หนังสือเรียน รายวิชาพ้ืนฐาน
วทิ ยาศาสตร์2 และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปที่ เล่ม 2
ตามมาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชว้ี ดั
กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ผูเรียบเรียง ผูต รวจ บรรณาธิการ
นางสาวสุธารี คาํ จนี ศรี รศ. ดร.ฤทธ์ิ วฒั นชยั ยง่ิ เจรญิ ดร.เขม พุมสะอาด
นางภคพร จติ ตรขี ันธ ผศ. ดร.สโุ กสนิ ทร ทองรตั นาศริ ิ นางสาววราภรณ ทวมดี
ดร.วชิ ดุ า บญุ ยรตั กลนิ ดร.ยทุ ธพนั ธุ พงศบ ญุ ชู
สงวนลิขสทิ ธ์ิตามพระราชบญั ญตั ิ
ปทีพ่ มิ พ 2562
พิมพค รง้ั ท่ี 1
จาํ นวนพิมพ 30,000 เลม
ISBN : 978-616-203-816-7
รหัสสนิ คา 2218009
คําแนะนําในการใชส่ือ Science in Real Life Fun
หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่2 เลม 2 จดั ทาํ ขนึ้ สาํ หรบั ใชป ระกอบการเรยี น Science Activity
การสอนช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2 โดยดําเนินการจดั ทาํ ใหสอดคลอ งตามมาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชีว้ ดั กลมุ สาระการเรียนรู
วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานพุทธศักราช 2551 เช่ือมโยงควำมรู้วิทยำศำสตร์สู่ชีวิตประจ�ำวัน 6. ล้อกับเพลา (wheel and axle) เปน็ เครือ่ งกลทป่ี ระกอบดว้ ยทรงกระบอก 2 อันติดกัน อันใหญ่เรยี กว่า กิจกรรมท่ีเน้นควำมสนุกสนำนเพื่อ
ทุกประการ เพ่ือสงเสริมทักษะที่จําเปนสําหรับการเรียนรูในศตวรรษที่ 21 ทั้งทักษะดานการคิดวิเคราะห การคิดอยางมี ลอ้ อนั เลก็ เรยี กวา่ เพลา โดยเชอื กทพ่ี นั รอบลอ้ และเพลามที ศิ ทางสวนทางกนั และปลายขา้ งหนงึ่ ของเชอื กทพ่ี นั รอบ นำ� ไปสู่เจตคติท่ดี ีต่อวทิ ยำศำสตร์
วิจารณญาณ การแกปญหา การคิดสรางสรรค การใชเทคโนโลยี การสื่อสาร และการรวมมือ เพื่อใหผูเรียนรูเทาทัน Topic Question เพลาใชผ้ กู ตดิ กับวัตถุ ส่วนปลายขา้ งหนึ่งของเชอื กท่พี ันรอบลอ้ ใช้สา� หรบั ออกแรงดึง ดังภาพที่ 5.17
การเปลยี่ นแปลงของระบบเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม และสภาพแวดลอ ม สามารถแขง ขนั และอยรู ว มกบั ประชาคมโลกได
ค�ำถำมตรวจสอบควำมเข้ำใจของผู้เรียน RE
ในแตล่ ะหัวข้อ
r Fun รม่ ชูชีพพยงุ ตกุ๊ ตา
เชอื่ มโยงสแู่ บบฝกึ หดั เพอ่ื ให้ E Science Activity
ผู้เรียนฝึกฝนจนเกิดควำม
เชีย่ วชำญ m
mW
W ภาพท่ ี 5.17 ลอ้ และเพลา วสั ดอุ ปุ กรณ์
ที่มา : คลงั ภาพ อจท. 1. ตุ๊กตาพลาสติกขนาดเลก็
2. ปากกา
เม่อื ออกแรงพยายาม (E) ดงึ เชอื กให้ลอ้ หมนุ 1 รอบ ดว้ ยรศั มี Science in Real Life 3. กรรไกร
R ในขณะเดียวกันเพลาจะหมุนด้วยรัศมี r ซึ่งมีขนาดน้อยกว่ารัศมีของล้อ ในปจั จบุ นั มกี ารนา� หลกั การของลอ้ 4. หนงั ยาง
จะทา� ใหเ้ กดิ แรงหมนุ ทเ่ี พลาดงึ วตั ถหุ นกั W ขน้ึ โดยหลกั การของงานสามารถ และเพลามาประยุกต์ใช้กับยานพาหนะ 5. เทปใส
น�ามาอธบิ ายหลักการทา� งานของลอ้ และเพลาได้ ดังน้ี และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น รถจักรยาน 6. ถุงพลาสตกิ
โดยรถจักรยานจะมีโซ่เหล็กท่ีพันรอบ 7. เครื่องเจาะกระดาษ
งานที่ใหก้ ับล้อ = งานทไี่ ด้จากเพลา เพลาหรือจานหมุนและล้อหลังของ 8. เชอื กหรือไหมญี่ปุ่น
รถจักรยาน เม่ือปั่นจานหมุนของรถ
4 แรงและการเคลอื่ นท่ีหนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี Understanding Check กจิ กรรม ER = Wr จักรยานครบ 1 รอบ ด้วยรัศมี r จะ ภาพท่ี 4.58 รม่ ชูชพี พยุงตุก๊ ตา
ER = mgr ท�าให้ล้อรถจักรยานหมุนไปด้วยรัศมี R ท่ีมา : https://jmcrempsblog.com
คําถามตรวจสอบความเขาใจ กิจกรรมใหผูเรียนฝกปฏิบัติเพื่อ ซง่ึ มากกวา่ r ท�าใหร้ ถจกั รยานเคล่ือนท่ี
ของผูเรยี น กอ นเขาสกู ารเรยี น เสริมสรา งทักษะทางวทิ ยาศาสตร เนื่องจากรัศมีของล้อ (R) มากกว่ารัศมีของเพลา (r) เสมอ ไปข้างหน้าได้ นอกจากน้ี ลูกบิดประตู วธิ ที ำ�
การสอน เมอื่ ออกแรงหมนุ ลอ้ เพยี งเลก็ นอ้ ย แรงทไี่ ดจ้ ากเพลาจะมขี นาดมากกวา่ ดงั นน้ั ก็น�าหลักการของล้อและเพลามาใช้เช่น
ล้อและเพลาจึงเป็นเครื่องกลที่ช่วยผ่อนแรง แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ เดียวกัน โดยมีลูกบิดเป็นล้อและแกน 1. ใ ช้จานวางทาบถุงพลาสตกิ และใช้ปากกาขดี เสน้ ขอบเป็นวงกลม แลว้ ใช้กรรไกรตดั ถงุ พลาสติกตามเส้นที่กา� กับไว้
รัศมีของล้อและเพลา ซึ่งถ้าต้องการผ่อนแรงมากรัศมีของล้อและเพลาต้อง ลูกบดิ เป็นเพลา 2. ใชป้ ากกากา� หนดจดุ 4 จุด แล้วน�าเทปใสมาตดิ จุดทกี่ �าหนด กอ่ นน�าเครอื่ งเจาะกระดาษมาเจาะรตู รงบรเิ วณที่กา� กบั ไว้
แตกต่างกนั มาก 3. น า� เชอื กหรอื ไหมญีป่ ุ่นมาตัดแบ่งให้มคี วามยาวท่พี อเหมาะ จา� นวนเท่ากนั 4 เส้น
4. น�าเชอื กหรือไหมญปี่ นุ่ มาผกู กบั รทู ี่เจาะทง้ั 4 รู แล้วผกู รวมกนั ตรงกลางร่มชชู พี
แรงมีผลตอ การ Topic Question 5. น �าตกุ๊ ตามาผกู กบั เชือกหรือไหมญี่ปุน่ และน�าไปปลอ่ ยจากทีส่ งู แล้วสังเกตการเคลอ่ื นท่ีของร่มชชู ีพ
ความเร็ว à¤ÅÍè× ¹·Õè¢Í§Çѵ¶Ø คา� ช้แี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบค�าถามตอ่ ไปนี้
Í‹ҧäà 1. คณุ พ่อถือต้มุ น้า� หนกั มวล 5 กิโลกรัม ไวใ้ นมือเปน็ เวลา 5 นาที จากน้ันคุณพอ่ ยกตุ้มน้า� หนกั ข้ึนและลงเป็นเวลา
อัตราสวนระหวางการกระจัดกับ
เวลา เปนปริมาณเวกเตอร มีทิศ 30 นาที จงหาวา่ เมื่อใดบา้ งทเ่ี กิดงานในทางฟสิ ิกส์
ไปทางเดียวกบั การกระจัด 2. ชายคนหน่งึ แบกวัตถมุ วล 10 กิโลกรมั ไว้บนบ่า เดนิ ขน้ึ สะพานลอยข้ามถนนซงึ่ สูง 5 เมตร จากพื้นถนน ยาว
กจิ กรรม 30 เมตร เป็นเวลา 2 นาที จงหางานและก�าลงั ทีเ่ กดิ ขนึ้ จากการแบกวัตถุของชายคนนี้
3. ค้อนงัดตะปูมหี ลักการท�างานเหมือนกับเคร่ืองกลชนดิ ใดบา้ ง และช่วยผอ่ นแรงได้อยา่ งไร
การหาขนาดของแรงเสียดทาน ภาพที่ 4.59 ใช้จานวางทาบถุงพลาสติก ภาพท่ี 4.60 เจาะรบู รเิ วณทกี่ �ากบั ไว้ ภาพที่ 4.61 ใช้เชอื กผกู บริเวณทเี่ จาะรู
ที่มา : https://jmcrempsblog.com ท มี่ า : https://jmcrempsblog.com ท มี่ า : https://jmcrempsblog.com
Understanding Check จดุ ประสงค ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร งานและพลังงาน 57
1. หาขนาดของแรงเสียดทานได - การสังเกต
แรงเสียดทาน พจิ ารณาขอ ความตามความเขาใจของนักเรยี นวาถกู หรอื ผิด แลวบนั ทึกลงในสมดุ บันทึก ถกู /ผิด 2. ระบุประเภทของแรงเสยี ดทานได - การวัด หลกั กำรทำงวทิ ยำศำสตร์
1. วตั ถไุ มห ลุดลอยออกไปจากโลกเพราะมแี รงดงึ ดูดของโลกหรอื แรงโนม ถว งกระทําตอ วตั ถุ 3. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานทมี่ ากระทํากบั วตั ถุ - การทดลอง
แรงที่เกิดข้ึนระหวางผิวสัมผัสของ Summary 4แรงและการเคลอื่ นท่ี ตุ๊กตาท่ีตกจากท่ีสูงจะมีแรงโน้มถ่วงฉุดให้ตกลงมาด้วยความเร็วเพิ่มข้ึน แต่เน่ืองจากร่มชูชีพท่ีกางออกท�าให้อากาศต้าน
วัตถุสองชิ้น มีทิศทางตรงขามกับ 2. แรงมีหนว ยเปน เมตรตอ วนิ าที วสั ดอุ ปุ กรณ จติ วทิ ยาศาสตร การเคลื่อนท่ ี ซ่ึงมที ิศทางตรงขา้ มกับแรงโนม้ ถ่วงและทศิ ทางการเคลื่อนทขี่ องวตั ถุ สง่ ผลให้การเคลื่อนที่ของตุก๊ ตาชา้ ลง
ทิศทางการเคล่อื นทีข่ องวัตถุ 1. เครอ่ื งช่ังสปริง - ความรอบคอบ 40
2. ถงุ ทรายมวล 500 กรัม จาํ นวน 1 ถงุ - ความรบั ผดิ ชอบ
- การทํางานรว มกบั ผูอ นื่ ไดอยาง
สรา งสรรค
3. แรงลพั ธ คอื ผลรวมของแรงทงั้ หมดท่ีมากระทาํ ตอวตั ถุ บัน ึทกลงในส ุมด
แรงมผี ตวั ลชว้ี ัด ตอการ บัน ึทกลงในส ุมดสนามของแรง
4. ความเร็วเฉล่ียของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางท้ังหมดที่วัตถุเคลื่อนท่ีตอเวลาท้ังหมดท่ีใช
ในการเคลือ่ นท่ี วธิ ปี ฏบิ ตั ิ แรงเปน ปรมิ าณเวกเตอรท ่มี ีขนาดและทิศทาง มีหนวยเปน นวิ ตนั (N) การหาแรงลพั ธ ทําไดโ ดยวธิ หี างตอ หวั • สนามโนม ถว ง เมื่อมีแรงโนมถวงกระทําตอวัตถุในทิศทางพุงเขาหาวัตถุที่เปนแหลงของสนามโนมถวง สงผลใหวัตถุตกจาก
ทส่ี ูงลงมาสูทีต่ าํ่
à¤Å×Íè ¹·Õ¢è ͧÇѵ¶Øว2.2ม.2/1 5. อัตราเร็วเฉลี่ยของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางทั้งหมดที่วัตถุเคล่ือนท่ีตอเวลาทั้งหมดท่ีใช วางถุงทรายมวล 500 กรัม 1 ถงุ บนพ้ืนโตะ ใชเ ครอื่ งชง่ั สปริงเกีย่ วหูถุงทรายแลว ออกแรงดึง โดยใหเ คร่ืองช่ังสปริงอยูในแนว แรงยอยกระทําตอวัตถไุ ปในทศิ ทางเดยี วกัน แรงยอ ยกระทาํ ตอ วตั ถใุ นทศิ ทางตรงขา มกนั
ว 2.2 ม.2/2 ในการเคลื่อนท่ี ขนานกับพ้ืนโตะ บันทกึ คาแรงทอี่ านไดต ้งั แตเริ่มออกแรงจนกระทง่ั ถุงทรายเริ่มเคลอื่ นที่ และเคล่อื นท่ีดว ยความเรว็ คงตวั • สนามไฟฟา
เพขยียานกแรผณนก ภาารพเคแลสอ่ื ดนงทแี่ขรงอแงลวะตั แถรุทงีเ่ลปัพน ธผทลี่เขกอิดงจแารกงแลรพั งธหทล่เีากยดิ แจรางกทแีก่ รรงะหทลาํ าตยอ แวรตั งถทใุ ก่ีนรแะนทวาํ เตดอยี ววัตกถันใุ นแนวเดียวกนั จากหลักฐานเชงิ ประจักษ
ว 2.2 ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองดว ยวธิ ีท่เี หมาะสมในการอธิบายปจ จยั ทีม่ ีผลตอ ความดันของของเหลว F1 Fลัพธ = F1 + F2 F1 F2 Fลพั ธ = F1 + (-F2) Self Check
ว 2.2 ม.2/4 วิเคราะหแ รงพยุงและการจม การลอยของวัตถุในของเหลวจากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ F2
ว 2.2 ม.2/5 เขียนแผนภาพแสดงแรงทกี่ ระทําตอวตั ถุในของเหลว PKnroiowrledge 1 แรง 500 กรมั ค�ำถำมเพื่อให้ผู้เรียนตรวจสอบควำมรู้ควำมเข้ำใจ
ว 2.2 ม.2/6 อธิบายแรงเสียดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลนจากหลักฐานเชิงประจักษ + + +- +- - +- - + - ดว้ ยตนเอง
ว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองดว ยวธิ ที เี่ หมาะสมในการอธิบายปจจยั ทม่ี ผี ลตอขนาดของแรงเสียดทาน วตั ถทุ อ่ี ยนู งิ่ ถกู ทาํ ให แรงมีสวนเก่ียวของกับกิจกรรมตาง ๆ ในชีวิตประจําวันของ แรงเสยี ดทาน ทศิ ทางการเคลอื่ นทขี่ องกลอ งไม ผิวสัมผสั ภาพท่ี 4.69 ประจุตางชนิดกันเกิดแรงดงึ ดูด
ว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรงอืน่ ๆ ที่กระทาํ ตอวตั ถุ เคลอ่ื นทไ่ี ดอ ยา งไร มนุษย โดยแรงท่ีมากระทํากับวัตถุ เชน แรงผลัก แรงโนมถวง N ภาพที่ 4.68 ประจุชนดิ เดยี วกันเกดิ แรงผลกั ท่ีมา : คลังภาพ อจท.
