การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ Google sites เพ่ือพฒั นา
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเรือ่ ง ซอฟต์แวร์ ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 1
โรงเรยี นชะอวดวทิ ยาคาร อ.ชะอวด จ.นครศรธี รรมราช
นายสุริยา ตะลาศริ ิ
รหัสนกั ศึกษา 6211135024
เสนอต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสตู ร
ปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์
ปีการศกึ ษา 2565
ลิขสทิ ธิข์ องมหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ Google sites เพ่ือพฒั นา
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเรือ่ ง ซอฟต์แวร์ ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 1
โรงเรยี นชะอวดวทิ ยาคาร อ.ชะอวด จ.นครศรธี รรมราช
นายสุริยา ตะลาศริ ิ
รหัสนกั ศึกษา 6211135024
เสนอต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสตู ร
ปริญญาครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์
ปีการศกึ ษา 2565
ลิขสทิ ธิข์ องมหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ Google sites เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรือ่ ง ซอฟต์แวร์ ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาชน้ั ปที ่ี 1
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
การใช้คอมพวิ เตอร์และการร้เู ทา่ ทนั เทคโนโลยี เปน็ ทักษะสำคญั สำหรบั บุคคลในศตวรรษที่ 21อีกทั้งใน
ปจั จบุ นั นี้มกี ารเปลย่ี นแปลงของโลกอย่ตู ลอดเวลา ความรใู้ นการใชส้ อ่ื ด้านเทคโนโลยี สำหรบั การสบื ค้นข้อมูล
สารสนเทศ เพ่ือให้รูเ้ ทา่ ทนั โลก ผ่านเครอื ขา่ ยไร้สาย (Internet) เป็นส่งิ ที่นกั เรยี นควรเรียนรู้ และมวี จิ ารณญาณใน
การกล่นั กรองข้อมลู ข่าวสาร ทักษะขา้ งตน้ สามารถเป็นพลังขับเคล่ือนใหผ้ ้เู รยี นสามารถบรรลเุ ป้าหมายของ
การศึกษาในยุคไทยแลนด์ 4.0 (เกรยี งศักด์ิ เจรญิ วงศ์ศกั ดิ์, 2559) และส่งเสริมให้นักเรียนมคี วามสามารถในการ
เรยี นรแู้ บบไร้ขีดจ ากดั ลดปัญหาเรอ่ื งเวลาและสถานท่ี การใชเ้ ทคโนโลยเี ปน็ ส่วนหนึ่งของการเรยี นรู้ สง่ เสริมการ
เรียนรูข้ องนักเรยี นให้มีคณุ ภาพ มีความนา่ สนใจลดความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล และนักเรียนสามารถเรียนรไู้ ด้
ตลอดชีวติ
Canva คือ แพลตฟอร์มออกแบบกราฟิก ไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานเพื่อใช้ลง social media, Presentation, งาน
สิ่งพิมพ์ รวมไปถงึ ภาพเคล่อื นไหว ประโยชน์ของแอพ Canva คอื สามารถสรา้ งรปู ภาพหรือวีดีโอที่สวยงามได้อย่าง
รวดเร็ว เพราะเต็มไปด้วยเทมเพลตให้เลือกใช้มากมายแม้จะไม่มีพื้นฐานด้านกราฟิกหรือวิดีโอก็สามารถเริ่มต้นใช้
งานได้ทันที โดยมีให้ใช้งานทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน (contentshifu, 2020) ในปัจจุบันโปรแกรม canva เป็น
การงานนำเสนอในรูปออนไลน์ที่สามารถรองรับได้ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังมี
ความสามารถในการออกแบบงานอืน่ ๆทนี่ อกเหนือจากงานที่นำเสนอไดม้ ากมาย ทัง้ นี้ทัง้ นน้ั ก็มาสารถนำมประยุกต์
กับการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะไปเกี่ยวเน่ืองการจดั การจัดเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E) คือ
ผู้เรียนจะต้องเข้าไปศึกษาหาความรู้ค้นคว้าด้วยตนเองในการหานำข้อมูลสาระสนเทมาประมวลผลเป็นความรู้
เพอ่ื ท่จี ะได้นำความรู้นน้ั ไปใช้ในการทำงานตอ่ ไป
จากที่ผูว้ จิ ัยซึ่งเป็นนักศึกษาวชิ าชีพครูได้ลงไปฝึกประสบการณ์ในรูปแบบ On sites ระยะเวลา 1 ปีการศึกษา
ณ โรงเรยี นชะอวดวิทยาคาร 999 หมูท่ ี่ 9 ตำบลชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรธี รรมราช ซ่ึงจัดการเรียนการ
สอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ผู้วิจัยพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1/9 ใน
รายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องซอฟต์แวร์ เจอปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ไม่สามารถ
อธิบายเกี่ยวกับความหมาย และประเภทของซอฟต์แวร์ได้อย่างถูกต้อง นักเรียนไม่มีความเข้าใจเรื่องซอฟต์แวร์
และประเภทของซอฟต์แวร์ รวมไปถึงนักเรียนไม่เข้าใจเก่ียวกับการแยกประเภทของซอฟต์แวร์ และขาดทักษะการ
สบื ค้นข้อมลู ต่างๆ รวมไปการนำขอ้ มูลมาสรุป เป็นเพราะเน่อื งดว้ ยสถานการณโ์ รคระบาด covid-19ทผ่ี ่านมา ซึ่งมี
การเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ โดยแบบไม่มีหนังสือเรียน มีการใช้เป็นสื่อการนำเสนอต่างๆ เช่น Power
point เป็นต้น และสภาพแวดลอ้ มในการจดั การเรียนรู้ไมเ่ อ้ืออำนวย จงึ เกิดเป็นปญั หาทต่ี ้องมีการแก้ไขในรายวิชา
การออกแบบเทคโนโลยี 1
จากความสำคัญและประเดน็ ปญั หาทพ่ี บในชัน้ เรยี นรายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 ของนกั เรียน
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1/9 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นชะอวดวทิ ยาคาร ผวู้ ิจยั พัฒนาส่อื Google sites
เรื่องซอฟต์แวร์ ราวชิ าการออกแบบทเทคโนโลยี 1 และเพื่อศกึ ษาประสิทธภิ าพของการจัดการเรียนรู้แบบสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) รว่ มกบั บทเรียนออนไลนโ์ ดยใช้ Google Sites เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนก่อน
เรยี น-หลงั เรยี น
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
1.เพ่ือพัฒนาสอื่ Google sites รายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรือ่ งซอฟต์แวร์
ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชะอวดวทิ ยาคาร
2. เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน รายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 4 โดยใช้การ
จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะด้วย Google sites เร่อื งซอฟต์แวร์ของนกั เรยี นชัน้ มันธยมศกึ ษาชั้นปีท่ี 1
สมมติฐานการวจิ ัย
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนรายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรื่องซอฟตแ์ วร์
ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากการจดั การเรียนรู้ดว้ ย Google sites สูงกวา่ กอ่ นการจดั การเรียนรู้เรียน
ดว้ ยส่อื Google sites เรือ่ งซอฟตแ์ วร์ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาช้ันปที ี่ 1
ขอบเขตการวจิ ยั
1. ด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นชะอวดวิทยาคาร สังกดั สำนักงานเขตพ้นื ที่
การศกึ ษามัธยมศกึ ษานครศรีธรรมราช ภาคเรียนท่ี 1ปกี ารศึกษา 2565 จำนวนนกั เรียน 274 คน
กลุ่มตัวอย่าง คอื นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร สังกดั สำนักงานเขต
พ้ืนทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษานครศรีธรรมราช ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 นกั เรียนจำนวน 1หอ้ งเรยี น
จำนวนนกั เรยี น 34 คน ได้มากจากการสุ่มแบบกลมุ่ (Cluster random)
2. ดา้ นเนื้อหา
เนือ้ หาในการวจิ ยั คือ เน้ือบทเรยี นรายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาช้ันปีท่ี 1
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 4 เร่ืองซอฟต์แวร์
3. ดา้ นโปรแกรม
โปรแกรมท่ใี ช้ได้แก่
- โปรแกรมสร้างเวป็ ไซต์ Google sites
- โปรแกรม Google classroom
- โปรแกรม Google from
- โปรแกรม Canva
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
ซอฟตแ์ วร์ (องั กฤษ: software) หรือ สว่ นชุดคำสัง่ คือ สว่ นหน่งึ ของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการ
จดั เกบ็ และประมวลผลข้อมลู เป็นชุดคำสงั่ ทบี่ อกวธิ กี ารทำงานของคอมพวิ เตอร์ ซึ่งตรงกันข้ามกบั ฮาร์ดแวรท์ ่เี ปน็
ระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถจับต้องได้ ในสาขาวชิ าวทิ ยาการคอมพวิ เตอร์และวศิ วกรรมซอฟต์แวรน์ ั้น ซอฟต์แวร์
คอมพวิ เตอร์ คือ ขอ้ มูลท้ังหมดท่ไี ด้รบั การประมวลผลโดยระบบคอมพวิ เตอร์ และ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์น้ันประกอบด้วย โปรแกรมคอมพิวเตอร์, ไลบรารี และ ข้อมูลที่ไม่สามารถเรยี กใช้งานไดด้ ้วย
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ อาทิ เอกสารออนไลน์หรือสื่อดจิ ทิ ัล คอมพวิ เตอรเ์ ครื่องหนึง่ จำเป็นตอ้ งมีทง้ั ฮารด์ แวร์และ
ซอฟตแ์ วร์ และหากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป จะไมส่ ามารถใช้งานระบบคอมพวิ เตอร์ได้ (Wikipedia, 2021)
Google Sites คือ โปรแกรมของ Google ทใี่ หบ้ ริการสรา้ งเวบ็ ไซต์ฟรี สามารถสร้างเว็บไซต์ได้
ง่าย ปรับแต่งรูปลกั ษณ์ไดอ้ ย่างอิสระ และสามารถรวบรวมความหลากหลายของขอ้ มูลไวใ้ นท่เี ดียว เชน่ วดิ โี อ,
ปฏิทิน, เอกสาร อ่นื ๆ สามารถนำมาแทรกในหนา้ เว็บเพจได้ เปน็ การเพ่มิ ลูกเลน่ ใชง้ านไดง้ ่าย ทำให้ชว่ ยอำนวย
ความสะดวกไดเ้ ปน็ อย่างมาก (ศูนยค์ อมพิวเตอร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสุรนารี, 2019)
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน หมายถงึ ผลท่เี กดิ จากกระบวนการเรยี นการสอนที่จะทำให้นกั เรยี นเกิดการ
เปลยี่ นแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาท้งั 3 ด้าน คือ ด้านพทุ ธิพสิ ัย ด้านจติ พสิ ัย และด้าน
ทักษะพสิ ยั (สเุ มธ เนาวร์ งุ่ โรจน์, 2019)
ประโยชนข์ องการวิจัย
1. ไดส้ ื่อ Google sites เพ่ือพฒั นาสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวชิ าการออกแบบเทคโนโลยี 1
หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 4 เรือ่ งซอฟตแ์ วร์ ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาชน้ั ปีที่ 1 และยงั เปน็ แนวทางในการพัฒนา
Google sites หรือสอื่ ประเภทเว็ปไซต์ในรายวชิ าอื่นๆตอ่ ไป
2.นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาชนั้ ปีที่ 1 โรงเรียนชะอวดวทิ ยาคาร มผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลงั จากการ
จดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ Google sites เร่อื งซอฟตแ์ วร์ สงู กวา่ ก่อนเรียน
แนวคิดทฤษฎีที่ใชใ้ นงานวจิ ัย และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
1.ความหมายของ Google sites
Google Sites คือ โปรแกรมนึงของ Google ท่ีพฒั นาเพ่ือใหบ้ ริการการสรา้ งเวบ็ ไซต์ฟรี สามารถสร้าง
เว็บไซต์ได้ง่าย และยงั สามารถปรบั แต่งรูปร่างได้อย่างอิสระ รวมไปถงึ การรวมตัวของ โปรแกรมตา่ งๆ ของ Google
ให้สามารถ ซิงคข์ ้อมูลรวมกนั ได้ เชน่ Google Drive หรอื จะเปน็ วดี ีโอ รปู ภาพ เอกสาร อ่นื ๆ กส็ ามารถนำมาแทรก
ในหนา้ เวบ็ ได้ ทำให้การใชง้ าน Google Sites น้ันผทู้ ่เี ป็นมือใหม่ก็ทำได้ไม่ยากอกี ดว้ ย (mindphp, 2562)
Google Sites คือ โปรแกรมออนไลนใ์ ช้ในการสรา้ งเว็บไซตใ์ ห้ง่ายข้ึนเหมือนกับการแก้ไขเอกสารธรรมดา
