แบบฝกหัด
วิชาภาษาไทย ๑-๒
(ท ๓๒๑๐๑-๓๒๑๐๒)
นตท.ชันปที ๑
ก อ ง วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย ส่ ว น ก า ร ศึ ก ษ า โ ร ง เ รี ย น เ ต รี ย ม ท ห า ร
ภาษาไทย ๑ (ท ๓๒๑๐๑) และภาษาไทย ๒ (ท ๓๒๑๐๒)
นตท. ชน้ั ปี ท่ี ๑
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
คำนำ
เอกสารประกอบการเรียนวชิ าภาษาไทย ๑ ท ๓๒๑๐๑ และวชิ าภาษาไทย ๒ ท ๓๒๑๐๒
ซ่งึ เป็นวิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในส่วนสาระวิชาพ้นื ฐานตามหลกั สูตรโรงเรียนเตรียมทหาร
พุทธศักราช ๒๕๕๔ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๐) คณาจารยก์ องวิชาภาษาไทย ส่วน
การศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร ได้จัดทาเอกสารประกอบการเรียนวิชาภาษาไทยข้นึ เพอ่ื ให้นกั เรียน
เตรียมทหารช้นั ปีท่ี ๑ ไดฝ้ ึกทกั ษะการใชภ้ าษาไทยในด้านตา่ ง ๆ ใหพ้ ฒั นาและมปี ระสิทธิภาพยง่ิ ข้ึน
รวมท้งั เป็นเครื่องมอื ในการประเมินของอาจารยผ์ ูส้ อนดว้ ย
กองวิชาภาษาไทย ส่วนการศกึ ษา โรงเรียนเตรียมทหาร หวงั วา่ เอกสารประกอบการเรียน
เล่มน้จี ะเป็นประโยชนแ์ กผ่ ู้สอนและนักเรียนเตรียมทหารได้เป็นอย่างดี หากเอกสารมขี อ้ ควรปรับปรุง
แกไ้ ข กองวิชาภาษาไทยยินดีรับขอ้ เสนอแนะ เพ่ือนามาปรับปรุงให้เอกสารเล่มน้ีสมบูรณ์ยิ่งข้ึน
ตอ่ ไป
ในโอกาสน้กี องวชิ าภาษาไทยขอขอบคณุ คณาจารยก์ องวิชาภาษาไทย ตลอดจนผทู้ ี่มีส่วน
ร่วมจัดทาเอกสารเล่มน้ที กุ ท่านมา ณ ท่ีน้ี
นาวาอากาศเอกหญิง
(อรุณศรี รกั ษ์มณี)
ผอู้ านวยการกองวิชาภาษาไทย
ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร
สารบัญ หน้า
๑
เรื่อง ๕
แบบฝึกหัดท่ี ๑ ธรรมชาติ พลงั และลกั ษณะของภาษา ๑๑
แบบฝึกหัดที่ ๒ การใช้คาและกล่มุ คาสร้างประโยค
แบบฝึกหดั ที่ ๓ การเขยี นเรียงความ ๑๕
แบบฝึกหัดท่ี ๔ การเขียนรายงานเชงิ วชิ าการ ๑๗
แบบฝึกหัดที่ ๕ การอา่ นวรรณคดี ๑๙
แบบฝึกหัดที่ ๖ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กณั ฑ์มทั รี ๒๖
แบบฝึกหดั ท่ี ๗ โคลนตดิ ลอ้ ๓๑
แบบฝึกหัดท่ี ๘ มทั นะพาธา ๓๖
แบบฝึกหัดที่ ๙ การฟังให้เกิดวจิ ารณญาณ ๓๘
แบบฝึกหดั ท่ี ๑๐ ลิลติ ตะเลงพา่ ย
๑
แบบฝึ กหัดที่ ๑
ธรรมชาติ พลัง และลักษณะของภาษา
จงวงกลมล้อมรอบตัวอกั ษรข้อทถี่ กู ต้อง
๑. ภาษาเกดิ ข้นึ ได้อย่างไร ๒. เกดิ จากเสียงสอนเดก็ พดู
๑. เกิดจากเสียงอุทาน
๓. เกดิ จากการเลียนเสียงธรรมชาติ ๔. ถูกทุกขอ้
๒. ขอ้ ใดเกดิ จากการเลียนเสียงธรรมชาติ
๑. ฉนั ตอ้ งซ้อื เรือสกั ลาเร็ว ๆ น้ี ๒. วง่ิ เร็ว ๆ นะจะไดไ้ ปถงึ กอ่ นเขา
๓. ฉนั นงั่ รถตุ๊ก ๆ มาโรงเรียนทุกวนั ๔. น้องชายฉนั ชอบสวมเส้ือสีเทา ๆ เสมอ
๓. ขอ้ ใดเป็นภาษาท่ีใชใ้ นการสื่อสารทเ่ี รียกกันว่า “อวจั นภาษา”
๑. ถอ้ ยคาหรือคาพดู ๒. กริ ิยาอาการ
๓. เคร่ืองหมายหรืออาณตั ิสญั ญาณ ๔. ถูกท้งั ข และ ค
๔. ตอ่ ไปน้ขี อ้ ใดไม่มีคาภาษาถิ่น
๑. อ๋อ ! อา้ ยน้องบ่าวคนน้เี อง
๒. พร้ิงพูดแลว้ ยกกาแฟร้อนของโปรดข้นึ ซด
๓. กฟู ังๆ แลใครๆ เขาวา่ มงึ จะต้องถกู หนังเท่ยี วเถอื ท้งั เพ
๔. คนแลโรงพีพ่ ริ้งไม่ถอยเลย แตค่ นดู
๕. เสียงในภาษาไทยมีอะไรบา้ ง
๑. เสียงสระ เสียงพยญั ชนะ เสียงวรรณยุกต์
๒. เสียงสระ เสียงพยญั ชนะทา้ ยพยางค์ เสียงพยญั ชนะตน้ พยางค์
๓. เสียงสระ เสียงพยญั ชนะทา้ ยพยางค์ เสียงวรรณยกุ ต์
๔. เสียงสระ เสียงพยญั ชนะตน้ พยางคเ์ สียงพยญั ชนะท้ายพยางค์ เสียงวรรณยกุ ต์
๖. ขอ้ ใดเป็นเสียงสระประสมทกุ คา
๑. เขาเชอื่ มอื ๒. เสียใจหรือ
๓. เสือตวั ใหญ่ ๔. ควรเปลีย่ นเส้ือ
๗. ขอ้ ใดมอี กั ษรเดี่ยวท้งั หมด ๒. ยามชื่นรื่นโรยแรง
๑. เซ็งแซเ่ สียงเภรี
๓. แจ้วเจ้ือยใจจาบลั ย์ ๔. ยายน่ังมองงเู ลอ้ื ย
๘. ขอ้ ใดมวี รรณยกุ ต์ครบทกุ เสียง
๑. จบั ววั ใหฉ้ นั นะ ๒. เขาสืบสวนเรื่องลบั
๓. หมกึ หกราดเลอะเทอะ ๔. ในสุมทมุ พมุ่ ไม้
๒
๙. ขอ้ ใดไม่มคี าตาย
๑. เจา้ แมก่ วนอิม ๒. พุทธเกษตร
๓. พระศรีอาริยเมตตรัย ๔. รตั นปาณีโพธิสตั ว์
๑๐. ขอ้ ใดไม่มีพยางคใ์ นแม่ ก กา เลย
๑. ถา้ สิ้นชาติ ๒. ส้ินแผ่นดิน
๓. ส้ินกษตั ริย์ ๔. เห็นสุดจะยืนหยดั อย่ไู ด้
๑๑. ขอ้ ใดมพี ยญั ชนะต้นเป็นอกั ษรกลางตา่ และอกั ษรสูง
๑. ชา่ งทาผม ๒. รถขนส่ง
๓. เตรียมทหาร ๔. หนงั สือพิมพ์
๑๒. ขอ้ ใดมีอกั ษรนา
๑. ตกกระไดพลอยโจน ๒. สอนจระเขใ้ ห้วา่ ยน้า
๓. ตาขา้ วสารกรอกหมอ้ ๔. น้าพ่ึงเรือเสือพ่ึงป่า
๑๓. ขอ้ ใดมกี ารประสมอกั ษร ๓ ส่วน ๔ ส่วน ๔ ส่วนพิเศษ และ ๕ ส่วน ตามลาดบั
๑. อาตี๋เจา้ เล่ห์ ๒. เกเรเกตงุ ๓. มีลุงเล่ห์สิงห์ ๔. ผหู้ ญิงทาเสนห่ ์
๑๔. ขอ้ ใดเป็นการส่งสารด้วยอวจั นภาษา
๑. พออา่ นนวนิยายจบ น้าตาของเธอก็ไหลริน
๒. เธอหัวเราะท้ังน้าตาเมอื่ ได้ฟังเพลงทเี่ ขาร้องปลอบใจ
๓. เขาย้ิมด้วยความพอใจเมอื่ ได้รบั คาชม
๔. เมอ่ื ครูจอ้ งหน้า นักเรียนท้งั ช้นั ตา่ งเงียบ
๑๕. ขอ้ ใดเป็นคาที่มีการประสม ๓ ส่วนท้งั หมด
๑. เป็นคนผซู้ ่อื สตั ยส์ ุจริต ๒. เป็นย่ิงมิตรแหง่ มิตรผคู้ งมน่ั
๓. แมด่ แี ท้มีค่ากวา่ ฟา้ นะ ๔. แมเ่ ราน้ันล้าเลศิ ประเสริฐจริง
๑๖. คาทุกคาในขอ้ ใดออกเสียงยาวทกุ พยางค์
๑. ร้อยกรอง ตอ้ งการ ไมห้ มอน ๒. ทอ้ งร่วง เท้าช้าง ร่อนเร่
๓. กดี ขวาง จอมเกลา้ กราบไหว้ ๔. กลองเพล ร่อยหรอ ตามรอย
๑๗. ขอ้ ใดเป็นวจั นภาษา
๑. นกนอ้ ยร้องเสียงดัง ๒. ดารงอ่านป้ายจราจร
๓. ณรงค์ส่งย้มิ ใหเ้ พอ่ื นสาว ๔. ปรานีกาลงั ประชุม
๑๘. ขอ้ ความใดมีสระประสม
๑. การพฒั นาประเทศชาติ ๒. พระราชนพิ นธเ์ รื่องทองแดง
๓. คณุ ธรรมประจาใจ ๔. มนุษยส์ มั พนั ธ์ท่ีดี
๓
๑๙. คาค่ใู ดใช้สระเสียงเดียวกนั
๑. แฉะ – แฉก ๒. โอ๊ะ– อก ๓. โสม – สม ๔. เละ - เลย
๒๐. พยญั ชนะในขอ้ ใดเป็นตวั สะกดในมาตราเดยี วกนั
๑. ญยล ๒. พฟฝ ๓. ชฎท ๔. ฉชถ
๒๑. ขอ้ ความต่อไปน้มี ีอกั ษรควบแท้ก่ีคา
“ เรือนร่างสูงโปร่งหน้ากลมมแี ววตาลกุ ลนแตแ่ ฝงไวด้ ้วยความมีไหวพริบเฉลยี วฉลาดอยา่ งย่งิ ”
๑. ๒ คา ๒. ๔ คา ๓. ๖ คา ๔. ๘ คา
๒๒. คาในขอ้ ใดออกเสียงควบกล้าทกุ คา
๑. กลวงแปรกควายตรองหลนั่ ๒. แขวนกลวั แตรกริชครุย
๓. สรวลครบกลา้ ปรักปลาต ๔. เกลด็ คลาดหวาดปลายกราบ
๒๓. ขอ้ ใดมีเสียงวรรณยกุ ตเ์ หมอื นคาว่า “ ขดลวด ” ทกุ คา
๑. รสชาติ อบอา้ ว ปากบอน ๒. แจ่มจ้า นอ่ งไก่ ไหลเ่ ขา
๓. ขา่ วล่า บดบงั ลอ่ งหน ๔. สร่างไข้ ปกปอ้ ง จะแจง้
๒๔. ขอ้ ความใดมีคาประสม ๕ ส่วน
๑. สู้เสียสินอยา่ เสียศกั ด์ิ ๒. ภกั ดีอยา่ ดว่ นเครียด
๓. อยา่ เบียดเสียดแกม่ ิตร ๔. ทผี่ ดิ ช่วยเตือนตอบ
๒๕. เรามีหลกั ภาษาไวเ้ พ่อื อะไร
๑. มไี วเ้ พือ่ รกั ษาขนบการใช้
๒. ใหค้ นในชาตอิ า่ นออกเขยี นได้
๓. รักษาภาษาใหค้ งอยแู่ ละเป็นหลกั คิดคาใหม่
๔. ควบคุมการใช้ภาษาใหเ้ ป็นแบบแผนเดยี วกันทวั่ ประเทศ
๒๖. ขอ้ ใดเป็นประโยชนท์ ่ีสาคญั ท่สี ุดของภาษามาตรฐาน
๑. แสดงเอกลกั ษณ์ของชาติ ๒. สะท้อนวฒั นธรรมของชาติ
๓. สืบทอดวฒั นธรรมของชาติ ๔. ช่วยใหค้ นท้งั ชาตเิ ขา้ ใจตรงกนั
๒๗. คาทมี่ รี ูปวรรณยุกต์ตรงกับเสียงวรรณยกุ ต์
๑. ไม้ ๒. ขาย ๓.จ๋า ๔. ขวด
๒๘. ขอ้ ใดแตกต่างจากพวก
๑. แทรก โทรม ครอบครวั ตระเตรียม ๒. ขนุน ขนม สนาม เสนอ
๓. ปลอดโปร่ง กลบั กลอก สรา้ ง ครองแครง ๔. คร้ืนเครง เกรงกลวั ปลดเปลอื้ ง อินทรี
๔
๒๙. ความหมายของ “ ภาษา ” ขอ้ ใดถกู ตอ้ งที่สุด
๑. คากลา่ วหรือคาพดู ทีร่ อ้ งออกมาดว้ ยความตกใจ
๒. กริ ิยาอาการท่ีแสดงถึงความเขา้ ใจซ่ึงกนั และกนั
๓. การจาแนกแจกแจงขอ้ ความและถอ้ ยคาออกจากกนั
๔. เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการส่ือความหมายซ่งึ กนั และกนั
๓๐. ขอ้ ใดออกเสียงส้นั ทุกพยางค์
๑. ใจดา ใจใหม่ ใจเยน็ ใจแคบ ๒. ช่างเหล็ก ชา่ งปะ ชา่ งแกะ ชา่ งไฟ
๓. นักบิน นักวิง่ นักเรียน นักเตน้ ๔. น้าใจ น้ามนั น้าสุก น้าซุป
๕
แบบฝึ กหดั ท่ี ๒
การใช้คาและกล่มุ คาสร้างประโยค
ตอนที่ ๑ จงวงกลมล้อมรอบตัวอกั ษรข้อท่ถี ูกต้อง
๑. ขอ้ ใดใชค้ าท่มี คี วามหมายเชงิ อปุ มาไดอ้ ยา่ งเดยี ว
๑. เขายงั เป็นไก่อ่อน ๒. ไกต่ วั ท่ชี นแพเ้ ป็นไก่ออ่ น
๓. เขาชอบรบั ประทานไกอ่ อ่ น ๔. เขาเล้ยี งไก่อ่อนไวห้ ลายตวั
๒. “น้อยหน่า” ในขอ้ ใดเป็นไดท้ ้งั ความหมายตามตวั และความหมายเชิงอปุ มา
๑. นอ้ ยหน่าเป็นผลไมช้ นิดหน่งึ ๒. นอ้ ยหน่าผลน้มี เี น้อื หนาดมี าก
๓. เขาตอ้ งการน้อยหน่าอกี ๒ ลกู ๔. คุณแม่ซ้อื นอ้ ยหน่ามา ๒ กิโลกรมั
๓. ขอ้ ใดมีความหมายตามตวั ได้อย่างเดยี ว
๑. เขาลา้ งมอื แลว้ ๒. ฉนั ตกหมอนเมื่อคนื น้ี คอแขง็ เลย
๓. สุดาโดดร่มอย่างน้อยอาทิตยล์ ะคร้งั ๔. ใคร ๆ กท็ ราบว่าเขากนิ ไดท้ ุกอย่าง
๔. สานวนใดแสดงความไมด่ ขี องบุคคลมากทสี่ ุด
๑. ปากอย่างใจอยา่ ง ๒. ปากหวานกน้ เปร้ียว
๓. ปากเปียกปากแฉะ ๔. ปากปราศรัยน้าใจเชือดคอ
๕. ขอ้ ใดเป็นบทสนทนาท่ีมลี กั ษณะ “ไปไหนมาสามวาสองศอก”
๑. “คณุ จะไปร่วมสัมมนาคร้งั น้ีไหม”
“ ได้เมอ่ื ชาติตอ้ งการ”
๒. “คุณเหน็ เป็นอย่างไรต่อปัญหาเศรษฐกจิ ขณะน้ี”
“ไม่นานเกินรอ”
๓. “ปัญหาความสะอาดของกรุงเทพ ฯ เป็นปัญหาของใคร”
“คนกรุงเทพ ฯ”
๔. “เม่อื ไรคณุ จงึ จะทาให้คาตอบเก่ยี วกบั เร่ืองน้ันได้”
“ฉันจะใหค้ าตอบเมอื่ ถึงเวลา”
๖. ขอ้ ใดตรงกบั สานวน “ใกลเ้ กลอื กนิ ด่าง”
๑. เขาเสียใจท่ปี ฏิเสธไมร่ ับคนมคี วามสามารถเขา้ มาทางาน
๒. งานนทิ รรศการของบริษทั ตอ้ งลม้ เหลวลงเพราะขาดคนมีฝีมอื ของบริษทั
๓. ผูอ้ านวยการสืบเสาะหาผูท้ รงคณุ วฒุ ติ ามบริษทั ท้งั ๆ ที่มผี เู้ ช่ยี วชาญอยู่ในบริษทั
๔. เขาได้เลือกเพชรกอ่ นแตป่ รากฏวา่ ไปเลือกเพชรไม่แท้เขา้ ท้งั ๆ ทมี่ ีเพชรแท้หลายเม็ด
๖
๗. ขอ้ ใดใช้สานวนเปรียบเทียบเหมาะสมที่สุด
๑. เดก็ กลมุ่ น้กี ระล่อนเหลอื ประมาณพอไดร้ วมกลุม่ กนั จะคร้ืนเครงเฮฮาเหมือนจับปใู ส่กระดง้