แรงดึง แรงแมเหล็ก มผี ลทําใหว ัตถุเกดิ การเปลี่ยนแปลงรปู รา งหรือ แรงท่ีเกดิ ข้ึนระหวางผิวสัมผสั ของวัตถุ เพอ่ื ตานความพยายามในการเคลอื่ นทข่ี องวตั ถุ กลอง f ทมี่ า : คลังภาพ อจท. SN SN
ว 2.2 ม.2/9 ตระหนกั ถงึ ประโยชนข องความรเู รอ่ื งแรงเสยี ดทาน โดยวเิ คราะหส ถานการณป ญ หาและเสนอแนะวธิ กี ารลดหรอื เพม่ิ แรงเสยี ดทานทเี่ ปน ประโยชน สภาพการเคล่ือนที่ แรงเสยี ดทานมี 2 ประเภท คือ ภาพที่ 4.71 แมเหลก็ ขวั้ ตางกันจะเกดิ แรงดึงดูด
Í‹ҧäÃตอการทํากจิ กรรมในชีวติ ประจาํ วัน ทีม่ า : คลังภาพ อจท.
ว 2.2 ม.2/10 Mออก=แFบlบการทดลองและทดลองดว ยวธิ ที เี่ หมาะสมในการอธบิ ายโมเมนตข องแรง เมอื่ วตั ถอุ ยใู นสภาพสมดลุ ตอ การหมนุ และคาํ นวณโดยใชส มการ ภาพท่ี 4.13 กจิ กรรมการหาขนาดของแรงเสยี ดทาน 1. แรงเสยี ดทานสถิต เกิดขึ้นในขณะทวี่ ตั ถอุ ยนู ิ่งหรือกําลังจะเรม่ิ เคลือ่ นท่ี F • พส้ืนนามแมเ หล็ก
ว 2.2 ม.2/11 เปรยี บเทยี บแหลง ของสนามแมเ หลก็ สนามไฟฟา และสนามโนม ถว ง และทศิ ทางของแรงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถทุ อ่ี ยใู นแตล ะสนามจากขอ มลู ทรี่ วบรวมได ทมี่ า : คลังภาพ อจท. 2. แรงเสยี ดทานจลน เกดิ ขึ้นในขณะทว่ี ัตถุกําลงั เคล่อื นท่ี
ว 2.2 ม.2/12 เขียนแผนภาพแสดงแรงแมเ หลก็ แรงไฟฟา และแรงโนม ถวงที่กระทาํ ตอวัตถุ f SN NS
ว 2.2 ม.2/13 วเิ คราะหความสัมพันธระหวางขนาดของแรงแมเ หล็ก แรงไฟฟา และแรงโนม ถว งทก่ี ระทาํ ตอวตั ถทุ อ่ี ยใู นสนามนน้ั ๆ กบั ระยะหา งจากแหลงของ คาํ ถามทา ยกจิ กรรม fs,max = μsN W
สนามถึงวตั ถุจากขอมลู ท่รี วบรวมได แรง (force) คอื ปรมิ าณทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถแุ ลว ทาํ ใหว ตั ถเุ กดิ การเปลยี่ นแปลงสภาพการเคลอื่ นทห่ี รอื เปลย่ี นแปลง 1. ถุงทรายทวี่ างนง่ิ อยบู นพื้นโตะ มีแรงใดมากระทาํ ตอ ถงุ ทรายบา ง อธบิ ายพรอมเขยี นแผนภาพประกอบ fk = μkN ภาพท่ี 4.70 แมเ หล็กขั้วเดยี วกันจะเกิดแรงผลกั
ว 2.2 ม.2/14 อธิบายและคํานวณอัตราเร็วและความเร็วของการเคล่อื นทข่ี องวัตถุ โดยใชสมการ v = st และ v = st จากหลักฐานเชิงประจักษ รูปราง เชน การออกแรงเขน็ รถเข็นทําใหรถเขน็ ทีอ่ ยนู ิง่ เกดิ การเคลอ่ื นท่ี การออกแรงปนดนิ นา้ํ มนั ทําใหด นิ น้ํามัน 2. ขณะทอ่ี อกแรงดงึ ถงุ ทราย แตถ งุ ทรายไมเ คลอ่ื นท่ี มแี รงใดมากระทาํ ตอ ถงุ ทรายบา ง อธบิ ายพรอ มเขยี นแผนภาพประกอบ และ ภาพท่ี 4.65 แรงเสียดทานระหวางกลอ งไม ท่มี า : คลงั ภาพ อจท.
ว 2.2 ม.2/15 เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและความเร็ว กับพ้นื
เปลย่ี นแปลงรปู ราง แรงมหี นวยเปน นวิ ตัน (N) แรงลัพธที่กระทาํ ตอถงุ ทรายมีคาเทา ใด ทมี่ า : คลงั ภาพ อจท.
3. เมอื่ ออกแรงดงึ ถงุ ทรายใหเ คลอื่ นทดี่ ว ยความเรว็ คงตวั มแี รงใดมากระทาํ ตอ ถงุ ทรายบา ง อธบิ ายพรอ มเขยี นแผนภาพประกอบ แรงดนั ในของเหลว
แรงเปนปรมิ าณเวกเตอร (vector quantity) จึงตอ งระบุท้งั ขนาดและ การเคลอ่ื นที่ ระยะทาง (s) เปน ปรมิ าณสเกลารท ม่ี แี ตข นาด มหี นว ยเปน เมตร
ทศิ ทาง ซ่ึงสัญลกั ษณทใ่ี ชแทนปรมิ าณเวกเตอรมีหลายรปู แบบ ดงั นี้ และแรงลพั ธท ี่กระทําตอถงุ ทรายมคี า เทา ใด เม่ือวัตถุอยูในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทําตอวัตถุในทุกทิศทางโดยแรงที่
แรงคอื อะไร และมีผลต่อ ของเหลวกระทําต้ังฉากกับผิวของวัตถุตอหน่ึงหนวยพ้ืนที่ เรียกวา ความดันของ โดยอตั ราสว นระหวางระยะทางกบั เวลา คอื อตั ราเรว็ (v) มหี นว ย
1. แทนดวยลูกศร โดยที่ขนาดของความยาวลูกศรแทนขนาดของ วตั ถอุ ยา่ งไร อภปิ รายผลกจิ กรรม
แรงเสียดทานเปนแรงทเ่ี กิดขน้ึ ระหวา งผิวสมั ผัสของวัตถุ โดยมที ศิ ทางตรงขามกับทิศทางที่วัตถพุ ยายามเคลื่อนท่ี เมอ่ื แรงดงึ ของเหลว เปน เมตรตอ วนิ าที (m/s)
เวกเตอร และหวั ลกู ศรแทนทศิ ทางของเวกเตอร เชน เทา กบั แรงเสยี ดทานสถติ ทมี่ ากทสี่ ดุ วตั ถจุ ะเรม่ิ เคลอ่ื นท่ี เมอ่ื แรงดงึ มากกวา แรงเสยี ดทานสถติ ณ ขณะนแี้ รงเสยี ดทานสถติ มากสดุ
คําถามกระตุนการเรียนรูกอนเขาสู 2. แทนดวยตัวอักษรและมีลูกศรกํากบั เชน F หรอื F มคี านอ ยกวา แรงดงึ ทาํ ใหว ัตถุเกิดการเคล่อื นทีแ่ ละแรงเสยี ดทานจะเปล่ียนไปเปน แรงเสยี ดทานจลน P = AF SATctiEvityM
เน้ือหาเพ่ือใหเกิดกระบวนการสืบเสาะ แรงพยงุ h
หาความรู 3. แทนดวยตัวอักษรตัวหนา เชน F กิจกรรมบูรณำกำรควำมรู้ทำงคณิตศำสตร์
การกระจัด ( s ) เปนปริมาณเวกเตอรที่มีทั้งขนาดและทิศทาง
4. แทนดว ยสญั ลกั ษณ AB คอื เวกเตอรทม่ี ี A เปน จุดเรมิ่ ตน และ B เปนจุดสุดทาย มีหนวยเปน เมตร โดยอตั ราสวนระหวางการกระจดั กับเวลา คอื
ถา พจิ ารณาเพยี งแคข นาดของแรงสามารถเขยี นสญั ลกั ษณ F แทนขนาดของแรง โดยในหนว ยการเรยี นรแู รง แรงเนอื่ งจากของเหลวกระทําตอ วตั ถทุ อ่ี ยใู นของเหลวซงึ่ มที ศิ ขนึ้ ในแนวดง่ิ ขนาดของ ภาพท่ี 4.72 ระยะทางกับการกระจดั ความเรว็ ( v ) มีหนวยเปน เมตรตอวินาที (m/s)
แรงพยงุ มีคาเทากับขนาดของนาํ้ หนกั ของของเหลวที่ถูกวตั ถแุ ทนท่ี ภาพที่ 4.66 แรงที่ของเหลวกระทําตอ วัตถุ ที่มา : คลังภาพ อจท.
และการเคลอ่ื นทนี่ จ้ี ะใชส ญั ลกั ษณ F แทนขนาดของแรงทกี่ ระทาํ ตอ วตั ถใุ นแนวเดยี วกนั และใชก ารเขยี นเครอื่ งหมาย ท่มี า : คลงั ภาพ อจท.
บวก (+) และเครื่องหมายลบ (-) หนาขนาดของแรงเพ่ือเปนการบอกทิศทางของแรงที่กระทําตอวัตถุ กลาวคือ FB = ρVg Self Check
ถา กาํ หนดใหแ รงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถมุ ที ศิ ไปทางขวามอื เปน บวก ดงั นน้ั แรงทกี่ ระทาํ ตอ วตั ถมุ ที ศิ ไปทางซา ยมอื จะเปน ลบ โมเมนตข องแรง หทโมําาเไใมหดนจวตาัตกขถอุหงมแุนรรงอคบอื จุดปหรมมิ ุนาณหรทือบ่ี แอกกนถใึงดคๆวามโดสยาคมาาขรถอขงโอมงใไเหแมมรนถนงักกูทตเตี่ รอยี งนตใหรวกจลสบั อไบปคทวบาทมวเนขาเนใจอื้ หโดาตยาพมิจหาวัรณขอาทขก่ีอ าํคหวนามดวใหา ถ ูกหรอื ผดิ แลว บันทึกลงในสมดุ หากพจิ ารณาวาขอความ
สามารถเขียนเคร่อื งหมายหนา ขนาดของแรง เชน แรงขนาด 1 นิวตัน กระทําตอวตั ถใุ นทศิ ทางขวามือจะเขยี นเปน M = Fl ถูก/ผิด ทบทวนทีห่ ัวขอ
F = 1 N และแรงขนาด 1 นิวตนั กระทาํ ตอ วัตถุในทศิ ทางซา ยมือจะเขยี นเปน F = -1 N แรงและการเคล่ือนที่ 13 จดุ หมนุ
M2
KPnroiowrledge M1
แรงและการเคลอื่ นที่ 3 คาํ ถามทบทวนความรเู ดมิ ของผเู รยี น F1 F2 เมื่อวัตถุอยูในสมดุลตอการหมุน ผลรวมของโมเมนตทวน1เ.ขแ็มรงมเี พยี งขนาด แตไ มม ที ศิ ทาง 1.
เพอ่ื เชอื่ มโยงเขา สคู วามรใู หม
ภาพที่ 4.67 โมเมนตของแรง นาฬกาเทากับผลรวมของโมเมนตตามเข็มนาฬกา เขียน2แ.ทแนรงพยงุ เกดิ ขน้ึ ตรงขามกับแรงโนมถวงเสมอ 1.2 วทิ ยำศำสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนกำร
ทมี่ า : คลังภาพ อจท. ดว ยสมการ 1.5
Science 3. สนามโนม ถวงมีคาลดลงตามระดับความสูงท่วี ัดขน้ึ ไปจากผวิ โลก
ความรูเสริมจากเนื้อหา ΣMทวน = ΣMตาม
Focus เพ่ือขยายความรูของผูเรียน
4. ขนาดของการกระจดั เทากับระยะทางของการเคลอ่ื นท่ี 2.
