ัฒนากิโมโน
ไปอีกข้ัน จนเป็นผลงานศิลปะชน้ิ หนึ่ง
สมัยนารา (ค.ศ. 710 - 794) ก่อนที่ชดุ กิโมโนจะเป็นทนี่ ยิ ม
ชาวญ่ปี ุ่นมกั แต่งชดุ ทอ่ นบนกับทอ่ นลา่ งเหมือนกันหรือไมก่ เ็ ป็นผ้าชนิ้ สมยั ต่อมา ในยคุ เมจิ (ค.ศ. 1868 - 1912) ญปี่ ุ่นได้รับอิทธิพลจาก
เดียวกันไปเลย ต่างชาติมากขน้ึ ชาวญ่ปี ุ่นเปลี่ยนมาใส่ชดุ สากลในชวี ิตประจำ� วัน
และจะใส่ชุดกิโมโนเม่อื ถงึ งานที่เป็นพธิ ีการเทา่ นั้น
ตอ่ มาในสมยั เฮอัน (ค.ศ. 794 - 1192) ซ่ึงถือเป็นชว่ งเริ่มตน้ การ
ใส่กิโมโน ชาวญป่ี นุ่ พัฒนาเทคนคิ การตัดชดุ เสือ้ ผา้ ดว้ ยการตัดผ้า กโิ มโนนั้นได้รบั อทิ ธิพลมาจากเครือ่ งแต่งกายจากประเทศจีน
เป็นเส้นตรง เพอ่ื ใหง้ ่ายต่อการสวมใส่ หยิบมาคลุมตวั ไดท้ นั ที โดยตรงมาสู่ญ่ีปนุ่ จนเกดิ กิโมโนซง่ึ เสื้อผา้ ของจีนที่รบั อธิ พิ ลมานั้น
อีกทง้ั ยงั เปน็ ชุดทีเ่ หมาะกับทกุ สภาพอากาศ สามารถเปลยี่ นเนอ้ื ผา้ คล้ายกบั กิโมโนในครง้ั แรกของญปี่ นุ่ คอื เสอ้ื ผ้าจีนแบบด้ังเดมิ ที่ไดร้ ับ
ทต่ี ัดเยบ็ ให้เหมาะกบั ฤดกู าล ความสะดวกสบายน้ีทำ� ให้ชุดกโิ มโน การแนะนำ� ใหร้ ู้จกั กับญ่ีปุน่ ผา่ นทางทูตจนี ในสมัยโคฟนุ โดยการ
แพรห่ ลายไปอยา่ งรวดเร็ว โดยวงการแฟชั่นสมยั น้นั ผ้ตู ัดเยบ็ ก็จะคิด อพยพระหว่างสองประเทศและทตู ไปยงั ราชส�ำนักราชวงศถ์ งั ท�ำให้รปู
หาวิธีทท่ี �ำใหช้ ดุ กโิ มโนมีสสี นั ผสมผสานกันดว้ ยสตี า่ งๆให้เหมาะสม แบบการแต่งกายรปู ลักษณแ์ ละวฒั นธรรมของจนี กลายเปน็
กบั สภาพอากาศและชนชั้นทางสงั คมถอื วา่ เปน็ ช่วงท่ชี ุดพฒั นา เร่อื งทีย่ ง่ิ ใหญ่มาก
ในเร่อื ง สี มากทีส่ ุด
เป็นท่นี ิยมในสงั คมศาลญ่ปี ่นุ ศาลจักรวรรดญิ ป่ี ุ่นน�ำมาใช้อย่าง
ในยคุ คามาครุ ะ (ค.ศ. 1338 - 1573) ทงั้ ผู้หญงิ และผู้ชายจะนิยม รวดเร็วรูปแบบภาษาจีนของการะแตง่ กายและเสอื้ ผา้ มหี ลักฐานของ
ใสช่ ดุ กิโมโนทส่ี ีสันแสบทรวง ยิ่งเปน็ นกั รบจะต้องยิง่ ใส่ชุดที่สีฉูดฉาด กลมุ่ ตวั อย่างทีเ่ กา่ แก่ทส่ี ดุ ของ shibori ผา้ ผกู ยอ้ มเก็บไวท้ ว่ี ัด
มากๆเพื่อแสดงถงึ ความเปน็ ผ้นู ำ� Shosoin เปน็ ภาษาจีนในการใหก้ ำ� เนดิ เนอื่ งจากข้อ จำ� กัด
ของความสามารถของญ่ีปุ่นท่ีจะผลติ ผา้ ท่เี ก็บไว้ในเวลาน้ัน
ตอ่ มาในยุคเอโดะ ( ค.ศ. 1600-1868 ) ชว่ งทีโ่ ชกุนโตกกู าวา
ปกครองญีป่ ่นุ โดยใหข้ นุ นางไปปกครองตามแควน้ ต่างๆ นนั้ ในชว่ งนี้

14

CULTURE

ในชว่ ง Heian ญี่ปนุ่ หยุดส่งทตู ไปศาลราชวงศจ์ ีนซ่ึงนำ� ไปสู่ วฒั นธรรมการใส่ชดุ กิโมโนมปี ระโยชน์ตอ่ ประเทศญป่ี ุ่นใน
การป้องกันสนิ คา้ ท่ีจนี ส่งออกรวมท้งั เส้ือผา้ ไมใ่ หเ้ ข้าพระราชวัง เรอ่ื งของดา้ น เศรษฐกิจ และ สังคมด้านเศรษฐกจิ ดว้ ยชดุ กโิ มโน
อมิ พีเรยี ลและเผยแพรไ่ ปยังชนชน้ั สูงซ่งึ เป็น อนุญาติโตตุลาการหลัก เป็นชุดประจำ� ชาตญิ ปี่ ่นุ ทม่ี คี วามสวยงาม และ เหน็ ได้ยาก
ในการพัฒนาวฒั นธรรมญ่ปี นุ่ แบบดง้ั เดมิ ในเวลาน้นั และมีเพียงคน ทำ� ใหน้ ักท่องเทยี่ วทว่ั โลกทีม่ าเทีย่ วญ่ีปุ่นเกิดความสนใจ จึงส่งผล
เดียวทส่ี ามารถหรืออนญุ าตใหส้ วมใส่เสื้อผา้ ดงั กลา่ วได้ สญุ ญากาศ ต่อให้มนี ักทอ่ งเท่ียวมาเที่ยว
ทางวัฒนธรรมทต่ี ามมานำ� ไปส่กู ารเออ้ื ใหว้ ัฒนธรรมญี่ป่นุ เป็นอิสระ
จากแฟช่ันจีนไปสรู่ ะดบั ท่ีมากข้นึ องคป์ ระกอบทีเ่ ห็นนก้ี อ่ นหนา้ นี้ สรา้ งรายได้ใหก้ บั ประเทศตอ่ ๆกนั ไปในหลายรูปแบบ บางคน
ยกมาจากศาลราชวงศ์ถงั พฒั นาข้ึนโดยอสิ ระเปน็ สิ่งทีเ่ รียกว่า มาเทีย่ วก็อยากจะรับวัฒนธรรมและเรียนรกู้ ม็ ักเช่าชดุ กโิ มโนมาใส่
“วัฒนธรรมประจำ� ชาติ” หรือ “ วัฒนธรรมโคคุฟุ” รายไดน้ อกจากไดจ้ ากต๋วั เครอื่ งบินการเดินทางแล้ว การทนี่ กั ท่อง
(国風文化, kokuf k-bunka) เป็นค�ำทใ่ี ชเ้ รยี ก เที่ยวสนใจมาเที่ยวยังเกิดรายไดห้ มุนเวยี นในประเทศอีกด้วย เงนิ
วฒั นธรรมญ่ีปุน่ สมยั เฮอันโดยเฉพาะชนชน้ั สูง ไหลเขา้ ประเทศ แถมยังกระจายต่อสู่ประชาชนทีท่ ำ� อาชีพต่างๆ
เช่น รับให้เชา่ ชดุ กิโมโน เมอื่ ใสช่ ดุ ก็ต้องไปเท่ยี วตามสถานทตี่ า่ งๆ
กก็ ระจายรายไดต้ อ่ ไปอีก ท�ำใหเ้ ศรษฐกจิ เดินหนา้

ในดา้ นสงั คม ญีป่ ุน่ จะนิยมใสช่ ุดกโิ มโนเมื่อมงี านพธิ ตี า่ งๆ
การแตง่ ตวั ด้วยกิโมโนถอื เปน็ ชดุ เก่าแก่ประจ�ำชาติ แสดงถึงความ
เปน็ ญป่ี นุ่ เมือ่ เขา้ สังคมจงึ นิยมแตง่ ตวั ด้วยกิโมโน สร้างความน่า
เช่อื ถอื ทปี่ ฏบิ ัตกิ ันมาอย่างยาวนาน การเขา้ หาผใู้ หญห่ รอื คนใน
สงั คมหากท�ำตามระเบียบอยา่ งท่ีเป็นกจ็ ะไดค้ วามประสบสำ� เรจ็ กลับ
มาจากการเข้าสงั คม ถือเปน็ ข้อทีส่ ำ� คญั มาก

ไม่ปรากฏ). (ไมป่ รากฏ). การเเตง่ กายประเทศญ่ปี นุ่ . สบื คน้ เมอ่ื 17 พฤศจิกายน 2564,
จากhttps://sites.google.com/site/pattarasuda236100/kar-ete-ngkay-pra-
thes-yipun? tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog

Suki Desu. (ไม่ปรากฏ). กิโมโน – ทกุ อย่างเก่ียวกับเสือ้ ผา้ ญ่ีปุ่นแบบด้งั เดมิ . สืบคน้
เมอื่ 17 พฤศจกิ ายน 2564, จาก https://skdesu.com/th/แบบดง้ั เดมิ -ญป่ี ุน่ -เส/้ื

15

CCUULlTTUURREE

16

CULTURE

อทิ ธพิ ลน้ีมคี วามคลา้ ยคลงึ มากจากจนี เพราะมลี วดลาย
สวยงามและสนั สันสดใส มีลักษณะเปน็ เสื้อคลมุ ยาวๆ มีผ้าคาดเอว
จนเร่มิ มีการดัดเปล่ียนแปลง ใหเ้ ป็นแบบญีป่ ่นุ มีเอกลกั ษณข์ องญ่ีปุ่น
มากขึน้ มีการแบ่งแยกชดั เจนในเร่อื งของสสี ันและรูปแบบตาม
สถานะทางสงั คม

โดยเฉพาะผ้าคาดเอวทีเ่ รียกว่า “โอบิ” นน้ั มีการดดั แปลงและ
เพิ่มวิธกี ารผกู แบบใหมๆ่ ขน้ึ อยา่ งมากมาย ทำ� ให้การสวมใสก่ ิโมโน
ได้รับความนยิ มอยา่ งแพร่หลาย กลายเป็นชุดประจ�ำชาติที่สง่างาม
จนมาในช่วง 100 ปใี ห้หลงั นี้ ทว่ี ฒั นธรรมตา่ งชาตเิ ขา้ สูญ่ ีป่ ุ่นมากขนึ้
ชดุ ประจ�ำชาตอิ ยา่ งกิโมโนจงึ ถกู ลดบทบาทลง กลายเป็นชดุ ท่ใี ช้ใน
งานเทศกาล พธิ กี ารส�ำคัญๆ หรอื งานแสดงแบบโบราณเท่าน้ัน

เนอื่ งด้วยชดุ กิโมโนมีมาตง้ั แตส่ มยั โบราณแล้ว ด้วยชุดในสมัย
กอ่ นนอกจากสวยงามแลว้ ยังชว่ ยใหค้ วามอบอุ่นในฤดูหนาวด้วย
และพัฒนาตอ่ มาจนเกิดเป็นกโิ มโนทีส่ วยงาม และกลายเปน็
เอกลกั ษณป์ ระจ�ำชาตไิ ปแลว้ หากให้นกั ท่องเทีย่ วนกึ ถึงญ่ีปุน่ กต็ ้อง
นึกถงึ ชดุ กิโมโน

และคาดวา่ ในอนาคตกค็ งไม่มกี ารเปลย่ี นแปลงมากนกั เนอ่ื ง
ดว้ ยในปจั จุบันคนในประเทศญีป่ นุ่ นยิ มแต่งกายแบบชาวตะวนั ตก
และจะใส่ชุดกิโมโนแคต่ อนท่ีมงี านพิธเี ท่านน้ั ซ่ึงในยุคปจั จบุ ันและ
อนาคตการแต่งตัวด้วยชดุ กิโมโนทุกวนั นนั้ ไมส่ ะดวกนกั จงึ มกี ารแต่ง
กายแบบชาวตะวันตกเพ่อื ความสะดวกในการใชช้ ีวิต และในอนาคต
ต่อไปกย็ งั คงเปน็ เชน่ น้นั ชุดกิโมโนจะถูกหยิบมาใส่เฉพาะงานสำ� คัญ
หรือตอนที่ตอ้ งแต่งเทา่ นน้ั แต่ไมใ่ ชก่ ารใชช้ วี ิตในทกุ ๆวนั
และดว้ ยเหตุนี้จึงเกดิ การยอมรบั อยา่ งแพรห่ ลายในประเทศ
จากประโยชนใ์ ชส้ อ้ ยเปลี่ยนเปน็ ความสวยงาม และกลายเปน็
เอกลักษณจ์ นเปน็ ชดุ ประจำ� ชาติ

17

CULTURE

KOREA

รู้หรอื ไม่ ว่าเกาหลีเปน็ ประเทศท่มี ีอตั ราการดื่มเคร่ืองดมื่ แอลกอฮอลเ์ ป็นอนั ดับที่ 6 ของโลก
และเป็นแชมปข์ องเอเชีย (อนั ดบั ของเอเชีย 2 ได้แกเ่ วยี ดนาม และอันดบั 3 ของเอเชยี ได้แก่
ไทย พดู ให้เห็นภาพคอื ชาวเกาหลีใต้ดม่ื เยอะอยา่ งทวี่ ่าเฉพาะในเกาหลใี ตเ้ อง มสี ถติ ิว่าโซจู

