The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องการแก้ไขปัญหานักเรียนไม่ส่งงานรายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pheeyapheeya29, 2022-02-16 02:08:08

วิจัยในชั้นเรียน

เรื่องการแก้ไขปัญหานักเรียนไม่ส่งงานรายวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

การแกป้ ัญหานักเรยี นไมส่ ง่ งานในรายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยใชว้ ิธีการทำใบงาน
และสง่ งานออนไลน์ผา่ นเว็บแอพพลเิ คช่ัน (Top Worksheets)
ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1

ปรยี าพร ลาดรองชยั

งานวจิ ยั นีเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑติ
สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ธนบุรี

2564

STUDENT REMEDY DOESN’T SEND THE WORK IN SUBJECTIVE THE SCIENCE AND
TECHNOLOGY BY USE THE WAY DOES THE WORK AND SEND THE WORK ARE

ON LINE CHANGE FORCES WEB APPLICATION (TOP WORKSHEETS) OF
STUDENT 1 MATHAYOMSUASA

PHEEYAPORN LADRONGCHAI

THIS RESEARCH IS THE STUDY ACCORDING TO THE BACHELOR OF
EDUCATION

GENERAL SCIENCE PROGRAM FACULTY OF EDUCATION
DHONBURI RAJABHAT UNIVERSITY
2021



หัวขอ้ วจิ ัย : การแก้ปัญหานกั เรยี นไมส่ ง่ งานในรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใชว้ ธิ กี ารทำ
ใบงานและส่งงานออนไลนผ์ ่านเว็บแอพพลิเคชั่น (Top Worksheets) ของนักเรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1

ผู้วิจัย : นางสาวปรียาพร ลาดรองชัย
อาจารย์ที่ปรึกษา : อาจารย์ ธิติพงศ์ วุฒศิ าสตร์
ปีการศกึ ษา : 2564

บทคัดยอ่

ปรียาพร ลาดรองชัย. (2564). การแกป้ ัญหานักเรยี นไมส่ ง่ งานในรายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยการ
สง่ งานออนไลน์ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1
อาจารยท์ ี่ปรึกษา : อาจารย์ ธิติพงศ์ วฒุ ศิ าสตร์

การแกป้ ัญหานักเรยี นไม่สง่ งานในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใชว้ ธิ ีการทำใบงานและสง่
งานออนไลนผ์ า่ นเวบ็ แอพพลิเคชั่น (Top Worksheets) ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนวดั กำแพง
สำนกั งานเขตบางขุนเทยี น ซง่ึ มีขน้ั ตอนในการวิจยั และผลการวิจัยสรุปได้ดงั น้ี

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1)เพ่ือแกป้ ญั หาการส่งงานรายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัดกำแพงสำนกั งานเขตบางขุนเทยี น 2)เพ่ือศึกษาความพ่งึ พอใจของ
นกั เรียนท่มี ีต่อการส่งงานผ่าน เว็บแอพพลเิ คชนั่ (Top Worksheets) รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ
นักเรียนระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดกำแพงสำนักงานเขตบางขนุ เทียน

ตัวอย่างที่ใช้ในการวจิ ยั คอื นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นวดั กำแพง สำนักงานเขตบางขุน
เทยี น ท่ีกำลงั ศึกษาอยใู่ นภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 28 คน เครือ่ งมือที่ใชใ้ นการ
วิจยั ได้แก่ ใบงานออนไลน์ Top Worksheets แบบสอบถามความพงึ พอใจทม่ี ีต่อการใช้การทำใบงานและสง่
งานออนไลนผ์ ่านเว็บแอพพลเิ คชั่น (Top Worksheets) ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 และแบบสอบถาม
เพือ่ ศกึ ษาพฤตกิ รรมการไม่สง่ งานวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวดั
กำแพง สำนักงานเขตบางขุนเทียนในเรื่องการไม่สง่ งาน / การบา้ นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1

ผลการวิเคราะห์ความคดิ เหน็ ของนักเรียนที่ไมส่ ่งงานตามกำหนดแสดงใหเ้ ห็นว่าการตอบ
แบบสอบถามของนกั เรยี นถึงสาเหตขุ องการไมส่ ่งงานตามกำหนด โดยทำการเรยี งลำดับจากสาเหตุท่นี กั เรียน
คิดว่าเปน็ สาเหตทุ ่ีสำคญั ทีส่ ุดจนถึงสาเหตุทน่ี ้อยท่ีสุด 3 อันดับ ดงั ต่อไปนี้ ลำดบั ที่ 1 งานหายไม่ไดบ้ นั ทกึ
จำนวน 21 คน คิดเปน็ ร้อยละ 75.00 ลำดบั ท่ี 2 ติดเกม จำนวน 17 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 60.71 ลำดับที่ 3 ครู
อธบิ ายเร็วเกนิ ไป จำนวน 16 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 57.14

ผลการวิเคราะหก์ ารสง่ งานออนไลนผ์ า่ นเวบ็ แอพพลิเคชั่น Top Worksheets จำนวนนักเรยี นทสี่ ่ง
งานตามกำหนด คิดเป็นค่าเฉล่ียรวม (µ=21) และคดิ เป็นร้อยละ 74.50ของจำนวนนักเรยี นท้ังหมด เมื่อ
พิจารณาเป็นชนิ้ งานจะเห็นวา่ สามารถเรียงลำดบั จำนวนนักเรียนที่ส่งงาน ตามกำหนดจากมากไปหาน้อย ได้
ดังน้ี ชิ้นงานที่ 2 จำนวนนกั เรยี นทส่ี ่งงานตามกำหนด คิดเป็นร้อยละ 78.57 ของนักเรยี นท้งั หมด และช้นิ งานท่ี
1 จำนวนนกั เรียนที่สง่ งานตามกำหนด คิดเป็นร้อยละ 71.43 ของนกั เรยี นท้ังหมด

จำนวนนักเรยี นที่ส่งงานช้า คิดเปน็ ค่าเฉล่ยี รวม (µ=2.50) และคดิ เปน็ ร้อยละ 8.50 ของจำนวน
นักเรียนทั้งหมด เมื่อพจิ ารณาเปน็ ช้นิ งานจะเหน็ ว่า สามารถเรยี งลำดบั จำนวนนกั เรยี นสง่ งานชา้ จากมากไปหา



นอ้ ย ได้ดังนี้ ชิ้นงานที่ 2 จำนวนนกั เรียนท่ีส่งงานชา้ คิดเปน็ ร้อยละ 10.71 ของนักเรียนท้งั หมด และชิ้นงานที่
1 จำนวนนักเรยี นทส่ี ่งงานชา้ คิดเป็นรอ้ ยละ 7.14 ของนักเรียนทั้งหมด

จำนวนนักเรยี นท่ไี ม่ส่งงาน คิดเปน็ ค่าเฉลย่ี รวม (µ=3.50) และคิดเปน็ ร้อยละ 12 ของจำนวน นกั เรียน
ท้งั หมด เม่ือพจิ ารณาเป็นชนิ้ งานจะเหน็ ว่า สามารถเรียงลำดบั จำนวนนกั เรียนทีไ่ ม่ส่งงานจากมากไปหาน้อย ได้
ดังนี้ ชิน้ งานท่ี 1 จำนวนนกั เรยี นทไ่ี มส่ ง่ งาน คิดเป็นร้อยละ 17.86 ของนักเรยี นท้ังหมด และชิน้ งานท่ี 2 จำนวน
นักเรียนทไ่ี มส่ ง่ งาน คิดเปน็ ร้อยละ 7.14 ของนกั เรียนท้ังหมด

ผลการวเิ คราะหค์ วามพงึ พอใจของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน 28 คน ที่มีต่อการส่งงานผ่าน
ระบบเวบ็ แอพพลเิ คช่ัน Top Worksheets พบวา่ นักเรยี นระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนกำแพง
สำนกั งานเขตบางขนุ เทียน มีความพงึ พอใจในการใชร้ ะบบ Top Worksheets ในการสง่ งานคิดเป็น คา่ เฉลย่ี (µ
=4.74) และ (σ = 0.63) ซึ่งอยู่ในระดับคณุ ภาพมากทสี่ ุด เม่ือพิจารณาเปน็ รายขอ้ แลว้ พิจารณาจากมากไปหา
น้อยได้ ดงั น้ี ดา้ นประหยัดเวลาในการสง่ งาน ลดข้ันตอนและอปุ สรรคในการสง่ งาน มีค่าเฉลยี่ (µ = 4.89) สว่ น
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ = 0.41) ดา้ นใชไ้ ด้เหมาะสมกับวชิ าที่เรียน ค่าเฉลย่ี (µ = 4.82) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
(σ = 0.60) ดา้ นมีความตอ้ งการในการใชร้ ะบบ Top Worksheets ในการส่งงานตอ่ ไป มีคา่ เฉลย่ี (µ = 4.79)
ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (σ = 0.62) ดา้ นสามารถนำไปใชก้ บั วชิ าในวชิ าอื่น ๆ ได้ คา่ เฉล่ีย (µ = 4.75) ส่วน
เบย่ี งเบนมาตรฐาน (σ = 0.57) ดา้ นความพอใจในการใช้ระบบ Top Worksheets ค่าเฉลยี่ (µ = 4.71) ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ = 0.84) ดา้ นสามารถส่งงานได้ตรงตามเวลาท่กี ำหนด คา่ เฉลี่ย (µ = 4.46) สว่ นเบย่ี งเบน
มาตรฐาน (σ = 1.02) มีความพึงพอใจในระดับมากที่สดุ ตามลำดบั

คำสำคัญ : การแก้ปญั หานกั เรียนไม่ส่งงานในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการสง่ งานออนไลน์
Top Worksheets



Research Title : student remedy doesn't send the work in subjective the science and
Technology by use the way does the work and send the work are on line
change young forces web application (Top Worksheets) of
student 1 Mathayomsuaksa.

Researcher : Pheeyaporn Ladrongchai
Thesis advisor : Professor Thitipong Wutthisad
Academic year : 2021

Abstract

Pheeyaporn Ladrongchai. (2564). student remedy doesn't send the work in
subjective the science and Technology , by sending work is on line , of a student
1 Mathayomsuaksa.
Advisor : Professor Thitipong Wutthisad

student remedy doesn't send the work in subjective the science and
Technology by use the way does the work and send the work are on line change
young forces web application (Top Worksheets) of student 1 Mathayomsuaksa
temple wall school border Bang-Khun-thean office which there is the step in the
research and the research result can summarize as follows.

the objective of 1) research for solves a problem sending work subjective the
science and Technology of high school education student year that 1 2) temple
wall office county Bang-Khun-thean schools for studies the depend on satisfied of
a student who has to build sending work changes young forces web application
(Top Worksheets) subjective the science and Technology of high school education
student year that 1 temple wall office county Bang-Khun-thean school.

example that use in the research is a student 1 Mathayomsuaksa temple wall
school county Bang-Khun-thean office at study stay in 1 2564 2 academic year
amount room semesters 28 persons amounts a tool that use in the research for
example the work is on line Top Worksheets contentment questionnaire that have
to build using doing the work and send the work are on line change young forces
web application (Top Worksheets) of a student 1 Mathayomsuaksa and a
questionnaire for study doingnot send work science behaviour and the Technology
of a student Mathayomsuaksa 1 temple wall school county Bang-Khun-thean office
in about doingnot send work science homework 1 Mathayomsuaksa.

analysis opinion result of a student at doesn't send the work on schedule
indicates that questionnaire answer of a student arrives at the cause of doingnot



send work on schedule by do order arrangement from the cause that a student
thinks to cause that important most until the cause least 3 the sequence as follows
the 1 work number can't is lost record 21 persons amounts sequence 2 75.00
number percentages addicted to game 17 persons amounts 3 60.71 number teacher
percentages explain too fast 16 persons amounts 57.14 percentages.

analysis send work result is on line web application Top Worksheets , student
amount that send the work on schedule the average totals ( =21) and 74.50
percentages of all student amount when consider the work will think can arrange
student amount that send the work on from schedule too much seek a little , get
as follows , 2 amount student works that send the work on schedule 78.57
percentages of all student and 1 amount student work that send the work on
schedule 71.43 percentages of all student.

student amount that send slow work average totals up ( =2.50) and 8.50
percentages of the amount a student is all when consider the work will canarrange
student amount sends slow work from too much seek The a little get as follows 2
amount student works that send slow work 10.71 percentages of all student and 1
amount student work that send slow work think 7.14 percentages of all student.

student amount that don't send the work the average totals up ( =3.50) and
12 percentages of the amount a student is all when consider the work will
canarrange student amount that don't send the work from too much seek a little
get as follows 1 amount student work that don't send the work 17.86 percentages
of all student and 2 amount student works that don't send the work 7.14
percentages of all student.

analysis contentment result of 28 students Mathayomsuaksa 1 person
amount at have build sending work changes website young forces system Top
Worksheets meet that high school education student year that 1 wall school couty
Bang-Khun-thean office there is the contentment in using system Top Worksheets
in sending work thinks to are average ( =4.74) and ( = 0.63) which stay in quality
level most when consider be lay then consider too much from seek a little get as
follows a side saves time in sending work demote while and an obstacle in sending
work be valuable share ( = 4.89) the part deviates the standard ( = 0.41) a side
can use to is appropriate subject that studies average ( = 4.82) the part deviates
the standard ( = 0.60) a side has the requirement in using system Top Worksheets
in sending work next be valuable share ( = 4.79) the part deviates the standard



( = 0.62) a side can apply with subject in other subject get average ( = 4.75) the
part deviates the standard ( = 0.57) contentment side in using system Top
Worksheets average ( = 4.71) the part deviates the standard ( = 0.84) a side has
can to send the work straight punctually at fixes average ( = 4.46) the part deviates
the standard ( = 1.02) there is the contentment in the level most respectively.

Keywords : student remedy doesn't send the work in subjective the science and
Technology by sending work is on line Top Worksheets.



กติ ตกิ รรมประกาศ

รายงานการวจิ ยั ฉบบั นสี้ ำเรจ็ อยา่ งสมบูรณ์ไดด้ ว้ ยความช่วยเหลอื อยา่ งดยี ิ่งจากอาจารย์ธติ พิ งศ์
วฒุ ศิ าสตร์ ได้กรุณาให้คำแนะนำปรกึ ษา และข้อมลู ตา่ ง ๆ ขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสงู ไว้ ณ โอกาสนี้

ขอขอบคุณผ้อู ำนวยการนติ ยา มรรคทรัพย์ โรงเรียนวดั กำแพงสำนกั งานเขตบางขนุ เทียน
กรงุ เทพหมานคร และขอขอบคณุ ครูพี่เล้ยี งคุณครูอลุ ัยวรรณ์ สีอ่อน โรงเรยี นวัดกำแพงสำนกั งานเขตบางขนุ
เทยี น กรงุ เทพหมานคร ทไี่ ด้ใหค้ วามอนุเคราะห์อำนวยความสะดวก และให้ความรว่ มมือเปน็ อยา่ งดยี ง่ิ ในการ
ทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล

คณุ คา่ และประโยชน์อันพงึ มีจากการศกึ ษาวจิ ยั นี้ ผู้วจิ ยั ขอนอ้ มบูชาพระคุณบดิ ามารดาและบูรพาจารย์
ทุกท่านทีไ่ ด้อบรมส่ังสอนวชิ าความรู้ และใหค้ วามเมตตาแก่ผวู้ จิ ัยมาโดยตลอด เปน็ กำลงั ใจสำคญั ที่ทำให้การ
ศกึ ษาวิจัยฉบับนส้ี ำเร็จลลุ ว่ งไดด้ ว้ ยดี

ปรียาพร ลาดรองชัย
ผวู้ ิจยั

สารบญั ช

บทคดั ย่อภาษาไทย หนา้
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ก
กิตติกรรมประกาศ ค
สารบญั ฉ
สารบัญตาราง ช
บทที่ ฌ

1. บทนำ 1
1.1 ความเป็นมมาและความสำคญั ของปัญหา 1
1.2 วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั 2
1.3 สมมติฐานการวิจยั 3
1.4 ขอบเขตของการวจิ ยั 3
1.5 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ 3
1.6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 3
บทท่ี
2. เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 5
2.1 หลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 6
2.2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ งการแกป้ ัญหา 16
2.3 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้องกับความพงึ พอใจ 23
2.4 Top Worksheets 25
2.5 งานวิจยั ทเี่ กีย่ วข้องเก่ียวกับการแกป้ ัญหานักเรียนไมส่ ่งงาน 27
บทท่ี
3. วธิ กี ารดำเนนิ การวิจยั 31
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 31
3.2 เครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ยั 31
3.3 ขั้นตอนการดำเนนิ งาน 32
3.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 32
3.5 สถติ ิทใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู 33
บทท่ี
4. วเิ คราะห์ขอ้ มลู 36
4.1 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลทวั่ ไป 36
4.2 ผลการวิเคราะห์ความคดิ เหน็ ของนักเรียนท่ีไม่สง่ งานตามกำหนด 36
4.3 ผลการวิเคราะห์การสง่ งานออนไลนผ์ ่านเวบ็ แอพพลเิ คช่นั Top Worksheets 38
4.4 ผลการวิเคราะหค์ วามพึงพอใจท่มี ตี ่อการส่งงานผา่ นระบบเวบ็ แอพพลเิ คชั่น 39

Top Worksheets

สารบญั (ตอ่ ) ซ

บทที่ หนา้
5. สรปุ อภปิ รายผลการวจิ ัย และ ขอ้ เสนอแนะ 40
5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั 40
5.2 อภิปรายผลการวจิ ัย 41
5.3 ขอ้ เสนอแนะ 42

บรรณานุกรม
ภาคผนวก

ภาคผนวก ก รายชอื่ ผู้เชย่ี วชาญ
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ ความพึงพอใจ
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ ความความคิดเห็นของนกั เรยี นที่ไม่ส่งงานตามที่กำหนด
ภาคผนวก ง คา่ ดชั นี IOC
ภาคผนวก จ แบบบนั ทกึ การสง่ งานนกั เรียน
ภาคผนวก ฉ รูปภาพการสง่ งานผ่านเว็บแอพพลิเคชน่ั Top worksheets
ประวตั ิผู้วจิ ยั



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ทัว่ ไปของนักเรียนมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนวัดกำแพง 35
สำนักงานเขตบางขนุ เทียน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ประกอบดว้ ย เพศ 36
2. ผลการวเิ คราะหค์ วามคดิ เหน็ ของนักเรียนที่ไม่ส่งงานตามกำหนดของนักเรียน
นักเรยี นระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวดั กำแพง สำนักงานเขตบางขุนเทยี น 37
โดยใชแ้ บบสอบถามความคิดเหน็ ที่นกั เรยี นไม่สง่ งานตามกำหนด 38
3. ผลการวเิ คราะห์การสง่ งานออนไลน์ผา่ นเว็บแอพพลเิ คชั่น Top Worksheets
ของนักเรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนกำแพง สำนกั งานเขตบางขนุ เทยี น
4. ผลการวเิ คราะห์ความพงึ พอใจท่มี ีตอ่ การส่งงานผา่ นระบบเวบ็ แอพพลเิ คช่ัน
Top Worksheets ของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นกำแพง
สำนกั งานเขตบางขุนเทยี น

สารบัญภาพ ญ

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย หน้า
3

บทท่ี 1
บทนำ

1.1 ความเป็นมมาและความสำคญั ของปญั หา
ในโลกและยุคสมัยปจั จบุ ันได้มีการพฒั นาเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา แตล่ ะประเทศมีการแข่งขันสงู

ในทางดา้ นกจิ การงานต่าง ๆ มากมาย ไม่วา่ จะเปน็ ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สงั คม การศกึ ษา เทคโนโลยี
เป็นตน้ ประเทศไทยเป็นประเทศหน่ึงทอ่ี ยู่ท่ามกลางกระแสการเปลีย่ นแปลงนน้ั เพื่อใหส้ ังคมก้าวทนั ยุคสมยั
สงั คมไทยจงึ ต้องมีการปรับเปล่ยี นระบบดา้ นการศกึ ษา เพื่อเปน็ การพัฒนาคุณภาพชวี ิต สร้างเสรมิ คุณลกั ษณะ
นสิ ยั ปลูกฝังให้คิดเป็น ทำเป็น แกป้ ัญหาเปน็ มคี วามใฝ่เรยี นใฝ่รู้ ศึกษาค้นควา้ ความรู้ได้จากสือ่ ส่งิ อำนวย ความ
สะดวกทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ ก่อให้เกดิ ความคิดทร่ี ิเรมิ่ สรา้ งสรรค์ ซึง่ เปน็
รากฐานของการทำงานของประชากรในอนาคตทเี่ ป็นคนยุคใหม่ ก้าวทันโลกแห่งความเจริญในปจั จุบัน และ
อนาคต สามารถปรบั ตัว ให้อยรู่ อด ก้าวทัน กา้ วหน้า ก้าวนำ การเปลยี่ นแปลงทางสงั คมไดอ้ ยา่ งมีคุณภาพ และ
ย่งั ยนื

วทิ ยาศาสตร์เปน็ ศาสตรท์ ี่มีความสำคัญต่อการพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศทง้ั ด้านการ
พัฒนาวตั ถแุ ละพฒั นามนษุ ย์(ทรงศักดิ์ พละศักด,ิ์ 2546) โดยเฉพาะการพัฒนามนุษย์ประเทศต่าง ๆ ทว่ั โลกต่าง
เลง็ เห็นความสำคญั ของวิทยาศาสตร์ในการพัฒนามนุษยใ์ ห้มีความคดิ และจิตใจอย่างวิทยาศาสตร์ กลา่ วคอื
เปน็ คนมเี หตุผลรู้จักค้นควา้ แสวงหาความรู้ ความจริง ตดั สนิ ใจโดยสามารถนาความรู้ความจรงิ ไปแกไ้ ขปญั หา
พฒั นาชีวติ อย่างคุณภาพ เปน็ กำลงั สำคัญในการพฒั นาประเทศ(วิมาน วรรณคา, 2539) วทิ ยาศาสตรไ์ ด้พัฒนา
วธิ ีคิดท้งั ความคดิ ทเ่ี ป็นเหตุผลคดิ สรา้ งสรรค์ คดิ วิเคราะห์วิจารณ์ มที กั ษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มี
ความสามารถในการแกไ้ ขปญั หาอย่างเป็นระบบ(กรมวิชาการ, 2544) ความร้วู ทิ ยาศาสตร์ทาใหเ้ กดิ องค์ความรู้
เกิดความเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติ เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้มนษุ ย์ได้พฒั นาวิธคี ดิ ทงั้ ความคดิ เป็น
เหตุ เป็นผล คดิ สร้างสรรค์ และคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณ์ ซึง่ การได้มาของความรู้วิทยาศาสตรต์ ้องอาศัยกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรเ์ พื่อทาให้เกิดทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ ความสามารถในการแกป้ ญั หาอย่างเปน็ ระบบ
สามารถตัดสนิ ใจโดยใชข้ ้อมูลหลากหลาย และประจกั ษพ์ ยานที่ตรวจสอบได้ รวมถงึ มีทกั ษะในการใช้เทคโนโลยี
ในการสืบคน้ และจัดการ(สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 2546) ดงั นนั้ ทุกประเทศจึงจดั
ใหม้ ีการศึกษาวิทยาศาสตรต์ ง้ั แต่ระดบั ประถมศกึ ษาจนถึงระดบั อุดมศึกษา เพื่อให้เกิดความแตกฉานทางด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ไพฑรู ย์ สุขศรีงาม, 2545, De Boer, 2000) สำหรบั ประเทศไทยได้ตระหนกั ถึง
ความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาชา้ นานจึงได้บรรจวุ ชิ าวิทยาศาสตรไ์ วใ้ นหลกั สูตรการศึกษา
ตลอดมาทุกระดับการศึกษา(ยุภา ตนั ติเจริญ, 2531)

การจัดการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เปน็ การจดั การเรยี นร้ทู ่ีเน้นผเู้ รยี นสำคัญท่ีสดุ บทบาทของครู คือ ผู้
อำนวยความสะดวกใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ และบรรลมุ าตรฐานของหลกั สูตร บทบาทของนกั เรยี นเป็นผู้
แสวงหา และเรียนรดู้ ้วยการคิด การปฏิบตั อิ ยา่ งแทจ้ ริงใหเ้ กิดการเรยี นรู้ด้วยตนเอง ส่ือการสอน จะชว่ ยกระตุ้น
ใหเ้ กิดการสรา้ งสถานการณ์การเรียนเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพในการคดิ เพ่ิมพูนทักษะประสบการณก์ าร
เรียนรู้ และเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มแกผ่ ู้เรยี น(วิไลวรรณ แสนพาน, 2554, หน้า 270) โดยมี
สื่อการสอนเป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้ ทำหน้าท่ีถา่ ยทอดความรู้ ความเข้าใจ ความรสู้ ึก เพม่ิ พูนทักษะและ
ประสบการณ์ สรา้ งสถานการณก์ ารเรียนรู้ใหแ้ ก่ผู้เรยี น กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การพัฒนาศกั ยภาพทางการคิด ไดแ้ ก่ การ
คิดไตรต่ รอง การคดิ สรา้ งสรรค์ การคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ ตลอดจนสรา้ งเสรมิ คุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ ม

