1การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STADThe Development of Chinese Vocabulary Pronunciation Skills of Grade 4 Students at Anuban Udon Thani School Using Cooperative Learning through the STAD Techniqueพานทอง โยวะมุติPanthong Yowamutบทคัดย่องานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาจีนและแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาจีน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1/E2 และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ สรุปผลการใช้แผน ดังนี้1. ผลการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่านักเรียนกลุ่มเป้าหมายมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแสดงได้ว่า การสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ โดยมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 91.33/82.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 75/752. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 และ 16.40 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนเรื่องการอ่านออกเสียง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01คำสำคัญ : การเรียนแบบร่วมมือเทคนิคSTAD, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, การอ่านออกเสียง
2ABSTRACTThis research aimed to 1) develop Chinese vocabulary pronunciation skills of Grade 4 students using cooperative learning through the Student Teams–Achievement Divisions (STAD) technique with an efficiency criterion of 75/75, and 2) compare the Chinese language learning achievement of Grade 4 students before and after learning through the STAD cooperative learning technique.The target group consisted of 41 Grade 4 students from Anuban Udon Thani School, selected by cluster sampling. The research instruments included Chinese lesson plans designed based on the STAD cooperative learning technique and a Chinese achievement test. Data were analyzed using mean, percentage, standard deviation, E1/E2 efficiency values, and a dependent samples t-test. 1. The development of Chinese vocabulary pronunciation skills through cooperative learning using the STAD technique showed that students’ learning achievement gradually improved throughout the instructional process. This indicated that the lesson plans designed based on the STAD cooperative learning technique effectively enhanced students’ learning achievement. The efficiency of the lesson plans (E1/E2) was 91.33/82.00, which exceeded the predetermined criterion of 75/75. 2. The post-test Chinese learning achievement scores of students taught using the STAD cooperative learning technique were significantly higher than their pre-test scores. The mean scores of the pre-test and post-test were 4.13 and 16.40, respectively. The comparison between pre-test and post-test scores indicated that students’ achievement in Chinese vocabulary pronunciation after learning was significantly higher than before learning at the .01 level of significance.KEYWORDS : Cooperative Learning STAD Technique, Learning Achievement, Pronunciation Skills
3ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาภาษาถือให้เป็นสื่อกลางสำคัญในการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าผู้พูดจะสื่อสารอะไรล้วนต้องใช้ภาษาเป็นสื่อกลางเพื่อใช้สื่อความรู้สึกนึกคิดและความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเพื่อให้การติดต่อสื่อสารนั้นประสบผลสำเร็จ ภาษาจึงเป็นสื่อกลางอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำจำกัดความของภาษาไว้ว่า ภาษาเป็นถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม รวมไปถึงเสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความได้เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารที่สำคัญและเป็นสื่อกลางที่จำเป็นต่อการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคลในสังคม (ชะเอม สังสีแก้ว, 2567: 374)ภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศที่มีความสำคัญตามอิทธิพลทางเศรษฐกิจซึ่งคนทั่วโลกนิยมเรียนรู้ อีกทั้งยังเป็นภาษาหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ การเรียนรู้ภาษาจีนของคนไทยจึงมีความจำเป็นในการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารกับประชากรในประเทศจีนและในประชาคมโลกเพราะภาษาจีนมิใช่สื่อสารกันเพียงภายในประเทศจีนเท่านั้น หากมีผู้นิยมใช้กันทั่วโลก และมีผู้นิยมใช้มากที่สุดด้วย การส่งเสริมให้คนไทยสามารถใช้ภาษาจีนได้ จะส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และการมีสัมพันธไมตรีอันดีกับสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในด้านการค้าและเศรษฐกิจ การร่วมลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ การค้า การบริการและการท่องเที่ยว ระหว่างไทยและจีนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในสถานศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำสาระการเรียนรู้ภาษาจีนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ขึ้นสำหรับให้โรงเรียนใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้การเรียนการสอนภาษาจีนมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และก้าวสู่มาตรฐานอัน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล (กระทรวงศึกษาธิการ, 2556: 1)สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวิชาภาษาจีนและเหตุผลของความจำเป็นในการเรียนวิชาภาษาจีน ดังปรากฏในตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มีมาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นองค์ความรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีน 4 สาระ คือสาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และสาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก (กรมวิชาการ. 2551: 5)
4หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีน ได้กำหนดสาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล และได้กำหนดตัวชี้วัดชั้นปี ป.4/2 อ่านออกเสียงข้อความ นิทานและบทร้อยกรองสั้น ๆ ตามหลักการออกเสียง เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต ซึ่งการอ่านออกเสียงคำศัพท์เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาจีน ในระดับประถมศึกษา เป็นวิชาที่ว่าด้วยแบบแผนของภาษาจีน ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถอ่านพินอินได้และสามารถอ่านคำศัพท์ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง โดยสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้องเนื่องจากปัจจุบันได้พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี มีปัญหาในเรื่องของปัญหาการอ่านออกเสียง โดยเฉพาะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก นักเรียนต้องใช้ความพยายามในการอ่านให้ถูกต้องจึงทำให้เกิดความเครียดหรือความเบื่อหน่าย ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาวิธีการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการอ่านออกเสียงพินอินได้และสามารถอ่านคำศัพท์ได้อย่างคล่องแคล่ว และถูกต้อง ซึ่งมีวิธีการสอนที่หลากหลายวิธีที่จะสามารถส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ เช่น การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นต้นจากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่าการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมีหลากหลายวิธี การเรียนที่จะประสบผลสำเร็จ ผู้วิจัยเห็นว่า รูปแบบการเรียนการสอนที่มีการเรียนแบบร่วมมือ ด้วยเทคนิค STAD (Student Team-Achievement Division) เป็นเทคนิคหนึ่งของรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้ไม่ซับซ้อน และสามารถประยุกต์ใช้สอนกับทุกรายวิชา โดยที่จัดผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ที่มีความสามารถคละกัน มีเพศและเชื้อชาติต่างกัน ทำงานร่วมกัน และอภิปรายปัญหาเป็นกลุ่มหรือใช้วิธีการใด ๆ ที่ต้องการจะเรียนรู้เนื้อหาเพื่อเป้าหมายกลุ่มเดียวกัน (Slavin, 1991: 8-9) การสอบแบบ STAD ประกอบไปด้วยกิจกรรมหลัก 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Class presentation) ขั้นที่ 2 ขั้นจัดกลุ่มนักเรียน (Teams) และขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบ (Quizzes) และ สุรศักดิ์ หลาบมาลา (2531: 3–5) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนทุกระดับ โดยนักเรียนที่เก่งมีความเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้งจากการอธิบายให้เพื่อนฟัง ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ขณะที่นักเรียนที่อ่อนสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้นจากการช่วยเหลือภายในกลุ่ม อีกทั้งยังส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกัน การยอมรับซึ่งกันและกัน และพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียน ซึ่งการใช้เทคนิค STAD ช่วยพัฒนาการทางภาษาของนักเรียน โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน และอธิบายเนื้อหาให้เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจด้านคำศัพท์ โครงสร้างภาษา และการสื่อสารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการทำงานร่วมกันยังช่วยเสริมความมั่นใจในการใช้ภาษาและพัฒนาทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
