คาธา
ปจั จบุ นั โลกของเราเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านการดําเนินชีวิต สังคม เศรษฐกิจ
การเมือง การศึกษา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จําเป็นที่นักเรียนต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการ
เรียนรู้ และกระบวนกรของครู เพ่ือสร้างการเรียนรู้ในช้ันเรียนด้วยตนเองของท้ังนักเรียนและครูร่วมกัน และ
การสร้างทักษะในศตวรราที่ 21 ของนักเรียน การเขียนเป็นอีกทักษะท่ีต้องพัฒนาและสร้างให้เกิดขึ้นกับ
นักเรียน เพือ่ พัฒนาการคิด
การเขียนเพ่ือพัฒนาการคิดสําหรับผู้เรียนในสตวรรษที่21 โดยมูลนิธิ ปัญญาวุฑฒิ และครูรัชนก
ต้ังใจโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย สนับสนุนและจัดทําโดยกองทุนเพ่ือความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) มี
ท้ังหมด 3 ตอน โดยตอนท่ี1การฝึกคดิ เชงิ เหตผุ ลเพ่ือการเขียน ด้วยการเขยี นผงั เหตุผล ตอนที่2 การฝึกหาแก่น
ของปรากฏการณ์สําหรับการเขียน ด้วยผังเหตุผลคิดเชื่อมโยง และตอนที่3 การฝึกเขียนจากปรากฏการณ์ที่
เกิดข้ึนในห้องเรียน โดย การเขียนสะท้อนคิดในชั้นเรียน การฝึกคิดเชิงเหตุผลเพ่ือการเขียน ด้วยการเขียนผัง
เหตุผล อธิบายหลกั การและทฤษฎใี นการจดั การเรยี นในช้นั เรียน และ การเป็นกะบวนกรของครู เพ่ือสร้างการ
เรยี นรู้ด้วยการเขียน
กระบวนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน ด้วย ถามคือสอน สะท้อนคิดคือเรียน เขียนคือคิด ทักษะ
กระบวนกรของครู คอื ฟัง สะท้อน ถาม ถอด สําหรับการจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้ในช้ันเรียน ด้วย “ถาม
คือสอน สะท้อนคิดคือเรียน เขียนคือคิด” ถามคือสอน ถามเพ่ือสร้างพ้ืนท่ีปลอดภัย กล้าแสดงความคิดเห็น
เข้าใจความจริง คําตอบด้วยตนเอง จน”อ้อ” ได้คําตอบ สุดท้าย เปลี่ยน นักเรียนเป็นผู้ถาม ถามการกระตุ้น
ผู้เรียนให้คิด และตอบสนองต่อการเรียนรู้ ประเมินตามสภาพจริง และส่งเสริมให้ครบมิติของการเรียนรู้
สะทอ้ นการคิด ทั้งการพดู และเขียน สะท้อนปรากฎการณ์ในชั้นเรียนก่อนแล้วค่อย ๆ สะท้อนความคิดกลับมา
หาผู้สะท้อน อันเป็นหลักสําคัญอย่างมากของมนุษย์ เขียนคือคิด จะเขียนได้ต้องผ่านการคิดก่อน การฝึกให้
นักเรียนเขียนบันทึก ไปจนถึงเขียนบทความทางวิชาการ ถ้าฝึกบ่อย ๆ จะกลายเป็นพฤติกรรมหลักของการ
เรยี นร้ใู นทกุ ๆ ครงั้
สําหรับทกั ษะกระบวนกรของครู คือ ฟัง สะท้อน ถาม ถอด ครูต้องฟังอย่างใคร่ครวญ ต้ังใจ จริงใจ
เพื่อสร้างพ้ืนท่ีปลอดภัยให้นักเรียน อาจใช้ “จิตตปัญญา”สะท้อนคิด ครูจะต้องเห็นเป้าหมายและสร้าง
เป้าหมายร่วมกันของครูและนักเรียนที่ชัดเจนและเห็นกระบวนการนําไปสู่เป้าหมายของครูและนักเรียนที่
ชัดเจน ถามสรา้ งการเรียนรู้ ถามใหเ้ ปดิ ใจ ถามให้กล้าแสดงความคิดเห็น และถามให้เก่ง เก่งท่ีหาคําตอบ และ
สุดยอดคือถามจนนักเรียนถามตอบ ต้ังคําถามเพ่ือสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง และถอดความรู้ ถอดคือเขียน
เขียนสะท้อนการเรียนรู้หรือเขียนเพื่อส่ือสาร และเขียนความเชื่อมโยงของหลักการ ทฤษฎี ไปสู่การวิเคราะห์
และสังเคราะห์ เขยี นบทความทางวิชาการ
2
หลกั สตู รการเขยี นเพื่อพัฒนาทักษะการคิดในหอ้ งเรยี น
ขอบคุณการเรยี นรู้ใหม่และโอกาสที่มอบใหส้ ร้างการเรยี นรู้ รศ.ดร.สุธีระ ประเสรฐิ สรรพ์ โครงการ
เพาะพันธป์ุ ญั ญา กองทนุ เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มูลนธิ ิปญั ญาวฑุ ฒิ และ โรงเรียนบญุ วาทย์
วทิ ยาลยั
เอกสารฉบับน้ีเปน็ อีกแนวทางหน่ึงในการสร้างการรเรยี นร้ขู องครูและทักษะในศตวรรษท่ี 21 ของ
นักเรยี น รวมถึงการนําไปใช้ในชั้นเรยี น
รัชนก ต้งั ใจ
โรงเรยี นบญุ วาทยว์ ทิ ยาลัย
กรกฎาคม 2563
(เครอื ข่ายมูลนิธปิ ญั ญาวฑุ ฒิ)
3
หลกั สูตรการเขียนเพ่ือพัฒนาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรียน
สารบัญ หนา
1 ทกั ษะกระบวนกร เพอื่ การเรยี นรู 5
ความหมายของกระบวนกรเพื่อการเรียนรู 5
ทักษะการออกแบบ 5
ธรรมชาติของการเรยี นรู 8
10
2. การเขยี นเพ่อื พฒั นาทกั ษะการคิดในหองเรยี น 10
สภาพปญ หา 10
วตั ถปุ ระสงคข องหลกั สตู ร 11
เน้อื หาหลกั สตู ร 19
กจิ กรรมการอบรม 20
สื่อประกอบการอบรม 20
การวัดและประเมนิ ผล 21
การเขียนสือ่ สารปรากฏการณในชัน้ เรยี น การเขียนคือคดิ สอื่ สาร 31
32
ภาคผนวก 33
ภาคผนวก ก 35
ภาคผนวก ข 36
ภาคผนวก ค 38
ภาคผนวก ง
ภาคผนวก จ
4
หลกั สตู รการเขยี นเพือ่ พัฒนาทกั ษะการคดิ ในหอ งเรยี น
ช่ือหลกั สูตร การเขีฝธเพ่ือพัฒธา
ถักผะการคิดใธหอ้ งเรีฝธ
หนว่ ยงานเจา้ ของหลักสตู ร มูลนธิ ิ ปัญญาวุฑฒิ
ถักผะกระบวธกร เพ่ือการเรีฝธรู้
หากว่ากันตามหลักภาษาแล้ว คําว่า “กระบวนกร” คือ คําท่ีเกิดขึ้นจากการผสมกันของศัพท์ต้ังแต่ 2
คําขึน้ ไปมาตอ่ กนั เป็นศพั ทใ์ หม่ ซงึ่ เป็นหลักไวยากรณ์ของภาษาบาลี และสันสกฤต (เรียกว่า สมาส) ระหว่างคํา
วา่ “กระบวน” ท่ีแปลว่า วิธีการ, ลําดับ, หรือ หมู่คนหรือพาหนะที่จัดเป็นแถวเป็นแนวหรือเป็นหมวดหมู่ตาม
แบบแผน และคําว่า “กร” คือ ผู้ทํา ผู้ปฏิบัติ (ใช้ประกอบเป็นส่วนหลังของสมาส) หรือหมายถึง แสง ก็ได้ใน
กรณีท่ีผสมกับคําอ่ืน (เช่นคําว่า รัชนีกร นิศากร) แต่หากสืบค้น “กระบวนกร” จากแหล่งอ้างอิงเดียวกัน คือ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 กลับยังไม่พบความหมายที่บัญญัติไว้อย่างเป็นทางการ ท้ังนี้
เม่ือหนั ไปพ่ึงเคร่ืองมือค้นหา (Search Engine) ยอดนิยมอย่าง Google จะพบผลการค้นหาของคําดังกล่าวถึง
918,000 ผลลัพธ์ และหากใช้เคร่ืองหมายคําพูด (เครื่องหมายอัญประกาศ) “ ” คร่อมเข้าไปเพื่อจํากัดการ
สืบค้นเฉพาะคําน้ัน จะพบเพียง 32,400 ผลลัพธ์ เท่านั้น (ทดลองสืบค้นเมื่อ 10 ส.ค. 62) ดังนั้น ความหมาย
ของคําว่า “กระบวนกร” จงึ ไมส่ ามารถสรุปอยา่ งเปน็ ทางการได้ แตอ่ าจเช่ือมโยงได้จากการสืบค้น สังเกต จาก
แหลง่ ขอ้ มลู ต่าง ๆ แล้วตคี วามตามทเี่ ข้าใจท่ขี ึ้นกบั ประสบการณข์ องแตล่ ะบุคคล
อย่างไรก็ดี ความหมายของคําว่า “กระบวนกร” หากตีความตามที่มาแล้วคงหมายถึง คน หรือ ผู้
ปฏิบัติ (เช่นเดียวกับคําว่า กร ที่อยู่ในคําคุ้นเคยท้ังหลาย เช่น วิศวกร เกษตรกร กรรมกร วิทยากร วาทยกร
เป็นต้น) ที่ทําให้เกิดวิธีการตามระบบระเบียบที่วางไว้อย่างเป็นข้ันเป็นตอน ดังนั้น ขอสรุปความหมายแบบ
กําป้ันทุบดินก่อนเลยว่า กระบวนกร คือ ผู้ที่ทําให้เกิดกระบวนการ ซ่ึงถ้าเอาคําว่า การเรียนรู้ เข้ามาต่อท้าย
เป็น “กระบวนกรเพื่อการเรียนรู้” น่าจะหมายถึง ผู้ที่ทําให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ (ตีความแบบกําป้ันทุบดิน
อีกเช่นกัน) หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ออกแบบกระบวนการเพ่ือให้เกิดการเรียนรู้” หมายความว่าทักษะหลัก
ทเ่ี ป็นหัวใจของกระบวนกรเพ่ือการเรียนรนู้ ้ี คอื ทักษะการออกแบบ ซ่งึ ไม่ใชก่ ารออกแบบเส้ือผ้า หน้า ผม หรือ