ๆดว้ ย Google Sites โดยทผ่ี ู้ใชไ้ มจ่ ำเป็นต้องร้เู ร่อื งเกี่ยวกับภาษาท่ีใชใ่ นการสร้างเวบ็ ไซต์ สามารถรวบรวมความ
หลากหลายของขอ้ มลู ในทเี่ ดยี ว เชน่ รวมวิดโี อ ปฏิทนิ การนำเสนอ เอกสารหรือส่งิ ทแี่ นบ และขอ้ ความ อำนวย
ความสะดวกในการทำงาน ซึ่งมใี ห้เลอื ก 2 รูปแบบคือ Google Sites แบบท่ี 1 คือ classic (แบบเก่า) ไม่ยืดหยุ่น
ตามอุปกรณ์ แบบที่ 2 คือ แบบใหม่ (ยืดหย่นุ ตามอุปกรณ)์ ใชง้ านง่ายมากและดูทันสมัย (วุฒชิ ยั แม้นรัมย์, 2563)
2.ความหมายของ เว็ปไซต์ (Website)
เว็บไซต์ (Website) หมายถงึ หน้าเว็บเพจท่ีจดั ทำขึน้ เพอื่ นำเสนอข้อมูลต่างๆ ผา่ นทางคอมพวิ เตอร์และ
อนิ เทอร์เน็ต โดยจะมีหนา้ เวบ็ เพจหลายๆ หน้าทเ่ี ชอ่ื มโยงเข้ากบั ไฮเปอรล์ ้ิงค์ เพื่อให้สามารถเปดิ ไปยังหนา้ เพจตา่ งๆ
ได้อยา่ งงา่ ยดายและถูกจัดเก็บไวใ้ น www. (เวลิ ดไ์ วด์เวบ็ ) โดยเวบ็ ไซตส์ ว่ นใหญ่นน้ั กม็ ีท้ังเว็บไซต์ทเี่ ปิดให้เข้าชมได้
ฟรี และเวบ็ ไซตท์ ่ีต้องสมัครสมาชกิ และเสียค่าบรกิ าร จงึ จะเข้าใช้งานเวบ็ ได้ ซ่ึงข้อมูลในเวบ็ ก็จะมีหลากหลายแบบ
ข้นึ อยู่กับความต้องการนำเสนอของเจ้าของเวบ็ ไซต์ การเรยี กดเู วบ็ ไซต์จะเรียกดผู ่านทางซอฟต์แวร์ ในลกั ษณะของ
เบราวเ์ ซอร์ (วันบลี ฟี , 2560)
เวบ็ ไซต์ คือ ส่อื นำเสนอข้อมลู บนเครอื่ งคอมพิวเตอร์ หรอื คือการรวบรวม หนา้ เว็บเพจหลายหนา้ ซง่ึ
เช่อื มโยงกนั ผ่านทางไฮเปอร์ลิงก์ ซง่ึ ต้องเปิดด้วยโปรแกรมเฉพาะทางท่ีเรยี กว่า Web Browser โดยถกู จัดเก็บไว้ใน
เวลิ ด์ไวดเ์ ว็บ และเวบ็ ไซต์น้ันถกู สรา้ งขน้ึ ดว้ ยภาษาทางคอมพวิ เตอรท์ ี่เรียกว่า HTML (Hyper Text Markup
Language) และไดม้ กี ารพัฒนาและนำภาษาอน่ื ๆเขา้ มาร่วมด้วย เพื่อให้มีความสามารถมากขน้ึ เชน่ PHP , SQL ,
Java ฯลฯ (สมาคมผดู้ ูแลระบบแหง่ ประเทศไทย)
3.ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ความหมายผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น มีนักวชิ าการได้ให้ความหมายไว้ ดังน้ี
Good (1973, p.7) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ (Achievement) ว่าหมายถึง ความสำเร็จ
(Accomplishment) ความคลอ่ งแคลว่ ความชำนาท ในการใชท้ ักษะหรอื การประยุกตใ์ ช้ความร้ตู ่างๆ สว่ น
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น (Academic Achievement) หมายถึงความรูห้ รือทกั ษะอันเกิดจากการเรยี นรู้ในวชิ าต่างๆ
ที่ไดเ้ รียนมาแลว้ ซงึ่ ไดจ้ ากผลการทดสอบของครผู สู้ อน หรือผ้รู บั ผิดชอบในการสอนหรอื ทัง้ สองอยา่ งรวมกัน
อรทัย จันใด (2553, หน้า 18) กลา่ วว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ ความรู้ความสามารถในการที่จะ
พยายามเข้าถึงความรู้หรอื ทกั ษะซ่งึ เกดิ จากการกระทำทป่ี ระสานกนั ต้องอาศยั ความพยายามอยา่ งมากท้ัง
องค์ประกอบทางดา้ นท่ีเกีย่ วข้องกบั สตปิ ัททา และองค์ประกอบที่ใชส้ ถติ ปิ ทั ทา แสดงออกในรูปของความสำเร็จซง่ึ
สามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครอ่ื งมือทางจติ วทิ ยาหรอื แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ ่ัวไปชนิดา ยอดสาลี และ
กาทจนา บทุ สง่ (2559, หน้า 13) ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึง ความรู้หรอื ทักษะทตี่ ้องใชส้ ติปัททา
และสมรรถภาพทางสมองท่ีได้รบั มาจากการสัง่ สอน แสดงออกมาในรูปความสำเร็จสามารถวดั ไดโ้ ดยการแสดง
ออกมาทั้ง 3ดา้ น คอื พุทธพิ สิ ยั ดา้ นจติ พสิ ัย ดา้ นทกั ษะพสิ ยั และใช้แบบทดสอบความสามารถในการเรยี นรเู้ กี่ยวกบั
เนอื้ หาวชิ าท่เี รยี น
จากทก่ี ล่าวขา้ งต้นสรุปได้ว่า ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถงึ ผลทเ่ี กดิ จากการกระท าของบุคคลเปน็ การ
เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รบั ประสบการณจ์ ากการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง หรือจากการเรยี นการสอน
ในช้ันเรียน สามารถประเมินหรอื วดั ประมาณได้จากการทดสอบ หรอื การสงั เกตพฤติกรรมทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป
4.ทฤษฎีทเ่ี ก่ียวข้อง
ทฤษฎีรูปแบบการจดั การเรียนรแู้ บบการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning)
การสอนแบบสบื เสาะหาความรูเ้ ป็นวธิ ีการสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนร้จู กั คิดด้วยตนเอง รูจ้ ักค้นควา้ หาเหตผุ ล
และสามารถแกป้ ัญหาได้ โดยการนำเอาวิธีการตา่ งๆ ของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใชน้ อกจากนย้ี งั เปน็ การ
เรียนเพื่อยกระดับทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดว้ ย
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรทู้ เี่ น้นทักษะการคดิ อย่างมีระบบ โดย
คำนึงถงึ ความสัมพันธร์ ะหว่างเหตแุ ละผล ซ่งึ ตอ้ งมีหลกั ฐานสนบั สนนุ วิธนี ีเ้ ป็นวธิ ที นี่ ักเรียนพิจารณาเหตุผล
สามารถใช้คำถามที่ถกู ต้องและคลอ่ งแคล่วสามารถสร้างและทดสอบสมมติฐานด้วยการทดลองและตคี วามจากการ
ทดลองดว้ ยตนเองโดยไม่ข้ึนอยูก่ ับคำอธิบายของครูเปน็ วิธีการทช่ี ่วยใหน้ ักเรียนมรี ะบบวิธีการแกป้ ัญหาในทาง
วิทยาศาสตร์ด้วยตนเองเป็นการจดั การเรียนรทู้ ่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง สร้างมโนทัศนด์ ้วยตนเอง และเปน็ การ
ยกระดบั ความสามารถดา้ นต่างๆ ของนักเรียน เชน่ ความสามารถทางวิธกี าร ทกั ษะทางสังคม ความคดิ สรา้ งสรรค์
ซงึ่ ต้องใหอ้ ิสระและให้ผู้เรียนมโี อกาสคิด และเปน็ การเรยี นที่เน้นการทดลอง เพอ่ื ให้ผู้เรียน คน้ พบดว้ ยตนเอง
จากแนวคดิ ท่ีไดก้ ลา่ วมาสามารถสรุปได้วา่ รปู แบบการจดั การเรียนรแู้ บบการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry process)
เป็นกระบวนการเรียนรู้ทใ่ี ห้ผเู้ รียนสรา้ งองค์ความรใู้ หม่ด้วยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคดิ และปฏิบัติ และใช้
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เปน็ เครื่องมือ
ขน้ั ตอนของรูปแบบการจัดการเรยี นร้แู บบวฏั จักรการสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle)
นกั การศึกษาจากกลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ไดเ้ สนอกระบวนการสบื
เสาะหาความรู้ เพอื่ ใหผ้ ้เู รียนสรา้ งองค์ความร้ใู หม่ โดยเชือ่ มโยงส่งิ ท่ีเรยี นรูเ้ ขา้ กบั ประสบการณ์หรือความร้เู ดิม เป็น
ความรหู้ รอื แนวคิดของผู้เรยี นเอง เรียกรปู แบบการสอนน้วี า่ Inquiry cycle หรอื 5E มีขัน้ ตอนดงั นี้
1) การสรา้ งความสนใจ (Engage) ขั้นตอนนเ้ี ป็นขัน้ ตอนแรกของกระบวนการเรยี นรู้ทีจ่ ะ
นำเข้าสู่บทเรยี น จุดประสงค์ทสี่ ำคญั ของข้ันตอนน้ี คือ ทำให้ผเู้ รยี นสนใจ ใคร่ร้ใู นกิจกรรมท่ีจะนำเขา้ ส่บู ทเรียน
ควรจะเชือ่ มโยงประสบการณ์การเรยี นรูเ้ ดมิ กับปัจจบุ ันและควรเปน็ กิจกรรมทีค่ าดวา่ กำลงั จะเกิดขึน้ ซึ่งทำให้
ผูเ้ รียนสนใจจดจอ่ ท่ีจะศกึ ษาความคิดรวบยอด กระบวนการหรอื ทกั ษะและเริ่มคดิ เชื่อมโยงความคิดรวบยอด
กระบวนการ หรือทกั ษะกับประสบการณเ์ ดิม
2) การสำรวจและคน้ หา (Explore) ขน้ั ตอนนเ้ี ป็นขัน้ ตอนทที่ ำให้ผเู้ รียนมีประสบการณ์ร่วมกนั
ในการสรา้ งและยกระดบั ความคิดรวบยอดกระบวนการและทกั ษะโดยการให้เวลาและโอกาสแกผ่ เู้ รียนในการทำ
กจิ กรรมการสำรวจและคน้ หาส่ิงทีผ่ เู้ รยี นตอ้ งการเรยี นรูต้ ามความคิดเห็นผเู้ รยี นแตล่ ะคน หลงั จากนัน้ ผู้เรยี นแต่ละ
คนได้อภปิ รายแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นเก่ียวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทกั ษะในระหว่างท่ผี ูเ้ รยี นทำ
กิจกรรมสำรวจและค้นหา เป็นโอกาสทีผ่ ้เู รียนจะไดต้ รวจสอบหรือเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เกีย่ วกบั ความคดิ รวบยอดของ
ผเู้ รยี นที่ยังไม่ถกู ต้องและยังไม่สมบรู ณ์โดยการใหผ้ เู้ รียนอธิบายและยกตัวอยา่ งเกีย่ วกับความคิดเห็นของผู้เรียน ครู
ควรระลึกอยู่เสมอเก่ียวกับความสามารถของผู้เรยี นตามประเดน็ ปัญหาผลจากการท่ผี ้เู รยี นมใี จจดจอ่ ในการทำ
กิจกรรม ผเู้ รียนควรจะสามารถเชอ่ื มโยงการสงั เกต การจำแนกตัวแปร และคำถามเกย่ี วกับเหตุการณน์ ัน้ ได้
3) การอธิบาย (Explain) ข้ันตอนน้ีเป็นขัน้ ตอนท่ีใหผ้ ูเ้ รยี นได้ยกระดบั ความ สามารถในการ
อธิบายความคิดรวบยอดที่ได้จากการสำรวจและค้นหา ครูควรให้โอกาสแกผ่ ู้เรยี นได้อภิปรายแลกเปลยี่ นความ
คิดเหน็ กนั เกีย่ วกบั ทักษะหรอื พฤติกรรมการเรยี นรู้ การอธิบายน้ันต้องการใหผ้ เู้ รียนได้ใชข้ ้อสรปุ ร่วมกันในการ
เช่ือมโยงสง่ิ ที่เรียนรู้ ในช่วงเวลาท่เี หมาะสมน้ีครคู วรชี้แนะผเู้ รียนเกยี่ วกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่
อยา่ งไรก็ตามครคู วรระลึกอยเู่ สมอว่ากจิ กรรมเหลา่ นยี้ งั คงเน้นผู้เรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง นนั่ คือ ผู้เรยี นได้ยกระดบั
ความสามารถในการอธบิ ายด้วยตวั ผเู้ รียนเอง บทบาทของครูเพยี งแต่ช้แี นะผ่านทางกจิ กรรม เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นมโี อกาส
อยา่ งเต็มท่ีในการยกระดับความรู้ความเข้าใจในความคดิ รวบยอดให้ชดั เจน ในทสี่ ุดผ้เู รียนควรจะสามารถอธิบาย
ความคิดรวบยอดได้อยา่ งเขา้ ใจ โดยเชอ่ื มโยงประสบการณ์ ความรู้เดมิ และสิ่งท่เี รยี นรเู้ ข้าดว้ ยกนั
4) การขยายความรู้ (Elaborate) ขนั้ ตอนนเี้ ป็นข้นั ตอนที่ใหผ้ ูเ้ รยี นไดย้ ืนยนั และขยายหรือ
เพิ่มเติมความรูค้ วามเขา้ ใจในความคดิ รวบยอดใหก้ ว้างขวางและลกึ ซึ้งย่ิงขึน้ และยังเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นไดฝ้ กึ ทักษะ
และปฏบิ ตั ติ ามทผ่ี เู้ รียนตอ้ งการในกรณที ีผ่ ูเ้ รียนไม่เข้าใจหรือยงั สบั สนอยหู่ รืออาจจะเขา้ ใจเฉพาะข้อสรปุ ท่ีได้จาก
การปฏิบัติการสำรวจและค้นหาเทา่ นั้นควรให้ประสบการณใ์ หมผ่ ้เู รียนจะได้ยกระดับความร้คู วามเข้าใจในความคดิ
รวบยอดใหก้ ว้างขวางและลกึ ซึ้งย่ิงขนึ้ เป้าหมายทส่ี ำคญั ของข้นั น้ี คือ ครคู วรชี้แนะให้ผู้เรียนไดน้ ำไปประยุกต์ใช้ใน
ชวี ติ ประจำวัน จะทำให้ผูเ้ รยี นเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพ่ิมขึ้น
5) การประเมินผล (Evaluate) ขั้นตอนน้ผี ้เู รียนจะได้รบั ข้อมูลย้อนกลับเก่ยี วกับการอธบิ าย
ความรคู้ วามเข้าใจของตนเอง ระหวา่ งการเรยี นการสอนในขนั้ นขี้ องรูปแบบการสอน ครูตอ้ งกระตุ้นหรือส่งเสรมิ ให้
ผูเ้ รยี นประเมนิ ความรู้ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง และยงั เปดิ โอกาสใหค้ รูได้ประเมนิ ความรูค้ วาม
เขา้ ใจและยกระดบั ทักษะของผู้เรยี นดว้ ย
รูปภาพแสดงขัน้ ตอนการสืบเสาะ
ทมี า://pirun.ku.ac.th/~g4986066/poj.pdf
บทบาทของครูในการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะ Inquiry Cycle (5E) ตามลำดบั ขนั้ ตอนการเรยี น
การสอน
1.การสร้างความสนใจ (Engage)
ครผู ูส้ อนตอ้ งสร้างความสนใจสร้างความอยากรู้อยากเห็นตั้งคำถามกระตนุ้ ให้นกั เรียนคิด ดึงเอาคำตอบท่ี
