The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประเมิน-แผนการจัดการเรียนรู้ 1 หน่วย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by baifern2564.ra, 2022-05-15 12:08:06

ประเมิน-แผนการจัดการเรียนรู้ 1 หน่วย

ประเมิน-แผนการจัดการเรียนรู้ 1 หน่วย

1

2

แผนการจัดการเรียนรู้
วชิ า วทิ ยาศาสตร์ 4 รหัสวิชา ว22102

เร่ือง โลกและการเปลี่ยนแปลง
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2

ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564

นางสาวระวีวรรณ อินวารี
ตาแหนง่ ครูผชู้ ่วย

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

โรงเรียนครุ ุประชาสรรค์
สงั กัดสานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษาอุทยั ธานี ชัยนาท

(1)

คำนำ

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาวิทาศาสตร์พ้ืนฐาน 4 รหัสวิชา ว22102 เร่ือง โลกและการ
เปลี่ยนแปลง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ฉบับนี้ ได้จัดทาข้ึนเพ่ือเป็น
แนวทางในการเตรยี มการสอนของคุณครูในการทาการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธภิ าพ

หวงั เปน็ อย่างยง่ิ ว่า แผนการสอนนจ้ี ะเป็นตวั อย่างและแนวทางทีด่ ี ท่คี รจู ะสามารถนาไปปรบั ใชไ้ ด้

ระวีวรรณ อินวารี

สำรบัญ (2)

คานา หน้ำ
สารบญั (1)
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 1 เรอ่ื ง โครงสรา้ งภายในโลก (2)
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2 เร่อื ง การผพุ ังอย่กู ับที่ทางกายภาพของหิน 1
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง การผพุ ังอยู่กบั ที่ทางเคมขี องหนิ 15
29

1

โครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 7 เร่ือง โลกและการเปล่ยี นแปลง

ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 จานวน 6 ช่ัวโมง

ลาดบั ที่ ช่อื เร่อื ง มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ดั เวลา (ชวั่ โมง)
ว3.2 ม.2/4 2
1 โครงสร้างภายในโลก

2 การผุพงั อยูก่ ับที่ทางกายภาพของหิน ว3.2 ม.2/5 2

3 การผพุ ังอยู่กับท่ีทางเคมขี องหนิ ว3.2 ม.2/5 2

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 1 เร่ือง โครงสร้างภายในโลก

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลีย่ นแปลงภายในโลกและ

บนผิวโลก ธรณีพิบัตภิ ยั กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้ังผลต่อสิ่งมีชีวิตและ
สิง่ แวดล้อม

ตวั ชว้ี ดั
ว 3.2 ม.2/4 สรา้ งแบบจาลองทีอ่ ธบิ ายโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมจี ากขอ้ มูล

ทรี่ วบรวมได้

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
1) โครงสร้างภายในโลกแบง่ ออกเป็นช้ันตามองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ เปลือกโลก ซงึ่ อยนู่ อกสดุ

ประกอบดว้ ยสารประกอบซิลกิ อนและอะลมู ิเนยี มเป็นหลกั เนอ้ื โลกคอื สว่ นที่อย่ใู ตเ้ ปลือกโลกลงไปจนถึง
แก่นโลก มีองค์ประกอบหลกั เป็นสารประกอบของซิลกิ อน แมกนีเซยี มและเหลก็ และแกน่ โลกคอื ส่วนท่อี ยู่
ใจกลางของโลก มอี งคป์ ระกอบหลกั เปน็ เหล็กและนิกเกิล ซ่งึ แตล่ ะชนั้ มลี กั ษณะแตกตา่ งกนั

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 นักเรียนสามารถอธบิ ายโครงสรา้ งภายในโลกตามองคป์ ระกอบทางเคมไี ด้ (K)
3.2 นกั เรยี นสามารถใชท้ กั ษะการใช้จานวน จากการใชต้ ัวเลขจากการสืบค้น เก่ยี วกบั ความหนาของ

ช้นั ตา่ ง ๆ ของโลกมาคานวณมาตราส่วนทเี่ หมาะสมในการสรา้ งแบบจาลองไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและเหมาะสม (P)

2

3.3 นักเรยี นนกั เรียนตระหนกั ถงึ การเลอื กใชว้ ัสดุทค่ี มุ้ ค่ากบั การออกแบบแบบจาลองโครงสร้าง
ภายในโลก (A)

4. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น
4.1 [ √ ] ความสามารถในการสอ่ื สาร
4.2 [ √ ] ความสามารถในการคิด
4.3 [ √ ] ความสามารถในการแก้ปญั หา
4.4 [ √ ] ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
4.5 [ √ ] ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

5. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค 5.2 [ √ ] ซอื่ สตั ย์สุจรติ 5.3 [ √ ] มีวนิ ัย
5.1 [ √ ] รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5.5 [ ] อยู่อย่างพอเพยี ง 5.6 [ √ ] มงุ่ ม่นั ในการทางาน
5.4 [ √ ] ใฝเ่ รียนรู้ 5.8 [ ] มีจติ สาธารณะ
5.7 [ ] รกั ความเป็นไทย

6. ทักษะในศตวรรษที่ 21 (3R x 8C)
6.1 [ √ ] Reading (อา่ นออก)
6.2 [ √ ] Writing (เขียนได้)
6.3 [ √ ] Arithmetics (คิดเลขเปน็ )
6.4 [ √ ] Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะ

ในการแกป้ ญั หา)
6.5 [ √ ] Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรคแ์ ละนวตั กรรม)
6.6 [ ] Cross-cultural understanding (ทกั ษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
6.7 [ √ ] Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะดา้ นความร่วมมือการทางานเป็นทีม

และภาวะผู้นา)
6.8 [ √ ] Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการส่ือสารสารสนเทศ

และรเู้ ท่าทนั สือ่ )
6.9 [ √ ] Computing & ICT literacy (ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

สอื่ สาร)
6.10 [ √ ] Career & learning skills (ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรียนร)ู้
6.11 [ √ ] Compassion (คุณธรรม จรยิ ธรรม)

3

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ ท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement)
1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพ่ือนาเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 เร่ือง โลกและการ

เปล่ียนแปลง โดยให้นักเรียนสังเกตภาพนาหน่วย (หนังสือเรียนหน้า110-111) จากน้ันให้นักเรียนร่วมกัน
อภปิ ราย โดยใช้ประเดน็ คาถามดังตอ่ ไปน้ี

