The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัย การพัฒนากรอบแนวทางในการกำกับดูแลการประกันคุณภาพภายนอก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นักประเมิน, 2023-12-05 07:46:26

รายงานวิจัย การพัฒนากรอบแนวทางในการกำกับดูแลการประกันคุณภาพภายนอก

รายงานวิจัย การพัฒนากรอบแนวทางในการกำกับดูแลการประกันคุณภาพภายนอก

Keywords: การประกันคุณภาพการศึกษา

42 ประเด็น มาตรฐานการจัดตั้งกรอบการก ากับดูแลฯ - การประเมินผล - ระบบการบริหารจัดการหลักสูตร -ข้อตกลงเรื่องความรับผิดชอบของประเทศผู้ให้บริการและผู้รับบริการ - ช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ 3. การบังคับใช้ (Enforcement) 3.1 การบังคับใช้ข้อก าหนดหรือข้อบังคับต่างๆ 3.2 การสร้างความร่วมมือกับประเทศผู้ให้บริการ 1) การด าเนินการประกันคุณภาพการศึกษาโดยประเทศผู้รับบริการ 2) การสื่อสารระหว่างประเทศผู้รับบริการและผู้ให้บริการเรื่อง หลักเกณฑ์ต่างๆ 4.1.2 สภาพการด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนใน ระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จ านวน 6 แห่ง รวม 6 คน ในประเด็นความคิดเห็นเกี่ยวกับการด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน ผนวกกับการศึกษาพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ภาพรวมปรากฏชัดเจน ใน 2 ประเด็น ดังนี้ 4.1.2.1 การตกลงสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการ ในการด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดน ผู้แทนมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่สะท้อนว่าปัจจุบันมีการท าหลักสูตรร่วม (joint degree/double degree) ที่มีลักษณะเป็นความตกลงร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการการศึกษาทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง ร่วมกันจัดท าหลักสูตรร่วม ในเรื่องการตกลงสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการนั้นจะพิจารณา เรื่องการรับรองมาตรฐานสากลของหลักสูตรเป็นเรื่องหลัก เนื่องจากเป็นเครื่องมือแสดงหลักสูตรการศึกษา ตามมาตรฐานสากล โดยจะเลือกท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานสูงกว่าหรือ เท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยผู้รับบริการ “อย่างที่มีเป็น joint degree หรือ double degree ปกติตอนเริ่มก็มักจะ เลือกคู่ที่มันใกล้เคียงหรือแม้กระทั่งบางทีเขาถามถึงมาตรฐานที่เราได้ international accreditation เช่น ยกตัวอย่าง AACSB ของบริหารธุรกิจ พอดีเพิ่งได้ 2 คณะ ปีที่ผ่านมาก็ คือ CMMU คือวิทยาลัยการจัดการ กับ MUIC คือ International collage past ที่เป็น


43 ภาควิชาของ business ท่านคณบดีเล่าเองว่าบางทีเขาถามมาเขาจะถามถึง accreditation ที่เรามี พอเราบอกเรายังไม่มี ยกตัวอย่าง เขาก็จะไม่ joint กับเรา คือปกติการที่จะเกิด double degree หรือ joint degree เขาก็จะดู ศักดิ์ศรี ใช้ค านี้มากกว่า แล้วสิ่งที่เขาดูเขา จะไม่มาดู ranking อย่างเดียว เขาก็มาดู International accreditation, International standard ที่หลักสูตร ถูก as credit ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเท่าที่ผมเห็น มองลักษณะนั้น มากกว่า เพราะเรื่องมาตรฐานก็น่าจะรับได้” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 2) 4.1.2.2การเชื่อมโยงการประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ในการด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนมีการ เชื่อมโยงการประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก โดยที่ผ่านมาจะปรากฏอย่าง ชัดเจนในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือข้อมูลระดับหลักสูตรจะถูกน าไปใช้ในระดับคณะ และระดับ สถาบัน ดังนั้น เมื่อหน่วยงานภายนอกมาประเมินก็จะเห็นข้อมูลทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาบางมหาวิทยาลัย ประเมินคุณภาพภายนอกโดย สมศ. “จะท าประกันภายใน แต่ว่าประกันภายนอกก็จะใช้ข้อมูลเดียวกันกับประกัน ภายใน เพียงแค่อาจจะมาเจาะประเด็นที่ไม่ตรงกับประกันภายในสักทีเดียว จะเน้นที่มัน เกี่ยวข้องกับเกณฑ์เป็นหลัก อย่างที่บอกไปเกณฑ์ที่เขาจะมาตรวจ เราก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้ เกณฑ์แบบไหน เพราะฉะนั้นที่เราตั้งรับ เรามีข้อมูลทุกอย่างของประกันภายในที่จะพร้อมให้ ตรวจ แล้วมีหลักการเชื่อมโยงคือ ถ้าเราทราบเกณฑ์เขา เราสามารถดึงเกณฑ์ของเราจาก ภายในไปสวมต่อกับเกณฑ์ที่เขาต้องการได้ ซึ่งเกณฑ์พวกนี้เท่าที่เข้าใจไม่ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถเอาประกันภายในไปต่อประเมินจากภายนอกได้” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 3) จากการรวมรวบข้อมูลโดยภาพรวมพบว่าการด าเนินการก ากับดูแลการประกันคุณภาพ การศึกษาข้ามพรมแดนระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย มีลักษณะดังต่อไปนี้ การตกลงสร้างความร่วมมือ กับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการประเทศไทยให้ความส าคัญกับความเป็นมาตรฐานสากลของหลักสูตร ซึ่งค าว่ามาตรฐานสากลในที่นี้หมายความรวมถึงคุณภาพผู้สอน คุณภาพบริหารการจัดการ และระบบ การประกันคุณภาพภายใน นอกจากนี้ประเทศไทยยังให้ความส าคัญกับการจัดล าดับของคุณภาพ มหาวิทยาตามที่ปรากฏใน World Ranking โดยจะเลือกท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ผู้ให้บริการ ที่มีมาตรฐานสูงกว่าหรือเท่าเทียมกับมหาวิทยาลัยผู้รับบริการ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ไม่ได้ก าหนดไว้ในมาตรฐาน ของ OECD และ UNESCO


44 4.2 สภาพปัญหาของการด าเนินการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษา ข้ามพรมแดนระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จ านวน 6 แห่ง รวม 6 คน สะท้อนถึง สภาพปัญหาเกี่ยวกับการด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษา ของประเทศไทยในปัจจุบัน ผนวกกับการศึกษาพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562 และ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ภาพรวมแบ่งเป็น 2 ประเด็นส าคัญ ดังนี้ 4.2.1 ปัญหาในเชิงนโยบาย ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ได้รับการจัดตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวดที่ 6 ซึ่งก าหนดให้มีส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เพื่อท าหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และท าการประเมิน คุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งของประเทศไทย ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยให้ประเมินคุณภาพภายนอกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุกๆ 5 ปีการจัดตั้งขึ้นตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 อยู่ภายใต้การก ากับดูแลของนายกรัฐมนตรีต่อมาในปี พ.ศ. 2561 จึงได้เปลี่ยนแปลงมาอยู่ ภายใต้การก ากับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา, ออนไลน์) วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ได้มีการประกาศจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานระดับกระทรวงของรัฐบาลไทย มีอ านาจหน้าที่เกี่ยวกับ การส่งเสริม สนับสนุน และก ากับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อการพัฒนาประเทศให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เกิดจากการรวมหน่วยงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส านักงาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และส านักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเข้าด้วยกัน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 “มาตรา 49 ระบุให้มีส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การมหาชน ท าหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และท าการประเมินผลการจัดการศึกษา ที่มิใช่ การจัดการอุดมศึกษาซึ่งอยู่ในอ านาจหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม หรือกระทรวงอื่น เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยค านึงถึงความมุ่งหมาย หลักการ และแนวการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้มีการประเมินคุณภาพ ภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปีนับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และ เสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน” (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562) และพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 “มาตรา 64 ระบุการประเมิน


45 คุณภาพภายนอกอาจประเมินโดยหน่วยงานต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หรืออาจ ประเมินโดยหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานภาคเอกชน หรือหน่วยงานในต่างประเทศที่คณะกรรมการ มาตรฐานการอุดมศึกษาประกาศก าหนดก็ได้ สถาบันอุดมศึกษาอาจเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐาน การอุดมศึกษา ให้ความเห็นชอบให้หน่วยงานอื่นนอกจากที่ก าหนดไว้ตามวรรคหนึ่งท าหน้าที่ประเมิน คุณภาพภายนอกก็ได้” (พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562) แม้พระราชบัญญัติอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 จะมีการก าหนดคุณสมบัติของหน่วยงาน ประเมินคุณภาพภายนอกไว้แต่จากการสัมภาษณ์ผู้แทนมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่สะท้อนถึงความไม่ ชัดเจนเรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพภายนอก โดยเห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีประกาศ ที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการด าเนินการ อ านาจหน้าที่การประเมินคุณภาพภายนอกอาจยังคงเป็น สมศ. หรือหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งผลจากความไม่ชัดเจนเรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพภายนอก ท าให้บางมหาวิทยาลัยไม่ได้ด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกโดยจะเน้นเฉพาะการประกันคุณภาพ ภายในเป็นหลัก ทั้งนี้สะท้อนว่าได้มีการติดต่อประสานสอบถามไปยัง สมศ. เรื่องเกณฑ์การประเมิน คุณภาพภายนอกแต่ยังไม่ได้ค าตอบที่ชัดเจนกลับมา นอกจากนี้ ในเรื่องขอบเขตบทบาทหน้าที่ของ หน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกที่ดูแลครอบคลุมทุกระดับการศึกษาและวิชาชีพถือเป็นภาระงาน ที่ค่อนข้างหนัก มีความเห็นว่าหากเป็นสาขาวิชาชีพบางสาขาควรเป็นอ านาจหน้าที่ของวิชาชีพนั้น ๆ และแยกหน่วยงานประเมินภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานกับระดับอุดมศึกษาออกจากกัน ตัวอย่างข้อมูลจากการสัมภาษณ์ “นโยบายส่วนกลาง กระทรวงต้องชัดว่าตกลงแล้วเรื่องการประเมิน ภายนอกในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด หน้าที่ของใคร ถ้าเป็น องค์กรภายนอกที่มาประเมิน เอาเฉพาะระดับอุดมศึกษานะ ถ้าเป็น สมศ. ก็ควรจะต้อง ทิ้งงานที่ไม่จ าเป็นออกไป เช่น พวกอนุบาลอะไรพวกนี้มันต้องแยก เขาไม่สามารถจะ ท าได้ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงระดับอุดมศึกษา มันเยอะไป เพราะงั้นจะต้องมีหน่วยงาน เฉพาะที่ดู ไม่ใช่ไม่ส าคัญนะแต่มันมีขอบเขตของมันอยู่เพราะการที่กรรมการชุดเดิม จับทุกอย่างผมว่ามันเยอะไป” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 1) “ตอนนี้อย่างที่บอก คือเรายังไม่ได้ยุ่งกับ สมศ.เลย หลังจากที่เราเข้า มาอยู่ในกระทรวง อว.ใหม่ เพราะเราก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน้าที่ของ สมศ. จะมา ตรงไหนของเรา สกอ.บอกว่า สมศ. อาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เราจะใช้ตรวจคุณภาพ ภายนอก เพราะงั้นตอนนี้งานหลังจากที่เข้ามา 2 ปี ยังไม่ได้ contact กับ สมศ. สักเท่าไหร่ ยกเว้น สมศ. มีสอบถามมาว่าพร้อมที่จะตรวจหรือยัง แต่เกณฑ์ที่เค้าจะมาตรวจ เราถามไปเค้าก็ยังไม่ได้ให้ความชัดเจน ตกลงเกณฑ์ยังเหมือนเดิมหรือเปลี่ยนไป เลย ยังไม่ได้ท าอะไรเพิ่มต่อ เราเลยเน้นภายในเป็นหลัก” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 3)