๒. ท้งั ๆ ทใี่ คร ๆ กร็ ู้ว่าผทู้ าผดิ คอื ใคร เขาก็ยงั ประโคมข่าวราวกบั เด็กเล้ยี งแกะวา่ ยงั หาตวั คนร้ายไม่ได้
๓. สมชาติ ภูมิใจมากเหมือนก้ิงก่าได้ทองเม่ือรูว้ า่ ไดร้ ับคดั เลือกให้เป็นนกั กีฬาแห่งชาติ
๔. ถงึ วนิ ัยและเพื่อน ๆ จะแอบตกลงกันเฉพาะหมตู่ นวา่ จะไปเท่ยี วภูเกต็ เพ่ือนกลุ่มอน่ื ก็รูจ้ นได้
ราวกับชา้ งตายท้งั ตวั เอาใบบวั มาปิด
๘. สานวนในขอ้ ใดไม่ส่ือความหมายทางการพดู
๑. น้าท่วมปาก
๒. น้าพ่ึงเรือเสือพ่ึงป่า
๓. น้าท่วมท่งุ ผกั บุ้งโหรงเหรง
๔. น้ารอ้ นปลาเป็น น้าเย็นปลาตาย
๙. ขอ้ ใดมใิ ช่ลกั ษณะของการแบ่งประโยคตามโครงสร้าง
๑. ประโยคความรวม ๒. ประโยคคาสง่ั และขอรอ้ ง
๓. ประโยคความเดียว ๔. ประโยคความซ้อน
๑๐. ประโยคทส่ี มบรู ณ์อย่างน้อยตอ้ งประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
๑. ภาคแสดง ภาคกรรม ๒. ภาคประธาน ภาคกรรม
๓. ภาคประธาน ภาคแสดง ๔. ภาคประธาน ภาคขยายประธาน
๑๑. ขอ้ ใดมใิ ช่ประเภทของประโยคท่ีแบง่ ตามเจตนาของผสู้ ่งสาร
๑. ประโยคบอกให้ทา ๒. ประโยคแจ้งให้ทราบ
๓. ประโยคถามให้ตอบ ๔. ประโยคที่ซับซ้อนย่ิงข้นึ
๑๒. “คณุ เห็นนกตวั น้นั หรือไม่” เป็นรูปประโยคชนิดใด
๑. ประโยคแจ้งให้ทราบ ๒. ประโยคความรวม
๓. ประโยคความเดียว ๔. ประโยคความซ้อน
๑๓. ขอ้ ใดเป็นประโยคบอกให้ทา ๒. ถูกฝนจะเป็นหวดั นะ
๑. อยากออกไปเทย่ี วไหม ๔. ชว่ ยเขยี นใหเ้ สร็จหนอ่ ยนะ
๓. เธอชอบขนมไทย
๑๔. ขอ้ ใดเป็นประโยคแจ้งให้ทราบ ๒. ทาไมคุณไมน่ ่งั ลงก่อนละ่ ครับ
๑. ผชู้ ายคนน้ันหรอื ทเ่ี ธอไวใ้ จ ๔. ไม่มใี ครรู้ว่ามนษุ ยใ์ นโลกน้มี กี ี่เผ่าพนั ธุ์
๓. เขาดูนา่ สนใจตรงไหน
๗
๑๕. ขอ้ ใดแสดงเจตนาของผสู้ ่งสารว่าถามใหต้ อบ ๒. ใครจะรับประทานอาหารก่อนกไ็ ด้
๑. ใครหนอรกั เราเท่าชวี นั ๔. ใครมาเป็นเจ้าเขา้ ครอง คงจะต้องบงั คบั ขบั ไส
๓. ใครกไ็ ดถ้ า้ อยากจะไปงานเล้ยี งตามสบาย
๑๖. คาซ้อนในขอ้ ใดมที ้งั คาซ้อนเพือ่ เสียงและเพือ่ ความหมาย
๑. ทอดท้ิง รับรู้ เบาบาง ๒. แคะไค้ คึกคกั โฉง่ ฉ่าง
๓. กดี กนั เหงาหงอย ปลอมแปลง ๔. พอกพูน เริงร่า ยุยง
จงใชข้ อ้ ความต่อไปน้ตี อบคาถามขอ้ ๑๗-๑๘
“สตรีร่างบอบบางผนู้ ้หี ากดจู ากรูปลกั ษณ์ภายนอกแลว้ จะดไู มร่ ูเ้ ลยวา่ เธอมบี รรดาศกั ด์เิ ป็นถงึ
คุณหญงิ เพราะความทไี่ ม่แตง่ องคท์ รงเครื่อง ไมค่ ่อยประดับเพชรนิลจินดาแพรวพราวเหมือนคนอน่ื ”
๑๗. ขอ้ ความขา้ งตน้ มีคาซ้อนกคี่ า
๑. ๓ คา ๒. ๔ คา ๓. ๕ คา ๔. ๖ คา
๑๘. ขอ้ ความขา้ งตน้ มคี าประสมกีค่ า
๑. ๑ คา ๒. ๒ คา ๓. ๓ คา ๔. ๔ คา
๑๙. ขอ้ ใดเป็นคาประสมทุกคา
๑. ปากเปลา่ ออ่ นน้อม หัวแข็ง ๒. บา้ นช่อง ตาถว่ั คอหอย
๓. ลูกฟูก ยกเลิก รถเร็ว ๔. ทางออก รบั สั่ง รองพระบาท
๒๐. ขอ้ ใดใชเ้ ครื่องหมายไมย้ มกแทนคาซ้าได้
๑. เธอทาหนา้ เป็นเป็นประจา ๒. ท่ีฉนั ทาเป็นเป็นเพราะเธอ
๓. ทาไมรีบฝังเสียยงั เป็นเป็นอย่นู ีน่ า ๔. หากเป็นของจาเป็นเป็นต้องซ้อื
๒๑. คาในขอ้ ใดเป็น “คาซอ้ นเพ่ือความหมาย” ทกุ คา
๑. เขตแดน เดินทาง บ้านเรือน ๒. สูญเปลา่ ขดั แยง้ เก็บตก
๓. เร็วไว สื่อสาร กาลเวลา ๔. รอคอย หมูค่ ณะ บอกเลา่
๒๒. คาในขอ้ ใดเป็นคามูลทกุ คา
๑. อลหม่าน กระจาด ตะก่วั ๒. โกโรโกโส ขรุขระ แจ่มใส
๓. ทะเล เขม้ ขน้ ลาดวน ๔. วี่วนั คู่ควร ประปราย
๒๓. ขอ้ ใดเป็นคาซอ้ นทุกคา
๑. ชักชวน ชกั นา ชักใย ๒. ติดขดั ตดิ ลม ติดตาม
๓. มืดค่า มืดมวั มดื หนา้ ๔. ดื้อดัน ด้อื ร้ัน ดอ้ื ดงึ
๒๔. ขอ้ ใดเป็นคามลู ทุกคา
๑. ทกุ ข์วิบากยากจนทางชนช้นั ๒. ศลิ ปินอย่างช้นั จึงหวน่ั ไหว
๓. ยามช้ันอดช้ันจนใครสนใจ ๔. จะหันหนา้ พ่งึ ใครไมม่ ีเลย
๘
๒๕. ขอ้ ใดมที ้งั คาซ้า คาซ้อน และคาประสม
๑. ชมแลว้ ชมเลา่ เฝา้ ชะแง้แลดู
เพลนิ พศิ เพลินอยู่ ไมร่ ู้ลืมเลือน
๒. แดนรอนรอน เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล
ยามน้จี าตอ้ งพรากจากดวงใจ ไกลแสนไกลสดุ ห่วงยอดดวงตา
๓. บา้ นเมอื งเราเราตอ้ งรกั ษา อยากทาลายเชิญมาเราสู้
เกียรตศิ กั ด์ขิ องเราเราเชดิ ชู เราไมถ่ อยจนกา้ วเดยี ว
๔. ทอ้ งฟ้าสายณั หต์ ะวนั เลือน แสงลบั รับวนั จะเตอื นให้ใจต้องขน่ื ขม
หากเยน็ ลงฟา้ คงย่งิ มดื ยงิ่ ตรอมตรม ชวี ิตระทมเพราะรอมา
๒๖. ขอ้ ใดเป็นคายมื จากภาษาบาลีทกุ คา
๑. พิสดาร วิทยุ มจั ฉา ๒. ทิฐิ ลกั ขณา วฒุ ิ
๓. บญุ บารมี เชษฐา ๔. องค์ ครรภ์ สังข์
๒๗. ขอ้ ใดเป็นคายืมจากภาษาสันสกฤตทุกคา
๑. จักร มรรค ปัญจวคั คยี ์ ๒. ปูชนีย์ สพั พญั ญู โอฬาร
๓. วรรณะ พยคั ฆ์ อธั ยาศยั ๔. สงั สรรค์ สุวรรณ พสั ดุ
๒๘. ขอ้ ใดไมเ่ ป็นคายมื จากภาษาเขมรทกุ คา
๑. ถกล บงั เกดิ แข เจริญ ๒. กระดาษ เผด็จ บาบวง สลา
๓. ขาล ลออ เสวย ครวญ ๔. หาญ ผล ตาบล มงคล
๒๙. ขอ้ ใดใชค้ าไทยแทท้ ้งั หมด
๑. พี่แกลง้ เมินเดินมาขา้ งบอ่ โพง ๒. เหน็ ท่าเล่ยี นเตียนโลง่ เป็นทางถาง
๓. พิศพนมชมเพลินแลว้ เดนิ พลาง ๔. ถงึ ระหว่างแนวถ้าท่ีลาธาร
๓๐. คาประสมในขอ้ ใดเป็นคาไทยทุกคา
๑. ผลไม้ ลายเซ็น รา้ นกาแฟ ๒. น้าปลา เลือกต้งั ถนนหลวง
๓. หมอฟนั เตาถา่ น กนั สาด ๔. เลขทา้ ย ขา้ วหมาก กอ้ นเมฆ
ตอนที่ ๒ จงกาเครื่องหมาย ในข้อที่ถกู แล้วกาเครื่องหมาย ในข้อท่ผี ิด
............... ๑. ขอทีเถอะอย่ามาชักใบใหเ้ รือเสียหนอ่ ยเลย จะพูดเร่ืองงานกัน
............... ๒. บา่ วสาวค่นู ้สี มกนั ราวกับกิ่งทองใบหยก
............... ๓. ลกู ชายบ้านโน้นงานการไม่ทา ไดแ้ ตเ่ ท่ยี วสามะเลเทเมา ดม่ื หัวราน้า
............... ๔. ขอ้ สอบวชิ าภาษาไทยงา่ ยเหมือนปอกกลว้ ยเขา้ ปาก
............... ๕. “หมนู่ ้ผี มยงุ่ เหลอื เกิน” ผฟู้ ังอาจเขา้ ใจเป็นความหมายนยั ประหวดั ได้
............... ๖. “พบกนั ชาติหนา้ ตอนบ่าย ๆ” เป็นสานวนใหม่ ไม่ช้าตอ้ งสูญหายไปจากความทรงจา
............... ๗. สานวน สุภาษิต คาพงั เพย มกั ใชป้ นกนั เสมอ
๙
............... ๘. ถา้ ตอ้ งการคบมิตรให้ยดื ยาว ต้องใช้สานวน “รกั ยาวให้บน่ั รักส้นั ใหต้ ่อ”
............... ๙. ผดู้ ีเดนิ ตรอก ข้คี รอกเดนิ ถนน เป็นสานวนทีถ่ กู ต้อง
............... ๑๐. ผทู้ จี่ ะเขา้ ใจสานวนไดอ้ ย่างถูกต้อง ตอ้ งเป็นผทู้ ร่ี ับการศกึ ษาช้นั สูงเท่าน้นั
...............๑๑. ประโยคความเดียวมีส่วนประกอบสาคญั ๒ ส่วน คอื ภาคประธานและภาคแสดง
...............๑๒. ประโยคความรวมเกดิ จากประโยคความเดยี วต้งั แต่ ๒ ประโยคข้นึ ไป มารวมกนั โดยมสี นั ธาน
เป็นตวั เชอื่ ม
...............๑๓. ประโยคความซอ้ น ประกอบด้วยประโยคหลกั ( มุขยประโยค ) และประโยคยอ่ ย ( อนปุ ระโยค )
...............๑๔. ภาษาไทยมีลกั ษณะพิเศษ คือ เป็นภาษาคาโดด
...............๑๕. ตามเจตนาของผสู้ ่งสารท่แี สดงในประโยค แบง่ ไดเ้ ป็น ๔ ประเภทด้วยกนั
...............๑๖. ประโยคถามให้ตอบหรือประโยคคาถาม คอื ประโยคที่ผสู้ ่งสารใช้ถามเรื่องราวตา่ ง ๆ จากผรู้ บั
สาร ในประโยคถามใหต้ อบจะมคี าแสดงการถาม
...............๑๗. “อาจารย์ภาษาไทยท่เี ดนิ มาจากมมุ ตกึ ส่วนการศกึ ษา” เป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์
...............๑๘. “ใครจะถามอะไรก็วา่ มาตอบได้ทกุ เร่ือง” เป็นประโยคถามให้ตอบ
...............๑๙. ประโยค “งกู ัดสุนัข” สามารถสลบั ที่ได้โดยไม่เปลีย่ นความหมาย
...............๒๐. “เธอจะไปหรือไม่” เป็นประโยคความเดยี ว
ตอนท่ี ๓ ใหน้ กั เรียนเขยี นคาที่มีความหมายในลกั ษณะต่าง ๆ ตามท่ีกาหนดให้
๑. คาท่มี ีความหมายเหมอื นกนั
๑. กนิ -------------- --------------- ----------------
๒. เดิน -------------- --------------- ----------------
๓. ผหู้ ญงิ -------------- --------------- ----------------
๔. ดอกไม้ -------------- --------------- ----------------
๕. นก -------------- --------------- ----------------
๒. คาทมี่ ีความหมายตรงกันขา้ ม
๑. เล็ก -------------- --------------- ----------------
๒. มดื -------------- --------------- ----------------
๓. ตงึ -------------- --------------- ----------------
๔. ใส -------------- --------------- ----------------
๕. สุจริต -------------- --------------- ----------------
๑๐
๓. คาท่ีมีความหมายร่วมกัน --------------- ----------------
๑. ขา -------------- --------------- ----------------
๒. ตดั -------------- --------------- ----------------
๓. ตรวจตรา -------------- --------------- ----------------
๔. ส่งเสริม -------------- --------------- ----------------
๕. นยิ ม --------------
--------------- ----------------
๔. คาท่ีมคี วามหมายแคบ --------------- ----------------
๑. ญาติ -------------- --------------- ----------------
๒. เคร่ืองเขยี น -------------- --------------- ----------------
๓. ประชาชน -------------- --------------- ----------------
๔. กฬี า --------------
๕. ทรัพย์ --------------
๑๑
แบบฝึ กหดั ท่ี ๓
การเขียนเรยี งความ
ตอนท่ี ๑ จงวงกลมล้อมรอบตัวอกั ษรข้อท่ถี ูกต้อง
๑. นกั เรียนคิดวา่ ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะสาคญั ทสี่ ุดของเรียงความท่ีดี
๑. ข้นึ ตน้ ชวนให้อา่ นและเน้อื เรื่องนา่ สนใจ
๒. เน้อื เรื่องตรงตามแนวของหวั ขอ้ เรื่อง
๓. มีคานา เน้อื เร่ือง และสรุปความท้ายเรื่องครบถว้ น
๔. คานา นา่ อา่ น เน้อื เร่ืองมสี าระสาคญั เด่นใช้ภาษาส่ือความหมายชดั เจน
๒. การวางโครงเรื่องกอ่ นเขียนเรียงความมีประโยชน์อย่างไร
๑.ชว่ ยกาหนดจุดประสงค์ของเรื่อง
๒.ช่วยสร้างความเขา้ ใจในแตล่ ะย่อหนา้
๓. ชว่ ยกาหนดขอบเขตในการเขยี นแตล่ ะคร้ัง
๔. ชว่ ยใหเ้ น้อื หามีเอกภาพและเสนอความคดิ ไดต้ ามลาดบั
๓. ส่วนใดของเรียงความท่ีจะจูงใจผอู้ า่ นมากท่ีสุด