- ภาพนาหนว่ ยเปน็ ภาพเก่ียวกับอะไร (ภาพออบหรอื โกรกธาร)
- ลักษณะของช่องหินในภาพดังกล่าวเกิดข้ึนท่ีใด (เกิดขึ้นบริเวณล้าน้าแม่แจ่ม ต้าบลหางดง
อ้าเภอฮอด จงั หวดั เชียงใหม่)
- นกั เรยี นเคยไปสถานท่ีในภาพหรือไม่ (นกั เรยี นตอบได้โดยอิสระ)
- ลักษณะของช่องหินในภาพดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร (เกิดจากการกัดเซาะหินด้วย
กระแสน้า
ในลา้ น้าเปน็ เวลานาน)
2) ให้นกั เรียนอา่ นเนื้อหานาหนว่ ย แล้วรว่ มกนั อภปิ รายโดยใช้ตวั อยา่ งคาถามตอ่ ไปนี้
- ออบหลวงจะมกี ารเปลี่ยนแปลงลักษณะต่อไปหรอื ไม่ และจะมกี ารเปล่ียนแปลงอย่างไร
(ถ้ากระแสนา้ ในลา้ น้ายงั คงกดั เซาะหินอย่างต่อเน่อื ง ชอ่ งหนิ จะมีขนาดและความลกึ เพ่มิ มากขนึ้ )
- การกระทาของน้าทาให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้อีกบ้าง (กระแสน้าในแม่น้า
อาจกัดเซาะตลิ่งให้พังทลาย และการกัดเซาะของน้าในแม่น้าอาจท้าให้แม่น้ามีขนาดใหญ่ข้ึนและท้าให้แม่น้า
เปล่ยี นทิศทางการไหล การไหลของน้าอาจนา้ พาเศษหนิ ดินหรือตะกอนขนาดต่าง ๆ ตามบริเวณท่ีลาดเชิงเขา
ให้พังทลายลงมาบริเวณท่รี าบดา้ นล่าง รวมถึงการกระท้าของน้ายังก่อให้เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้าท่วม
แผ่นดนิ ถล่ม การกดั เซาะชายฝ่ัง)
3) จากการศกึ ษาภาพนาหน่วยและเนอื้ หานาหนว่ ยแล้ว ให้นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายเพ่ือให้ได้
แนวคดิ ว่า การกระทาของน้าและปัจจัยต่าง ๆ ตามธรรมชาตินอกจากจะทาให้ผิวโลกมีการเปล่ียนแปลงจนมี
ลักษณะและรูปร่างต่าง ๆ ดังเช่น ออบหรือโกรกธารแล้ว ยังก่อให้เกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ อีกด้วย การ
เปล่ียนแปลงต่าง ๆ บนผิวโลกน้ีล้วนสง่ ผลกระทบตอ่ ส่ิงมีชีวติ และสง่ิ แวดล้อมท้ังทางตรงและทางออ้ ม
4) ใหน้ ักเรียนอ่านคาถามนาหนว่ ยและรว่ มกนั อภิปราย เพ่ือให้นกั เรียนทราบว่าจะต้องเรียนรู้
เรื่องอะไรบ้างในหน่วยน้ี ครูเช่ือมโยงเข้าสู่บทท1ี่ โครงสร้างภายในโลกและการเปล่ียนแปลงบนผิวโลก โดย
ใหน้ ักเรียนศึกษาภาพนาบท (หนังสอื เรียนหน้า 112) และรว่ มกันอภิปรายโดยใช้คาถาม ดงั น้ี
- พุน้าร้อนมลี กั ษณะอย่างไร (นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง)
- น้าท่ีพุขึ้นมามลี กั ษณะอย่างไร (นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง)
- นักเรยี นเคยไปสถานที่ทีม่ พี นุ ้าร้อนหรือไม่ถา้ เคยไปเคยไปท่ีใดบ้าง (นักเรียนตอบตามความ
เข้าใจของตนเอง)
- ในทอ้ งถ่นิ ของนกั เรยี นมีพนุ า้ รอ้ นหรอื ไม่ ถ้ามี พุนา้ รอ้ นดังกลา่ วมีลกั ษณะอย่างไร (นักเรียน
ตอบตามความเข้าใจของตนเอง)

4

- การเกิดพุนา้ ร้อนทาใหน้ ักเรยี นมคี วามร้เู กี่ยวกับโลกของเราอย่างไรบ้าง (นักเรียนตอบตาม
ความเขา้ ใจของตนเอง)

5) ให้นักเรียนอ่านเน้ือหานาบท และอภิปรายเพ่ือให้ได้คาตอบท่ีถูกต้องของคาถามอีกครั้ง
และถามคาถามเพิม่ เตมิ แก่นักเรียน ดงั น้ี

- พนุ ้ารอ้ นมีลักษณะอยา่ งไร (แหลง่ นา้ ทไี่ หลขึน้ มาจากใตด้ นิ )
- น้าท่ีพุข้ึนมามีลักษณะอย่างไร (น้าที่พุข้ึนมามีอุณหภูมิสูง น้าอาจบริสุทธิ์หรือมีแร่ธาตุ
รวมถงึ แก๊สต่าง ๆ ละลายอยู่)
- จากภาพในหนังสือเรียนหน้าท่ี 112 เป็นภาพพุน้าร้อนที่ใด (เป็นภาพพุน้าร้อนสันก้าแพง
จงั หวดั เชยี งใหม่)
- การเกิดพุน้าร้อนทาให้นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับโลกของเราอย่างไรบ้าง (พุน้าร้อนเป็น
หลกั ฐานส้าคัญทแ่ี สดงให้เหน็ วา่ ภายในโลกยังคงมอี ณุ หภมู ิสูง)

ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration)
6) ให้นักเรียนอ่านคาถามนาบทและจุดประสงค์ของบทเรียน เพื่อให้ทราบขอบเขตของ

เน้ือหาที่จะได้เรียนรู้ในบทเรียน และจุดประสงค์ในการเรียน (นักเรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างภายใน
โลกที่แบง่ ตามองคป์ ระกอบเคมี กระบวนการผุพงั อยกู่ ับท่ี การกรอ่ น และการสะสมตัวของตะกอน และผลของ
กระบวนการดังกลา่ วทีท่ า้ ให้ผวิ โลกเกิดการเปลย่ี นแปลง)

7) จากนั้นนานักเรียนเข้าสู่เรื่องท่ี 1 โครงสร้างภายในโลก โดยใช้คาถามว่า รู้หรือไม่ว่า
โครงสร้างภายในโลกเป็นอย่างไร ภายในโลกมีอุณหภูมิ ความดัน และความหนาแน่นเท่ากันทุกส่วนหรือไม่
บรเิ วณแก่นกลางของโลกมสี ถานะเป็นอย่างไร ภายในโลกประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบทางเคมอี ะไรบา้ ง

8) ให้นักเรียนศึกษาภาพนาเร่ือง ภาพ 7.1 โลกของเรา (หนังสือเรียนหน้า 113) และให้
นกั เรยี นแสดงความคิดเห็นจากภาพ โดยถามนักเรียนว่าการท่ีจะเห็นภาพโลกดังเช่นภาพ 7.1 เราต้องอยู่ที่ใด
(นักเรยี นอาจตอบว่าเราต้องอยูใ่ นอวกาศ จงึ จะเห็นโลกในลักษณะดงั กล่าวได้) จากน้ันให้นักเรียนอ่านเนือ้ หา
นาเรือ่ งเกย่ี วกับโลกของเรา และร่วมกันอภปิ ราย เพือ่ ให้ไดข้ ้อสรปุ วา่

- โลกมีลักษณะเปน็ ทรงกลมและมบี รรยากาศหอ่ ห้มุ
- ผวิ โลกมลี กั ษณะแตกตา่ งกนั บางแห่งเปน็ พน้ื ทวปี บางแห่งเปน็ ทะเลและมหาสมุทร
- ภายในโลกเป็นบริเวณที่เราไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรง ต้องอาศัยการเจาะสารวจแต่
เน่ืองด้วยภายในโลกของเรามีอุณหภูมิและความดันสูงมาก ทาให้การขุดเจาะเพ่ือทาการสารวจเป็นไปด้วย
ความยากลาบาก
- ต้งั แตอ่ ดตี จนถึงปัจจบุ นั นักวิทยาศาสตรไ์ ด้ใช้หลกั การทางวทิ ยาศาสตร์ในด้านตา่ ง ๆ
เพอื่ ศึกษาโครงสรา้ งภายในโลก
9) ใหน้ กั เรียนอ่านคาสาคญั และทากจิ กรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนจานวน 2 ข้อ (หนังสือ
เรยี นหนา้ 113 เฉลยแนบท้ายแผนการจดั การเรียนรู้) แลว้ รว่ มกนั อภปิ รายเพอ่ื ใหไ้ ดค้ าตอบทีถ่ ูกตอ้ ง

5

ขั้นท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
10) ให้นักเรียนอ่านเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้าท่ี 114 เกี่ยวกับการขุดเจาะหลุม Kola

Superdeep Borehole (KSDB) จากนน้ั ใหน้ กั เรียนร่วมกนั อภิปราย โดยใช้คาถามนาอภปิ รายดังตอ่ ไปน้ี
- Kola Superdeep Borehole (KSDB) คืออะไร (เป็นการขุดเจาะหลุมลงไปในโลก ซึ่งเจาะ

