การเขียนโครงร่างงานวิจยั
หน่วยวิจยั ทางการพยาบาล
โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
เนื้อหา
ความหมายของโครงร่างการวิจยั วตั ถุประสงค์ของการเขียนโครงรา่ ง
การวิจัย
สว่ นประกอบของโครงรา่ งการวิจยั ลกั ษณะของโครงร่างการวิจัยทีด่ ี
ความหมายของโครงร่างการวิจยั (Research Proposal)
เอกสารแสดงแนวทางและรายละเอียดสาคัญของการ
ดาเนินงานวิจัยให้บรรลผุ ลสาเรจ็ ตามเปา้ หมายของการวิจัย
มีรายละเอียดเกี่ยวกับการกาหนดปัญหาการวิจัย เอกสารและ
งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง และวิธีดาเนินการวิจัย
วตั ถปุ ระสงคข์ องการเขียนโครงรา่ งการวิจัย
1. เปน็ หลักและกรอบแนวทางในการดาเนินการวิจัย
2. เป็นเอกสารในการสรา้ งความเข้าใจและขอ้ ตกลงในการทาการวิจัยรว่ มกนั
3. เป็นเอกสารเสนอขออนุมตั ดิ าเนินการวิจัย
4. เป็นหลกั ฐานในการกากบั ติดตามหรือตรวจสอบการดาเนินการวิจัย
5. เปน็ เอกสารขอรับการสนบั สนนุ การวิจยั
สว่ นประกอบของโครงรา่ งการวิจยั
สว่ น สว่ น
เนื้อเรือ่ ง นา
สว่ นทา้ ยเรื่อง
1. ส่วนนา
• สาระของส่วนน้จี ะแตกต่างกนั ไปตามจดุ มุ่งหมายของการวจิ ยั
• หากเป็นโครงการวิจัยที่ผวู้ ิจัยเขียนเพื่อขอรับทนุ อุดหนนุ การวจิ ยั
ของหน่วยงานตา่ งๆ ก็ต้องเขียนตามแบบทห่ี น่วยงานน้ันๆ กาหนดไว้
2. สว่ นเนื้อเรือ่ ง
เปน็ ส่วนสาคัญที่กลา่ วถึงเนือ้ หาสาระของโครงการวิจยั ซึง่ ไม่
วา่ ผูว้ ิจยั จะทาโครงการวิจยั เพื่อจดุ มุ่งหมายใดก็ตาม จะมี
รูปแบบที่คล้ายคลึงกัน
3. สว่ นท้ายเรื่อง
เ ป็ น ส่ ว น ที่ แ ส ด ง ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ กี่ ย ว กั บ แ ผ น ก า ร
ปฏิบัติงานตามข้ันตอนของการวิจัย และรายละเอียดอื่น
ๆ ตามความต้องการของหน่วยงานผู้พิจารณา
องคป์ ระกอบของโครงรา่ งงานวิจยั
“เปน็ จดุ แรกทีผ่ อู้ า่ นหรือผ้วู ิจัยที่ต้องการ
ศึกษาวิจยั มองเปน็ อนั ดบั แรก ฉะนน้ั ชือ่ หัวขอ้
เรื่องงานวิจยั จึงมีความสาคัญเปน็ อันดบั แรก”
จะตอ้ งเป็นชื่อทีม่ ีความชดั เจน อ่านแล้วเขา้ ใจง่าย และไม่
คลมุ เครือ เพราะจะต้องเป็นชื่อที่สามารถดึงดดู ความสนใจตอ่
ผู้อา่ น หรือผู้วิจยั ทีต่ ้องการทาการศึกษางานวิจัยให้เข้าใจในปญั หา
งานวิจยั รวมถึงวิธีการดาเนินงานวิจัยเล่มนน้ั ๆ อีกด้วย
1. สนั้ กระชบั และชดั เจน
2. ตรงกบั ประเด็นของปัญหา
3. บง่ บอกถึงประเภทของงานวิจัยไดอ้ ยา่ ง
ชดั เจน
4. ทาให้เป็นคานาม
5. เปน็ ขอ้ ความเรียงที่สละสลวย
มีใจความสมบรู ณ์
ตวั อยา่ ง : ชื่อโครงการ
• การวิเคราะหส์ ถานการณ์การจัดการความปลอดภัยของผู้ปว่ ย หอผู้ปว่ ยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลพุทธชนิ ราช
พิษณโุ ลก
• ปจั จัยทานายความพรอ้ มในการจาหน่ายจากโรงพยาบาลของผู้ปกครองเดก็ ท่เี ข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิ
• สัมพนั ธภาพของพยาบาลและผู้ปว่ ยกับภาวะสญู เสียพลังอานาจของผู้ปว่ ยในหออภิบาลผู้ป่วยหนกั
• ผลของโปรแกรมการดแู ลท่เี น้นครอบครัวเปน็ ศนู ยก์ ลางต่อความวิตกกงั วลของผู้ดแู ล ผู้ปว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง
เป็นการเกริ่นนาหรืออารมั ภบทแสดงใหเ้ หน็ ถึงความสาคัญและความจาเปน็
ที่จะตอ้ งทาวิจัย หรือเหตผุ ลทสี่ มควรต้องมีการ ศึกษาปญั หาพิเศษเรือ่ งนี้ โดย
เขียนโน้มนา้ ว จงู ใจใหผ้ ้อู า่ นคล้อยตามเห็นดว้ ยวา่ ทาไมตอ้ งทาวิจยั เรื่องนี้ เช่น
ยงั ประสบปัญหาอยแู่ ก้ไขไม่ได้ โดยใชค้ วามคิดตวั เองใหม้ ากที่สดุ
เทคนิคการเขียนความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา
เขียนเรือ่ งทัว่ ๆไป กว้าง
เขียนเรอ่ื ง ลึก
เฉพาะ
สรุปชีใ้ ห้เหน็ ปัญหา