เชิงวศิ วกรรม42
5. ขนาดของความเร็วเฉลยี่ มคี ามากกวาหรอื เทากับอัตราเรว็ เฉลี่ยเสมอ 2.2
Summary แรงและการเคลื่อนที่ 43
ตวั อยา่ งที่ 5.7 จงหากําลังเฉล่ียในการออกแรงขนาด 120 นิวตัน ยกกลองขึ้นบันไดสูงขั้นละ 0.2 เมตร 2.2 กฎการอนุรักษพ ลงั งาน สรุปเน้ือหำเพื่อให้ผู้เรียนได้ทบทวน SAcTtivEityM
จาํ นวน 20 ขัน้ ในเวลา 10 วินาที กฎการอนรุ กั ษพ ลงั งาน (law of conservation of energy) กลา ววา “พลงั งานเปน สงิ่ ทไ่ี มส ามารถสรา งขน้ึ ใหม สำระสำ� คัญประจ�ำหน่วยกำรเรยี นรู้
และไมสามารถทาํ ใหส ญู หายหรอื ทาํ ลายได แตจ ะเกดิ การเปล่ียนรูปพลังงานจากรปู หนึ่งไปเปนอีกรปู หนง่ึ ” Unit Question เรือแพขนของสมั ภาระ
วธิ ที าํ จากสมการ P = Wt = Fts
1 เม่อื วตั ถอุ ยูน ิ่งและอยใู นตําแหนง ที่ คําช้ีแจง : ใหน กั เรยี นตอบคําถามตอไปน้ี แพเป็นพาหนะท่ีลอยน้�าได้ ส่วนใหญ่ท�ามาจากไม้ซุงหรือไม้ไผ ่
P = 120 N × 14(00.m2s m × 20) สูงสุด พลังงานจลนมีคาเปนศูนย 1. แรงเปน ปรมิ าณประเภทใด แลว้ ใชเ้ ชอื กมดั ใหเ้ ปน็ แพ นยิ มนา� มาใชบ้ รรทกุ สนิ คา้ ใหล้ อยไปตามกระแสนา�้
= 41820W1N0×s สวนพลงั งานศักยโ นม ถว ง จะมคี า 2. แรงมผี ลทําใหว ัตถุเปลยี่ นสภาพไปอยางไร หรอื ทา� เปน็ เรอื นแพใชเ้ ปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั เมอ่ื เกดิ วกิ ฤตการณน์ า้� ทว่ ม หรอื นา้� ปา่
P = มากท่ีสดุ HOTS 3. แรงลพั ธค อื อะไร และมีผลตอการเคลอ่ื นทขี่ องวตั ถุอยางไร ไหลหลาก คนจึงใช้แพช่วยขนสัมภาระเนื่องจากแพสามารถลอยน้�าได้ แต่
P ส�าหรบั คนในเมือง การสร้างแพจากไม้ซุงหรอื ไม้ไผ่ท�าได้คอ่ นขา้ งยาก และ
2 เมอ่ื วตั ถเุ รม่ิ เคลอ่ื นท่ี พลงั งานศกั ย (คําถามทา ทายการคิดข้ันสูง)
ดงั น้นั กําลังเฉลยี่ ที่ใชในการยกกลองขึน้ บนั ไดเทากับ 48 วัตต โนมถวงจะมีคาลดลง เน่ืองจาก
พลงั งานศกั ยโ นม ถว งเปลยี่ นแปลง คําถามเพ่ือใหผูเรียนพัฒนาความคิด
ตวั อย่างที่ 5.8 ชายคนหน่งึ ออกแรงขนาด 180 นวิ ตนั ผลกั กลองใหเคลอ่ื นท่ี ถากาํ ลังเฉล่ียท่ใี ชใ นการผลัก ไปเปนพลงั งานจลน วิเคราะห คิดสรางสรรค คิดอยางมี 4. จงเขยี นแผนภาพแสดงการหาทศิ ทาง และคํานวณขนาดของแรงลพั ธทก่ี ําหนดให อุทกภัยมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากสามารถประดิษฐ์เรือแพจากวัสดุท่ีหา
กลอ งเทากบั 360 วัตต อยากทราบวา ในเวลา 20 วนิ าที ชายคนน้จี ะผลกั กลอ งใหเคล่อื นท่ไี ด วจิ ารณญาณ 4.1 กลองใบหนงึ่ ถกู ผลกั ดวยแรง F1 = 3 N และ F2 = 4 N ในทศิ ทางขวา งา่ ย เชน่ ขวดพลาสติก จะช่วยใหอ้ พยพสมั ภาระไดส้ ะดวก รวดเร็ว ชว่ ยลด
ขนาดของการกระจดั เทา ใด 3 ขณะทวี่ ตั ถเุ คลอื่ นทมี่ าอยใู นตาํ แหนง 4.2 กลองใบหน่ึงถกู ดึงดว ยแรง F1 = 2 N และ F2 = 4 N ในทิศทางซาย เรอื แพขนของสัมภาระ ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขึน้ และลดปริมาณขยะที่เปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ ภาวะโลกร้อน
ตํ่าท่ีสุด เมื่อเทียบกับตําแหนง 4.3 กลองใบหนึ่งถูกดันขึ้นดวยแรง F1 = 7 N ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และถูกดันลงดวยแรง ท่ีมา : คลงั ภาพ อจท. ไปในตัว
วิธีทํา จากสมการ P = W13t86002=01NW8s0F×t×sNs20 อางอิง จะเปนจุดท่ีพลังงานจลนมี F2 = 4 N ไปทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต
W = คาสูงที่สุด สวนพลังงานศักยโนม
360 s ถว งจะมคี า นอ ยทส่ี ดุ และจะเปน ศนู ย 4.4 กลอ งใบหนึ่งถูกผลกั ดว ยแรง F1 = 3 N และ F2 = 4 N ไปทางซายมือ และถกู ดงึ ดว ยแรง F3 = 5 N สถานการณ์
= เมอื่ วตั ถอุ ยทู ร่ี ะดบั เดยี วกบั ตาํ แหนง
s อา งอิง ไปทางขวา คนในหมู่บ้านหนึ่งประสบปัญหาอุทกภัยเน่ืองจากฝนตกอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ส่งผลให้มี
4.5 กลองใบหนึ่งถกู ดึงดวยแรง F1 = 2 N และ F2 = 4 N ไปทางซายมือ และถูกผลกั ดว ยแรง F3 = 3 N
s = 40 m น�้าท่วมสูงหลายหลังคาเรือน และมีแนวโน้มว่าน้�าจะเพ่ิมสูงข้ึนในอีก 2 วันข้างหน้า ทางรัฐบาลจึงออกประกาศให้
ดงั น้นั ชายคนนจี้ ะผลกั กลองใหเคล่อื นทไ่ี ดขนาดของการกระจัดเทา กับ 40 เมตร และ F3 = 3 N ไปทางขวา
5. แรงเสียดทานคืออะไร และเกิดข้นึ ไดอ ยางไร คนในหมบู่ า้ นนต้ี อ้ งอพยพไปยงั พน้ื ทท่ี ปี่ ลอดภยั จากสถานการณข์ า้ งตน้ นกั เรยี นจะชว่ ยชาวบา้ นออกแบบเรอื แพขน
6. จงยกตัวอยางแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันมาอยางนอย 3 ตัวอยาง พรอมเขียนแผนภาพแสดง สมั ภาระฝา่ วิกฤตการณ์นา้� ทว่ มไปได้อยา่ งไร
ตัวอย่างท่ี 5.9 ผชู ายสามคนออกแรงรว มกันขนาด 150 นิวตนั เข็นรถยนตคนั หนึ่งใหเคลอื่ นทด่ี ว ยความเร็ว Unit Question เช่ือมโยงสู่ ไอเดีย
คงตัว 4 เมตรตอวินาที จงหากําลงั เฉลี่ยที่ผูชายทง้ั สามคนใชในการเข็นรถยนต ทศิ ทางของแรงเสียดทานทเ่ี กิดข้นึ ขอ้ จา� กดั
7. ปจ จยั ใดบางท่มี ผี ลตอแรงเสียดทาน เรอื แพที่สรา้ งขนึ้ จะต้องมีคณุ สมบตั ิ ดงั น้ี Science
วิธที ํา จากสมการ P = WFtts 8. แรงดนั และแรงพยงุ ในของเหลวแตกตางกนั อยางไร • ลอยน�้าได้ เมอ่ื วตั ถอุ ยใู่ นของเหลวจะมแี รงทข่ี องเหลว
P = กระท�าต่อวัตถุในทุกทิศทาง และกระท�า
ตงั้ ฉากกบั ผิวของวตั ถ ุ นอกจากน้ี แรงพยงุ
P = Fv HOTS • สามารถขนสมั ภาระทม่ี ีนา้� หนักรวมกันมากกวา่ 15 ท่ีกระท�าต่อวัตถุในของเหลว ส่งผลให้วัตถุ
กโิ ลกรัมได้ T ลอยน้�าได้
P = 150 N × 4 m/s (คําถามทา ทายการคดิ ขนั้ สงู ) แบบฝกึ หัดประจำ� หน่วยกำรเรียนรู้ 9. จงยกตวั อยางเหตกุ ารณท เี่ กยี่ วขอ งกบั แรงดนั และแรงพยงุ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในชวี ติ ประจําวนั พรอ มวาดภาพและแสดง • มขี นาดใหญ่ echnology
P = 600 W ทิศทางของแรง วสั ดแุ ละอปุ กรณ์ เรอื แพขนาดใหญท่ ่ีท�าจากวัสดุในทอ้ งถิน่
ดังนน้ั กาํ ลังเฉล่ียทีผ่ ูชายท้ังสามคนใชในการเขน็ รถยนตเ ทา กับ 600 วัตต ภาพที่ 5.23 นักกระโดดคํ้าถอ ทมี่ สี มบัตลิ อยน�า้ ได้
ภาพที่ 5.22 การเปล่ยี นรูประหวางพลงั งานจลนแ ละพลังงานศกั ย ที่มา : คลงั ภาพ อจท. 10. จงเขียนทศิ ทางของแรงท่ีมากระทําตอวตั ถุในภาพ A และ B พรอมอธบิ ายความหนาแนนของวัตถุทีม่ ผี ลตอ
โนม ถว งท่สี ะสมอยใู นนักเลนสกี ลกั ษณะการจมและการลอยของวตั ถใุ นของเหลว Engineering
ทม่ี า : คลงั ภาพ อจท. จากภาพ นกั กีฬากระโดดคา้ํ ถอมีการเปลีย่ น
Science รูปพลงั งานอยา งไร QR Code เพอ่ื ใช้ประเมนิ ผลสมั ฤทธทิ์ ำงกำรเรยี น 1. ขวดน�า้ พลาสตกิ 2. พลาสติก ใชก้ ระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรมใน
Focus กําลงั มา จากภาพแสดงใหเห็นวา พลังงานไมไดสูญหาย นําเสนอเน้ือหาในรูปแบบท่ีรองรับ 3. เครือ่ งชั่งนา้� หนัก 4. เชอื ก การออกแบบและประดิษฐ์แพจากวัสดทุ ี่
ในอดีตมนุษยนิยมใชแรงงานจากสัตว เชน มา แทนการใชแรงงานจากมนุษย แตมีการเปลี่ยนรูปของพลังงานไป คือ เปลี่ยนแปลง การเรยี นรผู า นส่อื ดจิ ทิ ลั 5. กาวรอ้ น 6. ปนื กาวรอ้ น หางา่ ยในท้องถ่นิ
หรือเครื่องจักร ในปจจุบันจึงมีการเปรียบเทียบการทํางานของเคร่ืองยนตในหนวย จากพลังงานศักยไปเปนพลังงานจลน ซ่ึงเปนไปตาม
กําลังมา (horsepower; hp) หรือทนี่ ยิ มเรยี กกันวา แรงมา และเมอ่ื เทยี บแรงมา กบั กฎการอนรุ ักษพ ลงั งาน Mathematics
ระบบเอสไอ (SI unit) จะไดว า 1 แรงมา เทา กบั 746 วัตต 7. กรรไกร 8. อปุ กรณเ์ ครือ่ งเขยี น รปู ทรงเรขาคณติ สามมติ ทิ เี่ ลอื กใชใ้ นการ
AB ออกแบบเรอื แพ และการคา� นวณแรงพยงุ
ภาพที่ 5.5 มาถกู นํามาใชล ากรถ หรือน�้าหนักส่ิงของมากที่สุดที่เรือแพ
ทีม่ า : คลังภาพ อจท. ภาพที่ 4.73 วตั ถทุ ่ีจมและลอยอยูในของเหลว สามารถรบั น�้าหนกั ได้
ทมี่ า : คลงั ภาพ อจท. 133
งานและพลงั งาน 51
60 กฎการอนรุ ักษพ ลงั งาน 44
สารบัญ วิทยาศาสตร ม.2 เลม 2
4หนว ยการเรยี นรทู ี่ แรงและการเคล่อื นที่ 2-45 6หนว ยการเรยี นรทู ี่ โลกและการเปล่ียนแปลง 74-132
แรง 3 โครงสรา งและการเปลีย่ นแปลงของโลก 75
12 75
• แรงเสียดทำน 18 • โครงสรำ้ งของโลก 78
• แรงดนั ในของเหลว 21
• แรงพยงุ 25 • กำรเปล่ยี นแปลงของโลก
• โมเมนต์ของแรง 29
• สนำมของแรง ดนิ 87
32 87
การเคล่อื นที่ 34 • กระบวนกำรเกิดดนิ 90
35 93
• ระยะทำงและกำรกระจัด 38 • สมบัตขิ องดิน 95
• อตั รำเรว็
• ควำมเร็ว • ชัน้ หน้ำตดั ดนิ
• กำรปรับปรงุ คณุ ภำพของดิน
น้ํา 96
96
• แหลง่ น้ำ� 103
105
• กำรใชป้ ระโยชน์และกำรอนุรกั ษ์แหลง่ น�้ำ
• ภยั พิบัตจิ ำกน�้ำ
5หนว ยการเรยี นรทู ่ี งานและพลงั งาน 46-73 เชื้อเพลงิ ซากดึกดาํ บรรพ 108
108
งานและกาํ ลงั 47 • ถ่ำนหิน 113
47 114
• งำน 50 • หนิ น้�ำมัน 118
• กำ� ลัง 52
• เคร่อื งกลอยำ่ งง่ำย 58 • ปโ ตรเลยี ม
58
พลังงาน 60 • ผลกระทบทีเ่ กดิ จำกกำรใช้เช้ือเพลงิ ซำกดกึ ดำ� บรรพ์
• ประเภทของพลังงำนกล
• กฎกำรอนุรักษ์พลังงำน
STEM Activity 133
135
บรรณานุกรม 136
ภาคผนวก
4 แรงและการเคลอ่ื นที่หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี Understanding Check
พจิ ารณาขอ ความตามความเขา ใจของนกั เรียนวาถูกหรือผดิ แลวบนั ทกึ ลงในสมดุ บันทึก ถูก/ผิด
1. วตั ถไุ มหลดุ ลอยออกไปจากโลกเพราะมีแรงดึงดูดของโลกหรอื แรงโนม ถวงกระทําตอ วตั ถุ
แรงมีผลตอการ 2. แรงมหี นวยเปนเมตรตอวนิ าที ับน ึทกลงในสมุด
ความเร็ว à¤Å×Íè ¹·Õ¢è Í§ÇµÑ ¶Ø 3. แรงลพั ธ คือ ผลรวมของแรงทงั้ หมดทมี่ ากระทําตอ วัตถุ
Í‹ҧäÃ
อัตราสวนระหวางการกระจัดกับ 4. ความเร็วเฉล่ียของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางท้ังหมดท่ีวัตถุเคลื่อนที่ตอเวลาทั้งหมดท่ีใช
เวลา เปนปริมาณเวกเตอร มีทิศ ในการเคลอื่ นที่
ไปทางเดียวกบั การกระจดั
5. อัตราเร็วเฉลี่ยของวัตถุเปนอัตราสวนของระยะทางทั้งหมดที่วัตถุเคล่ือนที่ตอเวลาทั้งหมดท่ีใช
ในการเคลอ่ื นท่ี
แรงเสียดทาน PKnroiowrledge 1 แรง
แรงท่ีเกิดขึ้นระหวางผิวสัมผัสของ วตั ถทุ อ่ี ยนู ง่ิ ถกู ทาํ ให แรงมีสวนเก่ียวของกับกิจกรรมตาง ๆ ในชีวิตประจําวันของ
วัตถุสองช้ิน มีทิศทางตรงขามกับ เคลอ่ื นทไี่ ดอ ยา งไร มนุษย โดยแรงที่มากระทํากับวัตถุ เชน แรงผลัก แรงโนมถวง
ทศิ ทางการเคลอ่ื นทข่ี องวตั ถุ แรงดงึ แรงแมเหลก็ มผี ลทําใหวัตถเุ กิดการเปล่ียนแปลงรูปรางหรอื
สภาพการเคล่ือนท่ี
แรง (force) คอื ปรมิ าณทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถแุ ลว ทาํ ใหว ตั ถเุ กดิ การเปลยี่ นแปลงสภาพการเคลอ่ื นทหี่ รอื เปลย่ี นแปลง