ลงไปได้ลึกประมาณ12 กิโลเมตร จากระดับผวิ ดิน)
- การขุดเจาะหลุมได้ค้นพบอะไรท่ีอยู่ภายในโลกบ้าง (ค้นพบหิน น้า และแก๊สต่าง ๆ ที่อยู่

ภายในโลก ซง่ึ ใช้เปน็ หลักฐานสนับสนุนว่าสสารภายในโลกมีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และท้าให้
ทราบว่าภายในโลกมอี ุณหภมู แิ ละความดนั สงู )

- การขุดเจาะหลุมได้ประสบปัญหาอะไร จึงทาให้การขุดเจาะหยุดชะงักลง (ประสบปัญหา
เก่ียวกับอณุ หภมู แิ ละความดนั ภายในโลกทีม่ คี า่ สูงมาก)

11) ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับหลุมเจาะ Kola Superdeep Borehole (KSDB)
เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า หลุมเจาะ Kola Superdeep Borehole (KSDB) เป็นหลุมเจาะท่ีมีระดับความลึกจากผิว
โลกมากท่ีสุด ประมาณ 12 กิโลเมตร จากระดับผิวโลก การขุดเจาะหลุมได้หยุดชะงักลง เน่ืองจากประสบ
ปัญหาเกยี่ วกบั อณุ หภูมแิ ละความดันภายในโลกที่สูงมาก นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลจากหลุมเจาะมากมาย เช่น
มีการพบหินชนิดต่าง ๆ น้าและแก๊สชนิดต่าง ๆ ท่ีอยู่ภายในโลก ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ น้ีเป็นหลักฐานสาคัญท่ี
นามาใช้สนบั สนนุ ว่า สสารภายในโลกมีสถานะท้ังของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และภายในโลกมีอุณหภูมิและ
ความดนั สงู

12) ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายต่อไปอีกในประเด็นเกี่ยวกับหลักฐานอ่ืน ๆ ท่ีสนับสนุนว่า
ภายในโลกมีอณุ หภมู ิและความดนั สงู และสสารภายในโลกมีหลายสถานะ โดยให้นกั เรียนอา่ นเนื้อหาในหนังสือ
เรยี นหน้า 114-115 และสงั เกตภาพ 7.2 - 7.3 แล้วครูใชค้ าถามเพ่ือตรวจสอบความเขา้ ใจในการอ่าน เชน่

- มีหลกั ฐานใดอีกบา้ งทแี่ สดงวา่ ภายในโลกมอี ุณหภูมิและความดันสูง และสสารภายในโลกมี
หลายสถานะ

- วงแหวนไฟคืออะไร และอยู่บริเวณใดของโลก
- แมกมามีลกั ษณะเปน็ อยา่ งไร

13) ใหน้ ักเรียนร่วมกนั อภปิ ราย เพอ่ื ให้ได้ข้อสรุปว่า
- หลักฐานอืน่ ๆ ท่ีแสดงวา่ ภายในโลกมีอณุ หภมู ิและความดนั สูง และสสารภายในโลกมีหลาย
สถานะ เช่น การระเบิดของภเู ขาไฟ
- วงแหวนไฟ คอื ตาแหน่งทม่ี กี ารระเบิดของภูเขาไฟและมีการเกดิ แผน่ ดนิ ไหวอยบู่ ่อยคร้งั
ซึง่ ส่วนใหญ่จะอยูต่ รงบรเิ วณขอบทวปี รอบมหาสมุทรแปซิฟิก
- แมกมามีลักษณะเป็นสารเหลวร้อน อาจมีของแข็ง เช่น ผลึกแร่ เศษหินและแก๊สรวมอยู่
ด้วย และการปะทุของแมกมาในบางคร้ังจะมีแรงดันที่มีค่าสูงมาก ซ่ึงจะดันแมกมาให้ปะทุไปได้ไกลจากปาก
ปลอ่ งภเู ขาไฟ

6

14) จากนั้นนาเข้าสู่กิจกรรมที่ 7.1 โครงสร้างภายในโลกมีลักษณะอย่างไร โดยใช้คาถาม
สรา้ งความสนใจวา่ จากขอ้ มลู ทพ่ี บวา่ สสารภายในโลกมสี ถานะทั้งของแข็ง ของเหลวและแก๊ส และภายในโลก
ยังคงมีอณุ หภมู แิ ละความดันสูง

ข้นั ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
15) ให้นกั เรียนอา่ นชื่อกิจกรรมท่ี 7.1 โครงสร้างภายในโลกมีลักษณะอย่างไร จุดประสงค์

และวิธีดาเนนิ กจิ กรรม และตรวจสอบความเขา้ ใจ โดยใชค้ าถามดังต่อไปนี้
- กจิ กรรมนศ้ี กึ ษาเกย่ี วกบั เรื่องอะไร (โครงสร้างภายในโลกที่แบง่ ตามองค์ประกอบทางเคมี)
- กจิ กรรมนี้มีจดุ ประสงค์อะไร (สืบคน้ และสรา้ งแบบจ้าลองเพื่ออธิบายโครงสร้างภายในโลก

ทแ่ี บง่ ตามองคป์ ระกอบทางเคมี)
- วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างภายในโลกที่

แบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี วิเคราะห์ อภิปราย และลงข้อสรุปเกี่ยวกับโครงสร้างภายในโลกท่ีแบ่งตาม
องค์ประกอบทางเคมี จากน้ันน้าข้อมูลมาสร้างแบบจ้าลอง น้าเสนอแบบจ้าลอง และอภิปรายเปรียบเทียบ
แบบจ้าลองที่สร้างขึ้นกับภาพโครงสร้างภายในโลกท่ีวาดไว้ในรู้อะไรบ้างก่อนเรียน ว่ามีลักษณะเหมือนหรือ
แตกตา่ งกันอย่างไร)

- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลเก่ียวกับโครงสร้างภายในโลกที่
แบ่งตามองค์ประกอบทางเคมีเพื่อน้ามาสร้างแบบจ้าลอง และเปรียบเทียบแบบจ้าลองที่สร้างขึ้นกับภาพวาด
โครงสร้างภายในโลกที่วาดไวใ้ นกจิ กรรมรู้อะไรบ้างกอ่ นเรียน)

16) ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ทากจิ กรรมตามวิธดี าเนินกจิ กรรม ขณะที่แต่ละกลุ่มทากิจกรรม
ครคู วรเดนิ สงั เกตการทากจิ กรรมในแต่ละกล่มุ และใหค้ าแนะนาถ้านักเรยี นมขี ้อสงสัยในประเด็นตา่ ง ๆ เช่น

- การใชค้ าสาคัญในการสบื ค้นข้อมูล เช่น คาวา่ องค์ประกอบทางเคมีในโลก โครงสร้างภายใน
โลก โครงสรา้ งโลกที่แบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี การแบ่งโครงสร้างภายในโลก

- เน้นให้มีการแสดงองค์ประกอบทางเคมีของชั้นต่าง ๆ ของโลกด้วยวิธีการต่าง ๆ ลงใน
แบบจาลอง และแสดงความหนาของช้ันต่าง ๆ ของโครงสรา้ งภายในโลก และระบุมาตราส่วนที่ใช้ในการสร้าง
แบบจาลอง

ข้ันที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
17) ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการทากิจกรรม ตอบคาถามท้ายกิจกรรม และร่วมกัน

สรุปผลของกิจกรรม โดยใช้คาถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากการทากิจกรรมว่า การ
แบ่งโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมี สามารถแบ่งได้จานวน 3 ชั้น ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก
และแก่นโลก แต่ละช้ันมีองค์ประกอบทางเคมีทั้งท่ีเหมือนกันและแตกต่างกัน และแต่ละชั้นมีความหนา
แตกตา่ งกัน

