The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะและเทคโนโลยีอวกาศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะและเทคโนโลยีอวกาศ

ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุริยะและเทคโนโลยีอวกาศ

หนงั สือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐาน

วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม. 3

ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่  2
ตามมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวช้วี ัด
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551

ผ้เู รียบเรยี ง
ผศ. ดร.เศรษฐวชั ร ฉำ�่ ศาสตร์ วท.บ., วท.ม., M.Sc., Ph.D.

ชนกิ านต์ นุ่มมีชยั กศ.บ., กศ.ม.
นรสิ รา ศรเี คลอื บ วท.บ., วท.ม.

วารี โตพนั ธ์ วท.บ.
รนื่ ฤดี ตอ่ ชวี นั วท.บ.

ผูต้ รวจ
ผศ. ดร.เฉลมิ วัฒน์ วงศ์วาณชิ วฒั นา วท.บ., วท.ม., Ph.D.

ศศพิ ินท์ุ นรเศรษฐพันธ์ุ วท.บ., กศ.ม.
ดิเรก หนุ่ สุวรรณ์ กศ.บ., ค.ม.

บรรณาธิการ
อนุวชั ร นามเชอื้ วท.บ.



หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐาน

วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม. 3 เล่ม 2

ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3
ตามมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชีว้ ดั
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

B สงวนลขิ สทิ ธ์ติ ามกฎหมาย
หามละเมิด ทำ�ซ้ำ� ดัดแปลง เผยแพร
สวนหนง่ึ สวนใด เวนแตจ ะไดร บั อนญุ าต

ผู้เรียบเรยี ง ชนกิ านต์ นุ่มมชี ัย นริสรา ศรเี คลอื บ
ผศ. ดร.เศรษฐวัชร ฉ�่ำศาสตร ์ รน่ื ฤดี ตอ่ ชีวนั
วารี โตพันธ์

ผตู้ รวจ
ผศ. ดร.เฉลมิ วัฒน์ วงศว์ าณชิ วัฒนา ศศิพนิ ท ์ุ นรเศรษฐพันธุ ์ ดิเรก หุน่ สวุ รรณ์

บรรณาธกิ าร
อนุวัชร นามเชอ้ื

ปีทีพ่ ิมพ์ พ.ศ. 2563
พิมพค์ รง้ั ท่ี 1
จำ�นวน 20,000 เลม่
ISBN 978-974-18-7607-5
พมิ พท์ ี่ บริษัท โรงพิมพว์ ฒั นาพานชิ จำ�กดั นายเรงิ ชัย จงพิพฒั นสุข กรรมการผู้จัดการ



คานา

หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพนื้ ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลย ี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 3 เลม่ 2 เลม่ น้ ี
จัดท�ำขึ้นตำมมำตรฐำนกำรเรียนรู้ ตัวช้ีวัดช้ันปี และสำระกำรเรียนรู้แกนกลำง กลุ่มสำระกำร
เรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำ
ข้ันพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 โดยมีเปำหมำยให้นักเรียนและครูใช้เปนส่ือในกำรจัดกำรเรียนรู ้
เพอ่ื พฒั นำนกั เรยี นใหม้ คี ณุ ภำพตำมมำตรฐำนกำรเรยี นรแู้ ละตวั ชว้ี ดั ชนั้ ปที ห่ี ลกั สตู รกำ� หนด พฒั นำ
นักเรียนให้มสี มรรถนะตำมทต่ี ้องกำรทั้งดำ้ นกำรส่ือสำร กำรคดิ กำรแกป้ ญ หำ กำรใช้ทกั ษะชีวติ
และกำรใชเ้ ทคโนโลย ี ตลอดจนพฒั นำนักเรยี นให้มคี ุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพ่ือใหส้ ำมำรถอยู่
รว่ มกับผอู้ ืน่ ในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่ำงมคี วำมสขุ
ในกำรจดั ทำ� หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนชดุ น ี้ คณะผจู้ ดั ทำ� ซงึ่ เปน ผเู้ ชยี่ วชำญในสำขำวชิ ำและ
กำรพฒั นำสอื่ กำรเรยี นรไู้ ดศ้ กึ ษำหลกั สตู รอยำ่ งลกึ ซง้ึ ทง้ั ดำ้ นวสิ ยั ทศั น ์ หลกั กำร จดุ หมำยสมรรถนะ
สำ� คญั ของผ้เู รยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สำระและมำตรฐำนกำรเรียนร ู้ ตัวชวี้ ดั ชน้ั ปี สำระ
กำรเรยี นรแู้ กนกลำง แนวทำงกำรจัดกำรเรียนร ู้ กำรวดั และประเมินผลกำรเรียนร ู้ รวมทั้งเอกสำร
หลกั สตู รอนื่ ๆ แลว้ จงึ ออกแบบหนว่ ยกำรเรยี นร ู้ แตล่ ะหนว่ ยกำรเรยี นรปู้ ระกอบดว้ ยคำ� ถำมสำ� คญั
บทเรียนน้นี ักเรียนจะได้เรียนรู้เก่ยี วกับ ศัพท์ทคี่ วรร ู้ นำ่ ร ู้ กิจกรรม คน้ หำคำ� ตอบ แหล่งสืบค้น
ควำมรู้ ฝกเพิ่มพูนทักษะ กิจกรรมสะเต็มศึกษำ ทบทวนควำมเข้ำใจ ผังมโนทัศน์ สำระส�ำคัญ
ประจ�ำหน่วย และกิจกรรมประจ�ำหน่วย และท้ำยเล่มยังมีบรรณำนุกรมและภำคผนวก ซึ่ง
องค์ประกอบของหนังสือเรียนเหล่ำน้ีจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดกำรเรียนรู้อย่ำงครบถ้วนตำม
หลกั สูตร
กำรเสนอเน้ือหำ กิจกรรม และองค์ประกอบอื่น ๆ ในหนังสือเรียนรำยวิชำพื้นฐำนเล่มน้ี
มุ่งเน้นผู้เรียนเปนส�ำคัญ โดยค�ำนึงถึงศักยภำพของนักเรียน เน้นกำรเรียนรู้แบบองค์รวมบน
พ้ืนฐำนของกำรบูรณำกำรแนวคิดทำงกำรเรียนรู้อย่ำงหลำกหลำย จัดกำรเรียนรู้แบบบูรณำกำร
เนน้ ใหน้ กั เรยี นสรำ้ งองคค์ วำมรดู้ ว้ ยตนเอง มงุ่ พฒั นำกำรคดิ และพฒั นำกำรเรยี นรทู้ สี่ อดคลอ้ งกบั
พัฒนำกำรทำงสมองของนักเรียน อันจะช่วยให้นักเรียนเกิดกำรเรียนรู้อย่ำงสมบูรณ์และสำมำรถ
นำ� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจ�ำวันได้
หวงั เปน อยำ่ งยง่ิ วำ่ หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพนื้ ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลย ี ชน้ั มธั ยมศกึ ษำ
ปีท ี่ 3 เล่ม 2 เลม่ นีจ้ ะชว่ ยพฒั นำกำรเรียนร้ขู องนกั เรียนตำมหลักสูตรไดเ้ ปน อยำ่ งด ี

คณะผู้จดั ทาํ



คาช้ีแจง

หนังสือเรียนรำยวิชำพ้ืนฐำนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 3 เล่ม 2
ได้ออกแบบหน่วยกำรเรยี นรู้ใหแ้ ตล่ ะหน่วยกำรเรยี นรปู้ ระกอบด้วยองคป์ ระกอบทีส่ ำ คัญ ดังนี้

องคป ระกอบทสี่ ําคญั ของหน‹วยการเร�ยนรูŒ

คาํ ถามสาํ คญั ฝƒกเพม�ิ พนู ทักษะ

คำ ถำมนำ เพื่อให้นักเรียนค้นหำองค์ควำมรู้เมื่อเรียนจบ คำ ถำมหรือกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้ เพื่อสร้ำงเสริม
หน่วยกำรเรียนรู้ ทกั ษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร ์ และทกั ษะกระบวนกำร
คิดที่สำ คัญ
บทเรย� นน้นี ักเร�ยนจะไดเŒ รย� นรเŒู กย่ี วกับ
กจิ กรรมสะเตม็ ศกึ ษา
เปำหมำยของกำรพัฒนำนักเรียนแต่ละช้ันปี ซ่ึงสอดคล้อง
กบั มำตรฐำนกำรเรียนรู้ กจิ กรรมกำรเรยี นรทู้ บี่ ูรณำกำรวทิ ยำศำสตร ์ เทคโนโลยี
วศิ วกรรมศำสตร ์ และคณติ ศำสตรเ์ ขำ้ ดว้ ยกนั เพอ่ื นำ ควำม
ศัพทท ีค่ วรรŒู รเู้ หลำ่ นไ้ี ปใชแ้ กป้ ญ หำและสรำ้ งสรรคช์ นิ้ งำนทเ่ี ปน ประโยชน์
ในชีวิตจริงและพัฒนำทักษะในศตวรรษท่ ี 21
คำ ศัพท์วิทยำศำสตร์ที่ควรจดจำ ซึ่งเปนคำ หลักในสำระที่
เรียนรู้ซ่งึ จะนำ ไปสู่ควำมเขำ้ ใจทค่ี งทนของนักเรยี น ทบทวนความเขŒาใจ

น‹ารูŒ คำ ถำมหลกั ทำ้ ยหวั เรอ่ื งหลกั เพอ่ื ประเมนิ ควำมร ู้ ควำมเขำ้ ใจ
ในสำระทน่ี กั เรยี นไดเ้ รียนรู้
ควำมรทู้ ำงวทิ ยำศำสตรท์ นี่ ำ่ สนใจ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ควำมคดิ
รวบยอดและสำระทน่ี ักเรียนเรยี นรู้ในบทเรยี น ผังมโนทศั น (concept map)

กจิ กรรม บทสรปุ ควำมคดิ หลกั ของแตล่ ะหนว่ ยกำรเรียนรู้ เพอ่ื ตรวจ
สอบควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจของนกั เรียนและชว่ ยในกำรจดจำ ส่ิง
ภำระงำนทน่ี กั เรยี นฝก ปฏบิ ตั เิ พอื่ ใหเ้ กดิ ทกั ษะ กระบวนกำร ท่เี รียนรู้
ทำงวทิ ยำศำสตร์ทีน่ ำ ไปส่คู วำมเข้ำใจที่คงทนของนกั เรียน

คŒนหาคําตอบ สาระสาํ คัญประจาํ หนว‹ ย

คำ ถำมหลกั ทำ้ ยกจิ กรรมพฒั นำกำรเรยี นรเู้ พอื่ ชว่ ยสรำ้ งเสรมิ สรปุ แนวคิด หลักกำร และควำมคิดรวบยอดของสำระที่นำ
ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ของนกั เรยี น ไปสคู่ วำมเขำ้ ใจทค่ี งทนของนกั เรยี น ในแตล่ ะหนว่ ยกำรเรยี น
รู้ที่สอดคลอ้ งกบั ตัวชว้ี ดั ชัน้ ปี

แหล‹งสบื คนŒ ความรูŒ กิจกรรมประจําหน‹วย

แหล่งเรียนรู้ที่ประกอบด้วยเว็บไซต์ และสื่อ QR (Quick กิจกรรมสรุปควำมร ู้ หลกั กำร ควำมคดิ รวบยอด คำ ศพั ท์ท่ี
Response) ท่ีนักเรียนสำมำรถค้นคว้ำเนื้อหำท่ีสอดคล้อง ได้เรียนรู้ในแต่ละหน่วยกำรเรียนรู้ รวมทั้งกำรนำ ควำมรู้ที่
กบั เร่ืองทเ่ี รียนรู้ ไดไ้ ปประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำ วัน



สัญลักษณกระบวนการเร�ยนรูŒ

สัญลักษณ์ต่ำง ๆ ท่ีก�ำหนดไว้ที่กิจกรรมนั้นมีจุดมุ่งหมำยและจุดเน้นที่แตกต่ำงกันตำมลักษณะของ
กระบวนกำรเรยี นรทู้ ตี่ อ้ งกำรใหน้ กั เรยี นไดเ้ รยี นร ู้ ซง่ึ มคี วำมสอดคลอ้ งกบั ธรรมชำตขิ องกลมุ่ สำระกำรเรยี นรแู้ ละ
จุดเน้นของหลักสูตร ดังน้ัน สัญลักษณ์จึงเปนแนวทำงที่เอ้ือประโยชน์ต่อนักเรียนที่จะศึกษำหำควำมรู้ตำม
รำยละเอยี ดของกจิ กรรม ในหนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพนื้ ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลย ี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 3 เลม่ 2
ได้กำ� หนดสญั ลกั ษณ์ไว้เปน 2 กลุ่ม ดังนี้

สญั ลกั ษณห ลักของกลมุ‹ สาระการเร�ยนรŒูวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี

การสงั เกต เปน กจิ กรรมทก่ี ำ หนดใหน้ กั เรยี น การทดลอง เปน กจิ กรรมทก่ี ำ หนดใหน้ กั เรยี น
สังเกตปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ ตำมควำมคิด ได้ปฏิบัติกำรทดลองเพ่ือพิสูจน์ควำมคิด
รวบยอดของแต่ละหัวเร่ือง แล้วใช้ทักษะ รวบยอดทเ่ี รยี นร ู้ โดยกำรออกแบบกำรทดลอง
กระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร ์ เชน่ กำรจำ แนก ดำ เนินกำรทดลอง และสรุปผลกำรทดลอง
กำรลงสรปุ ขอ้ มลู เพอ่ื ใหเ้ กดิ องคค์ วำมรดู้ ว้ ย แล้วใช้ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์
ตนเอง เชน่ กำรสงั เกต กำรพยำกรณ ์ กำรจดั กระทำ
การสำรวจ เปน กจิ กรรมทกี่ ำ หนดใหน้ กั เรยี น และส่ือควำมหมำยข้อมูล กำรลงสรุป
สำ รวจปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ ตำมควำมคิด ข้อมูล เพ่อื ให้เกดิ องคค์ วำมรู้ด้วยตนเอง
รวบยอดของแต่ละหัวเร่ือง แล้วใช้ทักษะ การสืบค้นข้อมูล เปนกิจกรรมที่กำ หนดให้
กระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร ์ เชน่ กำรสงั เกต นักเรียนสืบค้นข้อมูลจำกแหล่งกำรเรียนรู้
กำรจัดกระทำ และสื่อควำมหมำยข้อมูล ต่ำง ๆ แล้วใช้ทักษะกระบวนกำรทำง
กำรลงสรปุ ขอ้ มลู เพอ่ื ใหเ้ กดิ องคค์ วำมรดู้ ว้ ย วทิ ยำศำสตร์ เช่น กำรลงสรุปขอ้ มลู เพ่ือให้
ตนเอง เกดิ องค์ควำมร้ดู ้วยตนเอง

สญั ลักษณเสร�มของกลุ‹มสาระการเร�ยนรวูŒ ทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

