รายงานนวัตกรรมการศึกษา ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะโดยใช้รูปแบบ การจัดการเรียนรู้KUKAI ส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้จัดท า นายไกรลาศ ผุดผา ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียน ขุขันธ์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ประเภทนวัตกรรม ด้านการจัดการเรียนการสอน 1. ที่มาและความส าคัญ “ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต” คติพจน์เกี่ยวกับการศึกษาวิชาศิลปะ จาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ Professor Corrado Feroci (สยามรัฐ 2562: ออนไลน์) ซึ่งค ากล่าวนี้แฝง ไปด้วยหลักคิด เพราะศิลปะไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ที่วาด ปั้น แกะสลัก สิ่งต่าง ๆ เท่านั้น แต่ศิลปะยังมีบทบาท ส าคัญในการด าเนินชีวิตอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ซึ่งได้ระบุตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางว่า การเรียนศิลปะจะ ช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่าซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ศิลปะเป็นวิชาที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพ ความ มีคุณค่า ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ (ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา 2551: 1) และจากการศึกษา งานวิจัยของ Kristin Burger and Ellen Winner (2000: 277) ซึ่งท าการศึกษาวิจัย เรื่อง Instruction in Visual Art: Can it help children learn to read ผลการวิจัยพบว่าการให้การเรียนรู้ด้านทัศนศิลป์ (Visual Art) ในวิชาศิลปะ สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ผ่านสายตาได้ การเรียนการสอนทัศนศิลป์จึงมีส่วนช่วยให้ นักเรียนประสบปัญหาด้านการอ่านสามารถเพิ่มศักยภาพได้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ นอกจากจะช่วยด้านการ อ่านออกเขียนได้ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่นักเรียนยังคงประสบปัญหา ศิลปะยังช่วยสร้างทักษะในการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าให้แก่ผู้เรียนในการสนับสนุนให้นักเรียนได้เผชิญความยากล าบากในการเปลี่ยนแปลงมโนภาพในหัว ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งระหว่างกระบวนการนั้นจะเกิดปัญหามากมายที่จ าเป็นต้องได้รับการแก้ไขไม่ว่าจะ เป็นการวาด การผสมสี ไปจนถึงการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่จะมอบทักษะการแก้ไขปัญหา และค้นพบค าตอบของ สิ่งต่าง ๆ เช่น “ท าไมจึงเกิดแบบนี้” และ “ท าอย่างไรเพื่อจะให้เกิดสิ่งนี้” ที่จะกลายเป็นความรู้ตลอดชีวิตของ ผู้เรียน (Kohl 2012: online) นอกเหนือจากการเสริมสร้างทักษะด้านการอ่านออกเขียนได้หรือทักษะในการแก้ไขปัญหาแล้ว การ เรียนศิลปะยังสามารถช่วยพัฒนาทักษะความเข้าใจโลกได้อีกด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยของ Wendy Strauch-Nelson (2015: 33 – 38) ที่ท าการศึกษาวิจัย เรื่อง ‘Reuniting Art and Nature in the Life of the Child’ ในวารสาร Art Education ว่า สภาพปัญหาในปัจจุบันของเด็กคือ การขาดประสบการณ์ในการ พบเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติด้วยตาตนเองตั้งแต่แรก สังเกตได้จากการสรุปผลตัวอย่างแบบสอบถามในปี ค.ศ. 1883 ว่าเด็กร้อยละ 63 ของเมืองบอสตันไม่เคยได้ปลูกต้นไม้ด้วยตนเอง และการน าธรรมชาติเข้ามาให้ นักเรียนได้ศึกษาในชั้นเรียนก็ยังคงประสบปัญหามาจนถึงปัจจุบัน เพราะความสะดวกสบายจากการหาข้อมูล ทางอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว ซึ่งท าให้เด็กขาดประสิทธิภาพด้านจินตนาการ ด้านการระบุประเภท และการ จัดการแก้ไขปัญหา Wendy จึงเสนอทางออกไว้ในการศึกษาว่า เราสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ด้วยการ ออกแบบกิจกรรมวิชาศิลปะให้ผู้เรียนได้มีการเชื่อมต่อออกไปยังโลกภายนอกตามความสนใจของผู้เรียน โดยเฉพาะการเร่งกระบวนการของความสงสัย เพื่อผลักดันให้ผู้เรียนได้ออกไปส ารวจหาค าตอบด้วยตนเองผ่าน