7

18) ให้นักเรียนอ่านเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้าท่ี 117-120 สังเกตภาพ 7.4 และ 7.5 และ
ตาราง 7.1 ในหนังสือเรียนหน้าที่ 119 ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวเป็นเนื้อหาเก่ียวกับโครงสร้างภายในโลกที่แบ่งตาม
องค์ประกอบทางเคมี ความหนาอุณหภูมิ ความดัน และความหนาแน่นของโครงสร้างภายในโลกแต่ละชั้น
จากนั้นครูใชค้ าถามเพอ่ื ตรวจสอบความเข้าใจในการอา่ น เช่น

- โครงสร้างภายในโลกที่แบง่ ตามองคป์ ระกอบทางเคมี แบ่งออกเป็นกชี่ น้ั อะไรบ้าง
- เปลือกโลกแบง่ ออกเปน็ ก่ปี ระเภท อะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีองค์ประกอบทางเคมีเป็น
อยา่ งไร
- เน้อื โลกมีองค์ประกอบทางเคมเี ป็นอยา่ งไร
- แก่นโลกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง และแต่ละประเภทมีองค์ประกอบทางเคมีเป็น
อยา่ งไร
- เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก มีความหนา อุณหภูมิ ความดัน และความหนาแน่น
เหมือนหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
19) จากน้ันให้นกั เรยี นร่วมกนั อภิปราย เพื่อใหไ้ ดข้ อ้ สรุปวา่
- โครงสรา้ งภายในโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมีได้เปน็ 3 ช้ัน ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก
และแก่นโลก
- เปลือกโลกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เปลือกโลกทวีปและเปลือกโลกมหาสมุทร เปลือกโลก
ทวีปประกอบด้วยสารประกอบของธาตุซิลิคอน อะลูมิเนียม และออกซิเจนเป็นหลัก เปลือกโลกมหาสมุทร
ประกอบด้วยสารประกอบของธาตุซิลิคอน แมกนีเซียม และออกซิเจนเป็นหลัก
- เนื้อโลกมีองค์ประกอบทางเคมีเป็นสารประกอบของธาตุซิลิคอน แมกนีเซียม เหล็กและ
ออกซิเจน
- แก่นโลกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แก่นโลกช้ันนอกและแก่นโลกช้ันใน แก่นโลกท้ัง 2
ประเภท มีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกันคือเป็นโลหะผสมของธาตุเหล็กและนิกเกิล แก่นโลกชั้นนอกมี
สถานะเป็นของเหลว และแก่นโลกช้นั ในมีสถานะเป็นของแข็ง
- เปลือกโลก เน้ือโลก และแก่นโลก มีความหนา อุณหภูมิ ความดัน และความหนาแน่น
แตกตา่ งกัน โดยเรียงลาดบั โครงสร้างโลกท่มี ีความหนา อุณหภูมิ ความดัน และความหนาแน่น มากท่ีสุดไปหา
น้อยทีส่ ุด ได้แก่ แก่นโลก เนอื้ โลก และเปลอื กโลก ตามลาดบั

8. สอ่ื การเรยี นร้/ู แหลง่ เรยี นรู้
8.1 ใบ กจิ กรรมที่ 7.1 โครงสรา้ งภายในโลกมลี กั ษณะอยา่ งไร
8.2 อปุ กรณก์ ารทากิจกรรม ไดแ้ ก่ ดนิ นา้ มัน หรอื วัสดุอุปกรณ์ตามทีอ่ อกแบบ
8.3 หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลาง

การศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
8.4 อินเทอร์เนต็ เวบ็ ไซต์

8

9. การวดั และการประเมิน

ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ ีการวัด เครอื่ งมอื วัด เกณฑท์ ่ีใชใ้ นการประเมนิ

1. อธิบายโครงสรา้ ง - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.1 ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน

ภายในโลกตาม ท้ายกิจกรรมที่ 7.1 จานวน 3 ข้อ ระดับคณุ ภาพดี ถือวา่ ผา่ น

องคป์ ระกอบทางเคมีได้ โครงสรา้ งภายในโลก การประเมนิ ด้านความรู้

(ด้านความรู้: K) มีลักษณะอยา่ งไร

2. การใชท้ กั ษะการใช้ - ตรวจผลการทากิจกรรม - แบบประเมนิ ผลการทา ได้ไม่นอ้ ยกว่า2 คะแนน

จานวน จากการใชต้ วั เลข แบบจาลองโครงสร้าง แบบจาลองโครงสรา้ ง ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผา่ น

จากการสืบคน้ เกี่ยวกับ ภายในโลกทีแ่ บ่งตาม ภายในโลกทีแ่ บ่งตาม การประเมนิ ดา้ นกระบวนการ

ความหนาของชัน้ ต่าง ๆ องคป์ ระกอบทางเคมี องคป์ ระกอบทางเคมี

ของโลกมาคานวณมาตรา

สว่ นท่เี หมาะสมในการ

สร้างแบบจาลองได้อย่าง

ถกู ตอ้ งและเหมาะสม

(ดา้ นกระบวนการ: P)

3. ตระหนกั ถงึ การเลอื ก - สังเกตการใช้วัสดุที่คุ้มค่า - แบบสังเกตการใช้วัสดุท่ี ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน

ใชว้ สั ดุที่คุ้มคา่ กับการ กบั การออกแบบ คมุ้ คา่ กบั การออกแบบใน ระดบั คุณภาพดี ถือวา่ ผ่าน

ออกแบบแบบจาลอง แบบจาลองโครงสร้าง การทากิจกรรมของนักเรียน การประเมนิ ด้านเจตคติ

โครงสรา้ งภายในโลก ภายในโลก

(ด้านเจตคติ: A)

9

9.1 เกณฑ์การประเมินผลงานนกั เรยี น เกณฑก์ ารประเมิน (Rubrics Score)

ประเด็นการประเมนิ ค่านา้ หนัก แนวทางการให้คะแนน
คะแนน

การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.1 ถกู ตอ้ งทุกขอ้ จานวน 3 ขอ้

คาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.1 2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.1 ถูกตอ้ ง จานวน 2 ข้อ

1 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.1 ถกู ตอ้ ง จานวน 1 ขอ้ หรอื ไม่ถกู ต้อง

การให้คะแนนการทา 3 คานวณเก่ียวกบั ความหนาของชั้นตา่ ง ๆ ของโลกมาคานวณมาตราส่วนท่ี

กิจกรรมแบบจาลอง เหมาะสมในการสร้างแบบจาลองได้อยา่ งถูกต้องและเหมาะสม มีตาราง

โครงสร้างภายในโลก แสดงโครงสรา้ งภายในโลกแบง่ ตามองคป์ ระกอบทางเคมีได้เป็น 3 ชั้น

ทีแ่ บง่ ตามองคป์ ระกอบ และนาเสนอแบบจาลองโครงสรา้ งภายในโลกไดช้ ัดเจน ครบถ้วน

ทางเคมี 2 คานวณเกยี่ วกับความหนาของช้ันตา่ ง ๆ ของโลกมาคานวณมาตราสว่ นที่

เหมาะสมในการสร้างแบบจาลองไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง มตี ารางแสดงโครงสร้าง

ภายในโลกแบง่ ตามองคป์ ระกอบทางเคมไี ด้เป็น 3 ชนั้ และนาเสนอ

แบบจาลองโครงสร้างภายในโลกไดด้ ี

1 คานวณเกี่ยวกับความหนาของชน้ั ต่าง ๆ ของโลกมาคานวณมาตราส่วนท่ี

เหมาะสมในการสรา้ งแบบจาลองได้ มีตารางแสดงโครงสร้างภายในโลกแบ่ง

ตามองค์ประกอบทางเคมไี ดเ้ ป็น 3 ชน้ั และนาเสนอแบบจาลองโครงสร้าง

ภายในโลกได้

การให้คะแนน เลอื กใช้วัสดุที่คุม้ คา่ เหมาะสมกับการออกแบบแบบจาลองโครงสรา้ ง

การใช้วัสดุท่ีคุม้ ค่ากับ 3 ภายในโลก ไม่สิ้นเปลอื งทรพั ยากร เปน็ วัสดุจากท้องถน่ิ หาไดง้ ่าย และ