๑.สรุป ๒.คานา
๓.ช่อื เรื่อง ๔. เน้อื เรื่อง
๔. ขอ้ ใดไมถ่ ูกตอ้ งเกี่ยวกับการเขียนเรียงความ
๑. เราใชส้ ุภาษิต คาคมมาเป็นส่วนนาเร่ืองได้
๒. คานาจะมีกีย่ อ่ หนา้ ก็ได้ตามความเหมาะสม
๓. คานาเป็นส่วนสาคญั ที่เรา้ ใจใหผ้ อู้ ่านสนใจอ่าน
๔. เน้อื เรื่องอาจมีหลายยอ่ หน้าตามความเหมาะสม
๕. ขอ้ ความในขอ้ ใด ควรใชเ้ ป็นการข้นึ ตน้ คานาเรียงความเรื่องยาเสพติด
๑. ยาเสพติดเป็นสิ่งไมด่ ี
๒. เยาวชนควรห่างไกลยาเสพติด
๓. ตารวจจบั คนขายยาเสพติดได้หลายคน
๔. เสียเหง่ือใหก้ ารกฬี า ดกี ว่าเสียน้าตาใหย้ าเสพติด
๖. ขอ้ ความในขอ้ ใดทไ่ี ม่ควรกล่าวในการเปิดเรื่อง
๑. เกริ่นนาถงึ ความสาคญั ของเรื่อง
๒. กลา่ วถงึ รายละเอยี ดของสิ่งท่เี ขียนท้งั หมด
๓. กล่าวนาโดยวิธียกขอ้ ความของบคุ คลสาคญั
๔. ใหค้ าจากัดความของชอื่ เรื่องหรือส่ิงท่จี ะเขียน
๑๒
๗. “เศรษฐกจิ พอเพียง คือ การดาเนนิ ชวี ติ แบบพอเพยี งในลกั ษณะพออยู่พอกนิ ”
เป็นการข้นึ ต้นคานาด้วยวิธใี ด
๑. คาขวญั ๒. บทร้อยกรอง
๓. คาพดู ท่ีสละสลวย ๔.ให้ความหมายหรือคาจากดั ความ
๘.“ดังน้นั หากเราต้องการชีวิตทีม่ คี วามสุข และความเจริญก้าวหน้า เราก็ควรทีจ่ ะหลกี หนจี ากการมชี วี ติ ทีก่ ลง้ิ
กลอกหลอกลวงไปใหไ้ กลแสนไกล ดงั เชน่ ข้วั โลกเหนอื ห่างจากข้วั โลกใตฉ้ นั นน้ั ”
บทสรุปน้ใี ชก้ ลวิธีการเขียนแบบใด
๑. แบบตอบคาถาม ๒. แบบฝากขอ้ คิด
๓. แบบคดั คาคมสุภาษิตมากล่าว ๔. แบบสรุปเน้นยา้ ประเดน็
๙. “วยั รุ่นเป็นวยั ของความเปล่ยี นแปลง ความมามนั่ คงทางดา้ นจติ ใจของวยั รุ่นมตี วั แปรหลายตวั ท่ีสาคญั คอื
ความรูส้ ึกทม่ี คี ุณค่าในตวั เอง ครอบครัวส่วนหน่งึ วดั คณุ คา่ ของเดก็ ท่กี ารเรียน ปัญหาหลกั ของวยั รุ่นจึงมีอยู่
ตามมามากมาย เช่น ขาดเป้าหมายในชวี ิต ถูกเพื่อนชกั จูงในทางทผี่ ดิ เป็นต้น”
จากขอ้ ความน้ไี มอ่ าจนามาเป็นส่วนใดของเรียงความ
๑. คานา ๒. เน้อื เรื่อง
๓. ส่วนขยาย ๔. สรุป
๑๐. ถา้ จะเขยี นเรียงความเร่ือง “ท้องถ่นิ ของฉนั ” ขอ้ ใดมโี ครงเร่ืองท่ีเหมาะสมทสี่ ุด
๑. ทีต่ ้งั ประวตั ิท้องถิ่น แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว ชีวิตความเป็นอยแู่ ละอาชพี ของคนในทอ้ งถน่ิ
๒. ท่ีต้งั ชวี ติ ความเป็นอยแู่ ละอาชพี ของคนในทอ้ งถิน่ แหลง่ ท่องเท่ยี ว ความภูมใิ จในทอ้ งถนิ่
๓. ทีต่ ้งั การคมนาคม ชวี ิตความเป็นอย่แู ละอาชีพของคนในท้องถ่ิน ความภาคภมู ใิ จในท้องถนิ่
๔. ทต่ี ้งั แหลง่ ท่องเทย่ี ว การอนรุ ักษแ์ หล่งท่องเทย่ี ว ชีวิตความเป็นอย่แู ละอาชีพของคนในท้องถน่ิ
ตอนที่ ๒ จงบอกวา่ ขอ้ ความตอ่ ไปน้คี วรเป็นส่วนใดของเรียงความ
๑. “พอ่ คือ พรหมของลกู ” คากล่าวน้หี ลายคนอาจตีความหมายวา่ พอ่ คือบคุ คลทีค่ วรยกยอ่ ง บชู าดุจพระ
พรหม แตอ่ ีกความหมายหน่งึ อาจหมายถงึ พ่อ คือบคุ คลทีม่ พี รหมวิหารสี่ตามหลกั ของพุทธศาสนา คอื มี
ความเมตตา กรุณา มุทติ า และอเุ บกขา แตจ่ ะตคี วามหมายใดกต็ าม เราทกุ คน ต้องยอมรับความจริงว่า พ่อ คอื
บคุ คลสาคญั ในครอบครัวทีเ่ ป็นเสาหลกั ในการทาใหค้ รอบครัวมนั่ คงนนั่ เอง
............................................................................................................................. ........................................... ..
๒. จดุ ประสงค์หลกั ของการเขา้ ร่วมเป็นสมาชกิ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซยี นกค็ ือ เพอื่ ใช้ประโยชน์จากจดุ แขง็
ของแต่ละประเทศอยา่ งเตม็ ท่ี ในการผลติ สินคา้ และบริการท่ีแต่ละประเทศมเี ชี่ยวชาญ ตลอดจนมีการนาเขา้
และส่งออกผลผลติ ทแ่ี ตล่ ะประเทศผลิตไปยงั ประเทศในภมู ิภาค โดยปราศจากปัญหาทางด้านความแตกตา่ ง
ของกฎระเบยี บทางการคา้ พิธกี ารทางศุลกากร และอตั ราภาษที ส่ี ูง และทนั ทีทป่ี ระชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
เกดิ ข้นึ ต้นทนุ สินคา้ ทไี่ ม่จาเป็นเหลา่ น้กี ็จะไม่ถูกคานวณเป็นราคาท่ีผบู้ ริโภคต้องจา่ ยอกี ตอ่ ไป
.......................................................................................................................................................... ................
๑๓
๓. ภาพที่พสกนกิ รชาวไทย เห็นกนั อยา่ งคนุ้ ตา กค็ อื การที่ไดเ้ ห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั เสด็จเยยี่ มเยียน
ราษฎรในทอ้ งทตี่ ่างๆ พระองคท์ รงถอื แผนที่ด้วยพระหัตถข์ า้ งซ้าย ทรงจบั ปากกาด้วยพระหัตถ์ขา้ งขวา ทรง
คลอ้ งพระศอด้วยกลอ้ งถา่ ยรูป ตรสั ถามความเป็นอยู่ของราษฎรอยา่ งไมท่ รงถือพระองค์ บางคร้ังพระองค์เสดจ็
ไปในพ้ืนที่ทุรกันดาร จนน้าพระเสโทหลง่ั ริน ทว่ั พระวรกาย ถือกระน้นั พระองคก์ ็หายอ่ ทอ้ ต่ออปุ สรรคท้งั
ปวงไม่ ด้วยพระองคท์ รงมีพระวิริยะ อุตสาหะ ท่หี วงั ให้ราษฎรพบกับความสุขในการดาเนินชีวิต ภาพเหลา่ น้ี
ลว้ นประทบั ตราตรึงใจในดวงจิตของพสกนกิ รชาวไทยทกุ หมูเ่ หลา่ ฉนั ก็เป็นคนหน่งึ ท่ีประทบั ใจในหลวงของ
ฉัน ด้วยเหตุทพ่ี ระองค์ทรงไวซ้ ่งึ พระราชจริยวตั รอนั งดงามดว้ ยทศพธิ ราชธรรม ดว้ ยเหตุน้จี ึงทาใหฉ้ ัน
ประทับใจในหลวงของฉนั อยา่ งมริ ู้จักเสื่อมคลาย
............................................................................................................................. ................................. ............
๔. ลมพดั เฉ่ือย ๆ เสียงต้นไผ่ดงั เสียดสีกนั ครืด ๆ ระลองน้าไหวเป็นระยะ ๆ ท่งุ ขา้ วท่กี วา้ งไกลสุดลูกหลู กู ตา
ผนื แผ่นดินที่อุดมสมบูรณน์ ้จี ะนา่ อยูไ่ ด้อย่างไร หากไร้ซ้งึ กฎกติกาคอยควบคมุ หรือเคารพให้เกยี รติซ่งึ กันและ
กนั และประการสาคญั ผนื แผ่นดนิ น้จี ะสงบสุขได้อย่างไร หากขาดซ่งึ สุภาพบุรุษสีกากีท่ีคอยบาบดั ทุกขบ์ ารุง
สุขให้แกป่ ระชา
............................................................................................................................. .................................... .........
๕. ฉนั ใฝ่ฝนั อยากจะเป็นครูมาต้งั แต่เด็กแลว้ เพราะคดิ วา่ อาชีพครูเป็นอาชพี ที่นา่ ยกยอ่ งมากเพราะครูแต่ละคน
มีใจเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยเฉพาะครูในสามจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ด้วยสถานการณ์ความไมส่ งบในสาม
จังหวดั ชายแดนภาคใตท้ าให้ครูมจี านวนลดลงเน่อื งดว้ ยสาเหตมุ ีครูถกู ยงิ ตายถูกระเบิด และมคี รูบางส่วนท่ี
หวาดกลวั จากเหตกุ ารณค์ วามไม่สงบแลว้ ก็ยา้ ยออกจากพื้นท่ีทาให้โรงเรียนแตล่ ะโรงเรียนขาดครูเป็นจานวน
มาก ดว้ ยเหตนุ ้ที าให้ฉันคิดว่าฉนั ควรที่จะโตเป็นผใู้ หญ่ทีม่ ีใจเสียสละเพ่อื สังคมบ้างไมม่ ากกน็ ้อยเทา่ ที่จะทาได้
โดยการเลือกอาชีพครู
............................................... ............................................................................................................ ...............
๖. สนามบนิ ดอนเมอื ง เป็นสนามบินแห่งชาติแหง่ แรกของไทย เปิดใชม้ าเป็นเวลายาวนานเกือบศตวรรษ มี
เครื่องบนิ ลงจอดและออกจากท่าอากาศยานแห่งน้ีไมร่ ู้ก่แี สนกลี่ า้ นเคร่ือง และมผี โู้ ดยสารเขา้ ออกอีกนับไม่
ถว้ นชวี ติ ผคู้ นมากมายมคี วามผูกพนั กบั สนามบนิ ดอนเมอื งเป็นอยา่ งมาก เป็นสถานทที่ ี่หลายคนต้องลาจาก
กนั ไปในช่วงระยะเวลาส้นั ๆ หรือยาวนาน และยงั เป็นสถานท่ีท่ีหลายคนไดก้ ลบั มาพบกันอีกคร้งั หน่งึ แต่เม่ือ
ถึงเวลาท่สี นามบนิ ดอนเมอื งคบั แคบเกินกว่าจะรบั เทย่ี วบินและผโู้ ดยสารที่เขา้ มามากข้นึ เพราะการเปิดการ
เดินทางและคา้ ขายระหว่างประเทศมากข้นึ ภาครฐั จึงจาเป็นตอ้ งสรา้ งสนามบินแหง่ ใหม่ทใี่ หญโ่ ตและทนั สมยั
กว่า เพือ่ ความกา้ วหน้าในการพฒั นาประเทศ
.............................. ............................................................................................................................. ...............
๑๔
๗. ภาษาไทยเป็นสมบตั อิ นั ล้าคา่ ของชาตเิ ป็นส่วนหน่ึงของวฒั นธรรมท่บี ง่ บอกถงึ ความเป็นคนไทยอนั นา่
ภาคภูมิใจย่ิงนกั จะมสี ิ่งใดท่ีศกั ด์สิ ิทธ์แิ ละเป็นเกราะปอ้ งกันภาษาประจาชาติจากการถกู คกุ คาม นอกเสียจากว่า
คนไทยจะมจี ิตสานึก ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของการมภี าษาประจาชาติ และสนองตอบตอ่ พระราชดารสั แห่งองค์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวฯ ในดา้ นการใช้ภาษาไทยและดารงรักษาภาษาไทยไวค้ กู่ บั เอกราชของชาติไทย
ตลอดไป
............................................................................................................................. .............................................
๘. ประเทศไทยในปจั จุบนั มีการแก่งแย่งชงิ ดชี งิ เดน่ กันจนถงึ ทาลายกนั ใส่ร้ายป้ายสีกนั การทุจริตและ
มิจฉาชีพตา่ งๆกเ็ พราะใจคนเหล่าน้นั ม่งุ แต่จะเอาแตไ่ ด้ ไม่คานึงถึงผิดชอบชว่ั ดี มคี วามเห็นแก่ตวั ไมเ่ หน็ แก่
ส่วนรวมของผมู้ อี านาจ มีการกอบโกย ฉวยโอกาสของพอ่ คา้ นกั ธุรกจิ โดยไม่คานึงถงึ ความเดือดรอ้ นของคน
ส่วนมาก มคี วามเร่ารอ้ นใจเพราะโลภจัด ได้เท่าไรไมร่ ูจ้ กั พอ จนกลายเป็นมวั เมาในวตั ถุ ทะเยอทะยานจนเกนิ
กาลงั ได้มาโดยสุจริตไม่ทนั ใจ ก็ลงมอื ประกอบการทจุ ริตต่างๆ เพอ่ื สนองความอยากของตนเอง อย่างไร้
เหตผุ ล สิ่งท่ีคนทว่ั ไปไม่รูจ้ ักพอ ก็คอื อานาจวาสนา
..........................................................................................................................................................................
