The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

633200022-5 โครงการออกแบบตกแต่งภายในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bam1618mark, 2023-08-25 15:03:34

633200022-5 โครงการออกแบบตกแต่งภายในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

633200022-5 โครงการออกแบบตกแต่งภายในพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM BY KITTIKA PHAENGSRI 633200022-5


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM นางสาวกฤติกา แพงศรี โครงการออกแบบตกแต่งภายในนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาสถาปัตยกรรมบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และสิ่งแวดล้อมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ 2566


PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM MISS KITTIKA PHAENGSRI THIS INTERIOR DESIGN PROJECT IS PART OF THE STUDY. ACCORDING TO THE BACHELOR OF ARCHITECTURE DEGREE PROGRAM FURNITURE DESIGN AND INTERIOR ENVIRONMENT PROGRAM FACULTY OF ARCHITECTURE KHON KAEN UNIVERSITY, 2023


ชื่อ ชื่ วิทวิยานิพนินธ์ : พิพิพิธพิภัณภัฑ์ไฑ์ดโนเสาร์ภูร์เภูวียวีง ชื่อผู้จัดทำ : นางสาวกฤติกา แพงศรี อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ธรรมวัฒน์ อินทจักร สาขาวิชา : การออกแบบเฟอร์นิเจอร์และสิ่งแวดล้อมภายใน ปีการศึกษา : 2566 บทคัดย่อ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาแห่งหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ในไทย ที่ค่อนข้างเก่าแก่ของประเทศไทยเนื่องจากการค้นพบแหล่งไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียง ถือเป็นการค้นพบ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเทือกเขาภูเวียงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไดโนเสาร์ซอโรพอดสกุลและชนิดใหม่จากภูเวียงที่ชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรนี ที่ใช้ชื่อภูเวียงเป็นชื่อสกุล และใช้นามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นชื่อชนิดนั้น ยิ่งทำ ให้ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง ทำ ให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วย งานมีความเห็นว่าสมควรก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงขึ้น ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับธรณีวิทยา ทั้งไดโนเสาร์ หลุมขุดค้นที่สำ คัญ ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่ควรค่าแก่การนำ เสนอสู่สายตา ของทุกคน จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง มีหลายประการที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และเผยแพร่ บนภูเขาในอุทยานแห่งชาติภูเวียง ปีพ.ศ.2519 ได้มีการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอตโดยบังเอิญจากคณะ สำ รวจแร่ยูเรเนียม ต่อมาคณะทำ งานจากกรมทรัพยากรธรณีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสได้ทำ การขุดค้นศึกษาวิจัยอย่าง จริงจัง ทำ ให้มีการค้นพบไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลก และได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์อีกเป็นจำ นวนมากในอีกหลายจังหวัด ในปีพ.ศ.2544 ทางกรมทรัพยากรธรณี จึงได้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ที่นี่จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย พิพิธภัณฑ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดแสดงเรื่องราวของ ซากดึกดำ บรรพ์ สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยามีการจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ และรวมถึง หน่วยงานอื่นๆ เป็นแหล่งเดินชมธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ทางผู้จัดทำ จึงมีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาความเป็นมา และการพัฒนาของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ และข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์นำ เสนอ ศึกษาการ ออกแบบพื้นที่สาธารณะที่มีประโยชน์ ต่อผู้คนในพื้นที่หรือผู้ที่สนใจทั่วไป พิพิธภัณฑ์ คือสถานที่ที่สะสม แสดงสิ่งต่างๆที่สำ คัญ และให้องค์ความรู้ ความเพลิดเพลิน ความตื่นเต้น น่าสนใจ น่า จดจำ การออกแบบการจัดแสดงนั้น จะต้องมีการจัดแสดงให้น่าสนใจ น่าติดตาม สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อไดโนเสาร์ ทำ ให้นึกถึงการค้นพบ การวิจัย จึงมีแนวคิดในการตกแต่งให้คล้ายห้องวิจัยที่ทิ้งร้างน่าค้นหา จึงใช้แนวคิดในการ ออกแบบของห้องทดลองที่น่าค้นหามาใช้ในงานนี้ แต่ก็ยังคงมรบางส่วนที่ยังไม่ลงตัว ซึ่งถือเป็ฯจุดที่จะนำ ไปพัฒนาต่อไป ก


กิตติกรรมประกาศ โครงการออกแบบตกแต่งภายในฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์เป็นอย่างดีได้ ด้วยความช่วยเหลือ คำ แนะนำ จาก หน่วยงานและบุคคลสำ คัญหลายท่าน ทางผู้จัดทำ จึงขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย จากการได้มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง และได้รับข้อมูลจากวิทยากรจากทาง พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ข้อมูล ในการออกแบบปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในของพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ภูเวียง จนเกิดเป็นโครงการออกแบบทางอุตสาหกรรมฉบับนี้ขึ้นมาได้ จึงขอขอบคุณทางพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ภูเวียง ที่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลในหลาย ๆด้าน ขอบคุณอาจารย์ธรรมวัฒน์ อินทจักร อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ที่คอยแนะนำ แนวทางตั้งแต่ การค้นหาข้อมูล ขั้นตอนการทำ งานต่าง ๆ แนวคิดเกี่ยวกับผลงาน การเรียงเรียง การเขียนแบบ การออกแบบ ไปจนถึงแนวทางในการใช้ชีวิต แนวทางในการทำ งาน ขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยทำ งานด้วยกัน คอยพลัดกันช่วยฉุดดึงกันและกัน ช่วยกันแชร์เทคนิดคการทำ งาน ชวนกันทำ งาน ชวนกันเล่น กิน สนุก บางครั้งก็เครียดไปด้วยกัน แต่ก็ยังคงไม่ไปไหน คอยเดินทางไปด้วยกัน ขอบคุณตัวเองที่เรียนรู้ เปิดรับคำ แนะนำ ต่างๆ หาวิธีให้ตัวเองทำ งานให้มีความสุข มีวินัยกับตนเอง ทำ เต็มที่ในตอนนั้นและชื่นชอบในผลงานของตนเอง และจะพัฒนาตนเองต่อไปในภายภาคหน้า สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ แฟน ที่คอยสนับสนุนในทุกๆด้าน และทุกอย่างที่ทำ ขอบคุณที่เชื่อใจ และยอมรับในการตัดสินใจ และยังให้คำ แนะนำ ทั้งในด้านการทำ งาน และใช้ชีวิต จึงทำ ให้อุ่นใจ ว่ายังมีคนที่คอยสนับสนุนเราตลอดเวลา ไม่ได้ตัวคนเดียว เป็นกำ ลังใจที่ดีเมื่อท้อ กฤติกา แพงศรี ข


สารบัญ บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำ คัญของโครงการ 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 1.3 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.4 ขอบเขตโครงการ 1.5 ที่ตั้งโครงการ บทที่ 2 หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา 2.1 หลักการ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการออกแบบ 2.2 กรณีศึกษา บทที่ 3 รายละเอียดและการวิเคราะห์โครงการ 3.1 ผู้ใช้โครงการ 3.2 การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ 3.3 สรุปโครงการ บทที่ 4 การออกแบบสถาปัตยกรรม 4.1 แนวความคิดในการออกแบบ 4.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์การใช้งาน ของส่วนประกอบต่าง ๆ ของโครงการ 4.3 การตรวจแบบครั้งที่ 1 4.4 การตรวจแบบครั้งที่ 2 4.5 การตรวจแบบครั้งสุดท้าย บทที่ 5 บทสรุป ข้อเสนอแนะโครงการ บรรณานุกรม ประวัติผู้เขียน หน้า ก ข ค ง จ 1-1 1-2 1-2 1-2 1-2 2-1 2-17 3-1 3-2 3-3 4-1 4-1 4-2 4-2 4-3 5-1 ค


สารบัญตาราง ตารางที่ 2-1 แร่ประกอบหิน ตารางที่ 2-2 ตัวอย่างหินตะกอน ตารางที่ 5-1 ตารางบทสรุป ข้อเสนอแนะโครงการ หน้า 2-9 2-11 5-1 ง


สารบัญภาพ หน้า จ บทที่ 1 บทนำ ภาพ 1-1 ลานโถงด้านหน้าของอาคาร ภาพ 1-2 โครงกระดูกของ อีแรปเตอร์ ลูเนนซิส ภาพ 1-3 MOUNTED SKELETON CAST OF DIPLODOCUS CARNEGI ภาพ 1-4 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาพ 1-5 แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ในภูเวียง ภาพ 1-6 กรมทรัพยากรธรณี ภาพ 1-7 ห้องปฏิบัติการ ภาพ 1-8 พิพิธภัณฑ์สองชั้น บทที่ 2 หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา ภาพ 1-9 ตำ แหน่งที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงบนแผนที่ประเทศไทย ภาพ 1-10 เส้นทางการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ภาพ 2-1 ส่วนปลายของกระดูกต้นขาหลังด้านซ้ายของไดโนเสาร์ซอโรพอด ถือเป็นหลักฐานไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทย ภาพ 2-2 จักรวาลวิทยา (COSMOLOGY) ภาพ 2-3 การขยายตัวของเอกภพ อุณหภูมิพื้นหลัง ภาพ 2-4 ทฤษฎีทวีปเลื่อน ภาพ 2-5 การค้นพบฟอสซิลของสัตว์ต่าง ๆ ในทวีปต่าง ๆ ภาพ 2-6 การคดโค้งโก่งงอ ภาพ 2-7 การยกตัวและการยุบตัว ภาพ 2-8 การผุพังอยู่กับที่ ภาพ 2-9 การกร่อน และการกัดเซาะ ภาพ 2-10 การพัดพาและทับถม ภาพ 2-11 สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส ในแสตมป์ ภาพ 2-12 ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ในแสตมป์ ภาพ 2-13 สยามโมซอรัส สุธีธรณี ภาพ 2-14 คอมพ์ซอกนาธัส ภาพ 2-15 ซิททาโกซอรัส สัตยารักษ์คิ ภาพ 2-16 กินรีมิมัส ภาพ 2-17 อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี ภาพ 2-18 สเตโกซอรัส ภาพ 2-19 สัตว์ในบรมยุคพรีแคมเบรียน ภาพ 2-20 สัตว์ในมหายุคพาเลโอโซอิก ภาพ 2-21 สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก และพวกไดโนเสาร์ ภาพ 2-22 PLESIOSAUR 1-1 1-1 1-1 1-1 1-1 1-1 1-1 1-1 1-2 1-2 2-1 2-2 2-2 2-3 2-3 2-3 2-3 2-3 2-3 2-3 2-3 2-4 2-4 2-4 2-5 2-5 2-5 2-5 2-6 2-6 2-7 2-7


สารบัญภาพ ภาพ 2-23 สัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ภาพ 2-24 สัตว์ในยุคเทอร์เชียรี ภาพ 2-25 สัตว์ในยุคควอทเทอร์นารี ภาพ 2-26 แกรปโทไลต์ ภาพ 2-27 ไทรโลไบต์ ภาพ 2-28 ภูเขาไฟไซบีเรีย ภาพ 2-29 คอโนดอนต์ ภาพ 2-30 เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียสยุคพาลีโอจีน ภาพ 2-31 แผนภาพวัฏจักรหิน ภาพ 2-32 แหล่งกำ เนิดหินอัคนี ภาพ 2-33 ผลึกแร่ในหินแกรนิต ภาพ 2-34 หินพัมมิซ และหินออบซิเดียน ภาพ 2-35 ภูเขาหินแกรนิตซึ่งกำ ลังผุพัง ภาพ 2-36 การกร่อนด้วยกระแสลม ภาพ 2-37 การคัดขนาดตะกอนด้วยการพัดพาของน้ำ ภาพ 2-38 สัดส่วนของหินตะกอนบนเปลือกโลก ภาพ 2-39 สวนไดโนเสาร์พิพิธภัณฑ์ภูเวียง ภาพ 2-40 สวนไดโนเสาร์พิพิธภัณฑ์ภูเวียง ภาพ 2-41 AUSTRALIAN AGE OF DINOSAURS MUSEUM ภาพ 2-42 AUSTRALIAN AGE OF DINOSAURS MUSEUM ภาพ 2-43 THE DINOSAUR EGG GEOLOGICAL MUSEUM ภาพ 2-44 THE DINOSAUR EGG GEOLOGICAL MUSEUM ภาพ 2-45 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL ภาพ 2-46 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL ภาพ 2-47 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL ภาพ 2-48 HALL OF PLANET EARTH ภาพ 2-49 HALL OF PLANET EARTH ภาพ 2-50 ตัวอย่างข้อมูลใน HALL OF PLANET EARTH บทที่ 3 รายละเอียด และการวิเคราะห์โครงการ ภาพ 3-1 ผลการตรวจของกรมทรัพยากร ภาพ 3-2 พื้นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ภูเวียงบนแผนที่ ภาพ 3-3 ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพิพิธภัณฑ์ภูเวียง ภาพ 3-4 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 1 ภาพ 3-5 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 2 ภาพ 3-6 ภาพเดิมโซนกำ เนิดโลก หน้า 2-7 2-7 2-7 2-8 2-8 2-8 2-8 2-8 2-9 2-9 2-10 2-10 2-10 2-10 2-10 2-11 2-12 2-12 2-16 2-16 2-17 2-17 2-18 2-18 2-18 2-19 2-19 2-19 3-1 3-2 3-2 3-3 3-3 3-4 จ


สารบัญภาพ หน้า ภาพ 3-7 โซนเดิมของชิ้นส่วนกระดูกที่ค้นพบภาพ 3-8 ภาพเดิมโซนสวนไดโนเสาร์ภาพ 3-9 โซนเดิมของโซนหินบทที่ 4 การออกแบบโครงการอุตสาหกรรมภาพ 4-1 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 1ภาพ 4-2 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 2ภาพ 4-3 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 2ภาพ 4-4 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 3ภาพ 4-5 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 4ภาพ 4-6 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 5ภาพ 4-7 แสดรูปตัด ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลกภาพ 4-8 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลกภาพ 4-9 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลกภาพ 4-10 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลกภาพ 4-11 แสดงการจัดไฟ ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลกภาพ 4-12 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทยภาพ 4-13 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทยภาพ 4-14 แสดงการจัดไฟ ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทยภาพ 4-15 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ภาพ 4-16 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ภาพ 4-17 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ภาพ 4-18 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ภาพ 4-19 แสดงการจัดไฟแบบส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ภาพ 4-20 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 4 : หินแร่ และการใช้งานภาพ 4-21 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 4 : หินแร่ และการใช้งานภาพ 4-22 แสดงส่วนที่ 4 : หินแร่ และการใช้งาน 3-4 3-4 3-4 4-1 4-1 4-2 4-2 4-2 4-2 4-3 4-4 4-5 4-6 4-7 4-8 4-9 4-10 4-11 4-12 4-13 4-14 4-15 4-16 4-17 4-18


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำ คัญของโครงการ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาแห่งหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ในไทย ที่ค่อนข้างเก่าแก่ของประเทศไทยเนื่องจากการค้นพบแหล่งไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียง ถือเป็นการค้นพบ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเทือกเขาภูเวียงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไดโนเสาร์ซอโรพอดสกุลและชนิดใหม่จาก ภูเวียงที่ชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรนี ที่ใช้ชื่อภูเวียงเป็นชื่อสกุล และใช้นามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นชื่อชนิดนั้น ยิ่งทำ ให้ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกล่าวขวัญกันอย่าง กว้างขวาง ทำ ให้หน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานมีความเห็นว่าสมควรก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงขึ้น ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับธรณีวิทยา ทั้งไดโนเสาร์ หลุมขุดค้นที่สำ คัญ ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่ควรค่าแก่ การนำ เสนอสู่สายตาของทุกคน จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง มีหลายประการที่ควรค่า แก่การอนุรักษ์ และเผยแพร่ ดังนี้ 1. การค้นพบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทย พ.ศ. 2513 หน่วยสำ รวจธรณีวิทยาจากสหรัฐอเมริกา ได้เข้าไปสำ รวจแหล่งแร่ในพื้นที่เทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และได้พบแร่ยูเรเนียมชนิด คอฟฟินไนต์ เกิดร่วมกับแร่ทองแดงชนิด อะซูไรต์ และ มาลาไคต์ ในปี พ.ศ. 2519 นาย สุธรรม แย้มนิยม นักธรณีวิทยา ได้ค้นพบ ซากดึกดำ บรรพ์ เศษกระดูกไดโนเสาร์ บริเวณพื้นลำ ห้วยประตูตีหมา และต่อมาวินิจฉัยได้ว่าเป็นเศษส่วนปลายของกระดูกขาหลังท่อนบนด้านซ้ายของ ไดโนเสาร์ ซอริสเชีย ในกลุ่ม ซอโรพอด ถือได้ว่าเป็นการค้นพบหลักฐานไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทย ที่นำ ไปสู่การสำ รวจและวิจัยอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบัน 1-1 ภาพ 1-1 ลานโถงด้านหน้าของอาคาร ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2565 ภาพ 1-2 โครงกระดูกของ อีแรปเตอร์ ลูเนนซิส ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2565 ภาพ 1-3 MOUNTED SKELETON CAST OF DIPLODOCUS CARNEGII ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2560 2. แหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา และเป็นแหล่งเดินชมธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีการประกาศก่อตั้ง อุทยานแห่งชาติภูเวียงอำ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2534 นั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานของรัฐหลายภาคส่วน ได้เล็งเห็นความสำ คัญ ของ แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ในอุทยานแห่งชาติภูเวียง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณใน การพัฒนาหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาแล้ว ยังเป็นแหล่งเดินชม ธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียงอีกด้วย ภาพ 1-4 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2566 ภาพ 1-6 กรมทรัพยากรธรณี ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2566 ภาพ 1-5 แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ในภูเวียง ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2566 3. มีการจัดองค์ประกอบการดำ เนินงานอย่างครบวงจร มีทั้งส่วนสำ รวจและวิจัย ส่วนอนุรักษ์และทำ เทียมชิ้นส่วนตัวอย่างซากดึกดำ บรรพ์ ส่วนคลังตัวอย่าง ห้องสมุด ส่วนนิทรรศการถาวร ส่วนบริหารจัดการ และพื้นที่บริการพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงเป็นแหล่งเรียน รู้ด้านธรณีวิทยามีการจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาต่างๆและรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ภาพ 1-7 ห้องปฏิบัติการ ที่มา : ลงพื้นที่,2565 ภาพ 1-8 พิพิธภัณฑ์สองชั้น ที่มา : ลงพื้นที่,2565 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงนั้นถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำ คัญเป็นอย่างมาก จึงเป็นการนำ ไปสู่ การส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเมืองขอนแก่นต่อไป