ที่ศกึ ษาเพือ่ แกป้ ัญหา
เป็นข้อความที่แสดงถึงความต้องการ หรือเป้าหมายที่ผู้วิจัยจะดาเนินการให้บรรลุในการวิจัย
มีหลักการเขียนดังนี้
➢ วัตถุประสงคห์ ลัก (Primary Objective): เปน็ เปา้ หมายสาคญั ของโครงการ
➢ วตั ถปุ ระสงค์รอง (Secondary Objectives): เปน็ เป้าหมายของโครงการแต่มีความสาคัญน้อย
กวา่ วตั ถปุ ระสงคห์ ลกั
➢ เขียนใหช้ ดั เจน ใชภ้ าษาสน้ั งา่ ย กระชบั
เป็นสิ่งที่นักวิจัยได้คาดคะเนคาตอบของปัญหาวิจัยไว้ล่วงหน้า สมมติฐาน
การวิจัย มีหลักการเขียนดงั นี้
❖ ควรเขียนสมมติฐานการวิจัยอย่างสมเหตุสมผลตามทฤษฎี และความรู้
พืน้ ฐาน
❖ เขียนให้สอดคลอ้ งกบั ปัญหาวิจัยและวตั ถปุ ระสงค์การวิจยั
❖ เขียนใหม้ ีความชดั เจน เฉพาะเจาะจง
❖ เขียนเป็นประโยคบอกเล่าที่แสดงความสมั พันธร์ ะหวา่ งตวั แปร
❖ ควรเป็นสิ่งที่สามารถทดสอบหาคาตอบได้
❖ เขียนใหเ้ ข้าใจงา่ ย ใช้ข้อความไมส่ ลบั ซบั ซอ้ น
❖ การทาวิจยั บางเรือ่ งไม่สามารถเขียนสมมติฐานการวิจยั ได้
นิยามศัพท์เฉพาะ เป็นการให้ความหมายของคา กลุ่มคา หรือตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
ซึ่งเป็นคาที่มีความหมายเฉพาะในการวิจัยเรื่องน้ัน เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจตรงกับ
ผู้วิจยั วา่ คาเหลา่ นน้ั มีความหมายวา่ อย่างไร
คาศพั ทท์ ีค่ วรให้นิยาม ไดแ้ ก่ คาศัพทท์ ี่มีหลายความหมาย, ศัพทท์ างวิชาการ, ศพั ทท์ ี่
ผู้วิจัยต้องการให้ความเจาะจงเฉพาะในการวิจัยน้นั
• รูปแบบการวิจัย ชนิดหรือรปู แบบการวิจัย (Research design)
• ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่างที่ศึกษา แหล่งทีม่ าของประชากร การคัดเลือก
กล่มุ ตัวอย่าง สถานที่ที่จะเข้าถึงกล่มุ ตวั อย่าง เกณฑ์การคัดเลือกกล่มุ ตวั อย่าง
ที่ศึกษา ทั้งเกณฑ์รับเข้าศึกษา (Inclusion Criteria) และเกณฑ์การคัดออก
(Exclusion Criteria) และวิธีการคานวณกล่มุ ตัวอย่าง
• กระบวนการ ใครเปน็ ผ้เู ชิญชวนอาสาสมคั ร จะเชิญชวนอย่างไร
• เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจัย และการตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือ
• วิธีการเกบ็ ขอ้ มลู ให้ชดั เจนในขั้นตอนและรายละเอียด รวมทั้งผลลพั ธ์หรือตวั
แปรที่ต้องการวัด
• การวิเคราะหข์ ้อมลู ระบสุ ถิติที่ใช้ในการวิจยั คร้ังน้ี
สถิติทีใ่ ช้และการวิเคราะห์ขอ้ มูล
1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)
เช่น ค่าเฉลี่ย, ร้อยละ, SD, Mean, Median และ Min., Max. (Rang) เป็นต้น
2. สถิติเชิงอ้างอิงหรือสถิติอนมุ าน (Inferential Statistics)
ขึ้นอยู่กับ วัตถปุ ระสงค์ของงานวิจยั สมมติฐานของการวิจัย ระดบั การวัดของข้อมูลหรือตัวแปรที่ศึกษา
จานวนกล่มุ ที่ศึกษา
การเลือกสถิติเพือ่ ทดสอบสมมติฐานอาศยั ข้อกาหนดหรือข้อตกลงเบ้อื งต้นเกี่ยวกบั การแจกแจง หาก
การแจกแจงของข้อมูลเปน็ ปกติ ใช้สถิติทีเ่ รียกว่า Parametric Statistics แต่ถ้าข้อมูลที่ศึกษามีการ
แจกแจงไม่เปน็ ไปตามข้อตกลงเบ้ืองต้น การใช้ Parametric Statistics จะมีความผิดพลาด จึงต้องใช้
สถิติทีไ่ ม่มีข้อกาหนดหรือข้อตกลงเบ้อื งต้นดงั กล่าว ซึง่ เรียกว่า Non-Parametric Statistics
เป็นการระบุถึงความสาคัญหรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
หลังจากการดาเนินการวิจัย หรือได้บรรลุตามวัตถุประสงค์งานวิจัย
แลว้ ผลการวิจยั นั้นจะเปน็ ประโยชน์ต่อใครและเปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งไร
ควรเขียนเป็นขอ้ ๆ เรียงลาดับตามความสาคัญ
เขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงคก์ ารวิจัย
ไมค่ วรเขียนขึ้นตน้ ประโยคด้วยคาว่า “เพือ่ ....”