ถูกจ�ำหนา่ ยไปราว ‘คนื ละ’ 7 ล้านขวด! แถมวัฒนธรรมการกระดกโซจูเพยี วๆ ยังส่งให้
เกาหลีใตก้ ลายเป็นประเทศท่มี ีการบรโิ ภคเหลา้ เพยี วราวอาทติ ยล์ ะ 14 ช็อต/ คน สูงกวา่

สุดยอดนกั ดื่มของโลกอยา่ งรสั เซียไปเกือบๆ 1 เท่าตวั



CULTURE

KOREA

เครอ่ื งดืม่ มึนเมาอยกู่ ับสงั คมเกาหลีใตม้ าทกุ ชว่ งเวลา นบั ตง้ั แต่ อยา่ งไรกต็ าม รากฐานและความร่งุ เรอื งจากยุคก่อนหน้า ถกู ลบ
ยุคสามราชอาณาจกั ร (57 ปกี อ่ นคริสตกาล – ค.ศ. 668) ผู้คนที่อาศัย หายไปในช่วงท่ีเกาหลตี กเป็นดินแดนในอารกั ขาของญปี่ ุ่น
อยใู่ นแถบคาบสมทุ รเกาหลีก็ไดค้ ้นพบวธิ กี ารหมักข้าวใหก้ ลายเป็น (ค.ศ. 1907 – 1945) เพราะรฐั บาลญป่ี ุ่นไดม้ ีการนำ� เข้าเหล้าสาเกและ
เครือ่ งดม่ื แอลกอฮอล์ เรยี กว่าไวน์ขา้ ว แล้วพัฒนามาใชผ้ ลติ ผล เบียร์ จงึ มกี ารเกบ็ ภาษสี ุราข้ึน ทั้งยงั มกี ารตั้งโรงกลัน่ ประจำ� หม่บู า้ น
ทางการเกษตรอยา่ งอื่นมาหมกั จนเกดิ เป็นเครือ่ งด่มื แอลกอฮอล์ โดยต้องเสียภาษีให้แก่รฐั และห้ามใหป้ ระชาชนหมกั ไวน์และกลนั่
อกี หลายชนดิ จนกลายเปน็ สนิ คา้ ส่งออกมาตงั้ แตย่ คุ นั้น เหล้าเองในครัวเรือน ประชาชนสว่ นใหญ่จงึ หันไปดม่ื สาโทญ่ีปนุ่ แทน
ส่วนสตู รเครือ่ งดองของเมาประจำ� ตระกลู ทเ่ี คยสืบทอดกันมากค็ อ่ ยๆ
กรรมวธิ ีการผลติ ไวน์ขา้ วของเกาหลเี ริ่มซบั ซ้อนขึ้นในอาณาจักร สูญหายไปในช่วงนี้น่นั เอง
โคริว (ค.ศ. 919 – 1392) ไมว่ า่ จะเป็นการหมกั หลายครงั้ การเตมิ
ข้าวสกุ เขา้ ไปในไวน์ข้าวเร่อื ยๆ เพ่อื เพม่ิ เปอร์เซนตแ์ อลกอฮอล์ และ จนกระท่งั เม่ือเกาหลไี ดร้ ับเอกราชกลับคนื มาหลังปี ค.ศ. 1945
การใสส่ มนุ ไพร ใส่สว่ นผสมอ่ื ๆ เพ่ือปรับรสชาติและเพิม่ สรรพคณุ ให้ กระบวนการผลติ เครอื่ งดื่มแอลกอฮอลจ์ งึ กลับมาพฒั นาข้นึ อีกครง้ั
กับไวน์ขา้ ว รวมถึงมกี ารใช้เทคนคิ กล่ันเหลา้ ซึ่งได้มาจากการตดิ ต่อกบั มีการใช้วัตถดุ ิบอ่ืนๆ เช่นกากนำ�้ ตาลและมันฝร่ังมาใชแ้ ทนข้าว
มองโกเลีย เคร่อื งด่ืมแอลกอฮอลใ์ นยุคโคริวจงึ มีท้ังไวน์ข้าว เพื่อแก้ไขปญั หาการขาดแคลนข้าวในช่วงสงครามเกาหลี รวมถงึ มีการ
(มอคคอลล)ี สุรากลน่ั (โซจ)ู อันนับไดว้ า่ เป็นรากฐานของการผลิต ตัง้ โรงงานผลติ เคร่ืองดืม่ แอลกอฮอลโ์ ดยใช้เทคนิควธิ แี บบตะวันตก
เครอื่ งดองของเมาของชาวเกาหลีใต้มาจนถงึ ในปัจจบุ ันน้ี เสน้ ทางของน�ำ้ เมาในเกาหลจี งึ หลากหลายข้นึ อกี ครงั้ ท้ังจากโซจูและ
ไวนข์ า้ วแบบดั้งเดิม ไปจนถงึ บร่นั ดี วิสก้ี หรอื วอ้ ดกา้ ประกอบกบั การ
ถดั มาในยุคโซซอน (ค.ศ. 1392 – 1910) เมือ่ เกาหลีมลี ัทธขิ งจือ๊ รับวฒั นธรรมการด่มื เบียร์แบบอเมริกาท่เี ขา้ มาในภายหลัง ในปจั จุบัน
เปน็ ความเช่อื หลัก การไหวบ้ รรพบุรุษจงึ มีบทบาทในการพัฒนาและ นชี้ าวเกาหลีใตจ้ งึ มีหนทางสู่ความมนึ เมาอนั แสนหลากหลาย ทงั้ โซจู
สืบทอดสตู รการทำ� ไวน์ข้าวและสุรากลั่นของแตล่ ะบ้าน ด้วยเชือ่ วา่ เมื่อ รสชาตติ า่ งๆ การผสมผเสกบั น�้ำหวาน เยลล่ี เพอื่ ให้เกิดเครอ่ื งดม่ื
ไหวบ้ รรพบรุ ุษจะต้องไหวด้ ว้ ยขา้ วปลาอาหารท่ดี ีทส่ี ุดเทา่ น้นั แตล่ ะ รสชาติดีกนิ ง่าย ไปจนถึง ‘โซแมก็ ’ หรือโซจูบอมบ์ ท่ีเสิร์ฟโดยใส่โซจู
บ้านจึงมสี ตู รเครอื่ งดม่ื แอลกอฮอลเ์ ฉพาะทสี่ ร้างสรรค์และสืบทอดกัน ท้งั ช็อต (รวมถึงแก้ว) ลงไปในเบียร์แกว้ ใหญ่อีกที กลายเปน็ เมนู
มารุน่ ต่อรุน่ เพื่อเกบ็ ไว้เปน็ สูตรประจำ� วงศต์ ระกลู โดยมลี กู สาวคนโต สดุ ยอดแอลกอฮอลท์ ท่ี ้ังสนุก ตนื่ เต้น และเมาแบบสองต่อในแก้วเดียว
เป็นผู้สืบทอดสตู รตอ่ จากแม่ และจะเก็บไว้เปน็ ความลบั ประจ�ำตัว คลนื่ ลกู ใหมข่ องการดื่มแอลกอฮอล์ในเกาหลี คอื คราฟต์เบียร์ที่ผลติ
แม่บา้ นของตระกลู ใหญ่โตก็นิยมปรุงไวน์ข้าวเพือ่ เก็บไวใ้ ช้ตอ้ นรบั แขก ขึ้นในเมืองต่างๆ ไม่วา่ จะเป็นเจจู ปูซาน หรือกังนมั เรียกวา่ หากเดนิ
บ้านไหนที่มไี วนข์ ้าวรสชาติดีกจ็ ะเป็นท่เี ชิดหนา้ ชูตา นอกจากน้ียงั มี ทางไปที่เมืองไหนก็ควรไดก้ ินคราฟตเ์ บียรซ์ ง่ึ เปน็ เอกลักษณข์ อง
การนำ� เข้าไวน์และเหล้าจากตา่ งประเทศในช่วงปลายของยุคโซซอน เมอื งนน้ั กระแสการดม่ื แบบเกาหลีในปัจจบุ ันยงั พฒั นาตอ่ เนอ่ื งไป
จงึ เกิดวัฒนธรรมการชมิ และเกบ็ สะสมเคร่อื งดม่ื แอลกอฮอลจ์ าก เร่อื ยๆ ไมร่ ูจ้ บ ประวัตศิ าสตรข์ ้ึนๆ ลงๆ ของนำ�้ เมาแบบเกาหลีนี้
ตา่ งแดนไว้เพื่อแสดงความมัง่ ค่งั และแสดงรสนยิ ม นำ�้ เมาในยคุ โซซอน เป็นอกี จุดหนึง่ ท่ีชี้ใหเ้ หน็ วา่ ความเปน็ นักดืม่ มอื วางอันดบั 1 แห่งเอเชีย
จงึ เปน็ ยคุ แหง่ ความหลากหลายและรุ่งเรือง น้ันไม่ได้ได้มาโดยความบังเอิญแต่อย่างใด

20

CULTURE

21

CULTURE

KOREA

และแนน่ อนวา่ ชาวเกาหลีใตก้ ็มีการก�ำหนดอายุท่จี ะเร่มิ ดื่ม นอกจากนแ้ี ลว้ ชาวเกาหลีใต้ยังมีวิถีการดื่มอกี อย่างหนง่ึ ซ่งึ เป็น
ได้อย่างถูกกฏหมายไว้เมอื่ อายุ 20 ปี การดืม่ จงึ เป็นเรื่องของวัย เรือ่ งสดุ โตง่ ในสายตาคนนอกวัฒนธรรม นน่ั คือการเปล่ียนรา้ นดม่ื
มหาวทิ ยาลัยและวยั ทำ� งานเปน็ หลัก ส�ำหรบั คนเกาหลแี ล้ว ไปเร่อื ยๆ จนถงึ เช้า การด่ืมไปเรื่อยๆ เช่นนี้มเี หตผุ ลหลายอยา่ ง เป็นตน้
การด่มื รว่ มกันจึงเปน็ หนทางส่มู ิตรภาพ การเข้าสังคม รวมไปถงึ วา่ คนเกาหลถี ือว่าการดืม่ ดว้ ยกันคอื การแสดงนำ้� ใสใจจริง หากเพอ่ื น
ความก้าวหน้าในหนา้ ทก่ี ารงานอีกด้วย ประกอบกบั คา่ นิยมในสงั คม คนหนงึ่ ชวนเพื่อนคนอืน่ ๆ ไปเลี้ยงข้าวท่ีร้านหน่ึง คนในวงก็จะต้อง
ทใี่ ห้ความสำ� คัญกบั ระบบอาวุโสอยา่ งเคร่งครัด กระทั่งในวงเหลา้ เปลยี่ นมือกนั เปน็ เจ้าภาพเล้ยี งเหลา้ ในรา้ นอ่นื ๆ จงึ มีการตอ่ ไปรา้ นท่ี 2
กจ็ ะมวี ถิ ีปฏิบัตเิ ฉพาะตวั ท่นี า่ สนใจ ร้านที่ 3 กนั ตลอดคนื เพอื่ แสดงถึงความใจกวา้ งและใจนักเลงของอีกฝา่ ย

อย่างแรกกค็ อื ในการดม่ื โซจู คนเกาหลจี ะไม่นยิ มรินโซจใู ห้กบั หรือเหตุผลอีกขอ้ หน่ึงท่ที �ำใหช้ าวเกาหลดี ่ืมต่อกนั ถึงเช้า อาจเป็น
ตัวเอง (ยกเว้นการไปนั่งดื่มคนเดียว)ในพ้นื ที่นอกเมือง การรวมตัวกนั เพราะวา่ รถโดยสารสาธารณะในเกาหลนี ั้นไม่ไดม้ ีตลอดคืนและคา่ แท็กซี่
เพ่ือดม่ื มักเกดิ กับคนอายุร่นุ ราวคราวเดยี วกนั เป็นเพ่อื นกัน น้นั ก็แพงแสนแพงอยา่ งทวี่ า่ อาจถึงครึ่งหม่นื ได้ แต่ขณะทีเ่ คร่ืองดืม่
แต่ในพืน้ ทเ่ี มอื ง ซ่ึงเตม็ ไปดว้ ยมหาวทิ ยาลัยและบรษิ ัทตา่ งๆ การดืม่ แอลกอฮอล์นัน้ สามารถหาซอื้ ได้ตลอด 24 ช่วั โมงในราคาท่ไี มแ่ รงนกั
มกั รวมคนหลายร่นุ ไวด้ ว้ ยกนั คนผู้น้อย ทงั้ น้อยด้วยอายุและนอ้ ย
ดว้ ยต�ำแหน่งในหน้าที่การงาน จะตอ้ งเป็นผู้รนิ เครือ่ งด่มื ให้กบั ผู้
อาวโุ ส โดยจะต้องจบั ขวดด้วยมอื หนง่ึ และประคองขวดหรอื ประคอง
ขอ้ ศอกดว้ ยมอื อกี ขา้ ง จงึ จะถอื ไดว้ า่ เปน็ ทา่ ทที ี่สภุ าพนอบนอ้ ม
ผู้อาวุโสในวงจะจบั แกว้ เหลา้ ดว้ ยมอื เดยี วเพื่อยกข้นึ ด่มื และเมือ่
ผอู้ าวโุ สในวงดมื่ เหล้าจนหมดแก้วแลว้ ก็อาจจะมีการยกแก้วข้นึ เพอ่ื
เป็นสญั ญาณให้ผู้น้อยเติมเคร่อื งดื่มใหอ้ กี ครัง้ หน่ึง

