The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือทำวัตร-สวดมนต์ พระเทพภาวนาวิกรม วิ. หลวงปู่บุญมา ปุญฺญาภิรโต ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 วัดปราสาทดิน อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ขวัญชัย คําทา, 2023-08-22 22:43:24

คู่มือทำวัตร-สวดมนต์ 2 พระเทพภาวนาวิกรม วิ. (บุญมา ปุญฺญาภิรโต)

คู่มือทำวัตร-สวดมนต์ พระเทพภาวนาวิกรม วิ. หลวงปู่บุญมา ปุญฺญาภิรโต ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 วัดปราสาทดิน อ.ภักดีชุมพล จ.ชัยภูมิ

Keywords: คู่มือท่าวัดร-สวดมนฅ์,สวดมนต์,หลวงปู่ผาเกิ้ง,พระเทพภาวนาวิกรม วิ.,บุญมา ปุญญาภิรโต

93 นานเดือนก็จะแตกกิ่งก้านสาขาเป็นหูเป็นตา เป็นแขนเป็นขา เป็นหัวเป็นลำตัว อีกหน่อย ๘ เดือน ๙ เดือนก็จะคลอดออกมาเป็นเด็กแบเบาะร้องอุแว้ นานเดือนก็เป็นเด็กโตคลานได้อีกหลายปีก็เข้าโรงเรียนอีกหน่อยออกจากโรงเรียน เป็นเด็กวัยรุ่นอีกหน่อยหลายปีก็เป็นหนุ่มเป็นสาวก็แต่งงานมีลูกก็เป็นพ่อคนแม่คน อีกหน่อยหลายปีก็แก่เฒ่าและก็เน่าเข้าโรงไป กลายเป็นดินเป็นทราย เป็นปุ๋ยเป็นหญ้า นี่เป็นการเห็นพระไตรลักษณ์แบบคิดเห็น เห็นพระไตรลักษณ์แบบคิดเห็น เป็นการเห็นสมมติบัญญัติยังเป็นการเห็นผิดเพี้ยน หลักการปฏิบัติร้อยละ ร้อยเปอร์เซนต์ เขาเข้าใจกันอย่างนี้เพราะไม่ได้ปฏิบัติถูกต้อง มันก็เลยเป็น การเห็นผิดเพี้ยน พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์จะให้เห็นพระไตรลักษณ์แบบการเห็นปรมัตถ์ เห็นพระไตรลักษณ์แบบการเห็นปรมัตถ์นี้จะสามารถขูดกิเลสตัณหาได้คือ การตั้งสติกำหนดรู้ปัจจุบันหรือกำหนดรู้สิ่งที่มันเป็นจริงในปัจจุบัน ในทุก ๆ ขณะ เช่นเดินจงกรมทุกวันนั่งสมาธิกำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก ทั้งอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อยดังกล่าวมาข้างต้น จึงจะชื่อว่าเห็นพระไตรลักษณ์แบบปรมัตถ์ เป็นการเห็นถูกตามพระประสงค์อย่างแท้จริง ตรงกับคำเทศนาของพระพุทธองค์ ที่ว่า โย ธัมมัง ปัสสติ โสมัง ปัสสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าได้เห็นเรา ตถาคต การเห็นธรรม และการได้เห็นพระพุทธเจ้า ก็คือ มีสติรู้ทันหรือ กำหนดรู้ทันสิ่งที่มันเป็นจริงในปัจจุบัน จ้า


94


95 เรื่องการละสังโยชน์ของพระอริยะ ๑๐ ประการ เรื่องการละสังโยชน์ของพระอริยะ พระอริยบุคคล ละสังโยชน์พระโสดาบัน ละสังโยชน์๓ ข้อ ๑. สักกายะทิฏฐิคือ ละการยึดติด การมอมเมาปรนปรือ ด้วยการกินสบาย การนอนสบาย การอยู่สุขสบายในที่หรูหรา เฟอร์นิเจอร์หรูหราใหญ่โตโอ่อ่า ซึ่งแสดงในพระปฐมเทศนาหรือเทศน์กัณฑ์แรกโปรดพระปัญจวัคคีย์ พร้อมเหล่าทวยเทพยดาทั่วสากลจักรวาลว่า โย จายัง กาเมสุกามสุขลลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสญฺหิโต ซึ่งแปลว่า การมอมเมาปรนปรือด้วยการกินสบาย การนอนสบาย การอยู่สุขสบาย ในที่หรูหรา มีเฟอร์นิเจอร์หรูหราใหญ่โตโอ่อ่า รวมทั้งมอมเมา ปรนปรือด้วยเรื่องอบายมุข เป็นทาสสุรายาเสพย์ติด เป็นทาสการพนัน ชายเสน่หาหญิง หญิงเสน่หาชาย หลงระเริง เสพสุข สนุกเมามันในสถานเริงรมย์ แบบบ้าตัณหาด้วย หีโนเป็นธรรมอันเลว ยินดีมีชีวิตอยู่อย่างนั้นชื่อว่ายินดี เสพธรรมอันเลวการยินดีเสพ การยินดีเสพธรรมอันเลวคัมโมเป็นเรื่องของชาวบ้าน ผู้เขามีครอบมีครัวมีผัวมีเมีย โปถุชชนิโก เป็นเรื่องของผู้มีกิเลสหนาปัญญาโฉด อนริโย มิใช่เรื่อง ของพระอริยะผู้มีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ อนัตถสัญหิโต ไม่มีประโยชน์อันใดเลย พ่อพาอยู่พากินพานอนพาปฏิบัติอย่างพระอริยะ พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า ลดละเลิกจากการมอมเมาปรนปรือ นี่แหละเป็นคำตอบที่ข้องคาใจลูก ๆ ทุกคน ปัญหาข้องใจคาใจลูก ๆ ก็คือลูก ๆ ผ่านโคตรฺภูญาณหรือญาณข้ามโคตร จากโคตรปุถุชนผู้หนาด้วยกิเลสเป็นโคตรอริยะผู้มีชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ


96 ถ้าเราไม่ติดใจหรือยินดีกับการมอมเมาปรนปรือกิเลสตัณหาด้วยการ กินสบาย ด้วยการนอนสบาย ด้วยการอยู่สุขสบายในที่หรูหรา เฟอร์นิเจอร์หรูๆ ใหญ่โตโอ่อ่า คือไม่ยึดติดกับการมีชีวิตอย่างชาวบ้านที่ชอบมอมเมาปรนปรือ กิเลสตัณหา ฝึกหัดเป็นอยู่อย่างพระอริยะ พระอรหันต์พระพุทธเจ้าแล้ว ลูกก็ใกล้ กับท่านคือข้ามโคตรฺปุถุชนเข้าโคตรฺอริยะ จ้า ๒. วิจิกิจฉา คือละความสงสัยลังเล คือไม่สงสัยลังเลในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์มีศรัทธาแน่วแน่มั่นคง ว่าปฏิบัติตามแล้วสามารถรักษา ภูมิจิตภูมิธรรมให้ประเสริฐสูงสุดได้จริง ๆ และพ้นทุกข์ได้จริง ๆ ด้วย ๓. ละสีลพตปรามาส คือการประพฤติปฏิบัติที่ผิดๆ ยึดถือผิดๆ เช่น ประเพณีบวงสรวงที่ผิดศีลผิดธรรม เอาหัวหมู เอาเป็ด เอาไก่ เอาสุรามาไหว้ผี ไหว้เจ้า ไหว้วิญญาณพ่อแม่ซึ่งต่างคนต่างก็เจตนาดีคิดว่าดีคิดว่าถูกก็ทำตามๆกัน หารู้ไม่ว่าผลาญชีวิตสัตว์แต่ละครั้งแต่ละปีมาก หลายร้อยหลายพันหลายหมื่น หลายแสนหลายล้าน เป็นการเอาบาปให้ตัว เอาบาปให้พ่อให้แม่ ท่านจะชอกช้ำ ระกำใจขนาดไหนไม่คิด ที่แท้คนไหว้ชอบหัวหมูชอบไก่ชอบเป็ด คือชอบกินหมู กินเป็ด กินไก่ ชอบกินเหล้าต่างหาก จึงสรรหาแต่ของที่ตัวเองชอบ บางที นำไปวางไว้หรือวางไหว้ยังไม่เท่าไร พวกผีที่ชอบกิน ล้างมือว่าลงมือกิน ก็รีบชิง ยกหนีก่อน อย่างนี้ก็มีเพราะคนไหว้ทนหิวทนน้ำลายไหลของตัวเองไม่ไหว ลาเอาไปก่อน เทพหรือวิญญาณที่ชอบรสนิยมก็บ่น กูยังล้างมือไม่เสร็จเลย มันชิงยกหนีไปกินก่อนกูแล้ว อย่างนี้ก็มี ประเพณีอย่างนี้เรียกว่าประเพณีตีงูให้หลังหัก เพราะเป็นประเพณีสร้างบาป ดังกล่าวมา เรียกสีลพตปรามาส คือลูบ ๆ คลำ ๆ สิ่งผิด ๆ มีหลายอย่างในอินเดีย เอาสัตว์เป็น ๆ หรือคนเป็น ๆ มาเชือดให้เลือดไหลปากพระแม่กาลีหรือ ก่อกองไฟรอบ ๆ ตัว เข้าใจว่าย่างกิเลสเผากิเลส ประเพณีเหล่านี้พระอริยะ โสดาบันละเลิกทิ้งได้