1

ใหแ้ กผ่ ้เู รยี น สือ่ การสอนปัจจุบัน มีอิทธิพลสูงต่อการกระตุ้นใหผ้ เู้ รียนกลายเปน็ ผู้แสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง สื่อ
มมี ากมายและหลายรปู แบบ มบี ทบาทและให้คุณประโยชนต์ ่าง ๆ (วิไลวรรณ แสนพาน, 2554, หน้า 271-272)

ปัจจบุ นั การจัดการเรียนการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ได้มงุ่ เนน้ ใหก้ ารจดั การเรยี นการสอนที่เน้นใหผ้ ูเ้ รยี นไดเ้ รียนรูแ้ ละคน้ พบด้วยตนเองมากทสี่ ุด
เน้นความสามารถในการคิด

การจดั การเรยี นการสอนในรายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มีการเกบ็ คะแนนแบง่ ออกเป็นสอง
ส่วน คอื คะแนนเก็บระหว่างภาค 70 คะแนน และคะแนนสอบปลายภาค 30 คะแนน รวมเปน็ 100 คะแนน
โดยคะแนนเก็บระหว่างภาคมีสัดสว่ นคะแนนทีม่ ากกวา่ ร้อยละ 70 ซ่ึงมาจากการทำใบงานหรอื ชนิ้ งาน 40
คะแนน และการสอบกลางภาค 30 คะแนน ดงั นนั้ การทำใบงานหรอื ชน้ิ งานสง่ ครู จงึ เป็นส่ิงสำคัญทจี่ ะใช้ใน
การประเมินทกั ษะของนกั เรยี นในเรือ่ งนนั้ ๆ

การจดั การเรียนการสอนในรายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใหก้ บั นักเรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปี
ที่ 1 โรงเรยี น วดั กำแพง ได้พบปญั หาและอปุ สรรคจากการสง่ งาน เชน่ การส่งงานชา้ หรือไมส่ ง่ งานของนักเรียน
อยบู่ ่อยคร้ัง ซงึ่ ทำให้ครไู ม่สามารถวดั ทักษะและความก้าวหน้าของนักเรียนได้ ดงั นัน้ ครูผสู้ อนจึงมคี วาม
ตอ้ งการทีจ่ ะแก้ไขปัญหาดังกลา่ ว ผู้วจิ ัยจงึ ได้จัดทำวจิ ยั แก้ปัญหาการสง่ งานโดยลดอุปสรรคในการส่งงานแบบ
ปกติ ใหท้ ำใบงานออนไลนแ์ ละส่งผ่านเว็บแอพพลิเคชนั่ (Top Worksheets) ที่สามารถสง่ งานได้ตลอดเวลา
และทกุ ทที่ น่ี ักเรียนมสี ัญญาณอนิ เตอรเ์ น็ต เพ่ือให้การเรยี นการสอนมผี ลสัมฤทธิแ์ ละประสิทธภิ าพท่ีสงู ขน้ึ

Top Worksheets คือ เว็บไซต์ทีใ่ ห้คณุ ครูหรอื บุคคลทสี่ นใจสามารถสรา้ งใบงานแบบฝึกหัดออนไลน์
และให้นกั เรยี นเขา้ มาทำใบงานออนไลน์ไดโ้ ดยไมต่ ้องพิมพ์เป็นกระดาษออกมา อีกทัง้ ยังสามารถตรวจคะแนน
หรอื ส่งคำตอบใหน้ ักเรียนได้ทราบผลทันที และยังมีความสามารถอ่นื ๆ อีกมากมายซง่ึ เหมาะกบั สถานะการการ
แพรร่ ะบาดของโคโรนา่ รัส ซงึ่ นักเรียนต้องเรยี นออนไลน์อยู่บ้าน การใชใ้ บงานในรูปแบบ Top Worksheets
แทนการจดตามหนังสือหรือทำใบงานแบบฝึกหัดแบบเดิม ๆ นอกจากนัน้ ยังประหยดั ทรัพยากรเพราะไมต่ ้องใช้
กระดาษ ซ่ึงสอดครองกับนโยบายการจัดการของกระทรวงศึกษาธิการปี 2564 - 2565 ขอ้ 3 วา่ การปฏิรปู การ
เรียนร้ดู ้วยดิจทิ ลั ผา่ นแพลตฟอร์มการเรยี นร้ดู ้วยดิจิทลั แห่งชาติ (NDLP) และการส่งเสรมิ การฝึกทักษะดิจิทัล
ในชวี ิตประจำวัน เพ่อื ใหม้ หี นว่ ยงานรับผดิ ชอบพัฒนาแพลตฟอรม์ การเรยี นรู้ด้วยดิจิทลั แหง่ ชาติ ท่สี ามารถ
นำไปใช้ในกระบวนการจัดการเรียนร้ทู ่ที นั สมยั และเขา้ ถึงแหลง่ เรยี นร้ไู ด้อยา่ งกวา้ งขวางผา่ นระบบออนไลน์
และการนำฐานขอ้ มูลกลางทางการศึกษา มาใชป้ ระโยชนใ์ นการพัฒนาประสิทธภิ าพการบรหิ ารและการจัด
การศึกษา

1.2 วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อแกป้ ัญหาการส่งงานรายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนกั เรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่

1 โรงเรียนวดั กำแพงสำนักงานเขตบางขนุ เทียน
2. เพือ่ ศึกษาความพึ่งพอใจของนักเรยี นท่ีมตี ่อการสง่ งานผา่ น เว็บแอพพลิเคช่นั (Top Worksheets)

รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนกั เรียนระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นวดั กำแพงสำนักงานเขต
บางขุนเทยี น

2

1.3 สมมติฐานการวจิ ัย
1. สถติ ิปรมิ าณการสง่ งานของนักเรียนระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวดั กำแพง สำนักงานเขต

บางขนุ เทียน ระหวา่ งการสง่ งานแบบปกติ และการสง่ ผ่านเว็บแอพพลเิ คชนั่ (Top Worksheets) มีความ
แตกตา่ งกัน

2. ความพึงพอใจที่มีต่อการส่งงานผา่ น เว็บแอพพลิเคชั่น (Top Worksheets) รายวิชาวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ของนกั เรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวดั กำแพงสำนักงานเขตบางขุนเทียน

1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั วอยา่ ง
นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัดกำแพง สำนกั งานเขตบางขนุ เทยี น กรุงเทพมหานคร

จำนวน 3 ห้อง 92 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
กลุ่มเป้าหมายทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ นี้ คือ นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นวดั กำแพงสำนกั งาน

เขตบางขนุ เทียน กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้อง 28 คน ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564
2. วิธกี ารศึกษาคน้ ควา้
ในการวจิ ยั ครัง้ น้ีครผู สู้ อนใชว้ ิธีการวจิ ัยแบบกง่ึ ทดลอง
3. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ใชร้ ะยะเวลา 18 ชัว่ โมง

1.5 ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะได้รับ
1. ได้รับแนวทางแกไ้ ขปัญหาการจดั การเรยี นการสอนของการส่งงานนักเรยี น ทำให้การเรียน

การสอนมีประสทิ ธิภาพมากย่ิงข้ึน
2. เป็นแนวทางในการแก้ปญั หาการส่งงานของนักเรยี นให้กับครูผูส้ อนในรายวิชาอ่ืน ๆ

1.6 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

- ความความคดิ เห็นของนักเรียนที่ - สถิติปรมิ าณการสง่ งานของ
ไม่สง่ งานตามทกี่ ำหนด นักเรียนท่มี เี พ่ิมสงู ขนึ้

- การทำใบงานและสง่ งานออนไลน์
- ความพึงพอใจท่มี ีต่อการส่งงาน

1.7 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
1. อปุ สรรค หมายถงึ เครื่องขัดขอ้ ง ความขัดข้อง หรือเคร่ืองขัดขวาง เชน่ อุปสรรคทำใหเ้ รา แข็งแกร่ง

ข้นึ คนท่ีไม่เคยเผชญิ อุปสรรคจะไมร่ จู้ ักความสามารถท่ีแท้จริงของตนเลย
2. งาน หมายถงึ แบบฝึกหัดท่ีครูให้ในช่ัวโมงเรียน แบบฝึกหัดท่คี รูใหเ้ ป็นการบ้าน ใบงาน รวมถึงการ

ทำงานเปน็ กลุ่มและช้ินงาน

3

3. การแกป้ ัญหา หมายถงึ กระบวนการหรือขั้นตอนท่ีผ่านการคดิ โดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ ใน
การขจัดอปุ สรรค หรอื ปัญหาทเี่ กดิ ขึ้น เพอ่ื ให้บรรลุเปา้ หมายท่ตี อ้ งการ

4. Top Worksheets หมายถึง บรกิ ารบนเวบ็ แอพพลิเคชน่ั ฟรีทชี่ ว่ ยสรา้ งใบงานในรปู โจทยต์ า่ ง ๆ เชน่
การลากวาง เติมคำตอบ วาดภาพ สามารถส่งให้นักเรียนทำออนไลน์และตรวจคำตอบอัตโนมตั ิ

5. นกั เรยี น หมายถงึ นกั เรยี นทีก่ ำลงั ศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดกำแพงสำนกั งานเขต
บางขนุ เทยี น กรุงเทพมหานคร

6. ความพึงพอใจ หมายถงึ ความร้สู กึ นักเรยี นที่มีตอ่ วธิ ีการจดั การเรียนการสอน สือ่ วีดที ัศน์ และ
บรรยากาศของการเรยี น ในที่น่คี วามพ่งึ พอใจจะมคี วามหมายถงึ ความรู้สึกในแงบ่ วกหรือการมีทัศนคตทิ ี่ดี อัน
สง่ ผลใหน้ ักเรียนมคี วามต่ืนตัว สนใจ และต้องการมสี ่วนรว่ มในชนั้ เรยี น

4

บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง

ในการวจิ ยั เรอ่ื ง การแก้ปัญหานกั เรียนไม่สง่ งานในรายวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยใช้วิธีการ
ทำใบงานและสง่ งานออนไลน์ผา่ นเวบ็ แอพพลิเคชนั่ (Top Worksheets) ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรียนวัดกำแพงสำนักงานเขตบางขุนเทยี น กรงุ เทพมหานคร ผ้วู จิ ัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง
ดงั น้ี

1. สาระสำคัญเก่ยี วกับหลักสตู รแกนกลางระดับศึกษาขัน้ พื้นฐาน กลมุ่ สาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560)

1.1 หลกั การของหลักสูตร
1.2 จุดม่งุ หมายของหลักสตู ร
1.3 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1.4 การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
1.5 ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
1.6 เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์
1.7 เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์
1.8 คณุ ภาพผ้เู รียน
2. เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้องการแก้ปัญหา
2.1 ความหมายของการแก้ปัญหา
2.2 องค์ประกอบทส่ี ง่ ผลต่อการแก้ปญั หา
2.3 ทฤษฎีที่เกยี่ วข้องกบั การแก้ปญั หา
2.4 ประเภทของการแกป้ ญั หา
2.5 ข้นั ตอนในการแก้ปัญหา
3. เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้องกับความพงึ พอใจ
3.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
3.2 ทฤษฎีทเี่ ก่ียวของกบั ความพง่ึ พอใจ
3.3 วิธีสรา้ งความพงึ พอใจในการเรียน
3.4 การวัดความพึงพอใจ
4. Top Worksheets
4.1 Top Worksheets คอื อะไร
4.2 จุดเด่นของ Top Worksheets
4.3 ข้อดีของ Top Worksheets
4.4 ขอ้ จำกัดของ Top Worksheets
4.5 วิธกี ารสมคั รใช้งาน Top Worksheets
4.6 วธิ ีการสร้างใบงาน Top Worksheets
4.7 วธิ ีการนำไปใชง้ าน
5. งานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งเกย่ี วกับการแก้ปัญหานกั เรียนไม่สง่ งาน
5.1 งานวจิ ยั ภายในประเทศ

5

1. หลกั สูตรการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐานกระทรวงศึกษาธิการ (2551) มุ่งพัฒนาผเู้ รียนทกุ คนซึ่งเปน็

กำลงั ของชาติใหมนุษยท์ ีม่ ีความสมดุลทงั้ ดา้ นร่างกาย ความรูคุณธรรมมจี ิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและ
เป็นพลโลก ยดึ ม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรูและ
ทักษะขั้นพนื้ ฐาน รวมทัง้ เจตคตทิ ่จี ำเป็นตอการศกึ ษาตอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชวี ติ มุ่งเน้น
ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั บนพืน้ ฐานความเชือ่ วา ทกุ คนสามารถเรยี นรูและพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ โดย
หลกั สตู รการศึกษาข้ันพนื้ ฐานมีหลักการ จุดมุ่งหมายและสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนดังนี้

1. หลกั การท่ีสำคญั ของหลกั สูตรการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน
1.1 เป็นหลักสตู รการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มจี ดุ หมายและมาตรฐานการ

เรยี นรู เป็นเป้าหมายสำหรับพฒั นาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพนื้ ฐานของ
ความเปน็ ไทยควบคูกบั ความเป็นสากล

1.2 เป็นหลกั สูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ทปี่ ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ บั การศึกษาอย่างเสมอ
ภาคและมีคุณภาพ

1.3 เปน็ หลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ใหสังคมมสี วนร่วมในการจดั
การศึกษาใหสอดคลองกับสภาพและความตองการของทองถิ่น

1.4 เป็นหลกั การศึกษาท่ีมีโครงสรางยดื หยุน ทงั้ ด้านสาระการเรยี นรู เวลาและการจดั การ
เรียนรู

1.5 เปน็ หลักสตู รการศึกษาท่ีเนน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคญั
1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอธั ยาศยั ครอบคลุม
ทกุ กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรแู ละประสบการณ์

2. จุดหมายของหลักสูตร
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน มุ้งพัฒนาผเู้ รยี นให้คนดี มีปัญญามีความสขุ มีศักยภาพใน
การศกึ ษาต่อและประกอบอาชพี จงึ กำหนดเป็นจดุ หมาย เพื่อใหเกิดกับผู้เรียนเม่ือจบการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน ดังน้ี

2.1 มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคานยิ มทพี่ ึงประสงค เหน็ คุณคาของตนเอง มวี ินยั และ
ปฏิบัตติ นตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาที่ตนนบั ถอื ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

2.2 มคี วามรอู ันเปน็ สากลและมีความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกปญหาการใช
เทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวิต

2.3 มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตที่ดี มีสขุ นิสยั และรักการออกกำลังกาย
2.4 มีความรกั ชาติ มีจิตสำนึกในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดมน่ั ในวถิ ชี ีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงประมุข
2.5 มจี ติ สำนึกในการอนรุ ักษวฒั นธรรมและภูมปิ ญั ญาไทย การอนรุ ักษและพฒั นา
สิ่งแวดล้อม มีจติ สาธารณะที่ม้งุ ทำประโยชนและสรางส่งิ ทด่ี งี ามในสังคม และอย่รู ่วมกนั ในสงั คมอยา่ งมี
ความสขุ

6

3. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุง้ พัฒนาผเู้ รียนใหมีคณุ ภาพตามมาตรฐาน การเรยี นรูซึ่งการ
พฒั นาผู้เรยี นใหบรรลุมาตรฐานการเรยี นรูท่ีกำหนดนน้ั จะช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังนี้

3.1 ความสามารถในการสอื่ สารเปน็ ความสามารถในการรับและสงสารมวี ฒั นธรรม
ในการใชภาษาถ่ายทอดความคดิ ความรูความเขาใจ ความรูสึกและทัศนะของตนเอง เพือ่ แลกเปล่ยี นข้อมลู
ขา่ วสารและประสบการณอนั จะเป็นประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสงั คม รวมทั้งการเจรจาตอรองเพื่อขจัด
และลดปญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลอื กรับหรือไม่รบั ข้อมลู ข่าวสารดว้ ยหลกั เหตผุ ลและความถูกตอง
ตลอดจนเลือกใชวิธกี ารส่ือสารที่มีประสทิ ธภิ าพโดยถึงคำนึงงผลกระทบที่มีตอตนเองและสังคม

3.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สังเคราะห์
การคิดอยา่ งสร้างสรรค์ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และการคดิ เป็นระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรือสารสนเทศเพ่อื การตัดสนิ ใจเก่ยี วกับตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม

3.3 ความสามารถในการแกปญหาเป็นความสามารถในการแกปญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่
เผชญิ ได้อย่างถูกตองเหมาะสมบนพ้นื ฐานของหลักสูตรคณุ ธรรมและข้อมูลสารสนเทศเขาใจความสัมพันธแ์ ละ
การเปลย่ี นแปลงของเหตุการณตา่ ง ๆ ในสังคมแสวงหาความรปู ระยกุ ตความรมู าใชในการปองกนั และแกไขปญ
หา และมีการตดั สินใจท่ีมีประสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่ีเกิดขน้ึ ตอตนเองสงั คมและสง่ิ แวดลอม

3.4 ความสามารถในการใชทักษะชีวิตเปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ
ไปใชในการดำเนินชวี ติ ประจำวนั การเรยี นรดู ้วยตนเอง การเรียนรูอยา่ งต่อเนอื่ ง การทำงานและการอยรู ว่ มกัน
ในสงั คมดว้ ยการสร้างเสริมความสัมพนั ธอ์ ันดีรระหว่างบุคคล การจดั ปญหาและความขดั แยง้ ตา่ งๆ อย่าง
เหมาะสม การปรบั ตัวใหทนั กบั การเปล่ยี นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอมและการรูจกั หลีกเลยี่ งพฤตกิ รรม
ไม่พึงประสงคที่ส่งผลกระทบตอตนเองและผู้อ่นื

3.5 ความสามารถในการใชเทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลอื กและใชเทคโนโลยี ด้าน
ต่างๆ และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรูการ
ส่อื สารการทำงาน การแกปญหาอย่างสรา้ งสรรคถูกตองเหมาะสมและมีคณุ ธรรม

4. การจดั ทำหลกั สูตรสถานศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน (2551) กล่าวว่า การจดั ทำหลักสตู รสถานศึกษาเป็น
กระบวนการท่ตี องอาศัยการมีสวนรว่ มของฝ่ายตา่ งๆ อาทิ ฝ่ายบริหาร ครูผ้สู อนปกครอง ชมุ ชน โดยทว่ั ไปน้นั มี
การดำเนินการใน 2 ลกั ษณะ

4.1 การดำเนนิ การระดับสถานศึกษา ดำเนินการโดยองคคณะบุคคลต่างๆ ในระดบั
สถานศึกษา ได้แกคณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารหลกั สูตรและวชิ าการเพือ่ พิจารณา
จัดทำหลกั สตู รสถานศึกษารวมทัง้ แนวปฏิบตั ิตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวของ เชน ระเบยี บการวัดประเมินผลรวมทัง้ พิจารณ
เก่ยี วกบั แบบบันทึกและรายงานผลการเรียน ซง่ึ สถานศึกษาควรกำหนดการจัดทำหลกั สูตรสถานศกึ ษา ดงั น้ี

4.1.1 กำหนดวิสยั ทัศน สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค
4.1.2 กำหนดโครงสรา้ งหลักสูตรสถานศึกษา
4.1.3 กำหนดรายวชิ า
4.1.4 กำหนดรหัสวชิ า
4.1.5 จัดทำกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น
4.1.6 กำหนดเวลาเรยี น

7

4.1.7 จัดทำคำอธิบายรายวชิ า
4.1.8 กำหนดเกณฑการจบหลกั สูตรและเอกสารวดั ประเมินผล
4.2 การกำหนดระดบั ชัน้ เรยี น ดำเนนิ โดยครูผสู้ อนแต่ละคนในการจดั ทำโครงสรา้ งรายวิชา
และการออกแบบหน่วยการเรยี นรู เพื่อจดั การเรียนการสอนใหสอดคลองเหมาะสมกับผเู้ รยี นแต่ละ
กลมุ่ ซ่ึงอาจมีความแตกตา่ งกัน ดงั น้นั จึงมคี วามเปน็ ไปไดท้ ี่ครผู สู้ อนรายวิชาเดยี วกันระดับชน้ั เดยี วกนั
อาจพจิ ารณาออกแบบหนว่ ยการเรียนรทู ี่แตกตา่ งกันได เพราะผูเ้ รยี นที่ครูแต่ละคนรบั ผิดชอบนัน้ อาจ
มคี วามตองการและความสามารถแตกต่างกัน ดงั นน้ั กจิ กรรมการเรียนรู หรอื งานที่มอบหมายให
ผูเ้ รยี นปฏิบัติสื่อการสอน หรือวธิ ีการวดั ประเมนิ ผลอาจตองปรับใหเหมาะสมกบั ผเู้ รียนแตล่ ะกลมุ่
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

5. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ ทักษะทางสตปิ ญั ญา (Intellectual) ที่นักวิทยาศาสตรแ์ ละผู้
ทน่ี ำวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์มาแกป้ ัญหา ใช้ในการศกึ ษาคน้ ควา้ สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปญั หาตา่ ง ๆ ทกั ษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เปน็ 13 ทักษะ ทกั ษะท่ี 1 - 8 เปน็ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั พ้ืนฐาน และทักษะท่ี 9 - 13 เป็นทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั สูงหรือข้นั ผสมหรอื ขนั้ บรู ณาการ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ทง้ั 13 ทักษะ มีดงั นี้
1.5.1 การสงั เกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสมั ผัสอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ หรือหลายอยา่ ง
รวมกนั ได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน ผิวกาย เขา้ ไปสัมผัสโดยตรงกับวตั ถุหรอื เหตุการณ์ เพื่อค้นหา้ ข้อมลู ซง่ึ เป็น
รายละเอยี ดของสิ่งนน้ั โดยไมใ่ ส่ความเหน็ ของผู้สังเกตลงไป ขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการสงั เกตประกอบด้วยข้อมลู เชงิ
คณุ ภาพ ข้อมลู เชงิ ปริมาณ และขอ้ มูลท่ีเกย่ี วกับการเปลยี่ นแปลงทีส่ งั เกตเห็นได้จากวตั ถหุ รอื เหตกุ ารณ์น้นั
ความสามารถท่ีแสดงใหเ้ หน็ ว่าเกดิ ทักษะนี้ประกอบด้วยการชีบ้ ่งและการบรรยายสมบัติของวัตถุไดโ้ ดยการกะ
ประมาณและการบรรยายการเปลีย่ นแปลงของสง่ิ ท่สี ังเกตได้
1.5.2 การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถงึ การเพ่ิมความคดิ เหน็ ให้กับข้อมูลท่ไี ด้จากการ
สังเกตอย่างมเี หตผุ ล โดยอาศัยความรแู้ ละประสบการณ์เดิมมาช่วย ความสามารถท่แี สดงใหเ้ ห็นว่าเกิดทักษะนี้
คอื การอธบิ ายหรือสรุป โดยเพ่ิมความคิดเห็นให้กบั ข้อมูลโดยใชค้ วามร้หู รอื ประสบการณ์เดิมมาชว่ ย
1.5.3 การจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือเรยี งลำดับวัตถหุ รือส่งิ ท่มี ีอยู่ใน
ปรากฏการณ์โดยมเี กณฑ์ และเกณฑ์ดังกล่าวอาจใชค้ วามเหมือน ความแตกตา่ ง หรอื ความสัมพนั ธอ์ ย่างใด
อย่างหนึ่งก็ได้ ความสามารถทแ่ี สดงวา่ เกดิ ทักษะนแี้ ลว้ ไดแ้ ก่ การแบ่งพวกของสงิ่ ตา่ ง ๆ จากเกณฑ์ท่ผี อู้ ่นื
กำหนดให้ไดน้ อกจากน้นั สามารถเรียงลำดับส่ิงของด้วยเกณฑข์ องตวั เองพร้อมกบั บอกไดว้ ่าผู้อ่นื แบง่ พวกของ
ส่ิงของน้นั โดยใช้อะไรเปน็ เกณฑ์
1.5.4 การวัด (Measuring) หมายถงึ การเลือกใชเ้ ครื่องมือและการใช้เคร่ืองมือนั้นทำการวดั หา
ปรมิ าณของส่งิ ตา่ ง ๆ ออกมาเป็นตวั เลขท่ีแนน่ อนได้อย่างเหมาะสมกบั สิ่งท่วี ดั แสดงวธิ ใี ชเ้ ครือ่ งมืออยา่ งถูกต้อง
พรอ้ มทง้ั บอกเหตผุ ลในการเลือกใชเ้ คร่ืองมือ รวมทั้งระบุหน่วยของตวั เลขที่ไดจ้ ากการวัดได้
1.5.5 การใช้ตวั เลข (Using Numbers) หมายถึง การนบั จ นวนของวัตถแุ ละการนำตัวเลขที่แสดง
จำนวนทน่ี ับไดม้ าคิดคำนวณโดยการบวก ลบ คณู หาร หรือการหาคา่ เฉลีย่ ความสามารถที่แสดงใหเ้ หน็ ว่าเกดิ
ทักษะนี้ ได้แก่ การนบั จำนวนสิง่ ของได้ถูกต้อง เชน่ ใชต้ วั เลขแทนจำนวนการนบั ได้ ตัดสินได้วา่ วัตถุ ในแต่ละ
กลุ่มมจี ำนวนเท่ากนั หรอื แตกตา่ งกัน เปน็ ต้น การคำนวณ เชน่ บอกวธิ ีคำนวณ คิดคำนวณ และแสดงวิธีคำนวณ
ได้อยา่ งถูกต้อง และประการสดุ ท้ายคอื การหาคา่ เฉล่ีย เช่น การบอกและแสดงวิธกี ารหาคา่ เฉลย่ี ได้ถูกต้อง