การพัฒนากระบวนการคิด เปนกิจกรรมท่ี การทำประโยชน์ให้สังคม เปนกิจกรรมท่ี
กำ หนดใหน้ กั เรยี นไดใ้ ชก้ ระบวนกำรคดิ เพอื่ กำ หนดให้นักเรียนนำ ควำมรู้ที่ได้จำกกำร
เพิม่ พนู ทักษะกำรคิดของตนเอง เรียนรู้ไปปฏิบัติเพื่อให้ตระหนักในกำรทำ
การปฏิบัติจริง/ฝƒกทักษะ เปนกิจกรรมท่ี ประโยชน์ให้สงั คม
กำ หนดให้นักเรียนได้ฝกปฏิบัติเพ่ือให้เกิด ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เปนกิจกรรมที่
และเพ่ิมพูนทักษะกระบวนกำรทำง กำ หนดใหน้ กั เรยี นไดใ้ ชค้ วำมคดิ สรำ้ งสรรค์
วิทยำศำสตร ์ สรำ้ งภำระงำนเพอ่ื เพมิ่ พนู ทกั ษะกำรคดิ ของ
การประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประจำวนั เปน กจิ กรรม ตนเอง
ทก่ี ำ หนดใหน้ กั เรยี นตอ้ งนำ หลกั กำร แนวคดิ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เปน กจิ กรรมทก่ี ำ หนดให้
ของควำมคิดรวบยอดในหัวเร่ืองที่เรียนรู้ นักเรียนได้แยกแยะหำควำมสัมพันธ์ หรือ
มำใช้แก้ปญหำในสถำนกำรณ์จริงของชีวิต ควำมเปนเหตุเปนผลของข้อมูลจำก
ประจำ วัน ปรำกฏกำรณท์ ส่ี นใจ เพอ่ื ใหเ้ กดิ องคค์ วำมรู้
โครงงาน เปน กจิ กรรมโครงงำนคดั สรรทนี่ ำ ดว้ ยตนเอง
หลักกำร แนวคิดของควำมคิดรวบยอดใน
หวั เร่อื งท่ีเรยี นรู้มำใช้แกป้ ญหำ



สารบญ

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ ..... 1 ผังมโนทัศน์ .................................................. 102
การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์ ...... 2 สำระสำ คัญประจำ หนว่ ย ................................ 103
ปรากฏการณ์ที่โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ ....... 8 กิจกรรมประจำ หนว่ ย .................................... 104
ปรากฏการณ์ระหวา่ งดวงอาทิตย์ โลก
และดวงจันทร์ ......................................13 หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 8 วัสดุในชวี ติ ประจำวนั .....107
เทคโนโลยีอวกาศ .................................22 พอลเิ มอร์ .........................................108
เซรามิกส์ ..........................................115
ผังมโนทศั น์ .....................................................31 วสั ดุผสม...........................................117
สำระสำ คญั ประจำ หน่วย ...................................32 การใชว้ สั ดอุ ย่างประหยัดและคุม้ คา่ ..........118
กิจกรรมประจำ หนว่ ย .......................................32
ผังมโนทัศน ์.................................................. 119
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 6 ระบบนเิ วศ ...................35 สำระสำ คญั ประจำ หนว่ ย ................................ 120
ความสัมพนั ธ์ของสง่ิ มีชีวติ กบั สงิ่ แวดล้อม.....36 กจิ กรรมประจำ หนว่ ย .................................... 120
การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ............43
การถา่ ยทอดสารพิษในระบบนเิ วศ .............47 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 9 ปฏิกริ ิยาเคม.ี ...............123
ความสมดุลของระบบนิเวศ ......................48 การเกิดปฏิกิริยาเคมี ............................124
ความสัมพนั ธ์ของสิ่งมชี วี ติ ท่ีอาศัยอยู่รว่ มกัน มวลและพลงั งานกับปฏิกิริยาเคมี.............128
ในระบบนเิ วศ ......................................50 ปฏิกิรยิ าเคมีในชีวิตประจำวัน .................133
ความหลากหลายทางชวี ภาพ.....................53 กจิ กรรมสะเตม็ ศึกษา ...........................139

ผังมโนทัศน์ .....................................................60 ผงั มโนทศั น์ .................................................. 149
สำระสำ คญั ประจำ หนว่ ย ...................................61 สำระสำ คัญประจำ หน่วย ................................ 150
กิจกรรมประจำ หนว่ ย .......................................63 กิจกรรมประจำ หน่วย .................................... 151

หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 7 การถ่ายทอดลักษณะ บรรณานุกรม..........................................153
ทางพนั ธุกรรม ..........................................67 ภาคผนวก .............................................154

ลกั ษณะทางพันธกุ รรม ...........................68 กำรเตรยี มสำร ......................................... 154
โครโมโซม ดเี อน็ เอ และยนี ....................70 อุปกรณ์และแหล่งกำรเรยี นรู้ ..................... 155
การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม อภธิ ำนศัพท์ ............................................ 160
ของส่ิงมีชีวิต ........................................76
การแบง่ เซลล์.......................................83
โรคทางพันธกุ รรม.................................88
เทคโนโลยีชีวภาพ.................................93

หน 5ว่ ยการเรียนรทู ่ี

ดาราศาสตรแ ละอวกาศ

คำาถามสาำ คญั • การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์
• ปรากฏการณ์ทโ่ี ลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์
• ปรากฏการณ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์
• เทคโนโลยอี วกาศ

1. ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทติ ยไ์ ด้อยา่ งไร
2. โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ส่งผลตอ่ สิ่งมชี ีวิตอยา่ งไร
3. การโคจรของดวงอาทิตย ์ โลก และดวงจนั ทร์ ทำ ใหเ้ กิดปรากฏการณอ์ ะไร
4. เทคโนโลยีอวกาศมปี ระโยชน์อยา่ งไร

ดาราศาสตรแ ละอวกาศ

บทเรียนนีน้ ักเรยี นจะไดเ รยี นรูเกย่ี วกับ การโคจรของดาวเคราะหรอบ

1. การโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ย์ด้วย ดวงอาทติ ย
แรงโน้มถว่ ง
ในระบบสรุ ยิ ะมดี วงอาทติ ยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลาง
2. การเกิดฤดู และการเคลื่อนที่ปรากฏของ ของระบบ โดยมีดาวเคราะห์และบริวาร
ดวงอาทติ ย์ ดาวเคราะหแ์ คระ ดาวเคราะหน์ อ้ ย ดาวหาง และ
อื่น ๆ เช่น วัตถแุ ถบไคเปอรโ์ คจรอย่โู ดยรอบ
3. การเกิดปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม การ ซ่ึงวัตถุเหล่านี้รวมถึงโลกและดวงจันทร์โคจร
เปลย่ี นแปลงเวลาการขน้ึ และตกของดวงจนั ทร ์ รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง ในหัวข้อนี้
และการเกิดปรากฏการณ์นำ้ ขนึ้ น้ำ ลง

4. ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ

นักเรียนจะได้เรียนรู้ว่า ดาวเคราะห์และวัตถุ
ต่าง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์ได้อยา่ งไร
ระบบสุริยะอยู่รวมกันเป็นระบบได้อย่างไร นักคิด นักปราชญ์ได้พยายามไขปริศนาเร่ืองนี้
มาตงั้ แตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จุบนั ตามลา� ดับ ดงั นี ้

นา่ รู

วัตถุแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt Objects) มี
องค์ประกอบหลักเป็นหินปนน้ำ แข็ง มีวงโคจรรอบ
ดวงอาทติ ย์อยถู่ ดั จากดาวเนปจนู ออกไป ดาวพลูโต
โลก และดาวเคราะห์แคระอีกหลายดวงในระบบสุริยะ
ถูกค้นพบในแถบไคเปอร์ ปัจจุบันมีการค้นพบวัตถุ
ประเภทนีม้ ากกว่า 35,000 ดวง

รูปท่ี 5.1 ระบบสุริยะ

ทีม่ า: คลังภาพ วพ.

อาริสโตเตลิ (Aristotle) ไดเ้ สนอแนวความคิดว่า โลกเปน็
ศนู ยก์ ลางของจกั รวาล ซง่ึ เปน็ ทย่ี อมรบั กนั มาก ในอดตี แนวความคดิ
นี้ได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากชาวกรีกส่วนใหญ่ที่เชื่อว่าโลก
ไมไ่ ดเ้ คลอื่ นทแ่ี มจ้ ะมชี าวกรกี บางคน เชน่ อารสิ ตารช์ สั (Aristarchus)
ท่ีเชื่อว่าโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์
แตผ่ คู้ นในยคุ นัน้ ไม่มีใครเช่ือแนวคดิ ของเขามากนัก

รปู ท่ี 5.2 อาริสโตเติล

ท่มี า: คลังภาพ วพ.

หนังสือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม. 3 เล่ม 2 3

ความคดิ ท่วี า่ ดวงอาทติ ย์เป็นศูนย์กลางของทุก ๆ ส่ิงใน

ระบบสุริยะมีขึ้นอย่างจริงจังในสมัยของนิโคเลาส์ โคเพอร์นิคัส

(Nicolaus Copernicus, พ.ศ. 2016–2086) เขาเสนอทฤษฎี

วา่ ดวงอาทติ ยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลางของระบบสรุ ยิ ะ ดาวเคราะหท์ กุ ดวง

รวมทั้งโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์โคจรรอบโลก

เขาคดั คา้ นทฤษฎเี ดมิ ของกรกี ทใ่ี หเ้ หตผุ ลวา่ โลกหมนุ รอบตวั เอง

ไมไ่ ด ้ เพราะจะเกดิ พายอุ ยา่ งรนุ แรง และโลกเคลอื่ นทไ่ี มไ่ ด ้ เพราะ

จะทา� ใหต้ า� แหนง่ ของดาวฤกษบ์ นทอ้ งฟา้ เปลย่ี นแปลงตลอดเวลา

แตโ่ คเพอรน์ คิ สั อธบิ ายวา่ แมโ้ ลกจะหมนุ รอบตวั เองกไ็ มเ่ กดิ พายุ รปู ท่ี 5.3 นโิ คเลาส์ โคเพอร์นิคัส
เพราะทกุ สง่ิ หมนุ ไปดว้ ยกนั และแมโ้ ลกจะเคลอ่ื นท ่ี ตา� แหนง่ ของ
ที่มา: คลังภาพ วพ.

ดาวฤกษก์ ไ็ มเ่ ปลยี่ นแปลงเพราะดาวฤกษแ์ ตล่ ะดวงอยหู่ า่ งไกลมาก เขาใชเ้ วลาหลายปใี นการรวบรวม

ขอ้ มลู จากการสงั เกตดวงดาว เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ดวงอาทติ ยเ์ ปน็ ศนู ยก์ ลางโดยมดี าวเคราะหโ์ คจร

รอบ ๆ เปน็ วงกลม แต่แล้วโคเพอรน์ ิคสั กย็ งั ลังเลทจี่ ะเผยแพร่ความรนู้ ีอ้ อกไป เน่อื งจากเขารู้ดีว่า

ยังมขี อ้ บกพร่องอยมู่ าก

จนกระท่ังโจฮันส์ เคปเลอร์ (Johannes Kepler, พ.ศ.

2114–2173) นกั ดาราศาสตรช์ าวเยอรมนั ซงึ่ มคี วามเชอื่ ในทฤษฎี

ของโคเพอร์นิคัส แต่ได้ล้มเลิกความคิดที่ว่า ดวงดาวโคจรเป็น

วงกลมโดยหนั มาใชก้ ารโคจรเปน็ รปู วงรหี รอื รปู ไขอ่ ธบิ ายแทน ทา� ให้

การโคจรของดวงดาวดงู า่ ยกวา่ เดมิ เขาไดต้ ้งั กฎขึ้นมา 3 ขอ้ เพือ่

ใชอ้ ธิบายลกั ษณะของการโคจรดงั กล่าว ซงึ่ พอสรปุ ไดด้ งั น้ี

กฎขอ้ ที่ 1 ดาวเคราะหแ์ ต่ละดวงโคจรรอบดวงอาทติ ย์เปน็

วงร ี โดยมดี วงอาทิตย์เปน็ ศนู ยก์ ลางรว่ มของวงโคจรทกุ วง

กฎขอ้ ที่ 2 ดาวเคราะห์ที่เข้าใกลด้ วงอาทติ ย์มากจะเคล่ือนที่ รูปท่ี 5.4 โจฮนั ส์ เคปเลอร์
เรว็ ขึน้ ถ้าเคลื่อนทห่ี า่ งจากดวงอาทติ ย์กจ็ ะเคล่ือนทช่ี ้าลง
ที่มา: คลงั ภาพ วพ.
กฎข้อท่ี 3 กล่าวถึงความสัมพันธ์กันของระยะเวลาที่

ดาวเคราะห์เคลื่อนท่ีรอบดวงอาทิตย์กับระยะห่างโดยเฉลี่ยระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวเคราะห์นั้น

กลา่ วคอื ดาวเคราะหท์ อี่ ยไู่ กลจากดวงอาทติ ยม์ ากจะใชเ้ วลาโคจรรอบดวงอาทติ ยน์ านกวา่ ดาวเคราะห์

ท่ีอยู่ใกล้ สิ่งท่ีเคปเลอร์ค้นพบมีความส�าคัญอย่างย่ิงทางดาราศาสตร์ในยุคต่อมา แต่ส่ิงหนึ่ง

ที่เขายงั สงสยั อยกู่ ค็ ือ แรงอะไรทที่ า� ให้ดาวเคราะห์หมุนไปรอบดวงอาทติ ย์

4 หนงั สือเรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย ี ม. 3 เล่ม 2

กาลเิ ลโอ กาลเิ ลอี (Galileo Galilei, พ.ศ. 2107–2185) นักวทิ ยาศาสตร์ชาวอิตาลี ไดน้ �า
วธิ ีการทดลองมาใชใ้ นการพสิ ูจนค์ วามจรงิ ทางธรรมชาติตา่ ง ๆ แต่ที่เกย่ี วข้องกับดาราศาสตร์นน้ั
กาลเิ ลโอได้สนับสนุนความคดิ ทว่ี า่ โลกเคลอ่ื นทรี่ อบดวงอาทติ ย ์ เขาจงึ ประกาศยอมรับทฤษฎีของ
โคเปอร์นิคัส ท่ีว่าดวงอาทิตย์อยู่เป็นศูนย์กลาง ดาวเคราะห์และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย ์
ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลก แตแ่ นวคิดนกี้ ลายเปน็ แนวคิดตอ้ งห้ามในยคุ นัน้ จงึ ทา� ใหก้ าลิเลโอได้รบั
การลงโทษ นอกจากนี ้ กาลิเลโอได้ใช้กลอ้ งโทรทรรศนส์ ังเกตดวงดาวต่าง ๆ บนทอ้ งฟา้ เขาพบว่า
บนผิวของดวงจันทร์มีหลุมบ่อขรุขระ พบฝ้าขาว ๆ เป็นแนวบนท้องฟ้า (ทางช้างเผือก) ในนั้น
ประกอบด้วยดวงดาวมากมาย เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์มีเส้ียวแบบดวงจันทร์ และดาวพฤหัสบดี
มบี ริวารหลายดวง

ในเวลาตอ่ มา เซอร ์ ไอแซก นวิ ตนั (Sir Isaac Newton, พ.ศ. 2185–2270) นกั วทิ ยาศาสตร์

ชาวอังกฤษ ได้ยอมรับทฤษฎีการเคลื่อนท่ีรอบดวงอาทิตย์ของ

เคปเลอร์ และเขาได้พยายามค้นหาค�าตอบท่ีเคปเลอร์ท้ิงไว้ว่า

ท�าไมดาวเคราะห์ทุกดวงจึงต้องเคล่ือนท่ีโคจรไปรอบดวงอาทิตย์

เขาเริ่มตั้งโจทย์ว่า ท�าไมดวงจันทร์จึงโคจรรอบโลก ท�าไมจึง

ไมห่ ลดุ ลอยออกไปไกล ๆ ในอวกาศ มแี รงอะไรดงึ ดดู ไวใ้ นวงโคจร

มีการเล่าต่อกันมาว่า วันหน่ึงขณะที่นิวตันนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิล

ลูกแอปเปิลตกลงมาสู่พื้นลูกแล้วลูกเล่า มันไม่ลอยข้ึนไปข้างบน

เลย แสดงว่า โลกต้องมีแรงดึงดูดส่งิ ตา่ ง ๆ เอาไว ้ และก็ดึงดดู

ดวงจันทร์เอาไว้ดว้ ย แตเ่ นือ่ งจากดวงจันทรอ์ ยไู่ กลมากจงึ ไม่ตก รปู ที่ 5.5 เซอรไ์ อแซก นิวตัน
ลงสู่โลก ต่อจากน้ันนิวตันก็ค�านวณผลจากกฎของเคปเลอร์ ทีม่ า: คลังภาพ วพ.