2 การออกแบบการเรียนในวิชาศิลปะ เช่น การวาดแผนที่ การวาดภาพสัตว์แต่ละช นิด การออกแบบ สภาพแวดล้อมในจินตนาการ และการส ารวจโลกย่อส่วนผ่านงานออกแบบต่าง ๆ เป็นต้น การจัดการเรียนการสอนรายวิชาศิลปะในโรงเรียนขุขันธ์พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ด้านการคิดเชิง ออกแบบน้อย สะท้อนได้จากการขาดกระบวนการคิดในการออกแบบงานศิลปะในการออกแบบและ สร้างสรรค์ชิ้นงานยังอยู่ในระดับต่ า นักเรียนมีประสบการณ์ในการคิดเชิงออกแบบน้อย ไม่สามารถน าความรู้ และการคิดเชิงออกแบบไปประยุกต์ใช้การออกแบบ และการด าเนินชีวิตประจ าวันได้ ดังนั้นการพัฒนามโน ทัศน์ด้านการคิดเชิงออกแบบจึงมีความส าคัญและจ าเป็นที่จะต้องพัฒนาให้เกิดในตัวผู้เรียนซึ่งจะสามารถท าให้ ผู้เรียนน าศาสตร์และศิลป์ของวิชาศิลปะไปผสมผสานกับวิชาอื่น ๆ ส่งผลดีต่อการพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา และความเข้าใจโลก ซึ่งเป็นทักษะที่จ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 รวมถึงโลก อนาคต 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะส าหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ KUKAI ในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์ การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. ขอบเขตของการศึกษา ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรอิสระ ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้KUKAI ในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์ การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะ ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ของ นักเรียน ประชากรและตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขุขันธ์ จ านวน 578 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 40 คน ซึ่งเป็นนักเรียนที่ ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เนื้อหาที่ใช้เป็นเนื้อหารายวิชาศิลปะ เรื่อง ทัศนธาตุ องค์ประกอบศิลป์และ การสร้างสรรค์งาน ศิลปะ ระยะเวลาที่ใช้ ใช้เวลาในการทดลอง 10 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2565 - 29 กรกฎาคม 2565
3 กรอบแนวคิด 4. วิธีการด าเนินการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 3 แผนการเรียนรู้ และมอบหมายให้นักเรียนสร้างสรรค์ชิ้นงาน โดย เริ่มจาก ทัศนธาตุ (เส้น สี แสงเงา รูปทรง รูปร่าง) องค์ประกอบศิลป์ และน าไปออกแบบสร้างสรรค์งาน ทัศนศิลป์ ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้KUKAI 2. ห้องเรียนศิลปะออนไลน์ Google Classroom 3. แบบประเมินชิ้นงานทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) 4. แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ KUKAI การเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ผู้วิจัยเตรียมความพร้อมของผู้เรียนโดยการชี้แจงวัตถุประสงค์ของการด าเนินงาน 2) ก าหนดแบบแผนที่ใช้ในการทดลองที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดซ้ า (The One-Group Pretest-Posttest Design) ดังนี้ กลุ่ม ทดสอบก่อนเรียน การจัดกระท า ทดสอบหลังเรียน ทดลอง O1 X O2 เมื่อ O1 หมายถึง การทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการ เรียนรู้KUKAI X หมายถึง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ KUKAI ในการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิด เชิงออกแบบรายวิชาศิลปะ O2 หมายถึง การทดสอบหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการ เรียนรู้KUKAI
4 3) ด าเนินการทดลองโดยผู้วิจัยด าเนินการสอนเองจ านวน 10 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 สัปดาห์ 4) ประเมินทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ก่อนเรียน 5) ด าเนินการทดลองโดยสอนตามเนื้อหาและระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 6) ประเมินทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) หลังเรียน 7) ประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ท าการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป ในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญชม ศรีสะอาด 2554: 122 - 126) แล้วน า ค่าเฉลี่ยที่ได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์การให้คะแนน ใช้เกณฑ์การแปลความหมายของ มนตรี วงษ์สะพาน (2563, น. 220) ดังนี้ 4.51 – 5.00 = มากที่สุด 3.51 – 4.50 = มาก 2.51 – 3.50 = ปานกลาง 1.51 – 2.50 = น้อย และ 1.00 – 1.50 = น้อยที่สุด และ ใช้สถิติทดสอบค่าที (t-test) เปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน กลุ่มทดลอง โดยใช้สูตรค านวณค่าที (t-test dependent sample) (บุญชม ศรีสะอาด 2554: 133) 5. ผลการศึกษา 1.1 ผลการวิเคราะห์คะแนนการออกแบบของผู้เรียนจ านวน 40 คน ก่อนเรียนและหลังเรียน สรุปดังนี้ ตาราง 1 การเปรียบเทียบคะแนนจากชิ้นงาน การทดลอง n x S.D. t sig ประเมินทักษะด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบ ก่อนเรียน 40 13.97 1.91 11.749 .000* ประเมินทักษะด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบ หลังเรียน 40 17.90 .98 *p < 0.05 จากตารางพบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งหมดของผลงานออกแบบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 