The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Samantha Weerakun, 2021-06-03 03:49:39

วิชาการพูด ชั้นปีที่ ๑

การพูด (ท ๓๒๒๐๑)

Keywords: วิชาการพูด ชั้นปีที่ ๑

ก า ร พู ด
(ท ๓๒๒๐๑)

นตท. ช้ันปที่ ๑

กองวิชาภาษาไทย สวนการศึกษา
โ ร ง เ รี ย น เ ต รี ย ม ท ห า ร

การพูด ท ๓๒๒๐๑

นตท. ชน้ั ปี ท่ี ๑

ตามหลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑

คำนำ

เอกสารประกอบการเรยี นวิชาการพูด ท ๓๒๒๐๑ ซง่ึ เป็นวิชาในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทยในส่วน
สาระวชิ าพ้นื ฐาน ตามหลกั สตู รโรงเรียนเตรยี มทหาร พ.ศ. ๒๕๕๔ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) คณะอาจารย์
กองวชิ าภาษาไทย สว่ นการศึกษา โรงเรยี นเตรียมทหาร ไดจ้ ัดทำเอกสารประกอบการเรยี นวิชาภาษาไทยขึ้น
เพือ่ ใหน้ กั เรยี นเตรยี มทหารชั้นปที ี่ ๑ ได้ฝกึ ทักษะการพูดในดา้ นต่างๆ ให้พฒั นาและมีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ขึ้น รวมทงั้
เปน็ เครือ่ งมอื ในการประเมินของอาจารย์ผูส้ อนด้วย

กองวชิ าภาษาไทย ส่วนการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหาร หวังวา่ เอกสารประกอบการเรียนเล่มน้ีจะเป็น
ประโยชน์แก่ผูส้ อนและนักเรียนเตรยี มทหารได้เป็นอย่างดี หากภายในเอกสารมีขอ้ ควรปรับปรุงแก้ไข กองวิชา
ภาษาไทยยนิ ดีรบั ข้อเสนอแนะ เพอ่ื นำไปปรับปรุงให้เอกสารเลม่ นี้สมบรู ณ์ยง่ิ ข้นึ ตอ่ ไป

ในโอกาสน้ีกองวชิ าภาษาไทยขอขอบคุณคณาอาจารย์กองวิชาภาษาไทยตลอดจนผู้ท่มี สี ่วนร่วมจัดทำเอกสาร
เล่มนี้ทุกท่านมา ณ ทีน่ ้ี

นาวาอากาศเอกหญิง

(อรณุ ศรี รักษ์มณี)
ผู้อำนวยการกองวิชาภาษาไทย
ส่วนการศกึ ษา โรงเรยี นเตรยี มทหาร

สารบัญ หนา้

บทที่ ๑ ความรู้เบ้อื งต้นเกยี่ วกับการพูด ๑
บทท่ี ๒ การเขียนโครงเรอ่ื งและรา่ งคำพดู ๖
บทท่ี ๓ การพดู ในโอกาสต่างๆ ๑๓
บทที่ ๔ การพดู แสดงเหตผุ ล ๒๔
บทที่ ๕ ศิลปะการสนทนาทด่ี ี ๒๖



บทที่ ๑
ความรูเ้ บือ้ งตน้ เกี่ยวกับการพดู

ความหมายของการพูด
การพูด คือ การสอื่ ความหมายของมนุษย์ด้วยการใชถ้ ้อยคำน้ำสยี ง อากัปกรยิ า ทา่ ทาง สหี น้า

สายตา เพ่อื ถ่ายทอดความรู้ ความคดิ ความรู้สึก ความต้องการ และประสบการณไ์ ปยังผฟู้ งั
การพูดมีความสำคญั มาก การพูดทดี่ จี ะทำใหเ้ กิดการติดต่อสอ่ื สารสมั ฤทธิ์ผลตามจดุ มงุ่ หมายอันจะ

อำนวยประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม
การพดู เปน็ ทงั้ ศาสตร์และศลิ ป์

การพูดเปน็ ศาสตร์ หมายถงึ มหี ลกั เกณฑ์ในการปฏิบตั แิ ละถ่ายทอดคำพูด
การพูดเปน็ ศลิ ป์ หมายถงึ ต้องอาศยั การฝกึ ฝนการพูดจนชำนาญ ถา้ จะให้ได้ผลตอ้ งมกี ารฝกึ พดู ทุก
ขั้นตอน เพ่อื ให้เกดิ ความมั่นใจและพูดได้คล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ
องค์ประกอบของการพดู
การพดู จะสมบรู ณไ์ ด้ ต้องมอี งคป์ ระกอบอย่างนอ้ ย ๓ ประการ ได้แก่
๑. ผ้พู ูด เปน็ ผถู้ ่ายทอดความรสู้ กึ นกึ คิดของตนไปสผู่ ้ฟู งั ผูพ้ ดู ต้องรจู้ กั ใชภ้ าษาน้ำเสยี ง อากปั กิรยิ า
ทา่ ทาง สหี นา้ สายตา อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
๒. ผูฟ้ ัง จะเป็นเครอ่ื งวัดความสามารถของผพู้ ูด ด้วยปฏิกริ ยิ าตอบสนองจากการพดู ของผพู้ ูด
๓. เนอื้ หา ผ้พู ูดควรเลอื กเรือ่ งทตี่ นถนัดและมีความรู้จริง กำหนดจดุ มงุ่ หมายให้ชดั เจนและเตรียม
เรอื่ งพูด เชน่ เดยี วกบั การเขยี นเรียงความ คือ มีคำนำ เนื้อเรอ่ื ง และสรปุ
การวิเคราะหอ์ งค์ประกอบ
๑. ผ้พู ดู

๑.๑ ผู้พดู รจู้ ักกบั ผฟู้ ังดี
๑.๒ ผพู้ ูดเปน็ คนมีชือ่ เสียง
๑.๓ ผู้ฟงั เคยฟังหรอื ติดตามการพูดมากอ่ น
๑.๔ ผู้ฟงั ไมเ่ คยได้ยินช่อื เสียงของผู้พดู มากอ่ น
๑.๕ เปน็ นกั พดู สนกุ สนานสร้างบรรยากาศ
๑.๖ เป็นนักพูดเอาจริงเอาจัง
๑.๗ เปน็ นักพดู วิชาการ
๑.๘ เป็นนกั พูดแบบพดู ไปเรื่อย ๆ
๒. ผฟู้ งั
๒.๑ เพศ
๒.๒ วัย หรอื อายุ วัยของผู้ฟงั แบง่ ออกได้ ดงั น้ี

-วยั เด็ก อายตุ ั้งแต่แรกเกิดถงึ ๑๕ ปี มักสนใจเรอื่ งสนุกสนานไมห่ นักสมอง ชอบเรอ่ื ง
แปลกการผจญภยั ทใี่ หค้ วามต่นื เต้น การละเลน่ ที่น่าสนใจชอบการมีสว่ นรว่ ม ฯลฯ
-วัยหนุ่มสาว อายตุ งั้ แต่ ๑๕-๓o ปี สนใจเรอ่ื งความรัก ความสนกุ สนาน
เพลิดเพลนิ ความสะดวกสบายในชวี ิตความเปน็ อยูส่ นใจสงิ่ ที่แปลก ๆ และ
วิวัฒนาการใหม้ คี วามก้าวหน้า ชอบการศึกษา การเรียนรู้ ฯลฯ



-วยั กลางคน อายุต้งั แต่ ๓๐-๕o ปี มักตอ้ งการความมน่ั คงในชวี ติ รักการทำงาน
ทมุ่ เทชีวิตจติ ใจให้กบั งาน มคี วามจรงิ จงั ตระหนกั ถงึ ความรบั ผดิ ชอบ ชอบการ
วางแผนอย่างสุขุมรอบคอบ สนใจในเรื่องชวี ติ
-วยั ชรา อายุ ๕o ปขี น้ึ ไป มกั จะเป็นคนอนุรักษ์นิยมมากขนึ้ มีความมัธยัสถเ์ กบ็
หอมรอมริบทรัพยส์ มบัติ นกึ ถงึ ความหลงั ความสำเรจ็ ในชีวติ ทผ่ี า่ นมา ภมู ใิ จใน
ความสำเรจ็ ของลกู หลาน
ถ้าความแตกต่างของวยั มีมากตอ้ งพูดเร่ืองทผี่ ้ฟู งั ทกุ วยั ฟงั ไดแ้ ละนา่ สนใจ
๒.๓ การศกึ ษา ระดบั การศึกษามีส่วนสำคญั ตอ่ ระดบั ความเขา้ ใจของเรื่องทพ่ี ูด การพูดทด่ี ี
นั้นต้องมคี วามสอดคล้องกบั พ้ืนฐานการศกึ ษาของผู้ฟงั เชน่ ผ้ฟู งั เปน็ ผทู้ ี่มรี ะดบั การศึกษาสงู แนวการพดู ทเี่ ป็น
วิชาการมเี หตุมผี ลชัดเจน ยอ่ มเปน็ สง่ิ ทผ่ี ู้ฟงั พอใจและเขา้ ใจ แตถ่ า้ ผู้ฟังมีการศกึ ษาน้อย แนวการพูดต้องเปน็ แบบ
งา่ ย ๆ ฟังแล้วเข้าใจ ไม่เป็นวชิ าการมากจนเกินไป การวเิ คราะหผ์ ดิ พลาด ผ้ฟู ังอาจดถู ูกภมู ปิ ัญญาของผ้พู ดู ได้
ถา้ ระดบั การศกึ ษาตา่ งกนั มากควรสรรหาวิธีการพดู ใหผ้ ้ฟู งั ทกุ ระดบั ฟงั แล้วรเู้ รอ่ื งและเข้าใจ
๒.๔ อาชพี ผู้ฟังท่มี อี าชีพอะไรก็มักสนใจไปในแนวทางนนั้ การฟังเร่อื งอะไร
ก็มกั จะไปเปรยี บเทยี บกบั เร่ืองที่ตนเองประกอบอาชพี อยหู่ รอื มีประสบการณม์ ากอ่ น การใช้ถ้อยคำสำนวน
หรือยกตัวอย่าง ควรใหส้ อดคล้องกับอาชีพของผู้ฟงั ส่วนใหญ่ ถา้ ผฟู้ ังมีหลายกล่มุ หลายอาชีพไมค่ วรใหค้ วาม
สนใจหรอื เนน้ เฉพาะอาชพี ใดอาชีพหน่ึง
๒.๕ ทศั นคติและความเชื่อถือ ผ้ฟู ังอาจมคี วามแตกต่างกัน เชน่
-นับถอื ศาสนาต่างกนั
-ความเชอื่ ทางการเมอื งต่างกนั
-ทศั นคตทิ างสงั คมต่างกัน
ถ้าผู้พดู สามารถวเิ คราะห์ไดอ้ ยา่ งลกึ ซงึ้ ถงึ ความเชือ่ ถอื และทศั นคตขิ องผฟู้ งั ได้ก็
จะชว่ ยให้การพูดงา่ ยไม่เกดิ ปรปักษใ์ นระหวา่ งทพี่ ูดสร้างความศรทั ธาจากผ้ฟู งั ได้ง่าย
๓. เนือ้ หา ผู้พูดต้องทราบถึงรายละเอยี ดของการพูดอย่างชดั เจน ตอ้ งทำความเข้าใจหัวข้อ
ทจี่ ะพูดอยา่ งถ่องแทเ้ พอื่ ใช้ในการเตรยี มการพดู ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความต้องการและสนใจของผฟู้ งั
จุดมงุ่ หมายของการพดู
การพดู แต่ละครั้ง ผพู้ ูดตอ้ งตงั้ จดุ มงุ่ หมายเพ่อื จะไดเ้ ตรียมเนอ้ื หาและวธิ ีการพดู ใหเ้ ปน็ ไปตาม
จุดมงุ่ หมายนน้ั ซ่ึงโดยทวั่ ไปแลว้ จุดมุ่งหมายของการพดู มี ๔ ประการ ไดแ้ ก่
๑. เพอ่ื บอกเล่าหรือให้ความรู้ คอื การแสดงข้อเทจ็ จรงิ และความรใู้ ห้ชัดเจนเป็นลำดบั ขัน้ ตอน
๒. เพื่อโนม้ น้าวใจ คอื การชขี้ ้อดหี รือประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ บั เพอ่ื ให้เช่อื ถอื หรอื ปฏิบัตติ าม
เปน็ การชักจงู ใหค้ ลอ้ ยตาม
๓. เพื่อจรรโลงใจ คือ การชีใ้ หเ้ ห็นถึงความดงี าม คณุ คา่ ตลอดจนการให้ความสนุกสนานบนั เทงิ ใจ
๔. เพือ่ คน้ หาคำตอบ คอื การเทา้ ความถึงความเปน็ มาของปญั หาหรอื ข้อสงสัยแลว้ ตง้ั คำถามเพ่อื
ความรหู้ รอื ความจรงิ ในเรือ่ งน้นั ๆ
ประเภทของการพดู
การพดู แบง่ ออกเปน็ ๔ ประเภท ได้แก่
๑. การพูดระหว่างบคุ คล ได่แก่ การทกั ทาย การไตถ่ ามทกุ ขส์ ุข การสนทนา การปรกึ ษาหารอื
การทักท้วงหา้ มปราม การขอร้อง การวา่ กล่าวตักเตอื น การชกั ชวน การให้กำลงั ใจ การใหค้ ำแนะนำ
การสมั ภาษณ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการสรา้ งมนุษยสมั พันธ์ทีด่ ี โดยการพูดระหวา่ งบุคคลนี้ ไมจ่ ำกดั เวลา



ขึ้นอย่กู บั กาลเทศะตามความเหมาะสม
๒. การพูดในกลุม่ หรือการอภปิ รายกลุม่ เปน็ การพดู ทมี่ บี ุคคลเข้าร่วมตง้ั แต่ ๓ คนขึน้ ไป

มจี ุดประสงค์เพอ่ื ปรกึ ษาหารอื แลกเปล่ียนความรู้ ความคิด และประสบการณ์ อาจมปี ระธานของกลมุ่ หรือไม่
ก็ได้ อาจเปน็ กลุม่ ทีร่ วมตวั กันอย่างเป็นทางการ เชน่ คณะกรรมการ สมาชิกของชมรม เปน็ ต้น หรืออาจเปน็
กลุ่มทีร่ วมตวั กนั อย่างไม่เป็นทางการ เช่น เพ่ือนรว่ มห้องเรยี นวางแผนจะไปทัศนศึกษา เป็นต้น

๓. การพดู ในทีป่ ระชมุ ชน การพดู ประเภทนีอ้ าจเป็นการพูดของบุคคลเพียงคนเดียวหรือเปน็ คณะ
พดู กับผฟู้ งั จำนวนมาก ไดแ้ ก่ การแสดงปาฐกถา การอภปิ รายในทส่ี าธารณะ การปราศรยั การบรรยายสรปุ
การกลา่ วต้อนรับ การพูดในโอกาสพเิ ศษตา่ ง ๆ ต่อท่ปี ระชมุ

๔. การพดู ทางสอื่ มวลชน คอื การพูดทางวทิ ยแุ ละโทรทัศน์ เปน็ การใหข้ ่าวสาร ขอ้ เท็จจริง ความรู้
ความคดิ ความบนั เทิง การโฆษณาสินคา้ และบรกิ ารตา่ ง ๆ การพูดประเภทน้ีมีข้อดี คอื สามารถพดู กบั ผู้ฟงั
จำนวนมากซงึ่ อยใู่ นท่ตี า่ ง ๆ กันได้ในเวลาเดยี วกนั แต่มีขอ้ เสยี คือ ผูพ้ ดู ไมส่ ามารถเห็นปฏกิ ริยาตอบสนอง
จากผฟู้ งั ได้

วิธกี ารพูด
วิธีการพูด แบ่งออกเป็น ๔ แบบ ดังน้ี
๑. แบบฉับพลนั เป็นการพูดท่ีผพู้ ดู ไม่ไดเ้ ตรยี มตัวลว่ งหน้า คือ ไมร่ ตู้ ัวมาก่อน ผพู้ ดู จะต้องมี

ไหวพรบิ มปี ระสบการณ์ จึงประสบความสำเรจ็ พดู ได้คล่องแคลว่ ชัดเจน และเปน็ ทพ่ี อใจ
การพดู แบบนี้ จงึ ควรใชเ้ ม่อื จำเป็นจรงิ ๆ เท่าน้นั
๒. การอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดโดยการอ่านทุกตวั อกั ษรจากตน้ ฉบบั ทไี่ ดเ้ ตรียมไว้ เหมาะ

สำหรบั การพูดทเ่ี ปน็ ทางการ เช่น การกล่าวรายงานตอ่ ประธานในพธิ ี สนุ ทรพจน์ การสดุดบี ุคคลสำคัญ
การพดู แบบนีจ้ ะตอ้ งระวงั การอ่านผดิ พลาด จึงควรฝึกซอ้ มให้คุ้นกับข้อความ ควรมีการใชน้ ำ้ เสียง

การเว้นวรรคตอนใหถ้ ูกตอ้ ง อา่ นให้เหมอื นกบั กำลังพูดไม่ยกต้นฉบบั สงู เกนิ ไปและไมก่ ้มหน้าตลอดเวลา
๓. แบบท่องจำ เปน็ การพูดโดยทอ่ งจำเร่อื งที่ได้เตรียมไว้เรียบร้อยแลว้ ซ่งึ ผพู้ ูดจะต้องจำเน้อื ความ

ให้ข้ึนใจแล้วพดู อยา่ งคล่องแคลว่ มชี วี ิตชวี า โดยไม่ดูบนั ทกึ ขณะทีพ่ ูด
การพดู แบบนี้ เหมาะสำหรบั เดก็ ๆ ระดบั ประถมศกึ ษา เพราะเปน็ วิธกี ารปูพน้ื ฐานการพดู

แบบอืน่ ๆ แต่การพูดแบบนี้ ไมม่ คี วามยดื หยุ่น หากลมื เนอ้ื ความตอนใด การพดู กจ็ ะชะงกั ทันที ทำให้เกดิ
ความรำคาญแก่ผ้ฟู งั ขาดอรรถรส ไมช่ วนติดตาม