97 พระอริยะประเภทที่ ๒ คือพระสกทาคามีพระสกทาคามีพระอริยบุคคล ประเภทที่ ๒ ก็ละสังโยชน์ได้๓ เท่ากัน เมื่อตั้งใจปฏิบัติฝึกหัดสัมผัสเสพ คุ้นกับการเจริญสติได้อย่างต่อเนื่อง จิตจะละเอียดยิ่งขึ้น สภาวะทางจิตจะสำรอก ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ อันเกิดจากอำนาจความโลภ ความหลง ความโกรธเกลียด เคียดแค้น ตลอดถึงความรู้สึกอันเกิดจากราคะ โทสะ โมหะ ก็จะค่อยทุเลาเบาบาง ความรู้สึกนึกคิดหยาบ ๆ ต่ำ ๆ ก็จะค่อยจืดค่อยจาง ค่อยวางค่อยคลายออกไป ค่อยหลุดค่อยล่วงออกไปทีละอย่างสองอย่าง แต่ท่านก็ระบุไว้สำหรับพระสกทาคามีประเภทที่สอง แม้จะละสังโยชน์ ได้๓ เท่ากัน แต่พูดว่าราคะ โทสะ โมหะ บางลงมากกว่าพระโสดาบันครึ่งต่อครึ่ง พระอริยะประเภทที่ ๓ คือ พระอนาคามีพระอนาคามีท่านว่าละสังโยชน์ ได้๕ คือ สักกยาทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลพตปรามาส อันที่ ๔ คือ ละกามะราคะ กำหนัดในกามคุณ ปฏิฆะคือละความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง และ ละความหลงไหล ติดจมกับกามคุณคือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ พระอริยะประเภทที่ ๔ คือ พระอรหันต์ละสังโยชน์ได้ครบ ๑๐ คือ สักกยาทิฏฐิวิจิกิจฉา สีลพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานะก็คือละความรู้สึกอหังการ อัสมิมานะ จองหอง อวดดีไม่ยอมคน ใคร ๆ ก็ไม่เก่งไม่ดีไม่เด่นเท่าตัวเรา เราดีคนเดียว ไม่ยอมรับว่าคนอื่นดีเท่าตัว หรือเสมอตัว อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด งุ่นง่าน รำคาญ เกิดขึ้นก็สามารถละได้ และสุดท้าย ละอวิชชา


98 ข้อที่ ๑๐ คำว่าอวิชชาตัวนี้จะแปลตามหลักก็มักแปลว่าไม่รู้ถ้าแปลว่า ไม่รู้ก็ยังผิดเพี้ยนจากพุทธประสงค์ ถ้าอยากให้ถูกพุทธประสงค์ ก็แปลว่า รู้เหมือนกันแต่รู้ไม่จริง รู้นั้นรู้อยู่แต่ในสำนวนชาวบ้านชาวบ้านอ่านได้จำได้ท่องได้ คิดทะลุปรุโปร่งได้แต่พูดตามสำนวนพระพุทธเจ้า รู้ได้อ่านได้จำได้ท่องได้นั้น ก็ยังจัดว่ารู้ไม่จริง เพราะยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ถูกต้องตามเป็นจริง เช่น รู้ตัวหนังสือ ท่องตัวหนังสือ จำตัวหนังสือที่ว่า ไฟร้อน สระไอ ไม้มะไล ฟ.ฟัน ร.เรือ อ.อ่าง น.หนูอ่านว่าไฟร้อน แต่อ่านไปจนตาย ท่องไปจนตาย คิดไปจนตายก็ยังไม่รู้ร้อน ตายอีกเกิดอีกก็ไม่รู้ร้อนเหมือนเดิม ถ้าติดการอ่าน การท่อง การจำ การคิดอย่างเดียวไม่ได้ปฏิบัติถ้าปฏิบัติง่ายนิดเดียว ปฏิบัติก็คือสัมผัสดูทั้งกา ยทั้งใจ จะรู้ว่าร้อนมันเป็นอย่างนี้เจ็บ ปวด แสบ ร้อน น่ากลัว จะได้ระวังตัว เกิดความกลัว ไม่กล้าไปเหยียบ ไม่กล้าไปแตะ การเกิดความกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้นี้แหละ พระพุทธองค์จึงว่ารู้จริง รู้จริงออกมาจากคำวิชชา รู้ไม่จริงแปลจากคำว่าอวิชชาอวิชชาอธิบายมาเสียยืดยาว เพื่อให้รู้ว่า พระอริยะ พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า ท่านรู้จริง จะได้ประโยชน์ จากการรู้จริงได้ ก็คือล้างกิเลสออกจากจิตสันดาน ให้มีภูมิจิตภูมิธรรมบริสุทธิ์ พระเทวทัตคู่อริตามห้ำตามหั่นพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่คนโง่ พระเทวทัต รู้ทุกอย่าง เทศน์ได้ฉะฉาน แต่เพราะรู้ไม่จริง จึงล้างกิเลสอันเกิดจากความโลภ ความโกรธ เกลียดแค้น ตลอดถึงความหลงผิด เพราะรู้ไม่จริงจึงล้างกิเลสไม่ได้ เหมือนคนท่องจำว่าไฟร้อน แค่รู้ว่าไฟร้อนคืออะไร จึงไม่กลัวไฟ คนไม่รู้พิษสงของกิเลส ความโลภ ความหลง ความโกรธเกลียดเคียดแค้น จะตามเผาผลาญภพภูมิต่อ ๆ ไป จึงไม่กลัว แบกกิเลส นอนกอดกิเลส ไม่ฝึก ไม่หัด ไม่ลด ไม่ละ ไม่เลิก เหมือนคนนอนกอดไฟ