ของสวย ๆ งาม ๆ เพราะคําวา่ ออกแบบ นีไ้ ม่ไดม้ แี ค่มิติเชงิ รปู ธรรมเท่านัน้
ถกั ผะการออกแบบ
ทักษะสําคัญท่ีเป็นหัวใจของกระบวนกรตามที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าน้ี คือ คําว่า “ออกแบบ” หรือ
“Design” ซ่ึงหัวใจของการออกแบบนั้นไม่ใช่เปลือกที่อยู่เพียงแค่การดูดี แต่นัยยะที่ลึกซึ้งกว่าน้ัน คือ การ
ออกแบบตอ้ งเป็นไปโดยเขา้ ใจธรรมชาติของสิ่งท่ีเก่ยี วข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้งาน ผู้ใช้งาน ส่ิงแวดล้อมที่
เกี่ยวข้องอ่ืน ๆ กับการใช้งาน กล่าวคือ เราไม่ได้ออกแบบเพื่อตอบโจทย์เพียงแค่ความรู้สึกท่ีได้สัมผัสเท่านั้น
(Perception) แต่เราออกแบบเพื่อแสวงหากระบวนการสู่การแก้ไข สู่คําตอบ สู่ผลลัพธ์ของเป้าหมาย นั้น ๆ
5
หลักสตู รการเขยี นเพ่ือพฒั นาทกั ษะการคดิ ในหอ้ งเรียน
(Solution) ความเข้าใจในชุดความคิดของคําว่า “ออกแบบ” น้ีเป็นสิ่งท่ีสําคัญอย่างมาก เพราะหากติดยึดกับ
เพียงแค่ Perception แล้วย่อมไม่ต่างอะไรกับการตัดสินใจซื้อหนังสือโดยดูแค่ความสวยงามหน้าปกแล้วไม่มี
ข้อมูลอน่ื ใดประกอบ หรือซ้ือโทรศัพท์มือถือเพียงแค่คําโฆษณาอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาถึงการใช้งานจริง ถึง
ตรงนี้อย่าพึ่งคิดว่าสิ่งท่ีเป็นเปลือก หรือ Perception ไม่สําคัญ เพราะหากเรามองในฐานะกระบวนกรท่ีต้อง
ออกแบบกระบวนการเพื่อ “มนุษย์” แล้ว การไม่ละเลยถึงความจริงท่ีปรากฏต่ออารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์
คือ เสน่หท์ สี่ ําคญั อย่างหนึ่งในการเอ้ือประโยชน์เพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของกระบวนการน้ัน ๆ (Solution) ขอเพียง
แคไ่ ม่หลงยดึ กบั เปลอื กเหลา่ นัน้
คําพูดหนึ่งท่ีเป็นประโยคคลาสสิกสําหรับผู้คนในแวดวงการออกแบบ คือ คํากล่าวจาก Tweet ของ
Steve Jobs ชายชาวอเมรกิ ันทีเ่ ป็นผรู้ ว่ มกอ่ ตง้ั Apple หนึ่งในบริษัทด้านเทคโนโลยีท่ีมีอิทธิพลต่อโลกของเรา
ในยคุ ปัจจบุ นั
ทม่ี า: https://quotesondesign.com/steve-jobs
หวั ใจสําคญั ที่ขดี เส้นใต้ไว้คือ “It’s not just what it looks like and feels like. Design is how it
works.” หมายความว่า การออกแบบนนั้ ไม่ใช่เปน็ เพียงแคอ่ ะไรกต็ ามที่เราเหน็ หรือรู้สึก แต่คือการเข้าใจว่าสิ่ง
นัน้ มนั ทํางานได้อยา่ งไร คาํ พูดนี้ความท้าทายอยทู่ ่ปี ระโยคท่ีกล่าวว่า Design is how it works. ขอยกตัวอย่าง
ภายใตข้ ้อจํากัดของข้อความทจี่ ะชวนอ่านเพอ่ื ฝึกหาคําตอบผ่านนิยามของการออกแบบจาก Steve Jobs ที่ว่า
“มนั ทํางานไดอ้ ย่างไร” กบั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี
6
หลักสตู รการเขียนเพอื่ พฒั นาทักษะการคิดในห้องเรียน
ฉนัไม่อายกจะเชอเื่ ลยว่า ฉนเั ขา้ ใจสงิท่ ่ฉี นักาลงัอานอ่ ู่ยน้ี
มนเั ปนป็ ฎกราากรณข์ องคาวมคดขิ องม์ษยุ น
ผลการศกึาษวจยิ ัจาก มวหายิทัาลย แบมคริ ์จด ก่าลววา่
มนไั มส่ คาญเลยวา่ ตวอั รษั กเยีรงถตอ้กูงหรอืไม่ในคาคาหนงึ่
มนสั คาญแคว่ ่า ตวอั ษักรแรกและตวัอษกรั ตวสั ดุทาย้ของคา
นน้ัอยู่ ในตนาแห่งที่ถกูตอ้ง ทเ่ี ลหื อนนั้มนจั ะมวซ่ั วอั่ า่ ยงไร
คณุก็อาน่มนัได้อยู่ ดี ไม่มปี หญัา
ท่เี ปน็อาย่งนี้เราพะคาวมคดขิ องมษุนย์ นนั้
ไมไ่ ดอ้ านต่ วัอษกัรทกตุ วัซกหั อน่ย
แต่อาน่เปน็คาเตม็ ๆ คาสดยุ อดเลยใชม่ ยล้ั ่ะ...ใช่เลย
แต่ยงัไงฉนกั ค็ ดิวา่ การสกะดมนัสคาญนั ะ
ถา้ คณุอาน่บควาบมนีไ้ ด้
หลังอา่ นบทความขา้ งตน้ มีคาํ ถามชวนตอบ 4 ขอ้ ดังน้ี
1) ความร้สู ึกแรกที่ไดเ้ หน็ ข้อความนี้
2) ขณะท่เี ราพยายามอ่านเรารูส้ กึ อยา่ งไร
3) เม่อื เราอ่านได้แลว้ เรารู้สึกอย่างไร
4) ทาํ ไมเราถึงอ่านได้
เฉลย ! ข้อความชวนอ่านข้างต้นนี้ ที่อ่านได้เพราะมีหลักการออกแบบว่า ตัวอักษรตัวแรก และ
ตัวอักษรตัวสุดท้ายต้องอยู่ในตําแหน่งที่ถูกต้องท่ีเหลือจะเป็นเช่นใดก็ได้ (เฉลยข้อท่ี 4 ของคําถามข้างต้น)
แนน่ อนว่าผู้อ่านส่วนใหญ่คงอธิบายส่ิงเหล่านไี้ ดจ้ ากปรากฏการณท์ ่เี กดิ ข้ึน แต่ส่ิงสําคัญในบทบาทของกระบวน
กรน้ัน “ไม่ใช่แค่เช่ือคําตอบที่เกิดข้ึนเพียงแค่ปรากฏการณ์ที่แสดงอยู่ตรงหน้า” แต่มีคําถามชวนคิดเพ่ือปฏิบัติ
ให้ผา่ นท้งั หมด 3 ดา่ นท่สี ําคัญ ดังนี้
ด่านท่ี 1 – สิ่งน้ันเป็นจริงเสมอไหม หากเรานําข้อค้นพบของการออกแบบจากปรากฏการณ์
ที่เกิดขนึ้ น้ไี ปทาํ ซํ้า
ด่านที่ 2 – อะไรคือความจริงที่เราต้องเข้าถึงข้อค้นพบนั้นเพ่ือเข้าใจเบื้องหลังปรากฏการณ์
ของการออกแบบเหลา่ นอี้ ย่างถ่องแท้
ดา่ นที่ 3 – โอกาสในการประยุกต์ และต่อยอดสู่การออกแบบกระบวนการจากความเข้าใจที่
แท้จรงิ บนปรากฏการณเ์ หลา่ นัน้ ในสถานการณอ์ นื่ ๆ
7
หลกั สูตรการเขยี นเพ่ือพัฒนาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรียน
ธรรนชาตขิ องการเรฝี ธรู้
ทําไมเราต้องเรียนรู้ ? คําถามนี้อาจดูวุ่นวายท่ีจะตอบ แต่ท่ีจริงมนุษย์เกิดการเรียนรู้อยู่แล้วโดย
ธรรมชาติ เช่น ไมร่ วู้ ่าเปลวไฟมันรอ้ น พอไปสมั ผัสก็รู้ว่าร้อน โดยประสาทสัมผัสของร่างกายสอนให้จดจํา แล้ว
สมองก็ตีความจากปรากฏการณ์นั้น ถ้าชอบ ก็อยากสัมผัสอีก ถ้าไม่ชอบ ก็จะหลีกเลี่ยง แต่คําถามที่ท้าทายใน
ฐานะกระบวนกรเพื่อการเรยี นรมู้ ากไปกวา่ นน้ั คือ
- ถา้ สมมตวิ ่าเราไมร่ ู้ (.......) เราอยากไปลองสมั ผสั เพอื่ จะรู้ไหม ?
- ถ้าอยากเขา้ ไปลองสมั ผสั อะไร คอื แรงผลัก ให้กระโจนหาความไม่รู้นนั้ ?
- ถ้าไมอ่ ยากเข้าไปลองสัมผัส อะไร คือ แรงตา้ น ใหห้ ลีกเล่ยี งความไมร่ นู้ ั้น?
คําถามท้าทายข้างต้นน้ีจะเกิดหมุนวนจนเวียนซ้ําไปเรื่อย ๆ เม่ือเจอความไม่รู้ที่เกิดขึ้นใหม่ และจะ
หยุดลงเมื่อเกิดแรงต้านมากพอจนหลีกเลี่ยงความไม่รู้นั้นได้ แต่สุดท้ายก็จะนําไปสู่ความไม่รู้ในเร่ืองใหม่ (หรือ
เร่ืองเดิม) อีกอยู่ดี ความจริงของความไม่รู้ท้ังหมดน้ีจะเป็นด่ังญาติสนิทมิตรสหายท่ีเข้ามาเยี่ยมเยือนเราตลอด
ชีวิตของการเป็นมนุษย์ บ้างก็สามารถจบความไม่รู้ได้ด้วยคําตอบท่ีชัดแจ้ง บ้างก็หลีกเลี่ยงหลบน้ีความไม่รู้
เหล่านั้น บ้างก็เจอแจ็คพอต คือ พบเจอซํ้า แม้จะหาทางหลบสักกี่ครั้งก็หนีไม่พ้น ท่ีเจตนาสื่อสารให้ดูวุ่นวาย
เชน่ น้ี เพียงแค่อยากให้เห็นความจริงว่า ความไม่รู้นี่แหละ คือ สาเหตุหลักของความทุกข์ในมนุษย์ แต่บางคร้ัง
เราไม่อาจเช่ือมโยงสายธารของเหตุและผลแห่งทุกข์ทั้งหลายในชีวิตจนประจักษ์แจ้งต่อตนเองว่า อ๋อ ! เพราะ
ความไม่รู้นเ่ี องจึงทาํ ให้เราทกุ ข์
ตัวอย่างนี้ขอให้ลองยกตัวอย่าง “ความทุกข์” ของตัวเรา/คนรอบตัว ในปัจจุบัน (ขณะนี้ เด๋ียวน้ี) ท่ี
เป็นความจริงสัก 1 เรื่อง (ไม่ได้นึกคิดเอาเอง) พร้อมกับคิดดูว่า “เพราะความไม่รู้อะไร ?” ถึงทําให้เกิดความ
ทุกขน์ ั้น โดยเขยี นใหเ้ ห็นตามรูปธรรมความจริงท่ีปรากฏ ลองทําซํ้า ๆ ได้ ไม่ต้องกังวล หรือสนใจว่าถูกหรือผิด
เพราะไมม่ ใี ครตดั สินนอกจากตัวเราเอง
- ความทุกข์ของ ตัวเรา/คนรอบตัว ท่สี ัมผสั ได้ตอนนี้ คือ อะไร ?
