The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สงครามชีวิต_ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย ฉบับย่อ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สงครามชีวิต_ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย ฉบับย่อ

สงครามชีวิต_ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย ฉบับย่อ

12 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 13 เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงของข้าพเจ้า ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อนฝูงและผู้ที่รู้จักชีวิตของข้าพเจ้า เมื่อได้ฟังหรือรู้เรื่องราว ประวัติของข้าพเจ้าตั้งแต่วัยเด็กเป็นต้นมา ทุกคนรีบเร่งให้เขียนเป็นหนังสือหรือ ทำ เป็นละคร โดยบอกว่าเป็นประวัติที่น่าสนใจ และเป็นบทเรียนสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งตัวข้าพเจ้าเองคิดเพียงว่า เป็นเรื่องราวธรรมดาทั่วๆ ไป หลังจากวันเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี ข้าพเจ้าในวันนี้ได้มีโอกาสอ่าน หนังสือของผู้ที่ประสบความสำ เร็จหลายท่าน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต ในหลายแง่มุมโดยผ่านนักเขียนชื่อดัง หนึ่งนั้นก็คือคุณเริงศักดิ์ กำ ธร ซึ่งเป็น นักเขียนฝีมือดี มีผลงานการเขียนหนังสือหลากหลายแนวกว่า 300 เรื่อง และ บังเอิญข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบตัวจริงคุณเริงศักดิ์ กำ ธร ซึ่งเป็นนักเขียนรางวัล พูลิตเซอร์ 2 ปีซ้อน คุณเริงศักดิ์บอกข้าพเจ้าว่า อยากเจอและรู้จักข้าพเจ้าเป็น อย่างมาก โดยเฉพาะอยากจะเขียนประวัติจริงของข้าพเจ้าเป็นแนววรรณกรรม ข้าพเจ้าก็ได้เล่าประวัติอันยาวนานในตำนานของข้าพเจ้าว่า กว่าจะมา เป็นเจ้าของศักดิ์สิทธิ์อัลลอยนั้นข้าพเจ้าต้องแลกมันมาด้วยเลือด เนื้อ หยาดเหงื่อ เกือบเสียดวงตาและชีวิต ซึ่งเมื่อคุณเริงศักดิ์ได้ฟังเรื่องราวของข้าพเจ้าแล้วถึงกับ อึ้งและเงียบไปสักพัก พร้อมมีน้ำตาคลอเบ้า และสุดท้ายเมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาส หยิบหนังสือเล่มนี้ที่คุณเริงศักดิ์ได้เรียบเรียง บรรจง และตั้งใจเขียนอย่างยิ่ง ขึ้น มาอ่านตรวจทบทวนดูแล้ว ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่า น้ำ ตาลูกผู้ชายวัย 55 ปีนี้ มันก็ไม่อาจกั้นให้หยุดได้ มันไหลอาบแก้มบนใบหน้าของข้าพเจ้า โดยที่ข้าพเจ้า คิดว่ามันเป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดี กับการที่ข้าพเจ้าได้ก้าวข้ามพ้นกำ แพงอัน หฤโหด และไม่ปรานีต่อข้าพเจ้าเลยแม้แต่วัยเพียง 14 ปี ข้าพเจ้ายิ่งอ่านก็ยิ่งมีความรู้สึกแก่ตนเองว่า ข้าพเจ้าอดทนมันได้อย่างไร แต่ละครั้งแต่ละเหตุการณ์มันท้าทายความอดทนของข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ถ้าเป็น วันนี้เวลานี้ ให้ข้าพเจ้าต้องมาอดทนทุกข์ทรมานเพื่อแลกกับความเป็นเจ้าของ ศักดิ์สิทธิ์อัลลอยแล้วนั้น ข้าพเจ้าคงไม่ปรารถนามันอย่างแน่นอน ฉะนั้นข้าพเจ้า จึงไม่แปลกใจเลยหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ว่าทำ ไม ทำ ไม คนรอบข้าง เพื่อนฝูง จึงอยากให้เขียนหนังสือเล่มนี้ และข้าพเจ้าต้องขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่านที่สนับสนุนข้าพเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเล่มนี้จะให้บทเรียนกับผู้อ่านทุกๆ ท่านอย่าง คุ้มค่า โดยเฉพาะครอบครัวและข้าพเจ้านั้น มันคุ้มค่าอย่างมหาศาล คำนำ โดยความเคารพอย่างสูง ณัฏฐ์ดนัย ภูเบศอรรถวิชญ์


32 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 33 อาตี๋ ถ้าลื้ออยากรวย อยากได้ดี ลื้อต้องอดทน ขยันให้เหมือนเตี่ย เข้าใจไหม ความอลังการของประตูอัลลอยที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่ผมกับทีมงานช่างฝีมือศักดิ์สิทธิ์อัลลอย ไปทำ ไว้อวดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้ภาคภูมิใจในฝีมือคนไทย


34 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 35 ภายในโรงงานบนเนื้อที่ 6 ไร่ ในยามนี้ดูสงบและร่มเย็น ทั้งๆ ที่เมื่อ ตอนกลางวันจะพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ที่มีทั้งลูกน้องคนงานช่างอ๊อก ช่างเหล็ก ช่างอัลลอยในแผนกต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่พนักงานระดับฝึกงานไปจนถึงช่างฝีมือ ทั้งคนเก่า คนใหม่ รวมไปถึงลูกน้องคู่ใจที่เคยกอดคอทำ งานกับผมชนิดที่หลัง ชนกัน ผมซึ่งเป็นลูกพี่เขา หลายครั้งที่ต้องลงมาทำ งานอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วม กับพวกเขา ลูกค้าหลายคนที่เขามาว่าจ้างผมในนามของศักดิ์สิทธิ์อัลลอยให้ช่วย ทำประตูอัลลอย ทำประตูรั้ว ทำ ราวบันไดที่เลิศหรูอลังการ โดยมียี่ห้อศักดิ์สิทธิ์ อัลลอยการันตีคุณภาพ หลายคนเขานึกไม่ถึงว่าจะเจอกับผมในลักษณะที่มีผ้า คลุมปิดหน้าปิดตา ลงมืออ๊อก เชื่อมโลหะอัลลอยให้เขาเอง ผมเชื่อว่าทุกคนเมื่อได้ว่าจ้างบริษัทผมให้ดำ เนินการติดตั้งประตูรั้ว เป็นช่างอายุ 14 ปี 1 อัลลอยแล้ว เขาจะต้องคิดว่าตัวศักดิ์สิทธิ์อัลลอย เจ้าของกิจการจะต้องนั่งอยู่ ในห้องแอร์คอยรับแขก หรือนั่งอยู่ในธนาคารเพื่อทำ ธุรกรรมการเงิน เอาเช็คเข้า เช็คออก หรือไม่ก็นั่งนับแบงก์อยู่ในห้องแอร์ ท่ามกลางเลขาฯสาวสวย หรืออาจ จะไปตีกอล์ฟ กีฬาสำหรับคนรวย ผมเติบโตมาจากช่างฝึกงานกับพี่ชาย หรือที่พวกเราเรียกเขาว่าพี่เอก (บุญเอก) ผมไม่เคยลืมกำพืดของผมหรอกว่าเกิดมาจากไหน ผมยังจำ ได้ว่าผมเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ วันแรกหลังจากจบ ป.7 ด้วย วัย 14 ปี เมื่อ พ.ศ.2514 ตอนนั้นพี่เอกเขาเปิดกิจการร้านประตูเหล็กดัดเล็กๆ อยู่ที่ห้วยขวาง ผมเข้ามาวันแรกพี่เอกมอบหมายให้ผมมีหน้าที่ทำกับข้าว ล้างจาน ไปจ่ายตลาดเพื่อเอามาทำ กับข้าวให้กับพวกลูกน้อง รวมทั้งเราสองคนพี่น้องได้ กินกัน ในช่วงนั้นพี่เอกในฐานะที่เป็นพี่คนโต ต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ทำ งานทุก อย่างที่ไม่ต่างไปกับลูกน้องคนอื่นๆ ส่วนผมเข้ามาใหม่ๆ เนื้อตัวยังมีคราบไคล ของเด็กบ้านนอก ที่เพิ่งจะพ้นจากรั้วโรงเรียน มีใบสุทธิรับรองว่าสำ เร็จการศึกษา ชั้น ป.7 ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยกับงานที่เป็นช่างทำ ประตูหน้าต่าง เหล็กดัด ซึ่งนอกจากจะทำ กับข้าวล้างจานที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปจ่ายตลาด เอากับข้าวมาทำ อาหารให้ลูกน้อง รวมทั้งผมกับพี่ชายได้กินกันตอนเจ็ดโมงเช้า ก่อนที่พวกเราจะจับค้อน จับหน้ากาก และเครื่องมืออุปกรณ์ในการเชื่อมเหล็ก ที่เขามาจ้างเราให้ทำประตูหน้าต่างเหล็กดัด พี่เอกในฐานะที่เป็นเจ้าของร้าน เป็นพี่ชายคนโตของพวกเราที่ลงมือเอง ซึ่งไม่ต่างไปกับช่างทั้งหลาย ส่วนผมต้องรับหน้าที่เหมาหมดตั้งแต่ไปจ่ายตลาด เอง เป็นกุ๊ก เก็บจานไปล้าง ปัดกวาดเช็ดถู เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องไปจับค้อน ทุบเหล็ก เพื่อทำประตู หน้าต่าง ตามที่ลูกค้าสั่ง ทุบมันเข้าไปเถอะ เจ้าเด็กน้อยวัย 14 ปี ที่เพิ่งจะจบ ป.7 มาใหม่ๆ แม้มันจะเป็นงานที่ไม่เหมาะสำ หรับเจ้าที่ไม่มีกำ ลังวังชาเรี่ยวแรงที่แข็งแกร่ง


