The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือนักเรียน ผู้ปกครองและครู โรงเรียนปรางค์กู่ ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nithikorntiengtad, 2021-06-08 12:24:04

คู่มือนักเรียน ผู้ปกครองและครู โรงเรียนปรางค์กู่

คู่มือนักเรียน ผู้ปกครองและครู โรงเรียนปรางค์กู่ ปีการศึกษา 2564

50

ศึกษาและนำไปแสดงให้บุคคลหรือหน่วยงานที่สนใจได้ทราบ โครงสร้างหลักสูตรและรายละเอียดของรายวชิ า
ต่าง ๆ ของสถานศึกษา พร้อมด้วยผลการเรียนของผู้เรียนจากการเรียนแต่ละรายวิชา กรณีที่ผู้เรียนย้าย
สถานศกึ ษาข้อมลู ในสมุดบันทึกผลการเรียนรู้จะเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้เป็นข้อมูลในการเทียบโอนผลการ
เรยี นจากสถานศกึ ษาเดมิ ไปเป็นผลการเรียนตามหลกั สูตรของสถานศึกษาใหม่

หมวด 6
การเทียบโอนผลการเรยี น
ขอ้ 19 การเทียบโอนใหด้ ำเนินการดงั น้ี
19.1 การเทียบระดับการศึกษา หมายถงึ การนำผลการเรียน ความรู้ และประสบการณ์
ท่ีได้จากการศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษานอกระบบ ไมแ่ บง่ ระดับมาประเมนิ เพอ่ื เทียบเท่าการศึกษา
ระดับใดระดับหน่ึง มแี นวทางการเทยี บระดับการศึกษาดงั น้ี
1) ผู้ขอเทยี บระดบั การศกึ ษาจะตอ้ งไม่เปน็ ผู้ทีก่ ำลงั ศึกษาอยู่ในสถานศึกษา
ในระบบ หรือสถานศึกษานอกระบบที่จัดการศึกษาเป็นระบบเดียวกันกับการศึกษาในระบบ และเป็นผู้สำเร็จ
การศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับที่ต่ำกว่าระดับการศึกษาที่ขอเทียบ 1 ระดับ ผู้ไม่
เคยมีวฒุ กิ ารศกึ ษาใด ๆ จะขอเทียบระดบั การศกึ ษาได้ไม่เกินระดบั ประถมศึกษา
2) ใหส้ ถานศึกษาซง่ึ เปน็ ทที่ ำการเทียบระดบั การศึกษา ดำเนินการเทยี บระดบั ดว้ ย
การประเมินความรคู้ วามสามารถ และประสบการณ์ของผู้ขอเทียบระดบั ด้วยวธิ ีการที่หลากหลายท้ังด้วยการ
ทดสอบ การประเมินแฟ้มผลงาน การสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ให้ครอบคลุมคุณลักษณะของผู้เรียนทั้งด้าน
พุทธิพสิ ยั จิตพสิ ัย และทักษะพิสยั ตามเกณฑม์ าตรฐานของหลักสูตรที่ขอเทียบระดบั
3) ผผู้ า่ นการประเมนิ จะได้รับหลักฐานแสดงผลการประเมนิ เทียบระดับความรู้ และ
ใบประกาศนยี บัตรรบั รองระดบั ความรู้ของกระทรวงศึกษาธิการ
19.2 การเทียบโอนผลการเรียน หมายถึง การนำผลการเรียนซึ่งเป็นความรู้ทักษะ และ
ประสบการณ์ของผู้เรียนที่เกิดจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และผล
การศึกษา จากต่างสถานศึกษามาประเมินเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งที่กำลัง
ศกึ ษา มแี นวการดำเนินการดงั น้ี
1) คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และวิชาการของสถานศึกษากำหนดจำนวน
รายวิชา จำนวนหน่วยกิต ที่สถานศึกษาจำกัดให้ผู้เรียนสามารถขอเทียบโอนได้ในการศึกษาตามหลักสูตรของ
สถานศกึ ษาแต่ละชว่ งชั้น ทั้งน้ผี ้เู รยี นจะต้องเหลือรายวิชาทจ่ี ะต้องศึกษาในสถานศึกษาอีกอยา่ งน้อย 1 ภาคเรียน
พรอ้ มกับการกำหนดแนวทางและวธิ ีการเทียบโอนท้ังกรณีเทยี บโอนผลการเรยี นเดมิ ที่ผู้เรยี นศึกษาก่อนเข้าศึกษา
ในสถานศึกษา และกรณีเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนขออนุญาตไปศึกษาต่างสถานศึกษา จะต้องจัดทำเป็น
ระเบียบการเทียบโอน ผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงว่าด้วยการเทียบโอนผลการ
เรยี นด้วย
2) สถานศึกษาแต่งต้ังคณะกรรมการดำเนนิ การเทียบโอนผลการเรยี นของสถานศึกษา
ให้ปฏบิ ัติหน้าทกี่ ำหนดสาระ จดั สรา้ งเครื่องมือ สำหรบั การเทียบโอนผลการเรยี น และดำเนนิ การเทียบโอน
ผลการเรียน
3) คณะกรรมการดำเนนิ การเทียบโอนผลการเรียน ทำการเทยี บโอนผลการเรียน
ให้ผูเ้ รียนในกรณตี ่อไปนี้
กรณีการเทียบโอนผลการเรยี นเดมิ ท่ีผู้เรยี นศึกษามากอ่ นเข้าศกึ ษาในสถานศึกษาให้
ดำเนนิ การดังน้ี
(1) ใหด้ ำเนินการใหเ้ สร็จในภาคเรียนแรกทีผ่ เู้ รียนเข้าศึกษาในสถานศกึ ษา
(2) ให้เทยี บโอนผลการเรียนเปน็ รายวิชา
(3) ผู้เรยี นย่ืนคำรอ้ งเปน็ ลายลักษณ์อักษรขอเทยี บความร้ตู ามรายวชิ า

51

ในหลกั สูตรของสถานศึกษา ตามจำนวนรายวิชาทสี่ ถานศกึ ษากำหนดไว้ในระเบยี บการเทยี บโอนผลการเรียน
ของสถานศกึ ษาให้ผู้เรียนยื่นคำรอ้ ง พร้อมเอกสารหลกั สูตรทน่ี ำมาขอเทียบ และเอกสารการศึกษาที่ไดร้ บั มา
(ถา้ ผูเ้ รยี นม)ี

(4) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรยี นพิจารณาหลักสูตร และ
หลกั ฐานเอกสารเดิมของผเู้ รียน เพอ่ื เปรียบเทยี บหลกั สตู รท่ีเรยี นมากบั หลกั สตู รของสถานศกึ ษาในรายวชิ า
ท่ีขอเทยี บ ถา้ มจี ุดประสงค์และเน้อื หาสาระตรงกันไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 60 ให้รบั เทียบโอนได้ และให้ไดร้ ะดับ
ผลการเรียนตามท่ีได้มาในกรณีทผ่ี ู้เรยี นย้ายสถานศึกษา แต่ถา้ เปน็ กรณีเทียบโอนผลการเรยี นจากสถานศึกษา
ต่างระบบ ให้คณะกรรมการดำเนนิ การเทยี บโอนพจิ ารณาว่าควรยอมรับผลการเรยี นเดิมหรอื ไม่ ถ้าไมย่ อมรับ
กต็ ้องประเมินใหใ้ หมด่ ว้ ยวิธกี ารตา่ ง ๆ ท่เี หมาะสม

(5) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน จัดให้มีการประเมินความรู้
ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้เรียนใหม่ ตามผลการเรียนที่คาดหวังของรายวิชาที่ผู้เรียนขอเทียบใน
กรณีที่ผู้เรียนไม่มีเอกสาร หลักฐานการศึกษาเดิมมาแสดง หรือหลักสูตรที่ผู้เรียนนำมาขอเทียบโอน มีความ
สอดคล้องกับจดุ ประสงค์และเน้ือหาสาระของหลักสูตรท่ีขอเทยี บไมถ่ ึงร้อยละ 60 ผู้เรยี นท่ีผ่านการประเมินจะ
ได้รับการเทียบโอนผลการเรียนได้ โดยได้ระดับผลการเรียนตามที่ประเมินได้ ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินจะ
ไมไ่ ดร้ ับการเทียบโอนผลการเรียน

กรณีผู้เรยี นขออนุญาตไปศึกษารายวิชาใดรายวชิ าหน่ึง ต่างสถานศึกษาหรือขอศึกษาด้วย
ตนเองให้ดำเนนิ การดังน้ี

(1) ให้ดำเนินการโดยผู้เรียนยื่นคำร้องไปศึกษาต่างสถานที่หรือต่างรูปแบบต่อ
คณะกรรมการเทียบโอนผลการเรียน ซึ่งจะพิจารณาผลการเรียนและความจำเป็นของผู้เรียนตามระเบียบการ
จัดการศกึ ษา 3 รูปแบบ ของสถานศึกษาทจี่ ะจัดการศึกษาในระบบ

(2) รายวิชาที่ผู้เรียนขอไปศึกษาต่างสถานที่ หรือต่างรูปแบบต้องมีจุดประสงค์และ
เนอื้ หาสาระสอดคลอ้ งกับรายวชิ าในหลักสูตรของสถานศึกษาทจี่ ะนำมาเทียบโอนไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 60

(3) กรณีผู้เรียนขอไปศึกษาต่างสถานศึกษาหรือระบบที่มีสถานศึกษาจัดการเรียน
การสอนแน่นอน ถ้าเห็นควรอนุญาตให้ไปเรียนได้ให้มีการประสานงาน เรื่องการจัดการเรียนการสอน
การประเมินผล และการรับโอนผลการเรียนก่อน เมื่อได้ตกลงร่วมกันเรียบร้อยแล้วจึงจะอนุญาตเมื่อศึกษา
สำเรจ็ ใหร้ ับโอนผลการเรยี นไดท้ ันที

(4) กรณผี ู้เรยี นขออนุญาตศึกษาดว้ ยตนเอง หรือศึกษาในสถานศกึ ษาท่ีไมส่ ามารถ
ติดต่อประสานได้ ถา้ คณะกรรมการพิจารณาความจำเปน็ แล้ว เหน็ ควรอนญุ าต เมื่อผเู้ รียนมารายงานผลการ
เรียน ใหค้ ณะกรรมการดำเนินการเทยี บโอนผลการเรียนทำการเทียบโอนผลการเรียนให้ผู้เรยี น เช่นเดียวกนั
กรณีการเทียบโอนผลการเรียนเดิมท่ผี ู้เรยี นศึกษามาก่อนเข้าศึกษาใน สถานศึกษา

(5) คณะกรรมการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน รายงานผลการเทียบโอนให้
คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการของสถานศึกษให้ความเห็นชอบ และเสนอผู้บริหารสถานศึกษา
อนุมัตผิ ลการเทยี บโอนผลการเรียน

19.3 การเทียบโอนผลการเรยี นใหด้ ำเนินการในรปู ของคณะกรรมการการเทียบโอน
ผลการเรยี นจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน แตไ่ มเ่ กิน 5 คน

52
หมวด 7
บทเฉพาะกาล
ข้อ 19 ในกรณนี กั เรียนทเ่ี รียนตามหลักสตู รการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบบั ปรบั ปรงุ
พ.ศ. 2560) ซึ่งจะจบหลกั สูตรในปกี ารศึกษา 2564 หรือก่อนปีการศึกษา 2565 แต่ไม่สามารถจบหลกั สูตร
ไดต้ ามกำหนดให้ใชร้ ะเบียบฉบบั นี้

ประกาศ ณ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

(นายจิตตนาถ สิงห์โต)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนปรางค์กู่

53

ประกาศโรงเรยี นปรางคก์ ู่
เรื่อง ให้ใช้หลักสูตรประกาศนยี บตั รวิชาชพี พทุ ธศักราช 2562

............................................................................
โดยที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษาในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562
มีมติเห็นชอบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประกอบกับคำสั่งสำนักงานคณะกรร มการ
การอาชีวศึกษา ที่ 650/2562 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 เรื่อง อนุมัติหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ
พุทธศักราช 2562
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 และ
ข้อ 15 (3) ของประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่องเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562 จึงออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องใช้หลักสูตรประกาศนียบัตร
วชิ าชีพ พทุ ธศักราช 2562 น้ัน คณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานโรงเรียนปรางค์กู่ ไดม้ มี ติเหน็ ชอบ ดังน้ี
1. ให้ใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ในปีการศึกษา 2564 ในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 และ ชั้นปีที่ 2
และปีการศกึ ษา 2566 ใชใ้ นทุกระดบั ชั้นปี
2. ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนปรางค์กู่ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
โรงเรียนปรางค์กู่ ดำเนินการใหเ้ ปน็ ไปตามประกาศนี้
ทั้งนี้ หลักสูตรโรงเรียนได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 17
พฤษภาคม พ.ศ. 2564 จงึ ประกาศใหใ้ ช้หลกั สตู รโรงเรียนต้ังแตบ่ ดั นเี้ ป็นต้นไป

ประกาศ ณ วนั ที่ 17 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. 2564

(นายจรัญ สทิ ธริ กั ษ์) (นายจติ ตนาถ สงิ ห์โต)
ประธานกรรมการสถานศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน ผอู้ ำนวยการโรงเรียนปรางค์กู่

โรงเรยี นป
แผนการมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชพี หลักสูตรป

ประเภทวิชาพาณชิ ยกรรม ส

โครงสรา้ ง รหสั วิชา ภาคเรยี นที่ 1
ชือ่ วิชา
1. หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกว่า 22 หน่วยกติ
1.1 กลุ่มวชิ าภาษาไทย (ไม่นอ้ ยกวา่ 3 หน่วยกิต) 20000-1101 ภาษาไทยพนื้ ฐาน
1.2 กล่มุ วชิ าภาษาตา่ งประเทศ (ไมน่ อ้ ยกว่า 6 หนว่ ยกิต) 20000-1201 ภาษาอังกฤษในชวี ติ จริง
1.3 กลุม่ วชิ าวิทยาศาสตร์ (ไม่นอ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกติ ) 20000-1301 วิทยาศาสตร์เพ่ือพัฒนาทักษะชีวติ
1.4 กลุม่ วชิ าคณิตศาสตร์ (ไมน่ อ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกิต) 20000-1401 คณติ ศาสตรพ์ น้ื ฐานอาชีพ
1.5 กลุ่มวชิ าสงั คมศึกษา (ไม่นอ้ ยกวา่ 3 หน่วยกิต) 20000-1501 หน้าทีพ่ ลเมอื งและศลี ธรรม
1.6 กลุม่ วชิ าสุขศกึ ษาและพละศกึ ษา (ไม่น้อยกวา่ 2 หน่วยกติ )
20001-2001 คอมพิวเตอรแ์ ละสารสนเทศเพื่องา
2. หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ ้อยกว่า 71 หน่วยกติ 20200-1001 เศรษฐศาสตร์เบื้องตน้
2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชพี พ้นื ฐาน (21 หน่วยกิต) 20200-1002 การบญั ชเี บอ้ื งตน้
20200-1003 การขายเบ้อื งตน้
2.2 กลุม่ สมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะ (24 หนว่ ยกติ ) 20200-1004 พมิ พ์ไทยเบ้อื งตน้

20204-2006 องคป์ ระกอบศิลปส์ ำหรบั งานคอม

2.3 กลุม่ สมรรถนะวชิ าชพี เลอื ก (ไม่นอ้ ยกว่า 18 หน่วยกติ ) 20000-2001 กจิ กรรมลูกเสอื วสิ ามญั 1
รวม
2.4 ฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชพี (4 หนว่ ยกติ )
2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชพี (4 หน่วยกติ )
3. หมวดวชิ าเลือกเสรี ไม่นอ้ ยกวา่ 10 หนว่ ยกติ
4. กจิ กรรมเสริมหลักสตู ร (2 ชัว่ โมงตอ่ สัปดาห)์

ปรางค์กู่ ภาคเรยี นท่ี 2 54
ประกาศนยี บัตรวิชาชพี พุทธศักราช 2562 ชอื่ วิชา
สาขาวิชาคอมพิวเตอรธ์ ุรกจิ ทปน
021
ชนั้ ปีที่ 1 021
122
ท ป น รหสั วชิ า 202

2 0 2 20000-1102 ภาษาไทยเพื่ออาชพี
0 2 1 20000-1202 ภาษาองั กฤษฟัง - พดู
ต 1 2 2 20000-1303 วทิ ยาศาสตรเ์ พื่อพัฒนาอาชีพธรุ กจิ และบรกิ าร
2 0 2 20000-1404 คณติ ศาสตรธ์ รุ กจิ และบรกิ าร
202

านอาชพี 122 20001-1005 กฎหมายพาณชิ ย์ 202
มพวิ เตอร์ 202 20001-1002 พลังงานทรพั ยากรและสิง่ แวดล้อม 202
223 20200-1005 พิมพอ์ ังกฤษเบ้ืองตน้ 042
122
042 20204-2001 ระบบปฏิบัตกิ ารเบือ้ งตน้ 223
20204-2002 คอมพิวเตอร์และการบำรุงรักษา 223
122

020 20204-2102 โปรแกรมประมวลผลคำ 122
14 18 22 20000-2002 กจิ กรรมลูกเสอื วิสามญั 2 020
12 18 20
รวม

โรงเรยี นป
แผนการมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี หลักสตู รป

ประเภทวชิ าพาณชิ ยกรรม ส

โครงสร้าง รหสั วิชา ภาคเรียนที่ 1
ชื่อวิชา
1. หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกวา่ 22 หนว่ ยกิต
1.1 กลมุ่ วชิ าภาษาไทย (ไม่นอ้ ยกวา่ 3 หน่วยกิต) 20000-1203 การอา่ นส่ือสง่ิ พิมพภ์ าษาอังกฤษ
1.2 กลุ่มวชิ าภาษาตา่ งประเทศ (ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกติ )
1.3 กลุ่มวิชาวทิ ยาศาสตร์ (ไมน่ ้อยกวา่ 4 หนว่ ยกติ ) 20000-1505 อาเซยี นศกึ ษา
1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ (ไม่นอ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกติ ) 20000-1603 พลศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาสุขภาพ
1.5 กลมุ่ วิชาสงั คมศึกษา (ไม่นอ้ ยกว่า 3 หน่วยกิต)
1.6 กล่มุ วชิ าสขุ ศึกษาและพละศกึ ษา (ไม่น้อยกว่า 2 หน่วยกิต)

2. หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ ้อยกวา่ 71 หนว่ ยกติ
2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพ้ืนฐาน (21 หนว่ ยกติ )

2.2 กลมุ่ สมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะ (24 หนว่ ยกิต) 20204-2003 คณติ ศาสตร์คอมพวิ เตอร์
2.3 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลอื ก (ไม่นอ้ ยกวา่ 18 หนว่ ยกิต) 20204-2004 หลักการเขยี นโปรแกรม
20204-2007 โปรแกรมกราฟกิ
20204-2103 โปรแกรมตารางงาน
20204-2105 โปรแกรมฐานข้อมูล

2.4 ฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี (4 หนว่ ยกติ ) 20204-2101 อินเตอร์เน็ตในงานธุรกจิ
2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพ (4 หน่วยกติ ) 20000-2003 กจิ กรรมองคก์ ารวชิ าชพี 1
3. หมวดวชิ าเลอื กเสรี ไมน่ ้อยกวา่ 10 หนว่ ยกติ
4. กิจกรรมเสรมิ หลักสูตร (2 ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห)์ รวม

