กาญจนบุรี
ดนิ แดน
ประวตั ิศาสตร์
กาญจนบุรีในสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์
สมัยกอ่ นประวตั ิศาสตร์ บนผืนแผ่นดินท่ีเป็นประเทศไทยทุกวันนี้ปรากฏหลักฐานท่ีแสดง
ให้เห็นถึงร่องรอยว่ามีมนุษย์ชาติอาศัยอยู่แล้วต้ังแต่ยุคหินเก่า ยุคหินกลางและยุคหินใหม่ และมี
หลกั ฐานแสดงให้เห็นว่ามนุษยไ์ ดส้ รา้ งสรรคว์ ัฒนธรรมของตนลงในดินแดนนี้ต่อเน่ืองกันมาไม่ขาด
ระยะจนกระทงั่ เข้าสสู่ มยั ประวัตศิ าสตรเ์ มอื่ ประมาณพ.ศ. 1000
ยุคหินเป็นยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการบันทึกเรื่องราวต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร
กาญจนบุรีเป็นดินแดนท่ีมีมนุษย์อาศัยอยู่ต้ังแต่ยุคหิน หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐาน
ต่างๆ เช่น เครือ่ งมอื เครอ่ื งใชท้ แี่ สดงให้เหน็ ถงึ การพฒั นาการของมนุษย์ยุคหิน ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3
ชว่ ง คือ ยุคหินเก่า ยุคหนิ กลาง ยคุ หินใหม่ ยคุ หินเกา่ มีอายุประมาณ 10,000 ปมี าแล้ว มนษุ ย์อยู่
ในสงั คมการลา่ สตั วเ์ พ่อื นา้ มาเป็นอาหาร ไม่มกี ารต้งั ถ่ินฐานทีแ่ น่นอน พบหลักฐานตามถ้าเพิงผา
และท่ีราบริมฝั่งแม่น้าแควน้อยและแควใหญ่ พบเครื่องมือหินกรวดกระเทาะหน้าเดียว กระเทาะ
หยาบพบในเขตต้าบล บ้านเก่า อ้าเภอเมือง, ต้าบลท่าขนุน อ้าเภอทองผาภูมิ, ต้าบลไทรโยค
อ้าเภอไทรโยค, ต้าบลท่ากระดาน อา้ เภอศรสี วัสด์ิ จงั หวดั กาญจนบรุ ียคุ หินกลาง มีอายุประมาณ
10,000-5,000 ปีมนุษย์ในยุคนี้อาศัยกระจัดกระจายอยู่ท่ัวไปตามถ้าใกล้แหล่งน้า พบเคร่ืองมือ
หนิ กระเทาะทม่ี ีความประณีตมากขน้ึ พบเครอื่ งปน้ั ดนิ เผาแบบง่ายมีประเพณกี ารฝังศพ
กาญจนบุรี ดินแดนแหล่งประวัตศิ าสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์
สมยั กอ่ นประวตั ิศาสตร์ บนผืนแผ่นดินท่ีเป็นประเทศไทยทุกวันนี้ปรากฏหลักฐานท่ีแสดง
ให้เห็นถึงร่องรอยว่ามีมนุษย์ชาติอาศัยอยู่แล้วต้ังแต่ยุคหินเก่า ยุคหินกลางและยุคหินใหม่ และมี
หลกั ฐานแสดงใหเ้ ห็นวา่ มนุษย์ได้สรา้ งสรรคว์ ฒั นธรรมของตนลงในดินแดนนี้ต่อเน่ืองกันมาไม่ขาด
ระยะจนกระทงั่ เข้าสูส่ มยั ประวตั ิศาสตร์เม่อื ประมาณพ.ศ. 1000
ยุคหินเป็นยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการบันทึกเร่ืองราวต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร
กาญจนบุรีเป็นดินแดนท่ีมีมนุษย์อาศัยอยู่ตั้งแต่ยุคหิน หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้พบหลักฐาน
ตา่ งๆ เช่น เคร่อื งมอื เครอ่ื งใช้ท่ีแสดงให้เหน็ ถงึ การพัฒนาการของมนุษย์ยุคหิน ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3
ชว่ ง คอื ยคุ หินเกา่ ยุคหนิ กลาง ยคุ หินใหม่ ยคุ หนิ เก่า มอี ายปุ ระมาณ 10,000 ปมี าแล้ว มนษุ ยอ์ ยู่
ในสังคมการล่าสัตว์เพ่อื นา้ มาเป็นอาหาร ไมม่ กี ารต้งั ถนิ่ ฐานทีแ่ น่นอน พบหลักฐานตามถ้าเพิงผา
และที่ราบริมฝ่ังแม่น้าแควน้อยและแควใหญ่ พบเครื่องมือหินกรวดกระเทาะหน้าเดียว กระเทาะ
หยาบพบในเขตต้าบล บ้านเก่า อ้าเภอเมือง, ต้าบลท่าขนุน อ้าเภอทองผาภูมิ, ต้าบลไทรโยค
อา้ เภอไทรโยค, ตา้ บลท่ากระดาน อา้ เภอศรีสวัสด์ิ จงั หวดั กาญจนบรุ ียคุ หนิ กลาง มีอายุประมาณ
10,000-5,000 ปีมนุษย์ในยุคน้ีอาศัยกระจัดกระจายอยู่ท่ัวไปตามถ้าใกล้แหล่งน้า พบเครื่องมือ
หนิ กระเทาะทม่ี คี วามประณตี มากขึ้นพบเคร่อื งปั้นดนิ เผาแบบง่ายมปี ระเพณกี ารฝงั ศพ