36 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 37 เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์หรอกเจ้าเด็กน้อยเอ๋ย “ทุบมันเข้าไป และทุบให้มันแรงๆ ให้มันได้น้ำ ได้เนื้อหน่อย มึงทำ แบบนี้ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวเอามือขึ้นมาดู กูว่ามึงกลับไปอยู่กับเตี่ยที่บ้านนอกดีกว่า อย่ามา ทำ กับกูเลย” พี่เอกพูดน้ำ เสียงไม่ค่อยจะปรานีปราศรัยกับผมเท่าไหร่ ผมไม่มี สิทธิ์เอาความเป็นน้องในไส้มาต่อรองกับเขาเลย ผมรู้ว่าพี่เอกก็เหนื่อยไม่แพ้ลูกน้องคนอื่น พี่เอกเก่ง พี่เอกมีความอดทน พี่เอกจึงปีนป่ายข้ามกำ แพงแห่งความยากจนมาได้สำ เร็จ ผมก็อยากจะเก่งให้เหมือนพี่เอก อยากจะมีเรี่ยวแรง มีความเข้มแข็ง เหมือนกับพี่เอก แต่ผมเพิ่งอายุได้ 14 ปีแค่นั้นเอง จะเอาอะไรกับผม มึงต้องเก่งเหมือนพี่สิ มึงจะสำ ออยหยุดพักบ่อยไม่ได้ มึงจะต้องเก่งให้ เหมือนกับพี่มึง ผมกัดฟันเอาค้อนทุบลงไปบนเหล็กฉากที่มันดื้อด้านไม่ยอมอ่อน ให้ผมได้ทุบได้ดัดมันตามที่ผมชอบใจ ผมต้องหยุดเอาหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยจะเข้าตา รู้สึกแสบลูกตา เหลือเกิน ผมยกมือขึ้นมาดูทั้งสองข้าง นิ้วมือทั้งสองข้างของผมหนังหยาบด้าน และแตกน้ำ ข้าวไปหมดแล้ว ผมรู้สึกแสบบริเวณที่พุพอง หาเศษเหล็กแหลมๆ บริเวณนั้นเอามาแทงหนังตรงโคนนิ้วที่บวมเป่่ง เพื่อให้น้ำ ใสๆ ที่มันอยู่ใต้หนังไหล ออกมา ผมยกมือขึ้นมาเลียเข้าปากรู้สึกมันเค็มเหมือนกับน้ำตา ผมรู้ว่านิ้วผม นิ้ว ของเด็กน้อยอายุ 14 ปี มันร้องไห้ มันขี้แย ทั้งๆ ที่ดวงตาของผมยังไม่ร้องไห้ น้ำตาไหลออกมาเลย แต่นิ้วทั้งสิบมันขี้แยร้องไห้ออกมาเสียก่อน มึงทุบมันเข้าไป มึงจะสำ ออยไม่ได้ ไอ้ชาติเอ๋ย ผมไม่ต้องรอให้พี่ชายผมที่กำ ลังทำ งานเชื่อมอยู่ บนชั้นสองลงมาด่าผมว่าไอ้ขี้แยหรอก ผมด่าตัวผมเอง ผมรังเกียจนิ้วมือของผม ทำ ไมมันถึงอ่อนแอ ทำ ใจเสาะร้องไห้ออกมาทางนิ้วอย่างนี้ พอสมองมันสั่งให้ทุบ ไอ้เจ้านิ้วมือขี้แยทั้งสิบมันไม่ยอมทำตามสมองที่ สั่งงาน แทนที่มันจะจับด้ามค้อนให้แน่นๆ มันกลับแข็งข้อทุบลงไปบนเหล็กฉาก ได้เพียงเบาๆ ทำ ไมเรี่ยวแรงกูไปไหนหมด ทำ ไมนิ้วกูทั้งสิบนิ้วไม่เข้มแข็งเอา เสียเลย และยามนี้ดูเหมือนเจ้าเหล็กฉากที่ผมทุบมันก็แข็งข้อกับผมเหมือนกัน บางทีมันก็คิดสู้ค้อนที่ทุบมัน มันจะเด้งดึ๋งขึ้นมาเพื่อให้นิ้วมือผมสะเทือน ผม ยอมรับว่าผมสู้มันไม่ได้ มันแข็งกว่าใจของผม ผมไม่รู้หรอกว่าในระหว่างที่ผม สะดุ้งในยามที่เหล็กฉากมันสะท้อนกลับมาแล้วเจ็บมือ จึงต้องหยุดเพื่อดูนิ้วมือ ทั้งสองที่มันพุพอง ร้องไห้ก่อนที่หน่ยวตาผมจะร้องไห้ออกมานั้น ในยามนี้น้ำตา ของผมมันไหลออกทางฝ่ามือแทน ผมเจ็บผมก็หยุด โดยไม่รู้หรอกว่าพี่เอกกำ ลังมองดูผมอยู่ “มึงทุบแบบนี้ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวหยุด เพื่อดูนิ้วมือมึง มึงกลับไปบ้านนอก ได้แล้วไม่ต้องมาทำ ให้เหนื่อยหรอก กูเห็นแล้วรำ คาญลูกตา” พี่เอกพูดแรงกว่านี้ แรงชนิดที่ผมเองก็ไม่กล้าเล่า ผมเหนื่อย ผมเจ็บขนาดไหนผมยังไม่ร้องเลย แต่พอมาถูกพี่เอกพูดด่า หาว่าผมขี้แย และไล่ให้กลับไปบ้านนอก ผมเสียใจมาก ผมร้องไห้ ผมน้อยใจ ทำ ไมพี่เอกไม่เห็นใจผมบ้าง ผมทำ ให้พี่ทุกอย่างตั้งแต่ตื่นตี 5 ไปจ่ายตลาดเอามา ทำกับข้าวให้ลูกน้องรวมทั้งพี่เอกกิน กินกันแล้วผมต้องเก็บไปล้าง ปัดกวาด เช็ดถู แล้วจึงมาทำ งานช่างที่ไม่ได้ต่างไปกับช่างทั้งหลาย เงินเดือนผมก็ไม่มี ผมรู้ว่า พี่เอกให้สิทธิ์ผมที่จะหยิบเองไปซื้ออะไรกินก็ได้ แต่ผมมีนิสัยขี้ตระหนี่ ขี้เหนียว ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมไม่ใช้เงินหรอก ผมเสียดาย ผมรู้ว่ากว่าที่จะได้มันมาสักบาท พี่เอกกับผมต้องแลกมันมาด้วยหยาดเหงื่อ ชีวิตผมกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่ง่าย กว่าผมจะก้าวข้ามกาลเวลามาได้ ชีวิตผมในยามนั้นไม่ได้ต่างไปกับกรรมกรทั้งหลาย ผมไม่เคยปล่อยให้ลูกน้อง ต้องเหนื่อยคนเดียว ในชีวิตผมจำ ได้ว่ามีอยู่ครั้งเดียวที่ผมร้องไห้ออกมาด้วย ความเสียใจที่สุด ก็วันนั้นนั่นแหละ วันที่ผมทุบเหล็กฉากแล้วมันไม่ยอมอ่อน ให้ผม ให้ผมได้ดัดมันง่ายๆ ผมเจ็บมือหมดแล้ว นิ้วผมแตกน้ำ ข้าวทั้งสิบนิ้ว