๔. แบบมบี นั ทึกหัวขอ้ เป็นการพูดโดยเตรียมตัวมากอ่ น คือ เตรยี มเรอื่ งทจี่ ะพูดไว้ล่วงหนา้ ให้
เรยี บร้อยดว้ ยการรา่ งคำพูดไว้ แลว้ จดหวั ขอ้ เรื่องทจี่ ะพดู ตามลำดบั ลงกระดาษแผ่นเลก็ ๆ เพื่อเตอื นความจำ
เม่ือถึงเวลาพดู กพ็ ูดตามทเี่ ตรียมไว้น้นั โดยเหลือบตาดเู ป็นคร้ังคราว แลว้ ขยายความตามความเขา้ ใจ
ใหเ้ หมาะกบั เวลาและปฏิกริ ยิ าตอบสนองของผ้ฟู งั

การพูดแบบนี้ เป็นวิธีการพูดทส่ี มั ฤทธิ์ผลมากท่สี ดุ เพราะเปน็ ธรรมชาตมิ าก ผพู้ ดู สามารถแสดง
ทา่ ทางประกอบ แสดงออกทางสหี นา้ ดวงตา นำ้ เสยี ง ฯลฯ ส่อื ความหมายไปพรอ้ ม ๆ กับการพูดได้อยา่ ง
กลมกลืน มีโอกาสสร้างความสมั พันธก์ บั ผู้ฟงั ไดเ้ ตม็ ที่ มีการประสานตากับผู้ฟงั ทำใหผ้ ฟู้ งั เกิดความรสู้ ึกวา่
มีสว่ นรว่ มกบั ผพู้ ูดและเกิดความศรทั ธาในตัวผพู้ ดู ได้มากท่สี ดุ

ข้อควรระวงั คอื อย่าก้มหนา้ ก้มตาอ่านจากบันทกึ หัวข้อ หรอื ยกกระดาษทเี่ ตรียมมาน้นั ขน้ึ เพ่ง
พิจารณานานเกนิ ไปเพราะจะทำใหผ้ ฟู้ งั รำคาญและเบอ่ื ทจี่ ะฟงั



คณุ สมบัติของนักพูดทดี่ ี
๑. ความสุภาพเรียบรอ้ ยของผู้พดู คือ อากปั กิรยิ าอาการ การแตง่ กาย และถอ้ ยคำทพี่ ดู
๒. ความรับผิดชอบของผ้พู ดู คือ รับผดิ ชอบหนา้ ที่ รับผิดชอบคำพดู ต่อคำม่ันสญั ญาท่ใี หผ้ ้ฟู งั รวมถงึ

รบั ผิดชอบในวฒั นธรรมของผฟู้ งั ดว้ ย
๓. ความจรงิ ใจในการพูด หมายถึง ผ้พู ูดจะตอ้ งพดู ดว้ ยความจรงิ ใจ แตต่ ้องพจิ ารณาวา่ สงิ่ ใดควรพดู

หรือไม่ ไมเ่ สแสรง้ หรอื พดู ประชดประชนั
๔. เป็นนกั ฟงั ที่ดี
๕. ศกึ ษาหาความรอู้ ยูเ่ สมอ
๖. ยอมรับฟังคำวิจารณ์
๗. เป็นตวั ของตวั เอง
๘. มคี วามสุขในการถา่ ยทอดความร้ใู หผ้ ูอ้ ืน่
๙. มคี วามเชอื่ มัน่ ในตนเอง คือ เชอ่ื วา่ พดู ไดแ้ ละดี อยา่ งไรกต็ าม การทผี่ ้พู ดู จะมีความมนั่ ใจ

ในการพดู
๑๐. ไม่ท้อถอยตอ่ ความผิดพลาดครัง้ แรก และตงั้ ใจทจ่ี ะฝึกฝนใหม่
๑๑. ต้องสรา้ งบคุ ลิกลกั ษณะเดน่ น่านบั ถอื นา่ เคารพและนา่ ทักทาย
๑๒. เตรยี มตัวก่อนการพดู คือ ต้องมกี ารเตรียมเนอื่ เร่อื ง เขยี นหัวขอ้ เรอ่ื งทจ่ี ะพดู ไว้ตามลำดบั

โดยเตรยี มฝึกซ้อมพูดลว่ งหนา้ และควรไปถงึ สถานทที่ ่จี ะตอ้ งพดู ก่อนเวลาพอสมควร เพอ่ื ลดความต่นื เตน้
และสนทนากบั บคุ คลในสถานทนี่ น้ั เพอ่ื ความคุน้ เคย และกอ่ นเดินขนึ้ บนเวทหี รอื เขา้ สหู่ ้อง ควรมองผู้ฟงั ให้
ท่วั ก่อนแลว้ นึกเสยี วา่ บุคคลเหลา่ นี้ คือ เพือ่ นสนิท เม่อื ขึ้นบนแทน่ ยืนพูดแลว้ ควรยืนเฉย ๆ มองไปยงั ผ้ฟู งั
โดยรอบสกั ครู่แล้วจงึ กล่าวคำปฏสิ นั ถาร

วธิ ีแกไ้ ขอาการประหมา่ จากการพูด
การประหมา่ เกิดจากความกลวั เมอื่ พจิ ารณาสาเหตขุ องการประหม่าแลว้ ควรจะเตรยี มตัว
ให้พรอ้ ม มคี วามรับผดิ ชอบต่อผฟู้ งั มากขนึ้ หมัน่ ฝึกซ้อม ในท่สี ุดกจ็ ะเป็นผพู้ ูดที่น่านับถือไปเอง ส่วนคนท่ไี ม่
กลวั หรือไมเ่ คยประหม่า พดู ทไ่ี หน เม่ือไหร่ เรื่องอะไร ยอ่ มพดู ได้ทั้งนั้น อาจกลายเป็นผู้พูดท่ขี าดความ
กระตือรอื ร้น ขาดความรบั ผิดชอบตอ่ ผู้ฟงั และไมค่ ่อยปรบั ปรุงความคิดเห็นกม็ ี
วิธแี ก้อาการประหมา่ ทดี่ ีทสี่ ดุ ควรทำ ดังน้ี

๑. เตรียมตวั ให้พร้อม
๒. ปลกุ ความเชื่อม่ันในตนเอง
๓. และพดู เสียงดงั เขา้ ไว้กอ่ น
ถ้ายงั รู้สกึ ประหมา่ หรอื ต่นื เต้น ควรใช้วธิ ี ดังนี้
๑. สูดลมหายใจใหเ้ ตม็ ปอด
๒. ยืนตรงโดยทงิ้ นำ้ หนักลงที่เท้าสองขา้ งเทา่ กนั
๓. ประสานมือกนั ไว้
๔. เรมิ่ พดู ชา้ ๆ ดว้ ยประโยคสั้น ๆ กอ่ น
๕. เหลอื บตามองหวั ขอ้ ที่เตรียมไว้ เพือ่ ความม่ันใจ



บุคลิกภาพในการพดู
นกั พูดทดี่ ีตอ้ งพฒั นาบุคลกิ ภาพ ดังนี้
บคุ ลกิ ภาพภายนอก คอื สิ่งทสี่ งั เกตเห็นเดน่ ชดั หรอื สมั ผสั ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิน้

และกายการแกไ้ ขปรบั ปรุงกท็ ำไดง้ า่ ย ใชเ้ วลาน้อยกว่าและวดั ผลได้ทันที ไดแ้ ก่ รูปรา่ งหน้าตา การแต่งกาย
การปรากฏตวั กริ ยิ าทา่ ทาง การสบสายตา การใช้น้ำเสียง การใช้ถ้อยคำภาษา

บคุ ลิกภาพภายใน ได้แก่ ความเช่อื มน่ั ในตนเอง ความกระตอื รือรน้ ความรอบรู้ ความคิดรเิ รมิ่
ความจริงใจ ปฏภิ าณไหวพริบ ความรบั ผิดชอบ ความจำ อารมณข์ นั บคุ ลิกภาพภายในนั้น
มกั มองไม่เห็น สมั ผสั ยาก ต้องทำงานรว่ มกนั หรืออยูด่ ว้ ยกนั นาน ๆ จึงจะค่อย ๆ แสดงพฤติกรรมออกมา
มีการแก้ไขคอ่ นข้างยาก ใชเ้ วลานานและวัดผลลำบาก นอกจากนั้น บางอยา่ งก็อยลู่ ึกจนแกไ้ ขไมไ่ ด้
ภายหลังได้รบั การฝกึ ชวั่ ระยะพอสมควรแลว้ จึงจะทำใหก้ ลายเป็นคนทเี่ ช่อื ม่ันในตนเองมากขึ้น

*****************************************



บทท่ี ๒
การเขยี นโครงเรือ่ งและรา่ งคำพูด

การกำหนดขอบเขตของเรอ่ื งมคี วามสำคัญมาก ถา้ การพูดน้ันใชเ้ วลายาวนาน เช่น การสอน
การบรรยายควรเขียนหวั ข้อใหญ่ที่ต้องการพดู ไว้ตามลำดบั รายละเอยี ดไวพ้ ดู เสรมิ จากความรู้ ความเข้าใจ
การพดู ท่ดี คี วรครอบคลุมจดุ มุ่งหมายและใหร้ ายละเอียดตามหัวข้อทก่ี ำหนดไวอ้ ย่างครบถ้วนและเหมาะสม
ทัง้ นีข้ ึ้นอยู่กบั เวลาทีก่ ำหนดใหพ้ ูดด้วย การเตรยี มขอบเขตของเรอ่ื งไว้เชน่ นจ้ี ะชว่ ยให้การพูดไมอ่ อกนอก
ประเดน็
ประโยชนข์ องการเขียนโครงเรือ่ ง

๑. ผู้เขียนสามารถอธบิ ายจุดประสงค์ของตนอย่างแจม่ แจง้ และรวบรวมขอ้ มลู เพ่ือทจี่ ะบรรลถุ ึง
จุดประสงคน์ นั้ ในทางปฏบิ ัตคิ นส่วนมากมกั จะตง้ั ต้นเขียนโครงเรื่อง โดยท่ียงั ไมแ่ นใ่ จวา่ จะเขียนโครงเร่อื ง
อยา่ งไรเราใชโ้ ครงเรอ่ื งเป็นเครื่องมือทจ่ี ะใหค้ วามคดิ ของเราแจม่ ชัดขึน้ เราจงึ ต้องวางโครงเรื่องเบื้องตน้ ไว้
ก่อน ซ่ึงจะเป็นประโยชนใ์ นการคดิ คน้ จดุ มุ่งหมายของเรา และจะนำเราไปสจู่ ุดหมายได้

๒. โครงเรอื่ งเปน็ ในประโยชน์ในการตรวจสอบ การจัดระเบยี บเน้ือเร่อื ง ถา้ จัดระเบียบเนือ้ เรอื่ งไม่ดี
เร่ืองท่ีเขยี นนั้นกจ็ ะไมด่ ี โครงเรอ่ื งจะชว่ ยใหเ้ หน็ จดุ ออ่ นของเรือ่ งได้ชดั เจน ฉะนัน้ ผเู้ ขยี นควรจะตรวจดูโครง
เร่อื งให้ดกี ่อนจะเรม่ิ เขยี น ถ้าพบขอ้ บกพรอ่ งก็ควรจะเปลยี่ นแปลงเสยี การใช้เวลาวางโครงเร่อื งใหด้ นี น้ั เป็น
เคร่ืองประกนั วา่ เรือ่ งทเี่ ขียนนั้นจะประสบความสำเรจ็

๓. โครงเรอ่ื งชว่ ยในการอา่ นหนังสือ เพยี งแตอ่ ่านโครงเรอ่ื งเราอาจเข้าใจเนื้อหาของหนังสือน้นั วา่ มี
ใจความสำคัญอย่างไรบ้าง ถา้ เราเข้าใจโครงเรอ่ื งดแี ล้วจึงอ่านเนื้อหาเราจะเขา้ ใจเนือ้ หานน้ั ดีย่งิ ขนึ้

การสรา้ งโครงเรือ่ ง

การสรา้ งโครงเรื่องคือ การเรยี บเรยี งเน้ือหาสาระของการพูดใหม้ คี วามสละสลวย ผสมผสาน กลมกลืน
สร้างความประทบั ใจให้กบั ผฟู้ งั มากทส่ี ุด การพดู อยา่ งไมม่ หี ลกั เกณฑ์ ไมค่ ำนึงถึงลำดับข้นั ตอน ยอ่ มไม่เกดิ
แกน่ สารในการพูดและมคี วามลำบากในการควบคุมเวลาและขอบเขตของเร่อื ง

วธิ กี ารวางโครงเรอ่ื ง มี ๓ ข้นั ตอน
๑. การรวบรวมความรู้ และความคิดการรวบรวมความรูแ้ ละความคิดเก่ียวกับเร่ืองทเี่ ขียนใหม้ าก
ที่สุดเท่าทจี่ ะมากได้ ความรคู้ วามคดิ ดังกลา่ วอาจไดจ้ ากประสบการณโ์ ดยตรง หรือได้มาจากการอา่ น การ
ฟงั การศึกษาหาขอ้ มลู เก่ยี วกบั เรอ่ื งทจ่ี ะเขียน แลว้ ร่างความคิดทรี่ วบรวมไวเ้ ปน็ ข้อ ๆ
๒. การเลือกความรู้ และความคิดนำความร้แู ละความคิดท่ีรวบรวมไดม้ าจดั เป็นหมวดหมู่ เลอื กแต่
หัวขอ้ ทีเ่ กีย่ วกบั เรอ่ื งทเี่ ขยี นพจิ ารณาวา่ หวั ข้อใดเปน็ หวั ขอ้ ใหญ่ ขอ้ ใดเป็นหัวขอ้ ยอ่ ย
๓. การจดั ลำดับความรู้ และความคิด เมือ่ จัดความรแู้ ละความคิดเป็นหมวดหมู่ เป็นหัวขอ้ ใหญ่
หัวขอ้ ย่อยแล้ว จงึ นำหัวข้อเหลา่ นนั้ มาเรียงลำดับใหเ้ ปน็ ระเบียบตามเหตุตามผล เพื่อผเู้ ขียนจะเขยี นได้
สะดวกขึน้ และผู้อ่านจะเขา้ ใจเรอ่ื งไดง้ ่ายข้นึ

๓.๑ จัดลำดบั ตามเวลา คอื เรอ่ื งอะไรเกิดก่อนก็ควรเขยี นกอ่ นและเรื่องทีเ่ กิดทหี ลังก็ควร
เขียนทีหลงั ตามลำดับ เช่น ถ้าจะเขียนเรอื่ ง “การทำนา” ควรจัดหวั ขอ้ ใหญ่ ดงั นี้

๑. การไถนา
๒. การหวา่ นข้าวหรอื การดำนา
๓. การเกบ็ เกี่ยวขา้ ว



๓.๒ จดั ตามลำดบั ประเพณีนยิ ม เชน่ ถ้าจะเขยี นเรอื่ ง “อำนาจอธปิ ไตย” ควรจัดหัวขอ้

ใหญ่ดังนี้

๑. อำนาจนติ ิบญั ญัติ

๒. อำนาจบรหิ าร

๓. อำนาจตลุ าการ

๓.๓ จดั ลำดบั ตามสง่ิ สำคัญนอ้ ยไปสสู่ งิ่ สำคัญมาก เชน่ ถ้าจะเขยี นเรอื่ ง “โรคภยั ไข้เจบ็ ”

ควรกลา่ วถึงโรคทม่ี ีอนั ตรายนอ้ ย เสียก่อน จึงกล่าวถงึ โรคทม่ี ีอนั ตรายมาก อาจจัดหวั ขอ้ ใหญ่ ดังน้ี

๑. โรคหวดั

๒. โรคหดื

๓. โรคปอดบวม

เมอ่ื จะเขยี นหวั ข้อย่อยก็ควรยึดหลกั การจัดลำดบั โครงเรือ่ งดงั ได้กลา่ วมาแล้ว ถา้ ตอ้ งการเขยี นโครง

เร่อื ง ของเร่ืองทีอ่ า่ น ต้องจัดลำดบั ตามเรอื่ งเดมิ

ตัวอย่างการวางโครงเร่อื ง

การเขยี นโครงเรอื่ งมี ๒ แบบ คือ

๑. การเขียนโครงเรือ่ งเปน็ หัวขอ้ ทเ่ี ปน็ คำนาม คำกรยิ า หรอื วลี ประกอบดว้ ยหวั ขอ้ หรอื ประเดน็

สำคัญ โดยใชถ้ ้อยคำหรอื วลสี น้ั ๆ เพือ่ เสนอแนวคิดอยา่ งกวา้ งๆ

๒. การเขยี นโครงเรื่องเป็นหวั ขอ้ ทเี่ ป็นประโยค คอื เขยี นทง้ั หวั ขอ้ ใหญแ่ ละหวั ข้อย่อยเป็นประโยคท่ี

สมบรู ณ์ การเขยี นโครงเรอ่ื งเปน็ ประโยคใหร้ ายละเอียด ไดแ้ จ่มชดั กวา่ โครงเรอ่ื งท่ีไมเ่ ป็นประโยค การเขยี น

เป็นประโยคสัน้ ๆ แตใ่ ห้ความหมายชัดเจน โครงเร่อื งแบบนม้ี ดั นยิ มใชใ้ นการเขียนวิทยานิพนธ์ หรือ

ภาคนิพนธ์

นักพูดท่ีเรียบเรียงโครงเร่ืองท้ัง ๓ ข้ันตอน คือ คำนำ เน้ือเร่ือง สรุปจบ เข้าด้วยกัน

อย่างสอดคล้องผสมผสานกลมกลืน ประกอบกบั มีศิลปะการพูดที่ดี ทั้งน้ำเสียงและลีลาจะช่วยเสริมสร้าง

ความเด่นของโครงเรื่องและเปน็ ปจั จัยสำคญั ทส่ี ุดทจี่ ะนำไปส่กู ารเป็นนกั พดู ทีด่ ี

เร่อื ง “หนงั สือทฉี่ ันชอบอา่ น”

ขน้ั ที่ ๑ รวบรวมความรู้และความคดิ เรอื่ งประเภทหนงั สือที่ฉนั ชอบอา่ นซง่ึ รวบรวมได้

ได้แก่ เรื่องอ่านเล่น เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เรื่องนักสบื นวนยิ ายอิงประวัตศิ าสตรเ์ รอื่ ง นักประดิษฐท์ ่ี