ใช่ว่าผ้นู อ้ ยจะทำ� หน้าทร่ี ินเครอ่ื งดมื่ อยู่ฝา่ ยเดยี วเทา่ นัน้
ผอู้ าวุโสก็จะตอ้ งรินเครื่องดมื่ ใหก้ บั ผู้น้อยดว้ ยเชน่ กัน แต่จะจบั ขวด
ด้วยมอื ขา้ งเดียว สว่ นผนู้ ้อยนัน้ จะตอ้ งยกแก้วรับเครอ่ื งด่ืมด้วยมือ
สองข้าง ในลกั ษณะจับแก้วมือหน่งึ และประของก้นแกว้ ไวด้ ว้ ยมอื อีก
ขา้ งหนงึ่ เมื่อด่มื ก็จะต้องจบั แก้วดว้ ยมอื สองข้าง และหันหน้าออก
จากวงก่อนยกดม่ื ไม่ดม่ื แบบหันหน้าเข้าวงประจันหนา้ กันกับ
ผอู้ าวุโสโดยตรง เพราะจะถอื วา่ ไมส่ ุภาพและไม่ใหเ้ กยี รติรุน่ พี่
หรอื เจ้านายน่ันเอง

ชาวเกาหลีใต้มีธรรมเนียมในการรักษามารยาทและระยะหา่ ง
ระหว่างกนั ดงั นั้นโซจู เบยี ร์ หรอื เครือ่ งด่มื แอลกอฮอล์อ่นื ๆ จึงทำ�
หนา้ ทล่ี ดชอ่ งวา่ งเหลา่ นัน้ ใหร้ นุ่ พ่ีร่นุ นอ้ ง หรอื ลูกน้องกบั เจ้านายได้
สื่อสารกนั ตรงไปตรงมาไดม้ ากขนึ้ การตเิ ตือนกันและกนั เปน็ ไปได้
ง่ายและจริงใจกว่าในวงเหล้า รวมถงึ บรรยากาศเฮฮาสังสรรค์
ก็เปน็ การลดความเครยี ดระหวา่ งคนท่ไี มเ่ คยคุยกนั มาก่อน
ชาวเกาหลีจงึ ชวนกนั ไปด่ืมเหลา้ ในแทบทุกโอกาส ตั้งแต่การ
ทำ� ความรูจ้ ักกับรุน่ นอ้ งในชมรม การนัดบอด ไปจนถงึ การเลีย้ ง
เพื่อขอบคณุ ลูกคา้ หรอื ค่คู า้ ดงั น้นั เม่อื มเี จา้ นาย ลูกคา้ หรือรนุ่ พี่
ในมหาวิทยาลยั ชวนไปดื่ม การปฏิเสธจงึ เปน็ เร่อื งยาก ไปจนกระทงั่
เปน็ ไปไม่ได้เลยทีเดยี ว

22

CULTURE

การอยดู่ ่มื ต่อจนกวา่ รถโดยสารสาธารณะจะเปดิ ให้บรกิ ารอกี ครง้ั
ในเชา้ วนั ถดั ไปจึงเปน็ ทางเลือกทีด่ กี วา่ โดยการดื่มไปเรอื่ ยๆ แบบน้มี กั
เร่ิมจากร้านอาหารทีม่ ีการสง่ั เหลา้ หรอื เบยี รเ์ ล็กน้อย หลังจากนั้นจึงไป
ดมื่ ต่ออย่างหนักหนว่ งทรี่ ้านไกท่ อดหรือร้านคาราโอเกะ แล้วตอ่ ด้วย
ร้านสนุ๊ก ร้านเกมเบสบอล หรือตีกอลฟ์ แบบผูใ้ หญ่ ซึ่งร้านหลังๆ
จะส่งั เคร่อื งด่ืมมาจิบเพียงเลก็ นอ้ ย เพ่อื ให้สรา่ งเมาทันกลับบา้ น
ในตอนเช้า และอาบนำ้� แต่งตวั ไปทำ� งานได้ตามปกติ

สง่ิ ท่ีน่าสนใจก็คือ ชาวเกาหลีใตม้ วี ฒั นธรรมการดม่ื ทีแ่ ทรกอยู่ใน
ทกุ แวดวงและทกุ รปู แบบ กระทง่ั วา่ ไอดอลหนุ่มๆ สาวๆ ยังสามารถเป็น
พรีเซนเตอร์ขายโซจูยหี่ อ้ ตา่ งๆ ได้ จึงสะทอ้ นว่าสงั คมเกาหลไี ม่ได้ตดั สนิ
คนดม่ื สรุ าวา่ เปน็ คนทดี่ หี รือไมด่ ี แต่หากดื่มแล้วไม่สามารถตืน่ ไป
ท�ำงานตอนเช้าได้ตามปกตนิ น่ั ต่างหากทจ่ี ะท�ำใหส้ ังคมตัดสินวา่ คณุ
เปน็ คนไรค้ วามรับผดิ ชอบ และไม่นา่ ทำ� งานด้วยเปน็ อย่างย่งิ

23

CCUULlTTUURREE

ค�ำถามท่ีวา่ ทำ� ไมคนเกาหลีถงึ ดม่ื เกง่ นั้นนา่ สนุกแล้ว แต่เมอื่ นอกจากน้ี ดว้ ยความพยายามผลักดันและกลยุทธ์ขยาย
ล่วงเลยยดื ยาวมาจนถงึ บรรทัดนี้ ค�ำถามใหม่ทีว่ ่าคนไทยก็ด่มื เก่ง เครือขา่ ยทางการตลาดทป่ี ระสบความสำ� เร็จในฝง่ั สหรฐั อเมริกา,
แสนเก่ง แตท่ �ำไมเครอื่ งดองของเมาของบา้ นเราถึงไมส่ ามารถบกุ แคนาดา, สหราชอาณาจักร และเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ ก็ย่งิ ท�ำให้
ไปตีในตลาดโลกได้สกั ที กน็ า่ ขบนา่ คิดไมแ่ พ้กัน จรงิ ไหม? โซจชู งิ ส่วนแบง่ ตลาดและเจิดจรสั ขึ้นบนเวทโี ลก อ้างอิงจาก Market
Watch ตลาดโซจูท่ัวโลกมีมูลค่า 3,025.2 ลา้ นดอลลาร์สหรฐั ในปี
Melissa.(2021).// The History of Soju and its Moderniza- 2020 คาดวา่ จะสงู ถึง 3,553.6 ลา้ นดอลลารส์ หรฐั ภายในสนิ้ ปี 2026
tion/November 15,2021. from https://10mag.com/the-history-
-of-soju-and-its-modernization/ ในขณะเดยี วกัน กไ็ ด้มคี วามพยายามเคลือ่ นไหวอยา่ งหนักท่จี ะ
น�ำโซจูกลั่นในแบบดั้งเดิมทผ่ี ลติ จากข้าวเน้นๆ กลบั มา โดยบางเมอื ง
Joe Mcpherson.(2019)// A Brief History of Soju/November ของเกาหลใี ต้ท่ีมชี อื่ เสยี งในเรอ่ื งของการผลติ เหล้า เช่น อนั ดง กม็ ี
15,2021. https://thesoolconnection.com/a-brief-history-of ผู้ผลิตสายคราฟต์ก�ำลังรณรงคก์ นั อย่างจริงจงั เพื่อฟนื้ ฟปู ระเพณี
การดม่ื โซจูในแบบดงั้ เดิมทเ่ี กือบจะสญู หายไปของเกาหลี ให้กลบั มา
-soju-most-popular-spirit/ มชี ีวิตขน้ึ อีกคร้ัง

24

CULTURE

KOREA

เนือ่ งจากเป็นเรอ่ื งด่ืมท่ีมรี าคาไมส่ ูงมาก แถมยงั หาซอื้ ไดแ้ ทบจะ หากพอทราบประวัติศาสตรเ์ กาหลีใตม้ าบ้าง เรากน็ ่าจะ
ทกุ ท่ี หาซ้อื ได้ตลอด 24 ช่ัวโมง โซจูจึงกลายเป็นมติ รแท้ของหนุ่มสาว เห็นได้วา่ ประชากรของประเทศเกาหลีนนั้ ตอ้ งตอ่ สูก้ ับเรอื่ งปากทอ้ ง
วยั ท�ำงาน เป็นตวั ช่วยในการปลดปล่อยความเครยี ดของแตล่ ะวันเพ่อื อย่างหนกั หนว่ งมาแทบจะตลอดระยะเวลาในประวตั ศิ าสตรป์ ระเทศ
ใหม้ แี รงไปท�ำงานขบั เคล่อื นประเทศในวันต่อไปได้ จะเรียกว่าโซจู ไม่วา่ จะเปน็ ความขดั แยง้ ภายใน ภยั สงครามและเจ้าอาณานิคม
เป็นเครื่องด่ืมสรา้ งชาตขิ องเกาหลใี ต้ก็คงไมผ่ ดิ แปลกเทา่ ไรนัก ภายนอก และช่วงบกุ เบิกสกู่ ารเปน็ ประเทศอุตสาหกรรมซ่งึ เปน็ ปัจจยั
หลักท่ีท�ำให้เกาหลใี ตถ้ ีบตัวเองขนึ้ มาเปน็ ประเทศที่มบี ทบาทสำ� คัญ
และในปจั จุบนั ทีป่ ระเทศเกาหลกี ลายเป็นประเทศท่ีแข็งแรงทง้ั เรอ่ื ง ของโลกอีกประเทศหน่งึ ไดใ้ นปัจจุบัน
เศรษฐกจิ การเมือง และ Soft Power ทส่ี ่งตอ่ มาผา่ นกระแส
K-Entertainment วัฒนธรรมเกาหลไี หลบ่ า่ มาพรอ้ มกับความบนั เทงิ เบอ้ื งหลงั ความเจิรญแบบก้าวกระโดดน้ันคอื หยาดเหงอ่ื แรงงาน
และอุปกรณ์อเิ ลกทรอนิกส์ต่างๆ จนคนทั้งโลกยอมรับ แน่นอนว่าโซจู ของหนุ่มสาวชาวเกาหลีท่ีตอ้ งเรยี นหนกั ทำ� งานหนัก ชวี ติ ทีส่ มบกุ -
มอคคอลลี และเคร่ืองดองของเมาของชาวเกาหลกี ็เดินทางไปยังต่าง สมบนั เช่นนั้นทำ� ใหก้ ารผ่อนคลายหลังจากเสร็จสิน้ ภารกิจของ
ประเทศด้วยพรอ้ มๆ กัน ความ ‘ป๊อป’ ของเกาหลีส่งให้คนทั้งโลกรจู้ กั แตล่ ะวันจงึ เป็นเร่อื งท่สี งั คมเกาหลใี ห้ความส�ำคญั อย่างยิ่งยวด
โซจู ในปี 2020 ที่ผา่ นมา เฉพาะโซจูเพียงอย่างเดยี วกม็ ีมูลคา่ ในตลาด จึงไมต่ อ้ งแปลกใจหากในหนง่ึ สัปดาห์ เราจะเหน็ ว่าพนักงานออฟฟศิ
มากกว่า 3 พนั ล้านดอลลาร์สหรฐั ฯ จึงตอ้ งบอกว่าความเป็นชาติ ชาวเกาหลนี ้นั ออกไปด่ืมสังสรรค์ราว 3-5 วันเลยทีเดยี ว และไม่ตอ้ ง
อันแขง็ แกรง่ ของเกาหลีก็ไดส้ รา้ งโซจูให้กลายเปน็ ความมึนเมา แปลกใจท่ใี นยามคอ่ นคืนเราจะสามารถเห็นกองอาเจยี น
ในระดบั โลกด้วยเหมอื นกัน ตามที่โน่นท่นี ี่ของย่านการคา้ ได้เปน็ ปกติ

เมื่อการดื่มกลายเปน็ มติ ิสำ� คัญสำ� หรบั การทำ� งาน ทั้งเพือ่
การผอ่ นคลายและเพ่อื ความสมั พนั ธ์อนั ดีระหว่างค่คู ้าหรือเพอ่ื น
พนักงานด้วยกันเอง ยอดสถติ ขิ องการบรโิ ภคเครอื่ งด่มื แอลกอฮอล์จงึ
เตบิ โตข้นึ ไปด้วย ท�ำให้เครอ่ื งดม่ื สใี สรสชาติร้อนแรงอยา่ งโซจูเตบิ โต
มาเปน็ อตุ สาหกรรมทีแ่ ขง็ แกร่ง ครองตลาดในประเทศได้อยา่ งเหนียว
แนน่ เฉพาะเจ้าดงั อย่างยี่ห้อ JINRO ขวดเขยี วๆ ทีเ่ ราคนุ้ เคยนัน้ มี
กำ� ลงั ผลติ ถงึ ‘นาท’ี ละ 1,000 ขวด นอกจาก JINRO แล้วยังมีเจา้ อื่นๆ
อีกกว่า 60 ช่อื ทำ� ให้การแข่งขนั เรอ่ื งรสชาติ คณุ ภาพ ราคา และการ
โฆษณาของโซจนู น้ั คึกคักว่าที่หลายคนจะคาดเดาได้

บรษิ ทั JINRO เร่มิ กิจการในปี ค.ศ. 1924
(หากเทียบกบั ประวัตศิ าสตร์ประเทศไทยคือปีสุดทา้ ยในรัชสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั หรือร. 6) และด�ำเนินกิจการ
ต่อเนือ่ งมาจนถงึ ปจั จุบัน ในชว่ งแรกของกจิ การ โซจูเปน็ เหมือน
เคร่ืองดม่ื ราคาแพง เพราะเกาหลียังอยู่ในภาวะขาดแคลน จนมาถงึ
ปัจจุบันทโ่ี ซจกู ลายเป็นเครอ่ื งด่ืมราคาถกู (โซจูในเกาหลีคิดเป็นเงนิ
ไทยราคาเพยี งขวดละ 30-50 บาทเท่านนั้ ) กค็ งต้องบอกว่าโซจู
และความมึนเมาในรปู แบบอน่ื ๆ นน้ั อย่กู บั เกาหลีใต้มาทุกยุค

25

CULTURE

26

VIETNAM

ความเชอ่ื และขนบธรรมเนยี มทางสังคมในเวียดนาม
ในเวียดนามครอบครัวและเผา่ มีคณุ ค่าเหนอื ปัจเจกนยิ ม แคลนเปน็ หนว่ ย
ทางสงั คมทสี่ ำ� คัญท่สี ุดในประเทศ และแต่ละกลุ่มมีปรมาจารยห์ ัวหนา้