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงการ 1.2.1 เพื่อจัดแสดงเรื่องราวของ ซากดึกดำ บรรพ์ สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1.2.2 เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยามีการจัดกิจกรรมร่วมกับสถานศึกษาต่างๆ และรวมถึง หน่วยงานอื่นๆ 1.2.3 เป็นแหล่งเดินชมธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง 1-2 1.3 วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.3.1 เพื่อศึกษาความเป็นมา และการพัฒนาของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง 1.3.2 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ และข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์นำ เสนอ 1.3.3 เพื่อศึกษาการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่มีประโยชน์ ต่อผู้คนในพื้นที่หรือผู้ที่สนใจทั่วไป 1.4 ขอบเขตโครงการ 1.4.1 ขอบเขตขนาดของโครงการ 1. ส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวรอิงตามข้อมูลของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงแลพเพิ่มเติม ข้อมูลบางส่วน มีเนื้อหาการจัดเเสดง ดังนี้ 1.1 กำ เนิดจักรวาล วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต และเรื่องราวของไดโนเสาร์ทั่วโลก 1.2 ไดโนเสาร์ในแหล่งเทือกเขาภูเวียง 1.3 กำ เนิด-สูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ 1.4 การใช้ประโยชน์หินแร่ และห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 1.4.2 ส่วนจัดเเสดงสวนไดโนเสาร์ 1.5 ที่ตั้งของโครงการ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ตั้งอยู่บนพื้นที่สาธารณประโยชน์โคกสนามบินเนื้อที่ 100 ไร่ ในเขตพื้นที่ ตำ บลในเมือง อำ เภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น การเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงนั้นจะเรียกว่ายากก็กล่าว ได้ หากเริ่มต้นที่เมืองขอนแก่น (ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 444 กม.) ให้เดินทางไปตามเส้นทางสาย 12 (ถนนมะลิวัลย์) ผ่าน อำ เภอบ้านฝาง อำ เภอหนองเรือ เลยอำ เภอหนองเรือไป 3 กม. ให้เลี้ยวขวาไป อำ เภอภูเวียง ถึงอำ เภอภูเวียงให้ตรงไปเข้าหุบเขาภูเวียง จนถึงพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ด้วยระยะทาง ประมาณ 80 กม. จึงมีความต้องการที่จะพัฒนาพื้นที่ให้น่าสนใจมากกว่าการนึกถึงเส้นทางที่เข้าถึงยาก ภาพ 1-9 ตำ แหน่งที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงบนแผนที่ประเทศไทย ที่มา : PALANLA.COM,2563 ภาพ 1-10 เส้นทางการเข้าถึงพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2565


2.1.1.2 การสำ รวจและวิจัย นับจากการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2519 กรมทรัพยากรธรณี โดยโครงการ ความร่วมมือด้านบรรพชีวินวิทยา ไทย-ฝรั่งเศส ได้ทำ การสำ รวจไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียงอย่างต่อเนื่อง มีการค้นพบกระดูก ฟัน และรอยตีนไดโนเสาร์จำ นวนมาก โดยส่วนใหญ่พบอยู่ในหินทรายหมวดหินเสาขัว ยุค ครีเทเชียส ตอนต้น (ประมาณ 130 ล้านปีมาแล้ว) มีทั้งไดโนเสาร์ซอโรพอดและเทอร์โรพอด หลากหลาย สายพันธุ์ และมีขนาดตั้งแต่ตัวเท่าแม่ไก่ ไปจนถึงมีลำ ตัวยาวจากหัวจรดหางมากกว่า 15 เมตร นับเป็นการค้น พบที่สำ คัญ ทำ ให้คนไทยมีความตื่นตัวเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งไดโนเสาร์ที่เทือกเขาภูเวียงอย่างต่อเนื่อง และรวมถึงการเสด็จพระราชดำ เนินทอดพระเนตรหลุมขุดค้นที่ 2 ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2532 และได้เสด็จพระราชดำ เนินพา คณะกรรมการรางวัล นานาชาติสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทอดพระเนตร พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2551 2.1.1.3 การพัฒนาแหล่งไดโนเสาร์ภูเวียง นับตั้งแต่ที่มีการประกาศก่อตั้งอุทยานแห่งชาติภูเวียง ในปี พ.ศ. 2534 นั้น จังหวัดขอนแก่น อำ เภอ ภูเวียง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณี และหน่วยงานของรัฐหลายภาคส่วน ได้เล็งเห็น ความสำ คัญของแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ในอุทยานแห่งชาติภูเวียง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดสรรงบ ประมาณในการพัฒนาหลุมขุดค้นไดโนเสาร์ทั้งหมด 4 หลุม ประกอบด้วย หลุมที่ 1 หลุมที่ 2 หลุมที่ 3 และหลุมที่ 9 โดยการสร้างอาคารคลุมหลุมเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับกระดูกไดโนเสาร์ และยัง ก่อสร้างทางเดินเท้าเชื่อมต่อระหว่างหลุม ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาแล้ว ยังเป็นแหล่ง เดินชมธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียงอีกด้วย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ในอุทยาน แห่งชาติภูเวียง 2.1.1.4 กำ เนิดพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง การค้นพบแหล่งไดโนเสาร์บนเทือกเขาภูเวียง ถือเป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงให้กับเทือกเขาภูเวียง เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไดโนเสาร์ซอโรพอดสกุลและชนิดใหม่จากภูเวียงที่ชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรนี ที่ใช้ชื่อภูเวียงเป็นชื่อสกุล และใช้นามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นชื่อชนิดนั้น ยิ่งทำ ให้ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง หน่วยงานภาครัฐ หลายหน่วยงานมีความเห็นว่าสมควรก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงขึ้นและได้เลือกพื้นที่สาธารณประโยชน์ โคกสนามบินเนื้อที่ 100 ไร่เป็นสถานที่ก่อสร้าง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณในการ ก่อสร้างในส่วนอาคารพิพิธภัณฑ์ทั้งด้วยเนื้อที่ใช้สอย 5,500 ตารางเมตร กรทรัพยากรธรณีได้รับมอบหมายให้ เป็นผู้กำ กับดูแล โดยได้ทำ การจัดนิทรรศการถาวร และเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2544 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM บทที่ 2 หลักการ แนวคิด ทฤษฎีและกรณีศึกษา 2.1 หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ โครงการมีความต้องการจะเป็นส่วนที่ใช้จัดแสดงเรื่องราวของซากดึกดำ บรรพ์ สังกัดกรมทรัพยากรธรณี กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยามีการจัดกิจกรรมร่วมกับ สถานศึกษาต่างๆ และรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ และเป็นแหล่งเดินชมธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง เพื่อพัฒนาเมืองขอนแก่นต่อไป โดยมีการศึกษา ประเด็น งานวิจัย และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง 2.1.1.1 การค้นพบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทย 2.1.1.2 การสำ รวจและวิจัย 2.1.1.3 การพัฒนาแหล่งไดโนเสาร์ภูเวียง 2.1.1.4 กำ เนิดพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง 2.1.2 ศึกษาข้อมูลรายละเอียดการจัดเเสดงในแต่ละส่วน 2.1.2.1 กำ เนิดจักรวาลและวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต 2.1.2.2 ซากดึกดำ บรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรก และไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทยโดย เฉพาะที่พบ ในแหล่งขุดค้นภูเวียง 2.1.2.3 การกำ เนิดและสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ 2.1.2.4 การใช้ประโยชน์หินแร่ และการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2.1.2.5 สวนไดโนเสาร์ 2.1.3 ศึกษาทฤษฎีการรับรู้ของผู็ใช้โครงการ และการออกแบบพื้นที่สาธารณะ 2.1.3.1 ข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะ 2.1.3.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พื้นที่สาธารณะ 2.1.3.3 หลักการออกแบบพิพิธภัณฑ์ 2.1.3.4 หลักการออกแบบในการจัดนิทรรศการ 2.1.1 ศึกษาประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง 2.1.1.1 การค้นพบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทย สืบเนื่องจากในปี พ.ศ. 2513 หน่วยสำ รวจธรณีวิทยาจากสหรัฐอเมริกา ได้เข้าไปสำ รวจแหล่งแร่ ในพื้นที่เทือกเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และได้พบแร่ยูเรเนียมชนิด คอฟฟินไนต์ เกิดร่วมกับแร่ทองแดงชนิด อะซูไรต์ และมาลาไคต์ ทำ ให้ต่อมาองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานปรมาณูเข้าไปสำ รวจ เพิ่มเติมด้วย ระหว่างปี พ.ศ. 2518 ตลอดจน 2523 กรมทรัพยากรธรณีได้เข้าไปทำ การเจาะสำ รวจในราย ละเอียด ในปี พ.ศ. 2519 นาย สุธรรม แย้มนิยม นักธรณีวิทยา ได้ค้นพบ ซากดึกดำ บรรพ์ เศษกระดูก ไดโนเสาร์บริเวณพื้นลำ ห้วยประตูตีหมา และต่อมาวินิจฉัยได้ว่าเป็นเศษส่วนปลายของกระดูกขาหลังท่อนบน ด้านซ้ายของไดโนเสาร์ ซอริสเชีย ในกลุ่ม ซอโรพอด (ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่มี 4 ขา คอยาว หางยาว) โดยถือได้ว่าเป็นการค้นพบหลักฐานไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกของไทยที่นำ ไปสู่การสำ รวจและวิจัยอย่างจริงจังจนถึง ปัจจุบัน 2-1 ภาพ 2-1 ส่วนปลายของกระดูกต้นขาหลังด้านซ้าย ของไดโนเสาร์ซอโรพอด ถือเป็นหลักฐานไดโนเสาร์ชิ้นแรกของไทย ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2565


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM กาแล็กซีต่างๆเกิดหลักบิกแบงอย่างน้อย 1,000 ล้านปี ภายในกาแล็กซีมีธาตุไฮโดรเจนและฮีเลียม เป็นสารเบื้องต้นซึ่งก่อกำ เนิดเป็นดาวฤกษ์รุ่นแรกๆ ส่วนธาตุต่างๆที่มีมวลมากกว่าฮีเลียมเกิดจากดาวฤกษ์ ขนาดใหญ่ข้อสังเกตที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ปรากฏการณ์อย่างน้อย 2 อย่าง ที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ได้แก่ 1. การขยายตัวของเอกภพฮับเบิล นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบว่า กาแล็กซีเคลื่อนที่ไกลออกไป ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นตามระยะห่าง กาแล็กซีที่อยู่ไกลยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วกว่ากาแล็กซีที่อยู่ใกล้ นั่นคือ เอกภพกำ ลังขยายตัวจากความเข้าใจในเรื่องนี้ทำ ให้นักดาราศาสตร์สามารถคำ นวณอายุของเอกภพได้ 2. อุณหภูมิพื้นหลังอวกาศซึ่งปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวินการค้นพบอุณหภูมิของเอกภพ ในปัจจุบัน หรืออุณหภูมิพื้นหลังเป็นการค้นพบโดยบังเอิญโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา 2 คน คือ อาร์โน เพนเซียส และโรเบิร์ต วิลสัน แห่งห้องปฏิบัติการเบลเทเลโฟน เมื่อปีพ.ศ.2508 ขณะนัก วิทยาศาสตร์ทั้งสองคน กำ ลังทดสอบระบบเครื่องรับสัญญาณของกล้อง โทรทรรศน์วิทยุปรากฏว่ามีสัญญาณ รบกวนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน หรือฤดูต่างๆ แม้เปลี่ยนทิศทาง และทำ ความสะอาด สายอากาศ แล้วก็ยังมีสัญญาณรบกวนอยู่เช่นเดิม ต่อมาทราบภายหลังว่าเป็นสัญญาณที่เหลืออยู่ในอวกาศ เทียบได้กับพลังงานของการแผ่รังสีของวัตถุดำ ที่มีอุณหภูมิประมาณ2.73เคลวินหรือประมาณ – 270 องศา เซลเซียส ในขณะเดียวกัน โรเบิร์ต ดิกกี พี.เจ.อีพี เบิลส์ เดวิด โรลล์ และ เดวิด วิลคินสัน แห่งมหาวิทยาลัย ปรินซ์ตันได้ทำ นายมานานแล้วว่า การแผ่รังสีจากบิกแบงที่เหลืออยู่ในปัจจุบันน่าจะตรวจสอบได้ โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ดังนั้นการพบพลังงานจากทุกทิศในปริมาณที่เทียบได้กับพลังงานการแผ่รังสี ของวัตถุดำ ที่ประมาณ2.73เคลวินจึงเป็นอีกข้อหนึ่งที่สนับสนุน ทฤษฎีบิกแบงได้เป็นอย่างดี 2.1.2 ศึกษาข้อมูลรายละเอียดการจัดเเสดงในแต่ละส่วน 2.1.2.1 กำ เนิดจักรวาลและวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต กำ เนิดเอกภพ เริ่มนับจากจุดที่เรียกว่า"บิกแบง (BIGBANG)" บิกแบงเป็นชื่อที่ใช้เรียกทฤษฎีกำ เนิด เอกภพทฤษฎีหนึ่ง ปัจจุบันบิกแบงเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเพราะมีปรากฏการณ์หลายอย่างที่สอดคล้องหรือ เป็นไปตามทฤษฎีบิกแบงก่อนการเกิดบิกแบงเอกภพเป็นพลังงานล้วนๆ ภายใต้อุณหภูมิที่สูงยิ่ง จุดบิกแบง จึงเป็นจุดที่พลังงานเริ่มเปลี่ยนเป็นสสารครั้งแรก เป็นจุดเริ่มต้นของเวลาและเอกภพ ปัจจุบันเอกภพประกอบ ด้วยกาแล็กซีจำ นวนเป็นแสนล้านแห่ง ระหว่างกาแล็กซีเป็นอวกาศที่เวิ้งว้างกว้างไกลเอกภพจึงมีขนาดใหญ่ มากโดยมีรัศมีไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านปีแสง และมีอายุประมาณ 15,000 ล้านปีแสงภายในกาแล็กซีแต่ละ แห่งประกอบด้วยดาวฤกษ์จำ นวนมากรวมทั้งแหล่งกำ เนิดดาวฤกษ์ที่เรียกว่า เนบิวลา และที่ว่าง โลกของเรา เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งของกาแล็กซีของเรา บิกแบงเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงการระเบิดใหญ่ที่ทำ ให้พลังงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นเนื้อสาร มีวิวัฒนาการ ต่อเนื่องจนเกิดเป็นกาแล็กซี เนบิวลา ดาวฤกษ์ ระบบสุริยะ โลก ดวงจันทร์ มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ขณะเกิดบิกแบง มีเนื้อสารเกิดขึ้นในรูปของอนุภาคพื้นฐานชื่อ ควาร์ก (QUARK) อิเล็กตรอน (ELECTRON) นิวทริโน (NEUTRINO) และโฟตอน (PHOTON) ซึ่งเป็นพลังงาน เมื่อเกิดอนุภาคก็จะเกิดปฏิอนุภาค (ANTI-PARTICLE) ที่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้าม ยกเว้นนิวทริโนและแอนตินิวทริโน ไม่มีประจุไฟฟ้า เมื่อปฏิอนุภาคพบกับอนุภาคชนิดเดียวกัน จะหลอมรวมกันเนื้อสารเปลี่ยนไปเป็นพลังงานจนหมดสิ้น ถ้าเอกภพมีจำ นวนอนุภาคเท่ากับปฏิอนุภาคพอดี เมื่อพบกันจะกลายเป็นพลังงานทั้งหมด ก็จะไม่เกิดกาแล็กซี ดาวฤกษ์และระบบสุริยะ โชคดีที่ในธรรมชาติ มีอนุภาคมากกว่าปฏิอนุภาค ดังนั้นเมื่อปฏิอนุภาคพบอนุภาค นอกจากจะได้พลังงานเกิดขึ้นแล้ว ยังมีอนุภาคเหลืออยู่ และนี่คืออนุภาคก่อกำ เนิดเป็นสสารของเอกภพ หลังบิกแบงเพียง 10-6วินาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นสิบล้านล้านเคลวิน ทำ ให้ควาร์กเกิดการ รวมตัวกันเป็นโปรตอน (นิวเคลียสของไฮโดรเจน)และนิวตรอน หลังบิกแบง 3 นาที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็นร้อยล้านเคลวิน มีผลให้โปรตรตอนและนิวตรอนเกิด การรวมตัวเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม ในช่วงแรกๆนี้เอกภพขยายตัวอย่างเร็วมาก หลังบิกแบง 300,000ปี อุณหภูมิลดลงเหลือ 10,000 เคลวิน นิวเคลียสของไฮโดรเจนและฮีเลียมดึง อิเล็กตรอนเข้ามาอยู่ในวงโคจร เกิดเป็นอะตอมไฮโดรเจนและฮีเลียมตามลำ ดับ 2-2 ภาพ 2-2 จักรวาลวิทยา (COSMOLOGY) ที่มา : HTTP://PIXSHARK.COM/BIG-BANG -UNIVERSE.HTM ภาพ 2-3 การขยายตัวของเอกภพ อุณหภูมิพื้นหลัง ที่มา : SHUTTERSTOCK.COM