ยงั ไม่ครอบคลุมส่ิงท่นี กั เรียนรู้ หรอื ความคิดเกี่ยว กบั ความคดิ รวบยอด หรอื เนื้อหาสาระ
2.การสำรวจและค้นหา (Explore)
ครูผสู้ อนจะต้องสง่ เสริมใหน้ ักเรยี นทำงานรว่ มกันในการสำรวจตรวจสอบสงั เกตและฟังการโต้ตอบกนั
ระหวา่ งนักเรยี นกับนักเรยี นซักถามเพ่ือนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบของนักเรียนใหเ้ วลานกั เรียนในการคิดข้อสงสยั
ตลอดจนปญั หาตา่ งๆ ทำหน้าท่ีให้คำปรึกษาแก่นกั เรยี น
3.การอธบิ าย (Explain)
ครูผสู้ อนจะต้องส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นอธบิ ายความคิดรวบยอดหรือแนวคดิ หรือให้คำจำกัดความดว้ ยคำพดู
ของนักเรยี นเองให้นกั เรียนแสดงหลกั ฐาน ใหเ้ หตุผลและอธิบายให้กระจ่างใหน้ ักเรยี นอธิบาย ให้คำจำกัดความและ
ช้บี อกส่วนประกอบตา่ งๆ ในแผนภาพให้นักเรยี นใช้ประสบการณ์เดิมของตนเป็นพืน้ ฐานในการอธิบายความคดิ
รวบยอดหรือแนวคดิ
4. การขยายความรู้ (Elaborate)
ครผู ู้สอนจะต้องคาดหวงั ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์จากการชบ้ี อกสว่ นประกอบต่างๆ ในแผนภาพคำจำกัด
ความและการอธิบายสิ่งทไ่ี ดเ้ รียนรู้มาแลว้ ส่งเสริมใหน้ กั เรยี นนำส่ิงท่นี กั เรยี นได้เรยี นรไู้ ปประยุกต์ใชห้ รือขยาย
ความรแู้ ละทักษะในสถานการณใ์ หมใ่ หน้ ักเรยี นอธิบายอย่างหลาก หลายใหน้ ักเรียนอา้ งอิงข้อมลู ท่มี ีอยู่พร้อมท้ัง
แสดงหลกั ฐานและถามคำถามนกั เรียนว่าไดเ้ รียนรู้อะไรบ้าง หรือได้แนวคิดอะไร (ทีจ่ ะนำกลวิธจี ากการสำรวจ
ตรวจสอบคร้ังน้ไี ปประยุกต์ใช)้
5. การประเมนิ ผล (Evaluate)
ครูผสู้ อนจะต้องสงั เกตนักเรยี นในการนำความ คดิ รวบยอดและทกั ษะใหม่ไปประยุกตใ์ ช้ ประเมนิ ความรู้
และทกั ษะของนกั เรยี น หาหลกั ฐานที่แสดงวา่ นักเรยี นไดเ้ ปล่ียนความคิด หรือพฤติกรรมให้นกั เรียนประเมินตนเอง
เก่ียว กบั การเรียนร้แู ละทักษะกระบวน การกลุ่มถามคำถามปลายเปิด เชน่ ทำไมนักเรียนจึงคดิ เชน่ นน้ั มีหลกั ฐาน
อะไรนกั เรยี นเรยี นรู้อะไรเก่ยี ว กบั สิง่ นัน้ และจะอธบิ ายสิง่ น้ันอยา่ งไร
บทบาทของนกั เรียนในการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะ Inquiry Cycle (5E) ตามลำดับขนั้ ตอนการ
เรยี นการสอน
1.การสรา้ งความสนใจ (Engage)
นกั เรียนจะต้องถามคำถาม เช่น ทำไมสิง่ น้จี ึงเกิด ข้ึนฉนั ไดเ้ รียนร้อู ะไรบา้ งเกี่ยว กบั สิ่งนีแ้ สดงความสนใจ
2.การสำรวจและค้นหา (Explore)
นกั เรียนจะได้คดิ อยา่ งอสิ ระแต่อยู่ในขอบเขตของกิจกรรมดำเนินการทดสอบการคาดคะเนและสมมตฐิ าน
คาดคะเนและต้งั สมมตฐิ านใหมพ่ ยายามหาทางเลือกในการแกป้ ัญหาและอภิปรายทางเลือกเหลา่ นนั้ กับคนอ่ืน
บันทกึ การสงั เกตและให้ข้อคิดเห็น ลงขอ้ สรุป
3.การอธบิ าย (Explain)
นักเรยี นจะต้องอธบิ ายการแก้ปญั หาหรอื คำตอบท่ซี ับซ้อน ฟังคำอธบิ ายของคนอื่นอยา่ งคิดวิเคราะห์ถาม
คำถามเก่ียวกับสง่ิ ท่คี นอนื่ ได้อธบิ าย ฟงั และพยายามทำความเข้าใจเกีย่ วกบั สง่ิ ที่ครูอธิบายอ้างอิงกจิ กรรมท่ีได้
ปฏบิ ัตมิ าแล้วใชข้ ้อมลู ทีไ่ ด้จากการบันทึก/สงั เกตในการอธิบาย
4. การขยายความรู้ (Elaborate)
นกั เรยี นจะต้องนำข้อแนะนำตา่ งๆ คำจำกดั ความ คำอธิบายและทักษะไปประยุกต์ใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ที่
คล้ายกับสถานการณเ์ ดิม ใช้ข้อมลู เดมิ ในการถามคำถาม กำหนดจดุ ประสงคใ์ นการแก้ปญั หา ตดั สนิ ใจและ
ออกแบบการทดลองลงข้อสรุปอยา่ งสมเหตสุ มผลจากหลกั ฐานทป่ี รากฏบนั ทึกการสงั เกตและอธิบาย ตรวจสอบ
ความเขา้ ใจกบั เพือ่ น ๆ
5. การประเมินผล (Evaluate)
นักเรยี นจะต้องตอบคำถามปลายเปิดโดยใชก้ ารสังเกตหลักฐานและคำอธบิ ายท่ียอมรบั มาแล้วแสดงออก
ถงึ ความรคู้ วามเข้าใจเก่ยี วกับความคิดรวบยอดหรอื ทักษะประเมนิ ความกา้ วหน้าด้วยตนเองถามคำถามเพือ่ ให้มี
การตรวจสอบตอ่ ไป รปู แบบการสอนน้ีสามารถสะท้อนให้เห็นวา่ ผูเ้ รียนไดเ้ รยี นรอู้ ะไร และผเู้ รยี นไดเ้ รียนรู้อะไร
ดงั นัน้ รูปแบบการสอนนเี้ ปน็ ท้ังรปู แบบการเรยี นรู้ของผเู้ รยี นและเปน็ รปู แบบการสอนของครอู งค์ประกอบสำคัญใน
การทำใหเ้ กิดบรรยากาศการเรยี นการสอน คือ ครผู ู้สอนและผู้เรียน ผูส้ อนและผ้เู รียนตา่ งมบี ทบาทในการสร้าง
บรรยากาศ ครจู ะเป็นผรู้ ิเร่ิมสรา้ งบรรยากาศ ผเู้ รยี นเปน็ ผูต้ อบสนอง และเติมสีสันให้กบั บรรยากาศการเรียนการ
สอนใหเ้ ป็นไปในรปู แบบตา่ ง ๆ กัน บรรยากาศการเรียนการสอนท่ีเป็นอสิ ระ ทา้ ทาย ตื่นเต้น ปลอดภัยเป็น
ประชาธปิ ไตย ผู้สอนให้ความอบอุ่นทั้งทางกายและจิตใจสร้างความรูส้ กึ ไวว้ างใจใหก้ บั ผู้เรียนผู้เรยี นได้รบั ความ
เขา้ ใจเป็นมติ รเอื้ออาทรห่วงใยตลอดจนให้ความดแู ลช่วยเหลือจะทำให้ผเู้ รียนมีความกล้าและอยากเรียนรู้มากขนึ้
บรรยากาศการเรียนการสอนท่ีมกี ารยอมรบั มองเหน็ คุณคา่ ในตวั ผูเ้ รียนผู้เรยี นเปน็ บคุ คลสำคัญมคี ุณคา่ และ
สามารถเรียนได้ผูส้ อนควรแสดงความรู้สึกการยอมรับผู้เรยี นอย่างจริงใจ กระตุ้นผเู้ รยี นใหย้ อมรบั กันเองและเช่ือมั่น
ว่าสามารถทำได้สำเร็จ
5.งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
(วิรัตน์ ขันเขต, ศรัณย์ ภิบาลชนม์ และกติ ติมา พนั ธ์พฤกษา, บทคัดยอ่ ) การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
พฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์เชิงตรรกะของเฮลเลอร์
และเฮลเลอร์ โดยใช้รูปแบบการวจิ ัยเชงิ ปฏิบตั ิการในชัน้ เรียน ซึง่ กลุ่มเปา้ หมายทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ครั้งนค้ี ือนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบําเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา จํานวน 32
คน โดยเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั ประกอบด้วย แผนการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแก้
โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์เชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ
แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน ซ่ึงผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1.การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแก้
โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์เชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์เรื่อง การเคลื่อนที่แบบหมุน ส่งผลให้นักเรียนมี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสงู ข้ึนรอ้ ยละ 51.58 ซึ่งมพี ฒั นาการอยูใ่ นระดับสงู
2.การจัดการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแกโ้ จทย์ปญั หาทางฟสิ ิกส์เชงิ ตรรกะของเฮล
เลอร์และเฮลเลอรเ์ รื่อง การเคลื่อนทแ่ี บบหมนุ ส่งผลให้นกั เรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาสูงข้ึนร้อยละ
71.04ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดบั สงู คําสําคัญ: การจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ กลวิธีแก้โจทย์ปัญหาทาง
ฟิสิกส์เชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทาง
ฟสิ ิกส์
(อนรรฆพร สุทธิสาร, และ อัมพร วัจนะ, บทคัดย่อ) การวิจัยมีจุดประสงค์คือ(1) เพื่อพัฒนาหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ วิชา วทิ ยาศาสตร์ เร่ือง เซลล์ ส าหรบั นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 รว่ มกับการจัดการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้ 5Eให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง เซลล์ ของนักเรยี นก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วชิ า วิทยาศาสตร์ เรื่อง
เซลล์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E (3) เพื่อศึกษา
ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์วิชา วิทยาศาสตร์เรื่อง เซลล์ ส าหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ร่วมกับการจัดการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ 5Eกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวจิ ัย ได้แก่ นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/9ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเสาไห้ “วิมลวิทยานุกูล” จ านวน 40 คนโดย
การสุ่มแบบกลุ่ม(ClusterSampling)สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานและค่า t-test dependent sampleผลการวจิ ัยพบวา่ (1)หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง
เซลล์ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ที่สร้างขึ้นมี
ประสิทธิภาพ81.33/82.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดไว้(2)คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมากกวา่
ก่อนเรียนซึ่งได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง เซลล์ ส าหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3)
ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง เซลล์ ส าหรับ
นกั เรยี น
(สุพัตราศริ ิเมืองราช,ฐาปนี สีเฉลยี ว, บทคัดยอ่ ) การวิจยั ครั้งนมี้ ีวัตถุประสงค1.เพ่ือพฒั นาการจดั การเรียน
การสอนดวยเว็บไซตตามวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู 5 ขั้น วิชาวิทยาการคํานวณ ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ
80/80 2.เพื่อเปรียบเทียบการคิดเชิงระบบกอนเรียนและหลงั เรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใชการจัดการเรียนการ
สอนดวยเว็บไซตฯ 3.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช
การจดั การเรียนการสอนดวยเว็บไซตฯ 4.เพื่อศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นทีม่ ตี อการเรียนการสอนดวยเว็บไซต
ฯ กลุมตวั อยางทีใ่ ชในการวจิ ัยคือ นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนบานหนองบวั แกวจาํ นวน 10 คน โดยใช
การเลือกกลุมตัวอยางแบบกลุมจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 โรงเรียนขนาดเล็กในกลุมเครือขายพัฒนา
คุณภาพการศึกษาที่ 7 เครื่องมอื ในการวิจัยประกอบดวย 1.เว็บไซตการจัดการเรียนการสอนตามวัฏจักรการสืบ
เสาะหาความรู 5 ขั้น 2. แบบทดสอบวัดการคิดเชงิ ระบบ โดยใชแบบทดสอบแบบอัตนัยไมจํากัดคาํ ตอบจาํ นวน 4
ขอ ขอละ 5 คะแนน 3. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจํานวน 30 ขอ 4. แบบประเมิน
ความพงึ พอใจในจัดการเรียนการสอนดวยเว็บไซตฯ แบบมาตราสวนประมาณคา 4 ระดับจํานวน 15 ขอ สถิติที่
ใชในการวิจัยไดแกรอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการวิจัยครั้งนี้มีการทดสอบการแจกแจงขอมูล
โดยใช Shapiro-Wilk พบวาไมเปนการแจกแจงปกติ ผูวิจัยจึงเลือกใชสถิติทดสอบ Wilcoxon matched
pairssignedranktestเปนการทดสอบสถิติที่เปรียบเทียบคาวกิ ฤตเิ พือ่ ใหทราบคาความมนี ยั สําคัญทางสถิตผิ ลวิจยั
พบวา 1.การจัดการเรยี นการสอนดวยเว็บไซตตามกระบวนการสบื เสาะ (5E) มปี ระสทิ ธิภาพของการจัดการเรียน
การสอน (E1/E2) เทากับ 83.00/84.50 ซงึ่ เปนไปตามเกณฑที่กาํ หนดไว 2.นกั เรียนมีคะแนนการคดิ เชิงระบบหลัง