กลุ่มและแทน่ บูชาของเผา่

CULTURE

VIETNAM

เวียดนามกอ่ นประวัตศิ าสตร์เปน็ ถน่ิ ก�ำเนดิ ของอารยธรรมและสงั คม
ทเ่ี ก่าแก่ท่สี ดุ ในโลก ทำ� ใหเ้ ปน็ หนงึ่ ในกลุม่ คนกลมุ่ แรกๆ ของโลกท่ปี ระกอบอาชีพ
เกษตรกรรม หบุ เขาแมน่ ้ำ� แดงกอ่ ตวั เป็นหน่วยทางภูมศิ าสตรแ์ ละเศรษฐกิจตาม
ธรรมชาติ ลอ้ มรอบด้วยภูเขาและปา่ ไม้ทางทศิ เหนือและทศิ ตะวันตก ทศิ ตะวัน
ออกตดิ ทะเลและทศิ ใต้ตดิ กับสามเหล่ียมปากแม่นำ�้ แดง
ความจ�ำเป็นในการมีอำ� นาจเดยี วในการปอ้ งกนั นำ�้ ทว่ มใน
แม่น�้ำแดง การรว่ มมือในการสร้างระบบไฮดรอลกิ ส์ การแลกเปลย่ี นทางการคา้
และเพือ่ ขับไล่ผบู้ ุกรกุ น�ำไปสกู่ ารสรา้ งรัฐแรกในตำ� นานของเวียดนามเม่ือ
ประมาณ 2879 ปีก่อนคริสตกาล วฒั นธรรมของเวยี ดนามเปน็ หน่งึ ในวฒั นธรรม
ทีเ่ กา่ แกท่ ี่สดุ ในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ โดยในยุคสำ� รดิ ดอ่ งเซิน ซึ่งวฒั นธรรม
ถอื เป็นหน่ึงในบรรพบุรุษท่สี ำ� คัญที่สุดในประวัตศิ าสตร์โบราณ และในหลายๆ
วัฒนธรรมของเวียดนามได้รับอิทธิพลอยา่ งมากจากวฒั นธรรมจนี เนือ่ งมาจาก
การปกครองเหนอื กวา่ 1,000 ปี ในชว่ งเวลานี้ อีกทัง้ ภาษาเวยี ดนามยังเขยี นดว้ ย
อักษรจีน ท�ำใหเ้ กดิ ผลกระทบอยา่ งมากตอ่ วัฒนธรรมของเวียดนามเพราะว่า
เวยี ดนามมกั ถูกมองว่าเปน็ สว่ นหน่ึงของวัฒนธรรมเอเชียตะวนั ออก
(กับจีน ไตห้ วัน เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ และญป่ี นุ่ )
หลังได้รับเอกราชจากจนี ในศตวรรษที่ 10 เวียดนามไดเ้ ริ่มขยาย
พื้นท่ีไปทางทศิ ใตแ้ ละผนวกดนิ แดนซึ่งเดมิ เปน็ ของจำ� ปาและเขมร ส่งผลใหเ้ กิด
อิทธิพลต่างๆ ตอ่ ชาวเวยี ดนาม ในช่วงยุคอาณานิคมของฝร่ังเศส ศาสนาคริสต์
นิกายโรมันคาทอลิกและอกั ษรละติน (อักษรเวียดนาม) ท่ีใชอ้ กั ษรโรมันเปน็
ภาษาเวียดนามได้ถูกน�ำมาใชใ้ นเวยี ดนามท่ีเรียกวา่ Chữ Quốc Ngữ
(National Language Script) หรือ Tiếng Việt Latinh (Latin Vietnamese)
กอ่ นหนา้ นี้ ภาษาเวียดนามเขียนดว้ ยอักษรจีน (Chữ Hán) และอักษรเวียดนาม
(Chữ Nôm) ท่ีมีพนื้ ฐานมาจากภาษาจนี แตร่ วมอกั ขระท่ีประดิษฐ์ขนึ้ เพ่ือเป็น
ตัวแทนของคำ� ภาษาเวียดนามพ้ืนเมอื งองค์ประกอบบางอยา่ งทถ่ี ือวา่ เปน็ ลักษณะ
เฉพาะของวฒั นธรรมเวยี ดนาม ไดแ้ ก่ การเคารพบรรพบรุ ุษ การเคารพในชุมชน
และครอบครัว การใช้แรงงานคน และการใช้ชีวติ อย่างกลมกลนื กบั ธรรมชาติ

ความเชอื่ และขนบธรรมเนียมทางสงั คมในเวียดนาม ในเวยี ดนาม
ครอบครวั และเผา่ มีคณุ คา่ เหนอื ปจั เจกนิยม แคลนเป็นหน่วยทางสงั คมท่ีส�ำคญั
ที่สุดในประเทศ และแต่ละกลมุ่ มีปรมาจารย์หวั หนา้ กลุม่ และแท่นบชู าของเผ่า
แม้แตท่ ุกวันนี้ ในบางส่วนของประเทศ ประเพณีของสมาชิกในตระกูลที่อาศยั
อย่ดู ว้ ยกันในเรือนหลงั ยาวยงั แพรห่ ลายอยู่มาก ไม่ใช่เรอื่ งแปลกทจี่ ะเหน็
ครอบครวั สามถึงสช่ี ่ัวอายุคนอาศยั อย่ใู ตห้ ลังคาเดียวกนั
สมาชกิ ของกลุ่มมีความเกยี่ วข้องกันทางสายเลอื ดและมักตง้ั ชอื่
หมบู่ า้ นตามชื่อกลมุ่ การร�ำลึกถึงความตายของสมาชกิ กลุ่มมักจะเขา้ ร่วมโดย
สมาชิกทุกคนในกลมุ่ งานแตง่ งานในเวยี ดนามก่อนหนา้ น้ีจัดข้นึ โดยพ่อแม่
เปน็ หลักและผคู้ นที่แต่งงานแล้วยงั อายุน้อย



28

CCUULlTTUURREE

Exquisite


อย่างไรก็ตาม สิง่ ต่างๆ ได้เปลี่ยนไปแล้ว และเยาวชนเวยี ดนามมอี ิสระมากขึ้นในการเลือกเวลาแต่งงานและคคู่ รอง
งานแตง่ งานสว่ นใหญย่ ังคงจดั ข้ึนตามประเพณดี ัง้ เดิม โดยมีพธิ ีกรรมและพิธีอนั วิจิตรท่ีสวยงาม
พน้ื ทช่ี ายฝ่งั ทะเลทีย่ าวและแคบของเวยี ดนาม ภูมิประเทศแบบภเู ขาท่ขี รุขระ มสี นั ดอนขนาดใหญ่สองแห่ง ในไมช่ า้ ก็เปน็ ที่ต้ัง
ของวฒั นธรรมและอารยธรรมโบราณท่ีแตกตา่ งกันหลายแหง่ ทางตอนเหนือ วัฒนธรรม Dongsonian และผ้นู ำ� ชนพ้ืนเมือง
ของ Van Lang และ Au Lac เรม่ิ เฟ่อื งฟเู ม่ือ 500 ปีกอ่ นครสิ ตกาล ในภาคกลาง วฒั นธรรม Sa Huynh ของชาว Austronesian Chamic
ก็เจรญิ ร่งุ เรอื งเช่นกัน ทั้งสองถกู กวาดล้างโดยการขยายราชวงศฮ์ ่ันของจนี จากทางเหนอื - การพิชติ ฮ่นั ของหนานเยวน่ ำ� บางส่วน
ของเวยี ดนามภายใต้การปกครองของจีนใน 111 ปีก่อนคริสตกาล ภาษาจีนตวั เตม็ กลายเป็นภาษาราชการและต่อมาได้มีการพฒั นา
อักษร Nôm ในภาษาเวียดนามอยา่ งอิสระ

Wikipedia. (n.d). Culture of Vietnam. Retrieved November
15, 2021,

fromhttps://en.wikipedia.org/wiki/Culture_of_Vietnam
Matthew Pike. September 20, 2021. Things You Should
Know About Vietnamese Culture.
Retrieved November 16, 2021, from https://theculturetrip.
com/asia/vietnam/articles/
29

CULTURE

เคารพผเู้ ฒา่

หลังจากช่อื และสญั ชาติ อายเุ ปน็ หนึง่ ในค�ำถามแรกๆท่ีคุณจะถกู ถามในเวยี ดนาม สังคมของพวกเขาสร้างขึ้นจากความเชื่อ
ของขงจอื๊ ซึง่ ประสบการณ์และภูมิปญั ญาเป็นท่ีเคารพนบั ถอื อยา่ งสูง ซึง่ หมายความว่ายิ่งคณุ อายมุ ากขน้ึ คุณกจ็ ะย่งิ ใหเ้ กียรติคณุ
มากขน้ึ เทา่ นน้ั คณุ ไมค่ วรสบถหรอื พดู ถงึ หัวขอ้ ทไ่ี ม่เหมาะสมเมื่อคณุ อย่กู บั ผู้สงู อายุ เชน่ ความตายหรือเร่อื งเพศ ในงานเล้ยี งอาหารค่�ำ
ผูอ้ าวโุ สทีส่ ุดจะไดร้ ับบริการกอ่ น และที่บ้านหรอื ทีท่ �ำงาน ความคดิ เหน็ ของพวกเขามนี ้ำ� หนกั มากกว่า

30

CULTURE

ศาสนาท่ีหลากหลาย

คนส่วนใหญใ่ นเวยี ดนามนบั ถอื ศาสนาหลัก 3 ศาสนา คอื เต๋า พทุ ธ และขงจ๊ือ สาวกคาทอลกิ กเ็ ติบโตขึน้ ในประเทศเช่นกนั
ชาวเวยี ดนามยังปฏบิ ัตบิ ชู าบรรพบุรษุ ค่อนข้างเครง่ ครดั แทน่ บชู าบรรพบรุ ษุ ต้งั อย่ทู บ่ี ้านหรือทท่ี ำ� งานของประชาชน หลายเทศกาล
รวมท้ังเทศกาลดั้งเดิมและเทศกาลทรี่ ับมาจากวัฒนธรรมอน่ื ๆ ไดร้ ับการเฉลิมฉลองในประเทศดว้ ยความโอ่อา่ ตระการตาและความรงุ่ โรจน์
เทศกาลตามประเพณที ี่มอี ายุหลายร้อยปีท่โี ดดเด่นท่ีสดุ ของเวียดนาม ไดแ้ ก่ เทศกาลโคมไฟกลางฤดใู บไม้ร่วง วันประสูตขิ องพระพทุ ธเจา้
และวนั ขน้ึ ปใี หม่ทางจนั ทรคติ

31

CULTURE

ประเพณศี ิลปะการป้องกันตัว

เวยี ดนามมปี ระเพณีศลิ ปะการป้องกนั ตวั ทไ่ี ดร้ ับอทิ ธพิ ลอยา่ งมากจากศิลปะการตอ่ สขู้ องจนี “เวียดโว่ดาว” ปรชั ญาศิลปะ
การตอ่ ส้ขู องเวียดนามเป็นแนวทางในการฝึกศลิ ปะการต่อสูใ้ นประเทศมีความเกย่ี วข้องกับจติ วิญญาณท่ีเขม้ ข้น เนื่องจากมีความสมั พนั ธ์
ใกลช้ ดิ กบั พุทธศาสนา ลัทธิเตา๋ และลทั ธขิ งจ๊อื การเตะด้วยท่ากรรไกรเปน็ การเคลอ่ื นไหวที่มีชื่อเสียงของรปู แบบนี้ ของศลิ ปะการปอ้ งกันตวั
แมว้ ่าศิลปะการตอ่ สู้ของเวียดนามจะได้รับความนยิ มในส่วนอ่นื ๆ ของโลกน้อยกวา่ ของจีนหรือญ่ปี ่นุ ไมต่ อ้ งสงสัยเลยวา่ มนั ค่อยๆ
ไดร้ บั ความนยิ มเพม่ิ ขนึ้ ท่วั โลกด้วยการจัดต้งั โรงเรียนสอนศิลปะการตอ่ สนู้ ีใ้ นหลาย ๆ สว่ นต่าง ๆ ของโลก

32

CULTURE

ประเพณีการเตน้ รำ�

เวียดนามมคี วามเก่ียวขอ้ งกับประเพณีการเต้นร�ำและดนตรีอันยาวนาน ดนตรีเวยี ดนามยังแสดงความแปรปรวนในส่วนต่างๆ
ของประเทศอีกด้วย มนั เกา่ กว่าและเป็นทางการมากกวา่ ในภาคเหนอื ในขณะทว่ี ฒั นธรรมจ�ำปามีอิทธิพลอยา่ งมากตอ่ ดนตรคี ลาสสกิ
ภาคกลางและดนตรใี นภาคใตข้ องประเทศเปน็ เร่ืองที่มีชีวิตชวี ามากข้ึน ประเทศน้มี ีเครือ่ งดนตรีประจำ� ชาตเิ กือบ 50 ช้ิน
ดนตรใี นราชสำ� นักและ Ca trù เป็นรูปแบบดงั้ เดิมทส่ี �ำคัญของดนตรเี วยี ดนาม

33



CUlTURE

ชาตพิ ันธ์ุ

ความหลากหลายทางชาตพิ นั ธุท์ ี่ย่ิงใหญ่ของเวยี ดนามท�ำให้
ประเทศมรี ปู แบบการเต้นทีห่ ลากหลาย การเต้นร�ำเหลา่ นีม้ ักจะแสดง
ในรายการวัฒนธรรมและเทศกาลท่จี ัดขนึ้ ในประเทศ การเชิดสงิ โต
การระบ�ำจานเสียง การร�ำพัด การร�ำโคมของจกั รพรรดิ เป็นรูปแบบ
การฟอ้ นรำ� แบบดง้ั เดมิ ของเวยี ดนาม การเตน้ ร�ำทีพ่ ัฒนาขนึ้ ในราช
สำ� นกั ของเวียดนามมีลกั ษณะคอ่ นข้างซับซอ้ น และ ต้องใชท้ ักษะ
ทีย่ อดเยย่ี ม

