หน ้ าปก
สารบัญ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงริเริ่มให้ดำเนินงานฟาร์มทะเลตัวอย่างแบบผสมผสานตาม พระราชดำริราชดำริโดยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ ซึ่ง นางวาสนา เทพหัสดิน ณ อยุธยา น้อมเกล้าฯถวายที่ดินในพื้นที่นาเกลือริมทะเลบริเวณหลักกม. ๑๕ หมู่ ๕ ตำบลบางแก้ว อำเภอ บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 82 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวาเพื่อเป็นฟาร์มตัวอย่างให้ทั้งผู้จับ สัตว์น้ำ ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ที่สนใจทั่วไปได้ศึกษาเรียนรู้ดูงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์นำไป ปรับใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ท้องถิ่นของตนเองต่อไป พระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถทรงทราบปัญหาสัตว์ ทะเลธรรมชาติในน่านน้ำทะเลไทยลดน้อยจำนวนมากทั้งพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจัยอื่นๆที่ใช้ในการออกเรือไปจับสัตว์น้ำ ธรรมชาติในทะเลที่ห่างไกลมี ต้นทุนที่สูงขึ้น จนกระทั่งสัตว์น้ำที่จับได้ขายแล้วไม่คุ้มต้นทุนจึงทรงมีพระราชดำริ ที่ะเเก้ไขปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของพสกนิกร ประวัติความเป็นมา
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) หมายถึง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หมุนเวียนน้ำ และบำบัดคุณภาพน้ำตามธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศวิทยา ให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของ สัตว์น้ำตลอดระยะเวลาการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยไม่มีการระบายน้ำที่ผ่านการเลี้ยง และสารอินทรีย์ลงสู่สิ่งแวดล้อม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ (Zero Waste) นอกจากจะได้ผลผลิตสัตว์น้ำ ยังสามารถนำของเสียมาทำให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่า โดยน้ำทะเลที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำจะเปลี่ยนเป็นเกลือ ทะเล หรือน้ำทะเลผง ส่วนของเสียจากการเลี้ยงสัตว์น้ำและสารอินทรีย์อื่นๆ เช่น เศษอาหาร สิ่งขับถ่ายของ สัตว์น้ำ เป็นต้น จะเปลี่ยนเป็นไรน้ำเค็มหรืออาร์ทีเมีย จึงเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน และลดผลกระทบ จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เกิดต่อสิ่งแวดล้อม รูปที� ๑ การเลี�ยงสัตว์นํ�าไร้มลภาวะ (ZERO WASTE) เครื�องดันนํ�า เครื�องตีนํ�า ทิศทางการไหลเวียนของนํ�า ทิศทางการนําสารอาหาร ไปเลี�ยงอาร์ทีเมีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ (Zero Waste) โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ
1.การเตรียมบ่อและคลองบำบัดคุณภาพน้ำ 1.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) จะประกอบด้วย ตามรูปที่ 1 - บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ขนาดประมาณ 40x70x2.5 เมตร เตรียมน้ำทะเลเข้าสู่บ่อเลี้ยง พร้อมติดตั้ง เครื่องตีน้ำ เครื่องให้อากาศ และแอร์โอทู อย่างละ ๑ ชุด และเปิดเครื่องตีน้ำเป็นระยะๆ จนกระทั่งสาหร่ายทะเล หรือหญ้าทะเลเริ่มขึ้นน้ำในบ่อเลี้ยงจะใส จึงปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยง - บ่อเลี้ยงอาร์ทีเมีย ขนาดประมาณ 40x75x4 เมตร เตรียมน้ำความเค็ม 90 – 170 ส่วนในพัน เพื่อเลี้ยงไรน้ำเค็ม (อาร์ทีเมีย) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเลี้ยงสัตว์น้ำจะนำเศษอาหาร สารอินทรีย์อื่นๆ จากบ่อ เลี้ยงสัตว์น้ำ ไปเลี้ยงไรน้ำเค็ม - นาเกลือ รับน้ำทะเลจากธรรมชาติ หรือน้ำความเค็มสูงจากบ่อเลี้ยงไรน้ำเค็ม ที่นำไปบำบัดบ่อเลี้ยง สัตว์น้ำแล้ว ผลิตเป็นเกลือแกง และน้ำทะเลผง - คลองบำบัดคุณภาพน้ำ รอบบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยแบ่งคลองบำบัดน้ำเป็นรูปตัวซี ขนาดด้านละ ประมาณ 15x230x2.5 เมตร เตรียมน้ำทะเลเข้าสู่คลองบำบัดคุณภาพน้ำ พร้อมบำบัดคุณภาพน้ำด้วยการ หมุนเวียนน้ำ การเติมอากาศ การเลี้ยงสาหร่ายทะเล และการเลี้ยงปลากินพืชในกระชัง และปลากินเนื้อ เช่น ปลากะพงขาว 2.การหมุนเวียนน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ ๑. การหมุนเวียนน้ำทะเลคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เป็นเลียนแบบการขึ้นลงของน้ำทะเล โดยเปิดเครื่องดัน น้ำในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เพื่อยกระดับน้ำให้สูงขึ้นด้านหนึ่ง (น้ำขึ้น) และระดับน้ำลดลงอีกด้านหนึ่ง(น้ำลง) และดำเนินการสลับเปลี่ยนทิศทางการขึ้นลงของน้ำทุกวัน เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของมวลน้ำทะเล นำสาร อาหารแพร่กระจายไปสู่สาหร่ายทะเลในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ ๒. การหมุนเวียนน้ำทะเลในบ่อเลี้ยง โดยรับน้ำทะเลจากคลองบำบัดคุณภาพน้ำด้านที่มีระดับสูงเข้าบ่อ เลี้ยง และระบายน้ำออกลงคลองด้านคลองบำบัดคุณภาพน้ำที่มีระดับน้ำต่ำ ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง และ ดำเนินการสลับทิศทางการรับน้ำเข้าและออกของบ่อเลี้ยง ตามการเลียนแบบการขึ้นลงของน้ำในคลองบำบัด คุณภาพน้ำ ๓.น้ำที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำและหมุนเวียนลงคลองบำบัดคุณภาพน้ำ จะได้รับการปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยชีวะวิธี คือ - การเลี้ยงสาหร่ายทะเล เช่น สาหร่ายกลวง สาหร่ายเม็ดพริกไทย เป็นต้น ในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เพื่อดูดใช้สารอาหาร (แอมโมเนีย และไนไตร์ท) ที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์น้ำ - การเลี้ยงปลากินพืชในกระชัง ตามคลองบำบัดคุณภาพน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณสาหร่ายทะเล และ แพลงค์ตอน ให้เหมาะสมต่อการบำบัดคุณภาพน้ำ เช่น ปลากะบอก ปลาทู ปลานวลจันทร์ทะเล เป็นต้น - การเลี้ยงปลากินเนื้อ เพื่อควบคุมประชาการปลากินพืชในคลองบำบัดคุณภาพน้ำ และปลากินพืช หลุดรอดจากกระชัง เช่น ปลากะพงขาว ปลากะรัง เป็นต้น
แผนผังแสดงกลไกการทํางานของเครื�องผันนํ�า (มุมมองด้านข้าง) 3.การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าของเสีย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) จะเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่มีการระบายของเสียลงสู่สิ่ง แวดล้อม ทั้งระหว่างการเลี้ยง และเมื่อสิ้นสุดการเลี้ยง แต่จะเพิ่มคุณค่าของเสียให้เกิดมูลค่า ดังนี้ ๑.เมื่อสิ้นสุดการเลี้ยงสัตว์น้ำ สารอินทรีย์ และเศษอาหารที่ตกค้างพื้นบ่อเลี้ยง จะดำเนินการบำบัด ด้วยการพรวนดินพื้นบ่อด้วยเครื่องแอร์โอทู 2 – 3 ครั้ง และจะนำไปเพิ่มมูลค่าด้วยการเลี้ยงไรน้ำเค็มหรืออาร์ ทีเมีย เพื่อจำหน่ายหรือใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป ๒.น้ำทะเลที่ผ่านการเลี้ยงสัตว์น้ำ จะไม่มีการถ่ายเทลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแต่จะดำเนินการเพิ่มมูลค่า โดยผ่านกระบวนการเปลี่ยนเป็นเกลือแกง และน้ำทะเลผงสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือการเลี้ยงปลาสวยงาม
4.ผลการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ดำเนินการเลี้ยงสัตว์น้ำไร้มลภาวะ (Zero Waste) มี ผลผลิตสัตว์น้ำและอื่นๆ ๑๑,๐4๘ กิโลกรัม และสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสัตว์น้ำและผลผลิต จำนวน ๘7๒,๓๔9 บาท ชนิดสัตว์นํ�า ผลผลิต (ก.ก.) รายได้ (บาท) 1.ปลากะพงขาว 1,006 127,680 2.ปลากะพงขาว 1,117 177,638 3.ปลากะพงขาว 1,010 168,800 4.กุ้งกุลาดํา 1,321 183,780 ๕.ไรนํ�าเค็ม(อาร์ที เมีย) ๓,๐๓๖ 167,011 ๖.นํ�าทะเลผง ๓,๕๕๘ ๔๗,๔๔๐ รวม ๑๑,๐๔๘ ๘๗๒,๓๔๙
สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายพวงองุ่นมีหลากหลายชื่อจะเรียกกันไปตาม แต่ละพื้นที่ ซึ่งคนไทยจะรู้จักกันในชื่อของ สาหร่ายพวงองุ่น, สาหร่ายพริกไทย, คาเวียร์สีเขียว (Green Caviar) หรือ องุ่นแห่งท้องทะเล (Sea Grapes) นอกจากนี้ ยังมีชื่อใน ภาษาอื่น ๆ อีก เช่น Lelato, Ararusip และ Lato ส่วนชาว ญี่ปุ่น ประเทศที่นิยมกินสาหร่ายชนิดนี้จะเรียกว่า Umibudou ซึ่งแปลว่า องุ่นแห่งท้องทะเล ด้วยรูปลักษณ์ของสาหร่ายชนิดนี้ จะเป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ สี เขียวเกาะกันเป็นพวง ๆ ช่อ ๆ มองดูคล้ายพวงองุ่นจิ๋ว และ บางทีดูไปดูมาก็เหมือนช่อพริกไทยสด จึงมีหลายคนเข้าใจ ว่าสาหร่ายช่อพริกไทย และสาหร่ายพวงองุ่น คืออย่าง เดียวกัน อันที่จริงก็จัดอยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่สาหร่ายช่อ พริกไทย จะมีขนาดเล็กกว่าสาหร่ายพวงองุ่นเล็กน้อย สาหร่ายพวงองุ่นพบได้ที่ไหน? ส่วนมากสาหร่ายพวงองุ่น จะพบอยู่บนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทรายในทะเลลึก โดยอาจอยู่ รวมตัวกันเป็นกระจุก หรือปะปนกับสาหร่ายชนิดอื่นตามซอกหิน หรือปะการัง ปัจจุบันสามารถพบ สาหร่ายพวงองุ่นได้ในเขตประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังแพร่กระจาย ไปในเขตร้อนอย่าง เคนยา มาดากัสการ์ โมซัมบิก แทนซาเนีย และปาปัวนิวกินี ส่วนในประเทศไทย ก็มี การเพาะเลี้ยงได้ด้วยเช่นกันในระบบบ่อเลี้ยง โดยการสนับสนุนของกรมประมง ในปัจจุบันประเทศไทย สามารถหาซื้อสาหร่ายพวงองุ่นได้ จะมีตลาดขายสาหร่ายพวงองุ่นในพื้นที่ แถบจังหวัดทางภาคใต้ เช่น จังหวัดภูเก็ต ตรัง พังงา กระบี่ เพชรบุรี ฯลฯ หรือภาคตะวันออก ก็จะมีบ้าง ส่วนถ้าอยู่ในกรุงเทพ ก็สามารถไปหาซื้อได้ที่ร้านขายของนำเข้าจากญี่ปุ่น อาจจะพอมีนำเข้ามาขายอยู่บ้าง และตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำ
ถ้าเป็นคนใต้จะนิยมนำไปกินเป็นเหมือนผักอย่างหนึ่งแกล้มกับขนมจีนบ้าง หรือจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้ ส่วนคนที่เพิ่งเริ่มทาน อาจจะเด็ดเป็นช่อเล็ก ๆ แล้วไปจิ้มกับวาซาบิ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำ พริก สลัดครีมก็ได้ จะนำไปยำบีบมะนาวใส่ลงไป หรือใส่น้ำส้มสายชูผสมพริกป่นก็ดี แต่ข้อสำคัญ คือ ไม่ควร ล้างสาหร่ายพวงองุ่นแล้ววางทิ้งไว้ เพราะจะทำให้เม็ดฟีบลงได้ และไม่ควรแช่ทิ้งไว้ในซอส หรือน้ำจิ้มนาน ๆ อาจ จะทำให้เสียรสชาติได้นั่นเอง แหล่งรวมวิตามินมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี และวิตามินเค ดังนั้น จึงช่วยบำรุงสายตา แก้อาการเหน็บชา ดูแลกระดูก และฟัน บำรุงผิวพรรณ และช่วยให้เลือดแข็งตัวได้ง่าย ปรับสมดุลในร่างกาย รักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว บำรุงสมอง บำรุงเส้นผม ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็ง กากใยสูง แคลอรี่ต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แมกนีเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แคลเซียม บำรุงกระดูก โปแคสเซียม ช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ และความสมดุลของน้ำในร่างกาย สังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ไอโอดีน ช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก เบต้าแคโรทีน ต้านอนุมูลอิสระ รู้ไหม? สาหร่ายพวงองุ่นสามารถนำมาทานสด ๆ ได้เลย ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น
การสร้างมูลค่า จาก สาหร่ายพวงองุ่น
สาหร่ายพวงองุ่น รายได้หลักแสนบาท
เน ้ ือหาสาหร่ ายจากคนทำ อาชี พน ้ ี
ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ จังหวัดเพชรบุรี มีสภาพพื้นดินเดิมเป็นดินเค็มเนื่องจากเป็นนาเกลือทิ้งร้าง ดังนั้นการพัฒนาเป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงจำเป็นต้องนำดินมาถมสร้างคันบ่อและพื้นบ่อเพื่อกักเก็บน้ำทะเลและ วางระบบการหมุนเวียนของน้ำระหว่างน้ำจืดและน้ำทะเลให้สมดุลและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำทะเล แต่ละช่วงชีวิต สรุปผลการดำเนินงาน ดังนี้ บริเวณโครงการฯ มีแหล่งน้ำจืดจากคลองซอยชลประทาน ทำให้สามารถเลี้ยงสัตว์สองน้ำ เช่น กุ้ง ก้ามกราม ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาวจนถึงปลาน้ำเค็ม เช่น ปลากุดสลาด ปลากะรัง และปลาหมอทะเล เป็นต้น โดยในฟาร์มมีระบบท่อน้ำเชื่อมโยงถึงกันทุกฟาร์มย่อย ทั้งนี้ของเสียจากทุกฟาร์มย่อยจะถูกนำมา ใช้เป็นอาหารของไรน้ำเค็ม (อาร์ทีเมีย) ที่ดำรงชีวิตโดยการกรองกินอินทรีย์สารทุกชนิด และตัวไรน้ำเค็มเอง สามารถนำมาใช้เป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อนในฟาร์มด้วย น้ำที่เค็มจัดจากการเลี้ยงไรน้ำเค็มจะส่งต่อไปยังแปลงสาธิตการทำนาเกลือ ที่เป็นอาชีพดั้งเดิมของ เกษตรกรแหล่งนี้แต่พัฒนาต่อยอดไปสู่การทำน้ำทะเลธรรมชาติแบบผงที่สะดวกต่อการนำไปใช้เพาะเลี้ยงสัตว์ น้ำในที่ห่างไกลจากทะเลเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตเกลือให้มีราคาสูงขึ้น ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ จังหวัดเพชรบุรี
กระบวนการสุดท้ายของการทำนาเกลือจะได้ปุ๋ยสำหรับนำไปเพาะปลูกต้นไม้ ซึ่งสรุปว่าฟาร์มทะเลตัวอย่าง จะไม่มีการปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มสู่สิ่งแวดล้อม เรียกว่า ฟาร์มซีโร่เวสท์ (Zero waste) นอกจากนี้ฟาร์ม ทะเลสามารถคงความเค็มของน้ำทะเลในทุกฟาร์มย่อยต่างๆ ให้คงที่ได้ตลอดทั้งปีซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนา ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำ โดยมีการพัฒนาระบบน้ำไหลเวียนขึ้นลงเลียนแบบธรรมชาติ หรือหลักการนำพา ออกซิเจน แร่ธาตุ รวมทั้งสารอาหารไปหาผู้ใช้ประโยชน์ คือ สาหร่ายเซลล์เดียวจนถึงสาหร่ายขนาดใหญ่ ครบ วงจรทำให้ลดการเน่าเสียหรือการล้มลงของห่วงโซ่อาหารทุกห่วงโซ่เป็น องค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไป ใช้เป็นแบบอย่างได้ ฟาร์มทะเลตัวอย่างฯ จังหวัดเพชรบุรี นับ เป็นที่รวมของนวัตกรรมการพัฒนาอุปกรณ์ในการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อจากต่างประเทศ เช่น อุปกรณ์ แยกของเสียจำพวกโปรตีนออกจากน้ำ (protein skimmer) เรือและถังลำเลียงปลาให้มีชีวิตรอด ถัง รวบรวมไข่ปลาทูหลังการวางไข่ เครื่องให้อากาศ พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องให้อาหารสัตว์น้ำอัตโนมัติ กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำที่เคลื่อนที่ได้ ฯลฯ ในส่วนพื้นที่ตามคันบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในฟาร์ม ยังจัดให้มีการปลูกพืชคลุมดิน เช่น ผักเบี้ย ตะไคร้ หอม ส่วนพืชยืนต้นทนเค็มที่หายาก ได้แก่ มะพร้าว น้ำหอม มะพร้าวสีทอง มะแพร้ว มะขามป้อม ทับทิม มะม่วงหาวมะนาวโห่ มะขวิด กระทิง ในฟาร์มยังคงสภาพผืนป่าชายเลนภายใน ฟาร์มให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของประชาชนทั่วไป และแหล่งเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำวัยอ่อน และทรัพยากร มีชีวิตอื่นๆ ส่วนในทะเลมีแปลงสาธิตการเลี้ยงหอย แมลงภู่แบบแพเชือก ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงแบบใหม่ ที่ลดปัญหาการตายของหอยแมลงภู่ จากการหัก ล้มของหลักไม้ในฤดูมรสุมและความเสื่อมโทรมของ สิ่งแวดล้อมบริเวณแปลงเลี้ยงที่เกษตรกรมักตัดโคน หลักทิ้งตอไว้ในพื้นทะเล รวมทั้งการปักหลักล่อหอย ที่หนาแน่นเป็นสาเหตุของการเป็นโรคพยาธิในหอย สองฝาหลายชนิด