เพื่อยืนยันทฤษฎขี องตนเอง

นวิ ตนั สรปุ ทฤษฎขี องเขาทก่ี ลา่ วอยา่ งยอ่ ๆ วา่ วตั ถเุ ชน่ โลกเรานมี้ แี นวโนม้ ทจ่ี ะเคลอื่ นทเี่ ปน็

เส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ แต่ดวงอาทิตย์ได้ดึงดูดไว้ จึงท�าให้โลกโคจรเป็นวงรีรอบดวงอาทิตย์

ซ่ึงคล้าย ๆ กับการท่ีเราเอาลูกบอลผูกกับเชือก แล้วแกว่งลูกบอลไปรอบ ๆ ศีรษะ ลูกบอล

จะไมไ่ ปไหน แตจ่ ะเคลอ่ื นทเี่ ปน็ วงกลม การทด่ี าวเคราะหท์ กุ ดวงโคจรรอบดวงอาทติ ย ์ หรอื ดวงจนั ทร์

โคจรรอบโลก ก็ด้วยเหตุผลในลักษณะเดียวกันน้ี ดังน้ันปริศนาของ ศัพทที่ควรรู
เคปเลอรท์ ี่ว่า แรงอะไรทีท่ �าใหด้ าวเคราะหห์ มุนไปรอบดวงอาทิตย ์ จึงถูก
คน้ พบโดยนวิ ตนั เขาเรยี กแรงนีว้ ่า แรงโน้มถว่ ง (gravitational force) แรงโนม้ ถว่ ง

หนงั สอื เรียนรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2 5

นวิ ตนั ไดต้ ง้ั กฎแรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวลวา่ “อนภุ าคของสสารตา่ ง ๆ ยอ่ มออกแรงดงึ ดดู ซง่ึ กนั
และกนั ดว้ ยแรงซงึ่ เปน็ สัดสว่ นโดยตรงกับผลคณู ของมวลอนภุ าคเหลา่ นัน้ และเป็นสัดสว่ นผกผนั
กบั ก�ำลังสองของระยะห่างระหวา่ งมวล” ดงั สมการ

F = Gmr21m2

โดยท ่ี F แทน แรงดึงดูดระหวา่ งมวลอนุภาคท้งั สอง มีหนว่ ยเปน็ นิวตัน (N)
G แทน คา่ นจิ โน้มถ่วงสากล มหี น่วยเปน็ นวิ ตัน.เมตร2/กโิ ลกรัม2
(N.m2/kg2)
mrm 12 แแแทททนนน มวลของอนภุ าคแรก มหี น่วยเปน็ กโิ ลกรัม (kg)
มวลของอนุภาคทส่ี อง มีหน่วยเปน็ กโิ ลกรมั (kg) (m)
ระยะหา่ งระหว่างอนภุ าคทง้ั สอง มหี นว่ ยเป็น เมตร

การที่โลกไม่จมหายเข้าไปในดวงอาทิตย์ก็เพราะว่า โลกมีแรงอีกแรงหนึ่งท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจาก
การเคลื่อนที่ของตัวเองคอยต้านไว้ จุดที่แรงทั้งสองมีขนาดเท่ากัน
ซึ่งเกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองท�ำให้เกิดวิถีโคจร (trajectory) ของโลก ศัพทที่ควรรู

หรือวงโคจร (orbit) ของโลกรอบดวงอาทิตย์ และการเกิดวงโคจรของ วงโคจร
ดาวเคราะห์ดวงอ่ืน ๆ รวมถึงการโคจรของดวงจันทร์รอบโลกก็อยู่ใน
ลักษณะเช่นเดียวกัน ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะโคจรรอบดวงอาทิตย์
อยา่ งไร นกั เรยี นสามารถเรยี นรูไ้ ดจ้ ากกจิ กรรมต่อไปน้ี

ดวงดาวมีการเคลื่อนทล่ี ักษณะใด

กจิ กรรมที่ 1 สงั เกต

การเคลอ่ื นทขี่ องดวงดาว

ปญั หา ปกตวิ ตั ถจุ ะเคลอ่ื นทใี่ นแนวตรง เพราะเหตใุ ดในอวกาศดาวเคราะหจ์ งึ เคลอ่ื นทเี่ ปน็ เสน้ โคง้
ข้นั ตอน
ตอนที่ 1
1. นำ�โต๊ะ 2 ตัวมาวางขนานกัน โดยให้อยู่ห่างกันประมาณ 1 เมตร นำ�ไม้เมตรมาวาง
ตรงกลาง ใชเ้ ทปกาวติดปลายทงั้ 2 ข้างของไมเ้ มตรเข้ากับโตะ๊ ดงั รปู ที่ 5.6 (ก)

6 หนงั สอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2
2. ผูกปลายเชือกเข้ากบั ไม้เมตรทง้ั 2 ดา้ น ให้เชอื กหยอ่ นเปน็ รปู ตวั ยู (U) ใช้เทปกาวติด
ปลายเชือกทง้ั 2 ขา้ งให้แน่น (ป้องกนั ไมใ่ ห้เชอื กเลือ่ นตำ�แหน่ง) ดังรูปที่ 5.6 (ข)
3. นำ�เชือกอกี เสน้ หนงึ่ สอดเข้าไปในช่องรปู ตัวยู (U) แล้วผูกปลายเชือกท้ัง 2 ขา้ งเขา้ กบั
ถ้วยพลาสติกให้อยู่ในตำ�แหน่งสมดุล ให้ถ้วยพลาสติกอยู่ห่างจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร
ดงั รปู ที่ 5.6 (ค)
4. ใส่ทรายละเอียดลงไปในถ้วยพลาสติกประมาณคร่ึงถ้วย วางกระดาษโปสเตอร์ไว้ใต้
ถ้วยพลาสติก ใช้ปลายดินสอหรือปลายวงเวียนเจาะรูตรงกลางถ้วยพลาสติก ดึงถ้วยพลาสติก
ไปด้านหลัง แลว้ ปลอ่ ยให้แกวง่ อยา่ งอสิ ระ ดงั รปู ท่ี 5.6 (ง) สงั เกตส่ิงทเี่ กดิ ข้ึน และบนั ทึกผล

(ก) (ค)

(ข) (ง)

รูปท่ี 5.6 การจัดอปุ กรณส์ ังเกตการณเ์ คลอ่ื นที่ของดวงดาว

ตอนท่ี 2
1. นำ�เชอื กยาวประมาณ 1 เมตร มาผกู ปลายขา้ งหนง่ึ เขา้ กบั มว้ นเทปกาวใหแ้ นน่ สว่ นปลาย
อีกข้างหนึง่ สอดทะลุเข้ากบั หลอดด้าย แลว้ นำ�ไปผูกกบั ช้อนโลหะ ดังรูปที่ 5.7 (ก)
2. จัดให้หลอดด้ายอยู่กึ่งกลางระหว่างช้อนโลหะกับม้วนเทปกาว ใช้มือข้างที่ถนัดจับ
หลอดด้ายไว้ สว่ นมืออกี ข้างจบั มว้ นเทปกาว ดังรูปท่ี 5.7 (ข)
3. ปล่อยมอื จากมว้ นเทปกาว ใชม้ อื ท่จี ับหลอดดา้ ยเหวี่ยงชอ้ นโลหะให้เคลอื่ นที่เปน็ วงกลม
ในแนวราบเหนือศีรษะอย่างต่อเนื่อง ดังรูปที่ 5.7 (ค) สังเกตการเคล่ือนท่ีของช้อนโลหะ แล้ว
บนั ทึกผล

หนังสือเรียนรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 7

(ก) (ข) (ค)

รูปที่ 5.7 การจดั อุปกรณ์สังเกตการณเ์ คลอ่ื นท่ขี องช้อนโลหะ

บันทึกผลการสังเกต

การสงั เกต ผลที่เกิดขน้ึ
ตอนท่ี 1 ควรบนั ทกึ ผลการสงั เกตในสมดุ
สง่ิ ทีส่ ังเกตเหน็ บนกระดาษโปสเตอร์
ตอนที่ 2
การเคลื่อนท่ขี องช้อนโลหะ

ค้นหาคำ�ตอบ

1. ขณะทีถ่ ้วยพลาสติกแกว่งมแี รงอะไรมากระทำ�
2. ในอวกาศดาวเคราะหม์ แี รงมากระทำ� ทำ�ใหด้ าวเคราะหเ์ คลอ่ื นทเ่ี หมอื นกบั ถว้ ยพลาสตกิ นห้ี รอื ไม่ ใน

ลกั ษณะใด
3. แรงทีด่ ึงชอ้ นโลหะเขา้ หาศูนยก์ ลางเรยี กวา่ อะไร ถา้ ไมม่ ีแรงนี้ช้อนโลหะจะเคล่ือนท่ีในลกั ษณะใด
4. ดาวเคราะห์และบริวารไม่เคลอื่ นทอ่ี อกไปส่อู วกาศเนื่องจากมีแรงอะไร

จากกิจกรรมที่ 1 จะเห็นไดว้ า่ ดาวเคราะหก์ ค็ ลา้ ยกับถ้วยพลาสติกท่ีมแี รงภายนอกหลาย
แรงมากระท�ำ ดาวเคราะห์แต่ละดวงหมุนรอบตัวเองและมีการเคล่ือนท่ีไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน
กม็ แี รงจากดาวดวงอน่ื มากระทำ� โดยเฉพาะแรงจากดวงอาทติ ย์ ซง่ึ แรงทงั้ หมดนบี้ งั คบั ใหด้ าวเคราะห์
เคล่ือนท่ีเป็นเส้นโค้งรอบดวงอาทิตย์ และจากกิจกรรมจะพบว่า แรงท่ี
เก่ยี วขอ้ งในการแกว่งของชอ้ นโลหะ คอื แรงดงึ ในเส้นเชอื กดงึ ช้อนโลหะ ศัพทท ค่ี วรรู
ในทศิ เขา้ สมู่ อื เรา เรยี กแรงนวี้ า่ แรงสศู่ นู ยก์ ลาง (centripetal force) และ
แรงสู่ศูนยก์ ลาง

ยังมีแรงจากเทปกาวท่ีดึงชอ้ นโลหะลง แรงน้ีคือ แรงโน้มถ่วง
จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ (รวมท้ังดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ)
อยู่เป็นระบบได้ภายใต้แรงโน้มถ่วง ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะจะเคลื่อนท่ี 2 ลักษณะ

8 หนงั สือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2
พรอ้ ม ๆ กนั คอื การหมนุ รอบตวั เองและในขณะเดยี วกนั กเ็ คลอื่ นทโ่ี คจรไปรอบดวงอาทติ ยใ์ นวงโคจร
ของตวั เอง ดาวแตล่ ะดวงจะโคจรดว้ ยความเรว็ ทเ่ี หมาะสมคา่ หนงึ่ ซง่ึ มที ศิ ทางในแนวเสน้ สมั ผสั ของ
วงโคจรของดาวดวงนนั้ ๆ โดยมแี รงโนม้ ถว่ งซง่ึ เปรยี บเสมอื นกบั แรงสศู่ นู ยก์ ลาง ทำ� ใหบ้ รวิ ารทงั้ หลาย
โคจรอย่ใู นวงโคจรของตนเองได้ ซึง่ ปรากฏการณ์ทดี่ วงดาวตา่ งฝ่ายตา่ งสง่ แรงดงึ ดูดซึง่ กนั และกัน
น้นั เปน็ ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ งดวงดาวในระบบสรุ ิยะ ทำ� ใหร้ ะบบสุรยิ ะคงอยเู่ ปน็ ระบบไดน้ ั่นเอง

ทศิ ทางการเคลอ่ื นท่ี
ดวงจนั ทร์

แรงโนม้ ถ่วง

โลก

รูปท่ี 5.8 การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก

ทบทวนความเขา้ ใจ

1. โลกโคจรรอบดวงอาทิตยด์ ว้ ยแรงใด
2. กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนวิ ตันมนี ยิ ามวา่ อยา่ งไร

ปรากฏการณท์ ี่โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์

โลกท่ีเราอาศัยอยู่น้ันมีสัณฐานกลม โดยมีเส้นศูนย์สูตร (equator) เป็นเส้นสมมุติ
แบ่งคร่งึ โลกออกเปน็ 2 สว่ น คือ ซกี โลกเหนอื และซีกโลกใต้ จดุ เหนอื สดุ เรียกว่า ขว้ั โลกเหนือ
(North Pole) และจุดใต้สุดเรียกว่า ข้ัวโลกใต้ (South Pole) เม่ือขยายขอบเขตของโลกไป
ในอวกาศ จะได้ทรงกลมสมมุติท่ีครอบโลก เรียกว่า ทรงกลมฟ้า (The celestial sphere)
ดงั รูปที่ 5.9
การที่โลกหมุนรอบตัวเองน้ัน โลกจะหมุนรอบแกนโลก (axis) ซ่ึงเป็นแกนสมมุติ
ท่ผี ่านขั้วโลกเหนอื ข้ัวโลกใต้ และจดุ ศนู ยก์ ลางของโลก

หนงั สือเรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม. 3 เลม่ 2 9

ข้วั โลกเหนือ ทรงกลมฟา
โลก เส้นศนู ยส์ ตู ร
ขั้วโลกใต้
แกนโลก

รูปที่ 5.9 ทรงกลมฟา

ในขณะทโ่ี ลกหมนุ รอบตวั เอง โลกจะโคจรรอบดวงอาทติ ยไ์ ปดว้ ย โดยโคจรจากทศิ ตะวนั ตก
ไปยงั ทศิ ตะวนั ออก ทศิ เดียวกบั การหมนุ รอบตวั เองของโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตยใ์ นลกั ษณะ
แกนโลกเอียงท�ามุมประมาณ 23.5 องศากับแนวต้ังฉากกับระนาบท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
ดงั รปู ท่ ี 5.10

ทางโคจรรอบโลก โลกหมุนรอบตัวเอง
23.5 

ดวงอาทิตย์

แกนโลกเอยี งทำ
มมุ กบั เสน้ ตั้งฉาก
กับระนาบโคจร
รอบดวงอาทิตย์

รปู ที่ 5.10 การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์
โดยแกนโลกเอียงจากแนวต้ังฉากกบั ระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

10 หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม. 3 เล่ม 2 โลกหมุนรอบตวั เอง

21 มี.ค. N 23.5 
N
N 22 ธ.ค.
21 ม.ิ ย.
N

23 ก.ย.

