ต้นกำเนดิ แห่งตำรำแพทยศำสตรส์ งเครำะห์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ประชุมคณะแพทย์หลวง เพื่อสืบค้นและ
รวบรวมตาราแพทย์จากที่ต่าง ๆ มาตรวจสอบ ชาระให้ตรงกับฉบับดั้งเดิม แล้วส่งมอบให้กรมพระ
อาลักษณ์เขียนลงสมุดไทย ด้วยอักษรไทยที่มีชื่อเรียกว่า “เส้นหรดาล (แร่ชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยธาตุสาร
หนูและกามะถัน)”หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ให้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง
“โรงเรียนราชแพทยาลัย” ได้โปรดให้จัดพิมพ์ตาราแพทย์หลวงสาหรับโรงเรียนขึ้นใช้เป็นครั้งแรก เรียกว่า
“ตาราแพทยศาสตร์สงเคราะห์” แตพ่ ิมพ์ไดเ้ พียง ๓ เลม่ กต็ ้องยกเลกิ เพราะไม่มที ุนในการจดั พิมพ์
ต่อมาพระยาพิศณุประสาทเวช (คง ถาวรเดช) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยของราช
แพทยาลยั และผู้จัดการโรงเรียนเวชสโมสร ได้กราบทูลขอประทานพระอนุญาตจากสมเดจ็ พระเจ้าบรมวงศ์
เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ (นายกสภาหอสมุดวชิรญาณ) ในการจัดพิมพ์ตาราแพทยศาสตร์
สงเคราะห์ฉบับหลวงจานวน ๒ เล่มจบสมบูรณ์ขึ้นเป็นคร้ังแรกเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ เพราะ
เล็งเหน็ ความจาเปน็ ๒ ประการคือ
๑. ราษฎรที่ป่วยจะต้องมีตาราดา้ นการแพทย์ เพือ่ เป็นคู่มอื ไว้รกั ษาตนเอง
๒. อนรุ ักษ์ตาราแพทยแ์ ผนไทยไว้ให้คนรุ่นหลงั
ลกั ษณะคำประพนั ธ์
ลกั ษณะคาประพันธ์ของคัมภีร์ฉนั ทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์น้ันมีอยู่ ๒ ประเภทดว้ ยกนั โดย
สว่ นใหญเ่ ป็นกาพย์ยานี ๑๑ สาหรบั ตอนที่กล่าวถึงลกั ษณะทบั (ลกั ษณะโรคแทรกซ้อน) ๘ ประการ ใช้คา
ประพันธ์ประเภทรา่ ย
ตัวอยำ่ งกำพยย์ ำนี ๑๑
รวบรวมความรู้หลากหลายจากตาราเรื่องอื่น ๆ ในชดุ โดยแบ่งเน้อื หาออกเป็น ตอน ดังนี้
๑. บทไหว้ครู ซึง่ เปน็ การไหว้พระรัตนตรัย ไหว้เทพเจ้าของ พราหมณ์ ไหว้หมอชีวกโกมารภจั จ์
๒. กล่าวถึงความสาคญั ของแพทย์
๓. กล่าวถึงคณุ สมบตั ขิ องแพทย์ที่พึงมี
๔. กล่าวถึงโรคและการรกั ษา เช่น ลกั ษณะของหญงิ ทีม่ ีน้านมดหี รือนา้ นมช่วั ธาตุท้ัง ๕ คือ ดิน น้า