46 นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนในระบบประเมินและกระบวนการท างานของหน่วยงาน ประเมินคุณภาพภายนอกเป็นอีกหนึ่งประเด็นส าคัญที่ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากที่ผ่านมา หน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกยังไม่มีความชัดเจนในระบบประเมินและกระบวนการท างาน เท่าที่ควร การสื่อสารระบบประเมินให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจยังด าเนินการไม่ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วงเวลา การตรวจประเมิน เกณฑ์การประเมิน หรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบกระบวนการประเมิน ซึ่งนับเป็นผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ดังกล่าวท าให้ผู้ปฏิบัติเกิดแรงต้านและทัศนคติที่ไม่ดี ต่อระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา ทั้งนี้ยังเห็นว่าการประเมินเป็น “การประเมินเพื่อการประเมิน” มิใช่ “การประเมินเพื่อการพัฒนา” หรือ “การบริหารจัดการศึกษา” เท่าที่ควร อีกทั้งการประเมิน ยังไม่สอดคล้องกับบริบทของมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร และเห็นว่าในการประเมินคุณภาพการศึกษา ควรดึงความร่วมมือในการท างานจากมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยที่หน่วยประเมินท าหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ตัวอย่างข้อมูลจากการสัมภาษณ์ “จริงๆ คือ เท่าที่ท างานมา เรื่องที่ล าบากในการท างานคือความชัดเจน ในการด าเนินงาน เช่น เกณฑ์ในการท างาน เกณฑ์ในการเข้ามาตรวจ คือบางทีเค้ามี การอบรม บางทีเราก็ไม่ได้เค้าอบรมทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนเกณฑ์ ใหม่ หรือบางทีเราก็พลาดข่าวสารจาก สมศ. เพราะว่ามันจะมากระชั้น เราก็เตรียมตัว กันไม่ทัน ก็คือจะเป็นความชัดเจนเรื่องเกณฑ์เรื่องของความเข้าใจในเกณฑ์ เวลาผู้ประเมิน มาเค้า require อะไรบ้างจากเกณฑ์เหล่านั้น คือเราก็มีคู่มือจาก สมศ. แต่ว่าก็ไม่ได้ อ่านแล้วเข้าใจเลย มันก็ต้องมีอบรม ซึ่งตรงนี้เราแทบไม่ค่อยมีข้อมูล แต่ตรงนี้อาจจะ เป็นเพราะว่ามันเพิ่งเปลี่ยนกระทรวงด้วย สมศ.ก็เลยยังไม่ได้ท าตรงนี้เหมือนกัน” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 3) “อันดับที่ 1 เขาต้องชัดว่าใครจะดูนั่นดูนี่ เขาต้องตั้งเป้าว่าเขาจะ ประเมินมหาวิทยาลัยไทยในระดับอุดมศึกษาจุดที่เขาต้องการคืออะไร ซึ่งถ้าเกิดเรา มองว่ามันจะเป็นการประเมินเพื่อพัฒนา ทีนี้ความเข้าใจ ทีมของเขาต้องมาจูนกัน พอสมควร ที่ผ่านมาที่ผมเห็นคือเขาเป็นคนตั้งเกณฑ์แล้วก็มา “จะท าอย่างนี้” มหาวิทยาลัย ก็เกิดความกังวลว่าจะท าท าไม ได้ประโยชน์อะไร สมศ.ต้องชัดว่าตัวเองจะท าอะไร เพื่อ อะไร แล้วก็เขาต้องเข้าใจ nature แล้วก็เกณฑ์ของมหาวิทยาลัย การท างานของ มหาวิทยาลัย คิดว่าถ้าเขาสามารถดึงความร่วมมือในการท างานจากมหาวิทยาลัยได้ แทนที่ สมศ.จะประเมินเองโดย สมศ.ก็ใช้อย่างที่เคยท าโดยการดึงเอาแขนขาจาก มหาวิทยาลัยมา เพราะกรรมการประเมินก็คือพวกมหาวิทยาลัยต่างๆ เราก็จะไป ประเมินเพื่อน เพื่อนก็มาประเมินเรา มันจะกลายเป็นเพื่อนช่วยเพื่อนกันโดยที่ สมศ. จะท าตัวเป็นผู้ประสาน ไม่ท าตัวเป็นผู้ประเมิน เป็นผู้ประสานให้เกิดการประเมิน


47 เกิดขึ้นผมคิดว่าอย่างนี้เขาไม่เหนื่อยมาก ไม่ต้องไปสร้างผู้ประเมินเอง แต่เป้าหมาย ต้องชัดว่าต้องการอะไร” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 1) 4.2.2 ปัญหาในทางปฏิบัติของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ในการด าเนินการจัดการศึกษาข้ามพรมแดนที่ผ่านมาและในปัจจุบัน ปัญหาที่ปรากฏ อย่างชัดเจน คือ บริบทที่ต่างกันของมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะเวลา การเคลื่อนย้าย การเปิด-ปิดภาคเรียน ทรัพยากรการเรียน การจัดสรรทรัพยากร เช่น ด้านการเงิน เป็นต้น เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก “ในระดับหลักสูตรที่เจอปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องระยะเวลาที่ใช้ ในการแลกเปลี่ยนที่ไม่ตรงกัน ที่นู่นเปิดเมื่อไหร่ ที่นี่เปิดตรงกันไหม เวลาเรานับเด็ก จ านวนเด็กที่แลกเปลี่ยนนับ 3 เดือน 6 เดือน แบบนี้ เวลาที่เรานับบางคนจะมาช่วง คร่อมปีการศึกษา ก่อนหน้าเราตัดตามปีการศึกษามันก็จะนับยังไง เพราะว่าเกณฑ์มัน ค่อนข้าง fixed ต้องนับตามเท่านั้น... มันจะมีสองสามประเด็น คือระยะเวลาก็ใช่ รายวิชาก็ใช่ เช่น ไปเรียนวิชานี้เทียบได้กับวิชาอะไรที่นี่ มีหลายประเด็นอยู่ เรื่องของ ค่าใช้จ่าย เรื่องตัว support ของเด็ก ที่เดินทาง ที่อยู่ หอพัก” (ผู้ให้ข้อมูลคนที่ 3) 4.3 กรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จากข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนจากมหาวิทยาลัย จ านวน 6 แห่ง รวม 6 คน การศึกษา เอกสาร OECD/UNESECO Guidelines และ Toolkits และศึกษาพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 สามารถพัฒนาเป็นกรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษา ข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนส าคัญ คือ ส่วนที่ 1 กรอบการด าเนินงาน ประกอบด้วย 1) นโยบายชาติ2) สภามหาวิทยาลัย 3) การ ด าเนินการตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบ และ 4) กระบวนการประกันคุณภาพ ส่วนที่ 2 หลักการรองรับการด าเนินงาน ประกอบด้วย 1) การรับฟังเสียงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders Participation) 2) การประกันคุณภาพการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนา PDCA 3) ปรัชญาการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Education-OBE) 4) ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้(Transparency and Accountability) และ 5) วัฒนธรรมการท างานร่วมกัน และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ (Systematic Collaborative) สามารถแสดงดังแผนภาพที่ 5