รูปท่ี 5.11 ลกั ษณะการโคจรของโลกรอบดวงอาทติ ย์

เน่ืองจากแกนโลกเอียงท�ามุมประมาณ 23.5 องศา ขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์ จากรูปท่ี
5.11 ในวันท่ี 21 มิถุนายน โลกหนั ซีกโลกเหนอื เข้าหาดวงอาทติ ย์จึงทา� ใหซ้ ีกโลกเหนอื เริ่มเข้าสู่
ฤดรู อ้ น สว่ นวนั ท ่ี 22 ธนั วาคม เปน็ วนั เรม่ิ ตน้ ฤดหู นาวของซกี โลกเหนอื เนอ่ื งจากโลกหนั ซกี โลกเหนอื
ออกจากดวงอาทิตย์ ในวันที่ 21 มีนาคม และวันท่ี 23 กันยายน โลกได้หันด้านข้างเข้าหา
ดวงอาทติ ยจ์ งึ เปน็ วนั เรม่ิ ฤดใู บไมผ้ ลแิ ละฤดใู บไมร้ ว่ ง ตามลา� ดบั แตใ่ นประเทศตา่ ง ๆ ทอี่ ยบู่ รเิ วณ
เส้นศูนยส์ ูตรของโลก ฤดกู าลจะไมแ่ ตกต่างกนั มากเม่อื เทียบกับประเทศท่อี ยู่บริเวณซกี โลกเหนือ
และซกี โลกใต้
การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตยใ์ นลกั ษณะที่แกนโลกเอยี ง ท�าให้บรเิ วณต่าง ๆ ของโลก
ได้รบั แสงจากดวงอาทติ ยแ์ ตกต่างกัน จงึ เกดิ เปน็ ฤดกู าลต่าง ๆ บนโลก ขึ้นอยูก่ ับต�าแหนง่ บนโลก
ถ้าบริเวณใดได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ในแนวตรง บริเวณนั้นจะเป็นฤดูร้อน แต่ถ้าได้รับแสง
จากดวงอาทิตยใ์ นแนวเฉยี งจะทา� ให้เป็นฤดกู าลอืน่

ทุกวันดวงอาทติ ย์ขน้ึ และตกในลกั ษณะใด

กิจกรรมท่ี 2 สรา ง

แบบจาำ ลองการโคจรรอบดวงอาทติ ยข องโลก

ปญั หา ในแต่ละวนั ดวงอาทิตย์ข้นึ และตกท่ตี ำ แหน่งเดมิ หรอื ไม่

หนังสือเรยี นรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 11

ขน้ั ตอน
1. นำ�ชดุ ทอ้ งฟา้ ไปตดิ บนลกู โลก โดยใหท้ ศิ เหนอื ชไ้ี ปทางขว้ั โลกเหนอื ทศิ ใตช้ ไ้ี ปทางขว้ั โลก
ใต้ และเสน้ เช่อื มทิศตะวันออกและตะวนั ตกทาบไปกบั เสน้ ศนู ยส์ ตู รบนลกู โลก
2. นำ�ชดุ อปุ กรณ์ทีต่ ดิ ตั้งแล้วจากขอ้ 1 ไปวางบนตำ�แหนง่ ที่ 1 บนชดุ แสงจากดวงอาทิตย ์
โดยวางลูกโลกให้เอียงตามลักษณะการเอียงของโลกในวันท่ี 21 มีนาคม ปรับให้ปลายปากกา
ที่อย่ใู นชดุ แสงจากดวงอาทติ ย์ตรงกับขอบฟ้าทิศตะวนั ออกบนชุดทอ้ งฟ้า
3. หมุนลูกโลก เพ่ือจำ�ลองการหมุนรอบตัวเองของโลก สังเกตแนวเส้นบนปากกาท่ีเกิด
บนชดุ ทอ้ งฟ้า
4. ทำ�การทดลองเช่นเดมิ แตเ่ ปลี่ยนตำ�แหนง่ ลูกโลกไปที่ตำ�แหน่ง 2, 3 และ 4 ตามลำ�ดับ
จดั ลักษณะการเอยี งของลกู โลกให้เหมือนการเอียงของโลกในวนั ท่ี 21 มิถุนายน, 23 กันยายน
และ 22 ธนั วาคม ตามลำ�ดบั หมนุ ปลายปากกาตามตำ�แหนง่ ของลูกโลก แต่ให้ความสงู ของระดบั
ปากกาเทา่ เดมิ
5. สังเกตและบนั ทกึ ผลเสน้ ของปากกาทเ่ี กดิ บนชุดทอ้ งฟา้ ในแตล่ ะตำ�แหนง่

บนั ทกึ ผลการสรา้ ง

รายการบันทกึ ผลการสรา้ ง

ควรบันทกึ ผลการสงั เกตในสมดุ

คน้ หาคำ�ตอบ

1. แนวเสน้ ปากกาในแตล่ ะตำ�แหนง่ เหมือนหรือแตกต่างกนั
2. แนวเสน้ ปากกาที่ปรากฏบนชุดท้องฟ้าแสดงทิศทางการเคล่ือนทข่ี องอะไร
3. เมอื่ โลกโคจรรอบดวงอาทติ ยใ์ นลกั ษณะแกนโลกเอยี ง ทำ�ใหต้ ำ�แหนง่ การขนึ้ และตกของดวงอาทติ ย์

เป็นอยา่ งไร
4. นกั เรียนคิดวา่ ในชวี ติ ประจำ�วนั การขึน้ และตกของดวงอาทิตย์มกี ารเปลีย่ นแปลงหรือไม่ อยา่ งไร

12 หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม. 3 เล่ม 2
ในรอบ 1 ปี จากการสังเกตการข้ึนและตกของดวงอาทิตย์พบว่า วันท่ี 21 มีนาคม
ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออกพอดี หลังจากน้ันดวงอาทิตย์จะค่อย ๆ เล่ือนไปทาง
ทศิ ตะวันออกเฉยี งไปทางเหนือ จนกระทั่งวนั ท ่ี 21 มถิ ุนายน ดวงอาทติ ย์จะขน้ึ ทางทิศตะวันออก
โดยเฉียงไปทางเหนือประมาณ 23.5 องศา ต�าแหน่งที่ดวงอาทิตย์ข้ึนจะเริ่มเล่ือนกลับมาทาง
ทิศตะวนั ออกซึง่ วนั ที ่ 23 กันยายน ดวงอาทิตยจ์ ะข้นึ ตรงทศิ ตะวันออกพอดีอกี คร้ัง หลังจากนนั้
ต�าแหน่งท่ีดวงอาทิตย์ขึ้นจะค่อย ๆ เลื่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้ จนถึงวันที ่
22 ธันวาคม ดวงอาทิตยจ์ ะขนึ้ ทางทิศตะวนั ออกเฉยี งไปทางใตป้ ระมาณ 23.5 องศา ดวงอาทติ ย์
จะเลอื่ นกลบั ข้ึนมาทางทศิ ตะวนั ออกจนวันที่ 21 มนี าคม ดวงอาทติ ย์ขึ้นตรงทิศตะวนั ออกพอดี
ครบรอบเปน็ วฏั จักรเร่อื ยไป ดงั รปู ท ่ี 5.12

21 ม.ี ค., 23 ก.ย. 21 ม.ิ ย.

22 ธ.ค.

ตะวันตก

ใต้ เหนือ

ตะวันออก

รูปที่ 5.12 การขนึ้ และตกของดวงอาทิตยท์ ต่ี ำแหนง่ ตา่ ง ๆ ในแตล่ ะเดอื น

นา่ รู

ดวงอาทิตย์เทย่ี งคนื (The midnight sun) เปน็
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่ีเกิดจากโลกหมุนรอบ
ตวั เองไปพรอ้ ม ๆ กบั การโคจรรอบดวงอาทติ ย ์ โดย
หมนุ เอาแกนขว้ั โลกเหนอื และขวั้ โลกใตส้ ลบั กนั แลว้
หนั เขา้ หาดวงอาทติ ยใ์ นชว่ งระยะเวลาเทา่ ๆ กนั เมอ่ื
โลกหันข้ัวโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์
จะโคจรเป็นทางโค้งอยู่เหนือขอบฟ้าในช่วงกลางวัน
และลดต่ำ ลงเรอื่ ย ๆ ดวงอาทติ ยจ์ ะยงั ไมล่ บั ขอบฟา้
ท้ังหมด แต่จะโคจรกลับขึ้นไปอีกคร้ังในช่วง รปู ท่ี 5.13 ดวงอาทิตย์เทยี่ งคนื
ทมี่ า: คลังภาพ วพ.

เที่ยงคนื จงึ ทำ ใหม้ แี สงสวา่ งคลา้ ยแสงอาทิตย ์ ท้ังในชว่ งเชา้ และชว่ งเยน็ ตลอด 24 ชัว่ โมง เปน็ เวลา
หลายเดอื น ส่วนขั้วโลกใต้ทเี่ ป็นฝงั่ ตรงข้าม จะมอี ากาศหนาวเหนบ็ และมดื มดิ ไร้แสงสว่าง

หนังสือเรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 13

ฝกึ เพ่มิ พนู ทกั ษะ

ออกแบบบ้านหรือท่ีพักอาศัยให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมโดยคำ�นึงถึง
การขึ้นและตกของดวงอาทติ ย์

ทบทวนความเขา้ ใจ

1. โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์อย่างไร
2. ฤดกู าลเกิดขึ้นไดอ้ ยา่ งไร

ปรากฏการณร์ ะหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจนั ทร์

ดวงอาทิตย์ที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ มีดาวเคราะห์ต่าง ๆ อุกกาบาต ฝุ่นละออง
และดาวหางเปน็ บรวิ าร รวมถึงโลกที่เราอาศัยอย่ดู ว้ ย
ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก การท่ีดวงจันทร์โคจรรอบโลก เน่ืองจากโลกและดวงจันทร์
ต่างก็มีแรงดึงดูดซ่ึงกันและกัน นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่า แรงดึงดูดซึ่งกันและกันของวัตถุ
2 ชนิดขึ้นอยู่กับมวลและระยะทางของวัตถุ ถ้าวัตถุมีมวลมากและระยะทางอยู่ใกล้ แรงดึงดูด
กจ็ ะมากตามไปดว้ ย ในกรณีของดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจันทร์กเ็ ช่นเดียวกัน โดยการโคจรของ
ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทรท์ ำ� ใหเ้ กดิ ปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ซง่ึ นกั เรยี นจะไดเ้ รยี นรใู้ นหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี

ปรากฏการณ์ขา้ งขนึ้ ขา้ งแรม
ยามค�่ำคืนจะเห็นดวงดาวต่าง ๆ มากมาย รวมถึงดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลก
โดยดวงจนั ทรจ์ ะมขี นาดใหญแ่ ละสวา่ งกวา่ ดวงดาวตา่ ง ๆ เนอื่ งจากอยใู่ กลโ้ ลกมากกวา่ ในแตล่ ะคนื
ถา้ สงั เกตดวงจันทรจ์ ะพบวา่ เวลาเดยี วกนั ของทกุ คนื ต�ำแหน่งของดวงจันทร์บนทอ้ งฟา้ จะไม่อย่ทู ี่
ตำ� แหนง่ เดมิ และสว่ นสวา่ งหรอื รปู รา่ งของดวงจนั ทรจ์ ะไมเ่ หมอื นเดมิ ปรากฏการณท์ เ่ี หน็ ดวงจนั ทร์
มีลักษณะแตกตา่ งกันในแตล่ ะคนื เรยี กว่า ข้างขึ้นขา้ งแรม หรอื ดิถีจันทร์

ส่วนสวา่ งของดวงจันทร์ที่เราเหน็ แตกต่างกนั ทกุ คืนเปน็ เพราะเหตุใด

กิจกรรมที่ 3 สรา้ ง

แบบจ�ำ ลองปรากฏการณ์ข้างข้นึ ข้างแรม

ปัญหา เพราะเหตใุ ดคนบนโลกจึงเห็นส่วนสวา่ งของดวงจนั ทรเ์ ปลี่ยนแปลงทุกวนั

14 หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 ทาสดี ำ� ดวงจันทร์
1
ข้นั ตอน 2
1. ทำ�ชดุ ดวงจนั ทรจ์ ำ�ลอง โดยถอดสว่ นท่ี 1 ของปากกา
ทากาวด้านท่ีมีพ้ืนท่ีหน้าตัดมากกว่า จากนั้นนำ�ลูกปิงปองที่
ระบายสีดำ�คร่ึงลูกติดกับส่วนท่ี 1 ของปากกา เม่ือกาวแห้ง
นำ�ปากกาส่วนที่ 2 ปักบนดินน้ำ�มันที่ทำ�เป็นฐานเตรียมไว้
ดังรูปที่ 5.14 ทำ�ชดุ ดวงจันทร์จำ�ลองท้งั หมด 8 ชุด

ดนิ นำ้ �มัน

รปู ท่ี 5.14 ชดุ ดวงจนั ทร์จำ�ลอง

2. วางชุดดวงจนั ทรจ์ ำ�ลองทตี่ ำ�แหนง่ ต่าง ๆ บนเส้นรอบวงของวงกลมรศั มี 3 เมตร โดย
ใหด้ า้ นสดี ำ�ของลูกปงิ ปองอยทู่ างทิศเดยี วกัน ดงั รปู ท่ี 5.15

4ทิศที่ผู้ส3งั เกตหมุน2ไป แสงจาก ดวงอาทิตย์
51 ดวงอาทติ ย์

6 ตำ�แห7นง่ ผูส้ ังเก8ต

รูปที่ 5.15 แบบจำ�ลองการเกดิ ปรากฏการณ์ข้างขึ้นขา้ งแรม

3. ให้นักเรียน 1 คนยืนอยู่ท่ีจุดศูนย์กลางวงกลม โดยหันหน้าไปทางทิศท่ีแสงจาก
ดวงอาทิตยส์ ่องมากระทบโลก
4. นกั เรยี นทเ่ี ปน็ ผสู้ งั เกตคอ่ ย ๆ หมนุ รอบตวั เองในทศิ ทวนเขม็ นาฬกิ า จากตำ�แหนง่ ท่ี 1–8
5. สังเกตส่วนสวา่ งของดวงจันทร์จำ�ลองในตำ�แหน่งต่าง ๆ บันทกึ ผล

หนังสือเรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2 15

บันทึกผลการสรา้ ง

ตำ�แหนง่ ของ 1 2 3 4 5 6 7 8
ดวงจันทร์

วาดรูปสว่ นท่ี ควรบันทึกผลการสังเกตในสมุด
สังเกตเห็น

ค้นหาคำ�ตอบ

1. สว่ นสวา่ งของดวงจันทร์จำ�ลองแต่ละตำ�แหนง่ เหมือนหรือแตกตา่ งกนั
2. เพราะเหตุใดนักเรยี นจึงเห็นสว่ นสว่างของดวงจนั ทรจ์ ำ�ลองแตกตา่ งกนั
3. การท่ีนักเรียนหมุนรอบตวั เองแสดงถึงการโคจรของอะไร

การทเ่ี ราเห็นดวงจนั ทรไ์ ด้ทงั้ ๆ ทด่ี วงจันทรไ์ มม่ แี สงสวา่ งในตวั เอง เพราะดวงจนั ทรไ์ ดร้ บั
แสงจากดวงอาทิตย์คร่ึงดวงแล้วสะท้อนมายังโลก เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก จึงหัน
ส่วนสว่างมายังโลกแตกต่างกันในแต่ละวัน ดังนั้นคนบนโลกจึงเห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์
แตกต่างกัน เราจะสงั เกตเห็นดวงจนั ทรส์ ว่างเต็มดวง แลว้ สว่ นสวา่ งคอ่ ย ๆ ลดลงจนมืดท้ังดวง
เรยี กชว่ งดงั กลา่ ววา่ ขา้ งแรม โดยวนั ทดี่ วงจนั ทรม์ ดื ทงั้ ดวงคอื วนั แรม 15 คำ�่ ซง่ึ เปน็ วนั ทด่ี วงจนั ทร์
อยู่ระหวา่ งโลกกบั ดวงอาทิตย์ หลังจากน้นั ดวงจนั ทร์จะค่อย ๆ สว่างจนเตม็ ดวงอกี ครัง้ ตรงกบั
วันขึ้น 15 ค�่ำ เรียกช่วงน้ีว่า ข้างขึ้น เป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ด้านตรงข้ามดวงอาทิตย์
สว่ นวนั ทด่ี วงจนั ทรเ์ คลอื่ นทท่ี ำ� มมุ ฉากกบั โลกและดวงอาทติ ย์ ทำ� ใหเ้ หน็ ดวงจนั ทรส์ วา่ งครง่ึ ดวงคอื
วนั แรม 8 ค่ำ� หรือวนั ข้ึน 8 ค�่ำ ดงั รูปท่ี 5.16

16 หนังสือเรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม่ 2

แรม 8 คำ่

ข้ึน 15 ค่ำ แรม 15 ค่ำ

ขน้ึ 8 ค่ำ

รปู ท่ี 5.16 สว่ นสว่างของดวงจันทรเ์ มอื่ โคจรรอบโลก ณ ตำแหนง่ ต่าง ๆ

ท่มี า: คลังภาพ วพ.