ลม ไฟ และอากาศ ทีเ่ ป็นสาเหตุของการเกิดโรค อาการไข้ป่วงและการรักษา อาการท้องร่วงลักษณะต่าง ๆ
วิธีสงั เกตนิมติ ของผู้ใกล้ตาย อาการโรคลมทราง เปน็ ต้น
๕. เปน็ คาเตือนแพทย์ให้ศึกษาคัมภีร์ฉนั ทศาสตร์
๖. ลกั ษณะของแพทย์ที่ดี
๗. คาขอพรของผู้ประพันธ์
ถอดคำประพนั ธ์ คมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์ แพทยศาสตร์สงเคราะห์
ตอนที่ ๑ บทไหว้ครู
ข้าขอประนมหตั ถ์ พระไตรรัตนาถา
ตรีโลกอมรามา อภิวาทนาการ
อนึ่งขา้ อัญชลี พระฤๅษีผู้ทรงญาณ
แปดองค์เธอมีฌาน โดยรอบรใู้ นโรคา
ขอกราบไหว้พระรัตนตรัยและฤาษีครูแพทย์ทั้ง ๘ องค์ ซึ่งเป็นปฐมครูผู้สอน เป็นครูผู้ประสิทธิ์
ประสาทวิชาการแพทยแ์ ละเภสชั กรรมแผนโบราณ และเปน็ ผรู้ อบรเู้ กีย่ วกบั โรคภัยต่าง ๆ
ไหว้คณุ พระอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้า
สาปสวรรค์ซึ่งหว้านยา ประทานท่วั โลกธาตรี
ไหว้ครกู มุ ารภจั ผู้เจนจัดในคมั ภีร์
เวชศาสตรบรรดามี ให้ทานทัว่ แก่นรชน
ไหว้ครผู ู้สง่ั สอน แตป่ างก่อนเจริญผล
ลว่ งลนุ ิพพานดล สาเร็จกิจประสทิ ธิ์พร
ขอการกราบไหว้พระอิศวรและพระพรหม ซึ่งเป็นผู้ที่ประทานสมุนไพรให้แก้มวลมนุษย์ชาติท่ัวโลก
รวมไปถึงการกราบไหว้หมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นแพทย์ประจาพระองค์ของพระพุทธเจ้าและพระเจ้าพิม
พิสาร นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการไหว้บรรดาครูอาจารย์ทีส่ ั่งสอนในวิชาแพทยด์ า้ นต่าง ๆ
ตอนที่ ๒ ความสาคญั ของคมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์
จะกล่าวคาภีร์ฉัน ทศาสตร์บรรพ์ที่ครูสอน
เสมอดวงทินกร แลดวงจันทร์กระจ่างตา
สอ่ งสตั ว์ให้สว่าง กระจ่างแจ้งในมรรคา
หมอนวดแลหมอยา ผู้เรยี นรู้คัมภีร์ไสย์
เรียนรู้ให้ครบหมด จนจบบทคมั ภีร์ใน
ฉนั ทศาสตร์ท่านกล่าวไข สบิ ส่ขี ้อจงควรจา
คมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์เปรียบเสมอื นพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ทีค่ อยสอ่ งแสงสว่างช้ที างชีวิตให้แก่
ผู้คน รวมถึงหมอนวด และหมอยาทีต่ ้องเรียนรู้คัมภีร์แพทย์ (คัมภีร์ไสย์) โดยมีทั้งสิ้น ๑๔ ข้อ
ตอนที่ ๓ เนือ้ เรื่องทีเ่ กี่ยวกับความสาคัญของอวยั วะ
อนึง่ จะกล่าวสอน กายนครมีมากหลาย
ประเทียบเปรยี บในกาย ทกุ หญงิ ชายในโลกา
