The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชั้นบรรยากาศ

ชั้นบรรยากาศ

1

แบบทดสอบกอ่ นเรียน ประจาหนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4

คาชีแ้ จง : ใหน้ ักเรียนเลือกคาตอบท่ถี ูกตอ้ งทีส่ ดุ เพยี งคาตอบเดียว

1. แกส๊ ใดที่พบเป็นส่วนประกอบของอากาศแหง้ มากทีส่ ุด

ก. แก๊สอารก์ อน ข. แก๊สไนโตรเจน

ค. แกส๊ ออกซิเจน ง. แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์

2. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ประโยชน์ของบรรยากาศ ข. ช่วยปอ้ งกนั อันตรายจากสะเกด็ ดาว
ก. ชว่ ยดูดซับรังสีอลั ตราไวโอเลต ง. ชว่ ยใหโ้ ลกเย็นลงอย่างรวดเร็วในเวลากลางคืน
ค. ช่วยให้โลกไม่รอ้ นเกินไปในช่วงกลางวัน

3. แกส๊ โอโซนมีอยูใ่ นบรรยากาศชน้ั ใด ข. เอกโซสเฟียร์
ก. มีโซสเฟียร์ ง. โทรโพสเฟียร์
ค. สตราโตสเฟียร์

4. บรเิ วณใดนา่ จะมีอุณหภูมิตา่ ทส่ี ดุ ข. ภายในบา้ น
ก. ชายทะเล ง. บนยอดเขาสูง
ค. บนอาคารสงู

5. เพราะเหตใุ ด อุณหภูมขิ องอากาศบนยอดเขาจึงเย็นกว่าอณุ หภมู ขิ องอากาศบรเิ วณเชิงเขา
ก. บนยอดเขามีลมพัดแรงกวา่ เชิงเขา
ข. บนยอดเขาไมม่ ีต้นไม้บงั ลม ลมจึงพัดไดแ้ รง
ค. บนยอดเขามคี วามหนาแนน่ นอ้ ยกวา่ เชงิ เขา จงึ ดดู ความร้อนได้น้อยกวา่
ง. บนยอดเขามคี วามหนาแน่นมากกว่าเชงิ เขา จงึ ดูดความร้อนไดน้ ้อยกว่า

6. ที่อณุ หภูมิ 25 องศาเซลเซียส อากาศมีปรมิ าตร 20 ลกู บาศก์เซนติเมตร มไี อนา้ อยู่ 100 กรัม จะมีค่า

ความชนื้ สมั บูรณ์เท่าใด

ก. 0.5 กรมั /ลูกบาศก์เซนตเิ มตร ข. 4 กรมั /ลูกบาศก์เซนติเมตร

ค. 5 กรมั /ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร ง. 100 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร

7. อากาศทม่ี คี วามชนื้ สัมพทั ธ์สงู มผี ลตามขอ้ ใด

ก. ตากผา้ แหง้ ชา้ ร่างกายรู้สกึ เยน็ สบาย ข. ตากผา้ แหง้ เร็ว รา่ งกายรูส้ ึกเยน็ สบาย

ค. ตากผ้าแห้งชา้ ร่างกายรู้สึกอึดอัดและเหนียวตวั ง. ตากผา้ แหง้ เรว็ รา่ งกายรสู้ ึกอดึ อัดและเหนียวตวั

8. บริเวณใดมีความชนื้ สมั พทั ธ์สงู กวา่ บริเวณอืน่

ก. ทงุ่ หญ้า ข. ปา่ ดงดบิ

ค. ทะเลทราย ง. ป่าโปร่ง

9. เมอื่ นกั เรียนข้ึนไปบนภเู ขาสูง จะร้สู กึ หอู ้ือเน่ืองมาจากสาเหตใุ ด

2

ก. ความดันอากาศ ข. ความชื้นของอากาศ
ค. อุณหภมู ิของอากาศ ง. ปริมาณไอนา้ ในอากาศ

10. เคร่ืองมอื ใดใชว้ ัดความดันอากาศ ข. ไฮโดรมิเตอร์
ก. ไฮกรอมิเตอร์ ง. บารอมิเตอร์
ค. เทอรม์ อมิเตอร์

11. ถ้าในช่วงเวลาทีผ่ า่ นมาอากาศรอ้ นอบอ้าวมีเมฆก่อตัวเตม็ ทอ้ งฟา้ เราอาจคาดคะเนสภาพของอากาศ

ลว่ งหนา้ ว่าอย่างไร จงึ จะใกลเ้ คียงทสี่ ุด

ก. จะมีพายุ ข. ฝนจะตก

ค. จะเกิดฟา้ หลัว ง. อากาศจะเย็นลง

12. สภาพอากาศในขอ้ ใดท่เี หมาะสมกับประเทศไทยมากทีส่ ุด
ก. ทอ้ งฟา้ ไมม่ เี มฆ แดดจัด อุณหภมู ิประมาณ 37 °C
ข. ท้องฟา้ มีเมฆมาก ไมม่ แี ดด อุณหภูมปิ ระมาณ 20 °C
ค. ท้องฟา้ แจ่มใส มเี มฆปานกลาง มีแดด อุณหภูมิประมาณ 30 °C
ง. ท้องฟ้าแจม่ ใส มเี มฆปานกลาง มแี ดด อุณหภูมปิ ระมาณ 37 °C

13. การวดั ปริมาณนา้ ฝน เราวดั ไดใ้ นลักษณะอยา่ งไร

ก. ความสูงเปน็ มิลลเิ มตร ข. วัดเป็นมลิ ลิเมตรของปรอท

ค. ปรมิ าตรเป็นลูกบาศก์เมตร ง. ปรมิ าตรเป็นลูกบาศก์เซนตเิ มตร

14. ขอ้ ความใดกลา่ วถูกตอ้ ง
ก. ลมเกิดจากการเคลอื่ นท่ขี องอากาศทง้ั ในแนวดงิ่ และแนวระดบั
ข. ถา้ หัวลกู ศรของศรลมชี้ไปทางทิศเหนือแสดงวา่ ลมพัดมาจากทางทิศใต้
ค. ลมพดั จากบริเวณทมี่ คี วามกดอากาศสูงไปสู่บริเวณทีม่ ีความกดอากาศต่ากว่า
ง. บรเิ วณที่มีความกดอากาศต่า กระแสลมจะพัดเวยี นเข้าหาศูนยก์ ลางในทิศทางตามเขม็ นาฬิกา

15. แอนมี อมเิ ตอร์ เป็นเครื่องมือท่ใี ชว้ ดั อะไร

ก. ทิศทางของลม ข. ความกดอากาศ

ค. ความเร็วของลม ง. ความชืน้ ของอากาศ

16. การพยากรณอ์ ากาศอาศยั ข้อมูลจากสง่ิ ใดมากที่สุด

ก. แผนท่ีอากาศ ข. บารอมิเตอร์

ค. อะนิโมมิเตอร์ ง. เคร่ืองวดั น้าฝน

3

17. การทานายสภาพอากาศลว่ งหน้า คอื อะไร

ก. การตรวจอากาศ ข. การวัดกาลอากาศ

ค. การพยากรณ์อากาศ ง. การตรวจสอบทัศนวสิ ยั

18. บรเิ วณท่มี ีร่องมรสุมพาดผา่ น จะมีลักษณะของอากาศเปน็ อย่างไร

ก. มีเมฆมาก ฝนตกปานกลาง ข. ทอ้ งฟ้าโปรง่ ฝนตกเล็กนอ้ ย

ค. ทอ้ งฟา้ แจ่มใส ไมม่ ฝี นตก ง. มเี มฆมาก ฝนตกอย่างหนาแนน่

19. สาเหตุหลักทีท่ าให้สภาพภูมิอากาศของโลกในปัจจุบันเปล่ยี นแปลงไปมาก คือข้อใด
ก. พ้ืนทปี่ ่าไมใ้ นบราซิลถกู ทาลาย
ข. ช้ันบรรยากาศของโลกมอี ุณหภมู ิสูงขน้ึ
ค. อากาศเยน็ ที่ขัว้ โลกเคลื่อนท่ีลงมาทางใต้
ง. รถยนตใ์ นเมืองใหญเ่ พิม่ ปรมิ าณมากข้นึ

20. เราสามารถชว่ ยลดภาวะโลกรอ้ นไดด้ ้วยการปฏิบัติตามข้อใด
ก. ไปทาบุญรักษาศีลในวนั หยุด
ข. ลดปรมิ าณการใช้ถุงพลาสตกิ
ค. ไมใ่ ช้รถยนต์ในการเดินทาง
ง. เปดิ เครอื่ งปรับอากาศเฉพาะชว่ งค่า

4

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 4 บรรยากาศ
ผังมโนทศั น์ (Concept Maps)

ภาพท่ี 1-1 ผังมโนทัศน์ของบรรยากาศ
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ เพอ่ื ให้นกั เรียนสามารถ

1. อธบิ ายองค์ประกอบและการแบ่งชน้ั ของบรรยากาศได้
2. อธิบายความหมาย ทาการทดลองเพื่อวัดและบอกความสมั พันธ์ของอณุ หภูมิ ความชื้นและ

ความกดอากาศ
3. อธิบายการเกดิ เมฆและชนิดของเมฆ การเกดิ ฝน และแสดงการวัดปริมาณนา้ ฝนได้
3. อธบิ ายการเกดิ ลมมรสมุ ต่าง ๆ พายุหมนุ เขตร้อน และพายุฝนฟ้าคะนองได้
4. อธบิ ายและบอกความสาคัญของการพยากรณ์อากาศและสัญลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นการพยากรณอ์ ากาศได้
5. สืบค้น วเิ คราะห์และอธบิ ายผลของภาวะโลกร้อน รูโหว่โอโซนและฝนกรดท่มี ีต่อสิ่งมชี วี ติ

5

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 4 บรรยากาศ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์

ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 เวลาเรียน 16 ช่วั โมง

สาระสาคัญ / แนวความคิดหลกั

อากาศเป็นสิง่ ที่จาเป็นต่อสิง่ มชี วี ติ ทัง้ หลาย โดยอากาศท่หี อ่ หุ้มโลก เรียกวา่ บรรยากาศ (atmosphere)
ซึ่งเป็นชน้ั ของแก๊สที่ห่อหมุ้ โลกอยู่โดยรอบ ทาหนา้ ทีป่ ้องกนั การแผ่รังสีจากดวงอาทิตยม์ ายังพ้นื โลก ถ้าโลกไม่มี
ชนั้ บรรยากาศห่อหุ้ม สิง่ มีชีวิตจะไมส่ ามารถอาศัยอยูบ่ นโลกใบนไ้ี ด้ พื้นผวิ โลกแต่ละแหง่ มลี ักษณะแตกต่างกัน
ไป ดังนั้น การรับพลังงานความรอ้ นจากดวงอาทติ ย์จงึ ตา่ งกัน ทาใหอ้ ากาศมอี ณุ หภมู ิ ความชืน้ และความกดอากาศ
ตา่ งกันด้วย ซ่งึ มผี ลตอ่ ปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศของโลก

บรรยากาศ (atmosphere) คอื ชัน้ ของแกส๊ ต่าง ๆ ทห่ี อ่ หุ้มโลกอยู่มคี วามหนาประมาณ 500 กโิ ลเมตร จาก
พน้ื ผวิ โลกซ่ึงมผี ลตอ่ การดารงชีวติ ของสิ่งมีชวี ิตบนพนื้ โลก โดยบรรยากาศประกอบด้วยองคป์ ระกอบที่สาคญั 3
กลุ่ม ได้แก่ อากาศแห้ง ไอนา้ และอนภุ าคฝนุ่ ต่าง ๆ บรรยากาศของโลกแบ่งเปน็ 5 ชนั้ โดยใชส้ ภาวะของอุณหภูมิ
เปน็ เกณฑ์ ประกอบดว้ ย โทรโพสเฟยี ร์ (troposphere) สตราโตสเฟยี ร์ (stratosphere) มีโซสเฟยี ร์ (mesosphere)
เทอรโ์ มสเฟยี ร์ (thermosphere) และเอกโซเฟียร์ (exosphere) โดยช้นั บรรยากาศท่สี งิ่ มีชวี ติ อาศยั อยู่ คือ ช้ันโทร
โพสเฟียร์ (troposphere) อุณหภมู ิของอากาศจะลดลงตามระดบั ความสงู เป็นช้ันท่ีปรากฏการณ์ทางลมฟา้ อากาศ
ได้แก่ เมฆ หมอก ลม และพายุ