รูปรา ง เชน การออกแรงเขน็ รถเขน็ ทําใหร ถเขน็ ทอ่ี ยูนิง่ เกดิ การเคล่อื นท่ี การออกแรงปน ดินนํา้ มันทําใหดนิ นํ้ามัน
เปลีย่ นแปลงรปู รา ง แรงมีหนวยเปนนวิ ตัน (N)
แรงเปนปรมิ าณเวกเตอร (vector quantity) จงึ ตอ งระบทุ ้งั ขนาดและ
ทศิ ทาง ซงึ่ สัญลักษณทใ่ี ชแ ทนปริมาณเวกเตอรม ีหลายรปู แบบ ดงั นี้
ตัวชวี้ ัด แรงคอื อะไร และมีผลต่อ
1. แทนดวยลูกศร โดยท่ีขนาดของความยาวลูกศรแทนขนาดของ วัตถุอยา่ งไร
ว 2.2 ม.2/1 พยากรณการเคลือ่ นทขี่ องวัตถุทเี่ ปน ผลของแรงลพั ธทีเ่ กดิ จากแรงหลายแรงทีก่ ระทาํ ตอ วตั ถุในแนวเดยี วกนั จากหลักฐานเชิงประจักษ เวกเตอร และหวั ลูกศรแทนทิศทางของเวกเตอร เชน
วว 22..22 มม..22//23 เขยี นแผนภาพแสดงแรงและแรงลพั ธท เ่ี กดิ จากแรงหลายแรงทีก่ ระทําตอวตั ถุในแนวเดียวกัน
ว 2.2 ม.2/4 ออกแบบการทดลองและทดลองดวยวธิ ีท่ีเหมาะสมในการอธบิ ายปจจัยทมี่ ีผลตอความดันของของเหลว 2. แทนดว ยตัวอักษรและมีลูกศรกํากับ เชน F หรือ F
วิเคราะหแรงพยุงและการจม การลอยของวตั ถุในของเหลวจากหลักฐานเชงิ ประจักษ 3. แทนดวยตวั อักษรตวั หนา เชน F
ว 2.2 ม.2/5 เขยี นแผนภาพแสดงแรงท่ีกระทาํ ตอวตั ถุในของเหลว
ว 2.2 ม.2/6 อธบิ ายแรงเสียดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลนจ ากหลกั ฐานเชิงประจักษ
ว 2.2 ม.2/7 ออกแบบการทดลองและทดลองดว ยวิธที ่เี หมาะสมในการอธบิ ายปจ จัยที่มีผลตอ ขนาดของแรงเสยี ดทาน 4. แทนดวยสญั ลักษณ AB คอื เวกเตอรทม่ี ี A เปนจุดเริ่มตน และ B เปน จดุ สุดทา ย
ว 2.2 ม.2/8 เขียนแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานและแรงอืน่ ๆ ทก่ี ระทาํ ตอ วัตถุ
ว 2.2 ม.2/9 ตระหนกั ถงึ ประโยชนข องความรเู รอ่ื งแรงเสยี ดทาน โดยวเิ คราะหส ถานการณป ญ หาและเสนอแนะวธิ กี ารลดหรอื เพมิ่ แรงเสยี ดทานทเี่ ปน ประโยชน ถา พจิ ารณาเพยี งแคข นาดของแรงสามารถเขยี นสญั ลกั ษณ F แทนขนาดของแรง โดยในหนว ยการเรยี นรแู รง
ตอ การทาํ กจิ กรรมในชวี ติ ประจาํ วนั และการเคลอ่ื นทน่ี จี้ ะใชส ญั ลกั ษณ F แทนขนาดของแรงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถใุ นแนวเดยี วกนั และใชก ารเขยี นเครอื่ งหมาย
ว 2.2 ม.2/10 อMอก=แFบlบการทดลองและทดลองดว ยวธิ ที เ่ี หมาะสมในการอธบิ ายโมเมนตข องแรง เมอ่ื วตั ถอุ ยใู นสภาพสมดลุ ตอ การหมนุ และคาํ นวณโดยใชส มการ
ว 2.2 ม.2/11 เปรยี บเทยี บแหลง ของสนามแมเ หลก็ สนามไฟฟา และสนามโนม ถว ง และทศิ ทางของแรงทกี่ ระทาํ ตอ วตั ถทุ อี่ ยใู นแตล ะสนามจากขอ มลู ทร่ี วบรวมได บวก (+) และเคร่ืองหมายลบ (-) หนาขนาดของแรงเพ่ือเปนการบอกทิศทางของแรงที่กระทําตอวัตถุ กลาวคือ
ถา กาํ หนดใหแ รงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถมุ ที ศิ ไปทางขวามอื เปน บวก ดงั นน้ั แรงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถมุ ที ศิ ไปทางซา ยมอื จะเปน ลบ
ว 2.2 ม.2/12 เขยี นแผนภาพแสดงแรงแมเ หล็ก แรงไฟฟา และแรงโนม ถวงที่กระทําตอวัตถุ
ว 2.2 ม.2/13 วเิ คราะหค วามสัมพนั ธระหวา งขนาดของแรงแมเ หลก็ แรงไฟฟา และแรงโนม ถว งทก่ี ระทาํ ตอ วัตถทุ ่อี ยใู นสนามนั้น ๆ กับระยะหา งจากแหลง ของ
สนามถงึ วัตถุจากขอมูลที่รวบรวมได สามารถเขยี นเครอื่ งหมายหนา ขนาดของแรง เชน แรงขนาด 1 นิวตัน กระทําตอวตั ถุในทิศทางขวามือจะเขยี นเปน
ว 2.2 ม.2/14 อธบิ ายและคาํ นวณอัตราเรว็ และความเรว็ ของการเคลอื่ นที่ของวตั ถุ โดยใชสมการ v = st และ v = st จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ F = 1 N และแรงขนาด 1 นวิ ตัน กระทําตอวตั ถุในทศิ ทางซายมือจะเขยี นเปน F = -1 N
ว 2.2 ม.2/15 เขยี นแผนภาพแสดงการกระจดั และความเรว็
แรงและการเคลือ่ นที่ 3
การเขยี นภาพเวกเตอรแ ทนแรงสามารถเขยี นได โดยเขยี นลกู ศรแทนแรงทมี่ ากระทาํ และหวั ลกู ศรแทนทศิ ทาง เม่อื มีแรงยอ่ ยตง้ั แต ่ 2 แรงขน้ึ ไปมากระท�าต่อวัตถ ุ จะส่งผลให้วัตถเุ ปล่ยี นแปลงสภาพการเคล่อื นท ่ี โดยข้ึน
ของแรงที่มากระทาํ ตอ วัตถุ ดังภาพที่ 4.1 อยู่กบั ผลรวมของแรงที่มากระท�าตอ่ วตั ถ ุ เรียกแรงดงั กลา่ ววา่ แรงลพั ธ์ (resultant force) ซ่ึงวตั ถจุ ะเคลอื่ นที่ไปใน
ทศิ ทางเดียวกับแรงลพั ธ์
บอกขนาดของแรง เชน F = 5 N การหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์สามารถใช้วิธีเดียวกับการหาเวกเตอร์ลัพธ์ โดยพิจารณาทิศทางของ
แรงยอ่ ยทกุ แรงทมี่ ากระทา� ตอ่ วตั ถ ุ ในกรณที ต่ี อ้ งการหาขนาดและทศิ ทางของแรงลพั ธเ์ มอื่ แรงยอ่ ยอยใู่ นแนวเดยี วกนั
F คือ แรงทก่ี ระทาํ ตอ วัตถุมขี นาด 5 นิวตัน เราจะกา� หนดใหแ้ รงทม่ี ที ศิ ทางตรงขา้ มกนั มเี ครอ่ื งหมายตา่ งกนั เชน่ กา� หนดใหแ้ รงทก่ี ระทา� ตอ่ วตั ถทุ มี่ ที ศิ ทางไปทาง
ขวามือมเี ครือ่ งหมายบวก และใหแ้ รงที่กระท�าต่อวัตถทุ ่ีมีทิศทางไปทางซา้ ยมือมเี คร่ืองหมายลบ
ลกู ศรบอกทศิ ทางของแรงทก่ี ระทาํ กบั วตั ถุ เมอ่ื แรงยอ่ ยอย่ใู นแนวเดยี วกนั แรงลพั ธท์ ่มี ากระท�าตอ่ วตั ถุสามารถหาได้ ดังนี้
ภาพที่ 4.1 การเขียนภาพเวกเตอรแ ทนแรงท่ใี ชในการดึงกลอ งไม 1. แรงลัพธ์ทเ่ี กิดจากแรงย่อยทอี่ ยใู่ นแนวเดียวกันมากระทา� กับวัตถใุ นทิศทางเดียวกนั
ทมี่ า : คลงั ภาพ อจท.
F1 = 4 N
เน่ืองจากแรงเปนปรมิ าณเวกเตอร สามารถนํามาเขียนโดยใชแ ผนภาพได ดังนี้
1. เขียนเวกเตอรด วยเสนตรงแทนแรง โดยความยาวของเสนตรงแทนขนาดของแรงและตองสอดคลอ งกับ F2 = 4 N
มาตราสว นทก่ี าํ หนด เชน ตอ งการเขยี นเวกเตอรแ ทนแรง 300 นิวตัน โดยใชม าตราสวน 1 เซนติเมตร ทภามี่ พา ท: ่ี ค4.ล2ัง ภแารพง Fอ1จ ทแล. ะ F2 กระทา� กับวัตถุในทิศทางเดียวกัน
ตอ 100 นิวตัน (1 cm : 100 N) ดงั นนั้ ตอ งเขยี นเสนตรงท่มี คี วามยาว 3 เซนติเมตร
2. กําหนดหัวลกู ศรไปในทิศทางท่แี รงกระทํา จากภาพท่ี 4.2 สามารถเขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แล้วหาแรงลัพธ์ที่กระท�าต่อวัตถุ โดยใช้วิธี
หางต่อหัวได ้ ดงั น้ี
ตัวอย่างที่ 4.1 จงเขยี นแรงทมี่ ขี นาด 400 นวิ ตนั และมีทิศทางไปทางทศิ ตะวนั ออก N ก�าหนดให ้ 1 เซนตเิ มตร เท่ากับ 1 นิวตนั จึงเขียนแรง F1 และ F2 ได้เป็น
WE
วิธีเขยี น กําหนดให 1 เซนติเมตร เทา กบั 40 นิวตนั F1 = 4 N
S
F = 400 N
มาตราสวน 1 cm : 40 N
ตัวอย่างที่ 4.2 จงเขยี นแรงที่มขี นาด 250 นวิ ตนั และมีทิศทางไปทางทิศตะวนั ตก N F2 = 4 N
วิธเี ขยี น กําหนดให 1 เซนตเิ มตร เทา กบั 50 นวิ ตนั WE
หาแรงลัพธท์ เ่ี กดิ จาก F1 + F2 โดยการนา� หางของแรง F2 มาต่อกบั หัวลกู ศรของแรง F1
F = 250 N S
F1 = 4 N F2 = 4 N
มาตราสวน 1 cm : 50 N
แรงลัพธท์ ีเ่ กิดจาก F1 + F2 หาได ้ โดยการลากเส้นตรงจากหางลูกศรของแรง F1 ไปยงั หัวลูกศรของแรง F2
ตวั อย่างที่ 4.3 จงเขียนแรงทม่ี ีขนาด 2,100 นิวตนั และมีทศิ ทางไปทางทศิ เหนอื
วธิ เี ขียน กําหนดให 1 เซนตเิ มตร เทากับ 700 นิวตนั Fลพั ธ์ = 8 N
F = 2,100 N N F1 = 4 N F2 = 4 N
WE
ดังนั้น แรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงย่อยท่ีอยู่ในแนวเดียวกันมากระท�ากับวัตถุในทิศทางเดียวกันจะมีขนาดเท่ากับ
S ผลรวมขนาดของแรงยอ่ ยท่ีมากระท�าต่อวตั ถ ุ และมีทิศทางไปในทศิ ทางเดยี วกับทิศทางของแรงย่อย โดยขนาดของ
แรงลพั ธ์เขียนแทนด้วย Fลพั ธ ์ หาได ้ ดงั สมการ
มาตราสว น 1 cm : 700 N
Fลัพธ์ = F1 + F2
4 แรงและการเคล่ือนที่ 5
2. แรงลัพธท์ ่ีเกิดจากแรงย่อยทอี่ ยู่ในแนวเดียวกนั มากระทา� กบั วตั ถุในทศิ ทางตรงขา้ มกัน แต่ถ้าแรง F1 และ F2 ท่มี ากระท�าตอ่ วตั ถมุ ขี นาดเทา่ กัน ดงั ภาพที ่ 4.4
F2 = 4 N F1 = 4 N
F2 = 3 N F1 = 7 N
ภาพท ่ี 4.3 แรง F1 และ F2 กระทา� ต่อวตั ถใุ นทิศทางตรงขา้ มกัน โดยแรง F1 และ F2 มีขนาดไม่เทา่ กนั ภาพที่ 4.4 แรง F1 และ F2 กระทา� ตอ่ วตั ถใุ นทศิ ทางตรงขา้ มกนั โดยแรง F1 และ F2 มขี นาดเท่ากนั
ที่มา : คลังภาพ อจท. ท่มี า : คลงั ภาพ อจท.
จากภาพท่ี 4.3 สามารถเขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แลว้ หาแรงลพั ธ์ท่มี ากระทา� ตอ่ วตั ถ ุ โดยใช้วธิ ี จากภาพท่ ี 4.4 สามารถเขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แลว้ หาแรงลัพธ์ท่ีมากระทา� ตอ่ วตั ถุ โดยใชว้ ธิ ีหาง
หางต่อหัวได ้ ดังน้ี ตอ่ หัวได้ ดังน้ี
กา� หนดให้ 1 เซนตเิ มตร เท่ากับ 1 นิวตัน จึงเขยี นแรง F1 และ F2 ไดเ้ ป็น กา� หนดให้ 1 เซนติเมตร เท่ากบั 1 นวิ ตนั จึงเขียนแรง F1 และ F2 ไดเ้ ป็น
F2 = 3 N F2 = 4 N
F1 = 7 N F1 = 4 N
หาแรงลพั ธ์ที่เกดิ จาก F1 + F2 โดยการนา� หางของแรง F2 มาตอ่ กับหวั ลกู ศรของแรง F1 หาแรงลัพธท์ ่ีเกิดจาก F1 + F2 โดยการน�าหางของแรง F2 มาตอ่ กับหวั ลกู ศรของแรง F1
F2 = 3 N F2 = 4 N
F1 = 4 N
F1 = 7 N
เนอ่ื งจากหางลกู ศรของแรง F1 อยใู่ นตา� แหนง่ เดยี วกบั หวั ลกู ศรของแรง F2 ดงั นน้ั แรงลพั ธจ์ งึ มคี า่ เทา่ กบั ศนู ย์
แรงลัพธท์ ไ่ี ดเ้ กดิ จากการลากเส้นตรงจากหางลูกศรของแรง F1 ไปยังหัวลูกศรของแรง F2
Fลพั ธ์ = 0
Fลพั ธ ์ = 4 N F2 = 3 N
F1 = 7 N เมอ่ื แรงลพั ธท์ ก่ี ระทา� ตอ่ วตั ถเุ ปน็ ศนู ย ์ วตั ถจุ ะรกั ษาสภาพการเคลอื่ นทเี่ ดมิ เอาไว ้ ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎขอ้ ท ี่ 1 ของ
นิวตนั (Newton’s first law) เรยี กว่า กฎของความเฉ่อื ย โดยแบ่งออกเปน็ 2 กรณ ี ดงั น้ี
แรงลัพธ์ท่ีเกิดจากแรงย่อยท่ีอยู่ในแนวเดียวกันมากระท�ากับวัตถุในทิศทางตรงข้ามกันจะมีขนาดเท่ากับ 1. วัตถุที่หยุดน่ิงจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่
ผลรวมของแรงยอ่ ยทม่ี ากระทา� ตอ่ วตั ถ ุ ซงึ่ กา� หนดใหแ้ รงทก่ี ระทา� ตอ่ วตั ถทุ ม่ี ที ศิ ไปทางขวามอื เปน็ แรง F1 มคี า่ เปน็ บวก
ดงั น้นั แรงทมี่ ากระทา� ตอ่ วัตถทุ ่มี ีทิศไปทางซ้ายมอื เปน็ แรง F2 มีคา่ เป็นลบ และมที ิศทางไปในทิศทางเดียวกับแรง ตราบท่ไี มม่ แี รงลัพธ์ภายนอกมากระทา�
ยอ่ ยทม่ี ีขนาดมากกวา่ โดยขนาดของแรงลพั ธ์เขียนแทนด้วย Fลัพธ ์ หาไดจ้ ากผลรวมของแรงย่อย แตเ่ นือ่ งจากแรง 2. วัตถุที่เคล่ือนท่ีจะเคล่ือนท่ีเป็นเส้นตรงด้วย
ยอ่ ยที่มากระท�าต่อวัตถทุ ท่ี ศิ ทางตรงขา้ มกนั ขนาดของแรงลพั ธจ์ ึงหาได ้ ดงั สมการ
ความเรว็ คงตวั ตราบทไี่ มม่ แี รงลพั ธภ์ ายนอก
Fลพั ธ์ = F1 + (-F2) มากระทา�
ภาพที่ 4.5 เมอ่ื แรงลพั ธท์ ีก่ ระท�าต่อลูกฟตุ บอลเป็นศูนย์ ลูกฟตุ บอลท่ี
หยดุ นิ่งจะยังคงหยุดนง่ิ อย่กู บั ท่ี
ท่ีมา : คลังภาพ อจท.