๙. ปัจจบุ นั เป็นท่ยี อมรับกนั อยา่ งกวา้ งขวางว่าแนวทางแนวทางการดาเนนิ ชวี ิตทส่ี อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติเป็น
แนวทางทีด่ ที ี่สุด ที่ทาให้มนุษยเ์ กิดความสมดุล ท้ังในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอ้ ม และสุขภาพของมนุษย์
เองแลว้ ตอ้ งยดึ หลกั คุณธรรมทางศาสนา คอื อริยสจั ๔ อิทธบิ าท ๔ และพรหมวิหาร ๔ ประกอบด้วย
..........................................................................................................................................................................
๑๐. สงั คมของการเรียนรูม้ ิเคยดบั ส้ิน บรรดาแมพ่ ิมพ์แห่งปญั ญามิเคยสูญหาย โลกน้ียงั ศกั ด์ไิ วด้ ้วยหวั ใจอนั
มงุ่ มน่ั ในการอบรมส่ังสอนลกู ศิษยข์ องบรรดาคุณครูผูเ้ สียสละ เพอื่ ม่งุ สร้างกาลงั ของชาติและประโยชน์สุข
ของปวงประชา
............................................................................................................................. .............................................
๑๕
แบบฝึ กหดั ท่ี ๔
การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
จงใชข้ อ้ มลู สารสนเทศตอ่ ไปน้เี ขยี นอา้ งอิงในรูปของเชงิ อรรถและบรรณานกุ รมให้ถูกตอ้ งตาม
หลกั การเขียนเชงิ วชิ าการ
มนตพ์ ิธีชาวพทุ ธ แตง่ โดย คณาจารยส์ านักพมิ พเ์ ล่ียงเซยี ง พิมพค์ ร้ังที่ ๑ เม่ือ ๕ กนั ยายน ๒๕๔๙
พิมพ์ที่สานักพมิ พ์เลี่ยงเซยี ง กรุงเทพฯ ความยาว ๑๘๘ หน้า (อา้ งอิงหน้า ๑๐๐)
บรรณานกุ รม .......................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เชิงอรรถ .................................................................................................................... ..........................................
............................................................................................................................. ................................................
บทความ “ภาษาไทยจากคมั ภรี ต์ รรกสงั ครหะ” แตง่ โดย สุรสิทธ์ิ ไทยรตั น์ ในหนงั สือ ๘๐ พรรษา
ครูภาษาไทยแหง่ แผ่นดิน หนา้ ๑-๑๐ บรรณาธิการคอื โกวทิ ย์ พมิ พวง พิมพค์ ร้ังที่ ๕ เมื่อ ๑๘ สิงหาคม
๒๕๕๐ พิมพท์ ี่โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั กรุงเทพฯ ความยาว ๓๓๕ หน้า (อา้ งองิ หน้า ๘-๑๐)
บรรณานกุ รม .......................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
เชงิ อรรถ .................................................................................................................... ..........................................
.............................................................................................................................................................................
บทความ “นทิ านอาเซยี น ๑๐ ประเทศ” แต่งโดย วชิราภรณ์ น้อยยม จากเวบไซต์
http://www.aseantalk.com/index.php?topic=34.0 สืบคน้ เมอื่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๖
บรรณานุกรม .......................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เชงิ อรรถ ..............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
บทความ “เปิดหนงั สือ” แต่งโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในวารสารภาษาและหนงั สือ ปีท่ี ๒๖
ฉบบั ที่ ๓ (เมษายน ๒๕๓๘) หน้า ๓-๔ (อา้ งองิ หน้า ๔)
บรรณานกุ รม .......................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
เชงิ อรรถ .................................................................................................................... ..........................................
.............................................................................................................................................................................
๑๖
บทความ “ลกู ทุ่งดงั ส่งใจวนั สงกรานต์” แต่งโดย ซ้อแปด ในหนังสือพิมพ์ คม ชดั ลกึ ฉบบั วนั ที่
๑๒ เมษายน ๒๕๕๔ หน้า ๒๔
บรรณานุกรม .......................................................................................................................................................
........................................................................................................ .....................................................................
เชิงอรรถ .................................................................................................................... ..........................................
................................................................................................................................................ .............................
สัมภาษณ์ พลตรี ไพโรจน์ ทองมาเอง ผบู้ ญั ชาการกองพลทหารราบที่ ๙ เมือ่ ๒๔ กรกฎาคม
๒๕๕๕
บรรณานกุ รม ............................................................................................................................... ........................
.............................................................................................................................................................................
เชงิ อรรถ .................................................................................................................... ..........................................
................................................................................................................................................... ..........................
ม.ป.ท. ยอ่ มาจาก ........................................................
ม.ป.ป. ยอ่ มาจาก .........................................................
การเขยี นบรรณานกุ รม เน้นการใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอนประเภท .............................................................. ใน
การคนั่ ส่วนประกอบตา่ ง ๆ
การเขียนเชิงอรรถ เนน้ การใช้เคร่ืองหมายวรรคตอนประเภท ...................................................................... ใน
การคนั่ ส่วนประกอบต่าง ๆ
การเรียงลาดับบรรณานุกรม เรียงตาม ..........................................................
การเรียงลาดบั เชิงอรรถเรียงตาม ..................................................................
๑๗
แบบฝึ กหัดท่ี ๕
การอ่านวรรณคดี
ตอนท่ี ๑ จงเลอื กวงกลมข้อทถ่ี ูกต้องท่สี ุด
๑. ขอ้ ใดเป็นความหมายของ “วรรณคดี”
๑. การวิเคราะห์แยกแยะ องประกอบของหนงั สือ ๒. หนงั สือทีไ่ ดร้ บั การยกย่องว่าแตง่ ดมี ีคุณคา่
๓. การรู้แจ้งเป็นจริง ฉลาด มีปัญญา เชย่ี วชาญ ๔. การพิจารณาว่าหนังสือน้ันๆ แต่งดีอย่างไร
๒. ขอ้ ใดเป็นความหมายของ “การวิจักษ์”
๑. การพิจารณาว่าหนังสือน้ันๆ แตง่ ดีอยา่ งไร
๒. การวเิ คราะหแ์ ยกแยะ องประกอบของหนงั สือ
๓. การรูแ้ จง้ เห็นจริง ฉลาด มีปญั ญา เช่ียวชาญ
๔. การยกย่องหนงั สือวา่ แตง่ ดมี คี ุณคา่ สมควรอนุรักษ์ไวเ้ ป็นสมบตั ขิ องแผ่นดนิ
๓. ขอ้ ใดคือจุดมงุ่ หมายทส่ี าคญั ในการอา่ นวรรณคดีไทย
๑. อ่านเพอ่ื ความบนั เทิง ๒. อ่านเพ่อื ใหร้ ู้เรื่องราว
๓. อา่ นเพ่ือสนองความตอ้ งการของอารมณ์ ๔. อ่านเพื่อรับรสความงามไพเราะของคาประพนั ธ์
๔. วรรณกรรมทเี่ ขยี นดว้ ยอกั ษรไทยเป็นฉบบั แรกคือขอ้ ใด
๑. ลลิ ิตโองการแชง่ น้า ๒. สุภาษติ พระร่วง
๓. ไตรภูมิพระร่วง ๔. ศลิ าจารึกพ่อขุนรามคาแหง
๕. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะเด่นท่ีสุดของเรื่องขุนชา้ งขนุ แผน ซ่งึ แปลกไปจากวรรณคดเี รื่องอน่ื ๆ ของไทย
๑. ใช้สาหรบั เลา่ เร่ือง ๒. เป็นนทิ านประโลมโลก
๓. ตวั ละครเอกเป็นสามญั ชน ๔. สานวนภาษาแบบชาวบ้าน
๖. หากเปรียบเทยี บการอา่ นวรรณคดีเหมือนการกนิ น้ามะพรา้ ว ขอ้ ใดเป็นการอา่ นทกี่ ล่าวได้วา่ “ผอู้ ่านได้ล้ิม
รสท้งั น้าและเน้ืออนั หอมหวานของมะพรา้ วน้ัน”
๑. อา่ นเพื่อความเพลิดเพลนิ
๒. อา่ นอย่างเพง่ เล็งขอ้ เท็จจริงเหมอื นอ่านตารา
๓. อา่ นเพอ่ื เพม่ิ พนู ประสบการณช์ วี ิต
๔. อ่านเพอื่ รับรสความงามความไพเราะของบทประพนั ธ์
๗. “นตท.เรื่อยเร่ือย มาเรียงเรียง ชอบอา่ นวรรณคดีเร่ือง พระอภยั มณี และบอกเพอ่ื นไดว้ า่ ชอบฉาก
สวยงามที่มแี ตจ่ ินตนาการแหง่ ท้องทะเลไทย มีเกาะแกว้ พสิ ดารที่น่าตน่ื ตา ชอบนางเงอื กเพราะมีผวิ พรรณอนั
งดงาม แต่ไม่ชอบพระอภยั มณี เพราะทิง้ นางเงือกไมม่ คี วามรับผิดชอบ”
จากตวั อย่างน้ี แสดงใหเ้ หน็ ว่า นตท. เร่ือยเรื่อย มาเรียงเรียง เขา้ สู่การอ่านวรรณคดขี ้นั ใด
๑. วเิ คราะห์ ๒.วจิ ักษ์ ๓. วิจารณ์ ๔. วพิ ากย์
๑๘
๘. การอ่านวรรณคดีท่ที าใหเ้ กิดความเขา้ ใจแจ่มแจ้ง ตระหนักในคุณคา่ ของวรรณคดี กอ่ ใหเ้ กิดความซาบซ้งึ
ในคุณคา่ เกิดความรักหวงแหนอยากรักษาให้เป็นสมบตั ขิ องชาตสิ ืบไป” ตรงกบั การอ่านวรรณคดีข้นั ใด
๑. วเิ คราะห์ ๒.วจิ กั ษ์ ๓. วิจารณ์ ๔. วิพากย์
๙. ขอ้ ใดมวี รรณคดีท่ีไม่จดั อยู่ในเน้อื หาบนั เทงิ คดี
๑. อิเหนา รามเกยี รต์ิ อุณรุฑ
๒. สามกก๊ พระอภยั มณี ขนุ ชา้ งขนุ แผน
๓. ลลิ ติ พระลอ มหาเวสสันดรชาดก สามคั คีเภทคาฉนั ท์
๔. ไกรทอง คมั ภีร์ฉันทศาสตร์ ไตรภูมพิ ระร่วง
๑๐. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ รูปแบบการประพนั ธ์ไม่ถูกตอ้ ง
๑. ลลิ ิตตะเลงพ่าย ประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพ
๒. สมุทรโฆษคาฉนั ทแ์ ต่งดว้ ยคาประพนั ธป์ ระเภทกาพยแ์ ละฉนั ท์
๓. โคลงสี่สุภาพ เป็นคาประพนั ธ์ท่ีบงั คบั ครุ ลหุ
๔. มหาเวสสนั ดรชาดก แตง่ คาประพนั ธ์เป็นร่ายยาว
๑๑. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะของนริ าศ
๑. โอน้ กคู่ดูนา่ จะผาสุก พ่นี ้ที กุ ข์เพราะจากเจ้างามขา
๒. ประจวบจนถงึ ตาบลบ่อโศก ยามวโิ ยคออกชือ่ กค็ รือหู
๓. เห็นลมอ้อื จะใคร่สื่อสาราสงั่ ถงึ ร้อยชง่ั คูเ่ ชยเคยถนอม
๔. สตรีหึงหน่งึ แพศยาหญงิ ท้งั สองส่ิงอย่าได้ชดิ พิสมยั
๑๒. วรรณกรรมที่มีเน้อื หาเป็นขอ้ เท็จจริง ผแู้ ตง่ มงุ่ เสนอความรู้หรือขอ้ เทจ็ จริงเป็นลกั ษณะของวรรณกรรม
ตามขอ้ ใด
๑. ค่มู ือ ๒. ตารา ๓. สารคดี ๔. บทความ
๑๓. ขอ้ ใดไม่ใช่วรรณคดีมรดกสมยั รัตนโกสินทร์
๑. อิเหนา รามเกียรต์ิ สามก๊ก
๒. สามคั คีเภทคาฉันท์ ขุนชา้ งขนุ แผน พระอภยั มณี
๓. มหาเวสสันดรชาดก พระอภยั มณี อเิ หนา
๔. ผชู้ นะสิบทิศ ส่ีแผน่ ดนิ ทวิภพ
๑๔.วรรณคดสี ะท้อนภาพลกั ษณ์ของสังคมไทยในสมยั ใดมากทส่ี ุด
๑. สมยั ทผี่ แู้ ต่งได้แต่งเรื่องน้นั ข้นึ ๒. สมยั ทผ่ี แู้ ต่งสมมติเรื่องราวน้ันข้ึน
๓. สมยั ใดก็ได้แลว้ แตผ่ แู้ ต่งกาหนดข้นึ ๔. สมยั ทีผ่ ูอ้ า่ นอา่ นวรรณคดเี ร่ืองน้ัน
๑๕. บทรอ้ ยกรองแตกตา่ งจากร้อยแก้วในเรื่องใด
๑. กฎระเบียบการเรียบเรียงคา ๒. ความสละสลวยของภาษา
๓. ความสนุกสนานในการอ่าน ๔. การเกิดภาพพจน์และจินตนาการ
๑๙
แบบฝึ กหดั ที่ ๖
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มทั รี
ตอนที่ ๑ จงวงกลมล้อมรอบตัวอักษรข้อท่ีถกู ต้อง
๑. ขอ้ ใดเรียงลาดับก่อนหลงั ของท้งั สามกัณฑ์ในมหาเวสสันดรชาดกได้ถกู ต้อง
๑. มทั รี สกั กบรรพ นครกัณฑ์
๒. มทั รี สักกบรรพ มหาราช
๓. ชชู ก กุมาร ทานกณั ฑ์
๔. กุมาร มทั รี ทศพร
๒. กวีท่านใดเป็นผแู้ ตง่ ร่ายยาวมหาเวสสนั ดรชาดก กัณฑม์ ทั รี สานวนใดท่ใี ช้เป็นบทเรียน
๑. เจา้ พระยาพระคลงั (หน)
๒. พระเทพโมลี (กล่ิน)
๓. สานักวดั สังข์กระจาย
๔. สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส
๓. ขอ้ ใดไม่มคี าไวพจน์
๑. อน่งึ พระสุริยศรีกเ็ ย็นยา่ สนธยาสายณั ห์แลว้
๒. เป็นเวลาพระลูกแกว้ อยากนมกาหนดเสวย
๓. พระพ่เี จ้าของน้องเอ๋ยท้งั สามราขอเชิญกลลั ไปยงั รัตนคูหาหอ้ งแก้ว
๔. อน่งึ น้องจะแบ่งปันผลไมใ้ ห้สกั ก่งึ คร่ึงหน่ึงนน้ั นอ้ งจะขอไปฝากพระหลานนอ้ ย ๆ ท้งั สองเรา
๔. “...ส่วนเทพเจา้ จอมสากล จงึ มีเทวยุบลบงั คบั แกเ่ ทพยอนั ดบั ท้งั สามองค์อนั ทรงมหิทธฤิ ทธิศกั ดา วา่ ท่านจง
พากันนฤมิตบดิ เบอื นกายอนิ ทรีย.์ ..”