- ความไมร่ ู้ อะไร ? ถงึ ทําให้เกิดความทุกข์ท่ีเขยี นมาข้างตน้
พ้ืนฐานการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นเริ่มต้นมาจากการกระทบสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา
มองเห็น หูได้ยิน จมูกดมกล่ิน ลิ้นชิมรส กายกระทบสัมผัส จนเกิดการรับรู้ที่สมอง แล้วปรุงแต่งต่อท่ีจิตใจ
(ภาษาบาลี เรียกว่า อายตนะ ) กลไกธรรมชาติเหล่าน้ีคือ “เหตุ” หรือจุดตั้งต้นท่ีสําคัญของความไม่รู้มากมาย
จนนําไปสู่ความอยากรู้เพ่ือไขข้อสงสัยต่าง ๆ กระท่ังมนุษย์เกิดการเรียนรู้ขึ้นในที่สุด ดังน้ันหากพิจารณาใน
ฐานะกระบวนกรแล้ว วัตถุดิบต้ังต้นที่สําคัญสําหรับใช้ออกแบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในมนุษย์ คือ
ปรากฏการณต์ ่าง ๆ รอบตัวทส่ี ามารถกระทบกับประสาทสัมผัส ยิ่งกระทบมาก และหลายช่องทางเท่าไหร่ ยิ่ง
เพิ่มโอกาสในการเรยี นรู้ข้ึนเท่าน้นั
อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่าการเรียนรู้จะเกิดข้ึนทันทีเมื่อมีปรากฏการณ์ แล้วอะไรที่เป็นจุดเริ่มต้นของการ
เรียนรู้ท่ีแท้จริงกันแน่ เม่ือพิจารณาโดยแยบคายแล้วพบว่า “คําถาม” คือ จุดเริ่มต้นที่สําคัญที่สุดของการ
เรียนรู้ และหากพิจารณาลึกลงไปจะพบความเก่ยี วเนื่องกันของปรากฏการณ์ กับ การเกดิ คาํ ถาม ดังน้ี
8
หลักสตู รการเขียนเพ่อื พัฒนาทกั ษะการคดิ ในห้องเรียน
กระบวนการท่ีก่อให้เกิดคําถามข้างต้นน้ี ปกติจะเกิดข้ึนอย่างรวดเร็ว ซึ่งการออกแบบกระบวนการ
เพื่อใหเ้ กิดคาํ ถามนี้ คือ ศลิ ปะอยา่ งหนง่ึ ของกระบวนกรทต่ี ้องทําหน้าท่ี “ชะลอการเกดิ สภาวะไม่ให้เร็วเกินไป”
และ/หรอื “ทําใหเ้ ห็นสภาวะเหล่านนั้ ไดช้ ดั เจนข้นึ ” สว่ นจะเปน็ วธิ ีการใดก็ข้ึนอยู่กบั บริบทของการเรียนรู้น้ัน ๆ
และที่สําคัญอีกประการหนึ่ง คือ คุณภาพของคําถามที่เกิดข้ึนน้ันย่อมส่งผลโดยตรงต่อวิถีท่ีจะเกิดต่อเนื่องไป
เรื่อย ๆ สวู่ ิธีการแสวงหาคําตอบ นั่นเปน็ เพราะ “คาํ ถาม(จะ)บอกทศิ คาํ ตอบ(จะ)บอกทาง”
อย่างไรก็ดีเมื่อมนุษย์เกิดคําถาม กระบวนการทางธรรมชาติโดยทั่วไปจะอยากหาคําตอบเพื่อคลาย
ความสงสัยท่ีเกิดข้ึน ซึ่งช่วงระหว่างรอคําตอบนี้เอง คือจังหวะที่เป็นท้ัง โอกาส และ อุปสรรค ในการเกิดการ
เรียนรู้ เพราะหากความไม่รู้ท่ีทําให้รู้สึกยากน้ันชนะความอยากท่ีจะหาคําตอบแล้ว ความท้อที่จะลุยต่อเพ่ือ
แสวงหากระบวนการหาคําตอบจะช้าลงจนอาจหยุดได้ ดังน้ัน บทบาทของกระบวนกรจึงไม่ได้มีเพียงแค่
ออกแบบกระบวนการเทา่ นนั้ หากแต่ตอ้ งมีทักษะแบบ Soft Skill (จรณทักษะ) ร่วมด้วย
สภาวะทเี่ กิดขึน้ ต่อความรูส้ ึกของมนุษย์ที่ไม่อยากจะสงสัยต่อ จนทําให้ตัดสินใจหยุดแล้วเลิกสงสัยน้ัน
คือ สิ่งสําคัญอย่างมากที่จําเป็นต้องเข้าถึงความจริงท่ีซ่อนอยู่ เพราะหากเข้าใจ และสามารถแก้ไขจัดการ
สภาวะทีไ่ ม่เออ้ื เชน่ นัน้ ไดแ้ ลว้ ย่อมเปน็ การปลดพันธนาการของความไมอ่ ยากสงสยั แล้วส่งผลให้การขับเคลื่อน
พื้นท่ีการเรยี นรดู้ าํ เนนิ ตอ่ ไปได้ แนน่ อนวา่ ทศั นคตดิ า้ นการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลคือส่ิงท่ีควบคุมหรือจัดการมา
ก่อนไม่ได้ แต่ ส่ิงสําคัญประการหน่ึงที่มีผลต่อการตัดสินใจหยุดหรือไปต่อกับความสงสัยเหล่านั้น คือ
“ความร้สู ึกไมก่ ลวั ” ซ่ึงต้องควบคู่ไปกบั “ความรู้สึกกล้า” ทั้ง 2 ความรู้สึกนี้ล้วนส่งผลดีต่อการเรียนรู้และย่อม
เกิดขึ้นภายใต้ส่ิงแวดล้อมที่เป็น “พ้ืนท่ีปลอดภัย” ต่อตัวผู้เรียนรู้เอง เหล่านี้คือสภาวะเริ่มต้นท่ีสําคัญของ
สําหรับการออกแบบกระบวนการเรยี นรู้
(หมายเหตุ: เน้ือหาทงั้ หมดน้ีถอดความในส่วนทีเ่ ปน็ แกน่ คดิ ของทักษะกระบวนกรเพอ่ื การเรียนรูจ้ าก
หนังสอื ทกั ษะสาคัญของกระบวนกรเพื่อการเรยี นรู้ (สอ่ื ประกอบการอบรมลาดับที่ 2)
9
หลกั สตู รการเขียนเพอื่ พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
การเขฝี ธเพ่ือพัฒธา
ถกั ผะการคิดใธห้องเรีฝธ
1. สภาพปัญหา
จากปญั หาการขาดทกั ษะการคดิ ของนักเรยี นไทยเน่ืองจากกระบวนการสอนเน้นการท่องจําและครูคิด
ว่าการเรยี นคอื การจดจาํ เนอ้ื หาความรู้ การไม่ได้สอนการคิดให้แก่นักเรียนทําให้เกิดปัญหาตามมา คือนักเรียน
ไมส่ ามารถจดั ระบบการคิดให้เกิดปัญญาที่จะรู้คิดต่อมาเม่ือเขาเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่การอับจนความคิดทําให้
ชวี ิตอยใู่ นกรอบเดิม ๆ และมรี ายได้ไมพ่ อยงั ชีพ ทําไดเ้ พยี งงานที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพทางการคิด ส่งผลต่อคุณภาพ
ชีวิต
กระบวนการสําคัญของการพัฒนาปัญญา คือการนาํ เสนอ การเขียนเป็นวิธีการนําเสนออย่างหน่ึงท่ีขัด
เกลาความคดิ ให้แหลมคม คนจํานวนมากเข้าใจ “เขียนคือคิด” ว่าคิดข้ึนก่อนแล้วเขียน แต่ไม่เข้าใจว่า “เขียน
คือคดิ ” ท่มี คี วามหมายใชเ้ ขียนเป็นเคร่อื งมือใหเ้ กดิ การคดิ คน้ นน้ั เป็นอย่างไร
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการคิด กระบวนการ
ทางการวจิ ยั การลงมอื ปฏบิ ตั จิ ริง (Active learning) ทีส่ ามารถสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง การสะท้อนคิดการ
เรียนรู้และองค์ความรู้ท่ีเกิดขึ้นของนักเรียน (Reflection) ผ่านการเขียน สะท้อนคิดอย่างสร้างสรรค์ของ
นักเรียน รวมถึงสะท้อนกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู การประเมินผลตามสภาพจริง และระบบดูแล
ช่วยเหลือนักเรียน จากแนวคิดและปัญหาข้างต้น ผู้รายงานจึงมีความสนใจการประเมินผลตามสภาพจริงที่
นักเรียนสะท้อน (Reflection) การเรียนรู้ของนักเรียนและการจัดการเรียนรู้ของครูในวิชา การศึกษาค้นคว้า
ดว้ ยตนเอง (Independent Study) ดว้ ยกระบวนการโครงงานฐานวิจัย และ Active Learning ด้วยการสร้าง
แรงบันดาลใจ การกําหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ของเหตุและ
ผล การฝึกทกั ษะกระบวนการคิด การวางแผน การออกแบบ การทํางานเป็นทีม การลงมือปฏิบัติจริงหรือการ
สืบค้นข้อมูลอย่างเป็นระบบทั้งในและนอกชั้นเรียน และการเขียนรายงานการทดลอง การนําหลักการ ทฤษฎี
มาใชป้ ระกอบการวิเคราะห์ข้อมูลและผลการทดลอง สรุปอย่างมีเหตุผล นําเสนอและนําความรู้ไปประยุกต์ใช้
ประโยชน์ได้ เพ่อื ให้นักเรียน คดิ เปน็ ทําเปน็ แกป้ ัญหาเป็น นําความรู้ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ พัฒนาต่อยอดสู่
ชมุ ชน เพือ่ ให้นกั เรยี นมีคณุ ภาพชวี ติ ทดี่ ีขน้ึ พร้อมทีจ่ ะพฒั นาตนเอง และสงั คมตอ่ ไป
2.วัตถปุ ระสงคข์ องหลักสูตร
1. เพือ่ พฒั นาครูให้สามารถจดั การหอ้ งเรียนด้วยการเขียนเพ่อื รวบรวมทักษะการคิดในหอ้ งเรยี น
2. เพื่อให้ครูสามารถสร้างกระบวนการเขียนสะท้อนคิดและการเขียนเพ่ือสื่อสารและเขียนบูรณาการ
ความรู้ ด้วย learning log และรายงานการคน้ ควา้ ของนกั เรียนในห้องเรยี น
10
หลักสูตรการเขียนเพอื่ พฒั นาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรยี น
3. เพ่ือสร้างทักษะของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ด้วยการเขียน learning log และ เขียนรายงานการ