ลกั ษณะของโครงร่างการวิจยั ที่ดี
1. ความถกู ต้อง 2. ความสมบูรณค์ รบถ้วน
(correctness หรือ accuracy) (completeness)
3. ความมีเหตุผล 4. ความเป็นประโยชน์
(cogency) (utility)
5. ความกระจา่ งแจง้ 6. ความสมั พนั ธ์เชือ่ มโยง
(clarity) (correspondence)
7. ความสม่าเสมอ 8. ความเปน็ ไปได้
(consistency) (feasibility)
ทีม่ า: พิชติ ฤทธิจ์ รูญ (2551: 185-186)
1. ความถูกต้อง 2. ความสมบูรณ์ครบถว้ น
(correctness หรือ accuracy) (completeness)
ถูกต้องในเนื้อหาสาระ รปู แบบการเขียน มีสาระครบถ้วนและครอบคลมุ ทกุ ประเด็น
วธิ กี ารอ้างองิ และ การใชภ้ าษา ตามส่วนประกอบของโครงการวจิ ัย เพือ่ ให้
3. ความมีเหตผุ ล เหน็ แนวทางการวิจัยอย่างชัดเจน
(cogency)
4. ความเปน็ ประโยชน์
• ตอ้ งมสี าระทีแ่ สดงเหตุผลในเชิง (utility)
ความคิด
• ตอ้ งสะท้อนให้เห็นถึงคณุ คา่ หรือ
• มีหลกั ฐานสนบั สนนุ การวิจัยให้มี ประโยชน์ของเรื่องทีจ่ ะทาวิจยั
ความน่าเชื่อถือ
• ผลการวิจยั ควรมคี ุณค่าตอ่ การพัฒนา
วชิ าการ วชิ าชีพ /เกิดองค์ความร้ใู หม่
ที่มา: พิชติ ฤทธิ์จรญู (2551: 185-186)
5. ความกระจ่างแจง้ 6. ความสมั พนั ธ์เชื่อมโยง
(clarity) (correspondence)
สาระหรือขอ้ ความในโครงการวิจยั ตอ้ งมีความชดั เจน สาระของโครงการวิจัยระหวา่ งหัวข้อใน
ไม่กากวม อา่ นแลว้ ต้องเข้าใจเน้อื หาได้ตรงกัน โดยไม่ แตล่ ะตอนตอ้ งมีการจดั ระเบยี บ และเรียบเรยี งให้
ต้องตีความหมาย ขยายความหรือคาดคะเน สัมพันธ์กันโดยตลอด → ผู้อา่ นทราบแนวคิด
ของนักวิจัยได้อย่างต่อเนือ่ งเชอ่ื มโยงกัน
7. ความสม่าเสมอ
(consistency) 8. ความเปน็ ไปได้
(feasibility)
ถ้อยคาหรือขอ้ ความในโครงการวิจยั ตอ้ งมีความคงเส้น ควรคานงึ ถงึ ความเปน็ ไปได้ในการนาไปปฏิบตั ิ
คงวา มีความคงทีใ่ นการใชค้ า เพอ่ื ไมใ่ หผ้ ู้อ่านเกดิ ความ สามารถดาเนินการวิจยั ไดส้ าเร็จตามกรอบเวลาที่
สับสน กาหนด
ทีม่ า: พิชติ ฤทธิจ์ รญู (2551: 185-186)
“การวางแผนวิจัยทีด่ ี
กเ็ หมือนทาวิจัยเสร็จไปแลว้ ครึง่ หนึง่ ”
ขอชว่ ยประเมินความพึงพอใจใหห้ นอ่ ย
ขอบคุณคะ่