โรงเรียนเทศบาลวัดไทรใต้
ใบความรู้
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
และศาสนพิธี
จัดทำโดย
นางสาวพิมพ์ชนก ภาระอุปมาเจริญ
ใบความรู้นี้จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับวัน
สำคัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สำคัญของ
นักเรียนที่เป็นพุทธศาสนิกชน ส่วนนักเรียนที่เป็นต่างศาสนิกนั้นก็
ถือว่าเรียนรู้บริบทของสังคมไทยกันไป
ทางผู้จัดทำหวังอย่างยิ่งว่า ใบความรู้นี้อาจเป็นประโยชน์ต่อ
นักเรียนอย่างยิ่ง ในการใช้ศึกษาหาความรู้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำ
วันต่อไป
ผู้จัดทำ
นางสาวพิมพ์ชนก ภาระอุปมาเจริญ
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
1. วันมาฆบูชา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ในวันมาฆบูชา (ภาาพซ้าย)
นักเรียนโรงเรียนเทศบาลวัดไทรใต้เข้าร่วมกิจกรรมเวียนเทียนวันมาฆบูชา ปี 2564 (ภาพขวา)
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 หากปีใดเป็นปีอธิกมาส คือ ปีที่มีเดือน 8
สองหน ก็จะเลื่อนไปในวันขึ้น 15 เดือน 4 มาฆบูชา ย่อมาจากคำว่า มาฆปุรณมีบูชา แปลว่า
การบูชาพระในวันเพ็ญเดือน 3 (มาฆปุรณมี อ่านว่า มา-คะ-ปุ-ระ-นะ-มี)
จาตุรงคสันนิบาต แปลว่า การประชุมอันประกอบด้วยองค์ 4 คือ มีเหตุการณ์กิดขึ้นพร้อมกัน
4 ประการ (จาตุรงคสันนิบาต อ่านว่า จา-ตุ-รง-คะสัน-นิ-บาด) ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือ
เรียกว่าวันที่พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ (เสวยมาฆฤกษ์ อ่านว่า สะ-เหวย-มา-คะ-เริก)
1. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
2. พระสงฆ์ที่มาประชุมนั้น ล้วนเป็นพระอรหันต์
3. พระสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า
4. พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา และใจ
การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
กิจกรรมในวันมาฆบูชา
- ใส่บาตรพระสงฆ์ในตอนเช้า
- ฟังพระธรรมเทศนา
- รักษาศีล 5 หรือ ศีล 8
- ร่วมเวียนเทียนที่วัดในตอนค่ำ
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
2. วันวิสาขบูชา
เหตุการณ์วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน
วันวิสาขบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หากปีใดตรงกับปีอธิกมาส ก็จะเลื่อนเป็นวัน
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน6 ทรง
พระนามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ พราหมณ์ทั้งหลายต่างทำนายพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะไว้ว่า
"ถ้าเป็นฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิและถ้าทรงออกผบวชจะเป็นศาสดาเอกของโลก" เมื่อ
ประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายาทรงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมาย ให้พระ
นางปชาบดีโคตรมีได้ทรงดูแลเลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะ พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชประสงค์ ให้เจ้า
ชายครองราชย์สมบัติ จึงทรงเลี้ยงดูอย่างดี เมื่อเจ้าชายมีพระชมน์ได้ 16 พรรษา ได้ทรงอภิเษก
สมรสกับพระนางพิมพา (ยโสธารา) พระนางพิมพมทรงประสูติพระโอรสซึ่งมีพระนามว่า ราหุล
เจ้าชายได้เสด็จประพาสเมืองทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คน
ตายและสมณะ ได้สร้างความทุกข์พระทัยให้กับพระองค์เป็นยิ่งนัก พระองค์มีประสงค์จะหลุดพ้น
จากความทุกข์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชโดยมีนายฉันนะเป็นผู้ติดตามและทรงม้ากัณฐกะ
เสด็จยังริมฝั่ งแม่น้ำอโนมา
พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยา อันเป็นการทรมานร่างกาย โดยมีพราหมณ์ 5 คน
คอยปรนนิบัติรับใช้ พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทุกรกิริยานาน 6 ปี ก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จทรงเลิก
วิธีการดังกล่าวกลับมาเสวยพระกระยาหารและทำพระวรกายให้แข็งแรงแล้วบำเพ็ญเพียรสมาธิ
ทรงเห็นว่าการปฏิบัติทุกรกิริยานั้นไม่สามารถค้นพบหนทางแห่งการดับทุกข์ได้ จึงกลับมาเสวย
พระกระยาหารดังเดิม โดยได้รับการถวายข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา
พระองค์ทรงตรัสรู้เมื่อวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 6 ด้วยหลักธรรมอริยสัจ 4 และทรงพระนามว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
นิโรธ คือ การดับทุกข์
มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงการดับทุกข์
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ได้ถือว่าเป็นวันสำคัญสากล