ดวงจิตคือกระษตั ริย์ ผ่านสมบตั ิอันโอฬาร์
ข้าศึกคอื โรคา เกิดเข่าฆ่าในกายเรา
เปรยี บแพทยค์ ือทหาร อนั ชานานรู้ลาเนา
ข้าศึกมาอยา่ งใจเบา ห้อมล้อมรอบทกุ ทิศา
ร่างกายของคนเราท้ังชาย และหญิงเสมือนเมืองแห่งหนึ่ง โดยมีพระราชาเป็นหัวใจ และเปรียบ
แพทย์เปน็ ทหาร ที่ทาหน้าทีป่ กป้องดแู ลบ้านเมืองและต่อสู้กับข้าศึก ซึ่งก็คือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่มาทาให้
ร่างกายของเราอ่อนแอ หรือเสยี ชีวิตได้
ให้ดารงกระษตั ริย์ไว้ คือดวงใจให้เรง่ ยา
อนึง่ ห้ามอย่าโกรธา ข้าศึกมาจะอนั ตราย
ปิตต คือ วังหน้า เร่งรกั ษาเขม่นหมาย
อาหารอยู่ในกาย คือเสบยี งเล้ยี งโยธา
หนทางท้ังสามแห่ง เร่งจัดแจงอยู่รักษา
ห้ามอย่าให้ขา้ ศึกมา ปิดทางได้จะเสียที
สามส่ิงสาคัญที่ต้องหม่ันดูแลไม่ให้ข้าศึก ซึ่งก็คือเชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามาทาลายได้ คือ หนึ่ง หัวใจ
(เปรยี บเทียบได้กับพระราชาผู้ครองเมือง) ซึ่งเป็นอวัยวะที่สาคัญที่สุดในร่างกาย โดยต้องดูแลสภาพจิตใจ
ไมใ่ ห้เกิดความโกรธ สอง ถงุ น้าดี (ปิตต) เปรยี บเสมอื นวงั หน้า และ สาม อาหาร เปรียบเสมือนเสบียงเล้ียง
บ้านเมืองซึ่งก็คือรา่ งกายของเรานน่ั เอง
อนึง่ เลา่ มีคาโจทก์ กล่าวยกโทษแพทยอ์ ันมี
ปรชี ารู้คมั ภีร์ เหตฉุ นั ใดแก้มีฟงั
คาเฉลยแก้ปจุ ฉา รู้รักษากจ็ ริงจัง
ดว้ ยโรคเหลอื กาลัง จึง่ มิฟังในการยา
เมือ่ อ่อนรกั ษาได้ แก่แล้วไซร้ยากนกั หนา
ไข้น้ันอุปมา เหมือนเพลงิ ป่าไหม้ลกุ ลาม
กล่าวกันว่าแพทย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคและความรู้มากมาย ไม่สามารถรักษาคนให้
หายจากโรคภยั ไข้เจบ็ ได้ น่ันเปน็ เพราะโรคบางชนิดน้ันร้ายแรงเกินไปราวกับเพลิงป่า ประกอบกับการด้ือยา
ยงั ทาให้รกั ษาโรคยากข้นึ ดว้ ย แตถ่ ้ามอี าการไม่หนัก ไมร่ ุนแรง ย่อมรกั ษาได้งา่ ยกว่า
เป็นแพทยม์ ีสาคญั โอกาสน้ันมีอยสู่ าม
เคราะห์ร้ายขัดโชคนาม บางทีรู้เกินรู้ไป
บางทีรู้ไม่ทัน ดว้ ยโรคนนั้ ใช่วิสยั
ตน บ รู้ทิฏฐิใจ ถอื ว่ารขู้ นื กระทา
จบเรื่องทีต่ นรู้ โรคนนั้ สวู้ ่าแรงกรรม
ไมส่ ้นิ สงสัยทา สุดมือม้วยน่าเสียดาย
บางทีกม็ ีชัย แตย่ าให้โรคนนั้ หาย
ท่านกล่าวอภิปราย วา่ ชอบโรคนนั้ เปน็ ดี
