จัดทำ โดย ด.ช. กฤตภาส พรหมดํา ม.2/1เลขที่1 เสนอโดย นาฏศิลป์ตะวันออก คุณคูร สุดา จันทร์ทอง
หน่อยการเรียนรู้ที่1 นาฏศิลป์ตะวันออก 1.นาฏศิลป์อินเดีย 2.นาฏศิลป์ญี่ปุ่น 3.นาฏศิลป์จีน 4.นาฏศิลป์อินโดนีเซีย 5.นาฏศิลป์เขมร 6.นาฏศิลป์พม่า สารบัญ นาฏศิลป์ตะวันออก
นาฏศิลป์ตะวันออก หมายถึงศิลปะการ ร่ายรำ ในรูปแบบของระบำ รำ ฟ้อน และการแสดงที่เป็นเรื่องราวเรียกว่า ละคร ของกลุ่มประเทศในภูมิภาค เอเชียที่มีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม การแสดงโดยเฉพาะ นาฏศิลป์ตะวันออก
นาฏศิลป์อินเดีย เป็นศาสตร์การร่ายรำ ที่เป็นต้นแบบของนาฏศิลป์ไทย โดยกำ เนิดตั้งแต่สมัยโบราณกาลมานานหลายร้อยปี ไม่เว้นแต่เป็นต้น แบบของไทยเท่านั้น แต่ยังถือเป็นต้นแบบของศาสตร์นาฏศิลป์ของโลก ถึงแม้ว่าดูเผิน ๆ อาจจะดูทั้งเก่าและน่าเบื่อ แต่นาฏศิลป์อินเดียนั้นได้สอด แทรกวัฒนธรรมออกมาอย่างสง่าและสวยงาม การแต่งกาย ผู้หญิงจะสวมเสื้อรัดรูป คอกว้าง แขนสั้น ตัวสั้น ถึงใต้อก ห่ม สาหรี เกล้ามวยต่ำ หรือสูงประดับดอกไม้ เจิมจุดแดงกลางหน้าผาก 1.นาฏศิลป์อินเดีย นาฏศิลป์อินเดียที่มีชื่อเสียง 1.1ภารตะนาฏยัม เป็นนาฏศิลป์ของอินเดียตอนใต้ เป็นการ แสดงที่ใช้ผู้หญิงแสดงและนิยมแสดงเดี่ยว มีลีลาการใช้จังหวะเท้าที่รวดเร็ว มีความหมายในท่ารำ ใช้ศิลปะการร่ายรำ ตามตำ รานาฏยศาสตร์ของพระภรตฤๅษี
1.2กถัก คือ นาฏศิลป์ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ถักทอ เรื่องราวของเทพทางศาสนาฮินดู และเรื่องราว ทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ผ่านท่าทางการ เต้นที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อน โยนของผู้เต้นในเวลาเดียวกัน สมัยเริ่มแรก ชาวฮินดูจะนิยมเต้นกถักกันตามสถานที่มงคล การแต่งกาย ผู้หญิงสวมเสื้อคอกว้าง แขนสั้น เอวลอย ห่มสาหรี เกล้ามวยผม ใช้สาหรีคลุมผม ผู้ชายแต่งกายคล้ายกัน ใช้ผ้าโพกศีรษะ 1.3กถักกฬิ ป็นการแสดงละครที่งดงามด้วยศิลปะการ่ายรำ แบบ เก่าๆ ผู้แสดงจะต้องสวมหน้ากาก นับว่ากถักกฬิของ อินเดียเป็นต้นเค้าของนาฏศิลป์ตะวันออก เช่น ละครโน้ะของญี่ปุ่น โขนของไทย และนาฏศิลป์ อินโดนีเซีย ส่วนพม่าจะนิยมแสดงเรื่องรามายณะ และมหาภารตะ การแต่งกายกถักกฬิ เครื่องแต่งกาย ตัวละครชาย นุ่งกางเกงขายาว จีบรอบเอว มี ผ้าคาดเอว ไม่สวมเสื้อ ตัว ละครที่แสดงเป็นผู้หญิง แต่งกายเป็นชุดประจำ ชาติ สตรีอินเดีย ปัจจุบันปรับปรุงการ แต่งกายให้งดงาม เป็นผ้าไหมขลิบทองเป็น ชุดกระโปรงยาว ใส่เสื้อสวมส่าหรีทับเสื้อ สวมเครื่องประดับ