พระองค์ทรงเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นเวลา 45 ปี พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานในวัน
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ณ เมืองกุสินารา เมื่อพระชมมายุได้ 80 พรรษา พ.ศ. 2540 ที่ประชุมองค์การ
พุทธศาสนิกชนสัมพันธ์แห่งโลก องค์การสหประชาชาติมีมติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล
ของโลก
กิจกรรมการเวียนเทียนรอบพระอุโบสถในวันวิสาขบูชา
กิจกรรมในวันวิสาขบูชา
1. ร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์ในตอนเช้า
2. ฟังพระธรรมเทศนา
3. รักษาศีล 5 ศีล 8
4. เวียนเทียนที่วัดในตอนค่ำ
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
3. วันอัฏฐมีบูชา
พิธีกรรมการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ และการจำลองพิธีกรรมการถวายพระเพลิงในยุคปัจจุบัน
วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธ
ปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน
6 เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 7 วัน มัลละกษัตริย์แห่ง
เมืองกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้
พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา เมื่อวัน
แรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้น เวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชน
บางส่วนได้ประกอบพิธีบูชาขึ้น มีการเวียนเทียนเป็นต้น แต่ไม่ทั่วไปทั่วราชอาณาจักร โดยจะ
ประกอบพิธีในบางวัดเท่านั้น ตามแต่ความศรัทธาของท้องถิ่น
กิจกรรมในวันอัฏฐมีบูชา
ในประเทศไทย พบประเพณีการถวายพระเพลิงพระบรมศพจำลองมีเพียงบางวัดเท่านั้น เช่น
วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยประเพณีนี้มีมาแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ ใน
ปัจจุบันประเพณีนี้ได้รับการสนับสนุนจากทางหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน โดยจัดเป็นงาน
"วันอัฏฐมีบูชารำลึก เมืองทุ่งยั้ง" ณ วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์เป็น
ประจำทุกปี โดยกำหนดจัดงานในวันวิสาขบูชา คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ถึงวันแรม 8 ค่ำ
เดือน 6 รวม 9 วัน กิจกรรมภายในงานมีการแสดง แสง สี เสียง ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จ
ปรินิพพาน จนถึงพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า(จำลอง) มีประชาชนชาวจังหวัด
อุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียงเข้าชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบประเพณีการจำลอง
ถวายพระเพลิงอีกแห่งหนึ่งในภาคกลาง คือที่ วัดใหม่สุคนธาราม จัดโดย องค์การบริหารส่วน
ตำบลวัดละมุด ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่มีการสืบสานประเพณีนี้
มายาวนาวกว่า 120 ปี ซึ่งถือเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในลุ่มน้ำภาคกลาง ที่รักษาประเพณีนี้
มายาวนานที่สุด เป็นประเพณีพื้นบ้านที่ชาวบ้านร่วมกันจัดขบวนแห่เครื่องสักการะ ตะไล
บั้งไฟ มาจุดเพื่อเป็นพุทธสักการะ และมีขบวนพุทธประวัติ จำลองหลักธรรมคำสอน ก่อนที่จะ
มีพิธีการจำลองการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งมีประชาชนในชุมชนและทั่วไปแห่แหนกัน
มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
4. วันอาสาฬหบูชา
ภาพช่วงที่ยังบำเพ็ญทุกรกิริยา (ภาพซ้าย) และภาพช่วงที่แสดงปฐมเทศนาให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 (ภาพขวา)
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระองค์ทรงตระหนักถึงธรรมะที่ทรงตรัสรู้ว่ายากที่ผู้อื่นจะรู้
ตาม พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแบ่งมนุษย์ ออกเป็น 4 ประเภท พวกแรกเป็นผู้ที่มีปัญญาสูง
ฉลาดเมื่อได้ฟังธรรม อันลึกซึ้งก็สามารถเข้าใจได้ทันทีเปรียบดั่งดอกบัวที่ปริ่มน้ำ เมื่อได้รับ
แสดงจากดวงอาทิตย์ ก็จะบานทันที พวกที่สอง เป็นพวกที่มีระดับสติปัญญารองลงมาเมื่อได้
ฟังคำอธิบายซ้ำ ก็จะเข้าใจเปรียบดังดอกบัวที่โผล่เหนือน้ำพร้อมที่จะบานในวันต่อไป พวกพี่
สาม เป็นผู้ที่มีปัญญาในระดับต่ำฉลาดเล็กน้อยพอที่จะสอนให้เข้าใจได้แต่ต้องใช้เวลาเปรียบ
เทียบเหมือนบัวที่อยู่ใต้น้ำลึกลงไปหลายวันจึงโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำ พวกพี่สี่ เป็นพวกที่มีระดับ
ปัญญาต่ำสุดไม่อาจจะเรียนรู้ให้เข้าใจได้โดยงาย เปรียบเหมือนดอกบัว ที่อยู่ก้นสระมีแต่จะ
เป็นอาหารของปู ปลา ก่อนที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำ
พระพุทธเจ้าทรงเดินทางไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งอยู่ที่เมืองพาราณสี เพื่อ
แสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตน
สูตร แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมเป็นแรกคือ โกณฑัญญะซึ่งได้กลายเป็นพระ
สงฆ์องค์แรกของพระพุทธศาสนา
กิจกรรมในวันอาสาฬหบูชา
1. ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ในตอนเช้า
2. ฟังพระธรรมเทศนา
3. เวียนเทียนที่วันในตอนค่ำ
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
5. วันเข้าพรรษา
กิจกรรมแห่เทียนจำนำพรรษา โรงเรียนเทศบาลวัดไทรใต้ ปี 2565(ภาพซ้าย)
ประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2562 (ภาพขวา)
การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุอยู่ประจำวัดตลอดช่วงของการเข้าพรรษา เป็นเวลา
3 เดือน ปุริมพรรษา เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ปัจฉิม
พรรษา เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
พระสาวกในพระพุทธศาสนาได้ออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยไม่มีวันหยุด เมื่อถึง
ฤดูฝน พระสงฆ์ต่างก็ยังเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ในช่วงฤดูฝนนั้น
ก็เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้เริ่มทำการเพราะปลูก การเดินทางเผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์
ได้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน เพราะได้เหยียบย่ำพืชผลที่ปลูกไว้
อีกทั้งการเดินทางในช่วงฤดูฝนก็ไม่ค่อยสะดวกนัก บางครั้งอาจเจอสัตว์มีพิษหรือเดิน
เหยียบย่ำสัตว์ตัวเล็ก ๆพระพุทธเจ้าจึงได้บัญญติให้มีการจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ตลอด
ช่วงเข้าพรรษา กรณีที่มีกิจธุระจำเป็นจะต้องเดินทางไปค้างแรมที่อื่นนั้น สามารถไปได้ไม่เกิน
7 วัน เรียกว่า สัตตหะ (สัด-ตะ-หะ) ตลอดระยะเวลาในการเข้าพรรษานั้นพระสงฆ์จะต้องศึกษา
พระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงต้องปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด พุทธศาสนนิกชน จะ
ทำการถวายผ้าอาบน้ำฝน เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้ผลัดเปลี่ยนในช่วงเข้าพรรษา และของใช้ที่
จำเป็นอย่างอื่นสำหรับพระสงฆ์ เช่นเครื่องอัฎฐบริขาร (อัด-ถะ-บอ-ริ-ขาน) อันได้แก่ สบง จีวร
สังฆาฎิ เข็ม บาตร รัดประคด หร้อมกรองน้ำ มีดโกน รวมถึงการถวายเทียนให้แก่พระสงฆ์ เพื่อ
ใช้ตลอดช่วงเข้าพรรษา จนกลายเป็นประเพณีแห่เทียนพรรษาจนถึงปัจจุบันนี้
จังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่จัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ได้งดงามและยิ่ง
ใหญ่ทุกปี จนกลายเป็นประเพณีประจำจังหวัดที่มีชื่อเสียงมาก
กิจกรรมในวันเข้าพรรษา
1. ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า
2. รักษาศีลและปฏิบัติธรรม เพื่อให้จิตใจบริสุทธิ์ ผ่องใส
3. ฟังพระธรรมเทศนาที่วัด
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
6. วันออกพรรษา
วันออกพรรษา เป็นวันที่สิ้นสุดการจำพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 พระสงฆ์
จะประกอบพิธีการทำสังฆกรรม (สัง-คะ-กำ) ซึ่งเรียกว่าการทำปวารณา (ปะ-วา-ระ-นา) คือ พระ
ภิกษุจะสามารถว่ากล่าวตักเตือนกันได้
กิจกรรมในวันออกพรรษา
1. ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า
2. ถวายสังฆทาน
3. ฟังพระธรรมเทศนา
ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
1. ตักบาตรเทโว ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 11
2. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้ธรรมแล้ว ได้เสด็จขึ้น
ไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์
3. เมื่อออกพรรษาแล้ว ได้เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ ณ
เมือง สังกัสสนคร (สัง-กัด-สะ-นะ-คอน) การเสด็จ
ลงมาจากสวรรค์ครั้งนั้น เรียกว่า เทโวโรหณะ
พุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสต่างพร้อมใจกันไปรับเสด็จ
จนเกิดเป็นประเพณีตักบาตรเทโว
การว่ากล่าวตักเตือนของพระสงฆ์
เทคนิคการจำ
มาฆบูชา / วิสาขบูชา / อัฏฐมีบูชา / อาสาฬหบูชา / เข้าพรรษา / ออกพรรษา
ม้า วิ่ง อัฏฐ อาส เข้า ออก
ขึ้น 15 15 - 15 - 15 ค่ำ
แรม - - 8 - 1 - ค่ำ
เดือน 3 6 6 8 8 11
ก.ค. ต.ค.
เดือน ก.พ. พ.ค. พ.ค. ก.ค.
กิจกรรมตักบาตรเทโว บริเวณวัดวรนาถบรรพต
(ทางลงจากเขากบ ทางเทศบาลนครนครสวรรค์)
ศาสนพิธี
1. พิธีทอดผ้าป่า
พิธีการทอดผ้าป่าสามัคคี
ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลาย
รับจีวรจากชาวบ้าน พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เช่น ผ้าเปรอะเปื้ อนที่
ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าที่ห่อศพ ฯลฯ เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยพอแก่ความ
ต้องการแล้ว จึงนำมาทำความสะอาด ตัดเย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวรสบง การทำจีวรของภิกษุ
ในสมัยพุทธกาลจึงค่อนข้างยุ่งยากหรือเป็นงานใหญ่
ครั้นชาวบ้านเห็นความยากลำบากของพระสงฆ์จึงนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุ
ญาตโดยตรง จึงนำผ้าไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่น ตามป่าช้า หรือข้างทางเดิน เมื่อภิกษุสงฆ์
มาพบ ก็นำเอามาทำเป็นสบง จีวร พิธีการทอดผ้าก็มีความเป็นมาดังที่กล่าวมา
สำหรับเมืองไทยพิธีทอดผ้าป่าได้รื้อฟื้ นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัวรัชกาลที่ ๔ ด้วยทรงมีพระประสงค์จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีในทางพระศาสนาไว้
หลักเกณฑ์ของพิธีทอดผ้าป่า
- ทำได้ตลอดปี
- ไม่จำกัดเวลา บุคลล ประเภท เช่น ทอดผ้าป่าเสื้อผ้ามือสอง สำหรับน้องในชนบท เป็นต้น
- ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างน้อย ควรมีพระหนึ่งรูปมาทำพิธี โดยมาชักผ้าบังสกุลนั้น (ผ้าที่
แขวนกิ่งไม้ เปื้ อนฝุ่น ซากศพ ไม่มีเจ้าของ เป็นต้น)
- มีอานิสงส์ในการทำบุญทอดผ้าป่าหากใจเป็นกุศล
ศาสนพิธี
2.พิธีทอดกฐิน
พิธีการทอดกฐิน
ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวนาราม ซึ่งเป็นพระ
อารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สร้างถวายเป็นพุทธนิวาส ได้มีภิกษุ 30 รูป ชาวเมืองปาฐา ซึ่ง
อยู่ด้านทิศตะวันตกในแคว้นโกศลเดินทางมาหมายจะเฝ้าพระพุทธองค์ที่เมืองสาวัตถี แต่มา
ไม่ทันเพราะใกล้ถึงวันเข้าพรรษา จึงเข้าพักจำพรรษา ณ เมืองสาเกต รษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ เป็นเวลา ๑ พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้ว พระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ
เมืองสังกัสสนคร การที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จลงมาจากชั้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์
ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ" ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อ
ทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกัน
พระองค์ตรัสถามจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ พระบรมศาสดาดำริถึง
ความยากลำบากของภิกษุเหล่านั้น จึงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสอนุญาตให้ภิกษุรับผ้า
กฐินได้ สำหรับในเมืองได้ผ่านวันออกพรรษาแล้ว นางวิสาขาได้ทราบพุทธานุญาตจึงได้เป็นผู้
ถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก
หลักเกณฑ์ของพิธีทอดกฐิน
กฐินจะมีเป็น กาลทาน มีเวลาจำกัดในการทำกฐินถวาย กับบุคคล สถานที่
นั่นคือ
- ทำได้เวลา 1 เดือน หลังจากออกพรรษาแล้ว ถึง สิ้นสุดวันลอยกระทง
- บุคคลรับต้องเป็นพระ-มีกาลพรรษาครบสามเดือน
- ทอดถวายสถานที่วัดใด วัดหนึ่ง-ครั้งเดียวต่อปี
- วัดนั้น ต้องมีพระจำพรรษาอย่างน้อย 5 รูป
- เชื่อกันว่ามีอานิสงส์สูง
ศาสนพิธี
3. การถวายสังฆทาน การถวายสังฆทาน หมายถึงการ ถวายสิ่งของ
จตุปัจจัยวัตถุแก่หมู่พระสงฆ์ โดยไม่เลือกระบุถวายเฉพาะ
สังฆทานรูปแบบต่าง ๆ เจาะจงแก่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง กล่าวคือ ถวายเข้าเป็นสิทธิ
กองกลางแก่คณะสงฆ์ภายในวัด เพื่อคณะสงฆ์จะจัดแบ่ง
ปันแก่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ต้องการหรือเพียงแค่ถวายแก่
พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง (โดย "ไม่เลือก" ว่าจำเพาะถวายรูป
นั้นรูปนี้ เช่น เป็นพระผู้ทรงพรรษา พระรูปที่เรารู้จัก หรือ
พระรูปที่ตนศรัทธา) ที่เป็นตัวแทนแห่งสงฆ์ (ได้รับเผดียง
สงฆ์) หรือถวายโดยมีเจตนาเพื่อบำรุงพระสงฆ์สามเณรโดย
ไม่เลือกผู้รับ ก็นับเป็นสังฆทานเช่นกัน
เมื่อพิจารณาจากมูลอันจะเป็นสังฆทานดังกล่าว การที่จะเป็นสังฆทานหรือไม่นั้น มีหลัก
สำคัญอยู่ที่การถวายสิ่งของเพื่อบำรุงสังฆบริษัทหรือตัวแทนแห่งสังฆบริษัทเพื่อประโยชน์ใน
ด้านการไม่เลือกปฏิบัติและความเท่าเทียมด้านปัจจัยสี่ของพระสงฆ์นั่นเอง
4. การตักบาตร
การใส่บาตรพระเวลาเช้า (ภาพซ้าย) การใส่บาตรที่วัดในวันธรรมสวนะ (ภาพขวา)
การตักบาตร คือประเพณีอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธปฏิบัติกันมาแต่สมัยพุทธกาล พระ
ภิกษุจะถือบาตรออกบิณฑบาตเพื่อรับอาหารหรือทานอื่น ๆ ตามหมู่บ้านในเวลาเช้า ผู้คนที่
ออกมาตักบาตรจะนำของทำทานต่าง ๆ เช่น ข้าว อาหารแห้ง มาถวายพระ