เวลาข้นึ –เวลาตกของดวงจนั ทร์
การหมุนรอบตัวเองของโลกท�าให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์ข้ึนและตก เวลาขึ้นของ
ดวงจันทร์ คือ เม่ือดวงจันทร์ปรากฏท่ีขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ส่วนเวลาตกของดวงจันทร์
คอื เมอ่ื ดวงจันทรล์ บั ขอบฟา้ ทางทศิ ตะวันตก
โลกหมนุ รอบตวั เอง 1 รอบใชเ้ วลาน้อยกวา่ ดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบ จงึ ท�าให้เหน็
ดวงจันทรข์ ้นึ และตกแตกตา่ งกันทุกวนั ชา้ วันละประมาณ 50 นาท ี ดงั นน้ั จะพบวา่ ในวนั ข้างข้นึ
และขา้ งแรมดวงจนั ทร์ข้ึนและตกในเวลาแตกตา่ งกนั เชน่ วนั ขึน้ 4 คา�่ จะเหน็ ดวงจนั ทร์ขึ้นเวลา
ประมาณ 09.00 น. และตกเวลาประมาณ 21.00 น. วันขึ้น 15 ค�า่ จะเหน็ ดวงจันทร์ข้ึนเวลา
ประมาณ 18.00 น. และตกเวลาประมาณ 06.00 น.

การโคจรของดวงจนั ทร์รอบโลกทำ ให้ตำ แหนง่ ของดวงจันทร์เปลย่ี นแปลงลกั ษณะใด

กิจกรรมท่ี 4 สงั เกต

การข้นึ ตกของดวงจันทร

ปญั หา ในแตล่ ะวันดวงจันทรจ์ ะข้นึ และตกทีต่ ำ แหน่งเดิมหรือไม่
ขน้ั ตอน

1. ให้นักเรียนศึกษาตารางข้อมูลแสดงเวลาขึ้นและตกของดวงจันทร์ในแต่ละวัน
ณ จงั หวัดกระบี ่ ในระหวา่ งวนั ท่ี 20 กุมภาพันธ ์ ถึง 21 มีนาคม พ.ศ. 2562 ดังตารางท ี่ 5.1

หนงั สอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ม. 3 เล่ม 2 17

ตารางท่ี 5.1 ข้อมลู เวลาขน้ึ และตกของดวงจันทร์ในแตล่ ะวัน ณ จังหวัดกระบี่

วันที่ เวลาข้ึน เวลาตก วนั ท่ี เวลาขึ้น เวลาตก
20 ก.พ. (แรม 1 คำ่ ) 19.25 07.08 7 ม.ี ค. (ข้ึน 2 คำ่ ) 07.00 19.13
21 ก.พ. (แรม 2 ค่ำ ) 20.23 08.01 8 มี.ค. (ขนึ้ 3 คำ่ ) 07.40 19.58
22 ก.พ. (แรม 3 ค่ำ ) 21.19 08.52 9 ม.ี ค. (ข้ึน 4 ค่ำ ) 08.20 20.43
23 ก.พ. (แรม 4 ค่ำ ) 22.13 09.40 10 ม.ี ค. (ขนึ้ 5 คำ่ ) 09.00 21.30
24 ก.พ. (แรม 5 ค่ำ ) 23.06 10.28 11 ม.ี ค. (ขนึ้ 6 ค่ำ ) 09.43 22.18
25 ก.พ. (แรม 6 ค่ำ ) 23.58 11.15 12 ม.ี ค. (ข้นึ 7 คำ่ ) 10.27 23.09
26 ก.พ. (แรม 7 ค่ำ ) – 12.03 13 ม.ี ค. (ข้นึ 8 คำ่ ) 11.15
27 ก.พ. (แรม 8 คำ่ ) 00.50 12.51 14 ม.ี ค. (ขน้ึ 9 ค่ำ ) 12.07 –
28 ก.พ. (แรม 9 ค่ำ ) 01.41 13.40 15 มี.ค. (ขึ้น 10 ค่ำ ) 13.02 00.02
1 ม.ี ค. (แรม 10 คำ่ ) 02.32 14.29 16 มี.ค. (ข้ึน 11 ค่ำ ) 14.07 00.51
2 ม.ี ค. (แรม 11 คำ่ ) 03.21 15.18 17 มี.ค. (ขน้ึ 12 คำ่ ) 15.02 01.57
3 มี.ค. (แรม 12 ค่ำ ) 04.09 16.07 18 มี.ค. (ขึน้ 13 คำ่ ) 16.04 02.56
4 ม.ี ค. (แรม 13 ค่ำ ) 04.54 16.55 19 มี.ค. (ขน้ึ 14 คำ่ ) 17.04 03.54
5 มี.ค. (แรม 14 คำ่ ) 05.38 17.42 20 มี.ค. (ขน้ึ 15 คำ่ ) 18.03 04.51
6 มี.ค. (ขึ้น 1 คำ่ ) 06.20 18.28 21 มี.ค. (แรม 1 ค่ำ ) 19.01 05.45
06.36

ทมี่ า: สมาคมดาราศาสตร์ไทย. เวลาดวงอาทิตย์และดวงจนั ทร์ขึ้น–ตก พ.ศ. 2562. [ออนไลน์], แหลง่ ทมี่ า: http://thaiastro.
nectec.or.th/skyevnt/sunmoon/2019/kraki.html [21 สิงหาคม 2562]
หมายเหต:ุ เครอ่ื งหมาย – หมายถึงเวลาข้ึนหรือเวลาตกไมไ่ ดอ้ ยใู่ นชว่ งนัน้ ๆ

2. เขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธข์ องเวลาขน้ึ และตกของดวงจนั ทรใ์ นแตล่ ะวนั แลว้ นำ เสนอ
หนา้ หอ้ งเรียน

บนั ทกึ ผลการสงั เกต

รายการบันทกึ ผลการสงั เกต

ควรบนั ทกึ ผลการสงั เกตในสมดุ

18 หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2

ค้นหาคำ�ตอบ

1. คืนข้างขึ้นและคนื ขา้ งแรมมรี ะยะหา่ งกนั กี่วนั
2. ในแตล่ ะวนั ดวงจันทรข์ น้ึ และตกทตี่ ำ�แหนง่ เดิมหรอื ไม่ อย่างไร
3. วนั ขา้ งข้นึ และวนั ข้างแรม ดวงจันทรข์ ้ึนและตกในลกั ษณะใด

ปรากฏการณ์นำ้ �ข้นึ นำ้ �ลง
น�้ำในมหาสมุทรเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับน�้ำขึ้นและลงเนื่องจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์
และดวงอาทิตย์ แต่จะเกิดขึ้นเพราะดวงจันทร์มากกว่า เน่ืองจากดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมาก
นำ้� เปน็ ของเหลวจงึ เกดิ การเปลย่ี นแปลงอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ขณะทด่ี วงจนั ทรโ์ คจรรอบโลก แรงดงึ ดดู ของ
ดวงจนั ทรจ์ ะสง่ ผลใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงตอ่ รปู ทรงของโลกเลก็ นอ้ ย ซงึ่ ทำ� ใหน้ ำ�้ สงู ขนึ้ หรอื เพม่ิ ขนึ้
ใน 2 ต�ำแหนง่ คอื ดา้ นทห่ี ันหน้าเขา้ หาดวงจันทร์ และดา้ นท่ีอยูต่ รงข้ามดวงจันทร์ จากรปู ที่ 5.17
ตำ� แหน่ง A และ C ปรากฏการณน์ เ้ี รียกวา่ นำ�้ ขึ้น ส่วนต�ำแหน่ง B และ D เป็นระดับน�้ำที่ตำ�่ กว่า
ซ่ึงเกิดระหว่างสว่ นทีส่ งู ข้ึน ปรากฏการณ์นีเ้ รียกว่า นำ้� ลง

B

CA

แรงดงึ ดูดของดวงจนั ทร์ ดวงจนั ทร

D
รปู ที่ 5.17 แรงดึงดดู ของดวงจันทร์ทำ�ให้เกิดนำ้ �ข้ึน นำ้ �ลง

ที่มา: คลงั ภาพ วพ.

โดยสว่ นใหญ่น้�ำในทะเลหรอื มหาสมทุ รจะขนึ้ วนั ละ 2 ครงั้ โดยน�้ำจะขึ้นครง้ั แรกเม่อื มอง
เห็นดวงจันทร์อยู่สูงสุดบนท้องฟ้า ซ่ึงเป็นต�ำแหน่งท่ีดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด คร้ังท่ี 2
น้�ำจะขน้ึ เม่อื โลกหมุนไปอีกประมาณ 12 ช่ัวโมง 25 นาที ซึ่งเป็นตำ� แหนง่ ทีด่ วงจนั ทร์อยไู่ กลโลก
มากทีส่ ุด ในชว่ งระหว่างน้นี �้ำจะลง และในวนั ตอ่ มาเวลาเดมิ นำ�้ จะยงั ไมข่ นึ้ ตอ้ งรอไปอีกประมาณ
50 นาที นำ�้ จงึ จะขนึ้ เนอื่ งจากดวงจนั ทรเ์ คลอ่ื นทรี่ อบโลกไปทางตะวนั ออกคดิ เปน็ ระยะเวลาเทา่ กบั
โลกหมุน 50 นาที

หนงั สอื เรียนรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม. 3 เล่ม 2 19

การเกิดน้�าขึ้น น้�าลง นอกจากจะเกิดจากอิทธิพลของดวงจันทร์ท่ีโคจรรอบโลกพร้อมกับ
ส่งแรงดึงดูดมายังโลกแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับดิถีจันทร์ที่พิจารณาจากต�าแหน่งของโลก
ดวงจันทร์ และดวงอาทิตยด์ ้วย

น้ำลง ดวงอาทิตย์

ดวงจนั ทร์

น้ำขนึ้ โลก นำ้ ข้ึน

น้ำลง

รูปท่ี 5.18 นำ้ เกดิ

จากรูปท่ี 5.18 ในวันข้ึน 14–15 ค�่า หรือวันแรม 14–15 ค่�า โลก ดวงจันทร์
และดวงอาทติ ยเ์ คลอื่ นทม่ี าอยใู่ นแนวเดยี วกนั น ี้ จะทา� ใหโ้ ลกไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากแรงดงึ ดดู ของดวงจนั ทร์
และดวงอาทิตย์ในทางเสริมแรงกัน ส่งผลให้น�้าทะเลในวันน้ันขึ้นและลงมากกว่าวันอื่น
เรียกวา่ น้�าเกดิ

ดวงจันทร์

นำ้ ขนึ้ ดวงอาทติ ย์

น้ำลง โลก นำ้ ลง

นำ้ ขนึ้

รปู ที่ 5.19 นำ้ ตาย

จากรูปท่ ี 5.19 ในวันขึ้น 7–8 ค่�า หรือวนั แรม 7–8 ค�า่ ต�าแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก
และดวงจนั ทรท์ า� มมุ ฉากกนั ซงึ่ ในลกั ษณะเชน่ น ี้ โลกจะไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากแรงดงึ ดดู ของดวงอาทติ ย์
และดวงจนั ทรใ์ นทางทไี่ มเ่ สรมิ แรงกนั จงึ ทา� ใหร้ ะดบั นา้� ทะเลขนึ้ และลงนอ้ ยกวา่ วนั อน่ื เรยี กวา่ นา้� ตาย

ระดับนำ้ ทะเลขน้ึ และลงในแต่ละวันมีลักษณะอย่างไร

20 หนงั สือเรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2

กิจกรรมท่ี 5 สงั เกต

นำ้�เกดิ นำ้�ตาย

ปัญหา ปรากฏการณน์ ้ำ�เกิด นำ้ �ตาย เกดิ ขึ้นเมอ่ื ใด
ขน้ั ตอน
1. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาตารางขอ้ มลู แสดงระดบั นำ้ �ทะเลตำ่ �สดุ และสงู สดุ ในแตล่ ะวนั ณ เกาะสชี งั
จังหวดั ชลบรุ ี ในระหวา่ งวนั ที่ 6 มกราคม ถงึ 4 กุมภาพนั ธ์ 2562 ดงั ตารางที่ 5.2

ตารางที่ 5.2 ขอ้ มลู ระดับนำ้ �ทะเลต่ำ�สดุ และสงู สดุ ในแต่ละวนั ณ เกาะสีชัง จังหวดั ชลบรุ ี

วนั ท่ี ระดบั นำ้ � (เมตร) วันท่ี ระดบั นำ้ � (เมตร)
สงู สดุ ต่ำ�สดุ สูงสดุ ตำ่ �สุด
6 ม.ค. (ข้ึน 1 คำ่ �) 3.6 1.0 21 ม.ค. (แรม 1 ค่ำ�) 3.7 0.7
7 ม.ค. (ขึ้น 2 ค่ำ�) 3.6 1.0 22 ม.ค. (แรม 2 คำ่ �) 3.8 0.7
8 ม.ค. (ขนึ้ 3 ค่ำ�) 3.6 0.9 23 ม.ค. (แรม 3 คำ่ �) 3.8 0.6
9 ม.ค. (ขึน้ 4 คำ่ �) 3.6 0.9 24 ม.ค. (แรม 4 ค่ำ�) 3.8 0.7
10 ม.ค. (ขนึ้ 5 คำ่ �) 3.6 1.0 25 ม.ค. (แรม 5 ค่ำ�) 3.8 0.8
11 ม.ค. (ขึ้น 6 ค่ำ�) 3.6 1.1 26 ม.ค. (แรม 6 คำ่ �) 3.7 1.1
12 ม.ค. (ขนึ้ 7 ค่ำ�) 3.5 1.3 27 ม.ค. (แรม 7 คำ่ �) 3.6 1.5
13 ม.ค. (ข้นึ 8 คำ่ �) 3.5 1.5 28 ม.ค. (แรม 8 ค่ำ�) 3.5 1.9
14 ม.ค. (ขน้ึ 9 คำ่ �) 3.4 1.8 29 ม.ค. (แรม 9 คำ่ �) 3.4 1.9
15 ม.ค. (ขึ้น 10 คำ่ �) 3.3 2.2 30 ม.ค. (แรม 10 ค่ำ�) 3.3 1.7
16 ม.ค. (ขน้ึ 11 ค่ำ�) 3.3 1.9 31 ม.ค. (แรม 11 คำ่ �) 3.2 1.6
17 ม.ค. (ขึน้ 12 คำ่ �) 3.2 1.7 1 ก.พ. (แรม 12 คำ่ �) 3.3 1.5
18 ม.ค. (ขึ้น 13 ค่ำ�) 3.2 1.4 2 ก.พ. (แรม 13 ค่ำ�) 3.4 1.3
19 ม.ค. (ขึ้น 14 ค่ำ�) 3.3 1.1 3 ก.พ. (แรม 14 ค่ำ�) 3.5 1.2
20 ม.ค. (ข้นึ 15 คำ่ �) 3.6 0.9 4 ก.พ. (ข้ึน 1 ค่ำ�) 3.6 1.1

ท่ีมา: กรมอทุ กศาสตร์, กองทัพเรือ. ระดบั นำ้� ท�ำนาย สงู สุด–ต�่ำสดุ ปี 2562. [ออนไลน]์ , แหล่งทมี่ า: http://www.hydro.navy.
mi.th/tide62/06–SC2019.pdf [21 สงิ หาคม 2562]

2. เขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธข์ องระดบั นำ้ �ทะเลต่ำ�สดุ และสงู สดุ ในแตล่ ะวนั แลว้ นำ�เสนอ
หนา้ หอ้ งเรียน

หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 21

บันทกึ ผลการสังเกต

รายการบนั ทึกผลการสังเกต

ควรบนั ทึกผลการสังเกตในสมดุ

ค้นหาคำ�ตอบ

1. วนั ใดทีร่ ะดบั น้ำ�มคี วามแตกต่างระหว่างระดับน้ำ�ต่ำ�สุดและสูงสดุ มคี า่ มากทส่ี ดุ
2. วันใดทรี่ ะดบั น้ำ�มีความแตกต่างระหวา่ งระดับนำ้ �ตำ่ �สุดและสูงสดุ มีค่าน้อยท่สี ุด
3. ความแตกต่างของระดับนำ้ �ในแตล่ ะวนั สมั พันธก์ ับข้างขึ้นข้างแรมอย่างไร

ผลของปรากฏการณ์นำ้� ข้นึ นำ้� ลงต่อส่งิ แวดล้อมและส่ิงมชี วี ิตบนโลก
การเกดิ นำ้� ขนึ้ และนำ้� ลงในมหาสมทุ รมผี ลตอ่ สง่ิ มชี วี ติ ทอ่ี าศยั อยบู่ รเิ วณชายฝง่ั ทะเล เนอื่ งจาก
พ้ืนที่บริเวณน้ันรวมท้ังโขดหินจะเปียกและแห้งสลับกัน อีกทั้งอุณหภูมิบริเวณดังกล่าวก็แตกต่าง
กันมาก สัตว์ท่ีอาศัยอยู่บริเวณน้ันต้องปรับตัวให้มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมี
สารเคลือบพวกเจลาตนิ เพือ่ รักษาความช้ืน ปอ้ งกันการระเหยของน้�ำ และสามารถเคล่ือนที่หลบใน
ซอกหินหรอื ฝงั ตัวลงไปใตด้ นิ ได้เมอื่ น�้ำลด สตั วท์ ่อี าศยั อยใู่ นบรเิ วณนัน้ เช่น เพรยี งหิน ปู หอย
และสตั ว์ทลี่ ำ� ตัวเปน็ หนาม สว่ นพืชตอ้ งมีรากเกาะตดิ จ�ำพวกสาหร่ายต่าง ๆ
นอกจากนี้ มนุษย์ยังได้น�ำความรู้เกี่ยวกับน�้ำข้ึน น�้ำลงมาใช้ประโยชน์ในการด�ำรงชีวิต
เช่น การที่จะวางแผนก่อสร้างที่อยู่อาศัย อาคาร การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ท่ีใกล้ทะเล
ควรค�ำนึงถึงการเกิดน�้ำขึ้น น้�ำลงด้วย การประมงชายฝั่งสามารถจับสัตว์น้�ำได้มาก เนื่องจาก
ในช่วงเวลาน้�ำข้ึน สัตว์น�้ำจะขึ้นมากินอาหารและขยายพันธุ์ในแหล่งป่าชายเลน นอกจากนี้
ยงั นำ� พลงั งานจากกระแสนำ้� ขน้ึ นำ้� ลงมาใชเ้ ปน็ พลงั งานทดแทนในการผลติ กระแสไฟฟา้ ซงึ่ ประเทศ
ท่นี ำ� มาใช้ ได้แก่ องั กฤษ ฝรั่งเศส รัสเซยี และสหรัฐอเมรกิ า ส่วนในประเทศไทยมีระดับน�้ำขน้ึ
น�ำ้ ลงแตกต่างกนั ไมม่ ากพอท่ีจะน�ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้

22 หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2

ทบทวนความเขา้ ใจ

1. แรงโน้มถว่ งของดวงจนั ทร์ทกี่ ระทำ�ตอ่ โลกทำ�ให้เกิดสงิ่ ใด
2. ทำ�ไมดวงจนั ทรจ์ งึ มีอิทธพิ ลต่อการเกิดน้ำ�ขน้ึ น้ำ�ลงมากกวา่ ดวงอาทิตย์
3. ปรากฏการณน์ ำ้ �ข้นึ นำ้ �ลงมปี ระโยชน์หรอื ไม่ ลักษณะใด

เทคโนโลยีอวกาศ

เทคโนโลยีอวกาศ หมายถึง เทคโนโลยีที่เก่ียวข้องกับการส�ำรวจส่ิงต่าง ๆ ที่อยู่
ภายนอกโลกและภายในโลกของเรา เพื่อนำ� ความรู้ท่ไี ด้จากการส�ำรวจมาใช้ประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ
เช่น การศึกษาเก่ียวกับดาราศาสตร์ การส่ือสาร การคมนาคม อุตุนิยมวิทยา และการส�ำรวจ
ทรัพยากรโลก เทคโนโลยีทีใ่ ชใ้ นการสำ� รวจอวกาศทีน่ ักเรียนควรรจู้ กั มดี งั น้ี

กล้องโทรทรรศน์
อุปกรณ์ที่นักดาราศาสตร์ประดิษฐ์ขึ้นส�ำหรับการมองวัตถุที่อยู่ไกล ๆ เรียกว่า
กลอ้ งโทรทรรศน์ (telescope) กาลเิ ลโอ นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวอติ าลไี ดป้ ระดษิ ฐก์ ลอ้ งโทรทรรศนข์ นึ้
ใน พ.ศ. 2152 และเขาใช้กลอ้ งนส้ี อ่ งดดู วงจันทร์ เห็นภูมิประเทศของดวงจนั ทร์ที่ประกอบด้วย
ภเู ขา หุบเขา พรอ้ มทงั้ เขยี นแผนท่ีแสดงพน้ื ผวิ ของดวงจันทรท์ ีส่ ังเกตพบไว้ดว้ ย นอกจากนย้ี ังพบ
จดุ ดับของดวงอาทติ ย์ พบดาวศุกร์ท่ีมีลกั ษณะเป็นเส้ยี วคลา้ ยดวงจนั ทร์ พบว่าดาวเสาร์มีวงแหวน
สังเกตพืน้ ผวิ ของดาวพฤหสั บดี และพบดวงจนั ทรท์ ่ีเปน็ บริวารของดาวพฤหัสบดจี �ำนวน 4 ดวง
กล้องโทรทรรศน์มหี ลายประเภท ดังนี้
1. กล้องโทรทรรศน์ประเภทหักเหแสง (refracting telescope) เป็นกล้องโทรทรรศน์
ท่ีใช้เลนส์นูนเป็นส่วนรับแสง ถ้าเป็นกล้องดาราศาสตร์จะมีส่วนประกอบเป็นเลนส์นูน 2 อัน
คือ เลนส์ใกล้วัตถแุ ละเลนส์ใกล้ตา เลนส์ใกล้วัตถเุ ป็นเลนสน์ นู มีความยาวโฟกัสยาว อยู่ทางดา้ น
ปลายสุดของกล้องด้านใกล้วัตถุที่จะมอง เลนส์ใกล้ตาเป็นเลนส์นูน มีความยาวโฟกัสส้ันกว่า
อยู่ทางด้านปลายสุดของกล้องด้านใกลต้ าส�ำหรับมอง เม่ือแสงจากวตั ถุ เช่น ดวงดาว ผ่านเลนส์
ใกลว้ ตั ถจุ ะเกดิ ภาพจรงิ หวั กลบั ซงึ่ ฉากรบั ได้ ภาพนที้ ำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ วตั ถขุ องเลนสใ์ กลต้ า เลนสใ์ กลต้ า
จะท�ำหน้าท่ีขยายภาพอีกครั้งหนึ่ง โดยภาพที่เห็นจากกล้องโทรทรรศน์จะมีขนาดขยายเป็น
ภาพเสมือนหัวกลบั

หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 23

ชอ่ งมองภาพ

ลำ�แสง

เลนส์นนู (เลนสใ์ กล้วตั ถุ) เลนสน์ ูน
(เลนส์ใกล้ตา)
รปู ท่ี 5.20 กลอ้ งโทรทรรศน์ประเภทหักเหแสง

2. กลอ้ งโทรทรรศน์ประเภทสะท้อนแสง (reflecting telescope) เปน็ กล้องโทรทรรศน์
ที่มีประสิทธิภาพในการส่องดูวัตถุได้ดีกว่าแบบหักเหแสง ทั้งน้ีเน่ืองจากมีเส้นผ่านศูนย์กลาง
ท่ใี หญ่กวา่ รับแสงได้มากกว่า การใช้กระจกรบั แสงสามารถควบคมุ รปู รา่ งและขนาดของกระจกได้
ดงั นั้นกลอ้ งโทรทรรศน์ประเภทนีจ้ งึ สามารถสร้างให้มขี นาดใหญ่มาก ๆ ได้ ท�ำให้สามารถตรวจจบั
วัตถหุ า่ งไกลมาก ๆ ได้
กลอ้ งโทรทรรศนป์ ระเภทนป้ี ระกอบดว้ ยกระจกเวา้ 1 อนั ทำ� หนา้ ทรี่ บั แสงจากวตั ถทุ ำ� ใหเ้ กดิ
ภาพหนา้ กระจกเวา้ กระจกราบทำ� หนา้ ทส่ี ะทอ้ นแสงจากกระจกเวา้ เขา้ ไปสเู่ ลนสใ์ กลต้ า สว่ นเลนสน์ นู
หรอื เลนสใ์ กลต้ าทำ� หนา้ ทขี่ ยายภาพและเปน็ เลนสท์ ม่ี คี วามยาวโฟกสั สน้ั กลอ้ งโทรทรรศนป์ ระเภทน้ี
อาจมเี ลนสใ์ กลต้ าอยขู่ า้ งกลอ้ งหรอื ด้านหลงั กลอ้ งก็ได้ ขึน้ อยกู่ ับการจัดทางเดนิ ของแสง

ช่องมองภาพ

เลนส์นนู

ลำ�แสง กระจกเวา้
กระจกราบ

รูปท่ี 5.21 กลอ้ งโทรทรรศน์ประเภทสะทอ้ นแสง

24 หนังสอื เรียนรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2

กล้องโทรทรรศนว์ ิทยุ

ปจั จบุ นั ไดม้ กี ารพฒั นากลอ้ งโทรทรรศน์
เพื่อให้สามารถรับข้อมูลจากวัตถุในท้องฟ้า
ทีอ่ ยู่ไกลมาก ๆ ได้ถงึ หน่ึงหมน่ื หา้ พนั ลา้ น
ปีแสง โดยการตรวจจับคล่ืนวิทยุแทนการ
ใชเ้ ลนสห์ รอื กระจกเวา้ ในการรบั แสง เนอื่ งจาก
คล่ืนวิทยุสามารถผ่านช้ันบรรยากาศได้ดี
เรียกกล้องประเภทน้ีว่ากล้องโทรทรรศน์
วิทยุ (radio telescope) โดยทั่วไปแล้ว
กลอ้ งโทรทรรศนว์ ทิ ยมุ สี ว่ นประกอบทสี่ ำ� คญั รปู ท่ี 5.22 กล้องโทรทรรศน์วิทยุ
คือ ส่วนรับสัญญาณ ส่วนขยายสัญญาณ
ท่ีมา: คลังภาพ วพ.

และส่วนแสดงหรือบันทึกสัญญาณ ส่วนรับสัญญาณเป็นเสาอากาศที่มีลักษณะรูปร่าง
แตกตา่ งกนั เสาอากาศทน่ี ยิ มใชม้ ลี กั ษณะเปน็ จานกน้ ลกึ เหมอื นกระจกเวา้ มตี วั รบั หรอื รวมสญั ญาณ
อยทู่ จ่ี ดุ โฟกสั ของจาน คลน่ื วทิ ยจุ ากตวั รบั จะถกู สง่ ไปทส่ี ว่ นขยายสญั ญาณและสง่ ตอ่ ไปทสี่ ว่ นแสดง
หรอื บนั ทึกสัญญาณออกมาเปน็ กราฟ รหสั บนแผ่นกระดาษหรือจอรบั ภาพ หรือเปน็ เสียง

กล้องโทรทรรศนอ์ วกาศ

นั ก ด า ร า ศ า ส ต ร ์ ไ ด ้ อ อ ก แ บ บ รูปที่ 5.23 กล้องโทรทรรศนฮ์ ับเบิล
กลอ้ งโทรทรรศนอ์ วกาศ (space telescope)
ขึ้น เพ่ือใช้รับส่งคลื่นหลายรูปแบบ เช่น ทมี่ า: คลงั ภาพ วพ.
รงั สเี อกซ์ รงั สอี ลั ตราไวโอเลต คลนื่ ไมโครเวฟ
และทกุ ๆ คลน่ื ความถีเ่ พื่อใหไ้ ดข้ ้อมลู ท่ีจะ
ใชม้ าประกอบการศกึ ษาปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขนึ้
ในอวกาศ เชน่ กลอ้ งโทรทรรศนอ์ วกาศฮบั เบลิ
(Hubble space telescope)

นักเรยี นไดเ้ รยี นรมู้ าแล้ววา่ ยง่ิ วัตถุอย่หู ่างจากจดุ ศูนยก์ ลางของโลกมากเทา่ ไร แรงโนม้ ถว่ ง
ของโลกท่ีกระท�ำต่อวัตถุจะยิ่งน้อยลงเท่านั้น น่ันคือ แรงโน้มถ่วงของโลกเป็นตัวการหรือสาเหตุ
ที่ท�ำให้วัตถุท้ังหลายท่ีอยู่บนพ้ืนผิวโลกไม่หลุดลอยออกไปจากโลกหรือไปสู่อวกาศ แต่ถ้ามนุษย์
ต้องการเดินทางไปสู่อวกาศ มนุษยต์ ้องเอาชนะแรงโน้มถว่ งของโลกใหไ้ ด้ ในทสี่ ุดมนุษย์ก็ค้นพบ
พาหนะทีส่ ามารถไปสูอ่ วกาศได้ น่นั กค็ ือจรวด

หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2 25

จรวด
จรวดเป็นเทคโนโลยีอวกาศที่มีการพัฒนามาอย่างยาวนาน ตามประวัติศาสตร์ชาวจีนเป็น
ชนชาตแิ รกทนี่ ำ� หลกั การสร้างจรวดมาใช้ในการประดิษฐ์อาวุธ โดยใช้หลกั การท่วี ่า “สง่ิ ต่าง ๆ จะ
พงุ่ ตวั ขน้ึ ไปขา้ งหนา้ เมอื่ มแี รงผลกั ดนั จากการระเบดิ อยใู่ นทศิ ตรงกนั ขา้ ม” การสรา้ งแรงระเบดิ นน้ั
ชาวจนี ใชส้ ว่ นผสมของถา่ น กำ� มะถนั และดนิ ประสวิ ผสมกัน ซ่งึ ต่อมาเรยี กว่า ดินปืน โดยการน�ำ
ดินปนื เทอัดลงไปในกระบอกกลมและมีลกู ศรติดไว้ทปี่ ลาย
หลกั การสง่ จรวดโดยใชเ้ ชอ้ื เพลงิ เหลวขน้ึ ไปสอู่ วกาศ เปน็ ไปตามกฎการเคลอ่ื นทข่ี อ้ ที่ 3 ของ
นวิ ตนั คอื แรงกริ ิยาของแกส๊ รอ้ นจากการเผาไหมถ้ ูกขบั ออกมาจะเท่ากบั แรงปฏิกริ ยิ าท่ีกระท�ำต่อ
จรวด ท�ำให้จรวดเคล่ือนท่ีไปในทิศตรงกันข้าม จรวดจะเคล่ือนท่ีไปข้างหน้าด้วยแรงมหาศาล
จนสามารถหลดุ พ้นจากแรงโนม้ ถ่วงของโลกออกสูอ่ วกาศได้
จรวดที่ใช้ส�ำหรับส่งยานอวกาศจะแบ่งเป็น 3 ท่อน แต่ละท่อนมีเครื่องยนต์และถังเก็บ
เชอื้ เพลิง ซงึ่ จะสลดั ทิ้งใหห้ ลน่ รว่ งเมอ่ื เช้อื เพลิงแต่ละทอ่ นหมดไป ส่วนปลายยอดของจรวดจะเปน็
หอ้ งเกบ็ สมั ภาระ บรรทกุ ดาวเทียม ยานอวกาศ ซง่ึ เปน็ พาหนะของนกั บินอวกาศ