แพทย์มโี อกาสจะรักษาโรค ไม่ สาเรจ็ มอี ยู่ 3 ประการดว้ ยกนั คือ หนึง่ วินิจฉัยโรคเกินจริง สอง ไม่
รู้จกั โรคนน้ั มาก่อน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมของผู้ป่วย และสาม แม้ว่าแพทย์อาจสามารถรักษาโรคให้หาย
ได้ แต่เป็นเพราะได้ยารกั ษาโรคทีด่ ี ไมไ่ ด้มาจากความสามารถของแพทยแ์ ตอ่ ย่างใด
ตอนที่ ๔ ลักษณะของแพทย์ทีค่ วรจะเป็น
เลอื กครูอาจารย์ทีม่ คี วามรเู้ ป็นอยา่ งดี
ผู้ใดจะเรยี นรู้ พิเคราะห์ดผู ู้อาจารย์
เที่ยงแท้ว่าพิศดาร ท้ังพทุ ธไสยจึง่ ควรเรียน
แตส่ กั เปน็ แพทยไ์ ด้ คัมภีร์ไสยไมจ่ าเนียร
ครนู ้ันไมค่ วรเรียน จานาตนให้หลงทาง
เราแจ้งคัมภีร์ฉนั ทศาสตร์อันบรุ าณปาง
ก่อนกลา่ วไว้เป็นทาง นิพพานสศุ ิวาไลย
ใครอยากจะเป็นแพทยต์ ้องเลอื กอาจารย์ให้ดี ๆ โดยอาจารย์ที่ดีต้องรู้ท้ังการแพทย์แผนไทย (พุทธ)
และแผนอินเดยี (ไสย) ถ้าอาจารย์คนไหนไม่เชย่ี วชาญครบท้ังสองดา้ น ไมค่ วรเสียเวลาไปเรียนเพราะจะเกิด
ความเข้าใจผิดได้ ดงั น้ัน ผู้ทีอ่ ยากเรียนแพทย์ ควรศึกษาคมั ภีร์ฉนั ทศาสตร์ เพราะมีเนอื้ หาที่ถูกต้อง
อย่าดหู มิน่ ตารา อย่าอวดรู้
อย่าหมิน่ ว่ารงู้ ่าย ตารบั รายอยู่ถมไป
รีบด่วนประมาทใจ ดังน้ันแท้มเิ ปน็ การ
ลอกได้แต่ตารา เทีย่ วรักษาโดยโวหาร
อวดรู้ว่าชานาญ จะแก้ไขให้พลนั หาย
อย่าดูหมิ่นและดูถูกว่าการเป็นหมอนั้นง่าย ถึงแม้จะมีตารับตาราให้เรียนรู้มากมายแต่ก็อย่าได้
ประมาทใจ แพทย์บางคนอาจทาได้แค่รักษาตามตารา แตเ่ ทีย่ วอวดรู้ว่าตวั เองมีความชานาญ
อย่ารักษาโรคโดยการคาดเดา โทษว่าเปน็ แรงกรรม
โรคคือครุกรรม บรรจบจาอย่าพึงทาย
กล่าวเลห่ ์อุบายหมาย ดว้ ยโลกหลงในลาภา
บ้างจาแต่เพศไข้ ส่งิ เดยี วได้สังเกตมา
กองเลอื ดว่าเสมหา กองวาตาว่ากาเดา
คมั ภีร์กล่าวไว้หมด ไยมิจดมิจาเอา
ทายโรคแต่โดยเดา ให้เชือ่ ถอื ในอาตมา
รู้น้อยอยา่ บังอาจ หมิ่นประมาทในโรคา
แรงโรคว่าแรงยา มิควรถอื ว่าแรงกรรม
โรคภยั คือกรรมหนักหรือบาปหนัก แพทย์ที่ดีไม่ควรรกั ษาโรคเพราะหวังในทรัพย์สินเงินทอง และไม่
ควรใช้เฉพาะการสงั เกตอย่างเดียวแลว้ อ้างว่ารู้ ท้ัง ๆ ทีไ่ ม่ได้รู้จักโรคนั้นจริง ๆ ไม่ควรเดาสุ่มแต่ควรเชื่อถือ
ในตารามากกว่า นอกจากนีห้ ากรู้น้อยก็ไมค่ วรอวดตัว แล้วเทีย่ วโทษว่ารกั ษาไม่ไดเ้ พราะเวรกรรม แต่จริง ๆ