คน้ คว้าสร้างกระบวนการคิดเชิงระบบ วชิ าวิทยาศาสตร์ สงั คมศาสตร์ และภาษาศาสตร์ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น
4. เพื่อฝกึ ทกั ษะการเขียนเช่ือมโยงความสัมพนั ธ์และความสอดคล้องในแต่ละรูปแบบ โดยการสร้างผัง
ความคิดเชิงเหตุผล การหาแก่นและเขียนปรากฎการณ์ท่ีเกิดข้ึนในชั้นเรียน โดยวิเคราะห์จากตัวอย่างของผัง
การคิดเช่อื มโยงเหตุผล ประมวลผงั การคิดและนาํ ไปเขยี นได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
3. เธ๊อื หาหลกั สูตร
มูลนิธิปัญญาวุฑฒิ (Growth Wisdom Foundation) เป็นหน่วยงานที่ก่อต้ังขึ้นเพ่ือสานต่อ
เจตนารมณ์ร่วมกนั ระหวา่ งกลุ่มครูแกนนําและตัวแทนจากศูนย์พ่ีเล้ียงโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา มหาวิทยาลัย
ศิลปากร โดยมีเป้าหมายสําคัญเพ่ือสานต่อการเป็นหน่วยงานอิสระที่ทําหน้าท่ีส่งเสริม และสนับสนุนจัดการ
เรียนรู้บนฐานวิจัย (Research-Based Learning : RBL) โดยแนวทางการทํางานของมูลนิธิ ฯ นั้นไม่ได้เน้น
เพียงแค่การส่งเสริมให้เกิดการจัดการเรียนรู้บนฐานวิจัยเท่าน้ัน แต่ยังมุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืน หรือความ
ม่ันคงข้ึนกับระบบการจัดการศึกษาภายในโรงเรียน ดังนั้น ครูจึงเป็นบุคลากรท่ีมีความสําคัญอย่างมากต่อ
เปา้ หมายน้ี ตลอดจนการแสวงหาช่องทางร่วมกับภาคีอ่ืน ๆ เพ่ือเสริมแรงในการสานต่อตามวัตถุประสงค์หลัก
ของการจัดต้ังมูลนิธิปัญญาวุฑฒิ คือ การพัฒนาทักษะของครูเพ่ือให้เกิดการจัดการเรียนรู้บนฐานวิจัยพร้อม
หนนุ เสริมใหเ้ กิดการนําหลกั คดิ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การบูรณาการร่วมกับการพัฒนาทักษะแห่งการ
เรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 ให้เกดิ ขึ้นในโรงเรียน อยา่ งเปน็ รปู ธรรมและสอดคล้องตามบรบิ ทพืน้ ที่
แธวคดิ หลกั ของการพัฒธาครูของนูลธธิ ิปญั ญาวุทฒิ
ฟัง สะทอ้ น ถาม ถอด : ทักษะสําคัญของครูเพ่ือศิษย์ในศตวรรษท่ี 21
สิ่งสาํ คัญในการพฒั นาทักษะครูเพื่อจัดการเรยี นรบู้ นฐานวิจยั สําหรับพัฒนาศษิ ย์น้นั เร่ิมตน้ ท่ีครูต้อง
เขา้ ใจ “หลักการ” และฝึกฝน “ทกั ษะ” ตา่ ง ๆ ดังภาพดา้ นล่างน้ี เพือ่ นาํ ไปส่กู ารพัฒนาให้เกดิ ทักษะพ้นื ฐาน
แหง่ การเรยี นร้ทู ่ีสําคญั แห่งศตวรรษท่ี 21
11
หลกั สตู รการเขยี นเพ่ือพัฒนาทกั ษะการคดิ ในห้องเรียน
ถักผะหลกั ถ๊ัง 4 ประการ ท่ีครตู อ้ งฝึกฝน ประกอบด้วย
1. ฟัง อย่างใคร่ครวญ คือ ทักษะในการฟังด้วยใจท่ีเป็นกลางของครูต่อนักเรียน ไม่ด่วนตัดสิน
พิพากษา ฟังแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) เพอ่ื ให้เขา้ ถงึ ความรู้สึก ความตอ้ งการ ท้งั ในด้านจิตใจ และ
ความคดิ ของนกั เรียน สําหรับใชเ้ ปน็ ตน้ ทุนในการสอน ออกแบบกระบวนการเรยี นรู้เพอื่ พฒั นาต่อไป
2. สะทอ้ น การรับรู้ คือ ทักษะที่ต่อเนื่องจากทักษะการฟังอย่างใคร่ครวญ โดยเป็นการแสดงการรับรู้
(Acknowledgement) ของครู ผา่ นการใชท้ ั้งภาษากาย หรอื อวจนภาษา และ/หรอื การใช้คําพูดสะท้อนกลับ
ท่ีสั้น กระชับ ได้ใจความ เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพท่ีดีในการส่ือสาร ไม่เป็นเพียงแค่การสื่อสารทางเดียวจาก
นักเรียน จนนําไปสู่การเกิดพ้ืนท่ีปลอดภัย พ้ืนที่แห่งความเข้าใจ อันจะเอื้อประโยชน์ต่อการออกกระบวนการ
เพื่อการเรยี นรตู้ ่อไป
3. ถาม ให้คดิ คือ ทักษะในการใช้คาํ ถามที่มปี ระสทิ ธิภาพ ไม่ยาก หรือง่ายเกินไปต่อบริบทของผู้เรียน
ช่วยให้เกิดการกระตุ้นทางความคิดต่อนักเรียน ซ่ึงแน่นอนว่านักเรียนจะกล้าคิดได้ ต้องถูกถามบนพ้ืนที่
ปลอดภัย พ้ืนที่แห่งอิสรภาพทางความคิด โดยจะได้มาจากการที่ครูมีทักษะการฟังอย่างใคร่ครวญ และการ
สะท้อนการรับรู้ที่ดี ซึ่งเม่ือเกิดการถามในพื้นที่การเรียนรู้จากครูสู่นักเรียนแล้ว พลวัตของการเรียนรู้ย่อม
เกิดขนึ้ และหมุนเกลยี วไปเร่อื ย ๆ ตามสถานการณ์ และกระบวนการทไ่ี ดอ้ อกแบบไว้
4. ถอด บทเรียน คือ ทกั ษะที่ครูสามารถจบั ประเดน็ หรือ สรปุ ผลที่เกดิ ข้ึนจากปรากฏการณต์ า่ ง ๆ
ของการเรียนรู้ นบั เป็นทักษะการคิดสังเคราะห์ เพ่อื การสร้างสรรค์ท่มี ีบทบาทสําคัญในการชว่ ยใหต้ วั ครูและ
ผเู้ รยี นเหน็ ผลลัพธท์ ่ีเกดิ ข้นึ จากกระบวนการเรียนรูต้ า่ ง ๆ โดยไม่ได้เปน็ การนําทฤษฎีมาบอกเล่าให้ฟงั ลอย ๆ
แต่อาศัยการเชื่อมโยงจากสถานการณท์ ีเ่ กดิ ขึ้นจรงิ เขา้ สกู่ ารอธบิ ายบนฐานความรู้ที่เก่ียวข้อง
ทกั ษะพนื้ ฐานท้ัง 4 ดา้ นนี้เป็น ส่ิงท่เี กิดขนึ้ ภายในตวั ของครู ซึ่งต้องผ่านการ “ฝึกฝน” บ่อย ๆ จนชํานาญ
ไม่สามารถท่จี ะส่งมอบแบบตัวความรู้ หรอื ทฤษฎีได้โดยตรง
ปรับฐาธใจ ใชฐ้ าธกาฝ ขฝาฝฐาธคดิ : หลักการคิดถ่ีครูตอ้ งเขา้ ใจ
หลักคิด “ปรับฐานใจ ใช้ฐานกาย ขยายฐานคิด” น้ันเป็นเรื่องของครูท่ีต้องเข้าใจว่า ในการพัฒนา
มนุษย์ (นักเรียน) นั้น ต้องเร่ิมปรับท่ี ฐานใจ (Heart) ก่อนเป็นสําคัญเพ่ือให้ให้มีความต่ืนรู้ และอยากรู้ โดย
ควรเกิดข้ึนจากภายในตัวเอง (แรงบันดาลใจ = Inside Out) แม้ว่าในช่วงแรกอาจต้องใช้แรงจูงใจ (Outside In)
ผสมสานบ้างเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นในการปรับฐานใจ โดยอาศัยกระบวนการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น
กระบวนการจิตตปญั ญาศึกษา เปน็ ตน้ จากนน้ั ครูจึงชวนนกั เรยี นใช้ ฐานกาย (Hand) เพ่ือสร้างการรับรู้ ผ่าน
ประสาทสัมผัสพื้นฐานท้ัง 5 ด้าน (ตา หู จมูก ล้ิน กาย) เพื่อหล่อหลอมให้ได้รับมวลประสบการณ์มากที่สุด
เน่ืองจากธรรมชาติของนักเรียนน้ันจะชอบการใช้ฐานกายมากกว่าฐานคิด ซ่ึงต้องอาศัยความเข้าใจในการ
จัดการเรียนรู้แบบตื่นตัว (Active Learning) อย่างไรก็ดีการออกแบบกระบวนการ Active Learning เพื่อให้
เกิดการใช้ฐานกายน้ีครูผู้ออกแบบต้องระวังไม่ให้ติดกับดักของมิติความคิดที่เป็นแค่ความเคลื่อนไหว
สนุกสนาน ไม่อยู่น่ิง ซ่ึงปรากฏให้เห็นในเชิงกายภาพเท่าน้ัน หากแต่ Active Learning ควรเป็นการ Active
ทางความคิดผ่านประสบการณ์ท่ีเข้ากระทบทางประสาทสัมผัสอย่างหลากหลาย หมายความว่า สามารถเป็น
สภาวะที่ดูสงบนิ่ง แต่ต่ืนตัวทางความคิด ซ่ึงถือเป็นเร่ืองสําคัญของการออกแบบกระบวนการเพื่อผสานการใช้
ฐานกายสู่การขยายผลไปที่ ฐานคิด (Head) ในท่ีสุด ท้ังนี้ฐานคิดที่สําคัญต่อการจัดการเรียนรู้ในทุก ๆ สรรพส่ิง
12
หลกั สูตรการเขยี นเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการคดิ ในหอ้ งเรยี น
คือ หลักการที่อิงในระบบ “ผลเกิดจากเหตุ” เป็นระบบคิดที่ให้ความสําคัญกับความเป็นเหตุเป็นผล บน
หลกั การทถ่ี กู ตอ้ ง ซง่ึ เป็นหัวใจสําคญั ของการเรยี นรบู้ นฐานวิจยั
คาถา 3 ข้อ : คาถาของครเู พื่อสร้างการเรฝี ธร้ใู ห้ศิผฝ์
การขับเคล่ือนหลักคิดที่สําคัญของครูท้ังหมดน้ีล้วนเป็น “เหตุ” สําคัญที่จะนําไปสู่การเกิดทักษะการ
เรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 แก่นักเรียน ซึ่งเป็น “ผล” ที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับระบบการศึกษาของไทย ท้ังน้ี
หากกล่าวโดยสรปุ ในเชงิ ปฏบิ ตั ขิ องครูแล้วกระบวนการหลกั 3 ประการท่ีเปรยี บเสมอื น คาถา 3 ข้อ ซ่ึง รศ.ดร.
สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ หัวหน้าหน่วยจัดการกลางโครงการเพาะพันธ์ุปัญญา ได้เป็นผู้เสนอไว้ เพ่ือใช้เป็นวลี
ระลึกให้ครูพึงกระทําร่วมกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง ซึ่งสามารถนําไปใช้ได้กับทุก ๆ
สถานการณ์ของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ โดยคาถาทั้ง 3 ขอ้ ไดแ้ ก่
1. ถามคือสอน หมายถงึ การถามต้อนความคิดมากกว่าการบอกความรู้ โดยเร่ิมจากถามให้เกิด ความ
กลา้ ตอบก่อน แลว้ ค่อยตามด้วย ถามใหเ้ กิดความเก่งคอื กล้าคดิ ซ่ึงผู้ถามตอ้ งเข้าใจบันไดของความรู้ และความ
ไม่รูข้ องนกั เรียน (ผู้ตอบ) เพอ่ื ที่จะสามารถออกแบบคําถามให้เกิดการต้อนความคิดของนักเรียนไปสู่ปลายทาง
ของการเรียนรใู้ นเรอ่ื งนั้น ๆ ได้
2. สะท้อนคิดคือเรียน หมายถึง การชวนนักเรียนสะท้อน/แสดงความคิดเห็น (ได้ทั้งการพูด และเขียน)
จากกิจกรรมหรือปรากฏการณ์ท่ีเกิดข้ึนในระหว่างการเรียนรู้ โดยเริ่มต้นจากการสะท้อนในส่วนที่เป็น
ความรู้สึก (ใช้ใจตอบ) ก่อน แล้วค่อย ๆ ชวนสะท้อนในส่วนท่ีเป็นความคิด (ในสมองตอบ) เพื่อให้การเรียนรู้
นั้นสะทอ้ นกลบั มาที่ตวั ของผสู้ ะท้อนเอง อันเป็นหลกั สาํ คัญอย่างมากในการเรียนรขู้ องมนุษย์
3. เขียนคือคิด หมายถึง การฝึกให้นักเรียนเขียน/บันทึกท้ังในรูปแบบของบันทึกการเรียนรู้ท่ัวไป
จนถึงการเขยี นบทความที่เปน็ วิชาการ ซ่ึงตอ้ งฝึกบ่อย ๆ จนเกิดเป็นพฤติกรรมหลกั ของการเรียนรู้ในทุก ๆ ครั้ง
ทั้งนี้จะเห็นว่าธรรมชาติของเขียนนั้นต้องผ่านกระบวนการคิดโดยอัตโนมัติ จึงถือว่าเป็นกระบวนการท่ีต้อง
อาศัยความอดทนในการฝึกฝน เพราะเป็นกระบวนการทีข่ าดหายไปอย่างมากกับการศึกษาของไทย
จากทกี่ ลา่ วมาทง้ั หมดน้ี หากนาํ มาพิจารณาในแง่ของแนวทางการประเมินผลลัพธ์ที่เกิดข้ึนจากการเรียนรู้
ผ่านวิถีข้างต้น ท้ังในส่วนของตัวครู และ นักเรียนแล้ว ผลสัมฤทธิ์จากสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเน้น “เอา” ผลลัพธ์ท่ี
เกิดขึ้นจากชิ้นงาน หรือรูปธรรม หรือคะแนนทางวิชาการเป็นสําคัญ แต่เป็นการให้ความสําคัญกับ
“กระบวนการ” ท่ีผ่านการออกแบบสําหรับสร้าง “การเปล่ียนแปลงเชิงสมรรถนะ” ในตัวผู้เรียน รวมถึงการ
สร้างพ้ืนท่ีใหม่ของการจัดการเรียนรู้ในระบบการศึกษา ผ่านหลักคิดสําคัญ คือ Research Based Learning
หรือ การเรียนรู้บนฐานวิจัยซึ่งนับว่าเป็นส่ิงท่ีท้าทายต่อความรู้ความเข้าใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบ
การศึกษาหลกั เปน็ อยา่ งมาก
การถาม เป็นเทคนิคสําคัญท่ีช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิด และตอบสนองต่อการเรียนรู้ เป็นส่ิงท่ีทําให้
ผู้สอนไดเ้ หน็ การโต้ตอบของผูเ้ รียน เพอ่ื สามารถประเมินผลในสภาพจริงและส่งเสริมผู้เรียนได้ครบมิติของ การ
เรียนรู้มากย่ิงขน้ึ ดงั นั้นการพัฒนาหลักสตู รฝกึ อบรมครง้ั นี้ ไดแ้ ลกเปล่ียนเรียนรู้ สร้างความเข้าใจกับบทบาทครู
ในยุคศตวรรษท่ี 21 รวมถึงการพัฒนาทักษะการถามให้มีประสิทธิภาพและกระตุ้นผู้เรียนได้ และแนวทางการ
นาํ ไปประยุกตใ์ ชใ้ นห้องเรียนของตนเองให้เหมาะสมกับรายวิชาและระดบั ชนั้ ที่ปฏบิ ตั ิการสอน
13
หลักสูตรการเขียนเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการคิดในห้องเรียน
ถฤผฎหี รอื แธวคิดถ่เี กี่ฝวกบั การใช้คาถานเพ่ือกระตธุ้ ถกั ผะการคิด
คณุ สมบัติของครสู อนคิดโดยใช้คาถาม
สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ (2558) กล่าวถึงแนวคิดการสอนให้คนรู้โดยต้ังคําถามเริ่มมีต้ังแต่สมัยกรีก
เรียกว่า Socratic Teaching ซึ่งเป็นวิธีการของโสเครตีส นักปรัชญาชาวกรีกท่ีมีชีวิตอยู่ระหว่าง 470-399 ปี
ก่อนคริสตกาล เป็นวิธีการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้การคิดจากการ ถกเถียง อภิปรายโต้แย้ง ซึ่งเริ่มจากความ
สงสัยใคร่รู้จากนั้นได้พยายามคิดด้วยเหตุผลและใช้ตรรกะมาอธิบายให้ได้ข้อสรุป คําตอบจากความคิดมีได้
หลากหลายตามทัศคติ ความเชื่อของคน เร่ืองที่นํามาเรียนจะเป็นเร่ืองนามธรรมเก่ียวกับโลกและชีวิต เช่น
ปรัชญา คุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม การเมือง การปกครอง เน่ืองจากเป็นยุคที่คนกําลังแสวงหาความหมาย
ของชวี ติ และสังคม
การเขา้ สคู่ วามจรงิ ของโสเครตสี เรียกกระบวนการวภิ าษวิธี คอื มขี อ้ เสนอที่มีเหตุผล และข้อคัดค้าน ที่
มีเหตผุ ลเหมือนกนั เมื่อเอาทง้ั สองมาเข้าส่กู ระบวนการหักล้างกนั ด้วยเหตผุ ลและตรรกะ วิธีการน้ีจะกรอง ส่ิงท่ี
มีเหตุผลและตรรกะน้อยกว่าออก ให้เหลือส่ิงที่มีเหตุผลและถูกตรรกะมากกว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะกลายเป็น
ขอ้ เสนอใหม่ เพื่อรอให้ข้อคัดค้านใหม่ มาหักล้างเมื่อทําเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เขาเช่ือว่าในที่สุด เราจะเข้าใกล้ความ
จรงิ ท่สี ุด
กระบวนการวิภาษวิธที ี่เอาเหตผุ ลและตรรกะมาอธิบายหกั ล้างกันจึงเปน็ การเรียนรทู้ ค่ี รูและผเู้ รยี นได้
เรียนร่วมกนั ไป เหมาะสาํ หรบั ยุคแสวงหา
หนังสอื ครสู อนคดิ ของมลู นิธิยวุ สถิรคุณ ไดก้ ล่าวถึงการเปน็ ครทู ่จี ะใช้กระบวนการถามคอื สอนซง่ึ เรียกไดว้ ่า
ครสู อนคดิ ควรมีลักษะของครูทมี่ เี จตคติทจี่ ะเปน็ ประโยชนใ์ นการเรียนการสอนกระบวนการนี้ เจตคตขิ องครู
สอนคิด มีดงั นี้
1. ความซอื่ สตั ยก์ ับตนเอง (Honesty) ครคู วรมคี วามเช่อื วา่ “เราไมจ่ ําเปน็ ต้องรู้ทกุ เรื่อง” ดังน้ัน การ
ตอบคาํ ถามนักเรียนไม่ได้ เป็นเรอื่ งปกติ
2. ใคร ๆ ก็ผิดกนั ได้ (Fallibility) ครูควรยอมรบั ให้ได้ว่า “บางทีนกั เรยี นอาจถูก เราอาจผิด หรือทั้ง
นักเรียนและเราอาจผิดทง้ั คู่” ครคู วรเป็นแบบอยา่ งท่ีไม่ยึดติดทตี่ ัวบุคคลรวมท้งั รู้จักถ่อมตัว
3. ไม่เชือ่ อะไรงา่ ย ๆ (Rational Discussion) ครูควรตระหนกั ว่า “ความเช่ือไมใ่ ช่ความจริง จึงต้อง
ตรวจสอบให้สมเหตุสมผลอย่างรอบด้าน”
4. ไมต่ อ่ ต้านคนเหน็ ตา่ ง (No Personal Attack) ครูควรเข้าใจวา่ ความแตกตา่ งไม่ใชค่ วามขดั แย้ง
การมีความเช่ือทต่ี ่างกนั ไมใ่ ช่การเป็นศตั รูกนั
5. ใสใ่ จใหเ้ กยี รตินักเรียน (Fostering & Care) ครูควรใส่ใจนกั เรียนทกุ คน และในขณะเดียวกนั ก็
ปลอ่ ยโอกาสใหน้ ักเรียนมีความเปน็ ตวั ของตัวเอง ไม่ยัดเยยี ดเนือ้ หาที่มากเกนิ ไป ไมส่ อนสิ่งที่ยากเกินความจําเป็น
ไมท่ าํ ร้ายจติ ใจ ไม่ทาํ ลายความหวงั เมื่อนักเรียนทําไม่ได้
ทา่ ทีของครูสอนคิดควรมลี กั ษณะ ดงั นี้
ใส่ใจ ใกล้ชิด เปน็ มติ ร ผอ่ นคลาย
ชัดเจนกระบวนการ ยืดหยุ่นกับเนือ้ หา
ถามใหม้ ากเทา่ ทจ่ี ะทาํ ได้ ตอบให้น้อยเทา่ ท่จี ะทําได้
ใหค้ วามสาํ คญั กับนกั เรยี นทุกคน ไมว่ ่านกั เรียนจะถามหรอื ไม่ถาม ตอบหรอื ไม่ตอบ
14
หลกั สูตรการเขยี นเพือ่ พัฒนาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
ให้ความสาํ คัญกบั ทกุ คําตอบและทุกคําถามของนักเรียนไม่วา่ ถูกหรือผิดและไม่ว่าง่ายหรือยาก
หลกี เลี่ยงการตดั สนิ ถูก/ผิด/ดี/เลว/โง/่ ฉลาด
ยว่ั ใหส้ งสยั ยุให้ถกเถียง ยอมให้สนกุ แย้งใหง้ นุ งง ภายใต้บรรยากาศที่เปน็ มติ ร
ไครงการเพาะพัธธ์ุปญั ญาจดั ประเภถการเขีฝธโด้ ดังรูป
เขยี น
Diary บทความวิชาการ
Deductive
บนั ทึกงาน Reflection Inductive
KM/PLC พทุ ธิพิสัย
อารมณ์ ความรู้สึก
ความรู้เด่ียว/กลมุ่ Inductive Diary
จติ พสิ ัย Learning log
เขยี นคอื คิดสื่อสาร การทดลองเพ่อื ความยั่งยนื หรือทาํ
ความเข้าใจทฤษฎี
เขียนคือ ิคด ฝึกการวิเคราะห์และสงั เคราะห์ 1. ผังความคิดเชอื่ มโยงเหตผุ ล
เรียบเรียงใหมจ่ ากโครงงานของ 2. เรอื่ งเล่าของของนักเรยี น
นกั เรียน
เขยี นคือคดิ บูรณาการ
ความรู้
การเขียนบทความทางวิชาการ
15
หลักสตู รการเขียนเพ่ือพัฒนาทักษะการคดิ ในห้องเรียน
วงจรสะท้อนคิด 1.กอ่ นเรยี น
2.ขณะเรยี น
1. การบรรยายเหตกุ ารณ์ 3.หลงั เรยี น
(Description)
6. การวางแผนปฏบิ ตั ใิ นอนาคต 2. การบอกความคดิ ความรูส้ ึกที่
(Personal action plans) เกิดขน้ึ (feelings)
5. การสรปุ (General 3. การประเมนิ embedded formative assessment(EFA)
conclusions) (Evaluation) ประเมินความเป็นจริงในขณะน้ันของนักเรียน
หรอื การประเมนิ เพ่ือพฒั นาท่ีถูกฝงั ตัวในตวั
นักเรยี นอยา่ งฉบั พลนั
วเิ คราะหข์ ้อมลู 1. สมรรถนะทีส่ ําคญั ของนักเรยี นทง้ั 5 ด้าน
เชิงคุณภาพและปริมาณ 2. ประเมินคณุ ลักษะอันพงึ ประสงค์
3. ประเมินทกั ษะในศตวรรษท่ี 21
4 ความพึงพอใจทมี่ ตี ่อการสะท้อนคิด
5. แบบสรุปผลงานของนักเรยี น
ระดบั การเขยี นสะท้อนคิด
ความเขม้ ขน้ การใช้ความคิด
ง่าย ๆ ธรรมดา ิคดซับซ้อนเป็นระบบ การเชื่อมโยงถงึ กนั มี 4 ระดบั
เชื่อมโยงระดบั ท่1ี การเกย่ี วพันกันตามรปู แบบ
เชื่อมโยงระดบั ที2่ การเกย่ี วพันเพอ่ื เพิ่มคุณคา่
เชอ่ื มโยงระดบั ที3่ การเก่ียวพันนาํ ไปสขู่ อ้ สรปุ
เชอ่ื มโยงระดบั ที่4
การเก่ยี วพันเข้าสสู่ จั จะอันเป็นสากลของธรรมชาติ
สาขาความชํานาญ โลกในความจรงิ ความสอดคลอ้ ง
16
หลักสูตรการเขียนเพอื่ พฒั นาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรียน
กระบวธการจัดการเรฝี ธรูใ้ ธช๊ธั เรีฝธ
ดว้ ฝ “ถานคือสอธ สะถ้อธคดิ คอื เรฝี ธ เขีฝธคอื คดิ ”
การฝึกคิดเชิงเหตุผลเพื่อการเขียน ด้วยผงั ความคิดเชือ่ มโยงเหตุผล ออกแบบการทดลอง
ชุดคดิ เพ่ือสรา้ งการเรยี นรู้ด้วยผังความคิดเช่อื มโยงเหตุผล ออกแบบการค้นคว้าและออกแ
บบการเก็บข้อมูลเป็นขั้นตอนต
ามลาดบั เสน้ เชื่อมโยงเหตผุ ล
1. การกาํ หนดประเด็นปัญหา หัวข้อที่ต้องการคน้ คว้า และกําหนดตัวแปร
2. ตั้งสมมติฐาน
3. ผงั ความคิดเช่ือมโยงเหตผุ ล
4. คาํ สําคญั หรือหัวข้อ สาํ หรบั การสบื ค้นแหลง่ ข้อมลู
5. ออกแบบและวางแผนการค้นคว้า
6. ลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) เก็บข้อมูล วเิ คราะห์และสรุป
7. เขยี นสอื่ สาร เริม่ เขยี นต้ังแต่เร่ิมต้นและสิน้ สุดกจิ กรรมหรือสิ้นสดุ รายวชิ า และการเขยี นบทความ
