The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งสำหรับธุรกิจดิจิทัล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณีรนุช บัวเขียว, 2023-01-22 22:26:49

อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งสำหรับธุรกิจดิจิทัล

อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งสำหรับธุรกิจดิจิทัล

รายงาน วิชา อินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งส าหรับธุรกิจดิจิทัล จัดท าโดย นางสาว ณีรนุช บัวเขียว ชั้น ปวส.2 สาขาวิชาธุรกิจดิจิทัล เสนอ อาจารย์ เก็จมณี ชุมแก่น วิทยาลัยเทคโนโลยีพัทลุงบริหารธุรกิจ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2566


ค าน า รายงานเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาอินเทอร์เน็ตสรรพสิ่งส าหรับธุรกิจดิจิทัล จัดท าขึ้น เพื่อให้พี่ๆหรือน้องๆ ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ Internet of thing และการใช้ อินเทอร์เน็ตในสมัยปัจจุบันว่าใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้น หวังว่ารายงานเล่มนี้จะมีประโยชน์ต่อทุกคนและน าไปใช้ได้จริงในชีวิตประจ าวัน จัดท าโดย นางสาว ณีรนุช บัวเขียว


สารบัญ เรื่อง หน้าที่ ความหมายของ Internet Of Things ๑-๒ วิวัฒนาการของ Internet Of Things ๓-๕ ลักษณะการท างานของ Internet Of Things ๖-๗ การน า Internet Of Things ไปใช้งานต่างๆ - ด้านพลังงาน - ด้านการดูแลสุขภาพ - การลดความสูญเสียในการขนส่ง - ภาคการผลิตและระบบซัพพลายเชน ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ๘ Arduino คืออะไร ๑๐ รูปแบบการเขียนโปรแกรมบน Arduino ๑๑-๑๓


อินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (Internet Of Things) ความหมายของ Internet Of Things Internet of Things (IoT) คือ "อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง" หมายถึง การที่อุปกรณ์ต่างๆ สิ่ง ต่างๆ ได้ถูกเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างสู่โลกอินเตอร์เน็ต ท าให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้ งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า (การสั่ง การเปิดไฟฟ้าภายในบ้านด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุม เช่น มือถือ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต) รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือทางการเกษตร อาคาร บ้านเรือน เครื่องใช้ใน ชีวิตประจ าวันต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นต้น IoT มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า M2M ย่อมาจาก Machine to Machine คือเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน


เทคโนโลยี IoT มีความจ าเป็นต้องท างานร่วมกับอุปกรณ์ประเภท RFID และ Sensors ซึ่ง เปรียบเสมือนการเติมสมองให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ขาดไม่คือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อให้ อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้ เทคโนโลยี IoT มีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็มาพร้อมกับ ความเสี่ยง เพราะหากระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไม่ดีพอ ก็ อาจท าให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาขโมยข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของเราได้ ดังนั้นการ พัฒนา IoT จึงจ าเป็นต้องพัฒนามาตรการ และระบบรักษาความปลอดภัยไอทีควบคู่กันไปด้วย Google Glass เป็นแว่นตาที่คอมพิวเตอร์และหน้าจอติดตั้งอยู่กับตัวแว่น และมีกล้องติดอยู่ ขา แว่นรองรับการใช้งานระบบสัมผัส และรองรับการสั่งงานด้วยเสียง ปัญหาคือด้วยพื้นที่การ แสดงผลที่มีจ ากัด มันจะท าอะไรได้บ้าง คงเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัย เพราะราคาของมันในตอนนี้ วางจ าหน่ายอยู่ที่ $1,500 คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 49,000 บาท เราคงไม่เสียเงินครึ่งแสนกับ แว่นตาที่ท าได้แค่ถ่ายรูปแน่ๆ ใช่ไหมล่ะครับ ค าตอบก็คือ Google Glass ถ้าพูดไปมันก็ท าให้เราเหมือนมี Google ติดตัวเราตลอดเวลา มันสามารถแสดงข้อมูลจากสมาร์ท โฟนหรือ Google accounts บนหน้าจอของ Google Glass, รับสายที่โทรเข้ามา, ส่งข้อความ, ถ่ายรูปและวิดีโอ, แสดงแผนที่, แสดงผลการค้นหา และทีเด็ด ที่สุด คือ รองรับ Google Now ด้วย


