The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

_คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamthorn Saeiew, 2022-07-11 19:11:50

_คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน

_คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน

คมู ือการนเิ ทศภายในโรงเรยี น

กลมุ งานนเิ ทศ ติดตามและประเมนิ ผลระบบบรหิ ารและการจดั การศกึ ษา

กลุมนเิ ทศ ติดตามและประเมนิ ผลการจดั การศึกษา
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11

SBNSESAO 1155009

คาํ นาํ

คูมือการนิเทศภายในโรงเรียน ฉบับน้ีจัดทําข้ึนเพื่อใหโรงเรียนในสังกัดเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษา เขต 11 ไดนําไปใชเปนแนวทางในการนิเทศภายในโรงเรียน เพ่ือสรางรูปแบบและ
กระบวนการนิเทศ ตดิ ตามและประเมินผลภายในโรงเรียน ตามบริบทของแตล ะโรงเรียน ใหดาํ เนินการได
อยา งเปน ระบบและมคี วามเขมแขง็ และเกิดการเปล่ียนแปลงในทางท่ดี ขี ึน้ เพอ่ื พฒั นาครูใหม คี วามรทู นั ตอ
การเปลีย่ นแปลงตางๆ ใชทักษะในการปฏิบัติการ และมีเจตคติที่ดีตอการปฏิบัติงาน อกี ทั้งยังเปนการ
สรางขวัญกําลังใจ สรางความมั่นใจในการปฏิบัติงานใหครู ซึ่งจะสงผลโดยตรงตอการพัฒนาการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนของครู ใหมปี ระสทิ ธิภาพสง ผลใหน กั เรยี นมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสูงขึ้น และ
คุณภาพของนักเรยี นไดต ามมาตรฐานทโ่ี รงเรยี นกาํ หนด

คมู อื การนิเทศภายในสถานศกึ ษา ประกอบดวยสว นสําคญั ไดแก
บทที่ 1 บทนาํ
บทที่ 2 การนเิ ทศภายในโรงเรยี น
บทท่ี 3 แนวทางการดาํ เนินการนิเทศภายในโรงเรียน
บทท่ี 4 แนวทางการประเมนิ ผลการนิเทศ
บทที่ 5 การรายงานผลการนิเทศ
บทท่ี 6 บทสรุป

ทง้ั 6 บท ทก่ี ลา วขางตน ลวนมีความสําคญั ในการดําเนินการนิเทศภายในโรงเรียนเปนอยางยิ่ง
โรงเรียนทุกโรงสามารถนําไปปรบั ใช โดยการสรางรูปแบบ กระบวนการ และกจิ กรรมการนิเทศของตนเอง
ได

หวังเปน อยา งยิง่ วา “คมู ือการนเิ ทศภายในโรงเรยี น” จะชวยเตมิ เต็มความรูความเขาใจที่จะเปน
ประโยชนสําหรับการนิเทศภายในโรงเรียนไดเปนอยางดี และขอขอบคุณทานผูอํานวยการ รอง
ผอู าํ นวยการ ผเู ชยี่ วชาญ และคณะทาํ งานทกุ ทา น ที่ไดใหกรอบแนวคิด ทฤษฎี ในการจัดทาํ คูมือการนเิ ทศ
ภายในโรงเรยี นฉบบั นส้ี าํ เรจ็ เรยี บรอ ยดวยดี ตลอดจนขอขอบคณุ เจาของเอกสาร ส่ือตางๆ ท่ีนํามาใชใน
การประกอบคน ควา อางอิง หรือใชเปนสวนหนง่ึ ของเนอ้ื หาสาระในคมู ือฉบับนี้

กลมุ งานนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมินผลระบบบริหารและการจัดการศึกษา
กลุม นเิ ทศ ตดิ ตามและประเมินผลการจัดการศึกษา

สารบญั หนา

คาํ นํา ข
สารบญั 1
บทที่ 1 บทนาํ 1
4
ความเปนมาและความสาํ คัญของปญ หา 4
หลกั การและแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา 4
วตั ถุประสงค 4
เปา หมาย 5
ประโยชนท ีไ่ ดรับ 5
บทที่ 2 การนิเทศภายในโรงเรียน 6
ความหมายของการนิเทศ 7
การนิเทศภายในโรงเรยี น 8
จดุ มุงหมายของการนิเทศภายในโรงเรยี น 10
หลักการนิเทศภายในโรงเรยี น 12
ยุทธศาสตรก ารนิเทศ 14
ขอบขายของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 14
บทบาทของบคุ ลากรในการนิเทศ 16
บทบาทของผูรับการนิเทศ 16
บทที่ 3 แนวทางการดําเนินการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 25
กระบวนการนิเทศภายในโรงเรยี น 34
เทคนิควิธกี ารนเิ ทศภายในโรงเรยี น 73
กิจกรรมการนิเทศภายในโรงเรยี น 78
มาตรฐานการนิเทศภายในโรงเรยี น 79
บทท่ี 4 แนวทางการประเมนิ ผลการนิเทศ 96
การประเมนิ ผลการนิเทศภายในโรงเรยี น 100
การประเมินผลการนเิ ทศตามมาตรฐานการนเิ ทศภายในโรงเรยี น 100
บทที่ 5 การรายงานผลการนเิ ทศ 104
การรายงานการนเิ ทศ 108
การรายงานการประเมนิ ผลโครงการ
บทที่ 6 บทสรุป 111

บรรณานุกรม 114

ภาคผนวก 128

คณะผจู ดั ทาํ

บทที่ 1

บทนาํ

ความเปน มาและความสาํ คัญของปญ หา

พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2542 และทแี่ กไขเพิม่ เตมิ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545
มาตรา 47 กําหนดใหมีระบบการประกันคุณภาพ เพอ่ื พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ
แ น ว ท า ง ก า ร พั ฒ น า คุ ณ ภ า พ ก า ร ศึ ก ษ า จํ า เ ป น ต อ ง อ า ศั ย ก ร ะ บ ว น ก า ร ป ฏิ บั ติ อ ย า ง ห ล า ก ห ล า ย
ซ่ึงประกอบดวย กระบวนการที่สําคัญ คือ กระบวนการบริหารจัดการ กระบวนการจัดการเรียนรู
และกระบวนการนเิ ทศ ติดตาม ประเมนิ ผล และการนิเทศภายในมีกาํ หนดไวในกฎกระทรวงวาดวยระบบ
หลักเกณฑ และวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา พ.ศ. 2542 ซ่ึงกําหนดการกํากับ ติดตาม
การจัดการศึกษาของผูบริหารไวอยางชัดเจน นอกจากนี้ เกณฑการประเมินคุณภาพภายนอก
ของสํานักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ไดกําหนดใหการนิเทศภายใน
เปนสว นหน่ึงของเกณฑการประเมนิ เพอื่ ใหผ ูบริหารสถานศึกษาไดตระหนักถึงความสําคญั และนําไปปฏิบัติ
ในโรงเรียนใหมปี ระสทิ ธภิ าพและไดผ ลอยางเปน รูปธรรม

การนเิ ทศการศกึ ษา เปนสง่ิ จําเปนสาํ หรบั หนว ยงานทุกระดบั ดังน้นั ภารกิจที่สําคัญประการหนึ่ง
ของผบู ริหารกค็ อื การนิเทศ โดยเฉพาะการนิเทศการสอนของครใู หมกี ารพฒั นาและสง เสริมการจัดการเรียนรู
ใหบรรลวุ ัตถปุ ระสงค การนิเทศมคี วามสําคัญตอการเรียนการสอนเปนอยางย่ิงในบางคร้งั แมครูจะไดใ ชค วามสามารถ
ในการจัดกิจกรรมตามที่วางแผนไวแ ลว กต็ ามอาจจะมบี างส่งิ บางอยา งขาดตกบกพรอ งทาํ ใหก ารสอนขาดความสมบรู ณ
ดังนน้ั หากมีบคุ คลอื่นไดช ีแ้ นะ แนะนาํ ใหค วามชวยเหลือ ก็ยอ มเกิดผลดี การนิเทศจึงเปรียบเหมือนกระจกเงา
ทีค่ อยสองใหเ ห็นภาพการสอนของครูและเปน กระบวนการที่เสริมสรางการสอนของครูใหมีประสิทธิภาพ
เพ่อื เปน ขอมลู ในการวางแผนในการพัฒนาการศึกษา การสรางส่ือและนวัตกรรมการเรียนรใู หเหมาะสม
ในการจัดการเรียนรูใหกับผูเรยี นไดถ ูกตอ งตามจดุ มงุ หมายของหลกั สตู รสถานศึกษา โดยเนน ผเู รยี นเปน สาํ คญั
และยังเปนการสรา งความตระหนักใหก บั ครถู ึงปญ หาเก่ียวกับการจัดประสบการณเรียนรูใหสามารถแกไขปญหาได
และสรางขวัญกาํ ลงั ใจใหกับครูผสู อนอกี ดวย นอกจากนี้ ยงั มุง ใหเ กิดความรวมมอื และประสานงานกนั เปนอยางดี
ภายใตร ะบบการบริหารงานของโรงเรียน เพ่ือควบคุมมาตรฐานและพัฒนางานดานการสอนใหมีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกาวสูระบบการประกันคณุ ภาพการศึกษารอบท่ี 3 กลาวโดยรวมก็คือ การจัดการนิเทศ
การศึกษา ก็เพื่อหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานดานการสอนของครู การทํางานเปนทีม
การสรา งเจตคติทด่ี ใี นการทํางาน ความรวมมือในการแกป ญ หา (สรุ ศกั ดิ์ ปาเฮ. 2545: 25 – 27)

การนเิ ทศการศึกษา นับวามีบทบาทสาํ คญั ตอ การพฒั นาครูใหสามารถจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู
ใหบรรลุผลตามจุดหมายของหลักสูตรได แตในสภาพปจจุบนั มีขอจํากัดหลายประการที่ทําใหไมสามารถปฏิบัติ
การนิเทศการศึกษาไดค รบถวน จงึ ทาํ ใหไ มส ะดวกในการปฏิบตั ิงานนเิ ทศ และบุคลากรศกึ ษานเิ ทศกม นี อ ย
นอกจากน้ี ในสภาพปจจุบนั สถานศึกษาบางแหง มบี คุ ลากรสว นหนงึ่ ที่มีความรูค วามสามารถในการจัดการเรียนรู
ไดเ ปน อยางดี รวมท้งั เปน ผรู แู ละเขา ใจสภาพปจ จุบัน ปญหาและความตอ งการของสถานศกึ ษาและชุมชน
และมคี วามใกลชดิ ครู รจู ดุ เดนจุดดอ ยไดดีกวา ดังน้นั ระบบการนิเทศการศกึ ษาท่เี หมาะสมกค็ ือ การนเิ ทศ
ภายในโรงเรียน และสามารถดําเนินการไดอยางตอเน่ือง ซ่ึงสงัด อุทรานันท (2530: 116) กลาวถึง
ความจําเปนของการนิเทศภายในโรงเรียนวา เดิมการนิเทศการศึกษาเปนหนาที่ของศึกษานิเทศก
และผูบริหารการศึกษา ครูเปนผูไดรับการนิเทศ แตปจจุบันงานนิเทศการศึกษามีความสําคัญมากข้ึน
บุคลากรในโรงเรียนตองชวยเหลือซ่ึงกันและกันเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการเรียนการสอนใหสูงขึ้น

2

อันเน่ืองมาจากศกึ ษานิเทศกม ีจํานวนจาํ กดั จึงไมสามารถตอบสนองความตองการทางการนิเทศการศกึ ษา
ของโรงเรียนตางๆ ไดอยางท่ัวถึง อีกทั้งยังไมรูสภาพปญหาและความตองการท่ีแทจริงของโรงเรียน
การสนองตอบความตอ งการจึงเปน ไปไดยาก และจากสภาพปจ จบุ ัน บุคลากรในโรงเรยี นสว นใหญม คี วามรู
ความสามารถ มีความชํานาญเฉพาะสาขา จึงควรใชท รพั ยากรเหลาน้ีใหตรงความสามารถและเกิดประโยชน
สูงสุด อีกท้ังยังเปนการสรางการยอมรับซ่ึงกันและกัน สว นศึกษานิเทศกจะเปนเพียงผูนิเทศติดตาม
การดําเนนิ งานของผบู รหิ าร และคณะกรรมการนิเทศของโรงเรยี น โดยใหความชวยเหลอื ทางดา นวชิ าการ
ตามที่โรงเรียนขอความรว มมอื

จากผลการทดสอบของสถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแหงชาติ (O-Net) ประจําปก ารศึกษา 2554
ในระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 พบวา สาํ นกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 11 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
รวมทุกกลุมสาระการเรียนรู มีคะแนนเฉลี่ยรอยละสูงกวาระดับประเทศ (ระดับเขตพื้นท่ี ̅ = 40.92
ระดบั ประเทศ ̅ = 40.91) เมอื่ จาํ แนกเปนรายกลุมสาระการเรยี นรู พบวามีจาํ นวน 3 กลุม ท่ีมีคะแนนเฉลี่ยรอยละ
สูงกวาระดับประเทศ คือ กลุมสาระการเรยี นรกู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี (ระดับเขตพ้ืนที่ ̅ = 48.21
ระดับประเทศ ̅ = 47.29) กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย (ระดับเขตพ้นื ท่ี ̅ = 48.89 ระดับประเทศ
̅ = 48.11) และกลมุ สาระการเรยี นรศู ลิ ปะ (ระดับเขตพนื้ ท่ี ̅ = 44.06 ระดบั ประเทศ ̅ = 43.50)

สวนกลุมสาระการเรียนรูที่มีคะแนนเฉลี่ยรอยละต่ํากวาระดับประเทศ มีจํานวน 5 กลุม คือ
กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) (ระดับเขตพื้นท่ี ̅ = 29.26 ระดับประเทศ
̅ = 30.49) กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ระดับเขตพ้ืนที่ ̅ = 42.22
ระดับประเทศ ̅ = 42.73) กลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร (ระดบั เขตพน้ื ที่ ̅ = 31.75 ระดับประเทศ
̅ = 32.08) กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตร (ระดับเขตพ้ืนท่ี ̅ = 32.12 ระดับประเทศ ̅ = 32.19)
และกลุม สาระการเรียนรูสุขศึกษาและพลศึกษา (ระดับเขตพืน้ ท่ี ̅ = 50.86 ระดบั ประเทศ ̅ = 50.87)

สําหรบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 6 พบวาสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 11 มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนรวมทุกกลุมสาระการเรียนรู มีคะแนนเฉลี่ยรอยละตํ่ากวาระดับประเทศ (ระดับเขตพื้นที่
̅ = 34.91 ระดับประเทศ ̅ = 34.95) เม่อื จาํ แนกเปนรายกลุมสาระการเรียนรู พบวามีจํานวน 5 กลุม
ท่ีมีคะแนนเฉลี่ยรอยละสูงกวาระดับประเทศ คือ กลุมสาระการเรียนรูการงานอาชีพและเทคโนโลยี
(ระดับเขตพื้นที่ ̅ = 50.08 ระดับประเทศ ̅ = 48.72) กลุมสาระการเรียนรูศิลปะ (ระดับเขตพ้ืนท่ี
̅ = 29.02 ระดับประเทศ ̅ = 28.54) กลุมสาระการเรียนรูสุขศึกษาและพลศึกษา (ระดับเขตพื้นที่
̅ = 54.93 ระดับประเทศ ̅ = 54.61) กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
(ระดับเขตพ้ืนที่ ̅ = 33.54 ระดับประเทศ ̅ = 33.39) และกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
(ระดับเขตพ้ืนท่ี ̅ = 41.93 ระดบั ประเทศ ̅ = 41.88)

สวนกลุมสาระการเรียนรูท่ีมีคะแนนเฉลี่ยรอยละต่ํากวาระดับประเทศ มีจํานวน 3 กลุม คือ
กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) (ระดับเขตพื้นที่ ̅ = 20.35 ระดับประเทศ
̅ = 21.80) กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร (ระดับเขตพ้ืนที่ ̅ = 21.93 ระดับประเทศ ̅ = 22.73)
และกลุม สาระการเรยี นรูวิทยาศาสตร (ระดบั เขตพื้นท่ี ̅ = 27.49 ระดบั ประเทศ ̅ = 27.90) (สํานักงาน
เขตพนื้ ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 11, 2555: 10 – 13)

ซึ่งจะเห็นไดวาโดยภาพรวมแลวผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนท้ังระดับเขตพ้ืนที่
และระดับประเทศ มีคะแนนเฉล่ยี ต่ํากวารอยละ 50

จากการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาของสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คุณภาพการศึกษา (องคการมหาชน) รอบทีส่ อง รวมถึงผลการประเมนิ ทบทวนระบบการประกันคุณภาพ
ภายในของโรงเรียนในสงั กัดเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 11 พบวามีโรงเรยี นจาํ นวนหน่งึ ท่ีมีระบบ

3

การนิเทศภายในโรงเรียนที่ไมชัดเจน ทําใหการขับเคล่ือนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวม
ไมประสบความสําเร็จเทาท่ีควร

การนเิ ทศภายในโรงเรยี น เปนวิธีการสําคัญอยางหนงึ่ ในการบริหารการศกึ ษาทีม่ ผี ลตอ การพฒั นา
คุณภาพนักเรียนใหสูงขึ้น เพราะเปนกิจกรรมท่ีชวยใหผูปฏิบัติงานภายในโรงเรียนสามารถปฏิบัติงาน
ในขอบเขตท่ีตนเองรับผิดชอบประสบผลสําเร็จเปนไปตามมาตรฐานและสอดคลองกับระเบียบ
วิธีการดําเนินงานท่ีกําหนดไว การนิเทศภายในโรงเรียนจึงเปนยุทธวิธีที่ผูเก่ียวของควรหาแนวทาง
ดําเนินการใหเ ปน ไปอยางมีประสทิ ธิภาพ

ดงั น้นั การนเิ ทศภายในโรงเรียนจึงจําเปนตองพัฒนากระบวนการทํางานของผูบริหารโรงเรียน
หรือผูที่ไดรับมอบหมายในฐานะผูนิเทศ ในการพัฒนาคุณภาพและเปลี่ยนแปลงการทํางานของครู
และบุคลากรภายในโรงเรียน เพ่ือใหไดมาซึ่งสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในดานการเรียนของผูเรียน หากโรงเรียน
มีระบบการนิเทศภายใน ทเ่ี ขมแข็ง มีการดําเนินการอยางเปนรูปธรรม อยางตอเน่ือง และสมํ่าเสมอ
จนกลายเปนวัฒนธรรมองคกรอันจะสงผลใหคุณภาพของโรงเรียน ผลการเรียนรูของผูเรียนพัฒนา
เปล่ียนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จึงเปนหนาท่ีของผูบริหารโรงเรียน และบุคลากรทุกฝายในโรงเรียน
ท่ีจะตองรวมมือรวมใจกันดําเนินการพัฒนางานทุกดานในโรงเรียน โดยเฉพาะอยางยิ่งในดานวิชาการ
ซง่ึ เปน งานที่เกีย่ วกบั การจดั กิจกรรมการเรียนรู การนําหลักสตู รไปใชใ หบ รรลุตามจดุ ประสงคข องหลกั สตู ร
ตลอดจนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค และมีสมรรถนะสําคัญตามท่ีกําหนดไวในหลักสูตร ดังนั้น
เพอื่ ใหก ารพัฒนาสถานศกึ ษาใหไดม าตรฐานและคณุ ภาพ ผูบริหารจะตองมีความตระหนัก ในความเปนผูนํา
ทันเหตุการณ ปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมไดต ลอดเวลา มกี ารปรับเปลีย่ นแนวคิดวิธกี ารทาํ งานทเ่ี นนกระบวนการกลุม
มกี ารบรหิ ารงานแบบเปน ทมี มศี กั ยภาพ ครูจะเปนผูสงเสริมและใหโอกาสผูเรียนในการแสวงหาความรู
คอยใหความชวยเหลือ แนะนํา แกไขปญหา และใหกําลังใจ รวมถึงการจัดบรรยากาศแหงการเรียนรู
แกผ เู รียน เพ่ือใหผ ูเรยี นสามารถพัฒนาตนเองไดอ ยา งเตม็ ศักยภาพ

สํานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ตระหนักถึงความสําคัญของการนิเทศภายใน
จึงไดดําเนินการพัฒนารูปแบบและระบบการนิเทศภายในโรงเรียน เพ่ือสรางความรูใหแกผูบริหาร
และผูนิเทศของโรงเรียน โดยไดระดมความคิดจากศึกษานิเทศก ผูบริหารโรงเรยี น ผูบริหารการศึกษา
จัดทําเอกสารคูมือการนิเทศภายในโรงเรียน ฉบับนี้ขึ้นเพือ่ ใหโรงเรียนนําไปประยุกตใชเปนแนวทาง
ในการดําเนินการนิเทศภายในโรงเรียน อันจะทําใหโรงเรียนมีรูปแบบและกระบวนการนิเทศภายใน
ที่เปนระบบ ชัดเจน เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในดานประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน
ครูสามารถจดั การเรยี นการสอนไดอ ยา งมีประสิทธิภาพ และผูเรียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเพิ่มข้ึน

4

หลักการและแนวคิดในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา

กระบวนการนเิ ทศเปน กระบวนการหนึง่ ที่สงผลตอ การพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา ดงั นี้

กระบวนการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา

กระบวนการบรหิ าร

สภาพปจจุบัน กระบวนการจัดกจิ กรรม คณุ ภาพผเู รียน
ปญหา การเรียนรู

และความตอ งการ

กระบวนการนเิ ทศ

วตั ถปุ ระสงค

1. เพื่อใหโรงเรียนมีรูปแบบและกระบวนการนิเทศ ตดิ ตามและประเมินผลภายในโรงเรียน
อยา งเปนระบบ มีความเขมแข็งและเกดิ การเปลี่ยนแปลงในทางทีด่ ขี ึ้น