วัฒนธรรมเวียดนามนัน้ ยังคงไดร้ บั การยอมรับ และ
คนเวียดนามก็ค่อนข้างเคร่งเรือ่ งวัฒนธรรม แต่อนาคตของเวียดนาม
ช่วงน้ีไม่ค่อยที่จะแนน่ อน ประเทศเวยี ดนามนนั้ เร่ิมโดนรัฐประหาร
บ่อยขน้ึ และทุกๆครง้ั จะมกี ารเปลย่ี นแปลงทางกฏหมายเสมอ
ผู้ท่มี ีอ�ำนาจสูงๆนัน้ มีโอกาสที่จะมีการเปล่ยี นแปลงวัฒนธรรมของ
เวียดนามได้ เหมือนจนี ปจั จบุ ันซึง่ ตอนนี้วฒั นธรรมจนี เรม่ิ เลอื นหาย
ไปบ้าง เพราะคอมมวิ นสิ ตป์ ารต์ ท้ี ี่ไม่เห็นดว้ ยกบั วัฒนธรรมเก่าๆ
และบทลงโทษทคี่ อมมิวนิสต์มีไวเ้ ก่ยี วกับวฒั นธรรมบางอยา่ ง ท�ำให้
บางวัฒนธรรมจนี นน้ั เร่ิมหายไป สาเหตุท่จี ีนตอ้ งทำ� อย่างนนั้ เพราะ
ในประเทศจนี มชี นกลุ่มนอ้ ยค่อยค่างเยอะ และ จีนกอ็ ยากจะให้คน
ทง้ั ประเทศรวมกันเป็น 1

เวียดนามเองก็มีชนกลุม่ น้อยบ้าง และคนในประเทศสว่ นใหญ่
นนั้ เปน็ คนทไ่ี มค่ ่อยมีฐานะมากนัก บางพืน้ ทย่ี งั ไม่มไี ฟฟ้า
ไมม่ ีน�ำ้ ประปา ยงั เป็นชนบทตามป่า หรือ ภูเขา

สรปุ ถ้าจะถามวา่ วฒั นธรรมเวียดนามจะอย่ไู ด้หรือไม่น้ัน
ดว้ ยเหตกุ ารณ์ปัจจุบัน และ สาเหตตุ ่างๆ วฒั นธรรมเวียดนามนนั้
อาจจะมสี ทิ ธิทีจ่ ะคงอยไู่ ดใ้ นอนาคต เพราะคนในเวียดนามน้นั ค่อน
ค่างท่จี ะเครง่ เรื่องวฒั นธรรม เช่น วัฒนธรรมครอบครวั และ
วฒั นธรรมเคารพผสู้ ูงอายุ ยงั คงอยู่ในเวยี ดนามได้อย่างแน่นอน

INDIA

ความคดิ เก่ียวกบั การแบ่งประชาชนออกเป็นชนชั้นต่าง ๆ กระท่งั พฒั นามาเปน็ ระบบวรรณะ
ท่มี ีกฎเกณฑข์ ้อหา้ ม ขอ้ กำ� หนดทซี่ บั ซอ้ นั้นนคงตอ้ งใชเ้ วลานบั พนั ปี ดังน้นั จึงเป็นการยาก

หรอื อาจจะ เปน็ ไปไมไ่ ดเ้ ลยทีจ่ ะสบื ยอ้ นใหเ้ หน็ กำ� เนดิ ท่ีแท้จริงและถกู ต้องของระบบน้ี
หลักฐานสำ� คญั ๆทใี่ ช้ในการศกึ ษาเรือ่ งระบบวรรณะนเี้ องก็กล่าวถงึ
ตน้ ตอหรอื ก�ำเนิดของระบบวรรณะ



INDIA

ในคัมภรี ฤ์ คเวท ซงึ่ ถอื ว่าเป็นคัมภีรท์ างศาสนาทเี่ กา่ แกท่ ่สี ุด แนวคดิ อกี แนวคดิ หน่งึ เปน็ แนวคดิ เกย่ี วกับความเหนือกวา่
ระบุเร่ืองราวของวรรณะไวว้ ่า วรรณะท้ัง 4 เกิดจากพระพรหม โดย ทางเช้อื ชาติ โดยอ้างวา่ ชาวอารยนั ที่อพยพเขา้ สอู่ นทุ วปี ถอื วา่ ตนนัน้
พระพรหมสรา้ งวรรณะตา่ ง ๆ จากอวัยวะสว่ นตา่ ง ๆ ของ พระองค์ มคี วามเจรญิ กวา่ คนพ้นื เมอื งอินเดยี จงึ คิดแบง่ แยกมิให้เกิดการ
อง อันได้แก่ พราหมณ์สร้างจากพระโอษฐ์ กษตั ริย์สร้างจาก ผสมปนเปทางเชอื้ ชาติ โดยสร้างระบบน้ขี ึน้ มา
พระหตั ถ์ แพศยส์ รา้ งจากกระเพาะ และศทู รสร้างจากพระบาท
(อยา่ งไรก็ตามผรู้ บู้ างทา่ นกล่าวว่า พระพรหมสรา้ งวรรณะต่าง ๆ แนวคดิ ท่สี นั นิษฐานตามหลกั วชิ า เนอ่ื งจากคำ� าวา่ วรรณะ
จากศีรษะ แขน ขา และเทา้ ตามลำ� ดับ) และหลังจากน้ันกม็ ีการ แปลว่า สีผิว ท�ำให้ สนั นิษฐานวา่ การแบ่งชนชนั้ เดิมคงถือตามสผี วิ
อธบิ ายความเพอ่ื กำ� หนดหนา้ ที่ อาชพี ของคนในแตล่ ะวรรณะ เป็นสำ� คัญ พราหมณ์ซง่ึ เปน็ วรรณะสูงสุดเดมิ คงมีผวิ กายขาว
อยา่ งเชน่ พราหมณ์เป็นนักบวช ครู กษัตริย์เป็นผ้ปู กครอง ต่อมาเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป มกี ารผสมปะปนกนั ทางเชื้อชาติบ้าง
แพทย์ เปน็ พ่อคา้ ชาวนา ชาวไร่ และศูทร เปน็ ผู้รบั ใช้คนในวรรณะ สภาพแวดลอ้ มทางภมู ิศาสตร์ และความเปน็ อยู่เป็นองค์ประกอบบา้ ง
อนื่ ๆ การจ�ำแนกหน้าท่เี ชน่ นีย้ ังปรากฏใน คัมภรี ท์ างศาสนาเลม่ อื่น สผี วิ จึงเป็นเคร่ืองก�ำหนดที่ไม่แนน่ อน กลา่ วอกี นัยหน่งึ วรรณะ
เช่น คัมภรี ม์ นูธรรมศาสตร์ คัมภีรป์ ุราณะ มหากาพย์รามายณะ และ แปลวา่ ชาติ (กำ� เนิดหรอื เผ่าพันธ)์ุ
มหากาพยภ์ ารตะ (วราคม ทสี กุ ะ : หนา้ 50)
เป็นตัวก�ำหนดวรรณะ เพราะแต่เดมิ มกี ารแบง่ เหลา่ กนั ตามเชือ้
แนวคดิ หรอื ทฤษฎีการก�ำเนดิ ระบบวรรณะข้างตน้ สะท้อน ชาตเิ ผ่าพนั ธ์ุ ซงึ่ หมายความเล็งไปถึงเชอ้ื ชาตหิ รอื เผา่ พนั ธุ์
ให้เห็นความผกู พนั ของระบบสงั คม กับพระเจา้ ดังนั้นจงึ มีความ พจิ ารณาในแง่น้ี การแบ่งชนชน้ั คงเกดิ จากการแบ่งแยกพวกหมกู่ ัน
เช่ือกันว่า ระบบวรรณะ เปน็ “ธรรมะ” หนึง่ ท่ีพระเจา้ ทรงสร้างข้ึน ตามเผ่าพันธดุ์ ว้ ย ปราชญ์สันนิษฐานว่า พวกนกั บวช นักรบและ
ซึง่ จะต้องคงอยู่ตลอดไปเปลยี่ นแปลงไม่ได้สมาชกิ ของสงั คม พอ่ ค้า เผา่ อารยนั ได้กลายมาเปน็ คนวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์และ
ตอ้ งท�ำตาม “ธรรมะ” ทพ่ี ระเจ้าเป็นผู้ก�ำหนดขึ้นและยงั ตอ้ งรกั ษา แพศย์ พวกทาสของอารยนั ไดก้ ลายมาเปน็ วรรณะศทู ร ส่วนพวกเจ้า
ระบบไวด้ ้วย ถนิ่ ชมพูทวปี แตเ่ ดมิ และชนเผ่าล้าหลงั อนื่ ๆ เป็นพวกนอกวรรณะก่อน
และค่อยๆ ถูกจัดรวมเข้าในวรรณะต�่ำๆ ในคัมภีรม์ นูธรรมศาสตร์
แนวคดิ ตอ่ มาเปน็ แนวคิดทฤษฎที างตำ� นาน ได้แกท่ ฤษฎตี ่างๆ มคี วามหมายแสดงไวว้ ่า วรรณะ พราหมณ์ กษตั ริย์ และแพศย์
ไดแ้ ก่ ทฤษฎีเกย่ี วกับยคุ ได้แบ่งยคุ หรอื ระยะกาลเวลาออกเป็น ๔ ยคุ เปน็ อารยะ (บาลีว่า อรยิ ะ) ส่วนวรรณะศูทรและนอกนนั้ เป็นอนารยะ
ถือวา่ แต่ละยคุ ได้เกิดคนในวรรณะต่างๆ ตามล�ำดับ ดังนี้ (บาลเี ป็นอนรยิ ะ)

พวกที่เกิดในกฤตยคุ ได้แก่ มนษุ ยว์ รรณะพราหมณ์ พวกทีเ่ กดิ แนวคิดถดั มากล่าวว่าระบบวรรณะท้งั 4 เกิดจากชาวอริยะ
ในไตรดายุค ไดแ้ ก่ มนษุ ย์วรรณะกษตั รยิ ์ พวกทเี่ กิดในทวาปรยคุ หรืออารยัน เข้ามารุกรานชนพื้นเมืองอินเดีย ท�ำสงครามกับชนพ้นื
ได้แก่ มนษุ ย์วรรณะแพศย์ พวกท่ีเกิดในกลยี คุ ไดแ้ ก่ มนษุ ยว์ รรณะ เมอื งเจ้าของถิน่ เดมิ ในอนิ เดยี ทเี่ รียกวา่ พวกมลิ ักขะ หรอื ทัสสยุ หรอื
ศทู ร และจณั ฑาล ทราวฑิ ในยคุ โบราณ จนได้รบั ชัยชนะพวกมลิ ักขะตอ้ งถอยร่น
ไปทางใต้ เมื่ออารยนั ชนะสงคราม เหลา่ อารยนั จงึ ใชศ้ าสนา
นอกเหนือจากทฤษฎกี �ำเนิดวรรณะวา่ มาจากพระเจ้าแล้ว ยงั มี 38 พราหมณ์เปน็ เครื่องมือในการแบ่งวรรณะเพ่ือใหง้ า่ ยต่อการปกครอง
แนวคิดหรือทฤษฎีอีกบาง ประการทก่ี ล่าวถงึ เช่น ทฤษฎีทอี่ า้ งว่า
พราหมณเ์ ป็นผตู้ ง้ั ระบบ สรา้ งกฎเกณฑ์ของวรรณะเพอื่ ธำ� รง รกั ษา
สถานะทางสังคมของตนใหส้ งู สง่ กว่าชนชน้ั อนื่ เน่ืองดว้ ยสถานะทาง
สงั คมของตนนนั้ ถกู ท้าทาย โดยชนกลมุ่ อื่น ๆ อนั เนือ่ งมาจาก
พัฒนาการทางปรชั ญา ศาสนา ในยคุ อุปนิษทั