ทางวิชาการ เขียนเม่ือสน้ิ สุดกิจกรรมหรือรายวชิ า
การให้นกั เรยี นลงมอื ปฏบิ ตั ิดว้ ยตนเอง Logbook หรอื Learning Log ทาให้ครเู ข้าใจการทางาน ใหค้ าแนะนา
สร้างการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง และการทางานเปน็ ทมี ตรวจสอบ และประเมินความเปน็ จริงขณะน้นั หรือประเมนิ
มีครคู ่อยใหค้ าแนะนา ช่วยเหลอื ทีใ่ ดมีนกั เรยี น รายทางแบบฝงั (EFA)ของนกั เรียนและครไู ด้ ทาใหเ้ กิด
ตอ้ งมคี รู และเกดิ ทีมครู ช่วยเหลอื ซึ่งกนั และกัน
การเรยี นรรู้ ว่ มกันของครแู ละนักเรยี น ช่วยในการบรหิ ารชัน้ เรียนได้ (KM)
เรยี นรไู้ ปด้วยกนั ท้งั ครแู ละนกั เรยี น (PLC)
17
หลักสตู รการเขยี นเพื่อพัฒนาทักษะการคิดในหอ้ งเรียน
18
หลักสตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
4. กจิ กรรนการอบรน
กิจกรรมช่วงที่ 1 กจิ กรรมชว่ งท่ี 2
คาอธิบายกิจกรรม กิจกรรม คาอธบิ ายกิจกรรม กิจกรรม
ประกอบดว้ ยกจิ กรรมที่ 1. กิจกรรมท่ี 1 ทักษะ ประกอบด้วยกจิ กรรมเพือ่ ให้ 1. ชดุ ความคิดเพื่อสรา้ งการ
พัฒนาการครูใหเ้ ปน็ สําคัญสําหรับกระบวนกร ครูทราบหลกั การ มคี วามรู้ เรียนรกู้ ารเขยี นผังความคดิ
กระบวนกรเพ่อื การ เพื่อการเรยี นรู้ (ฟัง / และแนวทางการออกแบบการ เชอ่ื มโยงเหตผุ ล
ออกแบบการจดั การเรียนรู้ สะท้อน / ถาม / ถอด) สอนเพอ่ื พัฒนาการเขยี นสู่การ 2. การเขยี นผังความคิดเช่ือมโยง
กิจกรรมนี้จะประกอบดว้ ย 2. กจิ กรรมชดุ ที่ 2 การ พัฒนาทักษะการคดิ เหตผุ ล
1. การปรบั ทศั นคติ เรยี นรู้ทดี่ ีคอื อะไร เกิดขนึ้ 1. โครงงานฐานวิจัย (RBL) 3. กิจกรรมการเขียนคอื คดิ
เกยี่ วกบั การจดั การเรียนรู้ ได้อย่างในมิติของ เพ่อื พัฒนาการเรยี นรู้ เรยี นไป สือ่ สาร การเขียน Reflection
การวางแผนการสอน กระบวนกรเพอ่ื การเรยี นรู้ เขยี นสะทอ้ นไป ประเมนิ ราย ปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ข้นึ ใน
พ้นื ฐานทีส่ ําคญั ในการ 3. กจิ กรรมชุดที่ 3 หัวใจ ทางไปเร่ือย ๆ ผ่านรูปแบบ ห้องเรียนด้วย Learning Log
2. การฝกึ ทักษะเปน็ นกั สาํ หรบั การออกแบบ การเขยี น Learning Log หรอื การเขยี น Logbook
ออกแบบกระบวน การ กระบวน การเพื่อใหเ้ กดิ ตั้งแต่เรมิ่ ต้นจนสิ้นจดุ สะท้อนคิดของผเู้ รียน
เพื่อการเรยี นรู้ การเรยี นรู้ และการประเมนิ การเรยี นรู้ 4. การเขยี นคอื บูรณาการความรู้
3. การประยกุ ต์แนวคดิ 4.กิจกรรมท่ี 4 ตวั อยา่ ง เปน็ การประเมินตามสภาพ ดว้ ยการเขยี นบทความวชิ าการ
และทกั ษะเพ่อื ออกแบบ การประยุกต์ใชแ้ นวคดิ จรงิ และ การประเมนิ ความ 5. การถอดความรู้ของนกั เรยี น
กระบวน การเรียนรภู้ ายใต้ และทักษะกระบวนกร เป็นจรงิ ของนกั เรียนขณะนั้น (นักเรยี นเขียน ครูถอด)
บริบทของตนเอง เพื่อการเรยี นร้ใู นบรบิ ท หรือ การประเมนิ รายทางแบบ 6. การฝึกหาแก่นของ
ต่าง ๆ ถกู ฝงั (EFA :Embed ปรากฏการณ์
Formative Assessment) สาํ หรับการเขียน
2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ 7. การฝึกเขยี นจากปรากฏการณ์
ในชนั้ เรยี นของครู ด้วย ทเี่ กิดข้นึ ในห้องเรยี น
“ถามคือสอน สะทอ้ นคิดคอื
เรียน เขียนคือคดิ ”
เปน็ กระบวนการจดั การเรยี นรู้
เพอ่ื สร้าง” การเปลยี่ นแปลง
เชิงสมรรถนะ” ในตัวผเู้ รยี น
3. ส่อื สารและบทความ
วิชาการ ดว้ ยหลักของ
นักปราชญ์ สุ จิ ปุ “ว”ิ ลิ โดย
การเขยี นคือคดิ แบง่ ได้ 2
ประเภท คอื
เขยี นคือคดิ สื่อสาร
เขียนคอื บรู ณาการความรู้
4. ชดุ ความคดิ สาํ คญั ที่
เก่ียวข้องมีดงั น้ี
- “เร่มิ ง่าย ๆ จากการเขียน
ตามแนวเส้นเช่อื มโยงของแต่
ละเส้น เรมิ่ จากเหตุไปส่ผู ล
19
หลักสตู รการเขียนเพือ่ พฒั นาทกั ษะการคิดในห้องเรียน
กิจกรรมชว่ งท่ี 1 กิจกรรมช่วงท่ี 2
คาอธิบายกจิ กรรม กจิ กรรม คาอธบิ ายกิจกรรม กิจกรรม
- การกําหนดเป้าหมายการ
เรยี นรรู้ ว่ มกนั ของครูและ
นกั เรียน
- อยากให้นักเรยี นเป็นอยา่ งไร
ครกู ต็ อ้ งทําใหเ้ หน็ และเปน็
ตัวอย่าง
5. สื่อประกอบการอบรน
1. หนงั สอื เขยี นคือคดิ
โดย สธุ รี ะ ประเสรฐิ สรรพ์ (หนังสือลาํ ดับท่ี 28 ของโครงการเพาะพันธปุ์ ัญญา)
2. หนงั สือ ทักษะสาํ คัญของกระบวนกรเพ่ือการเรยี นรู้
โดย คงวฒุ ิ นิรนั ตสขุ (หนังสือลําดับที่ 35 ของโครงการเพาะพนั ธ์ปุ ญั ญา)
3. หนงั สือ ฤดูกาลเรยี นรทู้ ี่แจห้ ม่ วิทยา
โดย สุธรี ะ ประเสรฐิ สรรพ์(หนงั สอื ลาํ ดับท่ี 9 ของโครงการเพาะพนั ธุ์ปัญญา)
4. การเขียนสอื่ สารปรากฎการณ์ในชัน้ เรยี น การเขียนคอื คิดสอ่ื สาร
5. ชุดความคิดเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยผังความคิดเช่ือมโยงเหตผุ ล
6. การวัดและประเนธิ พล
1. วดั ประเมินผลจากแบบทดสอบความรู้ ก่อนเรยี น-หลังเรียน
2. การวดั ประเมนิ ผลจากแบบสังเกต
3. วัดประเมินผลจากใบกิจกรรม
4. การวดั ประเมินผลจากการตอบแบบสอบถาม
20
หลกั สตู รการเขยี นเพื่อพฒั นาทักษะการคิดในห้องเรียน
7. ชุดคดิ การเขฝี ธส่ือสารปรากฏการณ์ใธช๊ธั เรฝี ธ
การเขีฝธคือคดิ ส่ือสาร
21
หลักสูตรการเขยี นเพื่อพัฒนาทกั ษะการคดิ ในห้องเรียน
22
หลักสตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
23
หลักสตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
8. ชดุ ควานคิดเพื่อสรา้ งการเรฝี ธรดู้ ว้ ฝพงั ควานคิดเชอ่ื นไฝงเหตุพล
เขยี นคือคิดส่อื สาร
การเขยี นเพอื่ พฒั นาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรยี น
1.ผังความคิดเชือ่ มโยงเหตุ-ผล
ประเดน็ ทนี่ ักเรยี นสนใจ .....................................................................................................................................
ปญั หาของประเด็นทีน่ ักเรียนสนใจ
1............................................................................................................................ ..............................................
2..........................................................................................................................................................................
3............................................................................................................................ ..............................................
4............................................................................................................................ ..............................................
5..........................................................................................................................................................................
6............................................................................................................................. .............................................
7............................................................................................................................. .............................................
8......................................................................................................................................................................... .
ปัญหาที่นกั เรียนเลือก.........................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................................
ตวั แปรต้น ( เหตุ) .................................................................................................................................
ตวั แปรตาม (ผล) ........................................................................................................................ ..........
ตวั แปรควบคุม ............................................................................................................................. ..................
............................................................................................................. ...............................................................
สมมติฐาน เหตุ ผล หรือ ผล เหตุ
ถ้า..................................................... ดังนัน้ .............................................................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
24
หลกั สตู รการเขียนเพ่ือพฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
ตวั แปรต้น (เหต)ุ ตัวแปรตาม (ผล)
ปจั จยั / สาเหตุ / ข้อมูล / ความรู้
ตัวแปรต้น (เหต)ุ ตวั แปรตาม (ผล)
คาสาคญั หรอื หัวข้อสาหรับการสบื ค้น/ แหล่งขอ้ มูล (หาคาสาคญั ) ผรู้ ับผิดชอบ
คาสาคัญหรือหวั ขอ้ แหล่งข้อมูล
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
ออกแบบการเก็บขอ้ มูล/ ออกแบบการทดลอง ( รูปแบบตารางหรอื flowchart )
25
หลักสูตรการเขียนเพ่ือพัฒนาทักษะการคิดในห้องเรียน
2. โครงงานตามแนวทาง SEEEM นกั เรยี นจะทาอย่างไร
โครงงาน/หัวขอ้ การค้นคว้า........................................................................................................................
วิพากษ์การคิดโครงงาน ดว้ ย SEEEM
…………………………………………………
…………………………………………………
…………………………………………………
………
………………………………………………… Science …………………………………………………
………………………………………………… …………………………………………………
………………………………………………… Economics …………………………………………………
……… Ecology ………
………………………………………………… Tecnology ....................
………………………………………………… ....................
………………………………………………… Mathematics
……… .............