ประเพณีนี้ชาวพุทธถือกันว่าเป็นการสร้างกุศล และถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลให้กับญาติผู้
ล่วงลับไปแล้วด้วย โดยเชื่อกันว่าอาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับด้วยเช่นกัน
ศาสนพิธี
5. พิธีอุปสมบท
ตัวอย่างดาราดังที่ได้รับการอุปสมบทในประเทศไทย กากัน มาลิค นักแสดงชาวอินเดีย (ภาพซ้าย)
กัน นภัทร อินทร์ใจเอื้อ นักร้องและนักแสดงชื่อดัง (ภาพขวา)
อุปสมบท (อ่านว่า อุปะ อุบปะ-) แปลว่า การเข้าถึง คือการบวชในศาสนาพุทธ ใช้
หมายถึงการบวชเป็นภิกษุและภิกษุณี เรียกเต็มว่า อุปสมบท
อุปสมบทเป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่ง พระโคตมพุทธเจ้าทรงวางหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติไว้
รัดกุมและละเอียดมากโดยทรงบัญญัติให้สวดอนุสาวนาไม่ต้องระบุนามแต่ระบุเพียงโคตร
(สกุล) ได้และสวดประกาศครั้งละ 2-3 รูปได้โดยมีอุปัชฌายะ และทรงอนุญาตให้นับอายุผู้บวช
ว่าครบ 20 ปี โดยคิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ศาสนทายาทที่ดีไว้สืบสานพระพุทธ
ศาสนา ในประเทศไทยจะถือเป็นประเพณีว่า ลูกชายของครอบครัวเป็นพุทธต้องบวชสักครั้ง
ในชีวิตเพื่อ ให้แม่เกาะชายผ้าเหลือง ชดใช้ค่าน้ำนม สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาโดยเปลี่ยน
จากผู้นับถือพระรัตนตรัยขึ้นไปเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย
ส่วนคำว่า บรรพชา ซึ่งหมายถึงการบวชเป็น สามเณร สามเณรี สิกขมานา แม่ชี
และพราหมณ์ (ผู้ถือ อุโบสถศีล ) ส่วน อาชีวัฏฐมกศีล แม้บางคนอาจถือแล้วนุ่งขาวปฏิบัติ
ธรรม แต่จะไม่ใช่การบรรพชาแต่เป็นเพียงการรับศีลที่สูงกว่า ปัญจศีล เท่านั้น
ภาพเด็กชายที่บรรพชาเป็นสามเณร (ภาพซ้าย) ภาพแม่ชีซึ่งเป็นผู้ถืออุโบสถศีล (ภาพขวา)
ศาสนพิธี
6. พิธีทำบุญงานมงคล-อวมงคล
งานมงคล ได้แก่ พิธีมงคลสมรส (ภาพซ้าย) งานอวมงคล ได้แก่ งานฌานปนกิจศพ (ภาพขวา)
พิธีทำบุญทั่วไป
พิธีทำบุญในศาสนาพุทธ มี ๒ พิธี คือ
1. พิธีทำบุญงานมงคล เพื่อเป็นสิริมงคล ความสุข ความเจริญ เช่น ทำบุญขึ้นบ้าน ใหม่, งาน
วันเกิด, งานแต่งงาน เป็นต้น
2. พิธีทำบุญงานอวมงคล เพื่อบำบัดความทุกข์โศก, ปัดเป่าความชั่วร้ายให้หมด ไป เช่น
ทำบุญงานศพ, แร้งจับที่บ้าน, รุ้งกินน้ำในบ้าน อาเพศภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นต้น
พิธีทำบุญทั้ง 2 พิธีดังกล่าว มีขั้นตอนการปฏิบัติทั้งขั้นเตรียมการและขั้นปฏิบัติการ
ส่วนใหญ่เหมือนกัน แต่จะมีความ แตกต่างกันบ้าง โดยบางพิธีตัดบางอย่าง ออกไปบางพิธี
เพิ่มบางอย่างเข้ามา ดังนี้
ขั้นเตรียมการ
1. โต๊ะหมู่บูชา ตั้งด้านขวาอาสน์สงฆ์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก, ทิศเหนือ หรือ ทิศ ใต้ ไม่
นิยม ทิศตะวันตก (เว้นความ จำเป็น) เช่น โต๊ะหมู่บูชาชุดหมู่ ๗ ประกอบด้วย
- พระพุทธรูป 1 องค์
- แจกันดอกไม้ 5 แจกัน หรือ พานดอกไม้ 5 พาน
- กระถางธูป 1 ชุด พร้อมธูป 3 ดอก
- เชิงเทียน 1 คู่ พร้อมเทียน 2 เล่ม
- เชิงเทียนชนวน 1 อัน พร้อมเทียน 1 เล่ม
2. อาสน์สงฆ์ (ที่ยกพื้นสำหรับพระสงฆ์นั่ง) หรืออาสนะ (ที่นั่ง,เครื่องปูรองนั่ง) ตั้งด้านซ้ายโต๊ะ
หมู่บูชา (หากจำเป็นตั้งด้านขวาก็ได้) แยกต่างหากจากที่นั่งฆราวาสประกอบ ด้วยโต๊ะ หรือตั่ง
เสื่อ หรือพรม (ใหญ่-เล็ก) หมอนอิง
ศาสนพิธี
3. เครื่องรับรอง ประกอบด้วย ภาชนะน้ำร้อน ภาชนะน้ำเย็นกระโถนตั้งไว้ด้าน ขวามือพระสงฆ์
โดยตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด ถัดออกมาเป็นภาชนะน้ำเย็น ส่วนภาชนะ น้ำร้อน จัดถวายเมื่อ
พระสงฆ์เข้านั่งแล้ว
4. ที่นั่งเจ้าภาพและผู้ร่วมงาน
- จัดไว้ด้านหน้าอาสน์สงฆ์ แยกต่างหากจากอาสน์สงฆ์
- ถ้าที่นั่งเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสนะ ให้ปูเสื่อ หรือพรมทับผืนที่เป็นที่นั่งฆราวาส
5. ภาชนะน้ำมนต์/เทียนน้ำมนต์/หญ้าคา
- จัดในงานมงคลทุกชนิด ตั้งไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชาด้านขวามือของประธานสงฆ์
- งานอวมงคล เช่น ทำบุญหน้าศพ, 7 วัน, 50 วัน, 100 วัน, วันคล้ายวันตาย
เป็นต้นไม่ต้องจัดภาชนะน้ำมนต์
- งานอวมงคลเพื่อปัดเป่าความชั่วร้าย เช่น แร้งจับที่บ้าน, รุ้งกินน้ำในบ้าน, อาเพศ
ภัยพิบัติ
ต่าง ๆ เป็นต้น ต้องจัดภาชนะ น้ำมนต์
- เทียนน้ำมนต์ ใช้เทียนขี้ผึ้งแท้ น้ำหนัก 1 บาทขึ้นไป
- หญ้าคา ใช้สำหรับประพรมน้ำพระพุทธมนต์ หากไม่มีจะใช้ใบมะยมแทนก็ได้
6. ด้ายสายสิญจน์
- งานมงคล ใช้วงรอบบ้านเรือนในพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่, ทำบุญบ้านประจำปี,
ทำบุญปัดเป่าความเสนียดจัญไร (อวมงคล) เป็นต้น
- งานอวมงคลเกี่ยวกับศพ ไม่ใช้ด้ายสายสิญจน์วงรอบบ้านเรือนใช้โยงจากศพมา
เพื่อให้พระสงฆ์บังสุกุลวิธีวงด้ายสายสิญจน์