2. เพอื่ ปรับปรงุ และพฒั นาการจดั การเรียนการสอนของครใู หมีคุณภาพ
3. เพือ่ ยกระดับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นใหสงู ขึ้น

เปาหมาย

1. โรงเรียนในสังกัดเขตพื้นทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 11 จํานวน 66 โรง
2. ครทู กุ คนในโรงเรยี นไดรบั การนเิ ทศภายใน
3. ปการศึกษา 2555 ผูเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้นทุกกลุมสาระการเรียนรู
อยางนอยรอ ยละ 5

ประโยชนท ่ไี ดรับ

1. โรงเรยี นมรี ะบบการนิเทศภายในอยางเขม แขง็
2. โรงเรียนมคี วามพรอ มที่จะพฒั นาไปสกู ารเปนประชาคมอาเซย่ี น
3. ครูไดร บั การพัฒนาการจดั การเรยี นการสอนอยางมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ล
4. นักเรียนมผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสูงขนึ้

บทท่ี 2

การนิเทศภายในโรงเรยี น

ความหมายของการนิเทศ

การนิเทศ (Supervision) คือ การชวยเหลือ แนะนาํ ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือ
และการประสานงานใหบคุ คลที่ปฏบิ ัตงิ านของแตล ะหนวยงานทํางานไดด ขี ึ้น

การนิเทศสามารถนําไปใชกับงานท่ีตองอาศัยผูดูแล ตรวจตรา ใหคําแนะนํา คอยชวยเหลือ
บริการและบริหารงานเพ่ือใหงานสําเร็จลุลวงไปตามวัตถุประสงคท่ีวางไว หากมองตามรูปศัพท

SUPERVISION ชารี มณศี รี (2538, 14 – 15) สรุปจากศพั ทภาษาองั กฤษไวนาสนใจวา

Support การสนับสนนุ
S Share การมีสวนรวม
การบรกิ าร
Service

Unity ความสามัคคี

U Understanding ความเขา ใจ

Upgrade การยกฐานะ

Planning การวางแผน

P Promotion การเล่อื นขัน้

Problem-Solving การแกปญ หา

Education การศึกษาหาความรู

E Experiment การทดลอง

Evaluation การวัดผล

Research การวิจัย

R Report การรายงาน

Record การบันทึก

Visiting การเยยี่ มเยยี น
V Value การรูคุณคา
การมคี ณุ ธรรม
Virtue

Improvement การปรบั ปรุง

I Information การใหขาวสาร

Inservice-trainning การฝกอบรม

6

Objective จุดประสงค

O Observation การสงั เกต

Organization การจัดรูปงาน

Needs ความตองการ

N Negotiation การประนีประนอม

Necessity ความจําเปน

จากความหมายท่ีใชคําภาษาอังกฤษเรียบเรียงคําศัพทที่มีความหมายคลายคลึงใกลเคียงกัน
ลักษณะงานการนิเทศทีใ่ ชท่วั ๆ ไป ผทู ําหนาทีน่ เิ ทศจะตอ งมคี วามรู ประสบการณแ ละเขาใจงานของงานดี

จึงจะทําหนาที่นิเทศผูอื่นได คําศัพทดังกลาวขางตนจึงบอกถึงลักษณะงานของการนิเทศไดอยางดี
ชารี มณีศรี (2538, 15) ไดสรุปความหมายตามท่ี Plundelt ไดใหไ ว ดงั น้ี

Supervise แนะนาํ การใชทรพั ยากรมนุษยใ หเกดิ ประโยชนส งู สดุ
Utilize ใชม วลทรพั ยากรท้งั ท่มี ชี วี ติ และไมมชี ีวติ โดยประหยดั
Plan วางแผนการทํางานโดยตงั้ วตั ถุประสงคแ ละการส่อื ความหมายทมี่ ีประสิทธภิ าพ
Enforce ควบคมุ นโยบาย กฎระเบยี บ และมาตรฐานการทาํ งาน

Relate สรางความสมั พันธก บั เพอื่ นรวมงานทง้ั กลมุ และบุคคล
Validate ดแู ลใหค วามเปน ธรรมตอ ผใู ตบ ังคบั บญั ชา
Instruct สอนกลวิธแี ละทกั ษะประสบการณ
Show แสดงลกั ษณะความเปน ผนู าํ
Organize จัดระบบงานและประสานการทาํ งาน
Regulate วางหลกั ปฏิบตั ิในการทาํ งาน

การนเิ ทศภายในโรงเรยี น

ในอดีตท่ผี า นมา การดาํ เนนิ การนิเทศการศกึ ษาเปนหนาที่ของบุคลากรภายนอกโรงเรียน ไดแ ก
ศึกษานิเทศก ทเี่ ขา มาดําเนนิ การในโรงเรียนแตเพยี งฝา ยเดยี ว แตในปจจุบันสภาพสังคมเปล่ียนแปลงไป
จํานวนโรงเรียนมีมากขึ้น ครู และนักเรียนมีมากข้ึน ทําใหศึกษานิเทศก ไมเพียงพอในการปฏิบัติงาน
ไดอยางท่ัวถึง และไมสามารถใหบริการการนิเทศการศึกษาไดอยางครอบคลุมในภายหลังจึงตองมี
การนิเทศการศกึ ษาอีกรูปแบบเกดิ ข้นึ คอื การนิเทศภายในโรงเรยี น

นกั การศกึ ษาและผทู รงคุณวฒุ ิหลายทานไดใ หความหมายของการนิเทศการศึกษาไวหลายลักษณะ

แตกตางกันไปตามวิวัฒนาการดานการศึกษา จุดมุงหมายและแนวทางการจัดการศึกษาในสมัยนั้นๆ
ซ่งึ จะนําเสนอพอเปน สังเขป ดังตอ ไปน้ี

ดสุ ติ ทวิ ถนอม (2540: 4) กลาวไวในหนังสือประกอบดวยกิจกรรมการบริหารและวิธีการตางๆ
ท่มี กี ารจดั การอยา งเปน ระบบของผเู กี่ยวขอ งกบั การจัดการศกึ ษา โดยมวี ัตถุประสงคเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน
และการทํางานของครูใหม ีประสิทธภิ าพ

สุเทพ เมฆ (2540: 47) ไดก ลา ววา การนเิ ทศการศกึ ษา หมายถึง การชว ยเหลือแนะนํา ใหการสนับสนุน

ใหความรวมมือในการดําเนินการนิเทศ และสนับสนุนภาคปฏิบัติ ท้ังน้ี เพ่ือใหการจัดการศึกษา
ดําเนินไปอยางมีคุณภาพ

7

กิติมา ปรีดิลก (2541: 262) ซึ่งกลาววา การนิเทศการศึกษาเปนกระบวนการช้ีแนะ แนะนํา
และใหความรวมมือตอกิจกรรมของครูในการปรับปรุงการเรียนการสอน เพ่ือใหบรรลุผลตามจุดหมาย
ทวี่ างไว

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (2541: 51) ไดใหความหมายของการนิเทศ
ภายในโรงเรยี น หมายถึง การสง เสรมิ สนับสนุน หรอื ใหค วามชว ยเหลอื ครูในโรงเรียนใหประสบความสําเร็จ
ในการปฏิบัติงานตามภารกิจ คือ การสอน หรือการสรางเสรมิ พัฒนาการของนักเรียนทุกดาน ทั้งทางรางกาย
สติปญญา จิตใจ อารมณ และสังคม ใหเต็มตามวัยและตามศักยภาพ โดยความรวมมือของบุคลากร
ในโรงเรยี น

ชารี มณีศรี (2542: 22) ไดก ลา วไววา การนเิ ทศการศึกษาเปน กระบวนการพัฒนาการเรียนการสอน
ใหด ีข้ึน และเปนการรว มมอื กนั ระหวางผูนิเทศและผรู ับการนิเทศ

นรศิ รา อปุ กรณศ ิริการ (2542: 16) กลา ววา การนิเทศการศึกษาเปนความรวมมือและประสานงาน
ของบคุ ลากรทางการศกึ ษาในการพัฒนาเพ่อื ปรบั ปรุงคุณภาพการจดั การเรียนการสอนของครู อนั จะทําให
ผูเรยี นเกดิ การเรยี นรูอยางมปี ระสทิ ธิภาพ

เยาวพา เดชะคปุ ต (2542: 86) กลา ววา การนเิ ทศการศึกษาเปน กระบวนการ เปนการปฏบิ ตั งิ าน
รวมกันระหวางผนู ิเทศและผรู บั การนเิ ทศ โดยมจี ดุ มุง หมายใหผูร ับการนิเทศเกิดการพฒั นา มีผลใหผูเรยี น
เกดิ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนสงู ข้นึ

วัชรา เลาเรียนดี (2550: 120) กลาวถึง การนิเทศภายในโรงเรียนวาเปนกระบวนการนิเทศ
การศึกษา และกิจกรรมตางๆ ท่ีมุงพัฒนาการเรียนการสอนที่จัดดําเนินการในโรงเรียนโดยบุคลากร
ในโรงเรยี นเปน หลกั ซึ่งประกอบดว ย ผบู รหิ ารโรงเรยี น คณะครู และบุคลากรอืน่ ทเ่ี ก่ียวของกบั การศึกษา
ในโรงเรียน โดยมวี ัตถปุ ระสงคเพ่อื พัฒนาคุณภาพการศกึ ษาในโรงเรียนโดยตรง

ฉวีวรรณ พนั วัน (2552: 9) สรปุ ไววาการนิเทศการศกึ ษา หมายถึง กระบวนการรว มกนั ทางการศกึ ษา
ของผูบริหารโรงเรียน และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนใหมีคุณภาพ
และเกิดผลสัมฤทธิส์ งู สดุ แกผ เู รียน ทําใหผเู รียนไดพ ัฒนาเตม็ ตามศักยภาพตามจดุ หมายของหลกั สตู ร

จากความหมายของการนิเทศภายในโรงเรียนดังกลาว สรุปไดวา การนิเทศภายในโรงเรียน
หมายถึง กระบวนการดําเนินงานรวมกัน ระหวางบุคลากรทุกคนในโรงเรียน เพื่อการแกไข ปรับปรุง
และพัฒนางานในวิชาชีพครูใหมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สงผลใหนักเรียนไดรับการพัฒนา
ใหม คี ณุ ภาพตามเปาหมายการศึกษาที่กําหนดและมผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นสูงขึ้น

จดุ มุงหมายของการนิเทศภายในโรงเรียน

ในการดําเนินงานนิเทศภาย ในโรงเรีย นจําเปนตองมีจุดมุงหมายในการดําเนินงาน
เพราะจดุ มุง หมายจะชวยใหผูปฏิบัติงานสามารถมองเห็นแนวทางในการทํางาน ซ่ึงจะชวยใหการนิเทศ
บรรลผุ ล มีนกั การศึกษาไดกาํ หนดจดุ มุง หมายของการนิเทศภายในโรงเรยี นไว ดงั น้ี

จํารัส นองมาก (2532: 8) กลาววา การนเิ ทศภายในโรงเรยี นมีความมงุ หมายเพื่อใหประสิทธภิ าพ
การสอนของครูเพิม่ ขึ้น ผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนซ่ึงเปนผลจากการสง่ั สอนของครูในโรงเรียนก็สูงข้ึนดวย
ครมู ที ัศนคตทิ ่ีดตี อ หนว ยงาน มีความพึงพอใจท่จี ะกระทําหนาทีข่ องตนใหดียงิ่ ๆ ขน้ึ ไป

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (2534: 9) ไดกําหนดจุดมุงหมายของ
การนเิ ทศภายในโรงเรยี นไว ดังน้ี

1. เปนการชวยใหครูผูสอนสามารถปรบั ปรงุ ตนเองและกิจกรรมการเรยี นการสอน
2. สามารถพฒั นาพฤติกรรม บคุ ลิกภาพการสอนของครูใหดขี น้ึ

8

3. สนับสนนุ ความรูค วามสามารถของครใู นการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน
4. กาํ กบั ควบคุม ตดิ ตามผลการปฏิบัติงานของครูในการปฏบิ ัตงิ านอยา งตอเนอื่ ง
5. สงเสริมความคิดสรางสรรคและการทาํ งานรว มกนั เปน คณะ
ปรียาพร วงศอนุตรโรจน (2535: 264 – 265) กลาวถึงจุดมุงหมายของการนิเทศการศึกษาไว
ดังน้ี
1. เพอ่ื พฒั นาและสง เสริมการบรหิ ารและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา
2. เพื่อการบรหิ ารงานวิชาการในสถานศกึ ษาใหม ปี ระสทิ ธภิ าพยิง่ ขึน้
3. เพื่อสํารวจ วิเคราะห วิจัย และประเมินผล เพื่อปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐาน
การศกึ ษา
4. เพื่อพัฒนาหลักการและสื่อการเรียนการสอนใหไดมาตรฐาน และเอกสาร
ทางวชิ าการใหมปี ระสทิ ธภิ าพสอดคลองกบั ความตองการและจําเปนของสถานศึกษาและครู
5. เพ่ือพัฒนาบุคลากรโดยเฉพาะครูใหมีความรู ทักษะ และประสบการณอันจําเปน
ที่นาํ ไปใชใ นการเรยี นการสอน การจดั การศกึ ษา อกี ทงั้ ใหค รูสามารถแกป ญ หาได
วไลรตั น บญุ สวสั ดิ์ (2538: 64) ไดก าํ หนดความมงุ หมายของการนเิ ทศภายในโรงเรยี นไว ดังนี้
1. เพ่อื ชวยเหลือครูในการพัฒนาและปรับปรุงตนเอง
2. เพอื่ สงเสริมใหม ีการปรบั ปรุงหลักสูตร
3. เพื่อชวยเหลือครใู นการปรับปรงุ การสอนของตนใหด ขี ้ึน
4. เพื่อเปด โอกาสใหผ เู ช่ียวชาญในสาขาทีม่ ีอยใู นโรงเรยี นไดช ว ยเหลอื เพือ่ นครู
5. เพอ่ื สง เสริมใหค ณะครูมีความสนใจในวสั ดอุ ปุ กรณก ารสอน
6. เพ่ือสง เสรมิ ใหค ณะครูมีความเขา ใจเกีย่ วกับเดก็ นักเรยี นใหด ขี ้นึ
7. เพอ่ื ชวยเหลอื ครูในการประเมินผลนักเรียน
8. เพ่อื สง เสรมิ ย่ัวยุใหครูรูจักประเมินผลโครงการการปฏิบัติงาน และความกาวหนา
ในวชิ าชพี ของตน
9. เพือ่ ชว ยใหค รปู ระสบความสําเร็จและรูส กึ ม่ันคง
สรุปไดวา การนิเทศภายในโรงเรียนมีจุดมุงหมาย ที่จะชวยเหลือ ประสานงานใหบุคลากร
ในโรงเรยี นไดป รับปรงุ ตนเอง ทัง้ ดา นการสอน บคุ ลกิ ภาพ สรางขวญั และกาํ ลงั ใจ ความพงึ พอใจในการทาํ งาน
ซ่ึงจะสงผลตอการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และการรักษาคุณภาพการศึกษา
ของโรงเรยี น ตลอดจนการพฒั นาวชิ าชีพครใู หม ีความกาวหนา มากยง่ิ ขึ้น

หลักการนิเทศภายในโรงเรียน

หลักการและแนวคิดท่ีสําคัญของการนิเทศภายในโรงเรียน มีนักวิชาการและนักการศึกษา
หลายทา นไดท าํ การศึกษา ไวด งั น้ี

สงัด อุทรานนั ท (2538: 23 – 24) ไดกลา วถึง หลกั การนิเทศภายในโรงเรียน วาการนิเทศการศึกษา
เปน งานในความรับผิดชอบของผูบรหิ ารโดยตรง ท้งั น้ี ผูบรหิ ารอาจดําเนินการดวยตนเอง หรอื มอบหมาย
ใหผูอื่นดําเนินการแทน ซ่ึงการนิเทศภายในโรงเรียนจะสําเร็จลงไดจําเปนตองอาศัยความรวมมือ
จาก 3 ฝาย คือ ฝายบริหาร ฝายนิเทศ และผูรับการนิเทศ หากขาดความรวมมือจากฝายใดฝายหนึ่ง
การนิเทศจะไมม ีโอกาสประสบความสําเรจ็ ซึง่ บคุ ลากรในโรงเรียนจะตอ งตระหนักและเขาใจวาการนิเทศ
ภ า ย ใ น โ ร ง เ รี ย น เ ป น ก า ร ทํ า ง าน ร วม กั น เ พ่ื อ ช ว ย พั ฒ น า เ พ่ื อ น ร วม ง า น ให มี ค วา ม รู ค วา ม ส า ม า ร ถ
ในการปฏิบัตงิ านสูงขึ้น ท้ังน้ี ตองมีการยอมรับและใหเกียรติซึ่งกันและกัน ในสภาพความเปนจริงแลว

9

ไมมีใครที่จะมีความเช่ียวชาญในทุกๆ ดาน ดังน้ัน จึงควรจะไดแลกเปลี่ยนและถายเทความเชี่ยวชาญ
ใหแ กผ รู ว มงานใหมีความรูสูงขึ้น จะตองเกิดจากความจําเปนในการแกปญหา หรือสนองความตองการ
ในการยกระดับคุณภาพการศกึ ษาของโรงเรียน รวมทงั้ การสรางขวญั กาํ ลังใจของผูบริหารจะมีผลโดยตรง
ตอ การเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมของผปู ฏิบัตงิ าน

สํานักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหงชาติ (2541: 52 – 53) กลา วถึงหลักการนเิ ทศไวคลายกัน
แตเพ่ิมเติมก็คือ การนิเทศภายในโรงเรียน ผูนิเทศประกอบดวย ผูบริหารโรงเรียน ผูชวยผูบริหาร
หัวหนาหมวดวิชา ครูผูรวมนิเทศ ครูแกนนาํ ดาํ เนินการโดยใชภาวะผนู าํ ทําใหเกิดความรวมมอื ผูถ กู นเิ ทศ
ใหความไววางใจ เต็มใจในการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง ลงมือปฏิบัติจริง ทดลองใชเครื่องมือ
และวิธีการที่รวมกันคิด ทั้งนี้ การดําเนินการตองเปนไปอยางมีระบบ คือ ตองกําหนดเปาหมาย
จุดมุงหมาย การวางแผน การลงมือปฏิบัติตามแผน และประเมินผล กระบวนการนิเทศตองยืดหยุน
ใหเหมาะสมกับสถานการณและใชหลักการปฏิบัติ เนนการปฏิบัติงานตามบทบาทหนาท่ีรับผิดชอบ
มกี ารควบคุม กํากบั ตดิ ตามผลการดาํ เนนิ งานอยางใกลชิด

เยาวภา เดชะคุปต (2542: 134 – 135) ไดก ลา วถงึ หลักการนิเทศภายในโรงเรียนท่ีผูเก่ียวของ
นา จะตองยดึ เปน แนวปฏบิ ตั ิ ซง่ึ สรปุ ไดเ ปนขอๆ ดังนี้

1. การนิเทศภายในโรงเรียน เปนภารกิจท่ีผูบริหารโรงเรียนจะตองรับผิดชอบ
และมีสวนรวมรบั รตู อความกาวหนาของครใู นโรงเรียนทมี่ ผี ลสบื เนือ่ งมาจากโรงเรียน

2. โรงเรยี นตองทาํ งานรว มกันและใชว ธิ กี ารประชาธปิ ไตยกบั การดําเนนิ งาน กลาวคือ
มคี วามเคารพในเหตผุ ลซึง่ กันและกัน เปนความรว มมอื รวมใจและใชว ธิ กี ารแกปญหาแบบวทิ ยาศาสตร

3. โรงเรียนตองเริ่มตนดวยการรูสภาพปญหาที่แทจริงเสียกอน แลวจึงกําหนดแผน
หรอื แนวทางในการแกปญ หานนั้ ๆ

4. โรงเรยี นมงุ เพ่ือปรบั ปรงุ คณุ ภาพการเรียนการสอนไมใ ชการจับผิด จงึ ตองพยายาม
ใหบุคลากรทุกฝายเขาใจและดาํ เนินงานใหเ ปนไปตามอดุ มการณ

5. บุคลากรในโรงเรียนตองยอมรับความจริงในแงท่ีวาไมมีใครจะมีความสามารถ
หรือเชี่ยวชาญไปทกุ เร่ือง

6. โรงเรียนมุง เนน การสรางบรรยากาศท่ีเปนกันเอง เพ่ือใหเกดิ ความเขาใจที่ดีตอกัน
ทําใหงานบรรลวุ ตั ถุประสงค

มงคล สุภกรรม (2546: 13) ไดส รุปหลักการนิเทศภายในโรงเรียนไววา ตองมีวิธีการดําเนินการ
ทช่ี ัดเจนและเปนขั้นตอน โดยวธิ กี ารดาํ เนนิ การนัน้ ตอ งสามารถสรา งความเขา ใจใหเ กดิ ขนึ้ รวมกันทุกฝาย
เพ่ือจะไดพัฒนาความกาวหนาและเปนการสงเสริมความคิดริเร่ิมสรางสรรค ตลอดจนความเปน
ประชาธปิ ไตย เพ่อื ใหโรงเรยี นมคี ุณภาพอยา งชัดเจน

ธรี ศกั ด์ิ เล่ือยไธสง (2550: 2) ไดน าํ เสนอหลักการของการนเิ ทศภายใน ดังน้ี
1. ดําเนนิ การตามกระบวนการอยา งเปนระบบและตอ เน่อื ง
2. สงเสริมใหครูทุกคนมสี ว นรว มและรับผดิ ชอบ
3. กิจกรรมการนเิ ทศตรงกับความตองการจาํ เปน ในการพฒั นาครู
4. จดั สภาพแวดลอ มและแหลง วิทยาการใหเอ้อื ตอการดําเนินงาน
5. สรา งมนุษยสมั พันธท ่ดี ี และเสรมิ สรางขวญั กําลังใจแกครู