38 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 39 แต่พี่เอกไม่ได้เห็นใจผมเลย พี่เอกด่าผมและด่าแรงมากตามนิสัยลูกผู้ชายแบบ พี่เอก แต่ทั้งหมดที่พี่เอกด่านั้นมีอยู่คำ เดียวที่ผมทนไม่ได้ “มึงกลับไป มึงมันขี้แย มึงไม่สู้นี่หว่า...” ผมวางค้อนแล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาของลูกผู้ชายที่มันไหลลงมา ผมรู้ว่า พี่เอกก็เหนื่อย ผมก็เหนื่อย ลูกน้องทุกคนก็เหนื่อย เพราะเราต้องเร่งงานให้เสร็จ ตามที่ลูกค้าต้องการ จะเอาอย่างไรกับผมอีก ผมตื่นขึ้นมาทำ งานตั้งแต่ตี 5 ได้ หยุดพักเที่ยงเพียงแค่ชั่วโมง แถมบางวันได้หยุดเพียงประเดี๋ยวเดียว ยังไม่ทัน หายเหนื่อยก็ต้องลงมาลุยงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกน้องอีก ผมทำทั้งวันตั้งแต่ เช้ามืดไปจนถึงเที่ยงคืนทุกวัน ผมจำ ได้ว่าร้านของพี่เอกไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ กับเขาเลย พวกเราจะได้หยุดกันจริงๆ ก็ตอนตรุษจีนตามประเพณี ที่ทุกร้าน เขาจะต้องหยุดงานเพื่อไหว้เจ้า และแจกอั่งเปาให้กับลูกน้องรวมทั้งลูกหลาน แต่ เราก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อใจ แต่มาเสียใจมากๆ ถึงกับจะคิดกระโดดจากชั้นสาม ลงมาเพื่อฆ่าตัวตายตามประสาเด็กวัย 14 ที่เพิ่งจะมาจากบ้านนอกใหม่ๆ ก็ตรงที่ เสียใจที่ถูกพี่เขาด่าหาว่าไม่สู้งาน ผมร้องไห้ ผมคิดถึงเตี่ย คิดถึงแม่ที่อยู่จังหวัด สมุทรปราการ ผมยืนร้องไห้ด้วยความเสียใจ ทอดสายตาไปอย่างไร้จุดหมาย ในหูผม ยังก้องคำพูดของเตี่ยที่พูดเล่าให้ฟังว่า “ตอนที่เตี่ยอยู่เมืองจีนนะ เตี่ยต้องตื่นแต่ เช้ามืดเพื่อแบกเกลือข้ามภูเขาถึงสองลูกไปขายแลกข้าวเพื่อเอามาหุงกินนะ อาตี๋นะ ถ้าลื้ออยากรวย อยากได้ดี ลื้อต้องอดทนและขยันให้เหมือนเตี่ย เข้าใจ ไหม” เตี่ยพูดแล้วเอามือลูบหัวผม ผมรักเตี่ย เตี่ยผมกับหม่าม้าเป็นคนจีนที่ยากจน เตี่ยไม่เคยย่อท้อต่อ ความยากลำบาก ผมยังจำ ได้ว่าเตี่ยเคยเล่าให้ฟังว่า เตี่ยเคยไปขอยืมเงินจาก เศรษฐีคนหนึ่ง 2,000 บาท เอามาลงทุนค้าขาย แต่พอวันรุ่งขึ้นเขาตามไปดูที่ บ้านว่าบ้านเตี่ยอยู่ที่ไหน พอเขารู้ว่าเตี่ยจน เขาก็ขอเงินคืนเพราะกลัวว่าเตี่ยจะ ไม่มีเงินใช้หนี้เขา ผมฟังเตี่ยเล่าแล้วผมอยากจะมีฐานะร่ำ รวย มีเงินให้เตี่ยกับแม่ ผมใช้เยอะๆ ผมจะต้องเข้มแข็ง ผมจะไม่ขี้แยกลับไปบ้านนอกตามที่ถูกพี่ชาย ด่าไล่ให้กลับบ้าน ผมจะต้องสู้ ผมจะขอสู้เพื่อแม่เพื่อเตี่ยของผม ผมยกหลังมือขึ้นมาปาดน้ำ ตาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินไปยกมือไหว้พี่เอก บอกพี่เอกว่าผมขอโทษที่ผมอ่อนแอ ผมใจเสาะ ขอพี่เอกให้อภัย ยกโทษให้ผมสัก ครั้งหนึ่งเถอะ ผมจะขอสู้ใหม่ ผมจะสู้เพื่อฐานะของเรา เพื่อพ่อแม่และครอบครัว ของเราทุกคน พี่เอกก็รู้ตัวว่าได้ใช้อารมณ์กับผมมากไป พี่เอกกอดผมแล้วพูดกับ ผมว่า พี่ขอโทษ พี่ก็เหนื่อยเหมือนกัน “ถ้ามึงเหนื่อย มึงจะหยุดพักบ้างก็ได้นะ กูรู้ว่ามึงก็เหนื่อยไม่แพ้กู” ผมบอกพี่เอกว่า ผมเหนื่อยน้อยกว่าพี่เอก พี่เอกคือพี่ชายที่เป็นต้นแบบ ของความเป็นลูกผู้ชายที่เก่งที่ผมจะเอาเยี่ยงอย่าง พี่เอกกอดผม บอกให้ผมหยุดพัก รอให้แผลที่ฝ่ามือผมหายดีก่อนแล้ว ค่อยทำ แต่ผมไม่ยอม ผมดื้อกับพี่เอก ผมหันมาจับค้อนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยแรง ที่ผมอยากจะปีนป่ายกำ แพงแห่งความยากจนให้ได้ ผมจับค้อนขึ้นมาแล้วเหวี่ยง มันลงไปบนเหล็กฉากครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่สนใจว่านิ้วมือผมทั้ง สิบนิ้วมันจะร้องไห้ออกมาแทนหน่วยตาหรือไม่


40 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 41 ในยามนี้ผมเหนื่อยเหลือเกิน แขนทั้งสองข้างของผมแทบจะยกไม่ขึ้น ผม ยกมือขึ้นมาดู นิ้วทั้งสิบของผมยามนี้มันแตกและมีหนังลอกออกมาเป็นแผ่น ผม ยกนิ้วขึ้นมากัดเอาหนังออกเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่รำคาญมัน รู้สึกถึงรสชาติ ที่เค็มปะแล่มๆ เหมือนกับยามที่น้ำตามันไหลลงมาเข้าปาก “ถุย” ผมกัดหนังที่แตกน้ำ ข้าวแล้วถ่มน้ำ ลายรดฝ่ามือถูมันแรงๆ อย่าง สะใจ ผมแกล้งมัน ผมรู้ว่าหนังมันบาง มันยังไม่เคยชินกับการจับค้อนทุบเหล็ก ผมได้ยินมันร้องไห้ ได้ยินเสียงของมันร้องขอความเห็นใจ ที่มันบอกว่ามันเป็น มือของเด็กน้อยที่เพิ่งจะพ้นจากอ้อมอกแม่ในวัย 14 ปีเอง แต่ในยามนี้ ผมรู้ว่ามันไม่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ขอความเห็นใจจากใคร หรอก เพราะใจผมมันอยากที่จะเป็นน้องของพี่เอก พี่ชายในดวงใจของผม ที่เขา พวกมึงอยากดูดก็ดูดไป กูเหม็นทนไม่ไหว โลกใบน้อยหลังเที่ยงคืน ก็หลีกมึงไปนั่งตรงอื่น...ก็แค่นั้น 2


42 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 43 เป็นฮีโร่ของครอบครัว สามารถปีนป่ายกำ แพงแห่งความยากจนได้สำ เร็จ ผมจะต้องเก่งเหมือนพี่เอกให้ได้ ผมจำ ได้ว่าผมไม่ได้ปรานีปราศรัยกับ หนังกำพร้าที่มันหลุดร่อนออกมา แล้วถูกผมถ่มน้ำลายรดมัน ผมกลับสมน้ำหน้า มันที่เป็นนิ้วของเด็กน้อย พี่เอกเดินมาบอกผมกับคนงานว่า วันนี้พักได้แล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว รวมทั้งคนงานคนอื่นๆ ที่ช่วยกันเก็บอุปกรณ์ให้เข้าที่ เข้าทาง ส่วนผมรีบจับจักรยานคู่ใจขี่ไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวในซอย ซึ่งไม่ไกลจาก ร้านทำประตูเหล็กดัดของเราเท่าไหร่ เฮียอ้วน เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็นเจ้านี้เขารู้จักผมดี เพราะผมจะ มาซื้อก๋วยเตี๋ยวเอาไปให้ช่างที่ร้านกินเป็นประจำ จนเฮียเขาจำหน้าผมได้ “วันนี้เอากี่ห่ออาตี๋” เฮียอ้วนถามผมแล้วยิ้มให้ ร้านของเฮียอ้วน ตอนหัวค่ำ จะขายดีมาก มีคนมาอุดหนุนมากมาย แต่พอหลังเที่ยงคืนไปแล้วจะค่อนข้างเงียบสักหน่อย ผมมาช่วยอุดหนุนจึงมัก จะได้รับรอยยิ้มกลับไปทุกครั้ง “บะหมี่แห้ง 3 เส้นเล็กแห้ง 1” ผมบอกเหมือนทุกครั้ง โดยไม่จำ เป็น ต้องลงจากจักรยานคู่ใจของผม ทั้งๆ ที่เราอยู่กัน 5 คน ซึ่งมื้อเช้า มื้อเที่ยง ทั้งมื้อเย็น รวมมื้อเที่ยงคืน เราจะกินรวมกัน ทั้งผม พี่เอก และพวกช่างอีก 3 ซึ่งจะต้องนั่งกินกันอย่าง พร้อมหน้าพร้อมตา แต่มื้อตอนเที่ยงคืนพี่เอกบอกผมไม่ต้องห่วงเขา เพราะเขา จะขับรถไปหากินของเขาเอง พี่เอกในฐานะที่เป็นพี่คนโตและเป็นเจ้าของร้าน เขาจะต้องออกไปพบเพื่อนๆ รวมทั้งนัดเจอกับลูกค้าในแวดวงสังคมของเขา ร้านของเฮียอ้วนเขาขายถูก สมัยก่อนห่อละ 3 บาท เฮียอ้วนจะใส่เส้น ใส่หมูให้กินซะเยอะ เรียกว่าบะหมี่กรรมกรก็ไม่น่าจะผิดนัก ผมได้บะหมี่มาถึงก็แจกจ่ายให้คนละห่อ ผมจำ ได้ว่าในยามที่ร่างกาย เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย บะหมี่ของเฮียอ้วนอร่อยที่สุดในโลก พวกเราพอแกะ กระดาษที่ห่อออก ก็มานั่งยองๆ เอาตะเกียบพุ้ยบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อยที่สุด ท่ามกลางเสียงเพลงลูกทุ่งที่เปิดฟังจากวิทยุข้างๆ ก็ไพเราะเหลือเกิน ในยามนี้ในห้วยขวางมีเพียงเรา ร้านประตูเหล็กดัดของพี่เอก กับร้าน ซ่อมมอเตอร์ไชค์ สองร้านเท่านั้นที่ปิดตอนเที่ยงคืน ไม่ว่าร้านไหนๆ อย่างดีเขา ก็แค่ปิดตอนหัวค่ำ แต่ร้านเรากับร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันจะนั่ง มองกันว่า คืนนี้ใครจะปิดก่อนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วร้านเราจะชนะ ปิดทีหลังเขา ประจำ พวกช่างเขากินกันอิ่มหมีพีมันแล้วเขาก็แหกปากร้องเพลงกันสนุก บางคนก็นั่งสูบยาควันโขมงเหมือนป่องโรงสี บางคนก็อาบน้ำ เข้านอน ส่วนผมในยามนี้ โลกใบน้อยนี้เป็นของผมแต่ผู้เดียว ผมนัดกับไอ้ไช น้องชายของเฮียเฮงที่เป็นลูกป้าผม เขาเป็นคนแรกในบรรดาญาติพี่น้องของเรา ที่เข้ามาบุกเบิกเปิดร้านมุ้งลวดในกรุงเทพฯ ก่อนพี่น้องคนอื่น หลังจากที่ เขามาบุกเบิกเปิดร้านมุ้งลวดสำ เร็จ เขาก็มาชวนให้พี่เอกลงมาทำประตูเหล็กดัด เพื่อเวลาลูกค้าเขามาสั่งทำมุ้งลวดประตูเหล็กดัด เขาก็จะให้เราทำประตูเหล็กดัด ส่วนเขาทำมุ้งลวด เรียกว่าเป็นเครือข่ายเดียวกัน เฮียเฮงนับว่าเป็นผู้มีพระคุณ กับผมกับพี่เอกมาก ที่จะได้รับความช่วยเหลือในทุกๆ ด้านที่พี่เอกออกปากขอ ความช่วยเหลือ ร้านเราก็เหมือนกัน ยามที่มีลูกค้าเขาต้องการให้เราทำ มุ้งลวด เราก็จะแนะนำ ให้ไปที่ร้านของเฮียเฮง ซึ่งเขาก็จะให้บริการเป็นอย่างดี เรียกว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เดี๋ยวก่อนนะครับ...เรื่องของเฮียเฮงที่หนีมาเปิดร้านมุ้งลวดในกรุงเทพฯ แล้วประสบความสำ เร็จในชีวิตนี่ ผมจะเล่าให้ฟังทีหลัง รับรองสนุกแน่ แต่ตอนนี้ ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงโลกใบน้อยหลังเที่ยงคืนของผมกับไอ้ไชให้ท่านฟังก่อน มันเป็นความประทับใจไม่รู้ลืม สำหรับเด็กน้อยวัย 14 ปี ที่เดินทางเข้ากรุงมา