การออกแบบแบบจาลอง หลงั การทากจิ กรรมมกี ารเก็บและทาความสะอาดเรยี บรอ้ ย

โครงสรา้ งภายในโลก เลอื กใช้วัสดทุ ี่คุม้ คา่ เหมาะสมกับการออกแบบแบบจาลองโครงสร้าง

2 ภายในโลก ไม่สน้ิ เปลืองทรัพยากร และหลงั การทากิจกรรมมีการเกบ็

และทาความสะอาดเรียบรอ้ ย

1 เลือกใช้วัสดทุ ่ีเหมาะสมกับการออกแบบแบบจาลองโครงสรา้ งภายในโลก
และหลังการทากจิ กรรมมกี ารเกบ็ และทาความสะอาดเรยี บร้อย

9.2 ระดับคณุ ภาพ (โดยนาคะแนนรวมทกุ ด้าน K P A แลว้ หาคา่ เฉลีย่ )
คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวมเฉล่ีย 2.00 - 2.99 หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลีย่ 0.01 - 1.99 หมายถึง พอใช้

ดังนั้น นักเรียนต้องได้คะแนนเฉลี่ยทุกประเด็นการประเมิน ไม่ต่ากว่า 2.00 คะแนน แสดงระดับ
คณุ ภาพดี ถือวา่ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินในแผนการจดั การเรยี นท่ี 1

10

ใบกจิ กรรมท่ี 7.1 โครงสรา้ งภายในโลกมีลกั ษณะอยา่ งไร
หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หน้า

กิจกรรมท่ี 7.1 โครงสรา้ งภายในโลกมลี ักษณะอยา่ งไร?
จุดประสงค์ สบื คน้ และสร้างแบบจาลองเพื่ออธิบายโครงสร้างภายในโลกท่ีแบ่งตามองค์ประกอบ
วัสดอุ ปุ กรณ์ ทางเคมี
วธิ ีดาเนินกิจกรรม วัสดุอปุ กรณ์ตามท่ีออกแบบ
1. สบื คน้ ข้อมลู เก่ียวกับโครงสร้างภายในโลกท่ีแบ่งตามองคป์ ระกอบทางเคมี
การเตรยี มตัว 2. ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมลู อภปิ ราย และลงขอ้ สรปุ เกี่ยวกับโครงสร้างภายในโลกที่แบ่ง
ล่วงหน้าสาหรับครู ตามองค์ประกอบทางเคมี
3. สร้างแบบจาลองโครงสร้างภายในโลกท่ีแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี และระบุ
ข้อเสนอแนะ มาตราส่วนท่ใี ช้
ในการทากิจกรรม 4. นาเสนอแบบจาลอง และอภิปรายเปรียบเทียบแบบจาลองที่สร้างขึ้นกับภาพวาด
โครงสร้างภายในโลกที่วาดไว้ ในกิจกรรมรู้อะไรบ้างก่อนเรียน ว่ามีลักษณะเหมือน
หรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
• เตรียมเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตให้พร้อมใช้งาน สาหรับการ
สบื คน้ ข้อมลู เกยี่ วกับโครงสรา้ งภายในโลกทแ่ี บ่งตามองค์ประกอบทางเคมี
• จดั หาเว็บไซตท์ ่มี ขี ้อมลู เกย่ี วกับโครงสรา้ งภายในโลกท่แี บ่งตามองคป์ ระกอบทางเคมี
เพ่ือแนะนาใหน้ กั เรยี นใชใ้ นการสืบคน้ ขอ้ มูล เช่น เวบ็ ไซต์ https://www.usgs.gov
• อาจมอบหมายงานให้นักเรียนไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างภายในโลกท่ีแบ่ง
ตามองค์ประกอบทางเคมมี าล่วงหน้า
• ในการสร้างแบบจาลอง นกั เรียนควรคานวณหามาตราส่วนท่เี หมาะสมในการสร้าง
แบบจาลองและระบมุ าตราส่วนท่ีใช้ในการสรา้ งแบบจาลอง
• อาจใช้วสั ดุอปุ กรณท์ ม่ี อี ยู่ในทอ้ งถิ่นมาใชใ้ นการสรา้ งแบบจาลอง
• ในการสร้างแบบจาลองควรแสดงให้เห็นความแตกต่างของธาตุท่ีเป็นส่วนประกอบ
ของโครงสรา้ งภายในโลกแตล่ ะชน้ั อยา่ งชัดเจน
• สามารถใช้สัญลักษณ์ภาพหรือตัวอักษร แทนธาตุแต่ละธาตุที่ปรากฏอยู่ใน
แบบจาลอง และระบุความหมายของสัญลักษณ์ลงในแบบจาลองด้วยวิธีการที่
เหมาะสม

11

คาถามท้ายกิจกรรม

1. โครงสรา้ งภายในโลกมีลกั ษณะอย่างไร เม่ือแบง่ ออกตามองคป์ ระกอบทางเคมี
2. โครงสร้างภายในโลกท่ีนักเรียนวาดไว้ในกิจกรรมรู้อะไรบ้างก่อนเรียน มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างจาก
แบบจาลองทสี่ ร้างขึ้นหรือไม่ อยา่ งไร
3. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ า่ อยา่ งไร

เฉลยใบกิจกรรมท่ี 7.1 โครงสรา้ งภายในโลกมลี กั ษณะอย่างไร

เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม

1. โครงสรา้ งภายในโลกมีลกั ษณะอยา่ งไร เมอื่ แบง่ ออกตามองค์ประกอบทางเคมี
แนวคาตอบ การแบ่งโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมีสามารถแบ่งได้จ้านวน 3 ชั้น

ได้แก่ เปลอื กโลก เนอ้ื โลก และแกน่ โลก ทง้ั 3 ชนั้ น้มี อี งค์ประกอบทางเคมที ้ังทเ่ี หมอื นกันและแตกตา่ งกัน

2. โครงสร้างภายในโลกท่ีนักเรียนวาดไว้ในกิจกรรมรู้อะไรบ้างก่อนเรียน มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่าง
จาก
แบบจาลองท่สี รา้ งข้ึนหรือไม่ อย่างไร

แนวคาตอบ โครงสร้างภายในโลกที่นักเรียนวาดขึ้นในกิจกรรมรู้อะไรบ้างก่อนเรียนอาจมีลักษณะ
เหมอื นหรอื แตกต่างจากแบบจ้าลองท่ีสรา้ งขึน้ ท้งั นข้ี ึน้ อย่กู บั ความรู้เดิมเกี่ยวกับการแบ่งโครงสร้างภายในโลก
ตามองค์ประกอบทางเคมีของนักเรยี นแตล่ ะคน

3. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร
แนวคาตอบ
- โครงสรา้ งภายในโลกแบ่งตามองคป์ ระกอบทางเคมไี ดเ้ ป็น 3 ชัน้ ไดแ้ ก่ เปลือกโลก เน้ือโลก
และแกน่ โลก
- เปลอื กโลกมอี งคป์ ระกอบหลักเปน็ สารประกอบของธาตุซิลคิ อน อะลมู เิ นยี ม และออกซิเจน
- เนอ้ื โลกมอี งค์ประกอบเป็นสารประกอบของธาตุซิลคิ อน แมกนีเซียม เหลก็ และออกซิเจน
- แก่นโลกมีองคป์ ระกอบเป็นธาตุเหล็กและนิกเกิล

12

บนั ทกึ หลงั แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 1 เรอ่ื ง โครงสร้างภายในโลก
รหัสวิชา ว22102 รายวิชา วิทยาศาสตร์ 4 ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนคุรุประชาสรรค์
ครูผู้สอน นางสาวระววี รรณ อินวารี

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ผลการจดั การเรียนรู้
 1) สอนได้ตามแผนการจัดการเรยี นรู้ มีจุดประสงค์ K P A
1.1 ดา้ นความรู้ (K)

นกั เรียนสามารถอธิบายโครงสร้างภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมีได้ โดยทราบได้จากการตอบ
คาถามของนกั เรียน
1.2 ดา้ นกระบวนการ (P)

นกั เรยี นสามารถสร้างแบบจาลองได้อยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม
1.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)

นักเรยี นมคี ุณลักษณะตามทก่ี าหนดไวท้ ุกคน

มกี ารบูรณาการคณุ ธรรม/การตา้ นทุจรติ /หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง/อ่นื ๆ ..............................
สอนไมไ่ ดต้ ามแผนการจัดการเรียนรู้ เนอื่ งจาก.................................-................................................