ยงิ่ ใหญ่ เรอ่ื งจรงิ ท่เี กยี่ วกบั การทดสอบทางอวกาศ สถติ ิการจำหนา่ ยนวนิยายแนวประวัตศิ าสตร์

ข้นั ที่ ๒ นำหวั ขอ้ ทร่ี วบรวมไดใ้ นขนั้ ท่ี ๑ มาคัดเลือกและจัดหมวดหมู่

หัวข้อใหญ่ ๑. เรื่องวิชาการ ๒. เรอื่ งอา่ นเล่น

หวั ข้อย่อย ก. ชีวประวัตินักประดษิ ฐ์ ก. นวนิยายอิง

ผู้ย่ิงใหญ่ ประวตั ศิ าสตร์

ข. เรอื่ งเก่ียวกบั การ ข. เรอ่ื งนักสบื

ทดลองทางอวกาศ ค. เรอ่ื งรัก ๆ ใคร่ ๆ

จะเหน็ ว่าในขน้ั น้ีไม่เลอื กหัวขอ้ สถิตกิ ารจำหนา่ ย นวนิยายแนววิทยาศาสตรม์ าจัดเขา้ หมเู่ พราะ
เนื้อหาไม่อยูใ่ นขอบขา่ ยของเรียงความเร่อื งทจี่ ะเขยี น

ข้นั ที่ ๓ นำหัวข้อประเภทหนงั สอื ทจี่ ดั หมวดหม่ไู ว้มาเรยี งลำดับตามความชอบของผเู้ ขยี น
ว่าชอบหนงั สอื ประเภทใดมากนอ้ ยกวา่ กนั จะได้ลำดบั หัวขอ้ ดังนี้



๑. เร่ืองอา่ นเลน่
ก. เร่ืองนักสบื
ข. เรอื่ งนวนิยายองิ ประวตั ศิ าสตร์
ค. เรอ่ื งรกั ๆ ใคร่ ๆ

๒. เรื่องวชิ าการ
ก. ชวี ประวตั ินกั ประดิษฐผ์ ู้ยงิ่ ใหญ่
ข. เรือ่ งเกีย่ วกบั การทดลองทางวิทยาศาสตร์

ตวั อยา่ งการเขยี นโครงเรอื่ ง

รปู แบบของโครงเรื่อง จดั ลำดบั หวั ข้อใหญ่และหัวขอ้ ยอ่ ยใหเ้ ปน็ ระเบียบ หัวขอ้ ยอ่ ยทำหน้าทข่ี ยาย
โครงเรือ่ งใหช้ ัดเจนน้ัน เขยี นเยื้องไปทางขวาของหัวข้อใหญเ่ ลก็ นอ้ ย การใช้ตวั อักษรหรอื ตัวเลขกำกับควรใช้
แบบเดียวกัน ผทู้ เ่ี ขียนโครงเรือ่ งไว้ดจี ะเขียนเนอื้ เร่อื งไดส้ ะดวก รวดเร็ว และเขา้ ใจง่ายดังตัวอยา่ ง

๑. หวั ข้อใหญข่ ้อท่ี ๑
๑.๑ หัวขอ้ ยอ่ ยข้อท่ี ๑
๑.๑.๑ หวั ขอ้ ยอ่ ยรองข้อท่ี ๑
๑.๑.๒ หวั ขอ้ ย่อยรองข้อที่ ๒
๑.๒ หวั ขอ้ ย่อยขอ้ ที่ ๒
๑.๒.๑ หัวข้อยอ่ ยรองขอ้ ที่ ๑
๑.๒.๒ หัวข้อย่อยรองข้อที่ ๒

๒. หัวขอ้ ใหญข่ ้อท่ี ๒
๒.๑ หวั ข้อยอ่ ยขอ้ ที่ ๑
๒.๑.๑ หัวข้อยอ่ ยรองข้อที่ ๑
๒.๑.๒ หวั ข้อยอ่ ยรองข้อที่ ๒

ตัวอยา่ งการเขยี นโครงเรื่องในรปู หัวขอ้
๑. การเขียนโครงเรอื่ งในรูปหวั ขอ้

คอื การเขยี นโครงเร่อื งเปน็ คำ ๆ หรอื เป็นวลี การเขยี นโครงเรอ่ื งวิธีนจ้ี ะใช้กับการเขียนทว่ั ๆ ไป
ตัวอยา่ ง การเขียนโครงเรอ่ื งในรปู หัวขอ้ เรื่อง “หนังสอื ทฉ่ี ันชอบอ่าน”
๑. คำนำ
๒. เนอื้ เรือ่ ง
๒.๑ เรื่องอา่ นเลน่
ก.เร่อื งนกั สบื
ข.นวนิยายองิ ประวตั ิศาสตร์
ค.เรอื่ งรกั ๆ ใคร่ ๆ
๒.๒ เรอ่ื งวิชาการ
ก.ชีวประวัตนิ ักประดิษฐ์
ข.เร่ืองการทดลองทางอวกาศ
๓. สรปุ



๒. การเขียนโครงเร่ืองในรูปประโยค
คือ การเขียนโครงเรือ่ งเปน็ ประโยคท่ีได้ใจความสมบรู ณ์ มักจะใชก้ บั การเขียนที่ต้องการ

ความประณตี และถกู ต้องตามระเบียบ เชน่ การเขียนวิทยานพิ นธ์หรอื รายงาน เปน็ ตน้
ตัวอยา่ ง การเขยี นโครงเรอ่ื งในรปู ประโยค เร่ือง “หนังสอื ที่ฉนั ชอบ”
๑. คำนำ
๒.เนอ้ื เรอ่ื ง
๒.๑ เรอ่ื งอา่ นเลน่ มหี ลายประเภท
ก. เร่อื งประเภทนกั สบื มปี ญั หาและปม ชวนให้ติดตามตลอดเรื่อง
ข. นวนิยายองิ ประวตั ศิ าสตร์ น่าอา่ นเพราะบรรยากาศของเรื่องคลา้ ย
เรื่องจริง
ค. เร่อื งรัก ๆ ใคร่ ๆ ชวนผอ่ นคลายความตึงเครียด
๓. สรุป

ผู้เขยี นเรียงความควรคำนงึ ถึงการวางโครงเร่ืองซึง่ อาจทำไดห้ ลายวธิ ดี งั กล่าวมาแล้วส่วนองคป์ ระกอบ
ของเรียงความ ซงึ่ ได้แก่ คำนำ เน้ือเรือ่ ง และสรปุ น้ัน กม็ หี ลกั การเขยี นไดห้ ลายรปู แบบดว้ ยกันในการเขยี น
เรียงความน้ันองคป์ ระกอบทงั้ ๔ อย่าง ต้องมเี อกภาพ สมั พนั ธภาพ สารัตถภาพ และมกี ารใชภ้ าษา
สละสลวย ซ่งึ ถือวา่ เป็นลกั ษณะของการเขยี นเรยี งความทดี่ ี ซง่ึ หลกั การเขยี นเรยี งความเหลา่ นม้ี ีประโยชน์
มากไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพ่อื ความบันเทิงหรอื การเขียนเชงิ วิชาการ

ตวั อย่างการเขยี นโครงเร่อื งสมบรู ณ์

ความสามัคคี

๑. คำนำ อธิบายความหมายคำวา่ สามคั คี
๒. เนอื้ เร่อื ง

๒.๑ ทำอยา่ งไรจงึ จะเรยี กวา่ ความสามคั คี
๒.๒ หลักธรรมท่ีก่อให้เกดิ ความสามัคคี
๒.๓ ตัวอย่างประกอบ
๒.๔ ทำอยา่ งไรจงึ จะใหค้ วามสามคั คีดำรงอยู่ได้
๓. สรปุ คุณและโทษของความสามคั คี
องคป์ ระกอบของโครงเรอ่ื ง ประกอบไปด้วยสว่ นสำคัญ ๓ สว่ น คือ
๑. คำนำ หรอื คำข้ึนต้น มีประมาณ ๕-๑o%
๒. เนอื้ เรอื่ ง มปี ระมาณ ๘o-๙o%
๓. สรปุ จบ มีประมาณ ๕-๑o%
องค์ประกอบตา่ ง ๆ น้ีต้องมคี วามสอดคล้อง มีความผสมผสานกลมกลนื กนั ตลอดการพดู จงึ จะถอื
เป็นโครงเร่ืองท่ีสมบรู ณ์

การเขียนร่างคำพูด

คำนำหรือคำขึน้ ตน้
บางคนมีความเขา้ ใจวา่ การขึ้นตน้ หรือการอารมั ภบทเริม่ ต้นไมค่ ่อยมคี วามสำคัญจะเรมิ่ อย่างไรก็ได้

เพราะสิ่งสำคญั อยทู่ ีเ่ น้ือเรอื่ ง ความเขา้ ใจนี้เป็นความเข้าใจผิด การเริม่ ต้นทดี่ สี ร้างความสนใจดว้ ยประโยค
เปดิ เร่ืองทเ่ี หมาะสม ยอ่ มสร้างความศรัทธาใหผ้ ฟู้ งั ติดตามต่อไป

๑๐

ลกั ษณะการข้นึ ต้นที่ล้มเหลว
การขนึ้ ต้นลักษณะตอ่ ไปนี้เป็นการขนึ้ ตน้ ทลี่ ้มเหลวโดยสิ้นเชงิ
๑. ออกตวั เพ่อื เรียกร้องความเหน็ ใจจากผฟู้ งั เชน่ “ผมมาพูดวนั นี้ ผมไมค่ อ่ ยจะพรอ้ มเทา่ ไหร่

หรอกครับ ไม่รลู้ ่วงหนา้ มาก่อนเลย ความจำเปน็ บีบบงั คบั ใหต้ อ้ งมาพดู ”
๒. ถอ่ มตวั เพราะเกรงว่าผฟู้ งั จะมคี วามรู้ มปี ระสบการณม์ ากกวา่ พยายามลดระดบั ฐานะความรู้

ความสามารถของตนเอง ฯลฯ ให้ต่ำกวา่ ผ้ฟู งั เช่น “เรอ่ื งท่จี ะมาพูดในวนั น้ี ผฟู้ ังเกือบทุกท่านก็มคี วามรู้
มปี ระสบการณม์ ากกวา่ ผมมากมายนกั ”

๓. ขอโทษ ขออภัย เน่อื งจากกลัววา่ จะพูดไดไ้ มด่ ี พดู ผิดพลาดไมถ่ กู ตอ้ ง ถา้ ไดข้ อโทษ
หรือขออภัยไวก้ ่อน ผฟู้ งั จะได้ไม่โกรธหรอื ยกโทษให้ เช่น “ผมเองก็ไมค่ ่อยแน่ใจนักวา่ สง่ิ ทผ่ี มจะพูดตอ่ ไปน้ี
ถูกตอ้ งตามความเปน็ จริงหรือไมถ่ า้ มสี ว่ นขาดตกบกพร่องไปบา้ งกต็ อ้ งขออภยั ทา่ นผฟู้ ังไวล้ ว่ งหนา้ ก่อนครบั ”

๔. อ้อมค้อม อ้างเหตนุ านาประการที่เป็นเรอ่ื งของตนเอง หรือเหตุการณอ์ นื่ ๆ ทไี่ มม่ สี ว่ นเกี่ยวข้องกบั
เรอ่ื งทีพ่ ูดเลย เช่น “วนั ก่อนที่ผมจะมาพูดทีน่ ่ี ผมไปทานอาหารมาครบั เป็นอาหารทะเลสดๆ พอตอนเช้า
ผมกท็ ้องเสีย ถา่ ยทอ้ งทงั้ วันจนรสู้ กึ หมดเร่ยี วแรงแทบจะยนื ไมอ่ ยู่”

ลกั ษณะการขน้ึ ตน้ ดงั กล่าวนไ้ี ม่กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ ผฟู้ ังเลยแมแ้ ตน่ ้อยนอกจากจะเป็นการระบาย
ความในใจของผู้พดู ออกมาลว่ งหนา้ ไว้ก่อน ตามหลกั การพูดถือเปน็ การสญู เสยี เวลาและทำลายความสนใจ
ของผฟู้ งั ไม่ก่อใหเ้ กดิ ความศรทั ธาจากผู้ฟังแตป่ ระการใด

วธิ ีการขน้ึ ตน้ ทสี่ มั ฤทธ์ิผล

วิธีการขนึ้ ตน้ ตอ่ ไปนเ้ี ป็นวิธกี ารที่สมั ฤทธผ์ิ ลสามารถดึงความสนใจผ้ฟู งั ได้ในทนั ทที นั ใด ผ้พู ูดอาจ

เลือกวธิ ใี ดวิธีหน่ึงในการขึน้ ต้นตามความเหมาะสม

๑. พาดหัวข่าว การพาดหวั ขา่ วดว้ ยประโยคหรือถอ้ ยคำทน่ี า่ สนใจ นา่ ตดิ ตามย่อมทำให้

ผฟู้ ังอยากฟงั ต่อวา่ รายละเอียดเป็นอย่างไร เชน่ “วัดผลรัฐบาลย้ี” “สอบตก ได้เกรดเอฟ” “ลกู ทรพฆี ่า

แม่ ไม่ยอมใหเ้ งนิ ซอ้ื ผงขาว”

๒. กลา่ วคำถาม การตง้ั คำถามในการเรม่ิ ต้นการพดู จะดงึ ความสนใจให้จดจ่ออยู่ท่ตี ัวของ

ผูพ้ ดู ได้ผฟู้ งั อาจนกึ ตอบคำถามไปด้วยในใจ เช่น “ท่านทราบหรือไม่วา่ ถ้าเรายิ้มใหโ้ ลกน้แี ลว้ โลกจะยมิ้ ให้

เรา” “ทา่ นเช่ือไหมวา่ ผมี ีจริง”

การตง้ั คำถามน้นั ควรคำนึงถึงส่งิ ตอ่ ไปนี้

-ตอ้ งเปน็ คำถามเก่ียวข้องโดยตรงกบั เรอื่ งทจ่ี ะพูด

-ตั้งคำถามทีผ่ ู้ฟงั มโี อกาสตอบหรอื ติดตามไปดว้ ย

-ไม่ควรเปน็ คำถามซอ้ นคำถาม หรือมคี ำถามมากเกนิ ไป

๓. ทำใหเ้ กิดความสงสยั วธิ ีการทำใหเ้ กิดความสงสยั นแ้ี ตกตา่ งจากวิธกี ารกล่าวต้ังคำถาม เพราะ

การข้นึ ตน้ แบบน้ีไม่เป็นคำถาม เชน่ “ปรากฏการณ์ประหลาดทีไ่ มเ่ คยพบมากอ่ นในประวัตศิ าสตรช์ าติไทยได้อุบัติ

ขนึ้ แลว้ ” “ถ้าเปรยี บเทยี บเป็นคนกอ็ ายุปาเข้าไปตงั้ ๕o แลว้ แตย่ งั ไมม่ อี วัยวะครบ ๓๒ สกั ที”

เปน็ การจดุ ประกายความอยากรูอ้ ยากเหน็ ของผ้ฟู งั ให้ติดตามต่อไป การใช้วิธกี ารน้คี วรเปน็ เรอ่ื งท่ี

น่าสนใจจรงิ ๆ อย่างมเี หตผุ ล

๔. ใชว้ าทะหรือบทกวีการขน้ึ ต้นแบบนี้ค่อนข้างจะง่ายและสะดวก ผพู้ ดู สามารถสรรหา

วาทะ คำคม บทกวี ฯลฯ ที่เหมาะสมมาใช้ได้เหมาะกบั เรอื่ ง เชน่

“ถงึ บางพูดพดู ดเี ปน็ ศรีศักด์ิ มีคนรกั รสถ้อยอร่อยจิต

แม้พดู ช่ัวตวั ตายทำลายมติ ร จะชอบผดิ ในมนษุ ยเ์ พราะพูดจา”

๑๑

การอา้ งวาทะ หรอื บทกวีควรเป็นของบุคคลที่มชี ่ือเสยี ง และควรเป็นบทส้นั ๆ เพยี งบทเดียว
ถ้ายกวาทะหรือบทกวีมากมายหลายบทในตอนเริม่ ต้นจะทำใหเ้ สียเวลามากเกินไป

๕. สร้างอารมณข์ นั การข้นึ ตน้ ดว้ ยอารมณข์ ันสนุกสนานย่อมสรา้ งความสนใจจากผูฟ้ งั ได้อย่างมาก แต่
เป็นวิชาการทคี่ ่อนข้างยาก และเส่ยี งพอสมควร ผู้พดู ต้องใชศ้ ลิ ปะในการสร้างอารมณข์ นั ประกอบด้วยจงึ จะได้ผล
เช่น “ผูช้ ายทีซ่ วยทส่ี ดุ ในโลก คอื ผู้ชายทม่ี ีเมยี จจู้ บ้ี น่ ตลอดทงั้ วนั และผ้ชู ายคนนน้ั กค็ ือสามีของดิฉันเอง
แหละคะ่ ”

๖. ใหค้ ำจำกัดความเชน่
“จริยศกึ ษา” มคี วามหมายตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๔ ใหไ้ วว้ ่า
“น. การศึกษาเก่ียวกบั ความเจรญิ งอกงามในทางความประพฤตแิ ละการปฏบิ ตั งิ านเพอ่ื ให้อยใู่ นแนวทางของ
สงั คมและวฒั นธรรม” ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Moral Education
๗. คำนำทีน่ ำด้วยสงิ่ ท่ีจะกลา่ วต่อไปในเน้อื เร่อื งเชน่
ฉนั เคยคน้ พบเมอื งโบราณ โดยต้องพยายามอย่างแปลกประหลาด ๒ เมอื ง คือ เมอื งเชลยี งซง่ึ
เป็นเมอื งมีเรือ่ งในพงศาวดาร แต่ไม่มใี ครรู้ว่าอย่ทู ่ีไหนเมอื งหนง่ึ กับเมอื งซึ่งตวั เมอื งยงั มอี ยู่แตไ่ ม่มใี ครรจู้ กั
ชือ่ เผอญิ ฉนั แปลศพั ทอ์ อกจงึ รวู้ า่ ช่อื เมอื งอทู่ องเมอื งหนงึ่