44 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 45 เพื่อจะเอาดีในทางเป็นช่างทำประตูเหล็กดัด ที่หากพูดกันจริงๆ แล้วยังเป็นวัย ไม่สมควรที่จะมาลุยชีวิตกันถึงขนาดนี้ กลางวันถึงแม้ผมจะถูกยกย่องว่าเป็นช่างน้อย หรือไอ้ตี๋ รูปร่างเล็ก ด้วย วัยที่มีอายุ 14 ที่จะต้องแบกรับภาระหน้าที่เกือบทั้งหมดในร้าน ในฐานะที่เป็น น้องชายของเถ้าแก่ในสายตาของคนอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลกของเด็ก ก็คือเด็ก ที่ไม่สามารถจะปิดบังหรืออุปโลกน์ขึ้นมาได้หรอกว่าเป็นผู้ใหญ่ ทุกคืนพอหลังจากที่พี่เอกปิดร้านแล้ว หลังเที่ยงคืนจะเป็นเวลาที่ผมมี ความสุขที่สุด ผมมีจักรยานคู่ชีพอยู่คันหนึ่ง ซึ่งว่าที่จริงก็ไม่ได้สวยงามหรือดีเด่ อะไรนักหรอก เป็นจักรยานคันเก่าๆ ที่เป็นสมบัติของผมแต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่า จะไปไหน ซื้อกับข้าว ซื้อก๋วยเตี๋ยวตอนเที่ยงคืนเพื่อเอาไปเลี้ยงพวกช่างแล้ว มันยังเป็นจักรยานคู่ชีพของผม ผมจะขี่ไปเที่ยวตามถนนหนทางในเขตห้วยขวาง ที่ในยามนั้นมีแต่เป็นหลุมเป็นบ่อ ยิ่งในฤดูฝนด้วยแล้ว เราขี่ๆ ไปไม่ทันได้ระวัง ล้อรถจะกระแทกลงในหลุมบนถนน ทั้งน้ำ และขี้โคลนจะแตกกระจาย แต่ถึงแม้ ว่าถูกน้ำ ขี้โคลนสาดซัดขึ้นมาให้เลอะขา เลอะกางเกง ผมกับไอ้ไชก็มีความสุข เหลือเกิน มันเป็นความสุขของเด็กน้อยในวัย 14 ที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของ พวกช่าง ที่ผมมีหน้าที่ไปหาซื้อกับข้าวมาทำ ให้พวกเขากิน ซึ่งต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปซื้อกับข้าวจากตลาดห้วยขวาง เอามาทำ กับข้าวให้พวกเขากินทั้ง 3 มื้อ ผมจะนัดกับไอ้ไชน้องของเฮียเฮงที่เป็นลูกของป้าผม เจอกันหลังเที่ยงคืน เพื่อขี่จักรยานเที่ยวกัน ซึ่งก็ไม่ได้ไปไกลหรอก แถวๆ ร้านนั่นแหละ เพราะถึงแม้ จะได้พักได้เล่นกันตามประสาเด็ก แต่ผมก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของผมไม่ ให้บกพร่อง ห้วยขวางยามนี้เงียบสงบ ร้านรวงที่เคยคึกคักมีผู้คนพลุกพล่าน บัดนี้ อยู่ในสภาพหลับใหล แสงไฟตามถนนหนทางก็ยังไม่สว่างไสวเหมือนในปัจจุบัน โดยเฉพาะรถแท็กซี่ช่วงดึกๆ แบบนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าขับมาหรอก เพราะไหน จะเปลี่ยว กลัวว่าจะถูกมิจฉาชีพจี้ปล้น และโดยเฉพาะถนนเป็นหลุมเป็นบ่ออย่างนี้ ด้วย เขาไม่อยากเสี่ยงกับช่วงล่างที่จะต้องเสียหาย ผมปั่นได้ช้ากว่าไอ้ไช ซึ่งสามารถยกล้อและขี่ในท่าหวาดเสียว โลดโผน ได้เก่งกว่า เป็นที่ยกย่องของเพื่อนๆ “ไอ้ชาติมึงระวังตรงนี้นะ หลุมลึกมาก” มันตะโกนบอกผม แล้วปั่น หลบหลีกอย่างว่องไว ผมก็ไม่ได้น้อยหน้ามันเท่าไหร่นักหรอกเรื่องขี่โลดโผนยกล้อ หลบหลุม หลบบ่อนี่ คืนนี้เรารวมแก๊งของเราได้มาแค่สามสี่คันเอง ส่วนใหญ่แล้วเป็นลูก คนจีนที่กลางวันทำ งานหนักกันทั้งนั้น พอเลิกงานตอนกลางคืน ก่อนนอนเราก็ จะมารวมตัวกันขี่จักรยานเล่น ซึ่งก็ไม่ได้ขี่ไปไกล เพราะรุ่งเช้าก็ต้องตื่นทำ งาน กันต่อ โดยเฉพาะในยามนั้น เด็กวัย 14 ปี ที่มีใบสุทธิรับรองผลการศึกษาว่า มีความรู้จบ ป.7 ได้ก้าวข้ามรั้วโรงเรียนมาอยู่ในวัยทำ งาน มาเสี่ยงโชคอยู่ใน เมืองหลวงด้วยแล้ว ไม่ว่างานจะหนักจะเหนื่อยแค่ไหนพวกเราก็ไม่เคยบ่น ไม่เคย นึกถึงกฎระเบียบ หรือกฎหมายแรงงานว่าจะคุ้มครองเราได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งว่าที่จริงขณะนั้นกฎหมายแรงงาน หรือสวัสดิการคุ้มครองแรงงานเด็กก็ไม่มี ใครทำ งานมาก ทำ งานได้นานแค่ไหน พวกนายจ้างเขาจะชอบ และจะชมเชยว่า ในอนาคตมึงมีสิทธิ์เป็นเถ้าแก่แน่ ก็แค่นั้น สำหรับเรื่องสิทธิเด็ก หรือมึงยังตัวเล็กอยู่ รอให้โตกว่านี้หน่อยแล้วค่อยขึ้นเงินเดือนให้ แค่นี้ก็ เป็นปลื้มแล้วสำหรับขวัญและกำ ลังใจของเด็กน้อย ไม่มีใครคิดไปไกลว่า จะต้อง เรียนต่อเพื่อให้จบปริญญา หรือรอให้อายุมากกว่านี้ก่อน ค่อยเข้าสู่ตลาดแรงงาน เด็กคนไหนเก่ง รูปร่างหุ่นตัวใหญ่หน่อย แถมไว้ผมยาว แล้วหัดสูบบุหรี่ คาบเต๊ะจุ๊ยให้เขารู้ว่าข้านี่แน่ เป็นผู้ใหญ่แล้วนะเฟ้ย แถมยังทำ งานได้เท่ากับผู้ใหญ่ เถ้าแก่ก็จะรัก