เรียนสงู ขึน้ อยางมีนยั สําคัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05
วิธดี ำเนินการวจิ ัย
1. กลมุ่ เปา้ หมาย
9.1.1 ประชากรนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นชะอวดวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพน้ื ที่
การศกึ ษามัธยมศกึ ษานครศรีธรรมราช ภาคเรียนที่ 1ปกี ารศึกษา 2565 จำนวนนักเรียน 274 คน
9.1.2 นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร สังกดั สำนักงานเขตพืน้ ท่ี
การศกึ ษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 นักเรียนจำนวน 1ห้องเรยี น
จำนวนนกั เรยี น 34 คน ได้มากจากการสุม่ แบบกลุ่ม (Cluster random)
2. เครอื่ งมือทใ่ี ช้
1. สื่อ Google sites เรอื่ งซอฟต์แวร์ รายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 ช้นั มธั ยมศกึ ษาชน้ั ปที ่ี 1
2.แผนการจดั การเรียนรู้เรื่องซอฟต์แวร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 แผนการจดั การเรียนรู้
จำนวน 2 คาบเรยี น
3.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวชิ าการออกแบบเทคโนโลยี 1 เรอ่ื งซอฟตแ์ วร์ ใช้
แบบทดสอบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 10 ขอ้
3. การเก็บรวบรวม
ผู้วิจยั ได้นำสื่อ Google sites เรือ่ งซอฟต์ สำหรับนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ทผ่ี า่ นการ
ตรวจสอบจากผเู้ ชี่ยวชาญแล้วนำไปทดลองใช้ในการเรียนการสอน เพอ่ื หาประสิทธภิ าพของสอื่ ผวู้ ิจยั ได้
ดำเนินการเก็บขอ้ มลู ตามขนั้ ตอนดงั ต่อไปนี้
1.นำแบบทดสอบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนก่อนเรียน เร่ือง ซอฟต์แวร์ รายวชิ าการออกแบบ
เทคโนโลยี 1 ว 20241 ชน้ั มัธยมศึกษาชนั้ ปที ่ี 1 ให้นกั เรียนทำโดยใชเ้ วลาในการทำ 15 นาที และรวบรวม
คะแนนไว้เป็นคะแนนก่อนเรียน
2. ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้เร่อื ง ซอฟตแ์ วร์สำหรบั นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี1
โดยใชส้ ่อื Google sites เรอื่ งซอฟตแ์ วร์
3.นำแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนเรยี น เรอื่ ง ซอฟต์แวร์ รายวิชาการออกแบบ
เทคโนโลยี 1 ว 20241 ชน้ั มัธยมศึกษาชนั้ ปที ่ี 1 ให้นกั เรียนทำโดยใช้เวลาในการทำ 15 นาที และรวบรวม
คะแนนไวเ้ ปน็ คะแนนหลังเรียน
4. เก็บรวบรวมขอ้ มลู วิเคราะหห์ าคา่ ความแตกต่างของคา่ เฉล่ียของคะแนนที่ไดจ้ ากการทำ
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใชส้ ถติ ิ t-test แบบ Dependent
4. สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. คา่ เฉลี่ย (Mean) โดยใช้สตู ร (พวงรัตน์ทวรี ัตน์. 2533: 146)
= ∑ แทน คา่ คะแนนเฉลี่ย
เมื่อ
∑ แทน ผลรวมของคะแนน
แทน จำนวนคน
2. คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใชส้ ูตร (พวงรตั น์ทวีรัตน.์ 2533 : 151-
152)
. . = √ 2−( )2
( −1)
เมอ่ื . . แทน คา่ ความเบีย่ งเบนมาตรฐานของกลมุ่ ตัวอยา่ ง
2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนน
( )2 แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมดยกกำลังสอง
n แทน จำนวนคน
3. การเปรยี บเทียบคา่ เฉลีย่ ก่อนการใชแ้ บบฝกึ และหลังการใชแ้ บบฝึก โดยใช้ t – test
แบบ Dependent (พวงรตั น์ทวีรตั น.์ 2533: 176)
=
√ 2−( )2
( −1)
df = n-1
เมื่อ t แทน ค่าสถิติท่ใี ช้เปรยี บเทียบกับค่าวกิ ฤติ
D แทน ผลตา่ งระหว่างคะแนนแตล่ ะคู่
N แทน จำนวนกลุม่ ตัวอย่างหรอื จำนวนคูค่ ะแนน
ผลการวจิ ัย สรปุ ผลการวิจยั การอภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
1. ผลการวจิ ัย
การนำเสนอการวเิ คราะห์ข้อมูลและแปลผลข้อมูล ผู้วิจยั ไดเ้ สนอความตามลำดับ ดังน้ี
10.1.1 ผลเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ซอฟต์แวร์ สำหรบั นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษา
ชน้ั ปีท่ี 1 ก่อนและหลังเรยี นได้รบั การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะ (5E)
ตาราง 10-1 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นเร่ือง ซอฟต์แวร์ สำหรบั นักเรยี นชัน้
มธั ยมศกึ ษาชัน้ ปีท่ี 1 ก่อนและหลังเรยี นได้รบั การจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ (5E)
ผลการ จำนวน (n) คะแนนเต็ม ค่าเฉล่ยี ( ̅ ) คา่ ส่วน t sig
เปรยี บเทียบ (10) เบย่ี งเบน(S.D.)
กอ่ นเรียน 34
หลังเรยี น 34 10 6.03 2.11
10 7.47 1.05 -4.294 .000**
*มีนัยสำคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดบั .01
พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ย ( = 6.03) ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D. = 2.11) และหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย ( = 7.47) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D. =1.05) เมื่อ
ตรวจสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent พบว่าค่า t = -4.29
P =.000** ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางงการเรียนด้วยสื่อ Google sites เรื่อง
ซอฟต์แวร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .01
2. สรุปผลการวิจัย
ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นเรียน มคี ่าเฉลยี่ ( = 6.03) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
(S.D. = 2.11) และหลงั เรยี น มคี ่าเฉลี่ย ( = 7.47) สว่ นเบย่ี งเบน มาตรฐาน (S.D. =1.05) เม่ือตรวจสอบความ
แตกต่างของคา่ เฉลย่ี โดยการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent พบวา่ คา่ t = -4.29
P =.000** ซ่งึ มีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดบั .01 สรุปไดว้ า่ ผลสมั ฤทธิ์ทางงการเรยี นดว้ ยสอ่ื Google sites เรอื่ ง
ซอฟต์แวร์ ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาชน้ั ปีท่ี 1 โรงเรยี นชะอวดวิทยาคาร หลังเรยี นสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมี
นยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั .01
3. อภปิ ลายผลการวจิ ัย
จากการวิจยั เรอื่ งการจัดการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ Google sites เพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นเรื่อง ซอฟตแ์ วร์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร การ
อภปิ รายรายงานผลการวจิ ัยดังต่อไปน้ี มคี ่าเฉล่ีย ( = 6.03) สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D. = 2.11) และหลงั เรียน มีค่าเฉลยี่ ( = 7.47) สว่ นเบ่ียงเบน มาตรฐาน (S.D. =1.05) เมอ่ื ตรวจสอบความ
แตกต่างของคา่ เฉลีย่ โดยการทดสอบคา่ ที (t-test) แบบ Dependent พบว่าค่า t = -4.29
P =.000** ซงึ่ มีนยั สำคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .01 สรปุ ได้วา่ ผลสัมฤทธิ์ทางงการเรียนด้วยสือ่ Google sites เรอื่ ง
ซอฟต์แวร์ ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาชัน้ ปีท่ี 1 โรงเรยี นชะอวดวิทยาคาร หลงั เรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดบั .01 ซึ่งสอดคล้องกับงานวจิ ัยนางสาวจันทร์เพญ็ อัมพรวัฒนพงศ์ (2560,บทคัดย่อ) ได้
ศกึ ษาเก่ยี วกับการศึกษาผลการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) ทมี่ ตี อ่ ผล การเรียนรู้ทางการเรยี นวชิ า
วิทยาศาสตร์ เรอ่ื งพืชและสตั วน์ า่
4. ข้อเสนอแนะ
จากข้อคน้ พบในการวิจยั และการศกึ ษาวรรณกรรมท่เี กยี่ วข้อง ผวู้ ิจัยมีแนวคิดท่ีเสนอแนะ 2 ส่วน คือ
ข้อเสนอแนะการวิจัย และข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจัยครง้ั ต่อไป ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้
4.1 ข้อเสนอแนะการวิจัย
จากการวจิ ัยพบว่านกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาชน้ั ปี่ที่ 1 ทไี่ ด้เรยี นด้วยสอ่ื Google sites เรื่องซอฟต์แวร์ หนว่ ย
การเรยี นรทู้ ่ี 4 ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาช้นั ปที ี่ 1 หลงั เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน ดังน้ี
1. การสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เป็นการสอนที่เน้นกระบวนการซึ่งต้องใช้
เวลาในแต่ละขั้นตอน ครูควรให้เวลาและมีความอดทนไม่เร่งรัดนักเรียนเกินไปทำให้นักเรียนเกิดความเครียด
เพราะกจิ กรรมการเรยี นรู้จะไม่เกิดผลดเี ท่าที่ควร นกั เรียนจะขาดความรอบคอบในการคิด
2. ครูผู้สอนควรจัดบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมสื่อการสอนที่เหมาะสมตลอดจนใช้เทคนิคสร้างแรงจูงใจขณะ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ทเี่ หมาะสมเพ่อื กระตุ้นให้นักเรยี นเกดิ การคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
3. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ควรจดั รปู แบบของกิจกรรมท่ีให้นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในการเรียนรู้
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล โดยการจดั แบ่งกลุ่มนักเรียนให้คละความสามารถเพ่ือให้นักเรียนเก่งคอย
แนะนำ ช่วยเหลือนักเรียนทเ่ี รยี นออ่ นสามารถเรียนรู้ไปพรอ้ ม ๆ กนั ได้
4.2 ขอ้ เสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
ควรยกระดบั สื่อให้มีความสมบูรณม์ ากยิ่งขึ้น และควรความซบั ซ้อนในการเข้าไปยงั หน้าเวป็ เพจ
ตา่ งๆ ของGoogle sitesเรือ่ งซอฟตแ์ วร์ ควรปรบั แต่งสีสนั ใหเ้ หมาะสมกับช่วงวัยของผู้ใชง้ าน Google sites
บรรณานกุ รม
นางสาวจันทร์เพญ็ อัมพรวฒั นพงศ์. (2560). ผลของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5E) ทมี่ ตี ่อผล
การเรียนรู้ วชิ าวิทยาศาสตรเ์ รื่องพชื และสัตวน์ า่ ร้.ู สบื ค้บวนั ที่ 4 สงิ หาคม 2565, จาก
http://mis.sct.ac.th/MyDocuments/eResearch/110/01_5913101022%20%E0%B8%88%E0%B8%B1
%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%87%E0
%B8%8D%20%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0
%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C.pdf
ผศ. ดร. สกนธ์ชยั ชะนูนันท.์ (2560). รปู แบบการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคิดสะเต็มศึกษา. สืบค้นวนั ที่ 4
สิงหาคม 2565, จาก
https://phitsanulok1.go.th/userfiles/kit_pr/files/Learning%20Management%20Model%20S
TEM.docx
วิกพิ เี ดยี . (2564). ซอฟต์แวร์. สืบค้นวันท่ี 4 สงิ หาคม 2565, จาก
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B
9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C
วริ ัตน์ ขนั เขต, ศรณั ย์ ภิบาลชนม์ และกิตติมา พันธ์พฤกษา, การจดั การเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแก้โจทยป์ ญั หาทางฟิสิกสเ์ ชิงตรรกะของเฮลเลอรแ์ ละเฮลเลอรเ์ พื่อพัฒนา
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาทางฟิสิกส์ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4, (คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา, 2017), บทคดั ย่อ.