สรุปไดว า หลักการของการนิเทศภายในโรงเรียนกค็ อื ผูนเิ ทศตอ งมคี วามรคู วามเขา ใจในหลักการ
นิเทศอยางถูกตอง ตรงประเดน็ มีระบบและข้ันตอนที่ชัดเจนในกระบวนการนิเทศ กระบวนการนิเทศ
ที่เกิดขึ้นตองเกิดจากความรวมมือของคณะครูทุกคนที่ปฏิบัติหนาที่อยูในโรงเรียน และการนิเทศ

10

ตองเปนไปเพ่ือการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของครู และการนิเทศการศึกษาควรมีการบริหาร

เปน กระบวนการเชิงระบบ มกี ารวางแผนการดาํ เนินงาน มขี ั้นตอนในการปฏบิ ัติงาน ถอื หลกั การมสี ว นรว ม
ในการทํางานมีความเปนประชาธิปไตย มีการดําเนินงานอยางสรางสรรค มีการแกปญหาที่เกิดข้ึนจาก
การเรียนการสอน สรางสภาพแวดลอมในการทํางานใหดีขึ้น สรางความผูกพันและความมั่นคงตอ
งานอาชีพ รวมทง้ั พัฒนาและสง เสรมิ วชิ าชีพครูใหม ีความรูสกึ ภาคภมู ิใจในวิชาชีพของตนเองพรอ มทีจ่ ะรับ
การพฒั นาอยา งตอ เนอ่ื ง

ยทุ ธศาสตรก ารนิเทศ

การจัดการศึกษาในสถานศึกษามุงพัฒนานักเรียนใหเปนคนดี เกง มีความสุข ทําประโยชน

ใหสวนรวม มีคุณภาพตามเปาหมายการจัดการศึกษาของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พุทธศักราช 2551 ความสําเร็จในการพัฒนาคุณภาพและบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา
และสาํ นักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษา จําเปนตองมีการนิเทศซึ่งเปนปจจัยท่ีสําคัญอยางหนึ่งในกระบวนการ
ดําเนินงานโดยมียุทธศาสตรท่ีสําคัญเปนหลักการในการดําเนินงานการนิเทศ คือ การมีสวนรวม
และทาํ งานอยางเปน ระบบ รายละเอียดดงั ตอไปนี้

ยุทธศาสตรก ารนิเทศ

ยุทธศาสตรการนเิ ทศ การมสี ว นรวม
การทาํ งานอยา งเปนระบบ

1. การมีสว นรว ม

การนิเทศเปนการทํางานรวมกันระหวางผูนิเทศกับผูรับการนิเทศที่มีทั้งผูรวมคิด รวมทํา
การชวยเหลือพงึ่ พากนั ดว ยปฏิสมั พนั ธอ นั ดตี อกนั ใหเกยี รติและจรงิ ใจตอกัน ซึ่งการทํางานดวยหลักการ
มีสวนรวม มีคุณลักษณะสําคญั 5 ประการ ทส่ี ามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชในการนเิ ทศการศกึ ษา ซง่ึ มีแนวทาง
ดังตอ ไปน้ี

แนวทางการนเิ ทศแบบมสี วนรว ม

การมีสว นรว ม ลักษณะการนเิ ทศแบบมสี ว นรว ม

1. การสรา งความสมั พนั ธอ ันดตี อ กัน  การสรางความสัมพันธที่ดีระหวาง
2. การสรา งภาพพจนการทํางานทีด่ เี ลศิ ผนู ิเทศกับผูรับการนเิ ทศ

3. กา ร สร า งปจ จั ยแหง ควา ม สํ า เ ร็ จ  การสรางเจตคตทิ ี่ดีตอการนิเทศ

ในการทาํ งาน  การกําหนดเปา หมาย/ผลสาํ เรจ็ รวมกัน
4. การสรางศูนยรวมการปองกัน การแกไข  การพิจารณาบุคลากร/คณะบุคลากร

และการพฒั นางาน รว มรับผิดชอบ
 การพิจารณา/หารวิธีการดําเนินงาน
5. การสรางเครือขายการรวมคิด รวมทํา
รบั ผลประโยชน และรวมเผยแพรง าน การกําหนดแนวทางการทํางานรวมกัน
เพอ่ื สูเปาหมายทีต่ องการ
 การหารวิธีการเสริมแรงจูงใจใหรางวัล
แกผทู ํางาน
 การกําหนดแนวทางการนิเทศภายใน
ตดิ ตามประเมนิ ผลการทํางานรว มกนั

11

2. การทาํ งานอยางเปนระบบ มขี ัน้ ตอนการทํางานทส่ี าํ คญั 5 ขั้นตอน คอื
2.1 วเิ คราะหป ญ หาตามตอ งการจาํ เปน
2.2 วิเคราะหทางเลือกในการแกป ญหา/พฒั นา
2.3 เลอื กทางเลอื กทเี่ หมาะสมและวางแผน
2.4 ดําเนนิ การตามแผน
2.5 ประเมินผลการดําเนินงาน

แนวทางการนิเทศภายในอยางเปนระบบ

ขนั้ ตอนการทาํ งานเชงิ ระบบ การนเิ ทศภายในเชิงมีระบบ
(1) การสรางความเขา ใจระหวา งผูนเิ ทศและผูร บั การนเิ ทศ
(1) วิเคราะหป ญหา (2) การหาความตอ งการจําเปนของการนิเทศภายใน
ความตองการจาํ เปน
(3) การวางแผนการนิเทศ
(2) วิเคราะหทางเลือก (4) การเตรยี มการนิเทศ
ในการแกป ญ หาพฒั นา

(3) เลือกทางเลอื ก
ทเี่ หมาะสมและวางแผน

(4) ดาํ เนนิ การตามแผน (5) การปฏิบตั กิ ารนเิ ทศ

(5) ประเมินผล (6) การประเมินและปรบั ปรุงการนิเทศ
การดําเนนิ งาน (7) การรายงานการนิเทศ

12

ยทุ ธศาสตรก ารนเิ ทศภายในโรงเรยี น
การนเิ ทศภายในโรงเรยี น มยี ุทธศาสตรในการดําเนินงาน ดังน้ี
1. สรางภาพปลายทางใหช ดั เจน
ภาพปลายทาง หมายถึง สภาพความสําเร็จท่ีตองการใหเกิดขึ้นในสถานศึกษา

ซึ่งตองกําหนดใหชัดเจน และใหครูทุกคนมองเห็นสภาพความสําเร็จนี้ใหตรงกัน มคี วามเขาใจตรงกัน
เพอ่ื ท่จี ะไดร วมมอื กันพฒั นาใหม งุ ไปสูสภาพความสําเร็จทีก่ าํ หนดนัน้

2. สรา งภาพงานที่ชัดเจนตลอดแนว
ภาพงาน หมายถึง การกําหนดภาระงานที่จะตองวางแผนการดําเนินการใหมุงสูสภาพ

ความสําเร็จท่ีกําหนดไววาจะตองพัฒนาใคร ในเรื่องใด และพัฒนาอยา งไร

ขอบขายของการนิเทศภายในโรงเรยี น

การนิเทศภายในโรงเรียน เปนการนิเทศการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา
ตามขอบขายและภารกิจการบริหารโรงเรียนสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ที่เปนนิติบุคคล ซึ่งอยูในความรับผิดชอบของผูบริหารโรงเรียน เพื่อใหบรรลุภารกิจของโรงเรียน
อยางมปี ระสทิ ธิภาพ ประกอบดว ยงาน 4 ดาน ไดแ ก

1. ดานวิชาการ
งานดานวชิ าการ เปน งานที่เกย่ี วกับการนาํ หลกั สูตรไปใชใ หบรรลตุ ามจดุ หมายของหลกั สูตร

สถานศึกษา ตลอดจนคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคตามทก่ี าํ หนดไวในหลักสูตร ไดแก
1.1 การพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา
1.2 การนําหลักสตู รสถานศึกษาไปใชแ ละการออกแบบการจัดการเรยี นรู
1.3 การสง เสริมและสนับสนนุ ใหครจู ัดทําและใชแ ผนการจดั การเรยี นรู
1.4 การจดั การเรยี นการสอนตามแนวปฏิรูปการเรียนรแู บบบูรณาการ และเนน ทักษะการคดิ
1.5 การจดั หาพฒั นาส่อื และเทคโนโลยที างการศกึ ษา
1.6 การสนับสนุนใหครูผลติ และใชสื่อการเรยี นรู
1.7 การจดั กจิ กรรมเสรมิ หลกั สูตร
1.8 การจัดมมุ หนังสือ หอ งสมุด และแหลง เรยี นรูในสถานศึกษา
1.9 การวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริง
1.10 การสอนซอมเสริม
1.11 การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการศึกษา
1.12 การประกนั คุณภาพการศกึ ษา
1.13 การสง เสรมิ และสนับสนุนใหค รจู ัดทาํ แฟม ขอ มูลนกั เรียนเปน รายบุคคล
1.14 การประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศกึ ษา
1.15 การจดั ศูนยโ สตทศั นปู กรณ
1.16 การจดั บริการแนะแนว

2. ดา นบรหิ ารบุคคล
งานดา นบริหารบุคคล เปนการจัดดาํ เนินการ เพื่อใหบ ุคลากรในสถานศกึ ษาไดรแู ละเขา ใจหนา ท่ี

และความรบั ผิดชอบของตน การติดตามดแู ลชว ยเหลอื ใหป ฏบิ ัติงานท่ไี ดร บั มอบหมายใหป ระสบความสําเร็จ
อยางมีประสิทธิภาพ สรางบรรยากาศในการทํางานใหผูรวมงานทุกคนเกิดความสาํ นึกในหนาที่ที่รับผิดชอบ

13

สรา งความรว มมือรว มใจในการปฏิบตั งิ าน สงเสริมใหบคุ ลากรในสถานศึกษาพัฒนาตนเองใหมีความสามารถ
ในการปฏิบตั งิ านสงู ข้ึน ไดแก

2.1 การวางแผนอตั รากาํ ลังและกาํ หนดตําแหนง
2.2 การกําหนดความตอ งการ หนา ที่และความรับผดิ ชอบของบุคลากร
2.3 การมอบหมายหนาทีแ่ ละความรับผดิ ชอบ
2.4 การปฐมนเิ ทศบุคลากรใหม
2.5 การจดั สวัสดิการ
2.6 การนเิ ทศ ตดิ ตามผลการปฏิบตั ิงาน
2.7 การพฒั นาบุคลากร
2.8 การสงเสรมิ ใหนกั เรียนไดศ ึกษาตอ
2.9 การประเมนิ ผลปฏิบตั ิงาน
2.10 การพิจารณาความดคี วามชอบ
2.11 การกาํ หนดมาตรฐานการปฏบิ ัติงานของบคุ ลากร
2.12 งานวนิ ยั และนิตกิ ร
3. ดา นบรหิ ารท่วั ไป
งานดานบริหารทั่วไปเปนงานท่ีเกี่ยวของกับระบบสํานักงาน ซึ่งมีขอกําหนดกฎเกณฑ
และวิธกี ารท่ีแนนอน ไดแก
3.1 งานธุรการและสารบรรณ
3.2 งานทะเบยี นและรายงาน
3.3 งานขอมลู และสารสนเทศ
3.4 งานจดั ทําแผนปฏิบัติการและการจดั ระบบการศกึ ษา
3.5 งานอาคารสถานที่ สง่ิ แวดลอ ม และความปลอดภยั
3.6 งานประชาสมั พันธ
3.7 งานสวสั ดิการ
3.8 งานพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษา
3.9 งานระเบียบ กฎหมาย กฎกระทรวง และขอปฏบิ ตั ิตา งๆ
3.10 กิจกรรม 5 ส.
4. ดานงบประมาณ
งานดานงบประมาณ เปน งานท่เี กย่ี วขอ งกับระบบการเงินและพสั ดุ ไดแก
4.1 งานงบประมาณ
4.2 งานจดั ทาํ แผนปฏบิ ัตกิ ารประจาํ ป
4.3 งานจัดตั้งและการของบประมาณประจาํ ป
4.4 งานเบกิ จายงบประมาณ
4.5 งานรายงานการใชจา ยเงินงบประมาณประจําป
4.6 การตรวจสอบ ตดิ ตาม และประเมินประสิทธภิ าพการบรหิ ารงบประมาณ
4.7 การบรหิ ารการเงนิ
4.8 การบริหารการบญั ชี
4.9 การบรหิ ารงานพสั ดุ
4.10 ระบบทรพั ยากรและการลงทนุ เพอ่ื การศกึ ษา

14

บทบาทของบุคลากรในการนิเทศ

การสงเสริมใหก ระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนดําเนินไปตามวัตถุประสงคและมีประสิทธิภาพ

บทบาทของบุคลากรในการนิเทศนบั วามีความสําคัญในการทีใ่ ชบ ทบาททีเ่ หมาะสมกบั พฤติกรรมการนเิ ทศ

แบบใด มวี ธิ ีการนเิ ทศตามข้นั ตอนของแตล ะกิจกรรมอยา งไรท่ีจะนเิ ทศ

บุคลากรการนิเทศ หมายถึง ผูบริหารและคณะกรรมการนิเทศของสถานศึกษาแตละแหง

มบี ทบาทและภารกิจสาํ คัญ ดงั น้ี

1. บทบาทในการสงเสริมและจัดใหมีการนิเทศภายในโรงเรียน เพ่ือใหเกิดการพัฒนา

ตนเอง สามารถดําเนนิ งานตามนโยบายไดถ กู ตอง ทําหนา ทน่ี ิเทศภายในโรงเรียนไดอยางสมบูรณ

2. บทบาทในการใชนวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพ่ือพัฒนาศักยภาพครู

โดยเฉพาะ การจดั การเรยี นรใู หดีข้ึน สง เสริมใหมีการใชนวัตกรรม เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ นํามาปรับใช

ใหเหมาะสมกบั ครใู นโรงเรียน

3. บทบาทในการจัดประชุมอบรม มีการจัดประชุมอบรมในรูปแบบตางๆ เชน

การประชุมปฏิบัติการ การสัมมนา อภิปรายกลุม เปนตน นอกจากน้ี ยังตองสงเสริมใหครูมีโอกาส

เขารบั การอบรมในการพฒั นาวิชาชีพ นําทกั ษะความรูมาปฏบิ ัตงิ านไดอ ยางมีประสทิ ธภิ าพ

4. บทบาทในการติดตามประเมินผล ซึ่งจะชวยใหครูพัฒนาศักยภาพไดดีขึ้น

การประเมนิ เพ่อื นําผลท่ไี ดมาปรบั ปรงุ แกไข ใหเกดิ การพัฒนาเชิงสรา งสรรค

5. บทบาทในการใชกลุมโรงเรียน สมาคมวิชาชีพหรือเครือขายเปนแนวทางเพ่ือกอใหเกิด

ประโยชนแกครูในโรงเรียน โดยใชกลุมหรือเครือขายชวยเหลือดวยวิธีการตางๆ เชน การจัดประชุม

ทางวิชาการ การศกึ ษาเอกสาร การศึกษาดงู าน ฯลฯ

6. บทบาทในการสรางครูตนแบบในสาขาวิชาตางๆ ซึ่งจะกอใหเกิดผลในการพัฒนา

และเปน แบบอยา งแกค รูท่วั ไปได

คณะกรรมการดําเนินการนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง บุคลากรที่อยูในโรงเรียน เชน

ผอู าํ นวยการ รองผูอาํ นวยการ ครหู วั หนากลุมงาน ครูหัวหนาระดับชั้น หรือครูหัวหนากลุมสาระการเรียนรู

รวมไปถึงครูที่มีความรูความสามารถ มีความชํานาญ/เชี่ยวชาญ และประสบการณดานวิชาการ

มีความรบั ผิดชอบสงู มนุษยสมั พันธท่ดี ี เปน ท่ยี อมรับของเพ่ือนครู ดังนน้ั คณะกรรมการดําเนินการนิเทศ

ภายในโรงเรียนควรประกอบดวย

1. โรงเรียนขนาดใหญพ เิ ศษ ขนาดใหญ และขนาดกลาง

1.1 ผอู ํานวยการ ประธาน

1.2 รองผูอํานวยการ รองประธาน

1.3 ครหู ัวหนากลุมสาระการเรียนรู กรรมการ

1.4 ครหู ัวหนาระดบั ช้นั กรรมการ

1.5 ครทู ี่ไดรบั คัดเลอื กจากเพื่อนครู กรรมการ

2. โรงเรียนขนาดเล็ก

1.1 ผูอํานวยการ ประธาน

1.2 หวั หนางานวชิ าการ รองประธาน

1.3 ครูทไ่ี ดรบั คัดเลอื กจากเพอื่ นครู กรรมการ

บทบาทของผูนิเทศ ซ่ึงประกอบดวย ผูบริหาร หรือผูท่ีไดรับมอบหมาย ตองมีบทบาทหนาที่

ท่แี ตกตา งกัน เพ่อื ใหก ารนิเทศภายในโรงเรยี นบรรลวุ ัตถุประสงค ดังนี้

15

1. กาํ หนดนโยบายของการนิเทศภายในโรงเรียน เชน สงเสริมใหใชกระบวนการกลุม
ในการทํางานเพือ่ ใหเ กดิ ความสามัคคีในหมูคณะ เปน ตน

2. สงเสริมใหครูมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการนิเทศภายใน และหลักสูตรหรือ
เรอ่ื งสน้ั ๆ ทคี่ รูสว นใหญ มีความตอ งการในการพฒั นา ซง่ึ จะเปน ประโยชนตอการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
ในหนาทีค่ รู ตลอดจนมีเจตคตทิ ีด่ ีตอการนเิ ทศภายในโรงเรียน

3. รวมประชุมวางแผนกับคณะครใู นโรงเรียนเพื่อพัฒนาคณุ ภาพการเรยี นการสอน
4. สนับสนุนดานงบประมาณ วัสดอุ ุปกรณ ตลอดจนขวัญและกาํ ลังใจ
5. กระตนุ ใหครเู กิดการตน่ื ตวั อยเู สมอในดานวชิ าการ
6. ปฏิบตั ิการนเิ ทศภายในโรงเรยี นตามแผนการนิเทศของสถานศึกษา
7. เปดโอกาสใหคณะครูมีสวนรวมในการดําเนินงานนิเทศภายในโรงเรียน และมี
การประเมินตนเอง
8. สรางขวญั และกาํ ลังใจแกผปู ฏิบัติงานดว ยวธิ กี ารตางๆ เชน ยกยองชมเชยในท่ีประชมุ
นําผลสําเร็จของการปฏิบัติงานมาแสดงใหปรากฏแกบุคคลอ่ืน แตงตั้งคณะทํางานตามความถนัด
และเปดโอกาสใหแสดงความสามารถอยา งเต็มที่
9. ตดิ ตามประเมินผล และพัฒนาการดาํ เนนิ การนิเทศภายในโรงเรียน
แนวคดิ ในการปฏบิ ตั ิงานของผูน เิ ทศ
ผูบริหารสถานศึกษา และคณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนควรเขาใจและตระหนัก
เก่ียวกับการนเิ ทศภายในโรงเรยี น ดงั น้ี
1. การเรมิ่ ตน จัดกิจกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนในระยะแรกควรหลีกเลี่ยงกิจกรรม
ท่ตี อ งเผชญิ หนากัน เชน การสังเกตการสอน เพราะเปนเร่ืองละเอียดออน และเกิดความขัดแยงไดงาย
ควรเลือกกิจกรรมที่สรางความคุนเคย เชน การใหคําปรึกษาหารือ การศึกษาเอกสารทางวิชาการ
หรอื การศกึ ษาดูงาน เมือ่ ครคู ุน เคยกบั การนเิ ทศภายในโรงเรยี น และมคี วามพรอ มจงึ ใชกิจกรรมสงั เกตการสอน
2. ความรัก ความสามัคคีในหมูคณะ เปนปจจัยสําคัญท่ีจะชวยใหการนิเทศภายใน
โรงเรยี นประสบความสาํ เรจ็ การใชกระบวนการกลุมดาํ เนินงานจะทาํ ใหไ ดผลดีเปน อยางมาก
3. กิจกรรมท่ีใชในการนิเทศ ควรตอบสนองตอปญหา ซึ่งตองรวมกันพิจารณา
อยา งรอบคอบ โดยผลทเี่ กดิ จากการแกปญหา ใหเ นน การพัฒนาบุคลากรและพัฒนางาน
4. คณะกรรมการนเิ ทศ ควรศึกษาหาความรูและประสบการณ เพอ่ื นาํ มาใชใ นการนิเทศ
ครใู นสถานศกึ ษา
5. สรางศรทั ธาและความเขาใจอนั ดีกบั ผูร ับการนเิ ทศ

บทบาทของผรู บั การนิเทศ

การนเิ ทศภายในโรงเรียนจะประสบผลสําเร็จไดก ็ตอเมื่อผูรับการนิเทศ จะตองใหความรวมมือ
ในการดาํ เนนิ การนเิ ทศ ดังน้ี

1. รวมกิจกรรมในการเก็บรวบรวมขอมลู และการจัดทาํ แผนการนิเทศภายในโรงเรียน
2. นาํ แนวทางท่ไี ดรับจากการนเิ ทศไปแกไ ขปญหาหรอื พฒั นางาน
3. เสนอปญ หาตอผนู เิ ทศ เมอื่ พบปญ หาระหวา งการปฏิบตั งิ านเพ่อื รว มกันหาแนวทางแกไข
4. ใหความรว มมอื ในการประเมินผลการนเิ ทศ