ปรางค์กู่ ภาคเรยี นท่ี 2 55 29
ประกาศนยี บตั รวิชาชพี พุทธศักราช 2562 ช่ือวิชา
สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธรุ กจิ ทปน
021
ช้นั ปีท่ี 2
101
ท ป น รหัสวชิ า
223
0 2 1 20000-1205 ภาษาองั กฤษสถานประกอบการ 223
223
101 223
0 2 1 20000-1602 เพศวิถีศกึ ษา 223

122 20204-2008 การสรา้ งเวบ็ ไซต์
223 20204-2005 เครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรเ์ บือ้ งต้น
223
223 20204-2104 โปรแกรมนำเสนอ
223 20204-2106
20204-2110 โปรแกรมสำเรจ็ รูปทางสถิติ
โปรแกรมมัลตมิ ีเดีย

122 20204-2109 การผลติ สือ่ สิ่งพิมพ์ 223
020 20000-2004 กจิ กรรมองคก์ ารวชิ าชีพ 2 020
11 18 19 13 16 20
รวม

โรงเร
แผนการมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชีพ หลักส

ประเภทวิชาพาณชิ ยกรร

โครงสร้าง รหสั วิชา ภาคเรยี นท่ี 1
ชอ่ื วิชา
1. หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกวา่ 22 หน่วยกติ
1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย (ไมน่ อ้ ยกวา่ 3 หน่วยกิต)
1.2 กลุ่มวชิ าภาษาต่างประเทศ (ไมน่ อ้ ยกวา่ ๖ หนว่ ยกติ )

1.3 กลุ่มวิชาวทิ ยาศาสตร์ (ไมน่ ้อยกวา่ 4 หนว่ ยกติ )
1.4 กลุ่มวิชาคณติ ศาสตร์ (ไมน่ อ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกิต)
1.5 กลมุ่ วชิ าสงั คมศกึ ษา (ไมน่ ้อยกว่า 3 หนว่ ยกติ )
1.6 กลมุ่ วิชาสุขศกึ ษาและพละศึกษา (ไมน่ อ้ ยกว่า 2 หนว่ ยกิต)
2. หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ อ้ ยกว่า 71 หนว่ ยกติ
2.1 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชีพพนื้ ฐาน (21 หนว่ ยกติ )

2.2 กลมุ่ สมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะ (24 หนว่ ยกิต) 20204-8001 ฝกึ งาน

2.3 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลอื ก (ไมน่ อ้ ยกวา่ 18 หน่วยกติ ) 20000-2005 กิจกรรมองค์การวชิ าชพี 3
รวม
2.4 ฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี (4 หนว่ ยกิต)
2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชพี (4 หนว่ ยกติ )
3. หมวดวชิ าเลอื กเสรี ไมน่ ้อยกวา่ 10 หน่วยกติ
4. กิจกรรมเสรมิ หลักสตู ร (2 ชว่ั โมงตอ่ สัปดาห์)

รียนปรางคก์ ู่ ภาคเรยี นที่ 2 56 30
สูตรประกาศนียบัตรวิชาชพี พทุ ธศกั ราช 2562 ช่ือวชิ า
รม สาขาวชิ าคอมพวิ เตอรธ์ ุรกจิ ทปน

ชน้ั ปีที่ 3

1

ท ป น รหัสวชิ า

20000-1208 ภาษาองั กฤษเตรยี มความพรอ้ มเพอื่ การทำงาน 0 2 1

20000-1210 ภาษาองั กฤษสำหรบั งานธรุ กจิ 021

20001-1001 อาชวี อนามัยและความปลอดภยั 202
20001-1003 ธุรกจิ และการเป็นผูป้ ระกอบการ 122

20204-2009 จริยธรรมและกฏหมายคอมพิวเตอร์ 202

20204-2107 การเขยี นโปรแกรมภาษาคอมพวิ เตอร์ 223

**4 20204-8501 โครงงาน **4
20204-2111 โปรแกรมสรา้ งภาพเคลื่อนไหว 223
020 20000-2006 กจิ กรรมองค์การวชิ าชีพ 4 020
024 9 16 18
รวม

โรงเร
แผนการม่งุ เน้นสมรรถนะอาชีพ หลกั ส

ประเภทวิชาอตุ สาหกรร

โครงสรา้ ง รหสั วชิ า ภาคเรยี นท่ี 1
ช่อื วชิ า
1. หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไม่นอ้ ยกว่า 22 หน่วยกิต
1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย (ไมน่ ้อยกวา่ 3 หน่วยกติ ) 20000-1101 ภาษาไทยพ้ืนฐาน
1.2 กลุ่มวิชาภาษาตา่ งประเทศ (ไม่น้อยกว่า 6 หนว่ ยกติ ) 20000-1201 ภาษาองั กฤษในชีวิตจรงิ
1.3 กลมุ่ วชิ าวิทยาศาสตร์ (ไมน่ ้อยกวา่ 4 หนว่ ยกติ ) 20000-1301 วทิ ยาศาสตร์เพ่อื พัฒนาทักษะ
1.4 กลุ่มวชิ าคณติ ศาสตร์ (ไมน่ อ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกติ )
1.5 กลุ่มวิชาสังคมศกึ ษา (ไมน่ อ้ ยกวา่ 3 หน่วยกติ ) 20000-1401 คณติ ศาสตรพ์ ้ืนฐานอาชีพ
1.6 กลมุ่ วิชาสขุ ศกึ ษาและพละศึกษา (ไม่นอ้ ยกว่า 2 หนว่ ยกิต) 20000-1501 หน้าทีพ่ ลเมืองและศีลธรรม

2. หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชีพ ไมน่ อ้ ยกวา่ 71 หน่วยกติ 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากรและส่งิ แว
2.1 กล่มุ สมรรถนะวชิ าชพี พื้นฐาน (21 หน่วยกติ ) 20100-1001 เขยี นแบบเทคนิคเบื้องต้น
20100-1002 วสั ดุงานชา่ งอตุ สาหกรรม
2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ (24 หนว่ ยกติ ) 20100-1003 งานฝึกฝมี อื 1
20100-1004 งานเชือ่ มและโลหะแผ่นเบอื้ งต
20105-2002 วงจรไฟฟา้ กระแสตรง

2.3 กลมุ่ สมรรถนะวชิ าชีพเลอื ก (ไมน่ อ้ ยกวา่ 18 หน่วยกิต) 20000-2001 กจิ กรรมลูกเสือวสิ ามญั 1
2.4 ฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี (4 หนว่ ยกติ ) รวม
2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ (4 หนว่ ยกติ )
3. หมวดวชิ าเลือกเสรี ไมน่ อ้ ยกว่า 10 หนว่ ยกติ
4. กิจกรรมเสรมิ หลักสตู ร (2 ชว่ั โมงตอ่ สปั ดาห)์

57 31

รยี นปรางคก์ ู่ ภาคเรยี นท่ี 2 ทปน
สูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี พทุ ธศกั ราช 2562 ชือ่ วิชา
รม สาขาวชิ าช่างอิเล็กทรอนกิ ส์

ช้ันปีที่ 1

1

ท ป น รหสั วิชา

2 0 2 20000-1102 ภาษาไทยเพ่ืออาชีพ 021

0 2 1 20000-1202 ภาษาอังกฤษฟงั -พดู 021

ะชวี ิต 1 2 2 20000-1302 วทิ ยาศาสตรเ์ พือ่ พฒั นาอาชพี ช่างอตุ สาหกรรม 1 2 2

2 0 2 20000-1403 คณิตศาสตร์ไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 202

202

20000-1603 พลศกึ ษาเพ่ือพฒั นาสุขภาพ 021

ดล้อม 2 0 2 20100-1007 งานเครอ่ื งมือกลเบ้ืองต้น 132

1 3 2 20001-2001 คอมพวิ เตอรแ์ ละสารสนเทศเพื่องานอาชพี 1 2 2

202

062

ตน้ 1 3 2

1 3 2 20105-2001 เขยี นแบบไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ 031

20105-2003 วงจรไฟฟา้ กระแสสลับ 132

20105-2004 เครอื่ งมอื วดั ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนกิ ส์ 132

20105-2005 อุปกรณ์อเิ ล็กทรอนิกส์และวงจร 233

0 2 0 20000-2002 กิจกรรมลกู เสือวสิ ามญั 2 020
9 27 19
14 21 21 รวม

โรงเร
แผนการมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพ หลกั ส

ประเภทวชิ าอุตสาหกรร

โครงสรา้ ง รหัสวิชา ภาคเรยี นท่ี 1
ชอื่ วิชา
1. หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกวา่ 22 หนว่ ยกิต
1.1 กลุม่ วิชาภาษาไทย (ไมน่ ้อยกวา่ 3 หน่วยกติ ) 20000-1203 การอ่านสอื่ สงิ่ พิมพ์ภาษาองั กฤ
1.2 กลมุ่ วชิ าภาษาต่างประเทศ (ไมน่ อ้ ยกวา่ 6 หนว่ ยกติ )
1.3 กลมุ่ วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ไมน่ ้อยกวา่ 4 หนว่ ยกติ ) 20000-1505 อาเซยี นศกึ ษา
1.4 กลุ่มวชิ าคณติ ศาสตร์ (ไม่น้อยกวา่ 4 หนว่ ยกติ )
1.5 กลุ่มวชิ าสังคมศกึ ษา (ไมน่ ้อยกวา่ 3 หนว่ ยกิต) 20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนกิ สเ์ บ
1.6 กล่มุ วิชาสขุ ศึกษาและพละศึกษา (ไม่น้อยกว่า 2 หนว่ ยกิต)

2. หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชีพ ไมน่ ้อยกว่า 71 หนว่ ยกติ
2.1 กล่มุ สมรรถนะวชิ าชีพพ้ืนฐาน (21 หนว่ ยกิต)

2.2 กลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะ (24 หนว่ ยกติ ) 20105-2006 วงจรพลั สแ์ ละสวติ ชงิ
20105-2008 เครอื่ งเสียง
2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชพี เลอื ก (ไมน่ อ้ ยกว่า 18 หน่วยกติ ) 20105-2009 เคร่อื งรับวทิ ยุ
20105-2107 เขยี นแบบอิเล็กทรอนกิ ส์ด้วยค
2.4 ฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชพี (4 หนว่ ยกิต) 20105-2109 งานบรกิ ารคอมพิวเตอร์
2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ (4 หนว่ ยกิต) 20105-2111 อเิ ลก็ ทรอนกิ สอ์ ุตสาหกรรม
3. หมวดวชิ าเลือกเสรี ไมน่ อ้ ยกว่า 10 หน่วยกติ
4. กจิ กรรมเสริมหลกั สูตร (2 ช่ัวโมงตอ่ สัปดาห์) 20000-2003 กิจกรรมองคก์ ารวชิ าชีพ 1
รวม

รยี นปรางค์กู่ ภาคเรยี นท่ี 2 5832
สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี พทุ ธศักราช 2562 ช่อื วชิ า
รม สาขาวิชาชา่ งอเิ ล็กทรอนิกส์ ทปน

ชน้ั ปีที่ 2 021

1 101
122
ท ป น รหัสวิชา 101
202
ฤษ 0 2 1 20000-1205 ภาษาอังกฤษสถานประกอบการ 132
132
101 132
20000-1602 เพศวถิ ศี ึกษา 132
132
บ้อื งต้น 132 20001-1003 ธุรกจิ และการเป็นผู้ประกอบการ 132
คอมพิวเตอร์ 20001-1004 กฎหมายแรงงาน
132 20001-1001 อาชวี อนามยั และความปลอดภยั
132 20105-2007 วงจรดจิ ิทัล
233 20105-2010 เครื่องส่งวทิ ยุ
132
132 20105-2103 ระบบภาพ
233 20105-2104 วงจรไอซีและการประยุกตใ์ ช้งาน
20105-2125 เครือ่ งมอื วดั อุตสาหกรรม
20105-2106 สายสง่ และสายอากาศ

0 2 0 20000-2004 กจิ กรรมองคก์ ารวิชาชพี 2 020
11 24 19
10 25 18 รวม

โรงเร
แผนการมุ่งเนน้ สมรรถนะอาชีพ หลักส

ประเภทวิชาอุตสาหกรร

โครงสร้าง รหสั วชิ า ภาคเรียน
ชื่อวิชา
1. หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกวา่ 22 หน่วยกิต
1.1 กลมุ่ วิชาภาษาไทย (ไมน่ อ้ ยกวา่ 3 หน่วยกิต)
1.2 กล่มุ วชิ าภาษาตา่ งประเทศ (ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต)

1.3 กลมุ่ วิชาวทิ ยาศาสตร์ (ไม่นอ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกิต)
1.4 กลุ่มวิชาคณติ ศาสตร์ (ไม่นอ้ ยกวา่ 4 หนว่ ยกิต)
1.5 กลุ่มวิชาสังคมศกึ ษา (ไมน่ อ้ ยกว่า 3 หนว่ ยกิต)
1.6 กลมุ่ วชิ าสุขศึกษาและพละศกึ ษา (ไมน่ อ้ ยกวา่ 2 หนว่ ยกิต)
2. หมวดวชิ าสมรรถนะวิชาชีพ ไมน่ ้อยกวา่ 71 หนว่ ยกติ
2.1 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี พนื้ ฐาน (21 หนว่ ยกิต)
2.2 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ (24 หน่วยกติ )

2.3 กลุ่มสมรรถนะวชิ าชีพเลือก (ไมน่ อ้ ยกวา่ 18 หน่วยกติ )

2.4 ฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี (4 หนว่ ยกิต) 20105-8001 ฝึกงาน
2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชีพ (4 หนว่ ยกติ )
3. หมวดวชิ าเลอื กเสรี ไมน่ ้อยกว่า 10 หน่วยกติ

4. กจิ กรรมเสรมิ หลักสูตร (2 ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์) 20000-2005 กจิ กรรมองค์การวิชาชพี 3
รวม

5933

รียนปรางคก์ ู่ ภาคเรยี นท่ี 2 ทปน
สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี พทุ ธศักราช 2562 ชือ่ วชิ า
รม สาขาวิชาชา่ งอิเลก็ ทรอนิกส์

ชั้นปที ่ี 3

นที่ 1

ท ป น รหสั วิชา

20000-1208 ภาษาองั กฤษเตรยี มความพรอ้ มเพ่ือการทำงาน 0 2 1

20000-1209 ภาษาอังกฤษสำหรับงานชา่ งอตุ สาหกรรม 021

20105-2011 เครื่องรับโทรทศั น์ 233

20105-2115 เครือ่ งรบั -ส่งวิทยุสอ่ื สาร 132
132
20105-2121 ห่นุ ยนต์เบื้องตน้
**4
* *4 132
132
20105-8501 โครงงาน 202
132
20105-2110 เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 132
020
20105-2126 ระบบเคเบิล้ ทีวี 10 27 23

20105-2116 โทรคมนาคมเบื้องตน้

20105-2123 ระบบโทรศัพทเ์ คลือ่ นที่

20105-2117 งานบรกิ ารอิเล็กทรอนกิ ส์

3 0 2 0 20000-2006 กิจกรรมองคก์ ารวชิ าชพี 4

0 24 รวม

610

หลักสตู รประกาศนยี บัตรวิชาชีพ พุทธศกั ราช 2562

1. การเรยี นการสอน

1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และ

นำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้

และประสบการณ์ได้

1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ

เพอ่ื ให้ผูเ้ รยี นมีความรู้ ความเขา้ ใจในหลักการ วธิ กี ารและการดำเนินงาน มที กั ษะการปฏิบัติงานตามแบบแผน

ในขอบเขตสำคัญและบริบทต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำ ให้คำแนะนำพื้นฐานที่ต้องใช้ใน

การตัดสินใจวางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อย่ภู ายใต้การควบคุมในบางเร่ืองสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทักษะ

ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแก้ปัญหาและการปฏิบัติ งานในบริบทใหม่รวมทั้งรับผิดชอบ

ต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการ

ทำงาน

2. การจัดการศกึ ษาและเวลาเรียน

การจัดการศึกษาในระบบปกติ ใชร้ ะยะเวลา 3 ปกี ารศกึ ษา การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดงั นี้

2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ

18 สปั ดาห์ รวมเวลาการวดั ผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหนว่ ยกิตตามที่กำหนด และสถานศึกษาอาชีวศึกษา

หรอื สถาบันอาจเปดิ สอนภาคเรียนฤดูรอ้ นได้อกี ตามทเี่ ห็นสมควร

2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่น้อยกว่า

สัปดาหล์ ะ 5 วนั ๆ ละไม่เกนิ 7 ชว่ั โมงโดยกำหนดให้จดั การเรียนการสอนคาบละ 60 นาที

3. การคิดหนว่ ยกิต

ให้มจี ำนวนหนว่ ยกติ ตลอดหลกั สูตรไม่น้อยกว่า 103 - 110 หน่วยกติ การคดิ หนว่ ยกิตถือเกณฑด์ ังน้ี

3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาค

รวมเวลาการวัดผล มคี า่ เท่ากับ 1 หน่วยกิต

3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

หรือ 36 ชวั่ โมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเทา่ กับ 1 หนว่ ยกติ

3.3 รายวิชาปฏบิ ตั ทิ ี่ใชเ้ วลาในการศึกปฏิบัตใิ นโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชว่ั โมงตอ่ สปั ดาห์ หรือ 54

ชวั่ โมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มีคา่ เท่ากับ 1 หนว่ ยกิต

3.4 การฝกึ อาชพี ในการศกึ ษาระบบทวภิ าคี ท่ใี ชเ้ วลาไมน่ อ้ ยกว่า 54 ชั่วโมงตอ่ ภาคเรยี น รวมเวลา

การวดั ผลมีคา่ เทา่ กับ 1 หน่วยกติ

3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อ

ภาคเรยี นรวมเวลาการวดั ผล มคี ่าเท่ากบั 1 หน่วยกติ

3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชีพ ทีใ่ ช้เวลาไมน่ ้อยกวา่ 54 ชัว่ โมงตอ่ ภาคเรียน รวมเวลา

การวัดผลมีค่าเท่ากบั 1 หน่วยกติ

4. โครงสรา้ งหลักสูตร

โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และ

กิจกรรมเสริมหลกั สูตร ดังนี้

4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกติ

612

4.1.1 กลมุ่ วิชาภาษาไทย

4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ

4.1.3 กลมุ่ วชิ าวทิ ยาศาสตร์

4.1.4 กลมุ่ วชิ าคณติ ศาสตร์

4.1.5 กลมุ่ วชิ าสงั คมศึกษา

4.1.6 กลุ่มวชิ าสขุ ศกึ ษาและพลศึกษา

4.2 หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ อ้ ยกวา่ 71 หน่วยกิต

4.2.1 กล่มุ สมรรถนะวชิ าชีพพ้ืนฐาน

4.2.2 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ

4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชพี เลือก

4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี

4.2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพ

4.3 หมวดวชิ าเลอื กเสรี ไมน่ ้อยกว่า 10 หน่วยกิต

4.4 กิจกรรมเสริมหลักสตู ร (2 ช่วั โมง/สัปดาห์) - หน่วยกติ

หมายเหตุ

1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน

โครงสรา้ งของแตล่ ะประเภทวิชาและสาขาวชิ า

2) การพัฒนารายวิชาในกล่มุ สมรรถนะวิชาชีพพน้ื ฐานและกลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ ท่สี ะท้อน

ความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะวิชาชพี ของสาขาวชิ า ซง่ึ ยึดโยงกับมาตรฐาน

อาชีพ จึงตอ้ งพัฒนากลุม่ รายวิชาใหค้ รบจำนวนหนว่ ยกิตทีก่ ำหนด และผูเ้ รยี นตอ้ งเรียนทุกรายวชิ า

3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจดั รายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลกั สูตร และหรือ

พัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่ม

ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ

ทีป่ ระเภทวชิ า สาขาวชิ าและสาขางานกำหนด

5. การฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี

เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันกับภาคการ

และหรือภาคบริการ หลงั จากท่ผี เู้ รียนได้เรียนรภู้ าคทฤษฎีและการฝกึ หดั หรือฝึกปฏิบตั ิเบื้องต้นในสถานศึกษา

อาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จ ากประสบการณ์จริงได้

สัมผัสกับการปฏิบัติงานอาชีพ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย และบรรยากาศการทำงานร่วมกัน

ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนทำได้ คิดเป็นทำ

เป็น และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทำงานและการประกอบ

อาชีพอสิ ระ โดยการจัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชพี ต้องดำเนนิ การ ดังน้ี

5.1 สถานศกึ ษาอาชีวศึกษาหรอื สถาบนั ต้องจัดให้มีการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชีพ ในรปู ของ

การฝกึ งานในสถานประกอบการ แหลง่ วิทยาการ รฐั วิสาหกิจหรอื หน่วยงานของรฐั ในภาคเรยี นท่ี 5 และหรือ

ภาคเรยี นที่ 6 โดยใช้เวลารวมไมน่ ้อยกวา่ 320 ชัว่ โมง กำหนดให้มคี ่าเท่ากบั 4 หนว่ ยกิต

กรณีสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรอื สถาบันต้องการเพ่ิมพูนประสบการณ์สมรรถนะวชิ าชพี สามารถ

นำรายวชิ าท่ตี รงหรอื สัมพันธก์ บั ลักษณะงานไปเรยี นหรือฝกึ ในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรอื หน่วยงาน

ของรัฐในภาคเรียนทจ่ี ดั ฝกึ ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชีพได้ รวมไม่น้อยกวา่ 1 ภาคเรยี น

623

5.2 การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ใหป้ ฏิบตั เิ ช่นเดียวกับรายวิชาอืน่
6. โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ

เป็นรายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า บูรณาการความรู้ ทักษะและประสบการณ์
จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตั้งแต่การเลือกหัวข้อหรือเรื่อง
ที่จะศึกษา ทดลอง พัฒนาและหรือประดิษฐ์คิดค้น โดยการวางแผน กำหนดขั้นตอนกระบวนการ ดำเนินการ
ประเมินผล สรุปและจัดทำรายงานเพื่อนำเสนอ ซึ่งอาจทำเปน็ รายบุคคลหรอื กลุ่มกไ็ ด้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะ
ของโครงงานน้ัน ๆ โดยการจดั ทำโครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชีพดังกลา่ วตอ้ งดำเนนิ การ ดังนี้

6.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ
ที่สัมพันธ์หรือสอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ 5 และหรือภาคเรียนที่ 6 รวมจำนวน 4 หน่วยกิต
ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 216 ชั่วโมง ทั้งนี้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีชั่วโมงเรียน 4 ชั่วโมงต่อ
สปั ดาหก์ รณีทีก่ ำหนดใหเ้ รยี นรายวิชาโครงงาน 4 หนว่ ยกิต

หากจัดให้เรียนรายวิชาโครงงาน 2 หน่วยกิต คือ โครงงาน 1 และโครงงาน 2 ให้สถานศึกษา
อาชีวศกึ ษาหรอื สถาบนั จัดให้มีชวั่ โมงเรยี นต่อสปั ดาหท์ เ่ี ทียบเคียงกบั เกณฑด์ งั กล่าวขา้ งตน้

6.2 การตัดสินผลการเรียนและใหร้ ะดบั ผลการเรยี น ใหป้ ฏิบตั ิเช่นเดยี วกบั รายวิชาอนื่
7. กจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู ร

7.1 สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีกจิ กรรมเสริมหลักสูตรไมน่ ้อยกวา่ 2 ทุกภาคเรียน
เพื่อส่งเสริมสมรรถนะแกนกลางและหรือสมรรถนะวิชาชีพ ปลูกปงคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมระเบียบวินัย
การตอ่ ต้านความรุนแรงสารเสพติดและการทจุ ริตเสริมสร้างการเปน็ พลเมืองไทยและพลโลกในด้านการรักชาติ
เทิดทูนพระมหากษัตริย์ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิป ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ทะนุบำรุงศาสนาศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทยปลูกฝงั จิตสำนึกและจิตสาในการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและทำ
ประโยชน์ต่อชุมชนและองถิ่น ทั้งนี้โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในการวางแผน ลงมือปฏิบัติประเมินผล และ
ปรบั ปรุงการทำงาน สำหรับนักเรยี นอาชีวศึกษาระบบทวภิ าคี ให้เขา้ ร่วมกิจกรรมที่สถานประกอบการจดั ขนึ้

7.2 การประเมินผลกิจกรรมเสริมหลักสูตร ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย
การจดั การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนยี บตั รวิชาชพี
8. การจดั แผนการเรียน

เป็นการกำหนดรายวิชาตามโครงสร้างหลักสูตรที่จะดำเนินการเรียนการสอนในแต่ละภาคเรียน
โดยจัดอัตราส่วนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏิบัติในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ประมาณ 20 : 80
ทัง้ นี้ ข้นึ อยู่กบั ลักษณะหรือกระบวนการจดั การเรยี นรู้ของแต่ละสาขาวิชา ซึง่ มขี อเสนอแนะดังนี้

8.1 จดั รายวิชาในแต่ละภาคเรียน โดยคำนงึ ถึงรายวชิ าท่ตี ้องเรียนตามลำดับก่อน-หลัง ความง่าย-ยาก
ของรายวชิ า ความตอ่ เนอ่ื งและเชอื่ มโยงสมั พันธก์ ันของรายวชิ า รวมทั้งรายวิชาทส่ี ามารถบูรณาการจัด
การเรยี นรรู้ ่วมกนั ในลักษณะของงาน โครงงานและหรอื ชนิ้ งานในแตล่ ะภาคเรียน

8.2 จัดให้ผู้เรียนเรียนรายวิชาบังคับในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ
ในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพฟืนฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ และกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้ครบ
ตามท่ีกำหนดในโครงสรา้ งหลกั สูตร

8.2.1 การจดั รายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ควรจัดกระจายทกุ ภาคเรยี น
8.2.2 การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน โดยเฉพาะรายวิชาที่เป็นพื้นฐานของ
การเรยี นวิชาชีพควรจัดใหเ้ รียนในภาคเรียนที่ 1

634

8.2.3 การจัดรายวิชาในกลมุ่ สมรรถนะวชิ าชพี เฉพาะควรจดั ใหเ้ รียนก่อนรายวชิ าในกลุ่มสมรรถนะ
วชิ าชีพเลือกและรายวิชาในหมวดวชิ าเลอื กเสรี

8.3 จัดให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือกและหมวดวิชาเลือกเสรี
ตามความถนดั ความสนใจ เพือ่ สนบั สนนุ การประกอบอาชีพหรือศกึ ษาต่อ

8.4 จัดรายวิชาทวิภาคีที่นำไปเรียนและฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ
โดยประสานงานรว่ มกับสถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรือหนว่ ยงานของรฐั เพ่อื พิจารณากำหนดภาคเรียน
ที่จัดฝึกอาชีพ รวมทั้งกำหนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ
หรอื หนว่ ยงานของรัฐที่นำไปรว่ มฝึกอาชพี ในภาคเรยี นน้นั ๆ

8.5 จัดรายวิชาฝึกงานในภาคเรียนที่ 5 หรือ 6 ครั้งเดียว จำนวน 4 หน่วยกิต 320 ชั่วโมง (เฉลี่ย 20
ชั่วโมงตอ่ สัปดาหต์ ่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรยี นเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 5 จำนวน 2 หน่วยกิต
และภาคเรียนที่ 6 จำนวน 2 หน่วยกิต รายวิชาละ 160 ชั่วโมง (เฉลี่ย 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อภาค
ของหลักสูตรสาขาวชิ าน้ัน ๆ

ในภาคเรียนท่ีจดั ฝกึ งานน้ีให้สถานศกึ ษาพิจารณากำหนดรายวชิ าหรือกลมุ่ วิชาทตี่ รงกับลักษณะ
งานของสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐ เพอื่ นำไปเรียนและฝึกปฏิบัติในภาคเรียนท่ีจัด
ฝึกงานด้วย

การจัดฝึกงานในภาคเรยี นฤดรู ้อนสามารถทำได้โดยต้องพิจารณาระยะเวลาในการฝึกให้ครบ
ตามท่หี ลกั สูตรกำหนด

8.6 จดั รายวิชาโครงงานในภาคเรยี นที่ 5 หรือ 6 ครั้งเดยี ว จำนวน 4 หน่วยกติ (12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ต่อภาคเรียน) หรือ จดั ให้ลงทะเบยี นเรยี นเปน็ 2 ครัง้ คือ ภาคเรียนที่ 5 และภาคเรยี นท่ี 6 รวม 4 หน่วยกิต
(6 ชัว่ โมงตอ่ สปั ดาห์ตอ่ ภาคเรียน) ตามเง่ือนไขของหลกั สูตรสาขาวิชานัน้ ๆ

8.7 จดั กิจกรรมเสรมิ หลกั สูตรในแต่ละภาคเรียน ภาคเรียนละไมน่ อ้ ยกว่า 2 ชัว่ โมงต่อสัปดาห์
8.8 จัดจำนวนหน่วยกิตรวมในแต่ละภาคเรียน ไม่เกิน 22 หน่วยกิต สำหรับการเรียนแบบเต็มเวลา
และไม่,เกิน 12 หน่วยกิต สำหรับการเรียนแบบไม่เต็มเวลา ส่วนภาคเรียนฤดูร้อนจัดได้ไม่เกิน 12 หน่วยกิต
ทั้งนี้เวลาในการจัดการเรยี นการสอนในภาคเรียนปกติและภาคเรียนฤดูร้อนโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 35 ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์ สว่ นการเรียนแบบไมเ่ ตม็ เวลาไมค่ วรเกิน 25 ชว่ั โมงต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ หากสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันมีเหตุผลและความจำเป็นในการจัดหน่วยกิตและ
เวลาในการจัดการเรียนการสอนแต่ละภาคเรียนทีแ่ ตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้น อาจทำได้แต่ต้องไม่กระทบต่อ
มาตรฐานและคุณภาพการศึกษา
9. การศกึ ษาระบบทวิภาคี

เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน
กับสถานประกอบการ รฐั วิสาหกจิ หรอื หน่วยงานของรฐั โดยผเู้ รียนใชเ้ วลาสว่ นหน่ึงในสถานศึกษาอาชีวศึกษา
หรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้การจัด
การศึกษาระบบทวิภาคีสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและพัฒนากำลังคนตรงตามความต้องการ
ของผู้ใช้และเป็นไปตามจดุ หมายของหลักสตู ร ท้ังนีส้ ถานศกึ ษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบนั ต้องดำเนินการดังน้ี

9.1 นำรายวิชาทวิภาคีในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก รวมไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต ไปร่วมกำหนด
ลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ได้แก่
จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา คำอธิบายรายวิชา เวลาที่ใช่ฝึกและจำนวนใหส้ อดคล้องกับลักษณะ
งานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสมรรถนะวิชาชีพของสาขางาน

654

หน่วยทั้งนี้การกำหนดจำนวนหน่วยกิตและจำนวนชั่วโมงที่ใช้ฝึกอาชีพของแต่ละรายวิชาทวิภาคีให้เป็นไป
ตามที่หลักสูตรกำหนดและให้รายงานการพัฒนารายวิชาดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
ทราบด้วย

9.2 ร่วมจัดทำแผนฝกึ อาชีพ พร้อมแนวการวดั และประเมนิ ผลในแต่ละรายวชิ ากับสถานประกอบการ
รฐั วิสาหกิจ หรอื หน่วยงานของรัฐท่รี ว่ มจัดการศึกษาระบบทวภิ าคี เพื่อนำไปใช้ในการฝึกอาชีพและดำเนินการ
วดั และประเมินผลเป็นรายวชิ า

9.3 จัดแผนการเรียนระบบทวภิ าคีตามความพรอ้ มของสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกจิ หรอื หน่วยงาน
ของรัฐ ที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกัน โดยอาจนำรายวิชาอื่นที่สอดคล้องกับลักษณะงานของสถาน
ประกอบการ รฐั วสิ าหกจิ หรอื หน่วยงานของรฐั น้นั ๆ ไปจัดร่วมด้วยกไ็ ด้
10. การเขา้ เรยี น

ผู้เข้าเรียนต้องสำเร็จการศึกษาไม่ตํ่ากว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า และมีคุณสมบัติ
เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
ประกาศนยี บตั รวิชาชพี
11. การประเมินผลการเรยี น

เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา
และการประเมินผลการเรยี นตามหลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชพี
12. การสำเรจ็ การศึกษาตามหลักสตู ร

12.1 ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
แต่ละประเภทวิชาและสาขาวชิ า และตามแผนการเรียนท่ีสถานศึกษากำหนด

12.2 ได้ค่าระดบั คะแนนเฉล่ียสะสมไม่ตำ่ กว่า 2.00
12.3 ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพ
12.4 ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด และ “ผ่าน”
ทกุ ภาคเรยี น
13. การพัฒนารายวิชาในหลักสูตร
13.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาศึกษาสามารถพัฒนารายวิชา
เพิ่มเติมในแต่ละกลุ่มวิชา เพื่อเลือกเรียนนอกเหนือจากรายวิชาที่กำหนดให้เป็นวิชาบังคับได้ โดยสามารถ
พัฒนาเป็นรายหรอื ลกั ษณะบรู ณาการ ผสมผสานเนอื้ หาวชิ าทคี่ รอบคลุมสาระของกลุม่ วชิ าภาษาไทย กลุ่มวิชา
ภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาสังคมศึกษา กลุ่มวิชาสุขศึกษาและ
พลศึกษา ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มวิชานั้น ๆ เพื่อให้บรรลุ
จดุ ประสงค์ของหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง
13.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถานศึกษาสามารถเพิ่มเติม
รายละเอียดของรายวิชาในแต่ละกลุ่มวิชาในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถพัฒนารายวิชา
เพ่มิ เติมในกลุม่ สมรรถนะวชิ าชีพเลือกได้ ตามความตอ้ งการของสถานประกอบการหรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับจุดประสงค์สาขาวิชา
และสมรรถนะวชิ าชีพสาขางานดว้ ย
13.3 หมวดวิชาเลือกเสรี สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาศึกษาสามารถพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมได้
ตามความต้องการของสถานประกอบการ ชมุ ชน ทอ้ งถิ่น หรอื ยทุ ธศาสตรข์ องภูมภิ าคเพ่ือเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขนั ของประเทศ และหรือเพอื่ การศกึ ษาต่อ

65 6

ท้งั น้ี การกำหนดรหัสวชิ า จำนวนหน่วยกติ และจำนวนชัว่ โมงเรียนใหเ้ ป็นไปตามท่หี ลักสูตรกำหนด
14. การปรบั ปรงุ แก้ไข พัฒนารายวิชา กลุ่มวิชาและการอนมุ ัติหลักสูตร

14.1 การพัฒนาหลักสูตรหรือการปรับปรุงสาระสำคัญของหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิ
อาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและ
สถานศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสอดคล้องกับสำนักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชวี ศกึ ษา

14.2 การอนุมัติหลักสูตรให้เป็นหน้าที่ของสถานศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
สถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน

14.3 การประกาศใช้หลกั สูตร ให้ทำเปน็ ประกาศของสถานศึกษา
14.4 การพัฒนารายวิชาหรือกลุ่มวิชาเพิ่มเติม สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้โดยต้องรายงานให้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พนื้ ฐานทราบ
15. การประกนั คณุ ภาพของหลกั สูตรและการจดั การเรยี นการสอน
ให้ทุกหลักสูตรกำหนดระบบประกันคุณภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนไว้ให้จัดเจน
อย่างนอ้ ยประกอบด้วย 4 ดา้ น คอื
15.1 หลกั สูตรทยี่ ดึ โยงกบั มาตรฐานอาชีพ
15.2 ครู ทรพั ยากรและการสนับสนุน
15.3 วิธกี ารจัดการเรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล
15.4 ผู้สำเรจ็ การศกึ ษา
ให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาจัดให้มีการประเมินและรายงานผลการ
ดำเนินการหลักสตู ร เพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรที่อยู่ในความรับผดิ ชอบอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยทุก 5 ปี
ให้เป็นไปตามแนวปฏบิ ัตขิ องสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา สถาบันการอาชวี ศึกษา

667

ประกาศโรงเรียนปรางค์กู่
เร่ือง การกำหนดค่าเป้าหมายการพัฒนาตามมาตรฐานการศกึ ษาระดบั การศึกษาขัน้ พ้ืนฐานของสถานศึกษา

เพือ่ การประกนั คุณภาพภายในของสถานศึกษา ประจำปี 2564
--------------------------------------

ตามที่มีการประกาศใช้กฎกระทรวง การประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2561 และประกาศ
กระทรวงศึกษาธิการเรื่องให้ใช้มาตรฐานการศึกษา ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ ลงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2561 รวมทั้งประกาศสำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน เร่ือง แนวปฏบิ ตั ิการดำเนินงานประกนั คณุ ภาพการศึกษา ระดบั การศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2561 แล้วนั้น เพื่อให้การดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาของ
โรงเรียนปรางค์กู่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนปรางค์กู่ จึงได้กำหนดค่าเป้าหมายของการพัฒนาตาม
มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และการมี
สว่ นร่วมของผ้เู ก่ยี วข้อง เพือ่ นำสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การประเมนิ คุณภาพภายในและการรองรับการ
ประเมินคณุ ภาพภายนอก

โรงเรยี นปรางคก์ กู่ ำหนดคา่ เป้าหมายการพฒั นาตามมาตรฐานการศึกษา ระดับการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
ประจำปี 2564 ดังน้ี

มาตรฐานที่ 1 คณุ ภาพของผเู้ รยี น ระดับคุณภาพ ยอดเยย่ี ม
มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดบั คุณภาพ ยอดเยยี่ ม
มาตรฐานท่ี 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนทเ่ี น้นผู้เรียนเปน็ สำคญั ระดับคณุ ภาพ ยอดเยย่ี ม

ประกาศ ณ วนั ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

(นายจติ ตนาถ สิงห์โต)
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นปรางค์กู่

687

แนบทา้ ยประกาศโรงเรียนปรางคก์ ู่

เร่อื งการกำหนดค่าเปา้ หมายการพฒั นาตามมาตรฐานการศกึ ษาระดบั การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานของสถานศกึ ษา

เพอื่ การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ประจำปี 2564

มาตรฐาน คา่ เป้าหมาย

(ระดบั คณุ ภาพ)

มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน ระดบั ยอดเยี่ยม

1.1 ผลสัมฤทธ์ทิ างวิชาการของผ้เู รียน

1) มคี วามสามารถในการอ่าน เขยี น การส่ือสาร และการคิดคำนวณ ระดับดีเลศิ

2) มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ คดิ วจิ ารณญาณ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระดบั ดีเลิศ

และแก้ปัญหา

3) มีความสามารถในการสรา้ งนวัตกรรม ระดับดเี ลศิ

4) มคี วามสามารถในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร ระดับยอดเยย่ี ม

5) มีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นตามหลักสูตรสถานศึกษา ระดบั ดีเลศิ

6) มคี วามรู้ ทกั ษะพื้นฐาน และเจตคติท่ีดีต่องานอาชพี ระดับยอดเยย่ี ม

1.2 คณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ของผูเ้ รยี น

1) การมีคุณลักษณะและค่านิยมทดี่ ตี ามที่สถานศกึ ษากำหนด ระดบั ยอดเยี่ยม

2) ความภูมใิ จในท้องถิ่นและความเปน็ ไทย ระดบั ยอดเยย่ี ม

3) การยอมรบั ทจ่ี ะอยู่รว่ มกันบนความแตกต่างและหลากหลาย ระดบั ยอดเยยี่ ม

4) สขุ ภาวะทางร่างกาย และจิตสงั คม ระดับยอดเยี่ยม

มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ ระดบั ยอดเยย่ี ม

2.1 การมเี ป้าหมาย วสิ ยั ทศั น์ และพนั ธกจิ ทีส่ ถานศึกษากำหนดชดั เจน ระดับยอดเยี่ยม

2.2 มีระบบบริหารจัดการคุณภาพของสถานศึกษา ระดบั ยอดเยี่ยม

2.3 ดำเนนิ งานพฒั นาวิชาการทเ่ี นน้ คณุ ภาพของผเู้ รยี นรอบดา้ นตามหลกั สูตรสถานศกึ ษา ระดับยอดเยย่ี ม

และทุกกล่มุ เปา้ หมาย

2.4 พัฒนาครูและบคุ ลากรให้มคี วามเช่ียวชาญทางวชิ าชพี ระดับยอดเยี่ยม

2.5 จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมท่ีเอื้อตอ่ การจดั การเรยี นรอู้ ย่างมคี ุณภาพ ระดับยอดเยี่ยม

2.6 จัดระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อสนบั สนุนการบริหารจัดการและการจดั การเรยี นรู้ ระดบั ยอดเยีย่ ม

มาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรยี นเป็นสำคญั ระดับยอดเยย่ี ม

3.1 จดั การเรยี นร้ผู า่ นกระบวนการคิดและปฏิบตั จิ รงิ และสามารถนำไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตได้ ระดับดีเลศิ

3.2 ใชส้ อื่ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรยี นรู้ทเ่ี อ้ือต่อการเรยี นรู้ ระดับยอดเย่ยี ม

3.3 มีการบรหิ ารจดั การชั้นเรียนเชงิ บวก ระดบั ยอดเยี่ยม

3.4 ตรวจสอบและประเมนิ ผู้เรียนอย่างเป็นระบบและนำผลมาพัฒนาผู้เรยี น ระดับดเี ลิศ

3.5 มกี ารแลกเปล่ยี นเรียนรู้และใหข้ ้อมลู สะท้อนกลับเพ่ือพัฒนาและปรบั ปรุงการจดั การเรยี นรู้ ระดับยอดเยี่ยม

68

69

งานฝ่ายบรหิ ารงานท่ัวไป
ประกอบด้วย

1. งานอาคารสถานท่ี
2. งานประชาสัมพันธ์
3. งานโสตทัศนศกึ ษา
4. งานอนามัยโรงเรียน
5. งานห้องสมุด
6. งานโภชนาการและสวสั ดกิ าร
7. งานอื่น ๆ ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย

งานอาคารสถานท่ี

งานบรกิ ารและงานอาคารสถานท่ี

เปน็ งานทช่ี ว่ ยสนับสนุนและส่งเสริมงานต่าง ๆ อย่างเปน็ รปู ธรรม ภาระงานเกย่ี วข้องกับการวางแผน
พัฒนาอาการสถานที่และสิ่งแวดล้อมการจัดบรรยากาศทั้งภายในห้องเรียนและภายในโรง เรียนให้เกิดความ
ร่มรื่น เป็นสัดส่วน สวยงาม เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดดูแลบำรุงรักษาอาคารเรียน อาคารประกอบ
ห้องเรียน ห้องพิเศษ และห้องบริการต่าง ๆ ให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าตามเกณฑ์ ปริมาณและตรงตาม
มาตรฐาน จดั ใหม้ ีเอกสารการใช้อาคาร และจัดทำประวตั กิ ารบำรุงรกั ษาและสรุปประเมนิ ผลอย่างชัดเจน

ขอ้ มูลทรพั ยากร ตารางแสดงขอ้ มลู อาคารเรยี นและอาคารประกอบ 70

ที่ รายการ จำนวน หน่วย
1 อาคารเรยี นแบบ 216 ล จำนวน 16 หอ้ งเรียน 1 หลงั
2 อาคารเรียนแบบ 324ล/5ก จำนวน 24 หอ้ งเรยี น 1 หลงั
3 อาคารเรยี นแบบ 216 ล (ปรับปรงุ ) จำนาน 16 ห้องเรียน (อาคาร 2) 1 หลัง
4 อาคารเรียน 324(ล) จำนวน 24 ห้องเรยี น 1 หลงั
5 อาคารอินเตอรเ์ น็ตเอ็กเพรส (อาคารรถไฟ+อาคารเรอื ) 2 หลัง
6 โรงฝกึ งานอตุ สาหกรรม 2 หลงั
7 หอประชมุ เอนกประสงค์(หอประชมุ ศรปี รางคก์ ิจเจรญิ ไทย) 1 หลงั
8 อาคารร้านค้าสหกรณ์ 1 หลัง
9 ท่ีทำนำ้ เย็นพร้อมเคร่ืองกรอง 3 ชดุ
10 ห้องน้ำหอ้ งส้วมชาย 2 หลัง
11 ห้องนำ้ ห้องส้วมหญิง 2 หลัง
12 ห้องนำ้ หอ้ งส้วมชาย – หญิง 1 หลัง
13 ห้องอาบนำ้ ชาย – หญงิ 1 หลงั
14 บ้านพกั ผู้บรหิ าร 1 หลงั
15 บา้ นพักครู 13 หลงั
16 บา้ นพกั นักการภารโรง 1 หลัง
17 สนามฟุตบอล 1 สนาม
18 แสตนเชียรก์ ฬี า 6 ชดุ
19 สนามบาสเกตบอล 1 สนาม
20 สนามวอลเลยบ์ อล 1 สนาม
21 หอถังประปาแบบ 6/7.5 1 ชดุ
22 ถงั น้ำ แบบ ฝ 33 2 ถงั
23 ถงั นำ้ คสล.(งบพฒั นาจังหวดั ) 2 ถงั
24 สระนำ้ ขนาด 70X70X3.5 1 สระ
25 สระน้ำขนาด 40X70X3.5 2 สระ
26 ร้ัวคอนกรตี กำแพงทึบ-โปรง่ ยาว 840 เมตร
27 ท่จี อดรถ 6 หลัง
28 บุษบก 1 หลงั
29 ป้อมยาม 1 หลัง
30 ศาลาพักผอ่ น 18 หลงั
31 สวนหยอ่ ม 6 ท่ี
32 อาคารศลิ ปะ 1 หลัง
33 บา้ นพกั ครูชาวตา่ งชาติ 1 หลงั

71

ระเบียบการใช้อาคารสถานท่ีของโรงเรียน
1. การใชอ้ าคารเรียนและหอ้ งเรียน

1. นกั เรียนทกุ คนต้องถอดรองเทา้ ก่อนข้ึนอาคารเรยี น (วางรองเทา้ ไว้หน้าหอ้ งเรยี นให้เป็นระเบียบ)
2. นักเรียนไม่สง่ เสียงดัง ไมเ่ ลน่ กนั ในระหวา่ งเวลาเรยี น
3. เม่ือจะออกจากหอ้ งเรยี นตอ้ งขออนุญาตคุณครูทุกครั้ง
4. ก่อนออกจากห้องเรยี นหลังเลิกเรียน นักเรียนตอ้ งทำความสะอาดเกบ็ กวาดห้องเรียน ปดิ ไฟ ปดิ พัดลม
และปดิ เครอ่ื งปรับอากาศใหเ้ รียบร้อย
5. หา้ มมิให้นกั เรียนขดี เขยี นตามฝาผนงั ห้องเรียน โตะ๊ และเก้าอี้ ให้เกดิ ความสกปรก
6. ห้องเรียนใช้เป็นสถานที่สำหรับปฏิบัติการเรียนการสอนเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่จะต้องทำ
กจิ กรรมอน่ื ใด ต้องขออนญุ าตใช้ห้องและได้รับความเหน็ ชอบเปน็ กรณีไป
7. ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มขึ้นไปรับประทานในห้องเรียนเป็นอันขาด นอกจากจะก่อให้เกิด
ความสกปรกแลว้ ยงั ทำให้หอ้ งเรียนไมเ่ ปน็ ระเบยี บเรยี บร้อยอีกดว้ ย
8. หากนักเรียนพบโต๊ะ - ม้านั่ง หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องเรียนชำรุดเสียหายต้องรีบแจ้งให้ครูประจำช้ัน
ครปู ระจำวชิ า หรือหวั หน้างานอาคารสถานทีข่ องโรงเรยี นทราบทนั ที เพ่อื ซ่อมแซม ปรบั ปรุง แกไ้ ข ตอ่ ไป
9. ให้ถือเป็นหน้าท่ีของนักเรียนทกุ คนทจ่ี ะต้องให้ความรว่ มมือกับทางโรงเรยี นในการรกั ษาความสะอาด
ดูแลความเปน็ ระเบียบเรียบร้อยและรักษาสภาพของหอ้ งเรียนใหอ้ ยใู่ นสภาพท่ดี อี ยเู่ สมอ โดยแบง่ เวร
รับผิดชอบทำความสะอาดหอ้ งเรียน
10. นักเรียนทุกคนจะต้องช่วยกันตกแต่งห้องเรียนให้มีบรรยากาศสวยงาม น่าอยู่ น่าเรียน โดยแบ่ง
หนา้ ทด่ี ำเนนิ การรว่ มกับครปู ระจำชัน้

2. การรักษาความสะอาดหอ้ งเรียน
1. ให้แตล่ ะหอ้ งเรยี นแบง่ นกั เรียนรับผิดชอบเวรทำความสะอาดในแต่ละห้องเรียน
2. เมอ่ื นักเรียนคนใดเปน็ เวรทำความสะอาดห้องเรียนให้นักเรียนมาทำหนา้ ท่ีของตนในตอนเช้าเมอ่ื

มาถึงโรงเรียนและตอนเยน็ หลังเลิกเรียน
3. โรงเรียนจัดอปุ กรณ์ทำความสะอาดให้ภาคเรียนละ 1 คร้ัง โดยเบิกได้ท่ีครูหวั หน้างานอาคาร

สถานที่และกรณีที่อปุ กรณ์ทำความสะอาดชำรุดก่อนเวลาที่กำหนดให้นักเรยี นห้องนั้น ๆ รับผิดชอบจดั หามาเอง
4. นักเรียนที่รับผิดชอบเวรทำความสะอาดประจำวันต้องร่วมมือกันทำความสะอาด ปัดกวาด

เช็ดถูพื้น จัดโต๊ะจัดเก้าอี้ ลบกระดานให้สะอาด และนำขยะในห้องเรียนไปทิ้งลงในถังขยะที่ทางโรงเรียน
จดั เตรยี มไว้
. 5. หลังเลิกเรียนให้เวรทำความสะอาดประจำวัน ปิดหน้าต่าง ปิดประตู ปิดไฟ ปิดพัดลม และปิด
เคร่อื งปรับอากาศใหเ้ รียบรอ้ ย

3. การใชห้ อ้ งน้ำห้องส้วม
1. หา้ มนกั เรียนเขา้ ไปใช้หอ้ งน้ำครูโดยเด็ดขาด
2. ส่ิงปฏกิ ลู ใด ๆ ทีใ่ ชแ้ ลว้ ใหท้ ิ้งลงในภาชนะท่โี รงเรยี นจัดเตรียมไว้ใหเ้ ท่าน้ัน
3. ห้ามนกั เรยี นชายเขา้ ไปในหอ้ งนำ้ นกั เรยี นหญงิ โดยเด็ดขาด
4. ห้ามขดี เขียนขอ้ ความใด ๆ ลงบนฝาผนังหอ้ งนำ้ โดยเดด็ ขาด
5. รกั ษาความสะอาดของหอ้ งน้ำหลังจากใชแ้ ลว้ ทุกคร้ัง
6. หา้ มทง้ิ ผ้าอนามัยลงในโถส้วมให้ทิง้ ลงในถังขยะทจ่ี ดั เตรยี มให้

72

4. การใช้โรงอาหาร
1. นักเรียนเขา้ แถวตามลำดบั กอ่ นหลังใหเ้ ปน็ ระเบียบเรยี บร้อยในการซื้ออาหาร
2. นำอาหารมานงั่ รบั ประทานทโ่ี ต๊ะในโรงอาหารให้เรียบรอ้ ย
3. ไม่พดู หรือส่งเสยี งดัง เอะอะโวยวาย ในขณะท่ซี ้ืออาหารและรับประทานอาหาร
4. หา้ มทงิ้ เศษอาหารลงบนโตะ๊ และใตโ้ ตะ๊ ที่รบั ประทานอาหาร
5. หลงั จากรบั ประทานอาหารเสรจ็ ใหน้ ักเรียนนำพาชนะท่ใี ส่อาหารไปจดั เก็บบริเวณที่แม่คา้ จัดเตรียม

ไว้ให้
6. นักเรียนที่นำอาหารกลางวันมารับประทานเอง ให้นำเข้าไปรับประทานในที่ท่ีทางโรงเรียนจดั ไวใ้ ห้

ห้ามนำอาหารเขา้ ไปรับประทานในห้องเรียน
7. หา้ มซอ้ื อาหารไปรับประทานกอ่ นเวลาพกั เที่ยงหรือในชั่วโมงเรยี น
8. ช่วยกันรกั ษาความสะอาดในโรงอาหาร และบริเวณรอบ ๆ โรงอาหาร

5.การใชน้ ้ำด่มื - น้ำใช้
1. ควรใช้น้ำอยา่ งประหยัดเทา่ ทจี่ ำเปน็
2. เม่ือใช้นำ้ แลว้ ตอ้ งปดิ กอ๊ กหรือฝาภาชนะใหส้ นิททกุ ครง้ั
3. เมอื่ เห็นก๊อกนำ้ ดื่ม - นำ้ ใช้ เปีดทง้ิ ไว้ควรชว่ ยกนั ปดิ ทันที
4. ควรช่วยกนั ดูแลรกั ษาอุปกรณ์ และบริเวณนำ้ ดื่ม - นำ้ ใช้ใหส้ ะอาดอยูเ่ สมอ
5. เมื่อเห็นอุปกรณ์เกี่ยวกับการให้บริการน้ำดื่ม - น้ำใช้ ชำรุดเสียหายต้องรีบแจ้งคุณครู หรือ

ฝ่ายบริหารงานท่ัวไปทราบ เพื่อจดั หาอปุ กรณ์ ซ่อมแซมและปรบั ปรงุ แกไ้ ขต่อไป

6. การใชห้ อประชมุ
1. นักเรียนทุกคนถอดรองเท้าก่อนเข้าหอประชุมทุกครั้ง และช่วยกันดูแลรักษาความสะอาด

ความเป็นระเบียบของหอประชุมอยเู่ สมอ
2. นักเรียนทุกคนจะต้องช่วยกันปิดไฟ ปิดเครื่องปรับอาการทุกครั้งหลังเลิกใช้ และดูแลรักษาวัสดุ

อปุ กรณ์ต่าง ๆ ที่อยูใ่ นหอประชมุ ใหอ้ ย่ใู นสภาพใช้งานไดต้ ลอดไป
3. หากนักเรียนพบวัสดุอุปกรณ์อื่นใดที่อยู่ในหอประชุมเกิดการชำรุดเสยี หาย ต้องรีบแจ้งให้ครูทราบ

หรือแจ้งฝ่ายบริหารทัว่ ไปทราบทันที เพื่อประสานงานติดต่อซ่อมแซม แก้ไข ปรับปรุง ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งาน
ไดต้ ่อไป

7. บรเิ วณโรงเรยี น
1. เมอื่ นกั เรียนมาถงึ โรงเรียนในเวลาเช้าให้นักเรยี นลงเขตพืน้ ที่ และร่วมกนั ทำความสะอาดในเขต

พืน้ ทีท่ ี่ได้รบั มอบหมาย
2. ห้ามนักเรียนทิ้งเศษกระดาษ เศษอาหาร ถุงพลาสติก และแก้วน้ำพลาสติกในบริเวณโรงเรียน

ให้นำไปทิ้งท่ถี งั ขยะท่ีโรงเรยี นจัดเตรยี มไวใ้ ห้
3. หา้ มนกั เรียนเดนิ ลัดสนาม และบริเวณสวนหย่อม
4. ห้ามนักเรียนทำลายต้นไม้ทีป่ ลกู ไวเ้ พือ่ ความสวยงาม ใหร้ ่มเงาและให้ความรม่ รน่ื
5. นกั เรียนทุกคนต้องชว่ ยกนั รกั ษาสภาพแวดล้อมของโรงเรียนใหส้ วยงาม

73

งานโสตทัศนศึกษา
สถานท่ีตัง้ อาคาร 3 ช้นั ลา่ ง
หนา้ ที่ 1. ผลติ และจดั หาอปุ กรณเ์ ทคโนโลยที างการศกึ ษา

2. เกบ็ รกั ษาซ่อมบำรุง วสั ดแุ ละอปุ กรณ์เทคโนโลยี
3. ให้บรกิ ารอปุ กรณ์เทคโนโลยีทางการศึกษา เช่น โปรเจคเตอร์ โทรทัศน์ เครอ่ื งขยายเสยี ง ฯลฯ
วัตถุประสงค์ของการใช้บริการ
เพื่อศึกษาหาความรู้ หรือจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
การติดต่อให้บริการ
1. บนั ทกึ ขอใช้บรกิ ารก่อนใช้อย่างน้อย 2 ช่ัวโมง
2. ติดตอ่ ขอใช้บรกิ ารด้วยตนเอง หมคู่ ณะ หรอื หน่วยงาน
3. ควรระบุวนั เวลา อปุ กรณ์ และจำนวนผู้ใชบ้ รกิ าร ในสมดุ บนั ทกึ การขอใชส้ ถานที่ใหช้ ดั เจน
เวลาให้บรกิ าร เวลา 08.30 น. ถึง 16.00 น.