ช้ันบรรยากาศทห่ี อ่ ห้มุ โลกจะชว่ ยปรบั อุณหภูมิของโลกใหเ้ หมาะกบั การดารงชีวติ ของสง่ิ มชี ีวิต ทาให้
อากาศไมร่ ้อนเกนิ ไปในเวลากลางวนั และไมห่ นาวเกนิ ไปในเวลากลางคืน ชว่ ยปอ้ งกนั อันตรายจากรังสีต่าง ๆ
จากดวงอาทิตย์ และอันตรายจากอนภุ าคต่าง ๆ จากนอกโลก อุณหภูมขิ องอากาศจีคา่ สูงท่สี ดุ บริเวณผวิ โลก และ
จะมีลดลงเมือ่ ระดบั ความสูงเพม่ิ ข้ึน อณุ หภูมิอากาศของโลกขนึ้ อยกู่ ับช่วงเวลาในรอบวัน ความสูงจาก
ระดับนา้ ทะเล เมฆปกคลุมท้องฟา้ และลกั ษณะของพืน้ ที่ เครอื่ งมือทใ่ี ชว้ ัดอณุ หภูมขิ องอากาศ คอื
เทอรม์ อมเิ ตอร์ (Thermometer)

ความชืน้ ของอากาศ (Humidity) หมายถึง ปรมิ าณไอน้าที่มอี ยใู่ นอากาศ ซง่ึ เกิดจากการระเหยของน้าบน
พ้นื โลก ปริมาณไอน้าในอากาศจะมีมากหรอื นอ้ ยขึ้นอยกู่ บั อณุ หภมู ขิ องอากาศ ถา้ อากาศร้อนจะสามารถรบั ไอนา้
ไว้ไดม้ ากถ้าอากาศเยน็ จะรับไอนา้ ไว้ไดน้ ้อย เคร่ืองมือทใ่ี ช้วดั ความชนื้ ของอากาศ คือ ไฮกรอมิเตอร์
(Hygrometer)

ความกดอากาศ (Air pressure) หมายถงึ แรงกดของอากาศทกี่ ดลงบนพ้นื ที่หน่ึงหนว่ ย ความกดอากาศ
ในแตล่ ะแหง่ จะไมเ่ ท่ากัน ขึ้นอยกู่ บั อุณหภูมิ ความช้ืน และความสงู ความกดอากาศมคี ่าสงู สดุ ทร่ี ะดับน้าทะเล
และมคี า่ ลดลงเมอ่ื ระดับความสงู เพิ่มขนึ้ โดยอณุ หภมู มิ ีผลตอ่ ความกดอากาศ คือ เมื่ออณุ หภูมิสูง อากาศร้อน
อากาศจะขยายตวั และลอยตัวขึ้น ความกดอากาศจงึ มคี า่ นอ้ ย แต่เมื่ออณุ หภมู ิต่อ อากาศเย็น อากาศจะเคลือ่ นตัว
ตา่ ลง ความกดอากาศจึงมคี า่ มาก เครอื่ งมือที่ใช้วดั ความกดอากาศ คือ บารอมิเตอร์ (barometer)

6

สภาพลมฟ้าอากาศ หรอื สภาวะของบรรยากาศในช่วงเวลาส้นั ๆ ไมว่ า่ จะเปน็ การเกดิ เมฆ ฝน ลม พายุ
การเปลี่ยนแปลงอณุ หภมู แิ ละอ่นื ๆ ล้วนมผี ลตอ่ ชีวติ มนษุ ยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ดงั นน้ั เราจึงควรมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ
เก่ียวกับปรากฏการณท์ างลมฟ้าอากาศ โดยเฉพาะการมีความเข้าใจขอ้ มลู ขา่ วสารการพยากรณอ์ ากาศ เพือ่ จะได้ใช้
ประโยชนใ์ นการดารงชีวติ

เมฆ คือ กลุ่มของหยดนา้ เลก็ ขนาดเลก็ จานวนมากรวมตัวกันอยู่ไดเ้ นื่องจากมีอากาศอุ้มไว้ ซึ่งยงั ไม่ตกลง
มาส่พู น้ื โลก โดยเมฆมอี ย่หู ลายชนดิ ข้ึนอยกู่ ับรูปรา่ ง สี และความสงู จากพน้ื ผิวโลก เมฆจะเปล่ียนแปลงรปู ร่าง
ตลอดเวลา ซง่ึ เกิดจากลม และการระเหยของหยดน้าในก้อนเมฆ

ฝน (rain) เกิดจากหยดนา้ ขนาดเล็กในกอ้ นเมฆรวมตัวกันเป็นหยดน้าขนาดใหญ่ข้ึน จนอากาศอ้มุ ไว้ไมไ่ ด้
จงึ ตกลงมาเป็นฝนสูพ่ น้ื ผิวโลก เคร่ืองมือวัดปรมิ าณน้าฝน เรียกว่า rain guage มหี นว่ ยวดั เป็นมลิ ลิเมตร

ลม คือ อากาศท่เี คลื่อนทจี่ ากบรเิ วณท่มี ีความกดอากาศสูง (อากาศเยน็ ) ไปสบู่ รเิ วณทมี่ ีความกดอากาศตา่
ๆ (อากาศรอ้ น) อปุ กรณท์ ่ีใช้วัดเกย่ี วกับลมท่ีควรรู้จัก ได้แก่ ศรลม (wind vane) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ตรวจสอบ
ทศิ ทางลม มาตรวัดความเร็วลมเปน็ อุปกรณ์วดั ความเร็วลม และแอโรเวน (aerovane) เป็นอุปกรณ์ทใ่ี ชว้ ัดทง้ั
ทศิ ทางและความเรว็ ลม

การพยากรณอ์ ากาศ คือ การคาดหมายสภาวะของลมฟา้ อากาศรวมทัง้ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่จะ
เกดิ ขน้ึ ในชว่ งเวลาขา้ งหน้า เกณฑ์การรายงานพยากรณ์อากาศประกอบดว้ ยอุณหภมู ิ การกระจายของฝน
ปรมิ าณฝน ปรมิ าณเมฆในท้องฟ้า สถานะของทะเล ความเรว็ ลม พายุฝนฟา้ คะนอง พายหุ มนุ เขตร้อน ร่องมรสุม
ลมพัดสอบ ฟา้ หลัว บรเิ วณความกดอากาศสูง และบริเวณความกดอากาศต่า โดยขอ้ มลู ทีเ่ กบ็ รวบรวมมาไดจ้ ะ
นามาจัดทาแผนทอ่ี ากาศ แผนที่อากาศ คอื แผนทีแ่ สดงลักษณะลมฟา้ อากาศของสถานทีแ่ ห่งหนงึ่ ในระยะเวลา
หน่ึงที่ผา่ นมา ปัจจยั ทีม่ ีผลต่อการเปล่ยี นแปลงอุณหภมู ขิ องโลก มที ้งั ปจั จยั ทางธรรมชาติ เช่น การเกิด
ปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา การปะทุของภูเขาไฟ เป็นต้น และเกดิ จากการกระทาของมนุษย์ ไดแ้ ก่ การปลอ่ ย
แก๊สเรอื นกระจกออกส่บู รรยากาศ

แกส๊ เรอื นกระจก ได้แก่ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมเี ทน แก๊สคลอโรฟลอู อโรคาร์บอน และแก๊สไน
ตรสั ออกไซด์ ซง่ึ แก๊สเหลา่ น้ีมีส่วนที่ทาให้เกิดภาวะเรือนกระจก (greenhouse effect) อันเป็นปัจจัยสาคญั อย่าง
หนึ่งทท่ี าใหบ้ รรยากาศของโลกมีอณุ หภูมสิ ูง

ภาวะโลกรอ้ น (global warming) คอื ภาวะท่ีบรรยากาศของโลกมอี ณุ หภูมิเฉล่ยี สงู ขึน้ เกิดจากปจั จยั ต่าง
ๆ ซงึ่ ส่วนใหญ่มาจากการกระทาของมนษุ ย์ ภาวะโลกร้อนสง่ ผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงต่อธรรมชาติ
และสงิ่ แวดลอ้ ม เม่อื ธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มเปลยี่ นแปลงไป ผู้ท่ีไดร้ ับผลกระทบอย่างมากก็คือตวั มนุษย์เอง

7
4.1 องคป์ ระกอบและการแบง่ ชน้ั บรรยาศ

บรรยากาศ (atmosphere) หมายถึง ช้ันของแกส๊ ตา่ ง ๆ ที่หอ่ ห้มุ โลกอย่มู คี วามหนาประมาณ 500
กโิ ลเมตร จากพ้ืนผิวโลก ธรรมชาติของบรรยากาศไม่มีสี ไม่มีกล่นิ ไม่มรี ส เราจึงไม่สามารถมองเห็นได้
บรรยากาศมปี ระโยชนม์ ากมายมหาศาลตอ่ มนษุ ยแ์ ละสิง่ มชี ีวิตทุกชนิดท่ีอาศยั อยู่บนโลกใบนี้

ภาพประกอบการศกึ ษา

ทอ้ งฟา้ แจม่ ใส

ท้องฟา้ ท่มี หี มอกควัน

ทอ้ งฟา้ ทมี่ หี มอกควัน

8

- องค์ประกอบองบรรยากาศ
ใบความรู้ท่ี 4.1.1 องคป์ ระกอบของบรรยากาศ “อากาศแห้ง”

คาชี้แจง : ใหน้ ักเรียนศกึ ษาองค์ประกอบของบรรยากาศ “อากาศแหง้ ” แล้วตอบคาถามในใบงานที่ 4.1.1

บรรยากาศเป็นของผสมประกอบดว้ ย
องค์ประกอบสาคัญ 3 กลมุ่ คือ

1. อากาศแหง้
2. ไอนา้
3. อนุภาคฝุ่นตา่ งๆ

มารจู้ ักกับ อากาศแหง้
ก่อนนะ

อากาศแห้ง สว่ นประกอบของแกส๊ ในอากาศ ปรมิ าณแกส๊ (%)
ไนโตรเจน 78.084
เป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศประกอบด้วย ออกซิเจน 20.964
แก๊สไนโตรเจน (N2) แกส๊ ออกซิเจน (O2) อาร์กอน 0.934
แก๊สอาร์กอน (Ar) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และ 0.013
แกส๊ อืน่ ๆ เป็นสภาพอากาศที่ไม่มีนา้ อย่เู ลย ในอากาศแก๊ส คารบ์ อนไดออกไซด์ 0.005
ไนโตรเจนเป็นแกส๊ ท่มี มี ากที่สุด รองลงมา คอื แก๊ส อ่นื ๆ
ออกซิเจน (O2)



แผนภาพส่วนประกอบของแกส๊ ในอากาศ

9

ใบความรู้ที่ 4.1.2 องค์ประกอบของบรรยากาศ “ไอน้า”

คาชแ้ี จง : ให้นกั เรียนศกึ ษาองคป์ ระกอบของบรรยากาศ “ไอนา้ ” แล้วตอบคาถามในใบงานท่ี 4.1.1

บรรยากาศเปน็ ของผสมประกอบดว้ ย
องค์ประกอบสาคัญ 3 กล่มุ คอื
1. อากาศแห้ง
2. ไอน้า
3. อนุภาคฝุ่นตา่ งๆ

มารจู้ กั กับ ไอนา้
กันต่อเลยคะ่

ไอนา้
เปน็ ส่วนประกอบของบรรยากาศที่เกดิ จากการระเหยของนา้ ท่ีผวิ โลกและการคายน้าของพชื
ไอนา้ เปน็ ตวั การทีท่ าให้เกิดปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ในบรรยากาศ เช่น เมฆ หมอก น้าค้าง ฝน หมิ ะ เป็นตน้
ปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขึ้นเหลา่ น้ี แสดงว่าในบรรยากาศมไี อนา้ ผสมอยู่หรือเรียกวา่ อากาศช้ืน ปริมาณไอนา้
ในอากาศข้นึ อยกู่ ับอุณหภมู ิ ถ้าอุณหภมู สิ งู ไอนา้ ในอากาศจะมมี าก แตถ่ า้ อุณหภูมิต่าไอนา้ ในอากาศจะมี
นอ้ ย และถา้ อากาศไม่สามารถรบั ไอน้าได้จะเรยี กวา่ เกิดสภาวะอิม่ ตัวด้วยไอน้า
พ้ืนผิวโลกทงั้ หมดประกอบด้วยส่วนทเ่ี ปน็ น้า 70 % ในแต่ละปีน้าจากแหลง่ ต่างๆ โดยเฉพาะ
ทะเลและมหาสมุทรจะระเหยกลายเปน็ ไอนา้ สู่บรรยากาศประมาณ 350 ล้านตันหรือเทียบเป็นความลกึ
ของผวิ น้าท่ีหายไปประมาณ 1 เมตร ไอน้ามคี วามหนาแนน่ มากที่สดุ ทีร่ ะดบั 2-3 กิโลเมตรจากผิวโลก
ความหนาแน่นของไอน้าจะลดลงตามระดับความสูง และไอน้าในอากาศจะเปลี่ยนแปลงตามระยะห่าง
ไกลจากแหลง่ นา้ ไอน้าจากการระเหยจากแหล่งนา้ จะตกกลบั คนื สู่แหลง่ น้าต่างๆ ในรูปของฝนหรือ
หยาดนา้ ฟ้า