และแนวคดิ ทา้ ยสดุ เปน็ แนวคดิ เกีย่ วกบั ก�ำเนิดของระบบ พัฒนาการขั้นแรกของวรรณะ(Caste) เกดิ ข้นึ เมื่อชาวอารยัน
วรรณะว่าเกดิ ขึน้ เนอื่ งจากมีอาชพี หรือ หนา้ ทต่ี า่ งกัน (ไม่เกย่ี วกับ ปฏบิ ัตติ ่อชนพน้ื เมอื งของอนุทวปี ท่ีเรียกวา่ ทาสา (Dasas)
ศาสนา) ในลักษณะเหยียดหยามดว้ ยเป็นผูแ้ พใ้ นสงครามระหวา่ งคน 2 กลุ่ม
และ อาจด้วยเพราะความกลัวท่อี ารยันนัน้ ต้องอยู่ท่ามกลาง
การแบง่ ช้นั ตามระบบวรรณะของสังคมอนิ เดียน้ี เปน็ เคร่อื งมอื คนพ้ืนเมืองทเี่ ป็นประชากรส่วนใหญ่จึงได้สรา้ ง กฎเกณฑ์ของการ
สงวนและจำ� กัดสทิ ธิในการประกอบอาชพี และกิจการทง้ั หลาย อยูร่ ่วมกัน เพือ่ มิใหเ้ กดิ การผสมกลมกลนื กนั ระหวา่ งประชาชน
ตา่ งกบั ในสังคมอ่ืนซึ่งส่วนมากการประกอบอาชีพ และฐานะทาง 2 เช้ือชาติ โดยที่ ความแตกต่างของชน 2 กล่มุ นีก้ เ็ หน็ ได้ชัดอยู่แล้ว
เศรษฐกจิ อนั เนือ่ งด้วยอาชพี เป็นเคร่ืองแบง่ ชนชน้ั ว่ามสี ีผิวแตกต่างกนั อารยันมีผิวขาว คนพ้นื เมอื งอนิ เดยี มผี ิวด�ำ
ดังนั้น ค�ำว่า วรรณะ ซ่ึงในความหมายหนึ่งหมายถงึ สผี ิว
อยา่ งไรกต็ าม เราได้พบค�ำอธิบายภูมหลังของวรรณะที่น�ำเอา จึงเกดิ ขึ้น การใชส้ ผี วิ เป็น ตัวก�ำหนดความแตกตา่ งของประชาชนน้ี
แนวคิดท้ังหมดทีก่ ล่าวข้างตน้ ผสมผสานกนั ซึง่ อธบิ ายโดยอาศัย น่าจะมกี าร ตอกย�ำ้ มากในระยะเวลาที่อารยันเข้ามาในอนุทวปี
ล�ำดับเวลาตามประวัตศิ าสตร์ และพัฒนาการของชนเผ่าอารยนั ใหมๆ่ ซ่งึ ตอ่ มาไดฝ้ ังรากลกึ ในวฒั นธรรมของอารยนั ในแถบอินเดยี
ตง้ั แตแ่ รกเข้ามาในอนุทวปี อนิ เดีย จนกระทัง่ ระบบวรรณะไดพ้ ัฒนา ตอนเหนอื อย่างไรก็ตามใน ระยะแรกน้ีการแบ่งแยกเช่นนีเ้ ป็นเพียง
เปน็ รูปเป็นรา่ งข้นึ โดยสมบูรณ์ การแบง่ แยกระหว่างชาวอารยันกบั ประชาชนท่ีไมใ่ ชอ่ ารยนั
โดยเช่อื ว่า อารยนั เป็นทวิชะ (Dvija) หรือวรรณะทม่ี กี ารเกิด 2 ครง้ั
Romila Thapar ไดอ้ ธบิ ายการก�ำเนิดของระบบวรรณะไวใ้ น (Twice-born castes) คร้งั แรก เกดิ โดยธรรมชาติ คร้งั ที่ 2
หนงั สอื A History of India : Volume I ซ่ึงพอสรปุ ได้วา่ เมอื่ ชาว คือ การรบั เข้าสูว่ รรณะ
อารยนั แรกเข้ามาในอนุทวปี อินเดีย ชนเผา่ อารยันมีการแบ่งชนช้ัน
ทางสงั คม (Social Class) ออกเปน็ 3 ชนชนั้ คือ นักรบ หรอื ชนชัน้ ไม่ปรากฏ. (ไมป่ รากฏ). ระบบสังคมอนิ เดยี . สืบคน้ เมอ่ื 14 พฤศจิกายน 2564,
ปกครอง พระนกั บวช และประชาชน ธรรมดา เป็นการแบง่ ชนชั้น จาก http://www.human.cmu.ac.th/courseonline/course/004233/pdf/doc06.pdf
อย่างหลวม ๆ ส�ำนึกเกยี่ วกับชนชัน้ อาชพี ยงั ไมร่ นุ แรง
การประกอบอาชพี มไิ ด้เป็นไปโดยการสบื สายโลหิต กฎเกณฑ์เก่ียว
กบั การแตง่ งานในกลมุ่ สงั คมเดยี วกันยังไม่มี และก็ไม่มขี อ้ ห้ามการ
เสพย์อาหารร่วมกบั ผูอ้ ื่น การแบง่ ประชาชนออกเปน็ 3 ชนชัน้ นน้ั
ก็เพยี งเพอ่ื ความ สะดวกในการจดั ระเบยี บ องคก์ รทางสงั คมและ
เศรษฐกจิ เทา่ น้ัน กฎเกณฑเ์ หลา่ นี้จะเกิดขึน้ ภายหลังและมี
การปฏบิ ัตอิ ย่างเคร่งครัด เช่น การแต่งงานนอก กลุ่มถือเปน็ การท�ำ
ผดิ กฎวรรณะท่ีรุนแรงมาก

39

CULTURE

INDIA

มาถึงพฒั นาการข้ันนจ้ี ึงปรากฏชนช้ันทางสงั คม 4 ชนชนั้ ดงั นน้ั การแบง่ ชนช้ัน (วรรณะ) จึงพฒั นาจนถึงขนั้ ทีย่ อมรบั
ซ่งึ 3 ชนช้ันแรกเปน็ อารยนั เป็น ทวิชะ (ตาอมาความเป็นทวชิ ะจะ ทัว่ ไปในหมูช่ าวฮินดูว่า พราหมณ์ กษตั ริย์ ไวศยะ ศทู ร มสี ถานะ
จ�ำกดั เฉพาะพราหมณ์เทา่ น้ัน) ได้แก่ กษตั รยิ ะ (Kshatriyas) คอื ทางสังคม สูง-ต่�ำ ลดหลนั่ กันมาตามล�ำดบั แมว้ ่าในห้วงเวลาน้คี น
นกั รบและชนชน้ั ปกครอง พราหมณะ (Brahmans) คือนกั บวช พนื้ เมืองของอนุทวีปหรอื กลุ่มทาสา จะเลือ่ นสถานะจากผใู้ ช้แรงงาน
ไวศยะหรอื แพศยะ (Vaishyas) คอื เกษตรกร ศูทร (Shudras) รบั ใชช้ นอารยนั เป็นเกษตรกร หรอื อย่ใู นวรรณะศูทร แตป่ ระชาชน
คือ ทาสา และผู้มสี ายเลอื ดผสมปนเประหว่างทาสากบั อารยนั ในชนช้นั นี้กย็ งั คงถกู กีดกันจากสถานะทวิชะ และกย็ ังคงถกู กีดกนั
อยา่ งไรกต็ าม ไม่ได้หมายความว่าสงั คมอนิ เดยี ตอนน้นั จะแบ่งออก ไม่ให้เขา้ ร่วมในระบบความเชือ่ ของพระเวท การกีดกันนี้เองท�ำให้
เปน็ 4 กลมุ่ อยา่ งจรงิ จัง 3 กลมุ่ แรกเปน็ เพียง กรอบโครงกว้างๆที่ ชนชนั้ ศทู รหันไปนับถือพระเจ้า และระบบความเช่อื ของตนเอง
เกิดขึน้ โดยการกำ� หนดของนกั บวช ใน 3 กลุ่มแรกประกอบอาชีพ การแบง่ ประชาชนใหม้ ีสถานะทางสังคมสูง-ตำ่� ไม่เท่ากันในลกั ษณะ
ตา่ งๆกันไปยงั ไม่มกี ารก�ำหนดตายตัว การแบ่งนีก้ ็ดว้ ยเหตผุ ลคือ เช่นนี้ ทำ� ให้ในสมัยต่อๆ มา (นับร้อยๆปี) สังคมอินเดยี สามารถ
ป้องกนั การผสมปนเปกบั กล่มุ ทไ่ี มใ่ ช่อารยนั ส่วนกลุม่ ท่ี 4 นน้ั กค็ อื ดูดกลนื กลมุ่ คนเช้ือชาติต่าง ๆ ทเี่ ขา้ ไปในอนุทวปี อนิ เดียให้เขา้ ไป
กลุ่มทางเชื้อชาติ และอาชพี (อนั ต้อยต�ำ่ คอื เป็นแรงงาน) ในระบบสงั คมของอนิ เดยี โดยจัดให้เปน็ กลุม่ ย่อย หรือที่เรียกกันว่า
อนุวรรณะ (Sub-caste) ซ่งึ มคี วามสูงต่�ำของสถานะทางสังคม
พฒั นาการของระบบวรรณะนน้ั พฒั นาไปโดยสอดคล้องกับ แตกต่างกนั ไป โดยขึ้นอยู่กบั อาชพี หรือ แหลง่ ที่มาทางสังคม
การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ และ การปกครองของชาวอารยนั (Social origin) แล้วแต่กรณี (Thapar, Romila. 1966 p.39-40)
กลา่ วคือ การเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ ของอารยนั จากอาชพี เรร่ ่อน
เลย้ี งสตั วไ์ ปเปน็ สงั คมเกษตรกรรมท่มี ีการต้ังถน่ิ ฐานท่ีแน่นอน เป็นท่ียอมรับกนั ว่าระบบวรรณะของอนิ เดีย เปน็ การจัดระเบยี บ
การเปล่ียนแปลงเชน่ นี้กอ่ ให้เกดิ ความช�ำนาญพิเศษในอาชีพการงาน ทางสงั คมที่ยอมรบั ว่ามนษุ ย์นน้ั มสี ถานะทางสงั คมสูง-ต่ำ� ไมเ่ ทา่ กนั
หรอื เกดิ แรงงานทมี่ คี วามช�ำนาญเฉพาะดา้ น และในขณะเดียวกันสมาชกิ ของชนชนั้ (วรรณะ) ตา่ งๆ กย็ งั มี
(Specialization of Labor) สังคมเกษตรกรรมกอ่ ใหเ้ กิดเกษตรกร การกำ� หนดความสงู -ต�ำ่ ของสถานะทางสังคมให้สงู ตำ�่ แยกย่อย
ก็คือ ศูทร ซึง่ เดิมเป็นผู้ใช้แรงงาน คนเหล่าน้ปี ระกอบ ลงไปอีกและทส่ี ำ� คัญในสงั คมอนิ เดีย ยงั มีกลุ่มประชาชนทม่ี ไิ ด้
อาชีพเพาะปลูก ซ่ึงอาจจะบนท่ีดนิ ของเจ้าของที่ดนิ ท่ีเปน็ อารยัน อย่ใู น “ระบบ” คนเหล่าน้ีเปน็ กลมุ่ ประชาชนทีไ่ ด้รับการดถู กู
ก็คอื ไวศยะ ซงึ่ เดิมเป็นเกษตรกร ชุมชนเกษตรกรรมก็น�ำไปส่กู ารค้า เหยียดหยาม หรอื ถกู กีดกันไม่ใหเ้ ข้าไปมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม
ท้งั นีก้ ็เน่ืองจากความตอ้ งการสนิ ค้าของประชาชนในแตล่ ะทอ้ งถิน่ ทางสังคม ทางศาสนาของชุมชน ไมส่ ามารถจะสนทนา
นน้ั ต่างกนั ดงั นัน้ ชุมชนทางการค้าจึงเกิดข้นึ และกจ็ ะนำ� ไปสู่ หรือมปี ฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คมกับคนใน “ระบบ” ไดจ้ ะท�ำไดก้ เ็ พียง
การผลติ ซ่ึงก่อใหเ้ กิดชมุ ชนช่างฝมี อื ขน้ึ เชน่ กัน การเกิดกลุ่มทาง พยายามอย่ใู หห้ า่ งไกลจากคนในระบบ และมปี ฏิสมั พนั ธ์กบั คนใน
เศรษฐกจิ ทีม่ คี วามช�ำนาญเฉพาะด้าน ทำ� ให้สงั คมของอนิ เดีย สถานะเดยี วกนั เทา่ น้นั ในทีน่ ้ีหมายถึงสงั คมโดยรวมมใิ ช่ใน
กา้ วไปสูก่ ารจัดระเบียบสงั คมทเ่ี ข้มงวดย่ิงข้นึ ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ “ระบบวรรณะ” ซึง่ คนกลมุ่ ทีไ่ มไ่ ด้อยใู่ นระบบเรียกกันว่า วรรณะ
ตอ้ งใชเ้ วลานานมากนบั รอ้ ยๆปี จัณฑาลหรอื จาณฑาล มผี ้ใู หค้ วามเหน็ เกย่ี วกบั ก�ำเนดิ ของจณั ฑาล
เอาไว้ว่าเกิดจากการแตง่ งานข้ามวรรณะ โดยทีห่ ญงิ มสี ถานะทาง
ทา่ มกลางพัฒนาการทางเศรษฐกจิ การปกครองของ สังคม (วรรณะ) สูงกวา่ ชาย คือหญิงอยู่ในวรรณะพราหมณ์
ชาวอารยนั ก็พฒั นารปู แบบจากชนเผา่ เขา้ ส่รู ะบบอารณาจกั รเผ่า ชายอย่ใู นวรรณะศูทร บตุ รทเ่ี กดิ มาจะเป็นจณั ฑาล เปน็ ผู้ที่
ซึง่ ทำ� ให้ชนชน้ั ปกครอง และนกั รบมบี ทบาทเดน่ ชดั มากขึ้นในฐานะ คนในวรรณะสงู ๆ ไม่ควรถูกตอ้ งสมั ผสั หรือแมแ้ ตม่ องกจ็ ะทำ� ให้
ผูป้ กปอ้ งคุ้มครองชีวิตและทรพั ย์สนิ ของสมาชกิ ในสังคม นยั นต์ าสกปรก ต้องชำ� ระล้างใหห้ มดมลทิน
รวมทั้งการขยายอาณาเขต บทบาทเหลา่ นท้ี �ำให้กษตั รยิ ์และนกั รบ
ดูเหมอื นว่าจะมีบทบาทส�ำคัญทสี่ ดุ ในสงั คม รองลงไปกค็ ือนกั บวช
และตามมาดว้ ยพอ่ ค้าและเจา้ ของท่ดี ิน อันดับสดุ ทา้ ยก็คือเกษตรกร
(กษตั ริยะ พราหมณะ ไวศยะ และศทู ร ตามล�ำดับ) พัฒนาการ
ทางสังคมเช่นน้ีท�ำใหน้ กั บวชตระหนกั ว่าผทู้ จี่ ะมอี ำ� นาจสงู สดุ
ในสังคม ก็คอื ผูท้ ม่ี สี ถานะทางสังคมสูงสุด ดังนนั้ นักบวชจึงอา้ ง
อ�ำนาจในการมอบสภาวะความเป็นเทพใหก้ บั กษตั รยิ ์ซึ่งสภาวะ
ความเป็นเทพนัน้ มคี วามจ�ำเป็นอยา่ งยิ่งตอ่ สถานะของกษตั ริย์
ในช่วงเวลานน้ั นอกจากน้ี นกั บวชยงั อ้างถึงกำ� เนดิ ของชนช้ันตา่ ง ๆ
วา่ ผูกพนั กับพระเจ้า ดังทไ่ี ดก้ ล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้

สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย(์ ป.อ.ปยุตโฺ ต). (2526, 1 กรกฎาคม). วรรณะ. สืบค้นเมื่อ 15 พฤศจิกายน
2564, จาก https://www.payutto.net/book-content/วรรณะ/