46 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 47 แต่สำหรับผม ด.ช.สุชาติ มาจากบ้านนอก รูปร่างผอมกะหร่อง แถมยัง ไม่ริดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ในสายตาของพวกพี่ๆ เขาอาจจะมองว่าผมเป็นเด็ก บ้านนอก ไม่ทันสมัยที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ผมไม่สน พวกมึงอยากดูดก็ดูดไป กูเหม็นทนไม่ไหวก็หลีกมึงไปนั่งตรงอื่น ก็แค่นั้น ผมปฏิเสธเรื่องยาเสพติด บุหรี่ เหล้า เบียร์ มาตั้งแต่เด็กแล้ว ของแบบนี้อย่าได้มาแนะนำผมเลย ผมอยู่ของผม ได้โดยไม่พึ่งพายาเสพติด ความรับผิดชอบผมมีตั้งแต่เด็กแล้ว ตื่นเช้ามืดตี 5 ไปซื้อกับข้าว เอามาทำ ให้พวกพี่ๆ พวกช่างเขากินกัน ถ้าวันไหนผมทำ อร่อย พวกเขากินได้เยอะ ผมเห็นเขายิ้มให้ ผมก็มีความสุขแล้ว ในระหว่างที่พวกเรากำ ลังสนุกกับการขี่จักรยานที่ขี่ตามหลังไอ้ไช ผมได้ยินเสียงร้องโอดโอยของมันที่ขี่ไปตกหลุม แล้วรถล้มลงไปนอนเจ็บปวด ทุรนทุรายอยู่ในน้ำ ขี้โคลน ขามันถูกเหล็กตะเกียบจักรยานที่หักแล้วแหลมคม แทงเสียบขึ้นมาที่ ขาบริเวณหน้าแข้ง เลือดไหลออกมาแดงเถือกไปหมด “โอย...ๆ ช่วยกูด้วย กูเจ็บ” ไอ้ไชร้องออกมาอย่างน่าสงสาร เด็กคนอื่น ต่างตกใจทำ อะไรไม่ถูก ผมตัดสินใจลงจากจักรยานแล้วเข้าไปประคองร่างมัน พูดปลอบใจมันว่า “เดี๋ยวนะ มึงอดทนหน่อยนะ พวกเราช่วยกันเรียกรถแท็กชี่ให้หน่อย พามันไปโรงพยาบาลดีกว่า” จากนั้นพวกเราก็ช่วยกันเรียกแท็กชี่ ซึ่งกว่าจะมาได้แสนจะยากลำบาก เหลือเกิน เพราะไม่มีใครกล้าขับเข้ามา จากนั้นเฮียเฮงพี่ของมันก็พามันไปโรงพยาบาล โดยมีผมคอยนั่งประคอง เอาใจช่วยให้มันหายจากการเจ็บปวด ตามประสาเด็กน้อยที่รักเพื่อน ผมจำ ได้ว่าคืนนั้นกว่าผมจะกลับมานอนที่ร้านพี่เอก ก็ปาเข้าไปเกือบตีสี่ ซึ่งพอหัวถึงหมอนผมก็หลับไปอย่างง่ายดาย แต่ถึงแม้ว่าจะได้นอนเพียงแค่ ชั่วโมงกว่า ผมก็ต้องตื่นเพื่อลุกขึ้นมาทำหน้าที่ไปซื้อกับข้าว เอามาทำ ให้พวกช่าง เขากินกัน ผมกำ ลังอ๊อกหน้าต่างเหล็กดัดอยู่ครับ


48 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 49 ชีวิตผมกว่าจะมาถึงวันนี้ มายืนให้พระเจ้ามอบเหรียญทองคล้องคอได้ ในขณะที่ปีนป่ายกำ แพงแห่งความยากจนออกมาได้สำ เร็จในวันนี้ บนถนนทาง เดินแห่งชีวิตสายนี้ไม่ได้มีทางลัดให้ผมได้ก้าวเดินเลย ผมอยากจะบอกกับลูกๆ หลานๆ ตลอดจนเยาวชนที่อ่านงานเขียนของผม ผมอยากจะบอกว่า ผมต้อง ผ่านการทดสอบจากพระเจ้าที่ได้ทดสอบความแข็งแกร่งของผม ที่บางครั้ง พระเจ้าท่านก็ทดสอบกับผมหนักเกินไป ใครจะเชื่อบ้างว่าผมเคยผ่านด่านความ ตายมาแทบนับครั้งไม่ถ้วน หลายครั้งในยามที่ผมเหนื่อย ผมท้อ ผมอยากจะโยนผ้าขาว โบกมือ บอกกรรมการว่าผมยอมแพ้แล้ว ผมไม่ไหวแล้ว ผมไม่เอาแล้วกับอนาคตที่จะ ต้องได้เป็นเถ้าแก่ หรือเจ้าของกิจการ “ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ยามที่ผมกะพริบตา หรือทำตายุบยิบ มันเหมือนกับมีใครเอาทรายทีละกำมือมากรอกใส่ตา 3 ด่านหฤโหดของพระเจ้า


50 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 51 อัลลอยเมืองไทย ซึ่งผมมีลูกค้าที่เป็นชาวต่างประเทศได้มาติดต่อว่าจ้างให้ทำ ประตูอัลลอย ทำ ราวบันไดทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ ซึ่งถ้าหากผมเอ่ยชื่อ มารับรองว่าท่านอาจจะนึกไม่ถึง หรือไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ ที่พระราชวังของกษัตริย์ประเทศบรูไน ก็ให้ศักดิ์สิทธิ์อัลลอยไปทำ ราว บันไดให้ เพื่อความเลิศหรูอลังการ หรืออย่างสหรัฐอเมริกา ที่ลาสเวกัส ก็ยังมา ว่าจ้างให้ผมกับทีมช่างศักดิ์สิทธิ์อัลลอย ไปทำ ประตูอัลลอยให้ในหมู่บ้านเมือง ลาสเวกัส ดินแดนแห่งเมืองกาสิโนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก ที่ต้องการให้บ้าน หรือคฤหาสน์ของตนเลิศหรูอลังการเพื่ออวดชาวโลกว่า เป็นผู้ใช้ประตูจากฝีมือ ของศักดิ์สิทธิ์อัลลอย หรือแม้แต่ประตูของสถานทูตอังกฤษ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ในสิงคโปร์ ฝรั่งเศส เยอรมนี หรือแม้แต่ในอิตาลี ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศที่เป็น ต้นธารแห่งศิลปกรรมแนวนี้ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ผมซึ่งเติบโตมาจากเด็กบ้านนอก ผมได้ฝากฝีมือมาแล้วทั้งนั้น ไม่รวมสถานที่ราชการ พระบรมมหาราชวัง วัดต่างๆ ระดับวัดหลวงพ่อโสธร วัดพระแก้ว พระราชวังต่างๆ ที่หากผมเอ่ยนามมาก็จะ เป็นการมิบังควร ผมอยากจะบอกว่า ล้วนแต่เป็นฝีมือของผมกับบรรดาช่างของ ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย ในด้านความเลิศหรูอลังการ ผมไม่อยากจะเล่าเท่าไหร่หรอก เพราะท่าน อาจหาข้อมูลได้ไม่ยาก มาฟังเรื่องราวในวัยเด็กของผมดีกว่า ว่าผมถูกพระเจ้า ท่านทดสอบความแข็งแกร่งของผมอย่างไร ผมเรียนรู้การทำ งานได้เร็ว เพราะมีน้ำ อดน้ำ ทนที่ได้รับการถ่ายทอด มาจากพี่เอก ซึ่งเป็นพี่คนโตของพวกเรา พี่น้องของผมมีทั้งหมด 5 คน พี่เอกเป็นคนโต คนที่สองคือพี่ชนะ ผม เป็นลูกคนที่ 3 น้องสาวคนที่ 4 คือสุภา และคนสุดท้องน้องสาวคนที่ 5 ชื่อสุณี พี่เอกถือว่าเป็นต้นธารแห่งความสำ เร็จที่พาน้องๆ เข้ามาลุยชีวิตใน กรุงเทพฯ ผมจำ ได้ว่าหลังจากที่พี่เอกจบชั้น ป.4 แล้วพี่เอกก็เข้ามาหางานทำ ในกรุงเทพฯ โดยเข้ามาเป็นเด็กฝึกงานของร้านทำป้ายโฆษณาอยู่แถวดินแดง พี่เอกเข้ามาตอนนั้นอายุก็ 14-15 ปี มาในสภาพที่ไม่ต่างกับผมในขณะ นั้นหรอก เถ้าแก่จะใช้ทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างจาน ปัดกวาดเช็ดถู แล้วหัดทาสี ขัด กระดาษทราย ยกไม้ ยกสังกะสี ตอกตะปู แต่สิ่งเดียวที่เถ้าแก่ไม่อยากจะสอนให้ นั่นคือ การเขียนตัวอักษรด้วยสีน้ำมัน สมัยก่อนเขาจะใช้วิธีเขียนป้าย ไม่ว่าป้าย จะใหญ่โตขนาดไหน อยากได้ตัวหนังสือแบบไหน ตัวไทยหรือตัวตลก ตัวแบบ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ตัวเดลินิวส์ ในยุคนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วย ช่างจะต้อง จับพู่กันเขียนบนผ้าใบ หรือบนแผ่นสังกะสีที่เขาเอามาต่อกันเป็นแผ่นๆ ช่างคนไหนมีความสามารถทางศิลปะ สามารถเขียนตัวอักษรได้ถือว่า เก่งมาก จะได้รับการยอมรับจากเถ้าแก่และผู้มาว่าจ้าง บางคนยังมีฝีมือถึง ขนาดวาดภาพคน ภาพวิวลงในป้ายโฆษาณาได้ จะถือว่าเก่งกว่าช่างร้านอื่น เถ้าแก่จึงกีดกันพี่เอก ไม่อยากจะสอนงานตรงนี้ให้ พี่เอกเล่าให้ผมฟังว่า พี่เอกจะคอยจ้องดูว่าช่างเขียนป้ายเขาพักตอนไหน หรือวางมือเพื่อกินข้าว สูบ บุหรี่ ตอนนั้นแหละพี่เอกจะเข้าไปหัดและพยายามทำ ดี เอาอกเอาใจช่างรุ่นพี่ เพื่อให้เขารัก พี่เอกเป็นคนหัวดี ทำ งานอยู่ไม่เท่าไหร่ เมื่อเห็นว่าตนเองมีช่องทางที่ ดีกว่าก็ลาออกมาฝึกงานร้านประตูเหล็กดัดอยู่ที่ห้วยขวาง โดยการชักนำ ของ เฮียเฮงที่มาเปิดร้านมุ้งลวดอยู่ก่อนแล้ว และมีลูกค้าขาประจำที่พอเขาสั่งให้ทำ มุ้งลวดแล้ว เขาก็อยากจะทำประตูเหล็กดัดควบคู่กันไปด้วย ก็ให้พี่เอกมาเปิดร้าน ทำประตูเหล็กดัดเป็นเครือข่ายไปด้วยเลย ร้านของเราก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะพี่เอกเป็นคนฉลาดและสู้งาน ลูกค้าคนไหนหากมาติดต่อสั่งทำประตูเหล็กดัดกับพี่เอกแล้ว รับรองว่าจะประทับ ใจกับการบริการของพี่เอก พี่เอกพูดเพราะ เอาใจลูกค้าเก่ง และที่สำ คัญคือมา สั่งทำที่ร้านเรา เราจะตรงเวลา เพราะพี่เอกเล่นทำทั้งวันทั้งคืน ผมในฐานะที่