6 แรงและการเคล่อื นท่ี 7
ตัวอยา่ งที่ 4.4 นักเรียนสองคนออกแรงผลักโตะท่ีตั้งอยูบนพื้นล่ืนไมมีความฝดใหเคล่ือนท่ีไปทางขวามือ ตัวอยา่ งท่ี 4.5 ชายสองคนออกแรงผลักตไู มท ่หี ยดุ นง่ิ บนพ้ืนเรยี บล่ืน โดยชายคนท่ี 1 ออกแรง F1 ผลักตูไม
ดว ยขนาด 20 และ 40 นิวตนั จงคํานวณหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ ดวยแรงขนาด 50 นวิ ตัน ชายคนทสี่ องออกแรง F2 ผลกั ตไู มดว ยแรงขนาด 30 นวิ ตนั ดงั ภาพ
ที่ 4.7 จงคาํ นวณหาขนาดและทศิ ทางของแรงลัพธ
วธิ ีทาํ กาํ หนดให นกั เรยี นคนที่ 1 ออกแรงผลกั F1 ขนาด 20 นวิ ตนั และนกั เรยี นคนที่ 2 ออกแรงผลัก F2
ขนาด 40 นวิ ตนั โดยมที ศิ ทางทก่ี ระทําตอ โตะ ดังภาพท่ี 4.6
F1 = 20 N F1 = 50 N F2 = 30 N
F2 = 40 N
ภาพท่ี 4.7 ขนาดของแรงทีช่ ายทง้ั สองกระทําตอ ตูไม
ภาพที่ 4.6 ขนาดและทศิ ทางของแรง F1 และ F2 ทีก่ ระทําตอโตะ ที่มา : คลงั ภาพ อจท.
ท่ีมา : คลังภาพ อจท.
วธิ ีทาํ กาํ หนดให 1 เซนติเมตร เทา กบั 10 นวิ ตนั จงึ เขยี นแรง F1 และ F2 ไดเปน
กําหนดให 1 เซนตเิ มตร เทากบั 10 นิวตนั จึงเขยี นแรง F1 และ F2 ไดเ ปน
F1 = 50 N
F1 = 20 N
F2 = 30 N
F2 = 40 N
เขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แลวหาแรงลพั ธท ี่มากระทาํ ตอ ตูไ ม โดยใชวธิ ีหางตอหัวได ดงั นี้
เขยี นแผนภาพของแรง F1 และ F2 และหาแรงลพั ธท มี่ ากระทําตอ โตะ โดยใชว ธิ หี างตอ หวั ได ดังน้ี นาํ หางของแรง F2 มาตอ กบั หวั ลกู ศรของแรง F1 แลว ลากเสน ตรงจากหางลกู ศรของแรง F1 ไปยงั หวั ลกู ศร
นาํ หางของแรง F2 มาตอ กบั หวั ลกู ศรของแรง F1 แลว ลากเสน ตรงจากหางลกู ศรของแรง F1 ไปยงั หวั ลกู ศร ของแรง F2 จะไดเปน Fลัพธ
ของแรง F2 จะไดเปน Fลัพธ
F1 = 50 N
Fลัพธ = 60 N F2 = 30 N
Fลัพธ = 20 N
F1 = 20 N F2 = 40 N กาํ หนดให แรงทกี่ ระทาํ ตอ วตั ถทุ ม่ี ที ศิ ทางไปทางขวามอื มคี า เปน บวก และแรงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถทุ ม่ี ที ศิ ทาง
ไปทางซายมือมคี า เปน ลบ
ขนาดของแรงลพั ธห าไดจากสมการ Fลัพธ = F1 + F2
ขนาดของแรงลัพธห าไดจ ากสมการ Fลพั ธ = F1 + F2 Fลพั ธ = F1 + (-F2)
Fลัพธ = 20 N + 40 N Fลัพธ = 50 N + (-30 N)
Fลัพธ = 60 N
Fลพั ธ = 20 N
ดงั นนั้ แรงลัพธท มี่ ากระทําตอโตะมขี นาด 60 นิวตนั
ดังน้ัน แรงลพั ธท กี่ ระทาํ ตอ ตไู มม ขี นาด 20 นวิ ตนั
8 แรงและการเคลือ่ นท่ี 9
ตัวอย่างที่ 4.6 แรง 2 แรงกระทําตอวตั ถุทห่ี ยุดนงิ่ โดยมีแรงดึงวตั ถไุ ปทางขวามือ 60 นิวตัน และมแี รงดงึ ตัวอยางที่ 4.7 ครอบครัวหนึ่งออกแรงผลักกล่องไม้ท่ีหยุดนิ่ง โดยพ่อและแม่ออกแรงผลักไปทางขวาคนละ
วัตถไุ ปทางซา ยมือ 40 นวิ ตนั จงหาแรงลัพธท ีก่ ระทาํ ตอ วัตถุและวตั ถุน้มี ที ศิ ทางการเคล่อื นที่ 20 นิวตัน น้องสาวท่ีอยู่ฝังตรงข้ามออกแรงดึงกล่องไม้ 10 นิวตัน พี่ชายท่ีอยู่ฝังเดียวกับ
อยา งไร (สมมตวิ าพนื้ ล่นื ไมม ีความฝด ) น้องสาวออกแรงผลกั กล่องไมไ้ ปทางซ้าย 50 นิวตนั จงค�านวณหาขนาดของแรงลพั ธ์ที่กระทา�
ต่อกล่องไม้
วธิ ีทํา สามารถเขยี นแผนภาพแรงท่กี ระทําตอวตั ถไุ ด ดงั ภาพที่ 4.8
วิธีท�า ก�าหนดให้ พอ่ ออกแรงผลกั F1 ขนาด 20 นวิ ตนั แม่ออกแรงผลัก F2 ขนาด 20 นิวตัน น้องสาวออก
F2 = 40 N F1 = 60 N แรงดงึ F3 ขนาด 10 นวิ ตนั และพชี่ ายออกแรงผลกั F4 ขนาด 50 นวิ ตนั โดยมที ศิ ทางกระทา� ตอ่ กลอ่ งไม ้
ดงั ภาพท ่ี 4.9
F1 = 20 N F3 = 10 N
ภาพที่ 4.8 ขนาดและทิศทางของแรง F1 และ F2 ทกี่ ระทําตอ วตั ถุ F2 = 20 N F4 = 50 N
ที่มา : คลังภาพ อจท.
กาํ หนดให 1 เซนติเมตร เทา กับ 10 นวิ ตนั จึงเขียนแรง F1 และ F2 ไดเปน ภทาี่มพา ท: ี่ ค4.ล9งั ภขานพาด อแจลทะ.ท ศิ ทางของแรง F1 F2 F3 และ F4 ทกี่ ระท�ากบั กล่องไม้
F1 = 60 N กา� หนดให ้ 1 เซนตเิ มตร เท่ากับ 10 นวิ ตัน จึงเขียนแรง F1 F2 F3 และ F4 ไดเ้ ปน็
F1 = 20 N
F2 = 40 N F2 = 20 N
เขียนแผนภาพของแรง F1 และ F2 แลวหาแรงลัพธท ่กี ระทาํ ตอ วตั ถุ โดยใชว ธิ หี างตอ หัวได ดังนี้ F3 = 10 N
F4 = 50 N
F1 = 60 N
F2 = 40 N เขียนแผนภาพของแรง F1 F2 F3 และ F4 แล้วหาแรงลัพธท์ ่ีกระทา� ตอ่ กล่องไม้ โดยใชว้ ิธหี างตอ่ หวั ได้
ดังนี้
Fลัพธ = 20 N
น �าหางของแรง F2 มาต่อกับหัวลูกศรของแรง F1 จะได้เป็นแรง F1 + F2 แล้วน�าหางของแรง F3
กาํ หนดใหแ รงทกี่ ระทาํ ตอ วตั ถทุ ม่ี ที ศิ ทางไปทางขวามอื มคี า เปน บวก และแรงทก่ี ระทาํ ตอ วตั ถทุ มี่ ที ศิ ทาง มาตอ่ กับแรง F1 + F2 จะได้เป็นแรง F1 + F2 + F3 และนา� หางของแรง F4 มาต่อกบั แรง F1 + F2 + F3
ไปทางซา ยมือมคี าเปน ลบ ขนาดของแรงลัพธจงึ หาไดจ าก จะไดเ้ ปน็ Fลพั ธ ์ ซง่ึ สงั เกตไดว้ ่าแรง F4 จะซ้อนทับแรง F1 + F2+ F3 ไดพ้ อดี
Fลัพธ = F1 + F2 F1 = 20 N F2 = 20 N F3 = 10 N
Fลัพธ = F1 + (-F2)
Fลพั ธ = 60 N + (-40 N) F4 = 50 N
Fลัพธ = 60 N - 40 N
Fลัพธ = 20 N กา� หนดใหแ้ รงทก่ี ระทา� ตอ่ วตั ถทุ ม่ี ที ศิ ทางไปทางขวามอื มคี า่ เปน็ บวก และแรงทกี่ ระทา� ตอ่ วตั ถทุ มี่ ที ศิ ทาง
ดงั นั้น แรงลพั ธท่กี ระทาํ ตอวัตถุมคี า เทากบั 20 นวิ ตัน และวัตถุเคล่ือนท่ไี ปทางขวามือ ไปทางซ้ายมอื มีคา่ เปน็ ลบ ขนาดของแรงลัพธ์จึงหาไดจ้ าก
Fลพั ธ์ = F1 + F2 + F3 + (-F4)
Fลพั ธ ์ = 20 N + 20 N + 10 N + (-50 N)
Fลพั ธ ์ = 0 N
ดงั นัน้ แรงลพั ธท์ กี่ ระท�าตอ่ กล่องไมม้ คี า่ เท่ากับศนู ย ์ กลอ่ งไม้จงึ ไมเ่ คลอื่ นท ่ี
10 แรงและการเคล่อื นที่ 11
ในชีวิตประจําวันของเราจะพบเห็นแรงตาง ๆ ที่มากระทําตอวัตถุมากมาย เชน แรงเสียดทาน แรงดันใน กจิ กรรม
ของเหลว แรงพยงุ
การหาขนาดของแรงเสียดทาน
1.1 แรงเสียดทาน ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
- การสงั เกต
แรงเสียดทาน (frictional force; f) เปนแรงทเ่ี กดิ ขึ้นระหวางผิวสัมผสั ของวัตถุ เพ่อื ตา นความพยายามใน จดุ ประสงค - การวัด
การเคลอ่ื นท่ขี องวตั ถุ จากภาพท่ี 4.10 เมื่อออกแรงผลกั กลองไมใ หเคลือ่ นทไ่ี ปขางหนา จะมีแรงเสียดทานเกิดขน้ึ 1. หาขนาดของแรงเสียดทานได - การทดลอง
ท่ีผวิ สัมผสั ระหวา งกลองไมแ ละพ้ืนในทิศตรงขา มกบั ทศิ ทางการเคลื่อนที่ของกลอ งไม หากวตั ถุมนี าํ้ หนกั (W) มาก 2. ระบุประเภทของแรงเสยี ดทานได
แรงที่วัตถุกระทาํ หรอื กดพ้ืนจะมคี ามาก สงผลใหพ นื้ ออกแรงดนั วตั ถุกลบั (N) มากตามไปดวย จงึ กลา วไดว า แรงท่ี 3. เขยี นแผนภาพแสดงแรงเสยี ดทานทมี่ ากระทาํ กบั วตั ถุ จติ วทิ ยาศาสตร
วตั ถกุ ระทาํ ตอ พ้ืนเปนแรงคูกิริยา-ปฏิกิริยากับแรงที่พนื้ ดันวตั ถุ - ความรอบคอบ
วสั ดอุ ปุ กรณ - ความรบั ผดิ ชอบ
ทศิ ทางการเคลอื่ นทขี่ องกลอ งไม ผิวสัมผสั 1. เคร่ืองชง่ั สปริง - การทํางานรวมกบั ผอู นื่ ไดอ ยา ง
N 2. ถงุ ทรายมวล 500 กรมั จํานวน 1 ถงุ สรางสรรค
กลอง f
F วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
พื้น
f รถยนต์ทไี่ ถลลงจากเขา วางถุงทรายมวล 500 กรมั 1 ถงุ บนพืน้ โตะ ใชเ คร่ืองช่ังสปริงเกยี่ วหูถงุ ทรายแลวออกแรงดึง โดยใหเ ครื่องชงั่ สปรงิ อยใู นแนว
W จนกระทงั่ หยุดนิ่ง ขนานกับพนื้ โตะ บนั ทึกคา แรงทอี่ านไดต ั้งแตเ ร่ิมออกแรงจนกระท่งั ถงุ ทรายเริ่มเคลื่อนท่ี และเคลอ่ื นที่ดว ยความเรว็ คงตัว
ภาพท่ี 4.10 กลอ งไมเคลอ่ื นทีด่ วยแรง F จะมีแรงเสียดทาน f เกิดข้ึน มแี รงใดมากระทาํ บ้าง 500 กรมั
ในทิศทางตรงขามกับการเคล่ือนท่ี
ทีม่ า : คลงั ภาพ อจท.
แรงเสยี ดทานมี 2 ประเภท ดงั นี้
1. แรงเสยี ดทานสถิต (static frictional force; fs) คือ แรงเสียดทานท่ีเกดิ ขน้ึ ในขณะทีว่ ตั ถอุ ยูน งิ่ หรือกาํ ลงั
จะเรมิ่ เคลอ่ื นท่ี ขนาดของแรงเสยี ดทานสถติ จะเพม่ิ ขน้ึ ตามขนาดของแรงทกี่ ระทาํ ตอ วตั ถจุ นมคี า มากทสี่ ดุ ขณะทวี่ ตั ถุ ภาพที่ 4.13 กิจกรรมการหาขนาดของแรงเสยี ดทาน
เร่มิ จะเคล่อื นที่ เรียกวา แรงเสียดทานสถิตสูงสดุ เขยี นแทนดวยสัญลกั ษณ fs,max ทม่ี า : คลงั ภาพ อจท.