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ีในสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์
ขวานหิน
ดร.เอช.อาร์ แวกฮิกเกอเรน ชาวดชั ท์ ได้ตกเป็นเชลยศึกของญี่ปุ่นในสงครามโลกคร้ัง
ที่ 2 เปน็ ชาวตะวนั ตกผู้หนึ่งท่ีถูกญ่ีปุ่นเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายหนองปลาดุก-ด่านพระเจดีย์
สามองค์ทา่ นผู้นีเ้ ปน็ นกั โบราณคดใี นระหว่างทา้ งานสร้างทางรถไฟท่านได้พบเคร่ืองมือหินหลาย
ชิน้ บริเวณสถานีบา้ นเกา่ เมอ่ื สงครามโลกสงบลงทา่ นไดน้ ้าเคร่อื งมือหนิ ทีพ่ บไปตรวจทม่ี หาลัยฮาร์
วาดประเทศสหรัฐอเมรกิ า ปรากฏว่าเคร่ืองมอื หนิ ดังกลา่ วเป็นเคร่ืองมือหินกะเทาะชนิดที่เรียกว่า
เครื่องสับตัดทา้ จากหินกรวดกระเทาะหนา้ เดยี วเป็นเครื่องมือหินในยุคหินเก่าตอนต้นเครื่องมือหิน
เกา่ ทท่ี า่ นพบในครั้งนั้นรวม 6 ชน้ิ และไดต้ ้งั ช่ือว่ากลุม่ เคร่ืองมือหนิ แควน้อย แต่นักโบราณคดบี าง
ท่านเรียกว่ากลุ่มเครื่องมือหินบ้านเก่าเพราะพบที่บ้านเก่าและปรากฏว่าในการพิมพ์แผนที่ทาง
โบราณคดีซ่ึงจัดพิมพ์ในประเทศเยอรมนีใน พ.ศ. 2497 ได้ก้าหนดให้บ้านเก่าเป็นแหล่ง
โบราณคดีท่สี ้าคญั ที่สุดแหง่ หน่งึ ของโลก
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวตั ิศาสตร์
กาญจนบุรใี นสมยั กอ่ นประวัตศิ าสตร์
ขวานหนิ
ท้ังนี้ยังปรากฏว่ามีร่องรอยของมนุษย์ยุคหินใหม่อยู่ถึง 33 จังหวัดในขณะน้ีโดยกระจายอยู่ท่ัว
ทกุ ภาคของประเทศลองลอยดังกล่าวนี้ได้แก่เคร่ืองมือหินในยุคหินใหม่ที่เรียกกันว่าขวานฟ้าน้ัน
ได้พบในเขตจังหวัดต่างๆตามจ้านวนท่ีกล่าวแล้วจากโครงกระดูกของมนุษย์ยุคหินใหม่ที่พบ
ต้าแหน่งต่างๆในประเทศไทยพบว่ามกี ารฝงั ศพของคนในยคุ หนิ ใหม่ไม่แตกต่างจากยุคหินกลาง
มากนักแต่ยังไม่มีการใช้โลงศพและนิยมฝังเคร่ืองมือเครื่องใช้ส่วนตัวลงไปด้วยหน่ึงในน้ันคือ
ขวานหินเคร่ืองมือหินท่ีจัดว่าเด็ดมากท่ีสุดในยุคนี้คือขวานหินขัดหรือที่เรียกกันว่าขวานฟ้าทั้งน้ี
เพราะคนไทยในปจั จบุ ันของประเทศไทยมคี วามเช่อื ว่าความเหน็ ดังกล่าวตกลงมาจากฟ้าพร้อม
กบั ฟ้าผา่ และมคี วามเช่อื วา่ สามารถรักษาโรคได้
ลักษณะขวานหินที่สังเกตได้จากบ้านเก่าเป็นหินธรรมชาติ รูปทรงขวานหินแต่ละด้าน
จะมีความคม เป็นแนวกระเทาะแตกๆพื้นผิวจะมีความเว้า ท่ีท้าจากสีหินธรรมชาติ หินท่ีพบใน
กาญจนบรุ ี 1.หนิ ทัพฟ์ 2.หินทราย 3.หินเชิร์ต เป็นต้น หินที่พบในส่วนมากท้ามาจากขวานหิน
ในกาญจนบุรี เช่น หินตะกอน เป็นหินสีด้า ท่ีน้ามาขัดได้ ท่ีมีลักษณะแข็งและคมพร้อมส้าหรับ
การท้างาน คนสมยั จะใช้ขวานหินเป็นเครอ่ื งมอื เครือ่ งใช้ ในการล่าสัตวเ์ ป็นต้น
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหลง่ ประวตั ิศาสตร์
กาญจนบรุ ีในสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์
ภาพเขียนสี (ถา้ ผาแดง)
ภาพเขยี นสี (ถา้ ผาแดง) ลักษณะทางกายภาพคือ มี ชานกว้าง 3 เมตร สูง 60
เมตร วาดเป็นรูปคนและสัตว์ การวาดเป็นการวาดแบบธรรมชาติไม่มีการเตรียมพื้นผิว
ก่อนวาด สีท่ีปรากฏเป็นสีน้าตาลปนแดงสันนิฐานว่าอาจจะใช้ดินผสมกับน้าในการวาด
เพราะในยุคนั้นมีความเช่ือว่า ผงดินสีแดงแทนเลือดและเนื้อของมนุษย์ น่าจะเป็นผลงานท่ี
สรา้ งขึ้นเพื่อพยายามเล่าเรื่องเหตุการณ์หรือพิธีกรรมแห่งความอุดมสมบูรณ์ เคารพบูชา
ในส่ิงที่มีความเชื่อร่วมกัน แสดงให้เห็นว่าชุมชนท่ีวาดภาพเหล่าน้ีคงมีชีวิตอยู่ด้วยการล่า