- งานมงคล เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เริ่มต้นที่พระพุทธรูป ที่โต๊ะหมู่บูชาหรือ
หิ้งพระในบ้าน หรือในที่ประกอบพิธีสงฆ์ วงเวียนขวารอบอาคารบ้านเรือน หรือรอบบริเวณ
งาน แล้วนำมาวงเวียนขวารอบฐานพระพุทธรูป 1 หรือ 3 รอบ แล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำ
มนต์ วางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ใส่พานไว้ด้านซ้ายโต๊ะหมู่บูชา
- งานมงคลอื่น ๆ ให้วงรอบที่ฐานพระพุทธรูปแล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำมนต์เลย
วิธีใช้ด้ายสายสิญจน์บังสุกุล
- งานมงคล หากเชิญโกศอัฐิบรรพบุรุษมาร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย จะใช้ด้ายสาย
สิญจน์อีกกลุ่มหนึ่ง หรือกลุ่มเดียวกันนั้น เด็ดให้ขาดจากพระพุทธรูป แล้วเชื่อมโยงโกศอัฐิให้
พระสงฆ์บังสุกุล
- งานอวมงคล โยงจากศพ จากโกศอัฐิ จากรูปผู้ตาย หรือจากรายนามผู้ตาย
มาให้พระสงฆ์บังสุกุล
ศาสนพิธี
7. เทียนชนวน อุปกรณ์ประกอบด้วย
- เชิงเทียนทองเหลืองขนาดกลาง 1 อัน
- เทียนขี้ผึ้ง/เทียนไขไส้ใหญ่ ๆ 1 เล่ม
- น้ำมันชนวน (เทียนขี้ผึ้ง /เทียนไข ผสมน้ำมันเบนซิน)
8. ภาชนะกรวดน้ำ ใส่น้ำสะอาดเตรียมไว้ให้พร้อมก่อนถึงเวลาใช้
9. การนิมนต์พระสงฆ์
- งานมงคลพิธีหลวง หรือพิธีทางราชการ นิมนต์ 10 รูป
- งานมงคลพิธีราษฎร์ทุกประเภท รวมทั้งงานมงคลสมรส นิมนต์ 9 รูป (เลข 9 ออก
เสียงใกล้เคียงคำว่า ก้าว, กำลังพระเกตุ 9, พระพุทธคุณ 9, และ โลกุตรธรรม 9)
- งานอวมงคลเกี่ยวกับพิธีศพทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ นิมนต์พระสงฆ์เหมือนกัน
- สวดพระอภิธรรม 4 รูป
- สวดหน้าไฟ 4 รูป
- สวดพระพุทธมนต์ 5, 7, 9, 10 รูป ตามศรัทธา (พิธีหลวง นิมนต์ 10 รูป)
- สวดแจง 20, 25, 50, 100, 500 รูป หรือทั้งวัด
- สวดมาติกาบังสุกุล นิยมนิมนต์เท่าอายุผู้ตาย หรือตามศรัทธา
ขั้นปฏิบัติการ
1. การใช้เทียนชนวน
- การถือเทียนชนวน พิธีกรถือด้วยมือขวา โดยหงายฝ่ามือ ใช้นิ้วมือสี่นิ้ว (เว้นนิ้ว หัว
แม่มือ) รองรับฐานเชิงเทียน แล้วใช้หัวแม่มือกดฐานเชิงเทียนเข้าไว้ ไม่นิยมจับกึ่งกลาง เชิง
เทียน เพราะจะทำให้
ประธานในพิธีรับไม่สะดวก
- การส่งเทียนชนวน พิธีกรจุดเทียนชนวนถือด้วยมือขวาเดินเข้าไปหาประธานใน
พิธี ยืนตรงโค้งคำนับ เดินตามประธานในพิธีไปยังที่บูชา โดยเดินเยื้องทางด้านขวามือ
ประธานในพิธี ถ้าประธานในพิธีหยุดยืนหน้าที่บูชา พิธีกรน้อมตัวลงเล็กน้อยส่งเทียนชนวน
(ปกติส่งด้านขวามือประธานในพิธี แต่บางกรณีส่งด้านซ้ายมือประธานในพิธีก็ได้) ถ้าประธาน
ในพิธีนั่งคุกเข่า พิธีกรก็นั่งคุกเข่าตามแล้วส่งเทียนชนวนด้วยมือขวา มือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว
- การรับเทียนชนวน เมื่อประธานในพิธีจุดธูปเทียนเสร็จแล้ว พิธีกรรับเทียน
ชนวน โดยยื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับ ถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย โค้งคำนับแล้วกลับ
หลังหันเดินออกมา
3. พิธีกรอาราธนาศีล/พระปริตร
- เมื่อประธานในพิธี หรือเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้วกลับนั่ง ที่
เดิม พิธีกรเริ่มกล่าวคำอาราธนาต่อไป
ศาสนพิธี
- ถ้าอาสนะอยู่ระดับพื้น ผู้ร่วมพิธีทั้งหมด นั่งกับพื้น พิธีกรพึงนั่งคุกเข่าประนมมือ
กราบ ๓ ครั้ง แล้วจึงกล่าวคำอาราธนา ถ้าอาสน์สงฆ์ยกขึ้นสูงจากพื้น แต่ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่ง
อยู่กับพื้นก็นั่งคุกเข่าอาราธนาเช่นกัน
- ถ้าอาสน์สงฆ์ยกสูง ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งเก้าอี้ พิธีกรพึงยืนทางท้ายอาสน์สงฆ์ ข้าง
หน้าพระสงฆ์รูปที่ ๑ หรือที่ ๒ จากท้ายแถว หรือที่อันเหมาะสม ทำความเคารพประธาน ในพิธี
แล้วหันหน้าไปทางประธานสงฆ์ประนมมือ กล่าวคำอาราธนาศีล โดยหยุดทอดเสียง เป็น
จังหวะ ๆ ดังนี้
คำอาราธนาศีล
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ,
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะสีลานิยาจา
มะ,
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ, ติสะระเณนะ สะหะ,ปัญจะสีลานิยาจา
มะ,
- เมื่อรับศีลเสร็จแล้วพึงอาราธนาพระปริตรต่อไป จบแล้ว ถ้านั่งคุกเข่าก็กราบ ๓ ครั้ง
ถ้ายืนก็ยกมือไหว้ เสร็จแล้วทำความเคารพประธานในพิธีอีกครั้งหนึ่ง
คำอาราธนาพระปริตร
วิปัตติปะฏิพาหายะ,สัพพะสัมปัตติสิทธิยา,สัพพะทุกขะวินาสายะ,ปะริตตัง พรูถะ มัง
คะลัง,
วิปัตติปะฏิพาหายะ,สัพพะสัมปัตติสิทธิยา,สัพพะภะยะวินาสายะ,ปะริตตัง พรูถะ มัง
คะลัง,
วิปัตติปะฏิพาหายะ,สัพพะสัมปัตติสิทธิยา,สัพพะโรคะวินาสายะ,ปะริตตัง พรูถะ มัง
คะลัง,
4. การจุดเทียนน้ำมนต์