เป็นละครที่เก่าแก่ที่สุด แต่เดิมจัดแสดงตามวิหาร มีกฎข้อบังคับ เคร่งครัดมาก แสดงเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้า การแต่งกายงดงาม ผู้แสดง จะสวมหน้ากาก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่าทางการเคลื่อนไหวล้วนมี ความหมายทั้งสิ้นแต่เดิมแสดงใต้ร่มไม้ ต่อมาทำ เวทีอย่างง่ายๆ เป็น เวทีสี่เหลี่ยมคนดูดูได้รอบ จัดฉากง่ายๆ เขียนรูปต้นสนและไม้ไผ่ ไว้ห่างๆ และมีสนสามกิ่งยื่นออกมาเพื่อรักษาสภาพเดิมที่เคยแสดง ใต้ร่มไม้ ถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูง 2.นาฏศิลป์ญี่ปุ่น 2.1ละครโนะ ประวัติของละครญี่ปุ่นเริ่มต้นประมาณศตวรรษที่ 7 แบบแผนการแสดงต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ใน ครั้งยังมีเหลือ อยู่ และปรากฏชัดเจนแสดงสมัยปัจจุบันนี้ ได้แก่ ละครโนะ ละครคาบูกิ ปูงักกุ ละครหุ่นบุนระกุ การกำ าเนิด ของละครญี่ปุ่นกล่าวกันว่ามีกำ าเนิดมาจากพื้นเมืองเป็นปฐมกล่าวคือ วิวัฒนาการมาจากกการ แสดงระบำ าบูชาเทพเจ้า แห่งภูเขาไฟ และต่อมาญี่ปุ่นได้รับแบบแผน การแสดงมาจากประเทศจีน โดยได้รับผ่านประเทศเกาหลีช่วงหนึ่ เครื่องแต่งกาย จะแต่งหรูหรา สีสวยสด สัมพันธ์กับหน้ากาก ตัวละครที่สำ าคัญๆ ทุกตัวต้องสวม หน้ากาก ซึ่งสร้าง ด้วยความประณีต หน้ากากบางหน้าเก็บรักษาไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นละครที่ได้รับความนิยมมาก ผสมผสานระหว่างละครโนะ ละครหุ่นบุนรากุ การแสดงมีทั้งการร้องและการพากษ์ ท่าทาง การแสดงมีแบบแผนที่เคร่งครัด เรื่องที่แสดงเป็นเรื่อง ประวัติศาสตร์ ศาสนาและเทพนิยาย ใช้ผู้ชายแสดงล้วนแต่ง กายด้วยสีสันฉูดฉาด มีการเขียนหน้าคล้ายงิ้ว การแต่งหน้ามี แบบแผนตายตัว กำ หนดว่าสีใดเป็นของตัวละครใด เช่นผู้ร้าย หน้าสีน้ำ เงิน พระเอกหน้าสีขาว เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายวิจิตรงดงามและสีสดสวยงาม ในฉากต่อสู้จะมีดาบ และจะมี การแต่งหน้าตามตัวละครนั้นๆ 2.2ละครคาบูกิ
นาฏศิลป์จีนเป็นศิลปะการเต้นรำ ของจีนประเภทหนึ่ง มีพื้นฐานมาจาก การเต้นรำ พื้นบ้านแบบดั้งเดิม ได้รับการขัดเกลา การจัดระเบียบ และสร้างสรรค์ขึ้นจากคนงานมืออาชีพในหลายชั่วอายุคน เป็นการแสดงละครตลกสลับฉาก ลักษณะ คล้ายกับจำ อวดของไทย เป็นละครเสียดสีเรื่อง ราวชวนหัว ทั้งคำ พูดและการแสดง เนื้อเรื่องที่ แสดงไม่มีการฝึกซ้อม ใช้ความรู้สึกตาม ธรรมชาติ 2.3ละครเคียวเง็น 3.นาฏศิลป์จีน 3.1งิ้ว เป็นการแสดงที่ผสมผสานการขับร้องและการ เจรจาประกอบกับลีลาท่าทางของนักแสดงให้ออก เป็นเรื่องราว โดยสมัยนั้นได้นำ เอาเหตุการณ์ ต่าง ๆ ในพงศาวดารและประวัติศาสตร์มา ดัดแปลงเป็นบทแสดง รวมทั้งยังมีการนำ เอา ความเชื่อทางประเพณีและศาสนาเข้าไปผสม ผสานกับการแสดงงิ้วด้วย ความโดดเด่นของการแสดงงิ้วนั้น นอกจากลีลาการร่ายรำ และการ เคลื่อนไหวของผู้แสดงแล้ว เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตลอดจนการแต่งหน้าก็ เป็นส่วนสำ คัญที่ทำ ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