คาว่า “เทพเจ้าจอมสากล” ในคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ น้ี หมายถงึ เทพเจา้ องค์ใด
๑. พระอนิ ทร์ ๒. พระนารายณ์
๓. พระอิศวร ๔. พระพรหม
๕. “...คือนางไหนอนั สนิทชิดใชแ้ ตก่ อ่ นกาล ยงั จะตดิ ตามพระราชสมภารมาบ้างละหรือ ได้แต่มัทรีแสนดอ้ื ผู้
เดียวดอก ไมร่ ูจ้ กั ปล้ินปลอกเอาตวั หนี มทั รีสัตยาสวามภิ กั ด์ริ ักผวั เพยี งบิดาก็วา่ ได้ ถึงจะยากเย็นเข็ญใจกต็ าม
กรรม”
คาพูดตามขอ้ ความขา้ งตน้ น้ี สามารถอนมุ านอารมณข์ องผพู้ ูดตามขอ้ ใด
๑. เศร้าใจ ๒. แคน้ ใจ
๓. เจบ็ ใจ ๔. ท้อใจ
๒๐
๖. “...พระพายกม็ ไิ ดร้ าเพยพดั ทุกก่งิ ก้าน บุษบงกไ็ ม่เบกิ บานผกากร รัศมีพระจนั ทร์ก็มวั หมอง เหมอื นเศรา้ โศก
แสนวโิ ยคเม่ือยามปัจจสุ มยั ...”
คาทีข่ ดี เส้นใตห้ มายถึงเวลาใด
๑. เวลาค่า ๒. เวลาดกึ
๓. เวลากลางวนั ๔. เวลาเช้ามืด
๗. “เอะ๊ ประหลาดหลากแลว้ มิเคยเลย โออ้ กเอ๋ยอศั จรรยจ์ ริงยงิ่ คิดย่ิงกร่ิง ๆ ตรอมพระทยั เป็นทุกข์ถึงพระลูกรัก
ท้งั สององค์”
ขอ้ ใดมิใชค่ วามอศั จรรยต์ ามเน้อื ความขา้ งต้น
๑. ขอบฟา้ ดาษแดงเป็นสายเลือด
๒. หนทางใกลก้ ลายเป็นไกลสุดสายตา
๓. ดอกไมก้ ลายเป็นผลไม้
๔. สาแหรกและไมค้ านพลดั ลงจากไหล่
๘. “...พอประจวบจวนพระยาพาฬมฤคราชสะดงุ้ พระทยั ไหวหวาดวะหวีดวง่ิ วนแวะเขา้ ขา้ งทาง...”
คาวา่ “ประจวบ” คาประพนั ธข์ า้ งตน้ น้ี มคี วามหมายตรงกับขอ้ ใด
๑. เผอิญพบ ๒. จาเพาะพอดี
๓. โอกาสเหมาะ ๔. เขา้ ตาจน
๙. คาพดู ในขอ้ ใดมไิ ดม้ าจากใจจริงของผพู้ ดู
๑. หรือวา่ เจา้ ขา้ มนทีทะเลวนหิมเวศประเทศแดนใด ถา้ รูแ้ จ้งประจักษใ์ จแม่ก็จะตามเจ้าจนสุดแรง
๒. แตก่ อ่ นแม่กลบั มาถึงแลว้ ได้ชมเชยช่ืนจติ สบาย ท่ีเหนอ่ื ยยากก็เส่ือมหายคลายทุกขท์ ุเลาลง
๓. เมื่อแรกจากไอศวรรยม์ าสู่ดง ขา้ พระบาทก็จานงปลงจิตมไิ ด้คดิ เป็นใจสอง หวงั วา่ จะเป็นเกอื ก
ทองฉลองบาทยคุ ลพระทูนหวั
๔. เจ้ารกั เดินดว้ ยแสงเดอื นชมดาวพลาง ได้น้าคา้ งกลางคืนช่ืนอารมณ์สมคะเน
๑๐. “ฝ่ายฝงู อมรเทเวศร์ทุกวิมานมาศก็ปราโมทย์ ต่างองคก์ กแ็ ยม้ พระโอษฐ์ตบพระหตั ถ์อยฉู่ าดฉาน ซอ้ ง
สาธกุ ารสรรเสริญเจริญทานบารมี ท้งั สมเด็จอมรินทร์ป่ินโกสียเ์ จ้าฟา้ สุราลยั อนั เป็นใหญใ่ นดาวดึงส์กโ็ ปรย
ปรายทพิ ยบ์ ปุ ผามาลยั กรอง” คาประพนั ธข์ า้ งต้นมีความหมายตรงกับขอ้ ใดมากท่ีสุด
๑. เทพยาท้งั หลาย สรรเสริญพระเวสสันดรชาดกในการบาเพ็ญบุตรทานบารมี
๒. พระอนิ ทร์โปรยปรายดอกไมท้ ิพย์บูชาการบาเพ็ญบุตรทานบารมี
๓. พระอินทร์และเทพยดาท้งั หลายสรรเสริญการที่พระนางมัทรีทรงอนโุ มทนาทาน
๔. เทพยดาฟา้ ดินสาธกุ ารที่พระนางมทั รีทรงร่วมบาเพ็ญบุตรทานกบั พระเวสสนั ดร
๒๑
๑๑. “...สุดสายนยั นาท่ีแม่จะตามไปเล็งแล สุดโสตแลว้ ทีแ่ มจ่ ะซับทราบฟังสาเนียง สุดสุรเสียงทแ่ี ม่จะร่าเรียก
พิไรรอ้ ง สุดฝีเทา้ ท่ีแมจ่ ะเยอ้ื งยอ่ งยกยา่ งลงเหยียบดนิ เป็นสุดลนิ้ สุดปัญญา สุดหา สุดคน้ เหน็ สุดคิด จะได้พาน
พบประสบพระลูกนอ้ ยแตส่ กั นิดไมม่ เี ลย...”
ศลิ ปะการประพนั ธ์ในขอ้ ใดปรากฏในคาประพนั ธ์ขา้ งตน้ น้ี
๑. การกล่าวอธพิ จน์
๒. การใช้ภาษาพรรณนา
๓. การเลน่ สัมผสั อกั ษร
๔. ถกู ทุกขอ้
๑๒. “...ฝงู ลงิ คา่ งบ่างชะนีที่นอนหลบั (๑) กก็ ล้ิงกลบั เกลอื กตวั อยู่ยว้ั เย้ีย (๒) ท้งั นกหกก็งวั เงยี เงียบเหงาทุกรวง
รัง (๓) แต่แม่เที่ยวเซซงั เสาะแสวงทุกแหง่ ห้องหิมเวศ (๔)...”
วรรคใดในคาประพนั ธ์ขา้ งต้นน้ี แสดงภาพการเคลอ่ื นไหวมากกว่าวรรคอนื่
๑. วรรค ๑ ๒. วรรค ๒
๓. วรรค ๓ ๔. วรรค ๔
๑๓. “...เจ้ามาตายจากพี่ไปในวงวดั เจ้าจะเอาป่าชัฏนหี่ รือมาเป็นป่าชา้ จะเอาพระบรรณศาลาน่หี รือไมเ่ ป็น
บริเวณพระเมรุทอง จะเอาแตเ่ สียงสาลกิ าอนั ร่าร้องมาเป็นกลองประโคมใน จะเอาแตเ่ สียงจกั จั่นเรไรตา่ งแตร
สงั ขแ์ ลพิณพาทย์ จะเอาแตเ่ มฆหมอกในอากาศก้นั เป็นเพดาน จะเอาแตย่ ูงยางในป่ าหิมพานต์มาต่างฉัตรเงนิ
และฉตั รทอง...”
คาประพนั ธข์ า้ งตน้ มีโวหารภาพพจน์ก่แี ห่ง
๑. ๕ แหง่ ๒. ๖ แหง่
๓. ๗ แห่ง ๔. ๘ แห่ง
๑๔. “...เห็นพระพกั ตร์นางนองไปดว้ ยน้าพระเนตร เทพยเจ้าก็สงั เวชในวญิ ญาณ จงึ พากันอุฏฐาการคลาไคล
ให้มรรคา แกน่ างพระยามทั รี...”
คาวา่ “อุฏฐาการ” หมายความตรงกับขอ้ ใด
๑. หลกี ทาง ๒. เร่งรีบ
๓. ชักชวน ๔. ลกุ ข้นึ
๑๕. จากขอ้ ๑๔. คาทีพ่ ิมพ์ตวั หนาในขอ้ ใดมาจากภาษาบาลี และสันสกฤตอยา่ งละกีค่ า
๑. บาลี ๑ สนั สกฤต ๔ ๒. บาลี ๒ สันสกฤต ๓
๓. บาลี ๔ สันสกฤต ๑ ๔. บาลี ๓ สันสกฤต ๒
๑๖. สถานทใ่ี ดมใิ ช่สถานทท่ี ่พี ระนางมทั รีไปตามหาสองกมุ าร
๑. ป่าเขา ๒. ธารถ้า
๓. หบุ เหว ๔. เขตคาม
๒๒
๑๗. “ดกู รสงฆผ์ ทู้ รงศลิ วสิ ุทธสิ ิกขา เมื่อสมเด็จพระมัทรีเธอได้สมปฤๅดคี ืนมา นางพระยาเจ้าละอายแกเ่ ทพดา
นกั ...”
ขอ้ ใดคอื เหตผุ ลท่ีทาให้พระนางมทั รี “ละอายแกเ่ ทพยดา”
๑. ทีท่ รงเศร้าโศกหนักจนถงึ แกว่ ิสญั ญีภาพ
๒. ดว้ ยแจ้งประจักษ์วา่ อยู่ในพระศรมกบั พระมหาสตั ว์
๓. ทคี่ วามอาลยั รักพระลกู น้ันเกินควร
๔. ด้วยเหน็ ว่านอนอยบู่ นตกั พระราชฤาษีมิบงั ควร
๑๘. “อนั สองกุมารน้ไี ซร้เกลา้ กระหมอ่ มฉนั ได้อุตส่าหถ์ นอมยอ่ มพยาบาลบารุงมา ขอถวายอนุโมทนาด้วย ปิย
บตุ รทานบารมี ขอพระองค์จงเปรมปรีด์ปิ ราศจากมจั ฉริยธรรมอกศุ ล อยา่ มาปะปนในน้าพระทยั ของพระองค์
เลย”
คาวา่ “มจั ฉริยะ” มคี วามหมายตรงกบั ขอ้ ใด
๑. ความห่วงใย ๒. ความวิตกกังวล
๓. ความตระหน่ี ๔. ความเสียดาย
๑๙. “แถวโนน้ กแ็ ก้วเกดพิกลุ แกมกาหลง ถดั ไปกส็ ายหยุดประยงค์และยมโดย ยามพระพายพดั กร็ ่วงโรยราย
ดอกลงมูนมอง”
คาประพนั ธ์ขา้ งต้นน้ี กล่าวถงึ ดอกไมก้ ่ีชนดิ
๑. ๖ ชนดิ ๒. ๗ ชนดิ
๓. ๘ ชนดิ ๔. ๙ ชนิด
๒๐. “ส่วนเทพเจา้ ท้งั สามองค์ ไดท้ รงฟังพระเสาวนยี พ์ ระมทั รีเธอไหวว้ อนขอหนทาง เห็นพระพกั ตรน์ างนอง
ไปด้วยน้าพระเนตร เทพยเจา้ กส็ งั เวชในวญิ ญาณ”
ตามเน้อื ความในกณั ฑ์มทั รี เทพเจา้ ท้งั สามองค์มิไดจ้ าแลงองคเ์ ป็นสัตวใ์ ด
๑. ราชสีห์ ๒. เสือโคร่ง
๓. เสือเหลอื ง ๔. เสือดาว
ตอนที่ ๒ จงทาเคร่ืองหมาย หน้าข้อความท่ถี ูกและให้ทาเคร่ืองหมาย หน้าข้อความท่ีผิด
............... ๑. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกลา้ ฯ ให้นักปราชญร์ าชบณั ฑิตแตง่ เรื่องมหาชาติ
คาหลวงข้นึ เพอ่ื ใชส้ าหรับสวด
............... ๒. คาประพนั ธท์ เ่ี รียกวา่ คาหลวงประกอบข้นึ จากคาประพนั ธห์ ลายประเภท ได้แก่ โคลง ฉนั ท์
กาพย์ กลอน ร่าย
............... ๓. กาพยม์ หาชาติแต่งในสมยั พระเจ้าทรงธรรม โดยใชล้ กั ษณะคาประพนั ธป์ ระเภทกาพย์
............... ๔. “มหาชาตกิ ลอนเทศน์” เป็นมหาชาตสิ านวนใหมท่ ี่กระชับเน้อื ความใหส้ ้ันลงเพ่ือใช้เทศนใ์ ห้
จบภายในวนั เดยี ว
๒๓
............... ๕. ทศชาติชาดกเป็นเร่ืองทีอ่ ยู่ในปญั ญาสชาดก หรือชาดกนอกนบิ าต ซ่งึ ไมม่ อี ยใู่ น
พระไตรปิ ฎก
............... ๖. ประเพณีเทศน์มหาชาติจะมีข้นึ ระหวา่ งเดอื นอา้ ย กบั เดือนย่ี
............... ๗. มหาเวสสันดรชาดก กณั ฑ์มทั รี ประกอบดว้ ยพระคาถา ๗๐ คาถา และใชเ้ พลงทยอยโอดเป็น
เพลงประจากณั ฑ์
............... ๘. “สัตตสดกมหาทาน” คือการทาบญุ คร้ังย่งิ ใหญ่ มสี ิ่งของ ๗ สิ่ง สิ่งละ ๗๐๐ ไดแ้ ก่ ชา้ ง มา้ รถ
นางสนม โคนม ทาสชาย และทาสหญงิ
............... ๙. แนวคดิ ของเรื่อง มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มทั รี คอื ความรกั ของแมท่ ีร่ ักลกู สุดชวี ติ
............... ๑๐. พระนางมทั รีตอ่ มากลบั ชาติมาเกดิ เป็นพระนางสิริมหามายา
ตอนท่ี ๓ เติมข้อความลงในช่องว่างให้ถกู ต้อง
๑. มลู เหตทุ ่ีเกดิ เรื่องมหาเวสสันดรชาดก คือ .....................................................................................................
............................................................................................................................................ .................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
๒. ฝนโบกขรพรรษ มีลกั ษณะ ...........................................................................................................................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
๓. พระอินทรส์ ัง่ ใหบ้ ริวารท้งั สามแปลงกาย
เป็น .................................................................................................
..............................................................................เพื่อก้ันทางไมใ่ หพ้ ระนางมทั รีกลบั อาศรม
๔. “...แม่สู้พยาบาลบารุงเจา้ แต่เยาวม์ า เจ้ามไิ ดห้ า่ งพระมารดาสักหายใจ โอ ความเขญ็ ใจในคร้ังน้ีนเ่ี หลอื ขนาด
สิ้นสมบตั ิพลดั ญาตยิ งั แตต่ วั ต้องไปหามาเล้ยี งลูก และเล้ยี งผวั ทุกเวลา...”
จากขอ้ ความขา้ งต้น แสดงลกั ษณะของพระนางมทั รีอย่างไร
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
...................................................................................................................................................................... .......
๕. “...เออน่เี จ้าเทีย่ วพเนจรตามสนกุ ใจ ชมนกชมไมใ้ นไพรวนั สารพนั ทีจ่ ะมี ท้ังฤๅษีสิทธ์ิ วทิ ยาธร คนธรรพ์
เทพารักษ์ผมู้ ีพกั ตรอ์ นั เจริญ เหน็ แลว้ กน็ ่าเพลดิ เพลนิ ไม่เป็นได้ หรือเจา้ ปะผลไมป้ ระหลาดรสสดสุกทรามเสวย
ไม่เคยกนิ เจ้าฉวยชิมชอบลิน้ กห็ ลงฉันอยจู่ ึงช้า...”
๕.๑ ขอ้ ความขา้ งต้นเป็นคาพดู ของ..............................................พูดกับ.........................................
เพราะ ...........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
๒๔
๕.๒ สามารถอนุมานน้าเสียงของผพู้ ูดไดว้ า่ ...................................................................................
................................................................................................................................................................... ....
............................................................................................................................. ..........................................
๖. “...เหตุไฉนไมท้ ี่มผี ลเป็นพมุ่ พวง กก็ ลายกลบั เป็นดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร แถวโนน้ ก็แก้วเกดพกิ ลุ แกม
กับกาหลง ถดั นนั่ กส็ ายหยุดประยงคแ์ ละยมโดย พระพายพดั กร็ ่วงโรยรายดอกลงมนู มอง แม่ยงั ได้เกบ็ เอาดอก
มารอ้ ยกรองไปฝากลกู เมอื่ วนั วานก็เพ้ยี นผิดพสิ ดารเป็นพวงผล ผดิ วิกลแตก่ อ่ นมา...”