40

CULTURE

ความเห็นเก่ยี วกับกำ� เนิดของจณั ฑาลดังกลา่ วดูเหมือนจะเป็นความเหน็ ทเี่ ปน็ ที่ยอมรบั กัน อยา่ งกว้างขวาง แตอ่ ยา่ งไรก็ตามในท่นี ีใ้ ครต่ ง้ั
ขอ้ สังเกตว่า การแตง่ งานข้ามวรรณะโดยทห่ี ญิงมวี รรณะสงู กว่าชายนน้ั ถอื ว่าเป็นการท�ำผดิ กฎของวรรณะอย่างรนุ แรง เพราะโดยปกติแล้วชาย-หญงิ
จะต้องแต่งงานภายในพวก หรอื กลุม่ ทางสงั คมเดยี วกนั (Endogamy) การละเมดิ กฎของวรรณะน้ีกถ็ ือว่าเปน็ ความผดิ ทรี่ ้ายแรงสาม-ี ภรรยากท็ �ำผดิ
ตงั้ แต่ยังไม่มบี ตุ ร เหตใุ ดบุตรเท่านั้นทเ่ี ป็นจณั ฑาลพอ่ -แมก่ ็นา่ จะเป็นจณั ฑาลด้วย ดงั นั้นจณั ฑาลนา่ จะเกดิ ข้นึ จากการทส่ี มาชิกของสังคมท�ำผิดกฎของ
วรรณะคลา้ ยๆกับท�ำผดิ กฎศาสนา (Canon Law) ของยุโรปยคุ กลางท่ถี กู ขับออกจากศาสนา (Ex-communication) ในกรณขี องสงั คมอนิ เดียกเ็ ช่นกนั
การทำ� ผดิ กฎของวรรณะกต็ ้องถกู ลงโทษ รนุ แรงมากนอ้ ยข้นึ อยู่กับกรณี หากรนุ แรงมากอย่างเช่น การแตง่ งานขา้ มวรรณะก็คงถูกขบั ออกไป
นอกจากน้ีพฤตกิ รรมทางสงั คมหรอื วฒั นธรรมบางอยา่ งอาจท�ำให้ถูกมองได้ว่าเป็นคนนอกระบบวรรณะเชน่ การบรโิ ภคเนอื้ สตั ว์ สงั คมฮินดู
เปน็ สงั คมมังสวริ ัติ การบริโภคเนอ้ื สัตว์จะไดร้ บั การดูถูก เหยียดหยามวา่ สกปรก มีมลทิน ไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย
จัณฑาลเปน็ คนนอกระบบสงั คมทไี่ มม่ ีทางจะกลบั เขา้ ไปสูร่ ะบบวรรณะได้อีกเลย อย่างไรก็ ตามในสังคมอินเดยี มกี ลมุ่ คนที่อยนู่ อกระบบ
ชวั่ คราว หรอื อยู่นอกระบบอนั เนอ่ื งมาจากเหตกุ ารณ์ บางอยา่ งท่ีเกดิ ขึ้นในชีวติ ของคนผู้น้ัน อยา่ งเช่น เด็กตงั้ แตแ่ รกเกิดจนกระทงั่ ถึงพิธรี ับเข้าวรรณะ
ตัดจุก มอบสายคล้องไหล่ เมอื่ อายปุ ระมาณ 12-13 ปี ถอื กนั วา่ เดก็ ยังอ่อนด้วยวัยวุฒิ และวฒุ ิภาวะ รวมถึงยงั ดอ้ ยความรู้ ไม่สามารถแยกแยะผิดถูกไดด้ ี
เขาจึงถือกันวา่ เดก็ อยนู่ อกระบบชัว่ คราว คงจะเพ่อื หลีกเล่ียงการลงโทษเด็กหากท�ำผดิ กฎของวรรณะบางประการโดยไม่รู้ตัว หากเม่ือเข้าสู่วรรณะแลว้ ก็
ต้องปฏบิ ัติตามกฎอยา่ งเครง่ ครดั คนอกี กลมุ่ หนงึ่ ที่จัดได้ว่าอยู่นอกระบบปกติก็คอื หญิงหม้ายในสงั คมอนิ เดีย หญิงหมา้ ยดจู ะเป็นกลมุ่ คนท่ีดอ้ ยโอกาส
มสิ ามารถท่จี ะรว่ มกจิ กรรมทาง สงั คมกบั คนในระบบได้เหมือนในสมยั ทสี่ ามยี ังมีชีวติ อยูจ่ ะต้องรวมกลุ่มกนั ทำ� กิจกรรมไม่ว่าเปน็ กจิ กรรมทางศาสนา
ทางสังคม ในกลุ่มของตนเองเทา่ นนั้ กลุ่มคนนอกระบบ 2 ประเภทหลงั น้ี แมว้ ่าจะมีขอ้ กำ� หนด ข้อห้ามในการร่วมกจิ กรรมทางสังคม ทางศาสนา
แต่กม็ ไิ ด้รบั การดถู กู เหยียดหยาม จากสังคมเหมือนจณั ฑาล
ประชาชนที่อยูใ่ น “ระบบ” สงั คม หรือระบบวรรณะของอนิ เดียน้นั กไ็ ด้แก่ ประชาชนท่อี ยูห่ รือ สังกัดวรรณะต่าง ๆ ท่มี ีสถานะทางสงั คม
สูงต่�ำตามลำ� ดบั ดังกล่าวไว้แล้ว ไดม้ ีคำ� อธิบายถงึ คนในวรรณะตา่ ง ๆ ของสงั คมอนิ เดยี เอาไว้โดยปราชญ์ชาวฮนิ ดู ท่ีอ้างถงึ อยูม่ ากมายในงานนน้ี ั่นก็คือ
ปาฐกถาของนายตรีโลกนาถ ปาวา ซ่งึ ได้อธบิ ายไวถ้ งึ ลักษณะ ธรรมะ (หน้าท)่ี ของคนในแต่ละวรรณะ รวมท้งั ได้แสดงความเหน็ เกี่ยวกบั ระบบวรรณะ
ในปจั จบุ นั ดว้ ย
วรรณะทง้ั สี่ดงั กลา่ วน้นั ย่อมมปี รากฏอยู่ให้เห็นได้ในทัว่ โลก ตงั้ แตส่ มยั โบราณกาลมา จนกระท่งั ถึงบัดนี้ และยอ่ มจะยังมอี ยู่แมใ้ นอนาคตกาลดว้ ย
ในสว่ นตัวนั้นเช่ือว่าวรรณะทัง้ 4 น้ยี ่อมไมม่ ีใครจะสามารถกลบรอยใหห้ มดสิน้ ไปเสียจากโลกน้ไี ด้ คนในโลกนจี้ ักต้องมีการแบง่ จำ� แนก ออกไปเป็น 4
จ�ำพวกใหญๆ่ อยู่เชน่ น้ีเสมอ

41

CULTURE

INDIA

แทจ้ รงิ แล้วสังคมการแบ่งชนชั้นนั้นมอี ยทู่ ุกท่ที กุ ยุคทุกสมัย แต่เดิม
น้ันเริ่มจากประเทศใดน้นั มอิ าจเหน็ หรอื มีขอ้ มลู ท่ีแน่ชัดหรือน่าเชอื่ ถือเพียงพอ
จากข้อมลู ส่วนใหญ่ไดก้ ลา่ วมาอิทธิพลของสังคมการปกครองโดยแบง่ เปน็ ชนช้ัน
วรรณะนั้นเร่ิมจากทปี่ ระเทศอนิ เดยี ซงึ่ ในประเทศอินเดียนน้ั เป็นประเทศที่มีผู้
นบั ถอื ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดจู �ำนวนมาก พวกเขาได้อา้ งกล่าววา่ การมีวรรณะ
นัน้ เปน็ สง่ิ ที่มีอยแู่ ตเ่ ดมิ ในคัมภีร์ของศาสนามานานนบั หลายพันปีมาแลว้
สืบเนื่องตอ่ เร่อื ยมาจนปจั จบุ นั ซ่งึ เปน็ ตัวกำ� หนดติดตัวมนุษยม์ าตัง้ แต่เกดิ มิ
สามารถเปล่ยี นแปลงหรอื แก้ไขได้
ต่อมาเมื่ออนิ เดียไดแ้ บง่ แยกกบั ประเทศปากีสถาน ซง่ึ เปน็ ปญั หา
มาจากการขอ้ ขัดแย้งมาจากส่วนใหญ่ในอนิ เดยี จะมีชาวฮินดมู าก แตป่ ากีสถาน
และบังกลาเทศมชี าวมุสลิมมากกว่า ซ่งึ สองศาสนานข้ี ัดแย้งกันจงึ เกดิ การแยก
ประเทศกันเปากสี ถานตะวันตก (ปากสี ถานปัจจุบนั ) และปากสี ถานตะวันออก
(บงั กลาเทศ) ภายหลังพื้นทปี่ ากสี ถานตะวนั ออกซงึ่ ไมไ่ ด้ถูกดูแลพฒั นาจาก
รัฐบาลนกั จึงได้ประกาศเอกราชเปน็ ประเทศบังกลาเทศ ในปี ค.ศ. 1971 ซงึ่ ใน
การแบง่ แยกประเทศน้ีกไ็ ดม้ ผี ้ลู ภี้ ยั อย่างน้อย 12 ลา้ นคน อพยพจากอินเดีย
ไปปากีสถาน และบังกลาเทศเปน็ ซึ่งมีจำ� นวนมาก และมีอิทธิพลท่ีส่งผลใหม้ ี
การนำ� ระบบวรรณะไปใชใ้ นประเทศดังกลา่ วด้วย และศรีลงั กาเปน็ ประเทศ
ทภ่ี มู ิประเทศเป็นเกาะ อยูในมหาสมุทรอนิ เดยี ตอนเหนือ นอกชายฝ่ังตะวนั ออก
เฉียงใตข้ องอนทุ วีปอินเดยี เนือ่ งจากศรลี ังกามีพรมแดนทางทะเลตดิ ตอ่ กับ
อนิ เดียทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนือพวกทมิฬที่นับถือศาสนาฮินดูอพยพมาจาก
ทางตอนใต้ของอนิ เดีย ก็ได้อพยพมาตง้ั ถ่ินฐานอย่ทู างตอนเหนือของเกาะลังกา
ประมาณ 200 ปี หลังจากพวกสงิ หลและเป็นศัตรูรบราฆา่ ฟันกันมาโดยตลอด
ประวัตศิ าสตร์ ปัจจุบนั น้ชี าวทมิฬมปี ระมาณ 11.2% ของประชากรศรลี งั กา
จงึ เปน็ เหตุท่ีส่งใหม้ อี ิทธพิ ลการนำ� วรรณะมาใชใ้ นประเทศดว้ ย และหลงั จากนน้ั
ในหลายๆประเทศกไ็ ด้น�ำระบบการแบ่งชนชัน้ วรรณะไปใชใ้ นรปู แบบทแ่ี ตกต่าง
กันเพอื่ แบง่ ฐานะทางสงั คมและการปกครองของประเทศตนเอง เช่น
ระบบชนชั้นของอียปิ ตโ์ บราณ ระบบชนชัน้ ในฝรง่ั เศษกอ่ นการปฏวิ ัติระบบ
ระบบทาสของขอม ทีไ่ ทยนำ� มาใชใ้ นสมยั อยุธยา เป็นต้น และแบง่ ชนช้ัน
กไ็ ดถ้ กู ใชอ้ ยา่ งแพร่หลายจนเปน็ ทีร่ จู้ กั กนั ท่ัวโลกจนถึงปจั จุบันก็ยังมีอยู่
แต่อยู่ในรูปแบบทเี่ หมือนกับอินเดียเลยและกม็ ีความคล้ายคลึงบา้ ง

ระบบวรรณะเกิดขึน้ เพราะชนเผ่าอารยนั ตอ้ งการสงวนอภิสิทธิต่างๆ
และครอบครองความมอี ำ� นาจ ความยิ่งใหญ่ไว้ใหแ้ กเ่ ผา่ ของตน แตร่ ะบบวรรณะ
น้ันมผี ลเสยี มากมายหลายอยา่ ง ผลเสียบางอย่างเลวร้ายจนกลายเป็นสิ่งทีเ่ รียกวา่
“ ผลดี ” ขอยกตวั อย่างผลดีผลเสยี พอใหเ้ หน็ ดงั นี้
ท�ำใหเ้ กดิ การผูกขาดอาชพี และจ�ำกัดอยเู่ ฉพาะถ่ินหนง่ึ ๆ ขยายออกไปไม่ได้
ไมม่ ีความขยายตวั กา้ วหน้าทางเศรษฐกจิ เกดิ ความแตกแยกกัน แมม้ ีอาชีพใกล้
เคยี งกันกร็ ่วมมือกนั ไมไ่ ด้ แมอ้ ยใู่ นวรรณะเดยี วกนั ก็แบ่งยอ่ ยกันออกไปอกี
รังเกยี จกนั เอง รวมกำ� ลงั กันไมไ่ ด้ ทำ� ใหไ้ ม่มคี วามคิดริเรม่ิ ใหมๆ่ เพราะผ้คู ิดอะไร
แปลกใหม่ ถูกรังเกียจวา่ นอกลนู่ อกทาง ถกู ประณาม และถูกลดฐานะ
ในสังคมวรรณะ เกิดความช�ำนาญพิเศษในกลมุ่ อาชีพ เพราะถ่ายทอดต่อกนั มา
ในหม่ชู นหนง่ึ ๆ โดยเฉพาะเป็นเวลายาวนาน และท�ำใหเ้ กิดการยึดมนั่ ใน
ความเช่ือถอื ประเพณีและจารตี ตา่ งๆ อยา่ งเหนียวแน่น ปรบั ตัวเขา้ กบั ส่ิงใหม่
หรอื อิทธิพลจากภายนอกไม่ได้ ท�ำใหป้ ระเทศอินเดยี และศาสนาฮนิ ดู
อยูร่ อดไดส้ ืบมา ไม่กลมกลนื ไปกับระบบอ่ืนๆ จากภายนอก