วัฏจกั รของนา้ นา้ จากแหลง่ ตา่ ง ๆ

10

ใบความรู้ที่ 4.1.3 องคป์ ระกอบของบรรยากาศ “อนภุ าคฝ่นุ ตา่ งๆ”

คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรียนศึกษาองคป์ ระกอบของบรรยากาศ “อนภุ าคฝุ่นตา่ ง ๆ” แล้วตอบคาถามในใบงานที่ 4.1.1

บรรยากาศเป็นของผสมประกอบดว้ ย
องค์ประกอบสาคัญ 3 กลมุ่ คอื
1. อากาศแหง้
2. ไอนา้
3. อนภุ าคฝุ่นต่างๆ

มารจู้ กั กบั อนุภาคฝุน่ ต่างๆ
ตอ่ เลยคะ่

อนุภาคฝ่นุ ต่าง ๆ
อนภุ าคฝุ่นในบรรยากาศเป็นของแข็งทม่ี ขี นาดเลก็ มาก มีเส้นผ่านศนู ย์กลาง 0.001 ถงึ 1,000
ไมครอน แบง่ ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
1. อนุภาคฝุน่ ท่เี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ผงฝุ่นจากภเู ขาไฟ ละอองเกสรพชื ไฟปา่
อนุภาคเกลือจากฟองคลน่ื ในทะเล
2. อนุภาคที่เกดิ จากกจิ กรรมของมนษุ ย์ เช่น อนภุ าคฝุ่นและควนั จากการกระบวนการทาง
อตุ สาหกรรมตา่ งๆ การเผาไหม้
ผงฝุน่ ทเี่ กดิ จากธรรมชาติจะมีมากกวา่ เกดิ จากกิจกรรมของมนษุ ย์ ผงฝุ่นในบรรยากาศทาให้
ความสามารถในการมองเห็นลดลง และเปน็ อันตรายต่อสุขภาพของมนษุ ย์ แต่ผงฝ่นุ ก็ทาหนา้ ทีท่ าใหห้ ยด
น้าที่เกดิ จากการกลั่นตัวในบรรยากาศยึดเกาะและลอยตัวอย่ไู ด้ ถ้าไมม่ ี ผงฝุ่นในบรรยากาศการกลนั่
ตัวของไอนา้ กจ็ ะไมเ่ กิด เพราะไมม่ ที ี่ยดึ เกาะ

11
- ความสาคัญของบรรยากาศ

ใบความรทู้ ี่ 4.1.4 ความสาคญั ของบรรยากาศ
คาชีแ้ จง : ให้นักเรยี นศกึ ษาความสาคญั ของบรรยากาศ แล้วตอบคาถามในใบงานที่ 4.1.1

ความสาคญั ของบรรยากาศ
แก๊สในบรรยากาศสาคัญต่อการดารงชีวติ ของสงิ่ มชี ีวิตทุกชนิด
พชื นาแกส๊ ไนโตรเจน ไปใช้ในการเจริญเตบิ โต พชื นา
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง
พชื และสัตว์นาแกส๊ ออกซิเจนใชใ้ นกระบวนการหายใจ

แก๊สในบรรยากาศชว่ ยลดความรอ้ นจากแสงอาทิตยท์ สี่ ่องมายังผวิ โลก

แก๊สในบรรยากาศทาใหเ้ กิด เมฆ หมอก และฝน

แกส๊ ในบรรยากาศดูดกลนื ความร้อนทาใหอ้ ณุ หภูมิเหมาะสมกับ
การดารงชีวิต คือ ในตอนกลางวนั แสงแดดจะถกู ดดู กลนื ในชนั้
บรรยากาศและสะทอ้ นบางส่วนมายงั ผวิ โลกทาใหอ้ ากาศไมร่ ้อน
จัด สว่ นในเวลากลางคืนโลกจะคายความร้อนออกมาในรูปของ
รงั สอี ินฟราเรด (รงั สคี วามร้อน) ลอยผ่านช้ันบรรยากาศแต่ไอน้า
และแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ดูดกลืนไวท้ าใหอ้ ุณหภูมิในตอน
กลางคนื ไมเ่ ยน็ จัด

12

ใบงานที่ 4.1.1 องค์ประกอบของชน้ั บรรยากาศ
คาชแี้ จง : ให้นกั เรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้

1. เพราะเหตใุ ด เราจงึ มองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟา้

2. จากตารางให้ตอบคาถาม ข้อ 2.1 - 2.4 ปริมาณแกส๊
(%)
สว่ นประกอบของแก๊สใน 78.084
อากาศ 20.964
0.934
ไนโตรเจน 0.013
ออกซเิ จน 0.005
อาร์กอน
คารบ์ อนไดออกไซด์

อ่ืน ๆ

2.1 สว่ นประกอบใดของอากาศที่มีมากที่สดุ

2.2 อัตราส่วนระหว่างปรมิ าณแก๊สไนโตรเจนและแก๊สออกซิเจนเปน็ เท่าไร

2.3 สาเหตุใดท่ที าให้แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์เพมิ่ มากขึน้

2.4 ส่วนประกอบในแตล่ ะบรเิ วณบนพ้ืนผวิ โลกมปี รมิ าณแตกตา่ งกันหรือไม่ อย่างไร

3. นอกจากอากาศแหง้ แลว้ ยังมีสว่ นประกอบใดในอากาศ
4. สภาวะอิ่มตัวด้วยไอน้า หมายถงึ อะไร
5. ไอนา้ มีความหนาแน่นมากทส่ี ดุ ทร่ี ะดบั ใด
6. ฝ่นุ ละอองในอากาศมกี ี่ชนดิ และมีสาเหตุเกดิ จากอะไรบ้าง

13

7. บอกประโยชน์และโทษของฝนุ่ ละออง

8. นักเรยี นคิดว่า ปัจจยั ใดบ้างท่ีมผี ลต่อการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลก
9. บรรยากาศมีความสาคญั ต่อการดารงชีวิตของสงิ่ มชี วี ติ อยา่ งไร

10. นกั เรยี นจะช่วยใหบ้ รรยากาศโลกมคี วามเหมาะสมกับการดารงชีวิตของสงิ่ มชี ีวิตอย่างไร

14

- การแบง่ ชั้นบรรยากาศ
ใบความรู้ท่ี 4.1.5 ศนู ยก์ ารเรียนรู้ เรือ่ ง การแบง่ ช้ันบรรยากาศ

คาชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนศกึ ษาชน้ั บรรยากาศทง้ั 5 ช้นั แล้วตอบคาถามในใบงานที่ 4.1.2
1. โทรโพสเฟียร์ (troposphere)

เป็นชนั้ บรรยากาศที่อยูถ่ ัดจากพ้ืนผิวโลกข้ึนไป 16-17 กโิ ลเมตร มีความหนาแนน่ ของอากาศและไอนา้ มาก
ทสี่ ดุ ปรากฏการณ์ทส่ี าคัญ เชน่ เมฆ หมอก ฝน หมิ ะ ลม พายุต่างๆ ลว้ นเกดิ ในบรรยากาศชั้นน้ี อุณหภูมิ
ของอากาศลดลงตามระดบั ความสงู โดยจะลดลง 6-8 องศาเซลเซยี ส ตอ่ 1 กิโลเมตร ทาใหข้ อบบนของ
บรรยากาศชน้ั นีม้ ีอุณหภูมิ -50 ถงึ -60 องศาเซลเซียส

15

2. สตราโตสเฟยี ร์ (stratosphere)

อยถู่ ัดจากชนั้ โทรโพสเฟยี ร์ (troposphere) ข้นึ ไปถึงระดบั ความสูงประมาณ 50 กิโลเมตร ขอบลา่ งของช้นั จะมี
อณุ หภูมคิ งที่และจะเพิ่มขึน้ ตามระดบั ความสงู บรรยากาศชน้ั น้ีไม่มีไอนา้ อย่เู ลย อากาศไม่แปรปรวน ดังน้ัน
เคร่ืองบินจึงมกั บินอยู่ในระดับนี้ บรรยากาศช้นั น้ี จะมีแกส๊ โอโซน ซ่ึงมีสมบตั ิดดู กลืนรงั สีอัลตราไวโอเลต
จากดวงอาทิตย์

3. มโี ซสเฟียร์ (mesosphere)

16
เปน็ ชนั้ ท่ีอย่สู งู จากผิวโลกประมาณ 50-80 กิโลเมตร อุณหภูมใิ นชน้ั นีจ้ ะลดลงตามลาดับความสูง ตอน
บนสดุ มีอณุ หภมู ติ า่ ถงึ -120 องศาเซลเซียส วัตถุตา่ ง ๆ จากนอกโลกทถี่ ูกแรงโนม้ ถว่ งของโลกดึงดูดเข้าสู่
บรรยากาศจะถูกเผาไหม้ทบ่ี รรยากาศชั้นน้ี

4. เทอร์โมสเฟยี ร์ (thermosphere)

อยู่ถดั จากชน้ั มโี ซสเฟยี รข์ ึ้นไปถึงระดับความสูง 480 กิโลเมตร อุณหภมู ขิ องบรรยากาศชั้นนป้ี ระมาณ 1,500
องศาเซลเซียส เนื่องจากแรงดงึ ดูดของโลกน้อยและแสงอาทิตย์ทส่ี ่องมายงั ช้ันนี้มพี ลังงานมากจนทาให้
โมเลกลุ ของแกส๊ ตา่ งๆ แตกตัวเปน็ ไอออน และมปี ระจุไฟฟ้า ดังน้ันบรรยากาศช้ันนี้จึงมีช่ือเรียกอกี อยา่ ง
หนง่ึ วา่ ไอโอโนสเฟยี ร์ (ionosphere) ซงึ่ สามารถสะท้อนคลนื่ วิทยทุ ีม่ ีความถ่ไี มม่ ากได้

17

5. เอกโซเฟียร์ (exosphere)

เป็นช้นั บรรยากาศชั้นนอกสุด อณุ หภมู จิ ะเพิม่ ขึ้นตามระดับความสูง มีอณุ หภูม2ิ ,200 องศาเซลเซียส
ประกอบดว้ ยแก๊สทีม่ นี า้ หนกั เบา และส่วนมากอยู่ในรูปของไอออน ซ่ึงไอออนเหล่านจี้ ะกลมกลืนกับ
ไอออนท่ีอยู่ระหว่างดาวเคราะห์ทเี่ รียกวา่ แก๊สระหว่างดวงดาว (interplanetary gas) ดงั นน้ั จึงยากที่จะ
กาหนดขอบเขตสงู สุดของบรรยากาศชนั้ นี้ ซึ่งอาจสงู ถึง 2,400 กิโลเมตร

การแบ่งชนั้ บรรยากาศโดยใช้แก๊สเป็นเกณฑ์

แบ่งได้ 4 ช้นั คือ
1. โทรโพสเฟียร์ เปน็ ชั้นบรรยากาศที่อยตู่ ิดกบั พนื้ โลก สงู 0-10 กม. มีกา๊ ซทส่ี าคญั คอื ไอน้า
2. โอโซโนสเฟยี ร์ เปน็ ชั้นบรรยากาศสงู 10-50 กม. มีกา๊ ซท่ีสาคญั คือ โอโซน
3. ไอโอโนสเฟียร์ เปน็ ชัน้ บรรยากาศสูง 80-600 กม. มีส่ิงที่สาคญั คอื อิออน
4. เอกโซเฟียร์ เป็นช้ันบรรยากาศซง่ึ สงู ต้ังแต่ 600 กม. ขึน้ ไป โดยความหนาแน่นของ

อะตอมตา่ ง ๆ มีคา่ น้อยลง

18

ใบงานท่ี 4.1.2 การแบง่ ชน้ั บรรยากาศ
คาชแี้ จง : ให้นักเรียนตอบคาถามที่ไดจ้ ากการศกึ ษาศูนย์การเรยี น

1. จงอธบิ ายวา่ บรรยากาศท่ีหอ่ หุ้มโลกมีประโยชน์ตอ่ สง่ิ มีชีวติ บนโลกอยา่ งไร

2. นกั เรยี นคิดว่า อากาศช้นั ใดมีการเปลี่ยนแปลงมากทส่ี ดุ เพราะเหตใุ ด

3. ให้นักเรียนเขียนช่อื ช้ันบรรยากาศ A – E ให้ถกู ตอ้ ง พรอ้ มทงั้ อธิบายลกั ษณะสาคญั แตล่ ะช้ัน

E

D
C
B
A

A คอื ช้ัน
ลักษณะสาคัญ

B คือ ช้ัน
ลักษณะสาคญั

C คอื ชน้ั
ลกั ษณะสาคัญ

D คอื ชน้ั
ลักษณะสาคัญ

E คือ ช้นั
ลกั ษณะสาคัญ

19
4.2 อุณหภูมขิ องอากาศ

อากาศในช่วงประมาณ 0-10 กิโลเมตรจากระดับนา้ ทะเล อุณหภูมขิ องอากาศในบรรยากาศชั้นนี้
นักวทิ ยาศาสตรพ์ บว่ายิง่ สงู ขน้ึ ไปจากพื้นโลกอุณหภูมิยิง่ ลดลง เนอ่ื งจากผิวโลกเม่ือได้รับความร้อนจากดวง
อาทิตยใ์ นตอนกลางวนั จะดดู กลนื ความรอ้ นเอาไว้และคายความร้อนใหแ้ ก่บรรยากาศของโลกในตอนกลางคืน
ดังน้นั บรรยากาศในระดับสูงจะเย็นกว่าบรรยากาศเหนือพน้ื ดนิ