สุพตั รา ศิริเมืองราช และฐาปนี สเี ฉลียว, ผลการจัดการเรยี นการสอนดวยเว็บไซตตามวัฏจกั รการสืบเสาะหา
ความรู5ข้ันเพ่ือพัฒนาการคดิ เชงิ ระบบวิชาวิทยาการคาํ นวณสาํ หรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี5,
(นสิ ติ ปรญิ ญามหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยแี ละสอ่ื สารการศึกษาคณะศึกษาศาสตรมหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม), บทคดั ย่อ
สเุ มธ เนาวร์ งุ่ โรจน์. (2561). การศกึ ษาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เร่ือง การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
ท่ีจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจในการจดั การเรยี นรู้. สืบค้น 4
สงิ หาคม 2565. จาก https://so03.tci-
thaijo.org/index.php/jliwu/article/download/131612/98780/347138
Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book.
อนรรฆพร สทุ ธิสาร, และ อัมพร วจั นะ, การพฒั นาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ วชิ า วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง เซลล์
สำหรับนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ 5E,
(ศกึ ษาศาสตร์มหาบณั ฑติ สาขานวตั กรรมและการจดั การเรียนรู้ มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง, 2021),
บทคัดย่อ.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
แผนการจดั การเรียนรู้
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1
รหัสวิชา ว20241 รายวิชา การออกแบบเทคโนโลยี1 เวลา 40 ชว่ั โมง หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 4
ชอื่ หน่วย ฮารด์ แวรแ์ ละซอฟตแ์ วร์ เวลา 8 ช่วั โมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 4 เร่อื ง ซอฟตแ์ วร์ เวลา 2 ชั่วโมง
1. เป้าหมายการเรยี นรู้
ผลการเรยี นรู้
นกั เรียนสามารถอธิบายหลักการทำงานซอฟต์แวร์ได้
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายความหมายของซอฟต์แวร์ได้ (K)
2. นกั เรยี นสามารถจำแนกประเภทของซอฟต์แวร์ได้ (P)
3. นักเรยี นมีวนิ ัย ใฝร่ ู้ใฝ่เรียน มีความม่งุ มน่ั ในการทำงาน (A)
4. มคี วามสามารถในการสอ่ื สารและความสามารถในการใช้เทคโนโลยี (C)
2. สาระสำคญั /แนวคดิ หลกั
ซอฟตแ์ วร(์ Software) คอื สว่ นท่ีทำหน้าทเ่ี ปน็ คำสงั่ ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเคร่อื งคอมพวิ เตอร์ หรือ
อาจเรยี กวา่ “โปรแกรม” ก็ได้ ซ่ึงหมายถงึ คำส่งั หรือชุดคำส่ัง สามารถใช้เพ่ือส่งั ให้คอมพวิ เตอรท์ ำงาน เราต้องการ
ให้เครือ่ งคอมพิวเตอรท์ ำอะไรก็เขยี นเปน็ คำสง่ั ที่จะตอ้ งสั่งเปน็ ข้ันตอน และแตล่ ะขั้นตอนตอ้ งทำอย่างละเอียดและ
ครบถว้ นก็จะเรียกว่า นกั เขยี นโปรแกรม (Programmer) สำหรับการเขียนโปรแกรมดงั กล่าวใช้ภาษาท่ีใช้ในการ
เขยี นโปรแกรมโดยเฉพาะ
3. สาระการเรยี นรู้
1. ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ
2. ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์
4. หลกั ฐานการเรยี นรู้ ชิน้ งาน/ภาระงาน
1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น เร่อื งซอฟต์แวร์
2. แบบทดสอบหลังเรียน เร่ืองซอฟต์แวร์
3. Google sites เรือ่ งซอฟตแ์ วร์ https://sites.google.com/chauatwit.ac.th/software-by-
kruboat/home
5. การวดั ผลและประเมินผลการเรยี นรู้
ผูว้ ัดผล นายสรุ ิยา ตะลาศิริ
ส่ิงท่ีวดั ผล วธิ วี ดั ผล เครอื่ งมือวดั ผล เกณฑ์การประเมินผล
ด้านความรู้ (K) - ตรวจแบบทดสอบหลงั - แบบทดสอบหลงั เรียน - 10 คะแนน รอ้ ยละ
เรยี น เรอ่ื งซอฟตแ์ วร์ เรื่องซอฟต์แวร์ 70 ผ่านเกณฑ์
- นกั เรียนสามารถ
อธิบายความหมายของ
ฮาร์ดแวร์ได้
ดา้ นทักษะ/ - ตรวจภาระงานที่ 4 - ภาระงานท่ี 4 - 10 คะแนน รอ้ ยละ
กระบวนการ(P) เรือ่ งซอฟต์แวร์ เรอ่ื งซอฟต์แวร์ 70 ผ่านเกณฑ์
- นกั เรยี นสามารถ
จำแนกประเภทของ
ฮาร์ดแวร์ได้
ดา้ นเจตคติ /คุณ - สงั เกตคุณลักษณะอนั พึง - แบบประเมนิ คุณ - ไดร้ ะดบั คุณภาพ พอใช้
ลกั ษณะฯ(A)
ประสงค์ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ขึ้นไป
- มีวนิ ยั
- ใฝร่ ้ใู ฝเ่ รยี น
- มคี วามมุ่งมั่นในการ
ทำงาน
สมรรถนะ (C) - สังเกตสมรรถนะ - แบบประเมนิ สมรรถนะ - ไดร้ ะดบั คณุ ภาพ พอใช้
ผู้เรียน ข้ึนไป
- มคี วามสามารถในการ
ส่ือสาร
- ความสามารถในการ
ใชเ้ ทคโนโลยี
6. กระบวนการเรยี นร/ู้ รูปแบบการจดั กจิ กรรม
การจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
7. กระบวนการจัดการเรียนรู้
( ชั่วโมงที่ 1-2 )
1. ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement)
1.1ครูเกริน่ นำเก่ยี วกับ เรอ่ื งซอฟต์แวร์ ถามนกั เรียนเกีย่ วกับโปรแกรมต่างๆในคอมพวิ เตอร์
1.2 ใหน้ ักเรียนเขา้ แบบบทเร่ืองออนไลน์เรื่องซอฟต์แวร์ รายวชิ าการออกแบบเทคโนโลยี 1 ชัน้ มะยม
สกึ ษาปีท่ี 1 และทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Google from) เรื่องซอฟตแ์ วร์ 15 นาที โดยเมือ่ ทำเสร็จครู
จะตรวจใช้โปรแกรม Google Forms ระบบจะตรวจขอ้ สอบพร้อมผลคะแนนใหน้ ักเรียนทราบ
2. ข้ันสำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาความรู้เก่ยี วกับ ซอฟตแ์ วร์ จากบทเรื่องออนไลน์เรื่องซอฟต์แวร์
2.2 ให้นกั เรียนสรปุ เน้ือหาจาก บทเร่อื งออนไลนเ์ ร่ืองซอฟตแ์ วร์ ลงใน Google doc
( ชั่วโมงท่ี 3-4 )
3. ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
3.1 นกั เรยี นและครูรว่ มกันสรุปความรู้พน้ื ฐานเกยี่ วกบั ซอฟต์แวร์
3.2 นกั เรยี นสรปุ เนอ้ื หาใส่ Google doc
4. ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 สมุ่ นักเรียนออกมานำเสนอเนื้อหาท่นี ักเรียนสรปุ
4.2 ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น เร่อื ง ซอฟต์แวร์ 15 นาที
5. ขน้ั ประเมินผล (Evaluation)
5.1 ประเมนิ การทำงานของนักเรยี นจากภาระงาน
5.2 ใหน้ ักเรียนเขา้ แบบบทเรื่องออนไลน์เรอ่ื งซอฟต์แวร์ รายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1 ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 และทำแบบทดสอบหลงั เรียน (Google from) เร่ืองซอฟต์แวร์ 15 นาที โดยเม่ือทำ
เสรจ็ ครูจะตรวจใช้โปรแกรม Google Forms ระบบจะตรวจข้อสอบพร้อมผลคะแนนให้นักเรยี นทราบ
8. สอื่ /แหลง่ เรียนรู้
1. Google sites เรือ่ งซอฟต์แวร์
https://sites.google.com/chauatwit.ac.th/software-by-kruboat/home
2. ภาระงาน Google doc เรอื่ งซอฟต์แวร์
3. แบบทดสอบกอ่ นเรียน เรอื่ งซอฟต์แวร์ ( Google from )
4. แบบทดสอบหลงั เรียน เรื่องซอฟต์แวร์ ( Google from )
9. กจิ กรรมเสนอแนะ/กิจกรรมต่อเน่ือง
......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
ลงชอ่ื
(................................................)