จรวดทอนท่ี 3 ยานบรกิ ารและ
ยานบังคับการ
จรวดทอนที่ 2 ยานลนู าร โมดลู
ถงั ออกซเิ จนเหลว
จรวดทอ นท่ี 1 3

เมื่อท่อนที่ 2 นำ�ยานอวกาศ
เขา้ ส่วู งโคจรแล้วจะถูกสลัด
2 ทง้ิ ไวใ้ นอวกาศ
เชือ้ เพลงิ ท่อนที่ 1 หมด จะถกู สลัดทง้ิ
ท่อนท่ี 2 ทำ�งานตอ่

1 จรวดท่อนท่ี 1 ทำ�งานพายานอวกาศ
ขึน้ สวู่ งโคจร

รปู ท่ี 5.24 หลกั การทำ�งานของจรวด 3 ทอ่ น

26 หนงั สือเรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2

ดาวเทียม

ดาวเทยี ม คือ วตั ถทุ ่ีมนษุ ยส์ ร้างขนึ้ และส่งไปโคจรรอบโลก เพ่อื วตั ถปุ ระสงคใ์ นการส่อื สาร
และเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เกยี่ วกบั อวกาศ การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์ การรายงานสภาพอากาศหรอื เพอื่
การลาดตระเวนทางทหาร การถ่ายภาพพ้ืนผิวโลกและส่ิงต่าง ๆ รวมถึงวัตถุประหลาดต่าง ๆ
ในกาแลก็ ซีหรอื ระบบสรุ ิยะ แลว้ ถา่ ยทอดข้อมลู เหล่านนั้ กลบั มายังโลก
นักเรียนเคยสงสัยหรือไมว่ า่ ทำ� ไมดาวเทียมจงึ สามารถโคจรรอบโลกไดโ้ ดยไมต่ กลงมาตาม
แรงดงึ ดูดของโลกและไมล่ อยหนีออกไปสู่อวกาศ ทเ่ี ป็นเช่นน้ีก็เพราะว่า เม่ือจรวดน�ำพาดาวเทยี ม
หรอื ยานอวกาศขนึ้ ไปถงึ ระดบั ความสงู ตามตอ้ งการแลว้ ดาวเทยี มหรอื ยานอวกาศจะเคลอ่ื นทด่ี ว้ ย
ความเรว็ อยา่ งนอ้ ยเทา่ กบั ความเรว็ โคจรรอบโลก (orbital velocity) ซง่ึ คา่ ความเรว็ โคจรรอบโลกนี้
จะมีค่ามากหรือน้อยน้นั ขึ้นอยกู่ บั ระยะหา่ งจากจุดศนู ยก์ ลางของโลก โดยความเรว็ โคจรรอบโลก
จะมีค่าลดลง เมื่อระยะห่างจากจุดศูนย์กลางของโลกเพ่ิมข้ึน ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง
ของโลกทก่ี ระทำ� ตอ่ วตั ถลุ ดลง ในขณะทดี่ าวเทยี มหรอื ยานอวกาศโคจรดว้ ยความเรว็ โคจรรอบโลกนี้
จะเกดิ ความสมดลุ ระหวา่ งแรงสศู่ นู ยก์ ลางและแรงหนีศนู ย์กลางท�ำใหอ้ ยใู่ นสภาพสมดุล จงึ ไม่ถูก
โลกดึงดูดให้ตกลงมาและไม่ลอยหนีออกไปสู่อวกาศ เป็นหลักการเดียวกันกับการท่ีดวงจันทร์
โคจรรอบโลกนั่นเอง
การใชป้ ระโยชน์จากดาวเทยี ม
ปจั จุบันการสง่ ดาวเทียมขึน้ ไปโคจรรอบโลกมคี วามกา้ วหน้าเป็นอยา่ งมาก มีดาวเทยี มโคจร
รอบโลกอยู่นบั พนั ดวง ประเทศตา่ ง ๆ ได้นำ� ดาวเทยี มมาใชป้ ระโยชน์ในดา้ นตา่ ง ๆ มากมาย ดงั นี้
1. ดาวเทียมส่ือสาร เป็นดาวเทียมท่ีต้องปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลาไม่มีเวลาหยุด เพื่อท่ีจะ
เชื่อมเครือข่ายการส่ือสารของโลก นับต้ังแต่องค์การนาซาได้ส่งดาวเทียมประเภทนี้ข้ึนสู่วงโคจร
จนถึงปัจจุบัน ได้มีบริษัทเอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านนี้และได้ประโยชน์ต่าง ๆ จากดาวเทียม
มากมาย
การออกแบบดาวเทียมส่ือสารต้องท�ำอย่างประณีตให้สามารถใช้งานในอวกาศได้ประมาณ
10–15 ปี โดยที่ดาวเทียมต้องสามารถโคจรและรักษาต�ำแหน่งให้อยู่ในต�ำแหน่งที่ถูกต้อง
ได้ตลอดเวลา ดาวเทียมสื่อสารท�ำงานโดยอาศัยหลักการสง่ ผา่ นสัญญาณถงึ กันระหวา่ งสถานภี าค
พ้ืนดินและดาวเทียม ดาวเทียมส่ือสารโคจรเป็นวงกลมกับแนวระนาบเส้นศูนย์สูตรหรือที่เรียกว่า
วงโคจรค้างฟ้า เราใช้ประโยชน์จากดาวเทียมประเภทนี้เพ่ือติดต่อสื่อสารโทรคมนาคมด้านต่าง ๆ
เช่น ส่งสัญญาณโทรทศั น์ สญั ญาณโทรศัพท์ และข้อมูลคอมพวิ เตอร์

หนงั สอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2 27

ตัวอย่างดาวเทียมสื่อสาร เช่น ดาวเทียม
สอ่ื สารของประเทศไทย ไดแ้ ก่ ดาวเทยี มไทยคม 1
และ 2 เป็นดาวเทียมส่ือสารชุดแรกของไทยท่ี
ถูกส่งข้ึนไปโคจรตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2536 และ 2537
ตามล�ำดับ เพื่อให้บริการด้านการส่ือสารที่มีรัศมี
การให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทยและ
ภูมิภาคใกล้เคียง ต่อมาใน พ.ศ. 2540 ได้ส่ง
ดาวเทยี มไทยคม 3 ขนึ้ ไปโคจรรอบโลกอกี หนง่ึ ดวง
เพ่ือให้บริการติดต่อส่ือสารภายในประเทศ รูปที่ 5.25 ดาวเทียมไทยคม 4

ท่ีมา: คลังภาพ วพ.
และใน พ.ศ. 2548 ก็ได้ส่งดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์
ที่ดีที่สุดในโลกข้ึนสู่วงโคจร มีพ้ืนที่ให้บริการครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทั้งหมด ดาวเทียม
ไทยคม 5 ไดถ้ กู ยิงขน้ึ สวู่ งโคจรเมอื่ พ.ศ. 2549 เพอื่ ทดแทนดาวเทยี มไทยคม 3 ทีถ่ กู ยกเลกิ ไป
ดาวเทียมไทยคม 5 ใหบ้ ริการครอบคลมุ พนื้ ทีถ่ งึ 4 ทวปี และสามารถถา่ ยทอดสญั ญาณโทรทัศน์
ดจิ ิทัลทีม่ คี วามละเอยี ดสูงได้
2. ดาวเทยี มสำ� รวจทรพั ยากรธรรมชาติ การทำ� งานของดาวเทยี มสำ� รวจทรพั ยากรธรรมชาติ
เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพและโทรคมนาคม โดยการทำ� งานของดาวเทียม
ประเภทน้ีได้ข้อมูลจากการส�ำรวจทางไกล (remote sensing) โดยใช้คลื่นแสงท่ีเป็น
แหล่งพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าท�ำหน้าท่ีเสมือนสื่อกลางส่งผ่านระหว่างวัตถุเป้าหมายและ
อปุ กรณบ์ นั ทกึ ขอ้ มลู อปุ กรณถ์ า่ ยภาพทต่ี ดิ ตงั้ บนดาวเทยี มจะไดร้ บั การออกแบบใหส้ ามารถถา่ ยภาพ
และมีความหลากหลายในรายละเอียดของภาพได้อย่างเหมาะสม เพ่ือประโยชน์ในการจ�ำแนก
ทรพั ยากรที่สำ� คัญ ๆ ตวั อย่างดาวเทยี มส�ำรวจทรพั ยากรธรรมชาติ เช่น ดาวเทยี ม LANDSAT-7
และดาวเทียม SPOT-5
ดาวเทยี มสำ� รวจทรพั ยากรธรรมชาตดิ วงแรก
ของประเทศไทยมีชื่อวา่ ดาวเทียมธอี อส (THEOS)
ย่อมาจาก Thailand Earth Observation System
หมายถงึ ระบบสำ� รวจพื้นผิวโลก โดยใชเ้ ทคโนโลยี
ถ่ายภาพจากดาวเทยี มของประเทศไทย ดาวเทียมนี้
ใช้ประโยชน์ในการสำ� รวจหาขอ้ มูล เชน่ การสำ� รวจ
หาชนิดของพืชผลการเกษตร ส�ำรวจพ้ืนท่ีป่าไม้
สำ� รวจหาพนื้ ทที่ ำ� นากงุ้ สำ� รวจหาพน้ื ทปี่ ระสบภยั จาก
คลืน่ ยกั ษส์ นึ ามิ การสร้างถนน สำ� รวจเพื่อทำ� แผนที่
ส�ำหรับบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ รปู ท่ี 5.26 ดาวเทยี มธีออส
ส่ิงแวดล้อมภายในประเทศ
ท่มี า: คลังภาพ วพ.

28 หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2

3. ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เป็นดาวเทียม

สำ� รวจประเภทหนงึ่ จงึ มอี ปุ กรณบ์ นดาวเทยี มคลา้ ย

กับดาวเทียมส�ำรวจทรัพยากรธรรมชาติ แต่มี

ความแตกต่างกันในเร่ืองของหน้าที่การใช้งาน

ดงั นน้ั ดาวเทยี มอตุ นุ ยิ มวทิ ยาจงึ มหี ลกั การเชน่ เดยี ว

กบั ดาวเทยี มสำ� รวจทรพั ยากรธรรมชาติ โดยอปุ กรณ์

ส�ำรวจอุตุนิยมวิทยาบนดาวเทียมจะส่งสัญญาณ

มายงั เครอื่ งรบั ทสี่ ถานภี าคพน้ื ดนิ ทส่ี ถานภี าคพนื้ ดนิ รปู ที่ 5.27 ดาวเทยี มอตุ นุ ยิ มวิทยา
จะมีระบบรับสัญญาณแตกต่างกันไปตามลักษณะ
ท่ีมา: คลงั ภาพ วพ.

ของดาวเทียมแต่ละดวง ซึ่งวงโคจรจะแตกต่างกันตามพ้ืนท่ีท่ีครอบคลุมการใช้งาน ตัวอย่าง

ดาวเทยี มอตุ นุ ยิ มวิทยา เชน่ ดาวเทยี ม GMS-3 (Geostationary Meteorogical Satellite 3)

ของประเทศญ่ีปุ่นและดาวเทียม NOAA (National Oceanographic and Atmospheric

Administration) ของประเทศสหรัฐอเมรกิ า

4. ดาวเทียมส�ำรวจอวกาศ เป็นเทคโนโลยีท่ียังใหม่มาก ดาวเทียมประเภทน้ีถูกส่งไปสู่

วงโคจรทส่ี งู กว่าดาวเทยี มประเภทอน่ื ๆ ลกึ เข้าไปในอวกาศ ดังนน้ั ดาวเทยี มประเภทนี้จงึ ใหภ้ าพท่ี

ไรส้ ง่ิ กดี ขวาง ไมม่ ชี น้ั บรรยากาศของโลกบดบงั ดาวเทยี มบางดวงจะนำ� อปุ กรณไ์ ปตรวจจบั และบนั ทกึ

คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ บางดวงมหี นา้ ทตี่ รวจจบั และบนั ทึกรงั สีอลั ตราไวโอเลต

ยานอวกาศ

ยานอวกาศ เปน็ ยานพาหนะทสี่ รา้ งข้นึ เพอ่ื ใช้ปฏิบัตงิ านในอวกาศ โดยมวี ตั ถุประสงคข์ อง
การใชง้ านในแตล่ ะครงั้ แตกตา่ งกนั ตามความตอ้ งการของมนษุ ย์ โดยภารกจิ ของยานอวกาศ ไดแ้ ก่
การส่ือสารท่ัวไป การส�ำรวจโลก การทำ� เสน้ ทาง ยานอวกาศแบง่ เป็น 2 ประเภท คือ
1. ยานอวกาศทไี่ มม่ นี กั บนิ อวกาศควบคมุ คอื ยานอวกาศทตี่ ดิ ตงั้ อปุ กรณว์ ทิ ยาศาสตรแ์ ละ
ระบบคอมพิวเตอร์ เพ่ือให้ยานอวกาศสามารถปฏิบัติภารกิจส�ำรวจดาวเคราะห์ได้เองทุกประการ
ยานอวกาศที่ไมม่ นี ักบินอวกาศควบคุม เชน่ ยานมารเิ นอร์ ยานกาลเิ ลโอ และยานวอยเอเจอร์
2. ยานอวกาศที่มีนักบินอวกาศควบคุม คือ ยานอวกาศท่ีน�ำนักบินอวกาศขึ้นไปโคจรใน
วงโคจรรอบโลกเพ่ือท�ำงานในอวกาศ และน�ำนักบินอวกาศไปส�ำรวจดาวเคราะห์และดวงจันทร์
เชน่ โครงการอะพอลโล โครงการเจมนิ ี และสถานอี วกาศนานาชาติ

โครงการอวกาศมปี ระโยชนต์ ่อส่ิงมีชีวิตอย่างไร

หนังสอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 29

กจิ กรรมท่ี 3 สบื คน้ ขอ้ มลู

โครงการอวกาศท่ีนา่ สนใจ

ปญั หา โครงการอวกาศในปัจจุบนั ดำ�เนนิ การเกีย่ วกับอะไรบา้ ง
ขั้นตอน
1. สืบคน้ ขอ้ มลู และรวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกับโครงการอวกาศทน่ี า่ สนใจ เชน่
– สถานีอวกาศนานาชาติ
– โครงการอวกาศเคปเลอร์
– โครงการอวกาศดีพ อมิ แพค
– โครงการอวกาศดอวน์
2. ร่วมกนั อภปิ รายและสรปุ ขอ้ มูลทไี่ ด้จากขอ้ 1
3. นำ�เสนอผลการอภปิ รายและขอ้ สรปุ ของกลุ่มหนา้ หอ้ งเรียน และ/หรือจัดทำ�เป็นรายงาน

คน้ หาคำ�ตอบ

1. สถานีอวกาศนานาชาติมีลกั ษณะใด และศกึ ษาเกี่ยวกบั สิ่งใด
2. โครงการอวกาศเคปเลอร์มีเปา้ หมายเพอื่ สำ�รวจสิ่งใด
3. โครงการอวกาศดีพ อิมแพคมเี ปา้ หมายเพอื่ ศกึ ษาเก่ียวกับสง่ิ ใด
4. โครงการอวกาศดอวน์ มเี ป้าหมายเพ่อื ศกึ ษาเก่ยี วกับสง่ิ ใด