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ทฤษฎีทวีปเลื่อน เปลือกโลกมิได้เป็นแผ่นเดียวต่อเนื่องติดกันดังเช่นเปลือกไข่ หากแต่เหมือนเปลือกไข่ แตกร้าว มีแผ่นหลายแผ่นเรียงชิดติดกันเรียกว่า “เพลต” (PLATE) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 เพลต เพลตที่มี ขนาดใหญ่ เพลตทุกเพลตเคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างอยู่ตลอดเวลา ถ้าแผ่นเปลือกโลก (CRUSTAL PLATES) ที่เคลื่อนที่มาชนกันนั้นมีทวีปอยู่ด้วย คือเป็นการชนกันของ แผ่นเปลือกโลกภาคพื้นทวีปสองแผ่น จะไม่มีแผ่นใดอยู่บนและแผ่นใดอยู่ล่าง แต่มันจะเกิดภูเขาขึ้นมาแทน อย่างเช่น ภูเขาหิมาลายา หลักฐานที่ทำ ให้นักธรณีวิทยาเชื่อว่าเมื่อก่อนทวีปต่างๆ ของโลกเคยเป็นทวีป เดียวกันมาก่อนนั้นเช่น การพบพืชและฟอสซิลของสัตว์ที่มีอายุประมาณเดียวกัน บนบริเวณฝั่งของทวีป สองทวีป เช่น การค้นพบฟอสซิลของจระเข้น้ำ จืดในประเทศบราซิล และแอฟริกาใต้ เป็นต้น ปัจจัยทางกายภาพ ปัจจัยชีวภาพ ปัจจัยทางเคมี 1. การคดโค้งโก่งงอ การคดโค้งโก่งงอ เกิดจากแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่น เคลื่อนที่ชนกันด้วยแรงดันมหาศาลทำ ให้ชั้นหินตรง บริเวณที่แผ่นเปลือกโลกชนกันเกิดการคดโค้งโก่งงอ รอยคดโค้ดโก่งงอของชั้นหินเกิดติดต่อกันเป็นบริเวณ กว้างกินพื้นที่มากจะกลายเป็นเทือกเขา เช่น เทือกเขาหิมาลัยในทวีปเอเซีย เทือกเขาแอลป์ ในทวีปยุโรป เทือกเขาภูพานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นต้น 2. การยกตัวและการยุบตัว การยกตัวและการยุบตัว เกิดจากพลังงานที่สะสมอยู่ภายในเปลือกโลก จะเริ่มแตกและแยกออกจากกัน ในทิศทางที่เป็นเส้นตรงหรือแนวราบ ทำ ให้เกิดรอยเลื่อนในลักษณะต่าง ๆ เช่น การยกตัวของแผ่นเปลือกโลก ที่เกิดจากรอยเลื่อนแบบปกติเป็นภูเขา เรียกว่า BLOCK MOUNTAIN โดยยอดเขาจะมีลักษณะราบ และไหล่เขาชันมาก เช่น ภูกระดึง จังหวัดเลย และอีกแบบคือ การยุบตัวของแผ่นเปลือกโลก กลายเป็นแอ่ง หรือหุบเขา เรียกว่า RIFT VALLEYS ซึ่งเกิดจากรอยเลื่อนแบบย้อน 3. การผุพังอยู่กับที่ เป็นกระบวนการที่ทำ ให้วัสดุสลายออกเป็นชิ้นเล็กๆ โดยมีการเปลี่ยนแปลงขนาดและองค์ประกอบเคมีของอนุภาค ที่สลายตัว ปัจจัยทำ ให้เกิดการผุพังอยู่กับที่ มีดังนี้ 4. การกร่อน และการกัดเซาะ เป็นกระบวนการที่ทำ ให้เปลือกโลกหิน ดิน ทราย หลุดไป ละลาย กร่อน พังทลาย โดยตักการทางธรรมชาติต่างๆ เช่น ฝน ลำ ธาร แม่น้ำ ธารน้ำ แข็ง 5. การพัดพาและทับถม ดิน หิน เมื่อเกิดการกัดกร่อน จะถูกน้ำ หรือลมพัดไปสู่ที่ต่ำ กว่า เกิดการทับถมเป็นลักษณะต่างๆ เช่น แม่น้ำ เจ้าพระยา เกิดจากการพัดพาตะกอนไปทับถม ที่ปากน้ำ เกิดเป็นดินดอนปากแม่น้ำ เป็นต้น 2-3 2 2 5 ล้ า น ปี ก่ อ น ปั จ จุ บั น ภาพ 2-4 ทฤษฎีทวีปเลื่อน ที่มา : สสวท,2564 ภาพ 2-5 การค้นพบฟอสซิลของสัตว์ต่าง ๆ ในทวีปต่าง ๆ ที่มา : HTTP://EN.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/IMAGE:SNIDER-PELLEGRINI_WEGENER_FOSSIL_MAP.GIF ภาพ 2-6 การคดโค้งโก่งงอ ที่มา : SCIENCE TEACHER ภาพ 2-7 การยกตัวและการยุบตัว ที่มา : SCIENCE TEACHER ภาพ 2-8 การผุพังอยู่กับที่ ที่มา :SCIENCE TEACHER ภาพ 2-9 การกร่อน และการกัดเซาะ ที่มา :SCIENCE TEACHER ภาพ 2-10 การพัดพาและทับถม ที่มา :SCIENCE TEACHER


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 2.1.2.2 ซากดึกดำ บรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรก และไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทยโดย เฉพาะที่พบ ในแหล่งขุดค้นภูเวียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา คณะสำ รวจโบราณชีววิทยาไทย – ฝรั่งเศส ได้ทำ การศึกษาวิจัยอย่าง เป็นระบบเกี่ยวกับซาดึกดำ บรรพ์ของสัตว์มีกระดูก สันหลังในประเทศไทย ซากดึกดำ บรรพ์ คือ ไดโนเสาร์ที่พบ มีอายุเก่าแก่ที่สุดอยู่ในยุคไทรแอสซิกตอนปลาย (209 ล้านปีก่อน) และอายุน้อยที่สุดอยู่ในยุคครีเทเชียสตอน กลาง (100 ล้านปีก่อน) ไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทยมีทั้งที่เป็นชนิดที่พบใหม่ของโลก และชนิดที่พบอยู่ ทั่วไป โดยแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ เป็นต้น จึงมีการนำ คำ ว่า “อีสาน” มาตั้งเป็นชื่อไดโนเสาร์และตั้งชื่อตามชื่อของบุคคล หรือสถานที่ที่ขุดค้นพบด้วย สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส (SIAMOTYRANNUS ISANENSIS) ไดโนเสาร์ตระกูลใหม่ของไทยถูกค้นพบที่บริเวณหินลาดยาว อำ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เมื่อเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2536 ไดโนเสาร์เทอโรพอด (ไดโนเสาร์ที่เดิน 2 เท้า) ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 6.5 เมตร มี ชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้นเมื่อประมาณ 130 ล้านปีก่อน มีขาหลังที่ใหญ่และแข็งแรงมาก พบกระดูกสัน หลัง สะโพกและหางที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ฝังในชั้นหินทราย จากการศึกษาพบว่าอยู่ในวงศ์ไทรันโนซอริเดที่ เก่าแก่ที่สุด ทำ ให้สันนิษฐานได้ว่ากลุ่มของ ไทรันโนซอร์เริ่มวิวัฒนาการครั้งแรกในเอเชียแล้วค่อยแพร่กระจาย ไปทางเอเชียเหนือ และสิ้นสุดที่อเมริกาเหนือก่อนที่สูญพันธุ์ไป ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ (PHUWIANGOSAURUS SIRINDHORNAE) ไดโนเสาร์ซอโรพอด (ไดโนเสาร์ที่เดิน 4 เท้า คอและหางยาว กินพืชเป็นอาหาร) ชนิดแรกของไทย ถูก ค้นพบที่บริเวณประตูตีหมา อำ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มักอยู่รวมกันเป็นฝูง พบกระดูกของพวกวัยเยาว์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งมีขนาดยาว 2 เมตร และสูงเพียงครึ่งเมตรเท่านั้น ไดโนเสาร์ชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียส ตอนต้นเมื่อประมาณ 130 ล้านปีก่อน ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สยามโมซอรัส สุธีธรณี (SIAMOSAURUS SUTEETHORNI) ไดโนเสาร์ชนิดแรกของไทย ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ นายวราวุธ สุธีธร ผู้มีส่วนร่วมในการสำ รวจ พบที่บริเวณ ประตูตีหมา อำ เภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ไดโนเสาร์เทอโรพอด (ไดโนเสาร์ที่เดิน 2 เท้า) ขนาดใหญ่ ความ ยาวประมาณ 7 เมตร มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้นประมาณ 130 ล้านปีก่อน สันนิษฐานว่าไดโนเสาร์เทอโร พอดทีทมีฟันรูปทรงกรวยมีแนวร่องและสันเรียงสลับ ตลอด ฟันคล้ายจระเข้ และมีลักษณะปากคล้ายสัตว์เลื้อย คลานพวกกินปลา มีแหล่งหากินอยู่ริมน้ำ และกินปลาเป็นอาหาร 2-4 ภาพ 2-11 สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส ในแสตมป์ ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566 ภาพ 2-12 ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ในแสตมป์ ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566 คอมพ์ซอกนาธัส [COMPSOGNATHUS] ไดโนเสาร์ขนาดเล็กตัวเท่าไก่ พบที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มีลักษณะคล้ายนก ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก พวกซีลูโรเซอร์ ขนาดยาวประมาณ 70 เซนติเมตร น้ำ หนักประมาณ 3.5 กิโลกรัม วิ่งด้วยขาหลังทั้งสองข้าง ภาพ 2-13 สยามโมซอรัส สุธีธรณี ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566 ภาพ 2-14 คอมพ์ซอกนาธัส ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ซิททาโกซอรัส สัตยารักษ์คิ (PSITTACESAURUS SATTAYARAKI) ไดโนเสาร์พวกสะโพกแบบนก เป็นพวกเซอราทอปเชียน หรือไดโนเสาร์ปากนกแก้ว ค้นพบโดย นายนเรศ สัตยารักษ์ ขุดพบที่จังหวัดชัยภูมิ มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนกลาง ประมาณ 100 ล้านปีก่อน กินพืชขนาด เล็กเป็นอาหาร ยาวประมาณ 1 เมตร ใน อดีตพบเฉพาะในแถบเอเชียกลาง บริเวณซานตุง ประเทศจีน ประเทศมองโกเลีย และไซบีเรียเท่านั้น ในประเทศไทยพบที่จังหวัดชัยภูมิในชั้นหิน การค้นพบซากไดโนเสาร์ ชนิดนี้เป็นการยืนยันว่า เมื่อต้นยุคครีเทเชียส แผ่นดินอินโดจีน เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ทวีปเอเชียแล้ว กินรีมิมัส (KINNAREEMIMUS) ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศตัวแรกของไทย พบที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น วิ่งเร็ว ปราดเปรียว เป็นเทอโรพอด (ไดโนเสาร์ที่เดิน 2 เท้า) ที่ไม่มีฟัน กินทั้งพืช และสัตว์เป็นอาหาร ขนาดยาวประมาณ 1 - 2 เมตร อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี (ISANOSAURUS ATTAVIPATCHI) ไดโนเสาร์กินพืชที่มีลักษณะเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอด (ไดโนเสาร์กินพืชขนาด ใหญ่ เดิน 4 ขา คอยาว หางยาว) พบที่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เมื่อปี 2541 เป็นไดโนเสาร์กินพืชคอยาว อายุราว 210 ล้านปี มีชีวิตอยู่ในยุคไทรแอสซิกตอนปลาย ประมาณ 209 ล้านปีมาแล้ว ความยาว 13 – 15 เมตร ชื่อชนิด อรรถวิภัชน์ชิ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายปรีชา อรรถวิภัชน์ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี สเตโกซอรัส (STEGOSAURUS) เป็นสายพันธุ์สเตโกซอริเตที่มีอายยุย้อนยุคไปไกลที่สุดในอดีต คือ 140 – 152 ล้านปี หรือยุคจูราสสิค ตอนปลาย พบกระดูกสันหลังที่ชั้นหินทรายสีเทา ขุดพบที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นของสเตโกซอรัส เนื่องจากไดโนเสาร์ชนิดนี้มีกระดูกสันหลังใช้เป็นเกราะป้องกันตัว หรือใช้สำ หรับขู่คู่ต่อสู เป็นลักษณะที่ต่างจาก ไดโนเสาร์ชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ไดโนเสาร์ชนิดนี้ชอบกินพืช เคลื่อนไหวเชื่องช้า 2-5 ภาพ 2-15 ซิททาโกซอรัส สัตยารักษ์คิ ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566 ภาพ 2-16 กินรีมิมัส ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566 ภาพ 2-17 อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี ที่มา :PALEOBOYBLOG, 2559 ภาพ 2-18 สเตโกซอรัส ที่มา :วิกิพีเดีย, 2566


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM บรมยุคพรีแคมเบรียน (PRECAMBRIAN EON) มหายุคพาเลโอโซอิก (PALEOZOIC ERA) มหายุคเมโสโซอิก (MESOZOIC ERA) มหายุคเซโนโซอิก (CENOZOIC ERA) ยุคอาร์เคียน (ARCHEAN) ยุคโพรเทอโรโซอิก (PROTEROZOIC) 2.1.2.3 การกำ เนิดและสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแบ่งได้เป็น 4 ช่วง บรมยุคพรีแคมเบรียน (PRECAMBRIAN EON) กำ เนิดสิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งมีชีวิตชั้ต่ำ ได้แก่ แบคทีเรียและสาหร่ายสีนํ้าเงินนแกมเขียว พบซากดึกดำ บรรพ์ ( FOSSIL) ครั้งแรกในทวีปแอฟริกาใต้ สัตว์ที่พบ ได้แก่ หนอน และพวก METAZOA แต่พบเป็นส่วนน้อย ยุคแคมเบรียน (CAMBRIAN PERIOD) ยุคออร์โดวิเชียน (ORDOVICIAN PERIOD) ยุคไซลูเรียน (SILURIAN PERIOD) ยุคดิโวเนียน (DEVONIAN PERIOD) ยุคคาร์โบนิเฟอรัส (CARBONIFEROUS PERIOD) ยุคเพอร์เมียน (PERMIAN PERIOD) มหายุคพาเลโอโซอิก (PALEOZOIC ERA) กินเวลาประมาณ 100 ล้านปทะเลตื้น พบสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น หอยปากเป็ด และพวก สัตว์ขาปล้อง ยังพบฟองนํ้า แมงกะพรุน กินเวลาประมาณ 60 ล้านปี บริเวณเคยเป็นทะเลกกลายเป็นสวนของ แผ่นดิน จะเป็นสัตว์พวกไม่มีกระดูก สันหลัง แต่พบชนิดแรกที่มีคือ ปลาไม่มีขา กรรไกร กินเวลาประมาณ 20 ล้านปีพืชที่พบเป็นสาหร่ายที่มีหินปูนอยู่ด้วยและยัง พบพืชเปลือย(HAKED PLANTS) และต้นไม้ที่ไม่มีใบ และพวกแมงมุม ARACHNIDS นี้กินเวลาประมาณ 50 ล้านปี พบพืชที่มีเมล็ดพวกแรก ยุคนี้ได้ชื่อว่า AGE OF FISHES ยุคของปลาโดยเฉพาะ ปลา PLACODERM,ปลา CROSSOPTERYGIAN มี 2 ระยะ ได้แก่ 1. LOWER CARBONIFEROUS OR MISSISSIPPIAN PERIOD ยุคนี้มีต้นไม้ที่เป็น ตัวเริ่มของถ่านหิน เช่น พวกหางม้า 2.UPPER CARBONIFEROUS OR PENNSYLVANIAN PERIOD พืชส่วนใหญ่เป็นพวก CLUBMOSS ขนาดใหญ่ พบสัตว์เลื้อย คลาน พวกแมลงปีกแข็ง กินเวลาประมาณ 45 ล้านปีพบ SIEDFERN และมีพืชพวกปรง (CYCADS) พบแมลงมีปีก พวกหอยในทะเล และจุดที่เด่นๆ เริ่มมีสัตว์เลื้อยคลานเกิดขึ้นพวกแรก ได้แก่ COTYLOSAUR เป็นสัตว์พวกไดโนเสาร์ 2-6 ห น อ น ME T A Z O A ภาพ 2-19 สัตว์ในบรมยุคพรีแคมเบรียน ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/E-BOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-20 สัตว์ในมหายุคพาเลโอโซอิก ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC. TH/E-BOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF หอยปากเป็ด ปลาไม่มีขากรรไกร ปลา PLACODERM พวกหางม้า COTYLOSAUR