นายสรุ ิยา ตะลาศิริ
ใบความรู้เรื่องซอฟตแ์ วร์
ซอฟต์แวร์(Software) หมายถึง ส่วนท่ีทาหนา้ ท่ีเป็นคาส่ังท่ีใชค้ วบคุมการทางานของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ หรือ
อาจเรียกวา่ “โปรแกรม” กไ็ ด้ ซ่ึงหมายถึงคาส่ังหรือชุดคาสัง่ สามารถใชเ้ พ่อื ส่งั ใหค้ อมพวิ เตอร์ทางาน เรา
ตอ้ งการให้เคร่ืองคอมพิวเตอร์ทาอะไรก็เขยี นเป็นคาส่งั ที่จะตอ้ งสัง่ เป็นข้นั ตอน และแต่ละข้นั ตอนตอ้ งทาอยา่ ง
ละเอียดและครบถว้ นก็จะเรียกวา่ นกั เขียนโปรแกรม (Programmer) สาหรับการเขยี นโปรแกรมดงั กลา่ วใชภ้ าษา
ที่ใชใ้ นการเขยี นโปรแกรมโดยเฉพาะ หรือหมายถึง ภาษาท่ีเครื่องคอมพวิ เตอร์สามารถเขา้ ใจได้ เช่น ภาษาเบสิก
ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล เป็นตน้ โปรแกรมท่ีเขียนข้นึ มากจ็ ะนาไปใชใ้ นงานเฉพาะอยา่ ง เช่น โปรแกรม
สตอ็ กสินคา้ คงคลงั โปรแกรมคานวณภาษี โปรแกรมคดิ เงินเดือนพนกั งาน เป็นตน้
ประเภทของซอฟต์แวร์
ซอฟตแ์ วร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ซอฟตแ์ วร์ระบบ(System Softwaer) และ
ซอฟตแ์ วร์ประยกุ ต์ (Application Softwaer) ซ่ึงมีรายละเอียด ดงั น้ี
1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Softwaer) หมายถึง โปรแกรมท่ีมีหนา้ ท่ีควบคมุ การทางานของฮาร์ดแวร์ทุกอยา่ ง
และอานวยความสะดวกใหก้ บั ผใู้ ชเ้ คร่ืองคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นโปรแกรมตามหนา้ ที่การทางานดงั น้ี
1.1 OS (Operating System) คอื โปรแกรมระบบท่ีทาหนา้ ท่ีควบคมุ การใชง้ านส่วนต่าง ๆ ของเครื่อง
คอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมหน่วยความจา ควบคุมหน่วยประมวลผล ควบคมุ หน่วยรับและควบคมุ หน่วยแสดงผล
ตลอดจนแฟ้มขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ใหม้ ีประสิทธิภาพในการทางานสูงท่ีสุด และสามารถใชอ้ ปุ กรณ์ทกุ ส่วนของ
คอมพวิ เตอร์และช่วยจดั การกระบวนการพ้ืนฐานที่สาคญั ๆ ภายในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ เช่นการเปิ ด หรือปิ ดไฟล์
การสื่อสารกนั ระหวา่ งชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเคร่ือง การส่งขอ้ มลู ออกสู่เคร่ืองพิมพห์ รือสู่จอภาพ เป็นตน้ ก่อนท่ี
คอมพวิ เตอร์แตล่ ะเครื่องจะสามารถอา่ นไฟลต์ า่ ง ๆ หรือสามารถใชซ้ อฟตแ์ วร์ต่าง ๆ ไดจ้ ะตอ้ งผา่ นการดึง
ระบบปฏิบตั ิการออกมาฝังตวั อยใู่ นหน่าวความจาก่อน ปัจจุบนั น้ีมีโปรแกรมระบบบอยหู่ ลายตวั ดว้ ยกนั ซ่ึงแต่ละ
ตวั น้นั ก็เป็นโปรแกรมระบบปฏิบตั ิการเหมือนกนั แต่ตา่ งกนั ที่ลกั ษณะการทางานจะไมเ่ หมือนกนั ดงั น้ี
DOS (Disk operating System) เป็นระบบปฏิบตั ิการท่ีนิยมใชก้ นั มาต้งั แต่ในอดีตออกมาพร้อมกบั เครื่องพีซี
ของไอบีเอม็ รุ่นแรก ๆ จากน้นั กม็ ีการพฒั นารุ่นใหม่ออกมาเร่ือย ๆ จนกระทงั่ ถึงเวอร์ชนั่ สุดทา้ ยคือ เวอร์ชนั่ 6.22
หลงั จากที่มีการประกาศใชว้ ินโดวส์ 95 ก็คงจะไม่ผลิต DOS เวอร์ชชน่ั ใหมอ่ อกมาแลว้ โดยทวั่ ไปจะนิยมใช้
วินโดวส์ 3.x ซ่ึงถือวา่ เป็นโปรแกรมเสริมชนิดหน่ึงที่ใชใ้ นดอส
UNIX เป็นระบบ OS ที่สามารถใชร้ ่วมกนั ไดห้ ลายคน (Multiuser) หรือเป็นระบบปฏิบตั ิการแบบเครือข่าย
โดยท่ีผใู้ ชแ้ ต่ละคนจะตอ้ งมีชื่อและพาสเวริ ์ดส่วนตวั และสามารถเชื่อมโยงถึงกนั ไดท้ วั่ โลก โดยผา่ นทาง
สายโทรศพั ทแ์ ละมี Modem เป็นตวั กลางในการรับส่งขอ้ มูลหรือโอนยา้ ยขอ้ มลู นิยมใชอ้ ยา่ งแพร่หลายใน
มหาวทิ ยาลยั หน่วยงานรัฐบาล หรือบริษทั เอกชนที่มีระบบคอมพวิ เตอร์ใหญ่ ๆ ใช้ ในระบบยนู ิกซ์เองก็มี
วนิ โดวส์อีกชนิดหน่ึงใชเ้ รียกวา่ X Windows สาหรับผทู้ ี่ตอ้ งการใชร้ ะบบยนู ิกซใ์ นเคร่ืองพซี ีที่บา้ นก็มีเวอร์ชนั่
สาหรับพซี ีเรียกวา่ Linux ซ่ึงจะมีคาส่ังพ้นื ฐานคลา้ ย ๆ กบั ระบบยนู ิกซ์
LAN เป็นระบบปฏิบตั ิการแบบเครือข่ายเช่นเดียวกนั แต่จะใชเ้ ชื่อมโยงกนั ในระยะใกล้ ๆ เช่น ในอาคาร
เดียวกนั หรือระหวา่ งอาคารท่ีอยใู่ กลก้ นั โดยใชส้ าย Lan เป็นตวั เชื่อมโยง
WINDOWS เป็นระบบปฏิบตั ิการท่ีกาลงั นิยมใชก้ นั มากในปัจจุบนั ซ่ึงพฒั นามาถึงรุ่น Windows XP แลว้
บริษทั ไมโครซอฟตไ์ ดเ้ ร่ิมประกาศใช้ MS Windows 95 คร้ังแรกเมื่อ 24 สิงหาคม ค.ศ.1995 โดยมีความคิดท่ีวา่
จะออกมาแทน MS-DOS และ วนิ โดวส์ 3.X ที่ใชร้ ่วมกนั อยู่ ลกั ษณะของวินโดวส์ 95 จึงคลา้ ยกบั เป็นระบบโอเอ
สที่มีท้งั ดอสและวินโดวส์อยใู่ นตวั เดียวกนั แต่เป็นวินโดวส์ที่มีลกั ษณะพิเศษกวา่ วนิ โดวส์เดิม เช่น มีคุณสมบตั ิ
เป็น Plug and play ซ่ึงสามารถจะรู้จกั ฮาร์ดแวร์ตา่ ง ๆ ที่ติดต้งั อยใู่ นเครื่องไดโ้ ดยอตั โนมตั ิ มีลกั ษณะเป็นระบบ
32 บิต ในขณะท่ีวนิ โดวส์ เดิมเป็นระบบ 16 บิต เป็นตน้ บริษทั ไมโครซอฟตไ์ มไ่ ดห้ ยดุ เพียงแค่วนิ โดวส์ 95 แต่
ไดม้ ีการพฒั นาเพิ่มฟังกช์ นั ใหม่ ๆ เขา้ ไป ในท่ีสุดกอ็ อกระบบโอเอสตวั ถดั มาเป็น MS Windows 98 , MS ME
และ MS Windows XP ตามลาดบั โดยท่ีมีการติดต้งั และการใชง้ านที่มีพ้ืนฐานไมแ่ ตกตา่ งกนั มากนกั จึงงา่ ย
สาหรับผใู้ ชใ้ นการปรับตวั เขา้ กบั ระบบโอเอสใหม่ ๆ
Windows NT เป็นระบบ OS ท่ีผลิตจากบริษทั ไมโครซอฟตเ์ ช่นเดียวกนั เป็นระบบ 32 บิต มีรูปลกั ษณ์เป็น
กราฟิ กท่ีตอ้ งใชเ้ มาส์คลา้ ยกบั วินโดวส์ทว่ั ไป แต่นิยมใชใ้ นระบบเวิร์กสเตชนั มากกวา่ ในเครื่องพีซีทว่ั ไป
OS/2 เป็นระบบ OS ที่ผลิตออกมาจากบริษทั IBM เป็นระบบ 32 บิต ที่มีรูปลกั ษณ์เป็นกราฟฟิ กท่ีตอ้ งใชเ้ มาส์
คลา้ ยกบั วนิ โดวส์ทว่ั ไปเช่นกนั
1.2 Translation Program คือโปรแกรมท่ีทาหนา้ ที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดคาสั่งท่ีเขียนดว้ ยภาษา
ที่ไม่ใช่ภาษาเคร่ือง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เขา้ ใจให้เป็นภาษาท่ีเครื่องสามารถรู้เรื่องเขา้ ใจ และนาไปปฏิบตั ิได้
เช่น ภาษา BASIC ,COBOL,C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นตน้ สาหรับตวั แปลน้นั จะมี 3 แบบคือ
Assembler เป็นโปแกรมที่ใชแ้ ปลภาษาแอสแซมบลี ซ่ึงมีลกั ษณะการแปลทีละคาสัง่ เมื่อทาตามคาส่ังน้นั เสร็จ
แลว้ กจ็ ะแปลคาสงั่ ถดั ไปเรื่อย ๆ จนจบ
Interpreter เป็นโปรแกรมท่ีใชแ้ ปลภาษาเบสิก โดยจะแปลทีละคาสงั่ แลว้ ทาตามคาสง่ั น้นั แลว้ แปลต่อไปเรื่อย
ๆ จนจบโปรแกรม
Compiler เป็นโปรแกรมท่ีใชแ้ ปลภาษาระดบั สูงใหเ้ ป็นภาษาเครื่อง ซ่ึงจะแปลท้งั โปรแกรมใหเ้ สร็จก่อน
จากน้นั จึงจะปฏิบตั ิตามคาส่งั ทีละคาสง่ั
1.3 Utility Program คอื โปรแกรมระบบที่ทาหนา้ ที่ในการอานวยความสะดวกใหก้ บั ผใู้ ชเ้ ครื่อง
คอมพวิ เตอร์ ใหส้ ามารถทางานไดส้ ะดวก รวดเร็วและงา่ ยข้ึน เช่น โปรแกรมท่ีใชใ้ นการเรียงลาดบั ขอ้ มูล
โปรแกรมโอนยา้ ยขอ้ มูลจากชนิดหน่ึงไปยงั อีกชนิดหน่ึง โปรแกรมรวบรวมขอ้ มลู 2 ชุดเขา้ ดว้ ยกนั โปรแกรม
คดั ลอกขอ้ มลู เป็นตน้
1.4 Diagnostic Program คือ โปรแกรมระบบที่ทาหนา้ ท่ีตรวจสอบขอ้ ผิดพลาดในการทางานของ
อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ของเครื่องคอมพวิ เตอร์ ไดแ้ ก่ โปแกรม QAPLUS โปรแกรม NORTON เป็นตน้ และเม่ือพบ
ขอ้ ผิดพลาดกจ็ ะแจง้ ข้ึนบนจอภาพใหท้ ราบ
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Softwaer) หมายถึง โปรแกรมที่ผใู้ ชค้ อมพิวเตอร์เป็นผเู้ ขียนมาใชง้ านเอง
เพ่อื สง่ั ใหค้ อมพวิ เตอร์ทางานอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงตามที่ตอ้ งการ ซ่ึงแบง่ ไดด้ งั น้ี
2.1 User Program คือ โปรแกรมที่ผใู้ ชเ้ ขยี นมาใชเ้ อง โดยใชภ้ าษาระดบั ตา่ ง ๆ ทางคอมพิวเตอร์ เช่น
ภาษา BSDIC, COBOL, PSDCSL, C, ASSEMBLY FORTRAN ฯลฯ ซ่ึงการที่จะเลือกใชภ้ าษาใดน้นั กข็ ้ึนอยกู่ บั
ความเหมาะสมของงานเหลา่ น้นั ดว้ ย เช่น โปรแกรมระบบบญั ชี, โปแกรมควบคมุ สตอ็ กสินคา้ , โปแกรมแฟ้ม
ทะเบียนประวตั ิ โปรแกรมคานวณภาษี, โปรแกรมคิดเงินเดือน เป็นตน้
2.2 Package Program คอื โปรแกรมสาเร็จรูปซ่ึงเป็นโปรแกรมท่ีถูกสร้างหรือเขยี นข้ึนมาโดยบริษทั
ต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแลว้ พร้อมที่จะนาไปใชง้ านตา่ ง ๆ ไดท้ นั ทีตวั อยา่ งเช่น
Word Processor โปรแกรมที่ช่วยในการทาเอกสาร พิมพง์ านตา่ ง ๆ เช่น เวริ ์ดจุฬา, เวิร์ดราชวิถี, Microsoft
Word, WordPerfect, AmiPro เป็นตน้
Spreadsheet โปรแกรมท่ีใชใ้ นการคานวณขอ้ มลู มีลกั ษณะเป็นตาราง เช่น Lotus 1-2-3, Microsoft
Excel เป็นตน้
Database โปรแกรมที่ใชใ้ นการทางานทางดา้ นฐานขอ้ มูลจะใชเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ที่มีขนาดใหญ่
และมีขอ้ มูลเป็นจานวนมาก เช่น dBASE lll Plis, Foxbase, Microsoft Access, foxpro, Visual Foxpro เป็นตน้
โปรแกรมที่ใชใ้ นการทางานทางดา้ นการสร้างรูปภาพและกราฟฟิ กต่าง ๆ รวมท้งั งานทางดา้ นส่ิงพิมพ์