ใบความรทู้ ี่ 4.2.1 อุณหภมู ขิ องอากาศ
คาชี้แจง : ใหน้ กั เรยี นศึกษาเรือ่ ง อุณหภูมขิ องอากาศ แล้วตอบคาถามในใบงานท่ี 4.1.3

อณุ หภมู ขิ องอากาศ

แหลง่ พลงั งานความรอ้ นทีส่ าคัญของโลก คือ ดวงอาทิตย์
ซึ่งกอ่ ให้เกดิ กระบวนการต่างๆ มากมาย รวมถงึ การเกิดฤดูกาลบนพน้ื
โลกด้วย โลกเอยี งทามมุ 23.5 องศา และโคจรรอบดวงอาทิตย์
ตลอดเวลา โดยหันขว้ั โลกเหนอื และใตเ้ ข้าหาดวงอาทิตย์สลับกนั ทาให้
แต่ละพ้นื ท่บี นผิวโลกรับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ไดไ้ ม่
เท่ากัน จึงเกดิ ฤดูกาลทาให้เกิดความแตกต่างของอณุ หภมู ิ

แนวโคจรของโลกรอบดวงอาทติ ยม์ อี ิทธพิ ลตอ่ มมุ ของลาแสง
ท่ตี กกระทบบนพ้ืนโลก คือ ถา้ ลาแสงตัง้ ฉากจะได้รับพลงั งานความ
รอ้ นสูงกว่าลาแสงเฉยี ง

แสงเมือ่ ผา่ นชั้นบรรยากาศจะถูกฝุ่นละอองและไอนา้ ใน
บรรยากาศดดู กลืนไว้บางสว่ น ลาแสงเฉียงในฤดูหนาวจึงถูกดูดกลืนไว้
มากกว่า อากาศจงึ เยน็ กว่า

20

ปัจจยั ที่มีผลตอ่ อุณหภูมิของอากาศ

1. ชว่ งเวลาในรอบวัน ช่วงเช้ารงั สจี ากดวงอาทิตย์ถูกดดู กลนื ไว้
บนพนื้ ผิวโลกอุณหภมู ิจงึ สูงขนึ้ เรื่อยๆ ตามเวลาโดยเฉพาะเวลา
เทยี่ งวนั ช่วงหลงั เที่ยงวนั พนื้ ผวิ โลกจะคายความร้อนออกมา
ในชว่ งบา่ ยจงึ มีอณุ หภมู สิ งู ท่ีสดุ และค่อยๆ เยน็ ลงในเวลากลางคนื
แตจ่ ะค่อยๆ ลด เนอ่ื งจากรังสคี วามร้อนแผ่ออกนอกโลก

2. ความสูงจากระดับน้าทะเล อุณหภมู ขิ องอากาศสามารถ
เปลยี่ นแปลงไปตามความสูงของระดับนา้ ทะเล โดยอณุ หภูมิจะ
ลดลงตามความสงู ซึง่ ลกั ษณะดงั กลา่ ว จะเกดิ ขึ้นเฉพาะอากาศ
ท่ีอยู่ใกลผ้ วิ โลกในระดบั ความสงู ไมเ่ กิน 10 กิโลเมตร เหนอื ผวิ โลก
เท่านัน้

3. เมฆปกคลุมท้องฟา้ บริเวณท่มี ีเมฆปกคลมุ มากจะมคี วามชมุ่ ชื้น
อุณหภูมิจะไมส่ ูงมากในเวลากลางวนั และกลางคืนอากาศอบอนุ่
ไม่เยน็ เกนิ ไป สว่ นบรเิ วณท่ีปราศจากเมฆปกคลุมจะมีอุณหภูมิ
กลางวันร้อนจดั และเยน็ จดั ในเวลากลางคนื

4. ลักษณะของพืน้ ที่ พืน้ ผิวแตล่ ะแห่งดดู กลืนและคายความรอ้ น
ตา่ งกัน ดงั น้ี

1. พน้ื สีอ่อนสะท้อนรังสีได้มากกว่าดดู กลนื ตรงข้ามกับสเี ข้ม
2. พื้นนา้ ดดู กลนื ความรอ้ นชา้ แตเ่ ก็บความร้อนนานกวา่ ดิน
3. ป่าไมแ้ สงแดดสอ่ งถึงพนื้ ดนิ ได้น้อย อากาศจงึ เยน็ สบาย
4. ในเมืองใหญ่มสี ง่ิ ก่อสรา้ งมากตน้ ไม้นอ้ ย อากาศจงึ ร้อน

21

การวัดอุณหภมู ิของอากาศ

อุณหภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังน้นั การวัดอณุ หภมู ขิ อง
อากาศจงึ ต้องทาการวัดคา่ อุณหภมู ิต่าสุดและอณุ หภูมิสูงสุดของแต่ละวัน
แล้วหาคา่ เฉล่ียโดยใช้เครือ่ งมือทีใ่ ช้เฉพาะการวัดอุณหภูมิของอากาศเท่านนั้
1. เครื่องมือวัดอณุ หภูมิของอากาศ รา่ งกายมนษุ ยใ์ ชเ้ ครื่องมอื วัดอุณหภมู ิ คอื

เทอร์มอมเิ ตอร์ แต่อุณหภูมิของอากาศมกี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
จาเป็นตอ้ งอาศัยเทอรม์ อมิเตอรท์ ่ีทาข้ึนเฉพาะ เพอื่ ใช้วดั อุณหภมู ิของ
อากาศทคี่ ่าอณุ หภูมิสูงสดุ และอุณหภมู ิตา่ สุด ทเ่ี รียกวา่ เทอรม์ อมเิ ตอร์
แบบเกณฑ์สูง และ เทอร์มอมิเตอร์แบบเกณฑต์ า
2. การตดิ ตัง้ เทอรม์ อมิเตอร์ ต้องติดตง้ั เทอร์มอมิเตอร์ในต้สู กรีนที่
ประกอบดว้ ยบานเกลด็ ท้ัง 4 ด้าน เพ่ือใหอ้ ากาศผ่านได้สะดวก และปอ้ งกัน
ไม่ใหเ้ ทอร์มอมเิ ตอรถ์ ูกแสงแดดโดยตรง ตู้สกรนี จะทาด้วยสขี าวเพื่อ
ปอ้ งกนั การดูดกลนื รงั สคี วามรอ้ นและตอ้ งตั้งใหส้ งู จากพน้ื ดิน เพ่ือป้องกนั
การแผ่รังสีความร้อนจากพ้ืนดนิ

การอ่านค่าอณุ หภมู ิต้องใช้ผู้ที่มคี วามเช่ียวชาญและตรวจวดั ถูกตอ้ ง
ตามหลกั วชิ าการจงึ จะได้คา่ ทถี่ กู ต้องแนน่ อน

ตสู้ กรนี สาหรับติดต้ังเทอรม์ อมเิ ตอร์

เครื่องวัดสภาพอากาศ สามารถวดั ความเร็วลม
ทิศทางลม อณุ หภมู ิ ความดันอากาศ ปริมาณนา้ ฝน
ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ

22

ใบงานที่ 4.2.1 อณุ หภมู ิของอากาศ

ตอนท่ี 1

คาช้ีแจง : ให้นกั เรียนศึกษาตารางอณุ หภูมิแต่ละภาค แล้วตอบคาถาม

ตวั อยา่ ง คา่ อณุ หภูมสิ งู สุดและตา่ สดุ บางจงั หวดั ตามภาคตา่ งๆ ของประเทศ ประจาวนั ท่ี 13 กมุ ภาพนั ธ์ 2552

ภาค/จงั หวดั อณุ หภูมสิ ูงสุด (°C) อุณหภูมติ ่าสุด (°C)

ภาคเหนือ

เชียงราย 32.0 12.8

เชยี งใหม่ 33.5 16.5

พษิ ณุโลก 34.3 18.4

ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ

เลย 35.1 16.1

ขอนแกน่ 35.5 19.9

นครราชสมี า 35.3 22.0

ภาคกลาง

กรุงเทพฯ 35.8 25.4

นครสวรรค์ 34.5 19.4

กาญจนบุรี 36.9 24.2

ภาคตะวันออก

ระยอง 31.5 26.5

จันทบุรี 32.7 23.9

ปราจีนบุรี 35.5 24.0

ภาคใต้

ชมุ พร 35.4 23.3

สงขลา 32.8 24.8

ภเู กต็ 31.8 24.5

1. ใหน้ ักเรยี นวิเคราะห์ขอ้ มูลจากตารางว่า เหตุใดอณุ หภูมขิ องแตล่ ะภาคจงึ ไม่เทา่ กนั

2. ให้บอกแหลง่ คน้ คว้าทีส่ ามารถให้ข้อมูลเกีย่ วกับอณุ หภูมิของอากาศเทา่ ที่รู้จกั อย่างนอ้ ย 2 แหลง่

23

ตอนที่ 2
คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ใี ห้ถูกตอ้ ง

1. อุณหภมู ิแตล่ ะพื้นท่ีมีความแตกตา่ งกนั เนอื่ งจากสาเหตใุ ด

2. บอกปจั จัยที่มีผลต่ออุณหภมู ิของอากาศ

3. เหตุใดเมืองใหญๆ่ ทีม่ สี ่งิ กอ่ สรา้ งอาคารคอนกรีตมาก จึงมคี วามร้อนมาก

4. เครื่องมอื ทีใ่ ช้วัดอุณหภมู ิของอากาศมลี กั ษณะแบบใด

5. ใหบ้ อกวิธอี ่านคา่ อุณหภมู ิจากเทอรม์ อมิเตอรแ์ บบเกณฑ์สงู - เกณฑ์ต่าทถี่ กู ต้อง

ตอนที่ 3
คาชแี้ จง : ใหน้ ักเรยี นปฏิบัติกจิ กรรมตามคาแนะนา นักเรียนกล่มุ ทม่ี หี มายเลข 3 ให้ปฏิบตั กิ จิ กรรม ดงั น้ี
1. ใช้กระบอกพลาสตกิ ขนาดเท่ากัน 2 ใบ ใบหนง่ึ ใส่นา้ อีกใบใส่ดิน ให้มปี รมิ าณเท่ากัน
2. จดั อปุ กรณก์ ารทดลองตามภาพ

24

3. บันทกึ อุณหภมู ิดินและน้ากอ่ นทาการทดลอง

4. นาชดุ การทดลองต้ังกลางแดด บนั ทึกเวลาเมื่ออุณหภมู เิ ปลี่ยนทกุ ๆ 1 องศาเซลเซยี ส จนครบ 5 ๐C

5. ยา้ ยชุดการทดลองมาต้งั ไวใ้ นทรี่ ่ม บนั ทกึ เวลาที่อณุ หภมู ิเปลี่ยนทกุ ๆ 1 องศาเซลเซียส จนครบ 5 ๐C

6. บนั ทึกผลการศกึ ษา

สาร อุณหภูมเิ ร่มิ ตน้ เวลาทใี่ ชเ้ มอ่ื อณุ หภูมิเปลีย่ นไปจนครบ 5 C (นาท)ี
ทดลอง (°C)
วางกลางแดด วางทรี่ ม่

1 °c 1 °c 1 °c 1 °c 1 °c 1 °c 1 °c 1 °c 1 °c 1 °c

ดิน

น้า

7. สรุปผลการทดลอง

8. ตอบคาถามหลังกจิ กรรม
8.1 เม่อื อุณหภมู ขิ องเทอรม์ อมเิ ตอรท์ ้งั สองเพิม่ จากเดมิ 5 องศาเซลเซียส ใชเ้ วลาในการเพิ่มอณุ หภมู ิ
เท่ากนั หรือไม่ อยา่ งไร