ปูมา ้ ปูมา เป ้ ็นปูทะเลชนิดหน่ึง อยูในสกุล Portunus ล ่กษณะทั วไปแบ่ั ่ งออกเป็น 3 ส่ วน คือ ส่ วน ตว ส ั ่ วนอก และส่ วนทอง ส้ ่ วนหวและอกจะอยูัต่ดกิ น ม ั ีกระดองหวอยูัตอนบน ทางด่ ้ านข้ าง ท้ งสองของกระดองเป ั ็นรอยหยกคลั ้ ายฟั นเลือย ล่กษณะเป ั ็นหนามแหลมข้ างละ 9 อน ขาม ั ี ท้ งหมด 5 คูั ่ คู่ แรกเปลยนแปลงไปเป ี่ ็นก้ ามใหญ่ เพอใช ื่้ ป้ องกนตัวและจับอาหาร ขาคูัท่ 2-4 ี่ มีขนาดเล็ ก ปลายแหลม ใช้ เป็นขาเดน ขาคู ิ ่ สุดทาย ตอนปลายม ้ ีลกษณะเป ั ็นใบพายใช้ ใน การว่ ายน้ำ ขนาดกระดองสามารถโตเตมท็ ไดี่ราว 15-20 เซนต ้เมตร ิ ปูมาต้วผูั ้ มีก้ ามยาวเรี ยว มีสี ฟ้ าออน และม่ ีจุดขาวตกกระทวไปท่ั้ งกระดองและกั ้ าม พ้นทือง้เป็นสี ขาว จบปั ้ิงเป็นรูปสามเหลยมเร ี่ี ยวสูง ปูมาต้วเม ั ีย มีก้ ามส้นกวั ่ ากระดอง และก้ ามมีสี ฟ้ าอมน้ำ ตาลออนและม่ ีจุดขาวตกกระทวไปท่ั้ งั กระดองและก้ าม เมื่อถงฤดูกาลวางไข ึ ่ ปูมาต้วเม ั ียจะมีไขต่ดอยู ิ บร่ ิเวณรยางค์ซ่ึงเคยเป็นขา ว่ ายน้ำ ในระยะวยอั อน โดยในระยะแรกไข ่จะอยู ่ ภายในกระดองต ่ ่ อมากระดองทางหน้ าทอง้เปิดออกทำ ให้ เห็ นไขช่ดเจน จังเรึ ี ยกปูมาล้กษณะนั้ ีว่ า ปูมาท้มี่ ีไขนอกกระดอง่ แมปูม่ าไข ้ นอกกระดอง ไข ่จะเจร่ ิ ญแบ่ งเซลล์อยูภายในเปล ่ ือกไข่ สี ของไขจะค่ ่ อยๆ เปลยนจากส ี่ีเหลืองอมส้ มเป็นสีเหลืองปนเทา สีเทา และสีเทาอมดำ ปูมาท้มี่ ีไขส่ ีเทาอมดำ จะ วางไขภายใน 1-2 ว ่นั
วงจรชีวตและระยะของปูม ิ า้ การขยายพันธุ์ และเพาะเลี้ยงปูม้า สำหรับใครที่มีความสนใจอยากขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยงปูม้าสิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนแรกก็คือการเตรียมโรงเพาะฟัก ที่หลัก ๆ แล้วจะต้องมีบ่อพักน้ำไว้ รวมถึงบ่อเก็บน้ำ บ่อฆ่าเชื้อ ไปจนถึงถังฟักไข่ บ่ออนุบาล ซึ่งบ่อพักน้ำต้องเตรียม น้ำไว้อย่างเพียงพอ และเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อโรคใดๆ เพื่อให้ลูกปูที่ได้มีความสมบูรณ์แข็งแรง โดยไม่ ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการคัดเลือกพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ที่สมบูรณ์มาใช้เพื่อการขยาย พันธุ์ด้วย หากทั้ง 2 ปัจจัยมีความพร้อมจึงมาลงรายละเอียดในเรื่องการให้อาหาร การเปลี่ยนถ่ายน้ำ การย้ายบ่อ การ ผสมพันธุ์ตามมา ซึ่งทุกกระบวนการมีผลต่อคุณภาพของปูม้าและโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ ด้วย การฟื้นฟูปูม้า ที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทยที่เคยมีการใช้ประโยชน์จากปูม้าโดยส่วนใหญ่ จะประกอบอาชีพการ ประมงอวนปู และนำปูม้าที่ได้มาขายเป็นปูสดหรือนำมาต้มแกะเนื้อขาย และยังมีชาวประมงบางส่วนที่ดำเนินการ จับปูโดยไม่ได้คำนึงขนาดปู ซึ่งขัดต่อกฎหมาย และทำให้ทรัพยากรปูตามธรรมชาติขาดแคลน ทำให้หลาย หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งจัดการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรปูม้า ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อจะทำให้มีทรัพยากร เพียงพอ เกิดความมั่นคงอาหารมากขึ้น เช่น การทำธนาคารปู ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่นเปลี่ยนจาก ระบบไฟฟ้าบ้านทั่วไป มาเป็นระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและลด ปัญหาไฟตก ไฟกระชากที่มีผลต่อปั๊มออกซิเจนในบ่อเพาะเลี้ยง และการปรับอาหารในการเลี้ยงปูลูกอ่อนเพื่อ ให้ปูมีความสมบูรณ์ได้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาปูม้าของชาวประมงขนาดเล็กให้เข้า สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร โดยเน้นเรื่องของสุขลักษณะในการทำการประมง ตั้งแต่โครงสร้างของเรือประมงที่ เป็นแหล่งจัดเก็บปูม้าขณะทำการเก็บเกี่ยว รวมทั้งพัฒนาไปถึงแพปูม้า ที่เป็นแหล่งเก็บรักษาและกระบวนการ ทำความสะอาดหลังการเก็บเกี่ยว ให้สะอาด ไม่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน แบ่งแยกพื้นที่ในการจัดเก็บชัดเจน ถูก สุขลักษณะและอนามัย และผู้ปฏิบัติงานทุกคนในทุกกระบวนการต้องมีสุขอนามัยที่ดีด้วย
แนะนำ ปูม้า สำหรับคนที่ชอบกินปูไข่หรือมันปูแน่นๆ ให้รอกินฤดูหนาว แต่กับคนที่หลงรักความหวานของเนื้อปูม้า ให้ เลือกกินปูม้าเดือนพฤษภาคม เพราะมีเนื้อแน่นและรสหวานที่สุด เป็นช่วงลมทะเลสงบและสัตว์ทะเลรวมทั้งปูม้า อุดมสมบูรณ์ มิถุนายน โครงการธนาคารปูม้า เป็นการใช้ประโยชน์และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน เพื่อ ให้ทรัพยากรปูม้าฟื้นฟูกลับสู่ความสมบูรณ์ รวมถึงปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลให้มี ประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกมิติด้านการพัฒนา เพื่อสร้างความยั่งยืนของท้องทะเลไทยให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 14 การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และ ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน จากการเพิ่มปริมาณปูม้าในท้องทะเลไทย เป็นประโยชน์ต่อชาวประมง สามารถ สร้างอาชีพประมงปูม้าอย่างยั่งยืน เพิ่มทรัพยากรทางทะเลเพื่อการบริโภคให้ชาวประมงพื้นบ้าน เป็นไปตามเป้า หมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับโภชนาการ และส่ง เสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 1 ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุก ที่ เนื่องจากโครงการธนาคารปูม้าช่วยลดปัญหาการว่างงาน เพิ่มรายได้ แก้ปัญหาความยากจน เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมและยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพและการ มีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ทั้งชาวประมงและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการส่งออก มีจำนวนปูม้าที่เพียง พอต่อความต้องการของตลาด เกิดรายได้จากการส่งออก และลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าปูม้า และเป้าหมายที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยเพิ่มโอกาสความเท่าเทียมในการดำรงชีวิต ยก ระดับคุณภาพชีวิต และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ธนาคารปูม้า