สตั ว์ และท้าการเกษตรกรรม เพราะภาพท่ีพบประกอบไปด้วยสัตว์ต่างๆเช่น เลียงผา ไก่
ววั เสือ และภาพบุคคล และมีการเคลื่อนไหวร่างกายต่างๆเช่นการยกแขนยกขามีการใส่
เครือ่ งประดับตา่ งๆและถือวตั ถุบางอยา่ งสันนิฐานว่าอาจจะเป็นเคร่ืองดนตรี อาจใช้สถานท่ี
ถา้ ผาแดงนีอ้ าจบอกเร่ืองราวทีเ่ คยเกดิ ขนึ้ ในบรเิ วรน้ัน
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหลง่ ประวตั ิศาสตร์
กาญจนบุรีในสมัยกอ่ นประวัตศิ าสตร์
ภาพเขียนสี (ถา้ ผาแดง)
มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์จะตั้งหลักแหล่งอยู่ใกล้ล้าน้าและท่ีราบลุ่มเชิงเขาและ
ภาพเขียนสีท่ีพบที่ถ้าผาแดงจะมีประธาน(ภาพท่ีใหญ่ที่สุด)แตกต่างกันซึ่งเป็นผลมาจาก
การเขยี นในระยะเวลาท่แี ตกต่างกันหรือแต่ละกลุม่ เขยี นขนึ้ มาภายหลัง
วัตถปุ ระสงค์ท่ีเขียน สันนิษฐานได้ว่า เป็นการเขียนท่ีแสดงถึงพิธีกรรมในการขอ
ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ให้ช่วยให้อาหารอุดมสมบูรณ์ และการขอฝนความเชื่อของคนในพื้นที่มีความ
เช่อื ว่าท่ตี ้องเขียนบนหน้าผาสงู เพราะเทวดาจะมองมาจากบนฟา้ และเห็นส่งิ ทีเ่ ขยี นได้ง่าย
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบุรใี นสมัยก่อนประวัติศาสตร์
โลงศพไมโ้ บราณ
ส้าหรับแบบแผนของวัฒนธรรมโลงไม้ท่ีพบในจังหวัดกาญจนบุรีนั้นไม่ทราบ
แน่ชัดว่าเป็นอย่างไร แต่มักจะพบภายในถ้า โลงจะวางในต้าแหน่งที่เป็นคูหาช้ันใน
ส่วนที่มืด เช่นถ้าเรือ ถ้าองบะ เป็นต้น แต่ก็มีกรณียกเว้นคือถ้าอาบยาซ่ึงเป็นพ้ืนท่ี
ค่อนข้างจะสว่างและโล่ง และโลงไม้ส่วนใหญ่ท้าจากไม้แดงและไม้ประดู่ ส่วนของหัว
โลงมีการแกะสลักเป็นรูปต่างๆ คล้ายกับรูปสัตว์บ้าง โลงส่วนใหญ่วางอยู่บนพ้ืนหรือ
พาดบนก้อนหิน ไม่ได้วางอยู่บนเสาไม้หรือคาน ถ้าส่วนใหญ่มักจะมีการรบกวนและ
เคล่ือนยา้ ยโลงไม้ ถ้าท่ีเป็นสุสานไม่มีความซับซ้อนหรือเข้ายากเหมือนกับท่ีแม่ฮ่องสอน
แหลง่ โบราณคดีทส่ี า้ คญั ในจงั หวัดกาญจนบุรีที่มีการศึกษาอายุของโลงไม้ที่ได้จากการ
กา้ หนดอายโุ ดยวิธคี าร์บอน 14 ประมาณ 230 ปีกอ่ น ถา้ องบะเปน็ แหล่งโบราณคดที ่ี
ส้าคัญที่แสดงถึงพัฒนาการของคนตั้งแต่สมัยโฮโลซีน ตอนต้น-ปลาย (ยุคหินกลาง-
โลหะ)ขดุ คน้ คือ ถ้าองบะ อา้ เภอศรีสวัสดิ์ ซอเรนเซน นกั โบราณคดีชาวเดนมาร์ก
กาญจนบรุ ี ดนิ แดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ีในสมัยทวารวดี
กาญจนบุรีมีความส้าคัญทางประวัติศาสตร์ เน่ืองจากมีสภาพภูมิประเทศที่มีอาณาเขต
ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า เม่ืออารยธรรมจากอินเดียได้แพร่เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณ
ภูมิผ่านการค้าและศาสนา โดยการเดินทางผ่านสู่ดินแดนลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาทางบก โดยพ่อค้า
อินเดียมีการเดินทางจากพม่าและเดินทางเข้าสูป่ ระเทศไทยผ่านเส้นทางด่านพระเจดีย์สามองค์มา
ตามลา้ น้าแควน้อยตดั เขา้ สู่ลา้ น้าแควใหญแ่ ละลงส่ลู ้าน้าแมก่ ลองตามล้าดับ หลักฐานท่ีชาวอินเดีย
น้าเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทย คือ ศาสนาพุทธและพราหมณ์ โดยเฉพาะพระพุทธรูปศิลปะใน
สมัยคปุ ตะและหลังคุปตะ เปน็ ต้น
หลกั ฐานสมัยทวารวดีที่พบในกาญจนบุรี คือ โบราณสถานพงตึก สันนิษฐานว่า เป็น
ท่ีต้ังของเมืองท่าสมัยทวารวดีโบราณสถานพงตึกอยู่บนฝ่ังแม่น้าแม่กลองตรงข้ามกับบ้านท่าหว้า