99 ó÷ć÷ćöé Ď ĔĀ š é Ċ ĂŠćîĔĀ š ßĆéđÝî ĔĀ š đ× š ćĔÝ óĉÝćøèćĔĀ š é Ċ ÝąđÖĉé ÙüćöÙĉéÙüćöđĀ Ę îë Ď Öê š ĂÜ ĒêŠĂ÷Šćú Č ö ÿêĉÖĞćĀîéø Ď š ìčÖÿõćüą ìčÖ Ăĉøĉ÷ćïëî š Ă÷ĔĀâŠÝąđðŨ îÙĞćêĂïÙĞćëćöìčÖĂ÷ŠćÜ ÙîĂ ČęîêĂï ÷ĆÜ đĀ Ę îÙĞćêĂïúöėĒú š Üėđó š ĂėòŦîė đĀö Č ĂîÙîêćïĂé ĕöŠđÙ÷đĀ Ę î ĒÿÜÿ Ċ ×ćü ÿ Ċ ĒéÜ Ăíĉïć÷÷ĆÜĕÜöĆîÖ ĘĕöŠđĀ Ę î đóøćąêćïĂé ĕöŠđÙ÷ đĀ Ę î ê š ĂÜðäĉïĆêĉĀø Č ĂÿêĉÖĞćĀîéø Ď š Ă÷ŠćÜđé Ċ ÷ü Ý ċ ÜÝąêĂïĕé š ìčÖĂ÷ŠćÜ ŠĊŠĊĚÚ× ó÷ć÷ćöé Ď ĔĀ š é Ċ ĂŠćîĔĀ š ßĆéđÝî ĔĀ š đ× š ćĔÝ óĉÝćøèćĔĀ š é Ċ ÝąđÖĉé ÙüćöÙĉéÙüćöđĀ Ę îë Ď Öê š ĂÜ ĒêŠĂ÷Šćú Č ö ÿêĉÖĞćĀîéø Ď š ìčÖÿõćüą ìčÖ Ăĉøĉ÷ćïëî š Ă÷ĔĀâŠÝąđðŨ îÙĞćêĂïÙĞćëćöìčÖĂ÷ŠćÜ ÙîĂ ČęîêĂï ÷ĆÜ đĀ Ę îÙĞćêĂïúöėĒú š Üėđó š ĂėòŦîė đĀö Č ĂîÙîêćïĂé ĕöŠđÙ÷đĀ Ę î ĒÿÜÿ Ċ ×ćü ÿ Ċ ĒéÜ Ăíĉïć÷÷ĆÜĕÜöĆîÖ ĘĕöŠđĀ Ę î đóøćąêćïĂé ĕöŠđÙ÷ đĀ Ę î ê š ĂÜðäĉïĆêĉĀø Č ĂÿêĉÖĞćĀîéø Ď š Ă÷ŠćÜđé Ċ ÷ü Ý ċ ÜÝąêĂïĕé š ìčÖĂ÷ŠćÜ óŠĂöĊđüúćĒÙŠîĊĚ พยายามดูให้ดี อ่านให้ชัดเจน ให้เข้าใจ พิจารณาให้ดี จะเกิดความคิด ความเห็นถูกต้อง แต่อย่าลืม สติกำหนดรู้ทุกสภาวะ ทุกอิริยาบถน้อยใหญ่ จะเป็นคำตอบคำถามทุกอย่าง คนอื่นตอบ ยังเห็นคำตอบลมๆ แล้งๆ เพ้อๆ ฝันๆ เหมือนคนตาบอด ไม่เคยเห็นแสงสีขาว สีแดง อธิบายยังไงมันก็ไม่เห็น เพราะตาบอด ไม่เคยเห็น ต้องปฏิบัติ หรือสติกำหนดรู้อย่างเดียว จึงจะตอบได้ทุกอย่าง


100


101 พ่อมีเวลาแค่นี้ ๑. พ่อเขียนตอบไปหมดทุกอย่างแล้วในข้อความข้างต้น ๒ หน้า ลูกยังเข้าใจผิดอยู่เองเพราะยังไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องหรือมิได้มีเวลาปฏิบัติต่อเนื่อง หรือสม่ำเสมอ ก็คือพ่อบอกหรือเขียนบอกว่าตั้งสติกำหนดรู้เกิดธรรมพร้อมกับสติกำหนดรู้ ทุกขณะที่กำหนดรู้ก็เกิดธรรม=ศีลสมาธิปัญญา เกิดอริยมรรคเกิดโพธิปักขิยธรรม ๓๗ มีอะไรบ้างเขียนให้ดูหมดแล้ว อ่านดูใหม่ ถ้าอธิบายต่อก็อธิบายให้และเขียนไปหมดแล้ว อ่านใหม่ อธิบายในแง่ เห็นอริยสัจจ์อธิบายในแง่เห็นรูปเกิดนามเกิด ก็เห็นไปทุกขณะ สติกำหนดรู้ อธิบายในแง่เห็นพระไตรลักษณ์ก็เห็นพระไตรลักษณ์ทุกขณะที่สติกำหนดรู้ปัจจุบัน ทุกขณะ การกำหนดหรือตั้งสติกำหนดรู้นั้น ทุกอิริยาบถใหญ่ยืนเดินนั่งนอน และอิริยาบถย่อย เวลาเดินไปเดินมา อาบน้ำ ซักผ้า กวาดบ้าน เคี้ยวอาหาร สติกำหนดรู้ตามไปทุกขณะ แค่สติกำหนดรู้ก็เป็นคำตอบทุกอย่าง ที่ลูกสงสัยและถามมาทุกข้อ คำตอบ อยู่ที่สติกำหนดรู้เป็นคำตอบที่แน่นอนกว่าการไปถามให้คนอื่นตอบ สะสมสติ กำหนดรู้ไปนาน ๆ คำตอบจะชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จะเป็นคำตอบที่ไม่ต้องถาม ลูกถามให้คนอื่นตอบหรือถามให้พ่อตอบเป็นคำตอบลมๆแล้งๆเพ้อๆฝันๆ เหมือนอธิบายสีขาวสีแดงให้คนตาบอดฟัง หรือเหมือนกับอธิบายคำว่าไฟร้อน อธิบายคำว่าไฟร้อนหรือจะท่องจะอ่านจะจำจะคิดไปจนตายก็ไม่รู้ร้อน อยากจะ รู้ร้อนก็ต้องปฏิบัติคือไปสัมผัสดูทั้งกายทั้งใจจึงจะรู้ว่าไฟร้อนมันมีรสชาติอย่างนี้ ไม่ต้องถามใครก็รู้ร้อนเอง


102 ลูกตั้งสติกำหนดรู้อิริยาบถใหญ่อิริยาบถน้อยติดต่อต่อเนื่องหรือสม่ำเสมอ ก็จักได้คำตอบของลูก ๒. ไม่ได้ถอนจิตออกจากสมาธิกำหนดรู้นั่นแหละมันมีทั้งหมด ทั้งศีล สมาธิปัญญา เป็นทั้งหมดของหลักธรรมคำสอน ไม่ใช่คนละครั้ง สติกำหนดรู้ เพียงครั้งเดียวนั่นทั้งหมดของหลักธรรมคำสอน ไม่ใช่คนละครั้ง สติกำหนดรู้ เพียงครั้งเดียวเป็นทั้งหมดของหลักธรรม รวมทั้งพระไตรลักษณ์ พูดอย่างนี้ ลูกยังไม่เข้าใจก็ต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิหนัก ๆ ตามอย่างที่พูดแล้ว ๓. พ่อก็พูดและตอบไปหมดแล้ว ในข้อความที่เขียนมาให้อ่านแล้ว เพียงมิได้แยกแยะ ถ้าแยกแยะ กิเลสมี๓ ขั้นตอน ๑. วีติกกะมะกิเลส ที่มันพลุกพล่านในสรรพางค์ร่างกาย ที่คนทั้งหลาย แสดงด้วยอานุภาพของกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้เห็นได้ชัด ๆ ง่าย ๆ ที่คนทั่วไปเกิดแล้ว ยั้งจิตไม่อยู่กู่ไม่กลับ ๒. อิกขัมภนะกิเลส กิเลสที่ลึกลงไปกว่าเก่า ไม่ค่อยได้แสดงออก แต่ก็เป็น ข้อเดียวกันคือโลภ โกรธและหลงแต่อยู่ลึกถ้าไม่มีอะไรมายั่วมายุก็จะไม่ปรากฏออก หรือแสดงออกมาให้คนเห็นเมื่อใดเผลอหรือลืมตัว ก็จึงจะพุ่งออกมา สิ่งที่จะระงับ หรือปกปิดไว้เช่น มีวัฒนธรรมมีประเพณีช่วยระงับ ช่วยปกปิด เขาทำอะไร ถ้าไม่ทำก็อายเขา เช่นประเพณีผู้หญิงไว้ผมยาว ถ้าไม่ทำตามก็อายเขา ผู้ชาย ไว้ผมสั้นน่าจะไว้ผมยาวเหมือนผู้หญิงก็อายเขา แต่ก็ยังมีพวกทำตัวผิดประเภท ก็ยังมีเขาก็ว่ากระเทยหรือคนเป็นโรคจิต ก็มีอยู่ ๓. อนุสัยกิเลส กิเลสนี้จะจมนิ่งอยู่ลึก ๆ จนเจ้าตัวหรือคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่ามี เหมือนแก้วน้ำปกติธรรมดาฝุ่นละอองมันนอนก้น หรือสระน้ำฝุ่นละอองมันนอนก้น ดูน้ำในแก้วในสระมันใสดีเมื่อใดมีอะไรลงไปกวนฝุ่นละอองจึงจะกระฉูดขึ้นมา ทำให้น้ำในแก้วขุ่นมัว อนุสัยกิเลสมันนอนเนื่องในจิตสันดานก็เช่นเดียวกัน