การทาโบรชวั ร์ แผน่ พบั นามบตั ร เช่น CorelDraw, Photoshop, Harvard Graphic, Freelance Graphic,
PowerPoint, PageMaker เป็นตน้
จากขา้ งตน้ เป็นตวั อยา่ งของ Package Program ที่นิยมใชง้ านกนั ในปัจจุบนั ท่ีจริงแลว้ Package Program สามารถ
แบ่งออกไดเ้ ป็น 9 ประเภทดว้ ยกนั สาหรับรายละเอียดของโปรแกรมแต่ละประเภทน้นั มีรายละเอียดดงั น้ี
1. โปรแกรมทางด้าน Word Processorโปรแกรมทางดา้ น Word Processor น้นั เป็นโปรแกรม
ท่ีทางานเกี่ยวกบั ทางดา้ นการประมวลผลคา สามารถจดั ทาเอกสาร รายงาน จดหมาย หนงั สือตา่ ง ๆ ได้
ทาใหไ้ ดง้ านท่ีมีประสิทธิภาพ สวยงาม เน่ืองจากสามารถจดั รูปแบบงานตามตอ้ งการไดร้ วมท้งั ยงั แกไ้ ข
งานท่ีทาไดด้ ว้ ย อีกท้งั ยงั ช่วยประหยดั เวลาในการแกไ้ ขงาน และสามารถคน้ หาขอ้ ความต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ ง
สะดวก
2. โปรแกรมทางด้าน Spreadsheet โปรแกรมทางดา้ น Spreadsheet เป็นโปรแกรมท่ีมีลกั ษณะ
เป็นกระดาษทาการขนาดใหญ่ หรือ เรียกวา่ Worksheet ประกอบดว้ ยส่วนที่เป็น Row หรือแถวตาม
แนวนอนและส่วนที่เป็ น Column หรือแถวตามแนวตงั่ ซ่ึงใชใ้ นดา้ นการคานวณเป็นส่วนมาก
นอกจากน้นั ยงั มีการนาเสนอขอ้ มูลออกมาในรูปของกราฟโดยสร้างเป็นกราฟ 2 มิติและ 3 มิติไดอ้ ีกดว้ ย
โปรแกรม Spreadsheet เหมาะกบั การทางานในดา้ นการบญั ชี การเงิน การวิเคราะห์ขอ้ มูล หรืองานการ
คดิ คะแนนและเกรดของนกั ศึกษา เป็นตน้
สาหรับโปแกรมที่อยใู่ นกลุม่ น้ี ไดแ้ ก่ โปรแกรม Lotus ซ่ึงมีท้งั ท่ีทางานบน Dos และบน
Windows, โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรมเหล่าน้ีสามารถจดั รูปแบบตวั อกั ษรและกาหนดขนาด
ตวั อกั ษร รวมท้งั สามารถตีกรอบ สร้างตารางระบายสีลงในเซลลต์ ่าง ๆ ได้ นอกจากน้นั ยงั สามารถนารู
ปกราที่สร้างไวม้ ารวมกบั ขอ้ มูลท่ีอยใู่ น Worksheet เดียวกนั ได้ ทาใหไ้ ดง้ านที่สมบรู ณ์ข้นึ
3. โปรแกรมทางด้าน Database โปรแกรมประเภทน้ีเป็นโปรแกรมท่ีทางานทางดา้ นการจดั การ
ฐานขอ้ มูล ช่วยจดั เกบ็ ขอ้ มูล แกไ้ ข คน้ หา เพม่ิ เติม รวมท้งั การจดั เรียงขอ้ มลู ทาใหผ้ ใู้ ชส้ ะดวกรวดเร็ว
สามารถทางานไดเ้ ป็นระบบ โปรแกรม Database เหมาะกบั การทางานที่มีขอ้ มลู มาก ๆ เช่น การเก็บ
สตอ็ กสินคา้ คงคลงั การเก็บประวตั ิพนกั งาน การเก็บรายชื่อนกั ศึกษาในโรงเรียน การเก็บรายช่ือหนงั สือ
ในหอ้ งสมดุ เป็นตน้
โปแกรมที่อยใู่ นกลมุ่ น้ีไดแ้ ก่ โปรแกรม dBase lll Plus ซ่ึงทางานบน Dos โปรแกรม Foxpro ซ่ึงมีหนา้ ที่
ทางานบน Dos และบน Windows, โปรแกรม Microsoft Access และในปัจจุบนั มีโปรแกรม Visual
Foxpro ซ่ึงเป็นโปรแกรมฐานขอ้ มลู ที่ทางานบน Windows เช่นกนั
4. โปรแกรมทางด้าน Graphic โปรแกรม Graphic ส่วนมากแลว้ จะเกี่ยวกบั ทางดา้ นงาน
ออกแบบ เขียนแบบวาดภาพ จดั ทาสิ่งพมิ พแ์ ละจะเป็นทางดา้ นการนาเสนองาน สามารถนาไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นงานโฆษณา ทา Slide Show หรือนาไปใชก้ บั ระบบ Multimedia ได้ ปัจจุบนั โปรแกรม
กลุ่มน้ีเป็ นที่นิยมมาก
สาหรับโปรแกรมที่ทางานทางดา้ น Graphic น้นั มีอยหู่ ลายโปรแกรมและแต่ละโปรแกรมน้นั
ส่วนใหญจ่ ะทางานคลา้ ยกนั แตม่ ีบางคาสง่ั ที่แตกตา่ งกนั ไปดงั น้ี
CorelDraw และ Photoshop จะทาเกี่ยวกบั งานออกแบบ วาดภาพ จดั ทา สิ่งพมิ พ์ ตกแต่งภาพให้
สวยงาม เหมาะกบั งานทางดา้ นโฆษณา
Harvard Graphic, Freelance Graphic และ PowerPoint เหมาะกบั งานที่ตอ้ งการนาเสนอ หรือ
แสดงออกโดยการสร้าง Slide Show สามารถนาภาพและเสียงมาประกอบกบั งานได้ ทาใหไ้ ด้
Presentation ท่ีสวยงามออกมา
PageMakerเหมาะกบั งานประเภทสิ่งพิมพ์ ใชส้ ร้างโบรชวั ร์ แผน่ พบั ใบปลิว นามบตั ร และการทา
หนงั สือ โปรแกรมที่นิยมใชก้ บั โรงพิมพม์ าก
5. โปรแกรมเกม (Game) เป็นโปรแกรมท่ีแพร่หลายเป็นที่รู้จกั กนั ทวั่ ไป ไมว่ า่ จะเป็นเดก็ หรือ
ผใู้ หญ่ และปัจจุบนั น้ีมีโปรแกรมเกมตา่ ง ๆ มากมาย ท้งั แบบธรรมดาและแบบ 3 มิติ ซ่ึงที่จริงแลว้
โปรแกรมเกมส่วนใหญ่จะสร้างข้นึ มา เพื่อช่วยผอ่ นคลายความตึงเครียดในการทางานแต่ละส่วนใหญ่
แลว้ จะพบวา่ เดก็ จะเล่น เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกวา่ ผใู้ หญค่ วรควบคมุ เกมที่เดก็ ๆเลน่ ดว้ ย
เพราะบางเกมเป็นลกั ษณะของการต่อสู้ เพื่อใหเ้ กิดชยั ชนะ ซ่ึงจะทาใหเ้ ด็กสร้างนิสัยผดิ ๆ กลายเป็นเดก็
ท่ีชอบเอาชนะคนอื่นชอบการต่อสู้ และอาจเป็นคนดุร้าย เห็นแก่ตวั ได้
6. โปรแกรมทางด้านการสร้างสถานการณ์จาลอง
เป็นโปรแกรมท่ีใหผ้ เู้ ลน่ ไดท้ ดลองสร้างสถานการณ์จาลองของงานที่อาจจะเกิดข้ึนไดห้ รืออาจจะ
เรียกวา่ เกมส์ทางธุรกิจ โดยใหผ้ เู้ ล่นไดร้ ู้จกั วางแผนในการทางาน คดิ ถึงผลกาไรขาดทุนท่ีอาจจะเกิดข้ึน
ได้ รู้จกั จดั สรรงบประมาณท่ีมีอยใู่ หไ้ ดผ้ ลกาไรมากที่สุด
7. โปรแกรมทางด้านการติดต่อสื่อสาร
เป็นโปรแกรมที่มกั นิยมใชต้ ามสานกั งานต่าง ๆ ท้งั ของรัฐและเอกชนในการนดั หมายประชุม การทา
จดหมายเวยี นไปตามฝ่าย ตา่ ง ๆ โดยการเกบ็ ขอ้ มลู ไวใ้ นคอมพิวเตอร์แทนท่ีจะพิมพอ์ อกมาทางกระดาษ
เพอ่ื แจง้ ใหพ้ นกั งานทราบ ขอ้ ดีของโปรแกรมชนิดน้ีคือ ทาใหป้ ระหยดั กระดาษลงไปไดม้ าก
8. โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนโปรแกรมประเภทน้ีเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ CAI (Computer
Assisted Instruction) เป็นโปรแกรมท่ีนามาสอนใหก้ บั นกั เรียนในวชิ าตา่ ง ๆ โดยท่ีนกั เรียนจะเรียนกบั
โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์และครูเป็นผชู้ ้ีแนะ ทดสอบ และวดั ความเขา้ ใจ รวมท้งั สรุปเน้ือหาที่นกั เรียน
ไดเ้ รียนจากโปรแกรม CAI น้ี ปัจจุบนั โปรแกรมประเภทน้ีเร่ิมนาเขา้ มาใชใ้ นโรงเรียนแพร่หลายมากข้ึน
เพราะทุกโรงเรียนมีคอมพวิ เตอร์ใช้ ซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงวธิ ีการสอนของครูวธิ ีหน่ึง ท่ีทาใหน้ กั เรียน
ไม่รู้สึกเบ่ือ และสนใจการเรียนมากข้นึ ดว้ ย
สาหรับโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ท่ีจะใชส้ ร้างโปรแกรม CAI น้นั ไดแ้ ก่ โปรแกรม Authorware
และโปรแกรม ToolBook เป็นตน้
9. โปรแกรมทางด้านการออกแบบ โปรแกรมน้ีไดเ้ ขา้ มาช่วยออกแบบงานตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเป็น
งานทางดา้ นวศิ วกรรม สถาปัตยกรรม และงานออกแบบสินคา้ ต่างๆ ซ่ึงสามารถสร้างได้ท้งั แบบที่เป็น
ภาพ 2 มิติ และภาพ 3 มิติ สาหรับโปรแกรมทางดา้ นออกแบบที่นิยมใชก้ นั แพร่หลาย ไดแ้ ก่ โปรแกรม
AutoCAD ใชก้ บั งานออกแบบ เขยี นแบบ ท้งั แบบ 2มิติ เขียนวงจรไฟฟ้า เหมาะกบั นกั สถาปนิก นกั
ออกแบบตกแต่ง วศิ วกรไฟฟ้า นอกจากน้นั ยงั มีโปรแกรมอื่นที่ใชร้ ่วมกบั AutoCAD ไดอ้ ีกดว้ ย คือ
โปรแกรม 3D Studio
แบบทดสอบเร่อื ง ซอฟต์แวร์
1. ข้อใดคือความหมายของซอฟต์แวร์
ก. โปรแกรมชุดของคำส่ังที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
ข. อุปกรณเ์ ทคโนโลยรี ะดบั สงู
ค. โปรแกรมแกป้ ญั หาทกุ อย่างของมนษุ ย์
ง. อปุ กรณ์ท่ีทำหนา้ เสมือนสมองกล
2. ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบตั ิการ
ก. ระบบปฏบิ ัตกิ ารดอส
ข. ระบบปฏบิ ัตกิ ารไมโครซอฟทเ์ วริ ด์
ค. ระบบปฏบิ ตั กิ ารไมโครซอฟต์วินโดวส์
ง. ระบบปฏิบัตกิ าร แอนดรอยด์
3. ชนิดของซอฟตแ์ วร์ (software) มีทั้งหมดก่ชี นิด
ก. มี 1 ชนดิ 1. ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ
ข. มี 2 ชนดิ 1.ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ 2.ซอฟตแ์ วรป์ ระยุกต์
ค. มี 3 ชนิด 1.ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ 2.ซอฟตแ์ วร์ ประยุกต์ 3.ซอฟตแ์ วรบ์ ุคคล
ง. มี 4 ชนิด 1.ซอฟตแ์ วร์ระบบ 2.ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ 3.ซอฟตแ์ วร์บคุ คล 4. ซอฟตแ์ วร์ บริหาร
4. ซอฟต์แวร์นำเสนอ คือขอ้ ใด
ก. Microsoft Excel
ข. Microsoft Access
ค. Microsoft Outlook
ง. Microsoft PowerPoint
5. โปรแกรมวินโดวส์ เปน็ ซอฟตแ์ วรป์ ระเภทใด
ก. ซอฟต์แวร์ระบบ
ข. ซอฟต์แวรป์ ระยกุ ต์
ค. ซอฟต์แวร์สำเรจ็
ง. ซอฟตแ์ วร์ที่พัฒนาขึน้ ใชง้ านเฉพาะ
6. โปรแกรมเชื่อมต่อกบั เครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ คือโปรแกรมใด
ก.Microsoft Word
ข.Internet Explorer
ค.Google Chrome
ง.ถูกท้งั ข และ ค
7. ข้อใดคือ ซอฟต์แวร์
ก. ครสู อนคอมพิวเตอร์
ข. โปรแกรมMicrosoft PowerPoint
ค. กล้องถา่ ยภาพดจิ ิตอล
ง. พนกั งานคอมพิวเตอร์
8. นกั เรยี นได้รับประโยชน์จากการใชง้ านคอมพิวเตอรใ์ นด้านใดมากทสี่ ดุ
ก. ด้านการศึกษา ดา้ นความรู้ ด้านการใช้งาน
ข. ด้านการเงนิ / การธนาคาร
ค. ดา้ นความบันเทิง
ง. ด้านสขุ ภาพและการออกกำลังกาย
9. ข้อใดคือความหมายของ ฮาร์ดแวร์?