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ยุคไทรแอสสิก (TRIASSIC PERIOD) ยุคจูแรสสิก (JURASSIC PERIOD) ยุคครีเทเซียส (CRETACEOUS PERIOD) มหายุคเมโสโซอิก (MESOZOIC ERA) มหายุคนี้ได้ชื่อว่า AGE OF REPTILES ประมาณ 45 ล้านปี สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เริ่มสูญพันธุ์และเริ่มมีสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กอย่าง พวกไดโนเสาร์ ปลายยุคนี้พบ บรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกด้วย ประมาณ 45 ล้านปี เริ่มมีพืชดอกมีเมล็ด เป็นยุคของไดโนเสาร์ และพบอิโทโอซอ เริ่มมีบรรพบุรุษของนก ชื่อว่า ARCHACOPTERYXX ซึ่งมีลักษณะของสัตว์เลื้อยคลาน ประมาณ 65 ล้านปีเริ่มมีพืชดอก สัตว์เลื้อยคลานลดลงใน ยุคนี้ไดโนเสาร์เริ่มสูญพันธุ์ เริ่มมีนกในปัจจุบัน มากขึ้น มีสัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ยุคเทอร์เชียรี (TERTIARY PERIOD) ยุคควอทเทอร์นารี (QUARTERNARY PERIOD) มหายุคเซโนโซอิก (CENOZOIC ERA) เริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 63 ล้านปีมาแล้ว เป็น AGE OF ANGIOSPERM และ AGE OF MAMMAL (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) 1. สมัยพาลีโอซีน (PALEOCENE EPOCH) พบพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เริ่มมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2. สมัยอีโอซีน (EOCENE EPOCH) พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล ปะการัง ปลาเทเลออสท์ 3. สมัยโอลิโกซีน (OLIGOCENE EPOCH) พืชดอกเริ่มเยอะ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูญพันธุ์ ช่วงของม้า พบลิงใหญ่ 4.สมัยไมโอซีน (MIOCENE EPOCH) พบลิงขนาดใหญ่ที่ไม่มีหาง ซิมแพนซีและกอริลลา 5. สมัยไพลโอซีน (PLIOCENE EPOCH) ต้นไม้ใหญ่ลดลง พื้นดินมีทุ่งหญ้ามาก สัตว์ที่พบเหมือนในปัจจุบัน 1. สมัยไพลสโตซีน (PLEISTOCENE EPOCH) ยุคของน้ำ แข็ง พืชและสัตว์สูญพันธุ์ไปมาก 2. สมัยปัจจุบัน AGE OF MAN พืชที่พบเป็นพวกต้นไม้พุ่ม ล้มลุก 2-7 ภาพ 2-21 สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก และพวกไดโนเสาร์ ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/E-BOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-22 PLESIOSAUR ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/E-BOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-23 สัตว์ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/E-BOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-24 สัตว์ในยุคเทอร์เชียรี ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-25 สัตว์ในยุคควอทเทอร์นารี ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 1 เหตุการณ์สูญพันธุ์ยุคออร์โดวิเชียนยุคไซลูเรียน 5 สุดยอด “การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่” เกิดขึ้นเมื่อราว 444 ล้านปีก่อน เรียกว่า เหตุการณ์สูญพันธุ์ ยุคออร์โดวิเชียน-ยุคไซลูเรียน ทำ ให้สิ่งมีชีวิต ในทะเลสูญพันธุ์ไปราว 85% การสูญพันธุ์ครั้งนี้จะใหญ่เป็นอันดับที่สองในบรรดา 5 อันดับแรก การสูญพันธุ์ในปลายยุคออร์โดวิเชียน เป็นผลจากยุคน้ำ แข็งที่ทำ ให้ระดับน้ำ ทะเลลดลงเหตุที่เกิดยุคน้ำ แข็งนั้น มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการที่เทือกเขาแอปพาลาเชียนส์ (APPALACHIANS) ยกตัวสูงขึ้น ทำ ให้แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศถูกดูดซับออกไป อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกก็ลดลงตามไปด้วย สิ่งมีชีวิต ที่ได้รับผล กระทบ ได้แก่ โคโนดอนต์ไทรโลไบต์ และแกรปโทไลต์ 2-8 ภาพ 2-26 แกรปโทไลต์ ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 การสูญพันธุ์ปลายยุคดีโวเนียน เกิดราว 375-360 ล้านปีก่อน เรียกว่า การสูญพันธุ์ปลายยุคดีโวเนียน สิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 70%สูญหายไป ครั้งนี้กินระยะเวลายาวนานราว 15-25ล้านปี อาจมีการสูญพันธุ์ย่อยๆ เกิดขึ้นหลายครั้ง และอาจมากถึง 7 ครั้งการสูญพันธุ์ครั้งย่อยๆ เรียกว่า EXTINCTION PULSE น่าสนใจว่าแม้แต่ตัวไทรโลไบต์มีมานานถึง 175 ล้านปี ก็เกือบสูญพันธุ์ จนหมดในครั้งนี้ สาเหตุของการสูญพันธุ์ครั้งนี้ รากของพืชขนาดใหญ่ที่ชอนไช ลึกลงไปในพื้นดินและหิน ทำ ให้ไอออนต่างๆถูกปลดปล่อยออกมาบางส่วนละลายลงไปในแม่น้ำ และออกสู่ทะเล ซึ่งเป็นทั้งสารอาหารของพืชและสาหร่ายทำ ให้เติบโตเร็วดึงออกซิเจนจากน้ำ ทำ ให้สัตว์น้ำ ตาย การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 การตายครั้งมโหฬาร สิ่งมีชีวิตในทะเลหายไปมากถึง 96% สัตว์บกซึ่งมีกระดูกสันหลังหายไปถึง 70% แม้แต่ไทรโลไบต์ซึ่งรอดตาย มาจากการสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งก่อน ก็ไม่เหลือรอดในเหตุการณ์นี้ เหตุการณ์นี้มีชื่อเรียกหลายชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “การตายครั้งมโหฬาร” หรือ “THE GREAT DYING” โลกจึงต้องใช้เวลาฟื้นฟู อยู่นานอาจใช้เวลานานถึง 30 ล้านปีในการฟื้นฟู เนื่องจากไม่มีสมมติฐานใด เพียงสมมติฐานเดียวที่ใช้อธิบายการตายครั้งมโหฬารได้ จึงรวมเป็นทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า การปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ในบริเวณที่เป็นไซบีเรีย ส่งผลให้เกิดโลกร้อน การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 4 เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคไทรแอสซิกยุคจูแรสซิก เกิดขึ้นเมื่อราว 201.3 ล้านปีก่อน ญ่สิ้นยุคไทรแอสซิก หากนับตามจำ นวนสปีชีส์จะพบว่ามีสิ่งมีชีวิตหายไป ราว 70-75% เช่น คอโนดอนต์ การสูญพันธุ์ครั้งนี้ แนวคิดที่ว่าการสูญพันธุ์ครั้งนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ ครั้งมโหฬาร แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับที่เรียกว่า CAMPซึ่งย่อมาจาก CENTRAL ATLANTIC MAGMATIC PROVINCE แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำ ให้โลกร้อนขึ้น และเกิดภาวะทะเลเป็นกรดมากขึ้นทั่วโลก เกิดฝนกรดได้ ในบางพื้นที่ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงเวลาที่เกิดสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ สิ้นยุคไทรแอสซิกมีค่าสูงมาก การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 5 เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียสยุคพาลีโอจีน เกิดขึ้นเมื่อราว 66 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตทั้งบนบก และในทะเลอย่างน้อย75% หายสาบสูญไปตลอดกาล โดยพวกที่โด่งดังที่สุดที่สูญพันธุ์ไปทั้งหมด คือ ไดโนเสาร์ ทำ ให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมค่อยๆเข้ามาแทนที่ ทฤษฎี ที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าไดโนเสาร์หายไปหนักแน่นที่สุดคือ ทฤษฎีดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกของอัลวาเรซ คำ อธิบายอย่างง่าย คือ หลังการพุ่งชนฝุ่นควันปริมาณมหาศาลได้ปกคลุมไปทั่วเป็นเวลานาน ฝุ่นควันเหล่านี้ บดบังแสงอาทิตย์ทำ ให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงและตาย สัตว์กินพืชจึงขาดอาหารส่วนสัตว์กินเนื้อ ก็ได้รับผลกระทบต่อเนื่องตามไปด้วย ภาพ 2-27 ไทรโลไบต์ ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-28 ภูเขาไฟไซบีเรีย ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-29 คอโนดอนต์ ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF ภาพ 2-30 เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียสยุคพาลีโอจีน ที่มา :HTTP://OLD-BOOK.RU.AC.TH/EBOOK/G/GE317/CHAPTER2.PDF


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ตระกูลซิลิเกต เฟลด์สปาร์ (Feldspar) เป็นกลุ่มแร่ที่มีมากกว่าร้อยละ 50 ของเปลือกโลก ซึ่งเป็นองค์ ประกอบส่วนใหญ่ของหินหลายชนุดในเปลือกโลก เฟลด์สปาร์มีองค์ประกอบหลักเป็น อะลูมิเนียมซิลิเกต รูปผลึกหลายชนิด เมื่อเฟลด์สปาร์ผุพังจะกลายเป็นอนุภาคดิน เหนียว (Clay minerals ควอรตซ์ (SiO2) เป็นซิลิกาไดออกไซด์บริสุทธิ์ มีรูปผลึกทรงหกเหลี่ยมยอดแหลม มีอยู่ ทั่วไปในเปลือกทวีป แต่หาได้ยากในเปลือกมหาสมุทรและแมนเทิล เมื่อควอรตซ์ผุพังจะ กลายเป็นอนุภาคทราย (Sand) ควอรตซ์มีความแข็งแรงมาก ขูดแก้วเป็นรอย ไมก้า (Mica) เป็นกลุ่มแร่ซึ่งมีรูปผลึกเป็นแผ่นบาง มีองค์ประกอบเป็นอะลูมิเนียมซิลิ เกตไฮดรอกไซด์ มีอยู่ทั่วไปในเปลือกทวีป ไมก้ามีโครงสร้างเช่นเดียวกับ แร่ดินเหนียว (Clay minerals) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำ คัญของดิน แอมฟิโบล (Amphibole group) มีลักษณะคล้ายเฟลด์สปาร์แต่มีสีเข้ม มีองค์ประกอบ เป็นอะลูมิเนียมซิลิเกตไฮดรอกไซด์ ที่มีแมกนีเซียม เหล็ก หรือ แคลเซียม เจือปนอยู่ มี อยู่แต่ในเปลือกทวีป ตัวอย่างของกลุ่มแอมฟิโบลที่พบเห็นทั่วไปคือ แร่ฮอร์นเบลนด์ ซึ่ง อยู่ในหินแกรนิต ไพร็อกซีน (Pyroxene group) มีสีเข้ม มีองค์ประกอบที่เป็นแมกนีเซียมและเหล็กซิลิเก ตอยู่มาก มีลักษณะคล้ายแอมฟิโบล มีอยู่แต่ในเปลือกมหาสมุทร โอลิวีน (Olivine) มีองค์ประกอบหลักเป็นแมกนีเซียมและเหล็กซิลิเกต มีอยู่น้อยมาก บนเปลือกโลก กำ เนิดจากแมนเทิลใต้เปลือกโลก ตระกูลคาร์บอเนต แคลไซต์ (Calcite) เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) เป็นองค์ประกอบหลักของ หินปูนและหินอ่อน โดโลไมต์ (Dolomite) ซึ่งเป็นแร่คาร์บอเนตอีกประเภทหนึ่งที่มี แมงกานีสผสมอยู่ CaMg(CO3) 2 แร่คาร์บอเนตทำ ปฏิกิริยากับกรดเป็นฟองฟู่ให้ก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา 2.1.2.4 การใช้ประโยชน์หินแร่ และการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หิน คือ มวลของแข็งที่ประกอบไปด้วยแร่ชนิดเดียวกัน หรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากองค์ประกอบของเปลือกโลกส่วนใหญ่เป็นสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SIO2) ดังนั้นเปลือก โลก ส่วนใหญ่มักเป็นแร่ตระกูลซิลิเกต นอกจากนั้นยังมีแร่ตระกูลคาร์บอเนต แพลงตอนบางชนิดอาศัยซิลิกา สร้างเปลือก เมื่อตายลงทับถมกันเป็นตะกอน หินส่วนใหญ่บนเปลือกโลกจึงประกอบด้วยแร่ต่างๆ 2-9 วัฏจักรของหิน คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงและหมุนเวียนของหินอัคนี หินตะกอนและหินแปร โดยเริ่มจากหินหนืดเย็นตัวลงกลายเป็นหินอัคนี จากนั้นหินอัคนีจะผุพังและสึกกร่อนเป็นเศษหินและตะกอน ต่างๆ ซึ่งถูกพัดพาและทับถมกันเป็นหินตะกอน เมื่อหินตะกอนได้รับความร้อนและแรงกดดันสูงจะกลายเป็น หินแปร และเมื่อหินแปรได้รับความร้อนสูงมากจนหลอมละลายจะกลายสภาพเป็นหินหนืด ซึ่งเมื่อเย็นตัวลงจะ ตกผลึกเป็นหินอัคนีอีกครั้งวนเวียน เช่น นี้เรื่อยไปเป็น วัฏจักรของหิน แผนภาพวัฏจักรหิน สัญลักษณ์: 1 = หินหนืด 2 = การเกิดผลึก 3 = หินอัคนี 4 = การกัดกร่อน 5 = เศษตะกอน 6 = ตะกอนและตะกอน 7 =ส ธรณีแปรสัณฐานและการแปรสภาพ 8 = หินแปร 9 = การหลอมเหลว ภาพ 2-31 แผนภาพวัฏจักรหิน ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี,2564 ตารางที่ 2-1 แร่ประกอบหิน หินอัคนีแทรกซอน (INTRUSIVE IGNEOUS ROCKS) เป็นหินที่เกิดจากหินหนืดที่เย็นตัวลงภายใน เปลือกโลกอย่างช้าๆ ทำ ให้ผลึกแร่มีขนาดใหญ่ และเนื้อหยาบ เช่น หินแกรนิต หินไดออไรต์ และหิน แกบโบร หินอัคนีพุ (EXTRUSIVE INGNEOUS ROCKS) หินอัคนี (IGNEOUS ROCKS) เป็นหินที่เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืด (MAGMA) จากชั้นแมนเทิล ที่โผล่ขึ้นมา เราแบ่งหินอัคนีตามแหล่งที่มาออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. 2. บางทีเรียกว่า หินภูเขาไฟ เป็นหินหนืด ที่เกิดจากลาวาบนพื้นผิวโลกเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทำ ให้ผลึกมีขนาดเล็ก และเนื้อละเอียด เช่น หินบะซอลต์ หินไรออไรต์ และหินแอนดีไซต์ ภาพ 2-32 แหล่งกำ เนิดหินอัคนี ที่มา : LESA