103 พ่อก็ได้ตอบไปแล้ว เจริญสติหรือตั้งสติกำหนดรู้ปัจจุบันได้ต่อเนื่อง สม่ำเสมอแล้ว ความรู้สึกนึกคิดหยาบ ๆ ต่ำ ๆ ก็จะค่อยจืดค่อยจาง ค่อยวาง ค่อยคลาย ค่อยหลุดค่อยร่วงไปทีละอย่างสองอย่าง เหมือนไฟในเวลากลางคืน พอมีความสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็หายและห่างออกไป ถ้าไฟดับความมืดก็รุม มาตามเดิม จุดประกายไฟคือสติสรรพกิเลสน้อยใหญ่ก็หายและก็ห่างออกไป พ่อพูดเสมอหรือพาสวดตามพระพุทธเจ้าว่า ความอดทนคือความอดกลั้น ไม่มอมเมากิเลสตัณหาทั้งหลาย คือ ไฟเผากิเลส มันจะเอาอะไรก็ไม่หามาให้มัน ไม่ตามมัน ๔. มันทิ้งลมหายใจไม่ได้หรอกนอกจากสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้า(อัสสาสะ) ปัสสาสะ(ลมหายใจออก) แล้ว ลมหายใจจะค่อยละเอียดยิ่งขึ้น แล้วจะค่อยแผ่วเบา ที่พูดแล้วเข้าใจกันทั่วไปว่าเข้าฌาน จะให้เป็นอย่างนี้ก็ต้องมีเวลาบำเพ็ญเพียร ภาวนาตามป่าตามเขาเหมือนฤาษีชีป่าทั่วไป อยู่ห่างไกลชุมชน ถ้ามั่วสุมกับ ชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆมันก็หาโอกาสจะได้ประสบสภาวะเช่นนั้นไม่ได้หรอก เมื่อไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น มันก็เกิดฌานไม่ได้ แต่ปฏิบัติละกิเลสได้อยู่ตามหลักที่พูดมาให้ฟังนี้ ฝึกหัดปรับใจให้ห่างกิเลส เมื่อพูดถึงเรื่องฌาน ฌานมี๔ ๑. ปฐมฌาณ มีอารมณ์หรือสภาวะเกิด ๕ อย่าง ๑.๑ วิตก ความตริตรึก นึกคิด ปรุงแต่งเกี่ยวกับธรรม ๑.๒ วิจารณ์ความพินิจพิจารณา วิจัย วิจารณ์ขบ เคี้ยวปัญหา นึกคิดปรุงแต่ง สับสนวุ่นวาย ยากที่จะวาง จะคลาย จะหยุดถ้าปล่อยให้คิด ๑.๓ ปีติความรู้สึกเอิบอิ่ม ซาบซ่าน เย็นสบาย จนเกิดเนื้อเต้น เอ็นกระตุก ขนลุก น้ำตาไหล ตัวโยก ตัวคลอน


104 ๑.๔ สุข ความรู้สึกเป็นสุขทั้งกายทั้งใจ ทุกขนาดทุกอิริยาบถ ทุกลมหายใจเข้าออก ๑.๕ เอกัคคตา ความรู้สึกที่อารมณ์เลิศเป็นหนึ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง บอกไม่ได้อธิบายไม่ถูก ถึงขนาดอุทานออกมาว่า นิพพานํปรมํสุขํ พระนิพพาน เป็นยอดสุข เมื่อปฏิบัติได้ที่แล้วจะเกิดอารมณ์เลิศเป็นหนึ่งดังกล่าวมา ๒. ทุติยฌานมีอารมณ์หรือสภาวะเกิดถึงฌานที่ ๒ นี้วิตกกับวิจารณ์หายไป เหลือแค่ ๓ อย่างคือ ปิติสุข เอกัคคตา ดังกล่าวมา ๓. ตติยฌาน มีอารมณ์หรือสภาวะเกิดแค่ ๒ คือปิติหายไปเหลือแค่ สุขกับเอกัคคตา จิตจะละเอียด เมื่อความละเอียดเกิดขึ้นความรู้สึกหยาบ ๆ จะค่อยหายไป เหลือแต่ความละเอียดแค่ ๒ ๔. จตุตญฌาน มีอารมณ์หรือสภาวะเกิด คือ เอกัคคตาและอุเบกขา มีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอารมณ์เลิศแน่วแน่แนบแน่นและก็มีอุเบกขา วางเฉย แต่เฉยแบบมีสติกำกับเสมอ ที่ท่านชอบพูดว่า ปีติเกิด, สติออกหน้า, สมาธิเกิด มีสติออกหน้า อุเบกขาเกิด, สติออกหน้า ต้องควบคู่กับสติเสมอ จึงจะสมบูรณ์และจึงจะเป็นปีติสมาธิและอุเบกขา บริสุทธิ์ ถ้าปีติสมาธิและอุเบกขา ขาดสติควบคุมหรือขาดสตินำหน้าแล้ว ปีติเป็นปีติผีร้าย สมาธิก็เป็นสมาธิผีร้าย อุเบกขาก็เป็นอุเบกขาผีร้าย จะหนุนจิต ให้โลดแล่นคึกคะนอง จะกลายเป็นเพี้ยนหรือบ้าไป หรือทำความเพียรเพื่อฆ่าตัวเอง ให้ตาย ๕. พ่อได้พูดไปแล้ว คำตอบก็อยู่กับที่ได้พูดชี้ทางแล้ว ฐานจิตกับต้นจิต ก็อันเดียวกัน จะไปไหน จะทำอะไร จะพูดอะไร ให้กำหนดรู้ต้นจิตอันเดียวกัน