วิวัฒนาการของ Internet Of Things จากเทคโนโลยี RFID สู่โลกของ Internet of Things ย้อนไปเมื่อปี 1999 นาย Kevin Ashton ที่ท างานวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT เขาได้ถูกเชิญให้ไปบรรยายเรื่องนี้ให้กับบริษัท Procter & Gamble หรือ P&G ที่เราคุ้นเคย ซึ่งการบรรยายในครั้งนั้นเขาได้น าเสนอโครงการที่ชื่อ ว่า Auto-ID Center ซึ่งต่อยอดมาจากเทคโนโลยี RFID ที่ในขณะนั้นถือเป็นมาตรฐานโลก ส าหรับการจับสัญญาณเซ็นเซอร์ต่างๆ( RFID Sensors) ว่าตัวเซ็นเซอร์เหล่านั้นสามารถท าให้มัน พูดคุยเชื่อมต่อกันได้ผ่านระบบ Auto-ID ของเขา โดยการบรรยายให้กับ P&G ในครั้งนั้นนาย Kevin Ashton ก็ได้ใช้ค าว่า Internet of Things ในสไลด์การบรรยายของเขาเป็นครั้งแรก โดย Kevin นิยามเอาไว้ตอนนั้นว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดก็ตามที่สามารถสื่อสารกันได้ได้ก็ถือเป็น “internet-like” หรือพูดง่ายๆก็คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สื่อสารแบบเดียวกับกับระบบ อินเตอร์เน็ตนั้นเอง โดยค าว่า “Things” ก็คือค าใช้แทนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเหล่านั้น


ตู้ ATM ถือเป็นอุปกรณ์ Internet of Things ชิ้นแรก จากค านิยามที่นาย Kevin Ashton ได้บรรยายไว้ ก็ได้มีการยกตัวอย่างเจ้าอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ที่เข้าข่ายถือเป็น Internet of Things ได้นั้นก็พบว่าเจ้าตู้ ATM ที่เราใช้กดเงินกัน อยู่ทุกวันนี้นี่แหละถือเป็น Internet of Things ชิ้นแรกของโลก เพราะมันสามารถเชื่อมต่อ สื่อสารหากันได้ผ่านเครือข่ายของธนาคารและสาขาต่างๆ ซึ่งเจ้า ATM นั้นถือก าเนิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี 1974 ก่อนที่จะมีการนิยามค าว่า Internet of Things เสียด้วยซ้ า ต่อมาหลังปี 2000 โลกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจ านวนมากและมีการใช้ค าว่า Smart ซึ่งในที่นี้คือ smart device, smart grid, smart home, smart network, smart intelligent transportation ต่างๆเหล่านี้ล้วนมี โครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อ กับโลกอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านั้นเองก็เลยมาเป็นแนวคิดที่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นก็ย่อม สามารถสื่อสารกันได้ด้วยเช่นกันโดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน นั่นแปลว่านอกจาก Smart devices ต่างๆจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ได้แล้วมันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ ตัวอื่นได้ด้วย ในปี 2020 จะมีรถยนต์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตถึง 250,000 คัน และเมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆที่เป็น Internet of Things สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ได้แล้ว ท าไม Things อย่างรถยนต์ทั้งหลาย


จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับเขาบ้างไม่ได้ ตัวอย่างรถยนต์ที่ว่านั้นก็คือรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ที่ เชื่อมต่อข้อมูลของตัวรถเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และศูนย์ข้อมูลของ Tesla motor ในการอัพเดทข้อมูลส าคัญๆต่างๆให้กับตัวรถยนต์และผู้ขับขี่ หรืออย่างโครงการ Google’s Self-Driving Car รถยนต์ไร้คนขับของกูเกิลที่น าระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามาร่วมประมวลผลในการค านวน เส้นทางต่าง (คล้ายกับที่เราเปิด Google Maps เพื่อค้นหาเส้นทาง) โดยกูเกิลได้น าข้อมูลของรถยนต์กว่า 10,000คันไปประมวลผลในแต่ละ สัปดาห์เพื่อหาวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัยที่สุดให้กับรถยนต์ ไร้คนขับของกูเกิล และในปัจจุบันก็มีหลายค่ายรถยนต์ก็เริ่มพัฒนารถยนต์ให้มีความสามารถใน ลักษณะนี้เพิ่มขึ้น และอาจจะมีการต่อยอดแนวคิดนี้ขึ้นไป อีก โดยอาจจะไปถึงขั้นที่ในอนาคตเราจะได้เห็นรถยนต์แต่ละคันตามท้องถนนสามารถสื่อสารกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้เพื่อน าไปประมวลผล การเรื่องขับขี่ที่ปลอดภัยเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นนั่นเอง