ก. โปรแกรมทส่ี ่ังใหค้ อมพิวเตอรท์ ำงาน
ข. สว่ นประกอบของเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์
ค. ขัน้ ตอนในการปฏิบตั ิงาน
ง. บคุ ลากรทท่ี ำงานกบั คอมพิวเตอร์
10. ข้อใด คอื ฮารด์ แวร์
ก. เกมคอมพิวเตอร์
ข. เมาส์
ค. แป้นพมิ พ์
ง. ถูกทง้ั ข และ ค
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คำช้ีแจง : ใหค้ รผู ้สู อนสังเกตคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคข์ องนกั เรียนในระหวา่ งทำกิจกรรมในชั้น
เรยี นแลว้ ทำใส่คะแนนตามตัวชว้ี ัด
ที่ ช่ือ-สกลุ มีวนิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ มุง่ มั่นในกาทำงาน ระดับคณุ ภาพ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ
1 ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสม่ำเสมอ
2 ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยคร้งั 3 ดีมาก
3 ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมบางครงั้ 2 ดี
4 แสดงพฤตกิ รรมนอ้ ยคร้ัง 1 พอใช้
0 ปรบั ปรุง
สรปุ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
คำชี้แจง : ให้สรปุ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคข์ องนักเรียนจากแบบประเมนิ โดยใสจำนวนนักเรียนทีไ่ ด้
จากการประเมนิ ตามตวั ช้ีวดั
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ทป่ี ระเมิน ระดับคะแนน 0
321
มวี ินยั
ตัวชี้วดั ที่ 1 เข้าเรียนตรงเวลา
ตัวชี้วดั ที่ 2 แต่งกายเรียบรอ้ ย เหมาะสม
ตวั ชี้วดั ที่ 3 ปฏิบัติตามระเบยี บของหอ้ งเรยี น
ใฝ่เรียนรู้
ตวั ชีว้ ดั ที่ 1 ต้งั ใจเพียรพยายามในการเรยี นและเข้าร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้
ตัวชี้วดั ที่ 2 แสวงหาความรจู้ ากแหล่งการเรยี นรตู้ า่ งๆ ดว้ ยการเลือกใช้สอื่
อยา่ งเหมาะสม สรุปเป็นองค์ความรู้ และสามารถนำไปใช้
ตัวชี้วดั ที่ 3 มคี วามรบั ผิดชอบในการปฏบิ ตั ิ ภาระงาน/ช้นิ งาน
ม่งุ มัน่ ในการทำงาน
ตัวช้ีวัดท่ี 1 ตง้ั ใจและรับผิดชอบในหน้าทก่ี ารงาน
ตัวชี้วดั ที่ 2 ทำงานด้วยความเพยี รพยายามและอดทนเพ่ือให้งานสำเร็จตาม
เปา้ หมาย
รวม
คา่ เฉลย่ี
ลงชอื่ ผ้ปู ระเมิน
(………..…………………………………..)
วนั ท่…ี ….. เดือน………………….พ.ศ…..
แบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรยี น
คำช้ีแจง : ให้ประเมินพฤติกรรมของนักเรียนตามรายการทกี่ ำหนดโดยประเมนิ แลว้ ใสร่ ะดบั คณุ ภาพ
ตามตวั ชี้วดั ลงในชอ่ งท่ตี รงกับระดบั คะแนน
ที่ ชอ่ื -สกลุ มคี วามสามารถ ความสามารถ ระดบั
ในการสื่อสาร ในการใชเ้ ทคโนโลยี คุณภาพ
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
4 ผลงานหรอื พฤติกรรมสมบรู ณช์ ัดเจน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
3 ผลงานหรอื พฤตกิ รรมคอ่ นข้างสมบูรณ์ชดั เจน
2 ผลงานหรอื พฤติกรรมมีข้อบกพรอ่ งเป็นบางส่วน 21 - 24 ดมี าก
1 ผลงานหรอื พฤติกรรมมขี อ้ บกพรอ่ งมาก
16- 20 ดี
12 – 15 พอใช้
ต่ำกว่า 12 ปรับปรุง
สรุปแบบประเมนิ สมรรถนะผู้เรียน
คำชี้แจง : ใหส้ รปุ พฤตกิ รรมของนกั เรียนเป็นจำนวนคนตามตวั ชวี้ ัดจากแบบประเมิน
สมรรถนะท่ปี ระเมนิ ระดับคะแนน 1
มีความสามารถในการส่อื สาร
4 32
ตวั ชี้วดั ที่ 1. มคี วามสามารถในการรบั -ส่งสาร
ตัวชี้วัดท่ี 2. มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคดิ โดยใช้
ภาษาอย่างเหมาะสม
ตวั ชี้วดั ที่ 3. ใชว้ ธิ กี ารส่ือสารขอ้ มลู ทเี่ หมาะสม
ตวั ชี้วดั ท่ี 4. นำเสนอขอ้ มลู ชัดเจน เขา้ ใจง่าย
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ตัวชว้ี ดั ท่ี 1. ร้จู กั เลอื กใช้เทคโนโลยเี หมาะสมกับงาน
ตวั ชี้วัดท่ี 2. มที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
ตัวชีว้ ดั ท่ี 3. เลอื กใชข้ ้อมลู อยา่ งเหมาะสม
ตวั ชว้ี ัดท่ี 4. มีความม่งุ มน่ั ตั้งใจในการเรยี นร้เู ทคโนโลยี
รวม
รอ้ ยละ
ลงชอ่ื ผปู้ ระเมิน
(……………….………………….………)
วนั ท…ี่ ….. เดอื น………………….พ.ศ…..
ความคิดเหน็ ผบู้ งั คับบญั ชาหรือผูท้ ไี่ ดม้ อบหมาย
ความคดิ เห็นของหวั หนา้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ความคดิ เห็นของผูบ้ ริหารหรือผทู้ ่ไี ด้รบั มอบหมาย
.............................................................................. .............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
.............................................................................. ..............................................................................
ลงชอื่ ลงชอื่ ...................................................
(………………………………….) (……………………………….)
หัวหน้ากล่มุ สาระการเรียนรู้……………………… หัวหนา้ กลมุ่ บริหารวชิ าการ
วันที…่ ….. เดอื น………………….พ.ศ….. วนั ท่ี…….. เดือน………………….พ.ศ…..
บนั ทกึ ผลหลงั แผนการจัดการเรียนรู้
รหัสวิชา ……………. รายวิชา …………………………………………………………………………….
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ………. เรือ่ ง ………………………………………………………………
1. ผลการเรยี นรู้
1.1 ดา้ นความรู้ (K) ผู้เรียนทำแบบทดสอบผ่านการประเมิน xx %
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................. .......
....................................................................................................................................................................................
1.2 ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P ) ผู้เรียนทำแบบทดสอบผ่านการประเมิน xx %
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
1.3 ด้านเจตคติ / คณุ ลกั ษณะฯ (A)/ สมรรถนะ (C) เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................... .
2. บรรยากาศการเรยี นรู้
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
3. การปรบั เปลย่ี นแผนการจัดการเรยี นรู้(ถา้ มี)
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .......................................................
4. ข้อค้นพบดา้ นพฤตกิ รรมการจัดการเรยี นรู้
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .......................................................................................... .
5. อ่นื ๆ
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .......................................................
6. ปญั หา/สง่ิ ท่ีพฒั นา/แนวทางแกป้ ญั หา/แนวทางการพัฒนา
ปญั หา/สิง่ ทพี่ ัฒนา สาเหตุของ แนวทางแกไ้ ข/ วธิ ีแกไ้ ข/พฒั นา ผลการแกไ้ ข/
ปัญหา/ พฒั นา พัฒนา
ส่ิงทีพ่ ัฒนา
ลงชอื่ ผู้ประเมนิ
(………..………….……………………….)
วันที่…….. เดอื น………………….พ.ศ…..
ภาคผนวก ข
เครื่องมอื ท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมูลการวจิ ยั
แบบทดสอบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นรายวิชาการออกแบบเทคโนโลยี 1
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4เร่อื ง ซอฟตแ์ วร์
คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบท่ีถูกต้องท่สี ุดเพยี งคำตอบเดียว
1. ขอ้ ใดคือความหมายของซอฟต์แวร์
ก. โปรแกรมชดุ ของคำสง่ั ท่ีควบคมุ การทำงานของคอมพวิ เตอร์
ข. อุปกรณ์เทคโนโลยีระดับสงู
ค. โปรแกรมแก้ปัญหาทุกอยา่ งของมนษุ ย์
ง. อุปกรณท์ ่ีทำหน้าเสมือนสมองกล
2. ข้อใดไม่ใชร่ ะบบปฏิบตั ิการ
ก. ระบบปฏบิ ตั กิ ารดอส
ข. ระบบปฏบิ ัตกิ ารไมโครซอฟท์เวริ ์ด
ค. ระบบปฏบิ ตั กิ ารไมโครซอฟตว์ นิ โดวส์
ง. ระบบปฏบิ ตั กิ าร แอนดรอยด์
3. ชนดิ ของซอฟตแ์ วร์ (software) มที ้ังหมดกช่ี นดิ
ก. มี 1 ชนิด 1. ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ
ข. มี 2 ชนิด 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์
ค. มี 3 ชนิด 1.ซอฟต์แวรร์ ะบบ 2.ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ 3.ซอฟต์แวรบ์ ุคคล
ง. มี 4 ชนดิ 1.ซอฟต์แวร์ระบบ 2.ซอฟต์แวรป์ ระยุกต์ 3.ซอฟตแ์ วรบ์ คุ คล 4. ซอฟต์แวร์ บรหิ าร
4. ซอฟต์แวรน์ ำเสนอ คอื ขอ้ ใด
ก. Microsoft Excel
ข. Microsoft Access
ค. Microsoft Outlook
ง. Microsoft PowerPoint
5. โปรแกรมวนิ โดวส์ เป็นซอฟตแ์ วรป์ ระเภทใด
ก. ซอฟต์แวร์ระบบ
ข. ซอฟต์แวรป์ ระยกุ ต์
ค. ซอฟต์แวร์สำเรจ็
ง. ซอฟต์แวรท์ ่ีพฒั นาขน้ึ ใชง้ านเฉพาะ
6. โปรแกรมเชือ่ มต่อกบั เครือข่ายอินเทอร์เนต็ คือโปรแกรมใด
ก.Microsoft Word
ข.Internet Explorer
ค.Google Chrome
ง.ถกู ท้งั ข และ ค
7. ขอ้ ใดคือ ซอฟตแ์ วร์
ก. ครสู อนคอมพิวเตอร์
ข. โปรแกรมMicrosoft PowerPoint
ค. กล้องถ่ายภาพดิจิตอล
ง. พนักงานคอมพวิ เตอร์
8. นักเรียนไดร้ บั ประโยชนจ์ ากการใช้งานคอมพวิ เตอรใ์ นด้านใดมากที่สุด
ก. ด้านการศึกษา ดา้ นความรู้ ด้านการใชง้ าน
ข. ดา้ นการเงนิ / การธนาคาร
ค. ดา้ นความบันเทงิ
ง. ดา้ นสุขภาพและการออกกำลังกาย
9. ขอ้ ใดคือความหมายของ ฮารด์ แวร์?
ก. โปรแกรมที่ส่ังให้คอมพวิ เตอร์ทำงาน
ข. ส่วนประกอบของเครอื่ งคอมพวิ เตอร์
ค. ข้นั ตอนในการปฏบิ ัติงาน
ง. บุคลากรทีท่ ำงานกับคอมพิวเตอร์
10. ขอ้ ใด คือ ฮาร์ดแวร์
ก. เกมคอมพวิ เตอร์
ข. เมาส์
ค. แปน้ พมิ พ์
ง. ถกู ท้งั ข และ ค
ภาคผนวก ค
ภาพกจิ กรรม