อยู่ในเขตต้าบลพงตึก บริเวณซากโบราณสถานได้ขุดพบโบราณวัตถุมากมาย เช่น พระพุทธรูป
ในแบบศิลปะทวารวดี พระพิมพ์ ลวดลายปูนปั้น ระฆังหิน ถ้วยชามดินเผา พระพุทธรูปศิลปะ
อมราวดี เทวรูปพระนารายณ์ส่ีกร ขุดพบที่โบราณสถานพงตึก วัตถุต่างๆท่ีค้นพบปัจจุบันเก็บ
รักษาไวท้ พี่ ิพธิ ภัณฑ์สถานแหง่ ชาติพระนคร สนั นษิ ฐานไดว้ า่ แต่เดิมพงตึกเคยเป็นเมืองโบราณท่ี
ใหญ่โตเมืองหน่ึง เพราะมีซากสิ่งก่อสร้างหักพังปรากฏให้เห็นโดยท่ัวไป มีอายุรุ่นเดียวกับเมือง
นครปฐม เนื่องจากโบราณวตั ถุท่ีขดุ พบมอี ายสุ มัยเดียวกนั กบั ทขี่ ุดพบที่เมืองนครปฐม นอกจากนี้ยงั
พบโบราณวตั ถสุ า้ คัญทแี่ ปลกไปจากที่เคยพบ คอื พระพุทธรปู ฝมี อื ช่างอมราวดี ทา้ ดว้ ยส้ารดิ
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมยั ทวารวดี
จากหลกั ฐานตา่ งๆแสดงให้เหน็ ว่า เมอื งนเ้ี ดมิ อาจจะเปน็ ชุมชนทางระหวา่ งเมอื งเพชรบรุ ี
ราชบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี เพราะพิจารณาตามสภาพภูมิประเทศแล้วพบว่า พงตึกตั้งอยู่
กึ่งกลางพอดี และเดิมทีจะมีน้าไหลผ่านติดต่อเมืองอู่ทอง และเมืองนครปฐม ล้าน้าเดิมวกไปทาง
เหนือบ้านท่าหว้าไปประมาณ 500 เมตร ไหลผ่านไปตามทางปัจจุบัน เรียกว่า คลองยาง และ
คลองบางตาล ไปออกทะเล ที่บ้านปากน้า อ้าเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ต่อมากระแสน้า
เปลยี่ นเส้นทางใหม่ ท้าให้ล้านา้ เดมิ ตื้นเขนิ ไป ผคู้ นจึงอพยพท้งิ ให้พงตกึ เปน็ เมืองร้างในท่สี ุด
กาญจนบุรี ดินแดนแหลง่ ประวตั ศิ าสตร์
กาญจนบุรีในสมัยทวารวดี
เทวรูปพระนารายณส์ ก่ี ร
เทวรูปพระนารายณ์สี่กรขุดพบที่ต้าบลพงตึก ท้าจากเนื้อศิลา ลักษณะท่ีขุดพบ
ทรงสังข์ จักร ธรณีหรือดอกบัว คทา ตามแบบอินเดีย แต่เดิมเทวรูปมีการสลักดูได้
รอบด้านแต่แตกหักเป็นช้ินๆจึงได้ก่อซิเมนต์เป็นแผ่นหลังขึ้นมา แต่เทวรูปที่ขุดพบมี
ความแปลกใหม่ ไม่เหมอื นทอี่ น่ื คอื ทรงเกตบุ ัวตมู ส่วนใหญท่ ่ีขดุ พบมีลักษณะทรงเกตุ
รปู หมอ้ ตาล พระนารายณ์ ส่ีกรเป็นเทพตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู
มีฤทธิ์เดช อ้านาจ เป็นเทพท่ีกลับชาติมาเกิดมาจากสวรรค์ ทรงอวตาลลงมาเพื่อ
ปราบคนชว่ั
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวัตศิ าสตร์
กาญจนบุรใี นสมยั ทวารวดี
โบราณสถานพงตกึ แหง่ ที่ 1
โบราณสถานพงตึก เป็นโบราณสถานสมัยทวารวดีได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะ
อนิ เดยี แบบคปุ ตะทา้ จากอฐิ และศิลาแลง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 โบราณสถาน
แห่งนี้ต้ังอยู่บนเส้นทางคมนาคม และการเผยแผ่ศาสนาส้าคัญบนเส้นทางจากประเทศ
อนิ เดีย โดยเปน็ เมืองท่าท่ีใชต้ ดิ ต่อค้าขาย สาเหตุที่เมืองนี้ถูกทิ้งร้าง เพราะแม่น้าเปลี่ยน
ทางเดิน ซึ่งมีผลท้าให้ตัวเมืองบางส่วนถูกท้าลาย และท้าให้เส้นทางการเดินของแม่น้า
เปล่ียนไปด้วยส่ิงที่ถูกค้นพบท่ีโบราณสถานพงตึก ได้แก่ พระนารายณ์ส่ีกร ถูกค้นพบ
ในบริเวณผนงั ก้นั น้าซ่ึงปจั จุบนั ได้กลายเปน็ ถนนไปแล้ว
กาญจนบุรี ดินแดนแหล่งประวัตศิ าสตร์
กาญจนบุรใี นสมัยทวารวดี
ลวดลายปนู ปน้ั
ลวดลายปูนปั้นท้ามาจากปูนผสมทราย ช่างในสมัยก่อนนั้นนิยมสร้างหรือปั้นรูป
ต่างๆ ตามจินตนาการหรือความเช่ือของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปคน สัตว์ ดอกไม้หรือ
เทวดา สว่ นลายปูนปนั้ ที่ค้นพบที่พงตกึ นัน้ ภาพแรกมีลกั ษณะคลา้ ยกลีบดอกไม้ผิวเรียบสี