2. แรงเสยี ดทานจลน (kinetic frictional force; fk) คือ แรงเสียดทานท่ีพยายามตา นการเคลอื่ นท่ี ธรรมชาติ
ของแรงเสยี ดทานจลน จะมที ศิ ทางตรงขา มกบั ทศิ ทางการเคลอื่ นทขี่ องวตั ถุ ซงึ่ แรงเสยี ดทานจะเกดิ ขน้ึ ในขณะทว่ี ตั ถุ คาํ ถามทา ยกจิ กรรม
กําลังเคลอ่ื นที่ไปบนผิวของอีกวตั ถหุ นึ่ง 1. ถงุ ทรายทว่ี างนงิ่ อยูบนพืน้ โตะ มแี รงใดมากระทาํ ตอถุงทรายบาง อธบิ ายพรอ มเขียนแผนภาพประกอบ
ทิศทางการเคลอื่ นทีข่ องวตั ถุ 2. ขณะทอ่ี อกแรงดงึ ถงุ ทราย แตถ งุ ทรายไมเ คลอื่ นที่ มแี รงใดมากระทาํ ตอ ถงุ ทรายบา ง อธบิ ายพรอ มเขยี นแผนภาพประกอบ และ
FF แรงลัพธท่กี ระทําตอ ถงุ ทรายมีคา เทาใด
fs fk 3. เมอื่ ออกแรงดงึ ถงุ ทรายใหเ คลอื่ นทด่ี ว ยความเรว็ คงตวั มแี รงใดมากระทาํ ตอ ถงุ ทรายบา ง อธบิ ายพรอ มเขยี นแผนภาพประกอบ
ภาพท่ี 4.11 แรงเสียดทานสถติ ของวตั ถุในสภาวะท่วี ตั ถไุ มเ คล่ือนท่ี ภาพที่ 4.12 แรงเสยี ดทานจลนเ กดิ ขึ้นระหวางผิวสมั ผสั ของวตั ถุที่ และแรงลัพธท ่กี ระทาํ ตอ ถงุ ทรายมีคา เทาใด
ทม่ี า : คลงั ภาพ อจท. กาํ ลงั เคล่ือนที่
ทม่ี า : คลังภาพ อจท. อภปิ รายผลกจิ กรรม
แรงเสียดทานเปน แรงทเ่ี กิดข้นึ ระหวา งผิวสัมผสั ของวตั ถุ โดยมีทิศทางตรงขา มกบั ทศิ ทางทว่ี ัตถพุ ยายามเคล่อื นที่ เม่ือแรงดงึ
ขนาดของแรงเสียดทานจะมากหรอื นอ ยขน้ึ อยกู ับปจจยั ตา ง ๆ ดังนี้ เทา กบั แรงเสยี ดทานสถติ ทมี่ ากทส่ี ดุ วตั ถจุ ะเรมิ่ เคลอื่ นที่ เมอื่ แรงดงึ มากกวา แรงเสยี ดทานสถติ ณ ขณะนแี้ รงเสยี ดทานสถติ มากสดุ
1. ขนาดของแรงปฏกิ ริ ยิ าตง้ั ฉากระหวา งผวิ สมั ผสั ซง่ึ เปน แรงทพี่ นื้ กระทาํ ตอ วตั ถุ หากมแี รงทวี่ ตั ถกุ ระทาํ ตอ พน้ื มคี านอยกวา แรงดงึ ทําใหวัตถุเกดิ การเคลอ่ื นที่และแรงเสียดทานจะเปล่ยี นไปเปนแรงเสยี ดทานจลน
มาก แรงปฏิกริ ยิ าตง้ั ฉากระหวา งผิวสมั ผสั จะมคี ามาก สง ผลใหแ รงเสียดทานมีขนาดมากขึ้น
2. ลักษณะผิวสัมผัส ข้ึนอยูกับชนิดของพื้นผิววัตถุ ถาวัตถุมีผิวสัมผัสที่เรียบจะเกิดแรงเสียดทานนอยกวา
วัตถทุ ่ีมีผิวสมั ผสั ขรขุ ระหรือหยาบ
12 แรงและการเคล่ือนที่ 13
กจิ กรรม การหาแรงเสียดทาน สามารถคํานวณไดจากผลคูณระหวางสัมประสิทธ์ิของแรงเสียดทานกับแรงปฏิกิริยา
ตั้งฉาก (แรงทีพ่ ้นื กระทาํ ตอวัตถุ (N)) ในกรณีท่วี ตั ถเุ คลอ่ื นทบ่ี นพน้ื ในแนวระดับ แรงปฏกิ ริ ิยาตั้งฉากทพ่ี ้ืนกระทําตอ
ปจั จัยท่ีมีผลตอ่ ขนาดของแรงเสยี ดทาน วัตถุมคี า เทา กับนา้ํ หนกั ของวัตถุที่กดทบั ลงบนพืน้ เขยี นสมการได ดงั น้ี
จดุ ประสงค์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ fs,max = μsN
1. ระบุปจั จัยท่มี ีผลต่อขนาดของแรงเสียดทานได้ - การสงั เกต fk = μkN
2. ออกแบบการทดลองให้สอดคล้องกับปจั จัยที่มผี ลตอ่ ขนาดของแรงเสียดทานได้ - การทดลอง
- การตง้ั สมมตฐิ าน เม่อื fs,max คือ แรงเสยี ดทานสถิตสูงสุด มหี นวยเปน นิวตัน (N)
วสั ดอุ ปุ กรณ์ - การควบคมุ ตัวแปร fk คือ แรงเสียดทานจลน มหี นว ยเปน นิวตนั (N)
1. เชอื ก μ คอื สมั ประสิทธิ์ความเสียดทาน ซง่ึ เปน ปริมาณทบี่ อกถงึ ธรรมชาติของผิวสมั ผัส
2. กรรไกร จิตวิทยาศาสตร์ โดย μs คอื สัมประสิทธค์ิ วามเสยี ดทานสถติ
3. กระดาษ A4 - ความรอบคอบ μk คือ สมั ประสิทธิค์ วามเสียดทานจลน
4. เครอ่ื งชงั่ สปรงิ - ค วามรับผิดชอบ N คือ แรงปฏกิ ิริยาต้งั ฉาก มีหนว ยเปน นวิ ตัน (N)
5. กระดาษทรายขนาด 50 × 50 เซนติเมตร - ก ารทา� งานรว่ มกับผูอ้ น่ื ไดอ้ ย่าง
6. ถงุ ทรายมวล 100 กรัม จา� นวน 3 ถงุ สรา้ งสรรค์ ตวั อยา่ งท่ี 4.8 ชายคนหนงึ่ ออกแรงลากกลอ งไมห นกั 550 นวิ ตนั ไปบนพนื้ ในแนวระดบั โดยสมั ประสทิ ธค์ิ วาม
7. แผน่ ฟิวเจอรบ์ อร์ดขนาด 50 × 50 เซนตเิ มตร เสยี ดทานจลนร ะหวา งกลองไมก บั พน้ื มคี า เปน 0.5 จงคาํ นวณหาขนาดแรงเสียดทานท่ีเกิดขึ้น
วธิ ีทํา จากสมการ fk = μkN
fk = 0.5 × 550 N
fk = 275 N
วธิ ปี ฏบิ ตั ิ
1. ใหน้ ักเรียนแบ่งกล่มุ กลุม่ ละ 5 คน สืบค้นข้อมลู ปจั จยั ท่ีมีผลต่อขนาดของแรงเสยี ดทาน ดงั น้ัน ขนาดของแรงเสียดทานท่เี กิดข้ึนระหวา งกลอ งไมก ับพนื้ มีคา เทา กบั 275 นิวตัน
2. ใ หแ้ ตล่ ะกลุ่มออกแบบการทดลองเกี่ยวกับปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ ขนาดของแรงเสยี ดทาน จา� นวน 2 การทดลอง ได้แก่ มวลของวัตถ ุ
ตัวอยา่ งที่ 4.9 กลอ งบรรจขุ องหนกั 2,000 นวิ ตนั ถกู ผลกั ใหเ คลอ่ื นทด่ี ว ยความเรว็ คงตวั ไปบนพน้ื ถนน ซงึ่ เกดิ
และลักษณะพื้นผิวสัมผัส ซ่ึงแต่ละการทดลองต้องมีความเหมาะสมและอธิบายได้ว่า ปัจจัยดังกล่าวนั้นมีผลต่อขนาดของแรง แรงเสยี ดทานจลน 1,500 นวิ ตนั จงหาสมั ประสทิ ธค์ิ วามเสยี ดทานจลนร ะหวา งกลอ งบรรจขุ อง
เสียดทานอย่างไร โดยเลือกใช้วัสดอุ ุปกรณท์ ่ีครูกา� หนดให้ กับพนื้ ถนน
3. ใ ห้แต่ละกลมุ่ ออกมานา� เสนอวธิ ีออกแบบและปฏบิ ัติการทดลองจรงิ หนา้ ช้ันเรยี น
วิธที าํ จากสมการ fk = μ1Nf,kk5N00 N
= 2,000 N
คำ� ถำมทำ้ ยกจิ กรรม μk
1. มวลของวัตถุมผี ลตอ่ ขนาดของแรงเสียดทานอยา่ งไร =
2. พ้นื ผวิ สัมผัสมผี ลต่อขนาดของแรงเสียดทานอย่างไร μk
μk = 0.75
ดังน้ัน สัมประสทิ ธ์ิความเสยี ดทานระหวางกลองบรรจุของกบั พ้นื ถนนมคี า เทากับ 0.75
อภปิ รำยผลกจิ กรรม HOTS
จากกจิ กรรม พบวา่ เมือ่ เพม่ิ มวลของถงุ ทราย ทา� ให้แรงที่ถุงทรายกดบนพืน้ มมี ากขน้ึ แรงปฏกิ ริ ิยาต้งั ฉากระหวา่ งผิวสัมผสั
จึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงเสียดทานมีขนาดเพ่ิมข้ึน นอกจากน้ี พ้ืนผิวสัมผัสก็ส่งผลต่อขนาดของแรงเสียดทานขณะวัตถุเคล่ือนท่ี (คาํ ถามทา ทายการคิดข้ันสงู )
โดยผวิ สัมผสั ทห่ี ยาบหรือขรขุ ระจะมแี รงเสียดทานมากกว่าผิวสัมผัสทเี่ กลยี้ งหรือล่ืน
เพราะเหตใุ ด การเขน็ ตหู นงั สอื ท่ีมหี นังสอื เรียงอยูเ ตม็ ตูใ หเคล่อื นท่ียากกวา
การเขน็ ตูหนังสอื ท่มี ีหนังสอื เรยี งอยเู พียงครึ่งตู
14 แรงและการเคลือ่ นที่ 15
ในชวี ติ ประจา� วนั จะเหน็ วา่ การเคลอื่ นทขี่ องวตั ถบุ นพน้ื ผวิ ใด ๆ จะมแี รงเสยี ดทานเขา้ มาเกยี่ วขอ้ งเสมอ ความรู้ บางกิจกรรมในชีวิตประจ�าวันจ�าเป็นต้องลดแรงเสียดทานเพ่ือให้วัตถุเคลื่อนที่ได้สะดวกมากข้ึน หรือ
เก่ียวกับแรงเสียดทานสามารถน�ามาประยกุ ตใ์ ชก้ ับชีวิตประจา� วนั ดว้ ยการเพิม่ หรือลดแรงเสียดทาน ตวั อยา่ งเช่น เคลอ่ื นยา้ ยวตั ถไุ ดง้ ่ายขน้ึ เชน่ การใช้น�้ามนั หลอ่ ล่นื ในเครือ่ งยนต ์ การหยดจาระบที บ่ี านพับประตู
ภาพที่ 4.14 ดอกยางชว่ ยเพิม่ แรงเสียดทาน ลวดลายของยางล้อรถยนต์ เรียกว่า ดอกยาง ภาพที่ 4.17 เครอื่ งเลน่ สไลเดอร์ทม่ี ีพืน้ ผวิ เรียบ สไลเดอร์เป็นเคร่ืองเล่นที่ถูกท�าให้มีพื้นผิวเรียบ
ทม่ี า : คลังภาพ อจท. ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างผิวถนนกับยาง และช่วย ทม่ี า : คลังภาพ อจท. ในขณะทเี่ ลน่ จะมกี ารเตมิ นา�้ ลงไปบรเิ วณเครอื่ งเลน่ เพอื่
ให้รถยนตเ์ กาะถนนได้ด ี ไม่ล่นื ไถล ช่วยลดแรงเสียดทาน ท�าให้ผ้เู ล่นลน่ื ไถลไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว
สร้างความสนกุ สนานในการเลน่
พ้ืนรองเท้ากีฬาผลิตโดยใช้วัสดุพิเศษที่ช่วยเพ่ิม การเลน่ สเกตนา้� แขง็ ฮอกกนี้ า้� แขง็ ตอ้ งเลน่ บนพน้ื
แรงเสียดทานระหว่างพื้นกับรองเท้าเพื่อกันลื่น ช่วยให้ ภาพท่ ี 4.15 พื้นรองเท้ากฬี าชว่ ยเพม่ิ แรงเสียดทาน
ทรงตัวและเคลื่อนไหวได้สะดวก ทีม่ า : คลงั ภาพ อจท. ท่ีมีลักษณะเรียบและล่ืน เพื่อลดแรงเสียดทาน ท�าให้ ภาพที่ 4.18 การเลน่ สเกตนา�้ แขง็ ต้องเลน่ บนพ้ืนเรยี บล่นื
ผเู้ ลน่ เคล่อื นทไ่ี ดค้ ล่องตวั ทีม่ า : คลงั ภาพ อจท.
การเปิดฝาเกลียวขวดน�้า บริเวณฝาขวด ภาพท ่ี 4.19 ใชน้ ้า� มันหล่อลื่น เพอ่ื ลดแรงเสยี ดทานของกระบอกสูบ การใช้น้�ามันหล่อลื่น เพื่อลดแรงเสียดทานของ
ท่ีมีผิวขรุขระจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานท�าให้เปิด เคร่อื งยนต์ กระบอกสูบเคร่ืองยนต์ ลดการสึกหรอของเคร่ืองยนต์
ฝาขวดน้า� ได้สะดวกมากขนึ้ ท่มี า : คลงั ภาพ อจท. ท�าให้เครอื่ งยนตใ์ ช้งานได้ยาวนานยิง่ ขึ้น
ภาพท่ี 4.16 การใชแ้ รงเสยี ดทานเปดิ ขวดน�้า แรงและการเคล่อื นท่ี 17
ท่ีมา : คลงั ภาพ อจท.