105 แต่ก่อนเราไม่เคยกำหนดรู้ต้นจิต เวลาตื่นขึ้นมาไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันถ่ายหนักถ่ายเบามันไปของมันเองโดยธรรมชาติมันทำหน้าที่ของมันเอง โดยธรรมชาติที่เคยชิน คราวนี้เรามาฝึกมาหัดสิ่งที่เป็นธรรมชาติให้พัฒนาสร้างสรรค์ ให้มัน มีคุณมีค่า มีราคาสูงขึ้นกว่าธรรมชาติ ดินธรรมดาหรือธรรมชาติเขาไปขายก็ได้รถละไม่เกินห้าร้อย ถ้าเอาไป ดัดแปลงเป็นก้อนอิฐขาย รถนึงก็ประมาณหนึ่งหมื่นบาท จากห้าร้อยเป็นหนึ่งหมื่น ต้นไม้ต้นหนึ่ง ๆ ก็ขายได้ขายเป็นท่อนซุงเฉย ๆ ก็ตามที่นิยมหรือไม่นิยม แต่ถ้าแปรธาตุเป็นเฟอร์นิเจอร์ตู้เตียง โต๊ะเก้าอี้ต้นหนึ่งก็ได้ราคาหลายหมื่น ยิ่งประดับมุขก็ยิ่งราคาเป็นแสน พูดถึงดัดแปลงคนหรือดัดแปลงจิตคนจากปุถุชนเป็นอริยะ ก็เป็นมหาลำค่า ของทั้ง ๓ โลกคือ มนุษย์เทพในสวรรค์๖ ชั้น และพรหมในพรหมโลก ๑๖ ชั้น ๖. ทุกคำถามของลูก พ่อก็ตอบได้เท่านั้นและก็ตอบคำตอบเดียวคือ คำตอบที่แท้จริง คือตั้งสติกำหนดรู้ปัจจุบัน มันเป็นคำตอบที่ไม่ต้องมีคำถาม หรือเป็นคำตอบที่ไม่ต้องถาม สติกำหนดรู้ปัจจุบันทุกขณะทุกอิริยาบถในการ เคลื่อนไหวไปมานี้ออกมาจากคำว่า สติปัฏฐาน ๔ ข้อ กายานุปัสสนาข้อแรก ข้อที่ ๒ เวทนานุปัสสนา รู้ทันความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ข้อที่ ๓ จิตตานุปัสสนา รู้ทันจิตมันนึกมันคิด ข้อที่ ๔ ธรรมมานุปัสสนา รู้ทันสภาวธรรมที่มันปรุงแต่งจิต ให้เศร้าหมอง และให้ผ่องใส กำหนดรู้ตามไปเรื่อย ๆ มันก็จะลด ละ เลิก หรือพูดเสมอว่า จะค่อยจืด ค่อยจาง ค่อยวาง ค่อยคลาย ค่อยหลุด ค่อยล่วง ไปทีละอย่าง ๆ


106


107 ทุกสิ่งทุกอย่างทุกสภาวะจะมีสภาพเช่นกัน คืออุปปาทะ เกิดขึ้น ฐีติ ตั้งอยู่ ภังคะ ดับไป หรือ เกิดดับ เกิดดับ และสติกำหนดรู้ไป จะลด จะละ จะเลิก จะหลุดไปเอง ทำไปเถอะ เหมือนเวลากวาดบ้าน กวาดทีไรไม่ต้องให้ความสะอาดเกิด มันจะเกิด พร้อม ๆ กันกับการกวาด อาบน้ำ เปิดสวิตช์ไฟก็เช่นกัน ๗. รูปนาม ก็พูดไปแล้ว ขันธ์๕ ๑. รูปขันธ์นี้เป็นรูป ๒. เวทนาขันธ์หมายถึงความรู้สึกสุขหรือรู้สึกทุกข์มันเป็นเวทนาที่อาศัย กายเกิด มันสัมผัสไม่ได้เป็นนาม สัญญา ความจำได้สิ่งที่ผ่านมา ก็อาศัยกายเกิด สัมผัสไม่ได้ก็จึงเป็นนาม สังขาร นึกคิดปรุงแต่งเรื่องข้างหน้าที่มาไม่ถึง สัมผัสไม่ได้เหมือนกัน เพราะอาศัยกายเกิด เป็นนาม วิญญาณ คือความรู้ทุกขณะที่ตาเห็นรูป รู้ว่ารูปอะไร หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่นกลิ่นเหม็นกลิ่นหอมรู้ลิ้นถูกรสอาหาร กายถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็ง หรือผัสสะทางกาย ใจถูกต้องอารมณ์รู้นี้เป็นนาม นี้เฉพาะขันธ์รูปขันธ์เป็นรูป นอกนั้นเป็นนาม อายตนะภายใน พ่อก็ได้พูดไปแล้วในข้อความก่อน ๆ อ่านดูให้ดี อายตนะภายในคือ ตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจ ตาเห็นรูป อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ให้อ่านดูที่เขียนให้ ไม่ต้องไปคิดว่าอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนามมันจะเป็นสาเหตุให้เราติดสมมติ บัญญัติสติกำหนดรู้ปัจจุบันอย่างเดียวจึงจะละสมมติบัญญัติถ้านึกถ้าคิดเป็นสมมติ บัญญัติไม่ต้องไปแยกแยะ ไม่ต้องไปนึกไปคิด


108 พ่อพูดเสมอว่า นึกคิดเป็นสมมุติบัญญัติ ไปอ่านดูที่ตอบไปแล้ว ต้องสติกำหนดรู้อย่างเดียว จึงจะได้คำตอบที่แท้จริง อ่านใหม่ มันไม่มีหรอก รูปนามภายในและรูปนามภายนอก มีแต่อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ไปอ่านดูใหม่อย่าสับสนตาเห็นรูปอะไรเป็นรูปอะไรเป็นนาม ก็ได้พูดและอธิบายไปแล้ว เพื่อความชัดเจนอีกคือวิปัสสนาแปลว่าเห็นแจ้งคำว่าเห็นแจ้งไม่ได้หมายถึง ตาเห็น หรือเห็นนิมิต หรือคิดเห็นคิดกับเห็นก็ไม่ไช่ความหมายของคำว่าวิปัสสนา ถ้าอยากให้ชัดเจนก็ต้องแปลว่ารู้แจ้งเห็นจริง นี้ชัดเจน ฉะนั้น เห็นแจ้ง มันจึง คลุมเครือ เห็นนิมิตหรือตาเห็น ไม่ใช่ เห็นนิมิตก็ไม่ใช่ความหมายของวิปัสสนา คิดเห็นก็ไม่ใช่ ต้องสติกำหนดรู้ทันปัจจุบันอย่างเดียว ถ้าคิดเห็น คิดไปจนตายก็ไม่เห็น เห็นไม่ได้คิด คิดยังไงมันก็ไม่เห็น เหมือนคนไม่เคยไปเห็นกรุงเทพฯ ได้ยินเขาพูดว่ากรุงเทพฯรถติดสุดลูกหูลูกตา เมื่อไม่เคยเห็นด้วยตาของตัวเอง คิดเดาเอา คิดยังไงมันก็ไม่เห็น ไม่เคยเห็น ได้ยินแต่เขาพูดว่ากรุงเทพตึกสูง ๒๐ ชั้น๑๐๐ ชั้นคิดยังไงก็ไม่เห็นต้องปฏิบัติคือ ไปสัมผัสดูทั้งตาทั้งใจ นั้นไม่ได้คิดยากเลย สติรู้ปัจจุบันจะเห็น ใช้สติกำหนดรู้ปัจจุบันจะเห็นทุกอย่าง ถึงทุกอย่าง บรรลุทุกอย่าง ๘. เมื่อฝึกหัด สัมผัสเสพคุ้นกับการเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ กายานุปัสสนา รู้ทันกายเคลื่อนไหว เวทนานุปัสสนา รู้ทันความรู้สึกสุขหรือทุกข์ จิตตานุปัสสนา รู้ทันจิต มันเผลอมันหลง รู้ตัวว่าเผลอว่าหลง ก็ตั้งสติ กำหนดรู้ใหม่ ทำอย่างนี้เรื่อยไป