2. ผลการเรยี นรูต้ ามตัวชว้ี ัด

2.1 นักเรียนทีผ่ า่ นตวั ชวี้ ัด มีจานวน 35 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 100
คดิ เปน็ รอ้ ยละ -
2.2 นกั เรยี นไม่ผ่านตัวช้ีวดั มจี านวน - คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 100
คิดเป็นร้อยละ 100
2.3 นกั เรยี นไดร้ ับความรู้ (K) มจี านวน 35 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ-
คดิ เป็นรอ้ ยละ-
2.4 นักเรยี นเกดิ ทกั ษะกระบวนการ (P) มีจานวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ-

2.5 นกั เรียนมคี ณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ (A) ดเี ยี่ยม - คน

ดี- คน

ผา่ น - คน

3. ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข (ถา้ ม)ี
 กจิ กรรมการจดั การเรยี นรไู้ ม่เหมาะสมกบั เวลา
 มีนกั เรยี นทาใบงาน/ใบกิจกรรมไม่ทันตามกาหนดเวลา
 มีนักเรียนท่ีไม่สนใจเรียน

13

 อน่ื ๆ
………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………………………..............
4. ขอ้ เสนอแนะ

 ควรนาแผนฯ ไปปรับปรงุ เรื่อง
……………………………………………………………………………………………………........................................................

 แนวทางแกไ้ ขนักเรียนท่ไี มผ่ ่านการประเมิน/ไมส่ นใจเรียน
………………………………………………………………………………………......................................................………………

 ไม่มีข้อเสนอแนะ

ลงช่ือ……………ระวีวรรณ………………….
(นางสาวระววี รรณ อนิ วารี)

14

ภาพการจดั การเรียนการสอน

15

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 เร่อื ง การผพุ งั อยกู่ ับที่ทางกายภาพของหนิ

1. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสัมพนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลยี่ นแปลงภายในโลกและ

บนผิวโลก ธรณีพบิ ตั ภิ ยั กระบวนการเปลย่ี นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อส่ิงมีชีวิตและ
สงิ่ แวดลอ้ ม

ตัวชี้วดั
ว 3.2 ม.2/5 อธิบายกระบวนการผพุ ังอยู่กบั ท่ีการกรอ่ นและการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจาลอง

รวมทง้ั ยกตวั อย่างผลของกระบวนการดงั กล่าวทที่ าให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง

2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด
1) การผุพังอยู่กับท่ี การกร่อน และการสะสมตัวของตะกอน เป็นกระบวนการเปล่ียนแปลงทาง

ธรณีวิทยา ทท่ี าให้ผิวโลกเกดิ การเปลี่ยนแปลงเป็นภูมิลกั ษณ์แบบต่าง ๆ โดยมปี ัจจยั สาคัญ คอื น้า ลม
ธารนา้ แขง็ แรงโนม้ ถ่วงของโลก สง่ิ มีชีวติ สภาพอากาศ และปฏิกิรยิ าเคมี

2) การผุพงั อย่กู บั ท่ี คือ การท่หี นิ ผพุ ังทาลายลงดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศกับน้าฝน
และรวมทัง้ การกระทาของต้นไม้กับแบคทีเรีย ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ซ่ึงมีการเพ่ิมและลดอุณหภูมิ
สลับกัน เป็นต้น

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
3.1 นกั เรยี นสามารถอธิบายกระบวนการผพุ ังอยู่กบั ท่ที างกายภาพของหินจากแบบจาลองได้ (K)
3.2 นักเรียนสามารถใช้ทกั ษะการสังเกต จากการบนั ทกึ ข้อมลู เก่ียวกบั ลกั ษณะ ของหิน และการ

บันทึกการเปลย่ี นแปลงท่ีเกดิ ขนึ้ ในแบบจาลองได้ครบถว้ น (P)
3.3 นักเรียนให้ความร่วมมือและการทางานเปน็ ทีมในการทางานร่วมกับผูอ้ ่นื ได้ (A)

4. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
4.1 [ √ ] ความสามารถในการสอ่ื สาร
4.2 [ √ ] ความสามารถในการคิด
4.3 [ √ ] ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4.4 [ √ ] ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
4.5 [ √ ] ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

5. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค 5.2 [ √ ] ซ่อื สตั ยส์ ุจริต 16
5.1 [ √ ] รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5.5 [ ] อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
5.4 [ √ ] ใฝเ่ รียนรู้ 5.8 [ ] มจี ิตสาธารณะ 5.3 [ √ ] มวี นิ ัย
5.7 [ ] รักความเปน็ ไทย 5.6 [ √ ] มงุ่ มนั่ ในการทางาน

6. ทักษะในศตวรรษที่ 21 (3R x 8C)
6.1 [ √ ] Reading (อ่านออก)
6.2 [ √ ] Writing (เขยี นได้)
6.3 [ √ ] Arithmetics (คิดเลขเป็น)
6.4 [ √ ] Critical thinking & problem solving (ทกั ษะดา้ นการคดิ อย่างมีวิจารณญาณ และทักษะ

ในการแกป้ ญั หา)
6.5 [ √ ] Creativity & innovation (ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์และนวตั กรรม)
6.6 [ ] Cross-cultural understanding (ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์)
6.7 [ √ ] Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือการทางานเป็นทมี

และภาวะผู้นา)
6.8 [ √ ] Communications, information & media literacy (ทกั ษะดา้ นการส่อื สารสารสนเทศ

และรเู้ ท่าทันสอ่ื )
6.9 [ √ ] Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

ส่ือสาร)
6.10 [ √ ] Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู)้
6.11 [ √ ] Compassion (คุณธรรม จริยธรรม)

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ขน้ั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1) ครูเชอ่ื มโยงไปสู่การเรยี นรู้เรื่องท่ี 2 กระบวนการเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาบนผิวโลก

โดยนาอภิปรายดังนี้ เราทราบแล้วว่าภายในโลกมีอุณหภูมิและความดันสูงมากจนทาให้ภายในโลกเกิดการ
เปลย่ี นแปลงและส่งผลกระทบขึน้ มาสู่ผวิ โลก ดังเช่น การเกิดพุน้าร้อน การระเบิดของภูเขาไฟ นอกจากน้ันผิว
โลกที่เราอาศัยอยู่ก็เกิดการเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาข้ึนมากมาย จนทาให้ผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็น
รูปพรรณสัณฐานต่าง ๆ

2) ให้นักเรยี นศึกษาภาพนาเรอื่ ง ภาพ 7.7 ลานหนิ ปุ่มจังหวดั พษิ ณุโลก ในหนงั สือเรยี นหน้าท่ี
121 และให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นจากภาพ โดยถามนักเรียนว่า หินที่ปรากฏในภาพมีลักษณะอย่างไร
เพราะเหตุใดจงึ มีลกั ษณะเช่นนนั้ (นกั เรยี นตอบได้โดยอิสระตามความเขา้ ใจของตนเอง) เพอ่ื ใหไ้ ด้ขอ้ สรุปวา่

- ลานหนิ ปมุ่ ดงั ภาพ 7.7 ในหนงั สือเรยี นหนา้ ท่ี121 เปน็ ลานหินทรายท่ีมีลักษณะเปน็ ปุ่มหนิ