8

1.5.6 การหาความสัมพนั ธร์ ะหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา (Using Space/Time

Relationships) สเปสของวัตถุ หมายถึง ทีว่ า่ งทวี่ ัตถุน้ันครองท่ีอยู่ ซึ่งมรี ูปรา่ งลักษะเช่นเดียวกบั วตั ถนุ ้ัน

โดยทว่ั ไปแลว้ สเปสของวตั ถุจะมี 3 มติ ิ คือ ความกว้าง ความยาว และความสงู ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสเปส

กบั สเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง 3 มติ ิ กบั 2 มิติความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตำแหนง่ ที่ของวตั ถหุ นง่ึ กับ

อกี วัตถหุ นงึ่ ความสามารถท่ีแสดงใหเ้ หน็ ว่าเกดิ ทักษะการหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส ไดแ้ ก่ การ

บ่งชรี้ ูป 2 มิติ และ 3 มิติได้ สามารถวาดภาพ 2 มติ ิ จากวัตถหุ รอื จากภาพ 3 มติ ิ ได้ความสัมพันธร์ ะหว่างสเปส

กับเวลา ไดแ้ ก่ ความสัมพันธร์ ะหว่างการเปล่ยี นตำแหน่งทอ่ี ยู่ของวตั ถกุ ับเวลา หรือความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง

สเปสของวตั ถทุ ี่เปลี่ยนไปกับเวลาความสามารถที่แสดงใหเ้ หน็ ว่าเกดิ ทกั ษะการหาความสัมพันธร์ ะหว่างสเปส

กับเวลา ไดแ้ ก่ การบอกตำแหน่งและทิศทางของวตั ถุโดยใช้ตวั เองหรือวัตถุอืน่ เป็นเกณฑ์ บอกความสมั พนั ธ์

ระหว่างการเปล่ียนตำแหน่ง เปล่ยี นขนาด หรือปริมาณของวตั ถุกบั เวลาได้

1.5.7 การสือ่ ความหมายข้อมูล (Communicating) หมายถงึ การนำข้อมลู ที่ได้จาการสังเกต การวดั

การทดลอง และจากแหลง่ อื่น ๆ มาจดั กระทำเสยี ใหม่โดยการหาความถี่ เรียงลำดบั จดั แยกประเภท หรอื

คำนวณหาค่าใหม่ เพ่ือใหผ้ ู้อ่ืนเข้าใจความหมายได้ดีขนึ้ โดยอาจเสนอในรปู ของตาราง แผนภมู ิ แผนภาพ

ไดอะแกรม กราฟ สมการ การเขียนบรรยาย เปน็ ต้น ความสามารถทแ่ี สดงให้เหน็ ว่าเกิดทกั ษะนแ้ี ล้ว คอื การ

เปลี่ยนแปลงขอ้ มลู ใหอ้ ยู่ในรปู ใหมท่ ่เี ข้าใจดีขนึ้ โดยจะต้องรูจ้ ักเลือกรปู แบบที่ใชใ้ นการเสนอข้อมลู ได้อย่าง

เหมาะสม บอกเหตผุ ลในการเสนอขอ้ มูลในการเลอื กแบบแสนอขอ้ มูลนัน้ การเสนอขอ้ มูลอาจกระทำได้หลาย

แบบดงั ท่ีกลา่ วมาแล้ว โดยเฉพาะการเสนอข้อมูลในรปู ของตาราง การบรรจุข้อมูลใหอ้ ยู่ในรูปของตารางปกตจิ ะ

ใส่ค่าของตัวแปรอิสระไว้ทางซา้ ยมือของตาราง และคา่ ของตัวแปรตามไวท้ างขวามือของตารางโดยเขยี นค่าของ

ตัวแปรอิสระไว้ใหเ้ รียงลำดบั จากคา่ น้อยไปหาคา่ มาก หรือจากค่ามากไปหาค่าน้อย

1.5.8 การพยากรณ์ (Predicting) หมายถงึ การคาดคะเนคำตอบลว่ งหน้ากอ่ นการทดลอง โดยอาศัย

ปรากฏการณ์ที่เกิดซ้ำหลักการ กฎ หรือ ทฤษฎที ีม่ อี ย่แู ล้วในเรอื่ งน้นั มาช่วยสรุป เชน่ การพยากรณ์ขอ้ มลู

เกย่ี วกบั ตัวเลข ไดแ้ ก่ ข้อมูลทเี่ ปน็ ตารางหรือกราฟ ซง่ึ ทำไดส้ องแบบ คือ การพยากรณภ์ ายในขอบเขตของ

ข้อมลู ที่มอี ยู่ กบั การพยากรณ์นอกขอบของข้อมลู ทีม่ ีอยู่ เชน่ การพยากรณผ์ ลของข้อมูลเชิงปรมิ าณ เป็นตน้

1.5.9 การบ่งชี้และการควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables) หมายถงึ การชี้บ่ง

ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม และตัวแปรท่ตี ้องควบคุมให้คงที่ในสมมตุ ิฐาน หนงึ่ ๆ

ตัวแปรต้น หมายถึง ส่ิงท่เี ป็นสาเหตทุ ่ีท าให้เกดิ ผลต่าง ๆ หรือส่งิ ท่เี ราต้องการทดลองดูว่าเป็นสาเหตุท่ี

กอ่ ให้เกิดผลเช่นน้ันจริงหรือไม่

ตัวแปรตาม หมายถึง ส่งิ ท่เี ป็นผลเนอ่ื งมาจากตวั แปรตน้ เมอ่ื ตวั แปรตน้ หรือสิง่ ท่ีเปน็ สาเหตุเปลยี่ นไป

ตัวแปรตามหรอื ส่งิ ทเี่ ปน็ ผลจะแปรตามไปด้วย

ตัวแปรทต่ี ้องควบคุมให้คงที่ หมายถึง สง่ิ อน่ื ๆ นอกเหนือจากตวั แปรตน้ ทจ่ี ะท าให้ผลการทดลอง

คลาดเคลื่อน ถ้าหากวา่ ไมม่ ีการควบคุมให้เหมือนกัน

1.5.10 การต้งั สมมุติฐาน (Formulating Hypotheses) หมายถงึ การคดิ หาคำตอบลว่ งหนา้ ก่อนทำ

การทดลอง โดยอาศยั การสงั เกต อาศัยความรหู้ รือประสบการณเ์ ดมิ เปน็ พ้ืนฐาน คำตอบทคี่ ดิ ลว่ งหนา้ นี้ ยงั ไม่

ทราบ หรอื ยงั ไม่เปน็ ทางการ กฎหรอื ทฤษฎีมาก่อน สมมุตฐิ าน คอื คำตอบทีค่ ดิ ไวล้ ่วงหนา้ มีกลา่ วไวเ้ ปน็ ข้อความ

ทบ่ี อกความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรตน้ กบั ตวั แปรตามสมมุติฐานที่ตง้ั ขึน้ อาจถูกหรอื ผิดก็ไดซ้ ง่ึ ทราบได้ภายหลงั

การทดลองหาคำตอบเพ่อื สนับสนนุ สมมุติฐานหรือคัดค้านสมมุติฐานที่ตัง้ ไว้ สง่ิ ทีค่ วรคำนงึ ถึงในการต้งั

สมมุติฐาน คอื การบอกช่ือตัวแปรต้นซึง่ อาจมีผลต่อตัวแปรตามและในการตง้ั สมมตุ ฐิ านต้องทราบตวั แปรจาก

9

ปญั หาและสภาพแวดล้อมของตัวแปรน้นั สมมุติฐานท่ตี งั้ ข้ึนสามารถบอกใหท้ ราบถึงการออกแบบการทดลอง
ซ่ึงตอ้ งทราบวา่ ตวั แปรไหนเป็นตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม และตัวแปรทีต่ อ้ งควบคุมใหค้ งท่ี

1.5.11 การกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัตกิ ารของตัวแปร (Defining Variables Operationally) หมายถึง
การกำหนดความหมายและขอบเขตของค่าต่าง ๆ ท่ีอยใู่ นสมมตุ ิฐานทตี่ ้องการทดลองและบอกวิธีวัดตัวแปรที่
เกี่ยวกบั การทดลองนนั้

1.5.12 การทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏบิ ัตกิ ารเพอ่ื หาคำตอบจากสมมตุ ิฐาน
ทตี่ ง้ั ไว้ ในการทดลองจะประกอบไปดว้ ยกจิ กรรม 3 ข้ันคือ

- ออกแบบการทดลอง หมายถงึ การวางแผนการทดลองก่อนลงมือทดสอบจริง
- ปฏบิ ตั ิการทดลอง หมายถงึ การลงมือปฏบิ ัตจิ ริงและให้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง
- การบันทึกผลการทดลอง หมายถงึ การจดบนั ทึกข้อมูลที่ไดจ้ ากการทดลองซ่ึงอาจเป็นผลจาก
การสังเกต การวดั และอืน่ ๆ ได้อย่างคลอ่ งแคลว่ และถูกต้อง การบนั ทึกผลการทดลอง อาจอยู่ในรูป
ตารางหรอื การเขียนกราฟ ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงค่าของตวั แปรต้นหรือตัวแปรอิสระบนแกนนอนและค่าของตัว
แปรบนแกนตัง้ โดยเฉพาะในแต่ละแกนต้องใชส้ เกลทีเ่ หมาะสม พร้อมท้ังแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของคา่ ของตัว
แปรทัง้ สองบนกราฟด้วย
ในการทดลองแตล่ ะครั้งจำเป็นอาศัยการวิเคราะหต์ วั แปรต่าง ๆ ที่เกย่ี วข้อง คอื สามารถที่จะบอกชนดิ
ของตวั แปรในการทดลองวา่ ตัวแปรน้นั เป็นตวั แปรอิสระ ตัวแปรตาม หรือตวั แปรท่ีต้องควบคมุ ในการทดลอง
หนึ่ง ๆ ต้องมตี วั แปรตวั หน่งึ เทา่ น้ันทีม่ ผี ลต่อการทดลอง และเพอื่ ใหแ้ นใ่ จว่าผลท่ีได้เกดิ จากตวั แปรนั้น
จำเป็นต้องควบคมุ ตวั แปรอ่ืนไมใ่ หม้ ผี ลต่อการทดลอง ซึ่งเรียกตวั แปรนว้ี ่าตวั แปรท่ีต้องควบคุมใหค้ งท่ี
1.5.13 การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data and Making Conlusion) การ
ตีความหมายข้อมลู หมายถงึ การแปลความหมายหรอื บรรยายลักษณะข้อมูลท่ีมอี ยู่ การตคี วามหมายข้อมูลใน
บางครัง้ อาจตอ้ งใชท้ กั ษะอ่ืน ๆ ด้วย เชน่ การสังเกต การคำนวณ เปน็ ตน้ และการลงข้อสรุป หมายถงึ การสรปุ
ความสัมพันธ์ของข้อมูลทัง้ หมด ความสามารถท่แี สดงให้เหน็ ว่าเกดิ ทักษะการลงข้อสรุปคือบอกความสัมพนั ธ์
ของขอ้ มลู ได้ เชน่ การอธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งตวั แปรบนกราฟ ถา้ กราฟเป็นเส้นตรงกส็ ามารถอธิบายไดว้ ่า
เกิดอะไรข้ึนกบั ตวั แปรตามขณะทีต่ วั แปรอสิ ระเปลี่ยนแปลงหรือถ้าลากกราฟเป็นเสน้ โคง้ ให้อธบิ าความสมั พนั ธ์
ระหวา่ งตวั แปรก่อนท่ีกราฟเส้นโคง้ จะเปล่ยี นทิศทางและอธิบายความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหลังจากทีก่ ราฟ
เส้นโคง้ เปล่ียนทิศทางแล้ว

6. หลักสตู รกลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
6.1 เปา้ หมายของวิทยาศาสตร์
ในการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์มงุ่ เนน้ ใหผ้ ้เู รียนได้คน้ พบความรู้ด้วยตนเองมากทีส่ ดุ เพื่อให้ได้ทงั้

กระบวนการและความรู้ จากวธิ ีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลท่ไี ด้ มาจัดระบบเปน็
หลักการ แนวคิด และองค์ความรกู้ ารจัดการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมเี ปา้ หมายทส่ี ำคญั ดงั น้ี

1. เพ่อื ให้เขา้ ใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่เี ป็นพน้ื ฐานในวชิ าวทิ ยาศาสตร์
2. เพ่อื ให้เขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละข้อจำกดั ในการศกึ ษา
วชิ าวิทยาศาสตร์
3. เพอ่ื ให้มีทักษะทสี่ ำคัญในการศึกษาค้นควา้ และคิดค้นทางเทคโนโลยี
4. เพอื่ ใหต้ ระหนักถึงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งวิชาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์
และสภาพแวดลอ้ มในเชงิ ที่มีอิทธพิ ลและผลกระทบซ่งึ กันและกัน

10

5. เพื่อนำความรู้ ความเข้าใจ ในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
ตอ่ สงั คมและการดำรงชีวติ

6. เพอ่ื พัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และ
การจัดการ ทักษะในการสือ่ สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ

7. เพื่อให้เปน็ ผู้ท่ีมจี ติ วทิ ยาศาสตร์ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มในการใช้
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์

1.7 เรียนรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์มุง่ หวงั ให้ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ท่เี น้นการ เชอ่ื มโยงความรกู้ บั
กระบวนการ มีทักษะสำคญั ในการคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาท่หี ลากหลาย ให้ผเู้ รียนมีสว่ นรว่ มในการเรียนรู้ ทุกข้นั ตอน มกี ารทำกจิ กรรมด้วยการลงมือ
ปฏิบตั จิ รงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ชน้ั โดยกำหนดสาระสำคัญ ดงั นี้
วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ เรียนรูเ้ กย่ี วกับ ชีวติ ในส่ิงแวดล้อม องคป์ ระกอบของส่ิงมชี ีวิต การดำรงชีวติ ของ
มนุษยแ์ ละสัตว์ การดำรงชีวติ ของพชื พันธกุ รรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ และวิวฒั นาการของสิ่งมีชีวิต
วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนร้เู กี่ยวกับ ธรรมชาตขิ องสาร การเปล่ียนแปลงของสาร
การเคล่ือนที่ พลงั งาน และคลน่ื
วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรยี นรเู้ กี่ยวกับ องคป์ ระกอบของเอกภพ ปฏสิ มั พนั ธ์
ภายในระบบสรุ ิยะ เทคโนโลยอี วกาศ ระบบโลก การเปลย่ี นแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ
เปล่ยี นแปลงลมฟา้ อากาศ และผลตอ่ สิง่ มีชวี ติ และส่ิงแวดลอ้ มเทคโนโลยี
การออกแบบและเทคโนโลยี เรยี นรเู้ กย่ี วกบั เทคโนโลยีเพอื่ การดำรงชีวติ ในสังคมท่ีมกี ารเปลย่ี นแปลง
อย่างรวดเร็ว ใชค้ วามร้แู ละทักษะทางด้านวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละศาสตร์อ่ืน ๆ เพอื่ แกป้ ัญหาหรือพฒั นา
งานอย่างมคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อชวี ติ สงั คม และสิง่ แวดล้อม
วทิ ยาการคำนวณ เรยี นรเู้ กยี่ วกบั การคดิ เชงิ คำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเปน็ ข้ันตอนและเป็น
ระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ในการแก้ปญั หา
ที่พบในชวี ิตจรงิ ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกำหนดมาตรฐานการเรยี นรใู้ นกล่มุ สาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์(ฉบับปรบั ปรุง 2560) จำนวน 10 มาตรฐาน
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงไม่มีชีวิตกับสง่ิ มชี วี ติ
และความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชวี ติ กบั ส่ิงมีชวี ิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถา่ ยทอดพลังงาน การเปลย่ี นแปลง
แทนที่ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบที่มีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อมแนวทางในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มรวมทง้ั นำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของสง่ิ มีชวี ติ หน่วยพืน้ ฐานของส่ิงมชี วี ิต การลำเลยี งสารเข้า
และออกจากเซลล์ ความสมั พนั ธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสมั พันธ์
กนั ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสัมพนั ธ์กนั รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้
ประโยชน์

11

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมท่มี ีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและววิ ฒั นาการ
ของสงิ่ มีชีวิต รวมทง้ั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบตั ขิ องสสาร
กับโครงสรา้ งและแรงยดึ เหนย่ี วระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ติ ประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวตั ถุ ลักษณะการ
เคลอ่ื นท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างสสารและพลงั งาน พลงั งานในชวี ติ ประจำวัน ธรรมชาตขิ องคลนื่ ปรากฏการณ์ท่ีเกย่ี วข้อง
กบั เสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพกาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมท้ังปฏิสัมพนั ธ์ภายในระบบสุริยะทสี่ ่งผลต่อสงิ่ มีชีวติ และการประยุกตใ์ ช้
เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสมั พันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายใน
โลกและบนผวิ โลก ธรณพี บิ ัตภิ ยั กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทง้ั ผลต่อ
สิง่ มีชวี ิตและสิ่งแวดล้อม
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชวี ิตในสังคมที่มกี ารเปล่ียนแปลงอยา่ ง
รวดเร็ว ใช้ความรูแ้ ละทักษะทางดา้ นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพื่อแก้ปญั หาหรือพฒั นางาน
อย่างมีความคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย
คำนึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวิต สงั คม และส่งิ แวดล้อม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวติ จรงิ อย่างเปน็ ขัน้ ตอน
และเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาไดอ้ ย่างมี
ประสิทธิภาพ ร้เู ท่าทนั และมีจรยิ ธรรม

1.8 คณุ ภาพผเู้ รียน
จบชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี ๓

1. เขา้ ใจลักษณะท่ัวไปของสงิ่ มชี วี ิตและการดำรงชีวติ ของสิ่งมชี ีวติ รอบตัว
2. เขา้ ใจลกั ษณะที่ปรากฏ ชนิดและสมบัติบางประการของวัสดุทใ่ี ชท้ ำวตั ถุ
และการเปลีย่ นแปลงของวสั ดรุ อบตวั
3. เข้าใจการดึง การผลัก แรงแมเ่ หลก็ และผลของแรงที่มตี ่อการเปล่ียนแปลง
การเคล่ือนทข่ี องวตั ถุ พลงั งานไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้า การเกิดเสยี ง แสงและการมองเห็น
4. เข้าใจการปรากฏของดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์การขน้ึ และตก
ของดวงอาทิตย์ การเกดิ กลางวนั กลางคนื การกำหนดทิศ ลักษณะของหนิ การจำแนกชนดิ ดินและการใช้
ประโยชน์ ลกั ษณะและความสำคัญของอากาศ การเกิดลม ประโยชนแ์ ละโทษของลม

12

5. ต้งั คำถามหรือกำหนดปญั หาเกย่ี วกบั สิ่งที่จะเรียนรู้ตามท่ีกำหนดให้หรือตามความสนใจ
สงั เกต สำรวจตรวจสอบโดยใชเ้ คร่ืองมืออย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บันทึก และอธบิ ายผลการสำรวจตรวจสอบ
ด้วยการเขียนหรอื วาดภาพ และส่ือสารส่งิ ทเี่ รยี นรู้ด้วยการเลา่ เร่อื ง หรือดว้ ยการแสดงท่าทางเพื่อให้ผู้อนื่ เข้าใจ

6.แกป้ ญั หาอยา่ งงา่ ยโดยใช้ขั้นตอนการแกป้ ญั หา มที กั ษะในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและ
การสอื่ สารเบ้ืองต้น รักษาข้อมลู ส่วนตัว

7. แสดงความกระตอื รือรน้ สนใจทีจ่ ะเรยี นรู้ มีความคิดสร้างสรรคเ์ กยี่ วกบั เร่ืองทจี่ ะศึกษา
ตามท่กี ำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ มีส่วนร่วมในการแสดงความคดิ เห็น และยอมรับฟังความคิดเหน็ ผอู้ ื่น

8. แสดงความรบั ผดิ ชอบด้วยการทำงานท่ไี ด้รับมอบหมายอย่างม่งุ ม่ัน รอบคอบประหยัด
ซอ่ื สตั ย์ จนงานลลุ ว่ งเปน็ ผลสำเรจ็ และทำงานร่วมกับผู้อนื่ อย่างมีความสขุ

9. ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องการใชค้ วามรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต
ศกึ ษาหาความรู้เพ่ิมเติม ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามที่กำหนดให้หรอื ตามความสนใจ

จบชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๖
1. เขา้ ใจโครงสรา้ ง ลักษณะเฉพาะการปรบั ตัวของสง่ิ มีชวี ติ รวมท้งั ความสัมพันธข์ องสง่ิ มีชีวิต

ในแหล่งท่อี ยู่ การทำหน้าท่ขี องสว่ นต่าง ๆ ของพืช และการทำงานของระบบย่อยอาหารของมนุษย์
2. เข้าใจสมบัตแิ ละการจำแนกกลมุ่ ของวสั ดุ สถานะและการเปลย่ี นสถานะของสสาร

การละลาย การเปลยี่ นแปลงทางเคมี การเปล่ยี นแปลงทผี่ ันกลบั ได้และผนั กลับไมไ่ ด้ และการแยกสาร
อย่างง่าย

3. เขา้ ใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลพั ธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและ ผลของแรง
ต่าง ๆ ผลทเ่ี กดิ จากแรงกระทำต่อวตั ถุ ความดัน หลกั การท่ีมตี ่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอยา่ งงา่ ย ปรากฏการณ์เบือ้ งตน้
ของเสียง และแสง

4. เข้าใจปรากฏการณ์การข้ึนและตก รวมถึงการเปลย่ี นแปลงรูปรา่ งปรากฏของดวง
จนั ทร์ องค์ประกอบของระบบสรุ ยิ ะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์
การขึ้นและตกของกล่มุ ดาวฤกษ์ การใช้แผนท่ีดาว การเกดิ อปุ ราคาพัฒนาการและประโยชนข์ องเทคโนโลยี
อวกาศ

5. เขา้ ใจลกั ษณะของแหล่งนำ้ วัฏจกั รน้ำ กระบวนการเกดิ เมฆ หมอก นำ้ ค้างนำ้ ค้างแขง็

หยาดนำ้ ฟ้า กระบวนการเกดิ หนิ วฏั จักรหิน การใชป้ ระโยชน์หนิ และแร่ การเกิดซากดกึ ดำบรรพ์ การเกดิ ลมบก
ลมทะเล มรสมุ ลกั ษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัยการเกดิ และผลกระทบของปรากฏการณ์
เรอื นกระจก

6. ค้นหาข้อมลู อยา่ งมีประสิทธิภาพและประเมินความนา่ เชอ่ื ถือ ตดั สินใจเลอื กข้อมลู
ใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในการทำงานร่วมกันเข้าใจสิทธิ
และหน้าที่ของตน เคารพสิทธิของผู้อ่ืน

7. ต้ังคำถามหรือกำหนดปัญหาเก่ยี วกบั สิง่ ที่จะเรยี นรตู้ ามที่กำหนดใหห้ รือตามความ สนใจ
คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานทีส่ อดคล้องกับคำถามหรอื ปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ
วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครือ่ งมือ อปุ กรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสม ในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

8. วเิ คราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรปุ ความสัมพันธ์ของขอ้ มูลที่มาจากการ สำรวจ
ตรวจสอบในรูปแบบทเ่ี หมาะสม เพ่ือสื่อสารความรจู้ ากผลการสำรวจตรวจสอบไดอ้ ย่างมี

13

เหตผุ ลและหลกั ฐานอ้างองิ
9. แสดงถงึ ความสนใจ มุ่งมนั่ ในสิง่ ท่จี ะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกย่ี วกบั เรื่องท่ีจะ

ศกึ ษาตามความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง ยอมรับในข้อมลู ทม่ี ีหลักฐานอ้างอิง และรับฟัง
ความคิดเหน็ ผอู้ ื่น

10. แสดงความรบั ผิดชอบดว้ ยการทำงานท่ไี ดร้ บั มอบหมายอย่างมุ่งมน่ั รอบคอบ ประหยดั
ซ่อื สตั ย์ จนงานลุล่วงเปน็ ผลสำเรจ็ และทำงานรว่ มกบั ผู้อื่นอย่างสรา้ งสรรค์

11. ตระหนักในคณุ ค่าของความรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใชค้ วามร้แู ละกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ในการดำรงชวี ติ แสดงความช่ืนชม ยกยอ่ ง และเคารพสิทธิในผลงานของผูค้ ดิ ค้นและศกึ ษาหา
ความรเู้ พิ่มเตมิ ทำโครงงานหรือชิน้ งานตามที่กำหนดใหห้ รือตามความสนใจ

12. แสดงถงึ ความซาบซึง้ หว่ งใย แสดงพฤตกิ รรมเกี่ยวกบั การใช้ การดูแลรกั ษา
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า

จบช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๖
1. เข้าใจการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดุลยภาพของ มนุษย์

ภมู คิ ุ้มกันในร่างกายของมนษุ ยแ์ ละความผดิ ปกตขิ องระบบภูมิคมุ้ กัน การใช้ประโยชน์จากสาร ตา่ ง ๆ ท่ีพชื
สร้างขน้ึ การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธกุ รรม วิวฒั นาการ ทท่ี ำใหเ้ กิดความ
หลากหลายของส่ิงมีชวี ิต ความสำคัญและผลของเทคโนโลยที างดีเอน็ เอต่อมนุษย์
ส่งิ มีชวี ิต และสิ่งแวดล้อม

2. เขา้ ใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปลยี่ นแปลง
แทนทใ่ี นระบบนเิ วศ ปัญหาและผลกระทบที่มีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ และการแกไ้ ขปญั หาสงิ่ แวดล้อม

3. เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญทีเ่ ป็นส่วนประกอบในโครงสรา้ งอะตอม สมบัตบิ าง ประการ
ของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารทีม่ ี
ความสมั พนั ธก์ ับแรงยึดเหนย่ี ว พันธะเคมี โครงสรา้ งและสมบัติของพอลิเมอร์การเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ปัจจัยที่มผี ล
ต่ออัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี และการเขียนสมการเคมี

4. เข้าใจปรมิ าณทีเ่ ก่ียวกบั การเคลอ่ื นท่ี ความสัมพันธ์ระหว่างแรง มวลและความเรง่
ผลของความเร่งทมี่ ตี ่อการเคลื่อนทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวัตถุ แรงโนม้ ถ่วง แรงแมเ่ หลก็ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
สนามแมเ่ หล็กและกระแสไฟฟา้ และแรงภายในนวิ เคลียส

5. เขา้ ใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหวา่ งมวลและพลังงาน การเปลีย่ น พลงั งาน
ทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟา้ เทคโนโลยดี า้ นพลังงาน การสะท้อน การหกั เห การเล้ียวเบนและการรวมคล่นื การ
ไดย้ ิน ปรากฏการณท์ เี่ ก่ียวขอ้ งกบั เสียง สีกบั การมองเหน็ สี คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ และประโยชน์ของคล่นื
แมเ่ หล็กไฟฟา้

6. เขา้ ใจการแบ่งช้ันและสมบัตขิ องโครงสร้างโลก สาเหตุ และรปู แบบการเคลอ่ื นท่ี ของแผ่น
ธรณีที่สมั พันธ์กบั การเกิดลกั ษณะธรณสี ัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผน่ ดนิ ไหว ภเู ขาไฟระเบิด สนึ ามิ
ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏบิ ัติตนใหป้ ลอดภยั

7. เขา้ ใจผลของแรงเน่ืองจากความแตกตา่ งของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ที่มี ต่อการ
หมุนเวยี นของอากาศ การหมุนเวยี นของอากาศตามเขตละติจดู และผลท่มี ีตอ่ ภูมิอากาศความสัมพนั ธ์ของการ
หมนุ เวยี นของอากาศ และการหมนุ เวียนของกระแสนำ้ ผิวหนา้ ในมหาสมุทรและผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ
ส่งิ มชี วี ิตและสงิ่ แวดล้อม ปัจจัยตา่ ง ๆ ท่ีมผี ลต่อการเปลยี่ นแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบตั ิเพอื่ ลดกิจกรรม

14

ของมนษุ ย์ท่ีสง่ ผลต่อการเปล่ียนแปลงภมู ิอากาศโลกรวมท้ังการแปลความหมายสญั ลักษณ์ลมฟ้าอากาศท่ี
สำคญั จากแผนท่ีอากาศ และขอ้ มลู สารสนเทศ

8. เข้าใจการกำเนดิ และการเปลีย่ นแปลงพลงั งาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของเอกภพ
หลกั ฐานท่สี นบั สนุนทฤษฎีบกิ แบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทาง
ชา้ งเผือก กระบวนการเกิดและการสรา้ งพลังงาน ปัจจัยท่สี ง่ ผลตอ่ ความส่องสว่างของดาวฤกษ์ และ
ความสัมพันธ์ระหว่างความส่องสวา่ งกับโชตมิ าตรของดาวฤกษ์ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสอี ณุ หภูมิผิว และ
สเปกตรัมของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปล่ียนแปลงสมบตั ิบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกดิ
ระบบสรุ ยิ ะ การแบ่งเขตบรวิ ารของดวงอาทิตย์ ลกั ษณะของดาวเคราะห์ท่เี อ้ือต่อการดำรงชวี ติ การเกิดลม
สรุ ยิ ะ พายุสรุ ิยะและผลท่ีมตี ่อโลก รวมท้ังการสำรวจอวกาศและการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

9. ระบุปญั หา ตงั้ คำถามทจ่ี ะสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
ตัวแปรต่าง ๆ สบื คน้ ข้อมูลจากหลายแหล่ง ต้ังสมมติฐานที่เปน็ ไปไดห้ ลายแนวทาง ตดั สนิ ใจเลอื กตรวจสอบ
สมมตฐิ านท่เี ปน็ ไปได้

10. ตงั้ คำถามหรอื กำหนดปัญหาทอ่ี ยู่บนพ้นื ฐานของความรู้และความเข้าใจทาง
วทิ ยาศาสตร์ ทีแ่ สดงใหเ้ ห็นถงึ การใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสำรวจตรวจสอบหรอื ศึกษาค้นควา้ ไดอ้ ย่าง
ครอบคลุมและเช่ือถือได้ สร้างสมมติฐานทม่ี ีทฤษฎรี องรับหรอื คาดการณส์ งิ่ ทจี่ ะพบ เพือ่ นำไปสกู่ ารสำรวจ
ตรวจสอบ ออกแบบวธิ ีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานทีก่ ำหนดไว้ไดอ้ ย่างเหมาะสมมหี ลกั ฐานเชิง
ประจักษ์ เลือกวัสดุ อปุ กรณ์ รวมทั้งวิธีการในการสำรวจตรวจสอบอยา่ งถูกต้องทัง้ ในเชิงปรมิ าณและคุณภาพ
และบันทึกผลการสำรวจตรวจสอบอยา่ งเป็นระบบ

11. วเิ คราะห์ แปลความหมายขอ้ มลู และประเมนิ ความสอดคล้องของขอ้ สรุปเพอ่ื
ตรวจสอบกับสมมตฐิ านทีต่ ัง้ ไว้ ใหข้ อ้ เสนอแนะเพื่อปรบั ปรุงวิธกี ารสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมลู และ
นำเสนอข้อมลู ด้วยเทคนิควิธที ่เี หมาะสม ส่อื สารแนวคิด ความรูจ้ ากผลการสำรวจตรวจสอบโดยการพูด เขยี น
จัดแสดงหรือใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือใหผ้ อู้ ่ืนเข้าใจโดยมีหลกั ฐานอ้างอิงหรอื มีทฤษฎรี องรับ

12. แสดงถงึ ความสนใจ ม่งุ มั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซ่ือสตั ย์ ในการสบื เสาะหาความรู้
โดยใช้เครอ่ื งมือและวธิ ีการทใ่ี หไ้ ดผ้ ลถูกต้อง เชือ่ ถือได้ มีเหตผุ ลและยอมรบั ได้วา่ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจมี
การเปลย่ี นแปลงได้

13. แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแกป้ ญั หาได้
ทำงานรว่ มกับผู้อื่นอยา่ งสร้างสรรค์ แสดงความคิดเหน็ โดยมีขอ้ มูลอ้างองิ และเหตุผลประกอบเกย่ี วกับผลของ
การพฒั นาและการใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ยา่ งมคี ณุ ธรรมต่อสังคมและสงิ่ แวดล้อม และยอมรับฟัง
ความคดิ เห็นของผู้อนื่

14. เข้าใจความสัมพันธข์ องความร้วู ิทยาศาสตรท์ ่ีมีผลต่อการพฒั นาเทคโนโลยปี ระเภท
ตา่ ง ๆ และการพฒั นาเทคโนโลยที ่ีสง่ ผลให้มกี ารคิดค้นความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ท่ีกา้ วหนา้ ผลของเทคโนโลยีตอ่
ชวี ติ สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม

15. ตระหนกั ถึงความสำคญั และเห็นคณุ ค่าของความรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ท่ใี ช้ในชีวิตประจำวัน ใชค้ วามรแู้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นการดำรงชวี ิตและการ
ประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมใิ จ ยกยอ่ ง อา้ งอิงผลงาน ชิ้นงานท่เี ปน็ ผลมาจากภมู ิปัญญาท้องถ่ิน และ
การพฒั นาเทคโนโลยที ่ีทนั สมัย ศึกษาหาความรู้เพ่ิมเติม ทำโครงงานหรือสรา้ งชน้ิ งานตามความสนใจ

16. แสดงความซาบซง้ึ หว่ งใย มีพฤติกรรมเก่ียวกบั การใช้และรกั ษาทรัพยากร

15

ธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมอยา่ งรู้คณุ ค่า เสนอตัวเองร่วมมอื ปฏิบตั ิกบั ชุมชนในการป้องกนั ดูแล
ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มของท้องถน่ิ

17. วิเคราะหแ์ นวคดิ หลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีทซี่ ับซ้อนการ
เปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเทคโนโลยีกับศาสตรอ์ น่ื โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์หรือ
คณติ ศาสตร์ วเิ คราะห์ เปรยี บเทียบ และตัดสินใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชวี ิต สังคม
เศรษฐกจิ และสง่ิ แวดลอ้ ม ประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ ทกั ษะ ทรพั ยากรเพ่ือออกแบบสรา้ งหรือพัฒนาผลงาน สำหรบั
แกป้ ัญหาท่ีมีผลกระทบต่อสังคม โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม ใชซ้ อฟตแ์ วร์ช่วยในการออกแบบ
และนำเสนอผลงาน เลือกใชว้ ัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทง้ั คำนึงถึง
ทรพั ยส์ นิ ทางปัญญา

18. ใช้ความรูท้ างดา้ นวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจทิ ัล เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การส่อื สาร เพ่ือรวบรวมข้อมูลในชีวิตจรงิ จากแหล่งต่าง ๆ และความรูจ้ ากศาสตร์อ่นื มาประยุกต์ใช้
สรา้ งความรใู้ หม่ เข้าใจการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยีท่ีมผี ลต่อการดำเนินชีวิต อาชีพ สงั คม
วฒั นธรรม และใช้อยา่ งปลอดภยั มีจรยิ ธรรม

2. เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้องการแก้ปญั หา
2.1 ความหมายของการแกป้ ัญหา
ความหมายของการแก้ปญั หามผี ูใ้ ห้ความหมายของการแก้ปัญหาไว้ ดังนี้
กลั ยา ตากูล (2550: 20) ให้ความหมายว่า การแกป้ ัญหา หมายถงึ ความสามารถในการคิดรวบรวม

หรือเชอ่ื มโยงประสบการณ์เดิมกับสถานการณ์ทีเ่ ปน็ ปญั หาเข้าดว้ ยกัน เพื่อหาทางแก้ไขอปุ สรรคที่เกดิ ข้ึนให้
บรรลุจดุ มุ่งหมายในการขจดั ปัญหาใหห้ มดไป

สุกัญญา ศรีสาคร (2547: 68) กล่าวถึงความหมายของการแก้ปัญหาว่า เป็นการดำเนินการเพื่อให้
บรรลตุ ามจุดมงุ่ หมายทีต่ อ้ งการโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความคิด มาใชแ้ กป้ ัญหาในสถานการณต์ ่าง
ๆ โดยในการแก้ปัญหาที่ซับซอ้ นอย่างมีคณุ ภาพและประสบผลสำเรจ็ น้นั จำเป็นต้องมีการเลอื กใช้วิธีการหรอื
กระบวนการในการแก้ปัญหาทด่ี ีท่ีสดุ

จอหน์ สัน และมอรโ์ ร (Johnson; & Morrow. 1981: 138) ให้ความหมายของการแก้ปญั หาไว้ว่า การ
แก้ปญั หาเป็นการส่อื สารระหว่างบุคคลสองคนหรอื มากกวา่ ขึน้ ไป เพื่อแลกเปลยี่ นความรคู้ วามรูส้ กึ และ
แลกเปลี่ยนข้อมลู ในการแกป้ ัญหา ท้งั นีเ้ พื่อให้ไดร้ บั ทกั ษะ ความรู้ และสามารถ นาํ ไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้
อย่างเหมาะสม

ซูอลิ ลาร์ด และเคอร์ (Souillard; & Kerr. 1990: 28) กล่าวา่ การแก้ปัญหาเปน็ เกมทาง สติปญั ญา และ
กจิ กรรมเพ่อื การสอ่ื สาร ซึง่ ผู้เรยี นตอ้ งมคี วามรูท้ างวิชาการ และมคี วามคิดสร้างสรรค์เปน็ ของตนเอง เพื่อ
นำมาใช้ในการปฏิบตั ิงานรว่ มกบั ผู้อ่นื สนทนาและอภปิ รายแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ ประเมินผลปญหาต่าง ๆ
เพือ่ เสนอข้อสรุปของปญั หาที่สามารถนําไปปฏบิ ัติได้

ชชู ีพ อ่อนโคกสงู (2522: 120) ไดใ้ หค้ วามหมายของการแก้ปญั หาวา่ เมือ่ บคุ คลมจี ดุ มุ่งหมาย (Goal)
แตม่ ีอปุ สรรคขดั ขวางไม่ให้ไปถงึ หรือไดม้ าซึ่งส่งิ ที่ต้องประสงคจ์ ะทำให้เกดิ ปญั หาข้ึน หรอื ปัญหาอาจเกิดจาก
การไม่ทราบจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าอะไร บุคคลจึงพยายามขจดั ปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดขน้ึ ใหม่ให้หมด เพื่อให้
บรรลจุ ดุ มุ่งหมายทตี่ ้องการการแกป้ ัญหาจึงเป็นการคิดท่ีมจี ุดมุ่งหมาย (Directed Thinking)

กูด๊ (กิตติพงษ์ จําปาทอง. 2543: 10; อา้ งอิงจาก Good. 1973: 44) การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์

16

เป็นวธิ ีการทดี่ ีที่สดุ เปน็ วิธีการท่เี กี่ยวกบั การรวบรวมข้อเท็จจริง การตั้งสมมติฐานเพื่อหาข้อยตุ ิปญหาของแต่
ละคนอาจอาจไมเ่ หมือนกัน และวธิ กี ารให้เหตุผลกต็ ่างกัน ซึ่งข้ึนอยู่กบั ข้อเทจ็ จริงที่รวบรวมมาได้ หรือข้ึนอยู่กับ
ประสบการณ์ที่ตนมีอยจู่ ากความหมายขา้ งต้นพอสรุปไดว้ ่า การแกป้ ญั หา หมายถงึ กระบวนการหรือข้ันตอน ท่ี
ผา่ นการคดิ โดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ ในการขจัดอุปสรรค หรอื ปัญหาท่ีเกิดขน้ึ เพื่อใหบ้ รรลุ
จดุ ม่งุ หมายทีต่ ้องการ

2.2 องคป์ ระกอบทส่ี ่งผลต่อการแกป้ ญั หา
ในการแก้ปัญหาเพื่อให้ประสบผลสำเรจ็ นนั้ จำเปน็ ตอ้ งอาศยั องค์ประกอบหลายประการ ซ่ึงมีนกั การ

ศกึ ษาหลายทา่ นได้กลา่ วถงึ องคป์ ระกอบของการแก้ปญั หาไว้ ดังน้ี
มอรแ์ กน (หทัยรชั รงั สวุ รรณ. 2539: 44; อ้างอิงจาก Morgan. 1978: 154-155) สรุปว่าวิธีคดิ

แกป้ ัญหาของแต่ละบุคคลน้นั แตกต่างกันทำใหค้ วามสามารถในการคิดแก้ปัญหาแตกต่างกนั ด้วย ข้นึ อยู่กับ
องคป์ ระกอบ ดังน้ี

1. สตปิ ญั ญา (Intelligence) ผ้มู ีสตปิ ญั ญาดี สามารถคดิ แก้ปญั หาได้ดี
2. แรงจงู ใจ (Motivation) ในการทำให้เกดิ แนวทางในการแก้ปัญหา
3. ความพรอ้ ม (Readiness) ในการทจ่ี ะแก้ปัญหาใหม่ ๆ โดยทันทีทันใด จากประสบการณท์ ่ี
มีมาก่อน
4. การเลือกวิธแี กป้ ัญหาได้อย่างเหมาะสม (Functional Fixedness)
ออซูเบล (หทัยรัช รังสุวรรณ. 2539: 90; อา้ งอิงจาก Ausubel. 1968: 551) กล่าวว่า องค์ประกอบที่
ทำใหบ้ คุ คลแตกต่างกนั ในการแก้ปญั หา ได้แก่
1. ความรใู้ นเนื้อหาวชิ า และความเคยชนิ ในการคิดเกีย่ วกับเร่ืองนัน้
2. การใช้ “แบบการคิด” ท่ีไวตอ่ การแก้ปญั หา และความรู้ทัว่ ไป ท่เี ก่ยี วกับวิธี
แกป้ ญหาท่ีมปี ระสิทธภิ าพ
3. คณุ ลักษณะทางบคุ ลิกภาพ เช่น แรงขบั ความม่นั คงในอารมณ์ ความวติ กกังวล
เปน็ ตน้
กมลรัตน์ หล้าสวุ งษ์ (2528: 259-260) กลา่ วถึงองคป์ ระกอบของการแก้ปญั หาไวว้ ่า การปญั หาแต่ละ
ครง้ั จะสำเร็จหรือไม่นั้นขน้ึ อยู่กับองคป์ ระกอบ ดังน้ี
1. ระดบั ความสามารถของเชาวป์ ัญญา คือ ผ้มู ีเชาวป์ ัญญาสูงย่อมแก้ปญั หาได้ดีกวา่ ผู้มเี ชาว์
ปญั ญาตำ่
2. การเรียนรู้ ถา้ เด็กเกดิ การเรียนรูแ้ ละเขา้ ใจหลักการแกป้ ัญหาอย่างแทจ้ รงิ แล้ว เม่ือประสบ
ปัญหาทค่ี ล้ายคลึงกนั ก็จะสามารถแกป้ ญั หาได้ถูกต้องและรวดเรว็ ขึน้
3. การร้จู ักคดิ แบบเปน็ เหตเุ ป็นผล โดยอาศัย

3.1 ข้อเท็จจรงิ และความร้จู ากประสบการณ์เดมิ
3.2 จุดมุ่งหมายในการคดิ และแก้ปญหา
3.3 ระยะเวลาในการไตร่ตรองหาเหตุผลท่ดี ที ี่สดุ
ชูชพี ออ่ นโคกสงู (2522: 121-123) กลา่ วว่า องค์ประกอบทีม่ ีอิทธิพลตอ่ การแก้ปัญหามี 3
ประการ คือ
1. ตัวผเู้ รียน (Condition in Learner) ไดแ้ ก่ ระดบั เชาว์ปญั ญา ลักษณะอารมณ์ อายแุ รงจูงใจ
และประสบการณ์ของผ้เู รียน
2. สถานการณ์ทีเ่ ปน็ ปญั หา (Condition in Learning Situation) ถา้ ปญั หาเปน็ ท่นี ่าสนใจ

17

ของผเู้ รยี นทำให้เกดิ แรงจูงใจที่จะเรยี นหรอื แกป้ ัญหา หรือถา้ มผี ูช้ ี้แนะสำหรับปญั หายาก ๆ จะใหม้ องเห็น
แนวทางแก้ปัญหาหรือถา้ ปัญหานนั้ เปน็ ปัญหาทตี่ ่อเน่ืองหรือคลา้ ยคลงึ กบั ปัญหาที่เคยเรียนรู้มาแลว้ ก็จะทำให้
การแกป้ ญหาน้ันงา่ ยขน้ึ

3. การแกป้ ญั หาเปน็ หมู่ (Problem Solving in Group) คือ การใหผ้ ูเ้ รยี นมีโอกาส
ร่วมกนั แกป้ ัญหา มกี ารอภปิ รายและการถกเถยี งกนั ซึ่งการแก้ปญั หาแบบนีจ้ ะไดผ้ ลดกี ็ต่อเม่ือ