42

CULTURE
CUlTURE

Exquisite



ความยดึ ม่ันในข้อปฏิบัติเกี่ยวกบั วรรณะของอินเดยี น้นั เหนียวแน่นลึกซ้งึ จนกล่าวไดว้ า่ ถ้าไมห่ าระบบอ่นื มาเตรียมพรอ้ มทีจ่ ะแทนท่ีให้กอ่ นแล้ว การเลกิ ระบบวรรณะ

ในอินเดยี จะก่อใหเ้ กิดผลเสยี มากกว่าผลดี อาจถึงท�ำใหช้ าติอินเดียแตกสลายยอ่ ยยับก็ได้

ความคล้ายคลึงของวัฒนธรรมระบบชนชนั้ วรรณทเ่ี หน็ ได้เดน่ ชดั คือ ระบบทาสทไ่ี ทยไดร้ บั อทิ ธิพลมาจากขอม ทาสในไทยก็ถือเปน็ การแบง่ ชนช้ันได้อย่างชดั เจน

เพราะชนชนั้ เจ้านายหรือผเู้ ปน็ ผู้ปกครองกจ็ ะมสี ิทธิในการท�ำส่ิงต่างๆไดอ้ ย่างมากมาย แตกตา่ งจากพวกทาสก็จะท�ำได้แคท่ �ำหนา้ ทร่ี ับใช้ผู้ปกครองเท่าน้ัน ซงึ่ กเ็ หมอื นกบั วรรณะ

ในอเิ ดีย แตเ่ พยี งใช้ในรปู แบบที่ต่างกัน ทา่ มกลางพฒั นาการทางเศรษฐกิจ การปกครองของชาวอารยนั กพ็ ัฒนารูปแบบจากชนเผ่า เข้าส่รู ะบบอารณาจกั รเผ่า ซึ่งทาํ ใหช้ นช้นั

ปกครอง และนักรบมบี ทบาทเด่นชัดมากข้ึนในฐานะผู้ ปกป้องคมุ้ ครองชีวติ และทรพั ย์สนิ ของสมาชกิ ในสังคม รวมทัง้ การขยายอาณาเขต บทบาทเหลา่ นี้ทํา ให้กษตั รยิ แ์ ละนักรบ

ดเู หมอื นว า่ จะมีบท บาทสําคญั ที่สุดในสังคมรองลงไปก็คือนกั บวชและตามมา ด้วยพอ่ คา้ และ

เ จา้ ของท่ีดนิ อันดบั สุดท้ายก็คอื เกษตรกร (กษัตรยิ ะ พราหมณะ ไวศยะ และศทู ร ตามลาํ ดบั ) BBC News. (2460, 14 สิงหาคม). อังกฤษแบ่งอนิ เดยี -ปากสี ถานอย่างไร?. สืบค้นเม่อื 17
พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.bbc.com/thai/international-40815819
พฒั นาการทางสังคมเช่นนท้ี ําให้นักบวชตระหนกั ว่าผูท้ ่ีจะมอี ํานาจสงู สดุ ในสงั คม ก็คอื ผ้ทู ีม่ ี
สถานะทางสงั คมสงู สุด ดงั นัน้ การแบง่ ชนชน้ั (วรรณะ) จึงพฒั นาจนถึงขนั้ ท่ยี อมรับท่ัวไปในหมู่ สมหวัง แก้วสฟุ อง. (ไม่ปรากฏ). ระบบวรรณะ: ปัญหาและทางออก ในมุมมองของ มหาตมะ คานธี
ชาวฮนิ ดวู ่า พราหมณ์ กษตั รยิ ์ ไวศยะ ศทู ร มสี ถานะทางสังคม สูง-ต่ำ� ลดหล่นั กันมาตามลําดับ และ ดร. บ.ี อารอ์ ัมเบดการ. สบื ค้นเม่ือ 15 พฤศจิกายน 2564, จาก https://so05.tcithaijo.

และคาดวา่ สิ่งเหลา่ นจี้ ะมีการคงอยู่ต่อไป เพราะระบบวรรณะ เป็นส่ิงหนึ่งทฝ่ี งั รากลกึ org/index.php/panidhana/article/download/150132/110102/
อยูใ่ นวฒั นธรรมอินเดียมาตัง้ แต่ โบราณกาล นับตัง้ แต่สมัยพระเวทและมีพฒั นาการมาตามลำ� ดบั ไม่ปรากฏ. (2564, 26 ตุลาคม). หลวงวิจิตรวาทการชี้ ระบอบไพร่ทาสและศกั ดนิ า ตน้ เหตุความ
ในยุคตา่ งๆ เช่น พราหมณะ อปุ นษิ ทั และตอ่ เน่อื งเรอ่ื ยมาผา่ นชว่ งอนิ เดียยคุ ใหม่ เสอ่ื มโทรมของไทย. สืบค้นเม่อื 15 พฤศจกิ ายน 2564, จาก https://www.silpa-mag.com/
quotes-in-history/article_63472

43

บรรณานุกรม

กองบรรณาธกิ าร วอยซท์ ีว.ี (2556, 18 เมษายน). ท�ำความรูจ้ ักวรรณะท้งั 4ของชาวอนิ เดยี . สืบคน้ เมอ่ื 15 พฤศจิกายน2564,
จาก https://www.voicetv.co.th/read/67949

โกวทิ วงศส์ รุ วัฒน.์ (2560, 5 เมษายน). ศรีลงั กาตาสวา่ งเมื่อสายไปเสียแลว้ . สืบค้นเมือ่ 17 พฤศจิกายน 2564,
จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_518309

ฉตั ราภรณ์ รปู ขนั ธ.์ (ไมป่ รากฏ). กโิ มโน (Kimono) ชุดประจำ� ชาติญป่ี นุ่ . สบื คน้ เมอื่ 16 พฤศจิกายน 2564,
จาก http://worldcivil14.blogspot.com/2018/12/kimono.html

ชายผู้โดดเดีย่ ว. (2560, 9 ธนั วาคม). ท�ำไมประเทศอนิ เดียต้องมกี ารแบง่ ช้ันวรรณะ. สืบค้นเมอ่ื 14 พฤศจิกายน2564,
จาก https://pantip.com/topic/37170161

ผศ.เชาวลี จงประเสริฐ. (ไม่ปรากฏ). ความรนุ แรงในศรลี ังกา. สืบค้นเม่อื 17 พฤศจกิ ายน 2564,
จาก http://ejournals.swu.ac.th/index.php/JOH/article/download/1280/1289

วรี พงค์ รามางกลู .(2559, 8 กนั ยายน). แบ่งชนช้นั โดยการศกึ ษา. สืบค้นเมอ่ื 17 พฤศจิกายน 2564,
จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_277581

สมหวงั แกว้ สุฟอง. (ไม่ปรากฏ). ระบบวรรณะ: ปัญหาและทางออก ในมุมมองของ มหาตมะ คานธี และ
ดร. บี. อารอ์ มั เบดการ. สบื ค้นเม่ือ 15 พฤศจิกายน 2564, จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/downlo-
ad/150132/110102/

สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย(์ ป.อ.ปยตุ โฺ ต). (2526, 1 กรกฎาคม). วรรณะ. สบื ค้นเมอื่ 15 พฤศจกิ ายน 2564,
จากhttps://www.payutto.net/book-content/วรรณะ/

อ716@DMIN.(2560, 4 มถิ นุ ายน). วฒั นธรรมอนิ เดียมีอะไรบา้ ง?. สบื คน้ เมอ่ื 15 พฤศจิกายน2564, จาก http://cityofarchdale.org/?p=83

อดลุ ย์ รตั นมน่ั เกษม (2020). วัฒนธรรมตะเกยี บ. สบื คน้ 24 พฤศจกิ ายน 2564. จาก https://www.lib.ru.ac.th/journal/chopstriks.html

อักษรเจรญิ ทัศน์. (ไมป่ รากฏ). พุทธศาสนา ม.๔. สืบคน้ เมื่อ 14 พฤศจกิ ายน 2564, จาก http://academic.obec.go.th/textbook/web/
images/book/1004091_example.pdf

ไม่ปรากฏ. (2552, 20 มนี าคม). กิโมโน – ทกุ อยา่ งเกี่ยวกับเสือ้ ผ้าญป่ี ุ่นแบบด้งั เดมิ . สบื ค้นเมอ่ื 17 พฤศจิกายน 2564,
จาก http://www.designer.co.th/1424?doing_wp_cron=1637600473.6896638870239257812500

ไม่ปรากฏ. (2564, 26 ตุลาคม). หลวงวจิ ิตรวาทการช้ี ระบอบไพร่ทาสและศักดินา ต้นเหตุความเสือ่ มโทรมของไทย.
สบื คน้ เมอ่ื 15 พฤศจิกายน 2564, จาก https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_63472

บรรณานกุ รม

ไม่ปรากฏ. (ไมป่ รากฏ). ระบบสงั คมอนิ เดยี . สบื ค้นเมอื่ 14 พฤศจิกายน 2564, จากhttp://www.human.cmu.ac.th/courseonline/cour-
se/004233/pdf/doc06.pdf

ไมป่ รากฏ. (ไม่ปรากฏ). ระบบสงั คมอินเดยี . สืบคน้ เมอื่ 14 พฤศจิกายน 2564, จากhttp://www.human.cmu.ac.th/courseonline/cour-
se/004233/pdf/doc06.pdf

(ไม่ปรากฏ). (ไมป่ รากฏ). ประเทศปากีสถาน. สืบค้นเมอ่ื 17 พฤศจกิ ายน 2564, จากhttps://th.m.wikipedia.org/wiki/ประเทศปากสี ถาน

(ไมป่ รากฏ). (ไม่ปรากฏ). ระบบวรรณะของชาวมสุ ลมิ เอเชียใต.้ สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจกิ ายน2564, จาก https://hmong.in.th/wiki/Caste_sys-
tem_among_Muslims

ไม่ปรากฏ). (ไม่ปรากฏ). การเเตง่ กายประเทศญี่ปุ่น. สบื ค้นเมอื่ 17 พฤศจกิ ายน 2564, จากhttps://sites.google.com/site/pattarasu-
da236100/kar-ete-ngkay-prathes-yipun?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog

BBC News. (2460, 14 สงิ หาคม). องั กฤษแบง่ อนิ เดีย-ปากสี ถานอยา่ งไร?. สืบคน้ เมือ่ 17 พฤศจกิ ายน 2564,
จาก https://www.bbc.com/thai/international-40815819

Coffeelucky. (2561, 5 พฤศจิกายน). รจู้ กั กบั ‘กิโมโน - ยูกาตะ’ ชดุ ด้ังเดมิ ของญีป่ นุ่ ท่ผี า่ นไปนานแคไ่ หนก็ไมเ่ กา่ เลย.
สืบค้นเมือ่ 16 พฤศจิกายน 2564, จากhttps://www.mangozero.com/history-of-kimono-yukata/

Joe Mcpherson.(2019)// A Brief History of Soju/November 15, 2021. from https://thesoolconnection.
com/a-brief-history-of-soju-most-popular-spirit/

Matthew Pike. September 20, 2021. Things You Should Know About Vietnamese Culture. from https://theculturetrip.com/asia/
vietnam/articles/11-things-you-should-know-about-vietnamese-culture/

Retrieved November 16, 2021, from https://theculturetrip.com/asia/vietnam/articles/
11-things-you-should-know-about-vietnamese-culture/

Melissa.(2021).// The History of Soju and its Modernization/November 15, 2021. from https://10mag.com/the-history-of-soju-and-
-its-modernization/

Oishimaya Sen Nag. July 24, 2018. Vietnamese Culture. Retrieved November 16, 2021, from https://www.worldatlas.com/articles/
the-culture-of-vietnam.html

Suki Desu. (ไมป่ รากฏ). กโิ มโน – ทุกอย่างเกีย่ วกบั เสื้อผ้าญป่ี ุน่ แบบดัง้ เดิม. สืบคน้ เมือ่ 17 พฤศจิกายน 2564,
จาก https://skdesu.com/th/แบบด้งั เดมิ -ญ่ีปุ่น-เสื/้

SWK. (ไมป่ รากฏ). อารยะธรรมอินเดยี -วรรณะอนิ เดยี . สืบคน้ เมอื่ 14 พฤศจกิ ายน 2564, จาก https://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/
indiaa/aboutindia

CULTURE

DECEMBER 2021
5 CULTURE 5 COUNTRIES

she his started now. Rose if as past near mother itself vanity favour do me of. Begin

were. To graceful he elegance oh moderate sex was power joy after had walls miles.

attended entrance pleasure. Vulgar saw fat Wise busy past both park when an ye no.

ssmuเdมadlอ่ื leeเnกstดิeadอtwทิ oaธrrพิ dpลewcวuฒัalyiนaprธlรareรylมeadtจioาeiกnthปbeรrrะe.eเTทdhศinoใgนugเอhเtชsีย Nay likely her length sooner thrown sex lively
income. The expense windows adapted sir.

ถูกส่งตep่อirtสoh่วู deฒั rucaนerธdeรwaรnมis.โdAลotกmdมepหีpraaลriาsteยsสpthiงิ่ riทintเ่ีgปosnลsยี่hsteนaแbirปesf.ลoSงrhแe.eลBะthคeeงเดิมWrong widen drawn ample off doors money.
หลายวัฒนธรรมที่ถูกสง่ ต่อจากประเทศหนึ่งสูอ่ ีกประเทศหนึ่ง

เมอ่ื เกดิ การปรบั ตัวจนเกิดเป็นวฒั นธรรมทส่ี วยงาม และบ่งบอก

ถึงความเปน็ อารยธรรมบง่ ช้คี วามเป็นตวั ตนของประเทศน้ันๆ
สงิ่ เหลา่ นจี้ งึ เรียกว่า “เอกลกั ษณ์”

BU-EB 8865-005-641

SCAN FOR PRESENTATIONS ราคา 0 บาท

SCAN FOR E-BOOK


Click to View FlipBook Version