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM หินอัคนีที่สำ คัญ หินแกรนิต (GRANITE) เป็นหินอัคนีแทรกซอนที่เย็นตัวลงภายในเปลือกโลกอย่างช้าๆ จึงมีเนื้อหยาบ ซึ่งประกอบด้วยผลึกขนาดใหญ่ของแร่ควอรตซ์สีเทาใส แร่เฟลด์สปาร์สีขาวขุ่น และแร่ฮอร์นเบลนด์ หินแกรนิต แข็งแรงมาก ชาวบ้านใช้ทำ ครก เช่น ครกอ่างศิลา ภูเขาหินแกรนิตมักเตี้ยและมียอดมน เนื่องจากเปลือกโลก ซึ่งเคยอยู่ชั้นบนสึกกร่อนผุพัง เผยให้เห็นแหล่งหินแกรนิตซึ่งอยู่เบื้องล่าง หินบะซอลต์ (BASALT) เป็นหินอัคนีพุ เนื้อละเอียด เกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีสีเข้มเนื่องจาก ประกอบด้วยแร่ไพร็อกซีนเป็นส่วนใหญ่ อาจมีแร่โอลิวีนปนมาด้วย เนื่องจากเกิดขึ้นจากแมกมาใต้เปลือกโลก หินบะซอลต์หลายแห่งในประเทศไทยเป็นแหล่งกำ เนิดของอัญมณี (พลอยชนิดต่างๆ) เนื่องจากแมกมาดันผลึก แร่ซึ่งอยู่ลึกใต้เปลือกโลก ให้โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นผิว หินไรโอไลต์ (RYOLITE) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวา มีเนื้อละเอียดซึ่งประกอบด้วย ผลึกแร่ขนาดเล็ก มีแร่องค์ประกอบเหมือนกับหินแกรนิต แต่ทว่าผลึกเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วน มากมีสีชมพู และสีเหลือง หินแอนดีไซต์ (ANDESITE) เป็นหินอัคนีพุซึ่งเกิดจากการเย็นตัวของลาวาในลักษณะเดียวกับหินไรโอ ไรต์ แต่มีองค์ประกอบของแมกนีเซียมและเหล็กมากกว่า จึงมีสีเขียวเข้ม หินพัมมิซ (PUMICE) เป็นหินแก้วภูเขาไฟชนิดหนึ่งซึ่งมีฟองก๊าซเล็กๆ อยู่ในเนื้อมากมายจนโพรก คล้ายฟองน้ำ มีส่วนประกอบเหมือนหินไรโอไลต์ มีน้ำ หนักเบา ลอยน้ำ ได้ ชาวบ้านเรียกว่า หินส้ม ใช้ขัดถู ภาชนะทำ ให้มีผิววาว หินออบซิเดียน (OBSEDIAN) เป็นหินแก้วภูเขาไฟซึ่งเย็นตัวเร็วมากจนผลึกมีขนาดเล็กมาก เหมือนเนื้อแก้วสีดำ หินออบซิเดียน 2-10 การผุพัง (WEATHERING) คือ การที่หินผุพังทำ ลายลง (อยู่กับที่) ด้วยกรรมวิธีต่างๆ จากลมฟ้าอากาศ การกร่อน (EROSION) หมายถึง กระบวนการที่ทำ ให้สารเปลือกโลกหลุด ละลายไป หรือกร่อนไป หินตะกอน (SEDIMENTARY ROCKS) แม้ว่าหินจะเป็นของแข็ง แต่มันก็มิสามารถดำ รงอยู่ได้อย่างถาวร หินเมื่อถูกแสงแดด ลมฟ้าอากาศ และน้ำ หรือ ถูกกระแทก ก็แตกเป็นก้อนเล็กๆ หรือผุกร่อน เสื่อมสภาพลง เศษหินที่ผุพังทั้งอนุภาคใหญ่และ เล็กถูกพัดพาไปสะสมอัดตัวกัน เป็นชั้นๆ เกิดความกดดันและปฏิกิริยาเคมีจนกลับกลายเป็นหินอีกครั้ง หินที่ เกิดใหม่นี้เราเรียกว่า “หินตะกอน” หรือ “หินชั้น” ปัจจัยที่ทำ ให้เกิดหินตะกอนหรือหินชั้น มีดังต่อไปนี้ สารละลาย และรวมทั้งการกระทำ ของต้นไม้ แบคทีเรีย ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ มีการเพิ่มอุณหภูมิ และลดอุณหภูมิสลับกันเป็นต้น (โดยมีการเคลื่อนที่กระจัดกระจายไปจากที่เดิม) โดยมีต้นเหตุคือตัวการธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ ลมฟ้าอากาศ กระแสน้ำ ธารน้ำ แข็ง การครูดถู ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วง ภาพ 2-33 ผลึกแร่ในหินแกรนิต (ควอรตซ์ - เทาใส, เฟลด์สปาร์ – ขาว, ฮอร์นเบลนด์ – ดำ ) ที่มา : LESA ภาพ 2-34 หินพัมมิซ และหินออบซิเดียน) ที่มา : LESA ภาพ 2-35 ภูเขาหินแกรนิตซึ่งกำ ลังผุพัง จากสภาพลมฟ้าอากาศ ที่มา : LESA ภาพ 2-36 การกร่อนด้วยกระแสลม ที่มา : LESA การพัดพา (TRANSPORTATION) หมายถึง การเคลื่อนที่ของมวลหิน ดิน ทราย โดยกระแสน้ำ กระแสลม หรือธารน้ำ แข็ง ภายใต้แรงดึงดูดของโลก อนุภาคขนาดเล็กจะถูกพัดพาให้เคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่า อนุภาคขนาดใหญ่ ภาพ 2-37 การคัดขนาดตะกอนด้วยการพัดพาของน้ำ ที่มา : LESA


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM รูป หิน แร่หลัก ลักษณะ ที่มา หินกรวด มนConglomerate ขึ้นอยู่กับก้อนกรวด ซึ่งประกอบกันเป็นหิน เนื้อหยาบ เป็นกรวดมน หลายก้อน เชื่อมติดกัน เม็ดกรวดที่ถูกพัดพาโดย กระแสน้ำ และเกาะติดกัน ด้วยวัสดุประสาน หินทรายSandstone ควอรตซ์SiO2 เนื้อหยาบสีน้ำ ตาล สีแดง ควอรตซ์ในหินอัคนี ผุพัง กลายเป็นเม็ดทราย ทับถมกัน หินดินดานShale แร่ดิน เหนียวAl2SiO5(OH) 4 เนื้อละเอียดมาก สีเทา ผสมสีแดงเนื่องจากแร่ เหล็ก เฟลด์สปาร์ในหินอัคนี ผุพัง เป็นแร่ดินเหนียวทับถมกัน หินปูนLimestone แคลไซต์CaCO3 เนื้อละเอียดมีหลายสี ทำ ปฏิกิริยากับกรด การทับถมกัน ของตะกอน คาร์บอนเนตในท้องทะเล หินเชิร์ตChert ซิลิกาSiO2 เนื้อละเอียด แข็งสีอ่อน การทับถมของซากสิ่งมีชี วิตเล็กๆ ในท้องทะเล จนเกิดการตกผลึกใหม่ ของซิลิกา การทับถม (DEPOSIT) เกิดขึ้นเมื่อตัวกลางซึ่งทำ ให้เกิดการพัดพา เช่น กระแสน้ำ กระแสลม หรือ การกลับคืนเป็นหิน (LITHIFICATION) เมื่อเศษตะกอนทับถมกันจะเกิดโพรงขึ้นประมาณ 20 – 40% หินกรวดมน (CONGROMORATE) เป็นหินเนื้อหยาบเกิดจากตะกอนซึ่งเป็นหิน กรวด ทราย ที่ถูก กระแสน้ำ พัดพามาอยู่รวมกัน สารละลายในน้ำ ใต้ดินทำ ตัวเป็นซิเมนต์ประสานให้อนุภาคใหญ่เล็กเหล่านี้ เกาะตัวกันเป็นก้อนหิน หินทราย (SANDSTONE) เป็นหินตะกอนเนื้อละเอียดปานกลาง เกิดจากการทับถมตัวของทราย มีองค์ ประกอบหลักเป็นแร่ควอรตซ์ คนโบราณใช้หินทรายแกะสลัก สร้างปราสาท และทำ หินลับมีด หินดินดาน (SHALE) เป็นหินตะกอนเนื้อละเอียดมาก เนื่องจากประกอบด้วยอนุภาคทรายแป้งและ อนุภาคดินเหนียวทับถมกันเป็นชั้นบางๆ ขนานกัน เมื่อทุบหินจะแตกตัวตามรอยชั้น (ฟอสซิลมีอยู่ใน หินดินดาน) ดินเหนียวที่เกิดดินดานใช้ทำ เครื่องปั้นดินเผา ธารน้ำ แข็ง อ่อนกำ ลังลงและยุติลง ตะกอนที่ถูกพัดพาจะสะสมตัวทับถมกัน ทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง อุณหภูมิ ความกดดัน ปฏิกิริยาเคมี และเกิดการตกผลึก หินตะกอนที่อยู่ชั้นล่างจะมีความหนาแน่นสูง และมีเนื้อละเอียดกว่าชั้นบน เนื่องจากแรงกดดันซึ่งเกิดขึ้นจากน้ำ หนักตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ (หมายเหตุ: การทับถมบางครั้งเกิดจากการระเหยของสารละลาย ส่วนที่เป็นน้ำ ระเหยไปในอากาศทิ้ง สารที่เหลือให้ตกผลึกไว้เช่นเดียวกับการทำ นาเกลือ) ของเนื้อตะกอน น้ำ พาสารละลายเข้ามาแทนที่อากาศในโพรง เมื่อเกิดการทับถมกันจนมีน้ำ หนักมากขึ้น เนื้อตะกอนจะถูกทำ ให้เรียงชิดติดกันทำ ให้โพรงจะมีขนาดเล็กลง จนน้ำ ที่เคยมีอยู่ถูกขับไล่ออกไป สารที่ตกค้างอยู่ทำ หน้าที่เป็นซีเมนต์เชื่อมตะกอนเข้าด้วยกันกลับเป็นหินอีกครั้ง ประเภทของหินตะกอน นักธรณีวิทยาจำ แนกหินตะกอนตามลักษณะการเกิดออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. หินตะกอนอนุภาค (CLASTIC ROCKS) ได้แก่ 2-11 หินปูน (LIMESTONE) เป็นหินตะกอนคาร์บอเนต เกิดจากการทับถมของตะกอนคาร์บอเนตในท้อง หินเชิร์ต (CHERT) หินตะกอนเนื้อแน่น แข็ง เกิดจากการตกผลึกใหม่ เนื่องจากน้ำ พาสารละลาย ถ่านหิน (COAL) เกิดจากการทับถมของซากพืชที่ยังไม่เน่าเปื่อยไปหมดเนื่องจากสภาวะออกซิเจนต่ำ 2. หินตะกอนเคมี (CHEMICAL SEDIMENTARY ROCKS) ได้แก่ ทะเล ทั้งจากสารอนินทรีย์ และซากสิ่งมีชีวิต เช่น ปะการัง และกระดองของสัตว์ทะเล ซึ่งถับถมกันภายใต้ ความกดดันและตกผลึกใหม่เป็นแร่แคลไซต์จึงทำ ปฏิกิริยากับกรด หินปูนใช้ทำ เป็นปูนซิเมนต์ และใช้ในการ ก่อสร้าง ซิลิกาเข้าไปแล้วระเหยออก ทำ ให้เกิดผลึกซิลิกาแทนที่เนื้อหินเดิม หินเชิร์ตมักเกิดขึ้นใต้ท้องทะเล เนื่องจาก แพลงตอนที่มีเปลือกเป็นซิลิกาตายลง เปลือกของมันจะจมลงทับถมกัน หินเชิร์ตจึงปะปะอยู่ในหินปูน 3. หินตะกอนอินทรีย์ (ORGANIC SEDIMENTARY ROCKS) ได้แก่ สภาวะเช่นนี้เกิดตามห้วยหนองคลองบึง ในแถบภูมิอากาศแบบเส้นศูนย์สูตร การทับถมทำ ให้เกิดการแรงกดดัน ที่จะระเหยขับไล่น้ำ และสารละลายอื่นๆออกไป ยิ่งมีปริมาณคาร์บอนมากขึ้นถ่านหินจะยิ่งมีสีดำ ลิกไนต์ (LIGNITE) เป็นถ่านหินคุณภาพปานกลาง มีมากที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำ ปาง แอนทราไซต์ (ANTHRACITE) เป็นถ่านหินคุณภาพสูง ต้องนำ เข้าจากต่างประเทศ ภาพ 2-38 สัดส่วนของหินตะกอนบนเปลือกโลก ที่มา : LESA ตารางที่ 2-2 ตัวอย่างหินตะกอน


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 2.1.2.5 สวนไดโนเสาร์ สวนไดโนเสาร์ เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงเลยก็ว่าได้ โดยจะจำ ลองบรรยากาศของป่า ดึกดำ บรรพ์โลกล้านปี และมีทางเดินเข้าไป โดยทางเดินสองข้างทางก็จะมีไดโนเสาร์ที่สำ รวจพบที่ภูเวียง จำ ลองออกมาเป็นรูปร่างเหมือนจริงให้ได้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็น ไดโนเสาร์กินเนื้อไทรันสยาม ไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียงโกซอรัส 2-12 ภาพ 2-39 สวนไดโนเสาร์พิพิธภัณฑ์ภูเวียง ที่มา : FORD CONTRIBUTOR / SHUTTERSTOCK.COM ภาพ 2-40 สวนไดโนเสาร์พิพิธภัณฑ์ภูเวียง ที่มา : MUSEUM THAILAND