๖.๑ จากขอ้ ความขา้ งตน้ กลา่ วถึง .............................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
๖.๒ ลางรา้ ยท่ีพระนางมทั รีพบในป่าสามารถอนมุ านเปรียบเทียบสิ่งท่ีเกดิ กบั พระนางมัทรี คอื
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
๖.๓ จากขอ้ ความขา้ งต้น ปรากฏชือ่ ตน้ ไม.้ ................ชนดิ ไดแ้ ก่...........................................................
..................................... ............................................................................................................................. ...........
....................................................................................................................... ......................................................
๗. “...อปุ มาเสมือนหน่งึ ภุมรินบนิ วะวอ่ น เทยี่ วซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ พบดอกไมอ้ นั วเิ ศษต้องประสงค์
หลงเคลา้ คลงึ รสจนลืมรัง เขา้ เถ่ือนเจา้ ลืมพร้าได้หนา้ แลว้ ลืมหลงั ไม่แลเหลียว...”
จากขอ้ ความขา้ งตน้ ปรากฏสานวนใดบ้าง พร้อมบอกความหมาย
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
๘. “...พระคุณเอย่ ถงึ พระองค์จะสงสัย ก็น้าใจของมทั รีน้กี ตเวทเี ป็นไมเ้ ท้ากา้ วเขา้ สู่ท่ีทางทดแทน (ราม สีตาว
นพุ พฺ ตา) อปุ มาแมน้ เหมอื นสีดาอนั ภกั ดตี อ่ สามรี ามบณั ฑิต...”
จากขอ้ ความขา้ งต้น สามารถอนมุ านคุณค่าทีป่ รากฏได้อยา่ งไร
............................................................................................................................................................ .................
................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................. ................................................
๙. “...โอเวลาปานฉะน้ีพระลกู น้อยจะคอยหา อน่งึ มรคาก็ชอ่ งแคบระหว่างครี ี เป็นตรอกน้อยรอยวถิ ีท่เี ฉพาะจร
ท้งั สามสตั ว์กม็ าเนื่องนอนสกดั หน้า คร้ังจะลีลาหลีกลดั ตดั เดาไปทางใดก็เหลอื เดนิ ท้งั สองขา้ งเป็นโขดเขิน
ขอบคนั ข้นึ ก้ันไว้ (นีเจ โวลมฺพเก สุริเย) ท้งั เวลากเ็ ยน็ ลงเย็นลงไร ๆ จะคา่ แลว้ ยงั ไม่เห็นหนา้ พระลูกแกว้ ของ
แม่เลย อกเอ๋ยจะทาไฉนดี จ่งึ จะได้วถิ ที างทีจ่ ะครรไล...”
๒๕
๙.๑ สามารถอนุมานความรู้สึกของพระนางมทั รีได้วา่
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
๙.๒ สามารถอนมุ านการกระทาของพระอนิ ทร์ทใ่ี หส้ ัตวท์ ้งั สามมาขวางทางมใิ หพ้ ระนางมัทรีกลบั
อาศรมได้ เพราะ ...................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................... ...
๑๐. “...อนั สองกุมารน้พี ่ีให้เป็นทานแก่พราหมณแ์ ต่วนั วานน้แี ลว้ พระนอ้ งแก้วเจา้ อย่าโศกศลั ย์ จงต้งั จิตของ
เจ้าน้นั ใหโ้ สมนสั ศรทั ธา ในทางอนั กอ่ กฤดาภนิ หิ ารทานบารมี (ลจฺฉามฺ ปตุ เต ชีวนฺตา)) ถา้ เราท้งั สองน้ยี งั มีชีวติ
สืบไป อนั สองกุมารน้ไี ซรก้ ็คงจะได้พบกนั เป็นแม่นมน่ั ...”
จากขอ้ ความขา้ งตน้ จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
๑๐.๑ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ลกั ษณะนิสัย และการกระทาของพระเวสสันดร
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
๑๐.๒ ถา้ นตท. เป็นพระนางมทั รี จะทาอย่างไรเม่ือได้ยินขอ้ ความขา้ งต้น จงอภิปรายและแสดงความ
คิดเหน็
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................................. ................
.................................................................................................................. ...........................................................
............................................................................................................................. ................................................
๒๖
แบบฝึ กหดั ท่ี ๗
โคลนตดิ ล้อ
ตอนที่ ๑ จงวงกลมล้อมรอบตัวอักษรข้อท่ถี ูกต้อง
๑. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงต้งั ชอ่ื บทความว่า “โคลนตดิ ลอ้ ” โดยทรงใชโ้ วหารภาพพจน์
แบบใด
ก. อุปมา ข. อุปลกั ษณ์ ค. สัญลกั ษณ์ ง. บุคคลวตั
๒. โคลนติดลอ้ ตอน ความนยิ มเป็นเสมยี น ใชล้ กั ษณะคาประพนั ธแ์ บบใด
๑. ความเรียง ๒. บทความ ๓. นิทาน ๔. สารคดี
๓. เน้อื หาสาระขอ้ ใดไม่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ เร่ืองโคลนติดลอ้
๑. การยกระดับคณุ ภาพชีวิตครอบครัว
๒. การเรียกร้องความเสมอภาคให้แก่สตรีไทย
๓. การตอ่ ตา้ นผทู้ ช่ี อบเอาอยา่ งฝรัง่ โดยไม่ยอมใช้ความคิดริเริ่ม
๔. การตาหนผิ ตู้ ่อต้านการปกครองทม่ี พี ระมหากษตั ริยเ์ ป็นองคพ์ ระประมุข
๔. ช่ือใดไม่เขา้ กลุ่มกบั ชอ่ื อื่น ๆ
๑. อศั วพาหุ ๒. ชวนหวั ๓. ดุสิตสมยั ๔. ทวปี ัญญา
๕. สานวนใดใช้เรียกคนทีเ่ ป็นชาวไร่ชาวนาอยูน่ อกเมอื งหลวง
๑. ขา้ วนอกนา ๒. พวกนอกคอก
๓. คนป่าคนดง ๔. บา้ นนอกคอกนา
๖. “...หญิงสาวบางคนถกู บดิ ามารดาขายให้ชายโดยตนไม่ยินดี คร้ันเมือ่ อยูด่ ว้ ยกนั ไม่ได้ ฝ่ายชายกท็ าย่ายีตา่ ง ๆ
นานา เช่น ขบั ไล่ไปไม่เล้ยี งดู ซ่งึ เป็นผลรา้ ยแกฝ่ ่ายหญิงมาก ย่ิงถา้ มลี ูกความเดอื ดร้อนกย็ ่งิ ตกอยกู่ ับลูก...”
ในพระราชนิพนธ์ เร่ือง โคลนตดิ ลอ้ พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงเรียกสถานการณใ์ นขอ้ ความ
ขา้ งต้นน้วี ่าอย่างไร
๑. คลุมถงุ ชน ๒. น้าท่วมปาก
๓. แตง่ งานช่ัวคราว ๔. หวานอมขมกลืน
๗. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยหู่ วั ทรงแสดงทรรศนะเกยี่ วกับ “บุคคลท่ีใจแคบ ยกตวั ให้สาคญั กวา่ คน
อื่นคอยจบั ผิดและคดั คา้ นสิ่งทผ่ี ูอ้ นื่ ทาเพอ่ื ชาติ” วา่ เป็น “โคลนตดิ ลอ้ ” เพราะลกั ษณะตามขอ้ ใด
๑. หลกั ฐานไม่มน่ั คง ๒. การทาตนใหต้ า่ ต้อย
๓. ความจนไม่จริง ๔. ความหยมุ หยิม
๒๗
๘. ตอนใดในเรื่องโคลนติดลอ้ ทไ่ี ม่เป็ นชนวนให้เกิดสงครามปากกาทางหนา้ หนงั สือพิมพ์ เมอ่ื พ.ศ.๒๔๘๕
๑. การเอาอยา่ งโดยไม่ตริตรอง ๒. การบูชาหนังสือจนเกินเหตุ
๓. ถือเกียรติยศไม่มีมลู ๔. ความหยมุ หยิม
๙. ขอ้ ความใดไมถ่ กู ต้อง
๑. เร่ืองโคลนติดลอ้ ลงพมิ พ์คร้ังแรกในหนังสือพมิ พ์ “ไทย”
๒. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู ัว ทรงใชพ้ ระนามจริงในพระราชนพิ นธ์ เรื่องโคลนติดลอ้
๓. เร่ืองโคลนตดิ ลอ้ แสดงพระอจั ฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัวในด้านการ
หนงั สือพิมพ์
๔. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง โคลนติดลอ้ เป็นภาษาองั กฤษ ดว้ ย
๑๐. เพราะเหตใุ ดช่อื เร่ือง “ความนยิ มเป็นเสมยี น” จึงมีลกั ษณะดงึ ดูดความสนใจของผอู้ ่าน
๑. แสดงความหมายโดยตรงวา่ ความนยิ มน้เี ป็นตวั อย่างความเจริญของบ้านเมอื ง
๒. เกนิ ความคาดเดาของผอู้ ่านว่าความนิยมน้จี ะกีดขวางความเจริญของประเทศอย่างไร
๓. มีน้าเสียงเยาะหยนั ความคดิ และคา่ นิยมผิด ๆ ของคนรุ่นใหมใ่ นสมยั น้ัน
๔. สื่อความหมายได้ชัดเจน แมจ้ ะใชถ้ อ้ ยคาเพียงไม่กีค่ า
๑๑. ขอ้ ใดมไิ ด้หมายความว่า “กอ้ นโคลน”
๑. บดิ ามารดาไม่รับผิดชอบบตุ รของตน
๒. การประพฤติตนตามแบบฝร่งั เป็นเรื่องทถี่ ูกตอ้ ง
๓. การนบั ถือผทู้ ่ีมอี ายหุ รือผทู้ ีส่ ูงกวา่ ออ่ นนอ้ ม ถ่อมตน
๔. การทางานทกุ อย่างให้ไดด้ ี ตอ้ งอาศยั ชาวตะวนั ตก
๑๒. ขอ้ ใดสนับสนุนคาวจิ ารณท์ ่ีวา่ พระราชนพิ นธบ์ ทความเร่ืองโคลนติดลอ้ ตอนความนยิ มเป็นเสมียน ถือ
เป็นตวั อย่างทีด่ ที ส่ี ุดตวั อย่างหน่งึ ของบทความท่ีทรงคุณคา่ เหนือกาลเวลา
๑. แนวคิดจากเรื่อง นามาปรับใชก้ ับสังคมปัจจบุ นั ได้เป็นอยา่ งดี
๒. แนวคิดจากเร่ือง จัดเป็นแนวคดิ ที่กา้ วหนา้ ล้ายุคในขณะน้ัน
๓. ไม่ว่ายคุ สมยั ใดก็คงไมม่ ีแนวคดิ ท่ีทรงคุณค่าเช่นน้อี ีก
๔. แนวคิดท้งั หลายจากเรื่อง ยอ่ มเลือนหายไปได้ตามกาลเวลา
๑๓. “.....การท่จี ะบอกใหเ้ ขาเหล่าน้ี กระทาตวั ของเขาให้เป็นประโยชน์ โดยกลบั ไปบ้านและช่วยบดิ ามารดา
เขาทาการเพาะปลูกน้นั เป็นการป่ วยกล่าว เสียเวลา…..”
คาว่า “ป่ วยกล่าว” ในขอ้ ความขา้ งต้นน้ี หมายความตามขอ้ ใด
๑. พดู ไปไม่มใี ครสนใจ ๒. พูดไปกไ็ ม่มีใครฟัง
๓. พูดไปก็ไมเ่ กิดประโยชน์ ๔. พดู ไปกบ็ ่งบอกความไมท่ นั สมยั
๒๘
๑๔. ขอ้ ใดมิใช่เหตุผลท่คี นหนมุ่ รุ่นใหม่ผไู้ ด้รบั การศึกษาจากโรงเรียนกล่าวอา้ งสาหรับความไม่ปรารถนาจะ
กลบั ไปบ้าน และชว่ ยบิดามารดาทาการเพาะปลกู
๑. ตอ้ งการเพม่ิ พนู ความรูแ้ ละประสบการณท์ ่ีเป็นประโยชน์
๒. เป็นการเสียเวลาที่จะต้องไปทางานซ่งึ คนไม่รู้หนังสือก็ทาได้
๓. เกรงจะลืมวชิ าความรู้ที่เรียนรูม้ าจากโรงเรียน
๔. การทางานในเมอื งจะทาประโยชนใ์ หบ้ ้านเมืองได้มากกว่าการทางานท่บี ้านนอก
๑๕. พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอย่หู ัวทรงแสดงความคดิ เห็นวา่ เสมยี นที่ถกู คดั ออกจากงานจะไปเป็น
ชาวนาไม่ได้ เพราะเหตุผลหลายขอ้ ขอ้ ใดมใิ ช่เหตผุ ลดังกล่าว
๑. เคยดถู กู ชาวนาว่าเป็นคนช้นั ตา่ จงึ รู้สึกไมส่ มเกยี รติทจ่ี ะหางานทากบั ชาวนา
๒. อายมุ ากแลว้ ไม่มกี าลงั เขม้ แขง็ พอท่จี ะเปลย่ี นอาชีพไปเป็นชาวนา
๓. ไม่มเี งินออมจากเงนิ เดือนนอ้ ยนิดของเสมียน จงึ เป็นเจ้าของกจิ การทาไร่นาไม่ได้
๔. เคยชินกับการใชช้ ีวติ ในเมอื ง จงึ ตกลงใจไม่ได้ ที่จะไปเป็นชาวนาตามบา้ นนอก
๑๖. ประโยค “ทา่ นจะไมช่ ่วยกนั ในทางน้บี ้างหรือ” มไิ ด้หมายถงึ การช่วยตามขอ้ ใด
๑. ชว่ ยกนั แสดงความคิดเห็นวา่ ชาวนา ชาวสวน พอ่ คา้ และช่างต่าง ๆ ก็มีเกยี รตยิ ศไมด่ ้อยกวา่ เสมยี น
๒.ไมย่ กย่องอาชพี เสมยี นว่าสูงส่งเกนิ อาชพี อ่ืน ๆ
๓. ช่วยกนั สอนคนรุ่นใหมใ่ ห้ปรารถนาหางานอ่ืนอนั พึงหวงั ประโยชน์ได้ดีกวา่ การเป็นเสมียน
๔. ช่วยกนั ประณามผทู้ ่ีลืมภูมิลาเนาของตนและทะเยอทะยานจะใช้ชวี ิตในเมืองหลวงเทา่ น้ัน
๑๗. จากขอ้ ๑๖ ขอ้ ความน้มี ลี กั ษณะการเขยี นอย่างไร ๒. การตอบคาถามจากชอ่ื เร่ือง
๑. การเขียนชวนใหค้ ดิ ๔. การต้งั คาถามท่ีไมต่ ้องการคาตอบ
๓. การสรุปความจากเร่ือง
๑๘. ขอ้ ใดแสดงความคดิ เห็นตา่ งจากขอ้ อ่นื
๑. ต้องไปดหู นงั อาทติ ยล์ ะ ๒ คร้ัง เป็นอย่างน้อย
๒. ถา้ อยู่ในเมืองจะทาประโยชนใ์ หป้ ระเทศมากกวา่ อยู่บา้ นนอก
๓. เดก็ ทีอ่ อกมาจากโรงเรียนย่อมเห็นว่ากจิ กรรมอย่างอ่ืนไมส่ มเกียรติยศ
๔. คนท่ที างานอืน่ ๆ น้นั ก็มีเกยี รติยศเท่ากับผูท้ ท่ี างานด้วยปากกา
๑๙. “.....ในเงินเดือน ๑๕ บาทน้ี พ่อเสมยี นยงั อุตส่าห์จาหน่ายจ่ายทรัพยไ์ ดต้ า่ ง ๆ เชน่ นงุ่ ผา้ ม่วงสี ใส่เส้ือขาว
สวมหมวกสักหลาด และจะต้องไปดหู นงั อีก อาทิตยล์ ะ ๒ คร้ัง เป็นอย่างนอ้ ย ตอ้ งไปกินขา้ วตามกกุ๊ ช้อป...”