ลักษณะการท างานของ Internet Of Things ประเภทของ Internet Of Things ปัจจุบัน IoT แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ o Industrial IoTs: แบ่งจาก Local Network มีหลายเทคโนโลยีที่แตกต่างกันในโครงข่าย Sensor Nodes โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลุ่มนี้ จะเชื่อมต่อแบบ IP Network เพื่อ เข้าสู่อินเตอร์เน็ต o Commercial IoTs: แบ่งจาก Local Communication ที่เป็น Bluetooth หรือ Ethernet (Wired Or Wireless) โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลุ่มนี้จะสื่อสารภายใน กลุ่ม Sensor Nodes เดียวกันเท่านั้นหรือเป็นแบบ Local devices เพียงอย่างเดียวอาจ ไม่ได้เชื่อมสู่อินเตอร์เน็ต ส่วนประกอบของ Internet Of Things ประโยชน์ของ Internet Of Things การที่เทคโนโลยีเป็นที่แพร่หลายนั้นไม่ได้อยู่ที่ปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว แต่เทคโนโลยีนั้น ต้องส่งมอบประโยชน์ต่อชีวิตของผู้ใช้ด้วย ซึ่ง IoTs ก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย รับส่งข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล IoTs มีคุณสมบัติด้านการเก็บข้อมูลทางภายภาพให้อยู่ในรูปดิจิทัลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จึงนับเป็นประโยชน์อย่างมากในยุค Digital Transformation ท ำงำนตรวจสอบในจุดที่คนเข้ำไม่ถึง เราสามารถออกแบบ Smart Device ให้มีขนาดเล็กและทนทาน เพื่อติดตั้งตามจุดที่คน เข้าถึงยากหรือในจุดที่มีอันตรายระหว่างด าเนินการได้ เช่น ภายในท่อส่งน้ ามัน บ่อบ าบัดน้ าเสีย เป็นต้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินจากการเข้าพื้นที่อันตรายเป็นประจ าได้ ลดภำระงำนให้กับบุคลำกร ในอดีตการเก็บข้อมูลต้องใช้คนในการสอดส่องที่เครื่องมือเพื่อหาความผิดปกติ แต่ปัจจุบัน IoTs ไม่เพียงแต่สอดส่องให้เราผ่าน Dashboard เท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้และหาความ ผิดปกติด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ ได้ อย่าง Artificial Intelligence เป็นต้น