109 ธัมมานุปัสสนา รู้ทันสภาวธรรม ปรุงแต่งจิตให้ดีก็เรียกว่า อิฏฐารมณ์ และสภาวะปรุงแต่งจิตให้เกิดความร้อนรนกระวนกระวาย เรียกว่า อนิฏฐารมณ์ ระวังจิตไม่ให้เกิดความยินดีในอิฏฐารมณ์หรืออารมณ์ฝ่ายดีและระวังจิตไม่ให้เกิด ความยินร้ายในฝ่ายอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ฝ่ายไม่ดี พยายามปรับจิต ให้เป็นหนึ่งเสมอ ไม่ต้องให้จิตแยกแยะว่า ดีถูกใจ ไม่ดีลำบากใจปรับใจให้เกิดรู้สึก เป็นอันเดียวกัน แต่ยากหน่อย พยายามปรับ พยายามฝึก พยายามทำ แล้วมันจะได้ดีเอง จะได้เข้าสู่สภาวะอารมณ์เป็นเลิศ เป็นหนึ่งที่เรียกได้เต็มปากว่า นิพพานํปรมํสุขํพระนิพพานเป็นยอดสุข คือไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงเป็นสุขเป็นทุกข์ ปฏิบัติได้ที่ มันจะมีคำตอบเกิดขึ้นเอง ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เผลอ ไม่หลง ไม่แยกออกจากกำหนดรู้รูปนาม สติธรรมดาจะกลายเป็นมหาสติตอนนี้ พร้อมกันนี้ศีลจะแปรสภาพจากศีลธรรมดาเป็นอธิศีล สมาธิจะแปรสภาพจากสมาธิธรรมดาเป็นอธิจิต ปัญญาจะแปรสภาพจากปัญญาเป็นอธิปัญญา ใช้สติกำหนดรู้ปัจจุบันไปเถอะ ไม่ต้องคำนึงถึงอะไร แล้วก็จักได้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าอยากให้เราได้ จักถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าอยากให้เราถึง จักบรรลุสิ่งที่พระพุทธเจ้าอยากให้เราบรรลุ เอง


110 พร้อมกันนี้พ่อขอฝากบันได ๑๔ ขั้นพาดถึงพระนิพพานซึ่งเป็นหลักธรรม สูงสุดหล่อหลอมจิตวิญญาณให้เป็นอิสระจากกิเลสตัณหา ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา แล้วของต่าง ๆ มาสังเวยกิเลสตัณหา ซึ่งสุดปรารถนาที่พระพุทธองค์อยากให้ทุก ๆคนถึงจุดสูงสุดของหลักคำสอน ซึ่งตรงกับคำพูดที่ว่าอยากให้ได้อยากให้ถึง หรืออยากให้บรรลุที่สุดทุกข์คือ พระนิพพาน พูดแล้วอ่านแล้วก็ง่าย ๆ แต่จะถึงจุดนั้น ต้องทำความเพียรหรือบำเพ็ญเพียรภาวนาคือเจริญสติ ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ต่อเนื่อง ทั้งวันทั้งคืน หลักการทำความเพียรจะได้ผลจริง ๆ ต้องตามหลักชาคริยานุโยค ทำต่อเนื่องทั้งวัน พักเฉพาะเวลาฉันกับเวลาสรงน้ำ แต่ไม่ว่าพัก ฉัน สรงน้ำ ก็ต้องใช้สติกำหนดรู้ไม่ใช่พักหรือละทิ้งสติ คอยดูคอยกำหนดรู้ทุกอิริยาบท ตักอาหารใส่ปากหลับตากำหนดรู้การเคี้ยวๆจนแหลก แล้วกลืนก็กำหนดรู้จนหมดความรู้สึกทุกขณะ เคลื่อนไหวไปมา อาบน้ำซักผ้า กวาดบ้านบ้วนน้ำลาย คลายน้ำมูก ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ พูดอีกทีก็คือคอยกำหนดรู้ ทั้งอิริยาบถใหญ่ คือยืนเดินนั่งนอน และอิริยาบถย่อยตั้งแต่เคี้ยวอาหารดังกล่าว มาแล้ว กลางคืนก็ปฐมยามคือ๑ ทุ่มถึง ๔ ทุ่มก็เดินจงกรมนั่งสมาธิสลับกัน พอถึง ๔ ทุ่มก็พักผ่อนถึงตี๒ นี้มัจฉิมยาม ทำความเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิติดต่อกัน กลางวันก็ทำความเพียร เดินจงกรมและนั่งสมาธิทำอย่างนี้จิตจึงจะเป็นอิสระ จากกิเลสตัณหาถึงจุดนิพพาน แค่พูดให้ฟัง ก็ปวดหัวแล้ว ยิ่งถ้าลงมือปฏิบัติจริง ๆ ก็โอยเจียนตายเลย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย หรือเป็นกับตายพอๆกันถ้ายังห่วงเป็นห่วงตายอยู่ก็เดินตามบันได ไม่ครบถึง ๑๔ ขั้น


111 นี้เพียงแต่พ่อถ่ายทอดจากจิตสำนึกของพ่อที่ปฏิบัติมา มันเกิดขึ้นกับพ่อ พ่อมีประสบการณ์ยังไง เกิดขึ้นยังไง ก็ถ่ายทอดออกมา ถ้าปฏิบัติได้ก็เป็นผลดี กับทุกคนที่ปฏิบัติ จึงส่งมาให้เพื่ออยากศึกษา อยากเรียนรู้เผื่อความคิดมันจะเกิดอยากปฏิบัติ เพื่อยกจิตให้อิสระจากกิเลสตัณหา ไม่อยากตกเป็นทาสรับใช้มัน ก็ปฏิบัติตามพ่อ หรือตามบันได ๑๔ ขั้น ก็เชิญได้จ้า ถือเป็นพรปีใหม่จากพ่อจ้า


112ØÓ


113


114 บันได ๑๔ ขั้น พาดถึงพระนิพพาน เป็นกระจกส่องดูจิตตัวเอง พระพุทธพจน์หล่อหลอมจิตวิญญาณเข้าสู่กระแสร์พระนิพพานได้ ๑. เมตตาวิหารี โย ภิกขุ ปสนฺโน พุทฺธสาสเน อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ สงฺขารูปสมํ สุขํ ภิกษุใดเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีเมตตาเป็นเครื่องอยู่บำรุงใจ ภิกษุนั้น ย่อมสามารถบรรลุธรรมอันสงบ อันเป็นที่สงบระงับดับความนึกคิดสับสนวุ่นวาย แล้วก็อยู่เป็นสุขได้หรือหลับเป็นสุข ๒. สิญฺจภิกฺขุ อิมํ นาวํ สิตฺตาเต ลหุเมสสติ เฉตวา ราคญจโทสญจ โมหญจ ตโตนิพฺพานเมหิติ ภิกษุจงวิดเรือรั่วนี้ เรือที่เธอวิดน้ำแล้วก็จักเบาถึงฝั่งเร็ว เธอจงตัดราคะ คือความกำหนัดยินดีหลงใหล ติดจมในกามคุณพร้อมโทษ และโมหะ ต่อแต่นี้ เธอก็จักถึงฝั่งพระนิพพาน สาธุสาธุสาธุอนุโมทามิ ๓. ปญจ ฉินฺท ปญจ ชเห ปญจ จุตฺตธิ ภาวเย ปญจ สิงฺคาติโต ภิกฺขุ โอมติณฺโณติ อุจฺจติ ภิกษุจงตัดบ่วงมาร จงละบ่วงมาร คือ รูป เสียง กลิ่น รสอาหาร และโผฏฐัพพะ คือผัสสะทางเพศ แล้วตั้งบำเพ็ญภาวนาธรรม ๕ ประการ คือ ศรัทธา วิริยะ สติสมาธิ และปัญญา ให้เกิดพลังยิ่งขึ้นไปแล้วข้ามพ้นบ่วงมารดังกล่าวมาแล้ว เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะสงสาร คือ การเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้จบสิ้น