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM TO SEE AND TO BE SEEN คนมาใช้พื้นที่เพื่อดูคนอื่นทำ กิจกรรมและ ต้องการให้ผู้อื่นได้ดูพฤติกรรม SHOW TIME MAY BE ANY TIME คนมาใช้เพื่อแสดงออก พื้นที่สาธารณะ เปรียบเสมือนเวทีให้แสดง ความต้องการมีส่วนร่วมโดยตรง (OVERT SOCIALIZING) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การเข้ามาใช้ ความต้องการมีส่วนร่วมทางอ้อม (COVERT SOCIALIZING) เป็นการใช้พื้นที่ ในลักษณะเข้ามาเพื่อเฝ้าดู 2.1.3 ศึกษาทฤษฎีการรับรู้ของผู็ใช้โครงการ และการออกแบบพื้นที่สาธารณะ 2.1.3.1 ข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะ 1.สภาพแวดล้อมด้านบรรยากาศ RUTLEDGE AND MOLNAR, (1985: 102) ได้ให้ข้อสังเกตว่าผู้ใช้ พื้นที่มีความ ต้องการในเรื่องบรรยากาศซึ่งจะต้องเหมาะสมกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น เช่น เล่นกีฬาที่ต้องการความ โปร่ง โล่ง ลมไม่แรงเกินไป แดดจ้า ไม่มีฝุ่นควัน กลิ่นเหม็น และภาพที่ไม่น่าดู เช่น กองขยะ สิ่งสกปรก ซึ่ง สอดคล้องกับบทความของ MARCUS AND FRANCIS (1990) ได้ให้เหตุผลในการใช้พื้นที่สาธารณะ คือ 11 ความต้องการสัมผัสธรรมชาติ โดยให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความต้องการนี้คือมีการจัดพื้นที่สำ หรับ ปลูกต้นไม้และให้เกิดความหลากหลายในการเดินผ่านจุดต่าง ๆ มีการจัดพื้นที่สาหรับการขยายตัวทาง กิจกรรม คำ นึงถึงตำ แหน่งที่ตั้งของสิ่งต่าง ๆ ในสวนกับสภาพภูมิประเทศ และตำ แหน่งของเก้าอี้ควรมี การจัดวางให้คนได้เปิดมุมมองสู่ธรรมชาติ 2.สภาพแวดล้อมทางสังคม RUTLEDGE, (1981:102) กล่าวถึงการใช้สวนสาธารณะในหนังสือ A VISUAL APPROACH TO PARK DESIGN โดยแบ่งพฤติกรรมในสวน ดังนี้ ของคนที่ทำ กิจกรรม ความสามารถ เช่น เล่นดนตรี นอกจากนี้ MARCUS AND FRANCIS (1990) ได้ ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ผู้ใช้พื้นที่ ยังมีเหตุผลนอกเหนือจากความต้องการสัมผัสธรรมชาติ ยังต้องการความมี ปฏิสัมพันธ์ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ สวนกับบุคคลต่าง ๆ เข้ามาทำ กิจกรรมกับเพื่อนฝูง กับ ครอบครัวหรือกับคนที่คุ้นเคยอยู่แล้ว และการเข้ามา เพื่อพบปะสังสรรค์ สื่อสารกับบุคคลอื่น เช่น ผู้ที่มาเล่นกีฬาใน สวนอาจคาดหวังว่าจะพบกลุ่มผู้เล่นใหม่ในสวน เป็นต้น ความเปลี่ยนแปลงความเป็นไป โดยไม่ต้องการการมีส่วนร่วมในกิจกรรมใด ซึ่งพบได้ในช่วงวัยเกษียณเป็นส่วน ใหญ่ และสิ่งที่สำ คัญของพฤติกรรมนี้คือการจัดวางพื้นที่สำ หรับนั่ง พัก 2.3.4.3 สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวความ รู้สึกปลอดภัยของผู้ใช้สวนสาธารณะ เมื่อผู้ใช้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในการใช้พื้นที่ ทำ ให้เกิดความสบายใจใน การใช้งานมากขึ้น แบ่งเป็นความปลอดภัยด้านร่างกายและความปลอดภัยจากอาชญากรรม การจัดสถานที่ ให้เกิดความปลอดภัยทางด้านร่างกาย ได้แก่ มีการดูแลรักษา การใช้วัสดุที่เหมาะสมกับสภาพการใช้สอย ส่วนความปลอดภัยจากอาชญากรรมคือการออกแบบให้ไม่มีจุดลับสายตา หากเป็นพื้นที่ ที่ลึกเข้าไปควรจัดให้ มีกิจกรรมเพื่อให้คนเข้าไปในบริเวณนั้นมีการออกแบบความสว่างไม่ให้แสงจ้า 12 เกินไปหรือน้อยเกินไป การออกแบบให้พื้นที่ต่าง ๆ ในพื้นที่สวนสาธารณะสามารถเข้าถึงได้ง่ายและให้ มีลักษณะเปิดโล่ง (นิลุบล คล่องเวสสะ, 2544) 2.3.4.4สภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกด้านความสวยงาม ความสวยงามของสวน สาธารณะเป็นสิ่งที่มีความสำ คัญมาก เพราะทำ ให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกสบายใจ และก่อให้เกิดความระมัดระวัง ในการใช้สถานที่ ความสวยงามของพื้นที่สาธารณะจะต้องประกอบด้วยการจัดองค์ประกอบจะต้องมีความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สภาพโดยรวมของพื้นที่ มีความสะอาดเรียบร้อยมีการดูแลรักษาที่ดี (RUTLEDGE, 1981) 2-13 2.1.3.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พื้นที่สาธารณะ 2.1.3.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้พื้นที่สาธารณะ 1. การเดินทางและการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ พื้นที่การให้บริการของสวนสาธารณะแต่ละแห่งมีขอบเขต ที่ต่างกัน ดังนั้น ขอบเขตของพื้นที่การให้บริการของพื้นที่สาธารณะมาจากระยะการเดินและความสะดวกในการ เดินทางมาใช้ มาตราฐานของสหรัฐอเมริกา พบว่า พื้นที่สาธารณะที่มีขอบเขตการให้บริการ ประมาณ 400-800 เมตร จะอยู่ในระยะเวลาในการเดิน 5-10 นาที และผู้ใช้ยินดีที่จะเดินทางมาใช้ ภายในระยะเวลา ไม่เกิน 30 นาที การเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้ยากส่งผลถึงการไม่เข้ามาใช้พื้นที่ของผู้มาใช้เป็น อย่างมาก ถึงแม้ว่าพื้นที่สาธารณะแห่งนั้นจะอยู่ใกล้ เช่น การที่ต้องข้ามถนนที่มีรถวิ่งพลุกพล่านเกิด เป็นอุปสรรคในการ เข้าถึงวัยของผู้ใช้ที่ส่งผลต่อระยะการเดิน รวมทั้งความสะดวกและบรรยากาศของ เส้นทางก็มีส่วนช่วยให้ผู้ใช้ เดินทางมาใช้ ลักษณะของเส้นทางควรให้ความรู้สึกปลอดภัยของผู้ใช้และ ระบบโครงข่ายของเส้นทางควรมี ความต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกัน 2. กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ คนมีความแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ความชอบเฉพาะตัว รูปแบบของ พื้นที่ สาธารณะจึงควรมีลักษณะที่มาจากความต้องการของผู้ใช้งาน และมีความหลากหลายของรูปแบบการ ทำ กิจกรรมในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป กิจกรรมที่มีในพื้นที่ สาธารณะ จึงมีส่วนช่วยให้บรรยากาศของพื้นที่มีชีวิตชีวาสำ หรับผู้ใช้และมีส่วนช่วยในการดึงดูดผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น 3. ความทรุดโทรมของพื้นที่ พื้นที่สาธารณะหลายแห่งมีความทรุดโทรมเนื่องจากขาดการดูแลรักษา ในระยะยาวทำ ให้ส่งผลต่อจำ นวนของผู้ใช้งานลดน้อยลง เมื่อไม่มีผู้ใช้จึงมักกลายเป็นเป็นพื้นที่อาศัย ของคนจรจัดและกลายเป็นแหล่งมั่วสุมของการก่ออาชญากรรม ปัญหาที่เกิดไม่ได้มีเพียงความไม่สวยงาม ของสถานที่แต่มีผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ด้วย 4. ความปลอดภัย พื้นที่สาธารณะที่คนสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระจะทำ ให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึก ไม่ปลอดภัย เนื่องจากในอดีตพื้นที่สาธารณะเป็นสถานที่ที่เกิดอันตรายขึ้นเสมอ ดังนั้นการออกแบบพื้นที่ ในปัจจุบันจึงมีความคำ นึงถึงความปลอดภัยเพื่อให้ผู้ใช้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อพื้นที่ โดยการลดจุดที่ลับสายตา, การเดินตรวจตราดูแลบริเวณของเจ้าหน้าที่, ควบคุมให้มีทางเข้า-ออกให้แสงสว่างที่ เพียงพอกับผู้ใช้งานและ ทำ กิจกรรม 5. ความน่าสนใจและความดึงดูดใจ การสร้างความน่าสนใจและความดึงดูดใจของพื้นที่สาธารณะไม่ได้ เกิดจากการเน้นที่ส่วนประกอบและรูปแบบของพื้นที่เท่านั้น แต่อยู่ที่กิจกรรมที่น่าสนใจรวมทั้งการทำ การ ประชาสัมพันธ์และการจูงใจด้วยการสร้างพื้นฐานและลักษณะนิสัยใหม่ให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน เช่น สนับสนุนให้ เยาวชนเล่นกีฬาในเวลาว่าง ส่งเสริมให้มีกิจกรรมออกกำ ลังกายสำ หรับวัยทำ งานเพิ่มขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยคนเข้า มาใช้สวนในเวลาว่างมากขึ้น ช่วยให้ค่านิยมของคนที่มีต่อพื้นที่สาธารณะเปลี่ยนไป รูปแบบของพื้นที่ก็มีผลต่อ จำ นวนของผู้ใช้ด้วย พื้นที่ที่มีความสวยงามน่าใช้ทำ ให้คนเกิดความรู้สึกอยากกลับมาใช้อีก ประกอบด้วยปัจจัย ได้แก่ ลักษณะพื้นที่ที่มีความสว่าง ความสดชื่น ความเคลื่อนไหว และอื่น ๆ รวมกันอย่างได้สัดส่วน 6. ขนาดและรูปร่างของพื้นที่ พื้นที่สาธารณะที่มีสัดส่วนแคบยาวหรือโล่งกว้างเกินไปจะมีผลต่อการใช้ พื้นที่โดยสัดส่วนที่แคบอาจสร้างความรู้สึกอึดอัดการใช้ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่สามารถหาตำ แหน่งที่ปลอดภัยได้ ขณะที่พื้นที่โล่งกว้างมากก็จะมีลักษณะไม่เหมาะสมกับกิจกรรมทั่วไป ซึ่งสัดส่วนและตำ แหน่งของการเข้าถึง ความสัมพันธ์กับความสบายของผู้ใช้ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกปลอดภัยของ ผู้ใช้ด้วย (MARCUS AND FRANCIS, 1990) 7. บรรยากาศของกิจกรรมและการจัดวางต าแหน่ง (SETTING) สภาพที่เกิดของกิจกรรมและองค์ ประกอบธรรมชาติเป็นสิ่งส าคัญที่มีผลต่อ ความต้องการของผู้ใช้ และลักษณะกิจกรรมซึ่งในพื้นที่สาธารณะ ควรมีลักษณะ


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM อาคารทางประวัติศาสตร์ หรือ โบราณสถาน เป็นอาคารทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่ เช่น วัด วัง อาคารพิพิธภัณฑ์สถานที่ก่อสร้างใหม่ สามารถแบ่งการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ได้เป็น ส่วนบริการสาธารณะ (PUBLIC SERVICES) หมายถึง พื้นที่หรือบริเวณของ อาคารซึ่งจัดไว้เพื่อการ 2.1.3.3 หลักการออกแบบพิพิธภัณฑ์ 1. รูปแบบอาคารพิพิธภัณฑ์ องค์ประกอบที่สำ คัญที่สุดสำ หรับพิพิธภัณฑ์ คือ การออกแบบอาคาร สำ หรับการจัดแสดง โดยอาคารพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท (นิคม มูสิกะคามะ,2548) วิหาร ตำ หนัก ปราสาท ป้อม เป็นต้น เมื่ออาคารเหล่านี้ไม่ได้ใช้งานหรือมีอายุเก่าแก่จนไม่มีความเหมาะสม ในการใช้งานต่อไป จะสามารถนำ มาปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ โดยมีต้องการปรับปรุง 40 อาคารบางส่วน ให้สอดคล้องกับการใช้งานของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งการปรับแต่งนั้นจะต้องไม่ทำ ลายองค์ประกอบของอาคารโบราณ ให้สูญเสียไปด้วย 2 กลุ่ม 2.1 เน้นรูปแบบของอาคาร และมีลักษณะตามสภาพแวดล้อมของสถาปัตยกรรม ท้องถิ่น และเน้น ประโยชน์พื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร 2. ส่วนประกอบของอาคารพิพิธภัณฑ์ ในการจำ แนกองค์ประกอบของอาคารพิพิธภัณฑสถาน จะต้องพิจารณาตามหน้าที่แต่ละส่วนของอาคาร เพื่อทำ ให้อาคารเกิดประโยชน์ใช้สอยอย่างเหมาะสม และครบถ้วน (จิรา จงกล, 2532) บริการแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามา ซึ่งสามารถแบ่งส่วนได้ดังนี้ - ทางเข้า ทางออก (ENTRANCES AND EXITS) อาคารพิพิธภัณฑสถาน ควรมีทางเข้าและทางออก สำ หรับนักท่องเที่ยวเพียงทางเดียว แต่ทางเข้าทางออกสำ หรับ เจ้าหน้าที่เพิ่มเติม และมีทางออกฉุกเฉิน - ที่จำ หน่ายบัตร (TICKET) เป็นส่วนที่มีความจำ เป็นเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมในการดูแลรักษาบำ รุงอาคาร โดยควรตั้งอยู่บริเวณก่อนทางเข้าพื้นที่จัดแสดง - ห้องรับฝากของ (CHECK ROOM) เป็นส่วนบริการฝากสัมภาระของ นักท่องเที่ยว โดยมีพื้นที่รองรับ อย่างเพียงพอ และควรมีช่องที่เป็นกุญแจด้วย - ที่ติดต่อสอบถาม (INFORMATION DECK) ควรอยู่ในพื้นที่ทางเข้าออกและพื้นที่พักคอยเพื่อความสะดวก ในการให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว - ร้านพิพิธภัณฑสถาน หรือร้านขายของที่ระลึก (MUSEUM SHOP) ร้านค้าในพิพิธภัณฑสถานขนาดเล็ก ควรจะอยู่รวมกับส่วนติดต่อสอบถาม แต่หากเป็นร้านค้าในพิพิธภัณฑสถานขนาดใหญ่ควรจะอยู่ในพื้นที่พักคอย - พื้นที่พักคอยและต้อนรับ (LOBBY) สำ หรับพิพิธภัณฑสถานขนาดเล็กไม่จำ เป็นที่จะต้องมีพื้นที่พักคอย แต่สไหรับพิพิธภัณฑสถานขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ จะต้องมีห้องพักคอยก่อนที่จะเข้าถึงของจัดแสดง โดยพื้นที่พักคอยนั้นควรจะประกอบไปด้วย ที่นั่งพัก ทั้งในลักษณะเดี่ยว และกลุ่มเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้า ชมเป็นหมู่คณะ - ส่วนบริการอาหาร (RESTAURANT OR CAFETERIA) พื้นที่ในการบริการ อาหารขึ้นอยู่กับปริมาณของ ผู้ใช้งานและขนาดของพิพิธภัณฑสถาน ในพิพิธภัณฑสถานขนาดใหญ่อาจต้องมีทั้งพื้นที่บริการอาหาร และเครื่องดื่ม และในพิพิธภัณฑสถานขนาดเล็กนั้นจะมีเพียงพื้นที่บริการเครื่องดื่มเพียงอย่างเดียง เนื่องจาก จะใช้เวลาในการเข้าชมน้อยกว่า นอกจากพื้นที่บริการอาหารสำ หรับนักท่องเที่ยวแล้ว ยังต้องมีพื้นที่บริการ อาหารสำ หรับ เจ้าหน้าที่ด้วย - ส่วนห้องน้ำ (WC) ไม่ว่าพิพิธภัณฑสถานขนาดเท่าไหร่ ควรจะต้องมีห้องน้ำ สำ หรับนักท่องเที่ยว อย่างน้อย 4 ห้อง 2-14 ส่วนบริการทางการศึกษา (EDUCATIONAL SERVICES) ส่วนนี้ขั้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของ คลัง (STORE) แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนวัตถุที่เหลือจากการจัด แสดงหรือเป็นวัตถุที่เก็บเพื่อการ งานทะเบียน (REGISTER) ประกอบด้วย ห้องรับของ (RECEIVING ROOM) สำ นักงาน (OFFICE) ฝ่ายเทคนิค (TECHNICAL SERVICE) เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการ ปฏิบัติงานของพิพิธภัณฑสถาน การแบ่งเนื้อที่ส่วนจัดแสดง ขึ้นอยู่กับพิพิธภัณฑสถานแต่ละประเภท โดยแบ่งเนื้อที่จัดแสดงเป็น ลักษณะของห้องจัดแสดง - ที่จอดรถ (CAR PARK) การกำ หนดพื้นที่จอดรถขึ้นอยู่กับขนาดของ พิพิธภัณฑสถานควรมีที่จอดรถ ทั้งของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ โดยมีพื้นที่จอดรถทัวร์เพื่อ รองรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะด้วย - ห้องพักคนงาน มีไว้เพื่อรองรับคนงาน คนสวน คนทำ ความ สะอาด ยาม และมีห้อง LOCKER สำ หรับ เก็บของและรับประทานอาหารกลางวัน - โรงรถ เป็นโรงรถสำ หรับพิพิธภัณฑสถานที่ใช้สำ หรับขนย้ายวัตถุ ต่างๆ พิพิธภัณฑสถาน ว่ามีความมุ่งเน้นในการให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวมากน้อยเพียง ใด โดยส่วนบริการทางการศึกษาประกอบไปด้วย - ห้องประชุมหรือห้องบรรยาย (AUDITORIUM) ควรจะมีอย่างน้อย 1 ห้อง เพื่อใช้ในการบรรยายหรือ แสดงต่างๆ - ห้องเรียนและห้องปฏิบัติงาน (CLASSROOM OR STUDIO) จำ นวนห้องขึ้นอยู่กับกิจกรรมของ พิพิธภัณฑสถาน เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าสนใจในการจัดแสดง และให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมกับ โครงการ - ห้องสมุด (LIBRARY) มี 2 รูปแบบ คือ ห้องสมุดที่ใช้เฉพาะเจ้าหน้าที่ และห้องสมุดที่เปิดให้บุคคล ภายนอกสามารถเข้ามาใช้งานได้ 3. ส่วนงานฝ่ายบริหาร (ADMINISTRATIVE OFFICE) เป็นห้องทำ งานของผู้อำ นวยการ ห้องประชุม เจ้าหน้าที่ห้องทำ งานเลขานุการและเจ้าหน้าที่ควรจัดพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนอยู่ในตำ แหน่งเดียวกันและรวมกลุ่มกัน 4. ส่วนบริการสนับสนุน (SERVICE) ศึกษาค้นคว้า และส่วนคลังรวม ห้องเก็บของ (STORAGE) ห้องถ่ายรูป (PHOTOGRAPHY WORKROOM) ห้องช่างไม้ (WORK SHOP) ห้องปฏิบัติการสงวนรักษา (CONSERVATION WORKSHOP) เป็นการดูแลรักษาของวัตถุที่จัดแสดงก่อนเข้าสู่พื้นที่จัดแสดง 5. ส่วนงานรักษาความปลอดภัย (SECURITY SERVICE) จะต้องมีพื้นที่สำ หรับ เจ้าหน้าที่รักษาความ ปลอดภัย เป็นห้องควบคุมและห้องเก็บกุญแจ 6. ส่วนงานจัดแสดง (EXHIBITION AREA) เป็นส่วนที่มีความสำ คัญมากที่สุดของพิพิธภัณฑสถาน เนื่องจากเป็นจุดมุ่งหมายของผู้เข้าชมทุกคน 2 รูปแบบ คือ การจัดแสดงแบบถาวร และการจัดแสดงแบบ ชั่วคราว - ห้องแสดงแบบยกพื้นโล่ง (HALL WITH A BALCONY) มีห้อง โถงชั้นล่างขึ้นบันไดไปเป็นห้องระเบียงโล่ง โดยรอบมองลงมาเห็นชั้นล่าง - ห้องแสดงที่ใช้แสงธรรมชาติจากหลังคา (SKYLIGHTED GALLERY) - ห้องแสดงแบบไม่มีหน้าต่าง - ห้องแสดงแบบประวัติศาสตร์ (PERIOD ROOMS)