17

ทด่ี ้านบนมีลกั ษณะมน ปมุ่ หนิ ท่ีปรากฏมีหลายขนาด โดยโผล่ให้เห็นเรยี งต่อเน่อื งกนั
- ปมุ่ หินนน้ั เกดิ จากฝน น้าผิวดนิ ลม ได้กัดเซาะแนวรอยแตกของหนิ ใหม้ ขี นาดใหญ่ขน้ึ ๆ

ทาใหเ้ หลือแต่เนอื้ หินตรงกลางเป็นกอ้ นท่ีดา้ นบนมลี กั ษณะมน
- การเกิดลานหินปุ่มนี้ใช้เวลายาวนาน ไม่สามารถมองเห็นการเปล่ียนแปลงได้อย่าง

ทนั ทที นั ใด
- ลานหินปุ่มเป็นตัวอย่างหน่ึงของการเปล่ียนแปลงของเปลือกโลกท่ีเกิดจากกระบวนการ

เปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาต่าง ๆ
- ภมู ลิ กั ษณ์ เปน็ ลกั ษณะของเปลือกโลกท่ีมรี ูปพรรณสณั ฐานตา่ ง ๆ ดงั เชน่ ลานหินป่มุ
3) ให้นักเรียนยกตัวอย่างภูมิลักษณ์ที่พบบนผิวโลกประมาณ 1-2 ตัวอย่าง (ซึ่งนักเรียนอาจ

ยกตัวอย่างได้ว่า ภูมิลักษณ์บนผิวโลกยังมีอีกหลายลักษณะ เช่น ภูเขา เนินทราย ท่ีราบ ท่ีราบสูง ดินดอน
สามเหล่ียม แม่น้าทีไ่ หลคดเคย้ี ว น้าตกแก่งหนิ กมุ ภลักษณ์ ซุ้มหนิ )

ขนั้ ที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration)
4) ให้นกั เรียนอา่ นคาสาคญั ทากิจกรรมทบทวนความรู้กอ่ นเรยี นจานวน 5 ข้อ (หนังสือเรียน

หน้า 122) แล้วร่วมกนั อภปิ รายเพ่ือให้ได้คาตอบทถ่ี ูกตอ้ ง
5) ตรวจสอบความรเู้ ดิมของนักเรียนเก่ียวกับเร่ือง กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา

บนผวิ โลก โดยใหท้ ากจิ กรรมรอู้ ะไรบา้ งกอ่ นเรียน จานวน 1 ข้อ ให้นักเรียนตอบตามความเข้าใจของนักเรียน
โดยครูจะไม่เฉลยคาตอบทถ่ี กู ตอ้ ง

6) เชอ่ื มโยงเข้าสู่กิจกรรมท่ี 7.2 การผุพังอยู่กับท่ีทางกายภาพของหินเกิดข้ึนได้อย่างไร โดย
ใช้คาถามวา่ มนษุ ย์ทาเหมืองหนิ เหมืองแร่ เพอ่ื นาหนิ และแรม่ าใช้ประโยชน์ รวมถงึ มีการก่อสร้างเข่ือน อุโมงค์
ถนน การกระทาของมนุษย์ดังกลา่ วทาให้หนิ ดนิ และแรเ่ กดิ การผุพงั ได้ แต่นักเรียนสงสัยหรือไม่ว่าแล้วเศษหิน
ท่ี
ผุพงั อยตู่ ามธรรมชาติที่ไมไ่ ด้เกดิ จากการกระทาของมนุษย์ เศษหินเหล่านั้นผุพังได้อย่างไร เราจะไปเรียนรู้กัน
ในกิจกรรมต่อไปกิจกรรม 7.2

7) ให้นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรมที่ 7.2 การผุพังอยู่กับท่ีทางกายภาพของหินเกิดข้ึนได้
อยา่ งไร จุดประสงค์ และวธิ ดี าเนินกิจกรรม และตรวจสอบความเขา้ ใจการอา่ นโดยใช้คาถามดังต่อไปนี้

- กจิ กรรมน้ีศึกษาเกย่ี วกับเรือ่ งอะไร (การผพุ งั อย่กู บั ที่ทางกายภาพของหิน)
- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับท่ีทางกายภาพของหินจาก
แบบจ้าลอง)
- วธิ ดี าเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (ท้าแบบจ้าลองการผุพังอยู่กับท่ีทางกายภาพ
ของหินตามขน้ั ตอนในกิจกรรม และให้ร่วมกันอภิปรายและต้ังสมมติฐานว่า ถ้าน้าแก้วน้าจากการท้ากิจกรรม
จา้ นวน 1 ใบ ไปแช่ไว้ในช่องแชแ่ ขง็ จนนา้ เปลีย่ นเป็นน้าแข็ง สว่ นอกี ใบหน่งึ ไปวางไว้ทอ่ี ุณหภูมิห้อง โดยวางไว้
เปน็ ระยะเวลาเท่ากันกับท่ีนา้ แกว้ ใบแรกไปแชไ่ ว้ในช่องแชแ่ ข็ง จะมีการเปลย่ี นแปลงอย่างไรบ้าง จากนั้นให้ท้า

18

กิจกรรมเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน แล้วใช้กรรไกรค่อย ๆ ตัดแก้วแต่ละใบออกจากปูนปลาสเตอร์ สังเกตและ
เปรยี บเทียบการเปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ข้ึน และบนั ทกึ ผลการสงั เกต)

- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมอะไรบ้าง (สังเกตและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกิดขึ้นของแก้วท้ัง 2 ใบ และเมื่อใช้กรรไกรตัดแก้วแต่ละใบออกแล้ว ให้สังเกตการเปล่ียนแปลงของปูน
ปลาสเตอร์)

8) ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลุ่มทากิจกรรมตามวธิ ดี าเนนิ กจิ กรรม ขณะทแี่ ตล่ ะกลมุ่ ทากจิ กรรม
ครคู วรเดินสงั เกตการทากจิ กรรมในแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนาถ้านกั เรยี นมขี ้อสงสยั ในประเด็นตา่ ง ๆ เช่น

- การเจาะรทู ี่ก่งึ กลางก้นแกว้ มลี กั ษณะดังภาพ
- การใชห้ ลอดฉีดยาบรรจนุ า้ 100 cm3 ลงในลูกโป่ง อาจใช้หลอดฉีดยาขนาด 50 cm3 หรือ
ขนาดใหญ่กว่านกี้ ไ็ ด้โดยให้นาปากลูกโปง่ ไปครอบไว้บรเิ วณสว่ นปลายของหลอดฉีดยา จากนั้นจับบริเวณส่วนท่ี
ปลายลูกโป่งครอบสว่ นของปลายหลอดฉีดยาไวใ้ ห้แน่น และฉีดน้าจากหลอดฉดี ยาเข้าไปทีล่ ูกโปง่ เม่ือบรรจนุ ้า
ลงไปในลกู โปง่ เสรจ็ แล้วให้ค่อย ๆ นาปากลกู โป่งออกจากบริเวณส่วนปลายของหลอดฉีดยา โดยระวังไม่ให้น้า
กระฉอกออกจากลกู โป่ง และใช้ยางรดั ทปี่ ากลกู โปง่ ใหแ้ นน่
- การเทน้าปูนปลาสเตอร์ลงไปในแก้วแต่ละใบจะทาให้ลูกโป่งลอยขึ้นมาท่ีผิวน้าปูน
ปลาสเตอร์ จึงควรใช้ดนิ น้ามนั กดปดิ ทบั ปากลกู โป่งที่ดงึ ออกมาจากก้นแก้ว เขา้ ไปกับกน้ แกว้ ใหแ้ นน่
- ย้านักเรียนว่าในการเทน้าปูนปลาสเตอร์ลงในแก้ว ให้เทจนระดับผิวของน้าปูนปลาสเตอร์
ปิดทับระดับผิวบนสุดของลูกโป่งพอดี เพราะถ้าความหนาของปูนปลาสเตอร์มากเกินไป จะทาให้ผลการทา
กิจกรรมคลาดเคล่ือนได้ และนาแก้วจานวน 1 ใบไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งจนน้าเปล่ียนเป็นน้าแข็ง ส่วนอีกใบ
หน่งึ ไปวางไว้
ท่ีอุณหภูมิห้อง โดยวางไว้เป็นระยะเวลาเท่ากันกับที่นาแก้วใบแรกไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็ง และปูนปลาสเตอร์
ต้องแขง็ ตัวดแี ล้ว จงึ คอ่ ยใช้กรรไกรตดั แก้วแต่ละใบออก สังเกตและเปรยี บเทียบการเปลีย่ นแปลงทีเ่ กดิ ข้ึน
- ขณะตัดแกว้ ออกใหค้ อ่ ย ๆ ตดั ไมใ่ ห้ปนู ปลาสเตอรแ์ ตกหลดุ หรือเกดิ ความเสียหาย
- ในข้ันตอนการทากิจกรรม จะต้องนาแก้วจานวน 1 ใบ ไปแช่ไว้ในช่องแช่เย็นจนน้า
เปลย่ี นเปน็ นา้ แขง็ ซึ่งต้องใช้เวลาดงั น้นั นกั เรยี นอาจจะทากจิ กรรมในข้นั ตอนที่ 7 ซึ่งเปน็ ขน้ั ตอนเกีย่ วกับ
การสงั เกตการเปลี่ยนแปลงของแก้วทง้ั 2 ใบ และปูนปลาสเตอร์จากแก้วทั้ง 2 ใบ ในคาบเรยี นครง้ั ตอ่ ไป