Engineering …………………………………………………
…………………………………………………
…………………………………………………
………
…………………………………………………
…………………………………………………
…………………………………………………
………
26
หลกั สตู รการเขยี นเพ่ือพฒั นาทักษะการคิดในหอ้ งเรียน
ถานคอื สอธ สะถอ้ ธคิดคอื เรฝี ธ เขฝี ธคอื คดิ
เขียนคอื คดิ ส่อื สาร
ชุดคิดการเขยี นสื่อสารปรากฎการณ์ในชั้นเรยี น
ผงั ความคดิ เชื่อมโยงเหตผุ ล
27
หลกั สูตรการเขยี นเพอื่ พฒั นาทักษะการคิดในห้องเรียน
เขยี นคอื คิดส่อื สาร
ชดุ คิดการเขยี นสอื่ สารปรากฎการณใ์ นช้นั เรยี น
ผงั ความคดิ เช่ือมโยงเหตผุ ล
28
หลักสตู รการเขียนเพอ่ื พัฒนาทกั ษะการคดิ ในห้องเรยี น
เขยี นคอื คิดส่อื สาร
ชุดคิดการเขยี นสื่อสารปรากฎการณ์ในชนั้ เรยี น
เขียนบนั ทึกการเรยี นรู้
29
หลกั สตู รการเขยี นเพื่อพัฒนาทกั ษะการคดิ ในห้องเรยี น
เขยี นคอื คิดส่อื สาร
ชุดคิดการเขยี นสื่อสารปรากฎการณ์ในชนั้ เรยี น
เขียนบนั ทึกการเรยี นรู้
30
หลกั สตู รการเขยี นเพื่อพัฒนาทกั ษะการคดิ ในห้องเรยี น
ภาคพธวก
31
หลักสูตรการเขยี นเพ่ือพฒั นาทกั ษะการคดิ ในห้องเรียน
ภาคพธวก ก
กาหนดการฝึกอบรมหลกั สูตร “การเขียนเพื่อพัฒนาการคิดในหอ้ งเรยี น” เครือขา่ ยมูลนธิ ิปัญญาวุฑฒิ
วันเสาร์-อาทติ ย์ท่ี 18-19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
ณ สานักงานกองทนุ เพื่อความเสมอภาคทางการศกึ ษา (กสศ.)
อาคารเอสพี (อาคารเอ) ถนนพหลโยธนิ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
วนั เสารท์ ่ี 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
08.00 – 09.00 น.1 BAR – เชค็ อิน “ย่งิ รจู้ ัก ยง่ิ รกั กนั ”
09.00 – 11.00 น.1 ทักษะสําคัญสําหรับกระบวนกรเพ่ือการเรียนรู้ (ฟัง / สะท้อน / ถาม / ถอด)
11.00 – 12.00 น.1 หัวใจสาํ หรบั การออกแบบกระบวนการเพือ่ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ และ ตัวอยา่ ง
การประยกุ ตใ์ ช้เพือ่ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ (ชว่ งท่ี 1)
12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.00 น.1 หวั ใจสําหรบั การออกแบบกระบวนการเพือ่ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ และ ตัวอยา่ ง
การประยกุ ต์ใช้เพ่อื ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ (ช่วงท่ี 2)
14.00 – 14.30 น.1 AAR - สะทอ้ นคิดเพื่อเรียนรรู้ ่วมกัน และ สรุปแก่นคดิ ที่ได้สําหรับนาํ ไปฝึก #1
14.30 – 16.30 น.2 กจิ กรรมฝกึ คดิ เชิงเหตผุ ลเพือ่ การเขียน
วนั อาทิตย์ท่ี 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
08.30 – 09.00 น. ลงทะเบียน
09.00 – 10.00 น.2 กิจกรรมการฝึกหาแก่นของปรากฏการณ์สําหรับการเขียน ด้วยผังเหตุ-ผลคิด
เช่อื มโยง
10.00 – 11.30 น.2 การเขยี นสะท้อนคิดจากปรากฏการณท์ เ่ี กิดขนึ้ ในห้องเรียน
11.30 – 12.00 น.2 AAR สะท้อนคดิ เพ่ือเรียนรู้ร่วมกัน และ สรปุ แก่นคดิ ทไี่ ด้สําหรับนําไปฝึก #2
(กระบวนกร: 1คงวฒุ ิ นริ นั ตสขุ – มลู นธิ ปิ ญั ญาวฑุ ฒิ และ 2รชั นก ตัง้ ใจ – โรงเรยี นบญุ วาทย์วทิ ยาลยั )
หมายเหตุ: - รายละเอียดกําหนดการนี้เป็นระยะเวลาโดยประมาณ อาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตาม
สถานการณ์ท่ีเกิดขึ้น ท้ังนี้เพ่ือประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้กระบวนการของผู้เข้าร่วม
อบรม
- พักรับประทานอาหารว่างเวลา 10.15 น. และ 14.30 น. โดยประมาณ อาจเปลี่ยนแปลง
ได้ตามความเหมาะสม
32
หลกั สตู รการเขยี นเพ่ือพัฒนาทักษะการคิดในห้องเรียน
ภาคพธวก ข
แบบทดสอบก่อนและหลงั การอบรมเชิงปฏิบตั กิ ารการเขยี น
เพ่ือพฒั นาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรียน
ชื่อ......................................................................................................................... .............
โรงเรยี น..................................................................................................................... .........
ตอนที1่ แบบทดสอบวดั ความคดิ เชงิ เหตุ-ผล
ชแ้ี จง แบบทดสอบน้ีมที ้ังหมด 20 ขอ้
- คําถามอยใู่ นรปู แบบ " ข้อความ1 ข้อความ2 " คือ หางลูกศรเปน็ เหตุ หวั ลูกศรเป็นผล
- โปรดพิจารณาวา่ ข้อความท้ัง 2 นน้ั คือสงิ่ ที่เปน็ เหตเุ ปน็ ผลจรงิ ๆ เทา่ นน้ั
1. ยาบา้ ยาเสพตดิ 11. เกดิ ตาย
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เป็นเหตุ-ผล
ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล ข) ไม่เปน็ เหตุ-ผล
2. หิว กิน 12. กู้หนี้ ยมื สนิ
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เปน็ เหตุ-ผล
ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล
3. จน เครียด 13. ดูทีวี ง่วงนอน
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เปน็ เหตุ-ผล
ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล
4. ผอม สวย 14. เรียนเกง่ ประสบความสาํ เร็จ
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เป็นเหตุ-ผล
ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล ข) ไม่เปน็ เหตุ-ผล
5. รักมาก เกลยี ดมาก 15. ขนมบดู ราขน้ึ
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เปน็ เหตุ-ผล
ข) ไม่เปน็ เหตุ-ผล ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล
6. ฤดูหนาว อณุ หภมู ิต่ําลง 16. ฟา้ แลบ ฟ้ารอ้ ง
ก) เป็นเหตุ-ผล ก) เปน็ เหตุ-ผล
ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล ข) ไม่เปน็ เหตุ-ผล
7. ฝนตก ถนนเปียก 17. คอรัปชัน รวย
ก) เป็นเหตุ-ผล ก) เปน็ เหตุ-ผล
ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล ข) ไม่เปน็ เหตุ-ผล
33
หลกั สูตรการเขียนเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในห้องเรยี น
8. วันเพ็ญ เดือนสบิ สอง 18. วิกฤต CoVid-19 คนไทยมนี ํา้ ใจ
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เป็นเหตุ-ผล
ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล
9. ทาํ ทาน รกั ษาศีล 19. เรยี นจบ ทํางาน
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เป็นเหตุ-ผล
ข) ไม่เป็นเหตุ-ผล ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล
10. 3+4-2 8 20. จาํ ได้ ประยุกต์ได้
ก) เปน็ เหตุ-ผล ก) เป็นเหตุ-ผล
ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล ข) ไมเ่ ป็นเหตุ-ผล
ตอนที่ 2 ทาเคร่ืองหมายถกู หน้าขอ้ ทถี่ ูกต้อง และกาเครอ่ื งหมายกากบาท หน้าข้อผดิ
........... 21. ทักษะพนื้ ฐานของครกู ระบวนกรเพ่ือการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ฟงั สะท้อน ถาม ถอด
........... 22. ครูทําหนา้ ทเี่ ปน็ โคช้ ในชัน้ เรยี น เพอ่ื สร้างการเรียนรใู้ นตวั ของนกั เรียน
........... 23. การฟังอยา่ งตั้งใจ ใคร่ครวญทําใหเ้ กดิ สรา้ งพืน้ ทปี่ ลอดภยั ในชน้ั เรยี น
........... 24. การสะท้อนคิดเปน็ การประเมินผลการฟงั การถาม การเรยี นร้ขู องนักเรียนและครใู ห้เป้นกระ
บวนการและเปา้ หมายของนักเรยี น
........... 25. การตง้ั คาํ ถามเพ่ือให้เกิดการเรยี นรู้ มี 2 ข้นั ตอน คือ 1.ถามใหก้ ลา้ และ 2.ถามให้เก่ง
........... 26. การถอดความรดู้ ้วยการเขยี นสะทอ้ นคดิ การเรียนรู้ท่เี กิดขนึ้ ในช้ันเรยี นของนักเรยี นและครู
........... 27. การเขยี นคือคิด มี 2 รปู แบบ คอื เขยี นบูรณาการความรู้ และเขียนส่ือสาร
........... 28. การใช้ผงั ความคิดเช่ือมโยงเหตุ-ผล สามารถชว่ ยใหน้ กั เรยี นหาตวั แปรตน้ และตวั แปรตามได้
........... 29. ระดบั การเรยี นสะท้อนคดิ มี 3 ระดับได้แก่ สร้างโจทยว์ จิ ยั บูรณาการบรบิ ทในงานวิจยั และ
เขียนงานวชิ าการ
........... 30. การเขียนสื่อสารเป็นการเขยี นเล่าเรอื่ งปรากฎการณ์ในชั้นเรียน ทั้งความรสู้ กึ ความคิดและ
การเรียนรทู้ ัง้ ก่อนเรียน ขณะเรียนและหลงั เรียน
........... 31. การเขียนสะท้อนคดิ และการถาม/ตอบ เปก็ ารประเมินผลตามสภาพจรงิ หรอื การประเมินราย
ทางแบบผงั ตัวของนักเรียน (EFA : Embedded Formative Assessment)
........... 32. การเขยี นบทความทางวชิ าการ การนําหลกั การ ทฤษฎี มาประมวลผลกับการเรียนรูท้ ่ีเกิดขึน้
ในตัวนักเรยี น โดยเขยี นตามหลักหลกั การทางวิชาการ
........... 33. การเขยี นบันทึก(Diary/Learning log) สะท้อนให้เหน็ ถึงพุทธิพสิ ัย และจิตพิสัย
........... 34. การถอดความรู้ของครจู ากการเขยี นของนกั เรยี น สร้างนวตั กรรมในช้ันเรียนได้
........... 35. การเขยี นสะท้อนคิด ช่วยประเมนิ ทักษะในสตวรรษท่2ี 1ทเ่ี กิดข้ึนในตัวนักเรยี นได้
34
หลกั สตู รการเขียนเพ่อื พัฒนาทักษะการคดิ ในห้องเรยี น
ภาคพธวก ค
แผนการปฎบิ ัตงิ านหลกั สตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรียน
แผนการปฎิบตั งิ านหลงั การอบรมหลกั สตู รการเขียนเพือ่ พัฒนาทักษะการคดิ ในห้องเรียน
กจิ กรรม ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค พ.ย. ธ.ค. Output Outcome Impact
1.กาํ หนดเปา้ หมาย
2.วางแผนและออกแบบ
กจิ กรรมการจัดการ
เรยี นรใู้ นหอ้ งเรียน
3.การจดั กจิ กรรมการ
เขียนเพ่ือพฒั นาทักษะ
การคิดในห้องเรยี น
4.นําเสนอผา่ นOnline
5.วิเคราะหแ์ ละสรปุ
6.นาํ เสนอผา่ นOnline
หรอื ทีมวทิ ยากรเย่ียมชม
ห้องเรยี น
7.การพัฒนานวัตกรรม
การเขียนเพ่ือพฒั นา
ทกั ษะการคิดในห้องเรยี น
8.นาํ เสนอผลงานด้วย
คลปิ VDO
9.นําเสนองาน The Best
35
หลักสตู รการเขยี นเพอื่ พฒั นาทักษะการคดิ ในห้องเรยี น
ภาคพธวก ง
แบบประเมินผลงานครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
การเขียนเพื่อพัฒนาทักษะการคดิ ในห้องเรียน
ท่ี ช่อื .....................................................................ห้อง...............เลขท่ี..............