5จากเหตุดังกล่าวผู้วิจัยเล็งเห็นประโยชน์จากการใช้รูปแบบการสอน STAD มาวางพื้นฐานการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยเฉพาะในด้านการสร้างทักษะหรือความชำนาญให้เกิดแก่ผู้เรียน ซึ่งการอ่านออกเสียงถือเป็นกระบวนการทางทักษะการอ่าน ที่สามารถฝึกฝนให้เกิดความชำนาญได้ เพื่อให้ผู้เรียนมีการพัฒนา และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นกว่าเดิม เป็นการพัฒนาทักษะการอ่านและการคิดอีกแนวหนึ่ง รวมไปถึงเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนการสอนวิชาภาษาจีน ตลอดจนนำผลการศึกษาค้นคว้าไปใช้ในการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขข้อบกพร่อง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาจีน ให้เหมาะกับนักเรียนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไปวัตถุประสงค์ของการวิจัย1. เพื่อการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/752. เพื่อปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ก่อนเรียนและหลังเรียนสมมุติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์วิชาภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์วิชาภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75ขอบเขตของการวิจัยทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง รวม 10 ชั่วโมงวิธีดำเนินการวิจัยประชากรและกลุ่มตัวอย่าง1. ประชากรนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 12 ห้อง เฉลี่ยห้องละ 40 คน ประกอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1- ป.4/12 2.กลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 41 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster
6random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของกลุ่มตัวอย่าง และสุ่มเลือกจำนวน 1 ห้องเรียนจากทั้งหมด 12 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบไปด้วย1.เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1.1แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือ เทคนิค STAD วิชาภาษาจีน เรื่อง การอ่านออกเสียงคำศัพท์ จำนวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งหมด 10 ชั่วโมงต่อภาคเรียน2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาจีน เรื่องความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 20 ข้อ 2.2 แบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียง วิชาภาษาจีน เรื่องความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 4 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การประเมิน (Rubric Score) ประเมินทักษะการอ่านออกเสียงที่ใช้วัดในครั้งนี้ 4 ทักษะ จำนวน 1 ฉบับการเก็บรวบรวมข้อมูลการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน เรื่อง การอ่านออกเสียงคำศัพท์ เพื่อนำมาสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้1. ทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ดำเนินการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยผู้วิจัยดำเนินการด้วยตนเองและใช้เวลาในการจัดกิจกรรมรวม 10ชั่วโมง มีรายละเอียด ดังนี้1. การนำเสนอบทเรียน (Class Presentation) โดยการทบทวนพื้นฐานความรู้เดิม จากนั้นครูสอนเนื้อหาใหม่กับนักเรียนกลุ่มใหญ่ทั้งขั้น โดยใช้เทคนิคกรสอบที่เหมาะสมกับเนื้อหา 2. การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มย่อย (Teams) จะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่ม 4-5 คน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะแบ่งแบบคละความสามารถในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันศึกษาเนื้อหา สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในกลุ่ม คนแก่งจะช่วยสอนสมาชิกคนอื่นๆ มีการนับถือตนเองและยอมรับต่อกัน
7 3. การทดสอบ (Quizzes) ทดสอบผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ปรึกษากันในระหว่างทำการทดสอบ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองในการรับความรู้จากผู้สอนและเพื่อนในกลุ่ม 4. คะแนนพัฒนาการรายบุคคล (Individual Improvement Scores) เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนบรรลุวัตถุประสงค์ ครูตรวจผลการสอบของนักเรียน โดยคะแนนที่นักเรียนทำได้ในการทดสอบจะถือเป็นคะแนนรายบุคคล เปรียบเทียบกับคะแนนในการสอบครั้งก่อนเพื่อหาคะแนบพัฒนาการ แล้วนำคะแนนพัฒนากาการรายบุคคลไปเฉลี่ยเป็นคะแนนกลุ่มการตระหนักถึงความสำเร็จของกลุ่ม (Team Recognition) ชมเชย ยกย่อง บุคคลหรือกลุ่มที่มีคะแนนกลุ่มสูงสุด3. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดเดียวกันกับการทดสอบก่อนเรียนการวิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 มีดังนี้ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีจำนวน 41 คนเลขที่คะแนนก่อนเรียน(20)คะแนนที่ได้ในแต่ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนนกระบวนการระหว่างเรียน(60)คะแนนหลังเรียน(20)แผนที่ 1(10)แผนที่ 2(10)แผนที่ 3(10)แผนที่ 4(10)แผนที่ 5(10)แผนที่ 6(10)1 3 9 9 8 9 9 10 54 152 4 9 9 8 9 9 10 54 163 4 9 9 8 9 9 10 54 164 3 9 9 9 9 9 10 55 155 5 9 9 9 9 9 10 55 166 3 8 9 8 9 9 10 53 157 7 10 10 9 9 10 10 58 208 6 9 9 8 9 9 10 54 159 6 9 9 8 9 9 10 54 2010 4 8 9 9 9 9 10 54 16