3.2งิ้วปักกิ่ง งิ้วปักกิ่งเป็นศิลปะการแสดงสมบูรณ์แบบที่รวมศิลปะ“การขับร้อง” “การพูด” “การแสดงลีลา” “การแสดงศิลปะการ ต่อสู้”และ“ระบำ รำ ฟ้อน”เข้าไว้ด้วยกัน ตัวละครของงิ้วปักกิ่งที่ สำ คัญแบ่งเป็น “เซิง” (เพศชาย) “ตั้น” (เพศหญิง) “จิ้ง” (เพศชาย) และ “โฉว” (มีทั้งเพศชายและเพศหญิง) นอกจาก นั้นยังมีตัวละครประกอบอีกจำ นวนหนึ่ง งิ้วเหอเป่ย หนึ่งในอุปรากรยอดนิยมของแดนมังกร งิ้วหรือุปรากรเหอเป่ยเป็นประเภทหลักของอุปรากรจีนที่เล่นกันในมณฑลเหอเป่ยของ ประเทศจีน และเคยเป็นที่นิยมอย่างมากในสมัยราชวงศ์ชิง(ค.ศ.1644-1911) เช่นเดียวกับงิ้ว ปักกิ่งงิ้วเหอเป่ยเป็นงิ้วโบราณที่ผสมผสานดนตรี, การแสดงร้อง เต้น การแสดงผาดโผนและ อื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งรูปแบบการแต่งหน้าของนักแสดงจะสะท้อนให้เห็นถึงตัวตน สถานะ บุคลิกภาพ และบทบาทต่างๆของตัวละคร 3.3งิ้วเหอเป่ย
ประเทศอินโดนีเซีย มีเกาะมากมายและแต่ละเกาะก็มีการแสดงของตนเอง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ศิลปะการแสดงที่เก่าแก่ที่สุด คือ การเชิด หุ่น เรียกว่า วายัง 4.นาฏศิลป์อินโดนีเซีย หรือวายัง เป็นนาฏศิลป์ประจำ ชาติที่เก่าแก่ที่สุด แต่เดิมหุ่นเชิด ทำ ด้วยหนังสัตว์ เรียกว่า วายัง กุลิต เรื่องที่ใช้แสดงในวายังคือ รามายณะ และมหาภารตะ โดยทำ เป็นบทละครเฉพาะของวายัง มีการแทรกเรื่องปรัชญา ข้อคิด ขบขันในชีวิตประจำ วัน นำ มาเชื่อมโยงร่วมสมัยใหม่ ลักษณะการแสดงจะแสดงเป็นเรื่องราวของนิทานพื้นบ้านและเรื่องราวในราช สำ นัก จะไม่แสดงเรื่องรามายณะและมหาภารตะ การแต่งกาย ผ้านุ่งที่ใช้มักเป็นลายหยกทอง และหยกเงิน ใส่เสื้อกำ มะหยี่ แขนยาว ตัวยาว ผมเกล้ามวยผมต่ำ ใช่ปิ่นหรือเครื่องประดับศีรษะสีทอง 4.1 การแสดงเชิดหุ่นเงา 4.2นาฏศิลป์สุมาตรา
เป็นการแสดงที่มีพื้นฐานมาจากการรำ ในราชสำ นักมีลีลาร่ายรำ ที่นุ่มนวล ประณีต จังหวะที่ ใช้ในการร่ายรำ จะช้า มีผ้าสไบเป็นส่วนประกอบสำ คัญในการร่ายรำ เวลาแสดงตาจะตกตลอดเวลา ไม่ใช้สายตาไปยังคนดู วงดนตรีประกอบการแสดง เป็น วงดนตรีประจำ ราชสำ นักสมัยโบราณ ปัจจุบันใช้วงดนตรีสำ หรับฟ้อนรำ เรียกว่า ภารมวลัน การแต่งกาย นุ่งผ้าถุงรัดรูป แบบยอดการัต โดยทิ้งชายยาวไว้ด้านข้าง หรือแบบสราการัต นุ่งผ้าถุงจีบหน้าบาง ด้านหน้าชายผ้าครอบข้อเท้า สวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนกุด สวมกระ บังหน้าทองประดับเลื่อม ประดับมวยผมด้วยปิ่น 4.3นาฏศิลป์ชวา 5.นาฏศิลป์เขมร การแสดงของเขมรดั้งเดิมใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเป็นการแสดง ภายในราชสำ นักเท่านั้น การแสดงมาตรฐานของเขมรจะแสดง เรื่องเรียมเลอ ซึ่งมีรากฐานมาจากรามายณะของอินเดีย