ประโยชน์ของการสำ� รวจอวกาศ
มนุษยไ์ ดร้ บั ประโยชนอ์ ยา่ งสงู จากการส�ำรวจอวกาศ ซึ่งพอสรปุ ไดด้ ังนี้
1) ทำ� ใหเ้ กดิ ความกา้ วหนา้ ด้านระบบโทรคมนาคม การสื่อสารผ่านดาวเทียมทำ� ให้เราไดร้ ับ
ข้อมูลข่าวสารสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ส่งผลให้
มปี ระสทิ ธภิ าพในการทำ� งานสงู ขน้ึ สามารถทราบความเคลอ่ื นไหวของเหตกุ ารณโ์ ลกไดอ้ ยา่ งรวดเรว็
นอกจากนี้ เรายงั เรียนร้ไู ด้มากขนึ้ โดยผ่านระบบดาวเทยี มสอื่ สารเพอ่ื การศึกษา
2) ทำ� ให้การส�ำรวจทรัพยากรธรรมชาตมิ ีประสิทธิภาพและรวดเรว็ ยิง่ ข้ึน เช่น
– ด้านการเกษตร ภาพถ่ายดาวเทียมท�ำให้สามารถคาดคะเนผลผลิตทางการเกษตร
ตลอดจนความเสยี หายจากโรคพืช ความแหง้ แล้ง หรอื การเกิดอทุ กภัยได้อยา่ งรวดเร็ว
– ด้านป่าไม้ ท�ำให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ท�ำลายป่า การบุกรุก
ท�ำไร่เล่อื นลอย

30 หนังสือเรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม  2
– ด้านธรณวี ทิ ยา โครงสรา้ งทางธรณีวทิ ยาจะครอบคลมุ พ้ืนทกี่ ว้างขวาง ซึง่ การส�ำรวจ
จะเปน็ ไปได้ยาก โดยเฉพาะการหาแหลง่ หนิ แร่ การใชด้ าวเทียมในการส�ำรวจจงึ มีประโยชน์มาก
เนอ่ื งจากสามารถจำ� แนกชนดิ ของหนิ และแรไ่ ดถ้ กู ตอ้ ง แมน่ ยำ� และรวดเรว็ เพราะสามารถถา่ ยภาพ
ไดใ้ นหลายชว่ งคลน่ื นอกจากนยี้ งั มปี ระโยชนใ์ นการวางแผนกอ่ สรา้ งถนน การทำ� ระบบชลประทาน
– ด้านสมุทรศาสตร์และการประมง ภาพถ่ายดาวเทียมท�ำให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับ
การหมุนเวียนและทิศทางของกระแสน�้ำ การเคลื่อนท่ีของฝูงปลา ตลอดจนการวางแผนอนุรักษ์
ป่าชายเลน และแหลง่ เพาะพนั ธส์ุ ัตว์น้�ำตามธรรมชาติได้
3) ทำ� ใหเ้ กิดความก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เช่น
– การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงข้ึน ตลอดจนอุปกรณ์และระบบ
อเิ ลก็ ทรอนกิ สใ์ ห้ได้รับการพฒั นาให้มีน้�ำหนักเบาและมขี นาดเล็ก เพอ่ื ใช้ในการส�ำรวจอวกาศ
– การพัฒนาเคร่อื งมือวัด วัสดตุ า่ ง ๆ ใหท้ นตอ่ สภาพของอวกาศ
– การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานรูปใหม่ เช่น เซลล์สุริยะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ
ในการเปล่ียนรปู พลงั งานสูงข้ึน
4) ท�ำให้เพ่ิมพูนความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ การส�ำรวจอวกาศท�ำให้เกิดองค์ความรู้และ
เกดิ ความรู้ใหม่ ๆ เพ่ิมพนู มากข้ึน ท�ำใหเ้ ขา้ ใจกำ� เนดิ และวิวฒั นาการของระบบสรุ ยิ ะ และเอกภพ
โดยเฉพาะโลกท่ีเราอาศัยอยู่น้ี และยังท�ำให้มนุษย์ได้ตั้งค�ำถามและหาค�ำตอบใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ทั้งท่ีเก่ียวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น โลกและส่ิงมีชีวิตเกิดข้ึนได้อย่างไร มีสิ่งมีชีวิตใน
ดาวดวงอื่นหรือไม่ และอนาคตโลกและระบบสรุ ยิ ะจะเปน็ อย่างไร

แหลง่ สบื ค้นความรู้

http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/3710-what-optics-tele-
scope-work

ทบทวนความเขา้ ใจ

1. กลอ้ งโทรทรรศน์ประเภทหกั เหแสงและประเภทสะท้อนแสงมหี ลักการทำ�งานอย่างไร
2. ดาวเทยี มคอื อะไร มคี วามสำ�คญั ต่อมนษุ ยใ์ นดา้ นใดบ้าง
3. การสำ�รวจอวกาศมปี ระโยชน์ตอ่ มนุษย์ในลักษณะใดบา้ ง

หนงั สือเรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 31

ผังมโนทศั น์ (concept map)

ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ

ประกอบดว้ ย

การโคจรของดาวเคราะห์ ปรากฏการณท์ โ่ี ลก ปรากฏการณร์ ะหว่าง เทคโนโลยอี วกาศ
รอบดวงอาทิตย์ โคจรรอบดวงอาทติ ย์ ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทร์

โดยใช้ ลกั ษณะการโคจร เรียนรู้
แรงดึงดดู ระหว่างมวล โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ • กล้องโทรทรรศน์
ในลกั ษณะแกนโลกเอียง • กลอ้ งโทรทรรศนว์ ิทยุ
สตู ร ทำ�มมุ ประมาณ 23.5 องศา • กล้องโทรทรรศนอ์ วกาศ
• จรวด
F = Gmr21m2 สง่ ผลให้ • ดาวเทียม
• ยานอวกาศ

บรเิ วณตา่ ง ๆ ของโลกไดร้ บั ส่งผลใหเ้ กิด
แสงจากดวงอาทิตย์แตก
ตา่ งกนั

เกดิ
ฤดูกาล

ปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม ปรากฏการณน์ ้ำ�ขึน้ นำ้ �ลง

เกดิ จาก เกดิ จาก
ดวงจันทร์โคจรรอบโลกหันส่วนสว่าง แรงดงึ ดดู ของดวงจันทร์
มายงั โลกแตกต่างกนั ในแตล่ ะวัน

32 หนงั สอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2

สาระสำ�คัญประจำ�หนว่ ย

1. ระบบสุรยิ ะมีดวงอาทติ ยเ์ ปน็ ศูนย์กลาง โดยมีดาวเคราะหแ์ ละบรวิ าร ดาวเคราะห์นอ้ ย ดาวหาง
และอื่น ๆ เช่น วัตถุแถบไคเปอร์โคจรอยู่โดยรอบ ซึ่งดาวเคราะห์และวัตถุเหล่าน้ีโคจรรอบ
ดวงอาทติ ยด์ ว้ ยแรงโน้มถ่วง

2. โลกโคจรรอบดวงอาทติ ยใ์ นลกั ษณะทแี่ กนโลกเอยี งเปน็ มมุ ประมาณ 23.5 องศากบั แนวตง้ั ฉาก
ของระนาบทางโคจร ทำ�ให้บริเวณต่าง ๆ บนโลกไดร้ ับปรมิ าณแสงจากดวงอาทิตย์แตกตา่ งกัน
ในรอบปี เกิดเป็นฤดูกาล

3. ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์ครึ่งดวงตลอดเวลา เมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกได้หัน
ส่วนสว่างมายังโลกแตกต่างกัน จึงทำ�ให้คนบนโลกเห็นส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างไป
ในแต่ละวนั เกดิ เป็นขา้ งข้ึนข้างแรม

4. แรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์กระทำ�ต่อโลกทำ�ให้เกิดปรากฏการณ์น้ำ�ขึ้น นำ้ �ลง
โดยจะเกดิ จากดวงจนั ทรม์ ากกวา่ ดวงอาทติ ยเ์ พราะดวงจนั ทรอ์ ยใู่ กลโ้ ลกมากกวา่ ปรากฏการณน์ ี้
ส่งผลต่อส่ิงแวดล้อมและสง่ิ มชี วี ิตบนโลก

5. มนุษย์ใช้กล้องโทรทรรศน์ จรวด ดาวเทียม และยานอวกาศ สำ�รวจอวกาศ วัตถุท้องฟ้า
สภาวะอากาศ ทรพั ยากรธรรมชาติ การเกษตร และใช้ในการสือ่ สาร

กิจกรรมประจ�ำ หน่วย

ทบทวนคำ�ศัพท์และหลกั การทางวิทยาศาสตร์

1. สาเหตุที่ทำ�ให้ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกและโลกโคจรรอบดวงอาทิตยค์ อื อะไร
2. ฤดูกาลเกิดขน้ึ ได้อยา่ งไร
3. วนั ขา้ งแรมดวงจันทรม์ ีลกั ษณะอยา่ งไร
4. ในแต่ละวันดวงจันทร์มกี ารขึ้นและตกอยา่ งไร
5. น้ำ�ขน้ึ นำ้ �ลงเปน็ ผลมาจากสง่ิ ใด
6. ยกตัวอยา่ งเทคโนโลยอี วกาศที่มปี ระโยชนต์ อ่ ชวี ิตประจำ�วนั

หนงั สอื เรียนรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2 33

ทกั ษะสรา้ งเสริมความเขา้ ใจท่ีคงทน

คำ�ช้ีแจง อา่ นบทความต่อไปนี้แลว้ ตอบคำ�ถาม
ชาวประมงนยิ มออกหาปลาในชว่ งเดอื นมดื มากกวา่ เดอื นหงาย เพราะเดอื นหงายมแี สงสวา่ ง
จากดวงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วทะเล ทำ�ใหป้ ลามองเหน็ อวนไดง้ า่ ย และยงั มีอทิ ธพิ ลของดวงจนั ทร์ท่ี
ทำ�ใหช้ ว่ งเดอื นหงายมนี ำ้ �เชยี่ วทำ�ใหว้ างอวนลำ�บาก ดงั นนั้ เดอื นมดื จะหาปลาไดเ้ ยอะกวา่ เดอื นหงาย
เดอื นกุมภาพนั ธ์ ชาวประมงได้ออกเรอื เพือ่ หาปลาจำ�นวน 3 คร้ัง ดังตาราง โดยแตล่ ะครง้ั
ไดจ้ ำ�นวนปลาทีแ่ ตกตา่ งกัน ให้นกั เรยี นพจิ ารณาข้อมูลในตารางแลว้ ตอบคำ�ถามข้อ 1–3

ครง้ั ท่ี วันท่ี จำ�นวนปลา
(กิโลกรัม)
1 3 ก.พ. (แรม 14 ค่ำ�)
4 ก.พ. (แรม 15 ค่ำ�) 800
450
2 12 ก.พ. (ขึน้ 8 ค่ำ�) 100
13 ก.พ. (ขน้ึ 9 คำ่ �)

3 18 ก.พ. (ขนึ้ 14 ค่ำ�)
19 ก.พ. (ขึ้น 15 คำ่ �)

1. คร้งั ใดชาวประมงได้ปลามากที่สุด
2. วันท่ใี ดชาวประมงไดป้ ลาน้อยที่สดุ
3. ถา้ ต้องการปลาจำ�นวนมาก ควรออกเรอื วันใด

การประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจ�ำ วนั

1. ถา้ ตอ้ งการให้ประเทศไทยมฤี ดกู าลครบทง้ั 4 ฤดู ได้แก่ ฤดรู ้อน ฤดูหนาว ฤดูใบไมร้ ว่ ง และ
ฤดใู บไม้ผลิ ประเทศไทยควรต้ังอย่ใู นบรเิ วณใดของโลก เพราะเหตุใด

2. วันท่ี 25 มีนาคม นักเรียนสังเกตการขึ้นและตกของดวงจันทร์พบว่า ดวงจันทร์ข้ึน
เวลา 19.20 น. และตกเวลา 07.00 น. ดงั นน้ั วนั ท่ี 26 มนี าคม ดวงจนั ทรจ์ ะขนึ้ และตกเวลาใด

3. ถ้านักเรียนต้องการออกทะเลเพ่อื หาปลา ควรคำ�นงึ ถงึ เรอื่ งใด
4. การนำ�เทคโนโลยอี วกาศมาใชใ้ นการสำ�รวจอวกาศมปี ระโยชน์ตอ่ เราในเรอื่ งใด

34 หนงั สือเรยี นรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ม. 3 เลม 2

บทความชวนคดิ

คำ�ช้ีแจง อ่านบทความตอ่ ไปนี้แล้วตอบคำ�ถาม

ส�ำรวจอวกาศ

เอกภพเป็นอาณาจกั รท่ีกว้างใหญไ่ พศาล ภายในเอกภพประกอบดว้ ยกาแล็กซีจำ�นวน
มาก การสำ�รวจกาแล็กซีจากพื้นดินจะใช้กล้องโทรทรรศน์เพื่อให้เห็นดาวต่าง ๆ ที่อยู่
ในกาแล็กซีอื่น แต่ก็ยังเกิดอุปสรรคจากแสงและฝุ่นควันในช้ันบรรยากาศที่บดบัง
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจึงถูกคิดค้นข้ึนและส่งออกไปโคจรรอบโลก เพื่อถ่ายภาพ
ดาวเคราะหแ์ ละดาวฤกษ์จากกาแล็กซีตา่ ง ๆ รวมถึงปรากฏการณท์ ี่เกดิ ขึน้ นอกโลก
กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเป็นกล้องชนิดสะท้อนแสง ตัวกล้องมีความกว้าง
4.3 เมตร ยาว 13.3 เมตร หนักประมาณ 11,360 กิโลกรมั ใชพ้ ลงั งานจากแผงเซลลส์ ุริยะ
ภายในมีกล้องถา่ ยรปู ทีม่ ตี ัวจับรังสีความไวสูงและสเปกโทรสโกป ทำ�ใหส้ ามารถค้นหาวตั ถทุ ่ี
สลวั ไดส้ วา่ งข้ึน และสรา้ งภาพท่ชี ดั เจนกวา่ กลอ้ งโทรทรรศนบ์ นโลกมากกว่า 50 เทา่

คำ�ถามที่ 1: สำ�รวจอวกาศ
ถ้านักเรยี นจะสร้างแบบจำ�ลองกล้องโทรทรรศนอ์ วกาศฮบั เบลิ นักเรียนจะใช้อปุ กรณ์ใดบา้ ง
1. เลนสเ์ ว้า 1 อนั และเลนสน์ นู 1 อัน
2. เลนส์นูน 1 อัน และกระจกเว้า 1 อนั
3. เลนส์นนู 2 อันท่มี คี วามยาวโฟกัสสน้ั และยาว
4. กระจกเว้า 2 อนั ทม่ี ีความยาวโฟกสั สัน้ และยาว

คำ�ถามท่ี 2: สำ�รวจอวกาศ
กล้องโทรทรรศน์อวกาศถูกส่งออกไปโคจรรอบโลกเพ่ือถ่ายภาพดาวเคราะห์และดาวฤกษ์
จากกาแล็กซีต่าง ๆ รวมถึงปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึนนอกโลก การศึกษาในหัวข้อใดที่ต้องใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จงเขยี นวงกลมล้อมรอบคำ�วา่ “ใช”่ หรอื “ไมใ่ ช่” ในแต่ละขอ้

การศกึ ษาในหัวขอ้ ต่อไปนตี้ อ้ งใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตรห์ รอื ไม่ ใช่ หรอื ไมใ่ ช่
กาแลก็ ซีท่ถี ่ายภาพได้มีระยะห่างจากระบบสุริยะเทา่ ใด ใช/่ ไม่ใช่
ภาพถ่ายทางอวกาศท่ถี า่ ยไดม้ คี วามคลาดเคล่อื นของแสงหรอื ไม่ ใช่/ไมใ่ ช่
ดาวฤกษท์ ถี่ ่ายภาพไดม้ คี วามสวยงามมากน้อยเพยี งใด ใช่/ไมใ่ ช่


Click to View FlipBook Version