115 ๔. ฌาน ภิกฺขุ มา จ ปมา โท และภิกษุอย่าประมาท เพ่งพินิจอารมณ์พระกรรมฐาน มั่นอยู่กับการเจริญสติ ปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม ต่อเนื่อง ๕. มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตุตํ จิตของเธออย่าปล่อยให้ไหลไปในกามคุณ คือรูปเสียงกลิ่นรสอร่อยและโผฏฐัพพะ คือ ผัสสะทางเพศอันเป็นบ่วงมาร ๖. มา โลหคฺฬํคิลิ ปมตฺโต เธออย่าประมาทแล้วกลืนกินก้อนเหล็กแดง มา กนฺติ ทุกฺขมิทนฺติ ฑยฺหมาโน เธออย่าถูกบาปกรรมเผาผลาญร้องครวญ ว่านี้ทุกข์ทรมาน ๗. นตฺถิ ฌานิ อปญญสฺส ฌานไม่มีแด่ผู้ไร้ปัญญา นัตถิ ปญญาอฒายิโน และปัญญาไม่มีแด่ผู้ไร้ฌาน ปัญญาในความหมายนี้ไม่ใช่ความรู้ไม่ใช่ความคิด และก็ไม่ใช่สัญญาความจำได้ เมื่อไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไร ถ้าจะปล่อยให้ไปปฏิบัติแล้วให้รู้เองเห็นเองคงไม่สามารถทำได้ บอกให้เลยก็ได้ได้แก่สภาวะธรรมสามารถควบคุมจิตให้กำหนดรู้รูปนามปัจจุบัน ไม่คิดเพี้ยนออกไปข้างนอก ๘. ยมฺหิ ฌานญจปญญาจ ส เวนิพพานสนฺติเก ฌานและปัญญามีอยู่ในภิกษุใด ภิกษุนั้นได้ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพานสาธุสาธุสาธุ อนุโมทนามิ


116 ๙. สุญญาคาริ ปลิฏฐสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน อมานุสี รตี โหติ สมฺมา สมฺมํ วิปสฺสโต ความยินดีอันมิใช่วิสัยมนุษย์ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าอยู่ในเรือนร่างผู้มีจิตสงบแล้ว เห็นแจ้งธรรมโดยชอบ ๑๐. ยโต ยโต สมฺมสติ ขนฺธานิ อุทยพฺพยิ ลภติ ปีติ ปาโมชฺชํ อมตนฺตํ วิชานตํ ภิกษุพิจารณาเห็นโดยชอบ ซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลาย โดยประการใดๆย่อมเกิดปีติและปราโมทย์โดยประการนั้นๆการได้ปีติและปราโมทย์นั้น เป็นธรรมอันไม่ตายของผู้รู้แจ้งทั้งหลาย ๑๑.ตตฺรายมาทิ ภวติ อิธ ปญญสฺส ภิกฺขุโน อินฺทริยคุตฺติ จ สนฺตฏฺ ฐี ปาฏิโมกุเขจเสวโร คำนี้คือ ความสำรวมอินทรีย์๑ ความสันโดษ ๑ ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์๑ เป็นเบื้องต้นในธรรมอันไม่ตายนั้น มีอยู่ในภิกษุผู้มีปัญญาในพระพุทธศาสนานี้ ๑๒. มิตเต ภชสฺส กลฺยาเณ สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต เธอจงคบแต่มิตรที่ดีงาม มีอาชีวะอันหมดจดและไม่เกียจคร้าน


117 ๑๓. ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส อาจารกุสโล สียา ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร และฉลาดในอาจาระคืออากัปปะกิริยาเรียบร้อย ดีงาม ๑๔. ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ ต่อแต่นั้น เธอจะเป็นผู้มากด้วยปีติและปราโมทย์ร่าเริงเบิกบาน แล้วก็จักกระทำ ที่สุด ทุกข์คือพระนิพพานได้สำเร็จ สาธุสาธุสาธุอนุโมทามิ กิเลสตัณหา ผีร้าย มารร้าย ศัตรูร้าย มี 3 ชั้น ชั้นที่ ๑ วีติกกมกิเลส เป็นกิเลสแสดงออกให้เห็นชัดๆ พลุกพล่านอยู่ตื้นๆ ชั้นที่ ๒ วิขัมภนกิเลส เป็นกิเลสหลบซ่อนอยู่ภายใน ไม่ค่อยออกมานอกจาก มีสิ่งยั่วยุ ชั้นที่ ๓ อนุสัยกิเลสนี้จะนอนเนื่องในจิตสันดานลึกๆ เหมือนตะกอนนอนก้นถังน้ำ เมื่อมีอะไรมากวนแรง ๆ ถึงจะพุ่งขึ้นมาจุดสุดขีด และ ความโลภ เกิดเร็ว ดับช้า ลงอยากได้อะไรก็ลูบคลำ ๆ นานเป็นเดือนเป็นปี ความโกรธ เกิดเร็วดับก็เร็ว เหมือนกับไฟใส่เชื้อ หมดเชื้อก็ดับทันที ความหลง เกิดช้า ดับก็ช้า จนไม่รู้เกิด ไม่รู้ดับ เพราะมันซึมซับนอนเนื่อง ยิ้มทั้งคืนทั้งวัน ไม่ว่าหลับไม่ว่าตื่น มันก็ซึมซับในจิต


118 ถ้า - ปล่อยความโลภครองจิตก็จะแปรสภาพจิตเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นเปรตเป็นผี เป็นปีศาจ เป็นอสูรกาย ตายไปก็เป็นสัตว์ที่ว่ามา - ปล่อยความโกรธของจิต แปรสภาพจิตเป็นสัตว์นรก ตายไปก็ไปนรก - ปล่อยความหลงมาครองจิต ก็แปรสภาพจิตเป็นเดียรัจฉาน ตายไปก็จะไปเป็น เดียรัจฉาน เราจึงได้ยินมาเข้าหูเสมอว่า เศรษฐีมีเงินมีทรัพย์สินมาก ๆ เมื่อจิตยึดมั่นจะตาย ก็ไปเป็นงูเฝ้าทรัพย์ เป็นหนูเฝ้าทรัพย์ เป็นตาโสม เฝ้าทรัพย์ นี้เป็นสัจจธรรมคำจริง เพราะจิตยึดติดอะไร ก็ไปหาสิ่งนั้นด้วยใจรัก —------สารจากหลวงพ่อเจ้าคุณพระเทพภาวนาวิกรม วิ.


119


120 คุณประโยชน์ที่ได้ปฏิบัติต่อสังคมและพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน หลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระเทพภาวนาวิกรม ได้สร้างวัด ศาลาการเปรียญ โบสถ์วิหาร โรงเรียนโรงพยาบาล โรงพัก เชื่อนฯลฯ จัดตั้งโรงทานแจกข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารสด ถุงยังชีพ มากมายนับไม่ถ้วน พร้อมทั้งแจกทุนการศึกษา ทั้งพระ เณร นักเรียน ทุกชั้นเรียน เป็นประจำทุกปีรวมกิจที่หลวงพ่อฯ ทำเป็นพันรายการ