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ประเภทของความสมดุล ความสมดุลในงานออกแบบแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ความสมดุลของสี สีเป็นสิ่งเร้าที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้โดยตรง สามารถถ่วงน้ำ หนักให้เกิดความสมดุลได้ ความสมดุลของรูปร่าง สิ่งเร้าที่มีรูปร่างต่างกันจะสามารถกระตุ้นให้รู้สึกถึงความสมดุลได้ทั้งแบบ ความสมดุลของน้ำ หนักหรือความเข้มของสี ความสมดุลของพื้นผิว พื้นผิวของวัตถุที่มีลักษณะแตกต่างกันจะสามารถก่อให้เกิดความสมดุลได้ทั้งแบบ ความสมดุลของตำ แหน่งและทิศทาง การจัดวางองค์ประกอบที่เป็นจุดเด่นในตำ แหน่งหรือทิศทางของ 2.1.3.4 หลักการออกแบบในการจัดนิทรรศการ 1. ความเป็นเอกภาพ เอกภาพ (UNITY) หมายถึง ผลรวมขององค์ประกอบที่อยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นหน่วยเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นเรื่องเดียวกัน มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันและกลมกลืนกัน นอกจากความเป็นเอกภาพจะสามารถดึงดูดความสนใจได้ดีแล้ว ยังช่วยในการสื่อความหมายให้ผู้ชมเข้าใจ สาระได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย ประโยชน์ของความเป็นเอกภาพในนิทรรศการ มีประโยชน์ทั้งต่อผู้จัดและผู้ชม หลายประการคือ ป้องกันความสับสนและความเข้าใจผิด สะดวกในการจัดการและดำ เนินงาน มีจุดเด่นเป็น ลักษณะเฉพาะแตกต่างจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เป็นการนำ เสนอเนื้อหาที่ตรงกับวัตถุประสงค์ สามารถกำ หนด กลุ่มเป้าหมายได้ง่าย สามารถจำ แนกปัญหาและอุปสรรคได้ชัดเจน ปัจจัยที่ทำ ให้เกิดความเป็นเอกภาพ ความเป็นเอกภาพแสดงออกให้เห็นรูปแบบต่าง ๆ ดังตัวอย่าง เช่น ความใกล้ชิด (PROXIMITY) การซ้ำ (REPETITION) ความต่อเนื่อง (CONTINUATION) ความหลาก หลาย (VARIETY) ความกลมกลืน (HARMONY) 2. ความสมดุล ความสมดุล (BALANCE) เป็นลักษณะการจัดองค์ประกอบให้สอดคล้องกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ชม คล้อยตามโดยไม่รู้ตัว ความสมดุลช่วยให้ผู้ชมรู้สึกสบายไม่อึดอัดในขณะชมนิทรรศการ เพราะความสมดุลทำ ให้ เกิดความรู้สึกพอดีและเหมาะสมกับธรรมชาติของเนื้อหา ความสมดุลในการออกแบบสื่อทัศนศิลป์ใน นิทรรศการ เป็นการถ่วงดุลขององค์ประกอบต่าง ๆ ให้ความรู้สึกว่ามีปริมาณ ขนาดหรือน้ำ หนักของแต่ละด้าน เท่าเทียมกัน - ความสมดุลแบบสมมาตร คือความสมดุลที่มีลักษณะซ้าย – ขวาเท่ากัน ได้ซึ่งเกิดจากการจัดวางองค์ ประกอบต่าง ๆ ให้มีปริมาณขนาดน้ำ หนักเท่า ๆ กันทั้งซ้าย ทั้งขวา เมื่อแบ่งครึ่งด้วยเส้นแกนสมมุติแนวตั้ง ความสมดุลลักษณะนี้ให้ความรู้สึก นิ่งเฉย มั่นคง แน่นอน จริงจัง มีระเบียบวินัย ดังนั้นจึงมักจะใช้กับเนื้อหาที่ เกี่ยวกับงานราชการ เรื่องราวทางศาสนา การเมือง การปกครอง - ความสมดุลแบบอสมมาตร คือความสมดุลที่มีลักษณะการจัดองค์ประกอบซ้าย – ขวาไม่เท่ากัน ไม่ คำ นึงถึงความเท่าเทียมของขนาดและปริมาณ แต่คำ นึงถึงน้ำ หนักที่ถ่วงดุลกันเป็นสำ คัญ ตัวอย่างเช่น ด้านซ้าย ของภาพอาจมีรูปลูกแมว 3 ตัว ด้านขวามีรูปแม่แมวตัวเดียว ทำ ให้ทั้งสองด้านถ่วงดุลน้ำ หนักซึ่งกันและกันได้ ความรู้สึกแบบอสมมาตรให้ความรู้สึกเคลื่อนไหว ไม่นิ่งเฉย ตื่นเต้น เนื้อหาที่มีลักษณะอิสระเป็นกันเองยืดหยุ่น ได้ ไม่เคร่งเครียดมากนัก สนุกสนาน ผ่อนคลาย ความสมดุลแบบอสมมาตรจึงค่อนข้างเป็นที่นิยมอย่างกว้าง ขวาง เพราะเป็นแสดงออกถึงความคิดรสร้างสรรค์ มีอิสระ และท้าทายในการออกแบบ ทั้งแบบสมมาตรและแบบอสมมาตร สมมาตรและอสมมาตร สมมาตรและแบบอสมมาตร สายตาจะสามารถถ่วงดุลกับส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มีปริมาณมากกว่าได้ และก่อให้เกิดความสมดุลได้ทั้งแบบ สมมาตรและแบบอสมมาตร 2-15 การเน้นด้วยการตัดกัน หมายถึง การจัดองค์ประกอบสำ คัญของแต่ละส่วนให้มีความเข้มต่างกันไปใน การเน้นด้วยการแยกตัวออกไป หมายถึง การจัดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งแยกตัวออกไปจากกลุ่ม การเน้นเนื้อหาโดยรวม การจัดนิทรรศการโดยเน้นเนื้อหาภาพรวมทั้งหมด ไม่มีการเน้นจุดใดจุดหนึ่งเป็น การเน้นให้เกิดจังหวะ คำ ว่า “จังหวะ” หมายถึงตำ แหน่งของสิ่งเร้าที่ถูกจัดวางเป็นระยะ ๆ อาจถี่หรือ การเน้นโดยการจัดวางตำ แหน่ง การจัดองค์ประกอบให้อยู่ในตำ แหน่งที่เหมาะสมและทำ ให้น่าสนใจด้วย 2.1.3.3 หลักการออกแบบนิทรรศการ 3. การเน้น การเน้น (EMPHASIS) เป็นการเลือกย้ำ ทำ ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งเร้าให้มีความเข้มโดดเด่นกว่าองค์ ประกอบอื่น ๆ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการรับรู้นิทรรศการได้มากกว่าสิ่งแวดล้อมทั่วไป ทำ ให้ผู้ชมรับรู้จุดที่เน้น ได้ชัดเจนกว่าส่วนอื่นที่มีลักษณะเป็นปกติธรรมดา การเน้นให้เกิดจุดเด่นอาจต้องอาศัยองค์ประกอบศิลป์ ได้แก่ สี แสงเงา พื้นผิว รูปร่าง รูปทรง ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีวิธีเน้นได้หลายวิธี ทิศทางตรงกันข้ามจะสามารถดึงดูดความสนใจได้ดีขึ้น องค์ประกอบส่วนใหญ่ซึ่งรวมตัวกันอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน องค์ประกอบที่แยกตัวออกไปจะกลายเป็นจุด เด่น สามารถเน้นให้เกิดความสนใจได้มากขึ้นเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากองค์ประกอบที่ร ที่ วมตัวกัน จุดสนใจโดยเฉพาะ เนื่องจากองค์ประกอบทุกอย่างถูกจัดให้มีคุณค่าต่อการรับรู้และการเรียนรู้พอ ๆ กัน เป็นการสร้างความคิดรวบยอด (CONCEPT) ของนิทรรศการให้เด่นชัดครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การเน้น ลักษณะนี้จะช่วยให้เนื้อหาของนิทรรศการมีความเป็นอันหนึ่งเดียวกันหรือมีเอกภาพ ไม่มีส่วนใดแปลกแยกไป จากส่วนรวม ห่างมีทิศทางเดียวกันหรือหลายทิศทาง ขนาดเดียวกันหรือแตกต่างกันหลายขนาด เป็นต้น การจัดองค์ ประกอบที่มีลักษณะเดียวกันให้อยู่ในแนวเดียวกันอย่างเป็นระเบียบจะทำ ให้รู้สึกจริงจังเคร่งเครียดไม่เป็นกันเอง แต่ถ้ากำ หนดให้องค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีลักษณะผิดปกติหรือแปลกไปจากส่วนอื่น ๆ โดยการ เปลี่ยนแปลงสี ขนาด รูปร่าง ทิศทางหรือตำ แหน่งพื้นผิว ก็จะทำ ให้ผลงานนั้นมีจังหวะที่น่าสนใจมากขึ้น เส้น สี รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว เช่น การวางตำ แหน่งให้มีทิศทางคล้อยตามกัน การวางตำ แหน่งให้อยู่ตรง จุดรวมเส้นรัศมีการวางตำ แหน่งโดยใช้เส้นนำ สายตาไปยังส่วนสำ คัญของภาพ การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในแทบทุกวงการ โดยเฉพาะวงการออกแบบกราฟิก ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยให้การสร้างสรรค์เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองจินตนาการของนักออกแบบได้ อย่างไร้ขีดจำ กัด ด้วยโปรแกรมซอฟท์แวร์ต่าง ๆ ซึ่งมีตั้งแต่โปรแกรมพื้นฐานง่าย ๆ ไปจนถึงโปรแกรมระดับสูง ที่ใช้ในงานอาชีพออกแบบโดยตรง อย่างไรก็ตามนักเขียนโปรแกรมแต่ละโปรแกรมพยายามทำ ให้ใช้งาน ได้ง่ายที่สุด บางโปรแกรมสามารถใช้ได้ง่ายมากแม้ผู้ออกแบบบางคนอาจขาดทักษะด้านกราฟิกก็สามารถ ออกแบบได้เป็นอย่างดี เพียงแต่มีความรู้พื้นฐานในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับงานกราฟิก ก็สามารถผลิตงานได้อย่างสวยงาม เช่นโปรแกรมการนำ เสนอ (POWERPOINT) ส่วนโปรแกรมอื่น ๆ ซึ่งต้องใช้ทักษะในการออกแบบและทักษะด้านคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสร้างสรรค์ ได้แก่ โปรแกรมการสร้าง งานกราฟิก (ILLUSTRATOR) โปรแกรมการตกแต่งภาพ (PHOTOSHOP) โปรแกรมสร้างภาพ 3 มิติ (3D) เป็นต้น


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 2.2 กรณีศึกษา 2.2.1 AUSTRALIAN AGE OF DINOSAURS MUSEUM / COX RAYNER ARCHITECTS ประสบการณ์การมาถึงและการเข้าช่วยเน้นแนวคิดนี้ ผ่านช่องรับแสงที่แคบไปจนถึงชุดของพื้นที่คล้ายถ้ำ ใน รูปแบบปิด หรือไปยังปริมาตรเชิงพื้นที่แบบเปิดได้ซึ่งมีลักษณะเหมือนร่มกันแดดออสเตรเลียอันกว้างใหญ่ แนวคิดนี้ไม่ได้จำ ลองแบบโทรโกลไดต์มากนัก แต่เป็นการสร้างบรรยากาศที่ประสานกันกับลักษณะของเมซ่าและ พลังที่แข็งแกร่งของไดโนเสาร์ซึ่งเมื่อ 99 ล้านปีก่อนได้ท่องไปในภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในช่วงเวลานี้ 2-16 ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบที่สร้างขึ้นกับบริบท การออกแบบเป็นการขยายแนวนอนของ ภูมิประเทศที่ราบสูงและส่วนขยายแนวตั้งของทิวทัศน์หน้าผาเมซ่า ซึ่งเป็น 'ปัจจุบัน' พร้อมกันและ 'ไม่ปรากฏ' คล้ายกิ้งก่าคาเมเลี่ยน จึงทั้งโดดเด่นและไม่ยั่งยืน หลังคาบังแดดด้านนอกได้รับแจ้งจาก ผับเก่าแก่ในเมือง และฉากและไฟที่มีรูขึ้นสนิมที่ทำ ด้วยมือนั้นได้มาจากลวดลายเงาของต้นไม้ใน บริเวณนั้น ภาพ 2-41 AUSTRALIAN AGE OF DINOSAURS MUSEUM ที่มา : CHRISTOPHER FREDERICK JONES พื้นที่รวมตัวพร้อมหลังคาส่วนกลางและกลางแจ้งและพื้นที่สื่อความหมายมีการระบายอากาศตาม ธรรมชาติ ปิดลงพร้อมทั้งบังแดดและฉากกั้นเพื่อ 'รังไหม' พื้นที่ในสภาวะที่รุนแรง และเปิดออกอย่างง่ายดาย เท่า ๆ กันเหมือนร่มออสเตรเลียขนาดใหญ่เมื่อมีสภาพอากาศอบอุ่น จากมุมมองที่กว้างขึ้น อาคารได้รับการออกแบบให้มีการวางซ้อนบนภูมิทัศน์น้อยที่สุด แม้ว่าจะถึงจุดที่ หากถอดออก อาคารก็อาจถูกบดขยี้และสลายกลับคืนสู่พื้นดินได้ แต่หากต้องทนทานนานหลายชั่วอายุคน โครงสร้างและสาระสำ คัญของมันจะช่วยให้มีอายุการใช้งานได้นานกว่าสถาปัตยกรรมที่มีกรอบน้ำ หนักเบากว่า เราเชื่ออย่างแท้จริงว่า AAOD รวบรวมคำ ศัพท์ใหม่สำ หรับสถาปัตยกรรมชนบทห่างไกลของออสเตรเลียที่ยั่งยืน ภาพ 2-42 AUSTRALIAN AGE OF DINOSAURS MUSEUM ที่มา : CHRISTOPHER FREDERICK JONES


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 2.2 กรณีศึกษา 2.2.2 THE DINOSAUR EGG GEOLOGICAL MUSEUM หยุนเซียนตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาทางตอนกลางของประเทศจีน ที่พิกัด 32°40′N, 110°37′E อยู่ในเขตภูมิ อากาศร้อนฤดูร้อนและฤดูหนาว การออกแบบพิพิธภัณฑ์ใช้วัสดุในท้องถิ่น ทีมงานท้องถิ่น และเทคนิคการ ก่อสร้างในท้องถิ่น มุ่งมั่นที่จะสร้างความหยุดชะงักน้อยที่สุดด้วยข้อมูลการออกแบบที่มาจากท้องถิ่นส่วนใหญ่ ตามหลักการออกแบบเชิงรับ พิพิธภัณฑ์ไม่จำ เป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศและสิ่งอำ นวยความสะดวก ระบายอากาศอื่นๆ 2-17 ภาพ 2-43 THE DINOSAUR EGG GEOLOGICAL MUSEUM ที่มา : WUHAN HUST ARCHITECTURE AND URBAN PLANNING DESIGN INSTITUTE สัณฐานวิทยาของรากการออกแบบในการกระจายเชิงพื้นที่ของไข่ไดโนเสาร์และการแปรผันตามแนวตั้งของ ภูมิประเทศในสถานที่ สถานที่นี้ยังคงถูกรบกวนน้อยที่สุด โดยมีสะพานเดินที่ออกแบบให้เรียบง่ายลอยอยู่เหนือ บริเวณที่ตั้งไข่ ซึ่งเป็นตัวกำ หนดทิศทางและรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ทำ หน้าที่เป็นฉากหลังอันเงียบงันของ สถานที่ เป็นอาคารที่เรียบง่ายต่อสถานที่ ซื่อสัตย์ต่อประวัติศาสตร์ และให้ความเคารพต่อการขุดค้นทาง โบราณคดี นวัตกรรมระบบหน้าต่าง “โปร่งใสกันลมแต่บังแสง” แก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างสภาพแวดล้อมภายใน อาคารที่มองเห็นความมืดและสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นความรู้สึกในนิทรรศการที่มีการระบายอากาศตาม ธรรมชาติ วัสดุเก่า+เทคนิคการก่อสร้างใหม่: - ไม้ไผ่ในท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้รับเลือกให้เป็นวัสดุยั่งยืนที่มีงบประมาณต่ำ อย่างไรก็ตาม วัสดุทั่วไปถูกนำ มาใช้กับนวัตกรรม: ไม้ไผ่ส่วนใหญ่ถูกนำ มาใช้เพื่อทำ แม่พิมพ์ที่ให้คอนกรีตซึ่งมีการตกแต่งที่มี เอกลักษณ์ หยาบ และมีลักษณะเฉพาะ - กระเบื้องเก่าจากบ้านดินรกร้างในบริเวณใกล้เคียงก็ถูกนำ กลับมาใช้ใหม่ด้วยวิธีการใหม่: ใช้เพื่อสร้าง หลังคาชั้นที่ 2 หลังคา 2 ชั้นช่วยให้อากาศไหลเวียนระหว่างกัน จึงช่วยลดความร้อนที่เข้ามาในอาคารในช่วง ฤดูร้อน - “ปล่องไฟ” ใช้เพื่อมอบ “สปอตไลต์ตามธรรมชาติ” ที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ให้กับไข่ไดโนเสาร์ ซึ่งเป็น รายการเดียวที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด “ปล่องไฟ” ยังสร้างบรรยากาศอันลึกลับให้กับนิทรรศการอีกด้วย ภาพ 2-44 THE DINOSAUR EGG GEOLOGICAL MUSEUM ที่มา : WUHAN HUST ARCHITECTURE AND URBAN PLANNING DESIGN INSTITUTE


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 2.2 กรณีศึกษา 2.2.3 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL 2-18 ภาพ 2-45 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL ที่มา :ANTTIYRJ แผนที่ท้องฟ้าที่ประดับประดาผนัง EARTH HALL เป็นฉากหลังที่สวยงามให้กับประติมากรรม EARTH โลหะขนาดยักษ์ของพิพิธภัณฑ์ถูกรายล้อมไปด้วยวัตถุที่น่าทึ่งซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของดาวเคราะห์และระบบ สุริยะของเรา รวมถึงหินพระจันทร์ โลหะมีค่า และแร่ธาตุเรืองแสง ตัวอย่างเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวในอดีตอัน วุ่นวายของโลก ภาพ 2-46 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL ที่มา :THE NATURAL HISTORY MUSEUM ภาพ 2-47 NATURAL HISTORY MUSEUM EARTH HALL ที่มา :THE NATURAL HISTORY MUSEUM