8เลขที่คะแนนก่อนเรียน(20)คะแนนที่ได้ในแต่ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนนกระบวนการระหว่างเรียน(60)คะแนนหลังเรียน(20)แผนที่ 1(10)แผนที่ 2(10)แผนที่ 3(10)แผนที่ 4(10)แผนที่ 5(10)แผนที่ 6(10)11 2 8 9 9 9 9 10 54 1412 6 10 9 9 10 10 10 58 1913 4 9 9 8 9 9 10 54 1714 4 8 9 9 9 9 10 54 1515 3 8 9 9 9 9 10 54 1416 3 8 9 9 9 9 10 54 1417 4 9 9 9 9 9 10 55 1718 5 9 9 9 9 9 10 55 1719 3 8 9 8 9 9 10 53 1520 6 10 9 9 10 10 10 58 2021 4 9 9 9 9 9 10 55 1722 3 9 9 9 9 9 10 55 1523 4 9 9 8 9 9 10 54 1824 3 9 9 9 9 9 10 55 1625 4 9 9 9 9 9 10 55 1726 5 10 9 9 10 9 10 57 1827 4 9 9 9 9 9 10 55 1728 3 8 9 9 9 9 10 54 1529 5 9 9 8 9 9 10 54 1730 4 9 9 9 9 9 10 55 1631 4 9 9 9 9 9 10 55 1632 5 10 9 9 9 9 10 56 1833 5 9 9 9 9 9 10 55 1534 2 8 9 9 9 9 10 54 1535 3 9 9 9 9 9 10 55 1536 6 10 9 10 10 9 10 58 1937 4 9 9 9 10 9 10 56 1738 4 9 9 9 10 9 10 56 1739 2 8 9 9 9 9 10 54 1540 3 8 9 9 9 9 10 54 16
9เลขที่คะแนนก่อนเรียน(20)คะแนนที่ได้ในแต่ละการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมคะแนนกระบวนการระหว่างเรียน(60)คะแนนหลังเรียน(20)แผนที่ 1(10)แผนที่ 2(10)แผนที่ 3(10)แผนที่ 4(10)แผนที่ 5(10)แผนที่ 6(10)41 5 9 9 9 9 9 10 55 19รวม 124 226 271 260 273 273 300 1644 492ค่าเฉลี่ย 4.13 8.87 9.03 8.67 9.10 9.10 10.00 54.80 16.40S.D. 1.20 0.63 0.18 0.48 0.31 0.31 0.00 1.32 1.73ร้อยละ 20.67 88.67 90.33 86.67 91.00 91.00 100.00 91.33 82.00ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) = 91.33ประสิทธิภาพกระบวนการ (E2) = 82.00จากตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีจำนวน 41 คน พบว่าได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 4.13 คิดเป็นร้อยละ 20.67 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.20 ส่วนคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนเท่ากับ 54.80 คิดเป็นร้อยละ 91.33 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.32 และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 16.40 มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.73 คิดเป็นร้อยละ 82.00 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75 ปรากฏว่ามีผลรวมสูงกว่าเกณฑ์ ซึ่งสามารถสรุปผลการคิดวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ได้ดังตารางต่อไปนี้ตารางที่ 2สรุปผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์ โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี จำนวน 41 คนรายการประเมิน จำนวนนักเรียน (n)คะแนนเฉลี่ย ประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 (E1/E2)คะแนนกระบวนการระหว่างเรียน (E1)41 54.80 91.33คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (E2)41 16.40 82.00จากตารางที่ 2 พบว่าคะแนนจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ (E1) มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 91.33 และคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (E2) มีค่าเฉลี่ยร้อยละ
1082.00 ซึ่งพบว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์ โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี มีค่าเป็น 91.33/82.00 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานตอนที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ก่อนและหลังเรียนตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ก่อนและหลังเรียนนักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ Dก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) ผลต่างคะแนน1 3 15 122 4 16 123 4 16 124 3 15 125 5 16 116 3 15 127 7 20 138 6 15 99 6 20 1410 4 16 1211 2 14 1212 6 19 1313 4 17 1314 4 15 1115 3 14 1116 3 14 1117 4 17 1318 5 17 1219 3 15 1220 6 20 14
11นักเรียนคนที่ คะแนนทดสอบ Dก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) ผลต่างคะแนน21 4 17 1322 3 15 1223 4 18 1424 3 16 1325 4 17 1326 5 18 1327 4 17 1328 3 15 1229 5 17 1230 4 16 1231 4 16 1232 5 18 1333 5 15 1034 2 15 1335 3 15 1236 6 19 1337 4 17 1338 4 17 1339 2 15 1340 3 16 1341 5 19 14รวม 124 492 507?̅ 4.13 16.40 12.37S.D. 1.20 1.73 1.04คะแนนเฉลี่ยร้อยละ20.67 82.00 84.50จากตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์ โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 41 คน ได้คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 คิดเป็นร้อยละ 20.67 โดยมีส่วนเบี่ยงเบน