- ประธานในพิธี หรือเจ้าภาพต้องรอคอยจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง
- เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถึงบท นโมการอัฏฐกะ คือ นะโม 8 บท
ประมาณ บทที่ 5 (เริ่ม นะโม โอมะกาตี ตัสสะ ฯลฯ) พิธีกรจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญ ประธาน
ในพิธี หรือเจ้าภาพไปจุดเทียนน้ำมนต์แล้วยกภาชนะน้ำมนต์ถวายประธานสงฆ์ ยกมือ ไหว้
แล้วกลับไปนั่งที่เดิม
5. การบูชาข้าวพระพุทธ/ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ เมื่อเจ้าหน้าที่เตรียมสำรับ อาหารเพื่อบูชา
พระพุทธและภัตตาหารถวายพระสงฆ์เรียบร้อยแล้ว
ศาสนพิธี
ประธานในพิธี
- พร้อมที่โต๊ะวางสำรับอาหาร (ไม่ต้องจุดธูป เพราะถือเป็นพิธีต่อเนื่องจากการจุดธูป
เทียนตอนเริ่ม
พิธีการ)
- นั่งคุกเข่า หรือยืนตามความเหมาะสมของสถานที่ ประนมมือกล่าวคำบูชาข้าว พระพุทธ
โดยว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" (๓ จบ) แล้วกล่าวคำ บูชาข้าว
พระพุทธดังนี้
"อิมัง สูปะพะยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนานัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ" (เพียง
๑ จบ)
- กราบ ๓ ครั้ง หรือยกมือขึ้นจบ ๑ ครั้ง ตามความเหมาะสมของสถานที่ (ยกมือขึ้นจบ
คือ ยกมือขึ้นแล้วก้มศีรษะลงพองาม โดยให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดที่ระหว่างคิ้ว ส่วนปลาย นิ้ว
จรดที่ไรผม)
6. การลาข้าวพระพุทธ
เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เจ้าภาพหรือพิธีกรเข้าไปนั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าวคำ
ลาข้าวพระพุทธ แล้วยกอาหารไปได้
หมายเหตุ การลาข้าวพระพุทธเป็นภาระของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีคำลาข้าวพระพุทธดังนี้
"เสสัง มังคะลัง ยาจามิ" (ข้าพเจ้าขอส่วนที่เหลืออันเป็นมงคลนี้)
7. กล่าวคำถวายสังฆทาน
- การถวายภัตตาหาร (อาหารสด) งานทำบุญพิธีหลวง ไม่มีการกล่าวคำถวาย สังฆทาน
- การถวายภัตตาหาร (อาหารสด) งานทำบุญพิธีราษฎร์ มีทั้งกล่าว และไม่กล่าว
(ตามความประสงค์เจ้าภาพ)
- การถวายอาหารแห้ง ทั้งพิธีหลวง และพิธีราษฎร์ ต้องมีกล่าวคำถวายสังฆทาน เสมอ
7.1 คำถวายสังฆทานแบบมี ภัตตาหารเป็นหลัก (ถวายก่อนเที่ยง)
นะโม ตัสสะ/ ภะคะวะโต/ อะระหะโต/ สัมมาสัมพุทธธัสสะ (ว่า ๓ จบ)
อิมานิ มะยัง ภันเต/ ภัตตานิ/ สะปะริวารานิ/ ภิกขุสังฆัสสะ/ โอโณชะยามะ/ สาธุ โน ภันเต/
ภิกขุสังโฆ/อิมานิ/ ภัตตานิ/ สะปะริวารานิ/ ปะฏิค คัณหาตุ/ อัมหากัง/ ทีฆะรัตตัง/ หิตายะ/
สุขายะ
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ/ ข้าพเจ้าทั้งหลาย/ ขอน้อมถวาย/ ซึ่งภัตตาหาร/
พร้อมทั้งของบริวารเหล่านี้/ แด่พระภิกษุสงฆ์/ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ/ ซึ่งภัตตาหาร/ พร้อมทั้ง
ของ บริวารเหล่านี้/ของข้าพเจ้าทั้งหลาย/ เพื่อประโยชน์/ เพื่อความสุข/ แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย/
ตลอด กาลนาน เทอญ
ศาสนพิธี
7.2 คำถวายสังฆทานแบบมีเฉพาะของใช้สอยหลายชนิด (ถวายได้ตลอดวัน)
นะโม ตัสสะ/ ภะคะวะโต/ อะระหะโต/ สัมมาสัมพุทธธัสสะ (ว่า 3 จบ)
อิมานิ มะยัง ภันเต/ กัปปิยะภัณฑานิ/ ภิกขุสังฆัสสะ/ โอโณชะยามะ/ สาธุ โน ภันเต/ ภิกขุ
สังโฆ/
อิมานิ/ กัปปิยะภัณฑานิ/ ปะฏิคคัณหาตุ/ อัมหากัง/ ทีฆะรัตตัง/ หิตายะ/ สุขายะ
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ/ ข้าพเจ้าทั้งหลาย/ ขอน้อมถวาย/ซึ่งกัปปิยภัณฑ์ เหล่านี้/
แด่พระภิกษุสงฆ์/ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ/ ซึ่งกัปปิยภัณฑ์เหล่านี้/ ของข้าพเจ้าทั้ง หลาย/ เพื่อ
ประโยชน์/ เพื่อความสุข/ แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย/ ตลอดกาลนาน เทอญ
7.3 คำถวายสังฆทานอุทิศ (ถวายเจาะจง)
นะโม ตัสสะ/ ภะคะวะโต/ อะระหะโต/ สัมมาสัมพุทธธัสสะ (ว่า 3 จบ)
อิมานิ มะยัง ภันเต/ มะตะกะภัตตานิ/ สะปะริวารานิ/ ภิกขุสังฆัสสะ/โอโณชะยามะ / สาธุ โน ภัน
เต/ภิกขุสังโฆ/ อิมานิ/ มะตะกะภัตตานิ/ สะปะริวารานิ/ ปะฏิคคัณหาตุ/ญาตะกา นัญจะ/ กาละ
กะตานัง/อัมหากัง/ ทีฆะรัตตัง/ หิตายะ/ สุขายะ
ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ/ ข้าพเจ้าทั้งหลาย/ ขอน้อมถวาย/ ซึ่งมะตะกะภัตตาหาร/
พร้อมทั้งของบริวารเหล่านี้/ แด่พระภิกษุสงฆ์/ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ/ซึ่งมะตะกะภัตตา หาร/
พร้อมทั้งของบริวารเหล่านี้/ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย/ เพื่อประโยชน์/ เพื่อความสุข/ แก่ญาติทั้ง
หลาย/ มี...เป็นต้น/ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย/ แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย/ ตลอดกาลนาน เทอญ.