บทที่ 3

แนวทางการดําเนินการนเิ ทศภายในโรงเรยี น

การนเิ ทศภายในโรงเรยี น เปนงานที่ชว ยพัฒนาครูในดา นตางๆ เพ่อื จะใชประโยชนสูงสุดจากทรัพยากร
บคุ ลากรภายในโรงเรยี น รวมท้ังการสรางความรวมมือและการแกไ ขปญ หาการทํางานรวมกัน โดยเฉพาะอยางยิ่ง
ดา นวชิ าการเกีย่ วกบั การเรียนการสอน เพ่อื ใหเปน ไปตามจุดมงุ หมายของการศึกษา บุคลากรภายในโรงเรยี น
ที่สามารถนิเทศไดนอกจากผูบริหารแลวคือ ครทู ี่มีประสบการณ ความรู ความชํานาญ ขึ้นอยูกับจุดมุงหมาย
จํานวนผรู บั การนิเทศ เวลา และทรัพยากรอ่ืนๆ ในการจัดทําโครงการนิเทศนั้น ควรจะไดศึกษาสภาพปจจุบัน
ปญ หาและความตองการในการนิเทศ จัดทาํ แผนการนิเทศ แลวจึงนาํ แผนไปสกู ารปฏิบัติตามจุดมุงหมาย
ทวี่ างไว ควรมกี ารประเมินผลการนเิ ทศเพ่ือนําไปปรบั ปรงุ และพฒั นาการเรยี นการสอน

ในการดําเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนเพื่อใหเกิดผลสําเร็จ ตองอาศัยกระบวนการนิเทศ
และการนิเทศการศึกษา รวมถึงกจิ กรรมการนิเทศหรือเทคนคิ วิธกี ารในการนเิ ทศ ซงึ่ ไดส รุปและรวบรวมไว
เพ่อื เปนประโยชนก บั ผูนิเทศ 4 เรื่อง ดังนี้

1. กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรียน
2. เทคนิควิธีการนเิ ทศภายในโรงเรยี น
3. กิจกรรมการนเิ ทศ
4. มาตรฐานการนเิ ทศภายในโรงเรยี น

กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรียน

กระบวนการนิเทศ มคี วามเชื่อมโยงและเปนกระบวนการท่ีเกี่ยวพันกันกับกระบวนการนิเทศการศึกษา
ซึ่งการดําเนินการในการนิเทศใหไดรับความสําเร็จ ส่ิงสําคัญในการจัดการนิเทศการศึกษาก็คือ
จะดําเนินการอยางไรจึงจะทําใหประสบผลสําเร็จตามเปาหมายที่ไดวางไว ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน
ทางการนิเทศการศึกษาเรยี กไดอกี อยางหนง่ึ วา “กระบวนการนเิ ทศ” เน่ืองจากกระบวนการเปน เทคนิควิธี
ในการทาํ งาน ดงั นน้ั กระบวนการทํางานของแตละบคุ คลยอ มจะมีความแตกตา งกันไปบาง

นักการศกึ ษาไดกําหนดกระบวนการนิเทศการศกึ ษาไวหลายรูปแบบใหยึดเปนหลักในการปฏิบัติ
เชน

1. กระบวนการนเิ ทศของแฮริส (Harris) แฮริส ไดกําหนดข้ันตอนของกระบวนการนิเทศ
การศกึ ษาไว 5 ขน้ั ตอน ดงั นี้

1.1 ข้นั วางแผน (Planning) ไดแ ก การคิด การต้ังวัตถุประสงค การคาดการณลวงหนา
การกาํ หนดตารางงาน การคนหาวธิ ปี ฏิบัติงาน และการวางโปรแกรมงาน

1.2 ข้ันการจัดโครงการ (Organizing) ไดแก การต้ังเกณฑมาตรฐาน การรวบรวม
ทรพั ยากรที่มีอยูท้ังคนและวัสดุอุปกรณ ความสัมพันธแตละข้ัน การมอบหมายงาน การประสานงาน
การกระจายอํานาจตามหนาที่ โครงสรางขององคก าร และการพัฒนานโยบาย

1.3 ข้ันการนําเขาสูการปฏิบัติ (Leading) ไดแก การตัดสินใจ การเลือกสรรบุคคล
การเรา จูงใจใหม ีกาํ ลังใจคดิ รเิ ร่มิ อะไรใหมๆ การสาธติ การจงู ใจ และใหคาํ แนะนาํ การสือ่ สาร การกระตุน
สงเสรมิ กําลงั ใจ การแนะนาํ นวัตกรรมใหมๆ และใหค วามสะดวกในการทํางาน

1.4 ข้ันการควบคุม (Controlling) ไดแก การส่ังการ การใหรางวัล การลงโทษ การใหโอกาส
การตาํ หนิ การไลออก และการบังคับใหกระทาํ ตาม

17

1.5 ขั้นประเมินผล (Appraising) ไดแ ก การตัดสนิ การปฏบิ ตั งิ าน การวิจัย และการวดั ผล
การปฏิบตั ิงาน กิจกรรมท่ีสําคัญ คือ พิจารณาผลงานในเชิงปฏิบัติวาไดผลมากนอยเพียงใด และวัดผล
ดว ยการประเมินอยางมแี บบแผน มคี วามเทีย่ งตรง ทั้งนี้ ควรจะมกี ารวิจยั ดวย

ตอมาแฮริสไดพัฒนาใหมีความสมบูรณเหมะสมกับการนิเทศมากขึ้น โดยเนนการวางแผน
ปฏบิ ัติงานมากกวา การควบคุมงาน ทําใหม ขี นั้ ตอนเพิม่ ขนึ้ เปน 6 ขั้นตอน ดังนี้

1. ประเมินสภาพการทํางาน (Assessing) เปนกระบวนการศึกษาถึงสถานภาพตางๆ
รวมท้งั ขอมลู ทจี่ ําเปน เพือ่ จะนํามาเปน ตวั กาํ หนดถึงความตองการจาํ เปน เพ่ือกอ ใหเกิดความเปล่ียนแปลง
ซ่งึ ประกอบดว ยงานตอไปนี้ คือ

1.1 วิเคราะหขอมูลโดยการศึกษาหรือพิจารณาธรรมชาติ และความสัมพันธ
ของสงิ่ ตางๆ

1.2 สังเกตส่งิ ตา งๆ ดวยความรอบคอบถถี่ วน
1.3 ทบทวนและตรวจสอบสิ่งตา งๆ ดว ยความระมัดระวงั
1.4 วดั พฤติกรรมการทํางาน
1.5 เปรียบเทยี บพฤตกิ รรมการทํางาน
2. จัดลําดับความสําคัญของงาน (Prioritizing) เปนกระบวนการกําหนดเปาหมาย
จดุ ประสงค และกจิ กรรมตางๆ ตามลําดับความสําคญั จะประกอบดวยงานตอไปนี้ คอื
2.1 กําหนดเปาหมาย
2.2 ระบจุ ุดประสงคในการทํางาน
2.3 กําหนดทางเลือก
2.4 จดั ลําดับความสาํ คญั
3. ออกแบบการทํางาน (Designing) เปน กระบวนการวางแผนหรอื กําหนดโครงการตางๆ
เพื่อกอใหเกิดการเปลย่ี นแปลงโดยประกอบดว ยงานตอไปนี้ คือ
3.1 จัดสายงานใหส วนประกอบตางๆ มคี วามสัมพันธก นั
3.2 หาวธิ ีการนาํ เอาทฤษฎหี รอื แนวคดิ ไปสกู ารปฏิบัติ
3.3 เตรียมการตา งๆ ใหพรอมทจ่ี ะทํางาน
3.4 จดั ระบบการทํางาน
3.5 กําหนดแผนในการทาํ งาน
4. จดั สรรทรัพยากร (Allocating Resources) เปน กระบวนการกําหนดทรัพยากรตางๆ
ใหเ กดิ ประโยชนสงู สดุ ในการทาํ งาน ซึ่งประกอบดวยงานตอไปนี้ คอื
4.1 กาํ หนดทรัพยากรทีต่ อ งใชต ามความตองการของหนวยงานตางๆ
4.2 จดั สรรทรัพยากรไปใหห นวยงานตา งๆ
4.3 กาํ หนดทรพั ยากรทจี่ าํ เปน จะตอ งใชส าํ หรบั จุดมงุ หมายบางประการ
4.4 มอบหมายบุคลากรใหทํางานในแตล ะโครงการหรอื แตละเปาหมาย
5. ประสานงาน (Coordinating) เปนกระบวนการท่ีเก่ียวของกับคน เวลา วัสดุอุปกรณ
และส่ิงอํานวยความสะดวกทุกๆ อยาง เพ่ือจะใหการเปล่ียนแปลงบรรลุผลสําเร็จงานในกระบวนการ
ประสานงาน ไดแ ก
5.1 ประสานการปฏบิ ัติงานในฝา ยตา งๆ ใหด ําเนินงานไปดวยกนั ดว ยความราบรน่ื
5.2 สรา งความกลมกลนื และความพรอ มเพยี งกัน
5.3 ปรบั การทํางานในสวนตางๆ ใหมีประสิทธภิ าพใหมากทส่ี ุด

18

5.4 กาํ หนดเวลาในการทํางานในแตล ะชว ง
5.5 สรา งความสัมพนั ธใหเ กิดขึ้น
6. นาํ การทํางาน (Directing) เปน กระบวนการทีมีอิทธิพลตอการปฏิบัติงาน เพ่ือใหเกิด
สภาพที่เหมาะสมอันจะสามารถบรรลผุ ลแหง การเปลี่ยนแปลงใหมากทส่ี ุด ซึง่ ไดแก
6.1 การแตง ต้ังบคุ ลากร
6.2 กําหนดแนวทางหรอื กฎเกณฑใ นการทาํ งาน
6.3 กาํ หนดระเบยี บแบบแผนเกย่ี วกับเวลา ปริมาณหรอื อัตราเร็วในการทํางาน
6.4 แนะนําและปฏิบตั ิงาน
6.5 ชีแ้ จงกระบวนการทาํ งาน
6.6 ตัดสินใจเกยี่ วกับทางเลอื กในการปฏบิ ตั ิงาน (ปรียาพร วงศอนุตรโรจน, 2548:
41 – 43)
2. กระบวนการนิเทศการศึกษาของแอลเลน (Allen) (อางถึงใน สงัด อทุ รานนั ท 2530: 76 – 79)
ประกอบดวยกระบวนการหลกั 5 กระบวนการ ท่เี รยี กวา “POLCA” คือ
2.1 กระบวนการวางแผน (Planning Processes) เปนกระบวนการในวางแผนโดยคิดถึง
สิ่งที่จะทําวามีอะไรบาง กําหนดแผนงานวาจะทําสิ่งไหน เม่ือไหร กําหนดจุดประสงคในการทํางาน
คาดคะเนผลทีจ่ ะเกดิ จากการทาํ งาน พัฒนากระบวนการทาํ งาน และวางแผนในการทาํ งาน
2.2 กระบวนการจดั สายงาน (Organizing Processes) เปน กระบวนการจัดสายงานหรือ
จัดบุคลากรตางๆ เพ่อื ทาํ งานตามแผนงานทีว่ างไว โดยกาํ หนดเกณฑม าตรฐานในการทํางาน ประสานงาน
กับบุคลากรตางๆ ท่ีจะปฏิบัติงาน จัดสรรทรัพยากรตางๆ สําหรับการดําเนินงาน มอบหมายงานให
บคุ ลากรฝายตางๆ จัดใหม ีการประสานงานสมั พนั ธกนั ระหวา งผูท ํางาน จัดทําโครงสรางในการปฏิบัติงาน
จัดทาํ ภาระหนา ทีข่ องบคุ ลากร และพัฒนานโยบายในการทาํ งาน
2.3 กระบวนการนํา (Leading Processes) เปน กระบวนการนําบุคลากรตางๆ ใหทํางานน้ัน
ประกอบดว ยการตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั สง่ิ ตา งๆ ใหคําปรึกษาแนะนํา สรางนวตั กรรมในการทํางาน ทําการส่ือสาร
เพือ่ ความเขา ใจในคณะทํางาน สรางแรงจูงใจในการทาํ งาน เรา ความสนใจในการทํางาน อํานวยความสะดวก
ในการทาํ งาน รเิ ร่มิ การทํางาน แนะนําการทํางาน แสดงตัวอยางในการทํางาน บอกข้ันตอนการทํางาน
และสาธติ การทํางาน
2.4 กระบวนการควบคุม (Controlling Processes) เปนกระบวนการในการควบคุม
ประกอบดว ย การชวยแกไ ขการทํางานที่ไมถูกตอ ง การวา กลาวตกั เตอื นในสงิ่ ทผ่ี ิดพลาด การกระตุนใหท าํ งาน
การปลดคนทไ่ี มม คี ุณภาพใหออกจากงาน การสรางกฎเกณฑในการทํางาน และการลงโทษผูกระทาํ ผิด
2.5 กระบวนการประเมินผลการทาํ งาน (Assessing Processes) ประกอบดวย การพจิ ารณา
ตดั สนิ เก่ยี วกบั การปฏบิ ัตงิ าน การวัดและประเมนิ พฤติกรรมในการทํางาน และการวิจัยผลการปฏิบัติงาน
3. กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ของสงัด อุทรานันท (อางใน วัชรา เลาเรียนดี 2550:
25 – 26)
ดร. สงัด อทุ รานนั ท ไดกลาวสรุปไววากระบวนการนิเทศการศึกษา มี 5 ข้ันตอน ในการดําเนินการ
คอื ขัน้ ที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P) ขั้นท่ี 2 ใหค วามรู ความเขาใจในการทาํ งาน (Informing-I)
ขนั้ ท่ี 3 ลงมือปฏิบตั งิ าน (Doing-D) ขัน้ ที่ 4 สรางเสรมิ กําลังใจ (Reinforcing-R) ข้ันท่ี 5 ประเมินการนิเทศ
(Evaluating-E)

19

กระบวนการนเิ ทศการศกึ ษา

ในกรณีที่ทาํ แลวไดผลดี

(ขั้น 3.2)

ใหก ารนิเทศ

และควบคมุ
คณุ ภาพ

(ขั้น 1) (ข้ัน 2) (ข้ัน 3.1) (ข้นั 4) (ขั้น 5)

วางแผน ใหความรใู น ดําเนินการ ทะนบุ ํารุง ประเมินผล
การนเิ ทศ ส่งิ ทีจ่ ะทาํ ปฏบิ ัติงาน ขวัญ E
R
P I D

บริการ
สนบั สนนุ

(ขนั้ 3.3)

ในกรณที ่ีทํายังมคี ณุ ภาพไมถ งึ ข้ัน ปรบั ปรุงแกไข
ในกรณที ีท่ าํ ยังไมไดผล

จากรูปแบบกระบวนการนิเทศ มีรายละเอียดในการดําเนินการอยางเปนข้ันตอนและ
ตอเน่ืองกนั ดงั น้ี คือ

ขนั้ ท่ี 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P) เปนขัน้ ทีผ่ ูบรหิ ารผนู ิเทศและผรู บั การนเิ ทศจะทํา

การประชุมปรึกษาหารือเพื่อใหไดมาซึ่งปญหาและความตองการจําเปนที่จะตองมีการนิเทศ รวมท้ัง
วางแผนถงึ ขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ านเกยี่ วกับการนเิ ทศทีจ่ ะจัดขึ้นอีกดว ย

ขน้ั ที่ 2 ใหค วามรใู นสงิ่ ท่ีจะทาํ (Informing-I) เปนขน้ั ตอนของการใหความรูความเขาใจถึง
ส่งิ ท่ีจะดาํ เนนิ งานวาจะตอ งอาศยั ความรคู วามสามารถอยางไรบา ง จะมีข้ันตอนในการดําเนินการอยางไร
และจะทาํ อยางไรจงึ จะทําใหไ ดผ ลงานออกมาอยา งมคี ณุ ภาพ ขน้ั นจี้ ําเปนทุกครง้ั สําหรับการเริ่มการนิเทศ
ท่ีจัดข้ึนใหมไมวาจะเปนเร่ืองใดก็ตาม และก็มคี วามจําเปนสําหรับงานนิเทศที่ยังไมไดผล หรือไดผล

ไมถ ึงขน้ั ทพ่ี อใจซ่ึงจําเปนจะตองทาํ การทบทวนใหความรใู นการปฏิบัตงิ านทถ่ี ูกตองอีกครัง้ หน่ึง
ขั้นท่ี 3 การปฏบิ ัตงิ าน (Doing -D) ประกอบดวยงานใน 3 ลักษณะ คอื
3.1 การปฏิบัติงานของผูรับนิเทศเปนข้ันท่ีผูรับการนิเทศลงมือปฏิบัติงานตาม

ความรูความสามารถทไ่ี ดร ับมาจากดาํ เนินการในขน้ั ที่ 2
3.2 การปฏิบัติงานของผูใหการนิเทศ ขั้นนี้ผูใหการนิเทศจะทําการนิเทศและ

ควบคมุ คณุ ภาพใหง านสาํ เรจ็ ออกมาทนั ตามกาํ หนดเวลาและมีคณุ ภาพสงู
3.3 การปฏบิ ตั งิ านของผสู นบั สนุนการนิเทศ ผูบริหารก็จะใหบริการสนับสนุนใน

เร่อื งวัสดุ อุปกรณ ตลอดจนเคร่อื งใชต า งๆ ท่จี ะชว ยใหการปฏบิ ตั งิ านเปนไปอยางไดผล
ขั้นที่ 4 การสรางขวัญและกําลังใจ (Reinforcing-R) ข้ันน้ีเปนขั้นของการเสริมกําลังใจ

ของผูบริหารเพื่อใหผูรับการนิเทศมีความมนั่ ใจและบังเกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานขั้นน้ี อาจจะ
ดาํ เนนิ การไปพรอมๆ กนั กบั ผูทร่ี บั การนเิ ทศกาํ ลังปฏิบัตงิ านหรือการปฏบิ ตั งิ านไดเสรจ็ สิ้นลงไปแลวกไ็ ด

20

ขั้นที่ 5 ประเมินผลผลติ ของการดําเนนิ งาน (Evaluating-E) เปน ขั้นทผี่ ูนิเทศทาํ การประเมนิ ผล

การดาํ เนินการซ่ึงผานไปแลววาเปนอยางไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศ หากพบวามีปญหาหรือ
อุปสรรคอยางหนึ่งอยางใดท่ีทําใหการดําเนินงานไมไดผลก็สมควรจะตองทําการปรับปรุงแกไข
ซึง่ การปรบั ปรงุ แกไ ขอาจจะทําไดโดยการใหความรใู นสิง่ ทที่ าํ ใหมอ กี คร้ังหนึง่ สําหรับกรณที ีผ่ ลงานออกมา
ยงั ไมถงึ ข้นั ทพี่ อใจ หรือดําเนินการปรับปรุงการดําเนินงานท้ังหมด สําหรับกรณีการดําเนินงานไมไดผ ล
และถาหากการประเมินผล พบวา ประสบผลสําเร็จตามท่ไี ดต งั้ ไวห ากจะไดด ําเนินการนิเทศตอไปก็สามารถ
ทาํ ไปไดเลยโดยไมต องใหความรูในเรือ่ งน้นั อกี

การดําเนินการนิเทศตามวฏั จกั รน้ีจะเปน ไปอยา งตอเน่ืองและไมหยุดนิ่งจนกวาจะบรรลผุ ล
ตามจดุ มุงหมายทวี่ างไว หรือพฒั นาผูรับการนิเทศใหเปนไปตามตองการหากบรรลุสําเร็จตามจุดมุงหมาย
แลว ตองการจะหยุดกระบวนการทํางานก็ถือวาการนิเทศไดส ้ินสุดลง หากตองการเร่ิมนิเทศในส่ิงใหม

หรือตงั้ เปา หมายใหม กจ็ ะตองดาํ เนนิ การต้งั แตเ ริ่มแรกอกี ดงั แสดงใหเหน็ ความตอเนือ่ งของกระบวนการ
นเิ ทศการศกึ ษาในภาพดังตอไปนี้

ความตอ เนอ่ื งของกระบวนการนิเทศการศกึ ษาในเรอื่ งตา งๆ

เรอ่ื งท่ี 1 เรือ่ งท่ี 2

P I DRE เรอ่ื งที่ 3

P I DRE P

4. กระบวนการนเิ ทศแบบ PDCA
กระบวนการนิเทศการศึกษาของหนวยศกึ ษานเิ ทศก กรมสามัญศึกษา (หนวยศึกษานิเทศก

กรมสามัญศึกษา จังหวัดสุราษฎรธานี, 2545: 15 – 16) ไดใชกระบวนการ PDCA ในการดําเนินการ
มขี ั้นตอนของการวางแผนการนิเทศทสี่ าํ คัญ ดังน้ี

ข้นั ตอนที่ 1 ดําเนินการวางแผน เปนขั้นเตรียมการนิเทศโดยศึกษาขอมูลสารสนเทศ
ประมวลสภาพปญ หาและความตองการในการพัฒนาการศึกษา กําหนดจุดมุงหมายการนิเทศ จัดทําแผน
การนเิ ทศ กาํ หนดเนือ้ หาการนิเทศ ออกแบบการนิเทศ ส่อื นเิ ทศ จัดเตรียมเคร่อื งมอื นิเทศ กําหนดกรอบ
การประเมิน วิธีการติดตามและการรายงานผลการนิเทศ และขออนุมัตโิ ครงการ งบประมาณ

ข้นั ตอนท่ี 2 ดําเนนิ การตามแผนนเิ ทศ โดยประชมุ เพ่อื ทบทวนจุดมุง หมายการนิเทศ แบงหนาท่ี
ภารงานในการนิเทศ ประสานงานบุคคลที่เกี่ยวของ และนิเทศตามแผนดวยรูปแบบ เทคนิค วิธีการ
ที่กําหนด

ขัน้ ตอนท่ี 3 ดําเนินการตรวจสอบและประเมินผล เพ่ือประเมินผลการปฏิบัติงานวาเปนไป
ตามจุดมุงหมายหรอื ไม และมีสภาพการจัดการเรยี นการสอนทีค่ รูปฏิบตั ิจริง ปญ หา อุปสรรค ทีเ่ ปนขอ มูล