121


122


123


124


125


126


127


128


129


130 ปฏิทินโครงการต่อเนื่องประจำปี - ปฏิบัติธรรมสวดมนต์ข้ามปีประจำปีณ พุทธอุทยานปราสาทดิน อำเภอภักดีชุมพล ระหว่าง วันที่ ๓๑ ธันวาคม ถึง วันที่ ๑ มกราคม - ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำปีณ วัดสุวรรณาราม บ้านคลองไผ่งาม อำเภอบ้านเขว้า ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๙ มกราคม - ปฏิบัติธรรมประจำปีเนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามาฆบูชา และ บุญประทายข้าวเปลือก“วันมาฆบูชา” ณ อุทยานการศึกษาเรือหงส์อนุพุทธมณฑล วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ (เดือนกุมภาพันธ์) ระยะเวลา ๓ วัน - ปฏิบัติธรรมประจำปีโครงการบรรพชาอุปสมบทและบวชศีลจารณีภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ณ วัดชัยภูมิพิทักษ์อำเภอหนองบัวแดง ระหว่างวันที่๑-๑๒ เดือนเมษายน - ปฏิบัติธรรมประจำปีพิธีมุทิตาฉลองอายุวัฒนมงคลหลวงพ่อ พิธีมอบทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร ที่สอบผ่านบาลีสนามหลวง และมอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ณ พุทธอุทยาน ปราสาทดิน อำเภอภักดีชุมพล ระหว่างวันที่ ๓-๕ เดือนเมษายน - ปฏิบัติธรรมเนื่องใน“วันสงกรานต์ปีใหม่ไทยโบราณ” พิธีสรงน้ำพระและพิธีสะเดาะเคราะห์แบบโบราณ ประจำปีณ พุทธอุทยานหินเหิบ ซับภูทอง อำเภอภักดีชุมพล วันที่ ๑๒-๑๓ เดือนเมษายน - ปฏิบัติธรรมประจำปีเนื่องใน“พิธีทำบุญอุทิศหาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว” ณ พุทธอุทยานเขาจูมฆ้อง อำเภอบ้านเขว้า ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๔ เดือนเมษายน - ปฏิบัติธรรม เนื่องใน “วันวิสาขบูชา” ประจำปีระยะเวลา ๓ วัน ณ พุทธอุทยานเขาหินโยก อำเภอบ้านเขว้า - ปฏิบัติธรรมประจำปีเนื่องใน “วันอาสาฬบูชาและวันเข้าพรรษา” ตลอดถึงทุกวันพระในพรรษา ณ พุทธอุทยานปราสาทดิน อำเภอภักดีชุมพล ระยะเวลา ๓ วัน - ปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติฯประจำปีเนื่องในวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ ณ อนุพุทธมณฑล วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิระหว่างวันที่ ๒๗-๒๘ เดือนกรกฎาคม - ปฏิบัติธรรมประจำปีก่อนวันออกพรรษา ณ พุทธอุทยานปราสาทดินอำเภอภักดีชุมพลระยะเวลา ๓ วัน - โครงการปฏิบัติธรรมจาริกธุดงค์เฉลิมพระเกียรติ๕ ธันวามหาราช ของทุกปีระยะเวลา ๙ วัน ๙ คืน โดยแสดงธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามวัดในหมู่บ้านที่อาศัยพักทำกิจกรรม - โครงการ “อบรมธรรมะเจริญจิตภาวนา” แก่นักเรียนและเยาวชนตลอดถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ปีละ ๕-๗ รุ่น - โครงการ “อนุรักษ์พืชสมุนไพรในตำนาน” เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษา ได้เห็น และนำไปขยายพันธุ์ต่อ เพื่อการรักษาโรคบางชนิดแบบโบราณ - สร้าง “ศูนย์อภินันทนาการผู้สูงอายุ” เพื่อเป็นที่พักพิงผู้สูงอายุที่มาปฏิบัติธรรมและที่ลูกหลาน ไม่มีเวลาเลี้ยง โดยจ้างคนดูแลให้เกิดความสัปปายะอย่างครบวงจร - โครงการ “ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ” เพื่อฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ อย่างถาวร รวมพื้นที่ ๒,๐๗๓ ไร่


131 การพัฒนาวัดและงานพิเศษ การพัฒนาวัด - นำพระภิกษุสามเณรทำกิจวัตรของพระสงฆ์ตามแบบอย่างพระธรรมวินัยทุกเช้า-เย็น และอบรม ให้โอวาททุกวัน - จัดทำแบบแปลน แผนผังสิ่งปลูกสร้างเสนาสนะ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย - ปรับปรุงพื้นที่ให้เสมอปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อให้ร่มเงาและหมากผลที่รับประทานได้พร้อมทั้งไม้ประดับ เพื่อความรื่นรมย์ของผู้พบเห็น - ทำความสะอาดบริเวณวัดทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้เหมาะแก่การเข้ามาสัมผัส เป็นที่รักษาจิตใจ ให้ดีขึ้น - ปรับปรุงเสนาสนะที่ชำรุด และสร้างเท่าที่จำเป็นแต่ต้องใช้ประโยชน์ส่วนรวมให้ได้มากที่สุด - สนับสนุนพระภิกษุสามเณรให้ได้รับการศึกษา โดยเฉพาะนักธรรม-บาลีและวิชาชีพอื่นๆตามความถนัด งานพิเศษ - เป็นประธานที่ปรึกษากรรมการศึกษา โรงเรียนบ้านนาคานหักประชานุสรณ์อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ - เป็นประธานที่ปรึกษาโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ - เป็นวิทยากรอบรมธรรมแก่ผู้ถูกคุมขัง ณ เรือนจำภูเขียว เรือนจำชัยภูมิและเรือนจำบัวใหญ่ - เป็นรองประธานศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในวัดจังหวัดชัยภูมิ - เป็นประธานคณะกรรมการประจำวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ - เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดชัยภูมิแห่งที่ ๑ รวมพื้นที่ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ๑. พื้นที่เขตอุทยานวัดชัยภูมิพิทักษ์จำนวน ๑๕๐ ไร่ ๒. พื้นที่วัดป่าศิลางาม(วัดเต่า) จำนวน ๒๐ ไร่ ๓. พื้นที่ป่าส่างนกแก้ว บ้านนาคานหัก จำนวน ๑๐๐ ไร่ ๔. พื้นที่วัดป่าเฉลิมพระเกียรติหนองกองแก้วจำนวน ๒๐๐ ไร่ ๕. พื้นที่ป่าอุทยานหินเหิบ ซับภูทอง จำนวน ๔๕๐ ไร่ ๖. พื้นที่ป่าวัดบาตรใหญ่ อำเภอภักดีชุมพล จำนวน ๒๐๐ ไร่ ๗. พื้นที่อุทยานปราสาทดิน จำนวน ๑,๐๐๐ ไร่ ๘. พื้นที่สวนป่าเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๑๐ จำนวน ๓๓ ไร่ ๙. พื้นที่ป่าอุทยานเขาหินโยก จำนวน ๓๓๖ไร่ ๑๐. พื้นที่ป่าอุทยานเขาจูมฆ้อง จำนวน ๒๐๐ ไร่ ๑๑. พื้นที่สวนป่าวิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิจำนวน ๑๐ ไร่ ๑๒. พื้นที่สำนักปฏิบัติธรรมบ่อโขโหล จำนวน ๕๐ ไร่ ๑๓. พื้นที่วัดวังตอต้ัง จำนวน ๖๐๐ ไร่ ๑๔. พื้นที่วัดภูชี้ฟ้า จำนวน ๕,๐๐๐ ไร่ ๑๕. พื้นที่คุณยายย้อยถวาย จำนวน ๒๐ ไร่ รวมพื้นที่ในโครงการทั้งหมด จำนวน ๘,๓๖๙ ไร่


132


133


คณะผ ู ้ จัดทํา พระมĀา ดร.วิฑูรย์ÿิทฺธิเมธี ป.ธ.๙ พล.ต.อ ต่อศักดิ์ÿุขวิมล คุณ นิภาพรรณ ÿุขวิมล พล.ต.ต ดร.มนตรียิ้มแย้ม คุณ พัชระภรณ์ยิ้มแย้ม นายวิทยา ÿกลเจริญเวช ดร.กนกรÿ ผลากรกุล ร.ต.ท ขวัญชัย คําทา (ผู้เรียบเรียง)


Click to View FlipBook Version