3.1 สมาชิกของกลุ่มมีจดุ มุง่ หมายรว่ มกนั ท่ีจะแกป้ ญั หาให้สำเรจ็
3.2 สมาชกิ แตล่ ะคนมขี ้อมูลและความรทู้ จี่ ะแกป้ ญั หา
3.3 สมาชกิ ทุกคนมโี อกาสแสดงความคดิ เห็นเทา่ กัน
3.4 เปน็ งานยาก สลับซบั ซ้อน
3.5 มมี นุษย์สมั พนั ธ์ท่ีดภี ายในกล่มุ
จากทกี่ ลา่ วมาสามารถสรุปได้ว่า องคป์ ระกอบท่สี ง่ ผลต่อการแก้ปญั หา ได้แก่ ระดับเชาว์ปญั ญาของ
ผูเ้ รียน สถานการณ์ทีเ่ ป็นปัญหาทค่ี วามนา่ สนใจ การคิดแก้ปญั หาอยา่ งเปน็ เหตุ เปน็ ผล การเปิดโอกาสให้
ผูเ้ รยี นคิดแกป้ ญั หาเปน็ กลุม่ โดยครูผูส้ อนควรจัดกจิ กรรมทเ่ี หมาะสม แก่การฝกึ ทักษะการแก้ปัญหาให้กบั
นกั เรยี น ซง่ึ ควรคำนึงถึงองคป์ ระกอบท่กี ล่าวมาด้วย นอกจากนค้ี รูควรให้นักเรียนร้จู กั การใชข้ ้อมลู หรอื
ประสบการณ์ตา่ ง ๆ หลากหลายวิธมี าใชใ้ นการแก้ปญั หาเปิดโอกาสให้นกั เรียนคดิ แกป้ ญหาอย่างอสิ ระซงึ่ จะทำ
ใหน้ ักเรยี นพัฒนาทักษะดา้ นนี้ไดด้ มี ากขนึ้
2.3 ทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการแกป้ ญั หา
การแก้ปญหานัน้ เป็นกระบวนการทเ่ี ก่ียวข้องกับสตปิ ญั ญาและการคดิ ดังนั้น การศึกษาดา้ นการ
แก้ปญั หาจงึ ควรมคี วามเข้าใจการพฒั นาการทางสติปัญญาดว้ ย
1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ัญญาของ เพยี เจท(์ Piaget)
เพียเจท์ได้ศึกษาพฒั นาการทางด้านสตปิ ญั ญาของเด็กตงั้ แต่แรกเกดิ จนถึงวยั ทมี่ ีพฒั นาการทาง
สตปิ ัญญาท่ีสมบูรณ์ เพยี เจท์ เชอ่ื วา่ เด็กจะเรยี นรู้สิ่งตา่ ง ๆ รอบตัว โดยอาศัยขบวนการทำงานท่สี ำคญั ของ
โครงสรา้ งทางสติปญั ญา คือ ขบวนการปรับเขา้ สู่โครงสร้าง (Assimmilation) จะทำหน้าที่รบั ข้อมูลเขา้ มา
ตีความหมายเท่าท่ีระดับสติปัญญาจะรับรู้ได้ โดยนําสงิ่ ใหมม่ าปรบั ใหเ้ ข้ากับความรู้เดมิ ท่ีมอี ยู่ ถา้ ข้อมลู ใหม่ท่ี
รบั เข้ามาน้ันแตกต่างจากข้อมูลเดมิ มากกจ็ ะไมส่ ามารถเข้าใจขอ้ มูลใหม่ได้หมด จึงต้องปรับข้อมูลกอ่ นรับเขา้ ไป
ในโครงสร้างทางความคิด สว่ นการปรบั ขยาย โครงสร้าง (Accommodation) เปน็ การปรบั โครงสร้างทีม่ ีอยู่
แลว้ ภายในใหเ้ ข้ากบั ส่งิ แวดล้อมได้ โดยปรบั โครงสรา้ งทางความคดิ ใหเ้ หมาะกับประสบการณ์ทีจ่ ะรบั เข้าไป (วยุ
ภา จิตรสงิ ห์. 2534: 8) นอกจากนี้ เพยี เจท์ยงั เชือ่ วา่ ลำดบั ขนั้ ของพฒั นาการทางสมองของเดก็ ไมว่ า่ จะอยใู่ น
สภาพของวัฒนธรรมใดกต็ ามจะเปน็ อย่างเดยี วกันและพฒั นาการทางความคดิ ของบุคคลจากวยั เดก็ ถึงวัยท่ีมี
พัฒนาการทางสติปญั ญาท่สี มบูรณ์ มกี ารพัฒนาเปน็ ลำดบั ข้ัน (Stage) ตามวฒุ ิภาวะและมคี วามต่อเนื่องกัน
สภาพแวดลอ้ มมีสว่ นชว่ ยในการกระตุ้นเด็กใหค้ ้นพบความรู้ใหมท่ จี่ ะนําเด็กไป สู่ขัน้ ตอนต่าง ๆ ได้
อย่างสมบูรณ์ (วนดิ า ราชรกั ษ์. 2548: 13-14)
เพียเจท์ ได้แบง่ ลำดบั ขั้นของพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น 4 ขัน้ คอื
1. ระยะการแก้ปัญหาดว้ ยการกระทำ (Sensorimotor Stage) พัฒนาการข้ันนเ้ี ร่ิมตง้ั แต่แรกเกดิ ถึง 2
ปี เดก็ จะเกิดการเรยี นรู้จากประสาทสมั ผสั เดก็ มกั จะหยิบจบั วัตถมุ าลบู คลำ หรือ เคาะ ฯลฯ ในข้ันนี้ความคิด
ความเข้าใจของเดก็ จะกา้ วหน้าอย่างรวดเรว็ เชน่ สามารถประสานงานระหวา่ งกลา้ มเน้อื มือและสายตา
สามารถรู้วา่ สสารไม่หายไปจากโลก สามารถค้นหาวตั ถุท่ีเปลยี่ นท่ไี ป ตลอดจนสามารถ สือ่ สารโดยใช้ภาษาได้
เด็กวัยนี้ชอบทำอะไรบ่อย ๆ ซา้ํ ๆ เปน็ การเลยี นแบบพยายามแก้ปญั หาแบบลองผิดลองถูก เม่ือสิน้ สดุ ระยะน้ี

18

เดก็ จะมีการแสดงออกของพฤตกิ รรมอย่างมี จุดมุ่งหมายและสามารถแกป้ ญั หาโดยเปลยี่ นวิธกี ารตา่ ง ๆ เพอื่ ให้
ไดส้ ิง่ ท่ีต้องการ แตค่ วามสามารถ
ในการวางแผนของเด็กยังอยู่ในขดี จํากดั

2. ระยะการแกป้ ัญหาดว้ ยการรับรแู้ ละยังไม่รู้จักใชเ้ หตผุ ล (Proportional Stage) ระยะนอี้ ยูใ่ นชว่ ง
อายุประมาณ 2-7 ปี ซึ่งแบง่ ออกเปน็ ขัน้ ย่อย ๆ อีก 2 ข้ัน คอื ในช่วงอายุ 2-4 ปี เป็นชว่ งท่เี ดก็ เรมิ่ มเี หตผุ ล
เบ้อื งตน้ สามารถจะโยงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง 2 เหตุการณ์หรือมากก ว่ามาเป็นเหตผุ ลเก่ียวโยงซึง่ กนั และกนั ได้
แต่เหตผุ ลของเด็กวัยน้ียังมีขอบเขตจาํ กดั เพราะเด็กยังยดึ ตนเองเป็นศนู ยก์ ลาง คอื ยึดความคดิ ของตนเองเป็น
ใหญ่ และมองไม่เห็นเหตผุ ลของคนอืน่ ความคดิ และเหตุผลของเด็กวยั นีจ้ ึงไม่คอ่ ยถกู ต้องกับหลักความเป็นจรงิ
ในชว่ งที่ 2 ของระยะน้ีอยู่ในช่วงอายปุ ระมาณ 4-7 ปี เดก็ จะมีความคิดรวบยอดเก่ยี วกับสิ่งตา่ ง ๆ รอบตวั ดีขนึ้
รู้จักแยกแยะชนิ้ ส่วนของวัตถุ เริ่มมีการพัฒนาการเกีย่ วกับการอนรุ ักษ์ แตย่ ังไม่แจ่มชดั รจู้ กั แบง่ พวก แตย่ ังคิด
หรอื ตัดสนิ ผลของการกระทำตา่ ง ๆ จากส่งิ ทีเ่ หน็ ภายนอกเท่านัน้

3. ระยะแกป้ ัญหาดว้ ยเหตผุ ลกบั สิง่ ท่เี ป็นรปู ธรรม (Concrete-Operation Stage) อยู่ในชว่ งอายุ 7-11
ปี เป็นระยะทเ่ี ด็กเขา้ ใจความคิดของผู้อ่นื ไดด้ ี เพราะเดก็ เริ่มลดความคิดยดึ ตนเองเปน็ ศูนยก์ ลาง โดยเริม่ นําเอา
เหตผุ ลรอบ ๆ ตัวมาคดิ ประกอบในการตัดสนิ ใจหรือแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เด็กวัยนีส้ ามารถคดิ ทบทวน
กลบั ได้ นอกจากน้คี วามสามารถในการจำของเดก็ ในช่วงอายุนม้ี ีประสทิ ธิภาพมากข้นึ สามารถจดั กลุ่มหรือจดั
พวกได้อยา่ งสมบูรณส์ ามารถสนทนากบั บคุ คลอ่ืนและเขา้ ใจความคิดของผู้อื่นไดด้ ี

4. ระยะการแกป้ ัญหาดว้ ยเหตผุ ลกับสง่ิ ที่เปน็ นามธรรม (Formal-Operation) อยู่ในช่วงอายุ 11 ปีขน้ึ
ไป ขน้ั นจี้ ะเปน็ ขนั้ สดุ ท้ายของการพฒั นาทางสตปิ ญั ญาของเดก็ เพยี เจท์ เช่ือวา่ ความคดิ ความเขา้ ใจของเดก็ ใน
ขน้ั นี้จะเป็นขัน้ ทีส่ มบรู ณ์ท่ีสดุ คอื เดก็ จะสามารถคิดไดแ้ ม้ส่งิ น้นั ไมป่ รากฏให้เห็น สามารถตง้ั สมมติฐานและ
พิสจู น์ไดส้ ามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยมกี ารคิดก่อนแก้ปญหาน้นั ๆ สามารถเขา้ ใจสูตรหรือกฎเกณฑ์ตา่ ง ๆ ได้ดี
พฒั นาการทางสตปิ ัญญาของเด็กวัยนีจ้ ะเจรญิ เตบิ โตเต็มทเี่ ชน่ เดียวกบั ผใู้ หญ่ แต่อาจมีการตดั สินใจแก้ปัญหา
ตา่ งจากผู้ใหญ่อย่บู า้ ง เพราะมีประสบการณ์น้อยกว่า (อรชา วราวิทย์. 2536: 12-14)

2. ทฤษฎพี ฒั นาการทางสตปิ ัญญาของบรเู นอร์ (Jerome Bruner)
ทฤษฎีของบรเู นอรม์ ีส่วนคลา้ ยคลงึ กบั ทฤษฎขี องเพยี เจทค์ ่อนขา้ งมาก โดยบรเู นอร์เน้นท่คี วามสำคัญ
ของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมว่ามีอทิ ธิพลตอ่ การพัฒนาสตปิ ัญญาและความคิดของเดก็ และได้เสนอแนวคิด
ใหม่ ๆ ได้แก่ หลักสตู รแบบเกลียว (Spiral Curriculum) และการเรยี นรูจ้ ากการค้นพบด้วยตนเอง (Discovery
Learning) เปน็ ต้น
บรเู นอร์ ไดแ้ บ่งการพัฒนาทางสตปิ ญั ญาออกเป็น 3 ขัน้ คือ
1. ขน้ั Enactive Stage ขนั้ น้ีเปรียบได้กบั ข้นั ประสาทสัมผสั และการเคลื่อนไหว (Sensorimotor
Stage) ของเพียเจท์ เปน็ ขั้นท่ีเด็กเรยี นรจู้ ากการกระทำ (Learning by Doing) มากที่สุด
2. ขนั้ Iconic Stage ขน้ั นเ้ี ปรยี บได้กับข้นั ก่อนปฏิบัตกิ ารคิด (Preoperational Stage) ซงึ่ จะ
ครอบคลุมขั้นก่อนปฏิบตั กิ ารคดิ (Preconceptual Thought) และข้ันนกึ ออกเองโดยไม่ต้องใชเ้ หตผุ ล ในวยั น้ี
เด็กเกี่ยวข้องกบั ความจริงมากข้นึ โดยจะเกดิ จากความคิดการรับรูเ้ ปน็ ส่วนใหญ่อาจจะมีจนิ ตนาการบ้าง แต่ยงั
ไมส่ ามารถคดิ ไดล้ ึกซ้ึงเหมอื นขั้นปฏบิ ตั กิ ารคิดรูปธรรมของเพียเจท์
3. ขน้ั Symbolic Stage เป็นพัฒนาการขน้ั สงู สดุ ของบรูเนอร์ เปรยี บได้กับขั้นปฏิบตั ิการคิดด้วย
รปู ธรรม (Concrete Opertion) ของเพยี เจท์ ขนั้ นเ้ี ด็กจะสามารถเขา้ ใจความสมั พนั ธ์ของสง่ิ ของ สามารถคดิ
รวบยอด หรอื สังกปั ในส่งิ ตา่ ง ๆ ทซี่ บั ซอ้ นไดม้ ากขึน้

19

บรูเนอร์มคี วามคิดเห็นตรงข้ามกับเพยี เจท์โดยกล่าวว่า พัฒนาการด้านการคิดอยา่ งมีเหตผุ ลของเด็ก
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการคิดเพ่ือแก้ปัญหา ความคงที่ในเชงิ ปริมาณของสสารนน้ั ย่อมข้ึนอยกู่ ับอิทธิพลของภาษาที่
เป็นถ้อยคําหรือประสบการณ์ทางภาษาประเภทนขี้ องเด็กเป็นสำคญั บรเู นอรย์ นื ยันว่า การพฒั นากระบวนการ
คิดอยา่ งมเี หตผุ ลและสตปิ ัญญานั้นขึน้ อยู่กบั องค์ประกอบทงั้ ภายในและภายนอก สำหรบั องคป์ ระกอบภายใน
น้ันหมายถึง กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลของเดก็ ขึน้ อยู่กบั ปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างเดก็ กับผู้อ่ืน และขึ้นอยู่กับความ
ต้องการที่เด็กจะพัฒนาหรอื เปล่ยี นแปลงพฤติกรรมทวั่ ๆ ไปของเดก็ ด้วย ในสว่ นทเ่ี ก่ยี วกบั กระบวนการอัน
เน่อื งมาจากองคป์ ระกอบภายนอก ข้นึ อยู่กบั อทิ ธิพลของสือ่ มวลชนหรือความเจรญิ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีท่ี
เด็กเหลา่ น้ันมปี ระสบการณ์ตรง นอกจากนีก้ ระบวนการในการคิดและสติปญั ญาของเด็กยงั ขึน้ อยู่กบั เทคนิค
ตา่ ง ๆ หลายอย่าง ซง่ึ เทคนิคแต่ละอยา่ งน้นั ต้องอาศัยทักษะโดยใช้ภาษาท่เี ปน็ ถอ้ ยคาํ และวัฒนธรรมเป็น
ส่อื กลาง (ประสาท อิศรปรดี า. 2523: 133-135)

2.4 ประเภทของการแก้ปญั หา
เฟรดเดอรคิ เซน (Frederiksen. 1984: 363-367) ได้แบ่งการแกป้ ญั หาออกเป็น 2 ประเภทคือ
1. ปัญหาท่มี ีโครงสรา้ งสมบรู ณ์ ั (Well-Structured Problem) คอื ปญั หาทีก่ ำหนดรายละเอยี ดไว้
ชดั เจนครบถว้ น สำหรบั ใหผ้ ู้เรียนแกป้ ัญหา ได้แก่ โจทยค์ ณติ ศาสตร์ แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์
2. ปัญหาท่ีมโี ครงสรา้ งไมส่ มบูรณ์ (Ill-Structured Problem) คอื ตวั คําถามไมก่ ระจา่ งชดั อาจเพราะมี
ความซบั ซ้อน ไม่ระบุรายละเอยี ดซ่ึงจำเปน็ ต้องใช้ในการพิจารณา หรอื ไม่มีแนวทางในการหาคาํ ตอบ เป็น
ปัญหาท่ีผู้ตอบต้องใชค้ วามพยายามในการหาความสมั พันธ์ และแยกแยะประเดน็ ของปัญหา โดยต้องอาศัย
ความรดู้ า้ นการคดิ และความจําเป็นท่เี กย่ี วกบั กฎเกณฑต์ า่ ง ๆ เข้ามาชว่ ยก่อนท่ีจะดำเนินการคิดตามขัน้ ตอน
ของการแก้ปญั หาได้
โธมสั (เปลว ปรุ ิสาร . 2543: 29; อ้างอิงจาก Thomas. 1972) จําแนกลักษณะการแก้ปญหาออกเปน็ 2
ประเภท คอื
1. ปัญหาทีม่ คี ําตอบอยู่แล้ว ไดแ้ ก่ การคน้ ควา้ หาคําตอบในวิชาคณิตศาสตร์ และแบบฝกึ หดั วชิ า
วิทยาศาสตร์ ซง่ึ มักเปน็ ปัญหาที่พบในห้องเรยี น
2. ปญั หาทเี่ ปดิ กวา้ ง ไม่มกี ฎเกณฑ์ เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดความคดิ สรา้ งสรรค์ ได้แก่ ปัญหาสำหรับฝึก
ความคดิ สร้างสรรค์
จากทีก่ ลา่ วมาขา้ งตน้ สามารถสรุปได้วา่ การแก้ปญั หามี 2 ประเภท คอื ปญั หาทมี่ ีโครงสร้างสมบรู ณ์ มี
คําตอบอยแู่ ล้ว และปญั หาที่มีโครงสร้างไมส่ มบรู ณ์ เป็นปัญหาทีเ่ ปดิ กว้างผูแ้ ก้ปญั หาจำเปน็ ตอ้ งอาศัยความคดิ
สร้างสรรค์ มาชว่ ยในการแกป้ ัญหา
2.5 ข้ันตอนในการแก้ปัญหา

การแกป้ ัญหาเพื่อใหบ้ รรลจุ ดุ มุ่งหมายน้ัน ควรคำนึงถงึ ขน้ั ตอนในการแกป้ ัญหาดว้ ย โดยนัก
การศึกษาหลายทา่ นไดแ้ บ่งขั้นตอนในการแก้ปัญหาไว้ ซ่ึงเป็นประโยชนส์ ำคัญในการนำมาใชใ้ นกระบวนการคิด
และแก้ปัญหา ได้แก่

ทศิ นา แขมมณี (2544: 149) กล่าวถงึ การแก้ปญั หาทส่ี ามารถช่วยใหบ้ ุคลากรดำเนินการ ไดอ้ ย่างมี
ระเบียบ ไม่สับสน และสามารถแก้ปญั หาอยา่ งได้ผล มขี ั้นตอนดงั น้ี

1. ระบุปญั หา
2. วิเคราะห์หาสาเหตขุ องปญั หา
3. แสวงหาทางแกป้ ญั หาท่ดี ีที่สดุ
4. เลอื กทางแกป้ ัญหาทด่ี ที ีส่ ุด

20

5. ลงมอื ดำเนินการแก้ปัญหาตามวธิ กี ารทีเ่ ลอื กไว้
6. รวบรวมขอ้ มลู
7. ประเมินผล
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต . 2537: 56-59) และสาโรช บัวศรี (สุวิทย์ มลู คาํ .2551: 45-50;
อา้ งอิงจาก สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. 2540: 201-202) ได้เสนอวธิ แี ก้ปญั หาตามหลักอรยิ สัจ
ส่ี ซึง่ มหี ลักการและสาระสำคัญสรุปได้ ดงั น้ี
ขั้นท่ี 1 ข้ันทุกข์ คือ สภาพปัญหา ความคบั ขอ้ ง ความบีบค้ันท่ชี วี ิต หน้าทขี่ องบคุ คลท่มี ีตอ่ ทกุ ข์
เทยี บได้กับการกำหนดปัญหา เข้าใจและกำหนดขอบเขตให้ชัด
ขน้ั ท่ี 2 ข้นั สมุทัย คือ เหตแุ ห่งทกุ ข์ หรือสาเหตขุ องปญั หาซ่ึงต้องคน้ ให้พบแลว้ ทำหนา้ ที่กําจัดหรอื
ละเสีย เทียบได้กบั ขนั้ ตั้งสมมติฐาน
ขัน้ ท่ี 3 ขน้ั นิโรธ คอื ความดับทกุ ข์ ความพ้นทุกข์ ภาวะปราศจากปญั หาทบ่ี คุ คลมหี น้าที่ทำใหเ้ ป็น
จรงิ ทำให้สำเรจ็ โดยจะต้องกำหนดไวว้ ่าจดุ หมายทตี่ ้องการเลือก คอื อะไร การทปี่ ฏบิ ตั อิ ยทู่ ่เี พื่ออะไร เปรยี บได้
กบั ขนั้ ทดลองและเก็บข้อมลู
ขนั้ ท่ี 4 มรรค คอื ทางดับทุกข์ ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ ห้ถึงความดับทุกข์ หรอื วิธแี ก้ปัญหาจากการปฏิบัตสิ ิง่ ตา่ ง
ๆ ดว้ ยตนเอง แลว้ สรปุ ผลดว้ ย เปรียบไดก้ บั ข้นั การวิเคราะหข์ อ้ มลู และการสรปุ ผล
เวยี ร์ (Weir. 1974: 16-18) ไดเ้ สนอข้นั ตอนในการแกป้ ัญหาไว้ 4 ข้นั ตอน ซึ่งผู้คนสว่ นใหญ่ให้การ
ยอมรับ และใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในการปฏิบัติท่ีทำให้สามารถกำหนดระยะเวลาและวธิ กี ารทำงานที่
แน่นอนไดด้ ี ดงั น้ี
1. ขั้นต้ังปัญหาหรือวเิ คราะหป์ ัญหา หมายถึง ความสามารถในการบอกปญั หาภายในขอบเขตที่
กำหนด
2. ขนั้ นยิ ามสาเหตขุ องปญั หาโดยแยกแยะจากลักษณะที่สำคัญ หมายถงึ ความสามารถในการบอก
สาเหตุท่แี ทจ้ ริงหรือสาเหตทุ ่เี ป็นไปได้ของปัญหาจากสถานการณ์ท่ีกำหนด
3. ขั้นคน้ หาแนวทางแก้ปญั หาและตงั้ สมมตฐิ าน หมายถงึ ความสามารถในการหาวิธีการแกป้ ญั หา
ใหต้ รงกับสาเหตุของปัญหา
4. ขั้นพิสจู นค์ าํ ตอบหรือผลลัพธ์ทไ่ี ด้จากการแกป้ ญั หา หมายถึง ความสามารถในการอภปิ รายผลท่ี
เกิดขน้ึ หลังจากใช้วิธกี ารแก้ปัญหาว่าผลท่ีเกดิ ขน้ึ เปน็ อยา่ งไร
นอกจากน้ี เวยี ร์ ยังไดก้ ลา่ วถึงหลักการแก้ปัญหา (Perception for Problem Solution) ไว้
6 ประการ ดังน้ี
1. เร่มิ ตน้ การวิเคราะหป์ ญั หาว่าคืออะไร ทบทวนส่งิ ท่เี กย่ี วข้องกับปัญหาหลาย ๆ ครง้ั จนกระทั่งได้
รปู แบบทค่ี รอบคลุมเร่ืองทั้งหมดตอ่ ไป คือ การแยกแยะปัญหาท่แี ท้จรงิ สิง่ ท่ปี รากฏชดั เจนเหน็ ได้ง่าย จากนน้ั
นาํ ไปโยงกบั ปญั หาใกล้ ๆ ตวั เขา้ กบั ปญั หาทัง้ หมดซึ่งบางคร้งั อาจเปน็ สว่ นหนึง่ เท่านัน้ ทีแ่ ฝงอยู่ในปญั หา
หลักการในข้อน้ีคือหาความสัมพนั ธ์ของเหตุการณย์ ่อย ๆ และความเหมาะสมของเหตกุ ารณ์น้ัน ๆ
2. การตดั สินใจในการนิยามปัญหา ซง่ึ หลักการข้อน้ี จะช่วยคลีค่ ลายข้อสงสยั ทต่ี ดิ อยใู่ นใจลกั ษณะ
ปญั หาส่วนใหญ่ คือเร่ืองของการใหค้ วามหมายของคํา (Semantic) บ่อยครัง้ ที่ใช้เวลามากกว่าครง่ึ หน่ึงของการ
แกป้ ัญหา คือ การให้ความหมายที่คำนึงถึงความเหมาะสมของขอ้ ความมากกว่า ความเป็นจรงิ สามารหลีกเลยี่ ง
ปัญหานี้ได้ โดยการสร้างนสิ ัยระมดั ระวงั การนิยามความหมายของคำศัพท์ที่เกีย่ วข้องกับปัญหา
3. การเรยี บเรยี งเหตุการณ์ต่าง ๆ ของปญั หา ผูศ้ กึ ษาอาจพบว่ามคี วามยุ่งยากในการตัดสนิ ใจใน
ความสัมพนั ธ์ของปญั หา เชน่ ปัญหา B และ C ว่าอะไรมีความสมั พนั ธส์ งู กว่ากัน เมือ่ ไดร้ ับข้อมลู A น้อยกวา่ B

21

และข้อมูล A มากกวา่ C จะเหน็ วา่ ความย่งุ ยากจะเกิดขึน้ เพยี งเลก็ น้อยเทา่ นั้นหากนําปัญหานัน้ ๆ จดั ให้อยู่ใน
แบบของตรรกศาสตร์ ซ่งึ เทยี บไดเ้ ท่ากบั B มากกวา่ A และ A มากกวา่ C

4. ถา้ พบวา่ ไม่มีทางหาคําตอบจากวธิ ีการเดิมใหห้ าวิธกี ารใหม่ โดยการไตรต่ รองหนทางท่ี เปน็ ไปได้
และกำหนดตวั เลือกจากหนทางท่ีเปน็ สว่ นใหญ่ ๆ ของปญั หาทงั้ หมด ถา้ มีตวั เลอื กมากก็จะสามารถหาหนทาง
แกไ้ ขปัญหาใหด้ ีข้นึ ได้

5. ให้หยุดพักเมอ่ื ติดขัดหรอื พบอุปสรรค วธิ ีการแกป้ ญั หาซ่ึงบ่อยครั้งปัญหาวง่ิ เข้ามาหาโดยทไ่ี ม่ได้
ไปเกี่ยวข้องกับเร่ืองนนั้ ๆ เลย ความคิดใหม่อาจะเกิดขึ้นในขณะท่ีกําลงั อาบนำ้ หรือโกนหนวด ซง่ึ มกั พูดเสมอ
ถงึ เร่อื ง 3 Bs ซ่งึ ได้แก่ Bus, Bath และ Bed เปน็ สถานการณ์ท่เี ราคน้ พบสง่ิ ท่ียิง่ ใหญ่ด้วยวิธกี ารทาง
วิทยาศาสตร์ได้