สารสนเทศทตี่ อ งตรวจสอบดูใหม แลวปรบั ปรุงการนเิ ทศตอไป

21

ข้ันตอนที่ 4 การนาํ ผลการประเมินมาปรบั ปรุง เมือ่ ส้นิ สดุ ผลการนิเทศแตล ะครัง้ ควรรายงานผล

ใหผูบังคับบัญชาทราบโดยทาํ เปนบนั ทกึ ขอความ หรือแบบรายงานทกี่ าํ หนดไวในหัวขอ ประเดน็ ตางๆ เชน
ผูนิเทศ ผูรับการนิเทศ วันเดือนปที่นิเทศ กิจกรรมท่ีนิเทศ เน้ือหาสาระที่นิเทศ การประเมินผลของ
ผรู บั การนิเทศ และขอควรพัฒนา

กระบวนการนิเทศการศึกษา ไดใชกระบวนการ PDCA ในการดําเนินการมีขั้นตอนของ
การวางแผนการนเิ ทศเปน สวนสําคญั ดังนี้

ผลการประเมินคณุ ภาพการศึกษา

จัดระบบขอมลู สารสนเทศ ปญ หาการดาํ เนนิ การนิเทศ

กาํ หนดจดุ พัฒนาการนิเทศ ความตองการในการพัฒนา

จดั ทาํ แผนการนิเทศ นโยบายจากหนวยงานเจาสังกดั

จดั ทาํ โครงการนเิ ทศ พ.ร.บ.การศึกษาแหง ชาติ

การวางแผน การปฏิบตั ิงาน
(Plan) ตามแผน (Do)

กระบวนการนิเทศภายใน
สถานศกึ ษา

การนําผลการประเมนิ การตรวจสอบและ
มาปรบั ปรุง (Action) ประเมนิ ผล (Check)

จดั ทาํ รายงานผลการนเิ ทศ วเิ คราะหขอมลู
เสนอผลการนิเทศและเผยแพร เสนอผลงาน
พฒั นาตอ เนอ่ื ง

จากกรอบแนวคิดการดําเนินงานในการวางแผนการนิเทศการศึกษา กําหนดเปนขั้นตอน
ท่นี าํ ไปใชในการดาํ เนนิ งานนเิ ทศภายในโรงเรียน

5. กระบวนการนิเทศเชงิ ระบบ (System Approach)

สาํ นักงานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2555: 6 – 17) ไดใช

กระบวนการเชิงระบบท่ีทําใหการนิเทศบรรลุผลสําเร็จอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตอผลลพั ธ
ที่กําหนดอยูบนพื้นฐานหลักการความตองการเปนรูปแบบหนึ่งของการแกปญหาเชิงตรรถวิทยา
ซ่ึงประกอบดวย ส่ิงท่ีปอนเขาไป (Input) กระบวนการหรือการดําเนินงาน (Process) ผลผลิตหรือการ

ประเมินผล (Output) ในการดําเนนิ งานนิเทศภายใน ดงั น้ี

22

5.1 สิ่งที่ปอนเขาไป (Input) เปนขั้นตอนการเตรียมการส่ิงตางๆ ที่จําเปนตองใชใน
กระบวนการนิเทศภายใน ดงั นี้

5.1.1 กําหนดเกณฑในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยวิธีวิเคราะห
ตีความตามนโยบายของหนวยงานตนสังกัดตามลําดับ กําหนดเกณฑ (ระดับ) ของพฤติกรรมขั้นตํ่าท่ี
บรรลุเปา หมาย

5.1.2 สภาพปจ จบุ นั อาจสรปุ จากขอมูลทมี่ อี ยู เชน ผลการเรยี น หรอื โดยการสรา ง
เครื่องมือวดั ตามประเดน็ และนาํ มากาํ หนดเปน เกณฑ เกบ็ รวบรวมขอ มลู จากกลมุ ตัวอยา งตา งๆ ทีเ่ หมาะสม

5.1.3 ประเมนิ สภาพความตองการจาํ เปนของสถานศกึ ษา โดยเปรียบเทียบขอมูล
สถานศึกษากบั เกณฑจ ดั ลําดบั ความสาํ คญั ของปญหาและวเิ คราะหส าเหตุของปญหา

5.1.4 กาํ หนดเปาหมายเพ่อื แกปญหาโดยศึกษาจากแหลงวิทยาการตางๆ ศึกษา
ขอจาํ กดั ตางๆ เพอื่ กาํ หนดเปนเปาหมาย (นโยบายระดับสถานศกึ ษา)ทงั้ ดา นคุณภาพ/ดา นปรมิ าณ

5.1.5 วางแผนการแกปญหา (หาทางเลือก) ศึกษาสภาพปญหาและศึกษาวิธกี าร
แกปญหาจากแหลง ตา งๆ เชน จากเอกสารการศึกษาดูงาน การเชิญวิทยากร การเชิญผูเช่ียวชาญ หรือ
การระดมพลังสมอง เพ่ือหาทางเลือกและประเมนิ ทางเลอื กโดยพจิ ารณาจากทรัพยากรและขอ จํากดั ตางๆ
และเลือกทางเลือกท่ีเหมาะสมที่สุด เชน การวิจัย ผลิตส่ือการจัดอบรมใหกําหนดกิจกรรม และ
ทาํ แผนปฏบิ ตั กิ าร (เขยี นโครงการ)

5.2 กระบวนการหรอื การดาํ เนนิ งาน (Process)
เปนการนําเอาส่ิงท่ีปอนเขาไปมาจัดกระทํา เพื่อใหเกิดผลบรรลุตามวัตถุประสงค

ที่ตองการและดําเนินการตามแผน โดยการประชุมคณะทํางาน ดําเนินการนิเทศตามแผน ติดตาม
และประเมนิ ตามแผนท่ีไดดําเนินการ

5.3 ผลผลิตหรือการประเมินผล (Output)
เปนผลท่ีไดจากการกระทําในขั้นที่สอง เปนสภาพการดําเนินงานของสถานศึกษา

ท้ังเชงิ ปรมิ าณ เชิงคณุ ภาพ สภาพปญ หา และแนวทางการพัฒนาปรบั ปรงุ ใหมีคณุ ภาพ
การติดตามและประเมินผลไดกําหนดเครื่องมือในการติดตามและประเมินผลตาม

เกณฑเคร่ืองมอื ในการติดตามและประเมินผลกระบวนการและกําหนดกระบวนการในการติดตามและ
ประเมินผล

นอกจากน้ี กศน. ไดแบงการนิเทศเปน 2 ลักษณะ คือ การนิเทศภายนอก (External Supervision)
และการนเิ ทศภายใน (Internal Supervision) ซ่ึงเปนการนิเทศโดยบุคลากรที่อยูในหนวยงานเดียวกัน
เปนการมองงานและพัฒนางานโดยผูรวมปฏิบัติงานดวยกัน ซึ่งสามารถชวยแกปญหาเฉพาะหนา
ไดท ันทวงที และสามารถพัฒนางานใหด ีขน้ึ เพราะไดร บั ความชว ยเหลอื จากผูบริหาร ลดชองวางระหวาง
ผบู รหิ ารและผปู ฏิบตั งิ านได

กระบวนการนิเทศ มีขั้นตอนทสี่ าํ คญั ดังนี้
1. ศึกษาสภาพปญหาหรือศึกษาหาความจาํ เปน ของการนเิ ทศ
2. วางแผนการนิเทศ
3. เตรยี มการนเิ ทศ
4. ปฏบิ ัตกิ ารนิเทศ
5. ประเมินผลและปรับปรุงการนเิ ทศ
6. รายงานผลการนเิ ทศ

23

1. การหาความตองการและความจาํ เปนของการนิเทศ
ผูบ ริหารหรอื ผนู ิเทศภายในมักจะถามตนเองวา ทาํ ไมจงึ ตอ งนิเทศงานนัน้ ๆ เรามกั จะได

คําตอบวา เพราะงานนั้นยังมีปญหาอุปสรรคในการดําเนินงาน หรือการจัดการเรียนการสอนยังไมมี
ประสิทธิภาพ ผูนิเทศอาจศึกษาจากรายงานการปฏิบัติงาน หรือผลการเรียนของนักศึกษา หรือจาก
การสํารวจ ติดตาม สมั ภาษณ ทําใหเราสามารถทราบวาจะวางแผนแกปญหาหรอื พัฒนางานไดอ ยา งไร

2. การวางแผนการนเิ ทศ
ผลจากการศึกษาปญหาขางตน ทําใหเราตองวางแผนแกปญหาหรอื พัฒนางานนั้นๆ

โดยการวางแผนการนิเทศรวมกับผูบ รหิ ารและผนู ิเทศภายใน โดยมจี ุดประสงคการกาํ หนดแผนการทํางาน
วิธกี าร เครอื่ งมือ สอื่ การประสานงานบุคคลทเ่ี กี่ยวขอ ง การจดั สรรงบประมาณ และการประเมนิ ผล

การวางแผนการนเิ ทศเปนการเตรียมการเพื่อปฏิบัติการนิเทศอยางมีระบบ แผนการ
นิเทศเปนแผนพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะแผนนิเทศดวยการเรียนการสอน ซ่ึงจะสงผลตอการพัฒนา
คณุ ภาพการจัดกจิ กรรมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย แผนนิเทศท่ดี ีตอ งประกอบดวย

2.1 การสาํ รวจสภาพปญหาและความตอ งการของการนเิ ทศ
2.2 การวางแผนการนเิ ทศ
2.3 สรา ง/เลอื กเครือ่ งมอื และเทคนคิ การนิเทศ
2.4 การปฏบิ ตั ติ ามแผน
2.5 การสรุปรายงานผลการนเิ ทศ
3. การเตรยี มการนิเทศ
การเตรียมการนิเทศเพ่ือสามารถปฏิบัติการนิเทศใหบรรลุเปาหมายโดยเตรียมการ
อนุมัติโครงการ งบประมาณ การประสานงานบุคคลที่เกี่ยวของ กําหนดเน้ือหาในการนิเทศ จัดเตรยี ม
เคร่อื งมือ/ส่อื นิเทศ วธิ กี ารนเิ ทศ วธิ ีการติดตามผลและการรายงานผลการนเิ ทศ
4. การปฏบิ ตั ิการนเิ ทศ
ในการนิเทศเราสามารถใชห ลายๆ วิธีตามความเหมาะสม แตเราก็ควรวางแผนวิธกี าร
นเิ ทศใหส อดคลอ งกับวตั ถุประสงคที่วางไว
5. การประเมนิ ผลและปรับปรุงการนเิ ทศ
เมื่อปฏิบัติการนิเทศแลวควรจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานวาเปนไปตาม
วัตถปุ ระสงคหรอื ไมผ ลการนิเทศเปนอยา งไร หากมีปญหาคงตองตรวจสอบดูใหม แลวปรับปรุงการนิเทศ
และประเมินผลอกี ครัง้ เมื่อพอใจแลว จึงถือวา การนเิ ทศนัน้ ประสบผลสําเร็จ
6. การรายงานผลการนิเทศ
เมือ่ ส้ินสดุ ผลการนิเทศแตละครั้ง ควรรายงานผลใหผูบังคับบัญชาทราบ โดยทําเปน
บันทกึ ขอ ความ หรอื แบบรายงาน ทก่ี าํ หนดไวใ นหัวขอ ประเดน็ ตา งๆ เชน
- ผูน ิเทศ (ใครคอื ผูนิเทศ)
- ผรู บั การนิเทศ
- วันเดอื นปท ีน่ ิเทศ
- กิจกรรมทีน่ ิเทศ
- เนือ้ หาสาระทีน่ ิเทศ
- การประเมนิ ผลของผูร บั การนิเทศ

24

6. กระบวนการนิเทศภายในโรงเรยี น ของ ดร.วชั รา เลาเรียนดี
ดร.วชั รา เลาเรียนดี (2550: 27 – 28) ไดเสนอกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนในการปรับปรุง

และพัฒนาการจัดการเรยี นการสอนในชัน้ เรียนโดยตรง ดังน้ี
6.1 วางแผนรว มกันระหวางผนู เิ ทศและผูรบั การนเิ ทศ (ครูหรอื คณะคร)ู
6.2 เลือกประเด็นหรือเรอื่ งท่สี นใจจะปรบั ปรุงพฒั นา
6.3 นําเสนอโครงการพัฒนาและขั้นตอนการปฏิบัติใหผูบริหารโรงเรียนไดรับทราบ

และขออนุมัตกิ ารดําเนนิ การ
6.4 ใหความรูหรอื แสวงหาความรูจากเอกสารตางๆ และการจัดฝกอบรมเชิงปฏิบัติการ

เก่ียวกับเทคนิคการสังเกตการณสอนในช้ันเรียน และความรูเก่ียวกับวิธีสอนและนวัตกรรมใหมๆ
ท่นี า สนใจ

6.5 จัดทําแผนการนิเทศ กําหนด วัน เวลา ที่จะสังเกตการสอน ประชุมปรึกษาหารือ
เพอื่ การแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ และประสบการณ

6.6 ดําเนินการตามแผนโดยครแู ละผนู เิ ทศ (แผนการจัดการเรยี นรแู ละแผนการนิเทศ)
6.7 สรปุ และประเมนิ ผลการปรบั ปรุงและพฒั นารายงานผลสําเร็จ
สรปุ ไดว า กระบวนการนิเทศภายในตองดาํ เนินการอยางเปนระบบ มีข้ันตอนในการดําเนินการ
ทีช่ ัดเจนและตอ เน่อื งสมั พันธกัน โดยมขี นั้ ตอนที่สําคัญอยู 4 ข้ันตอน ไดแก
1. การศึกษาสภาพปจ จบุ นั ปญ หา และความตองการในการนิเทศ สภาพทเ่ี ปน จริงตามตัวบงชี้
ดา นตา งๆ ของโรงเรียนขณะน้ัน มีการศกึ ษาวิเคราะหขอ มูลตวั บง ชค้ี ณุ ภาพตา งๆ ตามเกณฑมาตรฐานต่ํา
ท่ีสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติกําหนด มีการสํารวจและประเมินความตองการ
ของครู จัดลําดับความสําคัญของปญหาและความตองการ ตลอดจนวิเคราะหสาเหตุของปญหาและ
จัดลําดบั ความสาํ คัญของสาเหตุ กําหนดทางเลอื กในการแกปญ หา และการดําเนินการตามความตองการ
2. การวางแผนการนเิ ทศ เปนการนําขอมลู ผลการวิเคราะหสภาพปจจุบัน ปญหา สาเหตุของปญหา
และความตอ งการ มากาํ หนดกิจกรรมและแนวทางการปฏบิ ัตงิ านนิเทศ การวางแผนนเิ ทศภายในโรงเรยี น
เปนขน้ั ตอนทนี่ าํ เอาทางเลือกที่จะดําเนนิ การมารวมกันกําหนดรายละเอียดกจิ กรรม และจัดลาํ ดับขนั้ ตอน
การปฏิบตั ิ เขียนเปน โครงการนเิ ทศภายในโรงเรียน
3. การปฏิบัตกิ ารนเิ ทศ เปน การดําเนนิ การนเิ ทศตามกจิ กรรมทก่ี ําหนดในโครงการนิเทศภายใน
โรงเรยี น ในการปฏบิ ัติการนิเทศภายในโรงเรียน ผูบริหารโรงเรียนหรือผูนิเทศจะตองนําหลักการนิเทศ
เทคนิค ทักษะ สื่อ กิจกรรม และเคร่ืองมือนิเทศไปใชใหเหมาะสมกับสถานการณและบุคลากรผูรบั การนิเทศ
เพอ่ื ใหการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการนเิ ทศภายในโรงเรียนดําเนินการไปดวยความเรยี บรอย ผบู รหิ าร และผนู เิ ทศ
ควรเตรียมความพรอมกอนการนิเทศแลว จึงปฏิบัติการนเิ ทศเพ่ือเสริมแรงใหกําลังใจ รับทราบปญหา
ความตองการของผูรบั การนเิ ทศแลวนําปญหาความตอ งการนนั้ มาพิจารณาหาทางชว ยเหลือสนบั สนนุ
4. การประเมนิ ผล เปน การตรวจสอบความสาํ เร็จของโครงการกับวัตถุประสงคและเปาหมาย
ท่ีวางไว มกี ารประเมนิ ผลสมั ฤทธ์ขิ องโครงการ ประเมินความคิดเพื่อทราบความพึงพอใจของผูรับการนิเทศ
ประเมินกระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น สรปุ รวมผลการประเมินเพื่อใชเปนขอมูลสําหรับการปรับปรุง
การปฏิบตั งิ านในโอกาสตอ ไป
ดงั น้ัน กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น จะตองประกอบดวย การวางแผนรวมกัน การจัดทําโครงการ
ตามประเด็นปญหา และความสนใจท่ีจะพัฒนาการดําเนินงานตามแผน การติดตามผล หรือแนะนํา
และการตรวจสอบประเมินผลการนเิ ทศ โดยไมไ ดมุงเนน การประเมนิ ผลทเี่ กิดกบั ผูเรยี นโดยตรง แตใหค วามสาํ คญั
ตอ ผลการนเิ ทศทเ่ี กิดข้ึนกบั ครเู ปนสําคญั แตในการนิเทศการสอนในโรงเรยี นท่เี ปน การนิเทศท่ีมเี ปาหมาย

25

เพือ่ ปรบั ปรุงและพฒั นาการเรียนการสอนในชน้ั เรียนนน้ั มคี วามซบั ซอ นมากกวา เพราะตอ งวิเคราะหการ
สอนของครูและการเรียนของนักเรียน มีการสังเกตการณสอนในช้ันเรียนเพ่ือมุงปรับปรุงพัฒนา
ประสทิ ธิภาพการสอนของครแู ละผลการเรยี นของนกั เรียนเปนสาํ คัญดว ย จึงควรตอ งมีการประเมินผลการ
เรียนรขู องนกั เรยี น เพราะเปนตัวบงชห้ี นึ่งของสมรรถภาพการสอนของครูทม่ี ีการพฒั นาขน้ึ

เทคนิควธิ กี ารนเิ ทศภายในโรงเรยี น

เทคนิคและวธิ ีการนิเทศเปน แบบแผนของการดาํ เนินงาน มีหลายรูปแบบที่สามารถนําไปปรับใช
ใชในโรงเรียน ดังตวั อยา งตอไปนี้

1. การวิจยั เชิงปฏบิ ตั กิ ารแบบมสี ว นรวม (Participatory Action Research-PAR)
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม เปนรูปแบบของการวิจัยแบบใหมท่ีประยุกตและ

เปนการรวมเอาแนวความคิดของการวจิ ัยเชงิ ปฏิบัตกิ าร (Action Research) กับการวิจัยแบบมีสวนรวม
(Participatory Research) มาผสมผสานเขา ดว ยกัน เพ่ือใหเกิดการพัฒนาโดยใหผูท่ีเกี่ยวของจะตองมี
สวนรว มในการพฒั นาทกุ ข้ันตอน (นติ ยา เงนิ ประเสรฐิ ศร,ี 2544: 61)

ทวีทอง หงสว วิ ฒั น (2527: 8) ไดสรุปรปู แบบของการมสี วนรว มตอการดําเนินกิจกรรมหรือ
โครงการพฒั นา สามารถจาํ แนกออกไดเปน มิติตา งๆ ประกอบดว ย

มิติแรก รวมศึกษาและวิเคราะหปญหา ซึ่งเปนการท่ีประชาชนเขามามีสวนรวมในการศึกษา
ชุมชน วเิ คราะหช มุ ชน คนหาปญ หาและสาเหตุของปญหาภายในชุมชนรวมกัน และมีสวนรวมในการจัดลําดับ
ความสาํ คัญของความตอ งการดวย เปน การกระตุนใหประชาชนไดเรียนรูสภาพของชุมชนวิถีชวี ิต สังคม
ทรพั ยากร และสิ่งแวดลอม เพื่อใชเปนขอมูลเบื้องตนในการจัดทําและประกอบการพิจารณาวางแผน
งานวิจัย

มิติทส่ี อง รวมวางแผน เปนการวางแผนการพัฒนาหลังจากไดข อมลู เบ้อื งตนของชมุ ชนแลว
และนําขอมลู มาวิเคราะหร ว มกันหาปญหา สาเหตขุ องปญ หาเรียบรอยแลว ก็นํามาอภิปรายแสดงความคิดเห็น
รวมกัน เพื่อกําหนดนโยบายและวัตถุประสงคของโครงการ การกําหนดวิธีการ และแนะแนวการดําเนินงาน
ตลอดจนกําหนดทรพั ยากรและแหลงทรพั ยากรทจี่ ะใชเพ่ือการวิจัย

มิติที่สาม รวมดําเนินการเปนการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินการพัฒนาหรือ
เปน ข้นั ตอนปฏบิ ัตกิ ารตามแผนการวจิ ยั ที่ไดว างไว ขั้นตอนนีเ้ ปน ข้นั ตอนท่ปี ระชาชนมสี วนรวมในการสรางประโยชน
ใหก ับชมุ ชน โดยการสนับสนนุ ดานเงินทุน วัสดุ อุปกรณ และแรงงาน รวมท้ังการเขารวมในการบริหารงาน
การประสานขอความชว ยเหลอื จากภายนอก ในกรณที ่มี คี วามจําเปน

มิติที่ส่ี รวมรับผลประโยชน โดยประชาชนตองมีสวนรวมในการกําหนดการแจกจาย
ผลประโยชนจ ากกจิ กรรมการวิจยั ในชมุ ชน ในพ้ืนฐานท่เี ทา เทียมเสมอภาคกนั