งานหอ้ งสมดุ
สถานท่ีตงั้ อาคาร 3 ชัน้ ลา่ ง
หนา้ ท่ี 1. บริการจัดหาหนังสอื สำหรับใช้ศึกษาคันคว้า

2. แนะนำหนงั สอื ใหม่และหนังสอื ทน่ี า่ สนใจ
3. จัดเกบ็ และบำรุงรักษาซอ่ มแซมหนงั สือทช่ี ำรดุ
4. บรกิ ารใหย้ ืมและรบั สง่ หนังสอื
5. บริการจดั หนงั สอื จอง
6. บรกิ ารตอบคำถามช่วยการค้นควา้
7. บริการแนะนำการอ่าน
8. การสอนวิธกี ารใชห้ ้องสมดุ
9. การจดั นทิ รรศการ
10. บริการหอ้ งสืบค้นข้อมูลทางอนิ เตอรเ์ นต็
ลักษณะการใชบ้ รกิ าร
1. บริการให้ครแู ละนักเรียนยืมหนังสือ
2. บรกิ ารหนงั สือจอง
3. บริการตอบคำถามและชว่ ยค้นหา
ระเบยี บการยืมหนังสอื
1. ตดิ ตอ่ ทำบตั รยืมหนังสือท่ีห้องสมดุ และนำบตั รห้องสมดุ มาทกุ คร้ังทีย่ ืมและคนื หนงั สือ
2. ยืมหนงั สือได้ครัง้ ละไม่เกนิ 3 เลม่
3. กำหนดคืนหนงั สือ ยมื ได้ครัง้ ละ 5 วนั ถา้ เกินกำหนดปรับวนั ละ 1 บาท/เล่ม
4. หนังสอื หายต้องซื้อชดใชห้ รอื จ่ายเงินปรบั เปน็ 2 เท่าของราคาหนังสอื
ระเบียบการใช้ห้องสมุด
1. ถอดรองเทา้ วางให้เปน็ ระเบยี บกอ่ นเขา้ ห้องสมุดทุกครัง้
2. แสกนเขา้ - ออก ทุกครั้งที่ไปใช้บริการ
3. วางกระเป๋าสัมภาระใส่ลอกเกอร์ และไม่นำส่งิ ของอนื่ ใดเขา้ ไปเว้นแตส่ มุดและปากกา

74

3. ไม่รบั ประทานอาหารในหอ้ งสมุด
4. ไม่คุยเสยี งดงั ในหอ้ งสมดุ หรือไมเ่ อางานอ่นื ไปทำในหอ้ งสมดุ
5. หา้ มนำหนงั สอื ออกนอกหอ้ งสมดุ ก่อนได้รับอนุญาต
6. ห้ามตัด ฉกี หรือขโมยหนงั สือของห้องสมุด
เวลาใช้บรกิ าร เวลา 07.30 ถงึ 16.00 นาฬิกา

งานโภชนาการและสวัสดกิ าร
สถานที่ต้งั โรงอาหารโรงเรยี นปรางคก์ ู่
หนา้ ที่ 1. ควบคุมดแู ลจำหนา่ ยอาหารของแมค่ า้ ภายในโรงเรียน

2. ใหค้ วามรู้เรอื่ งโภชนาการ
3. ดแู ลรักษาความสะอาดของโรงอาหาร
4. ดแู ลจดั บรกิ ารอาหารกลางวนั
5. ควบคุมดูแลคุณภาพอาหาร น้ำดม่ื สำหรับนกั เรียนและบุคลากรในโรงเรียน
6. ควบคมุ ดูแลการใชโ้ รงอาหารให้มคี ุณภาพ
การใช้โรงอาหาร
1. นกั เรียนเขา้ แถวตามลำดบั กอ่ น-หลังให้เป็นระเบียบเรยี บร้อยในการซื้ออาหาร
2. นำอาหารมารับประทานที่โตะ๊ ในโรงอาหารใหเ้ รียบรอ้ ย
3. ไมพ่ ูดหรือส่งเสียงดัง เอะอะโวยวาย ในขณะท่ซี อื้ อาหารและรับประทานอาหาร
4. ห้ามทิ้งเศษอาหารลงบนโตะ๊ และใต้โต๊ะทีร่ บั ประทานอาหาร
5. หลงั จากรับประทานอาหารเสรจ็ ให้นกั เรยี นนำพาชนะทใ่ี สอ่ าหารไปจดั เก็บบริเวณท่ีแมค่ า้
จัดเตรียมไว้ให้
6. นักเรยี นที่นำอาหารกลางวันมารบั ประทานเอง ใหน้ ำเข้าไปรบั ประทานในโรงอาหารท่ีทาง
โรงเรียนจดั ให้ ห้ามนำอาหารไปรับประทานในหอ้ งเรียน
7. ห้ามซ้อื อาหารไปรบั ประทานกอ่ นเวลาพกั เทีย่ งหรอื ในช่ัวโมงเรยี น
8. ชว่ ยกันรักษาความสะอาดในโรงอาหาร และบริเวณรอบ ๆ โรงอาหาร

งานอนามยั โรงเรยี น
สถานทีต่ ั้ง อาคาร 2 ห้อง 211
หน้าที่ 1. บริการตรวจสุขภาพและแนะนำด้านสขุ ภาพแก่นักเรียน

2. บริการยาและเวชภณั ฑแ์ ก่นักเรียน
3. บรกิ ารปฐมพยาบาลเมอ่ื นกั เรียนทเี่ จ็บปว่ ยหรือประสบอุบัติเหตเุ บ้อื งต้น หากมีอาการ
เจ็บปว่ ยรุนแรงจะนำส่งโรงพยาบาลทอ่ี ยู่ใกลท้ นั ที
4. บริการจัดเตยี งนอนสำหรับนกั เรียนท่เี จ็บปว่ ย
5. บริการคดั กรองตรวจวดั อุณหภูมิ นกั เรียน ครบู คุ ลากรโรงเรยี น และผทู้ ่ีมาติดตอ่
6. ตดิ ต่อประสานงานกบั หน่วยงานสาธารณะสขุ หรอื โรงพยาบาลและผปู้ กครอง
การใชบ้ รกิ าร
1. เม่ือนักเรยี น ครู บุคลากร มีอาการเจบ็ ไขไ้ มส่ บาย
2. เมอ่ื นกั เรยี นได้รบั บาดเจ็บหรอื อุบัตเิ หตุเบ้ืองตน้
3. เมื่อนักเรียนตอ้ งการคำปรกึ ษาหรอื ข้อแนะนำเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ

75

การใช้บริการนอนพักห้องพยาบาล
1. เมือ่ นกั เรยี นเจบ็ ปว่ ยตอ้ งขออนญุ าตครปู ระจำวิชา
2. แจ้งครูงานอนามยั โรงเรยี น เพือ่ อนุญาตให้ใชห้ อ้ งพยาบาล(แยกชาย-หญงิ )
3. หา้ มสง่ เสยี งดงั เมอ่ื เขา้ ใช้บรกิ ารห้องพยาบาล
4. หา้ มนักเรียนนำอาหารเข้าไปรบั ประทานในห้องพยาบาล
5. ห้ามนกั เรยี นนำเพือ่ นมาเฝ้าอาการในห้องพยาบาล
6. เมอื่ หายเป็นปกติแล้วให้แจง้ ครงู านอนามัยโรงเรยี น
7. เมอ่ื นกั เรยี นรับยาหรอื นอนพักตอ้ งลงทะเบยี นในสมดุ ทะเบยี น จ่ายยาทุกครง้ั

เวลาใหบ้ ริการ เวลา 07.00 น. ถงึ 16.00 น.

งานประชาสัมพันธ์
สถานทตี่ ั้ง ชัน้ ลา่ งสดุ ของอาคารเรยี น 2 ดา้ นทศิ ตะวันออก
หน้าที่ 1. รับตดิ ตอ่ ประสานงาน ตดิ ตามสอบถาม

2. ประชาสมั พนั ธ์เผยแพร่ขา่ วสาร
3. บริการประกาศ จัดรายการใหค้ วามรู้ ขา่ วสาร ความบนั เทงิ
4. สร้างความสมั พันธอ์ นั ดกี ับทกุ ฝา่ ย
ลกั ษณะการปฏบิ ตั งิ าน
1. บริการเรียกพบนักเรียน แจง้ และรับของหาย
2. บรกิ ารใหข้ อ้ มลู ของทางโรงเรยี น ประกาศเสยี งตามสายและจัดทำวารสารของโรงเรยี น
3. งานสัมพนั ธช์ มุ ชน
4. จัดป้ายนิเทศ และประกาศข่าว
การให้บรกิ าร
1. กรอกข้อความที่จะประกาศลงในแบบฟอร์มทก่ี ำหนดให้
2. ขอ้ ความทจ่ี ะใช้ประกาศ ตอ้ งเขยี นดว้ ยตัวบรรจงอ่านง่ายและใช้ภาษาสุภาพและไม่
กอ่ ใหเ้ กิดความเดอื ดร้อนแก่ผใู้ ด
3. ส่งกระดาษขอ้ ความทจี่ ะประกาศใหก้ บั เจา้ หน้าทป่ี ระชาสัมพนั ธ์เพ่ือตรวจขอ้ ความที่
จะประกาศประชาสมั พนั ธ์
4. เวลาที่ใช้ในการประกาศ

- เวลา 07.30 - 08.00 น. หลังเวลา 16.00 น.
- ในระหวา่ งเปลี่ยนคาบเรยี น
- ในระหวา่ งทำการเรยี นการสอนจะไม่มกี ารประกาศ นอกจากมีเรอื่ งเร่งดว่ น

76

ข้อบังคบั ของ
สมาคมผปู้ กครองและครโู รงเรยี นปรางค์กู่

หมวดท่ี 1
ความรูท้ ว่ั ไป
ข้อท่ี 1 สมาคมนี้มีชอื่ ว่า “สมาคมผปู้ กครองและครโู รงเรยี นปรางค์กู่”
ข้อที่ 2 เครื่องหมายของสมาคมมลี ักษณะเป็นกรอบวงกลม มีรูปปรางค์ 3 องค์ อยู่เหนือรูปมือ 2 มือ
จับประสานกนั ตัวอักษรด้านบนมีขอ้ ความว่า “สมาคมผ้ปู กครอง-คร”ู ด้านลา่ งเขยี นวา่ “โรงเรียนปรางคก์ ู่”
ขอ้ ที่ 3 สำนักงานใหญ่ของสมาคม ตง้ั อยอู่ าคาร 2 ของโรงเรียนปรางค์กู่ เลขที่ 414 หมู่ 1 ตำบล
พมิ าย อำเภอปรางค์กู่ จังหวดั ศรษี ะเกษ (ห้องฝา่ ยชุมชนสัมพนั ธ)์
ข้อที่ 4 วัตถปุ ระสงค์ของการตง้ั สมาคมเพื่อ
4.1 สง่ เสริมสวัสดภิ าพและการศึกษาโรงเรยี นปรางคก์ ู่
4.2 แลกเปลย่ี นความร้แู ละความคดิ เห็นของสมาชกิ
4.3 เพือ่ สนับสนนุ สง่ เสริมความก้าวหนา้ ชื่อเสียงและเกยี รตยิ ศของโรงเรยี นปรางค์กู่
4.4 ส่งเสริมสมาชกิ และนักเรียนโรงเรียนปรางคก์ ู่ในสวสั ดิการด้านต่าง ๆ เวน้ แต่ดา้ น
ฌาปนกจิ สงเคราะห์
4.5 ให้สมาชกิ และผ้ศู รัทธาในสมาคม ได้มสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษาของโรงเรียนตาม
นโยบายของรฐั ในด้านการศึกษา
4.6 ส่งเสริมความสามัคคี การกฬี าและการบนั เทิง กจิ กรรมสาธารณประโยชน์ และงานสังคม
ตามโอกาสอันควร
4.7 ไม่ดำเนนิ การใด ๆ ทเ่ี กีย่ วข้องกบั การเมือง
4.8 ไมด่ ำเนินการเกย่ี วกับการพนนั ทกุ ชนดิ เช่น สนกุ เกอร์ บิลเลยี ด ฯลฯ

หมวดท่ี 2
สมาชิก
ขอ้ ที่ 5 สมาชิกของสมาคมมี 2 ประเภท คือ
5.1 สมาชกิ สามัญ ได้แก่ ผปู้ กครองนักเรียนโรงเรยี นปรางค์กู่ ครู-อาจารย์ นักการและ
ลูกจา้ งประจำของโรงเรยี นปรางคก์ ู่
5.2 สมาชกิ กติ ตมิ ศกั ดิ์ ไดแ้ ก่ บุคคลผทู้ รงเกียรตหิ รอื บุคคลผูท้ รงคณุ วุฒิหรอื ผู้ที่มอี ปุ การคุณ
แก่สมาคม ซ่ึงคณะกรรมการลงมติใหเ้ ชญิ เขา้ มาเป็นสมาชกิ ของสมาคม
ข้อที่ 6 สมาชิกต้องประกอบด้วยคุณสมบัตดิ งั ต่อไปน้ี
6.1 เปน็ ผ้บู รรลุนติ ภิ าวะแล้ว
6.2 เป็นผู้มีความประพฤตเิ รยี บรอ้ ย
6.3 ไมเ่ ป็นโรคทส่ี งั คมรงั เกียจ
6.4 ไมต่ ้องพิพากษาศาลถึงที่สดุ ให้เป็นผ้ทู ่ลี ้มมละลายหรือบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมอื น

77

ไรค้ วามสามารถหรอื ต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผดิ ฐานประมาทหรือลุโทษการตอ้ งคำพิพากษาศาลถึงท่ีสดุ ใน
กรณดี งั กลา่ วจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเขา้ เปน็ สมาชิกหรือในระหวา่ งทีเ่ ปน็ สมาชกิ ของสมาคมเท่านน้ั

ขอ้ ท่ี 7 คา่ ลงทะเบียนและคา่ บำรุงสมาคม คา่ ระดมทรัพยากร และคา่ บริการสนับสนนุ อื่น ๆ
7.1 สมาชิกสามญั ค่าลงทะเบียนครั้งแรกคนละ 50 บาท
7.1.1 ค่าบำรุงสมาคมฯ ประเภทรายปี 200 บาท
7.1.2 คา่ บำรุงสมาคมฯ ประเภทตลอดชีพ 500 บาท
7.1.3 เงนิ บรจิ าค เงนิ ระดมทรัพยากร หรือเงินใหก้ ารสนับสนนุ อน่ื ๆ เป็นไปตามท่ี

คณะกรรมการบรหิ ารสมาคมอนุมัตใิ นแต่ละปีการศกึ ษา
7.2 สมาชกิ กติ ติมศักดิ์ มิต้องเสยี ค่าลงทะเบยี นและคา่ บำรงุ สมาคมใด ๆ ท้ังสิน้

ข้อที่ 8 การสมัครเข้าเปน็ สมาชิกสมาคม ให้ผู้ประสงคจ์ ะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัคร
ตามแบบของสมาคมต่อเลขานุการสมาคม โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย 1 คน และให้เลขานุการติดต่อ
รายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อให้สมาชิกคนอื่น ๆ ของสมาคมได้
คัดค้านการสมัครนั้น เมื่อครบกำหนดแล้วให้เลขานุกรนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิกเสนอต่อที่
ประชมุ คณะกรรมการเมื่อพจิ ารณาอนุมตั วิ ่าจะรับหรือไม่รบั เปน็ สมาชิกของสมาคมและเม่ือคณะกรรมการพจิ ารณา
การสมคั รแล้วผลเปน็ ประการใดให้เลขานุการเปน็ ผู้แจง้ ใหผ้ ู้สมัครทราบโดยเร็ว

ข้อท่ี 9 ถา้ คณะกรรมการพิจารณาอนุมตั ใิ หร้ ับผู้สมัครเขา้ เปน็ สมาชกิ ให้ผู้นนั้ ชำระคา่ ลงทะเบยี นและ
คา่ บำรงุ สมาชกิ สมาคมใหเ้ สร็จเรียบร้อยภายใน 3 วนั นบั ต้งั แต่วันที่ไดร้ บั แจ้งจากเลขานุการและสมาชิกภาพ
ของผสู้ มัครให้เริม่ ตัง้ แตว่ ันท่ีผู้สมัครไดช้ ำระเงนิ คา่ ลงทะเบยี นบำรงุ สมาคมภายในระยะเวลาท่ีกำหนดก็ใหถ้ ือวา่
การสมัครคราวนั้นเป็นอนั ยกเลกิ ไป

ขอ้ ท่ี 10 สมาชิกภาพของสมาชิกกิตตมิ ศกั ดิ์ ให้เริ่มนับต้งั แต่ต้องรบั หนงั สอื รับเชิญของ
ผทู้ คี่ ณะกรรมการได้พิจารณาลงมตใิ ห้เชิญเข้าเปน็ สมาชกิ ของสมาคม

ข้อที่ 11 สมาชกิ ภาพของสมาชิก ให้สิ้นสดุ ด้วยเหตผุ ลดังตอ่ ไปน้ี
11.1 ตาย
11.2 ลาออก โดยยืน่ หนงั สือเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรต่อคณะกรรมการและคณะกรรมการได้

พิจารณาอนมุ ตั ิ และสมาชิกผู้น้นั ได้ชำระหน้ีสนิ ทยี่ งั ติดคา้ งอยู่กบั สมาคมเปน็ ท่เี รยี บร้อย
11.3 ขาดคุณสมบตั ิของการเปน็ สมาชกิ
11.4 ท่ปี ระชุมใหญข่ องสมาคมหรือคณะกรรมการ ได้พจิ ารณาลบชื่อจากทะเบียน เพราะ

สมาชิกผนู้ ้ัน ได้ประพฤติตนและนำความเส่ือมเสยี ในสมาคม
ข้อที่ 12 สทิ ธแิ ละหนา้ ที่ของสมาชิก
12.1 มีสิทธิเข้าใชส้ ถานท่ีของสมคมโดยเทา่ เทียมกนั
12.2 มสี ทิ ธไิ ดร้ ับสวัสดิการต่าง ๆ ท่ีสมาคมไดจ้ ดั ตง้ั ขน้ึ
12.3 มีสทิ ธเิ ข้ารว่ มประชุมใหญ่ของสมาคม
12.4 มีสิทธเิ สนอความคิดเห็นเก่ียวกับการดำเนนิ การของสมาคมต่อคณะกรรมการ
12.5 สมาชกิ สามญั มีสิทธิในการเลอื กต้งั หรือไดร้ ับการเลือกต้ังเปน็ กรรมการสมาคมและมี

สทิ ธิออกเสยี งลงมตติ ่าง ๆ ในทป่ี ระชมุ ได้คนละ 1 เสยี ง
12.6 มีสิทธิเขา้ ช่อื รว่ มกนั อยา่ งนอ้ ย 1 ใน 3 ของสมาชกิ ทง้ั หมดเพ่ือร้องขอตอ่ คณะกรรมการ

ให้จดั การประชุมใหญร่ ว่ มสมัยสามัญได้
12.7 มหี น้าทีต่ ้องปฏบิ ตั ิตามระเบยี บปฏิบัติและข้อบังคบั ของสมาคมโดยเคร่งครัด

78

12.8 มหี นา้ ทีต่ ้องประพฤติตนใหเ้ หมาะสมกับเกียรตทิ ีเ่ ปน็ สมาชกิ ของสมาคม
12.9 มหี น้าทใี่ ห้ความรว่ มมือและสนับสนนุ การดำเนนิ การตา่ ง ๆ ของสมาคม
12.10 มหี น้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมจดั ให้มขี ้ึน
12.11 มีหน้าท่ีชว่ ยเผยแพรช่ ื่อเสียงของสมาคม ใหเ้ ปน็ ทร่ี ้จู ักอยา่ งแพรห่ ลาย