๒. เนอื้ เรือ่ ง
เมื่อเริ่มต้นได้ดีสามารถสร้างความสนใจให้แก่ผู้ฟังแล้ว การดำเนินเรื่องต้องให้มีความกลมกลืนกับคำ

ขึ้นต้น บางคนเริ่มต้นดี แต่พอถึงเนื้อเรื่องกลับล้มเหลวอยา่ งไม่เปน็ ทา่ ทั้งนี้เพราะขาดวิธีการดำเนินเรื่อง
นน่ั เอง

กลวิธีการดำเนนิ เร่ืองทถี่ ูกตอ้ ง คอื
๑. ดำเนนิ เรอ่ื งไปตามลำดบั อยา่ วกวนจนทำใหผ้ ู้ฟงั งง ควรเร่มิ จากจุดแรกไปสจู่ ดุ สดุ ท้ายทลี ะขัน้ ตอน

ผฟู้ ังจะสามารถตดิ ตามเรือ่ งไปได้ตลอด หรอื การพดู อาจเริ่มจากเหตไุ ปสผู่ ล หรอื เรมิ่ จากผลนำกลบั มาสเู่ หตุ
แล้วแตค่ วามเหมาะสม

๒. จัดอยูใ่ นประเดน็ เน้ือเรอ่ื งทพ่ี ดู ตอ้ งอยู่ในประเดน็ ของเรอื่ ง หรือขอบเขตของเร่ืองทก่ี ำหนดไวเ้ สมอ
เพอ่ื ไมใ่ หเ้ สยี เวลา และทำใหผ้ ู้ฟังเกดิ ความสบั สน ผู้พูดควรมหี วั ข้ออย่ใู นใจและอธบิ ายหรือขยายความตามหัวขอ้
จะช่วยยึดให้การพูดอยู่ในขอบเขตหรอื ประเด็นได้มากขึ้น

๓. ใชต้ วั อยา่ งประกอบตามเรอื่ ง บางคร้ังการฟงั อยา่ งเดยี ว ผฟู้ งั อาจจะยังไม่เข้าใจ ถา้ มีการยกตัวอยา่ ง
ที่เกย่ี วขอ้ งกบั เร่ืองราวนน้ั มาประกอบ จะช่วยใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจได้มากขน้ึ ช่วยให้เนอื้ เรอื่ งมีน้ำหนกั น่าเช่ือถือ
และเหน็ ภาพพจน์ ควรยกตวั อย่างง่ายๆ ใกลต้ ัวผู้ฟงั ซึง่ อาจเปน็ เหตกุ ารณท์ เี่ กิดขนึ้ จรงิ ๆ

๔. เร่งเร้าความสนใจดว้ ยถอ้ ยคำท่นี ่าสนใจ คำคม มกี ารสอดแทรกอารมณ์ขันในระหว่างการพูด
อยา่ งเหมาะสม จะชว่ ยสรา้ งความสนใจของผฟู้ ังไดเ้ ชน่ กนั
๓. สรปุ

เม่อื ขนึ้ ตน้ ดี ดำเนนิ เรอื่ งไดอ้ ยา่ งกลมกลืน การสรปุ จบต้องสรา้ งความประทบั ใจให้แก่ผ้ฟู งั ผฟู้ ัง
บางคนมาลม้ เหลวอย่างส้ินเชงิ ในการสรุป ผฟู้ งั จะประทบั ใจมากหรอื นอ้ ยอยทู่ ีต่ อนสรปุ จบด้วย

การสรุปจบทล่ี ม้ เหลว
การสรปุ ด้วยถ้อยคำหรือประโยคตอ่ ไปน้มี กั ได้ยินอยบู่ อ่ ยๆ เปน็ การจบท่ไี ม่มีคณุ ค่าและไมส่ รา้ งความ

ประทับใจ แต่ประการใด

๑๒

๑. “ขอจบไว้เพียงเทา่ น้ี” หรือ “ขอยุติไวแ้ ตเ่ พยี งเทา่ น”้ี
๒. “มีเท่านี้แหละครับ” หรือ “มเี ท่านแ้ี หละคะ่ ”
๓. “คงจะได้รบั ประโยชนบ์ ้างไมม่ ากกน็ ้อย”
๔. จบดว้ ยการขอโทษหรอื ขออภัย เน่ืองจากกลวั วา่ จะมคี วามผดิ พลาดหรอื ไม่ถกู ต้อง
การสรุปจบทส่ี ัมฤทธผ์ิ ล
การสรปุ จบทไ่ี ด้ผล และสรา้ งความประทบั ใจนนั้ อาจใช้วธิ ีใดวธิ หี น่ึงตอ่ ไปนี้
๑. สรปุ ความโดยยอ่ จบั ใจความสำคญั ของเรอื่ งท่พี ดู มาทง้ั หมด เน้นในตอนท้ายอกี ครงั้ เพ่ือช่วยผฟู้ งั
เข้าใจจดจำและเรอื่ งราวอยา่ งย่อ ๆ อกี คร้งั ตอ้ งใช้ถอ้ ยคำท่ีกระชบั ไม่เยน่ิ เยอ้ เพอ่ื ให้ไดใ้ จความมากท่สี ดุ
๒. ขอรอ้ งใหก้ ระทำเป็นการสรปุ จบในรปู แบบของการพูด เพ่ือเรยี กร้องจงู ใจใหผ้ ฟู้ งั ปฏบิ ตั ิตาม การ
สรปุ จบแบบนผ้ี ู้พดู ต้องมน่ั ใจว่า สามารถสรา้ งความรสู้ กึ คลอ้ ยตามของผฟู้ งั ตามเนื้อเรือ่ งที่พูดมาแล้วเป็น
อยา่ งดี เช่น พูดถงึ ความทุกขย์ ากของทหาร ตำรวจ ซง่ึ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทอ่ี ยู่ทีช่ ายแดน ในตอนสรปุ จบผพู้ ดู ต้อง
เรยี กร้องใหผ้ ฟู้ งั ช่วยเหลือทหาร ตำรวจเหลา่ นี้
“ความทุกข์ยากของพวกเขาสามารถบรรเทาดว้ ยความช่วยเหลือของพวกเราชาวไทย โปรดรวบรวม
น้ำใจของท่านไม่วา่ จะเปน็ เงินทองหรอื ส่ิงของไปช่วยเขา ผา่ นทางมลู นิธสิ ายใจไทย นบั ตงั้ แต่บัดน้ี ถา้ พวกเรา
ชาวไทยรว่ มแรงรว่ มใจกนั อยา่ งน้ี แมเ้ พยี งคนละบาทชาตกิ จ็ ะอยรู่ อด”
การแสดงทา่ ทจี รงิ ใจ และจริงจงั จะชว่ ยใหส้ รปุ แบบนีป้ ระสบความสำเรจ็ มากข้นึ
๓. การนำฝากกลบั ไปคิดการจบแบบนผี้ ฟู้ งั จะมโี อกาสใช้ความคดิ และมคี วามฝังใจในเรอื่ งที่ฟงั
อยา่ งดี คำตอบของผู้ฟงั อาจจะแตกตา่ งกนั บ้าง แต่ควรอยใู่ นจุดประสงค์ และจุดหมายของผ้พู ดู เช่น การ
พูดถึงประโยชน์ของการประหยัดในตอนสุดท้ายเป็นการสรุปจบแบบฝากนำกลับไปคิด “ท่านลองคิดดูวา่
ถ้าท่านเริม่ ประหยดั กนั ตงั้ แต่วนั น้ีเพยี งวันละ ๑๐ บาท ชวี ิตในบนั้ ปลายของทา่ น จะมเี งินจากการประหยดั
สกั เท่าไร” ผพู้ ูดตอ้ งระมัดระวงั การจบแบบนีผ้ ้ฟู งั ควรมีโอกาสคดิ และหาคำตอบได้ด้วย
๔. ใช้ภาษติ วาทะหรือบทกวี วิธีการสรปุ จบแบบนคี้ ่อนขา้ งงา่ ยและสะดวก ภาษิต วาทะ หรอื
บทกวีที่นำมาสรปุ นต้ี ้องสัมพันธ์กับเรื่อง
๕. เปิดเผยตอนทีส่ ำคญั ผู้พูดอาจสร้างความสงสัยให้แก่ผู้ฟัง เพื่อทำใหผ้ ู้ฟงั สนใจและ ตดิ ตาม
เรอื่ งมาโดยตลอด ถงึ สรปุ ตอนจบตอ้ งเปดิ เผยตอนสำคญั ทีซ่ อ่ นเรน้ และสร้างความสงสัยไว้น้ัน เพอ่ื ทำเรือ่ งให้
สมบูรณ์ จงั หวะการเปิดเผยตอ้ งเป็นจงั หวะทเ่ี หมาะสม เปิดเผยเมื่อผ้ฟู ังสงสยั และต้องการรู้มากท่ีสุดจะ
ช่วยใหส้ ามารถเสริมสรา้ งความพงึ พอใจให้กบั ผฟู้ งั ไดม้ ากทส่ี ดุ
๖. สรปุ แบบตอบคำถามเชน่
รวมความวา่ คำว่า “ไทย”ทเ่ี ป็นเชอื้ ชาติน้นั มีความหมาย“ใหญ่” สว่ นทม่ี คี วามทางอสิ ระเสรี
น้นั ไม่ใชค่ วามหมายในชอ่ื ของเชอื้ ชาติ แตเ่ ป็นความหมายเรือ่ งฐานะของบุคคลซง่ึ เพง่ิ มาเกิดมีขึ้นตงั้ แต่
สมยั อยุธยา

*********************************

๑๓

บทท่ี ๓
การพดู ในโอกาสตา่ งๆ

การพูดในสังคมเกิดขึ้นทุกโอกาส การรู้จกั พูดให้ถกู กาลเทศะ สถานท่ี กับการท่ีพูดได้ถกู ต้อง

ไมเ่ กอ้ เขิน เข้ากบั บรรยากาศได้ดี สรา้ งความประทบั ใจเป็นมารยาทอนั ดงี ามที่ควรจะศกึ ษา
การพดู ในโอกาสตา่ ง ๆ มหี ลกั ท่ัวไป ดังน้ี
๑. การอบรมชีแ้ จงหน้าแถว
การอบรมชีแ้ จงหน้าแถวเป็นการพูดอบรมหรือชแ้ี จงใหผ้ ู้ฟังเข้าใจเรอื่ งท่ผี ู้พูดตอ้ งการสื่อออกไป

มหี ลักเกณฑ์ดังต่อไปน้ี
๑. ต้องรู้เรื่องทจ่ี ะพดู อย่างแจม่ แจง้ เพื่อชว่ ยใหค้ ำพูดมคี วามหนักแน่นมีนำ้ หนัก

มีความมั่นใจ
๒. กล่าวตามลำดับเนือ้ หาให้เหมาะสมคอื
-กลา่ วเกรนิ่ นำหรือบอกเหตผุ ลเร่อื งที่จะกล่าว
-เน้ือหา
-สรุปส่งิ ท่ีผู้พูดต้องการ มีเหตุผลทเี่ หมาะสมเปน็ ไปในทิศทางทด่ี ี
๓. ขณะทพ่ี ดู ควรมองหน้าสบตาผฟู้ ังใหท้ ั่วถงึ
ตัวอยา่ งการอบรมช้ีแจงหนา้ แถว

ตัวอยา่ งท่ี ๑ แบบขอความรว่ มมอื
“สวัสดีกำลงั พลทกุ นาย ผมขอแจง้ ให้ทราบว่า วันนี้ ทางโรงเรยี นเตรียมทหารมกี ารจัดงานเกยี รติยศ

จักรดาว ซง่ึ จะมีผู้มาร่วมงานจำนวนมากเดินทางมาที่หน่วยงานของเรา ผมจงึ ขอความรว่ มมอื จากกำลังพล
ทุกนายให้เปน็ เจา้ บา้ นทีด่ ใี นการตอ้ นรบั ผู้มาเยอื น และให้ความช่วยเหลือบรรดาผ้มู าร่วมงานด้วยความเต็ม
ใจหากได้รับการร้องขอ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสถานที่ แจง้ กำหนดการ หรือเร่ืองอ่นื ๆ

ส่วนผูท้ ีม่ หี นา้ ทเี่ กย่ี วข้องโดยตรง ท้ังเจ้าหนา้ ทตี่ อ้ นรับและเจ้าหน้าท่ีจดั เล้ยี ง ขอให้ปฏิบัตหิ นา้ ที่
อย่างตั้งใจเน่ืองจาก ทางผู้บังคับบัญชาได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติมา ทั้งนี้เพราะงานน้ีจะมีผู้บังคับบัญชา
ระดบั สูงมารว่ มงานเป็นจำนวนมาก ผมจงึ ขอฝากกำลงั พลทุกนายเอาไว้ขอให้พวกเราจงเหน็ แก่ชื่อเสียงของ
โรงเรยี นเพอ่ื เปน็ การสรา้ งภาพลกั ษณ์ทดี่ ีต่อหน่วยงานของเรา

จากทผ่ี มช้แี จงมา มกี ำลังพลท่านใดมีขอ้ สงสัยหรือข้อเสนอแนะบ้างหรือไม่ครับ หากไมม่ ีผมขอเน้น
ย้ำเรื่องการปฏิบัติตนของกำลงั พลทุกนายอกี ครั้งหนึ่ง และขอให้ผทู้ มี่ หี นา้ ทแี่ ยกยา้ ยไปปฏิบัติหน้าที่ของตน
ตามภารกจิ ที่ได้รับมอบหมาย สวสั ดี”

ตวั อยา่ งที่ ๒ แบบเชงิ ตำหนิ
“นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ ๑ ทุกนาย เหตุการณ์ผิดพลาดที่เกิดขึ้นในวันน้ีล้วนเกดิ ข้ึนจากการ

บกพรอ่ งเร่ืองวนิ ยั
ขอใหท้ ุกคนจำไวว้ ่า วนิ ยั ไม่ใชก่ ารจำกัดเสรีภาพ แต่เป็นการสรา้ งความมนั่ คงทางจติ ใจ ซง่ึ จะได้มี

เสรภี าพในการทำสิ่งท่มี คี า่ และถูกตอ้ ง
ขอใหท้ ุกคนขม่ ใจตนเองให้อย่ใู นวินัย และหวงั วา่ เหตุการณ์ดงั กล่าวจะไม่เกิดข้ึนอีก แต่หากเกิดขึ้น

อีกผ้ทู ท่ี ำผิดวินัยจะตอ้ งได้รับความผดิ ตามกฎท่กี ำหนดไว้สวัสด”ี

๑๔

๒. การกลา่ วสนุ ทรพจน์
สุนทรพจน์ หมายถึง คำพูดที่ดีงาม ไพเราะจับใจ มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง การพูด
สุนทรพจน์มักมีในพธิ สี ำคัญ เช่น พธิ ีตอ้ นรับแขกเมอื งคนสำคญั พิธไี ดร้ ับตำแหนง่ สำคญั เชน่ นายกรฐั มนตรี
ประธานาธิบดี หรือการกลา่ วในงานฉลองระลึกถึงบุคคลสำคัญ วันสำคัญ ระดับชาติ หรือเป็นการกล่าวใน
เรือ่ งใดเร่อื งหนึ่งเพื่อสรา้ งสรรค์จรรโลงใจเปน็ คำพูด ทีแ่ สดงความปรารถนาดี การกลา่ วสุนทรพจนเ์ ป็นเร่ือง
สำคญั ย่งิ มกั ไดร้ ับการยกย่องว่า เปน็ การพูดช้ันยอด มหี ลกั เกณฑ์ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑. กล่าวโดยใช้ถ้อยคำท่ไี พเราะ ลกึ ซ้งึ กนิ ใจและจบั ใจ
๒. กลา่ วโน้มน้าวให้ผฟู้ งั เห็นคลอ้ ยตาม
๓. กระตนุ้ ผู้ฟง้ ให้มคี วามเช่ือม่ันในตวั ผพู้ ูดและเหน็ ตามผ้พู ูดโดยยนิ ดี
๔. สร้างบรรยากาศใหเ้ กิดความหรรษาและให้ความสขุ แกผ่ ้ฟู ัง
๕. ตอนเปิดเร่ือง ตอ้ งกระตุน้ ให้ผูฟ้ งั เห็นความสำคัญของเร่อื งทจี่ ะพดู
๖. ตอนจบเรือ่ ง ควรสรปุ ความทง้ิ ทา้ ยให้ผฟู้ ังนำไปคดิ หรือฝากไว้ในความทรงจำตลอดไป
๗. การใช้ภาษาในสุนทรพจนต์ ้องถกู ตอ้ ง ชัดเจน กะทัดรดั และนา่ ฟัง นา่ ตดิ ตาม ด้วยลีลา
ท่ีสภุ าพ

ตัวอยา่ งการกล่าวสนุ ทรพจน์ท่ี ๑ (กรณเี ขา้ รว่ มการแขง่ ขนั และมผี ้แู นะนำชอื่ ตนเองแล้ว)

สุนทรพจน์ รางวัลชนะเลศิ การประกวดสนุ ทรพจน์อดุ มศึกษาเฉลมิ พระเกยี รติครัง้ ท่ี ๑๓ ถ้วยพระราชทาน
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั โดยนรต.อมรพนั ธุฉ์ ิมอิม่ โรงเรยี นนายรอ้ ยตำรวจ