มติ ทิ ห่ี า เปนการมสี วนรวมติดตามประเมินผลการดําเนินงานวิจัยและผลของการพัฒนา
จากการดําเนินการไปแลววา สําเร็จตามวัตถุประสงคหรือไม มีปญหาอุปสรรคและขอจํากัดอยางไร
เพื่อแกไขปญหาตางๆ ท่ีเกิดขึ้นไดทันที และนําขอผิดพลาดไปเปนบทเรียนในการดําเนินการตอไป
การเปดโอกาสใหประชาชนหรือชาวบานที่เกี่ยวของไดมีโอกาสเขารวมกระบวนการวิจยั นั้น นับไดวา
เปนคุณคา โดยแทข องการวจิ ยั เชิงปฏบิ ัติการแบบนี้ ซึ่งกอ ใหเกดิ รากฐานแหง ความยงั่ ยนื ของการพัฒนา

สุภางค จนั ทวานิช (2531: 24) กลา วไววา การวิจัยเชิงปฏบิ ัติการแบบมีสวนรวม เปนการวิจัย
ทน่ี ําแนวคดิ 2 ประการ มาผสมผสานกัน คือ การปฏบิ ัติการ (Action Research) กบั การวิจัยแบบมีสวนรวม
(Participation) ซึ่งหมายถึง กิจกรรมท่ีโครงการวิจัยจะตองดําเนินการและคําวาการมีสวนรวม

26

(Participation) อนั เปน การมีสว นเก่ียวของของทุกฝายที่เขารวมกิจกรรม ในการวิเคราะหสภาพปญหา
หรือสถานการณอ นั ใดอันหน่ึงแลว รว มในกระบวนการตัดสินใจและการดําเนินการ จนกระท่งั ส้ินสุดการวิจัย
โดยมีความหมายถึงวิธีการที่ใชถูกวิจัยหรือชาวบานเขามามีสวนรวมในการวิจัย เปนการเรียนรู
จากประสบการณ โดยอาศัยการมีสวนรวมอยางแขง็ ขันจากทกุ ฝายที่เกีย่ วของกับกิจกรรมวิจัย นับตั้งแต
การระบุปญหาของการดําเนินการ การชวยใหขอมูลและการวิเคราะหขอมูล ตลอดจนชวยหาวิธีแกไข
ปญหาหรอื สงเสริมกิจกรรมนั้นๆ

กมล สุดประเสรฐิ (2537: 36) ไดใ หค วามหมายของการวิจัยเชงิ ปฏิบัตกิ ารแบบมีสวนรวมไว
วา เปน การวิจยั ท่จี ดั ทาํ โดยผูปฏบิ ัติการ เพื่อนําผลการวจิ ัยมาใชในการแกปญหาโดยทันที และตอ งทําเปน
หมูค ณะรว มกนั

การใชเ ทคนิคการนเิ ทศโดยการวจิ ัยแบบมีสวนรวม เปนการใหครูมีสวนรวมในการปรับปรงุ
พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู โดยมีสวนรวมในการพัฒนาทุกขั้นตอนในกิจกรรมการวิจัย ต้ังแต
การวิเคราะหสภาพปญหา รวมในการตัดสินใจในการดําเนินการจนกระท่ังสิ้นสุดการวิจัย จากแนวคิด
เก่ียวกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสวนรวม สามารถนํามาประยุกตใชก ับการแกปญหาและพัฒนา
การจัดกจิ กรรมการเรียนรูโ ดยใหครูผสู อนมีสวนรวมในการพฒั นา ดังน้ี

1.1 รวมศึกษาและวเิ คราะหปญ หาการนิเทศ
1.2 รวมวางแผนการนิเทศ
1.3 รวมดําเนนิ การนิเทศ
1.4 รว มรบั ผลประโยชน
1.5 รว มตดิ ตามประเมนิ ผลการนเิ ทศ
2. COACHING TECHNIQUE
Coaching ใหค วามหมายเปน ภาษาไทยไดห ลายคํา บางคนใชท บั ศัพทไ ปเลยกม็ แี ตคําทง่ี า ย
คือ “การชี้แนะ” เพราะการชีเ้ ปน การบอกทิศทางให การแนะก็เปนการเสนอแนวทางใหเดินไปสูทิศน้ัน
สวนการจะเดินไปทิศนั้นหรือจะเลือกเดินอยางใดก็ขึ้นอยูกับการตัดสินใจเลือกของผูรับการชี้แนะเปน
หลกั การช้ีแนะ คือ วิธีการในการพฒั นาสมรรถภาพการทาํ งานของบุคคลโดยเนนไปที่การทํางานใหไ ดตาม
เปาหมายของงานนน้ั หรือการชวยใหส ามารถนําความรคู วามเขา ใจทม่ี ีอยแู ละ/หรือไดรับการฝกอบรมมา
ไปสูก ารปฏบิ ัติได
2.1 ความหมายของการชแ้ี นะ สรปุ ได 5 องคป ระกอบ ดงั นี้

2.1.1 มีลักษณะเปนกระบวนการ คือ ประกอบดวยวิธีการหรือเทคนิคตางๆ
ทวี่ างแผนไวอยา งดี ดาํ เนินการตามข้นั ตอนจนกระทง่ั บรรลุเปาหมาย

2.1.2 มีเปาหมายทต่ี องการไปใหถึง 3 ประการ คือ การแกปญหาในการทํางาน
พัฒนาความรทู กั ษะหรือความสามารถในการทาํ งาน และการประยกุ ตใ ชทกั ษะหรือความรใู นการทํางาน

2.1.3 มลี ักษณะปฏสิ มั พันธ ระหวา งผชู ้แี นะกบั ผรู บั การชี้แนะ คือ เปน กลมุ เล็กหรอื
รายบุคคล (one–on–one relationship and personal support) และใชเวลาในการพัฒนาอยาง
ตอ เน่ือง

2.1.4 มหี ลกั การพืน้ ฐานในการทาํ งาน ไดแก
2.1.4.1 การเรียนรูรวมกัน (Co – construction) คือ ไมมีใครรูมากกวา

ใคร จงึ ตองเรยี นไปพรอ มกนั
2.1.4.2 การใหค นพบวธิ ีการแกปญหาดวยตนเอง

27

2.1.4.3 การเสรมิ พลังอํานาจ (Empowerment) เปนการชวยคนหาพลัง
ในตัวบคุ คล เมอ่ื คน เจอกค็ นื พลงั นน้ั ใหเขาไป

2.1.5 เปนกระบวนการที่เปนสวนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพ กลาวคือ ในการพัฒนา
วชิ าชีพตองมคี วามสัมพันธกับวิธีการพัฒนาอื่นๆ ลําพังการชแ้ี นะอยางเดียวไมอาจทําใหการดําเนินงาน
สําเร็จได

2.2 ความสาํ คัญของการชแี้ นะ (Coaching Significant)
กระบวนการ วิธีการในการพัฒนาครู/ศึกษานิเทศกผเู ขารับการฝกประจําการนั้น

มีหลากหลายมาก ซ่ึงตางมีผลกระทบตอการเปล่ียนแปลงการสอนของผูเขารับการฝกแตกตางกันไป
วิธีการที่ถือวามีประสิทธิภาพและชวยใหผูเขารับการฝกไดพัฒนาการสอนไดอยางย่ังยืนวิธีหนึ่ง คือ
การชแี้ นะ เนื่องจากสามารถทําใหผูเขา รับการฝกเกิดความตระหนัก มีความรูความเขาใจ มีทักษะและ
สามารถนําความรไู ปใชใหเกิดผลในทางปฏิบัตไิ ดซ ง่ึ เปน เปา หมายปลายทีม่ ุงหวงั ใหเกิดจากการชี้แนะ

2.3 หลักการของการชี้แนะ (Coaching Principles) 8 ประการสาํ คญั

1

การสรางความสมั พันธแ ละความไวว างใจ
(Trust and rapport)

8 Coaching 2
การทบทวนและสะทอนผล Supervision การเสริมพลังอาํ นาจ
Technique (Empowerment)
การทํางาน
(After action review and 3
การทาํ งานอยางเปนระบบ
Reflection) (Systematic Approach)

7 4
การชแ้ี นะทน่ี าํ ไปใชไดจรงิ การพัฒนาอยางตอ เนื่อง
(Work on real content) (On -going development)

6 5
การชี้แนะในบรบิ ทโรงเรียน การมเี ปาหมายและจุดเนน รวมกนั

(Onsite coaching) (Focusing)

ทีม่ า: Coaching Principles (เฉลิมชยั พันธเุ ลิศ. 2550, มนตรี ภมู ,ี 2549, Moon. 2004)

28

ซง่ึ รายละเอยี ดการดําเนินการแตล ะขน้ั ตอนมดี งั นี้
2.3.1 การสรา งความสัมพันธแ ละความไวว างใจ (Trust and rapport)

การช้ีแนะเปนเร่ืองของปฏิสัมพันธระหวางผูช้ีแนะกับผูเขารับการฝก
รายบุคคลหรือกลุมผูเขารับการฝก ความเช่ือถือและความไววางใจของผูเขา รับการฝกที่มีตอผูช้ีแนะ
มีสว นสาํ คัญท่ีทําใหก ารดําเนนิ การช้แี นะเปนไปอยางราบรื่นและมปี ระสิทธภิ าพ

2.3.2 การเสรมิ พลงั อาํ นาจ (Empowerment)
การชี้แนะเปน กระบวนการทีช่ ว ยใหผูเขารบั การฝกไดคน พบพลัง หรือวธิ ีการ

ทํางานของตนเองเปนวิธีการที่ทําใหเกิดความย่ังยืนและผูเขารับการฝกสามารถพ่ึงพาความสามารถ
ของตนเองไดเปาหมายปลายทางของการชแ้ี นะ คอื การทําใหผเู ขา รับการฝก สามารถพัฒนาการเรียนการสอน
ไดดวยตนเอง สามารถกํากับตนเอง (Self – director) ได ในระยะแรกท่ีผูเ ขารับการฝกยังไมสามารถทําดวยตนเองได
เพราะยงั ขาดเคร่อื งมือ ขาดวิธีการคิด และกระบวนการทํางาน ผูชี้แนะจึงเขาไปชวยเหลือในระยะแรก
จนกระท่ังผูเขารับการฝกไดพบวาตนเองสามารถทําไดดวยตนเอง เปนการชวยคนหาพลังที่ซอนอยู
ในตวั ผเู ขารับการฝกออกมา แลวผูชแ้ี นะก็คอื พลงั น้นั ใหแ กผเู ขา รบั การฝก ไปใหผ เู ขา รบั การฝก ไดใ ชพ ลงั นนั้
ในการพัฒนางานของตนเองตอ ไป

2.3.3 การทํางานอยางเปน ระบบ (Systematic approach)
การดาํ เนินการชี้อยา งเปนระบบ มขี น้ั ตอนของกระบวนการทช่ี ดั เจน ชวยให

ผเู ขา รับการฝกไดจดั ระบบการคิด การทาํ งาน สามารถเรียนรแู ละพฒั นางานไดด ียง่ิ ข้นึ เน่อื งจากการชี้แนะ
เปน กระบวนการพฒั นาวิชาชพี ทีต่ อเนื่อง ในระยะแรกผเู ขารบั การฝกอาจไมคุนเคยกับวิธกี ารเหลาน้ีมาก
นักทาํ ใหผ ชู ้ีแนะจําเปนตอ งออกแบบกระบวนการอยา งเปนระบบ ท่ชี ว ยใหผ ูเ ขา รบั การฝกไดเรียนรูไดด วย
ตนเอง

2.3.4 การพัฒนาที่ตอ เนอื่ ง (On-going development)
การชี้แนะเพ่อื ใหเกิดการเรียนรู และพฒั นาการเรียนการสอนได ใชเ วลานาน

ในการทาํ ความเขาใจและฝกปฏิบัติใหเกิดเผลตามเปาหมาย การดําเนินการชี้แนะจึงเปนการพัฒนาที่มี
ความตอเนือ่ งยาวนาน ตราบเทาที่มีความรูใ หมทางการสอนเกิดขึ้นมากมาย และมีประเด็นทางการสอน
ท่ีตองทําความเขา ใจและนําไปใชในการจัดการเรียนการสอน การดําเนินการช้ีแนะก็ยังคงดําเนินการ
คูขนานไปกับการจัดการเรียนการสอน จนดูเหมือนเปนงานที่ไมอาจเรงรอนใหเกิดผลในเวลาอันส้ันได
จึงเปน งานที่ตอ งคอยเปนคอยไป

2.3.5 การชี้แนะแบบมเี ปา หมายหรือจดุ เนนรว มกนั (Focusing)
ในโลกของการพัฒนาบุคลากรผูเขา รับการฝกใหส มารถจดั การเรียนการสอน

ไดน้ัน มีเรอ่ื งราวท่ีตองปรับปรุงและพัฒนามากมายหลายจุด ดังนั้น หลักวิชาการพี่เลี้ยงจึงตองตกลง
รวมกันกับคุณผูเขารับการฝกวาเปาหมายสุดทายที่ตองการใหเกิด คืออะไร แลวรวมกันวางแผน
วางเปา หมายยอยๆ เพ่ือไปสจู ุดหมายน้ัน กลา วคอื การกําหนดประเด็นช้ีแนะรวมกันการกําหนดบทบาท
ใครคอื ผูชีแ้ นะใคร

2.3.6 การช้แี นะในบริบทในโรงเรียน (Onsite coaching)
การปฏิบัติการช้ีแนะมีวัตถุประสงค เพื่อชวยใหผูเขารับการฝกสามารถ

นําความรู ทักษะการสอนทมี่ ีอยูไปใชในการจัดการเรียนการสอน การประยุกตใชความรูและทักษะที่ดี
เกิดขึ้นในสภาพการทํางานจริง การดําเนินการช้ีแนะจึงควรเกิดข้ึนในการทํางานในบริบทของโรงเรียน
การดําเนินการชี้แนะเปนการทํางานเชิงลึก เขมขน เปนการชวยใหผูเขารับการฝกเคล่ือนจากความรู
ความเขาใจในการสอนแบบผิวเผิน (Surface approach) เปนการทําความเขาใจท่ีลึกซ้ึงมากข้ึน

29

(Deepapproach) (Moon, 2004) โดยอาศัยกระบวนการลงมือปฏิบัติ ลงมือทํางาน การช้ีแนะ
จึงหลีกเลยี่ งไมไ ดท่ตี อ งเขาไปทาํ งานรว มกบั ผูเขา รับการฝก ในโรงเรยี น

2.3.7 การช้ีแนะทน่ี าํ ไปใชไ ดจ ริง (Work on real content)
การชี้แนะในประเด็นหรือเน้ือหาสาระท่ีเปนรูปธรรม (being concrete)

มีลกั ษณะเปนพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได ปฏิบัติไดจริง ชวยใหผูเขารับการฝกสามารถปรับปรุงหรือ
พัฒนาการเรียนการสอนไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น การท่ีผูช้ีแนะเปนบุคคลภายนอกโรงเรียน
จึงมขี อจํากัดตรงทีไ่ มส ามารถอยูก ับผเู ขา รบั การฝกไดตลอดเวลา การพบปะผูเขารับการฝกในแตละครง้ั
จึงมคี ณุ คามาก ดงั นั้น จึงควรใชเวลาที่มจี ํากัดนั้นใหเกิดประโยชนสูงสุด การช้ีแนะแตละคร้ังจึงเนนไปท่ี
การนําความรูหรือทักษะไปใชไดจริง ไดแนวปฏิบัติที่เปนรูปธรรมและเปนขั้นตอน ไมเสียเวลาไปกับ
การอภปิ รายหรือพดู คุยกันเชงิ ทฤษฎี (Kninght, 2004)

2.3.8 การทบทวนและสะทอนผลการดําเนนิ งาน (After action review and reflection)
การสะทอ นผลการทาํ งาน (Reflection) เปน วิธีการท่ชี ว ยใหผูเขารับการฝก

ไดค ดิ ทบทวนการทํางานท่ีผานมา สรุปเปนแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนคร้ังตอไป การชี้แนะ
จึงใชการสะทอนผลการทาํ งานนีเ้ ปนเครอ่ื งมือสําคญั ในการเรยี นรูจ นไดอ ีกชอ่ื หนง่ึ วา “การชแี้ นะแบบมอง
ยอนสะทอนผลการทํางาน” (Reflective coaching) การช้ีแนะชวยใหบุคคลไดสะทอนความสามารถ
ของตนเพื่อหาจุดที่ตองการความชวยเหลือ เปนการชวยเหลือรายบุคคลในการนาความรูไปใชใน
การทํางานและพฒั นาความสามารถของตน ไมใชก ารสอนสิง่ ใหม จดุ พน้ื ฐานของการช้ีแนะอยูบนพ้นื ฐาน
ของความรหู รือทักษะทีม่ อี ยแู ลว (เฉลมิ ชัย พนั ธุเ ลิศ. 2550, มนตรี ภูม,ี 2549, Moon. 2004)

2.4 กระบวนการช้ีแนะ (Coaching Process)
ก ร ะบ ว น กา ร ช้ี แ น ะเ ป น ก ระบ วน ก า ร ที่ ช วย ใ ห บุ ค ค ล ไ ด รู จั ก ช ว ย เ ห ลื อ ต น เ อ ง

(Coaching is a process of helping people to help themselves) มนี ักการศึกษานาํ เสนอกระบวนการชแี้ นะ
ท่หี ลากหลาย เน่ืองจากการชแ้ี นะมีกระบวนการเฉพาะ ไดแก การชี้แนะทางปญญา (Cognitive coaching)
การช้ีแนะการสอน (Instructional coaching) เพ่ือนช้ีแนะ (Peer coaching) ซ่ึงการช้ีแนะตางๆ
มีรายละเอียดคอ นมากไมอาจนาํ เสนอในบทความน้ไี ดท้งั หมด อยา งไรก็ตามกระบวนการชี้แนะโดยทวั่ ไป
มีขนั้ ตอนของกระบวนการ ดงั น้ี

2.4.1 ขน้ั กอ นการชี้แนะ (Pre – coaching)
กอนดําเนินการชี้แนะ มีการตกลงรวมกันเกี่ยวกับประเด็นหรือจุดเนน

ท่ีตองการชี้แนะรวมกัน เนื่องจากการดําเนินการช้ีแนะเนนไปที่การเชื่อมโยงความรูไปสูการปฏิบัติจริง
เปนการทํางานเชงิ ลึก (Deep approach) ดงั นนั้ ประเด็นท่ีชแ้ี นะจึงเปนจุดเลก็ ๆ แตเ ขม ขน ชวยใหเขาใจ
อยา งลึกซง้ึ แจม แจง ชวยคลีป่ มบางประการใหเกิดผลในการปฏิบตั ิไดจรงิ ในกรณกี ารสอนกระบวนการคดิ
มีประเด็นมากมายท่ตี องชว ยกันขยับขับเคล่ือนไปทีละประเด็น เชน การใชค าํ ถามกระตนุ คิด การใชกิจกรรม
ที่ชวยใหค ดิ ไดอยา งหลากหลาย การใชผังกราฟฟก (Graphic Organizer) การใชผังมโนทัศน (Mind Mapping)
มาใชในการนาํ เสนอความคดิ การชวยใหนักเรียนอธิบายกระบวนการคิดกระบวนการทํางานของตนเอง
ซง่ึ ในประเด็นเหลา นีก้ ็ยังมีประเด็นยอยๆ ที่ซอนอยูมากมาย ท้ังผูช้ีแนะและคุณผูเขารับการฝกแตละคน
ก็ตองวางแผนรวมกันวาในแตละคร้ังที่ดําเนินการช้ีแนะนั้น จะช้ีแนะลงลึกเฉพาะในเร่ืองใดเรื่องหนึ่ง
เปนพิเศษ

2.4.2 ขัน้ การช้ีแนะ (Coaching)
ในข้ันของการช้แี นะประกอบดวยข้ันตอนยอย 3 ขั้น คือ

30

2.4.2.1 การศึกษาตนทุนเดิม เปนข้ันท่ีผูช้ีแนะพยายามทําความเขาใจ
วิธคี ดิ วธิ กี ารทาํ งานและผลท่เี กิดขนึ้ จากการทาํ งานของคุณผเู ขารับการฝกวา อยใู นระดับใด เพอ่ื เปนขอ มลู
ในการตอยอดประสบการณในระดบั ท่เี หมาะสมกบั ผูเ ขารับการฝกแตละคน ซ่งึ ในขน้ั นอี้ าจใชวิธีการตา งๆ
กันไปตามสถานการณ ไดแก

1) การใหผ เู ขารบั การฝกบอกเลา อธบิ ายวธิ ีการทํางานและผลท่ี
เกิดข้นึ

2) การพจิ ารณารอยรอยการทํางานรวมกัน เชน แผนการสอน
ช้ินงานของนักเรยี น

3) การสังเกตการสอนในชน้ั เรียน
2.4.2.2 การใหคณุ ผูเขา รับการฝก ประเมินการทาํ งานของตนเอง เปนขั้นท่ี
ชว ยใหผ เู ขารับการฝกไดทบทวนการทํางานที่ผานมาของตนเอง โดยใชตัวอยางที่เปนรูปธรรมท่ีผานมา
ไดแกก ารสอนทเี่ พงิ่ จบไปแลว ชิ้นงานทีน่ ักเรียนเพ่ิงทําเสรจ็ เม่ือสกั ครมู าใชประกอบการประเมิน ขัน้ ตอนนี้
เปน ขัน้ หน่งึ ทีพ่ บวา ผเู ขา รับการฝก ไมไ ดตระหนกั รูใ นสิง่ ทต่ี นเองสอนหรอื กระทําลงไปนัก แตการทจ่ี ัดใหมี
โอกาสได “นกึ ยอ นและสะทอ นผลการทาํ งาน” ชวยใหผ ูเขา รับการฝกไดท บทวนและไตรต รองวาตนเองได
ใชความรู ความเขา ใจไปสกู ารปฏิบัติอยา งไร มอี ุปสรรคปญหาใดเกิดขึ้นบาง คําถามที่มักใชกันในขั้นน้ีมี
คาํ ถามหลกั คือ อะไรท่ที าํ ไดด ี มวี ธิ ีการอ่นื อกี หรือไม/กระทําอยางเต็มที่หรือยังจะใหดีกวานี้ถามีจุดออน
อะไรท่พี บเหน็ ครอบคลุมเน้อื หา และวัตถุประสงคก ารสอนหรอื ไมเพียงใด มมี ิตอิ น่ื อกี หรือไม ฯลฯ
2.4.2.3 ข้ันตอยอดประสบการณ เปนขั้นท่ีผูชี้แนะมีขอมูลจากการ
สงั เกตการณท ํางานและฟง ผเู ขารบั การฝกอธบิ ายความคิดของตนเอง แลวจงึ ลงมอื ตอยอดประสบการณใ น
เรื่องเฉพาะน้นั เพ่ิมเตมิ ซง่ึ ผชู ี้แนะตองอาศัยปฏภิ าณในการวินิจฉยั ใหไ ดว า คุณผเู ขารับการฝก ตองการความ
ชวยเหลอื ในเรือ่ งใด หากไมแนใ จก็อาจใชวธิ ีการสอบถามขอขอ มูลเพ่มิ เติมในขัน้ ตอ ยอดประสบการณม ักมี
การดาํ เนินการใน 2 ลกั ษณะ คือ