48 แผนภาพที่ 5 กรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย จากแผนภาพที่ 5 ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงกรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกันคุณภาพ ภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยจะเห็นได้ว่ากรอบแนวทาง การก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วนส าคัญ คือ ส่วนที่ 1 กรอบการด าเนินงาน แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นส าคัญที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ประกอบด้วย 1) นโยบายชาติว่าด้วยการประกันคุณภาพซึ่งรัฐบาลควรใช้อ านาจในการควบคุมและดูแลคุณภาพ การศึกษาข้ามพรมแดนโดยค านึงถึงผลกระทบต่อระบบการศึกษาภายในประเทศ ตลอดจนการควบคุม ระบบการจัดหาทรัพยากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนข้ามพรมแดนให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในแง่นโยบาย อาจมีการก าหนดองค์กร/หน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่เฉพาะ หรือก าหนดให้องค์กรประกันคุณภาพภายนอก ตามลักษณะความเฉพาะของแต่ละหลักสูตรที่มีมาตรฐาน การรับรองคุณภาพหลักสูตรเป็นผู้ด าเนินการ นอกจากนี้รัฐบาลอาจก าหนดแนวทาง แนวนโยบาย หรือ วางกรอบบทบัญญัติว่าด้วยการศึกษาข้ามพรมแดนเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และ ด้านอื่น ๆ ของประเทศ อีกทั้งเพื่อให้เป็นไปตามการเปิดเสรีด้านการศึกษาในประชาคมอาเซียน จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องด าเนินการให้การช่วยเหลืออันเกี่ยวเนื่องกับการท าการตลาด และระบบการท างานของการศึกษาข้ามพรมแดนเพื่อจะน าไปสู่การพัฒนากรอบการก ากับดูแลที่มี ลักษณะต่อเนื่องและมีทิศทางเดียวกัน 2) สภามหาวิทยาลัย และคณะที่ประสงค์จะเปิดหลักสูตร


49 การศึกษาข้ามพรมแดนของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง โดยทั้งสองหน่วยงานจัดเป็นองค์กรภายในที่มี หน้าที่และมีบทบาทส าคัญอย่างยิ่ง และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการด าเนินการด้านการประกันคุณภาพ หลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดน โดยทิศทางในปัจจุบันมีลักษณะเป็นการประกันคุณภาพอิสระโดยขึ้นอยู่กับ นโยบายและแนวทางของแต่ละสภามหาวิทยาลัย ทั้งนี้สภามหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง จะมีบทบาทในการควบคุม ตรวจสอบ ก ากับดูแลการประกันคุณภาพของหลักสูตรที่มีลักษณะของ การศึกษาข้ามพรมแดนของตนให้มีความชัดเจน 3) การด าเนินการตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบ ภายในของประเทศที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพ เช่น ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558 ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์ มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558 เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาตามประกาศได้ก าหนดกฎเกณฑ์ ที่เข้าลักษณะของการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นต้น 4) กระบวนการประกันคุณภาพ โดยการ ประกันคุณภาพหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนจะต้องพิจารณาถึงคุณภาพของหลักสูตร คุณสมบัติของ อาจารย์ผู้สอน ปรัชญาการเรียนการสอน กระบวนการจัดการเรียนการสอน การวัดผลและการประเมินผล ทรัพยากรในการจัดการเรียนรู้ บุคลากร เป็นต้น จากนั้น การด าเนินการจัดท ารายงานเพื่อส่งไปยังสภา มหาวิทยาลัย และ/หรือหน่วยงานที่มีอ านาจหน้าที่ตามนโยบาย เพื่อเป็นการพิจารณาทบทวน ก ากับ ดูแลการประกันคุณภาพของหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดน ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสภามหาวิทยาลัย กฎเกณฑ์ และกฎระเบียบภายใน และกระบวนการประกันคุณภาพ เป็นสิ่งที่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง มีการด าเนินการแตกต่างกันไปบนฐานความอิสระและยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละมหาวิทยาลัย และลักษณะพิเศษของแต่ละหลักสูตร หากมีหน่วยงานหรือองค์การวิชาชีพในเรื่องนั้นๆ ท าหน้าที่ประกัน และประเมินคุณภาพ เช่น ACCSB ของบัญชีและบริหารธุรกิจ WFME ของแพทย์เป็นต้น ซึ่งเป็นองค์กร ภายนอกที่ได้รับการรับรองในทางสากลเพื่อมารับรองหลักสูตรนั้น ๆ ให้เป็นมาตรฐานสากล ทั้งนี้ กรอบการด าเนินงานในข้างต้นจะเกี่ยวข้องกับส่วนที่ 2 หลักการรองรับการด าเนินงาน ซึ่งต้องด าเนินการโดยค านึงและตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานส าคัญ 5 ประการ คือ 1) การรับฟังเสียง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders Participation) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและน าข้อมูลมาใช้ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ แนวคิด หลักการ กรอบแนวทาง วิธีการประเมิน หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการประเมินที่ชัดเจน เพื่อลด ความสับสน และข้อขัดแย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม ในการจัดการการศึกษาในบางหลักสูตร ที่มีหน่วยงานหรือองค์กรวิชาชีพเฉพาะดูแล การประเมินคุณภาพภายนอกในการศึกษาหรือหลักสูตร ดังกล่าวจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาและอ้างอิงมาตรฐานสากล เพื่อให้ระบบการศึกษาและหลักสูตร การศึกษาข้ามพรมแดนในหลักสูตรดังกล่าวของประเทศไทยมีมาตรฐานทัดเทียมกับต่างประเทศ 2) การ ค านึงถึงหัวใจของของการประกันคุณภาพการศึกษา กล่าวคือ การประกันคุณภาพการศึกษาที่มีเป้าหมาย เพื่อการพัฒนา มิใช่การมุ่งเน้นตรวจสอบหรือการด าเนินการเพียงเพื่อให้ครบตามกฎเกณฑ์ (Checklist) โดยหัวใจของการประกันคุณภาพนั้น ต้องพึงระลึกว่าเป็นการประกันคุณภาพเพื่อการพัฒนา โดยจะมุ่งเน้น


50 ที่กระบวนการ (process) อย่างต่อเนื่องตามวงจรการบริหารงานคุณภาพแบบ PDCA ครอบคลุม 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ Plan (วางแผน), Do (ปฏิบัติ), Check (ตรวจสอบ) และ Act (ด าเนินการให้เหมาะสม) เนื่องด้วยการท ากิจกรรมการเพิ่มผลิตภาพหรือกิจกรรมปรับปรุงงานเพื่อยกระดับคุณภาพงานภายใน องค์กรนั้น ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือระดับพื้นฐานหรือระดับสูงก็ตาม ปัญหาส่วนใหญ่คือการขาดการมีส่วนร่วม ของคนในองค์กร หรือเป็นการด าเนินการที่ยังไม่ลงถึงระดับปฏิบัติการ และในหลายองค์กรมักพบว่า การด าเนินงานขาดความต่อเนื่อง ซึ่งการด าเนินงานตามแนวทางของ PDCA ให้ครบวงจร จะเป็นแนวทาง การด าเนินงานที่จะขจัดปัญหาดังกล่าวให้หมดไปได้3) การตระหนักถึงการจัดการศึกษาบนปรัชญา การเรียนรู้แบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Education-OBE) ซึ่งปรัชญาดังกล่าวเป็นแนวคิด การจัดการการศึกษาที่เน้นการออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงผู้เรียน โดยผลการเรียนรู้ จะถูกใช้เป็นเป้าหมายเพื่อวัดความส าเร็จของผู้เรียน ทั้งนี้ ระบบการศึกษาเชิงผลลัพธ์เป็นระบบที่มี กรอบแนวคิดเชิงการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งลดช่องว่างระหว่างผลการเรียนรู้จริงที่วัดได้ กับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Expected Learning Outcomes) เป็นหลักประกันคุณภาพการศึกษา เชิงผลลัพธ์ที่เน้นการออกแบบกระบวนการเพื่อเปลี่ยนแปลง (Change) ผู้เรียน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลจากหลักส าคัญของ OBE คือ ต้องมีเป้าหมาย (Goal) ที่ก าหนดเป็นรูปธรรมด้วยผลการเรียน (Learning Outcome) และผู้เรียนทุกคนต้องประสบความส าเร็จ (Accomplishment) ความแตกต่าง ของการออกแบบการท างานบนพื้นฐานของ “สัมฤทธิผลการเรียนรู้ของผู้เรียน” เป็นส าคัญ ซึ่งก ากับโดย องค์ประกอบส าคัญ 3 องค์ประกอบด้วยกันคือ ผลการเรียนรู้ (Learning Outcomes) และวัตถุประสงค์ (Objective) หรือเฉพาะผลการเรียนรู้วิธีการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Assessment Method) ศาสตร์ การสอน (Pedagogy) และกิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Activities) หรือ การจัดการเรียนการสอน (Teaching/Learning Approaches) ซึ่งปัจจัยทั้งสามจะต้องออกแบบให้สอดคล้องไปในแนวเดียวกัน อย่างสร้างสรรค์ (Constructive Alignment) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถประเมินเพื่อส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ในระดับขั้นที่สูงกว่าได้ทั้งนี้แนวทางปรัชญาการเรียนรู้ดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริม ให้เกิดการผลิตบัณฑิตที่มีลักษณะเป็น Global Citizen อีกด้วย 4) ด าเนินการภายใต้หลักการเรื่อง ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้(Transparency and Accountability) ซึ่งหลักการดังกล่าว จะส่งผลต่อวัฒนธรรมการประกันคุณภาพ สร้างแนวทางการประกันและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่อยู่บนฐานของข้อมูล หลักฐาน และข้อเท็จจริง (evidence–based) ที่มีเหตุผล มีความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ยอมให้อิทธิพลใดเบี่ยงเบนผลการประเมินให้ผิดไปจากความเป็นจริง และพร้อมรับการตรวจสอบ โดยในการบริหารจัดการการศึกษาเรื่องนี้ควรจะต้องด าเนินการโดยรูปแบบการบริหารการศึกษาโดย ข้อเท็จจริง (Educational Management by Facts) และ 5) การส่งเสริมวัฒนธรรมการท างานร่วมกัน และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ (Systematic Collaborative) เพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมการท างาน ประกันและพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อเป้าหมายของการบริหารการศึกษาที่เป็นเลิศ