ขาวสว่ นภาพที่สองเป็นลวดลายปูนปั้นลักษณะคล้ายคน โดยแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรก
คือ ส่วนศีรษะมีลักษณะหัวกลม คิ้วต่อตรง ปากเบะและจมูกใหญ่ ผิวเรียบ ส่วนที่สอง
คือส่วนตัว มีลักษณะอ้วนท้วนดูอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันลวดลายปูนป้ันลักษณะคนทั้งสอง
สว่ นถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดดงสัก และลวดลายปูนปั้นยังปั้นไว้เพื่อน้ามาประดับ
ตกแต่ง และเปน็ สถาปัตยกรรม
กาญจนบุรี ดินแดนแหล่งประวัตศิ าสตร์
กาญจนบุรีในสมัยละโว้
เมืองละโว้หรือลพบุรีในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน หลักฐานที่เช่ือถือ
ได้มาจาก ต้านานพระนางจามเทวี ประมาณช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 ค้าหรือชื่อเรียกของ
เมอื งละโว้มีหลายชือ่ แตเ่ หน็ บอ่ ยทส่ี ุดในประวตั ศิ าสตรค์ ือ กัมโพช นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า
กมั โพชนคร ใช้เรียกเมอื งละโว้นั้น เร่ิมต้ังกันมาเม่ือสมัยพระเจ้าชัยวรมันท่ี 7 และมีความส้าคัญ
ในดา้ นการเป็นศนู ยก์ ลางเจรญิ ทางพระพทุ ธศาสนา
กาญจนบุรีได้มีการค้นพบโบราณสถานที่เรียกว่า ปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งสันนิษฐานว่า
สรา้ งข้นึ ชว่ งประมาณ พ.ศ. 1700-1750 หลักฐานส่วนมากจะพบที่ปราสาทเมืองสิงห์ ซ่ึงตั้งอยู่ริม
ฝั่งซ้ายมือของล้าน้าแควน้อยในเขตบ้านท่ากินเลน ต้าบลสิงห์ อ้าเภอไทรโยค ลักษณะผังเมือง
เปน็ รูปส่เี หล่ยี ม
กาญจนบุรี ดนิ แดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ีในสมยั ละโว้
มีคูก้าแพงล้อมรอบ บางด้านมีคันคูสามชั้นบ้างห้าช้ันบ้างถึงเจ็ดช้ันก็ยังมีและ
ในตอนกลางเมืองมีศาสนาต้ังอยู่เป็นปราสาทแบบขอม ก่อด้วยศิลาแลง
ลักษณะศลิ ปกรรมเป็นแบบทไ่ี ดร้ บั อิทธิพลศลิ ปะแบบบายน ในรัชสมัยของพระ
เจ้าชัยวรมันที่ 7 มีการค้นพบหลักฐานชิ้นส้าคัญ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเต
ศวรเปล่งรัศมี พระนางปรัชญาปารมิตา พระพุทธรูปปางนาคปรก เมือง
กลอนโด และ เมอื งครฑุ เปน็ ต้น
แม้จะพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรละโว้ใน
จังหวัดกาญจนบรุ คี ่อนข้างน้อย หลกั ฐานทพ่ี บทา้ ให้เห็นอาณาจักรละโว้ได้แผ่
อทิ ธิพลมาถึงภาคตะวนั ตก ซง่ึ จะพบหลักฐานสว่ นมากที่ปราสาทเมืองสิงห์
กาญจนบุรี ดินแดนแหลง่ ประวัตศิ าสตร์
กาญจนบรุ ีในสมัยละโว้
พระพุทธรปู ปางนาคปรก
พระพทุ ธรูปปางนาคปรก ส่วนใหญ่มีสภาพช้ารุดเห็นรายละเอยี ดไม่ชัดแต่
ยังพอระบุได้ว่ามีลักษณะศิลปะเขมร อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 18 บางองค์มี
ลักษณะท้องถ่ินปะปน ลักษณะของพระพุทธรูปกลุ่มน้ีจะมีพระพักตร์ยิ้ม แสดงความ
เมตตากรุณา พระพุทธรูปปางนาคปรก มีพระธุดงค์มาปักกลด และชวนสร้างวัด
และมีคนเข้าฝันบอกให้ขุดพระที่ฝังอยู่ในโบสถ์ และชาวบ้านได้ช่วยกันขุดน้าพระขึ้น
และวัดไดเ้ ริ่มสร้างและน้าพระพุทธรปู ปางนาคปรกขน้ึ มา พ.ศ 2527
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ีในสมยั อยธุ ยา
อาณาจักรอยุธยาก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 1 ซ่ึงอาณาจักรมีความ
เจริญรุ่งเรืองทางการเมืองการปกครองรวมท้ังศิลปวัฒนธรรมซึ่งคงความเจริญอยู่ยาวนานถึง
417 ปี มีพระมหากษัตรยิ ์ทั้งสิน้ 33 พระองค์ จนกระทงั่ เสยี อิสรภาพแก่พม่าในยคุ สมยั สมเดจ็ พระ