1) เมื่อพบวาคุณผูเขารับการฝกมีความเขาใจที่ผิดพลาดบาง
ประการ หรือมีปญหาก็จําเปน ตองแกไข ปรับความรูความเขาใจใหถกู ตองและชวยเหลือในการแกไข
ปญ หา

2) เมื่อพบวา คณุ ผเู ขา รับการฝก เขาใจหลักการสอนดีแตยังขาด
ประสบการณใ นการออกแบบการเรยี นการสอน ก็จําเปนตองเพิม่ เติมความรแู บง ปน ประสบการณ

2.4.3 ขน้ั สรปุ ผลการช้ีแนะ (Post – coaching)
เปนข้ันตอนท่ีผูชี้แนะเปดโอกาสใหคุณผูเขารับการฝกไดสรุปผลการชี้แนะ

เพอื่ ใหไดหลักการสาํ คัญไปปรับการเรียนการสอนของตนเองตอ ไป มกี ารวางแผนทจ่ี ะกลับมาช้ีแนะรว มกนั
อีกคร้งั วาความรู ความเขา ใจอันใหมทีไ่ ดรบั การชี้แนะครัง้ นี้ จะเกิดผลในทางปฏิบตั ิเพียงใด รวมไปถึงการ
ตกลงรวมกันเรอ่ื งใหความชวยเหลืออ่นื ๆ เชน หาเอกสารมาใหศ ึกษาประสานงานกับบุคคลอ่ืนๆ แนะนาํ
แหลงเรียนรเู พมิ่ เติม

การใชเครื่องมือหรือรูปแบบการใชภาษาในการชี้แนะมี 2 มิติ คือ มิติของ
การผลักดัน (Push) และมติ ิของการฉุดดึง (Pull) การมีระดับของการผลักดันอยางสุดขั้ว คือ การบอก
ความรู (Telling) ไปจนถึงระดบั การฉดุ ดงึ สงู สุด คอื การรบั ฟง ( Listening) ท้ังนี้ วิธีการเหลาน้ีเปนการ
ชวยใหผ เู ขา รับการฝก ไดพ ัฒนาการจัดการเรยี นการสอนของตนเองไดท งั้ สนิ้ แตหากมีจุดเดนและจุดดอย
ของแตละวิธีแตกตางกันไป ศึกษานิเทศกผูมีบทบาทและภารกิจเปนผูชี้แนะจึงเลือกใชใหเหมาะสมกับ

31

สถานการณต างๆ และผเู ขา รับการฝก แตล ะคน มขี อเตอื นใจวา หากใชมิติของการผลักดันไดแก การบอก
การอธบิ าย การสอน การสาธิต การแนะนา เพยี งดานเดยี ว ไมถือวา เปน การช้แี นะที่แทจรงิ

เครอื่ งมอื การรับฟง ฉดุ ดงึ ครู
การทา ทา ยใหท าํ งาน
ผูชแ้ี นะ การถามคําถามปลายเปด
ผลกั ดนั การใหข อ มูลปอ นกลับ

การแนะนาํ
การสอน

การบอก

ทมี่ า: เครอ่ื งมอื /วธิ ีการชแ้ี นะ (Costa&Garmston, 2002)

2.5 กลวิธกี ารชแ้ี นะ (Coaching Techniques)
กลวิธีในการชแี้ นะเปน ความรเู ชิงปฏิบตั ิ (Practical knowledge) ท่ีผชู ี้แนะไดคนพบ

ในการลงมือปฏบิ ัตกิ ารชแ้ี นะกบั ผเู ขา รบั การฝก ในสถานการณการทํางานจริง แลวเกบ็ เปนกลวธิ เี ฉพาะของ
ตนไวใ ชในการดําเนินการชแ้ี นะของตนเอง หากผูช้ีแนะไดมีเวทีแลกเปล่ียนประสบการณ การใชกลวิธีใน
การชแี้ นะเหลา นอี้ ยา งตอเนือ่ ง กจ็ ะชว ยขยายประสบการณก ารชแี้ นะใหก วา งขวางเพิ่มมากขึน้ ซง่ึ สามารถ
สรปุ กลวิธีการชี้แนะได ดังน้ี

2.5.1 กลวธิ ีจับถกู ไมจ ับผดิ
การช้ีแนะเนนไปท่ีการชวย ผูเขารับการฝกมองหาวาทําส่ิงใดไดดี ถูกตอง

เหมาะสมแลว แมจ ะเปน เรื่องเล็กนอ ยก็ตาม เปน วิธกี ารที่ชว ยใหผ เู ขารับการฝกไมร ูสกึ อึดอดั เวลามผี ชู แ้ี นะ
มาทาํ งานดวยการจับถูก ทาํ ใหผูเขา รับการฝกไดเหน็ คุณคา ในตนเอง และฮกึ เหมิ ที่จะพัฒนางานการเรียน
การสอนของตนเองตอไป

2.5.2 กลวธิ ปี ญหาของใคร คนนน้ั ก็ตองแก
ผูเ ขารับการฝกมีแนวโนมพึ่งพาผูช ้แี นะใหแกไขปญหาให ซึ่งหากผูชี้แนะตก

หลุมพรางอนั น้ีกต็ อ งคอยแกปญหาใหผ ูเขา รบั การฝก อยรู ํ่าไป การช้ีแนะทด่ี ีจึงไมร บั ปญ หาของผเู ขารบั การ
ฝกเขา มาแกไ ขเสียเอง แตพ ยายามชวยเหลอื ใหผเู ขา รับการฝกคนพบวธิ กี ารแกป ญหาดว ยตนเอง

2.5.3 กลวธิ ีชมสองอยาง ช้ีจุดบกพรองหน่งึ อยา ง
หากจาํ เปน ตองชใ้ี หเห็นจุดบกพรองในการทํางานกต็ องใชตอ เมอ่ื ผเู ขา รับการฝก และผู
ชี้แนะคนุ เคย ไววางใจกันพอสมควร ทั้งผูเขารับการฝกยินดีรับฟงขอบกพรองของตนเอง อยางไรก็ดี
ผูช แ้ี นะตอ งยึดหลกั ไม “ติ” มากกวา “ชม” จงึ ตองยดึ หลกั วา ใหช มในประเดน็ ทท่ี ําไดดีอยางนอย 2 เรื่อง
และชข้ี อ บกพรอ งเพื่อใหปรบั ปรุงเพียงประเดน็ เดียวเทานั้น

32

2.5.4 กลวิธีการถามไมตองหวังคําตอบ
การถามคาํ ถามของผูชี้แนะ ชวยใหผูรับการฝกพิจารณาอยางรอบดานมาก

ขึ้น แบบอยา งของคาํ ถามเหลา น้ชี วยใหคณุ ผูเขารับการฝกเก็บไวถามตนเองได ดังน้ันในบางคําถามตอง
อาศัยเวลาในการคิดพิจารณาก็อาจเปน “คําถามฝากใหคิด” ไมจําเปนตองบังคับ ใหตองตอบใหไดใน
ขณะนน้ั

2.5.5 กลวิธใี หก ารบาน ตองตามมาตรวจ
หลังจากเสร็จส้ินการชแี้ นะในแตละครั้ง จําเปนท่ีจะตองวางแผนรวมกัน

สําหรับการชี้แนะในคร้ังตอไป ผเู ขา รับการฝกตอ งนําบทเรียนทไ่ี ดค รงั้ นไ้ี ปปรับปรงุ การสอนของตนเองเปน
เหมือนการใหการบานไว แลวก็กลับมาตรวจดูวาสามารถปรับปรุงไดดีเพียงใด เพื่อหาทางชี้แนะตอไป
ไมใหก ารบานแตใหการทํางานในชั้นเรียน/โรงเรียน (Seatwork/Authentic Performance) ที่ผูเขารับ
การฝกมีโอกาสไดพ บเห็นพฤติกรรมการทํางานความต้ังใจมุงม่ัน (AQ) ตามศักยภาพและการบริหาร
อารมณของนกั เรยี น (EQ)

2.5.6 กลวิธถี า จะบอก ตองมีทางเลอื ก
การบอกวิธกี ารแกป ญหาใหแ กผูเขารบั การฝก ใชใ นสถานการณทม่ี เี วลาจาํ กดั

หรือในกรณีทผ่ี ูเขา รับการฝกมีความเขา ใจคลาดเคลื่อนบางประการ ผูช้แี นะอาจเลือกใชว ธิ กี ารบอกหรอื สง่ั
ใหท ํา อยางไรก็ตามในวิธที บ่ี อกหรอื สง่ั น้นั ควรมีอยางนอย 2 ทางเลือก เพื่อใหผูเขารับการฝกสามารถด
สินใจเลือกปฏบิ ตั ใิ หเ หมาะสมกบั สภาพท่เี หมาะสมกบั ตนเองมากท่สี ดุ

2.5.7 กลวธิ ีแกลงทําเปนไมรู
ผูชี้แนะอาจทําบทบาทของผูท่ีไมรู ไมเขาใจ ใหผูเขารับการฝกชวยอธิบาย

หรือใหค ําแนะนาํ กจ็ ะชวยพัฒนาความสามารถของผเู ขา รับการฝกไดด ที เี ดยี ว
2.5.8 กลวธิ อี ดทนฟง ใหถึงทส่ี ุด
ในบางกรณีทผ่ี ูเขารบั การฝก อาจมีเรื่องมากมายท่ีอยากบอกเลาใหผูช้ีแนะ

ฟงหลายเรอื่ งอาจไมเ ขา ทา หากแตผชู ้ีแนะสามารถอดทนฟง โดยไมตัดบทหรือแทรกแซง ก็จะไดเขาใจ
ความคิดของผูเขารบั การฝก มากขึ้น บางทผี ูเขารับการฝกกอ็ าจไดค ดิ ทบทวนในสิ่งทีต่ นเองพดู มาไดบาง

2.5.9 กลวธิ ีเราเรยี นรูรว มกัน
ผูช ้แี นะไมจ าํ เปน ตองรไู ปเสยี ทุกเร่ือง ผูช้ีแนะไมจําเปนตองเกงกวาผูเขารับ

การฝกแตถอื วาท้ังผชู ้ีแนะและผูเขา รบั การฝกสามารถเรียนรูจากกนั และกันไดเสมอปญหาบางเร่ืองที่ตาง
ไมเ ขาใจก็ตองมาชวยกนั หาแนวทางแกไขรว มกัน

3. เทคนิคการนเิ ทศการสอน 4 แบบ
การนเิ ทศการสอนมีหลายวิธกี าร และมกี ารพัฒนาวิธีการนเิ ทศเพอ่ื ใหเ หมาะสมกบั สภาพของ

โรงเรยี น ซึ่งวธิ กี าร 4 แบบมดี ังตอไปน้ี
3.1 การนิเทศแบบตรวจสอบ (Inspection Supervision) การนิเทศแบบน้ีเปนแบบ

เกา แกท มี่ ีใชม านาน ผูน ิเทศจะตรวจสอบเพ่ือใหครูไดแกไข ปรับปรุงหรือพัฒนางาน เปนการตรวจสอบ
เพอ่ื ใหก ารทาํ งานใหเปน ไปตามกฎเกณฑระเบยี บของหลักสตู รท่กี าํ หนดไว เชน

3.1.1 การตรวจแผนการสอน จะตรวจสอบหรือตรวจต้ังแตการวิเคราะหหลกั สูตร
การวิเคราะหผูเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู การใชสื่อนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู การวัดผล
ประเมินผล

3.1.2 การตรวจสอบการเขา ช้ันเรยี น

33

3.1.3 การตรวจสอบการเขา รวมกจิ กรรม เมื่อตรวจสอบเสร็จแลวชี้แจงใหครูแกไข
ขอบกพรอ ง

3.2 การนิเทศแบบเนน ผลผลติ (Supervision as Production) การนิเทศแบบนี้จะดู
ผลงานของสถานศึกษาวา สามารถผลิตผูเรียนออกสูสังคมอยางมีประสิทธิภาพหรอื ไมมากนอยเพียงใด
บางคนเรียกการนเิ ทศแบบวทิ ยาศาสตร เพราะมกี ารวางแผนการทาํ งานอยา งเปนระบบระเบียบตรวจสอบ
ยอนกลับไดอ ยางเปนขั้นตอนท่ชี ัดเจน เปน การวเิ คราะหข อมูลที่เก่ียวของกับผูเรียน วจิ ัยและพัฒนาเพ่ือ
ใหมีคุณภาพตามมาตรฐาน เชนการวิเคราะหผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คะแนน NT คะแนน O-NET
มาตรฐานดา นผูเรียน

3.3 การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision) การนิเทศแบบคลินิก หมายถึง
กระบวนการสําหรับการสังเกตการสอนในชั้นเรียนท่ีมีการดําเนินการอยางมีระเบียบ เพื่อปรับปรุง
ประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนของครู โดยครูและผูนิเทศจะรวมมือกันอยางใกลชิดในการวาง
แผนการสอน การสังเกตการสอน และการประเมินการจัดการเรียนการสอน เพื่อหาทางปรับปรุงแกไข
รวมกันและขณะเดียวกันก็สงเสริมใหครู สามารถนิเทศตนเองไดในท่ีสุด และในการดําเนินงานน้ันครู
และผูนิเทศจะรวมกันสรางความสัมพันธ ความเชื่อมั่น ความจริงใจ และความไววางใจซ่ึงกันและกัน
นอกจากนีก้ ารนเิ ทศแบบคลินกิ ยงั มีลักษณะเปนประชาธิปไตยและเปนการนิเทศท่ียึดครูเปนศูนยกลาง
แตข ณะเดียวกัน กจ็ ะประสานผลประโยชนของครู และสถานศึกษาเขาดวยกัน ซ่ึงหมายความวาขณะที่
การนิเทศมุงจะพัฒนาวิชาชีพของครูเปนรายบุคคลนั้น การนิเทศจะสอดคลองกับเปาหมายและ
ความตองการของสถานศึกษาดวย

การนเิ ทศแบบนเี้ นนท่ีการปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนในลักษณะที่พิจารณา
และแกไขตามความเหมาะสมของผูไดรับการนิเทศ จึงคลายกับการรกั ษาอาการเจ็บปวยของคนไข
ใหมีการฟนฟูสภาพไดดีข้ึน แตการนิเทศการศึกษาจะมุงใหผูไดรับการนิเทศเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
การเรยี นการสอนใหม คี วามเหมาะสม เปน การนิเทศท่ีไดข อ มลู โดยตรง เปนความรว มมอื ของครูกบั ผนู ิเทศ
โดยผนู ิเทศและผไู ดร บั การนิเทศจะไดพ บปะเผชิญหนากันและรับคําแนะนําไปปรบั ใชตามความเหมาะสม
และความจําเปน เพ่อื ประโยชนใ นการปรบั ปรงุ การเรียนการสอน เชน การสังเกตการสอนตามสภาพจรงิ
เพ่ือนาํ ไปปรับปรงุ การสอน

3.4 การนิเทศเพื่อการพัฒนา (Developmental Supervision) การนิเทศแบบน้ี
เนน พัฒนาผูไดร บั การนิเทศ ใหม ีความรูความสามารถในการแกไขปญหาของตนเองได ตามสถานการณท่ี
เกิดข้นึ ใน

จากวิธีการการนิเทศขางตนพบวาการนิเทศจะตองเปดใจกวางและเรียนรูรวมกัน ทุกฝาย
ทุกคน เพ่ือแกปญหาในหองเรียนและสถานศึกษาใหอยูในระดับมาตรฐานที่สังคมยอมรับได การมี
ปฏิสัมพันธอันดีจะกอใหเกิดมิตรภาพท่ีงดงาม สานตอในการนิเทศครั้งถัดไปดว ยจึงควรใชถอยคําและ
ทา ทางท่ีเปน มติ รในการแนะนาํ ชวยเหลอื

การนเิ ทศภายในโรงเรยี น สามารถทําไดห ลายรปู แบบ และสามารถผสมผสานแตละรูปแบบเขา
ดวยกัน ซ่ึงการจะใชร ูปแบบใดเมื่อใดนัน้ ควรคาํ นงึ ถงึ ความเหมาะสมกับ สภาพของโรงเรยี นเปน สําคัญ

34

กจิ กรรมการนิเทศภายในโรงเรียน

แนวทางการจัดกจิ กรรมการนเิ ทศภายในโรงเรยี น มตี วั อยา งดงั ตอไปน้ี
1. การเยี่ยมนิเทศชั้นเรยี น

การเยยี่ มนิเทศชน้ั เรียน หมายถงึ การท่ผี ูนเิ ทศไปพบและสังเกตการทาํ งานของครใู นชน้ั เรยี น
เพ่อื รว มกนั พัฒนาการทาํ งานใหม คี ุณภาพ ซงึ่ มีวัตถปุ ระสงค ดงั ตอไปนี้

1.1. เพือ่ สาํ รวจความตองการของครู
1.2. เพ่อื ศึกษาปญหาของครใู นสถานศกึ ษา
1.3. เพอ่ื ประเมินผลการสอนของครู
1.4. เพอื่ กระตุน ใหครูปรับปรุงการจัดการเรียนรู
1.5. เพ่อื ใหค าํ ปรกึ ษาแนะนําแกครู
ข้ันตอนการนเิ ทศแบบเย่ยี มนเิ ทศชัน้ เรยี น มขี นั้ ตอนดังน้ี
ขน้ั ท่ี 1 สรางขอ ตกลงในการเย่ียมนเิ ทศช้ันเรียน มีข้นั ตอนดังน้ี

1.1 พบปะสนทนา สรา งความคุนเคย และสรางเจตคตทิ ่ีดใี นการนเิ ทศแกครู
1.2 วางแผนการเยย่ี มนเิ ทศช้นั เรยี น รว มกบั ครูในเรอ่ื งตางๆ ดงั นี้

1.2.1 กาํ หนดการเย่ียมนิเทศช้ันเรยี น
1.2.2 กําหนดจุดมุงหมายในการเยย่ี มนเิ ทศชนั้ เรยี น
1.2.3 กําหนดเร่ืองที่จะนิเทศตามความตองการ/จําเปน เชน การจัดทํา
เอกสารและงานธรุ การประจําหอ งเรยี น การจดั หองเรยี นและบรรยากาศในหอ งเรยี น การจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู ฯลฯ
1.2.4 กําหนดวิธีการนิเทศ เชน สํารวจปญหาและความตองการของครู
สอบถามการปฏบิ ัติงานของครู ใหคําปรกึ ษาแนะนํา สงั เกตการสอน ฯลฯ
ขนั้ ที่ 2 ปฏบิ ัติการเยี่ยมนเิ ทศช้ันเรียน ตามขอตกลงทีก่ าํ หนดรวมกนั กับครู ดังน้ี
2.1 เขา เยยี่ มนิเทศชั้นเรยี น ตรงตามเวลาทก่ี ําหนด
2.2 ใหค วามเปนกันเอง เพอื่ สรา งเจตคตทิ ด่ี แี กค รู
ข้นั ท่ี 3 วิเคราะหผ ลการเยย่ี มนเิ ทศช้นั เรียน ซงึ่ มีขน้ั ตอนดังน้ี
3.1 วิเคราะหผ ลการเยยี่ มนิเทศชั้นเรยี นรวมกบั ครู
3.2 สรปุ ผลการเยย่ี มนเิ ทศช้ันเรยี น
3.3 ใหคาํ ปรึกษาแนะนํา
ขนั้ ท่ี 4 ปรับปรงุ การทํางาน
ครูนาํ ผลการเยยี่ มนิเทศชนั้ เรียน มาปรับปรุงแกไ ข

35

(ตวั อยา ง)
แบบบนั ทกึ การเยี่ยมนิเทศชน้ั เรยี น
ชอื่ ผรู บั การนิเทศ ……………………................................................ (ครทู ป่ี รกึ ษา/ครูประจําชน้ั /หัวหนาระดบั )
วนั ที่ ….…… เดือน ………....................……….. พ.ศ. ....................