แม่นย ำ! และส่งข้อมูลได้แบบ Real-Time ข้อมูลจาก IoT ไม่เพียงแต่เป็นดิจิทัลเท่านั้น ยังสามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วระดับ Real-Time มีความแม่นย า และสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา ท าให้มีข้อมูลในการตัดสินใจได้ทันที จะเห็นได้ว่า IoTs มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของเราและสังคมรอบข้างในทางที่ดี ขึ้น โดยเฉพาะความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจ าวัน รวมถึงยังเข้าไปมี ความเกี่ยวข้องกับแวดวงต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวสู่ยุค ดิจิทัลอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่าง Internet Of Things และ Big data การน า Internet Of Things ไปใช้งานต่างๆ ตัวอย่างการใช้ IoT ในด้านต่างๆ ด้านพลังงาน มีการน า IoT มาใช้จะเพิ่มความฉลาดของระบบพลังงานและระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการพลังงานจากท่อส่งอัจฉริยะ (Smart Pipelines) ถึงมิเตอร์ อัจฉริยะ (Smart Meters) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ทุกแง่มุมของการสร้างและ ส่งต่อพลังงานล้วนถูกท าให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น พึ่งพาอาศัยกันได้มากขึ้น และมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้นด้วย เพื่อตอบสนองความกระหายพลังงานของโลก หรือที่เรียกว่า พลังงานอัจริยะ หรือ Smart Energy ด้านการดูแลสุขภาพ ตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพโดยเฉลี่ยสูงกว่า 10% ของ GDP ในระดับชาติของทั่วโลก IoT จึงเป็นหัวใจหลักในการปรับปรุงการน าเสนอบริการส าคัญด้านการดูแลสุขภาพผ่านการเชื่อมต่อ และการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งเป็นเหตุผลของการสร้างศูนย์ทดลอง Connected Care ของ IIC โดย สมาชิกของศูนย์ดังกล่าวต่างมุ่งเน้นในการสร้างระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพผ่าน IoT ใน ระบบเปิดไว้ส าหรับสอดส่องดูแลผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้านหรือที่อยู่ระยะไกล โดยมีระบบบริหารจัดการ จากระยะไกลที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดีไว้ส าหรับคอยติดตามดูอาการของผู้ป่วยเรื้อรัง สิ่งนี้มอบศักยภาพในการสร้างโซลูชันในราคาเหมาะสมส าหรับผู้ป่วยและครอบครัว อีกทั้งยังช่วย ให้ผู้ดูแลมีโอกาสดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ


การลดความสูญเสียในการขนส่ง IoT สามารถสร้างระบบขนส่งที่สามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและด าเนินการตอบสนองได้ อย่างรวดเร็วในแบบเรียลไทม์ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการด าเนินงานและความปลอดภัยของ สาธารณะ ลดช่วงเวลาดาวน์ไทม์ และดูแลเรื่องของการบ ารุงรักษาระบบหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ใน เชิงป้องกันก่อนที่จะเกิดความขัดข้องกับชิ้นส่วนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ด้วยการวิเคราะห์และ ด าเนินการแก้ไขตามข้อมูลที่ได้จากตรวจสอบเซนเซอร์และเครื่องจักรที่อยู่แวดล้อม อาทิ สภาพ ภูมิอากาศ ทั้งสามารถระบุเส้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับการปรับปรุง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากการวิเคราะห์ความสามารถ ภาคการผลิตและระบบซัพพลายเชน นวัตกรรมด้าน IoT ในภาคการผลิตซึ่งปัจจุบันพัฒนาไปสู่โรงงานอัจฉริยะแห่งอนาคต (Smart Factory) IoT ให้ความสามารถในการปรับปรุงประสิทธิภาพและผลลัพธ์ได้อย่างมากมายมหาศาล ทั้งในเรื่องของกระบวนการผลิตไปตลอดทั่วทั้งซัพพลายเชนด้วย IoT กระบวนการผลิตจะควบคุม การท างานได้ด้วยตัวเองจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีความชาญฉลาด สามารถด าเนินการแก้ไข เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเหตุขัดข้องแบบที่ไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้า โดยจะมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้เองโดยอัตโนมัติจากการน าข้อมูลเรียลไทม์มาใช้ และอุปกรณ์ดิจิทัลแบบพกพาทุกชิ้นในโรงงาน จะต้องรายงานสถานะของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ซ่อมอยู่ และสามารถใช้มือถือของเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูล การด าเนินงานได้แบบเรียลไทม์ โดยตัวเซนเซอร์ของอุปกรณ์สวมใส่จะติดตามต าแหน่งของ พนักงานในโรงงานแต่ละคนได้ ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ที่เรียบเรียงมาทั้งหมดยังเป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น IoT ยังมีอีกหลายด้าน หลายแง่มุมที่เป็น ประโยชน์ตอบสนองความง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ควรมีการเรียนรู้อย่างจริงจังแนะสามารถน ามาปรับใช้งานในภาคของธุรกิจได้ เพราะเชื่อเถอะว่า มันจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตเรามากยิ่งขึ้นทุกขณะ ตอนนี้เราไม่ปรับเปลี่ยน ใน อนาคตเทคโนโลยีเหล่านี้จะมาปรับเปลี่ยนเรา ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่


ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น Internet of Thing นั้นหากถูกพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้เป็นอย่าง มาก ในแง่ของความสะดวกสบาย และรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการท ากิจกรรม ประจ าวันต่างๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงมีข้อบกพร่อง ซึ่งสามารถจ าแนกได้ดังนี้ ปัญหาด้านการส่งข้อมูล : หัวใจหลักของแนวคิด Internet of Thing คือระบบเครือข่ายที่ เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลของอุปกรณ์ต่างๆ และเครือข่ายที่ส าคัญที่สุดคือ เครือข่าย อินเทอร์เน็ต หมายความว่าแนวคิดนี้จะต้องพึ่งพาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ซึ่งถ้าหาก เครือข่ายดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หรือเกิดการผิดพลาดทางการส่งข้อมูล ก็จะส่งผลให้ อุปกรณ์ต่างๆ ไม่สามารถท างานได้ ปัญหาด้านความปลอดภัย : เมื่อทุกสิ่งถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การรักษาความปลอดภัยยิ่ง สามารถท าได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากหากสามารถเจาะเข้าอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครือข่ายนั้นได้ ก็จะ สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ชิ้นอื่นได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแนวความคิด Internet of Thing นั้นคือการ เชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ดังนั้นอุปกรณ์ทุกชิ้นจึงเปรียบเสมือนอยู่ในเครือข่ายข้อมูลเดียวกัน เท่ากับว่าข้อมูลทุกชนิดที่อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งได้รับ อุปกรณ์ชิ้นอื่นก็จะได้รับด้วย เนื่องจากต้องน าไป ประมวลผลเพื่อท างานร่วมกัน ซึ่งก่อนที่แนวคิดนี้จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์คงต้องมีการพัฒนา ด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเสียก่อน ปัญหาการประมวลผลผิดพลาด : ถึงแม้แนวคิด Internet of Thing คือต้องการให้อุปกรณ์ ต่างๆ ติดต่อสื่อสารกันเอง และกระท าสิ่งต่างๆ อัตโนมัติโดยไม่ต้องรอค าสั่งของผู้ใช้ แต่อย่างไรก็ ต้องป้อนข้อมูล และเขียนโปรแกรมค าสั่งเพื่อให้อุปกรณ์นั้นๆ สามารถท างานได้ ซึ่งบางครั้งอาจจะ เกิดความผิดพลาดจากการเขียนค าสั่งไม่รัดกุม หรือครอบคลุมพอแนวความคิด Internet of Thing นั้นคือการเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ดังนั้นหากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งประมวลผลผิดพลาด ก็มี แนวโน้มว่าอุปกรณ์ชิ้นอื่นจะท างานผิดพลาดตามไปด้วย และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก็ จะส่งผลให้หมดความน่าเชื่อถือไปทันที เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจ าวัน ที่ต้องท าเป็นประจ าทุก วัน ปัญหาเกี่ยวกับผู้ใช้งาน : การที่มีสิ่งอ านวยความสะดวกมากไปจะส่งผลเสียต่อการด าเนินชีวิต ซึ่ง จะท าให้ผู้ใช้ติดความสบาย จนไม่สามารถท าเรื่องพื้นฐานได้ด้วยตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ เทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นเรื่องส าคัญที่การรับรู้ของแต่ละบุคคลไม่ เท่าเทียมกัน