6. ปรึกษาปญั หากบั ผู้อน่ื ควรมกี ารอภปิ รายกับบคุ คลอน่ื ๆ ซึง่ จะทำให้เกิดแง่คิดต่าง ๆ ทีอ่ าจ
มองข้ามไป ซึ่งการอภิปรายปญั หาตลอดจนวิธกี ารตา่ ง ๆ น้ีจะชว่ ยในการแก้ปญหาไดส้ ำเรจ็ เปน็ อยา่ งมาก
โดยท่วั ไปหลักการเหลา่ น้ีสามารถลดลง เหลอื เพยี ง 2 ประการ คอื พิจารณาก่อนทจี่ ะลงมอื ปฏบิ ตั ิ และทดลอง
ดว้ ยวิธีการอ่นื ถา้ พบว่ากําลังติดอยใู่ นอุปสรรคท่ีแก้ไขไม่ได้ เพ่ือปรบั ปรงุ ชอ่ งทางในการแก้ปญั หา ควรเปิดใจ
กวา้ งเพื่อรับความคิดใหม่และอยา่ เสียเวลากับการทำอะไรซ้ํา ๆ เมื่อสิ่งเหล่านนั้ มองไม่เห็นทางสำเรจ็

กิลฟอร์ด (สวุ ิทย์ มลู คํา. 2550: 26; อา้ งอิงจาก Guiford. 1971) ได้กำหนดข้ันตอนของกระบวนการ
แก้ปญั หาไว้ 5 ข้ันตอนดังน้ี

1. ข้ันเตรียมการ เปน็ ขนั้ ของการตง้ั ปญั หาหรือค้นปัญหา
2. ขน้ั วเิ คราะห์ปญั หา เป็นขนั้ ของการวิเคราะหห์ าสาเหตขุ องปัญหา
3. ข้นั เสนอแนวทางในการแก้ปญั หา เปน็ การหาวิธีแกป้ ัญหา
4. ขัน้ ตรวจสอบผล เป็นการเสนอกฎเกณฑ์เพ่อื ตรวจสอบผลลพั ธ์
5. ข้ันการนําไปประยุกตใ์ หม่ เป็นการนาํ วิธกี ารทถ่ี ูกต้องไปใชใ้ นโอกาสข้างหนา้
จอห์น ดวิ อ้ี (อาํ นวย เลิศชยนั ตี. 2523: 19-20; อา้ งอิงจาก John Dewey. 1970: 130) ได้เสนอ
ขน้ั ตอนในการแก้ปัญหาไว้ ดังต่อไปนี้
1. ข้นั เตรียมการ (Preparation) หมายถงึ ขน้ั การต้ังปัญหา หรือคน้ หาว่าปญั หาที่แทจ้ รงิ ของ
เหตกุ ารณ์คืออะไร หรอื ค้นหาข้อมูลที่แทจ้ ริงของปัญหาน้นั ๆ
2. ข้นั วิเคราะห์ปญั หา (Analysis) หมายถงึ ขั้นในการพิจารณาดวู ่ามสี ิง่ ใดบ้างที่เปน็ สาเหตุของ
ปญั หาหรือมีส่ิงใดบ้างที่ไม่ใชส่ าเหตุสำคัญของปญั หา
3. ข้นั ในการเสนอแนวทางการแกป้ ัญหา (Production) หมายถึง การหาวธิ ีการแก้ปัญหาให้ตรงกบั
สาเหตุของปัญหาแลว้ เสนอออกมาในรูปของวิธีการ ในท่ีสุดจะไดผ้ ลลัพธ์ออกมา
4. ขัน้ ตรวจสอบผล (Verification) หมายถงึ ขัน้ ในการนําเสนอเกณฑ์เพือ่ ตรวจสอบผลลัพธท์ ่ีได้
จากการเสนอวธิ ีการแกป้ ญั หาถ้าผลลัพธไ์ ม่ถูกต้อง ต้องมีการเสนอวธิ ีการแกป้ ญั หาใหมจ่ นกว่าจะได้วิธีการทีด่ ี
หรอื ถกู ต้องท่ีสุด
5. ขั้นการนาํ ไปประยุกต์ใหม่ (Reapplication) หมายถงึ การนําวิธีการแกป้ ัญหาที่ถูกต้องไปใชใ้ น
โอกาสขา้ งหน้าเมื่อพบเหตุการณ์คล้ายกบั เหตุการณ์ทเ่ี คยพบมาแล้ว
บลูม (Bloom. 1956: 122) ได้เสนอข้นั ตอนของการแก้ปัญหาไว้ 6 ขัน้ ดังน้ี
ขนั้ ที่ 1 เมื่อนกั เรยี นไดพ้ บปัญหา นักเรียนจะคิดค้นส่งิ ทเ่ี คยพบเหน็ และเกีย่ วข้องกบั ปัญหา
ข้นั ท่ี 2 นักเรียนจะใชป้ ระโยชน์จากขั้นท่ี 1 มาสร้างรปู แบบปญั หาข้นึ ใหม่
ขน้ั ที่ 3 การแยกแยะของปัญหา

22

ข้ันที่ 4 การเลือกใชท้ ฤษฎี หลกั การ ความคิด และวธิ ีการท่ีเหมาะสมกับปญั หา
ขนั้ ที่ 5 การใช้ข้อสรุปของวิธีการมาแกป้ ญั หา
ขัน้ ท่ี 6 ผลท่ไี ด้จากการแกป้ ัญหา
จากเอกสารดังท่ีกล่าวมาขา้ งต้น สามารถสรปุ ได้วา่ การแกป้ ญั หานั้นมีข้นั ตอนทใ่ี กลเ้ คยี งกนั แต่
อาจมีความละเอียดแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยมี 4 ข้นั ตอนหลักคือ ขั้นระบปุ ญั หา ขัน้ วิเคราะหส์ าเหตุ
ของปญั หา ข้นั เสนอวิธีการแก้ปัญหา และข้ันตรวจสอบผล ซ่ึงสามารถใชเ้ ปน็ แนวทางในการแกป้ ัญหา
สถานการณ์ทกี่ ำหนด

3. ความพึงพอใจ
3.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
นักวชิ าการหลายท่านได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ (Satisfaction) ไวด้ งั นี้
Good. (1973, p.320) ได้ให้ ความหมายของความพงึ พอใจไวว้ ่าความพึงพอใจ หมายถงึ สภาพ

คณุ ภาพ หรอื ระดบั ความพึงพอใจซึ่งเปน็ ผลมาจากความสนใจต่าง ๆ และทัศนคติที่บคุ คลมตี อ่ สิง่ ที่ทำอยู่
Wolmam. (1973, p.384) ให้ความหมายไว้วา่ ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู้ ึกท่ีมคี วามสุขเท่ือ

ได้รบั ผลสำเร็จตามความมงุ่ หมายความต้องการหรือแรงจูงใจ
Wallerstein. (1995, p.27) (อา้ งอิงจาก อัครเดช จํานงธรรม, 2549, น.30) ได้ให้

ความหมายของความพึงพอใจวา่ เป็นความรูส้ ึกทเี่ กิดขึน้ เมื่อได้รับผลสำเรจ็ ตามความมุ่งหมายความพึงพอใจ
เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาไมส่ ามารถมองเหน็ ได้ชดั เจน แต่สามารถคาดคะเนได้ว่ามหี รอื ไม่มี จากการสงั เกต
พฤติกรรมของคนเท่านน้ั การทจ่ี ะทำให้คนเกดิ ความพงึ พอใจมีปจั จัยและองค์ประกอบท่ีเป็นสาเหตุแหง่ ความ
พงึ พอใจ

สุวฒั นา ใบเจริญ (2540) กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรู้สึกท่ีดีของบุคคลที่มตี ่อส่งิ นั้น ๆ เม่ือ
บคุ คลอุทศิ แรงกายแรงใจและสตปิ ญั ญาเพ่ือกระทำในส่งิ น้ัน ๆ

ทรงสมร คชเลศิ (2543) กล่าววา่ ความพึงพอใจเปน็ เรอื่ งเกีน่ วกบั อารมณ์ ความรูส้ ึก และทศั นคตขิ อง
บุคคล อนั เนื่องมาจากสงิ่ เรา้ และแรงจงู ใจซงึ่ ปรากฏออกมาทางพฤตกิ รรมวา่ รู้สึกชอบ รสู้ ึกพอใจและมีทศั นคติ
ทีด่ ตี ่อสิ่งนัน้ ๆ

ประภาส เกตแุ กว้ (2546) กล่าวว่าความพงึ พอใจ หมายถึง ความรูส้ กึ ของมนุษยท์ เี่ ก่ียวของกับอารมณ์
จากการไดร้ ับการตอบสนองความตองการซงึ่ แสดงออกมาทางพฤติกรรมซึ่งสงั เกตไดจ้ ากสายต คาํ พูดและการ
แสดงออกทางพฤตกิ รรม

อัครเดช จํานงธรรม (2549) กลา่ ววา่ ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความร้สู ึกชอบพอใจและประทับใจจาก
การไดร้ ับการตอบสนองตามความต้องการและมคี วามสขุ เม่ือไดร้ ับผลสำเรจ็ ซ่งึ จะแสดงออกมาทำพฤติกรรม
โดยสงเกตได้ จากสายตา คาํ พดู และการแสดงออกทางพฤติกรรม

เณศรา โฉมรุ่ง (2552)กลา่ ววา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สกึ ที่ดีของบคุ คลท่ีเม่อื ไดร้ บั การ
ตอบสนองตามท่ีตนเองตอ้ งการ ดังน้นั ความพึงพอใจในการเรยี นรู้จึง หมายถึง ความรู้สกึ ที่ดีๆ ท่ีมตี อ่ การได้
ร่วมปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตา่ ง ๆ ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรจู้ นบรรลเุ ปา้ หมายของการเรยี นรู้นัน้

สรปุ ได้วา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ความรสู้ กึ ของบุคคลที่เกิดข้นึ เม่อื ไดร้ ับการตอบสนองตามความ
ตอ้ งการหรอื แรงจูงใจของตนเองและมีความสุขเม่ือได้รบั ผลสำเร็จโดยสงั เกตไดจ้ ากการแสดงออกมาทาง
พฤติกรรม

3.2 ทฤษฎที ี่เกยี่ วของกบั ความพึงพอใจ

23

ความพึงพอใจเป็นความร้สู ึกท่ีดีที่ชอบ ท่พี อใจ หรอื ท่ปี ระทับใจของบคุ คลต่อส่ิงใดสิ่งหนง่ึ ทีไ่ ด้รับ ซึง่ ส่งิ
นัน้ สามารถตอบสนองความตองการทง้ั ในด้านร่างกายและจิตใจ บุคคลทุกคนมคี วามตองการแตก ต่างกันและมี
ความตอ้ งการหลายระดบั หากไดร้ ับการตอบสนองก็จะกอ่ ให้เกิดความพงึ พอใจ ดังนั้น การจัดการเรยี นรใู้ ดๆ ก็
ตามท่ีจะทำให้ผู้เรยี นเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้ได้น้ัน จะตอ้ งตอบสนองความต้องการของผู้เรยี น ซง่ึ
(Maslow. 1970, p.69-80) ได้เสนอทฤษฎคี วามต้องการที่สง่ ผลตอ่ ความพึงพอใจสรปุ ได้ดงั นี้

1. ลักษณะความต้องการของมนษุ ย์ได้แก่
1.1 ความตอ้ งการของมนษุ ยเ์ ป็นไปตามลำดับขั้นความสำคัญ โดยเริ่มจากระดับ

ความตองการขัน้ สูงสุด
1.2 มนษุ ย์มีความตอ้ งการอยู่เสมอ เม่ือความต้องการอย่างหนงึ่ ได้รบั การตอบสนองแลว้ มีความ

ตอ้ งการสิง่ ใหมเ่ ข้ามาแทนที่
1.3 เมอ่ื ความต้องการในระดับหน่งึ ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่จูงใหเ้ กิด

พฤติกรรมต่อสิง่ นัน้ แต่มีความต้องการในระดับสงู เขามาแทน และเปน็ แรงจูงใจให้เกิดพฤตกิ รรมนนั้
1.4 ความต้องการที่เกดิ ข้นึ อาศัยซ่ึงกันและกนั มลี ักษณะควบคู่ คือ เมื่อความ

ต้องการอยางหนึ่งยงั ไม่หมดสิ้นไปก็จะมคี วามต้องการอีกอยางหนึง่ เกดิ ขน้ึ มา
2. ลำดบั ขน้ั ความต้องการของมนุษยม์ ี 5 ระดบั ไดแ้ ก่
2.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological needs) เปน็ ความต้องการพ้นื ฐานเพ่ือความอยู่

รอดในการดำรงชวี ติ เชน่ ความตอ้ งการอาหาร นำ้ อากาศเครอ่ื งน่งุ ห่ม ยารักษาโรค ที่
อยอู่ าศัยและความต้องการทางเพศ ความต้องการทางดา้ นร่างกายจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนกต็ ่อเมื่อ
ความตอ้ งการทั้งหมดของคนยงั ไม่ได้รบั การตอบสนอง

2.2 ความตอ้ งการความปลอดภัย (Safety needs) เป็นความรสู้ ึกที่ต้องการความ
มัน่ คงปลอดภยั ท่ังในปัจจุบนั และอนาคต ซงึ่ รวมถงึ ความก้าวหนา้ และความอบอนุ่ ใจ

2.3 ความตอ้ งการทางสังคม (Social needs) เป็นสงิ่ จงู ใจทส่ี ำคญั ตอ่ การเกิด
พฤติกรรมความต้องการทจี่ ะเข้าร่วมและไดร้ ับการยอมรบั ในสังคม ต้องการความเป็นมติ รและความรกั จาก
เพือ่ น

2.4 ความตอ้ งการทีจ่ ะได้รับการยกย่องหรอื มชี อื่ เสียง (Esteem needs) เปน็ ความตอ้ งการ
ระดบั สูง ได้แก่ ความต้องการอยากเด่นในสังคม รวมถงึ ความสำเร็จความรู้ความสามารถความเป็นอสิ รภาพและ
เสรีและการเป็นท่ยี อมรบั นับถือของคนทงั้ หลาย

2.5 ความต้องการที่จะประสบความสำเรจ็ ในชีวติ (Self-actualization needs) เป็นความต้องการ
ระดับสูงของมนุษย์อยากใหต้ นเองประสบผลสำเรจ็ สักอยา่ งในชีวิต สว่ นมากจะเปน็ การนึกอยากจะเป็น
อยากจะได้ตามความคิดเห็นของตวั เอง

3.3 วธิ สี ร้างความพงึ พอใจในการเรียน
Bloom (1976, p.72-74) มคี วามเหน็ ว่าสามารถจัดใหน้ ักเรยี นไดท้ ำกจิ กรรมตามทีต่ นตอ้ งการ กจ็ ะ

คาดหวงั ได้แนน่ อนว่านกั เรยี นทกุ คนไดเ้ ตรียมใจสำหรบั กิจกรรมทีต่ นเองเลือกนั้นดว้ ยความกระตือรือร้นพร้อม
ท้ังความมั่นใจเราสามารถสังเกตเหน็ ความแตกต่างของความพร้อมทางดา้ นจิตใจได้ชดั เจน จากการปฏบิ ตั ิของ
นักเรยี นตอ่ งานที่เป็นวิชาบงั คับกบั วชิ าเลอื ก หรือจากส่งิ นอกโรงเรยี นท่ีนักเรยี นอยากเรียน เชน่ เกม ดนตรีการ
ขับรถยนตห์ รอื อะไร บางอย่างทน่ี ักเรยี นอาสาสมคั รและตัดสินใจโดยเสรีในการเรียน มีความกระตือรือร้น มี
ความพึงพอใจ และมีความสนใจเมือ่ เรม่ิ เรยี น จะทำใหน้ ักเรียนเรียนไดร้ วดเร็วและประสบความสำเร็จสงู
อยา่ งไรก็ตามบลมู เหน็ วา่ วิธีนี้คอ่ นข้างเปน็ อุดมคติท่จี ดั ได้ลาํ บาก

24

สุเทพ เมฆ (2531) กลา่ ววา่ ความพึงพอใจในบรรยากาศการเรียนการสอนหมายถึงความรู้สึกพอใจใน
การจดั องค์ประกอบทเ่ี กี่ยวของกับการเรยี นการสอน ซ่ึงมคี วามสำคญั ในการช่วยใหน้ กั เรียนเกิดการเรยี นรู้อยา่ ง
มชี ีวิตชวี า มีความเจริญงอกงาม มีความกระตือรือรน้ เพอื่ จะเรยี นใหเ้ กิดประโยชนแ์ กต่ นเอง

สรุ พล เยน็ เจรญิ (2543) ได้กลา่ วถึง ทักษะของโรเจอร์เกย่ี วกบั ความพึงพอใจของนักเรียนในการศึกษา
เล่าเรยี น จะเกดิ จากองคป์ ระกอบต่าง ๆ เหลา่ น้คี ือ คณุ สมบัติของผู้สอนกิจกรรมการเรยี นการสอน การวัดและ
ประเมนิ ผลการสอนของผู้สอนจงึ จะประสบความสำเร็จในการเรียน

สรุปไดว้ า่ การสร้างความพึงพอใจในการเรยี นนนั้ ผู้ สอนควรสูงเสรมิ บรรยากาศในการเรยี นรูจ้ ดั
กิจกรรมการเรียนรู้ให้ตอบสนองต่อความสนใจของผู้เรียน การวดั และประเมินผลจะต้องมีความหลากหลาย
และมคี วามน่าเช่อื ถือสามารถวดั ได้ครอบคลมุ ทุกดา้ น

3.4 การวดั ความพึงพอใจ
ความพงึ พอใจเกิดขึน้ หรือไม่น้ันข้ึนอยู่กับกระบวนการจดั การเรยี นรู้ประกอบกับระดบั ความรู้สกึ ของ

นักเรยี น ดังนัน้ ในการวดั ความพึงพอใจในการเรยี นรู้กระทำไดห้ ลายวิธีต่อไปน้ี
สาโรจนไ์ สยสมบตั ิ. (2534) ไดก้ ล่าวไวว้ ่า
1. การใชแ้ บบสอบถาม ซึง่ เป็นวิธที น่ี ยิ มใชม้ ากอย่างแพร่หลายวธิ หี นึ่ง
2.การสัมภาษณ์ซึ่งเปน็ วธิ ที ตี่ อ้ งอาศยั เทคนิคและความชำนาญพเิ ศษของผ้สู ัมภาษณ์

ท่ีจูงใจให้ผตู้ อบคำถามตามข้อเทจ็ จริง
3. การสังเกต เปน็ การสังเกตพฤติกรรมทง้ั ก่อนการปฏิบตั กิ ิจกรรม ขณะปฏบิ ตั ิ

กจิ กรรม และหลังการปฏิบตั กิ ิจกรรมจะเหน็ วา่ การวัดความพงึ พอใจในการเรียนสามารถท่ีจะวดั ไดห้ ลายวธิ ีท้งั นี้
ขนึ้ อย่กู ับความสะดวก ความเหมาะสม ตลอดจนจุดมุ่งหมายหรือเปา้ หมายของการวดั ด้วยจึงจะสง่ ผลใหการ วัด
นนั้ มปี ระสิทธิภาพนา่ เชื่อถือ ซึ่งในการวจิ ยั ครงั้ นี้ผ้วู จิ ัยใชแ้ บบสอบถามในการวัดความพงึ พอใจในของผู้ที่มตี ่อ
รปู แบบการจัดการเรียนรู้

4. Top Worksheets
4.1 Top Worksheets คืออะไร
Top Worksheets คือ เวบ็ แอพพลเิ คชั่นชว่ ยสรา้ งใบงานในรปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ การลาก การเติม

คำตอบ วาดภาพ สามารถสง่ ให้นักเรียนทำออนไลนแ์ ละตรวจคำตอบให้อตั โนมัติ
4.2 จดุ เด่นของ Top Worksheets
1. ไมต่ อ้ งจำคำสง่ั ในกการเขียน code
2. สามารถนำใบงานทม่ี กี ารแชร์สาธารณะมาปรับแก้ไขได้
3. สามารถกำหนดช่วงเวลาในการทำ จำนวนครง้ั ในการทำ และจำกดั เวลาในการทำ
4. สามารถเพมิ่ ไฟลภ์ าพ ไฟลเ์ สียง ลงในใบงานได้งา่ ยเพยี งกด แค่อัปโหลด
4.3 ขอ้ ดีของ Top Worksheets
1. คน้ หาใบงานท่ีมีการแชรส์ าธารณะไปใชง้ านได้ทันที หรือทำสำเนาเพื่อนำมาปรบั ปรุงแกไ้ ข
2. ส่งให้นักเรียนใช้งานได้งา่ ยแคส่ ่ง URL และนักเรียนสามารถตรวจคำตอบไดด้ ้วยตนเอง
3. สามารถสรา้ งใบงานทีอ่ ยใู่ นรูปแบบ pdf หรอื จากไฟลร์ ูปภาพ
4. สรา้ งโจทย์คำถามไดห้ ลายประเภท เชน่ แบบเตมิ คำ แบบลากวาง แบบโยงเสน้ จับคู่ แบบวาด

ภาพ
5. กำหนดรายละเอยี ดในการส่งใบงานได้ เช่น ชว่ งเวลาทใี่ ห้ทำ จำนวนครั้งในการทำ

25

4.4 ข้อจำกัดของ Top Worksheets
ขอ้ จำกดั ใน Free version
1. สร้างได้ 5 ใบงานแบบสว่ นตวั (Private) แต่ไมจ่ ำกัดจำนวนหากบนั ทึกแบบสาธารณะ (public)

และจำกดั จำนวนหนา้ ได้สูงสุด 10 หน้าตอ่ 1 ใบงาน
2. เกบ็ คำตอบนักเรียนใน Inbox ได้ 1 เดือน

4.5 วิธกี ารสมคั รใช้งาน Top Worksheets
1. เข้าไปทเ่ี วบ็ https://Topworksheets.com /หรอื คน้ หา Topworksheets ใน Google ได้

เชน่ กนั
2. สำหรับการเข้าไปทำใบงานออนไลน์ ให้เข้าสรู่ ะบบ โดยคลกิ ท่ี singup แลว้ กรอกข้อมูลส่วนตัว

ลงไป ซงึ่ ผ้สู มคั รสมาชิกจะต้องกรอกข้อมูลในสถานะครผู ู้สอน เม่ือกรอกข้อมลู เรยี บร้อยให้กด singup และทำ
การเลือกประเทศ และกลุ่มเปา่ หมายเกย่ี วกับระดบั ช้ันท่ีคุณครูผู้สอนสอน ซง่ึ สามารถเลือกไดม้ ากกว่า 1
ตวั เลอื ก นอกจากนน้ั ให้ผู้สมัครกลบั ใบท่กี ล่องจดหมายหรืออเี มลทใ่ี ช้สมคั รสมาชิกเพื่อนำรหสั มายนื ยันขอ้ มลู
กับ Top Worksheets อกี คร้ัง เป็นการเสร็จสิ้นการสมคั รสมาชกิ

4.6 วิธกี ารสรา้ งใบงาน Top Worksheets
1. ครูผสู้ อนสามารถออกแบบใบงานได้ตามความสนใจในโปรแกรม Canva Powerpoint Word

แล้วบันทกึ เป็น PDF PNG
2. นำไฟล์ใบงานเข้ามาทำเป็นใบงานออนไลน์ ใน Top Worksheets โดยกด Create new

worksheets และกด browse เพอ่ื อปั โหลดไฟล์ใบงาน
4.7 วธิ ีการนำไปใช้งาน
1. ครผู ู้สอนสามารถส่งในรปู แบบ URL ควิ อารโ์ คด ให้นกั เรียนสามารถทำในคาบเรียนออนไลน์ได้

เลยซง่ึ วธิ ีการน้ีสะดวกและที่สำคญั ชว่ ยลดการบ้าน เมื่อนักเรียนทำงานเสรจ็ แล้ว นกั เรยี นจะทราบคะแนนทันที่
2. วธิ กี ารสง่ ในกรณคี รผู ู้สอนนักเรียนหลายห้องเรียนจงึ ใหน้ ักเรยี นแคปหนา้ จอส่งใน Classroom

หอ้ งของตนเอง
สรปุ Top Worksheets คอื เวบ็ ไซต์ท่ีใหค้ ุณครูหรอื บุคคลทส่ี นใจสามารถสร้างใบงานแบบฝึกหัด