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ทัวร์ห้องโถงเสมือนจริง + การสืบสวนของนักเรียน 2.2 กรณีศึกษา 2.2.4 ทัศนศึกษาเสมือนจริงสู่ HALL OF PLANET EARTH 2-19 ภาพ 2-48 HALL OF PLANET EARTH ที่มา : AMNH/R.MICKENS จะใช้ GOOGLE ARTS AND CULTURE เพื่อสำ รวจว่าเหตุใดจึงมีแอ่งมหาสมุทร ทวีป และภูเขา" ส่วนหนึ่ง ของ GOTTESMAN HALL แห่ง PLANET EARTH ให้พวกเขาใช้แผนที่ส่วนแผ่นเปลือกโลกเพื่อค้นหาการจัด แสดงเกี่ยวกับแผ่นเปลือกโลก ภูเขาไฟระเบิด ภูเขาไฟที่ไหลออกมา แผ่นดินไหว และการก่อสร้างภูเขา ภาพ 2-49 HALL OF PLANET EARTH ที่มา : AMNH/R.MICKENS ภาพ 2-50 ตัวอย่างข้อมูลใน HALL OF PLANET EARTH ที่มา : AMNH/R.MICKENS นักเรียนจะเลือกตัวอย่างหินจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่ระบุไว้ในแผนที่ซึ่งมีต้นกำ เนิดมาจากขอบเขตแผ่นมาบรรจบ กันหรือขอบเขตแผ่นแยกที่พวกเขาต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม จากนั้นใช้ลิงก์บนแผนที่เพื่อสำ รวจตำ แหน่งของหิน ใน ฮอลล์โดยใช้ GOOGLE ARTS & CULTURE และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ AMNH นักเรียนจะ ตอบคำ ถามต่อไปนี้เกี่ยวกับตัวอย่างของพวกเขาใน


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 3.1 ผู้ใช้โครงการ 3.1.1 ผู้ใช้บริการ ผู้ใช้โครงการส่วนใหญ่ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 3.1.2 ผู้ให้บริการ บทที่ 3 รายละเอียด และการวิเคราะห์โครงการ 3-1 ครู นักเรียน ครอบครัว บุคคลทั่วไป บุคลากรใรพิพิธภัณฑ์ ภาพ 3-1 ผลการตรวจของกรมทรัพยากร ที่มา : กองตรวจราชการ


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท 3.2 การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ บนภูเขาในอุทยานแห่งชาติภูเวียง ปีพ.ศ.2519 ได้มีการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอตโดย บังเอิญจากคณะสำ รวจแร่ยูเรเนียม ต่อมาคณะทำ งานจากกรมทรัพยากรธรณีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสได้ ทำ การขุดค้นศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง ทำ ให้มีการค้นพบไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลก และได้ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ อีกเป็นจำ นวนมากในอีกหลายจังหวัด ในปีพ.ศ.2544 ทางกรมทรัพยากรธรณี จึงได้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ที่นี่จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศไทย ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ ศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ตำ บลในเมือง อำ เภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น 40150 โทรศัพท์ : 081-846 2760 , 081-845 8628 โทรสาร : IDLINE : DINOPHUWIANG เว็บไซต์ : HTTP://WWW.DMR.GO.TH อีเมล : [email protected] วันและเวลาทำ การ วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 09.30 น. - 16.30 น. ( ปิดทุกวันจันทร์ ) ค่าเข้าชม คนไทย 3-2 ภูเวียงเป็นเมืองเก่ามาแต่โบราณกาล โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อแรกตั้ง จังหวัดขอนแก่น มีเพียง 3 เมือง เท่านั้น คือ เมืองชนบท เมืองภูเวียง และเมืองขอนแก่น โดยที่เมืองภูเวียงเป็นเมืองที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก คนทั้งหลายมักจะเรียกเมืองภูเวียงว่าเป็น “หัวเมืองเอกฝ่ายตะวันตก” ตามประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค ของอำ เภอภูเวียง ปรากฏว่าเมืองประมาณ พ.ศ. 2300 ประชาชนในพื้นที่ยื่นคำ ขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2546 ให้มีการเสนอร่างพระราช บัญญัติจัดตั้งจังหวัดภูเวียง ตามหลักเกณฑ์ที่กำ หนด เพื่อแยกอำ เภอภูเวียง (ปัจจุบันแยกเป็น 2 อำ เภอ คือ อำ เภอภูเวียง และอำ เภอเวียงเก่า) อำ เภอชุมแพ อำ เภอสีชมพู อำ เภอหนองเรือ อำ เภอภูผาม่าน และอำ เภอ หนองนาคำ รวมกันขึ้นเป็น จังหวัดภูเวียง โดยมีผู้เข้าชื่อเสนอร่างจำ นวนประมาณ 70,000 คน ซึ่งเกิน จำ นวน 5 หมื่นคน ตามที่กฎหมายกำ หนด ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สามารถนำ เข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการพิจารณา ก่อนหน้านี้ มึความพยายามผลักดันให้มีการก่อตั้งจังหวัดชุมแพ แต่เมื่อถึงขั้นตอนลงประชามติ พบว่ามีผู้ลงชื่อไม่ถึงจำ นวน 5 หมื่นคน ทำ ให้ พรบ.จัดตั้งจังหวัดชุมแพตกไป ในเวลาต่อมาจึงได้มีความ พยายามผลักดันให้อำ เภอภูเวียงเป็นศูนย์กลางของจังหวัดใหม่อีกครั้ง ผู้ใหญ่ 60 บาท เด็ก 30 บาท คนต่างชาติ การวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ ภาพ 3-2 พื้นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ภูเวียงบนแผนที่ ที่มา : GOOGLE MAP โดยรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1(ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี รถโดยสารประจำ ทาง เส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น จากสถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง จากขอนแก่นเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 12 การเดินทาง ตรงหลักกม.ที่ 107 แยกขวาเข้าทาง หลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น ระยะทาง 449 กิโลเมตร (หมอชิต 2) มีบริการทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง และใช้เส้นทางหลวงสาย 2038 ไปอำ เภอชุมแพ อำ เภอภูเวียง พิพิธภัณฑ์อยู่ก่อนถึงอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร (ขอนแก่น-ชุมแพ) ผ่านอำ เภอบ้านฝาง อำ เภอหนองเรือ ถึงทางแยกไปอำ เภอภูเวียง ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร จึงแยกตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2038 อีก 22 กิโลเมตรถึงอำ เภอภูเวียงและเดินทางต่อไป อีก 10 กิโลเมตรถึงพิพิธภัณฑ์ ภาพ 3-3 ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของพิพิธภัณฑ์ภูเวียง ที่มา : วิกิพีเดีย,2566 ภูเวียง มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือก เขาล้อมเป็นวงอยู่ 2 ชั้น ตรงกลางเป็นแอ่งขนาด ใหญ่ คล้ายแอ่งกระทะซึ่งเป็นที่ราบและลอนลาด ส่วนพื้นที่โดยรอบแอ่งมีลักษณะเป็นเทือกเขา ซึ่งมีมุมเทเข้าหาใจกลางแอ่ง ประกอบด้วยเทือก เขาที่มีความลาดชันปานกลางถึงลาดชันสูง


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 3.3 สรุปโครงการ 3.3.1 องค์ประกอบโครงการ 3-3 ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ KEY PLAN ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย ประตูทางเข้า ทางเชื่อมส่วนที่3 ทางเชื่อมส่วนที่4 ทางออกชั้น2 ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ KEY PLAN ส่วนที่ 4 : หินแร่ และการใช้งาน ภาพ 3-4 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 1 ภาพ 3-5 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 2


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 3.3.2 สรุปพื้นที่ใช้สอย รายละเอียดของพื้นที่ใช้สอยโครงการในแต่ละโซน มี ดังนี้ 3-4 ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก จัดที่บริเวณโถงกลางชั้น 1 การจัดแสดงของที่นี่เน้นเนื้อหาความเชื่อมโยงของเรื่องราว การอธิบายช่วงแรกใช้แบบจำ ลองภาพ ข้อความและวีดีโอสั้นๆเริ่มจากเรื่องที่กว้างใหญ่ในระบบสุริยะจักรวาล แล้วมายังกำ เนิดโลก กำ เนิดสิ่งมีชีวิต ส่วนจัดแสดงตรงนี้ให้แสงในบรรยากาศจำ ลองเหมือนนอกโลก มีภาพจำ ลองของดวงดาว องค์ประกอบของโลก ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย จัดที่บริเวณทางเดินชั้น 1 จัดแสดงเรื่องราวของการค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ เน้นว่าเป็นไดโนเสาร์ที่ค้นพบในประเทศไทย และไดโนเสาร์แห่งเทือกเขาภูเวียง ในประเทศไทยค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ 8 สายพันธุ์ พบที่ขอนแก่น 4 สายพันธุ์ ที่เด่นสะดุดตาเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์จำ ลองตัวขนาดใหญ่นำ มาเรียงต่อกันให้เห็นโครงร่าง ทั้งตัว มีการจำ ลองหลุมขุดค้นให้ผู้เข้าชมได้เห็นภาพของกระดูกไดโนเสาร์ขณะที่เปิดหน้าดิน ในตู้กระจกจัด แสดงฟอสซิลชิ้นส่วนเล็กๆ แต่สำ คัญมากต่อความรู้ด้านโบราณชีววิทยา เพราะทำ ให้ผู้เชี่ยวชาญระบุได้ว่า ได้ค้นพบไดโนเสาร์สกุลและชนิดใหม่ๆในประเทศไทย มีตู้หนึ่งเขียนว่า ฟันไดโนเสาร์ยูฮีโลโปดิด ยุคจูแรสซิก ตอนปลายถึงยุคครีเทเชียสตอนต้น ประมาณ 150 ล้านปี พบที่จังหวัดมุกดาหารและกาฬสินธุ์ ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ จัดร่วมกับสวนไดโนเสาร์ ที่ชั้น 1-2 สวนไดโนเสาร์ ในห้องนี้ได้จำ ลองสภาพป่าดึกดำ บรรพ์มาไว้ที่นี่ ทันทีที่เปิดประตูกระจกก้าวเข้าไป ผู้เข้าชมจะได้ยินเสียงร้องของไดโนเสาร์ พร้อมกับได้ยินเสียงน้ำ ตก ช่วงแรกมีทางเดินผ่านโถงถ้ำ มืดๆ แล้วมีสะพานให้เดินชมไดโนเสาร์ที่ขยับตัวได้ ส่งเสียงร้องได้ ขนาดตัวเท่าตัวจริง ไดโนเสาร์ทุกตัวในนี้ เป็นชนิดที่ค้นพบซากดึกดำ บรรพ์ในประเทศไทย ให้สังเกตที่ชื่อไดโนเสาร์ ตัวที่เป็นสกุลและชนิดใหม่ ชื่อมักจะมีชื่อเดิมของไทยคือ สยาม ถิ่นที่พบคือ ภาคอีสาน และชื่อไทยของบุคคลสำ คัญในแวดวงไดโนเสาร์ ส่วนที่ 4 : หินแร่และการใช้งาน จัดที่บริเวณทางเดินชั้น 2 หลุมขุดค้นแต่ละแห่งที่ได้จัดแสดงจำ ลองไว้เหมือนกับตอนขุดค้นจริง แต่ละแห่งมีอาคารมีหลังคาคลุม มีภาพและรายละเอียดอธิบายไว้ ชื่อของหลุมขุดค้นทั้ง 9 จุดเรียงตามลำ ดับ ต่อมาเป็นห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่มีต่องานศึกษาวิจัย ไดโนเสาร์คุณวุฒิพงษ์ สุขใจ เล่าไปด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในช่วงเวลา ที่เสด็จฯมาที่ภูเวียง หลังจากวันนั้นคนในชุมชนได้มีโอกาสที่ดีหลายเรื่องในชีวิต ทั้งเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น และการเป็นแหล่งการเรียนรู้ ภาพ 3-6 ภาพเดิมโซนกำ เนิดโลก ภาพ 3-7 โซนเดิมของชิ้นส่วนกระดูกที่ค้นพบ ภาพ 3-8 ภาพเดิมโซนสวนไดโนเสาร์ ภาพ 3-9 โซนเดิมของโซนหิน


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM KEY PLAN ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย ท า งเชื่ อ ม ส่ ว นที่ 3 ท า งเชื่ อ ม ส่ ว นที่ 3 บทที่ 4 การออกแบบโครงการอุตสาหกรรม 4.1 แนวคิดในการออกแบบ พิพิธภัณฑ์ คือสถานที่ที่สะสม แสดงสิ่งต่างๆที่สำ คัญ และให้องค์ความรู้ ความเพลิดเพลิน ความตื่นเต้น น่าสนใจ น่าจดจำ การออกแบบการจัดแสดงนั้น จะต้องมีการจัดแสดงให้น่าสนใจ น่าติดตาม สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อไดโนเสาร์ ทำ ให้นึกถึงการค้นพบ การวิจัย จึงมีแนวคิดในการตกแต่งให้คล้ายห้องวิจัยที่ทิ้งร้างน่าค้นหา 4-1 4.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในการใช้งาน ของส่วนต่างๆของโครงการ แนวคิด : ห้องทดลองที่น่าค้นหา ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 1 ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก ประตูทางเข้า ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 1 ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ KEY PLAN ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก ประตูทางเข้า ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย ภาพ 3-9 โซนเดิมของชิ้นส่วนกระดูกที่ค้นพบ ภาพ 4-1 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 1 ภาพ 4-2 ลำ ดับการจัดแสดง และทางสัญจร ชั้นที่ 2 ภาพ 3-10 โซนเดิมของชิ้นส่วนกระดูกที่ค้นพบ


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4.3 การตรวจแบบครั้งที่ 1 การตรวจแบบครั้งที่ 1 มีการแบ่งข้อมูลในการสืบค้น ในแต่ละหัวข้อ แบ่งเป็น 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ ส่วนที่ 4 : หินแร่และการใช้งาน 4-2 ภาพ 4-3 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 2 ภาพ 4-4 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 3 4.4 การตรวจแบบครั้งที่ 2 การตรวจแบบครั้งที่ 2 เป็นการเพิ่มรูปแบบดีไซน์ให้มีตัวเลือกมากขึ้น ภาพ 4-5 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 4 ภาพ 4-6 SKETCH DESIGN ครั้งที่ 5


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-3 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก 20.9 เมตร 7.63 เมตร 4.5 การตรวจแบบครั้งสุดท้าย ภาพ 4-7 แสดรูปตัด ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-4 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก จอแนวโค้งที่ครอบพื้นที่นั่ง แผงควบควบคุมพร้อมที่นั่ง 14 ที่นั่งตั้งบนฐานวงกลม ระยะเวลาการจัดแสดงส่วนนี้รวม 10 นาที ใช้ชุดควบคุมของห้องวิจัย บนยานอวกาศ เป็นแนวคิดในการออกแบบ แบ่งเป็นสองฟังก์ชัน ดังนี้ ภาพ 4-8 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-5 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก จอโค้งที่ครอบพื้นที่นั่งจะแสดงตั้งแต่การเกิดกำ เนิด BIGBANG ถึง การกำ เนิดทางช้างเผือกก่อนจะเข้าสู่เรื่องโลก ภาพ 4-9 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-6 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก ฐานวงกลมด้านล่าง จะจำ ลองการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก โดยการใช้ภาพและการสั่น ภาพ 4-10 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-7 การจัดไฟส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก ใช้ไฟ SPOT LIGHT สีขาว เพื่อ HIGHLIGHT ที่นั่ง ใช้ไฟ DIFFUSED LIGHT เพื่อลดแสงจ้าบริเวณรอบๆ ภาพ 4-11 แสดงการจัดไฟ ส่วนที่ 1 : กำ เนิดโลก


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-8 รูปตัด ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย 23.39 เมตร 3.43 เมตร ภาพ 4-12 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-9 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย ใช้ BACTA TANK หรือ ห้องปลอดเชื้อแบบเเคปซูล มาใช้ในการออกแบบโดยด้านในจะเป็นการจำ ลองไดโนเสาร์ทั้ง 5 สายพันธุ์ โดยมีจอข้อมูลของไดโนเสาร์แต่ละตัว ภาพ 4-13 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-10 การจัดไฟส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย ใช้ไฟ SPOT LIGHT สีขาว ตามทางเดิน และ BACTA TANKจำ ลองไดโนเสาร์ ภาพ 4-14 แสดงการจัดไฟ ส่วนที่ 2 : การค้นพบไดโนเสาร์ในไทย


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-11 รูปตัด ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ 24.19 เมตร 7.63 เมตร ภาพ 4-15 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-12 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ ใช้รูปแบบของห้องทดลองขนาดใหญ่ ในรูปแบบคอนโด โดยทางเดินจะใช้ฟังก์ชันของลิฟต์ในการยกระดับทางเดินไปยังชั้น 2ใช้ระยะเวลาแสดงรวม 10 นาที ภาพ 4-16 แสดงรูปตัด ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-13 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ ชั้น 1 เริ่มตั้งแต่การกำ เนิดไดโนเสาร์ยุคไทรแอสสิก-ยุคจูแรสสิก โดยใช้การจำ ลองไดโนเสาร์เริ่มจากขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่หลายสายพันธุ์ ภาพ 4-17 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-14 แนวคิดการออกแบบส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ ชั้น 2 แสดงการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในยุคครีเทเซียส โดยใช้การจำ ลองไดโนเสาร์และใช้จอ BACKGROUND ด้านหลังแสดงตัวอย่าง 5 สุดยอด “การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่” ภาพ 4-18 แสดง PERSPECTIVE ส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์


พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง PHUWIANG DINOSAUR MUSEUM 4-15 การจัดไฟแบบส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์ ใช้ไฟ SPOT LIGHT สีขาวตามทางเดิน ใช้ไฟ DIFFUSED LIGHT ด้านบนของคอนโดแต่ละชั้น ใช้ไฟ SPOT LIGHTสี WARMLIGHT ในการ HIGHLIGHT ไดโนเสาร์จำ ลอง ภาพ 4-19 แสดงการจัดไฟแบบส่วนที่ 3 : กำ เนิด-สูญพันธุ์


Click to View FlipBook Version