ขอ้ ความขา้ งตน้ น้ีไม่แสดงลกั ษณะใดของ “พอ่ เสมียน”
๑. เป็นคนหวั สูง ๒. ใช้จ่ายเกนิ ตวั
๓. ใชจ้ ่ายฟุง้ เฟ้อ ๔. มีความสามารถในการบริหารเงิน
๒๙
๒๐. พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงจบบทความ เร่ือง “ความนิยมเป็นเสมยี น” ดว้ ยวิธกี ารใด
๑. การสรุปยา้ แนวคดิ สาคญั ของเรื่อง
๒. การอา้ งวาทะบุคคลสาคญั เพอื่ เพิ่มน้าหนกั สาระสาคญั ของเรื่อง
๓. การต้งั คาถามในลกั ษณะท่ีโน้มนา้ วให้เกดิ การกระทา
๔. การหยิบยกบทกลอนมาแสดงเพือ่ สนบั สนุนทรรศนะของพระองค์
ตอนที่ ๒ จงกาเคร่ืองหมาย ในข้อความทถ่ี ูกต้อง กาเคร่ืองหมาย ในข้อความท่ผี ดิ
...............๑. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อย่หู ัวทรงพระราชนิพนธ์ เร่ือง โคลนตดิ ลอ้ โดยทรงใช้
พระนามแฝงวา่ รามจติ ติ
...............๒.โคลนติดลอ้ ฉบบั ภาษาองั กฤษลงพมิ พใ์ นหนงั สือพิมพ์ Siam Observer
...............๓.โคลนตดิ ลอ้ แสดงถงึ ปัญหาความเทา่ เทียมกนั ระหว่างผชู้ ายและผหู้ ญิง
...............๔. เน้อื หาของโคลนตดิ ลอ้ ตอน การบชู าหนังสือจนเกนิ เหตุ ได้กอ่ ให้เกิดสงครามปากกา
...............๕. โคลน หมายถึง ปญั หาและอุปสรรคทีก่ ดี ขวางความเจริญก้าวหน้าของชาติ
...............๖. ผแู้ ตง่ ใชก้ ลวธิ เี ขียนโดยการใชย้ ่อหน้าแบบส้ันเทา่ น้ัน เพอ่ื ดงึ ดูดความสนใจของผอู้ ่าน
...............๗. “โคลนติดลอ้ ” ใช้โวหารภาพพจน์ประเภทอปุ มาในการต้งั ช่อื เร่ือง
...............๘. ผแู้ ต่งมีวิธีจูงใจผอู้ ่าน โดยการนาเสนอปญั หาจากส่ิงท่ีผอู้ า่ นทว่ั ไปไม่คาดคิดว่าจะก่อให้เกดิ
ปัญหาได้
...............๙. ผแู้ ต่งใช้วธิ กี ระตุ้นความคิดของผอู้ ่านดว้ ยการใช้ประโยคคาถามอยู่เสมอ
...............๑๐.คาว่า “กกุ๊ ชอ้ ป” หมายถึง ภตั ตาคารท่มี ีพอ่ ครวั ทาอาหารฝร่ัง
ตอนท่ี ๓ ตอบคาถามต่อไปน้ี
๑. “โคลนตดิ ลอ้ ” หมายถงึ อะไร จงอธบิ ายมาพอสงั เขป
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ...............................................
............................................ ............................................................................................................................. ...
............................................................................................................................. ...............................................
............................................................................................................................. ................................................
๓๐
๒. จงยกตวั อย่างบคุ คลท่ีถอื วา่ เป็น “โคลนตดิ ลอ้ ” ในสังคมไทย พรอ้ มกับอธบิ าย
............................................................................................................................. ................................................
...................................................................................................................................................................... .......
............................................................................................................................ .................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................................... ..............
..................................................................................................................... ........................................................
............................................................................................................................. ................................................
๓. จงสรุปขอ้ คิดจาก เรื่อง โคลนติดลอ้ อย่างนอ้ ย ๓ ขอ้
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................. ...............
.................................................................................................................... .........................................................
............................................................................................................................. ................................................
....................................................................................................................................................... ......................
............................................................................................................. ................................................................
............................................................................................................................. ................................................
๓๑
แบบฝึ กหดั ที่ ๘
มทั นะพาธา
ตอนท่ี ๑ จงเลือกคาตอบทถี่ กู ที่สุดเพยี งข้อเดยี ว
๑. ขอ้ ใด มใิ ช่ ลกั ษณะของบทละครพดู คาฉนั ท์ เรื่อง มทั นะพาธา
๑. ตวั ละครมีปมขดั แยง้ กัน
๒. จบเรื่องแบบโศกนาฏกรรม
๓. ช่ือ “มทั นะพาธา” มีความหมายวา่ “ตานานรกั ดอกกหุ ลาบ”
๔. เป็นบทพระราชนพิ นธท์ เี่ ป็นบทละครพดู คาฉนั ทเ์ รื่องเดยี วของพระบาทสมเดจ็
พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
๒. จากการทีพ่ ระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจ้าอยู่หัวทรงพระราชนพิ นธ์ เร่ือง มทั นะพาธา ทาใหท้ รงได้รับ
การยกย่องว่าทรงเป็นกวปี ระเภทใด
๑. อรรถกวี ๒. จินตกวี ๓. ปฏภิ าณกวี ๔. สุตกวี
๓. ขอ้ ใด มใิ ช่ ลกั ษณะคาประพนั ธจ์ ากบทละครพูดคาฉันท์ เรื่อง มทั นะพาธา
๑. แตง่ ดว้ ยฉันท์สลบั กาพย์
๒. มีอนิ ทรวิเชยี รฉันท์และวสันตดลิ กฉันท์
๓. มีบทร้อยแกว้ เฉพาะตอนที่เป็นบทสนทนาของตวั ละครท่สี าคญั
๔. กาพยท์ ใ่ี ช้มี ๓ ชนดิ ได้แก่ กาพยย์ านี ๑๑ กาพยฉ์ บงั ๑๖ และกาพยส์ ุรางคนางค์ ๒๘
๔. “ เทวะ! อนั ไมง้ ามสรรพ มลี กั ษณต์ อ้ งกับ พระองค์ดารัสน้นั มี
ในนนั ทะโนทยานศรี องค์พระศจี ธโปรดเป็นยอดมาลา”
“องค์พระศจี” หมายถึงผใู้ ด
๑. พระอินทร์ ๒. พระอศิ วร
๓. ชายาของพระอินทร์ ๔. ชายาของพระอิศวร
๕. “สู่แดนมนุษยแ์ ละเกดิ เป็นมาลเี ลิศ อนั เรียกว่ากุพชฺ ะกะ”
“กพุ ชฺ ะกะ” หมายถงึ ขอ้ ใด
๑. นางคอ่ ม ๒. กุหลาบ ๓. ความรกั ๔. ความหลง
๖. “หมอ่ มฉนั บมบี ุรุษผู้ ประดิพทั ธะใดใด
เป็นโสดบมีมะนะสะใฝ่ อภริ มยฤ์ สมรส”
“ มะนะสะ” หมายถึงขอ้ ใด
๑. คู่ครอง ๒. ใจ ๓. ครู่ ัก ๔. บุรุษ
๓๒
๗. “ อา้ ยอดสิเนหา มะทะนาวสิ ุทธศิ รี,
อย่าทรงพระโศกี วรพกั ตร์จะหม่นจะหมอง”
คาประพนั ธข์ า้ งตน้ น้ี เป็นคาประพนั ธ์ชนดิ ใด
๑. อนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท์ ๒. วสันตดิลกฉนั ท์
๓. อินทวงส์ฉนั ท์ ๔. วิชชุมมาลาฉนั ท์
๘. “อา้ เทพศกั ด์สิ ิทธ์ซิ ่งึ พระจะลงพระอาญา
ขา้ เป็นแต่เพยี งขา้ บมิมุง่ จะอวดดี
หม่อมฉนั นอ่ี าภพั และกโ็ ชคบ่พงึ มี
จ่งึ ไมไ่ ดร้ องศรี วรบาทพระจอมแมน”
คาประพนั ธข์ า้ งต้นน้ี ใชล้ ีลาคาประพนั ธ์ตามขอ้ ใด
๑. เสาวรจนี ๒.นารีปราโมทย์
๓.พิโรธวาทงั ๔.สัลลาปงั คพิสยั
๙. ขอ้ ใดใชล้ ีลาคาประพนั ธ์ตา่ งจากขอ้ อน่ื
๑. พ่ีน้นี ะรกั เจา้ และจะเฝ้าประคบั ประคอง
คูช่ ดิ สนิทน้อง บม่ ใิ ห้ระคางระคาย
๒. พี่รักวะธนู วล บม่ ิควรระอาระอาย
อนั นาริกบั ชาย ฤกค็ วรจะร่วมจะรัก
๓. ดนุถามก็เจ้าไซร้ บ มิตอบ ณ คาถาม
วนิดาพยายาม กะละเล่นสานวนหวน
๔. อนั พี่สิบุญแลว้ กเ็ ผอิญประสบสุรี
และรกั สมคั รมี มนะม่งุ ทะนถุ นอม
๑๐. ขอ้ ใด มิไดใ้ ช้โวหารภาพพจน์
๑. อา้ มทั นาโฉมฉาย เฉิดช่วงดังสาย วชิ ชุประโชติอมั พร
๒. แต่อยูด่ ีดีทนั ใด บงั เกิดรอ้ นใน อรุ ะประหน่งึ ไฟผลาญ
๓. พระองคท์ รงเป็นเทวาธิบดีปรา- กฎเกยี รตยิ ศเกรียงไกร
๔. อกี ท้งั สะพรั่งหนาม ดุจะเขม็ ประดับไว้
ผ้งึ เขียวสิบินไขว่ บ่มใิ คร่ห่างเหิน
๓๓
๑๑.ขอ้ ใด ใช้คาประพนั ธต์ ่างชนิดกับขอ้ อ่นื
๑. อนั วา่ พระองคก์ รุณะขอ้ ย ฤกค็ วรจะปรีดา
อีกควรฉลองวรมหา กรุณาธิคุณครนั
วรศพั ทะทา่ นทรง
๒. โอโ้ อ๋ละเห่ียอรุ ะสดับ คะ ณ ตวั กระหมอ่ มฉนั
ออ้ ยองิ่ แสดงวรประสง- มรุอน่ื ก็ขา้ พลนั
ยบ่อยากจะยนิ ยน
๓. ผิวะนางเผอญิ ชอบ พระจะผิดสถานใด?
จะทุรนทุรายศีล- อนวุ ตั นพ์ ระบณั ฑรู
๔. อา้ องคพ์ ระผสู้ ุระวศิ ิษฎ์
หมอ่ มฉนั สิทรามเพราะบม่ ิได้
๑๒. ขอ้ ใดมคี วามหมายตา่ งจากพวก
๑. ลาเพา วไิ ล ๒. กญั ญา นงรตั น์
๓. สุราลยั สรวง ๔. มธรุ ส พธู
๑๓. “ธาดา ธ สรา้ งองค์ อรเพราพิสุทธิสรรพ์
ไวเ้ พอ่ื จะผกู พนั - ธนะจิตตะจองฤดี”
“ธาดา” หมายถึงผใู้ ด
๑. พระนารายณ์ ๒.พระพรหม
๓. พระอิศวร ๔. พระอนิ ทร์
๑๔. “อยากใคร่สนองพระวรสุน- ทรคณุ อเนกน้ัน
จนใจเพราะผดิ คตสิ ุธรรม์ สุจริตประติชญา”
คาวา่ “ประตชิ ญา” หมายถึงขอ้ ใด
๑. คุณธรรม ๒. คามนั่ สญั ญา
๓. ความประพฤติ ๔. แบบแผนประเพณี
๑๕. มทั นะพาธา มคี วามหมายตรงกับขอ้ ใด
๑. ความลุ่มหลงในรกั
๒. ความรกั อนั เป็นเหตุแห่งทกุ ข์
๓. ความเดือดรอ้ นอนั เนอื่ งมาจากความรัก
๔. ความลมุ่ หลงในรูป รส กลิ่น ของความรัก
๓๔
จากคาประพนั ธต์ ่อไปน้ี จงตอบคาถาม ขอ้ ๑๖ - ๑๗
“ สุเทษณ์ : รกั จริงมจิ ริงฤก็ไฉน อรไทบแ่ จง้ การ?
มทั นา : รกั จริงมิจริงกส็ ุระชาญ ชยะโปรดสถานใด?
สุเทษณ์ : พร่ี กั และหวงั วธจุ ะรกั และบทอดบทิ้งไป
มัทนา : พระรกั สมคั รณพระหทยั ฤจะทอดจะท้ิงเสีย?
สุเทษณ์ : ความรักละเหี่ยอรุ ะระทด เพราะมอิ าจจะคลอเคลยี
มัทนา : ความรกั ระทดอรุ ะละเห่ีย ฤจะหายเพราะเคลยี คลอ?
๑๖. คาประพนั ธ์ท่ีเป็นบทเจรจาโตต้ อบของตวั ละครน้ี มีความดเี ดน่ ในดา้ นใดมากทสี่ ุด
๑. การใชโ้ วหารภาพพจน์ ๒. การเล่นคาและอกั ษร
๓. การแสดงอารมณข์ องตวั ละคร ๔. การพรรณนาให้เกดิ จนิ ตภาพ
๑๗. จากคาประพนั ธข์ า้ งตน้ น้ี ใชค้ าประพนั ธใ์ นขอ้ ใด
๑. อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท์ ๒. วสนั ตดลิ กฉนั ท์
๓. อินทวงศฉ์ นั ท์ ๔. วชิ ชุมมาลาฉนั ท์
๑๘. ขอ้ ใดมใิ ช่ลกั ษณะของสุเทษณ์เทพบตุ ร
๑. มีอทิ ธิฤทธ์ิ ๒. มีวาจาไพเราะออ่ นหวาน
๓. มน่ั คงในความรัก ๔. เอาแต่ใจตนเอง
๑๙. ขอ้ ใด มิใช่ ลกั ษณะของมทั นา
๑. มรี ูปโฉมงดงาม ๒. มีคุณสมบตั ขิ องสตรี
๓. ฉลาดในการเจรจา ๔. มีความอ่อนแอในเร่ืองความรกั
๒๐. แนวคิดเกี่ยวกับความรกั ในขอ้ ใดไม่ปรากฏจากเน้อื เร่ือง
๑. ความรักทาให้คนตาบอด ๒. ทใี่ ดมรี กั ที่นนั่ มที กุ ข์
๓. ความรักเหมือนโคถึก ๔. รกั แทค้ อื การให้
ตอนท่ี ๒ จงเลือกคาตอบทถี่ กู ทสี่ ุดเพียงข้อเดียว
๑. จงวิเคราะหล์ กั ษณะนิสยั ของตวั ละครดังตอ่ ไปน้ี พร้อมยกเหตผุ ลประกอบ
สุเทษณ์เทพบตุ ร
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................... ..........................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................. ...............
๓๕
มทั นา
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
มายาวนิ
............................................ ............................................................................................................................. ....
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
..................................... ............................................................................................................................. ...........
๒. จงวิเคราะห์เน้อื เร่ืองบทละครพดู คาฉนั ท์ เร่ือง มทั นะพาธา ว่าจบอยา่ งสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะเหตใุ ด
จงอธิบาย
.................................................................................................................................... .........................................
.......................................................................................... ...................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ........................................ ........
............................................................................................................................. ................................................
.............................................................................................................................................................................
๓. จงยกตวั อยา่ งคาประพนั ธ์จากบทละครพดู คาฉันท์ เรื่อง มทั นะพาธา ตอนท่ีผเู้ รียนชอบที่สุด พร้อมอธบิ าย
โวหารภาพพจนแ์ ละรสวรรณคดี
.............................................................................................................................................................. ...............
.................................................................................................................... .........................................................
............................................................................................................................. ................................................
....................................................................................................................................................... ......................
............................................................................................................ .................................................................
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................... ..............................
..................................................................................................... ........................................................................