หมวดที่ 3

การดำเนินงานของสมาคม

ข้อที่ 13 ให้มีคณะกรรมการทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมมีจำนวนอย่างน้อย 15 คนและอย่าง
มาก ไม่เกิน 40 คน คณะกรรมการนี้ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมและให้ผู้ที่ได้รับการ
เลือกตั้ง จากที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม และอุปนายก 3 คน สำหรับตำแหน่งกรรมการใน
ตำแหน่งอื่น ๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของสมาคมตามท่ี
กำหนดไว้ ซึง่ ตำแหนง่ กรรมการของสมาคมมีตำแหนง่ และหนา้ ท่ี ดังตอ่ ไปน้ี

13.1 นายกสมาคม ทำหนา้ ทเ่ี ปน็ หวั หนา้ ในการบรหิ ารกจิ การสมาคมเป็นตัวแทนของสมาคม
ในการติดต่อกบั บุคคลภายนอก และทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชมุ คณะกรรมการและการประชุมใหญข่ อง
สมาคม

13.2 อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคมและปฏิบัติ
หน้าท่ที ี่นายกสมาคมมอบหมายหรือทำหน้าท่ีแทนนายกสมาคม เมอ่ื นายกสมาคมไม่อยหู่ รือไมส่ ามารถท่ีจะปฏิบตั ิ
หน้าท่แี ทนนายกสมาคมนัน้ ให้อุปนายกตามลำดบั ตำแหนง่ เปน็ ผกู้ ระทำการแทน

13.3 เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกบั งานธุรการของสมาคมทง้ั หมด เป็นหัวหนา้ เจา้ หน้าท่ีสมาคม
ในการปฏิบัติกจิ การของสังคม และปฏิบตั ติ ามคำสั่งของสมาคมตลอดจนทำหน้าที่เปน็ เลขานุการในการประชุม
ตา่ ง ๆของสมาคม

13.4 เหรญั ญิก มหี นา้ ทีเ่ กย่ี วกับการเงินทงั้ หมดของสมาคมเป็นผู้จดั ทำบัญชรี ายรบั รายจ่าย
บัญชี งบดุลของสมาคมและเกบ็ เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมไว้เพ่ือการตรวจสอบ

13.5 ปฏิคม มีหนา้ ที่ในการต้อนรับแขกของสมาคม และจัดเตรียมสถานทีป่ ระชุมตา่ ง ๆของ
สมาคม

13.6 นายทะเบียน มหี น้าท่ีเกี่ยวกบั ทะเบยี นสมาชกิ ทัง้ หมดของสมาคมประสานงานกับเหรัญญิก
ในการเรียกเกบ็ เงนิ คา่ บำรงุ สมาคมของสมาชิก

13.7 ประชาสมั พนั ธ์ มีหนา้ ทเ่ี ผยแพรก่ ิจการและชื่อเสียงเกียรตคิ ุณของสมาคมใหส้ มาชิกและ
บุคคลท่วั ไปทราบและเผยแพร่

13.8 กรรมการตำแหนง่ อ่ืน ๆ เป็นไปตามความเหมาะสมซ่งึ คณะกรรมการเห็นสมควร
กำหนดใหม้ ีขึ้นโดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการข้างตน้ แล้วจะตอ้ งไม่เกินตามจำนวนทข่ี ้อบังคบั ได้
กำหนดเอาไว้แต่กรรมการมิไดก้ ำหนดตำแหน่งใหถ้ ือวา่ เป็นกรรมการกลาง

ข้อที่ 14 คณะกรรมการของสมาคมสามารถอย่ใู นตำแหนง่ ได้คราวละ 4 ปี และเม่ือคณะกรรมการ
อยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทาง
ราชการก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะ
ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำให้การส่งและมอบงานกันระหว่าง
คณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่กรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้
จดทะเบียนจากทางราชการ

79

ข้อที่ 15 ตำแหน่งกรรมการสมาคมถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดวาระ ก็ให้คณะกรรมการแต่งต้ัง
สมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่ง ที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในตำแหน่งได้
เท่ากบั วาระของผู้ทตี่ นแทนเทา่ นัน้

ข้อท่ี 16 กรรมการอาจจะพน้ ตำแหน่ง ซงึ่ มิใช่การออกแบ่งตามวาระให้ออกด้วยเหตุผล ดังตอ่ ไปน้ี
16.1 ตาย
16.2 ลาออก
16.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
16.4 ท่ีประชมุ ใหญ่มมี ติใหอ้ อกจากตำแหนง่
16.5 ขาดการประชุมเกิน 3 ครั้ง โดยไม่ทราบสาเหตุ

ขอ้ ท่ี 17 กรรมการที่ประสงค์จะออกจากตำแหน่งกรรมการ ใหย้ ื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ
นายกสมาคมฯ หรือเลขานุการของสมาคมและให้พน้ จากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมมี ติใหอ้ อก

ข้อที่ 18 อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ
18.1 มอี ำนาจการออกระเบยี บปฏบิ ัติต่าง ๆ เพ่ือให้สมาชิกไดป้ ฏบิ ัติ โดยระเบียบปฏบิ ตั ินั้น

จะตอ้ งไม่ขดั ต่อระเบยี บบังคับฉบับน้ี
18.2 มอี ำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
18.3 มีอำนาจแตง่ ต้ังคณะกรรมการท่ีปรึกษาหรืออนุกรรมการ ได้แก่กรรมการท่ีปรึกษาหรือ

อนกุ รรมการ จะอยูใ่ นตำแหน่งไม่ไดเ้ กนิ วาระของคณะกรรมการท่ีแตง่ ต้งั
18.4 มอี ำนาจที่จะเรยี กประชุมใหญ่สามัญประจำปแี ละประชุมใหญ่วสิ ามญั
18.5 มอี ำนาจแต่งตง้ั กรรมการใหต้ ำแหนง่ อน่ื ๆ ที่ยังไม่ได้กำหนัดไวใ้ นข้อบังคบั น้ี
18.6 มอี ำนาจบริหารกจิ การสมาคม เพือ่ ให้เปน็ ไปตามวตั ถุประสงค์ ตลอดจนมอี ำนาจอื่น ๆ

ตามท่ขี ้อบังคับได้กำหนดไว้
18.7 มหี น้าทีร่ ับผิดชอบในกจิ การทั้งหมด รวมทั้งการเงนิ และทรัพย์สินทงั้ หมดของสมาคม
18.8 มีหนา้ ทีใ่ ห้จัดประชมุ ใหญ่สมยั วสิ ามญั ตามท่ีสมาชิก จำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิก

ทงั้ หมดได้เขา้ ชื่อร้องให้มกี ารจัดประชมุ ใหญ่สมัยวสิ ามัญขึ้น ซง่ึ การนี้จะต้องจดั ใหม้ กี ารประชุมใหญว่ ิสามญั
ภายในขนึ้ ภายใน 30 วัน นับตัง้ แต่วันทไ่ี ด้รบั หนังสอื ด้วย

18.9 มีหน้าทจ่ี ัดทำเอกสาร หลักฐานตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วข้องกับการเงนิ ทรัพย์สินและการดำเนิน
กจิ การของสมาคม ให้ถกู ต้องตามหลักวชิ าการและสมาคมจะใหส้ มาชกิ ตรวจดูได้เมื่อสมาชกิ รอ้ งขอ

18.10 จัดทำบนั ทึกการประชุมตา่ ง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไวเ้ ป็นหลักฐานและจัดสง่ ให้สมาชิก
ไดร้ บั ทราบ

18.11 มีหน้าท่ีอืน่ ๆ ตามทีข่ ้อกำหนดบังคับไว้
ขอ้ ที่ 19 คณะกรรมการจะตอ้ งประชมุ กนั อยา่ งน้อย 3 เดือนตอ่ คร้ัง โดยให้ท่ีประชมุ คณะกรรมการ
กำหนดวันประชมุ ในคร้ังต่อไปทกุ ครัง้ ไป
ข้อท่ี 20 การประชุมคณะกรรมการจะต้องมีกรรมการ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการ
ทั้งหมด จึงถือว่าครบองคป์ ระชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการถ้าข้อบังคับ มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้
ถอื คะแนะเสยี งขา้ งมากเป็นเกณฑ์ แตถ่ า้ คะแนนเสยี งเท่ากัน ใหป้ ระธานในการประชมุ เป็นผู้ช้ขี าด
ข้อที่ 21 ในการประชุมคณะกรรมการถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่
สามารถปฏิบัตหิ น้าที่ได้ ใหค้ ณะกรรมการท่เี ข้าร่วมประชุมในคราวน้นั เลอื กตงั้ กันเองเพื่อใหค้ ณะกรรมการคน
ใดคนหนึ่งทำหน้าทเี่ ป็นประธานในการประชุมน้ัน

80

หมวดที่ 4

การประชมุ ใหญ่

ข้อ 22 การประชมุ ใหญ่ของสมาคมมี 2 ชนดิ คอื
22.1 ประชมุ ใหญส่ ามญั ประจำปี
22.2 ประชมุ ใหญว่ สิ ามญั

ข้อที่ 23 คณะกรรมการจะตอ้ งจดั ใหม้ กี ารประชมุ ใหญ่สามัญประจำปปี ลี ะ 1 คร้ัง ภายในเดือน
กุมภาพนั ธห์ รอื มีนาคมของทุกปี

ข้อที่ 24 การประชุมใหญ่วสิ ามญั อาจมขี ้ึนได้โดยเหตุที่คณะกรรมการสมควรจัดใหม่ขึ้นหรือเกิดขนึ้
โดยการเข้าช่ือรว่ มกนั ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทัง้ หมดทีร่ ้องขอต่อคณะกรรมการใหจ้ ดั ให้ทีขึ้น

ขอ้ ที่ 25 การแจง้ กำหนดนัดประชมุ ใหญ่ ใหเ้ ลขานกุ ารเปน็ ผนู้ ดั ประชมุ ใหญ่ ใหส้ มาชกิ ไดท้ ราบและ
การแจ้งเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร โดยระบุวัน เวลา และสถานทใ่ี ห้ชัดเจนและจะต้องใหส้ มาชิกไดร้ ับทราบล่วงหน้า
ไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อน
ถึงกำหนดการประชุมใหญ่สามัญ ประกาศให้ทราบในรายการข่าวท้องถิ่นภาคเช้าที่เปิดเป็นประจำที่หอ
กระจายข่าวประจำหมู่บ้านก่อนการประชมุ อยา่ งท่วั ถงึ

ข้อที่ 26 การประชมุ สามญั ประจำปจี ะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยต่อไปน้ี
26.1 แถลงกจิ การผา่ นมาในรอบปี
26.2 แถลงบัญชรี ายรบั รายจ่ายและบัญชีงบดุลของปีที่ผา่ นมาให้สมาชกิ ไดร้ บั ทราบ
26.3 เลอื กตงั้ คณะกรรมการชุดใหมเ่ มื่อครบวาระ
26.4 เลอื กตงั้ ผูต้ รวจสอบบัญชี
26.5 เรอ่ื งอ่ืน ๆ ถ้ามี

ขอ้ ที่ 27 ในการประชมุ ใหญ่วิสามญั ประจำปหี รือการประชมุ สามัญจะต้องมีสมาชกิ เขา้ รว่ มไมน่ อ้ ยกวา่
ครึง่ หนง่ึ ของสมาชิกทั้งหมด จึงถอื ว่าครบองคป์ ระกอบประชุมแต่ถา้ เมื่อถึงเวลากำหนดการประชุมยังมีสมาชิก
เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประกอบประชุม ให้ขยายเวลาประชุมออกไปอีกพอสมควร แต่ถ้าเมื่อครบกำหนด
ทั้งขยายเวลาแล้ว ยังมีสมาชิกเข้าร่วมการประชุมไม่ครบองค์ประชุมให้คณะกรรมการสมาคมหารือกันแล้วขอ
มติเสียงข้างมากของผู้ที่เขาร่วมประชุมที่ประชุมมีมติอย่างไรก็ให้ดำเนินการไปตามนั้นหรือขยายเวลา
การประชุมออกไปอีกพอสมควร แต่จะต้องไม่เกิน 45 วัน นับตั้งแต่ที่ได้เลื่อนการประชุมในครั้งแรกยกเว้น
ถา้ เป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้น จากการร้องขอสมาชิกไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ สำหรับการประชุมในครั้งน้ี
ถ้ามสี มาชกิ สามัญเข้าประชุมเปน็ จำนวนเท่าใดกใ็ ห้ถือวา่ ครบองค์ประชุม

ข้อท่ี 28 การลงมตติ ่าง ๆ ในท่ปี ระชุมใหญ่ ถ้าข้อบงั คบั มไิ ด้กำหนดไวอ้ ย่างอื่น กใ็ ห้คะแนนเสยี งข้างมาก
เปน็ เกณฑ์ ถา้ คะแนนเสยี งทล่ี งมติเสียงเท่ากันให้ประธานในทป่ี ระชมุ ชขี้ าด

ขอ้ ที่ 29 ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถา้ นายกและอุปนายกไม่มาร่วมประชุมหรือไม่สามารถจะปฏิบัติ

หน้าที่ได้ในที่ประชมุ ใหญ่ให้ทำการเลอื กตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งที่มาร่วมประชุมให้ทำหน้าที่เป็นประธานใน

การประชมุ คร้งั นี้

81

หมวดท่ี 5

การรับเงินและทรัพย์สิน

ขอ้ ท่ี 30 การเงินและทรพั ยส์ ินทัง้ หมด ให้อยู่ในความรบั ผดิ ชอบของคณะกรรมการ เงนิ สดสมาคม
ถา้ มใี หน้ ำฝากไวก้ ับธนาคารใดธนาคารหนง่ึ ตามแตก่ รรมการจะเห็นสมควร

ข้อ 31 การลงนามในตว๋ั เงนิ หรอื เชค็ ของสมาคม จะตอ้ งมลี ายมือช่อื ของนายกสมาคมหรือผู้ทำการ
แทนลงนามรว่ มกับเหรญั ญิกหรอื ผู้ทำการแทน พร้อมกับประทบั ตราของสมาคมจงึ จะใชไ้ ด้

ขอ้ ท่ี 32 ให้นายกสมาคมมอี ำนาจสัง่ จ่ายให้เป็นไปตามโครงการท่ีได้รับอนุมตั จิ ากคณะกรรมการ
บริหารสมาคม และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน โดยต้องรายงานโครงการให้ที่ประชุม
ใหญ่สมาคมทราบด้วย กรณีสั่งจ่ายโดยนายกสมาคมเอง ได้ครั้งละไม่เกิน 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)
การพิจารณาให้ค่าตอบแทนหรอื สวัสดกิ ารแก่เจ้าหน้าท่ีคณะกรรมการหรอื ผู้ที่ไดร้ บั มอบหมายให้ปฏิบตั ิหนา้ ที่
อย่างใดอย่างหนึ่งในนามของสมาคมให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารสมาคม กรณีสั่งจ่ายเงินตาม
โครงการทไี่ ด้รับอนมุ ัตใิ หเ้ ป็นไปตามวธิ กี ารดำเนนิ การของโครงการที่ไดร้ บั อนุมัติ

ขอ้ ที่ 33 ใหเ้ หรญั ญิก มอี ำนาจเก็บรกั ษาเงนิ สดของสมาคมไดค้ ร้งั ละไมเ่ กนิ 3,000 บาท(สามพันบาท
ถว้ น) ถ้าเกินกว่านีจ้ ะนำฝากธนาคาร ในบญั ชขี องสมาคมทันทที ธ่ี นาคารเปดิ ทำการในวันถดั ไป

ขอ้ ที่ 34 เหรญั ญกิ จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดลุ ตามหลักท่ีถกู ต้องตามวชิ าการ และ
การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ที่ทำการแทน
พรอ้ มกบั ประทบั ตราของสมาคมทุกครงั้

ข้อที่ 35 ผูต้ รวจสอบบญั ชตี อ้ งเป็นผมู้ คี วามรู้ความสามารถน่าเช่ือถือได้ และเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งจาก
คณะกรรมการบริหารสมาคม

ขอ้ ท่ี 36 ผสู้ อบบญั ชีมีอำนาจหนา้ ที่จะเรียกเอกสารเกีย่ วกับการเงนิ และทรัพยส์ ิน จากคณะกรรมการ
หรือเจ้าหน้าท่ีของสมาคมเพื่อสอบถามเกย่ี วกับบัญชแี ละทรัพยส์ นิ ของสมาคมได้

ขอ้ ท่ี 37 คณะกรรมการต้องใหค้ วามรว่ มมอื กบั ผตู้ รวจสอบบัญชเี มื่อไดร้ บั การขอร้อง

หมวดท่ี 6
การเปลีย่ นแปลงแก้ไขข้อบังคับและการยกเลกิ สมาคม
ข้อที่ 38 ข้อบงั คับของสมาคมจะเปลีย่ นแปลงแก้ไขได้ก็โดยมตทิ ่ีประชุมใหญ่ต้องมสี มาชิกสามัญเข้า
ร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด มติของที่ประชุมใหญ่การให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข
ข้อบงั คับจะต้องมีคะแนนเสยี งไมน่ อ้ ยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชกิ สามัญทเ่ี ขา้ ร่วมประชมุ ทัง้ หมด
ข้อที่ 39 การยกเลิกสมาคมใหย้ กเลกิ โดยมตทิ ป่ี ระชมุ ใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเปน็ การยกเลิกเฉพาะ
เหตุของกฎมติของที่ประชุมใหญ่ให้ยกเลิกสมาคม ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด
และองคป์ ระชมุ ใหญจ่ ะตอ้ งไม่น้อยกว่าครึ่งหนึง่ ของสมาชิกทั้งหมด
ขอ้ ที่ 40 เมอื่ สมาชิกต้องยกเลิกไมว่ ่าเหตใุ ด ๆ ก็ตาม ทรพั ย์สินของสมาคมท่ีเหลืออยู่ หลังจากทช่ี ำระ
บญั ชีเปน็ ที่เรยี บรอ้ ยแลว้ ใหต้ กเป็นของโรงเรยี นปรางคก์ ู่

หมวดที่ 7
บทเฉพาะกาล
ขอ้ ที่ 41 ขอ้ บงั คับฉบบั นใี้ ห้เริ่มใช้ตั้งแตว่ ันท่ีสมาคม ได้รบั อนญุ าตให้จดทะเบียนเป็นนิตบิ ุคคล เป็นตน้ ไป
ขอ้ ท่ี 42 ในกรณีทส่ี มาชกิ สมาคมรายใดมคี วามจำเป็นทางด้านการเงนิ ไมส่ ามารถปฏบิ ตั ิตามระเบียบ
มตทิ ป่ี ระชุมหรือการระดมของสมาคม ใหต้ ดิ ตอ่ ขออนุมตั ิกับนายสมาคมเปน็ รายๆไป

82

ประกาศสมาคมผูป้ กครองและครูโรงเรียนปรางค์กู่

เรอื่ ง แตง่ ต้ังคณะกรรมการการบริหารสมาคมผู้ปกครองครูโรงเรียนปรางคก์ ู่

................................................................................................