51 บทที่ 5 บทสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการพัฒนากรอบแนวทางในการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษา ข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการประกันคุณภาพภายนอกของ การศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบัน และพัฒนากรอบแนวทางการก ากับดูแลการ ประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษา การด าเนินการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร โดยมุ่งเน้นศึกษาและวิเคราะห์เอกสารชุดเครื่องมือ ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการก าหนดเกณฑ์คุณภาพของการศึกษาข้ามพรมแดน (UNESCO/ APQN Toolkit: Regulating the Quality of Cross-border Education) และเอกสารแนวทางแนะน า ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แนวทางในการจัดเตรียมบทบัญญัติว่าด้วย คุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาขององค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO/OECD Guidelines for Quality Provision in Cross-border Higher Education) และท าการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนมหาวิทยาลัยที่มีความรู้ มีประสบการณ์โดยตรงด้านการ ประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนจากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย จ านวน 6 แห่ง รวม 6 คน ท าการวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยวิธีการวิเคราะห์ เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพการด าเนินการและสภาพปัญหาของการ ก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบัน ตลอดจนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางในการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้าม พรมแดนในระดับอุดมศึกษา จากการนั้นน าข้อสรุปที่ได้มาพัฒนาเป็นกรอบแนวทางในการก ากับดูแล การประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษา 5.1 สรุปและอภิปรายผล 5.1.1 สภาพการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษา ในปัจจุบัน ภาพรวมสรุป ดังนี้ 1) มาตรฐานการจัดตั้งกรอบการก ากับดูแลการประกันคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษา ประกอบด้วย หลักการจัดตั้งกรอบการก ากับดูแลการประกันคุณภาพการศึกษา ข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษา ได้แก่ (1) การก าหนดขอบเขตและรูปแบบของกฎเกณฑ์ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบ คือ ขอบเขตวัตถุประสงค์ของกรอบการก ากับดูแล รูปแบบการจัดตั้งสถาบันทางการศึกษา ข้ามพรมแดน และขอบเขตหลักสูตรการเรียนการสอนที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับและกรอบการก ากับดูแล


52 เช่น รูปแบบการเคลื่อนย้ายการบริการทางการศึกษา ระดับชั้นของหลักสูตร ประเภทของหลักสูตร ขอบเขตของหลักสูตร และประเภทของกิจกรรมทางวิชาการ เป็นต้น (2)การก าหนดลักษณะของหลักเกณฑ์ และบรรทัดฐานของข้อบังคับต่างๆ โดยทั่วไป มี 4 หลักเกณฑ์ คือ 1) การรับรองและยอมรับหลักสูตร หรือคุณวุฒิในประเทศนั้นๆ 2) คุณภาพด้านวิชาการ 3) การคุ้มครองผู้บริโภค และ 4) ความจ าเป็นหรือ นโยบายของประเทศนั้นๆ (3) การก าหนดประเภทของกรอบการก ากับดูแล กฎข้อบังคับ หรือกฎหมาย เช่น สถานะของอ านาจบังคับในข้อบังคับเรื่องการศึกษาข้ามพรมแดนรัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลในการ บัญญัติกฎหมายอย่างระมัดระวัง เป็นต้น (4) ลักษณะของกรอบการก ากับดูแล (5) ทางเลือกในการ บังคับใช้ข้อบังคับและกรอบการก ากับดูแลผ ่านองค์กร (6) กองทุนสนับสนุนกรอบการก ากับดูแล ทั้งนี้หลักการจัดตั้งกรอบการก ากับดูแลการประกันคุณภาพการศึกษาในข้างต้นจะเกี่ยวข้องกับขั้นตอน การเตรียมการ การด าเนินการ และการบังคับใช้กรอบการก ากับดูแลการประกันคุณภาพการศึกษา ข้ามพรมแดน ได้แก่ (1) การเตรียมการ ประกอบด้วย 1) ศึกษาประวัติและภูมิหลัง วิเคราะห์ข้อมูล และปรึกษาหารือ 2) ส ารวจตัวอย่างและแนวทางการออกแบบและก าหนดข้อบังคับ 3) เตรียมการ ด าเนินการ เช่น สร้างแผนโครงการและกรอบเวลาของการด าเนินการ คาดการณ์ถึงทรัพยากรที่จะต้อง ใช้ในการด าเนินการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบการก ากับดูแล ก าหนดหลักเกณฑ์และระบบการประเมินผล การด าเนินการ และ 4) เปิดเผยข้อมูลให้แก่สาธารณะและการส่งเสริมระบบข้อบังคับ (2) การด าเนินการ กรอบการก ากับดูแล ประกอบด้วย 1) เริ่มต้นการด าเนินการ เช่น ประกาศวันที่ที่ข้อก าหนดต่างๆ เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน ตรวจสอบว่ากลุ่มเป้าหมายได้รับทราบและเข้าถึงระบบดังกล่าวหรือไม่ ให้ความรู้แก่กลุ่มผู้บริโภคและสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องข้อก าหนดต่างๆ เป็นต้น (2) ก าหนดหลักฐานใน การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อก าหนด เช่น โครงสร้าง ระยะเวลา และเนื้อหาของหลักสูตรฯ ข้อก าหนด ในการเข้าและจบการศึกษา รูปแบบการเคลื่อนย้ายการศึกษา การประเมินผล บุคลากร เป็นต้น (3) การบังคับใช้ประกอบด้วย 1) การบังคับใช้ข้อก าหนดหรือข้อบังคับต่างๆ และ 2) สร้างความร่วมมือ กับประเทศผู้ให้บริการ ข้อสรุปข้างต้น ปรากฏในเอกสารแนวทางแนะน าขององค์การเพื่อความร่วมมือและ การพัฒนาทางเศรษฐกิจและแนวทางในการจัดเตรียมบทบัญญัติว่าด้วยคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษาขององค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO /OECD Guidelines for Quality Provision in Cross-border Higher Education) และชุดเครื่องมือ ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ/องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับการก าหนดเกณฑ์คุณภาพของการศึกษาข้ามพรมแดน (UNESCO/ APQN Toolkit: Regulating the Quality of Cross-border Education) ซึ่งถือเป็นเอกสารส าคัญ ในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาของนานาประเทศ รวมถึงประเทศไทย อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการน ามาตรฐานกฎเกณฑ์ต่างๆ ไปใช้ควรค านึงถึงบริบท


53 ของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายของชาติหรือแนวทางการด าเนินงานของสถาบันอุดมศึกษา (Davies, T., & Wong, W. S., 2006) 2) สภาพการด าเนินการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ภาพรวมปรากฏชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ (1) การตกลงสร้าง ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการ และ (2) การเชื่อมโยงการประกันคุณภาพภายในและการ ประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งที่ผ่านมามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีการจัดการศึกษาข้ามพรมแดนในรูปแบบ การท าหลักสูตรร่วม (joint degree/double degree) ที่มีลักษณะเป็นความตกลงร่วมกันระหว่าง ผู้ให้บริการการศึกษาทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทางร่วมกันจัดท าหลักสูตรร่วม ในเรื่อง การตกลงสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการนั้นจะพิจารณาเรื่องการรับรองมาตรฐานสากล ของหลักสูตรเป็นเรื่องหลัก เนื่องจากเป็นเครื่องมือแสดงว่าหลักสูตรการศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยจะเลือกท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานสูงกว่าหรือเท่าเทียมกับ มหาวิทยาลัยผู้รับบริการ ในด้านการประกันคุณภาพการศึกษาจะมีการเชื่อมโยงการประกันคุณภาพ ภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกซึ่งจะปรากฏชัดเจนในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือข้อมูล ระดับหลักสูตรจะถูกน าไปใช้ในระดับคณะ และระดับสถาบัน โดยที่ผ่านมาการประเมินคุณภาพภายนอก ของหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนในบางมหาวิทยาลัยด าเนินการโดยส านักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมพบว่าการด าเนินการก ากับดูแลการประกันคุณภาพ การศึกษาข้ามพรมแดนระดับอุดมศึกษาในเรื่องการตกลงสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการ ประเทศไทยให้ความส าคัญกับความเป็นมาตรฐานสากลของหลักสูตร ซึ่งค าว่ามาตรฐานสากลในที่นี้ หมายความรวมถึงคุณภาพผู้สอน คุณภาพบริหารการจัดการ และระบบการประกันคุณภาพภายใน นอกจากนี้ประเทศไทยยังให้ความส าคัญกับการจัดล าดับของคุณภาพมหาวิทยาตามที่ปรากฏใน World Ranking โดยจะเลือกท าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานสูงกว่าหรือเท่าเทียมกับ มหาวิทยาลัยผู้รับบริการ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ไม่ได้ก าหนดไว้ในมาตรฐานของ OECD และ UNESCO สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Cremonini, L., Epping, E., Westerheijden, D. F., & Vogelsang, K (2012) ได้ท าการศึกษาผลกระทบของการประกันคุณภาพว่าด้วยการศึกษาข้ามพรมแดน โดยใช้กรณีศึกษา การศึกษาข้ามพรมแดนจ านวน 6 กรณี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง (North-South) และอีก 4 กรณี แทนการศึกษาข้ามพรมแดนระหว่าง North-North (USA-Europe, Europe-Europe) เก็บข้อมูล ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกทางโทรศัพท์จากสถาบันการศึกษาแตกต่างกันอีกจ านวน 10 แห่ง เพื่อให้ ได้ข้อมูลตอบผลกระทบของการประกันคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึง ความจ าเป็นของการประกันคุณภาพอันเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น จากแรงกดดันภายนอก หรือ ผู้เป็นเจ้าของทุน ความสนใจส่วนตัวเพื่อดึงดูดนักศึกษาและทุนวิจัย หรือเส้นทางการพัฒนาคุณภาพ