รอยพระบาทยาตราทว่ั หลา้ ร่มเย็นเป็นสขุ
ทา่ นคณะกรรมการคณาจารย์และผมู้ ีเกียรตทิ กุ ทา่ น
“วังทพิ ย์คือท้องทงุ่ มา่ นงามรุง้ คอื เขาเขนิ ร้อนหนาวในราวเนิน มาโลมไล้ต่างรสสุคนธ์ ยา่ งพระบาทท่ี
ยาตรา ยาวรอบหลา้ ฟา้ สากล พระเสโททถี่ ง่ั ทน้ ถ้าไหลรวมคงทว่ มไทย...” ความตอนหนึ่งของกาพย์เหเ่ รอื
ฉลองสิรริ าชสมบัตคิ รบ ๖๐ ปี โดยนาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย บทน้ี ช่างเป็นภาพทส่ี ะทอ้ นให้เห็นอยา่ ง
เด่นชดั ถงึ พระราชจรยิ วตั รอนั งดงาม ที่ปรากฏข้นึ ทุกเขตคามบนผืนแผน่ ดินไทย ท้องทุ่งทม่ี สี ถานะดง่ั
พระราชวังขนุ เขาที่บดบงั ประดุจดง่ั พระวสิ ตู รหลวง และความรอ้ นหนาวท้งั ปวงทโี่ ลมไล้พระวรกาย ยังคงผัน
เปลย่ี นแปรไปตามฤดกู าล ผา่ นวัฏจักรของธรรมชาติในทกุ ขวบปี เช่นเดยี วกับความทุกขร์ อ้ นของราษฎรบน
ผนื แผ่นดนิ น้ี ท่ียงั วนเวยี นเป็นวัฏจักรอย่างมจิ บสน้ิ และนน่ั คอื เหตผุ ลวา่ ทำไมพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว
จึงมเิ คยหยดุ พกั จากการทรงงาน
ตลอดระยะเวลากว่า ๖ ทศวรรษ ท่พี ระมหากษตั รยิ ์นกั พัฒนา พระผา่ นฟ้าผู้ครองใจคน ดว้ ยพระนาม
“ภมู พิ ล” อนั หมายถงึ กำลงั ของแผน่ ดิน ไดท้ รงทมุ่ เทพระวรกายเพื่อแกไ้ ขปญั หาให้แก่ราษฎรในทกุ ท้องถ่นิ
ประหน่งึ กำลังของแผน่ ดินโดยแท้ ทุกรอยพระบาททเ่ี หยียบยา่ ง ได้สรา้ งความหวัง ความสุข และความ
ประทบั ใจ ใหแ้ กป่ วงชน ผา่ นสองพระหตั ถ์เปล่าทมี่ เี พียงแผนทแ่ี ละดินสอดำ ประกอบกบั พระเมตตาทที่ รงมี
ตอ่ ราษฎร ประดุจบิดาท่อี าทรต่อบุตร ไดน้ ำพาสองพระบาทก้าวผา่ นพ้นื ท่เี หนือสุด จนจรดแดนใต้ของ
แผน่ ดนิ และทกุ รอยพระบาททก่ี า้ วยา่ งก่อให้เกิดเปน็ เสน้ ทาง แห่งการพฒั นาคุณภาพชีวติ แกป้ ญั หาวิกฤตใน
สงั คมเปลีย่ นความขน่ื ขมเปน็ กำลงั ใจ และนำปวงชนไทยไปสู่ความสขุ ทแี่ ทจ้ รงิ

๑๕

เส้นทางแหง่ การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ เกิดจากการทท่ี รงร้คู ดิ รทู้ ำ ตามหลักภูมสิ งั คม ประสมกับ
ความเขา้ ใจ เขา้ ถึง และพัฒนา เพอ่ื นำมาแก้ไขปญั หาของราษฎรในทุกภูมิภาค ทวิ เขาทสี่ ูงชันของภาคเหนือ
ต้องประสบปญั หาการปลกู ฝนิ่ นฤบดนิ ทรน์ กั พัฒนา ทรงแก้ปญั หาด้วยโครงการหลวง พน้ื ที่พรขุ องภาคใต้ท่ี
เตม็ ไปดว้ ยดนิ เปร้ียว กท็ รงแกลง้ ดินใหก้ ลายเปน็ ดินดี หลอ่ เลี้ยงทุกชวี ีด้วยพระปรีชาญาณ ดนิ แดนอสี านที่
แหง้ แลง้ มาแรมปดี ้วยพระบารมี ก็กลบั กลายเป็นโครงการพฒั นาลุม่ น้ำต่างๆ อาทิ โครงการพฒั นาลมุ่ น้ำก่ำท่ี
นำความชุ่มฉ่ำมาสผู่ นื แผ่นดนิ และโครงการพัฒนาล่มุ น้ำ ยงั มีความสำคญั ในภาคกลางไม่แพก้ ัน ดังเชน่
เขอ่ื นป่าสกั ชลสิทธิท์ หี่ ลอ่ เลีย้ งวถิ ชี ีวิตของราษฎร และบรรเทาทกุ ขร์ ้อนจากอทุ กภยั ให้แกช่ าวกรงุ เทพและ
ปริมณฑล

การเสด็จพระราชดำเนนิ บนเส้นทางแหง่ การพฒั นาคณุ ภาพชีวติ มิไดห้ ยุดเพียงเทา่ นี้ แตอ่ กี เสน้ ทาง
ที่มีความสำคญั ไม่แพก้ ัน คอื รอยพระบาทขององคร์ าชัน ท่ีกา้ วผ่านคนื วันทีส่ งั คมประสบปญั หา ด้วยจอม
ราชาทรงแกป้ ัญหาวกิ ฤตในสังคม ดงั เหตกุ ารณพ์ ฤษภาทมฬิ ท่ไี ด้อาศยั พระราชดำรสั เพื่อขจัดความขัดแยง้
ให้หายไป ดังใจความตอนหนง่ึ ว่า “เวลาคนมีการปฏบิ ตั ริ ุนแรงมันลมื ตวั ลงทา้ ยเขาไมร่ ู้ว่าตีกนั เพราะอะไร
แลว้ กจ็ ะแกป้ ัญหาอะไร เพยี งแตว่ า่ จะตอ้ งเอาชนะ แลว้ ก็ใครจะชนะไมม่ ที าง อันตรายทงั้ น้นั มแี ตแ่ พ้ คือ ตา่ ง
คนต่างแพ้ ผทู้ เี่ ผชญิ หนา้ ก็แพ้ แล้วทแ่ี พท้ ส่ี ดุ ก็คือ...ประเทศชาติ”

เสน้ ทางอนั ยาวไกลในฐานะพระประมุขของคนไทย ยงั คงดำเนนิ ไปอยา่ งมริ จู้ บแตอ่ กี ฐานะหน่ึงที่
ทรงตระหนัก คอื การดำรงพระองคเ์ ป็นจอมทพั ไทย จงึ เสดจ็ พระราชดำเนินเพือ่ สรา้ งขวญั กำลังใจ ให้แก่
ทหาร ตำรวจ เสมอมา เหตกุ ารณ์ทอี่ ำเภอทงุ่ ช้าง จังหวัดน่าน เม่ือพทุ ธศักราช ๒๕๑๐ เปน็ ความทรงจำอกี
คร้งั หนงึ่ ท่ีย้ำใหเ้ ห็นถงึ น้ำพระราชหฤทยั อันเด็ดเด่ยี วของพระองค์ ในครัง้ น้นั ได้เกิดการปะทะท่ีบา้ นโกน๋ และ
มตี ำรวจถูกยิงบาดเจบ็ สาหสั เมอ่ื ทรงทราบจงึ มีพระบรมราชโองการ ให้เฮลคิ อปเตอรน์ ำพระองคไ์ ปยงั จุด
ปะทะ และด้วยพระบารมี แทนท่ีจะตอ้ งสญู เสยี กำลังพลทง้ั ฐาน แม้ตำรวจผู้ถกู ยงิ ใกล้หวั ใจ ก็รอดตายมาได้
จนถึงทุกวันน้ี

ทุกเสน้ ทางทีเ่ อย่ อ้างในเบ้อื งตน้ ลว้ นนำพาวถิ ชี นไปสู่ความรม่ เยน็ เปน็ สขุ แต่จะมคี วามสขุ ใดเลา่ เท่า
ความสขุ ทีแ่ ทจ้ ริง พระองค์จงึ ไดพ้ ระราชทานแนวทาง สรา้ งความสขุ ใหแ้ ก่ปวงชนไทย ด้วยหลักปรชั ญา
เศรษฐกจิ พอเพยี ง แม้กระทงั่ สมเดจ็ พระราชาธบิ ดเี ลสซที ่ี ๓ แหง่ ราชอาณาจักรเลโซโท กท็ รงนำแนว
พระราชดำริน้มี าประยกุ ต์ใชใ้ นการพัฒนาประเทศ จากถ้อยคำท่ีว่า “รอยพระบาทยาตรา ท่ัวหลา้ ร่มเยน็ เป็น
สุข” จงึ มไิ ดเ้ ปน็ คำกลา่ วทเี่ กินจรงิ แตอ่ ย่างใด หากแต่คำว่า “ทัว่ หล้า” น้นั มิไดจ้ ำกดั เฉพาะสงั คมไทยแตไ่ ด้
ขยายไปสสู่ งั คมโลก

กว่า ๖๐ ปที ี่ผา่ นพน้ ปวงประชาทกุ คนได้อาศยั ใตร้ ม่ พระบารมี เพราะภบู ดีทรงทำหนา้ ทโี่ ดยสมบรู ณ์
เราจงึ ควรก้าวตามรอยพระยคุ ลบาท ด้วยใจทมี่ ุ่งมาดในการทำหน้าที่ ตามภาระและความรับผดิ ชอบทีต่ นมี
ดังพระราชนพิ นธเ์ รอ่ื งพระมหาชนกบทท่ี ๓๔ ความวา่ “ทุกบุคคล จะเปน็ พ่อคา้ วาณิช เกษตรกรกษตั ริย์
หรือสมณะต้องทำหนา้ ทีท่ ้ังนน้ั ”

แมร้ อยเท้าเล็ก ๆ ที่กา้ วเดินไป จะไมย่ ง่ิ ใหญ่เท่ารอยพระบาทใด ๆ ของพระองค์แต่หากกวา่ ๖๐ ลา้ น
ดวงใจ คนไทยได้ก้าวเดินตามรอยพระยคุ ลบาท บนเสน้ ทางของการทำหน้าท่ี ลมหนาวทเี่ คยโลมไล้
พระวรกายในทกุ ขวบปี คงจะพัดพาสิง่ ไม่ดใี หห้ มดสน้ิ ไป และแผน่ ดนิ ไทย จะได้กา้ วพ้นวัฏจกั รของความ
ผดิ พลาด และความทุกข์ยากอยา่ งยง่ั ยืนตลอดไป

๑๖

ตวั อยา่ งการกล่าวสุนทรพจน์ที่ ๒ (กรณไี มร่ ว่ มการแข่งขันและไม่มผี ูแ้ นะนำชอ่ื ตนเอง)

คณาจารยแ์ ละผู้มเี กียรตทิ กุ ท่าน

กระผมนักเรยี นเตรยี มทหารณัฐวุฒิ จันทะลนุ ชัน้ ปีที่ ๒ ตอน “แม่” คำคำนี้เป็นคำที่สน้ั ท่ีสุดแตเ่ ป็น

คำทล่ี กึ ซง้ึ และย่งิ ใหญ่ที่สดุ แมน่ ้นั เปน็ ผู้ทม่ี ีความหมายกบั เราทุกคน แมค่ อื ผู้ใหก้ ำเนิด

นับแต่วันที่แม่รู้ว่าเรากำลังมีชีวิตอยู่ในท้อง แม่ก็พยายามที่จะทำทุกวิถีทางที่จะให้ลูกน้อยสบาย

ตลอดระยะเวลา ๙ เดือน แม่ต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ถึงแม้จะไม่ชอบก็ตาม แม่ต้องทนทุกข์

ทรมานกบั การเคลือ่ นไหวอริ ิยาบถต่าง ๆ แมต่ ้องเหนอ่ื ยกบั การอ้มุ เราไปไหมมาไหนแตแ่ มก่ ็อดทนเพ่ือหวงั วา่

ลูกนอ้ ยจะออกมามีร่างกายแข็งแรง แล้ววันนัน้ กม็ าถึงวนั ทแ่ี มร่ วู้ า่ เราจะคลอดแลว้

วันนี้แม่ดใี จมากที่จะไดเ้ ห็นหน้าลกู น้อย แต่ในความดีใจนีแ้ ม่ต้องเจ็บปวดกับการคลอดเราออกมา

เม่ือเราลืมตาดูโลกแลว้ แม่ก็ฟมู ฟักคอยดูแลเราทกุ อย่าง แมต่ อ้ งกลนั่ เลือดนับร้อยหยดเพ่อื ทจ่ี ะได้นำ้ นมมาให้

ลกู ดื่ม

เม่อื เราโตข้นึ แมก่ ็ส่งเราเขา้ เรยี นหนังสอื ถงึ แมจ้ ะตอ้ งทำงานหนกั หาเงนิ มาเปน็ ค่าเลา่ เรยี น

เพือ่ หวังว่า ลกู โตข้นึ จะไดม้ งี านทำ จะเห็นไดแ้ ลว้ วา่ แมเ่ ปน็ บุคคลผยู้ ิง่ ใหญ่ ผหู้ ญงิ ทเ่ี สียสละเพ่อื ลูกทกุ คน

กระผมในฐานะลูกคนหนึง่ ขอให้พวกเราทุกคนจงเช่ือฟังพ่อแม่ ไมท่ ำให้ท่านเสียใจ สดุ ทา้ ยนี้

ผมขอเทดิ เกยี รติพระคณุ ของแม่ผ่านบทประพันธ์ “กวา่ จะมาเปน็ เรา”

ชีวติ เร่ิมวัยวันในครรภ์แม่ สายเลือดแผส่ ายใยใหอ้ าหาร

รา่ งน้อยเร่ิมเคลอื่ นไหวไมน่ ่ิงนาน เรม่ิ มกี ารพฒั นาน่าชื่นชม

ขาแขนแกร่งแรงเพิม่ เรม่ิ เตะท้อง แมย่ ่อมรอ้ งเจ็บแท้แตส่ ุขสม

แลว้ สญั ญาณเก้าเดอื นเหมอื นระบม เจบ็ เพยี งขม่ ใจคลอดลกู ปลอดภยั

ลมหายใจบอกสญั ญาณการอยูร่ อด ร่างเลก็ กอดคดุ ครู้ า่ งผูใ้ หญ่

ช่างเปราะบางเช่นนั้นแม่หวัน่ ใจ แอบ..อกใหแ้ นบชิดลกู นทิ รา

หยาดน้ำนมมากประโยชนโ์ อษฐเ์ ล็กด่ืม ตานอ้ ยลมื สดใสไรเ้ ดียงสา

แทนคำบอกรกั แม่ใชแ้ ตต่ า สอ่ื ภาษาเสมือนร้ใู จสู่ใจ

๓. การกลา่ วตอ้ นรบั และกลา่ วตอบ
ในโอกาสทมี่ บี ุคคลสำคัญมาเยยี่ มหรอื คณะบคุ คลมาประชุมและเยี่ยมเยียนมกั จะมีประเพณีการจัด
เลี้ยงต้อนรับเป็นการแสดงความปรารถนาดีเพื่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจซึ่งต้องมีการเตรียม ล่วงหน้า
เพราะมักเป็นพิธีการโดยประธานในงานนน้ั จะเป็นผ้กู ลา่ วต้อนรับมหี ลกั เกณฑ์ดังต่อไปนี้

๑. กลา่ วถึงความรสู้ กึ ยินดีทีม่ ผี มู้ าเยือน
๒. กลา่ วถึงสว่ นดี ยกย่อง สรรเสรญิ ผ้มู าเยอื น เชน่ คุณงามความดี ความรู้ความสามารถ
๓. กลา่ วคาดหวงั วา่ ผูม้ าเยือนจะมีความสนกุ สนานและประสบความสำเรจ็
๔. กลา่ วขออภยั หากมีสิง่ บกพรอ่ ง และหวงั วา่ ผูม้ าเยือนจะมีโอกาสกลบั มาเยย่ี มอีกครงั้

ตวั อย่างการกลา่ วต้อนรับ
“กระผมในนามของประธานกรรมการบริษัทฟูจิ รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาส ได้
ตอ้ นรับพนักงานประกันภัยบริษทั นครประกันภัยซงึ่ ประชาชนใหค้ วามเช่อื มั่นและนิยมทำประกันภัย กับบริษัทน้ี
เป็นจำนวนมาก จนบรษิ ทั นครประกนั ภยั มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ กระผมหวงั ว่าท่านจะไดร้ บั ความรู้และนำ
เทคนิคต่าง ๆ ไปใช้ประยุกต์กับหน้าที่การงานเพ่ือให้เกิดความสำเร็จในอาชพี และการเลี้ยงต้อนรบั วนั นี้

๑๗

หวังว่าท่านคงจะมีความสุขสนกุ สนาน ถ้ามีสิ่งใดขาดตกบกพรอ่ ง ต้องขออภัยและหวงั วา่ ท่านจะมีโอกาส
กลับมาเยีย่ มบริษทั ของเราอกี ”

การกลา่ วตอบของผมู้ าเยือน
๑. กล่าวแสดงความยนิ ดที ่ไี ด้มาเยือน
๒. กล่าวขอบคุณทต่ี นไดร้ บั การตอ้ นรบั เปน็ อย่างดี
๓. กลา่ วยกย่องสรรเสรญิ ฝ่ายใหก้ ารต้อนรบั
๔. กล่าวถึงประโยชน์ เน้นจดุ เด่น ๆ ในการมาเย่ียมเยอื น
๕. กล่าวเชื้อเชญิ ใหผ้ ้ตู อ้ นรบั ไปเยอื นตนบ้าง

ตัวอยา่ ง การกลา่ วตอบ
“ดิฉันรู้สึกเป็นเกยี รติและยินดีอย่างยิ่งที่ไดม้ ีโอกาสมาดูงานที่บริษัทฟูจิ ขอขอบคุณที่ทางบริษัทได้ให้
การต้อนรบั ท่ีเต็มไปด้วยไมตรจี ิต และจะจารึกอยู่ในความทรงจำตลอดไป ดิฉันและพนักงานทกุ ท่านไดร้ บั
ความรู้เพ่ิมเติมเก่ยี วกับเทคนิคและระบบการทำงานท่ีทนั สมยั ทสี่ ดุ ในโลก สามารถนำไป ปรับปรงุ การทำงานท้งั
บคุ ลากรและระบบในบริษัท ท้ายทส่ี ุดน้ีดฉิ นั ขอขอบคุณทางบริษัทฟจู ทิ ใ่ี ห้การต้อนรับอย่างดียิ่งและหวังว่า
พวกเราจะไดร้ ับเกยี รตติ อ้ นรบั ท่านบ้างเพือ่ กระชบั ความสมั พนั ธอ์ นั ดีต่อกนั ”

๔. การกลา่ วมอบรางวลั และกลา่ วตอบ
เพื่อมอบรางวัลใหแ้ ก่ผู้ใดผูห้ นึ่งหรือหลายคนก็ตามเนื่องในการประสบผลสำเร็จดา้ นการศึกษา กีฬา
การคน้ คว้า ฯลฯหลักเกณฑม์ ดี งั ต่อไปน้ี