............................................................................................................................. ................................................
....................................................................................................................................... ......................................
๓๖
แบบฝึ กหัดท่ี ๙
การฟงั ให้เกดิ วิจารณญาณ
ตอนที่ ๑ จงลอ้ มรอบตวั อกั ษรหนา้ ขอ้ ทถี่ ูกเพียงขอ้ เดยี ว
๑. คาว่า วิจารณญาณ หมายความวา่
๑. การคดิ ๒. ความรูใ้ นช้นั สูง
๓. การใคร่ครวญอยา่ งมเี หตผุ ล ๔. ปัญญาสามารถสนั นิษฐานเหตุผล
๒. ขอ้ ใดเป็นลาดับในการฟัง
๑. ได้ยิน รบั รู้ เขา้ ใจ ๒. รับรู้ ได้ยนิ เขา้ ใจ
๓. เขา้ ใจ ได้ยนิ รับรู้ ๔. รับรู้ เขา้ ใจ ได้ยนิ
๓. ขอ้ ใดคอื ลาดบั ของวิจารณญาณ
๑. ใคร่ครวญ วินจิ ฉยั วิเคราะห์ ประเมินคา่ ใช้ประโยชน์
๒. ประเมนิ ค่า ใคร่ครวญ วเิ คราะห์ วนิ ิจฉัย ใช้ประโยชน์
๓. วนิ ิจฉยั วิเคราะห์ ประเมินคา่ ใคร่ครวญ ใช้ประโยชน์
๔. วเิ คราะห์ ใคร่ครวญ วนิ จิ ฉยั ประเมนิ คา่ ใชป้ ระโยชน์
๔. สรุปสถานการณ์บา้ นเมืองในรอบปี คอื สารประเภทใด
๑. สารจรรโลงใจ ๒. สารให้ความรู้
๓. สารโน้มนา้ วใจ ๔. สารปลกุ ปลอบใจ
๕. สารประเภทใดตอ้ งใช้ภาษาเรา้ อารมณแ์ ละความรู้สึก
๑. สารจรรโลงใจ ๒. สารให้ความรู้
๓. สารโนม้ นา้ วใจ ๔. สารปลกุ ปลอบใจ
๖. ต่อไปน้ขี อ้ ใดควรมวี จิ ารณญาณในการฟงั มากทสี่ ุด
๑. สรุปสถานการณบ์ ้านเมอื ง ๒. การชักชวนให้ยนื เคารพธงชาติทุกวนั
๓. การเตอื นให้รักษาสุขภาพ ๔. การปฏิบตั ติ นในขณะทอี่ ากาศรอ้ น
๗. สารประเภทใดต้องใชว้ จิ ารณญาณในการฟังมากทส่ี ุด
๑. สารที่ใหค้ วามรู้ ๒. สารจรรโลงใจ
๓. สารโนม้ นา้ วใจ ๔. สารใหค้ วามบนั เทิง
๘. สารท่ีโน้มน้าวใจ ควรใชภ้ าษาอยา่ งไร
๑. ภาษาตลาด ๒. ภาษาแบบแผน
๓. ภาษาสมยั ใหม่ ๔. ภาษาเรา้ อารมณ์
๙. การฟังสารโนม้ น้าวใจ ผฟู้ ังควรใช้วิจารณญาณในแงใ่ ด
๑. ใชภ้ าษางดงามเพยี งใด ๒. ทาความเขา้ ใจเน้อื หาท่สี าคญั
๓. ภาษาทใ่ี ชม้ ีลกั ษณะเร้าอารมณด์ ีเพยี งใด ๔. จดุ ม่งุ หมายในการโน้มนา้ วให้เป็นไปในทางใด
๑๐. ขอ้ ใดเป็นการใชว้ จิ ารณญาณในการฟังสารประเภทจรรโลงใจ
๑. ใชภ้ าษางดงามเพียงใด ๒. ทาความเขา้ ใจเน้อื หาที่สาคญั
๓. สารน้ันจรรโลงใจในแงใ่ ด ๔. ใชจ้ ินตนาการให้ตรงจดุ ประสงค์ของสารน้นั
๓๗
ตอนที่ ๒ ใหพ้ จิ ารณาขอ้ ความตอ่ ไปน้วี ่าขอ้ ใดกล่าวถูกต้องให้ทาเคร่ืองหมาย และขอ้ ใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ งให้
ทาเคร่ืองหมาย หน้าขอ้ ความน้ันๆ
.......... ๑. การมวี ิจารณญาณในการฟงั คอื การฟงั อยา่ งมสี มาธิ
.......... ๒. การเขา้ ใจเร่ืองทไี่ ดฟ้ งั มา ถอื ว่าเป็นการฟังอย่างมีวจิ ารณญาณแลว้
.......... ๓. บคุ คลที่มีวจิ ารณญาณในการฟงั ต้องรูจ้ ักควบคุมใจตนเองไมใ่ ห้มอี คติ
.......... ๔. สารทใี่ หค้ วามรู้ มกั ไม่สลบั ซับซอ้ นนกั ผูฟ้ ังไม่จาเป็นต้องใช้วจิ ารณญาณในการฟงั
.......... ๕. การโฆษณาชวนเช่ือ เป็นการส่งสารท่ีโนม้ นา้ วใจ
.......... ๖. การส่งสารเพ่ือโน้มนา้ วน้ันย่อมมจี ุดมุ่งหมายไปในทางทดี่ เี สมอ
.......... ๗. เพลงปลุกใจ จัดอยู่ในประเภทสารจรรโลงใจ
.......... ๘. สารจรรโลงใจน้ัน ทาให้ผรู้ ับสารเกดิ ความสุขใจ ยกระดบั จิตใจมนุษยใ์ ห้สูงข้นึ
.......... ๙. เพลง “รกั กันไวเ้ ถดิ ” เป็นเพลงทใี่ ห้ความจรรโลงใจ
.......... ๑๐.การสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจในรอบปี เป็นสารท่ีให้ความรู้
ตอนท่ี ๓ ใช้วิจารณญาณในการฟงั สารตอ่ ไปน้ี
สวยวนั สวยคนื ......อยา่ งน้ี อยากรู้นักมอี ะไรดี?
ใชค้ รีมและโลชัน่ กนั แดด เอ็ดการด์ กันเป็นประจา ชว่ ยปกป้องความร้อนจากแสงแดด
ลดสิวฝา้ ริ้วรอยจดุ ดา่ งดา ท่ีทาใหห้ น้าหมองคล้า และช่วยใหห้ น้าขาวเนยี นเป็นธรรมชาติ
เคล็ดลบั งา่ ยๆ แบบน้ี เป็นใครกส็ วยได้ทุกวนั
* มน่ั ใจ หนา้ ขาวเนียนสวยเป็นธรรมชาต.ิ ......จนคุณรูส้ ึกได้ เม่อื ใชเ้ อ็ดการด์ เป็นประจา
เอ็ดการ์ด เพ่ือหน้าสวย หนา้ ใส นานเทา่ นาน
๑. สารโฆษณาต้องการโนม้ น้าวใจอยา่ งไร
.............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ................................................
๒. ขอ้ เท็จจริงของบทโฆษณาน้คี ืออะไร
............................................................................................................................. ................................................
............................................................................................................................................................... ..............
๓. สารน้มี ีขอ้ เสนอท่สี อดคลอ้ งกับความตอ้ งการและพนื้ ฐานของผฟู้ ังอย่างไร
........................................................................................................................................................................... ..
............................................................................................................................. ................................................
๔. ภาษาที่ใช้มีลกั ษณะอยา่ งไร
............................................................................................................................. ................................................
................................................................................... ..........................................................................................
๓๘
แบบฝึ กหดั ที่ ๑๐
ลิลิตตะเลงพา่ ย
ตอนที่ ๑ จงวงกลมลอ้ มรอบตวั อกั ษรทถ่ี กู ต้อง
๑. เร่ืองลลิ ิตตะเลงพา่ ย ใครเป็นผแู้ ตง่ ๒. กรมพระปรมานุชิตชโิ นรส
๑. กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
๓. พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั ๔. พระนงั่ เกลา้ เจ้าอยู่หัว
๒. คาวา่ ตะเลงพา่ ย ความหมายตามรูปศพั ท์ หมายถึงขอ้ ใด
๑. มอญแพ้ ๒. พม่าแพ้
๓. พม่าและมอญแพ้ ๔. พม่าพา่ ยแพอ้ ย่างยบั เยนิ
๓. ลลิ ติ ตะเลงพ่ายมรี สวรรณคดปี ระเภทใดนอ้ ยกว่ารสวรรณคดีอนื่ ๆ
๑. เสาวรจนี ๒. นารีปราโมทย์
๓. พิโรธวาทงั ๔. สลั ลาปังคพิสยั
๔. ในเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายใครเป็นกษตั ริยพ์ มา่
๑. พระเจ้าตะเบงชะเวต้ี ๒. พระเจา้ บุเรงนอง
๓.พระเจา้ นันทบุเรง ๔. พระเจ้าฝรั่งมงั ฆ้อง
๕. สงครามสมยั โบราณสังเกตลกั ษณะของแม่ทพั อย่างไร
๑. ธงประจาตวั ๒. การแต่งกาย
๓. พาหนะทใ่ี ช้ ๔. เคร่ืองเกียรตยิ ศ
๖. คาศพั ทใ์ นขอ้ ใดมคี วามหมายต่างพวกกนั
๑. ไอยรา ๒. คเชนทร์
๓. กญุ ชร ๔. สินธพ
๗. ขอ้ ใดเดน่ เรื่องการเล่นคา
๑. สลดั ไดใดสลดั นอ้ ง แหนงนอน ไพรฤา
๒. ทวนทองเถอื กทอตา เปลือยปลาบ
๓. ถนดั ด่งั ภผู าหลวง ตกตอ้ ง
๔. อรุ ารานร้าวแยก ยลสยบ
๓๙
๘. “อรุ ารานรา้ วแยก ยลสยบ
เอนพระองค์ลงทบ ท่าวด้นิ
เหนือคอคชซอนซบ สังเวช
วายชิวาตม์สุดสิ้น สู่ฟา้ เสวยสวรรค์”
คาประพนั ธข์ า้ งต้น ไม่มี ลกั ษณะในขอ้ ใด
๑. ให้ภาพพจน์ชัดเจน ๒. เล่นอกั ษรแพรวพราว
๓. สมั ผสั ในไพเราะ ๔. ใช้คาเปรียบเทียบท่ีเหมาะสม
๙. คาในขอ้ ใดอา่ นถูกต้อง
๑. มหสุ สวมหนั ต์ อ่านว่า มะ – หุด – สวม – หนั
๒. กระลบั กระลอก อา่ นว่า กระ – หลบั – กระ – ลอก
๓. กระลายกระลบั อา่ นวา่ กระ – ลาย – กระ – ลบั
๔. นฤราสรา้ ง อ่านว่า นะ – รึ – รา – ส้าง
๑๐. หัสดรี ณเรศอา้ ง อวสาน น้นี า
นับอนาคตกาล หอ่ นพอ้ ง
หสั ดรี ณเรศ มคี วามหมายตรงกับคาท่ขี ดี เสน้ ใตใ้ นขอ้ ใด
๑. เชิญราชร่วมคชยทุ ธ์ เผยอเกยี รติ ไวแ้ ฮ
๒. หัสดินปิ่นธเรศไท้ โททรง
๓. คชยานขตั ติเยศเบอื้ ง ออกถวลั ย์
๔. บดั มงคลพา่ ห์ไท้ ทวารตั ิ
ตอนท่ี ๒ จงเขยี นเคร่ืองหมาย หน้าข้อท่เี หน็ ว่าถูก และเครื่องหมาย หน้าข้อที่เห็นว่าผิด
...............๑. เอารสยศเยศ องคอ์ ศิ เรศอปุ ราช หมายถงึ มงั รายกะยอชะวา หรือ มงั กะยอชะวา หรือมงั สามเกียด
...............๒. เหตุท่ีกล่าววา่ “ควรยาตรพลไปเยอื น เตอื นประยทุ ธเอาเปรียบ” เพราะ “วา่ นครรามินทร์ผลดั
แผ่นดินเปลี่ยนราช”
...............๓. ขอ้ ความท่ีวา่ “เจ้าอยธุ ยามบี ตุ ร ลว้ นยงยุทธเชยี่ วชาญ” ตอ้ งการสรรเสริญพระเกียรติสมเดจ็
พระนเรศวร
...............๔. “พระป่ินปกั ธาษตรี บรุ ีรัตนหงสา” ในท่นี ้หี มายถึง พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวต้ี
...............๕. “เลอื ดสลดหมดหนา้ บเ่ หน็ ถา้ ตอ่ รบ” มีลกั ษณะคาประพนั ธ์ประเภทโทโทษ
...............๖. คาว่า “ควาญเคยคดั ท้ายเทยี บ” หมายความว่า ควาญประจา
...............๗.พลส่ีเหล่า เรียกว่า จตรุ พิรีย์
...............๘. เศวตฉตั ร เป็นสญั ลกั ษณ์ บอกตาแหน่งผบู้ งั คบั บญั ชาทพั ระดับเจ้านาย
๔๐
ตอนท่ี ๓ จงตอบคาถามต่อไปน้ีมาพอเข้าใจ
๑. สมเด็จพระนเรศวร เมอ่ื ทรงทราบขา่ วศกึ พมา่ ทรงมีความรู้สึกอย่างไร
.........................................................................................................................................................................
๒. คณุ ลกั ษณะทเี่ ด่นทสี่ ุดของสมเด็จพระนเรศวรเทา่ ทป่ี รากฏในลลิ ติ ตะเลงพ่าย คือ
........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
๓. เพราะเหตุใดพระมหาอุปราชาจงึ ทรงตดั สินพระทยั มาทาสงครามกบั ไทยท้ังทีท่ รงมีพระเคราะห์
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................................ ............................
๔. วธิ กี ารสาคญั ท่ีสมเด็จพระวนั รัต ใชใ้ นการทลู ขอพระราชทานอภยั โทษแกน่ ายกองน้นั คอื อะไร
........................................................................................................................................... .............................
................................................................................................. .......................................................................
ตอนท่ี ๔ จงตอบคาถามต่อไปน้ีให้ได้ใจความสมบูรณ์
๑. ว่านครรามนิ ทร์ ผลดั แผ่นดินเปล่ียนราช เยยี วววิ าทชงิ ฉัตร เพอื่ กษตั ริยส์ องสู้
นครรามินทร์ หมายถึง..............................................................................
กษตั ริยส์ อง หมายถึงใคร..........................................................................
๒. “หงสาวดีบเุ รศ รั่วรู้เหตบุ ่มหิ ึง แหง่ เอิกอึงกฤดาการ”
ทางหงสาวดีรูเ้ หตอุ ะไรเป็นสาคญั
............................................................................................................................... .........................................
๓. เจ้าอยุธยามีบตุ ร ลว้ นยงยทุ ธ์เชี่ยวชาญ
หาญหักศึกบ่มิยอ่ ตอ่ สูศ้ กึ บม่ ิหยอน
ขอ้ ความน้ผี พู้ ูดมีอารมณค์ วามรู้สึกใด
............................................................................................................................. ...........................................
๔. จงยกตวั อยา่ งคาประพนั ธท์ ม่ี ีลกั ษณะเป็นนริ าศจากเรื่องมาอยา่ งนอ้ ย ๑ บท
................................................................................................................................... .....................................
....................................................................................... .............................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
๕. ชา้ งของแม่ทพั หน้าของไทยมชี อ่ื วา่ .................................................................................................................
๖. ท่ีอยขู่ องเทวดาและพรหมมีจานวนคือ เทวดามีในสวรรค์..........................................ช้ัน
ส่วนพรหมมี...............................ช้นั
๔๑
๗. สถานท่ีทีส่ มเดจ็ พระนเรศวรทรงกระทายุทธหัตถี ตาบล............................................................................
จงั หวดั ..............................................................................
๘. ช้างทรงของพระนเรศวร คอื ...........................................................................................................
ชา้ งทรงของพระมหาอุปราชา คือ...................................................................................................
๙. สมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างศกึ มีชอ่ื วา่ ......................................................................................................
และทรงชนชา้ งกบั ......................................................ซ่งึ เป็น..................................................................
ของ...............................................................................................