54 เพื่อความเป็นมืออาชีพและความเป็นเลิศ เป็นต้น โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึง ความส าคัญของการประกันคุณภาพ ทัศนคติของการประกันคุณภาพว่าเป็นไปเพียงเพื่อการแสดง หลักฐานหรือการประกันเพื่อการพัฒนาคุณภาพจริง มุมมองต่อการประกันว่าเป็นภาระของการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของชาติ และการใช้กรอบการประกันภายในจนไม่เห็นคุณค่าของ UNESCO/OECD Guidelines 3) สภาพปัญหาของการด าเนินการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของ การศึกษาข้ามพรมแดนระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ภาพรวมแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ ปัญหา ในเชิงนโยบาย ได้แก่ (1) ความไม่ชัดเจนเรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพภายนอก (2) ขอบเขตบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอก (3) ความไม่ชัดเจนในระบบประเมิน และกระบวนการท างานของหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอก เช่น ขาดการสื่อสารระบบประเมินให้ ผู้ปฏิบัติเข้าใจ เป็นต้น ด้วยส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ได้รับการจัดตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2543 ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพื่อท าหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และท าการประเมินคุณภาพภายนอกของ สถานศึกษาทุกแห่งของประเทศไทย ทั้งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยให้ประเมินคุณภาพภายนอกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุกๆ 5 ปีการจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 อยู่ภายใต้ การก ากับดูแลของนายกรัฐมนตรี และในปี พ.ศ. 2561 ได้เปลี่ยนแปลงมาอยู่ภายใต้การก ากับดูแลของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา, ออนไลน์) ซึ่งในทางปฏิบัติตามนโยบายของชาติในเรื่องการประเมินคุณภาพภายนอก มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ประสบปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนในระบบประเมินและกระบวนการท างานของหน่วยงานประเมิน คุณภาพภายนอก เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกยังไม่มีความชัดเจนในระบบ ประเมินและกระบวนการท างานเท่าที่ควร การสื่อสารระบบประเมินให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจยังด าเนินการไม่ ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วงเวลาการตรวจประเมิน เกณฑ์การประเมิน หรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ระบบกระบวนการประเมิน ซึ่งนับเป็นผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ดังกล่าวท าให้ผู้ปฏิบัติเกิด แรงต้านและทัศนคติที่ไม่ดีต่อระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา ทั้งนี้ยังเห็นว่าการประเมินเป็น “การ ประเมินเพื ่อการประเมิน” มิใช่ “การประเมินเพื ่อการพัฒนา” หรือ “การบริหารจัดการศึกษา” เท ่าที ่ควร อีกทั้ง การประเมินยังไม่สอดคล้องกับบริบทของมหาวิทยาลัยเท่าที่ควร และเห็นว่าในการ ประเมินคุณภาพการศึกษาควรดึงความร ่วมมือในการท างานจากมหาวิทยาลัยต ่างๆ โดยที ่หน ่วย ประเมินท าหน้าที่เป็น ผู้ประสานงาน (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้แทนมหาวิทยาลัยต่างๆ: 2562) ต่อมาในปีพ.ศ. 2562 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับการบริหารจัดการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย คือ ได้มีการประกาศจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ


55 นวัตกรรม (อว.) เป็นหนึ่งในหน่วยงานระดับกระทรวงของรัฐบาลไทย มีอ านาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม สนับสนุน และก ากับการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อการ พัฒนาประเทศให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม เกิดจากการรวมหน่วยงานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีส านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และส านักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเข้าด้วยกัน และ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ในมาตรา 49 “ระบุให้มีส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การ มหาชนท าหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และท าการประเมินผลการจัดการศึกษา ที่มิใช่การจัดการอุดมศึกษาซึ่งอยู่ในอ านาจหน้าที่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม หรือกระทรวงอื่น เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยค านึงถึงความมุ่งหมาย หลักการ และแนวการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้มีการประเมิน คุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปีนับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน” (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562) และพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 “มาตรา 64 ระบุการประเมิน คุณภาพภายนอกอาจประเมินโดยหน่วยงานต่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หรืออาจ ประเมินโดยหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานภาคเอกชน หรือหน่วยงานในต่างประเทศ ที่คณะกรรมการ มาตรฐานการอุดมศึกษาประกาศก าหนดก็ได้ สถาบันอุดมศึกษาอาจเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐาน การอุดมศึกษา ให้ความเห็นชอบให้หน่วยงานอื่นนอกจากที่ก าหนดไว้ตามวรรคหนึ่งท าหน้าที่ประเมิน คุณภาพภายนอกก็ได้” (พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562) แม้พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 จะมีการก าหนดคุณสมบัติของหน่วยงานประเมินคุณภาพภายนอกไว้ แต่ในทางปฏิบัติยัง ประสบปัญหาความไม่ชัดเจนเรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพภายนอก ปัจจุบันยังไม่มี ประกาศที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการด าเนินการ อ านาจหน้าที่การประเมินคุณภาพภายนอกอาจยังคง เป็น สมศ. หรือหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งผลจากความไม่ชัดเจนเรื่องหน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพ ภายนอกท าให้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้ด าเนินการประกันคุณภาพภายนอก โดยจะด าเนินการเฉพาะ การประกันคุณภาพภายในเป็นหลัก นอกจากนี้ ในเรื่องขอบเขตบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานประเมิน คุณภาพภายนอกที่ดูแลครอบคลุมทุกระดับการศึกษาและวิชาชีพถือเป็นภาระงานที่ค่อนข้างหนัก เห็นว่า หากเป็นสาขาวิชาชีพบางสาขาควรเป็นอ านาจหน้าที่ของวิชาชีพนั้นๆ และแยกหน่วยงานประเมินภายนอก ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานกับระดับอุดมศึกษาออกจากกัน (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้แทนมหาวิทยาลัย ต่างๆ: 2562) สอดคล้องกับผลการศึกษาของ TariQ al-sindi และคณะ (2016) ที่ท าการศึกษาการประกัน คุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน (QACHE) เก็บข้อมูลจากหน่วยงานประกันคุณภาพของประเทศต่างๆ ทั้งประเทศนอกสหภาพยุโรป (ออสเตรเลีย) และกลุ่มประเทศผู้รับบริการการศึกษาข้ามพรมแดน จากประเทศสหภาพยุโรป (กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค) ผลการศึกษาพบว่า


56 การด าเนินการประกันคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน มีความยากล าบาก และมีช่องว่างในเรื่องความ เข้าใจกระบวนการด าเนินการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานประกันคุณภาพ และสถาบันอุดมศึกษา ในทางกลับกันการศึกษา ข้ามพรมแดนก าลังได้รับความนิยมแม้ยังมีหลายส่วน ที่ต้องพัฒนา เช่น การมีผู้เชี่ยวชาญ และการสร้าง capacity-building ต่างๆ ของการประกัน เป็นต้น ซึ่งโดยภาพรวมผลการศึกษาพบว่า ยังไม่มีระบบส าหรับการประกันคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดน ที่ชัดเจน ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนที่พอจะเข้าถึงได้ในประเทศที่ส ารวจความรับผิดชอบระหว่างประเทศ ผู้รับบริการและให้บริการการศึกษาข้ามพรมแดนยังไม่ชัดเจน ปัญหาที่น่ากังวลคือ การขาดข้อมูล ด้านการศึกษาข้ามพรมแดนและระบบแนวทาง กฎเกณฑ์ภายในที่แตกต่างกัน การส่งเสริมและสร้าง ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประกันคุณภาพการศึกษาจากภูมิภาคต่างๆ ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิด การแลกเปลี่ยนข้อมูล นโยบาย และกฎเกณฑ์ ควรเร่งด าเนินการสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค เช่น ENQA, ANQAHE, APQN เป็นต้น จะมีบทบาทส าคัญในการอ านวยความสะดวกและจัดการเรื่องนี้ โดยสามารถศึกษาคู่มือระหว่างประเทศต่างๆ เช่น UNESCO/OECD Guidelines for quality provision in Cross-border Higher Education, the Standards and Guidelines for quality assurance in the European Higher Education Area เป็นต้น และแนวทางต่างๆ ภายในของแต่ละประเทศควรใช้ เป็นฐานในการศึกษาเพื่อการพัฒนาเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดนต่อไป ขณะเดียวกันผลการศึกษาของ Yung-Chi Hou, Hui-jung Chen และ Morse (2014) ได้ระบุถึงความท้าทาย 3 ข้อ ส าหรับระบบการประกันคุณภาพส าหรับประเทศในแถบเอเชีย ประกอบด้วย ความเป็นสากล การมีอิสระในการก าหนดเอง และสุดท้ายคือหลักความชอบด้วยกฎหมายและตรวจสอบได้ อาจกล่าวได้ว่าระบบความมีอิสระของตัวองค์กรเองนั้นถือเป็นข้อท้าทายหลักของเอเชีย เนื่องด้วยการ ประกันคุณภาพจะอยู่ภายใต้รัฐบาลหรือได้รับการรับรองจากรัฐบาล ซึ่งส่งผลต่อองค์กรภายนอกที่ไม่ใช่ รัฐบาลแต่เข้ามาท าหน้าที่ก าหนดคุณภาพของหลักสูตร ตัวอย่างเช่น Asia Pacific Quality Network (APQN) ได้ก าหนดขึ้นโดยเป็นองค์ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านทางรัฐบาล ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง ความยากในภูมิภาคเอเชียเรื่องความเป็นอิสระ ความท้าทายต่อมาคือ ความสามารถในทางสากล ส าหรับการจัดการมาตรฐานในระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเอเชียมักน าตัวชี้วัดที่ใช้ใน ระหว่างประเทศมาอิงการปฏิบัติภายในซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติได้จริงตามบริบทและความสามารถของ ประเทศตน ส่งผลให้เกิดข้อจ ากัดในการพัฒนาการประกันคุณภาพหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดน ข้อ ท้าทายประการสุดท้ายคือ การแสดงออกถึงความชอบด้วยกฎหมายและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งประเด็นเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาจะน ามายึดโยงกับปัจจัยด้านการเมืองในการก าหนดนโยบาย อย่างไรก็ดีประเทศไต้หวันที่ถือได้ว่าระบบการประกันคุณภาพมีลักษณะของความเป็นสากล แต่ไต้หวัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เผชิญอยู่ เช่น ประเด็นเรื่องการก าหนด การประกันคุณภาพการศึกษา ข้ามพรมแดน และข้อกังวลเรื่องของการละเมิดเขตอ านาจอธิปไตย รวมถึงการรักษาคุณภาพของ หลักสูตรให้เป็นไปตามหลักสากลตามที่ได้ก าหนดก็ถือได้ว่าเป็นข้อท้าทายอีกหนึ่งข้อ