ออนไลน์ และให้นกั เรยี นเข้ามาทำใบงานออนไลน์ได้โดยไม่ต้องพิมพเ์ ปน็ กระดาษออกมา อีกท้ังยังสามารถ
ตรวจคะแนนหรอื สง่ คำตอบใหน้ ักเรยี นได้ทราบผลทนั ที และยงั มคี วามสามารถอ่นื ๆ อีกมากมายซึง่ เหมาะกบั
สถานะการการแพรร่ ะบาดของโคโรนา่ รัส ซ่ึงนกั เรียนตอ้ งเรียนออนไลน์อยบู่ า้ น การใชใ้ บงานในรูปแบบ Top
Worksheets แทนการจดตามหนงั สอื หรือทำใบงานแบบฝึกหดั แบบเดิม ๆ นอกจากนั้นยงั ประหยัดทรัพยากร
เพราะไมต่ ้องใช้กระดาษ ซงึ่ สอดครองกับนโยบายการจัดการของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารปี 2564 - 2565 ข้อ 3 ว่า
การปฏริ ปู การเรียนรู้ด้วยดจิ ทิ ัล ผา่ นแพลตฟอร์มการเรยี นรู้ด้วยดิจทิ ัลแหง่ ชาติ (NDLP) และการสง่ เสรมิ การฝึก
ทกั ษะดิจทิ ัลในชวี ิตประจำวนั เพื่อใหม้ หี นว่ ยงานรับผดิ ชอบพัฒนาแพลตฟอรม์ การเรยี นรูด้ ้วยดิจทิ ัลแหง่ ชาติ ท่ี
สามารถนำไปใชใ้ นกระบวนการจดั การเรียนรู้ทท่ี นั สมยั และเขา้ ถึงแหลง่ เรียนรู้ไดอ้ ยา่ งกว้างขวางผา่ นระบบ
ออนไลน์ และการนำฐานข้อมูลกลางทางการศึกษา มาใช้ประโยชนใ์ นการพฒั นาประสิทธิภาพการบรหิ ารและ
การจดั การศกึ ษา

26

5. งานวจิ ัยท่เี กีย่ วข้อง
5.1 งานวจิ ัยภายในประเทศ
วันดี จเู ป่ียม (2554) ไดท้ ำการวิจยั เร่อื งการศึกษาผลของการใช้แรงเสริมทางบวกดว้ ยเบ้ียอรรถกรที่

มีต่อพฤติกรรมความรับผิดชอบในการทำงานที่ไดร้ ับมอบหมายรายวิชาวิทยาศาสตรข์ องนักเรยี นระดับช้ัน
ประถมศึกษาช้นั ป่ีท่ี 3/5 ผลวิจยั พบว่านักเรียนระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3/5 มีพฤตกิ รรมความรับผิดชอบใน
การทำงานที่ได้รบั มอบหมายในรายวิชาวทิ ยาศาสตรม์ ากขน้ึ หลงั การใชแ้ รงเสรมิ ทางบวกด้วยเบี้ยอรรถกรและมี
พฤติกรรมความรบั ผดิ ชอบในการทำงานที่ได้รบั มอบหมายสูงกกว่าร้อยละ 70 ซง่ึ เป็นไปตามเกณฑ์ ท่ตี ้งั ไว

อเุ ทน ยอดสิงห์ (2556) ได้ทำการวิจยั เร่อื งการศึกษาการปรับพฤติกรรมความรับผิดชอบการส่งงาน
ของนักเรียนระดับช้นั มัธยมศึกษาชั้นปที ี่ 1 โดยการใช้เทคนิคเสริมแรงทางบวกผลวจิ ยั พบว่านกั ศึกษา ไม่นำ
งานวชิ าอน่ื มาทำขณะท่ีกำลงั เรยี นวิชาหนึ่ง ไมค่ ุยและเลน่ เพื่อนในขณะทคี่ รสู อน ส่งงานและการบา้ นตรงเวลาที่
ครกู ำหนด ไมน่ อนหลบั ในห้องเรียนขณะช่ัวโมงเรยี น ทำการบ้านและไมล่ อกการบ้านเพื่อน ทำผดิ จะพยายาม
แกไ้ ขโดยไม่ทอ้ แท้ มีความรับผิดชอบตอ่ งานทไี่ ด้รบั มอบหมาย มาเรียนตรงเวลาและต้ังใจเรียนร้จู ักวางแผน
และเตรยี มพรอ้ มท่จี ะศึกษาต่อในมหาวิทยาลยั และใชเ้ วลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์โดยการอ่านหนงั สือทำให้
นักศึกษาสามารถปรับเปลยี่ นพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผ้มู ีวนิ ัยและความรับผิดชอบต่อหนา้ ทแี่ ละการเรยี น
ส่งผลให้การเรียนดีขึน้ และเป็นผ้ทู มี่ ีความสำเรจ็ ในชีวิตตามจุดหมายที่ตั้งไว้ และมีด้านเจตคติท่มี ีต่อการ
เสรมิ แรงทางบวกในรายวิชาการขายตรง พบวา่ ในภาพรวมอยู่ในระดบั เห็นดว้ ยมากท่สี ุด (ค่าเฉลยี่ 4.51) เมื่อ
พิจารณาเปน็ รายด้าน พบว่า นักศึกษาเห็นดว้ ยมากทสี่ ุดทางด้าน นกั ศึกษามคี วามสนกุ สนานในการเรยี น
(ค่าเฉลยี่ 4.82) นกั ศึกษาได้ทำการฝึกทักษะโดยการปฏบิ ตั ิจรงิ อยา่ งเหมาะสมและมีความสขุ (ค่าเฉลีย่ 4.79)
กจิ กรรมการเรยี นรมู้ คี วามเหมาะสมกบั เน้อื หา เวลา (คา่ เฉล่ยี 4.59) และเหน็ ดว้ ยระดับมาก ในประเดน็ การ
เสรมิ แรงทางบวกช่วยเสรมิ สร้างกระบวนการคดิ และการแก้ปัญหา (คา่ เฉล่ยี 4.43) กิจกรรมการเรียนรู้
สอดคล้องกบั ความตอ้ งการและความสามารถของนักศึกษา (ค่าเฉลย่ี 4.41) และการเสรมิ แรงทางบวกช่วยให้
นกั ศึกษาบรรลผุ ลการเรียนร้ทู ่ีคาดหวัง (คา่ เฉล่ยี 4.03) ตามลำดบั

ยุวลี สายสังข์ (2556) ทำวจิ ัยในชน้ั เรยี น เร่ืองการศกึ ษาพฤติกรรมเร่อื งการไม่ส่งงาน/การบา้ น
ของนักเรียนช้นั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพปีที่ 3/8 สาขาวชิ าคอมพวิ เตอร์ วิทยาลยั เทคโนโลยไี ทยบริหารธรุ กจิ
การศึกษาวจิ ยั คร้งั นี้ มวี ัตถุประสงค์เพ่อื ศกึ ษาพฤติกรรมของนักเรยี นช้นั ประกาศนยี บัตรวิชาชีพปีที่ 3/8
สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีบรหิ ารธรุ กจิ ผูว้ จิ ัยได้จดั ทำแบบสอบถามเพอ่ื ศึกษาสาเหตุการ
ไม่ส่งงาน/การบา้ นตามลำดับท่มี ากทส่ี ุดจนถงึ น้อยทีส่ ดุ จากลำดับ 1-13 และได้นำผลขอลแตล่ ะสาเหตมุ า
หาค่า ร้อยละ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะหแ์ ละหาข้อสรุปพร้อมทงั้ นำเสนอในรูปของตารางประกอบคำ
บรรยายเพอ่ื ศกึ ษาพฤตกิ รรมของนักเรียนในเร่ืองการไมส่ ง่ งาน/การบ้าน ผลการศึกษาปรากฎว่า จาก
การศกึ ษาและวเิ คราะห์แบบสอบถามเพ่ือศึกษาพฤติกรรมเรื่องการไมส่ ่งงาน/การบ้าน ของนกั เรียนชน้ั
ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพปที ี่ 3/8 สาขาคอมพิวเตอร์ วทิ ยาลัยเทคโนโลยบี ริหารธุรกจิ แสดงให้เห็นวา่ สาเหตุ
ของการไม่สง่ งาน/การบา้ น ลำดับท่ี 1 คือ ลืมทำ โดยคิดจากนักเรียน 38 คน ท่ีเลอื กสาเหตุอันดบั ที่ 1
จำนวน 9 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 23.68

ปรารถนา เชาวน์เสฏฐกุล (2556) ทำวจิ ัยในชั้นเรยี น เร่ืองการแก้ปญั หาการไม่ส่งงานของนักศึกษา
ระดับประกาศนียบัตรวชิ าชีพชน้ั สงู ปีที่ 2 สาขาวิชาการเลขานกุ าร วิทยาลยั เทคนิคตรัง รายวิชาการประเมินผล
การปฏบิ ัตงิ าน รหัสวชิ า 3207-2009 เป็นการวจิ ยั เชิงพรรณนา มีวัตถุประสงคเ์ พ่ือแกป้ ัญหาการไมส่ ่งงานของ
นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชพี ชนั้ สงู (ปวส.) ปที ่ี 2 สาขาวชิ าการเลขานกุ าร วิทยาลยั เทคนิคตรัง
วิชาการประเมนิ ผลการปฏิบัติงาน รหสั วชิ า 3207-2009 กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใชค้ ือประชากรเป็นนักศึกษาในระดบั

27

ปวส. ปที ่ี 2 สาขาวิชาการเลขานกุ าร วทิ ยาลัยเทคนคิ ตรัง ท่ศี ึกษารายวชิ าการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน รหัส
วชิ า 3207-2009 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2556 เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ได้แก่ แบบสอบถามเพ่ือศึกษา
พฤติกรรมการไมส่ ่งงานของนักศกึ ษา มีข้อคำถามจำนวน 15 ข้อโดยให้นักศึกษาเลือกลำดบั สาเหตขุ องการไม่
สง่ งาน วเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใช้สถิตริ ้อยละ แล้วนำข้อมูลมาวเิ คราะห์สรุปพร้อมทง้ั นำเสนอในรปู ของตาราง
ประกอบคำบรรยาย เพ่ือแก้ปัญหาการไม่สง่ งานของนักศึกษา ข้อมลู ทีใ่ ช้ในการวจิ ยั เป็นข้อมลู ที่ได้จากการใช้
แบบสอบถามความคิดเห็นของนกั ศึกษาระดบั ปวส. ปีที่ 2 สาขาวชิ าการเลขานกุ าร วิทยาลยั เทคนิคตรัง ที่
ศกึ ษาวชิ าการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงาน รหัสวิชา 3207- 2009 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ผลการวิจัย
พบวา่ จากการศึกษาและวเิ คราะหแ์ บบสอบถามเพื่อแก้ปัญหาการไม่สง่ งานของนักศกึ ษาของนักศึกษาระดับ
ปวส. ปีท่ี 2 สาขาวชิ าการเลขานุการ วิทยาลยั เทคนิคตรัง แสดงใหเ้ ห็นว่าสาเหตุของการไมง่ าน ลาดับที่ 1 คือ
แบบฝกึ หดั ยาก ทำไมไ่ ด้ และตดิ งานในรายวชิ าอืน่ ๆ โดยคิดจากนกั ศึกษา 5 คน ทีเ่ ลอื กเป็นสาเหตอุ ันดับท่ี 1
จำนวน 5 คนคิดเปน็ รอ้ ยละ 100

ธนันท์ สพุ ัฒนธ์ นายุต (2557) ทำวจิ ัยในชน้ั เรียน เร่ือง การศกึ ษาพฤติกรรมในเรือ่ งการไม่สง่ งานและ
การบ้านของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5/1 โรงเรยี นเซนตฟ์ รังซสี เซเวยี ร์พบวา่ สาเหตขุ องการไม่ส่งงาน /
การบา้ นลำดบั ท่ี 1 คอื การใหก้ ารบา้ นมากเกินไป และแบบฝึกหัดยากทำไม่ไดโ้ ดยคดิ จากนกั เรยี น 32 คน ท่ี
เลอื กเป็นสาเหตุอันดับท่ี 1 การบา้ นมากเกนิ ไป และอนั ดับที่ 2 แบบฝกึ หัดยากเกนิ ไป จำนวน 18 คน คดิ เป็น
ร้อยละ 65

คทาวฒุ ิ บตุ รลพ (2558) ทำวิจยั ในชน้ั เรียน เรื่องการศกึ ษาพฤติกรรมของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่
6 โรงเรียนบ้านหนองหญ้ารงั กาในเร่อื งการไม่สง่ งาน / การบ้าน พบวา่ เหตขุ องการไม่สง่ งาน / การบา้ น ลำดับ
ท่ี 1 คอื การให้การบา้ นมากเกินไป โดยคดิ จากนกั เรยี น 11 คน ท่ีเลอื กเป็นสาเหตอุ นั ดบั ที่1 จำนวน 10 คน คิด
เป็น รอ้ ยละ 90.90 และทราบถงึ สาเหตุทสี่ ำคัญมากทส่ี ดุ จนถึงสาเหตทุ นี่ ้อยทสี่ ุด ในการไมส่ ง่ งาน / การบา้ น
คือ การบ้านมากเกินไป ไมเ่ ขา้ ใจคำสงั่ ไม่มีคนคอยใหค้ ำปรกึ ษา ลืมทำไม่น่าสนใจ เบื่อหน่าย ไมอ่ ยากทำหนังสือ
หาย แบบฝกึ หดั ยากทำไมไ่ ด้ ช่วยเหลอื งานผู้ปกครอง เวลานอ้ ยครูอธิบายเร็วเกินไป ออกงานกับผู้ปกครอง ทำ
กจิ กรรมของโรงเรียน และเตรียมตวั สอบเก็บคะแนนวิชาอื่น

สมคิด พานพ่วง (2558) ทำวิจัยในชน้ั เรียนเร่ือง การศกึ ษาพฤติกรรมการไม่สง่ งาน/การบา้ นของ
นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นบ้านหว้ ยมงคล สังกดั สำนักงานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษา
ประจวบคีรขี ันธเ์ ขต 2 พบว่า แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ในเรอ่ื งการ
ไมส่ ่งงาน /การบ้านตามกำหนดได้ทำให้ทราบถึงสาเหตุทสี่ ำคญั มากทส่ี ุดจนถึงสาเหตุท่ีน้อยทสี่ ุดในการไม่สง่
งาน /การบา้ นตามกำหนด คือแบบฝกึ หดั ยากทำไม่ได้ ครูอธิบายเรว็ เกินไปเวลาน้อยเตรยี มตวั สอบเก็บคะแนน
วิชาอนื่ สมดุ หาย การบา้ นมากเกินไป ไม่เข้าใจคำสั่ง สมุดหาย เบ่ือหน่าย ไม่อยากทำ ลมื ทำ ไม่ค่อยมีคนให้
คำปรกึ ษา ติดเกม ติดทำกจิ กรรมของโรงเรียน และขาดบุคคลชว่ ยเหลือผปู้ กครองไม่น่าสนใจ

ช่อทพิ ย์ ชชั วาลวิจิตร (2557 : บทคดั ยอ่ ) ได้ทำการวจิ ยั เร่อื งการปรับปรุงพฤติกรรมการทำงานและ
ความรับผิดชอบในการส่งงานของนักเรยี น ระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 (English Program ห้องAและB) โดย
ใชก้ ารเสรมิ แรงดว้ ยยตัวปมั๊ การต์ นู จากการสอนในวชิ าคณิตศาสตรผ์ ้วู จิ ยั ได้พบปญั หาในหลายๆ ดา้ นของ
นกั เรียนท่ีมผี ลต่อการเรียนรู้และ สงิ่ สำคญั ท่ผี ู้วิจัยไดส้ ังเกตเหน็ น่ันคือการทำงานอย่างขาดระเบียบวินยั ไม่
เรียบร้อยและสกปรกตลอดจนขาด ความรบั ผิดชอบในการส่งงานเป็นส่วนใหญ่ซ่ึงพฤติกรรมเช่นน้นั ของ
นกั เรียนมีผลกระทบต่อการเก็บคะแนนในดา้ นตา่ ง ๆ ของนักเรยี น สรา้ งความยงุ่ ยากในการตดิ ตามตามงานจาก
นักเรียน ผ้วู จิ ยั จงึ เหน็ ว่าพฤติกรรมน้ันเปน็ ปัญหาทสี่ ำคัญอยา่ งยง่ิ อกี ปญั หาหน่ึงจึงไดน้ ำมาเปน็ หัวข้อการวิจัย
ดงั กล่าว หลังจากการทดลองการปรบั ปรุงพฤติกรรมการทำงานและความบั ผดิ ชอบในการสง่ งานของนักเรียน

28

ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 (English Program หอ้ ง A และB) โดยใชการเสรมิ แรงดว้ ยตวั ป๊มั การต์ ูนผวู้ ิจัยได้
สงั เกต ถงึ ความเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 58 คน ทัง้ สองหอ้ งที่มีความต้งั ใจใน
การทำงานและมีความกระตือรือรน้ มากข้นึ ต่อการทำกิจกรรมการเรียนต่าง ๆ ไมว่ าจะเป็นการ 22 ตอบคำถาม
การเลน่ เกมทบทวนบทเรยี นตลอดจน ความรับผดิ ชอบต่อการส่งงาน และมคี วามเปลยี่ นแปลงทางด้าน
พฤติกรรมไปในทางทีด่ ีข้นึ เป็นลำดบั

กัลยา คำยอด (2561) การวจิ ยั คร้ังน้ีมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อการศึกษาพฤติกรรมเร่ืองการไมส่ ง่ งาน ของ
นกั เรียนช้ันประกาศนียบัตรวิชาชพี ปที ี่ 1/2 สาขาวชิ าคอมพวิ เตอร์ธุรกิจ วิทยาลยั เทคนิคประจวบคีรขี นั ธ์ ภาค
เรียนที่ 111 ปกี ารศึกษา2561 จำนวน 37 คนจากการวจิ ยั พบว่าการศึกษาและวเิ คราะห์แบบสอบถามความ
คิดเห็นถึงสาเหตุท่ไี มส่ ่งงานตามกำหนดเวลา ของนกั เรยี นระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี (ปวช.) ชนั้ ปีท่ี 1/2
สาขางานคอมพิวเตอรธ์ รุ กิจวิทยาลัยเทคนิคประจวบครี ีขันธ์ แสดงให้เห็นวา่ สาเหตทุ ่ีไมส่ ่งงานตามกำหนด โดย
ทำการเรยี งลำดับจากสาเหตุที่นกั เรยี นคิดวา่ เปน็ สาเหตุที่สำคญั ท่สี ดุ จนถึงสาเหตทุ น่ี ้อยที่สุด 3 อนั ดับดังต่อไปนี้
ลำดับที่ 1 ไม่มีคอมพวิ เตอร์ในการทำงาน จำนวน 29 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 78.37 ลำดบั ที่ 2 งานหาย ไมไ่ ด้บันทกึ
จำนวน 25 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ67.56 ลำดบั ท่ี 3 งานท่ีไดร้ ับมอบหมายมากเกนิ ไป จำนวน 20 คน คดิ เป็นร้อย
ละ 54.05

ปิยมาส แก้วอินตา (2560) การวิจัยเรื่อง การแก้ปัญหาการส่งงานในรายวิชาคอมพิวเตอร์และ
สารสนเทศเพ่ืองาน อาชพี (Computer and Information for Work) รหัสวชิ า 2001-2001 โดยใช้วิธกี ารสง่
งานผา่ นระบบ หอ้ งเรียนออนไลน์ (Google Classroom) ของนักเรียนระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชั้นปที ่ี 1
สาขาวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ ซง่ึ มจี ุดประสงคเ์ พือ่ แก้ปัญหาการสง่ งานของนักเรียนช้ันปีท่ี 1 สาขาวชิ า
เทคโนโลยี สารสนเทศ โดยประชากรในการทำวิจยั คือ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 45 คน
ซงึ่ ใช้ ระยะเวลาในการทำวิจัย 1 ภาคเรยี น คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 เครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัยครั้งน้ี
เป็นเครื่องมอื ทีผ่ ้จู ัดทำไดส้ ร้างข้นึ ได้แก่ แบบประเมนิ ความพงึ พอใจต่อการ ส่งงานผา่ นระบบ google
classroom และระบบ google classroom ทเี่ ป็นเครือขา่ ยของ website google เคร่ืองมือของแบบประเมิน
ความพึงพอใจเป็นแบบมาตราการประเมิน (Rating Scale) 5 ระดบั ตามแนวคดิ ของ ลเิ คิร์ท ขอ้ คำถามจำนวน
6 ขอ้ โดยใช้เกณฑ์น้ำหนักคะแนนประเมินคา่ จดั อันดับความสำคญั และสำหรับการ แปลความหมายใชค้ ่าเฉลี่ย
ของคา่ ทวี่ ดั ได้และยึดแนวคิดของเบสท์ (Best, 1986 : 195) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู จะใช้สถิตทิ ีใ่ ช้วเิ คราะห์ปริมาณ
การสง่ งานของนักเรียน คือ ค่าเฉล่ยี (µ) และรอ้ ยละ (%) สว่ นการวิเคราะหข์ ้อมูลดา้ นความพึงพอใจใช้สถิตทิ ่ีใช้

วิเคราะหข์ ้อมลู คือ ค่าเฉลี่ย (µ) ร้อยละ (%) และส่วน เบ่ียงเบนมาตรฐาน (σ)
วรรณิษา บวั เมือง. (2562 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวจิ ัยเร่ืองผลของการใชก้ ารเสริมแรงและสัญญาเงื่อนไข

ทม่ี ผี ลตอ่ ความรับผดิ ชอบในการส่งงานของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจยั พบวา่ การทดสอบความ
รับผดิ ชอบในการสง่ งาน ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 มคี วามรบั ผดิ ชอบต่ำกวา่ ร้อยละ 55.00 โดยความ
รับผิดชอบในการสง่ งานสูงสุด คิดเป็นรอ้ ยละ 54.55 ลำดับท่ี 2 คิดเปน็ รอ้ ยละ 45.45 ล าดบั ที่ 3 คดิ เป็นร้อย
ละ 40.91 และล าดบั สุดท้ายคิดเปน็ ร้อยละ 36.36 หลังจากเรียนดว้ ยการใชก้ ารเสริมแรงและการสรา้ งสัญญา
เงื่อนไข พบวา่ นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 มีความรับผิดชอบในการส่งงานเพ่ิมขน้ึ ความรับผิดชอบในการส่ง
งานของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 หลังการใชก้ ารเสริมแรงและการสร้างสัญญาเง่อื นไข การทดสอบความ
รับผดิ ชอบครงั้ ท่ี 1 นักเรียนมีความรบั ผิดชอบในการสง่ งานคิดเป็นรอ้ ยละ 100.00 การทดสอบความรับผิดชอบ
ครัง้ ท่ี 2 นกั เรียนมคี วามรับผิดชอบในการสง่ งานลดลงร้อยละ 18.18 การทดสอบความรับผิดชอบครง้ั ที่ 3 คร้ัง
ที่ 4 และครง้ั ท่ี 5 นักเรียนมีความรบั ผิดชอบในการสง่ งานเท่ากัน คือเป็นร้อยละ 86.36 การทดสอบความ
รบั ผดิ ชอบครัง้ ท่ี 6 คร้ังท่ี 7 และครั้งท่ี 8 นักเรียนมคี วามรับผดิ ชอบในการส่งงานเทา่ กัน คือเปน็ ร้อยละ 90.91

29

การทดสอบความรับผิดชอบครงั้ ท่ี 9 นกั เรยี นมีความรบั ผดิ ชอบในการส่งงานเพ่มิ ข้นึ คือร้อยละ 95.45 และการ
ทดสอบคร้งั สดุ ทา้ ย นกั เรียนมีความรับผิดชอบในการสง่ งานเทา่ กับ คือร้อยละ 90.91 โดนคิดจากจำนวน
นกั เรียนท้งั หมด 22 คน

วัชราพรรณ์ สอนจนิ ซอื . (2563) การวิจัยเรื่องการแก้ปญั หาการไม่ส่งงานของนักเรียน ระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโกสมุ วิทยาสรรค์ รายวชิ าเทคโนโลยี(วทิ ยาการคำนวณ) รหัสวิชา ว30106 เป็นการ
วิจัยเชิงพรรณนา มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือแก้ปัญหาการไมส่ ง่ งานของนักเรียน ผลการวจิ ยั พบวา่ จากการศึกษาและ
วิเคราะห์แบบสอบถามเพื่อ แก้ปญั หาการไม่ส่งงานของนักเรยี นของนกั เรียน ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5/2
โรงเรยี นมัธยมโกสมุ วทิ ยาสรรค์ แสดงใหเ้ ห็นว่า สาเหตุของการไม่งาน ลำดบั ท่ี 1 คอื แบบฝึกหดั รู้สกึ วา่ ยาก ทำ
ไม่ได้ และ ติดงานในรายวชิ าอื่น ๆ โดยคดิ จากนักเรียน 5 คน ที่เลอื กเป็นสาเหตุอนั ดบั ท่ี 1 จำนวน 5 คน คิด
เปน็ รอ้ ยละ 100

30

บทที่ 3
วธิ ีการดำเนนิ การวิจัย

การวิจยั เรื่องการแก้ปัญหานักเรยี นไมส่ ง่ งานในรายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โดยใชว้ ิธีการทำ
ใบงานและส่งงานออนไลนผ์ ่านเวบ็ แอพพลิเคชัน่ (Top Worksheets) ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1
โรงเรยี นวัดกำแพงสำนักงานเขตบางขุนเทียน กรงุ เทพมหานคร ซง่ึ มีรายละเอยี ดของการดำเนนิ การวิจยั
ดังตอ่ ไปน้ี