เป็นนาฏกรรมสวมหน้ากากอย่างหนึ่งในประเทศกัมพูชา มีลักษณะใกล้เคียงกับ การแสดงโขนของประเทศไทย เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดไป ปัจจุบันมีละโคนโขลในกัมพูชาสองรูปแบบได้แก่ ละโคนโขลวัดสวายอัณแดต และละโคนโขลคณะระบำ หลวงกัมพูชา แต่เดิมจะใช้ผู้หญิงในการแสดง ต่างจากโขนของไทยที่ จะใช้ผู้ชายแสดง เป็นละครพูดมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรัก ซึ่งละครชนิดนี้ได้ รับอิทธิพลจากเวียดนาม การแสดงของเขมรจะมีการ เคลื่อนไหวที่นุ่มนวล สง่า ย่อเข่ามากกว่าไทยและไม่อ่อนช้อย เท่าของไทย มีทั้งการแสดงละครนอกเรื่อง 5.1ละครบาสสัก 5.2ละโคนโขล เป็นการแสดงที่ถือกำ เนิดขึ้นมาไม่นานนัก โดยเจ้าหญิง บุปผาเทวี พระราชธิดาในเจ้านโรดมสีหนุ เพื่อเข้าฉาก ภาพยนตร์เกี่ยวกับนครวัด แต่กลายมาเป็นที่จดจำ และ เป็นระบำ ขวัญใจชาวพม่า ด้วยเครื่องประดับศีรษะและ ท่วงท่าร่ายรำ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ถอดแบบมาจากรูปสลัก หินนางอัปสราในปราสาทนครวัด 5.3ระบำ เทพอัปสรา
6.นาฏศิลป์พม่า การแสดงของชาวพม่า จะแสดงในงานพิธีการต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และประเพณี นาฎศิลป์ที่เก่า แก่พม่าได้แก่ ระบวงสวรงเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการแสดงประเภทโขน ละคร ปรากฏใน สมัยพระเจ้ามังระ เมื่อไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า นาฏศิลป์ไทยได้ถูกกวาดต้อนไปด้วย พระเจ้ามังระโปรดให้สอนโขนและละครไทยในพม่า เล่นเรื่องรามเกียรติ์และอิเหนา พม่าเรียกว่า อินทรวงศ์ เป็นละครในราชสำ นัก นอกจากนี้ยังมีการเล่นละครนอกเรื่องสังข์ทองและสังข์ศิลป์ชัย พระเจ้ามังระโปรดมากทรงให้รวมพวกละครและปี่พาทย์ไว้ในราชสำ นักและพระราชทานบ้าน เรือนให้เรียกว่า “ตำ บลโยธาราช” และพวกละครไทยที่แสดงเรียกว่า “โยธยาสัตคยี” เรื่องราวที่นำ มาใช้เล่นหุ่นกระบอกจะมีความแตกต่างกันไปแต่ละคณะ มักนิยมเขียนบทขึ้นเพื่อแสดงเอง และไม่มีการหยิบยืมเรื่องราวระหว่าง คณะมาใช้เล่นโดยเด็ดขาด แต่บทเพลงที่ใช้ประกอบการเล่นอาจมีการ หยิบยืมใช้บ้าง เนื้อหาในการเล่นหุ่นมักเป็น ชาดก นิทานพื้นบ้าน ตำ นาน 6.1โย่วเต
มักจะแสดงเรื่องพุทธประวัติ ตอนตรัสรู้ เพราะไม่นิยมแสดงบทบาทของ พระพุทธเจ้า หรือพระสาวกองค์สำ คัญ ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลของอินเดียโดยผ่าน ทางเขมร ละครนิทัทขิ่นจึงแสดงเรื่องอื่นๆ เช่น รามายณะ เทพนิยายต่างๆ และ เหตุการณ์ในราชสำ นัก ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่อง “ราชาธิราช” ตอน “กระทำ สัตย์” เพื่อ หย่าศึก (อ้างอิงพงศาวดารมอญในสงครามสี่สิบปี) ระหว่างพระเจ้าราชาธิราชแห่งอาณาจักรหงสาวดีของมอญ กับพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องแห่งอาณาจักรอังวะของ พม่า ที่รบพุ่งกันมายาวนานต่างผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะจนอ่อนแรงลงไปด้วย กันทั้งสองฝ่าย 6.3ระบําพม่า มอญ 6.2ละครนิพัตขิ่น
ขอขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามารับชมจนจบ หากข้อมูลผิดผลาดประการใดก็ต้องขออภัยมานะที่นีด้วย ขอบคุณครับ