16
1.2 แรงดันในของเหลว เม่ือวัตถุอยูในของเหลวจะมีแรงท่ีเกิดจาก จากภาพท่ี 4.22
ของเหลวกระทาํ ตอ วตั ถใุ นทกุ ทศิ ทาง โดยแรงทข่ี องเหลว นักเรียนคิดวา่ ปลาทง้ั
h กระทําตง้ั ฉากกับผวิ ของวัตถุตอ หนงึ่ หนว ยพน้ื ที่ เรยี กวา 2 ตวั จะได้รบั ความดนั
ความดนั ของของเหลว (fluid pressure) ของของเหลวเทา่ กัน
ภาพท่ี 4.20 แรงดันที่ของเหลวกระทาํ ตอวัตถุ
ทีม่ า : คลังภาพ อจท. ความดนั ของของเหลวสามารถหาไดจ ากสมการ หรือไม่ อย่างไร
P = AF
ภาพที่ 4.22 ปลาทีอ่ ยใู นภาชนะทม่ี รี ปู ทรงแตกตา งกัน
โดย P คอื ความดนั มหี นวยเปน นิวตนั ตอ ตารางเมตร ทีม่ า : คลังภาพ อจท.
(N/m2) หรอื พาสคลั (Pa)
ตัวอย่างท่ี 4.10 บกี เกอรใ บหนงึ่ บรรจนุ า้ํ และนาํ้ มนั โดยนา้ํ มนั อยดู า นบนสงู 5 เซนตเิ มตร สว นนา้ํ อยดู า นลา งสงู
F คอื ขนาดของแรงทกี่ ระทาํ ตง้ั ฉากกบั ผวิ ของวตั ถุ 10 เซนตเิ มตร จงหาความดนั ทก่ี น บกี เกอรเ นอ่ื งจากของเหลวทงั้ 2 ชนดิ เมอื่ ความหนาแนน
มีหนวยเปน นิวตนั (N) ของน้ําเทากับ 1 × 103 กิโลกรัมตอลูกบาศกเมตร และความหนาแนนของน้ํามันเทากับ
0.8 × 103 กโิ ลกรมั ตอ ลกู บาศกเ มตร (กาํ หนดใหค า ความเรง เนอ่ื งจากแรงโนม ถว งของโลก (g)
A คือ พื้นทผ่ี ิวของวตั ถุ มีหนว ยเปน ตารางเมตร มคี าเทา กับ 10 เมตรตอ วินาที 2)
(m2)
ความดันของของเหลวจะสัมพันธกับความลึก 0 m; 0 N/m2 น้าํ มนั 5 cm
และความหนาแนนของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไป น้ํา 10 cm
จากระดับผิวหนาของของเหลว ความดันของของเหลว 20 m; 200,704 N/m2
จะเพ่มิ ขึน้ เนอ่ื งจากของเหลวที่อยลู กึ กวา จะมนี ้ําหนัก 40 m; 401,408 N/m2 ภาพที่ 4.23 บีกเกอรท่ีบรรจุของเหลว 2 ชนดิ คอื นํา้ และนา้ํ มนั
ของของเหลวดานบนมากระทํามากกวา และในระดับ ภาพท่ี 4.21 ความดันของนาํ้ ท่ีความลึกตาง ๆ ที่มา : คลงั ภาพ อจท.
ความลึกเดียวกันของเหลวที่มีความหนาแนนมากจะมี ทม่ี า : คลงั ภาพ อจท.
ความดันมากกวาของของเหลวท่ีมีความหนาแนนนอย วิธที าํ ความดนั ที่กน บกี เกอรเกิดจากน้ําหนกั ของของเหลวทั้ง 2 ชนิดมากระทํา สามารถหาไดจากสมการ
เชน นํ้าทะเลมีความหนาแนนมากกวานํ้าจืด ท่ีระดับ P = gh + ghρน้าํ มัน นา้ํ มนั ρนาํ้ น้าํ
ความลึกเทากันความดันของนํ้าทะเลที่กระทําตอวัตถุจะ P = (0.8 × 103 kg/m3 × 10 m/s2 × 0.05 m) + (1 × 103 kg/m3 × 10 m/s2 × 0.10 m)
มคี ามากกวาความดันของนํ้าจืดทีก่ ระทาํ ตอวตั ถุดวย P = 400 N/m2+ 1,000 N/m2
P = 1,400 N/m2
นอกจากน้ี ความดันของของเหลวทร่ี ะดบั ความลึกตาง ๆ สามารถหาไดจ ากสมการ
ดงั นั้น ความดนั ที่กนบีกเกอรเนื่องจากของเหลวทง้ั 2 ชนิด มคี าเทากับ 1.4 × 103 นวิ ตนั ตอตารางเมตร
P = ρgh
แรงและการเคล่อื นท่ี 19
โดย P คอื ความดันของของเหลว มหี นว ยเปน นวิ ตนั ตอตารางเมตร (N/m2) หรอื พาสคัล (Pa)
ρ คือ ความหนาแนน ของของเหลว มีหนวยเปน กโิ ลกรมั ตอ ลูกบาศกเ มตร (kg/m3)
g คอื คาความเรงเนอ่ื งจากแรงโนม ถวงของโลก มีหนวยเปน เมตรตอ วนิ าท2ี (m/s2)
h คอื ความลกึ ของของเหลว มหี นว ยเปน เมตร (m)
18
Understanding Check ถกู /ผิด การศึกษาการเคล่อื นท่ขี องวตั ถจุ าํ เปนตอ งรูต าํ แหนงของวัตถุ ณ เวลาตา ง ๆ ซึ่งการบอกตําแหนง ของวัตถุ
พิจารณาขอ้ ความตามความเข้าใจของนกั เรียนว่าถกู หรอื ผิด แล้วบนั ทกึ ลงในสมุดบนั ทกึ ตอ งอา งอิงจดุ ใดจดุ หนึง่ เรียกจดุ นี้วา จุดอางอิง (reference point) ดงั ตวั อยาง
ับน ึทกลงในสมุด
1. ระยะทาง คอื ระยะทีว่ ัตถุเคลื่อนทจ่ี ากจดุ หนึง่ ไปยังจุดหนึ่ง ใหจดุ 0 ทีเ่ สาธงชาตเิ ปนจดุ อา งอิง เมอื่ เวลา 8.15 น. นองจนิ ยืนอยูหางจากจุด 0 ไปทางทศิ ตะวันออก
2. การกระจัดเปน็ ปรมิ าณสเกลาร์มีท้ังขนาดและทศิ ทาง เปน ระยะทาง 15 เมตร ตอ มาเมอ่ื เวลา 9.30 น. นอ งจนิ ยืนอยูที่ตําแหนง หา งจากจุด 0 ไปทางทศิ ตะวนั ออกเปน
3. กอ้ นหนิ ทต่ี กจากหนา้ ผามีแรงโน้มถว่ งมากระท�า ทา� ให้ก้อนหินเคลือ่ นท่ดี ว้ ยความเรว็ คงตัว ระยะทาง 45 เมตร ดังภาพท่ี 4.48
4. อัตราเรว็ และความเร็วของวัตถเุ กิดขนึ้ เนอ่ื งจากมแี รงมากระท�ากบั วตั ถุเสมอ
5. ปริมาณเวกเตอร์บอกเพียงขนาด แต่ไม่บอกทิศทาง ทิศเหนอื
ทิศตะวนั ตก ทิศตะวนั ออก
PKnroiowrledge 2 การเคลื่อนที่ (8.15 น.) (9.30 น.) ทิศใต
ระยะทาง (เมตร)
ควำมเรว็ เกย่ี วขอ้ งกบั ชวี ติ ในชีวิตประจ�าวัน ถ้าเรามองไปรอบ ๆ ตัวจะพบเห็นสิ่งต่าง ๆ 0 10 20 30 40 50 60
ประจำ� วนั ของเรำอยำ งไร มีการเปลีย่ นต�าแหน่งอยมู่ ากมาย เราเรียกสงิ่ ท่กี า� ลังเปล่ยี นต�าแหน่ง
นั้นว่า การเคลื่อนท ่ี เช่น คนเดิน รถแลน่ ซงึ่ การเปล่ยี นต�าแหน่งหรอื ภาพที่ 4.48 การบอกตาํ แหนงของวตั ถเุ ทยี บกบั จดุ อางองิ ในแนวระดับ
การเคล่ือนท่ีของวัตถุจะเก่ียวข้องกับปริมาณต่าง ๆ เช่น ระยะทาง ทมี่ า : คลงั ภาพ อจท.
การกระจัด อตั ราเรว็ ความเร็ว โดยถา้ ปริมาณใดปรมิ าณหนึ่งมกี าร
เปลี่ยนแปลงก็จะมีผลใหป้ ริมาณอน่ื เปล่ียนแปลงไปด้วย จากตวั อยางเปน การบอกตาํ แหนง ของวัตถุเทยี บกบั จุดอางอิงในแนวระดบั หรอื เรียกวา แกน X ซงึ่ นอกจาก
การบอกตําแหนงของวัตถุเทียบกับจุดอางอิงเปนเลขจํานวนบวกแลว ยังสามารถบอกเปนเลขจํานวนลบในทิศทาง
การเคลอ่ื นท ่ี เปน็ การเปลย่ี นตา� แหนง่ ของวตั ถใุ นชว่ งเวลาหนง่ึ เทยี บกบั ตา� แหนง่ อา้ งองิ โดยมที ง้ั ปรมิ าณสเกลาร์ ตรงขา ม และในทํานองเดยี วกนั สามารถบอกตําแหนงของวัตถเุ ทียบกบั จดุ อางองิ ในแนวดิง่ ได ซ่งึ เรียกวา แกน Y
และปรมิ าณเวกเตอรม์ าเก่ยี วขอ้ งกับการเคลอ่ื นท่ี ดังตัวอยา ง
ปรมิ าณสเกลาร์ (scalar quantity) คือ ปรมิ าณทางกายภาพทีม่ ขี นาดเพียงอย่างเดยี ว ไม่มีทิศทาง เช่น เวลา ในชมุ ชนแหง หนึง่ ประกอบดวยสถานท่ีตา ง ๆ โดยใหจ ุด 0 ท่โี รงพยาบาลเปนจดุ อางองิ มสี ถานตี ํารวจอยหู า ง
ระยะทาง อัตราเรว็ ในการหาผลลพั ธข์ องปริมาณสเกลาร์ท�าได้โดยอาศยั หลักทางพชี คณติ ได้แก่ การบวก ลบ คูณ จากโรงพยาบาลไปทางทิศเหนอื 4 กิโลเมตร สถานีดบั เพลิงอยูหา งจากสถานตี าํ รวจไปทางทศิ ตะวนั ตก 2 กโิ ลเมตร
และหาร และโรงเรียนอยูห างจากโรงพยาบาลไปทางทศิ ใต 4 กโิ ลเมตร
ปรมิ าณเวกเตอร์ (vector quantity) คอื ปริมาณ กําหนดให แกน Y ระยะทาง (กิโลเมตร) ทิศเหนือ
ทางกายภาพท่ีมีท้ังขนาดและทิศทาง เช่น การกระจัด จุด 0 แทน โรงพยาบาล
ความเรว็ แรง โมเมนตมั ในการหาผลลัพธ์ของปรมิ าณ จดุ A แทน สถานตี าํ รวจ
เวกเตอร์ต้องอาศัยวิธีการทางเวกเตอร์ โดยต้องหา จุด B แทน สถานดี บั เพลงิ B 4A
ผลลพั ธ์ท้ังขนาดและทศิ ทาง จดุ C แทน โรงเรยี น 2 ทิศตะวนั ตก ทศิ ตะวนั ออก
-4 -2 -02 2 4 แกน X ระยะทาง ทศิ ใต
(กโิ ลเมตร)
ปริมาณสเกลาร์ -4 C
แตกต่างกับปรมิ าณ
ภาพท่ี 4.49 การบอกตาํ แหนงของวัตถุเทยี บกบั จุดอางอิงในแนวระดบั
เวกเตอรอ์ ย่างไร ท่มี า : คลงั ภาพ อจท.
ภาพท ่ี 4.47 อตั ราเร็วในการวิง่ ของรถจักรยานยนตเ์ ป็นปริมาณสเกลาร์ แรงและการเคล่อื นท่ี 33
ท่มี า : คลงั ภาพ อจท.
32
2.1 ระยะทางและการกระจัด 2.2 อตั ราเรว็
จากภาพที่ 4.50 ความยาวตามเส้นทาง เรยี กว่า อัตราเร็ว (speed) คอื ระยะทางท่ีวัตถเุ คล่อื นทไ่ี ดใ นหนึง่ หนว ยเวลา หรอื อตั ราการเปล่ียนแปลงระยะทางโดย
ระยะทาง (distance) เป็นปริมาณสเกลาร์ เขียนแทน ไมก าํ หนดทศิ ทาง เปนปริมาณสเกลาร เขยี นแทนดว ยสญั ลักษณ v มหี นวยเปน เมตรตอวนิ าที (m/s)
ดว้ ยสัญลักษณ ์ s ส่วนการกระจดั (displacement) เปน็
ปริมาณเวกเตอร์ เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ s โดยการ การกระจัด v = st v คอื อตั ราเรว็ มหี นวยเปน เมตรตอ วินาที (m/s)
กระจัดมีทิศช้ีจากต�าแหน่งเริ่มต้นไปยังต�าแหน่งสุดท้าย s คอื ระยะทางทว่ี ัตถุเคลอื่ นทีไ่ ด มหี นวยเปน เมตร (m)
และมขี นาดเทา่ กบั ระยะในแนวเสน้ ตรงทสี่ นั้ ทส่ี ดุ ระหวา่ ง
ตา� แหน่งเริ่มตน้ และต�าแหนง่ สุดทา้ ย t คอื เวลา มหี นว ยเปน วนิ าที (s)
ระยะทาง
ระยะทางกับการกระจัด กรณีท่ีวัตถุมีการเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วท่ีไมเปล่ียนแปลง แสดงวาวัตถุนั้นมีอัตราเร็วคงตัว แตในบางกรณี
เหมอื นหรอื แตกต่างกนั วัตถอุ าจเคลอ่ื นท่ีดวยอัตราเรว็ ที่ไมค งตวั เสมอไป เชน เมอื่ พจิ ารณาการเคลือ่ นทขี่ องรถโดยสารประจาํ ทาง จะเห็น
ไดวา รถโดยสารเคลื่อนท่ีไปดวยอัตราเร็วที่ไมเทากันตลอดระยะทาง โดยทบี่ างชวงอาจมีการเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็ว
อย่างไร ที่มากข้นึ และบางชวงอาจเคลอื่ นท่ดี ว ยอตั ราเรว็ ทลี่ ดลงเพ่ือจอดรบั ผโู ดยสารระหวา งทาง เมือ่ คดิ อตั ราเร็วโดยรวม
ตลอดระยะทางจะคิดเปน อัตราเร็วเฉล่ยี (average speed) ซงึ่ เทา กับอตั ราสว นระหวา งระยะทางท่วี ตั ถุเคลอื่ นทไ่ี ด
ภาพที่ 4.50 ระยะทางและการกระจดั จากกรุงเทพฯ ไประนอง กับชว งเวลาที่ใชใ นการเคล่ือนที่ ดังความสัมพันธ
ท่ีมา : คลงั ภาพ อจท.