8.2 ในเวลากลางคืนอากาศเหนือบรเิ วณใดมอี ุณหภมู สิ ูงกว่ากัน เพราะเหตุใด

4.3 ความชน้ื ของอากาศ

- ไอนา้ ในอากาศ
น้าจากแหล่งนา้ ตา่ ง ๆ เชน่ ทะเล มหาสมุทร หนอง คลอง บึง เม่ือได้รับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์
จะระเหยกลายเปน็ ไอลอยขึ้นสู่อากาศเบือ้ งบน การทนี่ า้ ระเหยกลายเป็นไอต้องใช้ความร้อน กระบวนการน้ี
เรยี กวา่ การระเหย (evaporation) ในทานองเดยี วกันพชื ก็มีวธิ ีลดความร้อนโดยการระเหยน้าออกทางใบในรูปไอ
น้า กระบวนการนเ้ี รยี กวา่ การคายน้า (transpiration)
ไอนา้ ทเี่ กิดจากการระเหยและการคายนา้ จะลอยปะปนอยู่ในอากาศซ่งึ มีปริมาณของไอนา้ ทม่ี ีอยูใ่ น
อากาศ เราเรียกว่า ความชื้นของอากาศ
1) การระเหยกบั อณุ หภูมิของอากาศ การระเหยและการคายน้าจะมากหรือนอ้ ย ข้นึ อย่กู ับอุณหภมู ิของ
อากาศและปริมาณไอน้าที่มอี ย่ใู นอากาศขณะน้ัน อากาศท่ีมีอุณหภูมสิ ูงหรือมไี อน้าอยู่นอ้ ยสามารถรับไอน้า จาก
การระเหยและการคายนา้ เพิ่มไดม้ ากกว่าอากาศทมี่ ีอุณหภมู ิต่าหรอื มไี อนา้ อย่มู ากแล้ว หากอากาศอยู่ในสภาพทีไ่ ม่
สามารถรบั ไอนา้ เพิม่ ไดอ้ กี เรียกอากาศในสภาวะน้วี ่า อากาศอมิ่ ตัวด้วยไอน้าหรือ อากาศอมิ่ ตวั

25

2) การบอกคา่ ความช้ืนของอากาศ มดี ังนี้
1. ความชืน้ สัมบูรณ์ (absolute humidity) หมายถงึ อัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้าในอากาศ
(กรมั ) กบั ปรมิ าตรของอากาศ (ลูกบาศก์เมตร) ณ อณุ หภูมิเดียวกนั มีหน่วยวดั เป็นต่อลกู บาศก์
เมตร

ความชืน้ สมั บูรณ์ = มวลของไอน้าในอากาศ

ปริมาตรของอากาศ ณ อณุ หภมู ิเดยี วกนั

2. ความชนื้ สมั พัทธ์ (relative humidity) หมายถงึ อตั ราส่วนระหว่างมวลองไอนา้ ท่ีมีอยู่จริงใน
อากาศขณะนั้น กับมวลของไอนา้ ที่อากาศมีปริมาตรและอุณหภมู ิเดียวกนั จะรับได้เต็มท่ี (อากาศ
อ่ิมตัว) มหี นว่ ยวัดเป็นเปอร์เซ็นต์

ความชนื้ สมั พัทธ์ = มวลของไอนา้ ทีม่ ีอยู่จริง x 100%
มวลของไอน้าอ่มิ ตัว

ตวั อยา่ ง ท่อี ณุ หภมู ิ 29 องศาเซลเซยี ส อากาศ 8 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตรรับไอน้าได้เต็มท่ี 30 กรมั แตใ่ นขณะนน้ั มีไอ
นา้ อยจู่ รงิ ในอากาศ 24 กรมั จงหาความช้นื สมั บรู ณแ์ ละความชื้นสัมพัทธ์

ความช้ืนสมั บรู ณ์ = มวลของไอน้าในอากาศ
ปรมิ าตรของอากาศ ณ อุณหภูมิเดยี วกนั

= 24 กรมั
8 ลกู บาศก์เซนติเมตร

= 3 กรมั ต่อลกู บาศก์เซนติเมตร
ความช้นื สมั พัทธ์ = มวลของไอน้าทม่ี ีอยู่จรงิ x 100%

มวลของไอน้าอ่ิมตัว
= 24 กรมั x 100%

30 กรัม
= 80%
นน้ั คอื ที่อณุ หภมู ิ 29 องศาเซลเซียส อากาศมคี วามชืน้ สมั บูรณ์ 3 g/cm3 และความชนื้ สมั พัทธ์ 80%

26

- การวดั ความช้นื ของอากาศ
การวัดความชื้นของอากาศนิยมวัดเปน็ ความช้ืนสัมพัทธ์ โดยใช้เครือ่ งมือท่เี รียกว่า ไฮกรอมเิ ตอร์
(hygrometer) ซึ่งมีอยู่หลายชนดิ ทนี่ ิยมใช้เป็นแบบกระเปาะแห้ง-กระเปาะเปยี ก

ใบงานท่ี 4.3.1 ความชื้นของอากาศ
คาช้แี จง : ให้นกั เรียนศึกษาใบงานและปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามคาแนะนา
1. สมมติฐาน

2. วัสดุ-อุปกรณ์ 1. เทอรม์ อมิเตอร์ 2. สาลี 3. กระบอกตวง

4. ขาตั้ง 5. ดินน้ามัน 6. น้า

3. วธิ ที ดลอง

1. ใช้สาลีขนาดเทา่ กนั สองก้อนชุบนา้ หมุ้ กระเปาะเทอรม์ อมเิ ตอร์ อา่ นคา่ อณุ หภูมิ บนั ทึกผล

2. จดั อุปกรณ์ดังภาพ ตงั้ ทิง้ ไว้ 5 นาที อ่านค่าอุณหภมู ิและบันทกึ ผล

27

4. ตารางบันทึกผลการทดลอง อณุ หภูมิที่อ่านได้
เร่ิมตน้ ทดลอง หลงั จากตัง้ ท้ิงไว้ 5 นาที
เทอรม์ อมิเตอร์
อนั ท่ี 1 (ในกระบอกพลาสตกิ )
อันที่ 2 (นอกกระบอกพลาสตกิ )

5. สรปุ ผลการทดลอง

4.4 ความกดอากาศ

อากาศมีแรงดันทกุ ทิศทาง และแรงดันของอากาศน้ีจะกระทาต่อมวลสารทุกอยา่ งบนโลก แรงดันอากาศ
บนพ้ืนท่ีขนาดต่าง ๆ กันจะมีค่าไมเ่ ท่ากัน ถ้าพน้ื ทีม่ ากแรงดนั อากาศทกี่ ระทาตอ่ พืน้ ที่จะมมี าก ค่าของแรงดัน
อากาศตอ่ หน่ึงหน่วยพืน้ ที่ เรียกวา่ ความดนั อากาศ ซง่ึ มหี น่วยเปน็ นิวตนั ต่อตารางเมตร หรอื N/m2 (นิวตันเป็น
หน่วยของแรง) ในทางอตุ ุนิยมวทิ ยา เรียกความดนั ของอากาศว่า ความกดอากาศ และใชม้ ลิ ลิบาร์เปน็ หน่วยของ
ความกดอากาศ โดยกาหนดให้

1 บาร์ เท่ากบั 1,000 มลิ ลบิ าร์
1,013.25 มลิ ลิบาร์ เทา่ กบั 1 บรรยากาศ

- ความหนาแนน่ ของอากาศ
ความหนาแน่นของอากาศ หมายถงึ มวลองอากาศต่อปริมาตรของอากาศ มีหนว่ ยวดั เป็นกโิ ลกรมั /
ลูกบาศกเ์ มตร (Kg/m3)

ความหนาแน่นของอากาศ = มวลของอากาศ
ปริมาตรของอากาศนั้น

- ความดนั อากาศ
ในการพยากรณ์อากาศ จะเรยี กความดันอากาศวา่ ความกดอากาศ ซึง่ หมายถึง แรงกดอากาศที่กดลงบน
พืน้ ทที่ ่ีรองรับแรงกดน้ัน ค่าความกดอากาศในแตล่ ะแห่งจะไมเ่ ท่ากัน บรเิ วณใกลพ้ นื้ ผวิ โลกจะมีความกดอากาศ
มากและจะลดลงเมอื่ ข้นึ ไปบนท่สี ูง ทงั้ น้เี พาะเมื่อสูงข้นึ ไปอากาศจะบางลง น้าหนกั ของอากาศก็จะลดลง แรงกด
จึงลดลงตามระดบั ความสงู

28

ใบงานท่ี 4.4.1 ความกดอากาศ

คาชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนปฏบิ ัติกจิ กรรม และตอบคาถามต่อไปนี้

1. ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ศึกษาความสัมพนั ธ์ระหว่างความกดอากาศกับความสูง
ก้าหนดปัญหา

ตง้ั สมมตฐิ าน

2. ศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความกดอากาศกับความสูงตามข้นั ตอนต่อไปนี้
1) ใช้แกว้ พลาสติกตักนา้ กรอกลงในสายยาง โดยใหม้ ีนา้ คร่ึงหนง่ึ ของสาย จากนน้ั ใช้มือ

ทง้ั สองขา้ งจบั สายยางให้ปลายอยใู่ นระดับเดียวกัน สงั เกตระดบั นา้ ในสายยางวา่ เทา่ กนั หรอื ไม่
2) ยกสายยางทางดา้ นขวาใหส้ ูงกวา่ ด้านซา้ ย สังเกตระดบั นา้ ในสายยางทัง้ 2 ขา้ ง ว่าเทา่ กันหรือไม่

จากน้ันให้สลับมายกสายยางดา้ นซา้ ยให้สงู กวา่ ด้านขวา สงั เกตในลักษณะเดยี วกัน
3) เปา่ ลมเขา้ ไปทป่ี ลายสายยางด้านใดด้านหนึ่ง สงั เกตระดับน้าในสายยางทงั้ 2 ข้าง ว่าเท่ากันหรือไม่

บันทึกผลการทดลอง

คาถามทา้ ยกจิ กรรม
1. เมื่อทาใหป้ ลายสายยางด้านหนึง่ สูงเท่าอีกดา้ นหน่ึง ระดับน้าในสายยางทงั้ สองข้างเทา่ กันหรือไม่

2. เมือ่ เป่าลมเขา้ ไปทางปลายสายยางดา้ นใดด้านหน่งึ ระดับน้าในสายยาง ท้งั 2 ขา้ ง เท่ากนั หรือไม่
สรุปผลการทดลอง

คาช้ีแจง : ใหน้ ักเรยี นอธิบายหลกั การทางานของเครื่องมอื วัดความดันอากาศ ดังต่อไปน้ี

1. บารอมเิ ตอร์ปรอท (mercury barometer)
หลักการทางาน ...............................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................

29

2. แอนริ อยด์บารอมเิ ตอร์ (aneroid barometer)
หลักการทางาน ..................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................

3. บารอกราฟ (barograph) หลกั การทางาน ..................................................................................................
4. แอลตมิ เิ ตอร์ (altimeter) ..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................

หลกั การทางาน ..................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................

4.5 เมฆและฝน

เมฆ คือ หยดน้าขนาดเล็กจานวนมากท่มี ารวมตัวกับลอยอยู่ได้บนฟ้า เนื่องจากมีอากาศอุม้ ไว้ จึงยังไม่ตก
ลงสูพ่ น้ื โลก

แสงจากดวงอาทิตย์ทส่ี อ่ งลงมายงั พน้ื ผวิ โลก ทาใหอ้ ณุ หภูมิองอากาศเหนือพื้นนา้ สูงขึ้น นา้ จึงระเหยเป็น
ไอนา้ บางส่วนจะกลัน่ ตวั เป็นหยดน้าเล็ก ๆ ลอยรวมกันอยใู่ นอากาศ เมอ่ื มีจานวนมากจะเรียกวา่ เมฆ ถ้าหยดนา้ ท่ี
รวมกันเป็นเมฆมขี นาดใหญ่ขึน้ จนอากาศอมุ้ ไว้ไม่ได้ก็จะตกลงมาเป็น ฝน

ถา้ การกลน่ั ตัวของหยดน้าเกิดใกล้พนื้ ผวิ โลก และลอยอยใู่ นอากาศโดยขนาดของหยดนา้ ท่เี กิดขึ้นจะใหญ่
กวา่ หยดน้าในเมฆ เรยี กว่า หมอก ดังนั้น เมฆกบั หมอกจงึ เปน็ สง่ิ เดียวกัน มีลักษณะการเกดิ เหมือนกนั แต่มีขนาด
หยดน้าแตกตา่ งกนั

เมฆท่ปี รากฏให้เราเห็นบนท้องฟ้า มอี ยู่หลายชนิด ได้แก่

30

31

32

หยาดนา้ ฟ้า (precipitation) เปน็ ชอื่ เรยี กรวมของหยดน้าและนา้ แขง็ ที่เกิดจากการควบแน่นของไอนา้ แลว้ ตก
ลงมาส่พู นื้ โลก ได้แก่ ฝน ลูกเห็บ และหิมะ หยาดน้าฟ้าแตกตา่ งจากหยดน้าหรอื ละอองน้าในก้อนเมฆ ตรงท่ี
หยาดนา้ ฟา้ ต้องมีขนาดใหญ่และมนี า้ หนกั มากพอท่จี ะชนะแรงตา้ นอากาศ และตกลงสพู่ นื้ โลกโดยไม่ระเหย
เปน็ ไอนา้ เสียกอ่ น สว่ นหมอก น้าค้าง และน้าค้างแข็ง ไม่ใช่หยาดน้าฟา้ เพราะไมไ่ ด้ตกลงมาจากฟา้