๑. กล่าวปรารภถึงเหตุทีต่ อ้ งมามอบรางวลั เนือ่ งในโอกาสอะไร
๒. กลา่ วยกย่องคณุ งามความดี ความสามารถของผทู้ ไ่ี ด้รบั รางวลั ว่ามีคณุ สมบตั อิ ย่างไร
๓. ขอ้ สำคัญกค็ ือตอ้ งกล่าววา่ ของขวญั ทม่ี อบใหน้ นั้ เป็นเพียงสงิ่ แทนค่าของการทำความดี

หรือเป็นทีร่ ะลกึ เท่านั้น
๔. เชิญผรู้ ับของขวญั โดยการหนั ไปพดู กับผ้รู บั โดยตรง เมื่อมอบของขวัญให้แกผ่ รู้ ับแลว้

อาจจะสัมผสั มือผู้รบั หรือรับไหว้แล้วแต่โอกาส
ตัวอย่างการมอบรางวัล
“คุณสมาธิ กตัญญุตา เป็นผู้หนึ่งที่ให้การสนับสนุนกิจการของโรงเรียนแจ่มจรัสและให้ความ
อนุเคราะห์แก่นักเรียนโรงเรียนแจ่มจรัสย่างสม่ำเสมอเป็นเวลานานถึง ๕ ปี โดยมิได้หวังผลตอบแทนเลย
นอกจากต้องการเห็นความเจริญก้าวหน้าของโรงเรียนและนักเรียน ท่านได้ทุ่มเทกำลัง สติปัญญา เวลา
ทรพั ยส์ ินเงินทอง เพื่อเตรียมความพรอ้ มแกน่ ักเรยี นในการเขา้ แขง่ ขันตอบปญั หาวิทยาศาสตร์กา้ วหนา้ เปน็
ผอู้ ปุ ถัมภ์ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ได้แก่ คา่ อาหาร ท่ีพัก เครอ่ื งแตง่ กาย คา่ พาหนะ จนนักเรยี นโรงเรยี นแจม่ จรสั
มคี วามรู้ ความสามารถ มีความม่นั ใจสามารถเข้าแข่งขันตอบปญั หาวทิ ยาศาสตร์ก้าวหน้าได้ชัยชนะ ทุก
รอบและในท่สี ดุ ก็ไดร้ างวัลชนะเลศิ และยังไดร้ บั รางวลั เยาวชนดเี ด่นประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๑ อกี ด้วย เป็นการ
สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน ผมแน่ใจว่า ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคุณสมาธิ เราคงจะไม่ประสบ
ความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ ผมในนามของโรงเรียนแจ่มจรัสและนักเรียนทุกคนขอมอบโล่ประกาศ
เกียรตคิ ุณเป็นที่ระลึกและเปน็ สักขีพยานว่าโรงเรียนและนกั เรียนทุกคนเป็นหนีบ้ ุญคุณของคุณสมาธิอย่าง
ไม่สามารถทดแทนได้หมด ขอให้คณะอาจารย์และนักเรียนร่วมกันปรบมือขอบคุณคุณสมาธิโดยพร้อม
เพรยี งกนั ขอเชญิ คณุ สมาธคิ รับ”

๑๘

การกลา่ วตอบได้รับรางวลั
๑. กล่าวตอบขอบคุณ แสดงความพอใจในของขวญั วา่ มคี วามหมายสำหรบั ตน
๒. แสดงความขอบคุณผรู้ ว่ มงานหรือผเู้ กี่ยวข้องทมี่ สี ่วนชว่ ยใหต้ นเองประสบความสำเรจ็
๓. จะรกั ษาเกียรตนิ ั้นไว้ตลอดไป พยายามประกอบคุณงามความดใี ห้ย่ิง ๆ ขึ้น

ตัวอย่างการกลา่ วตอบรบั รางวัล
“กระผมขอบคณุ ทางโรงเรยี นแจ่มจรสั ท่ไี ดก้ รณุ าให้เกยี รติมอบโลป่ ระกาศเกียรติคณุ ในวนั น้ี การ
ชว่ ยเหลอื เร่ืองที่พกั อาหารและคา่ พาหนะแก่น้อง ๆ ในการแข่งขนั ตอบปญั หาวิทยาศาสตรก์ า้ วหน้านน้ั
กระผมมีความเต็มใจและพอใจท่ีจะทำอย่างยิ่ง ทั้งน้ีเพราะกระผมเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนแจ่มจรัส
การท่กี ระผมมวี ชิ าความรูอ้ าชีพการงานทม่ี นั่ คงมเี กยี รติอยู่เชน่ ทกุ วันน้ี กระผมไม่เคยลมื เลยว่าเปน็ เพราะ
สถาบนั แหง่ นีไ้ ดป้ ลกู ฝง่ั สงั่ สมวชิ าความรแู้ ละอุดมการณ์ทดี่ งี ามแกก่ ระผม ถา้ มสี ง่ิ หนงึ่ สงิ่ ใดทก่ี ระผมจะ
สามารถทดแทนบญุ คุณของโรงเรยี นตอบแทนพระคุณอาจารยไ์ ด้ กระผมยนิ ดอี ย่างยง่ิ ขอปวารณาตัวรับใช้
ตลอดเวลา กระผมขอถือโอกาสนแ้ี สดงความดใี จกบั โรงเรยี นและนอ้ ง ๆ ทีไ่ ดร้ บั รางวลั ชนะเลิศจากการ
แขง่ ขันตอบปัญหาวทิ ยาศาสตร์กา้ วหน้า และได้รบั รางวลั เยาวชนดเี ด่นประจำปี พทุ ธศักราช ๒๕๔๑ ด้วย
นับว่า นอ้ ง ๆ เปน็ กำลงั สำคัญทช่ี ว่ ยเผยแพร่ชอ่ื เสยี งของโรงเรยี นแจ่มจรสั ใหข้ จรขจาย เปน็ ตัวอยา่ งทด่ี ี
สมควรจะไดร้ ับการยกยอ่ งสรรเสรญิ และนอ้ ง ๆ คงจะไมล่ มื วา่ เบื้องหลงั ความสำเรจ็ ของน้อง ๆ นั้นคอื ครู
บาอาจารย์ขอใหน้ ้องทุกคนมีความภาคภมู ิใจ มีความต้ังใจทจี่ ะศกึ ษาเลา่ เรยี นและประพฤติปฏบิ ตั ดิ เี พอ่ื
เกียรตยิ ศ ชื่อเสียงของตนเอง วงศ์ตระกลู และโรงเรยี นแจม่ จรสั ทรี่ กั ยงิ่ ของพวกเรา
กระผมขอกราบขอบพระคณุ ท่านผบู้ รหิ ารโรงเรียนแจ่มจรสั และอาจารย์ทกุ ท่านอีกครง้ั หนง่ึ ”

๕. การแนะนำตนเอง
การพูดแนะนำตวั เปน็ การพูดมีหลักเกณฑ์ ดงั น้ี

๑. กลา่ วปฏสิ นั ถารผู้ฟงั
๒. บอกรายละเอยี ดสว่ นตวั เชน่ ชื่อ ชอ่ื สกลุ อายุ ภูมิลำเนา การศกึ ษา อาชพี การงาน
๓. บอกความรสู้ ึก และความมงุ่ หมายที่ได้ปรากฏตวั ณ ที่นัน้ กล่าวยกยอ่ งผทู้ ีอ่ ยูใ่ นนนั้ ดว้ ย
ตัวอยา่ ง การแนะนำตนเอง
“เรียนทา่ นอาจารย์ท่เี คารพ สวสั ดีเพ่อื นๆ รว่ มชน้ั ทกุ คน ผมชื่อ นกั เรียนเตรยี มทหารชนวน ดวงกมล
อายุ ๑๗ ปี ผมเกิดที่จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ชั้น ม .๕ ผมขึ้นมา
ปรากฏตวั ณ ทนี่ ้เี พ่อื ท่ีจะเรยี นใหท้ กุ ท่านทราบว่าการทีผ่ มเข้ามาศึกษาในโรงเรียนเตรยี มทหารนเี้ พราะผมใฝ่ฝนั
อยากเป็นตำรวจ เมือ่ จบการศกึ ษาจากโรงเรยี นนายรอ้ ยตำรวจแลว้ ผมจะรกั ษาชอื่ เสยี งของผพู้ ิทักษ์สันตริ าษฎร์
ไว้ดว้ ยชวี ติ จะปราบคนไม่ดีให้เหลือนอ้ ยท่ีสดุ ในสงั คม จะพยายามปกป้องผู้ที่มีโอกาสน้อยกว่า หรือคนที่
ถูกรังแก จะรักษาความยุติธรรม จะทำงานด้วยความซื่อสัตย์และ อดทนเพ่ือรักษาภาพลักษณ์ของ
ผพู้ ิทักษส์ นั ติราษฎร์”

๖. การกลา่ วแนะนำองค์ปาฐกหรอื วทิ ยากร และการกลา่ วขอบคณุ วิทยากร
ปาฐกถา คือ การพูดถึงความรู้ ความคิด นโยบาย โดยการแสดงเหตุผลและสิ่งที่น่าสนใจ
ประกอบการพูดนั้นปกติมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ความรู้เพื่อประดับสติปัญญา ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น
ผู้แนะนำมักจะเป็นพิธีกร ควรจะเป็นการแนะนำอย่างจริงใจ ไม่ใช่สรรเสริญหรือยกยอมากเกินไป การ
แนะนำองคป์ าฐกมีหลักเกณฑต์ อ่ ไปน้ี

๑๙

๑. บอกว่าองค์ปาฐกคือใคร มีตำแหน่งและหน้าที่ทางด้านใด มีความชำนาญด้านใด มี
ผลงานดีเดน่ อย่างใด ในการแนะนำควรกลา่ วถึงภูมิหลงั ท่ดี ีของทา่ นปาฐกเลก็ นอ้ ย

๒. การแนะนำองค์ปาฐก มิใช่การเล่าชีวประวัติ ดังนั้นควรจะมีใจความสั้น แต่รวม
ความหมายไดห้ มด และไมค่ วรทีจ่ ะนำเรือ่ งส่วนตวั ขององค์ปาฐกมาพูด ถา้ จำเปน็ ควรขออนญุ าตเสียกอ่ น

๓. แมว้ า่ จะเปน็ เรื่องใหค้ วามรู้แตก่ ็ต้องระวงั ไม่ใหเ้ ครง่ เครียดจนเกินไปไม่ใช้คำยาก

ตวั อย่างการกลา่ วแนะนำวิทยากร
“ท่านผู้ฟังคะ (ครับ) ชมรมภาษาไทยรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ทุกท่านได้ให้ความสนใจการ
แสดงปาฐกถาของชมรมในวันนี้ ท่านผู้ให้เกียรติมาแสดงปาฐกถาเร่ือง “ภาษาไทยน่ารื่นรมย์อยา่ งไร”
ทา่ นเป็นท่ีรู้จกั ของคนทัว่ ไปทงั้ ทางวิทยุและเป็นทคี่ นุ้ หนา้ ทางโทรทศั น์อกี ด้วย ท่านคือ อาจารย์
แม่ หรือรองศาสตราจารย์สุนยี ์ สินธุเดชะ ท่านสำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันท่าน
ทำงานอยู่ทีจ่ ุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั ในตำแหนง่ ท่ปี รึกษาพเิ ศษทา่ นจะมาพูดให้เราไดเ้ ข้าใจเกิดความรู้สึก
ว่าภาษาไทยของเรานี้นา่ รื่นรมยจ์ รงิ ๆ คะ่ (ครับ)
ขอเรียนเชญิ รองศาสตราจารย์ สุนยี ์ สนิ ธเุ ดชะค่ะ (ครบั )

การกลา่ วขอบคณุ วิทยากร
ขั้นตอนการกล่าวขอบคุณวิทยากร

๑. กล่าวปฏสิ นั ถารวทิ ยากร (เรยี น...)
๒. กล่าวถึงตนเอง (ในนามของ……)
๓. กลา่ วสรุปเนอื้ หาสาระสำคัญสั้นๆ
๔. กล่าวถงึ ประโยชนแ์ ละคณุ ค่าทไ่ี ดร้ บั และการนำไปใช้
๕. กล่าวขอบคุณและนำปรบมอื
๖. อาจมีการมอบของทร่ี ะลกึ

ตัวอย่างการกลา่ วขอบคณุ วิทยากร
เรยี นผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ทา่ นวิทยากรและผ้มู ีเกียรตทิ ุกท่าน กระผม...ในนามของผู้
เข้ารับการฟังบรรยายเรื่อง… ขอขอบคุณท่านอาจารย์…ที่กรณุ าให้เกียรติมาเป็นวิทยากร (บรรยาย, ให้
ความรู้) ในครั้งนี้ซ่ึงทำให้พวกเราได้รับความรู้ในเรือ่ ง…เปน็ อย่างมาก …(เนื้อหา, ประเด็นสำคัญของการ
บรรยาย)และมั่นใจว่าพวกเราทุกคนในห้องนี้จะนำความรู้ที่ได้รับจากท่านอาจารย์ไปใช้ประโยชน์ในการ
ทำงานให้มากท่ีสดุ และหวังว่าในโอกาสตอ่ ไปคงจะได้รบั ความกรณุ าจากทา่ นอาจารยอ์ ีก
เพ่ือยืนยนั คำพดู ที่จริงใจของพวกเราในโอกาสนีข้ อเชิญพวกเราทกุ คนแสดงความขอบคุณ
ทา่ นอาจารย์… ด้วยการปรบมอื พร้อมๆกนั ...(ปรบมอื )
(กรณีมอบของที่ระลกึ ) ด้วยความตระหนกั ในความกรุณาจากท่านอาจารย์… ที่ได้กรุณาสละเวลา
อันมีค่ามาบรรยายสาระความรู้ให้แก่พวกเราในครั้งนี้พวกเราขอมอบของทีร่ ะลึกให้กับท่านเพื่อเปน็ เคร่ือง
เตอื นใจว่าเราจะไม่ลมื ความอนเุ คราะห์ทีท่ า่ นอาจารย์…ได้กรุณาตอ่ พวกเราตลอดไป
ในโอกาสนี้ ขอเรียนเชิญ…มอบของทร่ี ะลึกครบั

๒๐

๗. การกลา่ วรายงาน
ขนั้ ตอนการกลา่ วรายงาน

๑. กลา่ วปฏิสันถารประธาน (เรียน...)
๒. กลา่ วถงึ ตนเอง (ในนามของ……)
๓. บอกวตั ถุประสงคข์ องงาน
๔. เรยี นเชิญประธานกล่าวเปดิ งาน

ตวั อยา่ งการกลา่ วรายงาน

กล่าวรายงานต่อประธานในพิธีเปดิ การฝึกอบรม
หลกั สตู ร “การเพิ่มประสิทธภิ าพการบรหิ ารจดั การสหกรณ์”

วนั พฤหสั บดที ี่ ๒๘ สงิ หาคม ๒๕๕๑
ณ ห้องประชุมวลยั โรงแรมหาดใหญ่รามา

เวลา ๐๙.๐๐น.
...........................................................
เรียน ท่านรองอธบิ ดีกรมสง่ เสริมสหกรณ์ ท่านปราโมช ถาวร
กระผมในนามของ สำนักพัฒนาระบบการบรหิ ารการจดั การสหกรณ์ ศูนยถ์ ่ายทอดเทคโนโลยีการ
สหกรณ์ที่ ๑๘ จังหวัดสงขลา และผู้เข้ารับการอบรม ขอขอบพระคุณทา่ นอธิบดีเป็นอย่างย่ิงที่ไดก้ รุณาให้
เกียรตมิ าเปน็ ประธานในพธิ ีเปดิ การฝึกอบรม หลกั สูตร “การเพิ่มประสิทธภิ าพการบรหิ ารจัดการสหกรณ์”
ในวันนี้
การจดั ฝกึ อบรม หลกั สูตร “การเพิ่มประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารจดั การสหกรณ์” นี้ ได้จัดขึ้น ตามแผน
ปฏิบตั ิงานประจำปี ๒๕๕๑ ของกองทนุ พฒั นาสหกรณ์ ท่กี ำหนดให้เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารการจดั การ
สหกรณ์แก่ ประธานกรรมการ กรรมการ ผู้จัดการ และเจ้าหนา้ ทีข่ องสหกรณ์ลูกค้ากองทุนพัฒนาสหกรณ์
โดยแบ่งการฝึกอบรมออกเปน็ ๕ รุ่น และรุ่นนเี้ ป็นรุ่นท่ี ๕ จดั ระหว่างวันท่ี ๒๗-๒๘ สงิ หาคม ๒๕๕๑ มีผเู้ ข้า
อบรม จำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐ คน จากสหกรณ์ต่างๆ ในจังหวัด ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และ
นราธวิ าส
การฝึกอบรมคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือเพิม่ ประสทิ ธิภาพด้านการบริหารจัดการสหกรณ์ แก่ลูกค้า
ของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ การใหค้ วามรู้ ความเข้าใจ เก่ยี วกับกองทุนพัฒนาสหกรณ์และเป็นการเสรมิ สรา้ ง
ความสัมพันธ์ระหวา่ งสหกรณ์ด้วยกนั โดยได้รับความร่วมมือด้านวิทยากรจาก ภาครัฐ และเอกชน ในการ
สร้างความเข้าใจ เรื่อง การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการบริหาร การบรหิ ารการจดั การสหกรณแ์ บบมีส่วนร่วม และ
หลักเกณฑ์การก้เู งิน กพส. ทง้ั นี้ คาดหวงั ว่าผ้เู ข้าอบรมสามารถนำแนวทางการบริหารไปพฒั นาสหกรณ์ ใหม้ ี
ความเข้มแข็งในโอกาส ตอ่ ไป
บดั น้ี ไดเ้ วลาอนั สมควรแล้ว กระผมขอเรียนเชญิ รองอธิบดี กล่าวเปดิ การฝึกอบรม หลักสูตร “การ
เพ่ิมประสทิ ธภิ าพการบริหารจัดการสหกรณ์”เรยี นเชิญครบั