12มาตรฐานเท่ากับ 1.20 และได้คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 16.40 คิดเป็นร้อยละ 82.00 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.73 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ตามสมมติฐาน ซึ่งสามารถสรุปผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนได้ดังตารางต่อไปนี้ตารางที่ 4 สรุปผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ก่อนเรียนและหลังเรียน (n = 41) การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ S.D. t-test P-valueก่อนเรียนหลังเรียน20204.1316.4020.6782.001.201.734.42 >0.0001** มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01จากตารางที่ 4 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้วิธีการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 และ 16.40คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีนเรื่องการอ่านออกเสียง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01สรุปผลการวิจัย1.วัตถุประสงค์ของการวิจัย1) เพื่อการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/752) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียน2.สมมติฐานของการวิจัย1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์วิชาภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
132) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์วิชาภาษาจีนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 753. ผลการวิจัย ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีมีค่า 91.33/82.00 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยวิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 และ 16.40 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01การอภิปรายผลการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD จากผลการวิจัย ผู้วิจัยได้อภิปรายผลได้ดังนี้1.แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเป็น 91.33/82.00 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน แสดงให้เห็นว่าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ กนกภัณฑ์สอนพูด(2553 : 93-94) ได้พัฒนาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง คำยาก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โดยการจัดการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิคSTAD (Student Teams Achievement Divisions) ประกอบแบบฝึกทักษะโดยมีความมุ่งหมายเพื่อ ดังนี้(1) พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้(3)ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้และ (4) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านใจดีจำนวน 24 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏว่า 1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 82.23/81.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ตั้งไว้2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง คำยาก มีค่าเท่ากับ 0.6939 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่
14เรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มเทคนิค STADประกอบแบบฝึกทักษะ มีความคงทนในการเรียนหลังเรียนไปแล้ว 2 สัปดาห์คิดเป็นร้อยละ 98.19 ของคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ซึ่งไม่แตกต่างกัน 4. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง คำยาก ด้วยการเพิ่มกิจกรรมการสอนซ่อมเสริมให้กับนักเรียนและมีกิจกรรมที่หลากหลายให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะซ้ำ ๆ บ่อยๆ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นปัจจัยที่ทำให้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัทท์โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้เนื่องจากแผนการจัดการเรียนรู้ได้พัฒนาตามขั้นตอนการพัฒนาแผนที่ถูกต้อง โดยเริ่มตั้งแต่การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน กำหนดรูปแบบการจัดการเรียนรู้และออกแบบสื่อที่สอดคล้องกับเนื้อหาอย่างเหมาะสม อีกทั้งได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ มีการปรับปรุงแก้ไข จนส่งผลให้ได้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพด้านเนื้อหาสาระรูปแบบการจัดการเรียนการสอน กิจกรรม ที่สามารถนำไปพัฒนาผู้เรียน สอดคล้องกับสาระในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 และเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เมื่อนำผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนกับหลังเรียนมาเปรียบเทียบกันพบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4.13 และ 16.40 คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการวิเคราะห์ค่า (ttest) แบบไม่อิสระ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยของ สุกัญญา เพชรล้ำ (2553 : 90-91) ได้พัฒนาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยเรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือSTAD (Student Teams Achievement Divisions) ชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีความหมายเพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ STAD มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 เพื่อหาค่าดัชนีของการจัดกิจกรรมารเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เปรียบเทียบคะแนนการทดสอบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อแบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมมือ STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองกุงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิเขต 2 จำนวน 28 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเเบบ STAD ประกอบการใช้แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.56/81.72
15ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6470 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุดสรุปได้ว่า การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD วิชาภาษาจีน เรื่องการอ่านออกเสียงคำศัพท์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานีมีแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยตั้งไว้75/75 เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นกระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางด้านการอ่านออกเสียง และทักษะทางด้านการคิดสร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้เนื้อหาการอ่านออกเสียงที่ผู้เรียนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ยาก ซับซ้อน และคิดหลายขั้นตอนนั้น กลายเป็นเรื่องที่นักเรียนฝึกได้คิดตามกระบวนการขั้นตอนที่ง่ายยิ่งขึ้น จึงกล่าวสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD จะทำให้นักเรียนได้เกิดความเข้าใจง่ายและสนุกกับการเรียนการอ่านอ่านออกเสียงคำศัพท์มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ความสามารถในการเรียนการอ่านออกเสียงคำศัพท์ที่สูงขึ้นเช่นกันข้อเสนอแนะการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่อาจส่งประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและกาทำวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้1.ข้อเสนอแนะทั่วไป 1.1 ครูผู้สอนควรนำการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ไปทดลองใช้กับการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยในเนื้อหาอื่น ๆ และนักเรียนในระดับชั้นอื่นอีกด้วย 1.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ผู้สอนจะต้องเตรียเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับชั้นของผู้เรียน อีกทั้งการจัดการเรียนรู้แต่ละแผนควรกำหนดเวลาให้เหมาะสม 1.3 เนื่องจากนักเรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้นรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนจึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งครูผู้สอนต้องทำการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อที่จะสามารถกระตุ้นและให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนได้อย่างถูกต้อง หากครูไม่สามารถส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนที่มีปัญหาก็จะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่สนใจในการเรียนรู้จะส่งผลกระทบแก่นักเรียนคนที่ตั้งใจเรียน และจะทำให้ชั่วโมงในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ไม่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี2.ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิคSTAD ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีนโดยเลือกเนื้อหาที่เป็นปัญหาในการเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ เช่น การ
16อ่านเชิงวิเคราะห์วรรณกรรมพื้นบ้าน การอ่านเชิงวิจารณ์วรรณคดีไทย โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น 2.2 ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบการสอนระหว่างการใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กับรูปแบบการสอนอื่น ๆ เพื่อนำผลมาปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ 2.3 ควรมีการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ในวิชาภาษาจีน โดยใช้รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเอกสารอ้างอิงกนกภัณฑ์สอนพูด. (2553). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง กับประถมศึกษาปีที่5 โดย การจัดการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะ. (การศึกษาค้นคว้าอิสระ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ. โรงพิมพ์การศาสนากรมศาสนา.กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.ชะเอม สังสีแก้ว. (2562). ปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาทักษะการออกเสียงภาษาจีนสำหรับ นักเรียนและนักศึกษาไทยที่เรียนภาษาจีนเป็นภาษาที่สอง. วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, 6(1),373-382.วัลยา บุญอากาศ. (2556). ผลการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและทักษะการคิดวิเคราะห์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี.สุกัญญา เพชรล้ำ. (2553). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่องการอ่านเชิงวิเคราะห์โดยใช้ แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมมือ STAD ชั้นประถมศึกษาปีที่6 หลักสูตรและการเรียนการสอน : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.สุรศักดิ์หลาบมาลา. (2559). การออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการ สภาการศึกษา. (อัดสำเนา).Slavin, R. E. (1991). Student team learning: A practical guide to cooperative learning (3rd ed.). National Education Association of the United States.