1.2 ผลการวิเคราะห์คะแนนจากแบบสอบถามความคิดเห็นในการเรียนรู้ด้วย KUKAI สรุปได้ดังนี้ ตาราง 2 แบบประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบ KUKAI Model ข้อค าถาม ความคิดเห็น x S.D. แปรผล 1. โจทย์งานออกแบบ ท้าทาย กระตุ้นความคิด 4.58 0.56 มากที่สุด 2. การค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองท าให้นักเรียนเรียนรู้อย่างอิสระ 4.58 0.56 มากที่สุด 3. สื่อที่น ามาใช้มีความเหมาะสม 4.35 0.71 มาก 4. ผู้สอนกระตุ้นให้นักเรียนเกิดกระบวนการคิด 4.42 0.50 มาก 5. นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรม 4.65 0.49 มากที่สุด 6. นักเรียนเข้าใจการออกแบบและสามารถน าความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้ 4.65 0.49 มากที่สุด 7. นักเรียนเห็นแนวทางการน าวิธีการไปในการออกแบบสิ่งต่าง ๆ ได้ 4.52 0.72 มากที่สุด
5 ข้อค าถาม ความคิดเห็น x S.D. แปรผล 8. นักเรียนเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ 4.39 0.56 มาก 9. เกณฑ์การประเมินมีความเหมาะสม 4.32 0.70 มาก 10. นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยรูปแบบ KUKAI 4.45 0.68 มาก รวม 4.49 0.45 มากที่สุด จากตารางพบว่า ผลรวมความคิดเห็นของผู้เรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ KUKAI อยู่ใน ระดับ มากที่สุด ( x = 4.49, S.D. = 0.45) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อเรียงล าดับจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด 3 ล าดับ คือ โจทย์งานออกแบบ ท้าทาย กระตุ้นความคิด และ การค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองท าให้นักเรียนเรียนรู้ อย่างอิสระ ( x = 4.58, S.D. = 0.56) รองลงมาคือ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ และ นักเรียนเข้าใจการออกแบบ และสามารถน าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้ ( x = 4.65, S.D. = 0.49) และ นักเรียนเห็นแนวทางการน า วิธีการไปในการออกแบบสิ่งต่าง ๆ ได้( x = 4.52, S.D. = 0.72) ตามล าดับ สรุปผลการศึกษา 1. นักเรียนมีทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะหลังเรียนมากกว่าก่อน เรียน ( x = 17.90, S.D. = 0.98, x = 13.97, S.D. = 1.91) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ KUKAI ใน การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ในระดับมากที่สุด ( x = 4.49, S.D. = 0.45) อภิปรายผล จากผลการศึกษา เรื่อง การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบรายวิชาศิลปะ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้KUKAI Model ส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนขุขันธ์ อ าเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ สามารถสรุปอภิปรายผล ดังนี้ 1. การประเมินผลงานทักษะด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบก่อนเรียนและการสร้างสรรค์งานศิลปะ พบว่าตัวอย่างที่ได้รับการเรียนด้วยรูปแบบ KUKAI มีพัฒนาการในภาพรวมดีขึ้น สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มี คุณภ าพ สอดคล้องกับ Buchanan (1992); Brown (2009); Cross (1999); Simon (2009) ที่กล่ าว ว่ า กระบวนการคิดเชิงออกแบบช่วยให้ผู้เรียนสร้างผลงานออกแบบได้ดี เนื่องจากประกอบด้วยขั้นตอนที่ต้องใช้ การคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ สร้างจินตนาการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานเหตุและผลในโลกของความเป็นจริง การคิดเชิงออกแบบจึงสามารถแก้ปัญหาในความเป็นจริงได้อย่างเป็นระบบ และสามารถสร้างสรรค์งาน ออกแบบที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์สินค้าเป็นนวัตกรรมใหม่ได้สอดคล้องกับ สมโภชน์ พูลเขตกิจ (2563: 78) กล่าวว่า กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีทักษะด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมหลังจาก เรียนรู้โดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรมในระดับดีมาก และมี ทักษะหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 2. ผลการประเมินผลการจัดกิจกรรมด้วย KUKAI Model พบว่า ความคิดเห็นของผู้เรียนหลังเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ KUKAI โดยรวม อยู่ในระดับ มากที่สุด อาจเป็นเพราะนักเรียนรู้จักกระบวนการ ท างาน มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบจึงท าให้มีมโนทัศน์ที่ชัดเจนในการรับรู้และสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โจทย์งานออกแบบท้าทาย กระตุ้นความคิด และ การค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเองท าให้นักเรียน