ตัวอยางที่ 4.14 รถยนต์คันหนึง่ เคลือ่ นที่จากตา� แหน่ง A ไปยงั B และ C ตามลา� ดับ ดงั ภาพที่ 4.51 จงหา อัตราเร็วเฉล่ยี = ระยะทางทีว่ ัตถุเคลอื่ นทไี่ ด
ระยะทางและการกระจัดของรถยนตท์ ีเ่ คลอื่ นท่ีจากตา� แหน่ง A ไปยงั B ตา� แหน่ง B ไปยัง C ชว งเวลาทใ่ี ช
และตา� แหนง่ A ไปยัง C ตามล�าดบั
ในชีวิตประจําวันแมวาอัตราเร็วเฉลี่ยจะมีประโยชนในการใชเปรียบเทียบวาส่ิงใดเคลื่อนที่ไดเร็วหรือชากวา
100 เมตร C กัน เชน อัตราเร็วเฉลย่ี ของรถยนตสแี ดงและสีขาวที่ว่ิงในระยะทาง 1,000 เมตร เทา กบั 20 และ 25 เมตรตอวนิ าที
90 เมตร 100 เมตร ตามลําดับ เราจะไมสามารถบอกไดวา รถยนตสีขาวว่ิงเร็วกวาสีแดงทุกขณะตลอดเสนทางทั้งหมด ในบางขณะ
รถยนตสีแดงอาจวิ่งเร็วกวารถยนตสีขาวก็ได เพียงแตเม่ือพิจารณาตลอดเสนทาง 1,000 เมตร รถยนตสีขาว
A 60 เมตร B ใชเวลานอยกวา จึงมีอัตราเร็วเฉล่ียมากกวารถยนตสีแดง ในทางฟสิกสจึงมีปริมาณท่ีบอกถึงอัตราเร็วของวัตถุใน
แตละขณะหรอื ณ เวลาใดเวลาหนงึ่ คอื อัตราเร็วขณะหน่งึ (instantaneous speed)
150 เมตร
อตั ราเรว็ ขณะหนง่ึ เปน ปรมิ าณทพ่ี จิ ารณาอตั ราเรว็ เฉลยี่ ในชว งเวลาทสี่ นั้ มาก ๆ จนเกอื บเปน ศนู ย เมอื่ ตอ งการ
ภาพท ่ี 4.51 เส้นทางทรี่ ถยนต์เคลือ่ นทจี่ ากตา� แหน่ง A ไปยงั C กลา วถงึ อตั ราเรว็ ขณะหนงึ่ สามารถกลา วเพยี งแคอ ตั ราเรว็ โดยไมม คี าํ วา ขณะหนงึ่ กเ็ ขา ใจไดว า เปน อตั ราเรว็ ขณะหนงึ่
ทม่ี า : คลังภาพ อจท. แตหากตอ งการกลา วถงึ อตั ราเร็วเฉล่ีย เพ่ือใหเ กิดความชัดเจนควรจะตอ งระบุหรือบอกใหครบถวน การวัดอัตราเร็ว
ขณะหนึ่งท่พี บเหน็ ไดใ นชวี ติ ประจําวัน คอื มาตรวัดอตั ราเรว็ ของยานพาหนะตาง ๆ
ดังน้นั ร ถยนต์เคลอื่ นท่ีจากตา� แหน่ง A ไปยัง B เปน็ ระยะทางเท่ากบั 150 เมตร และจากตา� แหน่ง B ไปยัง C
เปน็ ระยะทางเท่ากับ 100 เมตร ดังนนั้ วตั ถุจะเคลอ่ื นท่จี ากตา� แหน่ง A ไปยัง C เป็นระยะทางเท่ากบั HOTS
250 เมตร และการกระจดั ของรถยนตจ์ ากตา� แหน่ง A ไปยงั B มขี นาดเท่ากับ 60 เมตร และจาก
ต�าแหนง่ B ไปยงั C มขี นาดเทา่ กับ 90 เมตร และจากตา� แหน่ง A ไปยงั C มขี นาดเท่ากบั 100 เมตร (คําถามทาทายการคิดข้นั สูง)
34 เมื่อเวลา 09.00 น. แมนออกเดนิ ดว ยอัตราเร็ว 3 กิโลเมตรตอ ชวั่ โมง และอกี 2 ชว่ั โมงตอมา ใหมเ ดิน
ตามมาดวยอตั ราเรว็ 5 กโิ ลเมตรตอ ช่วั โมง ทีเ่ วลาเทา ใด แมนและใหมจ ึงจะเดินทนั กนั พอดี
แรงและการเคลอื่ นท่ี 35
10.30 น. 120 km/h 11.30 น. 140 km/h ตวั อยา่ งที่ 4.16 ในการแขงขันปนจักรยานระยะทาง 20 กโิ ลเมตร เมอ่ื เวลาผา นไปครงึ่ ชวั่ โมง นักปน จกั รยาน
ปนจักรยานไปไดระยะทางที่แตกตางกัน ดังภาพท่ี 4.53 นักปนจักรยานหมายเลข 1 - 4
ปนจกั รยานดวยอัตราเร็วเฉล่ยี เทา ใด ตามลําดบั
5 กโิ ลเมตร 5.5 กโิ ลเมตร 6.5 กโิ ลเมตร
1 2 5.8 กิโลเมตร 4
3
AB ภาพที่ 4.53 การแขงขนั ปน จักรยานระยะทาง 20 กโิ ลเมตร
ท่ีมา : คลังภาพ อจท.
วิธีทาํ หมายเลข 1 : v = st = 350,0×0060ms = 2.78 m/s
หมายเลข 2 : v = st = 350,5×0060ms = 3.06 m/s
ภาพที ่ 4.52 อตั ราเร็วของรถยนต์ที่เคลอ่ื นทจี่ ากจดุ A ไปยงั จดุ B ในระยะเวลา 1 ชว่ั โมง หมายเลข 3 : v = st = 350,8×0060ms = 3.22 m/s
ท่มี า : คลงั ภาพ อจท.
พิจารณาภาพท่ ี 4.52 ทต่ี �าแหน่ง A รถยนตส์ แี ดงกา� ลงั เคล่ือนท่ดี ว้ ยอัตราเร็วเทา่ กบั 120 กิโลเมตรต่อชวั่ โมง ดงั น้ัน หมายเลข 4 : v = st = 3แ60ล,ะ5×04060มmอี sตั ร=าเร3ว็ .เ6ฉ1ลยี่mเ/ทsา กบั 2.78 เมตรตอ วนิ าที 3.06 เมตรตอ วนิ าที
และเมอื่ เวลาผา่ นไปรถยนตส์ แี ดงคนั นเี้ คลอ่ื นทไี่ ปถงึ ตา� แหนง่ B โดยทต่ี า� แหนง่ B มาตรวดั อตั ราเรว็ บนหนา้ ปดั แสดง นกั ปน จกั รยานหมายเลข 1 2
อตั ราเรว็ เทา่ กับ 140 กิโลเมตรตอ่ ชวั่ โมง กล่าวได้วา่ อัตราเร็วของรถยนต์สีแดง ณ ต�าแหนง่ ตา่ ง ๆ เป็นอัตราเรว็ 3
ขณะหนึ่ง ซ่ึงเปน็ อตั ราเร็วท่ปี รากฏบนมาตรวดั อัตราเรว็ ในขณะนนั้ และเมอ่ื ก�าหนดใหร้ ะยะทางจากต�าแหนง่ A ไป
ยงั ตา� แหน่ง B ทรี่ ถยนต์สแี ดงเคลอ่ื นท่ไี ดใ้ นช่วงเวลา 10.30-11.30 น. (1 ชวั่ โมง) เทา่ กบั 90 กิโลเมตร แสดงวา่ 3.22 เมตรตอ วนิ าที และ 3.61 เมตรตอ วนิ าที ตามลําดับ
รถยนต์สแี ดงนี้เคลือ่ นที่ด้วยอตั ราเรว็ ท่ไี มส่ ม่า� เสมอตลอดระยะทางทงั้ หมด ดังนั้น สามารถบอกได้วา่ อตั ราเรว็ เฉล่ีย
ของการเคล่อื นทขี่ องรถยนต์คันน้เี ทา่ กบั 90 กิโลเมตรตอ่ ช่ัวโมง ตัวอยา่ งท่ี 4.17 รถไฟฟาขบวนหนึง่ ออกจากสถานตี นทางเมือ่ เวลา 11.00 น. เขา เทียบทาสถานีถดั ไป ณ เวลา
11.05 น. ซ่ึงรถไฟฟาขบวนน้ีว่ิงดว ยอตั ราเรว็ เฉลี่ย 50 เมตรตอวนิ าที ระยะทางระหวา งสถานี
ตัวอยา งท่ี 4.15 เด็กชายสุรพลวิ่งเป็นเส้นตรงไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะ 100 เมตร ใช้เวลา 30 วินาท ี ตนทางกับสถานถี ดั ไปเปน เทา ใด
จากนั้นวิ่งกลับมาทางทิศตะวันตกในเส้นทางเดิมอีก 40 เมตร ใช้เวลา 10 วินาที จงหา
อตั ราเร็วเฉล่ียของเด็กชายสรุ พล
วธิ ที า� ระยะทางทงั้ หมดทีเ่ ดก็ ชายสรุ พลวง่ิ ได้เทา่ กับ 100 m + 40 m = 140 m สถานตี น ทาง 11.00 น. สถานถี ัดไป 11.05 น.
ชว่ งเวลาท้งั หมดท่ีใช้เท่ากบั 30 s + 10 s = 40 s
หาอตั ราเร็วเฉลย่ี ไดจ้ ากสมการ ภาพที่ 4.54 รถไฟฟาเคลอื่ นทีอ่ อกจากสถานีตนทางไปยังสถานีถัดไป
ระยะทางทว่ี ัตถเุ คลือ่ นทไี่ ด้ ทมี่ า : คลงั ภาพ อจท.
อตั ราเรว็ เฉลี่ย = ชว่ งเวลาทใ่ี ช้
วิธีทาํ จากสมการ v = st
อตั ราเรว็ เฉลยี่ = 14400 sm 50 m/s = 5 s60
× s
อตั ราเร็วเฉลี่ย = 3.5 m/s s = 50 m/s × 5 × 60 s
ดังนนั้ อัตราเรว็ เฉล่ยี ของเดก็ ชายสุรพลเทา่ กับ 3.5 เมตรต่อวนิ าที s = 15,000 m
ดงั นน้ั สถานีถัดไปอยูห า งจากสถานตี น ทาง 15,000 เมตร หรือ 15 กิโลเมตร
36 แรงและการเคลือ่ นท่ี 37
2.3 ความเร็ว ตัวอยา งที่ 4.18 กา� หนดใหก้ ารเดนิ ทางจากบา้ นไปสนามฟตุ บอลม ี 2 เสน้ ทาง ดงั ภาพท ี่ 4.56 โดยทง้ั 2 เสน้ ทาง
ใช้เวลาเท่ากนั คือ 300 วนิ าที จงหาอัตราเรว็ ในการเดินทางดว้ ยรถยนต์ และความเร็วในการ
ความเร็ว (velocity) คือ การกระจัดที่เปลย่ี นแปลงในหนึ่งหน่วยเวลา เปน็ ปริมาณเวกเตอร์ เขยี นแทนด้วย เดนิ ทางจากบ้านไปสนามฟุตบอล
สญั ลกั ษณ ์ v ซงึ่ ความเรว็ มที ศิ ทางเดยี วกบั ทศิ ของการกระจดั มหี นว่ ยเปน็ เมตรตอ่ วนิ าท ี (m/s) ซง่ึ เขยี นสมการได ้ ดงั น้ี
v = st v คือ ความเรว็ มีหนว่ ยเป็น เมตรตอ่ วนิ าที (m/s) เสน้ ทาง A 2,400 เมตร N
s คือ การกระจดั มีหน่วยเป็น เมตร (m) เส้นทาง B 600 เมตร WE
t คอื เวลา มหี น่วยเปน็ วินาท ี (s)
S
4 km 10.30 น.
ทิศเหนือ BA ภาพท ่ี 4.56 เส้นทางจากบ้านไปสนามฟตุ บอล
ทมี่ า : คลังภาพ อจท.
ระยะทางทัง้ หมด
ทิศตะวันตก ทศิ ตะวันออก วิธที �า อตั ราเร็วในการเดินทางดว้ ยรถยนต์ = เวลาท้งั หมด
ทศิ ใต้ BA = 2,340000 sm
6 km s 6 km = 8 m/s
ความเรว็ ในการเดินทางจากบ้านไปยงั สนามฟุตบอล = การกระจดั
เวลาทัง้ หมด
D 11.30 น. 26300m00 / sms
C D 8Ckm =
=
s2 = a2 + b2
4 km s = a2 + b2 ดังนัน้ อตั ราเร็วในการเดนิ ทางดว้ ยรถยนต์มีค่าเทา่ กบั 8 เมตรตอ่ วินาที และความเรว็ ในการเดินทางจากบา้ น
ภาพที่ 4.55 ความเรว็ ของรถบรรทุกทเ่ี คลื่อนทจ่ี ากจุด A ไปยงั จดุ D s = 62 + 82 ไปยงั สนามฟตุ บอลมคี ่าเท่ากบั 2 เมตรต่อวินาที ในทิศทางตะวนั ออก
ในระยะเวลา 1 ชว่ั โมง
ทม่ี า : คลังภาพ อจท. s = 36 + 64 Topic Question
s = 100 ค�าชแี้ จง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปน้ี
s = 10 กโิ ลเมตร 1. อัตราเร็วกับความเรว็ แตกต่างกนั อย่างไร
จากภาพท่ี 4.55 รถบรรทุกคันหน่ึงแล่นไปทางทิศตะวันตกจากจุด 2. ครูดาวเดินทางจากโรงเรยี นไปโรงพยาบาลโดยผ่านตลาด ดงั ภาพที่ 4.57 โรงพยาบาล ตลาด
A ไปจุด B เปน็ ระยะทาง 4 กโิ ลเมตร และแลน่ ไปทางทิศใตจ้ ากจุด B ไป จงหาระยะทางและการกระจัดของครูดาว
จุด C เป็นระยะทาง 6 กิโลเมตร จากนั้นแล่นไปทางทิศตะวันตกจากจุด 3. เดก็ หญงิ A วงิ่ กลบั บา้ นจากโรงเรยี นไปทาle2งt0tpuceทศิ ตะวนั ออก 50 เมตร 400 m l e2t0t pu c e
C ไปจุด D เปน็ ระยะทาง 4 กิโลเมตร ไดก้ ารกระจัดเท่ากับ 10 กโิ ลเมตร
โดยปกติแล้วความเร็วในการเคลื่อนที่วัตถุอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ความเร็วกบั อตั ราเร็ว และว่ิงวนกลบั ไปทางทิศตะวันตก 20 เมตร เพื่อแวะรา้ นไอศกรีม 300 m
เวลา จงึ นยิ มบอกความเรว็ ของวตั ถเุ ปน็ ความเรว็ เฉล่ีย (average velocity) จะมขี นาดเทา่ กันได้ จากนนั้ วง่ิ กลบั ไปทางทศิ ตะวนั ออกอกี 30 เมตร เดก็ หญงิ A ใชร้ ะยะ
ซึ่งหาไดจ้ ากอัตราส่วนระหวา่ งการกระจัดกับช่วงเวลาท่ีใช้ ดงั นั้น รถบรรทกุ หรือไม่ เพราะเหตใุ ด เวลาเดินทางจากโรงเรียนถึงบ้าน 2 นาที จงหาความเร็วเฉลี่ย โรงเรียนle2t0tpuce
คนั นมี้ คี วามเรว็ เฉลย่ี เทา่ กบั 10 กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมง หรอื 2.78 เมตรตอ่ วนิ าที ในการวิง่ ของเด็กหญงิ A
ไปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งใต้
ภาพท ี่ 4.57 เส้นทางจากโรงเรียนไปโรงพยาบาล
ท่ีมา : คลังภาพ อจท.
38 แรงและการเคล่อื นท่ี 39