เดิมการทำการประมงของชาวประมงท้องถิ่น มีหลายแบบ เช่น การเดินเก็บหอย ปู การขึงอวนดักปลา กุ้ง ปู สัตว์น้าต่างๆ ขณะน้ำทะเลลงต่ำ การใช้เรือรุน เรืออวนปู เรืออวนปลา และเรืออวนล้อม นอกจากนี้ ยัง มีเรือประมงขนาดใหญ่จากต่างถิ่นเข้ามาทำการประมงผิดประเภท ทาให้ปริมาณสัตว์น้ำในบริเวณนี้มีน้อยลง จนในฤดูร้อนแทบจะจับสัตว์น้าไม่ได้เลย แต่หลังจากมีโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริฯขึ้น การ ทำการประมงพื้นบ้าน เช่น การวางอวนปู ก็ได้ปูเยอะขึ้น จากเดิมที่บางฤดูจับปูได้น้อยหรือไม่ได้เลย มาถึงทุก วันนี้จับปูได้ปริมาณสม่ำเสมอ ออกเรือทุกวันก็จะมีปูติดอวนมาทุกวัน ชาวบ้านที่เดินเก็บหอยตลับ หรือที่นี่ เรียกหอยขาว หอยแครง หอยเสียบ ก็มีมากขึ้น เรือประมงจากที่เคยไปจอดไว้ในคลองอื่นๆ ก็กลับมาจอดที่ นี่เยอะขึ้น อีกทั้งกรมประมงยังมาส่งเสริมเรื่องธนาคารปูม้าอีกด้วย และในโครงการฯ ก็มีการเลี้ยงหอยแมลงภู่ แบบแพเชือกแขวน ซึ่งเป็นแนวกั้นเรือประมงขนาดใหญ่อย่างดี และเป็นแหล่งอนุบาลลูกปูมีที่สำคัญของพื้นที่นี้ เลย อีกทั้งชาวบ้านเริ่มมีความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่มากขึ้น ช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้คน ต่างถิ่นเข้ามาลุกล้าทาการประมงอย่างผิดกฎหมาย ไม่จับหอยตัวเล็ก ปูตัวเล็ก ส่งผลให้สัตว์ทะเลพวกหอย ปู กุ้ง มีเพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องออกเรือไปหาสัตว์น้าไกลๆ มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เพราะแค่ไปวางอวนแล้วก็ ไปเก็บอวน แค่นี้ก็มีปูขายทั้งปีแล้ว หลายคนจากเดิมต้องไปรับจ้างไกลบ้าน ก็ได้กลับมาทำงานใกล้บ้าน พบปะ ญาติพี่น้องมากขึ้น ครอบครัวก็อบอุ่น ถึงแม้จะมีค่าแรงน้อยกว่าทำงานแบบอื่น อีกหน่อยต้องมีนักท่องเที่ยว มา ทำให้ชาวประมงและคนในชุมชนมีความหวังในการประกอบอาชีพมากขึ้น พร้อมร่วมแรงร่วมในการพัฒนา ท้องถิ่นของพวกเขา โครงการยังเป็นการทำฟาร์มทะเลแบบผสมผสานกลมกลืนกัน มีการปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆ มีการเลี้ยง ปลา เลี้ยงกุ้งให้ได้ผลผลิตดี ไม่มีโรค มีการเพาะพันธุ์ปลาหายากและปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาทู มีการเอา สาหร่ายมาทำเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ไปด้วย กิจกรรมในโครงการก็มีมากมายทั้งบนบกและ ในทะเล โครงการฯ ทำให้สัตว์ทะเลต่างๆ กลับมาอยู่แถวนี้มากขึ้น 1.กลุ่มธนาคารปูม้า ดำเนินการโดยชาวประมงพื้นบ้านตำบลบางแก้ว
2.กิจกรรมการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบไร้มลภาวะ (Zero Waste Farm) โดยมีระบบน้ำไหลขึ้น-ลง เลียนแบบกลไกธรรมชาติ พร้อมจัดสมดุลของระบบหมุนเวียนระหว่างน้ำจืด น้ำทะเล ให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่ความเค็ม5 ส่วนในพัน ถึงมากกว่า 170 ส่วนในพัน จึงสามารถเลี้ยงสัตว์สองน้ำ เช่น กุ้งก้ามกราม ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากะพงขาว จนถึงปลาทะเล เช่น ปลากุดสลาดปลากะรัง และปลาหมอทะเล เป็นต้น 3.กิจกรรมเพิ่มมูลค่าของเสียจากฟาร์มย่อยโดยใช้เป็นอาหารของไรน้ำเค็ม น้ำความเค็มสูงจากการเลี้ยงไรน้ำเค็ม ผลิตเกลือหรือน้ำทะเลผง ที่สะดวกต่อการนำไปใช้เพาะเลี้ยงสัตว์ น้ำในที่ห่างไกลจากทะเลกระบวนการสุดท้ายของการเพาะเลี้ยงแบบไร้มลภาวะจะไม่มีการถ่ายเทของเสียสู่สิ่ง แวดล้อม
4.กิจกรรมปูแสมคืนถิ่นและปลูกพืชยืนต้นทนเค็ม ปลูกผักเบี้ยเพื่อสร้างแหล่งหลบซ่อน และอาหารแก่ปูแสม ปลูกพืชยืนต้นทนเค็มกินได้ไม่ผลัดใบ เป็นพืชคลุมดิน ช่วยลดการ พังทลายของคันดิน 5.กิจกรรมพัฒนาสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์สองน้ำระบบปิด เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์สอง น้ำ เช่น กุ้งก้ามกราม ปลากระบอก ปลานวลจันทร์ ปลากะพงขาว ปลาจาระเม็ดทองฯลฯ ควบคุมให้ความเค็มผันแปรอยู่ระหว่าง 5 ถึง 30±5 ส่วนในพันส่วน 6.กิจกรรมพัฒนาสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทนเค็มสูงระบบปิด เป็นการเลี้ยงไรน้ำ เค็มในน้ำความเค็มสูง ระหว่าง 90 ถึง 170±20 ส่วนในพันส่วน โดยใช้ของเสียจาก การเลี้ยงสัตว์น้ำ และมูลฝอยภายในฟาร์มย่อยเป็นอาหารไรน้ำเค็ม และเป็นแหล่งผันน้ำ ความเค็มจัดไปใช้ต่อในฟาร์มย่อยอื่นๆ
7.กิจกรรมพัฒนาสาธิตการผลิตเกลือและน้ำทะเลผง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของ น้ำเค็มจากฟาร์มย่อยต่างๆ เป็นน้ำทะเลผงเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และมี ผลพลอยได้เป็นปุ๋ยขี้แดด 8.กิจกรรมการเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแพเชือก เป็นการเปลี่ยนสารอาหารจาก ธรรมชาติเป็นรายได้ ด้วยการเลี้ยงหอยทะเลที่กรองกินแพลงก์ตอนธรรมชาติที่มีมาก ในทะเลเป็นอาหาร และเปรียบเสมือนปะการังเทียมลอยน้ำ เป็นแหล่งอาศัย และขยาย พันธุ์ของสัตว์ทะเลชนิดต่างๆ เพิ่มความชุกชุมของสัตว์น้ำเพื่อประโยชน์แก่ชาวประมง พื้นบ้าน 9.กิจกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังเป็นการพัฒนาต่อยอดการจับ และลำเลียงสัตว์ ทะเลมีชีวิต โดยรวบรวมสัตว์น้ำ ที่อาศัยหลบซ่อนใต้แพเชือกเลี้ยงหอย และลำเลียงมา เพาะเลี้ยงในบ่อดินหรือโรงเพาะฟักภายในฟาร์มทะเลต่อไป
วิถีชีวิตชาวประมง PHETCHADURI
วิถีชีวิตคือ การเป็นสังคม เกษตรกรรมที่ทุกคนอาศัยอยู่รวมกันเป็น ชุมชนในระดับครอบครัว เป็นครอบครัว ขยายที่มีคนหลายรุ่นอาศัยอยู่รวมกัน คือ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน รวมทั้งมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ชิดกัน โดย มีศูนย์กลางของชุมชน คือ ศาสนสถาน เช่น วัด มัสยิด ผู้ใหญ่ในชุมชน เช่น พระ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้รับการนับถือ และเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งในชุมชน มี ขนบธรรมเนียมประเพณี การละเล่น และ ความเชื่ออันเนื่องมาจากการเป็นสังคม เกษตรกรรม จากการนับถือศาสนาและความ เชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผีสางเทวดา ชาวประมง คือ การจับปลา และสัตว์น้ำอื่น ๆ จากแม่น้ำ ทะเลสาบ หรือ มหาสมุทร รวมถึงแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง อาจแบ่งเป็นหลายประเภท เช่น ประมงน้ำจืด ประมงน้ำเค็ม ประมงชายฝั่ง ประมงน้ำลึก ประมงนอกอ่าวไทย วิถีชีวิต ชาวประมง คือ โดยจะทำมาหากินออกหาสัตว์น้ำจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา แถบชายฝั่งทะเลเป็นการทำประมงแบบ วันเดียว และต้องทำมาหากินตามฤดูกาล โดยใช้เครื่อง มือประมงแบบง่ายๆที่ทำขึ้นเอง ดังนั้น ‘ทะเล’ จึงเปรียบ เสมือนลมหายใจของชาวบ้านที่คอยหล่อเลี้ยงและผูกพัน กับ ‘วิถีชีวิตชาวประมง’ ตั้งแต่เกิดจนเติบโตซึ่งดูเป็น ชีวิตที่เรียบง่ายและพอเพียงแต่เปี่ยมไปด้วยความสุข จึง ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ทำมาหากินแห่งนี้เป็นที่รักและหวงแหน เพราะอนาคตทั้งหมดได้ฝากไว้กับชายฝั่งซึ่งเป็นที่พึ่งแรก และที่พึ่งสุดท้ายของชาวประมง แต่วิถีชีวิตประจำวันคือการทำประมงเพียงอย่าง เดียวนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อช่วงเวลาที่เกิดมรสุม และการหาปลาที่เน้นปริมาณมากจนเกินไปจึงส่งผลกระ ทบอย่างหนักต่อชาวบ้าน ดังนั้นเพื่อให้ทะเลอันเป็นแหล่ง วิถีชีวิตและบ้านของพวกเขายังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ นั้นการทำประมงอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นมิตรต่อ ท้องทะเลนี่เองคือทางออกของการปกป้องทรัพยากรทาง ทะเลของไทย ประมงพื้นบ้าน หมายความว่า การทำการประมงในเขตทะเล ชายฝั่งไม่ว่าจะใช้ เรือประมง หรือใช้เครื่องมือโดยไม่ใช้เรือประมง ทั้งนี้ ที่มิใช่เป็นประมงพาณิชย์
ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า “ปลาดอกไม้”, “ปลา ชะลิน” หรือ “ปลาทูน้ำจืด” เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง ที่สามารถอาศัยในน้ำกร่อย หรือน้ำจืดได้ มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Chanos chanos อยู่ในวงศ์ Chanidae ซึ่งถือเป็นปลาเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่อยู่ในวงศ์นี้ และสกุลนี้ ปลานวลจันทร์ทะเลมีรูป ร่างเพรียวยาว เกล็ดเล็กละเอียด สีเงินแวววาว พบ ได้ตามชายฝั่งทะเลแถบอบอุ่นทั่วภูมิภาคของโลก ปลานวลจันทร์ ทะเล มักอยู่รวมกันเป็นฝูง กินอาหาร ได้แก่ ปลาอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ รวมถึงสาหร่ายทะเลด้วย มีขนาดโตเต็มที่ยาวได้ ถึง 1.5 เมตร ในประเทศไทยพบมากที่แถบจังหวัด เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร และบางส่วนใน จังหวัดตราด โดยมีการสำรวจพบครั้งแรกที่บ้าน คลองวาฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในประเทศไทย เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 จากการที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้มีการเพาะ เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลในเชิงพาณิชย์ หลังจากที่ได้ทรง รับการทูลเกล้าฯ ถวายพันธุ์ปลานิลจากมงกุฎราชกุมา รอะกิฮิโตะแห่งญี่ปุ่นแล้ว จึงเริ่มมีการเพาะเลี้ยง โดยมีการนำปลาส่วนหนึ่งที่จับได้จากธรรมชาติไปทดลอง เลี้ยงในอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน ในโครงการพระ ราชดำริ และนำลูกปลาไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่ด้วย องค์ความรู้ทางการประมงในขณะนั้นยังมีไม่เพียงพอ เรื่อง การเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลก็ได้ถูกลืมเลือนหาย ไป จนกระทั่งในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาเมื่อปี พ.ศ.2544 จึงทรงมีรับสั่งเรื่องปลานวลจันทร์ทะเลอีกครั้ง กรมประมงจึงได้ทำการศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง จนกระทั่งประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.2553 จนกระทั่ง ปี พ.ศ.2556 จึงเริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้นี้แก่ชาว ประมง เกษตรกร ได้ นอกจากการบริโภคสดแล้ว ปลา นวลจันทร์ทะเลยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ เช่น ปลากระป๋อง, ลูกชิ้น, ปลานวลจันทร์ทะเลตากแห้ง หรือแดดเดียว, ปลานวลจันทร์ทะเลต้มเค็ม หรือทำเป็น น้ำยารับประทานคลุกกับขนมจีน สภาพพื้นที่เลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล ปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลา ที่สามารถเลี้ยงได้ทั้งน้ำจืดรวมถึงน้ำเค็ม สามารถ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างมากมาย ทั้งยังมี รสชาติที่อร่อย นำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ทั้งจาก ตลาดภายในประเทศเอง รวมถึงต่างประเทศ อีกทั้งยัง เป็นปลาที่มีผู้เพาะเลี้ยงน้อย จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ เกษตรกรสามารถใช้เป็นช่องทางเพาะเลี้ยงทำเงินได้ สำหรับปลานวลจันทร์ทะเลนั้น เป็นปลาที่เลี้ยงดูง่าย กินผัก กินพืช กินแมลง กินอาหาร ได้หลายชนิด ใน ประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว มีการพัฒนาเพาะเลี้ยงปลา นวลจันทร์ทะเลอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ถือว่าปลานวลจันทร์ ทะเลเป็นปลาประจำชาติ เรียกตามภาษาตากาล็อกว่า บังงุส (Bungus) หรือภาษาอังกฤษเรียกปลาชนิดนี้ว่า Milk Fish หรือปลาน้ำนม ด้วยลักษณะที่มีสีขาวเป็น เงินยวง บางประเทศเลี้ยงเป็นอาหารให้กับประชาชน ทำ รายได้ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน
ในส่วนของโรคที่พบในปลานวลจันทร์ทะเลนั้น จะ พบในช่วง 1 เดือนแรก หลังจากมีการอนุบาล โดย โรคที่พบมีการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากมีการว่าย น้ำควงสว่าน ส่วนปรสิตนั้นไม่มีการพบในปลา นวลจันทร์ทะเล การเพาะพันธุ์ปลานวลจันทร์ทะเล การเพาะขยายพันธุ์นั้นก็ไม่ยาก นำพ่อแม่พันธุ์ปลา นวลจันทร์ทะเลที่ได้ขนาดจากบ่อดินย้ายมาไว้ในบ่อพ่อแม่ พันธุ์ โดยใช้อัตราส่วน ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 3 ตัว หรือ อัตราส่วน 1:3 โดยใน 1 บ่อ จะมีอยู่ประมาณ 50 ตัว เป็น ตัวผู้ 10 กว่าตัว ที่เหลือเป็นตัวเมียทั้งหมด โดยจะปล่อย ให้มีการผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ ฤดูผสมพันธุ์ของ ปลานวลจันทร์ทะเลนั้นจะอยู่ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์- ตุลาคม ซึ่งปลานวลจันทร์ทะเลจะเกี้ยวพาราสีแล้วปล่อยน้ำเชื้อกับไข่เข้ามาผสมกัน โดยในบ่อพ่อแม่พันธุ์ นี้จะมีถุงเก็บไข่ เป็นถุงไนลอนครอบไว้ตรงปากท่อลม ซึ่งถุงจะเป็นตัวกรองไข่ของปลานวลจันทร์ทะเล เนื่องจากปลาชนิดนี้จะไข่ในช่วงกลางคืนจนถึงเช้ามืด ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้ถุงกรองไข่ปลาแทนการลากอวน กรองไข่ปลานั้น เพราะปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ว่ายน้ำเร็ว หากนำอวนไปลากอาจทำให้ปลาว่ายหนีชนขอบบ่อ เกิดบาดแผล ทำให้ปลาติดเชื้อโรคได้ เมื่อพูดถึงการเพาะเลี้ยงและการอนุบาลลูกปลานวลจันทร์ทะเล เมื่อฟักออกจากไข่ได้ระยะ 1-2 วัน จนถึง 10 วัน จะมีการให้ไรน้ำเค็ม (โรติเฟอร์) เมื่ออายุได้ 10 วัน ขึ้นไปแล้ว จึงมีการให้อาร์ทีเมีย แรกฟักแทน จนปลามีอายุถึง 1 เดือนครึ่ง จึงเริ่มปรับให้ปลากินอาหารสำเร็จรูปแทน โดยการลดปริมาณ อาร์ทีเมียแรกฟักลง ลูกปลาที่นำมาฟักในบ่ออนุบาล เมื่อมีอายุครบ 40 วันแล้ว จึงสามารถจำหน่ายออก สู่ท้องตลาดได้ ในการนำลูกพันธุ์ปลานวลจันทร์ไปเลี้ยงต่อนั้นจะ ต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1.5-2 เซนติเมตร ซึ่ง ระยะนี้เมื่อเกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้ว มีอัตรารอด สูงถึง 80% หากมีการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล ให้มีขนาดใหญ่ในบ่อปูนแล้ว อาจมีความเสี่ยงต่อ การเป็นโรคได้
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ลักษณะของปลาพ่อพันธุ์ที่ดีควรมีขนาดความยาวของลำตัวตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป มีน้ำหนักตัวประมาณ 2.5 กิโลกรัม มีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป สำหรับลักษณะปลาแม่พันธุ์ที่ดีควรมีขนาดใหญ่กว่าปลาพ่อพันธุ์ อีกทั้งควรมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ซึ่ง การผสมพันธุ์วางไข่ เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงเดือนกันยายน เวลาผสมพันธุ์อยู่ระหว่าง 19.00-23.00 น. ซึ่งเมื่อปลาเพศเมียไข่ แก่ปล่อยไข่ออกมา ปลาเพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสมกับไข่ ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ ส่วนไข่ที่ ไม่ได้รับการผสมจะจมลงพื้นบ่อ รวบรวมไข่โดยใช้อวนที่ทำด้วยผ้าตาถี่ ฆ่าเชื้อด้วยยาเหลืองเข้มข้น 5 ppm นาน 1 นาที และล้างด้วยน้ำทะเลสะอาดอีกครั้ง จากนั้นนำไปฟักในทะเลความเค็ม 30 ppt อุณหภูมิ 30 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 17 ชั่วโมง ปลากะพงขาว เป็นปลาน้ำกร่อยขนาดใหญ่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Lates calcarifer (Bloch) ชื่อ สามัญเรียกว่า Giant Perch, Sea Bass หรือ White Sea Bass สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ปลาชนิดนี้เลี้ยงกันแพร่หลายในเขตจังหวัดชายทะเลของประเทศไทย เนื่องจากเลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมี รสชาติดีและมีราคา ปลากะพงขาว ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์ ปลากะพงขาวได้เป็นจำนวนมาก เพื่อเลี้ยงใน ประเทศและส่งขายต่างประเทศ ในปัจจุบันพบ ปลากะพงขาวแพร่กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั้ง ในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันจะอาศัยอยู่ ในแหล่งน้ำที่ไม่ห่างออกไปจากชายฝั่งมากนัก โดยอาศัยอยู่ชุกชุมตามปากแม่น้ำลำคลองและ ปากทะเลสาบ อย่างไรก็ตาม ปลากะพงขาว ยัง สามารถขึ้นไปอาศัยและเจริญเติบโตยังแหล่ง น้ำจืดได้อีกด้วย จึงจัดเป็นปลาประเภทสองน้ำ อย่างแท้จริง การอนุบาลลูกปลากะพงขาว การอนุบาลลูกปลากะพงขาวแรกฟักถึงลูกปลา 1 เดือน อัตราการปล่อย 50-100 ตัวต่อน้ำ 1 ลิตร ซึ่งอาหาร ที่ใช้ในการอนุบาลได้แก่ แพลงก์ตอนพืช (คลอเรลล่า) และโรติเฟอร์ อนุบาลจนกระทั่งลูกปลามีอายุได้ 14 วัน จึงเริ่มให้ไรน้ำเค็ม หรืออาร์ทีเมีย จนลูกปลามีอายุได้ 20 วัน จากนั้นให้เนื้อปลาสับละเอียดเป็นอาหารเมื่อ ลูกปลามีอายุได้ 21 วันขึ้นไป
1. การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อซีเมนต์หรือในถัง บ่ออนุบาลที่ใช้มีขนาด 2-3 ตารางเมตร ความ ลึกของน้ำ 30-50 เซนติเมตร น้ำทะเลที่ใช้เลี้ยงมีความ เค็ม 15-20 ppt ความหนาแน่นในการอนุบาล 150- 200 ตัวต่อตารางเมตร เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน และต้องทำความสะอาดดูดตะกอนและเศษอาหารเหลือ ออกทิ้งทุกวัน ให้อาหารวันละ 2-3 ครั้ง โดยอาหารที่ ให้เป็นพวกปลาสับชิ้นเล็กๆ และคัดขนาดเป็นประจำ เนื่องจากปลาตัวโตมากๆ จะกินปลาตัวที่มีขนาดเล็ก กว่าเป็นอาหาร 2. การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในบ่อดิน บ่อที่ใช้มีพื้นที่ 25-50 ตารางเมตร มีความ ลึก 80-100 เซนติเมตร บ่อควรมีประตูระบายน้ำทั้ง 2 ด้าน ความหนาแน่นของลูกปลาในการอนุบาล 200- 400 ตัวต่อบ่อ อาหารที่ให้คือเศษปลาหรือปลาเป็ดสับ เป็นชิ้นเล็กๆ 3. การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในกระชัง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ได้ผลผลิตดี สะดวก สามารถอนุบาลลูกปลาได้ในจำนวนมาก และไม่มี ปัญหาเรื่องการถ่ายเทน้ำ ขนาดกระชังที่ใช้ 20-25 ตารางเมตร ลึก 2 เมตร ขนาดตาอวน 0.5 มิลลิเมตร สามารถใช้อนุบาลลูกปลาได้ 300-500 ตัวต่อกระชัง ให้อาหาร 8-10% ของน้ำหนักตัว โรคที่พบในการอนุบาลลูกปลากะพงขาว ส่วนใหญ่จะเกิดจากโปรโตซัว โดยโปรโตซัวจะ เกาะตามเหงือกปลา ทำให้เกิดการระคายเคือง และเกิดมีเมือกหุ้มเหงือก ทำให้หายใจไม่สะดวก วิธีแก้ไข ใช้ฟอร์มาลีน ความเข้มข้น 1-5 ppm สาดให้ทั่วบ่อ ทิ้งไว้ 10-15 นาที ทำติดต่อกัน 2-3 วัน
ปลานิ ล เป็นปลาน้ำ จืดที่มีถิ่นกำ เนิดอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำ ไนล์ ปลานิลเป็นปลาในวงศ์ Cichlidae มีรูปร่างคล้ายปลา หมอเทศ โดยมีริมฝีปากบนและล่างเสมอกัน แตก ต่างกันเพียงปลานิลมีลายสีดำและจุดสีขาวสลับกัน ไป บริเวณครีบหลัง ครีบก้น และลำตัวมีสีเขียวปน น้ำตาล ตรงกลางเกล็ดมีสีเข้ม มีลายดำพาดขวาง กลางลำตัว ที่กระดูกแก้มมีจุดสีเข้มอยู่ 1 จุด ขนาด ความยาวของตัวปลานิลจะอยู่ประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลานิลมีคุณลักษณะ พิเศษคือกินอาหารได้ทุก ชนิด เช่น ไรน้ำ ตะไคร่ น้ำ ตัวอ่อนของแมลง และ สัตว์น้ำเล็ก ๆ เป็นปลา ที่แพร่ขยายพันธุ์ง่าย มี รสชาติดี มีความอดทน และปรับตัวเข้ากับสภาพ แวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี ณ ปัจจุบันปลานิลจึงอยู่ได้ ทั้งตามแหล่งธรรมชาติ และถูกนำไปเลี้ยงในบ่อ เพาะเลี้ยง กลายเป็นสัตว์ เศรษฐกิจที่สำคัญของ ไทย และยังเป็นปลาน้ำจืด ที่คนไทยบริโภคมากที่สุด อีกด้วย เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาหมอสี (Cichlidae) เป็นปลาเศรษฐกิจ แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และ มีรสชาติดี เดิมพบในแอฟริกาตอนเหนือและพื้นที่ ลิแวนต์ เช่น อิสราเอลและเลบานอน และยังมีชนิด พันธุ์ต่างถิ่นจำนวนมากนอกพื้นที่ดั้งเดิม
ปลานิลสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี โดยใช้เวลา 2–3 เดือนต่อครั้ง แต่ถ้าอาหารเพียงพอและเหมาะสม ใน ระยะเวลา 1 ปี จะผสมพันธุ์ได้ 5–6 ครั้ง โดยตัวผู้จะใช้ บริเวณหน้าผากดุนที่ใต้ท้องของตัวเมีย เพื่อเป็นการ กระตุ้นและเร่งเร้าให้ตัวเมียวางไข่ ปลาตัวเมียจะวางไข่ ออกมาครั้งละ 10 หรือ 12 ฟอง ในขณะเดียวกันปลา ตัวผู้ก็จะว่ายคลอคู่เคียงกันไปพร้อมกับปล่อยน้ำเชื้อ ผสมกับไข่นั้น ทำอยู่เช่นนี้จนกว่าการผสมพันธุ์จะแล้ว เสร็จ ไข่ที่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อแล้วปลาตัวเมียจะเก็บไว้ ฟัก โดยวิธีอมไข่เข้าไว้ในปาก แล้วว่ายออกจากรังไปยัง บริเวณก้นบ่อที่ลึกกว่า ส่วนตัวผู้ก็จะคอยหาโอกาส เวียนว่ายไปเคล้าเคลียกับตัวเมียอื่น ๆ ต่อไป แม่ปลา นิลจะอมไข่ไว้ในปากเป็นเวลา 4–5 วัน ไข่จะเริ่มฟักออก เป็นตัว ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวใหม่ ๆ จะอาศัยอาหาร จากถุงอาหารธรรมชาติซึ่งติดอยู่ที่ท้อง ขณะเดียวกัน แม่ปลายังคงต้องอมลูกปลาอยู่ต่อไป จนกระทั่งถุง อาหารธรรมชาติของลูกปลายุบหายไป หลังจากฟักออกเป็นตัวแล้วประมาณ 3–4 วัน แม่ปลา ก็จะคายลูกปลาให้ว่ายออกมาจากปาก ลูกปลาในระยะนี้ สามารถกินอาหารจำพวกพืชและไรน้ำเล็ก ๆ ซึ่งมีอยู่ใน น้ำ โดยจะว่ายวนเวียนอยู่ที่บริเวณหัวของแม่ปลา และ จะเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในช่องปากเมื่อต้องการหลบหลีก อันตราย โดยลูกปลาจะเข้าทางปากหรือช่องเหงือก หลัง จากลูกปลามีอายุ 1 สัปดาห์ จึงจะเลิกหลบเข้าไปซ่อนใน ช่องปากของแม่ แต่แม่ปลาก็ยังคอยระวังศัตรูให้ โดยว่าย วนเวียนอยู่ใกล้บริเวณที่ลูกปลาหาอาหารกินอยู่ ปลา นิลจะรู้จักวิธีหาอาหารกินได้เองเมื่อมีอายุได้ 3 สัปดาห์ และมักจะว่ายกินอาหารรวมกันเป็นฝูง ปลาเศรษฐกิจ การเพาะพันธุ์ปลานิลในประเทศไทยเริ่มมีการบันทึกสถิติ ในปี พ.ศ. 2517 นับจากนั้นมา ปลานิลหน้าฟาร์มได้ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 107,000 ล้าน บาท จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่ น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้านบาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการส่ง ออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิดอื่น นอกจากนี้แล้ว ปลานิลยังเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากที่สุดแล้ว ยัง ทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนมากกว่าล้านคนใน ฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปยังตลาด ต่างประเทศทั้งในยุโรป, ตะวันออกกลาง, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และเอเชีย ในปี พ.ศ. 2551 ตลาดสหภาพ ยุโรปกลายเป็นตลาดอันดับ 1 ของปลานิล คิดเป็น ปริมาณส่งออก 7,758.98 ตัน รองลงมาคือ ประเทศใน กลุ่มตะวันออกกลาง มีปริมาณการส่งออก 5,583.91 ตัน ส่วนตลาดสหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ 3 มีปริมาณ 4,786.27 ตัน คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกปลานิลไทย ไปยังประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปมากที่สุดถึงร้อยละ 40 รองลงมาคือ สหรัฐฯร้อยละ 37 ส่วนประเทศในแถบ ตะวันออกกลางมีสัดส่วนราวร้อยละ 15 ของการส่งออก รวม โดยทำการส่งออกทั้งหลายรูปแบบทั้งปลานิลสด, ปลานิลที่ยังมีชีวิต และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2549 องค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ประเทศไทยสามารถ ผลิตปลานิลได้เป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย รองลง มาจากประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
กุ ้ งขาว เกษตรกรในประเทศไทยนิยมเรียกว่ากุ้งขาวแวนนาไมหรือเรียกกันว่า “กุ้งขาว” เป็นกุ้งที่เลี้ยงง่าย มีการ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์มาเป็นเวลาช้านาน ทำให้มีการนำเข้าไป เลี้ยงในหลายๆ ประเทศ กุ้งชนิดนี้ได้มีการนำเข้ามาเลี้ยงในทวีปเอเชียครั้งแรกในประเทศไต้หวันปี พ.ศ. 2539 และต่อมาได้นำเข้าไปในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2541 สำหรับประเทศไทยได้มีการนำกุ้งขาวเข้ามาทดลองเลี้ยง ในปี พ.ศ. 2541 แต่การทดลองในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนกระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 กรมประมงได้อนุญาตให้นำพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ (Specific Pathogen Free, SPF) จากต่างประเทศเข้ามาท ดลองเลี้ยง
เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวทั้งหมดนำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มาจากประเทศไต้หวัน จีน และ สหรัฐอเมริกา อาจจะมีการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ บ้าง โดยเฉพาะประเทศแถบอเมริกาใต้ พ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ มีลักษณะแตกต่างกันบ้างพอจะสังเกตได้ เช่น พ่อ แม่พันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศไต้หวัน ลักษณะสำคัญคือส่วนหัวจะโตกว่าพ่อแม่พันธุ์จากแหล่ง อื่นๆ ซึ่งสันนิษฐานว่า สายพันธุ์ที่นำเข้าไปในประเทศไต้หวันในระยะแรกน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่นำ เข้ามาจากมลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมามีการผสมพันธุ์กับสายพันธุ์อื่นบ้างจนมี ลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน คือส่วนหัวจะโต และสีจะแดงเข้ม กุ้งขาว มีลักษณะลำตัวเป็นปล้องๆ มีสีขาวใส สามารถมองเห็นถึงภายในตัวกุ้ง บริเวณหางมีลักษณะสีแดง ตัวผู้มี ขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย แต่ละตัวมีน้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัม สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่าง รวดเร็ว หากอยู่ในสภาพภูมิอากาศและสภาวะที่เหมาะสมของน้ำ ก็จะทำให้มีชีวิตอยู่รอดและอาศัยอยู่ได้อย่างสบาย วิธีการเลี้ยงกุ้งขาว เริ่มจากการเตรียมบ่อ โดยจะปรับความเป็นกรดและด่างของดิน ให้มีค่าเท่ากับ 7 หากดินมีความเป็นกรดและด่างไม่เท่ากับค่าดังกล่าว ก็ให้ใช้ปูนขาวที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียม ออกไซด์ ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ใส่ลงไปในดินในปริมาณ 10-20 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ จากนั้น ให้ทำการคราดดิน โดยการถ่ายน้ำเข้าบ่อแค่เพียง 10 เซนติเมตร ก่อนที่จะใช้คราดเหล็กคราดดิน หรือ จะใช้รถไถคราดดินก็ได้ ให้ทำการคราดดินไปพร้อมๆ กับการเทปูน เพื่อให้ละลายน้ำ และให้ คราดดินจนมีความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร คราดดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำการกำจัดศัตรู กุ้งและเชื้อโรคต่างๆ เมื่อเสร็จแล้วก็ให้หว่านปูนขาวตามขอบบ่อทิ้งไว้เป็นเวลา 2 วัน จากนั้นจึงนำน้ำเข้าบ่อประมาณ 1 เมตร ให้ทำการเลี้ยงจุลินทรีย์ต่างๆ โดยใส่ปูนแมกนีเซียม ออกไซด์ในอัตราเท่าเดิมต่อไร่ และให้ตีน้ำไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่ใส่ปูนดังกล่าว และให้อุณหภูมิของน้ำ อยู่ที่ 28-32 องศาเซลเซียส หรือ ในระดับอุณหภูมิห้องนั่นเองครับ เพียงเท่านี้ก็สามารถปล่อยลูก กุ้งลงบ่อเลี้ยงกุ้งได้
กุ้งก้ามกราม Macrobrachium rosenbergii de Man กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีเนื้อแน่น รสชาติดี ลักษณะรูปร่างภายนอกจะมีส่วนหัวชิดติด กับช่วงอกและมีขนาดใหญ่กว่าลำตัวอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกุ้งทะเลแล้วจะมีลำตัวที่อ้วนกลมและมีเปลือกหุ้ม ที่แข็งกว่า ทั้งยังมีขาเดินคู่หน้าที่ส่วนปลายเป็นก้ามหนีบ ส่วนมากขาเดินคู่นี้จะมีความยาวมากกว่าช่วงลำตัวและ มีสีฟ้าเข้มเด่นชัด กุ้งก้ามกรามนั้นมีอีกหลายชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ เช่น กุ้งใหญ่ กุ้งหลวง กุ้ง นาง กุ้งแม่น้ำ เป็นต้น แหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกราม เราสามารถพบกุ้งก้ามกรามที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติได้จาก แหล่งน้ำจืดทั่วไป แต่ต้องเป็นน้ำจืดที่มีจุดเชื่อมต่อกับแหล่ง น้ำเค็มเท่านั้น จากข้อมูลของกองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กล่าวว่า กุ้งก้ามกรามจะเดินทางไปยังพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งน้ำ กร่อยเพื่อทำการผสมพันธุ์และวางไข่ตามฤดูกาล จากนั้น ก็เฝ้าเลี้ยงดูตัวอ่อนจนกว่าจะโตได้ระยะหนึ่ง ถึงค่อยเดิน ทางกลับมาใช้ชีวิตในแหล่งน้ำจืดต่อไป สถานที่ที่ใช้ในการเพากุ้งก้ามกราม แม้ว่าการเพาะเลี้ยงกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามจะ ทำได้ในหลายพื้นที่ แต่การเลือกบริเวณที่มีองค์ ประกอบครบถ้วนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงไป ได้มาก และผลผลิตที่ได้ก็จะมีคุณภาพสูงกว่า ด้วย ระยะเวลาการเลี้ยงและจับ หลังจากกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงไว้โตเต็มวัย และมีขนาดใหญ่พอที่จะจับได้แล้ว เราจะลดน้ำในบ่อลง ประมาณ 50 เซนติเมตร พร้อมกับใช้อวนที่มีตาขนาด 4 เซนติเมตรในการจับ การใช้อวนตาเล็กเกินไปจะสร้างความ บอบช้ำให้กุ้งในบ่อมาก และอาจจับได้กุ้งที่ยังไม่โตขึ้นมาอีก ด้วย เสร็จแล้วทำการคัดแยกกุ้งเพื่อส่งขายต่อไป โดยจะ แยกเป็น ตัวผู้ใหญ่ขนาด 100 กรัม ตัวผู้รองขนาด 70 กรัม ตัวผู้เล็กขนาด 50 กรัม ตัวผู้ขายาว ตัวเมียไม่มี ไข่ ตัวเมียมีไข่ กุ้งนิ่ม และกุ้งแคระแกร็นที่ไม่ลอกคราบ ซึ่ง ราคาซื้อขายก็จะไล่จากราคาสูงมาราคาต่ำตามลำดับ
การเลือกสถานที่ อันดับแรกให้พิจารณาลักษณะดินของจุดที่ต้องการขุดบ่อเสียก่อน ควรเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนเท่านั้น เพื่อ ให้โครงสร้างของบ่อเลี้ยงไม่พังทลายลง และต้องไม่ใช่ดินเปรี้ยวที่ทำให้น้ำมีสภาพเป็นกรดได้ ต่อมาคือปริมาณ น้ำที่มากพอต่อการเพาะเลี้ยง พื้นที่ควรตั้งอยู่ในจุดที่รับน้ำได้ง่าย ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ และไม่มีต้นเหตุของ มลภาวะทางน้ำในบริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้อย่าลืมนึกถึงความสะดวกในการคมนาคมด้วย เพราะจะมีการ ขนส่งพันธุ์กุ้ง อาหาร และส่งกุ้งก้ามกรามที่โตเต็มวัยแล้วออกสู่ตลาดอยู่เสมอ แหล่งน้ำและคุณภาพน้ำที่ใช้ในการเลี้ยง คุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงมีผลต่ออัตราการเติบโตของกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามโดยตรง นอกจากการเลือกใช้ น้ำจากแหล่งน้ำที่สะอาดเพียงพอแล้ว ก็ยังต้องปรับสภาพน้ำตามปัจจัยสำคัญเหล่านี้ด้วย การเลี้ยงดูแลกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกราม หากแบ่งการเลี้ยงกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามตามมาตรฐาน GAP ของกรมประมง จะแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะซึ่งมี ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้ กุ้งก้ามกรามที่ไม่ผ่านการอนุบาล หมายถึงการจับลูกกุ้งที่คว่ำตัวแล้วลงบ่อเพาะเลี้ยงทันที แล้วปล่อยให้เติบโตในบ่อนั้นจนครบเวลาประมาณ 4 เดือนจึงเริ่มจับไปขาย อัตราการเพาะเลี้ยงจะอยู่ที่ประมาณ 30000-50000 ตัวต่อไร่ เหมาะกับเกษตรกรที่ มีพื้นที่ไม่มาก จำนวนบ่อน้อย ข้อดีคือประหยัดต้นทุนได้บางส่วนและประหยัดเวลาเตรียมการอนุบาล แต่ก็มี ข้อเสียตรงที่ลูกกุ้งบางส่วนที่ตายไปอาจจะส่งผลเสียต่อกุ้งตัวอื่น และการทยอยจับแต่ละครั้ง ก็อาจทำให้กุ้งที่ เหลือบอบช้ำได้ กุ้งก้ามกรามที่ผ่านการอนุบาล หลักการก็คือนำลูกกุ้งมาลงบ่ออนุบาลก่อนประมาณ 2 เดือน เพื่อคัดกรองเอาเฉพาะกุ้งที่เติบโตได้อย่างแข็งแรง ไปลงบ่อเพาะเลี้ยงต่อ อัตราการเพาะเลี้ยงจะอยู่ที่ประมาณ 8000-10000 ตัวต่อไร่ ข้อดีคือผลผลิตที่ได้ค่อน ข้างมีคุณภาพดี ตัวกุ้งจะมีขนาดไล่เลี่ยกัน และใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าปกติ แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่และ ปริมาณการเพาะเลี้ยง หากบ่อเลี้ยงมีน้อยและจำนวนกุ้งที่ต้องการเลี้ยงน้อยเกินไป รูปแบบนี้อาจไม่คุ้มค่าการ การปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ วิธีการปล่อยกุ้งลงบ่อให้ได้ประสิทธิภาพดี ควรมีกระชังสำหรับคัดลูกกุ้งที่รอดชีวิตติดตั้งเอาไว้ในบ่อชำด้วย โดยนำลูกกุ้งที่คว่ำตัวดีแล้วมาปล่อยลงในกระชัง ให้อาหารตามปกติไปประมาณ 7 วันแล้วตรวจเช็คลูกกุ้งที่ รอดชีวิตรอบหนึ่ง หากตายไปมากก็เติมลูกกุ้งเข้าไปเพิ่ม ส่วนอัตราการปล่อยกุ้งลงบ่อก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ ความหนาแน่นน้อยไปจนถึงความหนาแน่นมาก สิ่งที่เกษตรกรต้องใช้ในการตัดสินใจก็คือ ยิ่งความหนาแน่น ในการปล่อยกุ้งสูงเท่าไร ยิ่งทยอยจับกุ้งขายได้หลายครั้งมากขึ้น แต่กุ้งก็จะมีขนาดตัวที่เล็กลงและสภาพน้ำ เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว จำเป็นต้องบำรุงรักษากันบ่อยครั้ง ไม่มีทางเลือกไหนดีที่สุดมีแค่ทางเลือกที่ตอบโจทย์ ของเกษตรกรได้มากกว่าเท่านั้น หลังจากเพาะเลี้ยงกุ้งได้ประมาณ 2 เดือน ก็ใช้อวนขนาดตา 1-2 เซนติเมตร ช้อนกุ้งที่โตได้ระดับหนึ่งแล้วไปลงบ่อเลี้ยง จากนั้นอีกประมาณ 2 เดือนค่อยเริ่มจับขาย ทุกครั้งที่จับกุ้งใหญ่ ขายไปก็นำกุ้งจากจากบ่อชำรุ่นใหม่มาลงบ่อเลี้ยง และนำลูกกุ้งรุ่นใหม่ไปลงบ่อชำเช่นกัน ทำต่อกันเป็นทอดๆ แบบนี้
ปลาหมอเทศ ปลาหมอเทศมีลักษณะรูปร่างทั่วไปคล้ายปลา นิล (O. niloticus) ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในวงศ์ เดียวกันและสกุลเดียวกัน แต่ว่า ปลาหมอเทศ มีรูปร่างที่เล็กกว่า มีลำตัวแบนข้าง หัวสั้น ปาก กว้าง มีฟันซี่เล็กละเอียด ครีบอกยาวแหลม ครีบก้นมีก้านแข็ง 3 ชิ้น ปลายครีบหางตัดตรง มีเกล็ดตั้งแต่บริเวณแก้ม หัว ถึงโคนหาง เกล็ด เป็นแบบเกล็ดสาก เส้นข้างลำตัวขาดช่วง ด้าน บนลำตัวมีสีคล้ำอมเขียวหรือน้ำเงิน แก้มมีสี จางเป็นปื้น ลำตัวมีแถบสีคล้ำ 8–9 แถบ พาด ตามแนวตั้ง ท้องสีจางหรือเหลืองอ่อน ขอบ ครีบมีสีแดงหรือน้ำตาลรวมถึงครีบอก ปลา ขนาดเล็กมีสีคล้ำหรือสีเทา มีความแตกต่าง จากปลานิล คือ ปากยาวกว่า และไม่มีแถบหรือ ลายบนครีบ แต่มีปื้นสีจางบนแก้มของปลาตัวผู้ ปลาหมอเทศ เป็นปลาน้ำจืดและปลาน้ำกร่อย ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้และประเทศในเขตอบอุ่นถึง ร้อน ได้นำเข้ามาในระเทศไทยมากกว่า 500 ปี ด้วยความที่ปลาชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่พันธุ์ได้เร็ว และเลี้ยงง่าย จึงกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศไทยเรา ลักษณะของปลาหมอเทศนั้นจะมีหัวปลาที่ใหญ่ ปากใหญ่ ขากรรไกรบนแคบกว่าขากรรไกรล่าง ด้านข้างของ ลำตัวแบน หลังปลาเป็นสีเทาเข้มออกดำ แต่ลำตัวจะเป็นสีน้ำตาล บริเวณท้องปลามีสีเหลืองแกมน้ำตาลอ่อน มี ครีบเป็นหยักแหลมและแข็ง มีขนาดลำตัวเต็มที่ 35 เซนจิเมตร น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม และเป็นสัตว์น้ำที่ อายุยืนถึง 11 ปี ปลาตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่าปลาตัวผู้ และมีสีของลำตัวสีอ่อนกว่าตัวผู้ Oreochromis mossambicus
การเลี้ยงปลาหมอเทศเราจะเริ่มต้นกันตั้งแต่การเตรียมบ่อดิน แล้วตากบ่อไว้ราว 2-4 สัปดาห์ ก่อนที่จำนำปูน ขาวมาเทลงในบ่อในปริมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพดินของบ่อและเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ปะปนอยู่ ในเนื้อดินด้วย แล้วจึงปล่อยน้ำที่ผ่านการกรองเข้ามาในบ่อ ก่อนที่จะปล่อยลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่พันธุ์ที่เป็น สายพันธุ์แท้ที่สมบูรณ์ โดยลูกปลามีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตรลงในบ่อ โดยใช้สัดส่วนไร่ละ 8,000 ตัว ข้อ ควรระวังคือ ควรเลือกลูกปลามาจากพ่อแม่พันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลา 8,000 ตัวนี้ ควรนำมาจากพ่อแม่ พันธุ์มากกว่า 50 คู่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสายเลือดชิดต่อไป การให้อาหารปลานั้นเราจะนำอาหารปลาดุกที่มี โปรตีนมากกว่าร้อยละ 30 มาโรยลอยน้ำ ให้วันละ 1 มื้อ และต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อทุกสัปดาห์ เพื่อ กระตุ้นให้ปลาเจริญได้ดี เมื่อเลี้ยงจนครบ 6 เดือนจึงคัดเลือกปลาที่มีคุณลักษณะตามสายพันธุ์ ที่แข็งแรงและ สมบูรณ์เพื่อนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อทำการขยายพันธุ์ปลาหมอเทศต่อไป เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์แล้ว ให้นำมาปล่อยในบ่อใหม่ที่เตรียมไว้ จะใช้เป็นบ่อดิน กระชังหรือบ่อคอนกรีตก็ได้ ขึ้น อยู่กับงบประมาณของเพื่อนๆ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง โดยบ่อคอนกรีตนั้นจะมีต้นทุนที่สูงแต่การเก็บรวบรวม พ่อแม่พันธุ์และการดูแลรักษาบ่อจะทำได้ง่ายกว่าบ่อดิน การปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในบ่อนั้นให้ปล่อยในสัดส่วน ตารางเมตรละไม่เกิน 3 ตัว ให้อาหารปลาดุกเช่นเดิม และหมั่นตรวจสอบดูไข่ปลาทุก 7 วัน หากพบว่ามีไข่ปลา อยู่ในช่องปากของแม่พันธุ์ให้เราเคาะไข่ปลาออกจากแม่พันธุ์ทีละตัวและแยกไข่ปลาใส่ในภาชนะตัวละ 1ใบ แล้วนำ ไปล้างในน้ำที่ผสมด่างทับทิม แล้วจึงนำไข่ไปใส่ถาดฟัก เมื่อไข่ปลาฟักออกมาเป็นตัวแล้วว่ายน้ำได้ จึงย้ายปลา หมอเทศไปไว้ในบ่ออนุบาลต่อไป
ปลาจาระเม็ดป็นสัตว์น้ำทะเล ที่ชอบใช้ชีวิตแบบฝูง สามารถพบได้ในประเทศไทยเราทั้งฝั่งทะเลตะวันออก และฝั่งตะวันตก รวมไปถึงบริเวณที่มีน้ำกร่อย เป็นปลาที่มีรูปลักษณะแปลกเพราะลำตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยมเปียก ปูน ตัวสั้นและแบนเหมือนฝ่ามือ เนื้อละเอียด แต่ก่อนถือว่าเป็นเมนูระดับภัตตาคารหรูเท่านั้น เพราะหายาก เมนู ยอดฮิตได้แก่ ปลาจาระเม็ด นึ่งมะนาว นึ่งซีอิ๊ว นึ่งบ๊วย ราดพริก ปลาจาระเม็ ด White pomfret ปลาจาระเม็ด จะมีปลาอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแต่เป็นปลาน้ำจืด ชื่อ ปลาคู้ หรือ เปคู ที่ถูก ขนานนามว่าเป็น ปลาจาระเม็ด น้ำจืด แต่มีลำตัวที่ใหญ่แตกต่างกันมากครับ โปรดอย่าสับสนกันนะครับ ปลาจาระเม็ดที่มีลำตัวเป็นสีเทาเงิน ปลาชนิดนี้ เราเรียกกันว่าปลา เต๋าเต้ย เต๋าโต้ย หรือ ปลา ฮ่องเต้ แค่ชื่อก็สุดหรูกันแล้วครับ ปลาชนิด นี้เป็นปลาจาระเม็ดที่อาศัยอยู่ในน้ำทะเลลึก มีขนาดลำตัวที่ใหญ่ ก้างน้อยมาก เนื้อนุ่ม รสชาติหวาน สามารถนำมาแล่เนื้อปรุงอาหาร ได้หลากหลายเมนู เพราะตัวใหญ่จึงมีเนื้อเยอะ ราคาเนื้อสดที่ขายในท้องตลาดจึงแพงกว่าปลา กะพงขาว ราคาตัวละไม่ต่อกว่า 1,000 บาทกัน เลยครับ ซึ่งปลาทั้งสองชนิดนี้ คนส่วนใหญ่มัก จำสับสนกันมาก ปลาจะระเม็ด มีประโยชน์ สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์นะ ครับ เพราะมีโอเมก้าสูง มีไขมันต่ำ ช่วยเสริมสร้าง พัฒนาการระบบสมอง ประสาท และสายตาของเด็กใน ครรภ์ สารอาหารที่เด่นๆ ใน ปลาจะระเม็ดคือโอเมก้า3 ที่ถูกจัดให้เป็นไขมันมหัศจรรย์ เป็นกรดไขมันไม่อิ่ม ตัวที่มีโครงสร้างแบบเชิงเดียว ที่ร่างกายเราสร้างเองไม่ ได้ แต่มีความสำคัญต่อร่างกาย ถ้าต้องการโอเมก้า-3 ก็คือต้องรับประทานเข้าไปเท่านั้นครับ และเจ้าปลาจะระ เม็ดนี้ก็มีโอเมก้าชนิดนี้สูงกว่าปลาชนิดอื่นครับ
บรรณนุกรม
ปกหลง ั