52 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 53 เป็นน้องชื่นชอบพี่เอกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมพยายามที่จะจดจำ วิธีคิด วีธีการ ทำ งานจากพี่เอกที่เป็นฮีโร่ของผมและครอบครัว ในเมื่อพี่สู้ไม่ถอยทำ งานอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกน้อง ผมก็เดินตาม รอย ผมจะตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปจ่ายตลาด ไปซื้อกับข้าวมาทำ อาหารให้พวกช่าง เขากินกัน ผมมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียว ซึ่งเป็นนิสัยของผมมาตั้งแต่เด็กๆ ที่อยู่ บ้านนอกแล้ว ผมจำ ได้ว่าสมัยนั้นผมซื้อกับข้าวแค่ 2-3 บาท ผมก็เอามาทำ กินกันได้ แล้ว โดยผมจะซื้อเลือดหมูสัก 50 สตางค์ แล้วชื้อเต้าหู้อีก 50 สตางค์ ซื้อผัก อีก 50 สตางค์ แล้วผมจะหยิบเอาผักชี ต้นหอม ของเขาติดมาสักสองสามต้น ซึ่งสมัยก่อนเขาไม่ว่า ถือว่าแถมให้ลูกค้าเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทุกครั้งที่ผมไปซื้อผักเขา ผมก็จะหยิบผักชี ต้นหอม ติดมือมาด้วย เช่น ผมขอซื้อผักบุ้งเขามา 50 สตางค์นี่ ผมก็จะหยิบเอาต้นหอม ผักชีมาด้วยสักต้นสองต้น ซึ่งเขาไม่ว่า เพราะถือว่าแถม ให้เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งแม่ค้าเขารู้ทันผม พูดบอกผมว่า “อาตี๋ ลื้อเอาไปอีกสักต้นสองต้นสิ” ผมก็ดีใจ คิดว่าแม่ค้าคนนี้เขาใจดี ก็หยิบมาเพิ่มอีกสองสามต้นตามที่ เขาแนะนำ แต่พอผมจ่ายสตางค์ค่าผักบุ้ง เขาก็บอกกับผมว่า “ขอคิดค่าผักชีกับต้นหอมอีกสลึงนึงนะ” เขาพูดแล้วยิ้มให้ ผมรู้สึกอายแล้วคิดว่า เขาคงรู้ทันที่ผมหยิบของเขาไปวันละต้นสองต้น เพื่อเอาไปเก็บรวบรวมไว้โดยแช่น้ำ ไม่ให้มันเหี่ยว พอรวบรวมได้สองสามวันมันก็ มีจำนวนมากขึ้น ผมก็เอามาผัดหรือเอามาต้มกับเลือดหมูให้พวกช่างเขากินกัน ผักบุ้งผมก็ชอบซื้อมาทำกับข้าวให้พวกช่างเขากินกัน เพราะผักบุ้งจะช่วย บำ รุงสายตา ผมเรียนรู้งานจากพี่เอก และจากช่างรุ่นพี่ที่พวกเขาทำ มาก่อนผม ไม่นานผมก็ทำ เป็นหมด ไม่ว่าอ๊อก เชื่อมเหล็ก ทำ เหล็กดัด ทำประตูหน้าต่าง เขียนลาย ผมยังจำ ได้ว่าเคยปวดลูกตา ต้องนอนร้องครวญครางที่มีสภาพเหมือนมี ใครจับทรายมากรอกลูกตา ผมเคยเล่าให้ท่านฟังแล้วว่า ตอนที่ผมหัดตีเหล็กฉาก หนังกำพร้าทั้งสิบนิ้วมันแตกน้ำ ข้าว จนหนังหลุดร่อนออกมาเอง แต่นี่ผมอ๊อก เหล็กติดต่อกันนานๆ โดยไม่ได้ใส่หน้ากากป้องกัน แล้วเวลาจับหัวอ๊อก อ๊อก เหล็กเชื่อมเหล็กแล้วเกิดแสงไฟจากแสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งเป็นพลังงานจากแสง ที่ร้อนแรงมาก ต้องปิดตาอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้แสงเข้าตา และระวัง สะเก็ดจากลูกไฟจำนวนนับพันนับหมื่นสะเก็ดพุ่งมา ซึ่งหากไม่ระวังก็จะเข้าตา หรือถูกตามเนื้อตามตัว สุกพองทันที หรือหากถูกเสื้อก็จะไหม้เป็นรูทันที ผมยังเด็กน้อย อายุแค่ 15 ผมเป็นช่างแล้ว ทำ ได้หมดทุกอย่างเหมือน ช่างรุ่นพี่ ผมจำ ได้ว่าดวงตาผมเจ็บปวดระบมไปหมดทั้งสองข้าง เนื่องจากหนัง หรือเนื้อเยื่อหุ้มดวงตามันหลุดร่อนออกเป็นชิ้นๆ ตอนแรกมันจะแสบ ปวดแสบ ปวดร้อนจนลืมตาไม่ขึ้น ผมยังจำ ได้ถึงรสชาติแห่งความเจ็บปวดที่พระเจ้าท่านได้ทดสอบความ แข็งแกร่งของผมได้ดี ผมนอนร้องครวญครางอยู่ในห้องนอน ผมทนความเจ็บปวด ไม่ไหว ยามที่ผมกะพริบตาหรือทำตายุบยิบ มันเหมือนกับใครเอาทรายทีละกำมือ มากรอกใส่ตา และพอผมร้องไห้มีน้ำ ตาไหลเพื่อขอความเห็นใจจากพระเจ้าที่ ผมทนไม่ไหวแล้ว น้ำตาก็จะไหลออกมาเพื่อปลอบประโลมใจเจ้าเด็กน้อยที่ต้อง แสบตา ปวดตาจนจะขาดใจตายเสียให้ได้ ผมร้องไห้ ผมเจ็บ ผมคิดถึงแม่ แต่พอ น้ำตาผมไหลออกมา ผมเพิ่งรู้ว่าพระเจ้าใจร้าย ท่านได้เอาน้ำกรดมาราดใส่ดวงตา ทั้งสองข้าง ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการไม่ร้องเสียอีก ผมกลัวแล้ว น้ำตาที่กลายสภาพ เป็นน้ำกรด ท่านผู้อ่านที่รักของผม ท่านอยากทราบไหมครับว่า ทำ ไมน้ำตาที่ไหล มาปลอบประโลมใจผมในยามนั้น มันถึงได้ใจร้ายกลายสภาพเป็นน้ำ กรดสาด เข้าดวงตาผมทั้งสองข้าง ก็เนื่องจากดวงตาของผมขณะนั้น มันสุกจนเนื้อเยื่อ ที่หุ้มลูกตาดำมันหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ยิ่งกว่าหนังกำพร้าที่มือแตกน้ำข้าวเสียอีก


54 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 55 ผมยอมแล้ว ผมไม่อยากเป็นน้องของพี่เอกอีกแล้ว พี่เอกอยู่ไหน พี่เอกจงรับรู้ไว้ ด้วยว่า น้องของพี่กำ ลังจะตาบอด ใครก็ได้ที่อยู่ข้างนอกช่วยผมด้วย ผมกำ ลัง ตาบอด ผมยังเป็นเด็ก ผมอยากเรียนหนังสือ อยากมีดวงตาไว้อ่านหนังสือ เตี่ย จ๋าช่วยผมด้วย ผมกำ ลังจะตาบอด หม่าม้า หม่าม้าอยู่ไหน ช่วยอั๊วด้วย อั๊วจะ ตาบอดอยู่แล้ว ผมนอนร้องครวญคราง ผมอยากจะร้องอยากจะวิงวอนต่อน้ำตา ได้โปรดเถิดน้ำตาอย่าไหลออกมาเลย ผมกลัวแล้ว ไม่ต้องไหลมาปลอบประโลมใจ ผมอีกแล้ว ต่อไปผมจะไม่ขี้แยแล้วครับ ผมจะไม่ร้องไห้ ไม่ขี้แยอีกแล้วครับ ผมพยายามกลืนก้อนสะอื้นที่มันอยู่ในคอหอย กลืนมันลงไปในอก เพื่อ เรียกน้ำตาที่มันไหลลงมารดดวงตาให้มันไหลกลับไปรดหัวอกของผม ไหลกลับ มาเถอะน้ำตา ไหลย้อนกลับมารดหัวใจผมก็ได้ ผมไม่เสียใจอีกแล้วครับ ผมไม่ อยากร้องไห้อีกแล้วครับ ผมนอนร้องครวญครางและกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ผม อยากรู้ว่า ดวงตาของผมบอดแล้วหรือยัง ผมจะได้เรียนหนังสือ ได้อ่านหนังสือเห็น หรือไม่ ผมพยายามคลานและคลำ ไปตามพื้นห้อง เพื่อที่จะไปให้ถึงเสาไฟ เพื่อ ไปเปิดสวิตช์ดูดวงตาของผม ที่ตอนนี้มันทั้งปวดทั้งแสบร้อนไปหมดทั้งสองดวง จนลืมตาไม่ขึ้น ผมต้องเอามือคลำทางจนผมเจอแล้วเสาไฟ สวิตช์ปิดเปิดไฟฟ้า ผมพยายามช่วยตัวเองจนลุกขึ้นมาได้ ผมเจอสวิตช์ไฟแล้ว แต่พอผมเปิดไฟแล้ว ลืมตาขึ้น ผมยิ่งเจ็บปวดในดวงตาทั้งสองข้างมากว่าการที่ผมร้องไห้มีน้ำตาไหล ออกมาถูกดวงตา ที่เนื้อเยื่อหุ้มตาของผมหลุดร่อนออกมาเสียอีก นี่คือเรื่องจริง ที่ช่างอ๊อกทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบจากพระเจ้า ตามที่ท่านได้วางกฎเกณฑ์อันเหี้ยมหฤโหดไว้อย่างสุดๆ ก่อนที่จะมอบรางวัล ชีวิตให้กับคนนั้น มีช่างหลายคนที่ไม่ผ่านด่านนี้ ผมจำ ได้ว่ามีช่างของผมหลายคนที่มา ฝึกงานเป็นช่างอ๊อก ในวันแรกที่ได้หัดอ๊อกเหล็ก แล้ววันรุ่งขึ้นดวงตาปวดแสบ ปวดร้อนไปหมด พ่อแม่ต้องเดินจูงมือมาร้องไห้บอกว่า สงสารลูกของตัวเองที่เขา จะต้องตาบอดอย่างแน่นอนแล้ว ผมไม่ได้ห้าม หรือฉุดรั้งให้เขามาทำ งานเป็นช่าง อ๊อกกับผมหรอก ผมรู้ว่าวัยอย่างพวกเขาในยามนี้ ไม่ต่างกับผมในยามนั้น ควรที่ จะอยู่ในรั้วโรงเรียน ได้รับการศึกษาจากรัฐบาลที่จัดให้ แต่ด้วยความยากจน ไม่มี ทางลัดที่ดีกว่านี้แล้ว พวกเขาจึงต้องมาขายแรงงานในวัยที่ยังไม่สมควร ผมก้าวข้ามกาลเวลาที่แสนจะหฤโหดขณะนั้นมาได้ ผมพยายามพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพนักงานที่ผมคิดว่า อยากจะมอบสิ่งดีๆ ให้พวกเขา โรงงานของผม 6 ไร่ในปัจจุบัน มีสนามกีฬา มีอุปกรณ์การกีฬาทุกชนิดให้กับ พวกเขา และลูกหลานของเขาได้มาเล่นกันทุกเช้า ประมาณ 7 โมงเช้า ผมจะ ให้พวกเขามานั่งสวดมนต์และทำ สมาธิอยู่ในสนามกีฬา ที่ผมออกแบบให้เป็น สนามกีฬาที่ทันสมัย สะอาด และสวยงาม ไม่มีใครรู้หรอกว่า ผมทำ สิ่งเหล่านี้ ทำ ไม หรือแม้แต่ทุนการศึกษาที่ผมมอบให้กับลูกหลานของคนงาน รวมไปถึง สถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาจาก “ศักดิ์สิทธ์อัลลอย” นั้น ผมทำ เพื่ออะไร ผมไม่อยากให้เยาวชนในวันนี้ ต้องมีสภาพเหมือน ด.ช.สุชาติ คนนั้น ไงล่ะครับ


70 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 71 ชีวิตคนนี่ถ้าหากมันตัดต่อได้เหมือนตัดต่อภาพยนตร์ หรือสามารถลบ ภาพทิ้งได้เหมือนกับกล้องถ่ายรูปมือถือ ผมก็อยากจะลบภาพเก่าๆ ที่บางครั้งผม เองก็อดที่จะสงสาร ด.ช.สุชาติ หรือเฮียณัฎฐ์ ในสายตาของคนอื่น ชีวิตมันก็คือชีวิต ชีวิตไม่ใช่หนัง ไม่ใช่มิวสิกฯ ที่แสดงไม่ดีหรือเล่นนอกบทแล้วผู้กำ กับฯสั่งให้คัตแล้ว ถ่ายทำ ใหม่ แสดงกันใหม่ได้ ชีวิตผมไม่มีทางลัดที่จะปีนป่ายกำ แพงแห่งความ ยากจนได้สำ เร็จ...ว่าที่จริงคำ ว่าปีนป่ายกำ แพงแห่งความยากจนนั้นยังน้อยเสีย ด้วยซ้ำ หรือมันง่ายเกินไปสำหรับด่านแห่งการต่อสู้ฟันฝ่าให้สำ เร็จกว่าที่พระเจ้า จะมอบรางวัลชีวิตให้ ผมจะเอาเรื่องกับเทวดาและพระเจ้าทุกพระองค์ ที่กลั่นแกล้งผมหนักเกินไป 6 จับสว่านเจาะขาตัวเอง