เพื่อให้ดำเนินงานของสมาคมและครูโรงเรียนปรางค์กู่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตั้ง

สมาคมและเพื่อประโยชนในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนปรางค์กู่ จึงแต่งตั้งบุคคลต่อไปนี้เป็นคณะ

กรรมการบรหิ ารสมาคมฯ และเจา้ หน้าทปี่ ฏบิ ัติงานต่าง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. นายชวาลย์ ทองสงั ข์ นายกสมาคมฯ

2. นายจิตตนาถ สงิ ห์โต อปุ นายกสมาคมฯ คนที่ 1

3. นายจีระพงษ์ อสิพงษ์ อุปนายกสมาคมฯ คนท่ี 2

4. นายโสภณ รัตนา อปุ นายกสมาคมฯ คนที่ 3

5. นายม่วง สดี ำ เลขานุการ

6. นางพ่มุ พวง ผ่านพนิ ิจ ผชู้ ่วยเลขานุการ คนที่ 1

7. นางสาวนุชนาฏ รชตธำมรงค์ ผู้ชว่ ยเลขานกุ าร คนท่ี 2

8. ร้อยตำรวจตรีมณฑณ รปู สว่าง เหรัญญกิ สมาคมฯ

9. นางสาวอบุ ล ขาวสะอาด ผู้ช่วยเหรัญญกิ สมาคมฯ คนท่ี 1

10. นายสมหมาย ขมุ ทอง ผชู้ ่วยเหรัญญกิ สมาคมฯ คนที่ 2

11. นายเด่นชยั ทองสุ พัสดสุ มาคมฯ

12. นางสาวประภัสสร อสิพงษ์ ผู้ช่วยพัสดสุ มาคมฯ คนที่ 1

13. นายเชษฐนรนิ ทร์ พรมลิ ผชู้ ่วยพัสดุสมาคมฯ คนที่ 2

14. นายนาวิน สิงขร นายทะเบียนสมาคมฯ

15. นางธนนนั ท์ ปญั ญา ผูช้ ว่ ยนายทะเบยี นสมาคมฯ คนท่ี 1

16. นางสาวกัษมาพร หลอดทอง ผู้ชว่ ยนายทะเบยี นสมาคมฯ คนที่ 2

17. นายทูน จนั ทอง ประชาสมั พนั ธ์สมาคมฯ

18. นายจิรวฒั น์ เสนาะล้ำ ผชู้ ่วยประชาสมั พนั ธ์สมาคมฯ คนที่ 1

19. นางดลนภัส สดี าดิลกกุล ผชู้ ว่ ยประชาสัมพันธ์สมาคมฯ คนที่ 2

20. นายอุทยั สสี ัน ปฏิคมสมาคมฯ

21. นางสาวจนิ ตนา อสิพงษ์ ผชู้ ่วยปฏิคมสมาคมฯ คนที่ 1

22. นางสาวรัตนา เงินดี ผู้ชว่ ยปฏิคมสมาคมฯ คนที่ 2

23. นายประวทิ ย์ ศิริพูล ผู้ตรวจสอบภายในสมาคมฯ

24. นายอภวิ ฒั น์ วงศ์ภกั ดี ผู้ช่วยผตู้ รวจสอบภายในสมาคมฯ คนที่ 1

25. นายบุญส่ง วังกลุ ผชู้ ว่ ยผ้ตู รวจสอบภายในสมาคมฯ คนที่ 2

26. นายรุจรนิ ทร์ แสงมาศ ผู้พิทกั ษ์สทิ ธ์สิ มาคมฯ

27. นายสมหมาย เวยี งสิมา ผู้ช่วยผพู้ ทิ ักษ์สิทธ์สิ มาคมฯ คนที่ 1

83

28. นายณฐั พงษ์ นาคนวล ผูป้ ระสานงานสมาคมฯ
29. นางสาวเบญจมาศ สมควร ผูช้ ่วยผปู้ ระสานงานสมาคมฯ คนที่ 1
30. นายชิษณพุ งษ์ รตนะกมลเศรษฐ์ กรรมการ
31. นายการุณ สุจรติ ประภากร กรรมการ
32. นายธนชยั เจือจนั ทร์ กรรมการ
33. นายวรชัย กรงทอง กรรมการ
34. นายชัยโด ปน่ิ หอม กรรมการ
35. นายสุนทร พงษส์ ุระ กรรมการ
36. นายสุพรรณ ปญุ ญา กรรมการ
37. นายคำนึง โสภาบุตร กรรมการ
38. นางวรรวยรวย ดอกรกั กรรมการ
39. นายวจิ ติ ร ผสมวงศ์ กรรมการ
40. นายณรงค์ศักดิ์ จึงสุวดี กรรมการ

ขอใหผ้ ูท้ ีไดร้ บั ประกาศแตงต้ังปฏิบตั ิหนา้ ท่ใี หเ้ กดิ ผลดตี ่อสมาคมฯ เพื่อประโยชน์ทางดา้ นการศกึ ษา
ของบุตรหลานยงิ่ ๆ ขนึ้ ไป

ประกาศ ณ วนั ที่ 23 มนี าคม 2564

(นายชวาลย์ ทองสงั ข์)
นายกสมาคมผปู้ กครองและครโู รงเรยี นปรางค์กู่

84

ประกาศสำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๒๘

เร่ือง แต่งตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พน้ื ฐานโรงเรียนปรางค์กู่

--------------------------------------

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวง
ศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับกฎกระทรวง กำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีสรรหา

การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหนง่ ของคณะกรรมการ

สถานศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงแตง่ ตงั้ บุคคลเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพืน้ ฐาน กรณีครบวาระ

ของโรงเรียนปรางคภ์ ู่ อำเภอปรางคภ์ ู่ จงั หวัดศรสี ะเกษ ดังน้ี

๑. นายจรญั สทิ ธริ ักษ์ ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ ประธานกรรมการ

๒. นางฐิตาภรณ์ พรรณกนกศักดิ์ ผแู้ ทนผู้ปกครอง กรรมการ

๓. นายปราโมทย์ แหวนเงิน ผแู้ ทนครู กรรมการ
๔. นายธนากร พรมลิ
๕. นายเสถียร แหวนเงนิ ผู้แทนองคก์ รชุมชน กรรมการ

ผแู้ ทนองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ กรรมการ

๖. นายชำนาญ หงส์สนทิ ผแู้ ทนศิษย์เก่า กรรมการ
๗. พระมหาวินยั จนิ ตามโย ผูแ้ ทนพระภิกษสุ งฆ์ กรรมการ
๘. พระมหาอำนวย ปริสทุ โธ ผแู้ ทนพระภิกษุสงฆ์ กรรมการ

๙. นายจำเนียร ราษเจรญิ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ กรรมการ
๑๐. นายณรงค์ ศรไชย ผู้ทรงคุณวฒุ ิ กรรมการ
๑๑. นายทวีชัย คำแพง ผู้ทรงคุณวฒุ ิ กรรมการ

๑๒. นายทองสขุ คำมา ผทู้ รงคณุ วุฒิ กรรมการ
๑๓: นางกุสมุ ภ์ กนั ทะวัง ผูท้ รงคุณวุฒิ กรรมการ
๑๔. นางสิรินาฎ รชตธำมรงค์ ผูท้ รงคณุ วฒุ ิ กรรมการ

๑๕. ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นปรางคก์ ู่ กรรมการและเลขานุการ

คณะกรรมการมีหนา้ ทต่ี ามท่ีกำหนดไว้ในพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบริหารราชการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. ๒๕๔๖ และกฎหมายอื่น

ท้งั นี้ ตัง้ แตว่ ันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๓ เปน็ ต้นไป

ประกาศ ณ วนั ที่ ๒๐ เดอื น เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓

(นายชชู าติ แก้วนอก)
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๘

85

86

ระเบยี บกระทรวงศึกษาธกิ าร
วา่ ดว้ ยการลงโทษนักเรยี นและนักศกึ ษา

พ.ศ. 2548

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 65 แหง่ พระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองเด็ก พ.ศ. 2546
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร จงึ วางระเบยี บว่าดว้ ยการลงโทษนักเรยี นและนกั ศึกษาไว้ดงั ต่อไปน้ี

ข้อ 1. ระเบยี บนเ้ี รียกวา่ “ระเบียบกระทรวงศกึ ษาธิการว่าดว้ ยการลงโทษนกั เรียนหรอื นักศึกษา
พ.ศ.2548 ”

ข้อ 2. ระเบยี บนี้ให้ใชบ้ ังคับต้ังแตว่ ันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตน้
ขอ้ 3. ให้ยกเลกิ ระเบยี บกระทรวงศกึ ษาธกิ ารว่าดว้ ยลงโทษนักเรยี นหรอื นักศึกษา พ.ศ.2543
ข้อ 4. ในระเบยี บน้ี
“ผบู้ รหิ ารโรงเรียนหรือสถานศกึ ษา” หมายความว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผ้อู ำนวยการ
อธิการบดี หรอื หัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษาหรอื ตำแหน่งทเ่ี รยี กช่อื อยา่ งอ่ืนของโรงเรยี นหรือ
สถานศึกษานน้ั
“กระทำความผดิ ” หมายความว่า การทีน่ ักเรียนหรือนักศึกษาประพฤตฝิ า่ ฝนื ระเบยี บ ขอ้ บังคับ
ของสถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธกิ าร หรอื กฎกระทรวงวา่ ด้วยความประพฤตขิ องนกั เรยี น
และนกั ศึกษา
“การลงโทษ” หมายความวา่ การลงโทษนกั เรียนหรือนกั ศกึ ษาทีก่ ระทำความผดิ โดยมีความม่งุ หมาย
เพื่อการอบรมสัง่ สอน
ข้อ 5 โทษที่จะลงโทษแกน่ กั เรียนหรือนกั ศกึ ษาที่กระทำความผดิ มี 4 สถาน ดังน้ี

(1) วา่ กล่าวตกั เตือน
(2) ทำทัณฑบ์ น
(3) ตัดคะแนนความประพฤติ
(4) ทำกิจกรรมเพอื่ ใหป้ รบั เปลย่ี นพฤติกรรม
ขอ้ 6 หา้ มลงโทษนักเรยี นและนักศึกษาด้วยวธิ ีรนุ แรง หรอื แบบกลัน่ แกลง้ หรอื ลงโทษด้วยความโกรธ
หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์
ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาใหเ้ ปน็ ไปเพื่อเจตนาที่จะแกน้ สิ ัยและความประพฤติ
ไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไปใหผ้ ู้บริหารโรงเรยี น
หรือสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษนักเรียน
นกั ศกึ ษา
ข้อ 7 การวา่ กล่าวตกั เตือน ใชใ้ นกรณีนักเรยี นหรือนกั ศึกษากระทำความผิดไมร่ า้ ยแรง
ข้อ 8 การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสภาพนักเรียน
หรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา หรือกรณีทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

87

และเกยี รตศิ ักดิ์ของสถานศึกษา หรือฝ่าฝนื ระเบยี บของสถานศึกษา หรือได้รับโทษวา่ กล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยัง
ไมเ่ ขด็ หลาบการทำทัณฑ์บนใหท้ ำเปน็ หนงั สอื และเชิญบดิ ามารดาหรือผู้ปกครองมาบันทกึ รับทราบความผดิ
และรับรองการทำทณั ฑบ์ นไวด้ ้วย

ข้อ 9 การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เปน็ ไปตามระเบยี บปฏบิ ัติว่าดว้ ยการตดั คะแนนความประพฤติ
นักเรยี นและนักศึกษาของแตล่ ะสถานศกึ ษากำหนด และใหท้ ำบันทกึ ขอ้ มลู ไวเ้ ป็นหลักฐาน

ข้อ 10 ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียนและนักศึกษากระทำความผิด
ท่สี มควรต้องปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมการจัดกจิ กรรมให้เปน็ ไปตามแนวทางท่ีกระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนด

ข้อ 11 ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจตีความ
และวินจิ ฉัยปัญหาเก่ยี วกบั การปฏิบตั ติ ามระเบียบน้ี

ประกาศ ณ วันท่ี 18 มกราคม พ.ศ. 2548

อดิศยั โพธารามิก
รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

88

กฎกระทรวง
กำหนดความประพฤตขิ องนกั เรียนและนักศกึ ษา

พ.ศ. 2548

อาศัยอานาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546
อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29
ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัตใิ ห้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย รัฐมนตรี
วา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารออกกฎกระทรวงไว้ดงั ตอ่ ไปนี้

ข้อ 1 นกั เรยี นและศกึ ษาต้องไมป่ ระพฤติตน ดงั ตอ่ ไปนี้
(1) หนีเรยี นหรือออกนอกสถานศึกษา โดยไม่ได้รับอนญุ าตในช่วงเวลาเรียน
(2) เล่นการพนัน จัดให้มกี ารเล่นการพนัน หรอื มั่วสมุ ในวงการพนัน
(3) พกพาอาวธุ หรอื วัตถรุ ะเบิด
(4) ซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน เสพสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมา บุหรี่ หรือ

ยาเสพตดิ
(5) ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ขม่ ขู่ หรือบงั คับขนื ใจเพ่อื เอาทรัพยบ์ คุ คลอ่นื
(6) ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น เตรียมการหรือกระทำการใด ๆ อันน่าจะ

กอ่ ให้เกดิ ความไมส่ งบเรียบร้อยหรอื ขดั ตอ่ ศลี ธรรมอันดขี องประชาชน
(7) แสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซง่ึ ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ
(8) เกี่ยวข้องกบั การคา้ ประเวณี
(9) ออกนอกสถานที่พักเวลากลางวัน เพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่ม อันเป็นการสร้างความ

เดอื ดรอ้ นให้แกต่ นเองหรือผ้อู ืน่
ขอ้ 2 ให้โรงเรยี นหรือสถานศึกษากาหนดระเบียบด้วยวา่ ด้วยความประพฤติของนักเรยี นและนักศึกษา

ไดเ้ ท่าทีไ่ มข่ ดั หรือแยง้ กับกฎกระทรวงนี้

ใหไ้ ว้ ณ วันท่ี 27 ธันวาคม พ.ศ. 2548

จาตรุ นต์ ฉายแสง
รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงศึกษาธกิ าร

หมายเหตุ: เหตุในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบบั น้ี คือ โดยทม่ี าตรา 64 แห่งพระราชบัญญตั คิ ุม้ ครองเด็ก
พ.ศ.2546 บญั ญตั ใิ ห้นกั เรียนและนกั ศกึ ษาตอ้ งประพฤตติ นตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศกึ ษา และ
ตามทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเปน็ ต้องออกกฎกระทรวงน้ี

89

ระเบยี บโรงเรียนปรางคก์ ู่
วา่ ดว้ ยความประพฤตแิ ละการปฏบิ ัตติ นของนักเรยี นโรงเรยี นปรางค์กู่

พุทธศักราช 2564

ด้วยโรงเรียนปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ เห็นควรที่จะกำหนดระเบียบของโรงเรียน
ว่าด้วยการพัฒนานักเรียนขึ้นเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการบริหารงานของโรงเรียน และเพื่อให้
เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการส่งเสริมให้นักเรียนประพฤติตนในการทีพ่ ึงประสงค์ จึงได้กำหนดระเบียบ
วา่ ดว้ ยการพฒั นาพฤตกิ รรมนักเรยี น ไวด้ งั น้ี

หมวดท่ี 1
บททั่วไป

ขอ้ 1 ระเบยี บนเ้ี รียกวา่ “ระเบยี บโรงเรียนปรางคก์ ู่ วา่ ดว้ ยการพฒั นาพฤติกรรมของนักเรยี น 2564”
ขอ้ 2 ระเบียบนม้ี ีผลบังคับใชต้ งั้ แตป่ ระกาศเปน็ ต้นไป
ข้อ 3 ในระเบยี บน้ี

“โรงเรยี น” หมายถึง โรงเรยี นปรางคก์ ู่ อำเภอปรางค์กู่ จงั หวัดศรีสะเกษ
“นักเรยี น” หมายถงึ นกั เรยี นท่ีกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรยี นปรางค์กู่
“คร”ู หมายถึง ครูทป่ี ฏบิ ัติหนา้ ที่ราชการในโรงเรียนปรางคก์ ู่
“ผู้อำนวยการ” หมายถงึ ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนปรางคก์ ู่
“การพัฒนาพฤติกรรมนักเรียน” หมายถึง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรยี นท่ีประพฤติ
ผิด หรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน โดบใช้กิจกรรมหรือการลงโทษตามระดับความผิดที่กระทำ และ
การสนบั สนุน ส่งเสรมิ ให้นักเรียนเปน็ ผู้มรี ะเบยี บวนิ ัย คณุ ธรรม จริยธรรมอันดงี าม
“พฤติกรรมที่พึงประสงค์” หมายถึง พฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออกในทางทีถ่ ูก ที่ควรกระทำ
ความดีอันเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวม สมควรให้ได้รับการยกย่อง เชิดชูเป็นแบบอย่างที่ดีและ
ควรได้รับรางวัล
“พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์” หมายถึง พฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออกในทางที่ผิด ฝ่าฝืนต่อ
กฎระเบียบ ข้อบังคับของโรงเรียน กฎกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดความประพฤติของนักเรียน และนักศึกษา
พ.ศ. 2548 และพฤตริ รมทขี่ ัดตอ่ ศีลธรรมอันดงี ามของสังคม
“การกระทำความผิด” หมายถึง การที่นักเรียนกระทำผิด ฝ่าฝืนระเบียบ คำสั่ง แนวทาง
ปฏิบัติ ข้อบังคับของโรงเรียน หรือกฎกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดความประพฤติของนักเรียน และนักศึกษา
พ.ศ. 2548
“ทำกิจกรรม” หมายถึง การให้นักเรียนที่กระทำผิด ทำกิจกรรมบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์
ต่อตนเอง ผู้อนื่ สว่ นรวมหรือสงั คม
ขอ้ 4 ใหผ้ ้อู ำนวยการ หรือรองผู้อำนวยการที่ผูอ้ ำนวยการมอบหมายเป็นผรู้ กั ษาการตามระเบียบน้ี