๘. การกลา่ วอวยพรและกล่าวตอบรบั พร
การพูดอวยพรจะควบคูไ่ ปกบั การแสดงความยนิ ดี หรือแสดงความปรารถนาดกี ารอวยพรมหี ลาย
โอกาส เช่น งานมงคลสมรส งานวันเกดิ งานปใี หม่ งานขึน้ บ้านใหม่ งานฉลองการเล่ือนยศ การกลา่ วอวยพร
ของผใู้ หญ่ มหี ลักเกณฑ์ตอ่ ไปนี้

๒๑

๑. กลา่ วถึงการแสดงความยนิ ดีดว้ ยทา่ ทางรา่ เริง
๒. กล่าวถงึ ความสำคัญของโอกาส
๓. กล่าวถงึ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผกู้ ล่าวอวยพรกบั เจ้าภาพ
๔. กล่าวถงึ การดำเนนิ เร่ืองให้เปน็ ไปตามความเหมาะสม อาจมโี อกาสบ้างพอสมควร เช่น

-การอวยพรคสู่ มรส กล่าวถงึ ข้อคิดในการครองชีวติ
-การอวยพรวันเกดิ กลา่ วถึงขอ้ คดิ ในการดำเนนิ ชีวิตใหป้ ระสบความรงุ่ เรือง พูดถึง
คุณงามความดี
๕. กล่าวคำอวยพร แสดงถึงความสขุ ความเจรญิ กา้ วหนา้ โดยอำนวยพรสำหรบั เจา้ ภาพ
โดยเฉพาะ

ตัวอยา่ งการกลา่ วอวยพร
“ผมรสู้ กึ เปน็ เกยี รติท่ีได้มากลา่ วคำอวยพรแกค่ ณุ นาถลดาและคณุ อำนาจในงานมงคลสมรสในวันน้ี
ผมคุ้นเคยกับคุณอำนาจมาตงั้ แต่คุณอำนาจยงั เปน็ เดก็ เนื่องจากเปน็ หลานชายเป็นลูกของนอ้ งชายผมเอง
คุณอำนาจเป็นคนดี มีความมานะ อดทน สร้างฐานะด้วยความขยันขันแข็ง ส่วนคุณนาถลดาเป็นกลุ สตรี
ทนี่ า่ ยกย่อง ทัง้ คจู่ งึ เปน็ คู่ทีเ่ หมาะสมกันอยา่ งยง่ิ เมือ่ อยรู่ ว่ มกนั แลว้ จะต้องยดึ หลกั ธรรมในการครองเรือน
เพอ่ื ความสุขความเจรญิ ในการครองเรอื น รจู้ ักถอ้ ยทถี ้อยอาศัย รกั ษา น้ำใจซึ่งกนั และกัน ผมใครข่ อเชิญท่าน
ผู้มีเกยี รติดืม่ อวยพรใหแ้ กค่ ู่บา่ วสาวใหม้ คี วามสขุ ความเจรญิ ในชวี ิตสมรสสบื ต่อไป”
การกลา่ วตอบรบั พร มหี ลกั เกณฑ์ดังตอ่ ไปน้ี
๑. ขอบคณุ และซาบซ้ึงท่ใี หเ้ กยี รตมิ าในงาน
๒. จะปฏิบตั ติ ามคำแนะนำและยืนยนั จะรกั ษาคณุ งามความดี
๓. ขออภยั หากมสี ง่ิ บกพรอ่ ง
๔. กล่าวขอใหร้ ว่ มสนุกในงานตอ่ ไปและอวยพรตอบ

ตวั อยา่ งการกลา่ วตอบรับพร
“เจา้ สาวและกระผมรสู้ กึ ซาบซึง้ ท่ีทา่ นผมู้ ีเกยี รติทกุ ท่านไดก้ รณุ าสละเวลามาร่วมงานมงคลสมรส
และอวยพรแกเ่ ราท้ังสอง เจ้าสาวและกระผมขอน้อมรบั พร คำแนะนำส่งั สอนของทุกทา่ นไปประพฤติปฏิบัติ
ดว้ ยความขอบคุณยง่ิ เราทงั้ สองจะไมล่ มื น้ำใจและความกรุณาของทา่ นเลย งานวนั น้ีหากมสี ิ่งใดขาดตก
บกพรอ่ ง เจา้ สาวและกระผมใคร่กราบขออภยั และขอขอบพระคุณทกุ ท่านเป็นอยา่ งสูงอกี ครงั้ ”

๙. การกลา่ วต้อนรับผู้เข้ารบั ตำแหนง่ ใหมแ่ ละการกลา่ วตอบ
ผู้ทีไ่ ดร้ บั ตำแหนง่ ใหม่ โดยเฉพาะผูท้ ี่เปน็ หวั หนา้ จะมกี ารแถลงนโยบายและแผนงาน
ตลอดจนความรู้ ความคดิ ของผู้รบั ตำแหน่ง มหี ลกั เกณฑด์ งั นี้

๑. กลา่ วแสดงความยนิ ดี
๒. กล่าวถงึ ประวตั ขิ องผู้เขา้ รบั ตำแหนง่ อยา่ งยอ่ ยกยอ่ งผลงานทดี่ เี ดน่ มคี วามวริ ิยะอตุ สาหะ
๓. หวงั วา่ ผเู้ ขา้ รบั ตำแหน่งคงจะมคี วามสุขใหค้ วามรว่ มมือในการทำงานและความพอใจใน

ตำแหนง่ ใหม่

๒๒

ตวั อยา่ งการกลา่ วตอ้ นรบั ผู้เข้ารบั ตำแหนง่ ใหม่
“ผมมคี วามยินดที จี่ ะขอแนะนำ บคุ คลทจี่ ะมารว่ มงานกบั บรษิ ัทของเรา คือ คุณสมชาย ทายาท ท่านผู้
นเี้ คยทำงานในบรษิ ัทการบนิ ไทย ดำรงตำแหน่งผูจ้ ดั การฝา่ ยบุคคลเป็นกรรมการฝ่ายบรหิ ารบริษัทเงินทุน
หลักทรัพย์เคยได้รับรางวัลบริหารบุคคลดีเด่นในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ท่านพร้อมที่จะทำงานกับพวกเรา โดย
ท่านจะรับตำแหน่งประธานกรรมการฝ่ายบริหารของบริษัทบางกอกกล๊าส จำกัด เราหวังว่าท่านคงจะอยู่
รว่ มงานกบั พวกเราเพี่อสรา้ งความเจรญิ รุ่งเรืองใหแ้ กบ่ ริษัทบางกอกกลา๊ สตลอดไป”
การกลา่ วตอบรับ

๑. กล่าวแสดงความขอบคุณทไี่ ดร้ บั การต้อนรบั
๒. กลา่ วแสดงความยนิ ดที ่ไี ด้มาร่วมงานกนั
๓. กลา่ วยกย่องหรอื คุณคา่ ของสถาบัน ของสถานท่ีที่ตนทำงาน
๔. กลา่ วถงึ หลกั การ นโยบาย อุดมคติในการทำงานของตน
๕. เชิญชวนให้มาร่วมใจ ร่วมมอื เพือ่ ความก้าวหน้าของหน่วยงาน

ตวั อย่างการกลา่ วตอบรบั
“ผมมีความยนิ ดีทไ่ี ดม้ ีโอกาสมาร่วมทำงานกบั ทกุ ทา่ น ผมทราบดีวา่ หนว่ ยงานของท่านมผี ลงานที่
ดีเด่นตลอดมา ผมจงึ ใครส่ บื ทอดเจตนารมณ์ดว้ ยการอทุ ศิ ตัวทำงานรว่ มกบั ท่าน ด้วยความซอื่ สตั ยส์ ุจริต
ยุติธรรม เพอื่ ความก้าวหน้าของหน่วยงาน งานในหน่วยงานแห่งนี้เจรญิ ก้าวหน้าข้ึนมาได้จนทกุ วนั นี้ เป็น
ผลงานของทกุ ท่านชว่ ยกันเสรมิ สร้างขน้ึ มาจนเป็นปึกแผน่ หวังวา่ ทกุ ทา่ นคงใหเ้ กียรติร่วมมือกบั ผม เพ่ือ
ชว่ ยกนั สร้างสรรคห์ น่วยงานแห่งน้ีใหเ้ จรญิ กา้ วหนา้ ต่อไป”

๑๐. การกลา่ วไวอ้ าลัย
โอกาสท่ีจะกล่าวคำไว้อาลัย คือ งานศพ พิธีบรรจุอัฐหิ รอื ฝังศพ เพ่ือเป็นเกียรตแิ ก่ผู้ท่ีสญู เสียชวี ิต
โดยเฉพาะในราชการสงครามหรอื ในการปฏิบตั หิ นา้ ทร่ี าชการ มักจะเป็นพิธีการ
หลักเกณฑ์มดี ังน้ี

๑. กลา่ วถึงชีวประวัติของผ้เู สยี ชีวติ อย่างยอ่ ๆ
๒. กลา่ วถงึ ผลงานของผเู้ สยี ชีวติ
๓. สาเหตทุ ี่ทำให้เขาต้องเสยี ชีวิต
๔. พูดถงึ ความอาลัยของผู้ท่ีอยเู่ บอื้ งหลงั
๕. แสดงความหวังว่าผทู้ ีจ่ ากไปประกอบคุณงามความดีไว้มาก แต่ช่อื เสยี งคุณงามความดีนั้น

ไม่ตายจะจดจารึกอย่ใู นความทรงจำของอนุชนร่นุ หลงั สบื ไป
ตัวอย่าง การกลา่ วไว้อาลัย
“พ.ต.สมาน สมใจนกึ เปน็ บคุ คลทีม่ ปี ระวัตนิ ่ายกย่อง ทา่ นจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร
รุ่นท่ี ๑๙ จบโรงเรยี นนายรอ้ ยพระจลุ จอมเกลา้ รนุ่ ที่ ๓o ปฏิบตั ิราชการชายแดนไทย-กมั พูชา เป็น
เวลานานถงึ ๑o ปดี ว้ ยความซอ่ื สัตย์ สจุ รติ ขยันขันแขง็ ในหนา้ ทก่ี ารงานจนเปน็ ท่รี กั ใคร่ของ
ผบู้ งั คบั บญั ชาและเพอื่ นร่วมงานทุกคน ท่านไดเ้ สยี ชวี ิตในขณะปฏิบตั ิหน้าทอ่ี ย่างกล้าหาญในสนามรบ
โดยทำการตอ่ สทู้ หารกัมพูชาตัวตอ่ ตวั การจากไปของท่านคร้ังนนี้ ำความเสยี ใจและอาลัยมาสู่ครอบครวั
ญาติมิตร ผู้บงั คบั บญั ชาและผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา คุณงามความดขี องท่านจะจารึกอยูใ่ นความทรงจำของอนชุ น
รนุ่ หลังสบื ไป”

๒๓

ดว้ ยบญุ กศุ ลคุณความดีที่ พ.ต.สมาน สมใจนกึ ได้กระทำรวมกบั บุญกศุ ลทีค่ รอบครวั ญาติสนิทมติ ร
สหายได้อุทศิ ไปให้ คงจะเปน็ ปัจจัยสง่ เสรมิ ใหด้ วงวิญญาณของ พ.ต.สมาน สมใจนึก เป็นสุขย่ิงๆ ขึ้นใน
สมั ปรายภพ”

๑๑. การแนะนำให้ร้จู กั
ถ้าผู้รว่ มสนทนาไมร่ จู้ ักกันมากอ่ น ตอ้ งมผี ้แู นะนำตวั ใหร้ ูจ้ ัก มหี ลักเกณฑด์ งั ต่อไปนี้

๑. แนะนำผ้อู อ่ นอาวโุ ส (อายนุ ้อย, ฐานะทางสงั คมดอ้ ยกวา่ อีกฝ่ายหนึง่ , ยศต่ำกวา่ )ใหร้ จู้ กั
ผู้ใหญเ่ พราะผู้นอ้ ยต้องแสดงความเคารพกอ่ น

ตวั อย่างทเ่ี ป็นพธิ กี าร
“คุณแนง่ น้อยครับ ผมขอแนะนำให้รจู้ กั คุณสามารถ ซึง่ เปน็ ผู้จดั การฝ่ายขายทจ่ี ังหวดั ภเู ก็ต”
“ผจู้ ดั การครับ นีค่ ุณแน่งน้อยพนกั งานฝ่ายขายเขา้ มาทำงานใหม่ครบั ”
ตัวอย่างทีเ่ ปน็ แบบกงึ่ ทหาร
“หนงิ น่คี ุณพ่อคณุ แม่ของผม คณุ พอ่ คุณแมค่ รบั หนิงเป็นเพอ่ื นเรียนหอ้ งเดียวกบั ผมครบั ”
๒. แนะนำบุคคลทร่ี ะดบั เดยี วกัน จะแนะนำใครกอ่ นหลังก็ได้ ยกเวน้ ถา้ สภุ าพบุรุษสงู ด้วย
วยั วฒุ ิ คณุ วฒุ ิ ตำแหน่งหนา้ ทกี่ ารงานต้องแนะนำสุภาพสตรีใหร้ จู้ กั สุภาพบรุ ุษ
ตวั อย่าง “คุณโสภาครบั นค่ี อื ท่านผบู้ ญั ชาการโรงเรียนเตรยี มทหาร ท่านผบู้ ัญชาการครบั
คณุ โสภาทำงานอยู่บริษัทคอมพิวเตอรท์ ่ีทางโรงเรียนกำลงั ตดิ ต่ออยคู่ รับ”

**************************************

๒๔

บทท่ี ๔

การพดู แสดงเหตุผล

ความหมายของ “เหตผุ ล”

เหตผุ ล หมายถึง ความคดิ อนั เปน็ หลักทัว่ ไป เป็นพื้นฐาน เปน็ กฎเกณฑ์ หรอื เปน็ ข้อเทจ็ จริง ซง่ึ ทำ

หนา้ ที่รองรบั ข้อสรปุ

ขอ้ สรปุ ขอ้ สรปุ น้รี วมไปถึงข้อวินิจฉัย ข้อตดั สนิ หรือขอ้ ยตุ ิเกี่ยวกบั เรือ่ งใดเร่อื งหนง่ึ

**** ข้อสรปุ ทีม่ ีเหตผุ ลรองรบั จะมีความหนกั แนน่ และนา่ เชอ่ื ถอื ชว่ ยให้มนษุ ย์ติดสินใจได้อยา่ ง

ถกู ตอ้ งเหมาะสม****

โครงสรา้ งของการแสดงเหตุผล ประกอบดว้ ย

๑. เหตผุ ล หรือข้อสนับสนุน

๒. ขอ้ สรปุ (ใจความสำคญั )

ภาษาท่ใี ชใ้ นการแสดงเหตผุ ล มีข้อควรสังเกตดังนี้

๑. ใชค้ ำเชอื่ มหรอื คำสนั ธาน

แบบ ๑ เหตุมากอ่ นผล สังเกตจากคำเชอื่ ม “ดงั นนั้ ก็เลย จึง เพราะฉะนน้ั ”

เช่น เขาไมต่ ั้งใจเรยี นเขาจงึ สอบตก

ขอ้ สนับสนุน คือ เขาไมต่ ัง้ ใจเรยี น

ข้อสรุป คอื เขาจึงสอบตก

แบบ ๒ ผลมากอ่ นเหตุ สังเกตจากคำเชือ่ ม “เพราะ เนอ่ื งจาก ดว้ ย” เช่น เขาสอบตกเพราะเขา

ไมต่ ้ังใจเรยี น

ขอ้ สรุป คอื เขาสอบตก

ข้อสนับสนุน คอื เพราะเขาไมต่ ง้ั ใจเรยี น

๒. เรยี บเรยี งขอ้ ความท้งั ๒ สว่ น โดยไมต่ อ้ งใช้คำเช่ือม เช่น

- หนองคายเปน็ เมืองสงบ น่าอยู่ นกั ทอ่ งเท่ียวต่างชาติยกย่องใหเ้ ปน็ เมืองน่าอย่อู นั ดบั ๗ ของโลก

- นกั เรยี นโรงเรยี นเตรยี มทหาร มกี ิรยิ ามารยาทเรยี บร้อย มสี ัมมาคารวะ

- นักเรยี นบางคนสอบเข้ามหาวิทยาลยั ไมไ่ ดไ้ ม่ต้องเสียใจเดย๋ี วก็สอบได้ ครเู ป็นกำลงั ใจใหน้ ะคะ

ตัวอย่างภาษาทใี่ ช้ในการแสดงเหตผุ ล

ตัวอย่าง เหตุผล ข้อสรปุ

วัยร่นุ ต้องการความเขา้ ใจจากผู้ใหญ่ ผใู้ หญจ่ ึง วยั รนุ่ ต้องการความเข้าใจ ผู้ใหญจ่ ึงควรให้เวลาพดู คยุ รบั ฟัง

ควรใหเ้ วลาพูดคยุ รับฟงั เรอ่ื งราวของวัยรุ่นบ้าง จากผู้ใหญ่ เรอ่ื งราวของวัยรุ่นบ้าง

เพราะเธอไมเ่ ช่ือฉันเธอจึงมานง่ั น้ำตาเชด็ หวั เขา่ เพราะเธอไม่เชอ่ื ฉัน เธอจึงมาน่งั นำ้ ตาเช็ดหวั เข่า

นกั เรยี นไมส่ นใจเรียนครูเลยสง่ั นกั เรียนพงุ่ หลัง นักเรยี นไมส่ นใจเรยี น ครเู ลยส่งั นกั เรยี นพ่งุ หลงั

ดงั นน้ั “ภาษา” จงึ เป็นเครอ่ื งมือท่ีช่วยในการพฒั นาสมรรถภาพการใช้เหตผุ ล
วธิ ีการแสดงเหตุผลและการอนุมานเหตุและผล

การอนมุ าน หมายถึง กระบวนการคิดในการหาข้อสรปุ จากเหตผุ ลท่ีมอี ยู่
อนมุ าน (คำกรยิ า) หมายถึง ใช้ความคิดเพอ่ื ให้ได้มาซ่งึ ข้อสรปุ จากหลกั ทั่วไป จากกฎเกณฑ์ หรือ
เป็นข้อเทจ็ จรงิ ท่ีมอี ยู่