57 นอกจากนี้ พบปัญหาในทางปฏิบัติของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ได้แก่ บริบท ที่ต่างกันของมหาวิทยาลัยผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เช่น ระยะเวลาการเคลื่อนย้าย ทรัพยากรการเรียน การจัดสรรทรัพยากร เป็นต้น ซึ่งเอกสาร OECD/UNESECO Guidelines และ Toolkits ได้ให้ค าแนะน า เรื่องสิ่งที่จะต้องค านึงเกี่ยวกับการเลือกรูปแบบและประเภทของการเคลื่อนย้ายการศึกษาข้ามพรมแดน คือ สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของทั้งประเทศผู้ให้บริการและประเทศผู้รับบริการ เพราะนโยบาย เรื่องการศึกษาข้ามพรมแดนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายของประเทศ อย่างไรก็ตาม Shin (2017) ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาประเทศเกาหลีที่การให้ความส าคัญต่อบริบทภายในประเทศอันเป็นหนึ่งใน องค์ประกอบของการประเมินคุณภาพหลักสูตร ตัวอย่างจากประเทศเกาหลีสะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม เปลี่ยนแปลงหลักสูตรโดยผ่านการน าระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามาปรับ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงแรกก่อนที่เกาหลีจะน าระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาของอเมริกามาบังคับใช้ระบบการ ประกันคุณภาพที่พัฒนาโดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีเองมีประสิทธิภาพโดยวัดได้จากจ านวน นักเรียนที่ลงทะเบียน แต่เนื่องจากระบบการเมืองภายในเกิดขึ้นท าให้เกาหลีต้องเปลี่ยนรูปแบบมายึด จากหลักของประเทศอเมริกาอันได้ก าหนดรูปแบบการประกันคุณภาพไว้แล้ว ในแง่ของการแลกเปลี่ยน นักวิจัยนั้นได้เริ่มก่อก าหนดการแลกเปลี่ยนนักวิจัยโดยจากอเมริกันหรือผ่านจากศูนย์ของยุโรป ได้แก่ through the European Association for Institutional Research (EAIR) รวมทั้งการจัดการประชุม เชิงสัมมนาร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดการสร้างความเชี่ยวชาญและแลกเปลี่ยนด้านองค์ความรู้ ผลคือปัจจุบัน เกาหลีพัฒนาระบบการประเมินจากบริบทการศึกษาของเกาหลีเองและเรียนรู้จากของประเทศอเมริกา ซึ่งระบบการพัฒนานักวิจัยดังกล่าวน าไปสู่การก าหนดนโยบายส าหรับการพัฒนาคุณภาพนักวิจัย 5.1.2 กรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดน ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วนส าคัญ คือ ส่วนที่ 1 กรอบการด าเนินงาน ประกอบด้วย 1) นโยบายชาติ 2) สภามหาวิทยาลัย 3) การด าเนินการตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ และ ระเบียบ 4) กระบวนการประกันคุณภาพ และ ส่วนที่ 2 หลักการรองรับการด าเนินงาน ประกอบด้วย 1) การรับฟังเสียงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders Participation) 2) การประกันคุณภาพการศึกษา ที่มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนา PDCA 3) ปรัชญาการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Education-OBE) 4) ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้(Transparency and Accountability) และ 5) วัฒนธรรมการท างานร่วมกันและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ (Systematic Collaborative) ซึ่งได้น าเสนอรายละเอียดพร้อมอภิปรายในบทที่ 4 แล้วนั้น ในส่วนนี้ขอน าเสนอในข้อเสนอแนะต่อไป


58 5.2 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยฉบับนี้เป็นผลมาจากการวิจัยที่ได้รวบรวมสังเคราะห์เอกสารและ การสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้และมีประสบการณ์โดยตรงด้านการ ประกันคุณภาพการศึกษาข้ามพรมแดนระดับอุดมศึกษา มีข้อเสนอแนะดังนี้ 5.2.1 ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 5.2.1.1 ข้อเสนอแนะส าหรับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้วิจัยขอให้ข้อเสนอแนะในประเด็น ดังต่อไปนี้ 1) ควรจัดตั้งหรือส่งเสริมระบบการจดทะเบียนหรือการออกใบอนุญาตให้แก่ การให้บริการการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาภายในเขตแดนของตนโดยค านึงถึงความรอบด้าน ของการให้บริการ (One Stop Service Center) โดยเน้นความเป็นธรรม และความโปร่งใสทั้งในแง่ กระบวนการท างานและโครงสร้างของศูนย์/ระบบ 2) ควรอบรมโดยเชิญผู้ให้บริการของสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคอาเซียนมา เพื่อเสริมการสร้างศักยภาพที่รอบด้าน รวมถึงเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้แก่หน่วยงานที่ รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษาและการรับรองคุณวุฒิหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดน ทั้งประเทศผู้ให้บริการและประเทศผู้รับบริการจากทั้งในประเทศและในระดับสากล 3) สร้างระบบฐานข้อมูลในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องหลักเกณฑ์และมาตรฐาน ในการจดทะเบียน การออกในอนุญาต การประกันคุณภาพการศึกษา และการรับรองคุณวุฒิในหลักสูตร การศึกษาข้ามพรมแดน รวมไปถึงขั้นตอนในการขอทุนการศึกษาส าหรับนักศึกษาหรือสถาบันทางการศึกษา โดยข้อมูลดังกล่าวจะต้องเป็นข้อมูลที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวก 4) พิจารณาการเข้าร่วมเป็นภาคีกับ UNESCO ในเรื่องการรับรองคุณวุฒิเพื่อ ใช้มาตรฐานส าหรับการท างานขององค์กรกลางที่ถูกก าหนดให้ท าหน้าที่ดังกล่าวซึ่งไทยอาจได้ประโยชน์ จากการลงนามในแง่ของการสนับสนับช่วยเหลือด้านบุคลากรและด้านเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ของ UNSECO พัฒนาหรือส่งเสริมการท าข้อตกลงที่จะสามารถอ านวยความสะดวกการรับรองคุณวุฒิ ในแต่ละประเทศโดยการสร้างหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติร่วมกัน วิธีนี้จะน าไปสู่ความเท่าเทียมกัน ในการรับรองคุณวุฒิ ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวสามารถเป็นได้ทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีจากประเทศ ทั้งเป็นภาคีของ UNESCO และจากประเทศที่สมัครใจท าความตกลง 5.2.1.2 ข้อเสนอแนะส าหรับสถาบันอุดมศึกษา ผู้วิจัยขอให้ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนส าคัญในประเด็น ดังต่อไปนี้ 1) สร้างความมุ่งมั่นของสถาบันทางการศึกษาซึ่งประกอบไปด้วยบุคลากรทาง วิชาการที่มีความกระตือรือร้นและสร้างสรรค์ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถปลูกฝังและส่งเสริมได้โดยผ่านการ ฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพราะสถาบันทางการศึกษาไม่ได้หน้าที่ในการรักษา


59 คุณภาพและมาตรฐานหลักสูตรการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียวแต่รวมไปถึงการค านึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วย ได้แก่ ด้านสังคม วัฒนธรรม และภาษาศาสตร์ เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศ ผู้ให้บริการจะต้องค านึงถึงปัจจัยด้านวัฒนธรรมและภาษาศาสตร์ด้วยเสมอ เพราะเป็นประเด็นที่มีความ อ่อนไหวและแตกต่างกันไปตามสภาพของผู้ให้และรับบริการ 2) ค านึงถึงหลักความโปร่งใสและอิสระในการท างานขององค์กร เนื่องด้วย คุณภาพในการสอนและการวิจัยค้นคว้าข้อมูลนั้นขึ้นอยู่กับหลักการดังกล่าวเป็นส าคัญ รวมทั้ง การ แลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการปฏิบัติที่ดี (good practice) ระหว่างองค์กรต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและ สากล โดยอาจจะอ้างอิงจากหลักแนวทางการปฏิบัติที่ดีของ UNESCO/Council of Europe Code of Good Practice in the Provision of Transnational Education และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ the Council of Europe/UNESCO Recommendation on Criteria and Procedures for the Assessment of Foreign Qualifications 3) หมั่นพัฒนา รักษา หรือทบทวนระบบการบริหารจัดการภายในด้านคุณภาพ ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนไปของบริบทโลก อีกทั้ง เพื่อตรวจดูว่า ระบบดังกล่าวมีการคลอบคลุมที่รอบด้านหรือไม่ อาทิเช่น บุคลากรทางวิชาการ ผู้บริหาร นักศึกษา และผู้ส าเร็จการศึกษา โดยจะต้องเน้นย้ าความส าคัญของคุณภาพการเรียนการสอนของหลักสูตรที่เป็น การศึกษาข้ามพรมแดนในประเทศ ทั้งนี้ผู้รับบริการต้องมีความใกล้เคียงกับมาตรฐานหลักสูตรของ ประเทศผู้ให้บริการเองด้วย นอกจากนี้ จ าเป็นต้องมีการประกันอีกด้วยว่าสถาบันทางการศึกษาดังกล่าว มีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลและค าแนะน าที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านช่องทาง ที่เหมาะสม 4) ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการประกันคุณภาพการศึกษา และการรับรองคุณวุฒิ โดยจะต้องเคารพการด าเนินงานและเงื่อนไขของระบบในประเทศผู้รับบริการ 5) สร้างและส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายพันธมิตรต่าง ๆ ที่สามารถ ช่วยอ านวยความสะดวกกระบวนการรับรองคุณวุฒิ โดยการยอมรับซึ่งกันและกันในมาตรฐานการรับรอง คุณวุฒิของกลุ่มประเทศพันธมิตรด้วยกัน 6) จัดหาและเผยแพร่ข้อมูลเรื่องหลักเกณฑ์และกระบวนการประกันคุณภาพ การศึกษาทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึงการยอมรับคุณวุฒิหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนจากนายจ้าง และรายละเอียดของหลักสูตรฯ และคุณวุฒิที่ชัดเจนและรอบด้าน เช่น ความรู้และความเข้าใจ หรือทักษะ ที่นักศึกษาจะได้รับจากการส าเร็จการหลักสูตรฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นสถาบันทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือผู้ให้บริการจึงควรประสานงาน กันโดยเฉพาะระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการประกันคุณภาพการศึกษาและการรับรองคุณวุฒิและ องค์กรนักศึกษาเพื่อที่จะอ านวยความสะดวกการเผยแพร่ข้อมูลในส่วนนี้