หลกั ฐานการเรยี นรู้ คะแนน ครั้งที่ 1 คร้ังที่ 2 สรุป
คะแนน ระดบั คะแนน ระดบั คะแนน ระดบั
1 การต้งั คําถาม 5
2 การตงั้ สมมตฐิ าน 5
3 การออกแบบวางแผน และการออกแบบ 10
เคร่อื งมือ
4 การสืบค้นความรู้และตรวจสอบความ 10
น่าเช่ือถอื ของแหล่งที่มาของข้อมลู
5 การสรุปองค์ความรู้ และการสงั เคราะห์ 10
สรปุ องค์ความรู้
6 การนาํ เสนอแนวคดิ จากความรู้ใหมไ่ ปใช้ 10
7 การเขยี นรายงานการศกึ ษาค้นควา้ เชงิ วชิ าการ 15
(รายงานการศกึ ษาค้นควา้ )
8 การเขียนบทความทางวิชาการ 10
9 การเขียน Learning Log 25
รวม 100
ระดับคุณภาพ 4 3.5 3 2.5 2 1.5 1 ไมผ่ า่ น
ข้อเสนอแนะของวทิ ยากร
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ.......................................................................(ผู้ประเมิน)
........................................................................(ผปู้ ระเมิน)
36
หลกั สตู รการเขยี นเพอื่ พฒั นาทักษะการคิดในหอ้ งเรียน
แบบประเมินความคดิ เหน็ การเขยี นสะทอ้ นคิดด้วย Learning Log ของนกั เรียน
วิชา .................................. ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
ตอนท่ี1 ขอ้ มูลผูป้ ระเมนิ
1. เพศ ชาย หญงิ
2. สถานภาพ ผบู้ รหิ าร ครู ผปู้ กครอง
ตอนท่ี 2 จงเขยี นแสดงความคิดเหน็ ตามหัวข้อดังกลา่ ว ลงในชอ่ งว่างที่กาหนดให้
2.1 การเขียนสะทอ้ นคิดด้วย Learning Log ดีหรอื ไม่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.2 การเขียนสะท้อนคิดดว้ ย Learning Log ทาํ ให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงต่อตัวเองอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.3 การเขียนสะทอ้ นคดิ ดว้ ย Learning Log มีประโยชน์อย่างไร และนาํ ไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจําวันหรือ
ในอนาคตอยา่ งไรบา้ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.4 อื่นๆ ( เชน่ การขยายแนวคดิ การเขียนสะท้อนคิดด้วย การเขียนสะทอ้ นคดิ ด้วย Learning Log ปใช้ใน
วชิ าอื่นๆ )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ชอ่ื ............................................................................... ผู้ประเมนิ
37
หลักสูตรการเขียนเพ่อื พฒั นาทกั ษะการคิดในห้องเรียน
ภาคพธวก จ
ตัวอยา่ งการเขยี นเพ่ือพัฒนาทกั ษะการคิดในห้องเรยี น
คู่มือการเขยี น Learning log ฝังควมคดิ เช่ือมโยง
ในชัน้ เรยี น
ตัวอยา่ ง Learning log ในชั้นเรยี น
38
หลักสูตรการเขยี นเพือ่ พัฒนาทักษะการคดิ ในหอ้ งเรยี น
39
หลักสตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
ตวั อยา่ ง Logbookสะท้อนคิดของนักเรียนหลงั ทากิจกรรม 1 แผน่ (One page)
40
หลกั สตู รการเขียนเพ่อื พฒั นาทักษะการคดิ ในห้องเรยี น
41
หลักสตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
42
หลักสตู รการเขยี นเพอ่ื พฒั นาทกั ษะการคิดในหอ้ งเรยี น
ธางรชั ธก ตั๊งใจ ถักผะควานสานารถ
230 ถนนพหลโยธิน ตาํ บลหัวเวียง อาํ เภอ/เขต เมอื ง จงั หวดั ลําปาง ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21
52000 โทร. (+66)900495791 อเี มล [email protected] ทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์
รางวัล ทกั ษะกระบวนการคิด
วิทยากรเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ สาขาเคมี ค่าย ปีการศึกษา ประสบการณ์
2555- ปัจจบุ นั
ครทู ่ปี รกึ ษาโครงงานของ
ตัวแทนจังหวัดลําปาง เรื่อง การจัดการเรียนรู้วิชาเคมีเพ่ิม 3 นกั วทิ ยาศาสตร์รนุ่ เยาว์
ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างพื้นฐานการทําโครงงาน ปี 2556 เหรียญทองแดง การ
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนพัฒนาสู่การสร้างเครือข่ายโครงงานฐานวิจัย แขง่ ขนั ISWEED 2013 สาขา
(RBL) ในโรงเรยี นบุญวาทย์วิทยาลัยมัธยมศึกษาตอนปลาย สงิ่ แวดลอ้ ม ณ.ประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า
ครูดีในด้วยใจ สพฐ. ปี 2554 ปี 2559( 2017)เขา้ รว่ มแขง่ ขัน
หน่งึ แสนครูดี สพฐ. ปี 2554 Intel ISEF 2017 สาขาวัสดุ
ครดู มี ที ุกวนั โดย สาํ นักงาน ส.ก.ส.ค. จงั หวดั ลําปาง ปี 2560 ศาสตร์ ณ.รฐั อริโซนา ประเทศ
ครูแกนนําโครงงานฐานวิจัย ปีการศึกษา 2555-2562 สหรัฐอเมรกิ า
โครงการเพาะพันธ์ุปัญญา ของสํานกั งานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั ปี 2560 รางวัลท่ี4 สาขา
รางวัล “ครูทปี กรณ์” ครูผู้เป่ียมพลงั ประสานความเข้าใจและ สตั วศาสตร์ งาน Intel ISEF
ความศรัทธา”ประจําปี 2559 และหนังสือบทความและเร่ืองเล่า ชื่อ 2017 นครลอสแองเจลิส
“รอยจารึกบนเส้นทางครูเพาะพันธุ์ปัญญา” ในวันท่ี 27 มีนาคม พ.ศ. ประเทศสหรัฐอเมรกิ า วนั ท่ี
2560 เกิดจากการจัด การเรียนรู้ด้วยโครงงานฐานวิจัย เพื่อสร้าง 19 พฤษภาคม 2560
กระบวนการคิดและทักษะในศตวรรษที่ 21 ของ นักเรียนด้วยตนเอง ปี 2560 เหรียญทอง
และสร้างทมี ครูเพอื่ การจัดการเรยี นรู้ ทงั้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ อย่าง ระดบั ชาติ การแขง่ ขนั
ยังยื่นในโรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ปีการศึกษา 2556 - 2559 ศิลปหัตถกรรมนกั เรียน คร้งั ที่
สํานกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั 66
ครูผู้สอนยอดเยี่ยม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มสาระ
การเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ ดา้ นนวตั กรรมและเทคโนโลยเี พ่ือการเรียนการ ธักเรีฝธโดร้ ับรางวัล
สอน รางวัลแห่งทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC AWARDS) รางวัลเหรียญ
ทอง ปกี ารศึกษา 2560 เยาวชนดเี ด่นแห่งชาติ ปี
ครูผู้สอนยอดเยี่ยม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มสาระ 2560 และ รางวลั Prime
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้านวิชาการ รางวัลแห่งทรงคุณค่า สพฐ. Minister’s Youth
(OBEC AWARDS) รางวัลเหรียญทอง ปกี ารศึกษา 2561 Science Award 2017
ครผู ู้สอนยอดเยี่ยม Active Teacher ด้านนวตั กรรมและเทคโนโลยี
เพื่อการศึกษายอดเย่ียม กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ รางวัลแหง่
ทรงครุ คา่ สพฐ (OBEC AWARDS) รางวัลเหรยี ญทอง ปีการศกึ ษา
2562
43
หลักสตู รการเขยี นเพ่ือพฒั นาทักษะการคิดในห้องเรยี น
ชื่อ-ธานสกุล ธาฝคงวุฒิ ธริ ธั ตสุข
บทบาทปัจจุบนั กระบวนกรเพ่ือการเรยี นรู้ มูลนธิ ปิ ญั ญาวฑุ ฒิ
วฒุ กิ ารศึกษา - ปรญิ ญาโท มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
วทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขา เทคโนโลยีอาหาร
- ปรญิ ญาตรี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
วทิ ยาศาสตร์บัณฑิต สาขา เทคโนโลยอี าหาร
ประสบการณท์ ีเ่ กีย่ วข้อง
- กระบวนกรเพื่อการเรยี นรู้ มลู นธิ ปิ ญั ญาวุฑฒิ
- หัวหน้าศนู ยพ์ ่เี ลีย้ งโครงการเพาะพันธปุ์ ญั ญา มลู นธิ ิปัญญาวฑุ ฒิ
- กระบวนกรเพ่ือการเรียนรู้ โครงการเพาะพนั ธป์ุ ัญญา ศูนย์พเี่ ล้ียงมหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
- ผจู้ ัดการฝา่ ยฝกึ อบรมและสร้างแรงบนั ดาลใจ ศนู ยอ์ ุตสาหกรรมเกษตรร่วมกับเครือขา่ ยพันธมติ ร
(ARHAN Center)
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
- วทิ ยากรด้านอุตสาหกรรมอาหาร และ ผ้จู ัดการทัว่ ไป บรษิ ัท ฟ้ดู อินโนเวช่ัน แอนด์ ดีไซน์ จํากัด
- นักวจิ ยั โครงการครุวจิ ยั ประจําศนู ยม์ หาวทิ ยาลัยศิลปากร (สนับสนุนโดยสาํ นกั งานกองทุนสนับสนุน
การวจิ ยั - สกว.)
- อาจารย์พเิ ศษ (วศิ วกรรมอาหาร และ การจัดการการผลติ ในอุตสาหกรรมอาหาร) โปรแกรมวชิ า
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยกี ารอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครปฐม
- หวั หนา้ งานส่วนวา่ จา้ งผลติ (Outsourcing Supervisor) บริษัท มาลสี ามพราน จาํ กดั (มหาชน)
ผลงานท่ีเกย่ี วข้อง
- คงวุฒิ นิรนั ตสุข. 2563. บนั ทึกครรู ่วมโค้ช : ข้อสะท้อนคิดจากการพฒั นาทักษะครกู ระบวนกร.
กรุงเทพฯ : โครงการการพัฒนาทกั ษะครูกระบวนกรเพื่อจัดการเรียนรบู้ นฐานวิจยั สาํ หรบั พฒั นา
ผ้เู รียนให้เกิด MITR PHOL 21st Century Skills (บริษัท นํ้าตาลมิตรผล จาํ กัด), 64 หนา้ .
- คงวฒุ ิ นริ นั ตสขุ . 2562. ทกั ษะสําคญั สาํ หรบั กระบวนกรเพ่ือการเรยี นรู้. กรงุ เทพฯ : สาํ นกั งาน
คณะกรรมการส่งเสริมวทิ ยาศาสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม, 112 หน้า.
- สุธรี ะ ประเสรฐิ สรรพ์ และ คงวฒุ ิ นริ นั ตสุข. 2561. เพาะพันธุป์ ญั ญาดว้ ย PLC. สงขลา : นาํ ศิลป์
โฆษณา จํากัด, 98 หน้า.
- การวิเคราะห์และประมวลผลเชิงภาพถา่ ยสําหรบั ตดิ ตามคณุ ภาพนา้ํ มันทอดโดยการวัดมุมสมั ผสั
(อนสุ ิทธิบัตรไทย เลขที่ 10878)
44
หลกั สตู รการเขียนเพือ่ พัฒนาทักษะการคิดในหอ้ งเรยี น