สาเหตุ หมายถึง สงิ่ ทีเ่ ป็นตน้ กำเนดิ
ผลลพั ธ์ หมายถงึ สิง่ ทเี่ กดิ ตามมาจากเหตุ

๒๕

วิธีการแสดงเหตุผล แบ่งได้ ๒ วิธี คอื
๑. วธิ นี ิรนัย หมายถึง การแสดงเหตุผลจากสว่ นรวมไปหาส่วนย่อยมผี ลลัพธ์ “แน่นอน”มกั จะเปน็ เรอ่ื งจริง

หรือสจั ธรรม เช่น คนเราเกิดมาตอ้ งตาย
๒. วธิ ีอุปนัย หมายถงึ การแสดงเหตผุ ลจากสว่ นย่อยไปหาสว่ นรวมแบบทผี่ ลลัพธ์ไมจ่ ำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น
เลย (ไม่แน่ใจ) เช่น ร่นุ พ่เี ราสอบตดิ กนั เยอะมาก รนุ่ เราคงจะเปน็ อยา่ งนน้ั
การอนุมานเหตแุ ละผลทีส่ ัมพันธก์ นั มี ๓ ประเภท คอื

๑. การอนุมานจากเหตุไปหาผล
๒. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ
๓. การอนมุ านจากผลไปหาผล

๑. การอนมุ านจากเหตไุ ปหาผล ใชค้ วามรูค้ วามเข้าใจที่มีอยหู่ าขอ้ สรปุ ว่าเหตุทป่ี รากฏน้ันจะทำให้เกิด
ผลลัพธ์อะไรตามมา โดยแยกออกมากอ่ นวา่ สว่ นใดเป็นเหตุ ส่วนใดเป็นผล ตวั อย่าง ถา้ นักเรยี นเหน็ วา่ เพ่ือน
สนทิ ของนกั เรียนตัง้ ใจเรียน และขยันอา่ นหนงั สอื ทกุ วนั นักเรยี นกอ็ นุมานเป็นข้อสรปุ ได้ว่าเพ่อื นสนทิ ของ
นักเรยี นคงสอบเข้ามหาวิทยาลัยไดแ้ น่นอน

“ตัง้ ใจเรยี นและขยันอา่ นหนงั สอื (เหต)ุ ......การอนมุ าน.......สอบเขา้ มหาวิทยาลัยได้ (ผล)”

๒. การอนุมานจากผลไปหาเหตุ ใชค้ วามร้คู วามเข้าใจทม่ี ีอยู่หาข้อสรปุ หาเหตทุ ่ปี รากฏน้นั ดังตัวอย่าง
ภาคเรียนท่ี ๑ นกั เรียนชายไดผ้ ลการเรยี นพอใช้ทกุ คน เรากอ็ าจอนมุ านขอ้ สรปุ อนั เปน็ เหตไุ ดว้ า่ นกั เรยี นชาย
คงตงั้ อยูค่ วามประมาท ไม่เอาใจใส่ในการเรยี นเท่าท่ีควร ทงั้ ๆ ที่ขอ้ สอบก็ไมย่ าก

“นักเรียนชายไดผ้ ลการเรียนพอใช้ (ผล)........การอนุมาน.........ไม่เอาใจใสใ่ นการเรยี น (เหต)ุ ”

๓.การอนุมานจากผลไปหาผล เป็นการพจิ ารณาเหตุการณ์อย่างหนึ่งว่าเป็นผลของเหตใุ ดเหตหุ นึ่งแลว้
พจิ ารณาต่อไปวา่ เหตนุ นั้ อาจจะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลอ่ืนใดได้อกี บ้าง ตัวอย่าง นักเรียนส่วนใหญส่ อบวิชาคณติ ศาสตร์
ปรากฏการณน์ เี้ ราอาจอนมุ านไดว้ ่าเหตุผลจากนกั เรยี นขาดความรู้ ความเขา้ ใจ ไมเ่ อาใจใสก่ ารเรียน
คณติ ศาสตรใ์ หเ้ พยี งพอ การไม่เขา้ ใจคณติ ศาสตรเ์ พยี งพอนเี้ องเป็นเหตใุ หน้ ักเรียนพลอยสอบวชิ าฟสิ กิ ส์ตก
ไปดว้ ย การสรปุ วา่ นกั เรยี นจะสอบวิชาฟิสกิ สต์ ก โดยอาศัยผลจากการที่นกั เรยี นสอบคณติ ศาสตร์ตกเช่นนี้
เรียกวา่ เปน็ การอนมุ านจากผลไปหาผล

**************************************

๒๖

บทท่ี ๕
ศิลปะการสนทนาทดี่ ี

“คำพูดทีข่ าดสติ แมใ้ ชเ้ วลาฟังเพียง ๑ วนิ าที อาจใชเ้ วลาอีกหลายปี กไ็ มร่ สู้ ึกดเี หมือนเดมิ ”

ธรรมทาน

พระพทุ ธเจ้าได้ตรสั ถึงวาจาใดควรพูด ไมค่ วรพดู ไวด้ ังน้ี

๑. คำไมจ่ ริง ไมเ่ ป็นประโยชน์ คนฟังไม่ชอบ ไมพ่ ดู

๒. คำจริง ไม่เป็นประโยชน์ คนฟงั ไมช่ อบ ไม่พดู

๓. คำจรงิ มปี ระโยชน์ คนฟงั ไมช่ อบ พดู เมื่อถึงเวลา

๔. คำไม่จรงิ ไมเ่ ปน็ ประโยชน์ คนฟงั ชอบ ไมพ่ ดู

๕. คำจริง ไม่เป็นประโยชน์ คนฟังชอบ ไมพ่ ูด

๖. คำจรงิ มปี ระโยชน์ คนฟงั ชอบ พดู เมอื่ ถึงเวลา

จากขอ้ ความขา้ งบนน้ี จะสรุปได้ว่า

๑. คำไม่จรงิ จะต้องไมพ่ ูด

๒. คำไม่เปน็ ประโยชน์ จะต้องไมพ่ ดู

๓. คำจรงิ และเปน็ ประโยชน์ดว้ ย ต้องรูว้ ่าเมอ่ื ไหร่จงึ ควรพดู

วธิ กี ารปรบั ปรุงการสนทนา
การทจี่ ะเปน็ ผสู้ นทนาที่ดีนั้นจะต้องกระทำสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และสง่ิ ทจี่ ะชว่ ยสร้าง

ความสามารถในการเปน็ ผสู้ นทนาที่ดกี ็คอื ผู้สนทนาต้องมคี วามอดทนในการฝึกติดตอ่ กนั อยา่ งระมัดระวงั อยู่
ตลอดเวลาทีม่ ีการพดู คยุ กัน อย่างไรก็ตาม วิธีทจี่ ะนำทกั ษะเหล่านีม้ าสู่ตัวเราได้นั้น อาจสรุปได้ ๑๐ ขอ้ ดงั น้ี

๑. มีความจริงใจ (Sincerity)
๒. รจู้ ักธรรมชาติ และนสิ ยั มนษุ ย์ (Know Human Nature)
๓. มอี ธั ยาศยั ดี (Courtesy)
๔. สนในสงิ่ ที่คู่สนทนาสนใจ
๕. เปน็ ผฟู้ งั ที่ดี (Be Good Listener)
๖. ปรับปรงุ กรยิ าท่าทาง
๗. ปรับปรงุ น้ำเสียง
๘. ปรับปรงุ ถ้อยคำและภาษา
๙. สนทนาถงึ ส่ิงทีน่ ่าสนใจ
๑๐. ปรบั ปรงุ การสนทนาให้เหมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล

ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์และวิสยั ของมนษุ ย์
ผ้ทู ี่จะประสบความสำเรจ็ ในการพูด คอื ผทู้ ีม่ ีความเขา้ ใจความรู้สกึ และความนึกคดิ ของคนอื่น

ฉะนั้นวธิ ีที่จะปรับปรงุ ทกั ษะในการสนทนาของตนวิธหี นึ่งคือ จะต้องเปน็ ผทู้ ่ศี กึ ษาถงึ ธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่ง
จำแนกไว้เปน็ หลกั ใหญ่ ๆ ๓ หลัก ดงั น้ี

๑.คนเราไมช่ อบการตำหนิคนทกุ คนมนี สิ ัยแหง่ การเห็นแกต่ วั หรือเปน็ ผูท้ ่เี ขา้ ขา้ งตัวเอง จะมคี วาม
เช่อื มนั่ ในตนเองหรอื รบั รองว่าการกระทำหรอื พฤติกรรมของตนเองนน้ั เป็นสงิ่ ท่ถี กู ตอ้ ง ทงั้ ๆ ทีเ่ ปน็ การ
กระทำท่ผี ิดในสายตาของผอู้ ืน่ จากความจรงิ ขอ้ นี้เองท่ที ำใหเ้ กดิ เปน็ ความรสู้ กึ วา่ ถา้ มีใครมาตำหนิตเิ ตียน

๒๗

การกระทำของตนเองแลว้ จะก่อใหเ้ กิดความไมพ่ อใจขึ้น อีกทัง้ ยังทำใหเ้ กดิ ความรู้สกึ วา่ ผูต้ ำหนิน้ันไมเ่ ป็น

มติ รกบั ตน ทำให้ตนต้องอบั อายหรอื เสียชอ่ื เสียง ถงึ แมว้ ่าผูต้ ำหนิจะไมม่ เี จตนาเชน่ นัน้ กต็ าม

เม่ือเราทราบธรรมชาติของคนนนั้ ไมช่ อบใหผ้ ู้อน่ื ตำหนิ จึงควรหลีกเลี่ยงการสนทนาพดู คุยดว้ ย

การกล่าวตำหนิ หรอื พดู แสดงความคดิ เหน็ ในเชิงตำหนิ เชน่

แทนท่จี ะพูดว่า “แหม เธอใส่เสือ้ สนี ำ้ ตาล แลว้ ดดู ำจงั เลย”

ก็พดู ใหม่ว่า “ฉนั ว่าสีน้ำตาลทำให้ผิวเธอคลำ้ ไปนะ”

แทนทจี่ ะพูดวา่ “เปิดเทอมมานี่อ้วนจนพงุ ปลน้ิ เลยนะ”

กพ็ ูดใหม่วา่ “เปดิ เทอมมานดี่ ูสมบรู ณก์ ว่าเดมิ นะ”

๒. ทุกคนต้องการความเด่นและตอ้ งการใหค้ นอืน่ ยกย่องมนุษยท์ ุกคนยอ่ มมคี วามรสู้ กึ วา่ ตนเอง

เปน็ ผูท้ ่ีมีความสำคัญในสงั คมท่ตี นอยู่ ความภูมิใจในตนเองขอ้ นจี้ งึ ผลกั ดันออกมาในรปู ของความตอ้ งการให้

คนอื่นยกย่องชมเชยหรอื สรรเสริญ ดงั น้นั เราจะต้องพยายามหาสว่ นทด่ี ใี หไ้ ดแ้ ลว้ นำมาพดู เช่น ถ้าคสู่ นทนา

เราเปน็ คนที่ขเ้ี หรม่ ากทส่ี ดุ ทเ่ี ราพบมา เราควรพดู ชมเกย่ี วกบั การแตง่ กายของเขาว่าเป็นผมู้ ีรสนิยมดี พดู ชม

คนอว้ นว่าเปน็ คนมีลกั ษณะของผมู้ อี นั จะกิน ชมคนผอมทสี่ ดุ ว่ามีรูปรา่ งเหมอื นนางแบบ ชมผู้ชายศีรษะลา้ น

วา่ เป็นคนเจ้าปัญญา ชมคนจู้จจี้ กุ จกิ ว่าเป็นคนมีนสิ ัยการทำงานเปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ย

๓. ทกุ คนเปน็ คนเหน็ แก่ตัว การทเี่ ราจะเปน็ ผพู้ ดู ที่ดีจงึ จำเปน็ ตอ้ งคลอ้ ยตามผทู้ ่ีเราพูดด้วย ดังนัน้

สิ่งแรกทเ่ี ราจะนำมาสนทนาดว้ ยก็ควรจะศกึ ษาคู่สนทนาของเราวา่ เขาสนใจอะไร แล้วจงึ พดู เรือ่ งทีค่ สู่ นทนา

สนใจ (ทงั้ นีค้ วรจะพยายามหลกี เล่ียงการพูดเกี่ยวกบั เร่อื งทเ่ี ราสนใจก่อน) และควรจะดำเนนิ การสนทนาไป

ในแนวที่ผรู้ ่วมสนทนาของเราจะได้รบั ประโยชนม์ ากพอคุ้มคา่ กับการเสยี เวลาของเขา

๔. วสิ ัยของคนเราไมช่ อบให้ใครโต้แยง้ เป็นธรรมดาเหลือเกินทคี่ นเราไมช่ อบใหใ้ ครมาขดั คอหรือ

โตแ้ ย้งในขณะท่ีตนกำลงั พดู โยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในวงสนทนา ถึงแมว้ า่ การโตแ้ ย้งน้ันจะดำเนนิ ไปด้วยการหา

เหตผุ ลมาพิสจู น์ก็ตาม เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ซงึ่ เป็นรฐั บรุ ุษไดก้ ลา่ วไว้วา่ “ถา้ ทา่ น

โตแ้ ยง้ หรอื เถยี ง (การพูดของผู้อื่น) ท่านอาจประสบชัยชนะ แต่จะเป็นชัยชนะท่ีวา่ งเปล่า และทา่ นจะไมไ่ ด้

รับไมตรีจติ จากอีกฝ่ายหนงึ่ เลย” ดงั นนั้ ผ้สู นทนาท่ีดีควรมีความคดิ อยเู่ สมอวา่ ความคดิ เห็นที่แตกตา่ งไปจาก

ความคดิ เหน็ ของตนน้ัน มใิ ช่สงิ่ สำคญั ทจ่ี ะทำใหม้ ติ รภาพทม่ี ตี ่อกนั ขาดหรอื จืดจางลง แต่ควรเข้าใจใหม่ว่า

ความคดิ เหน็ ของคู่สนทนาทแ่ี ตกตา่ งไปจากของตนนัน้ เปน็ สง่ิ ทีใ่ หค้ วามรแู้ ก่ตนกวา้ งขวางขนึ้ ฉะน้ันจงึ ควร

เปน็ สิ่งชว่ ยให้มติ รภาพดีขึ้น และควรทจ่ี ะเห็นดว้ ยกบั ความคิดเหน็ ของคสู่ นทนาของตน

*****************************************

๒๘

บรรณานกุ รม

กลอเรีย ฮอฟแมนและพอลีน, ลองแมน แปลและเรยี บเรยี ง. พูดภาษาความสำเรจ็ .
กรุงเทพมหานคร : สำนกั พิมพ์ธรรมชาติ, ๒๕๓๓.

กาญจนา นาคสกลุ . การใชภ้ าษา. กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พิมพเ์ คล็ดไทย,๒๕๒๔.
กสุ มุ า รกั ษม์ ณแี ละคณะ . ทกั ษะการส่อื สาร ๒ รายวชิ า ท ๕๐๓. กรุงเทพมหานคร :

สำนกั พมิ พ์อกั ษรเจริญทัศน์, ๒๕๓๓.
คาเนกี้, เดล, อาษา ขอจติ ต์แมนตแ์ ปล. วิธสี รา้ งความเชือ่ มนั่ ในตนเองและจูงใจคนโดยการ

พูดในท่ีชุมชน. พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๖ พระนคร : บำรงุ สาส์น, ๒๕๑๖.
ฉลวย สุรสิทธิ์. หนงั สอื เรยี นภาษาไทย ท๐๐๑ . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว, ๒๕๒๗.
ฉัตรวรณุ ตนั นะรตั น์. การพดู เฉพาะอาชีพ. กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง, ๒๕๒๕.
ชำนาญ นิศารัตน์. ภาษาไทยเพ่ือพฒั นาการส่งสาร. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พบ์ รรณกจิ , ๒๕๓๐.
ทนิ วัฒน์ มฤคพิทักษ์. พดู ได้พูดเปน็ . กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพ์ก้องหล้า, ๒๕๒๕.
นันทา ขุนภกั ดี. การพูด. นครปฐม : โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๒๘.
นิพนธ์ ศศิธร และคณะ. หนังสอื เรยี นภาษาไทย ท ๐๑๑ การพูด. กรุงเทพมหานคร :

บรษิ ทั โรงพมิ พ์ไทยวฒั นาพานชิ จำกัด, ๒๕๓๗.
นพิ นธ์ ศศิธร. หลกั การพูดต่อหน้าชมุ นุมชน. กรงุ เทพมหานคร:สำนกั พมิ พไ์ ทยวัฒนาพาณชิ ย์ จำกดั . ๒๕๒๑.
ประสิทธ์ิ กาพยก์ ลอน, ท ๕๐๓ ท ๕๐๒ ท ๕๐๔ หลกั ภาษา และการใชภ้ าษาชัน้ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พิมพ์ไทยวฒั นาพาณชิ ย์, ๒๕๒๐.
พลศู รี กนกวิจติ ร,ดร.เอกสารประกอบการฝึกอบรมการพดู และการบคุ ลกิ ภาพในที่ชุมชน

กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๓๘.
วสนั ต์ พงศส์ ุประดษิ ฐ์. พลังแห่งการพดู ในท่ชี ุมนมุ ชน. กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั ฝกึ พูด

แมนพาวเวอร์. ม.ป.ป.
วิจิตร อาวะกุล. การพดู การฟงั การประชมุ ทด่ี .ี กรงุ เทพฯ : ไทยวฒั นาพาณิชย์, ๒๕๒๔.
วิรัช ลอภริ ัตนกลุ , รศ.การพดู . กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์ศนู ย์ส่งเสรมิ วิชาการ, ๒๕๒๔.
สนกุ ณฐั ถาวร. ศิลปะการพดู . กรงุ เทพมหานคร : สยามมติ รการพมิ พ์, ๒๕๔๐.
สวนิต ยมาภยั . หนังสอื เรียนภาษาไทยรายวชิ า ท ๐๑๑ การพดู . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ครุ สุ ภา

ลาดพรา้ ว, ๒๕๓๐.
สวนติ ยมาภัย และถิรนนั ท์ อนวิชศรีวงศ์. หลกั การพูดขนั้ พ้นื ฐาน. กรุงเทพมหานคร :

จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๒.


Click to View FlipBook Version