6 เรียนรู้อย่างอิสระ อยู่ในระดับมากที่สุด อาจเป็นเพราะนักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการออกแบบ เช่น การออกแบบซุ้มปัจฉิมนิเทศ การออกแบบสแตนด์เชียร์ การออกแบบเครื่องแต่งกายในการแสดง นักเรียนมี ทักษะในการศึกษาค้นคว้า และสามารถออกแบบชิ้นงานได้อย่างหลากหลาย ไม่จ ากัด นักเรียนเข้าใจการ ออกแบบและสามารถน าความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวัน และ เห็นแนวทางการน าวิธีการไปในการออกแบบสิ่ง ต่าง ๆ ได้เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการด าเนินชีวิต สอดคล้องกับ มะยุรีย์ พิทยาเสนีย์ และพิชญา ภา ยวงสร้อย (2564: 190 – 119) กล่าวว่า การคิดเชิงออกแบบเป็นกระบวนการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่าง เป็นระบบ โดยยึด “คน” เป็นศูนย์กลางในการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมส าหรับการพัฒนา นักศึกษาครูในสถาบันอุดมศึกษาให้มีความเป็นนวัตกรเพื่อการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อ แก้ปัญหาการเรียนการสอนและการประยุกต์ใช้เพื่ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมแก้ไขปัญหาในชีวิตประจ าวัน ข้อเสนอแนะ 1. จากการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้รูปแบบ KUKAI ไม่สามารถด าเนินการให้แล้วเสร็จในคาบ เรียนได้ เนื่องจากเวลาในการท ากิจกรรมด้านการฝึกปฏิบัติมีน้อย ครูอาจปรับกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ ผสมผสาน หรือรูปแบบเรียนรู้อื่น ๆ ที่สามารถให้นักเรียนมีเวลาในการฝึกปฏิบัติในชั้นเรียนมากขึ้น 2. ควรมีการน าการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบไปใช้เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ด้านการคิดเชิงออกแบบในรายวิชาอื่น ๆ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตด้านมโนทัศน์การคิดเชิงออกแบบส าหรับ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ ทุกรายวิชา 6. บรรณานุกรม วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, ส านัก. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. จาก http://www.thaischool.in.th/_files/thaischool/08.pdf บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น, 2554. มนตรี วงษ์สะพาน. พื้นฐานการวิจัยทางหลักสูตรและการสอน. มหาสารคาม: สารคามการพิมพ์จ ากัด, 2563. มะยุรีย์ พิทยาเสนีย์ และพิชญาภา ยวงสร้อย. “การคิดเชิงออกแบบ: ครูนวัตกรวิถีใหม่ Design thinking: New era innovator teachers. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏล าปาง. 10(2); (กรกฎาคม – ธันวาคม 2564): 190 – 119. สมโภชน์ พูลเขตกิจ. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดเชิงออกแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะด้าน การสร้างสรรค์และนวัตกรรม ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2563. สยามรัฐออนไลน์. “ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง (In Unrestful Mind and Spiritual Power,” สยามรัฐ (หนังสือพิมพ์ออนไลน์) 14 กันยายน 2562 (อ้างเมื่อ 15 มกราคม 2564). จาก: https://siamrath.co.th/n/102750 Buchanan,R. Wicked Problems in Design Thinking. Design Issues, 8(2), (1992) 5 – 21. Brown, T. Change by Design. New York: Haper Collins, 2009.
7 Cross, N. Natural Intelligence in Design. Design Studies, 20(1), (1999) 25 – 39. Kristin Burger and Ellen Winner. “Instruction in Visual Art: Can It help Children Learn to Read”, The Journal of Aesthetic Education (Serial online). 34; 3/4 (Autumn-Winter 2000): 227 – 293. MaryAnn F. Kohl. The Importance of Art in A Child’s Development. Retrieved online September 2012 from www.barnesandoble.com Simon, A. Understanding the Nature and Artificial Worlds. In H.B. Clark, D.E.(Ed.), Design Studies: A Reader (pp. 106-109). Oxford: Berg, 2009. Wendy Strauch-Nelson. “Reuniting Art and Nature in the Life of the Child”. Art Education (Serial online). 65; 3 (17 November 2015): 33 – 38. 7. การเผยแพร่ผลงาน 1. เว็บไซต์โรงเรียนขุขันธ์ www.khukhan.ac.th 2. เว็บไซต์งานนิเทศโรงเรียนขุขันธ์https://sites.google.com/khukhan.ac.th/nitedkks/home 3. โรงเรียนละลมวิทยา 4. โรงเรียนภูสิงห์ประชาเสริมวิทย์ 5. โรงเรียนสวงษ์วิทยาคม 6. โรงเรียนลมศักดิ์วิทยาคม 7. โรงเรียนศรีตระกูลวิทยา 8. โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์
8 8. ภาคผนวก Model ของนวัตกรรม
9 ภาพผลงานผู้เรียน
10