การวัดปริมาณน้าฝน การวดั ปรมิ าณน้าฝนท่ีตกใน
แตล่ ะคร้ัง แตล่ ะแหง่ วัดเป็นความสูง มหี นว่ ยวัดเป็น
มลิ ลิเมตร
เครือ่ งมอื วัดความสูงของนา้ ฝน เรียกว่า เรนเกจ
(Rain guage)

4.6 ลมและพายุ

ใบความร้ทู ี่ 4.6.1 ศูนย์ท่ี 1 เรื่อง การเกิดลม

คาชี้แจง : ให้นักเรียนศกึ ษาข้อมลู ความรูข้ า้ งลา่ ง แลว้ ทาใบงานที่ 4.6.1

ลมและการเกดิ ลม
ลม (wind) คอื มวลอากาศทเ่ี กิดการเคลื่อนทใ่ี นทิศทางใดทศิ ทางหนึ่งตามแนวระดบั ในธรรมชาติลมจะเกดิ จาก
ความแตกตา่ งของอุณหภูมแิ ละความกดอากาศของบริเวณตา่ ง ๆ
สาเหตกุ ารเกดิ ลม
1. ความแตกตา่ งของอุณหภูมิ อากาศรอ้ นจะมีอุณหภมู สิ ูง ความหนาแน่นอากาศจะน้อย และลอยตวั สงู ข้ึน

ส่วนอากาศเย็นจะมีอุณหภูมิต่ากว่า และมคี วามหนาแนน่ อากาศมากกว่า จะเคล่ือนท่เี ขา้ มาแทนท่ที าให้เกิดลม
2. ความแตกตา่ งของความกดอากาศ อากาศรอ้ นมีความกดอากาศต่า และมีความหนาแนน่ ตา่ อากาศร้อนจึงลอย

สูงข้นึ ส่วนอากาศเย็นมีความกดอากาศสงู และมคี วามหนาแน่นมากกวา่ จะเคลอื่ นท่ีเขา้ หาบริเวณทม่ี ีอากาศร้อน
ลมจึงพัดจากบรเิ วณทม่ี คี วามกดอากาศสูงไปสูบ่ รเิ วณท่มี คี วามกดอากาศต่ากวา่

ความกดอากาศสูง (H) ความกดอากาศต่า (L)
หมายถึง บรเิ วณท่มี ีความ หมายถงึ บรเิ วณทมี่ ีความ
กดอากาศสงู กว่าบริเวณข้างเคยี ง กดอากาศต่ากวา่ บริเวณข้างเคียง
ท้องฟ้าแจม่ ใสและอากาศหนาวเย็น ทอ้ งฟา้ มเี มฆมาก

33

ความเรว็ ของลม
ลมส่วนใหญ่พดั ในทศิ ทางเดียว เม่อื มสี ง่ิ กดี ขวางทศิ ทางของกระแสลม เชน่ ต้นไม้ ภูเขาเตี้ยๆ อาคาร
บา้ นเรือน หรือสิง่ กอ่ สรา้ งตา่ งๆ จะทาใหท้ ิศทางการเคล่อื นที่ของลมเปลยี่ นไปได้โดยทั่วไปเราจะบอก
ความเรว็ ของลมเปน็ กิโลเมตรต่อชวั่ โมง (km/hr) ให้นกั เรียนศึกษาเกยี่ วกบั ความเร็วของลมและผลที่
เกิดจากความแรงของลมระดับตา่ ง ๆ ในตาราง

ชนิดของลม ผลของลมทส่ี ามารถสังเกตเห็นได้ ความเร็วลม

ลมสงบ CALM ลมเงียบ ควันลอยขน้ึ ตรงๆ นอต กม. / ชม.
(knots) (km/hr)
ลมเบา LIGHT AIR ควันลอยตามลม แตศ่ รลมไม่หนั ไปตามทิศลม น้อยกวา่ น้อยกว่า
ลมอ่อน LIGHT BREEZE รู้สกึ ลมพัดทใ่ี บหน้า ใบไม้ไม่แกวง่ ศรลมหัน
ไปตามทศิ ทางลม 11
ลมโชย GENTLE BREEZE ใบไม้และก่งิ ไม้เลก็ ๆ กระดกิ ธงปลิว 1-3 1-5
ลมปานกลาง MODERATE มฝี ุน่ ตลบ กระดาษปลิว กิ่งไมเ้ ล็กขยับเขย้อื น 4-6 6-11
BREEZE
ลมแรง FRESH BREEZE ต้นไมเ้ ลก็ แกว่งไกวไปมา มรี ะลอกน้า 7-10 12-19
ลมจัด STRONG BREEZE กง่ิ ไมใ้ หญข่ ยับเขย้อื น ได้ยินเสียงหวดี หวิว ใช้ 11-16 20-28
รม่ ลาบาก
พายเุ กลอ่อน NEAR GALE ต้นไม้ใหญท่ ง้ั ต้นแกว่งไกว เดินทวนลมไม่ 17-21 29-38
สะดวก 22-27 39-49
พายเุ กล GALE กง่ิ ไมห้ กั ลมต้านการเดิน
พายเุ กลแรง STRONG GALE อาคารที่ไม่ม่นั คงหักพัง หลงั คาปลวิ 28-33 50-61
พายุ STORM ต้นไม้ถอนรากล้ม เกิดความเสียหายมาก
พายใุ หญ่ VIOLENT STORM เกดิ ความเสยี หายทว่ั ไป 34-40 62-74
พายุไตฝ้ ุ่นหรือเฮอรร์ ิเคน เกดิ ความเสียหายต่ออาคารและสถานทีอ่ ยา่ ง 41-47 75-88
TYPHOON or HURRICANE รุนแรง 48-55 89-102
56-63 103-117
มากกว่า มากกวา่
63 117

34

ใบความรทู้ ี่ 4.6.2 ศนู ย์ท่ี 2 เรอื่ ง ชนิดของลมและพายุ

คาชีแ้ จง : ให้นักเรยี นศกึ ษาขอ้ มลู ความรขู้ า้ งลา่ ง แลว้ ทาใบงานท่ี 4.6.1

1. ชนิดของลม
ลมทีพ่ ัดในประเทศไทยถา้ ยดึ ระยะเวลาที่พดั เป็นเกณฑ์ แบ่งได้ดังน้ี
1. ลมประจาเวลา เป็นลมที่พดั ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีความแรงไมม่ าก ไดแ้ ก่

ลมบก ลมทะเล
ในเวลากลางคนื อากาศเหนือพ้ืนดนิ เยน็ ในเวลากลางวนั อากาศเหนือพื้นดนิ
กว่าอากาศเหนือพื้นนา้ เพราะพ้ืนดินคาย ร้อนกวา่ อากาศเหนือพื้นนา้ เพราะพ้นื ดนิ ดูด
ความร้อนไดเ้ ร็วกวา่ อากาศจึงเคล่ือนที่จาก ความร้อนไดด้ ีกวา่ อากาศจึงเคลอื่ นทจ่ี าก
ฝ่งั ลงสู่ทะเล ทะเลเข้าสฝู่ ั่ง

ลมหบุ เขา ลมภเู ขา
เปน็ ลมทีพ่ ดั จากหบุ เขาสไู่ หลเ่ ขาและยอด เป็นลมทพ่ี ดั จากไหลเ่ ขาและยอดเขาสู่
เขาในตอนกลางวนั เนือ่ งจากอากาศบริเวณยอด หุบเขาในตอนกลางคนื เนอื่ งจากอากาศ
เขาร้อนกวา่ จงึ มีมวลเบาและลอยตวั สูงขึ้น บริเวณไหล่เขาและยอดเขาอุณหภูมิต่า จงึ
เคลอ่ื นลงส่หู บุ เขาตามแรงดงึ ดูดของโลก

2. ลมประจาฤดกู าล ลมประจาฤดกู าลในประเทศไทย คือ ลมมรสุม ไดแ้ ก่

ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
หรือลมมรสุมฤดรู ้อน พดั จากมหาสมทุ ร หรอื ลมมรสมุ ฤดหู นาว พัดจากประเทศจีนและไซ
อินเดยี ผา่ นอา่ วไทยปะทะชายฝั่งตะวนั ออก บเี รียผา่ นภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
ของอ่าวไทย เกดิ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึง ของไทย เกดิ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถงึ กมุ ภาพนั ธท์ า
ตลุ าคม ทาให้ฝนตกชุก ใหอ้ ากาศหนาวเย็น

35

3. ลมประจาถ่ิน เปน็ ลมท่เี กิดและพัดในพ้ืนทใี่ ดพนื้ ท่หี นึ่ง ลมประจาถ่ินที่สาคัญของไทย ไดแ้ ก่

ลมว่าว
พดั จากแมน่ ้าเจา้ พระยาชว่ งปลายเดอื น
กนั ยายนถึงตุลาคม หรือเรยี กว่า ลมข้าวเบา
เพราะเกิดในชว่ งข้าวออกรวง

ลมตะเภา
พดั จากทะเลเขา้ สู่ฝงั่ ช่วงเดือนมีนาคมถงึ
เมษายน ทาใหเ้ กิดฝนตกบริเวณภาคกลาง
หรือเรียกว่า ลมสาเภา

ลมพทั ยา
พัดจากทิศตะวันตกเฉยี งใต้ไปยงั
ทิศตะวันออกเฉียงเหนอื เกิดในช่วงเดือน
พฤษภาคมเปน็ ช่วงเริ่มเข้าสฤู่ ดฝู น

พายหุ มุน 2. พายุ

พายุ คือ กระแสลมทีพ่ ดั ด้วยความเร็วท่ีสูงมาก เน่ืองมาจากความกดอากาศทงั้ สอง
บริเวณแตกต่างกัน สาหรบั พายุทมี่ ผี ลอยา่ งมากตอ่ สภาพดินฟา้ อากาศของไทย คือ
ลมพายหุ มุนเขตร้อน (tropical cyclone) ซงึ่ เกณฑ์ในการแบง่ ประเภทของพายุหมุนเขต
ร้อนแบง่ ตามความเร็วลมใกลจ้ ุดศนู ยส์ ตู ร ดังนี้

36

ดเี ปรสชัน (depression) มคี วามเร็วลมรอบศูนย์กลางไม่เกนิ 62 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง
พายุโซนร้อน (tropical storm) มคี วามเร็วลมรอบศูนย์กลางตงั้ แต่ 63 -117 กโิ ลเมตรตอ่ ชั่วโมง

พายุไต้ฝุ่น (typhoon) มคี วามเร็วลมรอบศูนยก์ ลางมากกวา่ 117 กโิ ลเมตรตอ่ ชั่วโมง

คาวา่ พายุโซนร้อน เป็นคากลางๆ ท่ใี ช้เรยี กพายุหมนุ ท่เี กิดในทะเลหรือมหาสมุทรเขตร้อนและละตจิ ูดตา่
แตถ่ า้ เรยี กตามถ่นิ กาเนิดพายุ จะมีช่ือเรยี กตา่ งกันไป ดงั นี้

เฮอริเคน เกดิ ในมหาสมทุ รแอตแลนติกเหนือ
ทะเลแคริเบยี น อา่ วเม็กซิโก และทาง
(Hurricane) ตะวันตกของเม็กซโิ ก

เกดิ ในอา่ วเบงกอลและมหาสมทุ รอนิ เดยี ไซโคลน

(Cyclone)

วลิ ลี-วลิ ลี เกิดแถบนิวซแี ลนด์และออสเตรเลีย

(Willy-Willy)

เกดิ ในมหาสมุทรแปซฟิ ิก ไต้ฝนุ่

(Typhoon)

37

ใบความรู้ท่ี 4.6.3 ศนู ย์ท่ี 3 เรื่อง อุปกรณ์ทใ่ี ชว้ ัดเกี่ยวกบั ลม

คาช้ีแจง : ใหน้ ักเรยี นขอ้ มูลความร้ขู ้างล่าง แล้วทาใบงานที่ 4.6.3
อปุ กรณ์ทใี่ ชว้ ดั เกยี่ วกับลม

อุปกรณท์ ่ใี ชว้ ัดเก่ียวกบั ลมท่ีนกั เรียนควรรจู้ กั ไดแ้ ก่

1. ศรลม (wind vane)
เปน็ อุปกรณ์ที่ใชต้ รวจสอบทิศทางลม อปุ กรณ์นีม้ ี
ลักษณะเปน็ ลูกศรที่มหี างลกู ศรเป็นแผ่นใหญ่ ซง่ึ จะใหญ่
กวา่ หัวลูกศร เมอ่ื ลมพดั มาปะทะหางลกู ศร จะเกิดแรง
ผลกั ทาใหห้ วั ลูกศรชีไ้ ปในทิศทีล่ มพัดมา