เจ้าเอกทัศและเปน็ รัชกาลสดุ ทา้ ยแห่งอาณาจักรกรงุ ศรอี ยุธยา
ในสมัยอยุธยาเมืองกาญจนบุรี ตั้งอยู่ท่ีบ้านท่าเสาบนฝั่งซ้ายของแม่น้าแควใหญ่มีล้า
ตะเพินอยู่ทางด้านทิศเหนือและมีเขตชายแดนติดกับพม่า มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นก้ันเขตแดน
ระหว่างไทยและพม่า โดยมีเส้นทางท่ีเรียกว่าด่านอยู่ 2 แห่ง คือ ด่านพระเจดีย์สามองค์อยู่
ชายแดนอ้าเภอสังขละบุรีกับด่านบ้องตี้ ซ่ึงอยู่ชายแดนอ้าเภอไทรโยค จึงมีความเป็นไปได้ว่าเม่ือ
พมา่ มารบไทยที่หมายจะเข้าตีกรุงศรีอยุธยาซ่ึงเป็นเมืองหลวง ทัพพม่าจะต้องผ่านด่านพระเจดีย์
สามองคใ์ นเมอื งกาญจนบุรีเน่ืองจากเป็นเส้นทางท่ีใกล้และสะดวกท่ีสุด ดังนั้น การท้าสงครามกับ
พม่าเกอื บจะทุกครงั้ เมืองกาญจนบรุ ีจะตอ้ งเป็นท่ีรับศึกหรอื เส้นทางผ่านท้าให้พบหลักฐานร่องรอย
ทางประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาอยู่มาก เช่น เจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์ อ้าเภอพนมทวน ซ่ึง
สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนเพ่ือเป็นอนุสรณ์สถานในสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวร
มหาราชกับพระมหาอปุ ราชาทงั้ ยงั พบราชคชานุสรณ์หรืออาวุธสงครามในบรเิ วณนน้ั อกี ด้วย
จากหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุท่ีพบ ในจังหวัดกาญจนบุรีสะท้อนให้เห็น
วา่ กาญจนบรุ ีเป็นเมอื งสา้ คญั ที่สุดเมอื งหนึง่ ในทางยุทธศาสตร์ในสมยั อยธุ ยา เน่ืองจากกาญจนบุรี
เป็นพ้ืนท่ีสมรภมู ิและเป็นเสน้ ทางการเดินทัพท่ีส้าคัญของอาณาจักรอยุธยาและพม่าจนกระท่ังเสีย
กรงุ คร้งั ที่ 2 ในปี พ.ศ.2310
กาญจนบรุ ี ดนิ แดนแหลง่ ประวตั ศิ าสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมยั อยุธยา
เจดยี ์ยุทธหตั ถี
ลกั ษณะเปน็ เจดียท์ รงกลมสงู ประมาณ 7 เมตร เช่ือว่าสร้างข้ึนเพ่ือเป็นอนุสรณ์
ในสงคราม ยุทธหตั ถรี ะหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชา มีรูปแบบ
ศิลปกรรมแบบอยธุ ยา
กาญจนบุรี ดนิ แดนแหลง่ ประวตั ศิ าสตร์
กาญจนบรุ ีในสมัยอยธุ ยา
พระปรางคว์ ัดขุนแผน
พระปรางค์วัดขุนแผน สันนิษฐานว่า สร้างข้ึนในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลาง ราว
พุทธศตวรรษท่ี 21 ในขณะเดียวกนั การสรา้ งพระปรางคเ์ กิดขนึ้ พรอ้ มกบั การเกิดเมือง
กาญจนบรุ เี ก่า ซงึ่ เป็นศนู ยก์ ลางของชุมชนจงั หวดั กาญจนบรุ ีเชื่อกนั ว่าขนุ แผนเป็นคน
สรา้ งแตถ่ กู พมา่ เผาไป จงึ มีการยา้ ยเมอื งหลวงไปอยทู่ ่ีปากแพรก จงึ ทาใหเ้ กิดอนสุ าวรยี ์
ของรชั กาลที่ 3 ตงั้ อยทู่ ่ศี าลหลกั เมือง
กาญจนบุรี ดินแดนแหลง่ ประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมยั อยธุ ยา
วดั เขารักษ์
พระปรางค์มีลักษณะคล้ายฝักข้าวโพดอยู่บนยอดเขาสร้างในกรุงศรีอยุธยา
ตอนต้นถือเป็นที่แรกในประเทศไทยที่มีพระปรางค์อยู่บนยอดเขาโดยตานานเล่าว่าสร้าง
ขึน้ เพอ่ื อนสุ รณส์ ถานแห่งความกลา้ หาญและเสียสละของชาวบา้ นลูกสาวเศรษฐีที่สู้รบเอา
ชีวิตเข้าแรกเพ่ือปกป้องหมู่บ้านจากพมา่
กาญจนบุรี ดินแดนแหลง่ ประวตั ศิ าสตร์
กาญจนบรุ ีในสมัยอยธุ ยา
วดั สระลงเรอื
เจดีย์ทรงระฆังเป็นของโบราณในสมัยอยุธยามีมา 200 กว่าปี ก่ออิฐถือปูนมี
เจดีย์ 2 องคอ์ ยู่ค่กู บั หลวงพอ่ ดา ซึง่ ไม่มีการซอ่ มแซมหรอื ปรบั เปลยี่ นรปู ทรงของเจดีย์แต่
อย่างใด
กาญจนบรุ ี ดนิ แดนแหล่งประวัตศิ าสตร์
กาญจนบุรีในสมัยอยธุ ยา