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.2 เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวิจยั
3.3 ข้ันตอนการดำเนินงาน
3.4 การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
3.5 สถติ ทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการศึกษาครั้งนี้เป็นนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวดั กำแพง สำนกั งาน

เขตบางขนุ เทยี น สงั กัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้อง 28 คน ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564

3.2 เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวิจยั
1. การทำใบงานและสง่ งานออนไลนผ์ า่ นเว็บแอพพลเิ คชน่ั Top Worksheets
2. แบบสอบถามความพงึ พอใจ
2.1 สร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจที่มตี ่อการใช้การทำใบงานและส่งงานออนไลนผ์ ่านเว็บ

แอพพลิเคช่นั (Top Worksheets) ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 แบบสอบถามนีผ้ วู้ ิจัยสรา้ งขนึ้ จำนวน 1
ชุด เปน็ แบบปรนยั จำนวน 6 ขอ้

2.2 นำแบบทดสอบวดั ความพึงพอใจทมี่ ีต่อการใช้การทำใบงานและสง่ งานออนไลน์ผ่านเว็บ
แอพพลิเคช่ัน (Top Worksheets) ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ที่ปรบั ปรุงแล้ว เสนอผเู้ ชีย่ วชาญชุดเดิม
เพอ่ื ตรวจสอบคุณลักษณะของแบบสอบถามวัดความพึงพอใจในด้านความพึงพอใจในการใชร้ ะบบ สอดคลอ้ ง
กับองค์ประกอบทตี่ ้องการวัดและความเหมาะสมของตวั เลือกซงึ้ ใช้การตรวจสอบดชั นคี วามสอดคล้อง (Index
of item – Objective Congruence หรือ IOC) แบบสอบถามความพึงพอใจทีม่ ีต่อการใช้การทำใบงานและสง่
งานออนไลนผ์ ่านเว็บแอพพลเิ คช่ัน (Top Worksheets) ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 มีค่า IOC เทา่ กบั
0.33 – 1

2.3 แบบสอบถามวดั ความพึงพอใจทีม่ ีต่อการใชก้ ารทำใบงานและส่งงานออนไลนผ์ า่ นเวบ็
แอพพลเิ คชน่ั (Top Worksheets) ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ปรบั ปรงุ แลว้ นำไปจดั พิมพ์ฉบับสมบูรณ์
เพ่อื นำไปทดลองต่อไป

3. แบบสอบถามเพอื่ ศึกษาพฤติกรรมการไมส่ ง่ งานวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีของนักเรยี นช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัดกำแพง สำนกั งานเขตบางขุนเทยี นในเรื่องการไมส่ ่งงาน / การบ้านวชิ า
วิทยาศาสตร์ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1

31

3.3 ขัน้ ตอนการดำเนนิ งาน
1. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคท่ีทำใหน้ ักเรยี นสง่ งานช้าหรอื ไมค่ ่อยส่งงาน
2. ใช้ Top Worksheets ในการแกไ้ ขปญั หาทางดา้ นการสง่ งานของนักเรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่

1 โรงเรียนวัดกำแพง สำนักงานเขตบางขนุ เทียน
2.1 ขน้ั เตรียมแนะนำวธิ กี ารใช้ Top Worksheets กบั นกั เรยี น โดยการใชน้ กั เรียนสมัคร e-

mail ของตัวเองทเี่ ปน็ ของ G-mail เพอื่ สร้างความเขา้ ใจในการใช้งาน Top Worksheets ใหก้ ับนกั เรียน
2.2 ข้นั สอน ครูสอนนักเรียนในบทเรียนท่ีกำลังเรยี นในขณะนแี้ ลว้ ส่งั ใบงานให้นักเรยี นได้ทำ

แล้วให้นักเรียนทดลองส่งงานผา่ น Top Worksheets
3. เชค็ ปริมาณงานและประเมินผลจากการที่นักเรียนส่งงานผา่ นระบบ Top Worksheets

จากนั้นนำปรมิ าณท่ีไดม้ าคิดหาค่าเฉลย่ี หรอื ร้อยละของปริมาณงานท่ีนักเรยี นสง่ ผ่านระบบ Top Worksheets
4. การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรยี นในการทำใบงานและส่งงานออนไลนผ์ ่านเว็บ

แอพพลิเคชัน่ Top Worksheets
4.1 ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวข้องกับการสรา้ งแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ

เพ่อื นำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจ
4.2 ศกึ ษาวิธสี ร้างแบบประเมินความพงึ พอใจ และกำหนดรูปแบบแบบสอบถาม

จากเอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง
4.3 ออกแบบแบบประเมินความพึงพอใจ ต่อการแก้ปญั หาการส่งงานในรายวชิ าวิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี โดยใช้วิธีการทำใบงานและสง่ งานออนไลนผ์ ่านเวบ็ แอพพลเิ คชั่น Top Worksheets ของ
นักเรียนมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดกำแพง สำนกั งานเขตบางขนุ เทียน มาตราการประเมิน (Rating Scale)
5 ระดับ ตามแนวคดิ ของลิเคิร์ท ข้อคำถามจำนวน 6 ข้อ โดยใชเ้ กณฑน์ ้ำหนักคะแนนประเมนิ ค่าจัดอันดบั
ความสำคญั ดังน้ี

5 หมายถึง เห็นดว้ ยมากทีส่ ดุ
4 หมายถึง เห็นด้วยมาก
3 หมายถึง เหน็ ด้วยปานกลาง
2 หมายถงึ เห็นดว้ ยนอ้ ย
1 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยนอ้ ยท่ีสดุ
สำหรับการแปลความหมายใชค้ ่าเฉล่ยี ของคา่ ท่วี ัดได้และยดึ แนวคิดของเบสท์ (Best, 1986 :
195) ดังน้ี
1.00 - 1.50 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยอยู่ในระดับน้อยท่ีสุด
1.51 - 2.50 หมายถงึ เห็นดว้ ยอยู่ในระดับน้อย
2.51 - 3.50 หมายถึง เหน็ ด้วยอยู่ในระดบั ปานกลาง
3.51 - 4.50 หมายถงึ เห็นด้วยอยใู่ นระดับ มาก
4.51 - 5.00 หมายถึง เห็นด้วยอยู่ในระดบั มากทีส่ ุด

3.4 การวิเคราะหข์ ้อมลู
ผ้วู ิจัยดำเนินการวเิ คราะห์ข้อมลู เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั ด้วยวธิ กี ารทาง

สถติ ิ ดงั น้ี

32

1. วเิ คราะห์ร้อยละของปริมาณการสง่ งานของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นวดั กำแพง
สำนกั งานเขตบางขุนเทียน จำนวนนักเรยี นประชากรท้ังหมด 28 คน

2. วิเคราะหค์ ่าเฉล่ียแบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัดกำแพง
สำนักงานเขตบางขนุ เทียน ที่ใชว้ ธิ กี ารทำใบงานและส่งงานออนไลน์ผ่านเวบ็ แอพพลิเคชน่ั Top Worksheets

3. ผู้วจิ ยั ได้ใชว้ ธิ กี ารทางสถติ ิวิเคราะหข์ ้อมลู โดยการหาคา่ คะแนนเฉลีย่ คา่ ร้อยละ วเิ คราะห์
ข้อมลู โดยใช้ Microsoft Excel หลังจากวเิ คราะห์ข้อมูลแล้ว ทำการแปลผลและนำเสนอในรปู ตาราง
ประกอบความเรยี งแลว้ สรปุ ผลการวิจัยโดยการบรรยาย

3.5 สถติ ิท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การวจิ ัยครั้งนว้ี เิ คราะหข์ อ้ มูลดว้ ยสถติ ิดงั ต่อไปนี้
1. สถิติสำหรบั การตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั
1.1 ค่าดัชนี IOC (The Index of Item Object Congruence)
เปน็ เครื่องมอื การตรวจสอบความสอดคล้องระหวา่ งเนื้อหากับจุดประสงค์ที่ต้องการจะวัดโดย

ใหผ้ ู้เช่ียวชาญวา่ ขอ้ คำถามวดั ได้ตรงตามจุดประสงค์ทีต่ ้องการจะวัดหรือไม่ โดยใหผ้ ู้เชยี่ วชาญไม่น้อยกวา่ 3 คน
พจิ ารณาให้คะแนนแต่ละข้อคำถามโดยให้คะแนนดังน้ี

-1 เม่อื ไมแ่ นใ่ จวา่ ข้อคำถามนน้ั ไม่สอดคล้องกบั จุดประสงค์

0 เมอื่ ไม่แนใ่ จว่า ขอ้ คำถามนั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์

+1 เม่อื แน่ใจวา่ ขอ้ คำถามนนั้ สอดคล้องกับจุดประสงค์

จากการนำคะแนนผลการพจิ ารณามาหาค่าดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งขอคำถามกบั
จดุ ประสงค์ โดยใชส้ ูตรดังต่อไปนี้

IOC = ΣR

N

เม่อื R แทน ผลรวมของคะแนนการพจิ ารณาของผเู้ ชยี่ วชาญ
N แทน จำนวนผูเ้ ชี่ยวชาญ

เกณฑ์การพิจารณาดงั นี้ (พชิ ิต ฤทธ์ิจรญู . 2543. หน้า 170 อ้างถงึ ใน นงเยาว์ อทุ ุมพร.
2553. หนา้ 157)

1. ข้อคำถามที่มีคา่ IOC ตั้งแต่ 0.50 – 1.00 ถอื วา่ ข้อคำถามน้ันวัดไดต้ รงตามจุดประสงค์
ใช้ไดค้ ัดเลือกไว้

2. ขอ้ คำถามที่มคี า่ IOC ต่ำกว่า 0.50 ควรพจิ ารณาปรับปรุงหรอื ตดั ทง้ิ

1.2 คา่ ความเชื่อมัน่
ความเช่อื ม่ันของแบบประเมนิ ความพึงพอใจทเ่ี ปน็ มาตรฐาน สว่ นประเมนิ คา่ โดยใชว้ ิธีหา

สัมประสทิ ธิแ์ อลฟ่า (α − Coefficient) (ลว้ น สายยศ และ องั คณา ตันตริ ัตนานนท์. 1540:200)

33

สูตร = (1 − ∑ 2 2 )
−1

เมอื่ α แทน สัมประสิทธ์ขิ องความเช่ือมัน่

n แทน จำนวนขอ้ สอบ

∑ Si2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนของข้อสอบแตล่ ะขอ้
St2 แทน ความแปรปรวนของเครื่องมือทงั้ ฉบับแทนจำนวนกลุม่

ตัวอยา่ งหรอื คูค่ ะแนน

เกณฑ์พจิ ารณาหาค่าความเชอ่ื มัน่ คา่ สัมประสิทธ์ิแอลฟา่ แสดงวา่ มคี ่าความเชอ่ื มั่นต่ำมาก
ถ้ามคี า่ ตังแต่ .00 - .20 แสดงว่ามคี ่าความเชื่อมน่ั ต่ำ
ถ้ามีคา่ ตังแต่ .21 - .40 แสดงว่ามีค่าความเชือ่ ปานกลาง
ถา้ มีค่าตังแต่ .41 - .70 แสดงว่ามีค่าความเช่ือมน่ั สงู
ถ้ามคี ่าตังแต่ .71 – 1.00

2. สถิติสำหรบั การวเิ คราะห์ข้อมูลเพอื่ ตรวจสอบสมมติฐานของการวจิ ัย
2.2 ค่าเฉลี่ย (mean)

คอื คา่ ทไ่ี ดจ้ ากการรวมกันของขอ้ มลู ทุกตัวในชดุ ข้อมลู นน้ั แลว้ หารด้วยจำนวนข้อมลู ทงั้ หมด เม่อื
วิเคราะห์จากกลุ่มตวั อย่างจะแทนดว้ ย X̅ แตเ่ ม่อื วเิ คราะห์จากกลุ่มประชากรจะแทนดว้ ย μ สตู รทใ่ี ช้ในการ
คำนวณกรณีที่เก็บขอ้ มลู จากกลมุ ตัวอย่างและไม่มีการแจกแจงความถี่ คือ (Glass and Hopkins, 2003, p.53
อ้างใน นธิ ิภทั ร บาลศริ ิ, 2560, หน้า 348)

สูตร ̅ = =



เม่ือ X̅ แทน คา่ เฉลี่ย
แทน จำนวนผูใ้ ห้ข้อมลู
แทน คะแนนของคนท่ี

2.2 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (standard deviation : SD)
คือ รากทสี่ องของค่าเฉลยี่ ของผลรวมท้ังหมดของคะแนนเบ่ียงเบนยกกำลังสองหรือค่ารากที่
สองของความแปรปรวน เมื่อคำนวณจากข้อมลู ของประชากรจะแทนด้วย σ เมือ่ คำนวณจากกลมุ่ ตวั อย่างจะ
แทนดว้ ย SD หรือ S สูตรคำนวณมดี ังน้ี (Glass and Hopkins, 1996, p.70 – 71 อา้ งใน นธิ ิภัทร บาลศิริ,
2560, หนา้ 352)

สตู ร SD = √Σni =1(xi−X̅)2

n−1

เมื่อ SD แทน ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
X̅ แทน คา่ เฉลี่ย

34

แทน จำนวนผู้ใชข้ อ้ มลู
แทน คะแนนของคนท่ี

2.3 ความแปรปรวนประชากร หาไดจ้ ากค่าเฉลีย่ ของผลต่างกำลงั สองระหวา่ งข้อมูลและ
ค่าเฉลยี่ ของข้อมูล (จตุภัทร เมฆพายัพ, 2557 : 82-83) โดยใชส้ ตู ร

σ2 = ∑(xi − μ)2 = ∑ xi2 − ∑ xi2
N N N

2.4 รอ้ ยละ (Percentage) P = f × 100
สตู ร
N

เมอื่ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถ่ที ีต่ ้องการแปลงร้อยละ
N แทน จำนวนความถ่ที ้งั หมด

35

บทที่ 4
วเิ คราะห์ขอ้ มูล

การวิจัยครั้งนี้มวี ัตถปุ ระสงค์เพ่อื 1) สถติ ปิ รมิ าณการสง่ งานของนักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรยี นวัดกำแพง สำนักงานเขตบางขนุ เทียน ระหว่างการสง่ งานแบบปกติ และการสง่ ผา่ นเวบ็ แอพพลเิ คช่นั
(Top Worksheets) มีความแตกต่างกนั 2) ความพึงพอใจท่มี ีต่อการส่งงานผ่าน เว็บแอพพลเิ คชัน่ (Top
Worksheets) รายวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนักเรียนระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัดกำแพง
สำนกั งานเขตบางขนุ เทียน กลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นวัด
กำแพง สำนักงานเขตบางขนุ เทยี น จำนวน 1 ห้อง ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 28 คน โดยการ
คดั เลอื กแบบเจาะจง (Porpusive Sampling) มเี ครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย ได้แก่ 1) ใบงานและการสง่ งาน
ออนไลน์ผา่ นเวบ็ แอพพลิเคช่นั Top Worksheets 2) แบบสอบถามความพงึ พอใจทีม่ ตี ่อ การทำใบงานและส่ง
งานออนไลน์ผ่านเวบ็ แอพพลเิ คชั่น Top Worksheets ของนักเรยี นช้ันประมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัด
กำแพง สำนกั งานเขตบางขุนเทยี น 3) แบบสอบถามเพื่อศกึ ษาพฤติกรรมการไม่สง่ งานวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยีของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นวัดกำแพง สำนกั งานเขตบางขุนเทยี นในเรือ่ งการไม่ส่งงาน
/ การบา้ นวิชาวิทยาศาสตรช์ ้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1

ผวู้ ิจยั ได้นำเสนอผลการวิจยั โดยแบ่งเปน็ 3 ตอนดังนี้
ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลทัว่ ไป
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหค์ วามคิดเหน็ ของนักเรียนท่ีไม่สง่ งานตามกำหนด
ตอนที่ 3 ผลการวเิ คราะหก์ ารสง่ งานออนไลน์ผา่ นเว็บแอพพลิเคช่นั Top Worksheets
ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจท่มี ตี ่อการสง่ งานผ่านระบบเว็บแอพพลิเคช่นั

Top Worksheets

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลท่ัวไป

การศึกษาข้อมลู ท่วั ไปของนกั เรยี นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นวดั กำแพงสำนกั งานเขตบางขุนเทียน

ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 ประกอบด้วย เพศ ดังแสดงในตารางท่ี 1

ตารางท่ี 1 ข้อมลู ทั่วไป

เพศ จำนวน(คน) รอ้ ยละ

ชาย 15 53.57

หญิง 13 46.43

รวม 28 100

จากตารางท่ี 1 ผลการศึกษาข้อมลู พืน้ ฐานของนักเรยี น จำนวน 28 คน พบว่า เป็นเพศชายจำนวน 15 คน คดิ
เปน็ รอ้ ยละ 53.57 เปน็ เพศหญงิ จำนวน 13 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 46.43

ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ความคดิ เห็นของนักเรียนทไี่ มส่ ่งงานตามกำหนด
จากการเกบ็ ข้อมูลของนักเรียนระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวดั กำแพง สำนกั งานเขตบางขนุ

เทียนจำนวน 28 คน โดยใช้แบบสอบถามความคิดเหน็ ทีน่ กั เรยี นไมส่ ง่ งานตามกำหนด ดงั แสดงในตารางที่ 2

36

ตารางท่ี 2 ผลการวเิ คราะหค์ วามคดิ เหน็ ของนักเรยี นทีไ่ มส่ ง่ งานตามกำหนด ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1

ข้อ สาเหตุของการไมส่ ง่ งาน จำนวน (คน) รอ้ ยละ ลำดบั ที่

1. งานที่ได้รบั มอบหมายยากเกนิ ไป 11 39.29 7
2. งานที่ได้รับมอบหมายยากทำไม่ได้ 14 50.00 4
3. งานท่ไี ด้รบั มอบหมายยาก ไม่น่าสนใจ 1 3.75 15
4. ใหเ้ วลาน้อยเกนิ ไป -
5. ครอู ธิบายเร็วเกนิ ไป 16 --
6. ไม่เข้าใจคำสัง่ 13 57.14 3
7. งานหายไม่ได้บันทึก 21 46.43 5
8. ไมม่ ีอุปกรณ์อเิ ล็กทรอนกิ สส์ ำหรับการใหท้ ำงาน 5 75.00 1
9. ติดงานในรายวชิ าอน่ื ๆ 9 17.86 11
10. ตดิ เกม 17 32.14 8
8 60.71 2
11. ขีเ้ กยี จ - 28.57 9
12. ลืมทำ 7
13. การบา้ นมากเกินไป 4 --
14. ตดิ ละคร (เมื่อถงึ เวลาละครเล่นจงึ ไม่อยากทำ 25.00 10
13 14.29 12
การบา้ น) 1
15. ติดสื่อสงั คมออนไลน์ - 46.43 6
16. เป็นวิชาท่เี รยี นแลว้ ไมเ่ ข้าใจเลยไม่อยากทำ 3.57 15
17. ไมม่ แี รงกระตนุ้ ในการทำงาน ไมม่ กี ารแข่งขนั ใน 2
3 --
หอ้ งเรยี น 2
18. รายละเอียดของการบ้านมมี ากจงึ ไม่อยากทำ - 7.14 14
19. ไมม่ ีคนคอยให้คำปรึกษา 10.71 13
20. ชว่ ยเหลอื งานผูป้ กครอง 7.14 14
21. ทำกิจกรรมของโรงเรยี น
--

จากตารางท่ี 2 ผลการวเิ คราะหค์ วามคดิ เห็นของนักเรยี นท่ไี ม่สง่ งานตามกำหนดแสดงให้เห็นวา่ การตอบ
แบบสอบถามของนกั เรยี นถึงสาเหตุของการไมส่ ่งงานตามกำหนด โดยทำการเรยี งลำดับจากสาเหตทุ ี่นกั เรยี น
คดิ วา่ เปน็ สาเหตทุ ส่ี ำคญั ท่ีสดุ จนถงึ สาเหตุทนี่ ้อยท่สี ุด 3 อนั ดับ ดังต่อไปนี้ ลำดับที่ 1 งานหายไม่ไดบ้ นั ทึก
จำนวน 21 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 75.00 ลำดับท่ี 2 ติดเกม จำนวน 17 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 60.71 ลำดบั ท่ี 3 ครู
อธิบายเร็วเกนิ ไป จำนวน 16 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 57.14

37

ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์การส่งงานออนไลนผ์ า่ นเวบ็ แอพพลเิ คช่นั Top Worksheets
จากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลการส่งงานผา่ นระบบ เว็บแอพพลิเคชัน่ Top Worksheets ของนกั เรียน

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นกำแพง สำนกั งานเขตบางขนุ เทียน จำนวน 28 คน ดังแสดงในตารางท่ี 3
ตารางที่ 3 ผลการวเิ คราะห์การส่งงานออนไลนผ์ า่ นเวบ็ แอพพลิเคช่ัน Top Worksheets ของนกั เรยี นชัน้

มัธยมศึกษาปีท่ี 1

ช้ินงาน ปรมิ าณ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ

ที่ นกั เรยี น นักเรียน นกั เรียน นักเรยี น นกั เรียน

ไมม่ า ส่งงาน ส่งงาน ทไ่ี มส่ ่ง

เรียน ตาม ช้า งาน

กำหนด

1 28 1 3.57 20 71.43 2 7.14 5 17.86
28 1 3.57 22 78.57 3 10.71 2 7.14
2 28 1 3.57 21 74.50 2.50 8.50 3.50 12
รวม
ค่าเฉลีย่

จากตารางท่ี 3 ผลการวเิ คราะห์การส่งงานออนไลน์ผ่านเวบ็ แอพพลเิ คชั่น Top Worksheets พบว่า จำนวน
นักเรียนที่ไมม่ าเรยี น คิดเปน็ ค่าเฉลี่ยรวม (µ=1) คิดเปน็ ร้อยละ 3.57 ของจำนวนนกั เรยี นทงั้ หมด

จำนวนนกั เรยี นทสี่ ่งงานตามกำหนด คิดเป็นค่าเฉลี่ยรวม (µ=21) และคิดเป็นร้อยละ 74.50ของ
จำนวนนกั เรยี นท้ังหมด เมื่อพิจารณาเป็นช้นิ งานจะเหน็ วา่ สามารถเรยี งลำดบั จำนวนนักเรียนทสี่ ่งงาน ตาม
กำหนดจากมากไปหาน้อย ได้ดงั นี้ ช้ินงานที่ 2 จำนวนนักเรียนท่สี ่งงานตามกำหนด คดิ เป็นรอ้ ยละ 78.57 ของ
นกั เรียนท้ังหมด และชิ้นงานที่ 1 จำนวนนกั เรยี นทสี่ ง่ งานตามกำหนด คดิ เปน็ ร้อยละ 71.43 ของนักเรยี น
ทง้ั หมด

จำนวนนักเรยี นทสี่ ่งงานชา้ คิดเปน็ ค่าเฉล่ียรวม (µ=2.50) และคดิ เป็นร้อยละ 8.50 ของจำนวน
นักเรียนท้ังหมด เมอื่ พิจารณาเป็นชน้ิ งานจะเห็นวา่ สามารถเรียงลำดบั จำนวนนกั เรยี นส่งงานช้าจากมากไปหา
นอ้ ย ไดด้ ังนี้ ชน้ิ งานที่ 2 จำนวนนกั เรยี นที่ส่งงานช้า คดิ เป็นร้อยละ 10.71 ของนักเรียนท้ังหมด และช้นิ งานที่
1 จำนวนนักเรยี นท่ีสง่ งานชา้ คดิ เป็นร้อยละ 7.14 ของนักเรียนท้ังหมด

จำนวนนกั เรียนทไ่ี ม่สง่ งาน คิดเปน็ ค่าเฉล่ยี รวม (µ=3.50) และคิดเป็นร้อยละ 12 ของจำนวน
นกั เรยี นทัง้ หมด เมื่อพิจารณาเป็นช้ินงานจะเหน็ วา่ สามารถเรยี งลำดบั จำนวนนักเรียนทไี่ ม่สง่ งานจากมากไป
หานอ้ ย ได้ดังนี้ ชิน้ งานท่ี 1 จำนวนนกั เรียนที่ไม่สง่ งาน คิดเปน็ รอ้ ยละ 17.86 ของนักเรยี นทัง้ หมด และช้ินงาน
ที่ 2 จำนวนนกั เรียนที่ไม่สง่ งาน คดิ เป็นร้อยละ 7.14 ของนักเรียนท้ังหมด

38


Click to View FlipBook Version