90

หมวดที่ 2
ว่าดว้ ยการปฏิบตั ิตนของนกั เรียนโรงเรียนปรางคก์ ู่
ขอ้ 5 แนวปฏิบัตทิ ั่วไปของนกั เรยี นโรงเรียนปรางค์กู่
(1) ตอ้ งยึดมนั่ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ ์ และระบอบประชาธิปไตยชองไทย
(2) ตอ้ งเป็นผตู้ ั้งใจ ใฝร่ ู้ ใฝ่เรียน เอาใจใสต่ อ่ การเรียน
(3) ตอ้ งปฏิบตั ติ นตามกฎระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ของโรงเรยี นอยา่ งเคร่งครัด
(4) ตอ้ งรักษาศักดิศ์ รี เกียรติยศช่ือเสียง ของโรงเรยี นและตนเอง
(5) ตอ้ งเคารพและมคี วามกตญั ญกู ตเวทีต่อพ่อแม่ ครู ผูม้ ีพระคุณ และโรงเรียน
(6) ต้องมคี วามสามัคคกี ลมเกลยี ว ช่วยเหลือเออ้ื เฟอื้ ซึง่ กันและกนั
(7) ตอ้ งมบี คุ ลกิ ภาพสะอาด สภุ าพเรียบรอ้ ย สมกบั เป็นผู้ทมี่ ีวัฒนธรรมอนั ดงี าม
(8) ตอ้ งเป็นผอู้ นรุ กั ษไ์ วซ้ ่ึงประเพณีอันดงี าม และธรรมชาติ สง่ิ แวดล้อม
(9) ตอ้ งมีความเสยี สละตอ่ ส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตวั
(10) ต้องไม่เก่ยี วขอ้ งกับสิง่ เสพติดและอบายมขุ ทง้ั ปวง
ขอ้ 6 การปฏิบตั ติ นของนกั เรียนในการมาโรงเรยี น
(1) แตง่ กายใหเ้ รียบร้อยถกู ตอ้ งตามระเบียบโรงเรยี น
(2) จัดเตรยี มสมดุ หนงั สือ และอุปกรณ์ การเรียนมาตามตารางเรยี นประจำวัน
(3) ทำความเคารพผู้ปกครองกอ่ นออกจากบ้าน
(4) โดยสารหรือขับขีย่ านพาหนะด้วยความระมัดระวัง ปฏบิ ตั ิตามกฎจราจร
(5) ทำความเคารพครูเวร ไหวพ้ ระ และเดินเขา้ แถวอยา่ งเปน็ ระเบียบเมอื่ มาถึงโรงเรียน
(6) เริ่มเข้าแถวเพ่อื ทำกจิ กรรมหนา้ เสาธงเวลา 08.00 น.
(7) นักเรียนทมี่ าถงึ ไมท่ นั เข้าแถวถือว่ามาสาย
(8) ออกจากโรงเรียนเม่ือถึงเวลาเลิกเรยี นเท่านน้ั (16.10 น.)
(9) หลังเลิกเรียน นักเรียนจะอยู่ในโรงเรียน ได้จนถึงเวลา 17.00 ยกเว้นนักเรียนที่มีกิจกรรม
โดยมคี รคู วบคุมดแู ลอยู่ถา้ มคี วามจำเปน็ ต้องอย่รู อผู้ปกครองใหร้ ออยู่บรเิ วณดา้ นหน้าศาลาฟา้ ม่วง
(10) กรณีมีเหตดุ ่วน เหตุร้าย เกดิ อุบตั ิภยั หรอื ภยั ใด ๆ ทีน่ กั เรยี นไมส่ ามารถกลับบ้านได้หลัง
17.00 น. ให้นักเรยี นรายงานครเู วรทันที
ข้อ 7 การขาดเรียนและการลาหยดุ เรยี น
(1) เมื่อนักเรียนไม่มาโรงเรียน โดยไม่แจ้งสาเหตุ ถือว่านักเรียนมีความผิดฐาน “ขาดเรียน”
และมีเจตนาปกปดิ ไม่ให้ผู้ปกครองหรือโรงเรียนทราบ
(2) ทุกครัง้ ทนี่ ักเรยี นไมม่ าโรงเรียนให้รีบแจ้งทางครทู ปี่ รึกษา โดยการเขียนใบลา หรอื แจง้ ทาง
โทรศัพท์ (045-697088) และต้องสง่ ใบลาทนั ทีที่มาโรงเรยี น
(3) ใบลาเป็นแบบที่โรงเรียนกำหนดให้ หรือเขียนตามแบบฟอร์มของใบลาในกระดาษ
ทีเ่ หมาะสมเท่าน้นั โดยใหบ้ ิดา มารดา หรอื ผปู้ กครองเป็นคนลงนาม
(4) การขาดเรยี น ถ้านกั เรียนคนใดขาดเรียนโดยไม่ทราบสาเหตุ เกนิ 3 วนั ครูท่ีปรึกษาจะส่ง
ใบเตือนถึงผู้ปกครองครั้งที่ 1 ถ้าไม่ได้รับการติดต่อภายใน 5 วัน โรงเรียนจะส่งใบเตือนเป็นครั้งที่ 2 และหาก
ไม่ได้รับการติดต่ออีกภายใน 7 วัน โรงเรียนจะส่งใบเตือนครั้งที่ 3 เชิญผู้ปกครองหลังจากนั้นถ้าโรงเรียนไม่ได้
รับการติดต่อใด ๆ จากผู้ปกครองภายใน 15 วัน โรงเรียนจะจำหน่ายชื่อนักเรียนขึ้นบัญชี “นักเรียนรอ
ดำเนนิ การ” จนกวา่ ผู้ปกครองจะมาตดิ ตอ่ กบั ทางโรงเรยี น

91

ข้อ 8 การเข้าแถวและการเคารพธงชาติ
(1) ใหน้ ักเรียนเขา้ แถวใหเ้ รยี บรอ้ ยหนา้ เสาธงในท่าตรง สำรวมกาย วาจา ใจ ครเู วรประจำวัน

หรอื หวั หนา้ นกั เรยี นเปน็ ผ้นู ำดำเนินกิจกรรม
(2) การแยกเข้าชั้นเรียนให้นักเรียนเดินเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ เดินขึ้นชั้นเรียนให้รักษา

ระเบียบวินยั และมารยาท โดยเดินขนึ้ – ลง บนั ไดใหช้ ิดขวามือเสมอ
ข้อ 9 การปฏิบตั ติ นเม่อื อยู่ในหอ้ งเรียน
(1) ตอ้ งเขา้ เรยี นตรงต่อเวลา
(2) ตอ้ งตงั้ ใจเล่าเรยี น เคารพเชอ่ื ฟงั ครผู สู้ อน
(3) ต้องมีระเบียบวินัย รกั ษากรยิ ามารยาทใหเ้ รยี บรอ้ ย
(4) ดแู ลรกั ษาความสะอาดของหอ้ งเรยี นและวสั ดคุ รภุ ณั ฑ์อยู่เสมอและไมท่ ำลายทรัพยส์ นิ ใน

ห้องเรยี น
(5) การเข้าและการออกจากห้องเรียนขณะเรยี นต้องขออนุญาต และทำความเคารพครผู ูส้ อน

กอ่ นทุกครัง้
(6) ไมน่ ำอาหาร เครื่องดม่ื ใด ๆ เขา้ มารับประทานในห้องเรยี น
(7) ไมท่ ำความสกปรก หรอื เคล่ือนยา้ ยครุภัณฑ์ในหอ้ งเรียนโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าต
(8) ไมว่ ิ่งเล่น สง่ เสยี งดัง รบกวนผอู้ ่ืนทั้งในและนอกเวลาเรียน
(9) ฟัง คิด และซกั ถามครผู ูส้ อนเม่อื มปี ญั หาไมเ่ ขา้ ใจ แล้วจดบนั ทกึ ไวเ้ สมอ
(10) เมอื่ เปลยี่ นห้องเรียน หรือสถานที่เรียนต้องเดนิ แถวเปน็ ระเบียบเรยี บร้อยไม่สง่ เสยี งดัง
(11) ห้ามใชอ้ ปุ กรณ์ส่ือสารอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ โทรศัพทม์ อื ถือในเวลาเรียน ยกเวน้ ครูผู้สอน

อนุญาตใหใ้ ช้ในการเรียนการสอน
ขอ้ 10 สิง่ ทน่ี กั เรยี นต้องไมน่ ำมาโรงเรียน
(1) อาวุธ วตั ถุระเบิด วัตถอุ นั ตรายอื่น ๆ
(2) สอ่ื ลามกอนาจาร
(3) สิ่งเสพตดิ ให้โทษ
(4) อุปกรณ์เกยี่ วกบั การพนนั ทกุ ประเภท
(5) เคร่อื งเลน่ เก่ยี วกับความบันเทงิ ตา่ ง ๆ ยกเว้นสง่ิ ท่ีโรงเรยี นส่งเสรมิ
(6) ส่ิงของฟ่มุ เฟือย เครอื่ งประดับ สรอ้ ย แหวน ของมีคา่ ซง่ึ ไม่มีความจำเปน็ ตอ่ การเรียน
(7) อุปกรณ์ ส่ิงพมิ พ์ที่มวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่อื จำหนา่ ยสินค้า
(8) บคุ คลภายนอกท่ไี มใ่ ชผ่ ปู้ กครอง หรือคนในครอบครัว
(9) สตั ว์เลย้ี ง
(10) สิ่งทข่ี ัดตอ่ กฎหมายบา้ นเมอื ง ระเบียบ ประกาศ แนวปฏบิ ตั ิใด ๆ ของราชการ
ขอ้ 11 การแสดงความเคารพ
ก. ในห้องเรยี น
(1) หัวหนา้ หอ้ งบอกทำความเคารพกอ่ นครปู ฏิบตั กิ ารสอนและหลงั เลกิ การสอน
(2) เม่ือมผี มู้ าเยยี่ มเยือน หรือมาใหค้ วามรู้ ให้ครูผสู้ อนแนะนำให้นักเรยี นรจู้ กั ใหห้ ัวหน้าห้อง
บอกทำความเคารพเช่นเดียวกับการเคารพครผู ู้สอน

92

ข. นอกหอ้ งเรยี น
(1) แสดงความเคารพครู ผู้อาวุโส และแขกผู้มาโรงเรียนด้วยการหยุดเดิน ยืนตรง ทำความ
เคารพดว้ ยการไหว้ (หญิง) หรอื โคง้ คำนบั (ชาย) พร้อมกลา่ วคำว่า “สวสั ดีครบั ” “สวสั ดคี ่ะ”
(2) กรณีนักเรียนไม่สามารถยกมือไหว้ได้ เน่ืองจากถือสัมภาระสิ่งของอยู่ ให้นักเรียนหยุดเดิน
ยืนตรง พร้อมกลา่ วคำว่า “สวสั ดีครบั ” “สวสั ดีค่ะ”
(3) การเดินผ่านครูและผู้อาวุโสกว่า นักเรียนต้องขออนุญาตและโน้มตัวลงเล็กน้อยเมื่อเดิน
ผ่านไป
ข้อ 12 การปฏิบัติตนต่อเพอ่ื น
(1) มคี วามสามคั คกี ลมเกลยี วกนั
(2) ช่วยเหลอื เอ้ือเฟ้ือเผ่อื แผเ่ พอ่ื นนกั เรยี นในทางทถี่ ูกตอ้ ง
(3) ยกย่อง ใหเ้ กียรติแกเ่ พอ่ื นนกั เรียนดว้ ยกนั
(4) พูด และแสดงกริยามารยาทสภุ าพ ตอ่ เพอื่ นนกั เรยี นทกุ คน
(5) เคารพนักเรียนรุน่ พ่ี หรือผู้อาวุโสกวา่
(6) ไม่ชักชวน ยยุ งส่งเสริมใหผ้ ู้อ่นื ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตนในทางทไ่ี ม่เหมาะสม
(7) เคารพและปฏบิ ัติตาม มติ และแนวปฏบิ ตั ิของสภานักเรียน
ขอ้ 13 การปฏิบตั ิตนในการสอบ
(1) แตง่ กายใหเ้ รียบร้อยตามระเบียบของโรงเรยี น
(2) ดตู ารางสอบล่วงหนา้ และเตรียมอปุ กรณก์ ารทำขอ้ สอบให้พรอ้ มเสมอ
(3) ไปถงึ สถานทส่ี อบกอ่ นเวลาพอสมควร
(4) ไมเ่ ขา้ หอ้ งสอบกอ่ นได้รบั อนุญาตจากผคู้ วบคุมหอ้ งสอบ
(5) ไม่นำเอกสาร อุปกรณใ์ ด ๆ ทีไ่ ม่ไดร้ บั อนญุ าตเขา้ ในห้องสอบ
(6) นง่ั ประจำที่นัง่ สอบตามทกี่ ำหนด
(7) กรอกข้อมูลประจำตัวผู้สอบ วชิ าท่ีสอบ วนั เวลาสอบ ใหค้ รบถ้วน
(8) ปฏบิ ตั ติ ามคำชี้แจในการสอบอยา่ งเครง่ ครดั
(9) ไม่ทจุ ริต คดั ลอก หรือให้ผ้อู ่ืนคดั ลอกคำตอบ โดยเด็ดขาด
(10) ปฏบิ ตั ิตนสุภาพ ไม่พดู คยุ กบั ผ้อู ื่นในขณะสอบโดยไมไ่ ดร้ ับอนญุ าต
(11) ไมอ่ อกจากห้องสอบก่อนเวลากำหนด
(12) เม่ือส่งข้อสอบและออกจากห้องสอบแลว้ ไม่ส่งเสียง หรอื ทำกรยิ ารบกวนผ้อู น่ื
ขอ้ 14 การรว่ มกิจกรรมของทางโรงเรียน
ในการจดั การศึกษาของทางโรงเรยี นน้ัน จำเปน็ ตอ้ งจัดใหม้ กี ิจกรรมต่าง ๆ ทงั้ ในและนอก
หลกั สูตร เพอื่ สง่ เสรมิ ให้นักเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์ที่เปน็ ประโยชน์ ดงั นนั้ เม่ือโรงเรียนกำหนดหรือ
แจง้ ใหน้ กั เรียนเขา้ รว่ มกิจกรรมใด ๆ กต็ าม นกั เรยี นตอ้ งเขา้ ร่วมกจิ กรรมอย่างตง้ั ใจ ตามวนั เวลา และสถานที่ท่ี
จดั กิจกรรมน้ันอยา่ งเคร่งครัด ยกเว้นมีเหตจุ ำเปน็ ให้นำผู้ปกครองมาขออนุญาตกอ่ นเสมอ
ข้อ 15 การขออนญุ าตออกนอกบรเิ วณโรงเรียน
เมื่อนกั เรียนมีความจำเป็นต้องออกนอกบริเวณโรงเรียน ใหน้ ักเรยี นปฏิบตั ติ ามระเบยี บ และ
ข้นั ตอนวิธีการ ท่ีโรงเรียนกำหนดให้อย่างเคร่งครดั ดังนี้
(1) มีผู้ปกครองมาเปน็ ผขู้ อรับนักเรียนออกนอกบริเวณโรงเรียน

93

(2) มีครทู ี่ปรกึ ษา หรือครปู ระจำวชิ าเปน็ ผ้รู ับรองวา่ มเี หตผุ ลความจำเปน็ ต้องออกนอกบริเวณ
โรงเรียนการขออนุญาตออกนอกบริเวณโรงเรียนต้องปฏิบัตติ ามข้ันตอนดงั นี้

2.1 นักเรยี นตดิ ตอ่ รบั ใบอนญุ าตออกนอกบรเิ วณโรงเรยี นทหี่ ้องกิจการนักเรยี น
2.2 นกั เรียนบันทกึ เหตผุ ลความจำเป็นท่ีจะต้องออกนอกบริเวณโรงเรยี นโดยให้ครูท่ีปรึกษา
หรือครูประจำวชิ าเปน็ ผู้รบั รอง
2.3 นักเรียนนำใบอนุญาตออกนอกบริเวณโรงเรียนยื่นที่ห้องกิจการนักเรียน พร้อมบัตร
ประจำตวั นักเรยี น หรอื บัตรประจำตวั ประชาชนเพือ่ เป็นหลักฐาน
2.4 ให้คณะกรรมการฝ่ายบริหารงานกิจการนักเรียนเป็นผู้อนุญาต และให้นักเรียนบันทึก
ขอ้ มูลลงในสมุดบนั ทึกขอออกนอกบรเิ วณโรงเรียน
2.5 คณะกรรมการฝ่ายบริหารงานกิจการนักเรียนมอบบัตรอนุญาตให้นักเรียนพกติดตัวไป
ดว้ ยในขณะทน่ี ักเรยี นออกนอกบรเิ วณโรงเรียน
2.6 เมื่อนักเรียนกลับเข้ามาในโรงเรียนแล้วให้นักเรียนนำบัตรอนุญาตออกนอกบริเวณ
โรงเรียนมารายงานตวั ทห่ี อ้ งกจิ การนกั เรยี นพร้อมคืนบัตรใหแ้ กผ่ ู้อนญุ าต
2.7 ผู้อนุญาตรับบัตรคืนและบันทึกข้อมูลการกลับมาของนักเรียน พร้อมคืนบัตรประจำตัว
นกั เรียน หรือบตั รประจำตวั ประชาชนท่ีนกั เรียนใหไ้ ว้เป็นหลกั ฐาน
ข้อ 16 การใชย้ านพาหนะในโรงเรียน
(1) ห้ามนักเรียนนำรถยนต์มาโรงเรยี น
(2) ห้ามนักเรียนขับขี่รถจักรยานยนต์ จักรยาน หรือพาหนะใด ๆ บริเวณโรงเรียน โดยไม่ได้
รับอนญุ าตในวันและเวลาราชการ
(3) นกั เรียนขบั ข่ีจักรยานยนตจ์ ะตอ้ งสวมหมวกกนั นอ็ คทุกคน
(4) เมื่อมาถึงประตูโรงเรียนให้นักเรียนหยุดรถ แล้วจูงรถจักรยานยนต์ จักรยาน ทำความ
เคารพครเู วรประจำวนั จากนนั้ นำรถไปจอดท่ีโรงจอดรถพรอ้ มลอ็ กรถ หรือใส่กุลแจเพ่อื ความปลอดภัยทกุ คร้ัง
(5) นักเรียนที่โดยสารมากับรถยนต์รับส่งนักเรียน หรือผู้ปกครองมาส่งให้ลงที่หน้าโรงเรียน
แล้วเดินเป็นแถวเข้าโรงเรียน ทำความเคารพครูเวรประจำวันและเดินแถวเข้าโรงเรียนอย่างเป็นระเบียบ
เรยี บร้อย สำหรับการข้นึ รถกลบั บ้านหลงั เลิกเรยี นให้นักเรยี นข้นึ ตามจดุ ทโ่ี รงเรียนกำหนดเทา่ น้นั
ข้อ 17 ประกาศนี้ ถือเป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนอยู่ปฏิบัติตนได้ถูกต้องและได้รับความปลอดภัย
หากนักเรียนคนใดฝ่าฝืนหรือจงใจไม่ปฏิบัติตาม ถือว่ากระทำผิดระเบียบ จะถูกลงโทษตามระเบียบโรงเรียน
ปรางค์กู่ วา่ ด้วยการพัฒนาพฤติกรรมนักเรยี นของโรงเรียนปรางค์กู่

หมวดท่ี 3
วา่ ด้วยเครือ่ งแบบและการแต่งกายของนักเรยี น
ข้อ 19 เครอ่ื งแบบการแต่งกายของนักเรียนระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
1. เคร่ืองแบบนักเรยี นชาย
1.1 เสอ้ื เชติ้ แบบคอต้งั ผ้าขาวเกล้ียงเรยี บ ไมเ่ ป็นผ้าเน้ือบาง ผ่าอกตลอดมีสาบทหี่ น้าอก
ใชก้ ระดมุ สีขาวกลมเส้นผา่ ศนู ย์กลาง 1 เซนติเมตร แขนสัน้ เพียงข้อศอกมกี ระเป๋าขนาดกว้าง 8-12 เซนตเิ มตร
พอเหมาะกบั ขนาดเสื้อ ดา้ นหลงั ไมม่ ีจีบหรือตะเขบ็ ติดกระดมุ ตง้ั แต่เมด็ ท่ี 2 จากคอลงมา
1.2 กางเกง ผ้าสีกากีแบบสุภาพ ห้ามใช้ผ้ายีนส์ และผ้าเวสปอยด์ ขาสั้นเพียงเข่า
มีกระเป๋าตามแนวตะเข็บข้างละ 1 กระเป๋ามีจีบหน้า 2 จีบ ไม่มีกระเป๋าหลัง ขนาดกางเกงต้องพอดีตัวไม่เล็ก
หรอื ใหญจ่ นเกินไป เวลาสวมให้คาดเข็มขัดและสวมทับชายเส้ือไว้ในกางเกงให้เรียบรอ้ ย


Click to View FlipBook Version