ใบเสมาวดั ทงุ่ ลาดหญา้
ใบเสมาทามาจากหินทราย เป็นประติมากรรมหินสลักมีลักษณะคล้ายกลีบบัว
ขนาดสูงต้ังแต่ 1 เมตร ไปจนถึง 2 เมตร และหนาประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ใช้ปัก 8
ทศิ 8 ลูก รอบฐานอาคารส่ีเหลี่ยมพื้นผา้ ซ่ึงแสดงขอบเขตสถานทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธข์ิ องศาสนสถาน
เ ป็ น เ ข ต พ ร ะ ร า ชท า น จ า ก ใน ห ล วง เ ป็ นพื้ นท่ี แ ผ่ น ดิ น เ ป็ น สั ญ ลั ก ษณ์ ขอ ง
กระทรวงศกึ ษาธิการ
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหลง่ ประวัตศิ าสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมยั รตั นโกสนิ ทร์
หลงั จากสมเดจ็ เจา้ พระยามหากษตั รยิ ศ์ ึกปราบดาภเิ ษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ใน
ปี พ.ศ.2325 และทรงใช้พระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช และไดย้ า้ ยราชธานจี ากกรงุ ธนบุรขี า้ มแม่น้าเจา้ พระยามายงั ฝ่ังตรงข้าม และ
ทรงตั้งชื่อราชธานีใหม่ว่ากรุงเทพมหานครพร้อมกับการสถาปนาราชวงศ์จักรีข้ึนมา
ถือเป็นการเร่มิ ตน้ ของยคุ รัตนโกสินทร์
กาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนตน้ มคี วามส้าคญั สบื เนือ่ งมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา
โดยเฉพาะในฐานะของการเปน็ เมอื งหน้าด่านส้าคัญทางตะวนั ตกและเป็นเสน้ ทางการ
เดินทัพท่สี ้าคญั ในสงครามไทยรบพมา่ จากเดิมเมอื งกาญจนบุรีต้งั อยทู่ ต่ี ้าบลลาดหญา้
บริเวณเขาชนไกใ่ นปจั จุบัน จากเหตกุ ารณไ์ ทยรบพม่าในอดตี ทา้ ใหเ้ ห็นอยา่ งชดั เจนว่า
เมอื งกาญจนบุรเี ปน็ เมอื งหนา้ ดา่ นปอ้ งกันประเทศชาติทางตะวันตก นอกจากนย้ี ัง
ปรากฏช่ือหมู่บ้านทีเ่ คยเป็นสนามรบ เช่น ปากแพรก หนองขาว ลาดหญา้ ด่านบอ้ งต้ี
เป็นตน้ เหตกุ ารณ์ทส่ี ้าคญั ท่ีบ่งบอกไดช้ ัดเจนว่ากาญจนบรุ ีมีความส้าคัญในสมัย
รตั นโกสินทร์ คอื สงครามเกา้ ทัพ เกดิ ขนึ้ เม่ือ พ.ศ.2328 เปน็ สงครามท่สี ้าคัญอย่างยิ่ง
ระหวา่ งไทยกบั พมา่ และเป็นการรบในพน้ื ที่เมืองกาญจนบุรเี ป็นสงครามคร้งั แรกใน
สมยั รัตนโกสินทร์ เปน็ สงครามทีพ่ มา่ ทมุ่ ก้าลังเข้าตเี มืองไทยทกุ ด้าน และ สงครามทา่
ดนิ แดง เป็นสงครามท่ีเกิดขนึ้ ระหว่างไทยกับพมา่ เป็นตน้
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบุรีในสมยั รตั นโกสนิ ทร์
ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ยา้ ยเมืองมาทีบ่ ริเวณ
ปากแพรก สาเหตทุ ่ยี า้ ยเมืองเพราะปากแพรกมที ตี่ ง้ั เหมาะสมกว่า สมัยพระบาทสมเด็จพระ
นง่ั เกล้าเจา้ อยหู่ ัว ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างป้อมปราการและก้าแพงเมืองด้วยอิฐถือปูน เพื่อ
ปอ้ งกันประเทศอังกฤษ พม่า รามญั และทา้ การคา้ กบั เมืองราชบรุ ี สมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสไทรโยคและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็น
จ้านวน 10 ชั่ง ในการบูรณะโบสถ์เก่าวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ร่วมกับชาวบ้าน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล ประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลก
ครั้งที่ 2 โดยรัฐบาลไทยร่วมลงนามเป็นพันธมิตรกับประเทศญ่ีปุ่น เมืองกาญจนบุรีมีส่วน
เก่ียวข้องในฐานะจุดยุทธศาสตร์ของญ่ีปุ่น เพราะเป็นทางผ่านไปยังพม่าและอินเดียซ่ึงเป็น