แล้วเป็นเพราะให้ยาไมด่ ี
อย่าวินิจฉัยโรคแค่ว่าตนเคยรกั ษาโรคมาก่อน
อนึ่งท่านได้กล่าวถาม อย่ากล่าวความบงั อาจอา
เภอใจว่าตัวจา เพศไข้นอี้ ันเคยยา
ใช่โรคสิง่ เดยี วดาย จะพลันหายในโรคา
ต่างเน้อื ก็ตา่ งยา จะชอบโรคอนั แปรปรวน
บางทีกย็ าชอบ แตเ่ คราะห์ครอบจึง่ หันหวน
หายคลายแล้วทบทวน จะโทษยากผ็ ดิ ที
อย่าบังอาจกล่าวตามอาเภอใจว่าการรักษาโรคน้ันง่าย เพราะเคยรักษามาแล้ว โรคภัยน้ันไม่ได้มี
ชนิดเดยี ว แตม่ ีมากมายหลายชนิด อีกทั้งคนไข้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ใช้ว่าเป็นโรคเดียวกันแล้วจะต้องใช้
ยาชนิดเดยี วกนั เสมอไป
อย่าประมาทในการรกั ษาโรค โรคย่งิ หนักเพราะให้ยามากเกินไป
อวดยาคร้ันให้ยา เห็นโรคาไมถ่ อยหนี
กลับกลา่ วว่าแรงผี ที่แท้ทาไมร่ ู้ทา
เหน็ ลาภจะใครไ่ ด้ นยิ มใจไม่เกรงกรรม
รู้น้อยบังอาจทา โรคระยาเพราะแรงยา
โรคนนั้ คือโทโส จะภิยโยเร่งวัฒนา
แพทย์เรง่ กระหนา่ ยา กย็ ิ่งยับระยาเยิน
เมื่อเหน็ ว่าคนไข้ไม่หายเสยี ที แพทย์กลบั ให้ยาเพิม่ มากข้นึ ซึง่ อาจแรงเกินไป และทาให้คนไข้อาการ
หนกั ข้นึ เปรยี บโรคภยั ไดก้ บั ความโกรธ ทีย่ ิ่งเมื่อเติมเช้ือไฟ จะยิง่ รุนแรงมากยิ่งขนึ้
อย่าอวดรู้ ควรพิจารณาปริมาณยาให้เหมาะสม
รู้แลว้ อย่าอวดรู้ พินิจดูอย่าหมิ่นเมิน
ควรยาหรือยาเกิน กว่าโรคนนั้ จึ่งกลับกลาย
ถนอมทาแตพ่ อควร อย่าโดยดว่ นเอาพลนั หาย
ผิโรคนนั้ กลบั กลาย จะเสยี ท่าดว้ ยผิดที
ไมค่ วรอวดรู้ ต้องพิจารณาเรื่องปริมาณยาที่จะให้กับคนไข้อย่างถี่ถ้วน เพราะหากคนไข้เกิดแพ้ยา
อาจทาให้อาการหนักมากข้ึน
หมอบางคนรู้เพียงยาแขนงหนึง่ แต่อวดรู้ ทาให้โรคหนกั ข้นึ ได้
บ้างได้แต่ยาผาย บรรจถุ ่ายจนถึงดี
เห็นโทษเข้าเปน็ ตรี จึ่งออกตวั ด้วยตกใจ
บ้างรู้แตย่ ากวาด เทีย่ วอวดอาจไมเ่ กรงภัย
โรคนอ้ ยให้หนกั ไป ดังก่อกรรมให้ติดกาย
แพทย์บางคนรู้จักแค่ยาระบาย (ยาผาย มีคุณสมบัติในการขับลม) พออาการหนักขึ้น รุนแรงขึ้นก็
ตกใจทาอะไรไมถ่ ูก สว่ นยากวาด (ยาที่ต้องนามาบดให้ละเอียด ใช้ผสมกับน้า แล้วนามาป้ายหรือล้วงกวาด
ที่ลาคอ) แต่เที่ยวอวดรู้ว่าตัวเองรู้จักยามากมายหลายชนิด ทาให้โรคที่ตัวเองรักษาอยู่ จากเบากลายเป็น
หนัก ซึ่งถือเป็นการก่อกรรมกับผู้อื่น