คาํ ชแ้ี จง ใหก าเคร่ืองหมาย  ในชองทางขวามือตามเกณฑการประเมิน ดังน้ี

รายการประเมนิ ระดบั การปฏบิ ัติ หมายเหตุ
54 3 2 1
สภาพหอ งเรียน เกณฑ
1. มีปายนิเทศเพื่อแสดงขาวสารและความรูตางๆ 5 = ดมี าก
2. มปี า ยแสดงขอมลู สถิตขิ องหอ งเรียนทีเ่ ปนปจ จบุ ัน 4 = ดี
3. มสี ญั ลักษณช าติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ  3 = ปานกลาง
4. มีการแสดงผลงานนักเรยี น 2 = นอ ย
5. บรรยากาศในหองเรยี นเออ้ื ตอ การเรียนรู 1 = แกไ ข
การบรหิ ารจดั การหอ งเรยี น
6. ใชก ารเสริมแรงเชงิ บวกในการจดั การเรยี นรู
(Positive Reinforcement)
7. ใชว ธิ กี ารทาํ งานเปน กลมุ (Working In Groups)
8. นักเรยี นทกุ คนมสี วนรวมในการจัดการเรียนรู
(Involve Everyone)
ครผู ูสอน
9. มกี ารจัดทําแผนการจดั การเรยี นรู
10. จดั กิจกรรมการเรียนรูเนนผเู รียนเปน สําคญั
11. ใชส ่ือเทคโนโลยีในการจัดการเรยี นรู
12. มขี อ มูลนกั เรยี นเปน รายบคุ คล
13. มีวจิ ยั ในช้ันเรียนเพ่อื การพัฒนาการเรียนรู
14. ดแู ลเอาใจใสน กั เรยี นอยา งท่ัวถงึ
15. แตงกายเหมาะสมกบั ความเปนครู
นักเรยี น
16. ตั้งใจปฏิบตั กิ จิ กรรมการเรียนทไี่ ดรับมอบหมาย
17. นักเรยี นรา เรงิ แจมใส
18. นักเรียนกระตือรือรนและกลา ซกั ถามครู
19. นกั เรียนมรี ะเบยี บวินยั
20. นักเรยี นแตง กายสะอาดถกู ตองตามระเบยี บ

รวม
เฉล่ีย

36

ขอคดิ และขอ เสนอแนะของผนู เิ ทศ

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

ลงช่ือ..................................................................ผูนเิ ทศ
(.................................................................)

รบั ทราบ/ปรบั ปรุง/ดาํ เนนิ การตามคําแนะนํา
.......................................................................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ..................................................................ผรู ับการนิเทศ
(.................................................................)

(ตัวอยาง)
แบบบันทกึ การเยยี่ มนเิ ทศช้ันเรียน

โรงเรียน ................................................ อําเภอ ................................. จังหวดั ............................................

ช่อื ผูรบั การนิเทศ .....................…………….............. (ครทู ปี่ รกึ ษา/ครปู ระจําชัน้ /หวั หนาระดับ) ชน้ั ..............

วนั เดอื น ป วิเคราะหผ ล สรปุ ผล ใหค ําปรกึ ษาแนะนาํ
การเย่ียมนิเทศชั้นเรยี น การเยี่ยมนิเทศชนั้ เรยี น

ลงชอื่ ..................................................................ผูนเิ ทศ
(.................................................................)

รับทราบ/ปรบั ปรุง/ดําเนินการตามคาํ แนะนํา
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

ลงช่อื ..................................................................ผูรับการนเิ ทศ
(.................................................................)

37

2. การสังเกตการสอนในชั้นเรยี น
การสังเกตการสอน หมายถงึ การจดั ใหบ คุ คลหน่ึง (ผูนิเทศ) ที่มีความรูความเขาใจในเรื่อง

การจัดการเรียนรู มาสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู (ผูรับการนิเทศ) ในขณะจัดกิจกรรมการเรียนรู
โดยมีวตั ถุประสงคเพ่ือใหสามารถพัฒนาหรือปรับปรุงการจัดการเรียนรู ใหมีประสิทธิภาพโดยใชขอมูล
ยอ นกลบั จากการสงั เกตการสอนของผูน ิเทศ ขั้นตอนการสังเกตการสอน มีขั้นตอนดังน้ี

ขั้นท่ี 1 สรางความสมั พนั ธร ะหวา งครกู บั ผูน เิ ทศ มขี ั้นตอนดังน้ี
1.1 ปฏิบัติตนใหเ ปนเพื่อนรวมวชิ าชพี กบั ครู
1.2 เปน เพ่ือนรว มงานกับครู
1.3 ใหขอมูลตางๆ แกค รู
1.4 แกไ ขขอ ขัดแยง ตางๆ ของครู
1.5 รับฟง ขอ แนะนําตางๆ ของครู
1.6 ใหความสนใจตอครูในการปฏบิ ตั งิ าน
1.7 ใหค วามจรงิ ใจตอ ครูทั้งตอ หนาและลบั หลัง
1.8 ใหเกยี รติและยกยองครดู ว ยความจริงใจ
1.9 หาทางสรางความกาวหนาใหแกค รอู ยเู สมอ
1.10 ใหความรแู ละสนับสนุนการทาํ งานของครู

ขนั้ ท่ี 2 ปรึกษาหารอื และการเตรยี มแผนการจดั การเรียนรู มีขน้ั ตอนดังน้ี
2.1 ปรึกษาหารอื กบั ครูในเรอ่ื งการจดั การเรียนรู
2.2 วางแผนการสังเกตการจดั การเรยี นรูรว มกัน
2.3 สรา งขอตกลงในการสังเกตการจดั การเรียนรู
2.4 พจิ ารณาแผนการจัดการเรยี นรูรว มกัน

ข้ันที่ 3 การสงั เกตการสอน มีขน้ั ตอนดงั น้ี
3.1 ผูน เิ ทศเขาไปสงั เกตการสอน โดยอาจน่ังเงียบๆ รวมกบั นกั เรยี น
3.2 ขณะสงั เกตการสอน ผูนเิ ทศตองบันทึกพฤตกิ รรมการเรียนรแู ละบรรยากาศ

ในหอ งเรยี นอยา งละเอยี ด
3.3 บนั ทึกพฤติกรรมการจดั การเรยี นรูของครู (อาจใชเทปบันทึกเสยี ง)
3.4 ตองสงั เกตการจดั การเรยี นรจู นจบการสอนในแตล ะครง้ั

ข้นั ที่ 4 วิเคราะหพ ฤติกรรมการจดั การเรียนรูรว มกัน มีขัน้ ตอนดังนี้
4.1 ครูกบั ผนู ิเทศรวมกันวเิ คราะหพ ฤตกิ รรมการจัดการเรยี นรู
4.2 นําขอมลู จากการบันทึกพฤตกิ รรมการจัดการเรยี นรู มาพจิ ารณารว มกัน
4.3 พิจารณาพฤติกรรมการจัดการเรียนรูวา มีจุดเดนหรือจุดดอยอยางไร

พฤติกรรมใดเปนปญหา
4.4 ครกู บั ผนู ิเทศรว มกันหาทางปรับปรุง หรือพฒั นาการจัดการเรยี นรูใ หดีขนึ้

ข้ันที่ 5 ปรับปรุงการสอน มขี นั้ ตอนดังนี้
5.1 ครจู ะตองยอมรับพฤตกิ รรมการจดั การเรยี นรขู องตน
5.2 นําผลการวิเคราะหพฤติกรรมทั้งทางดานดีและไมดี มาเปนขอมูล

ประกอบการเตรยี มแผนการจดั การเรยี นรคู ร้งั ตอ ไป
5.3 ปรบั ปรงุ แกไขพฤติกรรมท่เี ปน ปญหา

38

(ตัวอยาง)
แบบบนั ทกึ การสงั เกตการสอนในชน้ั เรยี น
ชอ่ื ผสู อน ......................................................... วชิ า ................................................. ระดบั ชั้น ...................
ชอ่ื ผูน เิ ทศ ........................................................ ตําแหนง .............................................................................
ครั้งทีน่ เิ ทศ ...................................................... วนั /เดือน/พ.ศ. ...................................................................

คาํ ชแ้ี จง ใหกาเครื่องหมาย  ในชอ งทางขวามือตามเกณฑการประเมิน ดังนี้
เกณฑ 5 = ดีมาก 4 = ดี 3 = ปานกลาง 2 = นอย 1 = แกไข

รายการประเมิน ระดับการปฏบิ ตั ิ ขอคน พบและ
54321 ขอเสนอแนะ

1. ขน้ั เตรยี มความพรอ ม (ข้ันนาํ )

1.1 มีกิจกรรมเตรียมความพรอมที่กระตุนสมอง

โดยใชเวลาเหมาะสม (ไมยาวเกินไป) และนาสนใจ

2. ขน้ั สอน

2.1 จัดกระบวนการเรียนรูสอดคลองกับการ

ทํางานของสมอง

2.2 จัดกระบวนการเรียนรูสะทอนมาตรฐาน

ตวั ชีว้ ดั ของหลกั สูตร

2.3 มีลําดับข้นั ตอนจากงา ยไปหายาก

2.4 เปด โอกาสใหผ เู รียนมสี วนรวมในกิจกรรมการ

เรียนการสอน นักเรียนไดลงมอื ปฏิบตั ิ

2.5 มีการใชคําถามสงเสริมกระบวนการคิด

ระดบั สูงแกผูเรยี นอยา งตอเน่อื งฃ

2.6 มีการใชสื่ออุปกรณการเรียนรู และ

เทคโนโลยี ท่ีเหมาะสมกับมาตรฐาน ตัวช้ีวัดใน

หลักสูตร

2.7 มีการใชคําพูดเชิงบวก เสรมิ แรง สราง

ความภาคภมู ิใจและความม่นั ใจแกผ เู รยี น

2.8 มคี วามแมนยาํ ในเน้อื หา

2.9 เอาใจใสแ ละชว ยเหลอื ผเู รียนไดอ ยางทั่วถึงทุก

กลุม

2.10 จดั บรรยากาศสภาพแวดลอ มสง เสริมการ

เรยี นรู

2.11 ส ร า ง วิ นั ย ใ น ชั้ น เ รี ย น ด ว ย ค ว า ม เ ป น

กลั ยาณมติ ร

2.12จัดกิจกรรมการเรียนการสอนไดค รบถวน

ตามแผน

39

รายการประเมนิ ระดบั การปฏบิ ตั ิ ขอคนพบและ
54321 ขอเสนอแนะ
3. ข้นั สรปุ
3.1 มีการทบทวนและสรุปความรูหรือทักษะ

ทีส่ อนเพอื่ ใหผ ูเรยี นเขา ใจและแมนยําในสิง่ ท่ีเรียนรู
มากขน้ึ โดยใหผเู รยี นชวยกนั สรปุ บทเรียน

3.2 มีวธิ ีการประเมนิ ผลการเรยี นรขู องผูเรียน
อยา งหลากหลายและเหมาะสม
4. ดานบคุ ลิกภาพ

4.1 เสยี งดงั ชดั เจน
4.2 ใชภาษาถกู ตอ ง
4.3 วางตนเหมาะสมกบั ความเปนครู
4.4 ควบคมุ อารมณ
4.5 แตง กายสภุ าพ

รวม
เฉลีย่

ผนู เิ ทศใหข อ มลู ยอ นกลบั เพอ่ื เปนแนวทางในการพฒั นาตอ ยอดการเรยี นรู ดงั น้ี
1. จุดเดนของการสอนในคาบน้ี

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

2. สง่ิ ทคี่ วรปรับปรุง/ พัฒนาตอยอด
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

3. ความคดิ เหน็ ของผรู ับการนเิ ทศตอการจัดการเรยี นรขู องตน
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

ลงช่ือ ........................................................ ผูร ับการนิเทศ
(..................................................)

ลงช่ือ ........................................................ ผนู ิเทศ
(................................................)

หมายเหตุ ใหโ รงเรยี นศกึ ษาสภาพและบริบทของโรงเรยี นจดั ทําเกณฑระดบั คณุ ภาพที่เหมาะสม

40

(ตวั อยา ง)
แบบสงั เกตการสอน

ตอนที่ 1 ขอมลู พื้นฐาน
1. ผูส อนช่อื ...........................................................นามสกุล..................................................................
2. โรงเรยี น............................................................................................................................................
สังกดั ................................................................................................................................................
3. วุฒกิ ารศึกษา…………………….……………………………….........................................……………….…………
4. จาํ นวนนักเรยี นทีม่ าเรยี น...................คน มนี กั เรยี นหญงิ ...................คน ชาย...................คน
มนี กั เรยี นสญั ชาติไทย...................คน นักเรียนสญั ชาตอิ ืน่ ...................คน
มนี ักเรยี นพเิ ศษ (เชน LD, ออทสิ ตกิ )...................คน
5. วนั ท่สี งั เกตการสอน….........เดือน..........................พ.ศ. ...............เวลา...........น. ถงึ เวลา............น.
6. เรื่องทสี่ ังเกตการสอน……………………................................………………………………ชั้น…….......…...….
เร่อื งน้ีใชเ วลาสอนทั้งหมด...................ช่ัวโมง คร้ังนเี้ ปนการสอนชว่ั โมงท.ี่ .......................................
7. แผนผงั การจดั หอ งเรยี น

41

ตอนท่ี 2 บนั ทกึ การสังเกตสภาพการจัดกจิ กรรมการเรียนรู
ใหผูสงั เกตการสอนบันทึกสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรูท่ีเกิดข้ึนขณะท่ีครูดําเนินการสอน

ตามความเปน จรงิ ต้ังแตเ รม่ิ ตนกิจกรรมการเรยี นรู เพื่อเปนขอมลู ในการประเมินในตอนที่ 3 – 5

เวลา สภาพการจดั กจิ กรรมการเรียนรู
(ประเดน็ ทจ่ี ะบันทึก นา จะมหี วั ขอดงั ตอ ไปนี้ การนําเขาสูบทเรียน การจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู เนือ้ หา บรรยากาศการเรียนรู การมอบหมายงาน การใชส่ือในการจัดการเรียนรู
การวดั ผลและประเมนิ ผล สรุปองคค วามรแู ละการนําไปใชใ นชีวติ ประจําวนั อน่ื ๆ)
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…
……………………………………………………………………………………………………………...............…

ตอนท่ี 3 – 5 ใหผ สู งั เกตเลือกระดบั คะแนนท่สี อดคลองกบั พฤตกิ รรมที่ปรากฏ และระบุเหตผุ ลประกอบ
โดยมเี กณฑใ นการเลือกระดบั ดงั นี้

ระดบั 0 หมายถึง พฤติกรรมไมป รากฏ
ระดบั 1 หมายถึง พฤติกรรมปรากฏบา ง หรอื ปรากฏไมช ดั เจน
ระดับ 2 หมายถงึ พฤติกรรมปรากฏบอย หรือปรากฏชดั เจน

42

ตอนท่ี 3 การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู

ท่ี รายการ ระดบั พฤตกิ รรม
012

1) การจดั กิจกรรมการเรยี นรู ผสู อนคาํ นึงถึงความรูพน้ื ฐานของผูเรยี น

........................................................................................................................

........................................................................................................................

2) การจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูเรียนไดแสดงความคิดเห็นและแลกเปล่ียน

เรียนรซู ึ่งกนั และกนั

........................................................................................................................

........................................................................................................................

3) ผูเรียนไดสํารวจตรวจสอบ (สังเกต ทดลอง สืบคน ฯลฯ) เพื่อนําไปสูองค

ความรู

........................................................................................................................

........................................................................................................................

4) ผูเรียนไดใชกระบวนการทหี่ ลากหลาย นอกเหนือจากที่ครกู ําหนดให ในการ

หาคําตอบ

........................................................................................................................

........................................................................................................................

5) มีการใชสือ่ เทคโนโลยีในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู

........................................................................................................................

........................................................................................................................

ตอนที่ 4 เน้ือหา
4.1 ความรูเชิงเนอื้ หา

ที่ รายการ ระดบั พฤตกิ รรม
012

6) การจัดกิจกรรมการเรียนรูสอดคลองกับแนวคิดหลัก (concept) ของเรื่อง

นนั้ ๆ

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

7) ผสู อนมคี วามรู ความเขาใจในเนอ้ื หาสาระเปนอยา งดี

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

43

ที่ รายการ ระดบั พฤตกิ รรม
012

8) ผสู อนสง เสรมิ ใหผ เู รยี นสรปุ แนวคดิ หลกั ได

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

9) ผูสอนบรู ณาการเนื้อหาสาระท่ีสอน กับเนื้อหาสาระอ่ืนในกลุมสาระการ

เรียนรเู ดยี วกันหรอื ตางกลมุ สาระ หรือกับสถานการณจรงิ

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

4.2 ความรเู ชิงกระบวนการ

ที่ รายการ ระดบั พฤตกิ รรม
012

10) ผูเรยี นมกี ารคาดคะเน ตง้ั สมมติฐาน (ถา มี) และออกแบบวิธกี ารสํารวจ

ตรวจสอบ

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

11) ผเู รยี นมกี ารปรึกษาหารือ คดิ วิเคราะห และตรวจสอบการทาํ งาน

ในแตละขน้ั ตอนของกจิ กรรม

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

12) ผเู รยี นนาํ เสนอขอมลู ดวยวิธกี ารทเ่ี หมาะสม เชน ภาพวาด แผนภมู ิ ตาราง

แบบจําลอง การเขยี นบรรยาย ฯลฯ

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

13) ผูเรยี นมีการแปลผลจากขอ มลู หรอื หลักฐานท่มี ีอยดู วยตนเอง

........................................................................................................................

........................................................................................................................

14) ผูเรยี นมกี ารสะทอนความคดิ เกย่ี วกบั การเรยี นรขู องตนเอง

........................................................................................................................

........................................................................................................................

44

ท่ี รายการ ระดับพฤตกิ รรม
012

15) ผูเ รยี นใชค วามรูในการวิพากษว จิ ารณอ ยา งมเี หตผุ ล

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

ตอนที่ 5 บรรยากาศในชน้ั เรยี น
5.1 ลักษณะการสื่อสาร

ท่ี รายการ ระดับพฤตกิ รรม
012

16) ผูสอนใชค าํ ถามกระตุน ใหผ ูเ รยี นเกิดความคดิ ทห่ี ลากหลาย

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

17) ผูเรยี นต้ังคาํ ถามและมขี อ สงั เกตระหวางการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

18) ผูสอนใหค วามสาํ คญั กบั คาํ ถามและขอ สงั เกตของผเู รียน

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

19) บรรยากาศในชน้ั เรยี น มีการยอมรบั ฟงความคิดเหน็ ระหวา งผเู รยี นดวยกัน

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

5.2 ความสัมพนั ธร ะหวา งผเู รยี นและผูสอน

ท่ี รายการ ระดบั พฤตกิ รรม
012

20) ผสู อนสงเสริมใหผ เู รยี นมีสวนรว มในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

45

ที่ รายการ ระดบั พฤตกิ รรม
012

21) ผูส อนมคี วามอดทนอดกล้นั ตอ พฤติกรรมตางๆ ของผเู รยี น

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

22) ผสู อนมีบทบาทเปน ทีป่ รึกษา ชว ยสง เสรมิ ใหผ เู รยี นสามารถ

สํารวจตรวจสอบไดด ขี น้ึ

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

23) ในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู ผสู อนทาํ หนา ที่เปน ผูฟ งและยอมรับฟง ความ

คดิ เห็นของผเู รยี น

........................................................................................................................

........................................................................................................................

........................................................................................................................

ขอ สังเกตเพม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั บทเรยี นนี้ (ถามี)
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

ผสู งั เกตการสอน.............................................……….….………….วันที…่ ….…....................................................

รับทราบ/ปรบั ปรงุ /ดําเนนิ การตามคาํ แนะนาํ
.......................................................................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ..................................................................ผูร ับการนิเทศ
(.................................................................)

46

(ตัวอยา ง)
เคร่ืองมอื การนิเทศการเรียนการสอนของครู

การนิเทศการเรยี นการสอนของครู........................................................โรงเรียน...........................................
กลุมสาระการเรยี นร.ู .......................................ชัน้ ..............ครง้ั ท่.ี ......วนั ท่.ี ......เดอื น...............พ.ศ................

คําชแี้ จง ใหก าเคร่ืองหมาย  ในชอ งอนั ดับคณุ ภาพตามความเปน จรงิ ดงั นี้
เกณฑ 5 = ดมี าก 4 = ดี 3 = ปานกลาง 2 = นอย 1 = แกไข

รายการประเมนิ อันดับคณุ ภาพ หมายเหตุ
54321
1. แผนการจดั การเรียนรู ใหโ รงเรยี นศกึ ษาสภาพ
1.1 มีองคประกอบในแผนครบและเขียนได และบรบิ ทของโรงเรียน
จดั ทาํ เกณฑระดบั
สอดคลอ งเหมาะสม คุณภาพทเ่ี หมาะสม
1.2 สื่อสอดคลองกับสาระการเรียนรูและ

กิจกรรม
1.3 ประเมินผลสอดคลองกบั ตวั ช้วี ัด
1.4 ลําดบั ข้ันตอนของกิจกรรมเหมาะสม
1.5 แผนการจดั การเรียนรูเ ปนปจจบุ นั

2. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู
2.1 วิธกี ารนําเขาสูบทเรียน เราใจ/นําใหคิด/

อยากรอู ยากเรยี น
2.2 ครูต้งั ใจสอนและเตรยี มการสอนเปนอยา งดี
2.3 จัดกิจกรรมตามลาํ ดบั ในแผนการจัดการเรยี นรู
2.4 ใชเ ทคนิคการสอนเหมาะสมกับสาระการ

เรยี นรูแ ละกิจกรรม และมีการสอดแทรกคุณธรรม
2.5 ครแู ละนักเรียนใชส อ่ื รวมกนั
2.6 มีการซักถามและสนทนาซ่ึงกันและกัน

ระหวางครแู ละนกั เรยี น
2.7 ใหความเอาใจใสนักเรยี นอยางทว่ั ถงึ
2.8 ครเู สรมิ แรงไดด แี ละเหมาะสม
2.9 บรรยากาศการเรยี นอบอุนเปนกันเอง
2.10 นักเรียนกลา แสดงออกไมเ ครียด
2.11 นักเรียนมีพฤติกรรมเปนประชาธิปไตย

เชน รจู ักหนา ท่ี ยอมรับฟง ความคิดเห็นของผูอ่ืน
เปนผูน าํ ผตู ามที่ดี

2.12 นักเรียนมคี วามกระตือรอื รนทํางานอยาง
ต้ังใจและเรยี บรอ ย


Click to View FlipBook Version
Previous Book
แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตร
Next Book
_ข้อมูลระบบการศึกษา-การพัฒนาครู-และการพัฒนาโรงเรียน