60 5.2.1.3 ข้อเสนอแนะส าหรับหน่วยงานประกันคุณภาพการศึกษา หน่วยงานประกันคุณภาพการศึกษาและรับรองคุณวุฒิ (Quality assurance and accreditation bodies) มีหน้าที่ในการประเมินคุณภาพของหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ หรือแม้กระทั่งภายในประเทศด้วยกันเอง เช่น ศัพท์บัญญัติ ที่แตกต่างกัน วัตถุประสงค์และหน้าที่ของระบบต่างกันในเรื่องระบบการให้ทุนการศึกษา เรื่องกระบวนการ ในการประกันคุณภาพและการรับรองคุณวุฒิ เรื่องขอบเขตและหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละหน่วยงาน และเรื่องรูปแบบการมีส่วนร่วมว่าเป็นระบบสมัครใจหรือบังคับ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความท้าทายเหล่านี้ รวมไปถึงการพัฒนาและขยายตัวของหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนโดยเฉพาะในรูปแบบใหม่ๆ จึง ต้องใช้ความร่วมมือระหว่างองค์กรทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้ 1) การให้การรับรองและประกันว่ากลไกการประกันคุณภาพการศึกษาและ รับรองคุณวุฒินั้นมีลักษณะครอบคลุมหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถ ท าได้โดยการให้ความส าคัญต่อการพัฒนาคู่มือหรือข้อแนะน าต่างให้มีมาตรฐานเพื่อเป็นเครื่องมือการ สร้างหลักประกันว่ามาตรฐานและกระบวนการทั้งหมดมีความโปร่งใส มั่นคง และเหมาะสมโดยการ ค านึงถึงรูปแบบและขอบเขตของระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาภายในประเทศนั้นๆ 2) ด ารงไว้ซึ่งเครือข่าย รวมทั้งเสริมสร้างเครือข่ายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งใน ระดับภูมิภาคและสากล และวางแผนการจัดตั้งเครือข่ายในระดับภูมิภาคในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนความ ร่วมมือดังกล่าว เนื่องด้วยเครือข่ายเหล่านี้สามารถเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทาง การปฏิบัติที่ดี นอกจากนี้การท างานผ่านเครือข่ายยังช่วยในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงการสร้าง ความตระหนักและความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นในเรื่องของการพัฒนาและสะท้อนถึงปัญหาความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระดับสากล 3) การมุ้งเน้นต่อการพัฒนาความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาชีพของบุคลากรและ ผู้ประเมินคุณภาพการศึกษาให้มีความเป็นกลางไม่ขึ้นอยู่ภายใต้สังกัดใด เพื่อประกันหลักความเป็นอิสระ ในการท างาน ส่งให้กระบวนการร้องร้องเรียนและการสังเกตการณ์สามารถระบุต้นเหตุปัญหาได้อย่าง แท้จริงในกรณีของการให้บริการทางการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ หรือผิดกฎหมาย 4) จัดท าข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยเรื่องการรับรองหลักสูตรทางการศึกษาของ ภาคีในสัญญา โดยยึดหลักความเชื่อใจและความเข้าใจในระบบการศึกษา 5) เคารพการปฏิบัติในด้านวิชาชีพ (professional practice) ที่มีความแตกต่างกัน พร้อมทั้งการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกโดยเน้นย้ าถึงการให้ ความส าคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง


61 6) พิจารณาการปรับใช้กลไกสากลต่างๆ เช่น การทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน (peer review) การเปรียบเทียบกับมาตรฐาน หลักเกณฑ์หรือกระบวนการประเมินของระดับสากล (international benchmarking) และการประเมินโครงการร่วมกัน (joint assessment) เป็นต้น 5.2.1.4 ข้อเสนอแนะส าหรับหน่วยงานรับรองหลักสูตรการเรียนการสอนด้าน วิชาการ รวมถึงองค์กรวิชาชีพเฉพาะ เนื่องจากความจ าเป็นที่จะต้องมีการริเริ่มมาตรการในระดับสากลที่นอกเหนือจาก หน่วยงานประกันคุณภาพการศึกษาและรับรองคุณวุฒิ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะท าให้กระบวนการรับรอง ต่างๆ เป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และสามารถเทียบเคียงได้จึงขอให้ข้อเสนอแนะส าหรับหน่วยงาน รับรองหลักสูตรการเรียนการสอนด้านวิชาการ รวมถึงองค์กรวิชาชีพเฉพาะในประเด็น ดังนี้ 1) สร้างและรักษาการปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา ข้ามพรมแดน เนื่องจากข้อมูลจากบุคคลเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาการเชื่อมโยงกันระหว่าง การประเมินคุณภาพด้านวิชาการและวิชาชีพ 2)จัดการปัญหาเรื่องการยอมรับคุณวุฒิโดยนายจ้างในตลาดแรงงาน ด้วยวิธีการ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของคุณวุฒิที่จ าเป็นให้แก่นายจ้าง พร้อมทั้งจัดการฝึกอบรมให้นายจ้าง เข้ามามีส่วนร่วมและเข้าใจในกระบวนการประกันคุณภาพของหลักสูตร 3) หากนายจ้างต้องการขยายขอบเขตตลาดแรงงานดังกล่าวให้อยู่ในระดับสากล เพื่อตอบสนองแก่การขยายตัวของการเคลื่อนย้ายการศึกษา การสร้างความร่วมมือ และการประสานงาน ระหว่างองค์กรวิชาชีพต่างๆ จึงมีความจ าเป็นต้องสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างการับรู้ที่ด้านให้เกิดขึ้น ต่อนายจ้างและผู้ให้บริการผ่านองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ 4) สร้าง พัฒนา และด าเนินการเปรียบเทียบหลักเกณฑ์และกระบวนการ ประเมินในหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดนกับหลายๆ หลักสูตร เพื่ออ านวยความสะดวกกระบวนการ รับรองคุณวุฒิและสร้างหลักประกันว่าหลักสูตรดังกล่าวนั้นสามารถผลิตบุคลากรที่มีทักษะและ ความสามารถที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ 5.2.1.5 ข้อเสนอแนะส าหรับผู้เรียน อาจกล่าวได้ว่าตัวผู้เรียนถือเป็นหัวใจหลักที่ส าคัญของการศึกษา ดังนั้น การ เปิดช่องทางในการให้ข้อมูลนักศึกษาหรือผู้ที่สนใจเข้าศึกษาในสถาบันฯ ผ่านองค์กรสภาผู้เรียน จะ ประโยชน์ต่อการตัดสินใจเรียนในหลักสูตรการศึกษาข้ามพรมแดน โดยอาจสร้างระบบป้อนค าถามและ ค าตอบส าเร็จรูปที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและข้อมูลที่มีความแม่นย า เป็นต้น


62 5.2.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป การน าผลการวิจัยสู่การปฏิบัติในการจัดตั้งกรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกัน คุณภาพภายนอกของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาขึ้นอยู่กับนโยบาย บริบท และรูปแบบ การเคลื่อนย้ายการศึกษาด้วย จึงจ าเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการน าข้อเสนอจากการวิจัยสู่การปฏิบัติ จึงเห็น สมควรให้มีการวิจัยและพัฒนาการน าข้อเสนอกรอบแนวทางการก ากับดูแลการประกันคุณภาพภายนอก ของการศึกษาข้ามพรมแดนในระดับอุดมศึกษาด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทั้งนี้ เพราะข้อเสนอจากการวิจัยเรื่องนี้เป็นระบบและกลไกระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานจ านวนมาก กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติแบบมีส่วนร่วมน่าจะท าให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาของชาติอีกทั้ง ข้อเสนอแนะ จากงานวิจัยเรื่องนี้น่าจะได้รับการสนับสนุนระดับนโยบาย ทั้งนี้เพราะข้อเสนอแนะเหล่านี้สอดคล้อง กับกลไกการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษาเพื่อให้ได้คุณภาพการ ประเมินภายนอกที่แท้จริง


63 บรรณานุกรม คณะกรรมการประกันคุณภาพภายในระดับอุดมศึกษา และคณะอนุกรรมการพัฒนาการประกันคุณภาพ การศึกษาภายในระดับอุดมศึกษา. (2557).คู่มือประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจ ากัด ภาพพิมพ์. ทองอินทร์ วงศ์โสธร. (2541). ความหมายและกลไกการประกันคุณภาพ. ในระบบและกลไกการประกัน คุณภาพอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักร, หน้า 1 – 13. กรุงเทพฯ: ทบวงมหาวิทยาลัย. ธวัชชัย ศุภดิษฐ์. (2557). การพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการประกันคุณภาพการศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. นิติธร ปิลวาสน์. (2556). การประกันคุณภาพการศึกษา (Quality Assurance in Education). (ออนไลน์) สืบค้นจาก: http://taamkru.com/th/การประกันคุณภาพการศึกษา. (2562, ธันวาคม 10) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 เมษายน 2562. (ออนไลน์). สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/ DATA/PDF/ 2562/A/057/T_0049.PDF. (2563, มกราคม 18) พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ.2562. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 เมษายน 2562. (ออนไลน์). สืบค้นจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/ DATA/PDF/ 2562/A/057/T_ 0049.PDF. (2563, มกราคม 18) พศิน แตงจวง (2008). การศึกษาแบบไร้พรมแดน: ความท้าทายเพื่อใคร (Borderless Education: A Challenge for Whom), ASAIHL-Thailand Journal Vol. 11 No.1 April. 168-182. URL: http://digi.library. tu.ac.th/index/0200/11-1-Apr-2551/10PAGE168-PAGE182.pdf พรชุลี อาชวอ ารุง. (2539). เกณฑ์ประเมินสถาบันอุดมศึกษาไทย. รายงานการวิจัยภาควิชาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พรชุลี อาชวอ ารุง. (2540). ประกันคุณภาพและรับรองมาตรฐาน. ในการอภิปรายเรื่อง “การประกัน คุณภาพ: รูปแบบและแนวทางในระดับอุดมศึกษา” หน้า 13 – 20. เอกสาประกอบการอภิปราย วันที่ 30 มิถุนายน 2540 ณ ห้องประชุมนานาชาติ อาคาร 3. ราชกิจจานุเบกษา. (2553). กฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553. เล่ม 127 ตอนที่ 23 ก. รุ่ง แก้วแดง. (2545). ความหมายของการประกันคุณภาพภายใน แนวทางการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษา: เพื่อรองรับการประเมินภายนอก. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: สกศ.