72 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 73 สำหรับผม ผมอยากจะบอกว่า กว่าที่จะแหวกว่ายข้ามทะเลเลือดและ น้ำตามาได้สำ เร็จ ใช้คำ ว่าทะเลเลือดและน้ำตา น่าจะเหมาะกว่า ผมจำ ได้ว่าเช้าวันนั้นหลังจากที่ผมสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิ ซึ่งเป็น กิจวัตรประจำ วันของผมเสร็จแล้ว ผมลงมาเพื่อที่จะตรวจตราความเรียบร้อยใน โรงงาน มอบหมายสั่งงานให้ลูกน้องทำ โน่นทำนี่ ตามที่ผมเขียนแบบหรือรับงาน เขามา วันนี้ผมรู้สึกว่าในใจผมมันร้อนรุ่มอยู่เรื่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุ ผมพยายาม ที่จะไม่ทำอะไรมาก เพราะตามปกติถ้าหากผมเห็นว่าอะไรที่มันยากสำหรับลูกน้อง แล้วผมน่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้ ผมจะลงมือทำ เคียงบ่าเคียงไหล่เขาทันที ตอนนั้นพักเที่ยง ลูกน้องในโรงงานต่างก็กินข้าวกันตามปกติ ผมเดิน ตรวจตรามาถึงบริเวณที่ทำบ้านพักให้กับคนงาน ซึ่งอยู่ที่ศรีนครินทร์ (ตอนนั้นผม ย้ายโรงงานจากห้วยขวางมาอยู่ที่ศรีนครินทร์) ผมไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าท่านได้วางกับดักทดสอบความแข็งแกร่งกับผม มากมายถึงขนาดนี้ หรือท่านอยากเห็นเลือดของผมว่าจะเข้มข้นขนาดไหน ซึ่งถ้า หากท่านบอกตรงๆ ว่าอยากจะเห็นเลือดผม ผมก็คงได้ต่อรองหรือก้มกราบท่าน ให้สงสารลูกเมียผมเถอะ เพราะหากขาดผมไปคนหนึ่ง อย่าว่าแต่ลูกเมียครอบครัว ของผมเลย ลูกน้องผมอีก 300 ชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้ต้องบวกลูกหลาน ญาติพี่น้อง พ่อแม่เขาไปด้วย ก็ประมาณ 1,000 กว่าชีวิต เขาจะพึ่งใคร ถ้าหากผมตายใน วันนั้น ด้วยความเคยชินที่เคยลุยกับลูกน้องมานับไม่ถ้วน ผมคิดว่าในระหว่างที่ พวกเขากำลังหยุดพักกินข้าวเที่ยงกันอยู่ ผมอยู่ว่างๆ อยากจะช่วยพวกเขาทำ งาน ตรงนี้ให้เสร็จๆ ผมฉวยสว่านเจาะเหล็กดอกขนาด 2 หุน ขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะ เอามือขวาจับด้ามสว่านเจาะเหล็กที่เสียบปลั๊กเรียบร้อยแล้ว จ่อเข้ากับแผ่นเหล็ก ที่ต้องเจาะให้ทะลุเหล็กเพื่อใส่นอต และเมื่อผมกดสวิตช์ให้สว่านทำ งาน ดอก สว่านเจาะเหล็กขนาด 2 หุน ก็ทำ งานทันที แต่ด้วยความที่แผ่นเหล็กที่อยู่เหนือ หัวมันแข็งและเหนียว ทำ ให้ผมต้องออกแรงกดมันเพื่อให้ดอกสว่านเจาะผ่านแผ่น เหล็ก มันเหนียว และลื่น ผมพยายามรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่กดลงไปสุด แรงเกิด คุณพระช่วย!!! โต๊ะที่ผมยืนอยู่เกิดล้มเอียงกระเท่เร่ ทำ ให้ผมที่ยืนจับ สว่านเพื่อที่จะเจาะทะลวงให้ทะลุเนื้อเหล็ก พลัดตกลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว มือขวา ที่ผมถือสว่านเจาะเหล็กอยู่เกิดทรยศ มันเจาะลงบนเกือกหนังที่เซฟตี้ไว้อย่างดี แต่ถึงจะเซฟด้วยหนังวัวอย่างดีและหัวเกือกเป็นเหล็ก มือผมที่เคยเชื่อฟังในยามนี้ รู้เห็นเป็นใจกับสว่านดอกเหล็ก 2 หุนที่คิดขบถ เจาะลงบนหลังตีนอย่างไม่มี ปรานีปราศรัย แม้แต่ใจผมที่เคยรักและสงสาร กลับไปอยู่ข้างมือกับสว่านดอกเหล็ก ใจ มันสั่งให้มือกดสว่านดอกเหล็กขนาด 2 หุนเจาะลงไปบนหลังเกือก ผ่านหลังตีน ไปทะลุพื้นเกือก และทะลุไปยังพื้นปูนซีเมนต์ “โอย…!” ผมร้องขึ้นอย่างสุดเสียง มันเจ็บปวดที่สุดในชีวิต ผมกำลังจะ ลงโทษตัวเองด้วยการเอาสว่านเจาะตีนตัวเอง ทั้งเลือดและเศษเนื้อ เศษหนังเกือก หลุดออกมาเหมือนกับเศษเหล็กที่เวลาเราใช้สว่านเจาะเหล็กเลย โชคของผมยังดีอยู่บ้างที่สายไฟปลั๊กหลุดกระเด็นออกมา สว่านเลยไม่ ทำ งาน ดอกของมันยังคาอยู่ในหลังเท้าผม ซึ่งขณะนี้มันเจาะทะลุลงไปอยู่ในพื้น ปูนเรียบร้อยแล้ว “โอย…” เจ็บ เจ็บจะขาดใจตายอยู่แล้ว ในสมองของผมขณะนั้นมันสับสน ไปหมด ผมไม่มีวิธีไหนที่จะช่วยให้สว่านที่ผมถือด้ามมันอยู่ในมือขวาหลุดออกมา จากตีนผมได้ และที่สำ คัญขณะนี้ปลั๊กเสียบไฟฟ้าให้ดอกสว่านทำ งานนั้นได้หลุดออก จากปลั๊กตัวเมียแล้ว ผมถามตัวเองว่า มึงจะให้กูเดินเขยกพาดอกสว่านที่กำ ลัง เจาะตีนทะลุเกือกเดินไปโรงพยาบาลให้หมอดึงออกหรือ ผมนึกภาพไอ้คนเหล็ก


74 เริงศักดิ์ กำ ธร สงครามชีวิต ศักดิ์สิทธิ์อัลลอย 75 ที่มันเดินถือปืนมหาประลัยของมันที่มีฤทธิ์เดชทะลุทะลวงกำ แพงตึกได้ แต่นั่น มันเป็นฮีโร่ของพวกเด็กๆ แต่นี่ผมกำ ลังเป็นไอ้ฆาตกรที่คิดร้ายจับสว่านเจาะขา ตัวเองประจานถึงความโง่บัดซบของสติปัญญา รวมทั้งอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ที่มันคิดทรยศต่อเจ้านายมันเอง ถึงขนาดช่วยกันจับผมให้ยืนตรง แล้วจัดการ สั่งการให้มือผมใช้สว่านเจาะขาผมเอง ผมโง่บัดซบ เจ็บปานจะขาดใจตายให้ได้ ทั้งเลือดและเศษเนื้อที่หลุดออกมาผสมกับ เลือดสดๆ ที่ละเลงออกมาให้พระเจ้าได้ดูให้เต็มตาท่านว่า ท่านได้ทดสอบความ แข็งแกร่งของผมมากเกินไป หากท่านเป็นเทวดาองค์ใดที่คิดทดสอบกลั่นแกล้ง ผมหนักถึงขนาดนี้ ถ้าหากผมตายไป ผมจะไปร้องเรียนต่อพระผู้เป็นเจ้าที่เป็น หัวหน้าท่าน ผมจะเอาเรื่องกับเทวดาหรือพระเจ้าทุกพระองค์ที่กลั่นแกล้งผมหนัก เกินไป กูจะเอายังไง จะดึงสว่านออกมาเอง หรือจะเดินถือสว่านที่เจาะขาไปหา หมอให้หมอดึงออกให้ ถ้ากูดึงเอง กูต้องเสียบปลั๊กเข้าไปใหม่ …เออ วีธีนี้แหละดีแล้วไอ้ชาติเอ๋ย อย่าคิดนาน อย่าโอ้เอ้ เจ้ากรรมนายเวรที่ยังสงสารผมมากระซิบข้างหู ให้ผม หยิบปลั๊กตัวผู้เสียบเข้าไปในปลั๊กตัวเมีย ผมไม่มีเวลาคิดนาน วินาทีต่อวินาที ผมตัดสินใจทำตามที่เจ้ากรรมนายเวรบอกผม ได้ผลครับ...ผมแหกปากร้องอย่างสุดเสียง เมื่อดอกสว่านทำ งานขึ้นอีก ครั้งหนึ่ง ผมควรแทงขึ้นหรือแทงลง คำตอบที่ได้ก็เหมือนกัน คือเจ็บเหมือนกัน เพราะดอกสว่านมันทำ งานอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้มันยิ่งจะโหดร้ายกว่าเดิมหลาย เท่า เพราะดอกสว่านมันดึงเอาเศษเนื้อและเศษกระดูก เศษเหล็ก รวมทั้งเศษ หนังของรองเท้าเซฟตี้หลุดออกมาด้วย เป็นความรู้สึกที่ประหลาดที่สุด คือทั้งเจ็บปวดปานจะขาดใจ แต่อีกด้าน หนึ่งผมกลับดีใจที่ผมเอาชนะใจตัวเองได้ ที่ตัดสินใจถอดดอกสว่านด้วยการดึง ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งได้สำ เร็จ ผมเดินลากขา ลากรองเท้าเชพตี้ที่หนักอึ้งเปียกชุ่มไปด้วยเลือดมาขึ้นรถ แท็กซี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอบอกผมว่าผมโชคดีที่ดอกสว่านมันเจาะลงไป ไม่ถูกเส้นเอ็น ถึงจะทะลุเนื้อและกระดูกไปบ้างแต่ก็ไม่ทำ ให้ถึงกับพิการ เดินไม่ได้ ก็ต้องเรียกว่ายังไม่หมดเวรหมดกรรมหรอกครับ ชีวิตผมยังลุยหนักกว่านี้อีกครับ ขอขอบคุณเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายที่ยังรักผม ส่วนไอ้ร่างกายหรือ อวัยวะส่วนไหนที่มึงทรยศกับกู กูจะลงโทษมึงด้วยการไม่กินอาหารดี ไม่ให้สาร อาหารที่ดีแก่มึง ผมกลับมาบ้านนอนซมกินอาหารไม่ได้อยู่หลายวัน แต่ผมยังสงสาร อวัยวะส่วนอื่นที่มันไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไร ผมจึงต้องหยดน้ำข้าวต้มเพื่อพยุงร่างกาย ให้อยู่รอด เพื่อที่จะชดใช้หนี้กรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ช่วยชีวิตผมไว้ สมัยผมหนุ่มๆ


Click to View FlipBook Version