8. การจัดเครื่องไทยธรรมถวายพระ
- เครื่องไทยธรรม คือ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่สมควรถวายพระสงฆ์ ได้แก่ ปัจจัย 4 และสิ่งของ
ที่นับเนื่องในปัจจัย 4
- สิ่งของที่ประเคนพระได้ในเวลาช่วงเช้าถึงเที่ยง ได้แก่อาหารคาวหวานทุกชนิด ทั้งอาหารสด
อาหารแห้ง และอาหารเครื่องกระป๋องทุกประเภท (หากนำสิ่งของเหล่านี้ไปถวาย ในเวลาหลัง
เที่ยงแล้วไม่ต้อง ประเคน เพียงแต่แจ้งให้พระรับทราบแล้วมอบให้ศิษย์ เก็บรักษาไว้จัดทำถวาย
ในวันต่อไป)
- สิ่งของที่ประเคนพระได้ตลอดเวลา ได้แก่ ประเภทเครื่องดื่ม เครื่องยารักษาโรค และประเภท
เภสัช เช่น น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย หมากพลู ฯลฯ หรือสิ่งของไม่ใช่สำหรับขบฉัน
- สิ่งของที่ไม่สมควรประเคนพระได้แก่ เงินและวัตถุสำหรับใช้แทนเงิน เช่น ธนบัตร
(ในการถวาย ควรใช้ใบปวารณาแทนตัวเงินส่วนตัวเงินมอบไว้แก่ไวยาวัจกรของพระ นั้น)
9. การประเคนของพระ
- ถ้าเป็นชาย ยกส่งให้ถึงมือพระ ถ้าเป็นหญิง วางถวายบนผ้าที่พระทอด รับประ เคน หรือ
นั่งคุกเข่าประเคนตามความเหมาะสม
- ถ้าพระสงฆ์นั่งกับพื้น พึงนั่งคุกเข่าประเคน ถ้าพระสงฆ์นั่งเก้าอี้ พึงยืนหรือนั่ง คุกเข่า
ประเคน
- ภัตตาหารทุกชนิดที่ประเคนแล้ว ห้ามคฤหัสถ์จับต้องอีก ถ้าเผลอไปจับต้องประเคนใหม่
ศาสนพิธี
ลักษณะการประเคนที่ถูกต้อง ประกอบด้วยองค์ 5 คือ
1.สิ่งของที่จะประเคนไม่ใหญ่โตหรือหนักเกินไป ขนาดคนปานกลางคนเดียวยกได้และต้อง
ยกสิ่งนั้นพ้นจากพื้นที่สิ่งของนั้นตั้งอยู่
2.ผู้ประเคนอยู่ห่างจากพระประมาณ 3 ศอก เป็นอย่างมาก (ไม่เกิน 2 ศอก)
3. ผู้ประเคนน้อมสิ่งของเข้าไปด้วยกิริยาอาการแสดงความเคารพอ่อนน้อม
4.กิริยาอาการที่น้อมสิ่งของเข้าไป จะส่งด้วยมือก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกาย เช่น ใช้ทัพพีตัก
ถวาย ฯลฯ ก็ได้
5.พระผู้รับประเคนนั้น จะรับด้วยมือก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกาย เช่น จะใช้ผ้าทอดรับ
ใช้บาตรรับ หรือ ใช้ภาชนะรับ ฯลฯ ก็ได้
10.การกรวดน้ำ
- งานทำบุญทุกชนิด ต้องมีการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปด้วย
- ใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสีหรือสิ่งอื่นใดเจือปน
- ใช้ภาชนะ (เต้า) กรวดน้ำโดยเฉพาะ ถ้าไม่มี ก็ใช้แก้วน้ำหรือขันน้ำแทน
โดยจัดเตรียมไว้ก่อนถึงเวลาใช้
- เมื่อพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาว่า ยถา... ก็เริ่มกรวดน้ำโดยจับภาชนะกรวดน้ำด้วย
มือทั้งสองรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย ไม่ให้ขาดตอนเป็นระยะ
- ถ้าภาชนะกรวดน้ำปากกว้าง เช่น แก้วน้ำหรือขันน้ำ ฯลฯ ควรใช้นิ้วมือรองรับสาย น้ำเพื่อให้
ไหลลงตามนิ้วมือ ถ้าภาชนะกรวดน้ำปากแคบ เช่น เต้ากรวดน้ำ ฯลฯ ไม่ต้องใช้นิ้วมือรองรับ
สายน้ำ
- เมื่อพระสงฆ์ขึ้นอนุโมทนาว่า สัพพีติโย... พึงเทน้ำให้หมดภาชนะกรวดน้ำแล้ว
ประนมมือรับพรต่อไป
- พิธีกร เข้าไปนำภาชนะกรวดน้ำพร้อมทั้งน้ำที่กรวดแล้วออกมาทันที เทลงพื้นดิน ที่สะอาด
ในที่กลางแจ้ง หรือที่โคนต้นไม้ใหญ่ ภายนอกตัวอาคารบ้านเรือน ห้ามเทลงในกระ โถน หรือใน
ที่สกปรก เป็นอันขาด
คำกรวดน้ำ
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ ญาตะโย.
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร.
อิทัง เม เทวะตานัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ เทวะตาโย.
อิทัง เม สัพเพสัง สัตตานัง โหตุ, สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา.
ขอส่วนบุญของข้าพเจ้านี้ จงสำเร็จ แก่ญาติ มารดาบิดา เทวดา และสรรพสัตว์
ทั้งหลาย ขอให้ญาติ มารดา บิดา เทวดา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย จงเป็นสุขเถิด
โรงเรียนเทศบาลวัดไทรใต้