อาณานิคมของอังกฤษในขณะน้ันและเป็นสมรภูมิสงครามอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมัย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จพระราชด้าเนินมาเมือง
กาญจนบุรีจ้านวน 10 ครั้ง พระองค์ทรงเสด็จมาวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) เมื่อวันท่ี 26
ตุลาคม พ.ศ.2506 ทรงเยี่ยมราษฎรและปลูกต้นโพธ์ิ รวมท้ังพระราชทานพระนามพระ
ประธานในพระอุโบสถว่า “พระพทุ ธสทุ ธิมงคล” และทรงเจมิ สุหร่ายพระนามพระองค์
กาญจนบรุ ีในสมยั รัตนโกสินทรม์ ีบทบาทในฐานะเมอื งหน้าด่าน และ สมรภูมิรบใน
สงครามต่าง ๆ จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นบทบาทของกาญจนบุรีก็ยังคงมี
ความสา้ คญั สืบตอ่ มาจนถึงปัจจบุ นั
กาญจนบรุ ี ดนิ แดนแหล่งประวตั ศิ าสตร์
กาญจนบุรีในสมยั รัตนโกสินทร์
ภาพจติ กรรมฝาผนัง
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพท่ีเขียนเล่าเรื่องราวพุทธประวัติและชาดก
ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานและสะท้อนวิธีการด้าเนินชีวิตของผู้คนในระยะเวลานั้น
เชอ่ื กันวา่ เปน็ ฝมี ือช่างหลวงและชา่ งพืน้ เมืองในสมัยรัชกาลท่ี 5 ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
แบง่ ออกเปน็ สามสว่ น ส่วนบนเป็นเร่ืองของเทพชุมนุม ส่วนกลางเป็นเรื่องปฐมโพธิกถา
หรือพุทธประวตั ิ สว่ นลา่ งเป็นเรื่องราวเลา่ เร่ืองนรกภูมิ
กาญจนบุรี ดนิ แดนแหลง่ ประวัตศิ าสตร์
กาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์
บา้ นชิ้นป่ินเกลียว
บา้ นช้ินปิ่นเกลียวเป็นเคหสถานที่ส้าคัญ แต่เดิมกาญจนบุรีเก่าต้ังอยู่ท่ี
ท่าเสา และย้ายมาท่ีปากแพรก เมืองกาญจนบุรีในสมัยนั้นเป็นเมืองเศรษฐกิจ เปิด
โอกาสให้บรรดาพ่อค้าเข้ามา ท้าการค้า สะท้อนให้เห็นว่าเมืองกาญจนบุรีเป็นเมืองที่
ร่งุ เรืองเป็นอย่างมากและมคี วามหลากหลายทางเชือ้ ชาติ ที่สา้ คญั คือ ชาวจีน ชาวญวน
และชาวมอญ ลกั ษณะของ บา้ นชิ้นปิ่นเกลียว เปน็ บ้านไม้ชนั้ ครง่ึ มปี ระตบู านเฟ้ียม และ
ช่องลมโค้งเล็กน้อย เป็นลูกกรงเหล็กเหนือประตู หลังคามุงด้วยกระเบ้ืองว่าว เชื่อว่า
ผคู้ นที่มาอาศยั ในบริเวณนั้นเปน็ คนที่มีฐานะ
กาญจนบุรี ดินแดนแหล่งประวัติศาสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมัยรัตนโกสนิ ทร์
เจดยี ์ประธานองค์ใหญ่
เจดีย์ประธานองค์ใหญ่ สร้างข้ึนในปี พ.ศ. 2435 เจดีย์ประกอบด้วย เจดีย์
พระประธานองคใ์ หญ่อยู่ตรงกลาง 1 องค์ และเจดีย์เล็กเป็นเจดีย์บริวารโดยรอบอีก 4
องค์ ตั้งอยู่บริเวณดา้ นข้างพระอโุ บสถหลังเกา่ เอกสารของวดั เทวสังฆาราม ไดก้ ลา่ วไว้
วา่ ในปี พ.ศ. 2500 มกี ารบรรจพุ ระเคร่อื ง 25 พทุ ธศตวรรษของทางราชการ
กาญจนบรุ ี ดินแดนแหล่งประวตั ิศาสตร์
กาญจนบรุ ใี นสมยั รัตนโกสนิ ทร์
หอระฆงั
หอระฆงั สรา้ งขึน้ ในปี พ.ศ. 2435 เปน็ ฝีมือของชาวบา้ นเชอื่ กันวา่ เป็นประเพณี
สืบทอดกันมาเพ่อื บอกยาม และ เวลาในการปฏิบตั ขิ องสงฆ์ หอระฆงั แบง่ ออกเป็น 3 ช้ัน
ลกั ษณะของ หอระฆัง ชน้ั ลา่ งเปน็ เรอื นตัง้ กลอง ชั้นบนเป็นเรือนแขวนระฆัง บนยอดเป็น
ทรงกระโจม ผนังตัวเรือนท้ังสองท้าเป็นซุ้มประตูรูปโค้งกลีบบัว มีรูปแบบคล้ายศิลปะ
ตะวันตก
กาญจนบุรี ดินแดนแหลง่ ประวัตศิ าสตร์
วชิ า การสร้างสรรคแ์ ละผลิตสื่อการศกึ ษา
จดั ท้าโดย
นางสาวสรญั ดา นะวะเยน็
รหสั นกั ศกึ ษา 62121100216
สาขาวชิ าสงั คมศกึ ษา
สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั กาญจนบุรี