2. มาตรความเร็วลม
หรอื แอนมี อมิเตอร(์ anemometer) เป็นอุปกรณ์ทใ่ี ชว้ ัด
ความเร็วลม อุปกรณ์นีป้ ระกอบด้วยกรวยโลหะท่ีมี
น้าหนกั เบา 3-4 อัน ตดิ อย่ทู ี่ปลายก้านซงึ่ หมุนได้อิสระ
เมื่อลมพดั มาปะทะกบั กรวย ทาใหก้ รวยหมุนรอบ
แกนกลาง จานวนรอบทหี่ มุนแสดงถึงความเรว็ ของลม
ซึง่ สามารถอ่านคา่ ความเร็วลมได้ท่หี นา้ ปัด

3. แอโรเวน (aerovane)
เปน็ อปุ กรณ์ทีใ่ ชว้ ดั ทงั้ ทิศทางลมและความเรว็ ลม
อปุ กรณน์ ี้มีรูปร่างคล้ายเครื่องบินไม่มปี ีก ปลายดา้ น
ใบพัดจะชีไ้ ปในทิศทางที่ลมพัดมา สว่ นการหมนุ ของ
ใบพดั จะใช้วัดความเรว็ ลม

ใบความรู้ที่ 4.6.4 ศนู ยส์ ารอง เร่ือง สรา้ งศรลม

คาชี้แจง : ให้นกั เรยี นศึกษาข้อมลู ความรขู้ ้างลา่ ง แลว้ ทาใบงานท่ี 4.6.1

1. นกั เรยี นทศี่ ึกษาผ่านศูนย์การเรียนครบทั้ง 4 ศูนย์การเรียนให้ศกึ ษาขอ้ มลู ของศูนยส์ ารองเกีย่ วกับทิศทางลม
2. ศึกษาเกยี่ วกบั ทศิ ทางลมตามขัน้ ตอน ดงั น้ี

1) เตรยี มอุปกรณส์ าหรับตรวจสอบทศิ ทางลมหรือศรลมโดยสร้างศรลมแบบง่าย ๆ ซึ่งทาได้โดยใช้
กระดาษแขง็ ตัดเป็นรปู ลกู ศรตดิ ไวก้ บั ลวดหนีบกระดาษที่ติดกบั หลอดกาแฟให้แนน่ นาศรลมที่
ตดิ กบั หลอดกาแฟไปครอบไว้กบั แกนไมข้ นาดเล็กท่ีปกั ไว้บนดนิ นา้ มนั

2) นาศรลมที่สร้างข้นึ ไปตั้งไวใ้ นบริเวณต่างๆ ของโรงเรยี น เพ่อื ตรวจสอบทศิ ทางลม

38

3. บันทึกการศกึ ษา แสดงวา่ ลมพดั จากทิศ
- หวั ลกู ศรของศรลมชีไ้ ปในทิศ
ไปทศิ

4. วเิ คราะห์และสรปุ ผลการศึกษา

5. การนาไปใช้ประโยชน์

ใบงานที่ 4.6.1 ลมและพายุ

คาชแ้ี จง : จงตอบคาถามต่อไปนใ้ี ห้ถกู ต้อง
1. พายหุ มนุ เขตร้อนและพายฝุ นฟ้าคะนอง มผี ลกระทบต่อมนษุ ย์และสิ่งแวดลอ้ มอย่างไร

2. ใหน้ ักเรยี นเสนอแนะวิธกี ารรับมือกบั ผลกระทบทเี่ กิดจากพายุหมนุ เขตร้อนมาพอเข้าใจ

3. อธิบายการเกดิ ปรากฏการณ์พายโุ ซนร้อนและพายไุ ต้ฝ่นุ พร้อมบอกช่วงเวลาในการเกิดและผลกระทบตอ่ ลม
ฟา้ อากาศประเทศไทยอย่างไรบา้ ง

39

4.7 การพยากรณอ์ ากาศ

การพยากรณ์อากาศ หมายถงึ การคาดหมายสภาวะของลมฟ้าอากาศ รวมทั้งปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ่ี
จะเกดิ ขนึ้ ในช่วงข้างหน้า เช่น การพยากรณ์อากาศประจาวัน รายเจด็ วนั รายเดอื น รายฤดู เปน็ ต้น

ตวั อย่างพยากรณอ์ ากาศ

ประจาวนั ท่ี 4 ตุลาคม 2552

ลกั ษณะอากาศทัว่ ไป รอ่ งความกดอากาศตา่ พาดผ่านภาคใตต้ อนบน และชายฝง่ั ภาคตะวนั ออกเขา้ ส่หู ย่อมความกด
เมอ่ื เวลา 04:00 น. อากาศต่าบริเวณปลายแหลมญวน ดา้ นตะวันออกประกอบกับมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใตท้ พ่ี ดั ปก
คลมุ ทะเลอนั ดามัน ภาคใตแ้ ละอ่าวไทยมีกาลงั ปานกลาง ลกั ษณะเช่นนีท้ าให้ภาคใตม้ ฝี น
มากกว่าภาคอื่นๆ ในระยะนี้ สว่ นคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามนั และอ่าวไทยเริ่มมีกาลังอ่อนลง
สาหรบั ผทู้ ี่จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปนิ ส์ และเกาะไต้หวัน ควรตรวจสอบสภาพอากาศ
ก่อนออกเดินทางดว้ ยเน่อื งจากมีพายุโซนร้อน “ปา้ หม่า (Parma)” อยใู่ กลบ้ รเิ วณดงั กล่าว

ภาคเหนือ พยากรณ์อากาศสาหรบั ประเทศไทยต้งั แต่เวลา 06:00 วนั นี้ ถงึ 06:00 วนั พรงุ่ น้ี

มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นท่ี สว่ นมากบริเวณจังหวดั แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่
ลาพนู ลาปาง และตาก ลมตะวนั ออก ความเรว็ 10-30 กม./ชม.

ภาค มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพน้ื ที่ สว่ นมากบริเวณจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์
ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ สรุ นิ ทร์ ศรษี ะเกษ และอุบลราชธานี ลมตะวนั ออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟา้ คะนองกระจาย รอ้ ยละ 40 ของพื้นท่ี ส่วนมากบริเวณจังหวดั นครสวรรค์ อุทัยธานี
กาญจนบุรี และราชบุรี ลมตะวันออก ความเรว็ 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวนั ออก มฝี นฟ้าคะนองกระจาย รอ้ ยละ 60 ของพืน้ ที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวดั
จนั ทบุรี และตราด ลมแปรปรวน ความเรว็ 15-35 กม./ชม. ทะเลมคี ลื่นสงู 1-2 เมตร

ภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองเกือบท่วั ไป ร้อยละ 70 ของพ้นื ที่ และมฝี นตกหนักบางแหง่ บริเวณจังหวัด
(ฝ่ังตะวันออก) ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ลมแปรปรวน ความเรว็ 15-35 กม./ชม. ทะเลมคี ล่ืนสูง 1- 2 เมตร
ส่วนบรเิ วณท่ีมีฝนฟา้ คะนองมคี ลนื่ สูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝ่ังตะวนั ตก) มีฝนฟา้ คะนองเกือบท่วั ไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมฝี นตกหนักบางแห่งบรเิ วณจงั หวัด
ระนอง และพังงา ลมตะวนั ตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลืน่ สงู ประมาณ 2
เมตร

กรุงเทพมหานครและ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย รอ้ ยละ 60 ของพื้นท่ี

ปรมิ ณฑล ลมตะวนั ออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

40

ใบงานท่ี 4.7.1 เกณฑก์ ารรายงานพยากรณ์อากาศ

คาชแี้ จง : ใหน้ กั เรียนปฏิบัติกจิ กรรมตามคาแนะนา
สภาพอากาศทีทาการตรวจ

 

 

จากภาพเป็นสภาพอากาศทต่ี ้องการตรวจเพื่อการพยากรณ์อากาศ ให้นกั เรยี นบอกวา่ แตล่ ะข้อคอื การ

ตรวจสง่ิ ใดของอากาศ ถ้าต้องการใช้เคร่ืองมอื วัด เคร่ืองมือทใ่ี ชเ้ รียกว่าอะไร (ตัวอยา่ งตามหมายเลข 1)

 อุณหภูมขิ องอากาศ เคร่ืองมอื ทใ่ี ชต้ รวจวัด คือ เทอรม์ อมเิ ตอร์

 เครื่องมอื ทใ่ี ช้ตรวจวดั คือ

 เครื่องมือทใี่ ช้ตรวจวดั คือ

 เครื่องมอื ที่ใชต้ รวจวดั คือ

 เครื่องมือทใ่ี ช้ตรวจวัด คือ

 เครื่องมือทใี่ ชต้ รวจวัด คือ

ตวั อยา่ ง ขา่ วพยากรณ์อากาศ

กรมอตุ ุนยิ มวิทยาประกาศเตือนภยั "ประเทศไทยมอี ากาศหนาวเยน็ ลง และคล่ืนลม
ในอ่าวไทยมีกาลังแรงขนึ้ " ฉบบั ที่ 22 (22/2552) ลงวันท่ี 13 มกราคม 2552
ความว่า บริเวณความกดอากาศสูงกาลังแรงจากประเทศจนี ยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทย
และอ่าวไทย ทาใหบ้ รเิ วณประเทศไทยมอี ากาศหนาวเย็นลง อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศา และมี
ลมแรงต่อเน่ืองจนถึงวันที่ 15 มกราคม 2552 โดยบรเิ วณเทือกเขาสงู ในภาคเหนอื และภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือมีน้าค้างแขง็ เกดิ ข้ึนไดใ้ นบางพน้ื ที่

41

ใบงานท่ี 4.7.2 แผนทอี่ ากาศและประโยชนข์ องการพยากรณ์อากาศ
1. สภาพอากาศมผี ลต่อชวี ิตประจาวันของนกั เรียนอยา่ งไรบา้ ง บอกมา 3 ข้อ

2. ให้นักเรยี นบันทึกคาพยากรณอ์ ากาศท่ที ราบจากวทิ ยุ โทรทศั น์ เวบ็ ไซต์ หรืออา่ นจากหนงั สอื พมิ พ์
พร้อมท้งั ระบุ วนั เดือน ปี และแหล่งท่ีมา

4.8 การเปลยี นแปลงอณุ ภมู ิของโลก
- ปัจจยั ทมี ผี ลตอ่ การเปลยี นแปลงอณุ หภมู ขิ องโลก
ตวั อย่าง ภาพประกอบการสอนการเปลยี่ นแปลงอุณหภมู ิของโลก

42

ใบงานที่ 4.8.1 การเปล่ียนแปลงอณุ หภูมิของโลก

คาช้แี จง : ให้นักเรยี นปฏิบตั ิกิจกรรมตามคาแนะนา และตอบคาถามทก่ี าหนดใหถ้ ูกต้อง
1. ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาเร่ือง ภาวะเรือนกระจก
2. กาหนดปัญหา

3. ตงั้ สมมตฐิ าน

4. ศึกษาเร่อื ง ภาวะเรือนกระจก ตามขัน้ ตอน ดงั นี้
1) ใหน้ ักเรียนวัดอุณหภูมขิ องอากาศภายในตกู้ ระจกและนอกตกู้ ระจก บันทึกขอ้ มลู ลงในตาราง
2) ตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวไวก้ ลางแดดจดั 30 นาที
3) วดั อณุ หภมู ิของอากาศในตู้กระจกและนอกต้กู ระจก
4) บนั ทกึ ข้อมลู ลงในตารางบันทกึ ผล

5. บันทกึ ผลการศกึ ษา
เวลา คา่ อณุ หภูมทิ ่ีอ่านได้ °C
จากเทอรม์ อมิเตอรใ์ นตกู้ ระจก จากเทอร์มอมเิ ตอร์นอกตู้กระจก
เริม่ ต้น

ตง้ั อุปกรณก์ ลางแดด 30 นาที

6. วเิ คราะห์และสรุปผลการศกึ ษา

7. การนาไปใชป้ ระโยชน์

คาถามท้ายกจิ กรรม
1) ใหน้ ักเรียนใชค้ วามรู้ท่ีไดจ้ ากการปฏิบัติกจิ กรรม เปรยี บเทียบกับสภาพอากาศของโลกในปัจจบุ นั ว่า
เหมือนกันหรือตา่ งกนั อยา่ งไร

2) นกั เรยี นคิดวา่ ปจั จัยใดบ้างที่ทาใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงอุณหภมู ิของโลก

43
- ภาวะโลกร้อน
ภาวะโลกรอ้ น (global warming) คือ ภาวะทบี่ รรยากาศของโลกมีอณุ หภูมิโดยเฉลี่ยสูงขนึ้ ซง่ึ เปน็ สาเหตุ
ทาให้ภูมอิ ากาศของโลกเปลย่ี นแปลง ภาวะโลกร้อนอาจนาไปสกู่ ารเปลี่ยนแปลงของปรมิ าณฝน ระดบั น้าทะเล มี
ผลกระทบตอ่ พืช สตั ว์ และมนุษย์

ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับภาวะโลกร้อน มดี ังนี้
1) ปรากฏการณ์เรอื นกระจก (Greenhouse effect) ในการเผ่าไหม้เชือ้ เพลิง เช่น ถา่ นหนิ น้ามนั เพ่อื ให้

ไดพ้ ลงั งาน จะเกดิ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซง่ึ แก๊สชนิดนจี้ ะยอมให้รังสยี วู ี (UV : ultraviolet) จากดวง
อาทิตย์ซ่งึ มีความยาวคลืน่ ส้นั พลงั งานสงู ผา่ นบรรยากาศของโลกเข้ามาได้ง่าย และโลกจะสะทอ้ นพลงั งาน
สว่ นเกินนี้ออกไปในรูปของรังสีอินฟราเรด ซงึ่ เปน็ รังสีความร้อนที่มคี วามยาวคล่ืนยาวและมพี ลังงานต่า จงึ ไม่
สามารถทะลุผ่านชั้นแกส๊ เรือนกระจกที่มแี กส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) เปน็ องค์ประกอบอยู่มากออกไปสู่
บรรยากาศได้ จึงเกิดการสะสมตวั ของความร้อน ช้ันบรรยากาศทีเ่ ปน็ แก๊สเรือนกระจก มีส่วนประกอบดังน้ี
CO2 ร้อยละ 52 , CH4ร้อยละ 17 , O3 รอ้ ยละ 13 , N2O ร้อยละ 12 และ CFCs ร้อยละ 5

2) รโู หวโ่ อโซน (Ozone hole) ปจั จุบนั มนษุ ย์มีการปล่อยสารเคมีบางชนิดไปทาลายช้นั โอโซนของโลก
ให้เสยี หาย เช่น CO2 , CH4 , O3 , N2O และ CFCs โดยเฉพาะ แกส๊ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) เป็นแกส๊ มี
ความคงตัวสงู และสลายตวั ชา้ เม่อื แก๊สนก้ี ระทบรังสี UV จะแตกตวั และปล่อยอะตอมของคลอรีนออกมา ซง่ึ
อะตอมของคลอรีนสามารถทาลายชัน้ โอโซนใหเ้ สียหาย จนเกิดเปน็ ช่องโหวข่ ึ้น ท่ีเรียกวา่ รูโหว่โอโซน

44

ใบงานท่ี 4.8.2 ภาวะโลกรอ้ น

ตอนที่ 1
คาชี้แจง : ให้นักเรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี
1. นักเรยี นเสนอแนวคดิ เก่ียวกบั การดูแลรักษาชั้นบรรยากาศของโลกและหาวธิ ีการแก้ไขปญั หาภาวะ

เรือนกระจกท่ีเหมาะสมและปฏิบตั ไิ ดจ้ รงิ

2. บอกช่ือแกส๊ ทท่ี าใหเ้ กิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
3. นกั เรียนคิดวา่ กจิ กรรมใดของมนษุ ยท์ ีส่ ง่ ผลใหโ้ ลกมีอณุ หภูมสิ ูงข้ึนตงั้ แต่อดีตจนถงึ ปัจจุบนั

4. การท่ีอุณหภูมิของโลกสูงขึน้ มีผลกระทบต่อมนุษย์ในด้านใดบา้ ง

45

ตอนท่ี 2
คาชี้แจง : ใหน้ กั เรียนพิจารณาภาพและข้อความแล้วตอบคาถามให้ถูกต้อง

ถา้ เราตัดตน้ ไมท้ ั้งหมด นั่นคอื เราทาลายใบไมจ้ านวนมากมายทเี่ ปน็ แหล่งการเกดิ กระบวนการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง เพื่อสร้างอาหารสาหรบั สง่ิ มชี วี ิตอน่ื รวมทั้งมนษุ ย์อกี ดว้ ย

อย่างไรกด็ ี ถา้ เราตัดต้นไมเ้ พอ่ื ทาสนามกอลฟ์ โดยนาหญ้ามาปลูกแทนท่ีต้นไมใ้ นปริมาณเท่ากนั ใบหญ้า
จานวนมากก็สามารถเกดิ กระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงเพ่ือสรา้ งอาหารได้เช่นเดยี วกับใบไม้

นักเรียนคดิ วา่ ใบไมห้ รือใบหญา้ ทจี่ ะทาใหเ้ กิดสมดลุ ของแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์กับแก๊สออกซเิ จนใน
ธรรมชาตไิ ด้มากกวา่ กัน โดยตน้ หญา้ ท่ีนามาปลกู ครอบคลมุ แทนพนื้ ท่ที ตี่ น้ ไม้แผ่กิง่ ก้านสาขาปกคลุม

46

คาถามหน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 บรรยากาศ
คาช้แี จง : จงตอบคาถามต่อไปนี้ใหถ้ กู ตอ้ ง
1. จงเขยี นแผนผังความคิดเกย่ี วกับสาเหตุองการเปลีย่ นแปลงอุณหภมู ิของโลก

2 แกส๊ เรอื นกระจกมสี ว่ นประกอบเปน็ แก๊ส คือ .....................................................................................................
.................................................................... และแก๊สที่มีประมาณมากที่สดุ คอื ....................................................
3. ปญั หาสาคญั ท่ีทาใหเ้ กิดปรากฏการณเ์ รอื นกระจก คือ ......................................................................................
................................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ไข..........................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
4. เหตุใดอากาศในเมอื งใหญ่ ๆ จงึ มีอุณหภูมสิ ูงกวา่ อากาศในชนบท จงอธบิ าย
.................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
5. การแก้ปญั หาท่ีอุณหภูมขิ องโลกเพมิ่ ขนึ้ ในทกุ ๆ ปี ควรแก้ทีส่ าเหตุใดเปน็ อนั ดับแรก เพราะเหตใุ ด
.................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

47

แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ประจาหนว่ ยการเรียนรู้

1. อากาศจัดเป็นของผสมท่ีประกอบด้วยแก๊สไนโตรเจนและออกซิเจนคิดเป็นร้อยละโดยปริมาตรเป็นเท่าใด
............................................................................................................................................................................
2 ถา้ ต้องการให้เครื่องบินไอพน่ บนิ พน้ จากการแปรปรวนของอากาศ นักบนควรบงั คบั ใหเ้ คร่ืองบนิ ลอยอยูใ่ น
บรรยากาศช้ัน......................................................................................................................................................
3. อากาศท่ีห่อหุ้มโลกเรามีประโยชนอ์ ย่างไร จงบอกมา 3 ข้อ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. ความหนาแน่นของอากาศในแต่ละระดับความสูงแตกต่างกนั อยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. ตาบล ก วัดความหนาแน่นของอากาศได้ 1.22 กรมั ตอ่ ลูกบาศก์เซนติเมตร ตาบล ข วดั ความหนาแน่น
ของอากาศได้ 0.81 กรัมตอ่ ลกู บาศก์เซนตเิ มตร ตาบลใดอยสู่ งู จากระดบั พน้ื ดนิ มากกว่ากนั เพราะเหตุใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
6. ถ้านกั เรียนขึ้นไปบนยอดเขาแหง่ หนึ่งแลว้ อ่านความสูงของปรอทได้ 700 มิลลิเมตร ยอดเขา ณ จุดที่นักเรียนยืน
อยสู่ ูงกเ่ี มตร
..............................................................................................................................................................................
7. ถา้ ขณะน้ันอากาศ 40 ลกู บาศก์เมตร มีไอนา้ 60 กรมั ความชื้นสมั บรู ณ์ของอากาศขณะนั้นมคี า่ เท่าไหร่
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

48

8. จงพจิ ารณาข้อมลู แสดงคา่ เฉลย่ี ของความช้นื สมั พันธ์ซ่ึงวัดเวลา 07.00 – 10.00 น. ณ ตาบลหนึ่งตลอดระยะเวลา
หนงึ่ ปี แลว้ ตอบคาถามต่อไปนี้

เดอื น ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.
ความชื้นสัมพัทธ์ 67 63 62 61 52 69 68 66 70 82 72 69

(%)
8.1 เดอื นใดมีค่าความชื้นสมั พัทธ์ต่าสุดและสงู สดุ ตามลาดบั ตอบ.......................................................................
8.2 ช่วงเดือนทอี่ ากาศน่าอยู่ คอื ..................................... และช่วงเดือนทอี่ ากาศไมน่ ่าอยู่....................................
8.3 ถ้าในเดอื นพฤษภาคมพบวา่ มไี อน้ากระจายอยใู่ นอากาศ 130 กรัม มวลของไอน้าในอากาศอม่ิ ตวั จะเปน็

ก่ีกรัม เม่ือวัดที่ปรมิ าณและอุณหภมู เิ ท่ากัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
9. เมฆควิ มูโลนิมบัสเปน็ เมฆขนาดใหญท่ ี่พบบ่อยครง้ั ในฤดใู ด และมักจะปรากฏขึ้นพร้อมปรากฏการณ์
ธรรมชาติใด.........................................................................................................................................................
10. เพราะเหตุใดในทอ้ งทะเลเหนือบริเวณท่มี กี ระแสน้าอ่นุ และกระแสน้าเย็นมาปะทะกัน จงึ พบวา่ มีหมอก
ปกคลมุ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
11. ในการทาฝนเทยี มใชส้ ารเคมีชนดิ ใดทาหนา้ ทีเ่ ป็นแกนใหไ้ อนา้ และละอองน้าในอากาศเกาะรวมตวั กัน และ
สารชนิดใดทาให้ขนาดของละอองน้าในเมฆมขี นาดโตข้ึน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
12. ระหว่างพ้ืนดินและพืน้ น้าบริเวณใดจะและคายความร้อนได้เรว็ กวา่ กนั
..............................................................................................................................................................................
13. หากในบรเิ วณ ก มคี วามกดอากาศสูงกว่าบริเวณ ข จะเกิดปรากฏการณ์ใดเกดิ ขึ้น.........................................
14. ลมที่จดั เปน็ ลมประจาเวลา คอื ........................................เพราะเหตุใด...........................................................
15. ภาวะลมสงบเกดิ ข้นึ เม่อื ............................................เพราะเหตุใด..................................................................
16. ลมมรสมุ เป็นลมประเภท........................................เกิดขนึ้ ในภมู ิภาค..............................................................
17. ลมมรสมุ ฤดูร้อนในประเทศไทยมีชอื่ เรยี กว่า...........................................และเกิดขึ้นในช่วงเดือน.....................
18. บริเวณทล่ี มมรสมุ พดั ผ่านจะมีผลทาให้อากาศบริเวณนนั้ เปน็ อย่างไร
................................................................................................................................................................................

49

19. พายุหมุนมลี ักษณะเกดิ อยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
20. บริเวณท่ีเกดิ พายุดีเปรสชันมสี ภาพอากาศเป็นอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
21. จงบอกความแตกต่างระหว่างพายไุ ต้ฝนุ่ กบั พายทุ อร์นาโด
..............................................................................................................................................................................
22. เพราะเหตพุ ายุฝนฟา้ คะนองฝนฟ้าคะนองจงึ เกิดข้ึนบ่อยครงั้ ในเขตร้อน
..............................................................................................................................................................................
23. พายุที่รนุ แรงก่อใหเ้ กิดความเสยี หายตอ่ ชีวติ และทรัพยส์ ิน แตภ่ ายหลังพายสุ งบแล้วผลดที ่ีได้ตามมาคอื
..............................................................................................................................................................................
24. ข่าวพยากรณ์อากาศในแตล่ ะวันจะรายงานใหท้ ราบในเร่ืองอะไรบา้ ง
..............................................................................................................................................................................
25. ปจั จยั ใดบ้างท่มี ีผลทาใหอ้ ุณหภูมิของโลกสงู ขนึ้
..............................................................................................................................................................................

แหล่งเรยี นรู้

1. หนงั สือประกอบการคน้ คว้า
ประดับ นาคแก้ว และคณะ. หนังสือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ ม.1. กรุงเทพฯ : สานกั พมิ พ์แมค็ จากัด,

2553.
ยุพา วรยศ และคณะ. หนังสือเรียน รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั อกั ษรเจรญิ ทศั น์ อจท. จากดั ,

2555.
สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, สถาบัน. กระทรวงศึกษาธกิ าร. ค่มู ือครูรายวชิ าพน้ื ฐาน

วิทยาศาสตร์ 2. กรุงเทพฯ : องคก์ ารคา้ คุรุสภา, 2554
สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สถาบัน. กระทรวงศึกษาธิการ. หนงั สอื เรยี นพ้นื ฐานชวี วทิ ยา

สาหรับนักเรียนท่ีเน้นวิทยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4-6. พมิ พ์ครงั้ ที่ 2, กรุงเทพฯ : องคก์ ารคา้ คุรุสภา,
2553.

2. อินเตอรเ์ น็ต (Internet) 2. www.dekmaihiso.web44.net/Neurons_I.html
1. http://weerasak.net/image/JJ.gif 4. www.kruseksan.com
3. www.student.nu.ac.th/u46410023/
5. www.google.co.th


Click to View FlipBook Version