Arduino คืออะไร Arduino อ่านว่า (อา-ดู-อิ-โน่ หรือ อาดุยโน่) เป็นบอร์ดไมโครคอนโทรเลอร์ ตระกูล AVR ที่มีการพัฒนาแบบ Open Source คือมีการเปิดเผยข้อมูลทั้ง ด้าน Hardware และ Software ตัว บอร์ด Arduino ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย ดังนั้นจึง เหมาะส าหรับผู้เริ่มต้นศึกษา ทั้งนี้ผู้ใช้งานยังสามารถดัดแปลง เพิ่มเติม พัฒนาต่อยอดทั้งตัวบอร์ด หรือโปรแกรมต่อได้อีกด้วย ความง่ายของบอร์ด Arduino ในการต่ออุปกรณ์เสริมต่างๆ คือผู้ใช้งานสามารถต่อวงจร อิเล็กทรอนิคส์จากภายนอกแล้วเชื่อมต่อเข้ามาที่ขา I/O ของบอร์ด (ดูตัวอย่างรูปที่ 1) หรือเพื่อ ความสะดวกสามารถเลือกต่อกับบอร์ดเสริม (Arduino Shield) ประเภทต่างๆ (ดูตัวอย่างรูปที่ 2) เช่น Arduino XBee Shield, Arduino Music Shield, Arduino Relay Shield, Arduino GPRS Shield เป็นต้น มาเสียบกับบอร์ดบนบอร์ด Arduino แล้วเขียนโปรแกรมพัฒนาต่อได้เลย จุดเด่นที่ท าให้บอร์ด Arduino เป็นที่นิยม ง่ายต่อการพัฒนา มีรูปแบบค าสั่งพื้นฐาน ไม่ซับซ้อนเหมาะส าหรับผู้เริ่มต้น มี Arduino Community กลุ่มคนที่ร่วมกันพัฒนาที่แข็งแรง Open Hardware ท าให้ผู้ใช้สามารถน าบอร์ดไปต่อยอดใช้งานได้หลายด้าน ราคาไม่แพง Cross Platform สามารถพัฒนาโปรแกรมบน OS ใดก็ได้


รูปแบบการเขียนโปรแกรมบน Arduino 1. เขียนโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ ผ่านทางโปรแกรม ArduinoIDE ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ จาก Arduino.cc/en/main/software 2. หลังจากที่เขียนโค้ดโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ใช้งานเลือกรุ่นบอร์ด Arduino ที่ใช้และ หมายเลข Com port รูปที่ 3 เลือกรุ่นบอร์ด Arduino ที่ต้องการ upload


รูปที่ 4 เลือกหมายเลข Comport ของบอร์ด 3. กดปุ่ม Verify เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและ Compile โค้ดโปรแกรม จากนั้นกด ปุ่ม Upload โค้ด โปรแกรมไปยังบอร์ด Arduino ผ่านทางสาย USB เมื่ออับโหลดเรียบร้อยแล้ว จะแสดงข้อความแถบข้างล่าง “Done uploading” และบอร์ดจะเริ่มท างานตามที่เขียนโปรแกรม ไว้ได้ทันที


Layout & Pin out Arduino Board (Model: Arduino UNO R3) 1. USB Port: ใช้ส าหรับต่อกับ Computer เพื่ออับโหลดโปรแกรมเข้า MCU และจ่ายไฟให้กับ บอร์ด 2. Reset Button: เป็นปุ่ม Reset ใช้กดเมื่อต้องการให้MCU เริ่มการท างานใหม่ 3. ICSP Port ของ Atmega16U2 เป็นพอร์ตที่ใช้โปรแกรม Visual Com port บน Atmega16U2 4. I/OPort:Digital I/O ตั้งแต่ขา D0 ถึง D13 นอกจากนี้ บาง Pin จะท าหน้าที่อื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น Pin0,1 เป็นขา Tx,Rx Serial, Pin3,5,6,9,10 และ 11 เป็นขา PWM 5. ICSP Port: Atmega328 เป็นพอร์ตที่ใช้โปรแกรม Bootloader 6. MCU: Atmega328 เป็น MCU ที่ใช้บนบอร์ด Arduino 7. I/OPort: นอกจากจะเป็น Digital I/O แล้ว ยังเปลี่ยนเป็น ช่องรับสัญญาณอนาล็อก ตั้งแต่ ขา A0-A5 8. Power Port: ไฟเลี้ยงของบอร์ดเมื่อต้องการจ่ายไฟให้กับวงจรภายนอก ประกอบด้วยขา ไฟเลี้ยง +3.3 V, +5V, GND, Vin 9. Power Jack: รับไฟจาก Adapter โดยที่แรงดันอยู่ระหว่าง 7-12 V 10. MCU ของ Atmega16U2 เป็น MCU ที่ท าหน้าที่เป็น USB to Serial โดย Atmega328 จะ ติดต่อกับ Computer ผ่าน Atmega16U2


Click to View FlipBook Version