64 วันชัย ศิริชนะ. (2537). การพัฒนารูปแบบการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาส าหรับ สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาอุดมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วันชัย ศิริชนะ. (2540). การประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา. อนุสารอุดมศึกษา, 23 (เมษายน): 3 - 13. สมหวัง พิธิยานุวัฒน์. (2552). กัลยาณมิตรประเมิน ในเอกสารหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก รอบที่ 2 พ.ศ. 2549-2553. (ฉบับปรับปรุง). ส านักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา. (เอกสารอัดส าเนา). สมหวัง พิธิยานุวัฒน์และคณะ. (2556). พัฒนาการของการทดสอบระดับชาติและการประกันคุณภาพ การศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. ส านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). สุนิดา ศิวปฐมชัย. (2554). การศึกษาข้ามแดนไทย-กัมพูชา: ภาระ หรือโอกาส. วารสารภาษาและ วัฒนธรรม, 30(1), 65 – 82. อุทุมพร จามรมาน และคณะ. (2542). ข้อมูลสถานภาพการประกันคุณภาพอุดมศึกษา 5 สาขาวิชา ของส านักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย. รายงานการศึกษา ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. อุทุมพร จามรมาน. (2543). การประกันคุณภาพระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ฟันนี่พับบลิชชิ่ง. อุทุมพร จามรมาน และคณะ. (2544). รายงานการวิจัยและพัฒนาดัชนี เกณฑ์ และวิธีการประเมิน คุณภาพการศึกษาภายในและภายนอกส าหรับสถาบันอุดมศึกษาไทย เล่มที่ 1. ส านักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). อุไรพรรณ เจนวาณิชยานนท์. (2540). แนวคิดในการประกันคุณภาพทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน. ในการอภิปรายเรื่อง “การประกันคุณภาพ: รูปแบบและแนวทางในระดับอุดมศึกษา” หน้า 13 -20. เอกสารประกอบการอภิปรายวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ณ ห้องประชุมนานาชาติ อาคาร 3. Asian Development Bank. (2012). Regional Cooperation and Cross-border Collaboration in Higher Education in Asia: Ensuring that Everyone Wins. Mandaluyong City, Philippines: Asian Development Bank. Bashir, S. (2007). Trends in International Trade in Higher Education: Implications and Options for Developing Countries. Education Working Paper Series, Number 6. World Bank Publications. CHEA. (2000). What is Accreditation? About CHEA, (http://www.chea.ogr/About/index.html). Claire Hughes & Helen Thomas. (2017). Collaborative provision quality assurance isn’t just red tape. , Perspectives: Policy and Practice in Higher Education, 21:1, 20-25, DOI: 10.1080/13603108.2016.1235623.


65 Cremonini, L., Epping, E., Westerheijden, D. F., & Vogelsang, K. (2012). Impact of Quality Assurance on Cross-Border Higher Education. Center for Higher Education Policy Studies (CHEPS). David Law. (2017). The challenge of quality, Perspectives: Policy and Practice in Higher Education, 21(1), 1-3, DOI: 10.1080/13603108.2017.1251182. Davies, T., & Wong, W. S. (2006). UNESCO-APQN Toolkit: Regulating the quality of crossborder education: A collaborative project of the United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization and the Asia-Pacific Quality Network. Bangkok: UNESCO, Bangkok. Thailand. Douglas Blackmur. (2007). A Critical Analysis of the UNESCO/OECD Guidelines for Quality Provision of Cross-border Higher Education, Quality in Higher Education, 13(2), 117-130, DOI: 10.1080/13538320701629137. Douglas Blackmur. (2008) A Critical Analysis of the INQAAHE Guidelines of Good Practice for Higher Education Quality Assurance Agencies. Higher Education, 56(6), 723 - 734. Gerardo Blanco Ramírez. (2013). The Global Dimension of Quality Assurance in Higher Education. International Journal of Technology and Educational Marketing, 3(1), 15 - 27. Huang, S. Y. (2015). Cross-border Education. 黒潮圏科学, 9(1), 27 - 29. Karen Smith. (2010). Assuring quality in transnational higher education: a matter of collaboration or control?, Studies in Higher Education, 35(7), 793- 806, DOI: 10.1080/03075070903340559. Knight, J. (2005). Cross-border Education: Programs and Providers on the Move. CBIE Research Millennium Series No. 10. Canadian Bureau for International Education (CBIE)/Bureau canadien de l’éducation internationale (BCEI). 220 Laurier Avenue West, Suite 1550, Ottawa, Ontario K1P 5Z9. Knight, J. (2006). Higher Education Crossing Borders: A Guide to the Implications of the General Agreement on Trade in Services (GATS) for Cross-border Education. Common wealth of Learning, Vancouver and UNESCO. Knight, J. (2007). Cross-border Higher Education: Issues and Implications for Quality Assurance and Accreditation. Report: Higher Education in the World 2007: Accreditation for Quality Assurance: What is at Stake?.


66 Knigth, J. (2012). Five truths about internationalization. Teoksessa International higher education. The Boston College Center for International Higher Education, (69). Knight, J. (2012). Internationalization: Three Generations of Cross-Border Higher Education. India International Centre. Knight, J. (2014). Three Generations of Cross-Border Higher Education: New Developments, Issues and Challenges. Internationalization of Higher Education and Global Mobility, 43 - 58. Knight, J. (2015). Five myths about internationalization. International higher education, (62). Knight, J. (2015). The International Race for Accreditation. International Higher Education, (40). Kuroda, K., Yuki, T., & Kang, K. (2010). Cross-Border Higher Education for Regional Integration: Analysis of the JICA-RI Survey on Leading Universities in East Asia. JICA-RI Working Paper. No. 26. Online Submission. Lazăr VLĂSCEANU, et al. (2007). Quality Assurance and Accreditation: A Glossary of Basic Terms and Definitions. Bucharest: Editura Enciclopedică: 74 - 75. Lek, D. (2014). Cross Border Higher Education in ASEAN: Structures, Policies, Development and Integration. ASEAN-Canada Research Partnership Working Paper Series, 4, 1-26. Marginson, S., & Wende, M. V. D. (2007). Globalisation and higher education. Martin, M. (2007). The Cross-border Challenge of Higher Education: Comparing experiences. Cross-Border Higher Education: Regulation, Quality Assurance and Impact. Michelle Henderson, Rebecca Barnett & Heather Barrett. (2017). New Developments in Transnational Education and the Challenges for Higher Education Professional Staff, Perspectives: Policy and Practice in Higher Education, 21(1), 11 - 19, DOI: 10.1080/13603108.2016.1203366. Shin, J.C. (2018). Quality assurance systems as a higher education policy tool in Korea: International convergence and local contexts. International Journal of Educational. 63, 1 - 7, DOI: 10.1016/j.ijedudev.2017.10.005. Stella, A. (2006). Quality assurance of cross-border higher education. Quality in Higher Education, 12(3), 257 - 276. TariQ al-sindi, et.al. (2016). Quality Assurance of Cross-Border Higher Education. Final Report of the QACHE Project, Occasional Papers 23, European Association for Quality Assurance in Higher Education.


67 Vincent-Lancrin, S., & Pfotenhauer, S. (2012). Guidelines for quality provision in crossborder higher education: where do we stand?. OECD. Yung-Chi Hou, A., Hui-jung Chen, K. & Morse, R. (2014). Transforming the quality assurance framework for Taiwanese higher education: A glonacal context. Policy and Society Associates (APSS), 33(3), 275 – 285, DOI: 10.1016/j.polsoc.2014.09.001.


68 ภาคผนวก


69 รายชื่อสถาบันอุดมศึกษาตัวแทนผู้ให้ข้อมูล 1. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2. มหาวิทยาลัยมหิดล 3. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 5. สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 6. มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต


70 ประวัติผู้วิจัย


71 1) หัวหน้าโครงการ: ดร.จิราภรณ์ เรืองยิ่ง สถานที่ท างาน สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่ เลขที่ 15 ถ.กาญจนวนิชย์อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 E-mail: [email protected] ต าแหน่งปัจจุบัน อาจารย์ประจ า ประวัติการศึกษา: ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ประยุกต์), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, พ.ศ. 2561, ปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิต (การวิจัยและสถิติทางการศึกษา), มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, พ.ศ. 2553 ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต (การศึกษาปฐมวัย), มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, พ.ศ. 2549 2) ผู้ร่วมวิจัย: ดร.ธีทัต ชวิศจินดา สถานที่ท างาน คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ชั้น 5 อาคารบุญชนะ อัตถากร 118 ถนนเสรีไทย แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 อีเมล์ [email protected]; [email protected] โทรศัพท์ที่ท างาน +66 2 727 3655 ต าแหน่งปัจจุบัน อาจารย์ประจ าคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ต าแหน่งบริหารปัจจุบัน รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2559 Ph.D. in Law, University of Washington, Seattle, USA. พ.ศ. 2555 Master of Asian and Comparative Law, University of Washington, Seattle, USA. พ.ศ. 2553 European Master in Law and Economics (EMLE), University of Hamburg, Germany พ.ศ. 2551 นิติศาสตรมหาบัณฑิต (สาขากฎหมายระหว่างประเทศ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2545 นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


Click to View FlipBook Version