ขน้ั ท่ี 3 ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
9) ใหน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการทากิจกรรม ตอบคาถามท้ายกิจกรรม จานวน 4 ข้อ

(เฉลยแนบท้ายแผนการจดั การเรียนรู้) และรว่ มกันสรุปผลของกิจกรรมโดยใช้คาถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง
เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากการทากิจกรรมว่า การเปลี่ยนสถานะของน้าจากของเหลวเป็นของแข็งทาให้ปริมาตร
ของน้าเพิ่มขึ้นและจะเกิดแรงกระทาโดยจะดนั ปนู ปลาสเตอร์ให้แตกหักออกจากกันการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นน้ี
เทยี บได้กับการมนี า้ มาขังอยูใ่ นรอยแตก ในชอ่ งว่างหรือในโพรงของหนิ เมอ่ื อุณหภมู อิ ากาศลดลง อุณหภูมิของ
น้าท่ี

19

ขังอยู่จะลดลงไปด้วย ถ้าอุณหภูมิของน้าลดลงจนถึงจุดเยือกแข็ง น้าจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็น
ของแขง็ และมีปรมิ าตรเพมิ่ ข้ึน และจะเกดิ แรงกระทาบริเวณรอยแตกของหินโดยจะดันรอยแตกของหิน ทาให้
ช่องว่างบรเิ วณรอยแตกหรือโพรงของหนิ มขี นาดใหญข่ ึ้น จนอาจทาใหห้ ินแตกออกจากกนั

ขั้นท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
10) ให้นักเรียนอ่านเน้ือหาในหนังสือเรียน หน้าท่ี 125-127 และสังเกตภาพ 7.8-7.11

เกยี่ วกบั การผพุ งั อยู่กับที่ทางกายภาพของหิน ตอบคาถามระหว่างเรียน แล้วครูใช้คาถามเพ่ือตรวจสอบความ
เข้าใจ ดังน้ี

- การผุพงั อยูก่ ับท่ที างกายภาพของหินมีลกั ษณะอยา่ งไร
- การผุพังอย่กู บั ที่ทางกายภาพของหินเกดิ ขึน้ เน่อื งจากปจั จยั ใดบา้ ง

ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
11) จากนัน้ ใหน้ กั เรียนร่วมกนั อภิปราย เพือ่ ประเมินใหไ้ ด้ขอ้ สรุปวา่
- การผพุ ังอยกู่ ับทท่ี างกายภาพของหินเป็นกระบวนการท่ีทาให้หินมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะ

ขนาดและรูปร่าง เช่นทาให้หินมีขนาดเล็กลง ซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงทางกายภาพ ไม่มีการเปล่ียนแปลง
องค์ประกอบทางเคมีของหนิ โดยช้ินสว่ นต่าง ๆ ยังไมถ่ กู นาพาใหก้ ระจดั กระจายไปจากตาแหน่งเดิม

- การผพุ ังอยูก่ บั ทท่ี างกายภาพของหินเกิดขึ้นเน่ืองจากปัจจัยต่าง ๆ ตามธรรมชาติ เช่น แรง
โนม้ ถ่วงของโลก อุณหภูมิอากาศ สภาพอากาศ ชนิดของดิน หนิ แรแ่ ละตะกอนต่าง ๆ ทม่ี ีความทนทานต่อการ
ผุพงั แตกต่างกัน โครงสร้างทางธรณวี ทิ ยา ภูมิประเทศ การกระทาของนา้ ลม ส่ิงมีชีวติ รวมถงึ ระยะเวลา

8. ส่อื การเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้
8.1 ใบกิจกรรมที่ 7.2 การผุพังอยกู่ ับทีท่ างกายภาพของหนิ เกดิ ขึน้ ได้อย่างไร
8.2 อปุ กรณก์ ารทากิจกรรม
8.3 หนังสอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลาง

การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ
8.4 อนิ เทอรเ์ นต็ เว็บไซต์

9. การวดั และการประเมิน

ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วิธีการวดั เครอ่ื งมือวัด เกณฑท์ ี่ใชใ้ นการประเมิน
- คาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.2 ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
1. อธิบายกระบวนการผุ - ตรวจการตอบคาถาม จานวน 4 ข้อ ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผา่ น
การประเมินด้านความรู้
พังอยกู่ ับทที่ างกายภาพ ทา้ ยกจิ กรรมที่ 7.2 การผุ

ของหินจากแบบจาลองได้ พงั อยู่กบั ท่ที างกายภาพ

(ดา้ นความรู้: K) ของหินเกิดขึ้นได้อย่างไร

20

2. การใช้ทกั ษะการสังเกต - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.2 ไดไ้ มน่ ้อยกว่า2 คะแนน

จากการบันทึกข้อมลู ทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.2 การผุ จานวน 4 ขอ้ ระดับคุณภาพดี ถอื ว่าผ่าน

เก่ียวกบั ลักษณะของหิน พังอยกู่ บั ทีท่ างกายภาพ การประเมนิ ด้านกระบวนการ

และการบนั ทกึ การ ของหนิ เกดิ ข้นึ ได้อยา่ งไร

เปลย่ี นแปลงท่ีเกดิ ข้นึ ใน

แบบจาลองได้ครบถ้วน

(ดา้ นกระบวนการ: P)

3. ให้ความรว่ มมือและ - สังเกตการทากจิ กรรม - แบบสังเกตให้ความร่วมมอื ได้ไม่นอ้ ยกว่า 2 คะแนน
และการทางานเปน็ ทมี ใน ระดบั คณุ ภาพดี ถอื วา่ ผา่ น
การทางานเป็นทมี ใน ของนกั เรียนแตล่ ะกล่มุ การทางานร่วมกับผ้อู น่ื ของ การประเมนิ ดา้ นเจตคติ
นักเรยี น
การทางานร่วมกับผูอ้ ื่นได้

(ด้านเจตคติ: A)

9.1 เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนกั เรียน เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubrics Score)

ประเด็นการประเมิน ค่าน้าหนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
คะแนน
การใหค้ ะแนนตอบ ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.2 ถูกต้อง จานวน 3-4 ข้อ
คาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.2 3 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.2 ถกู ตอ้ ง จานวน 2 ขอ้
2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.2 ถกู ตอ้ ง จานวน 1 ข้อ หรอื ไม่ถูกต้อง
1

การใหค้ ะแนนการสงั เกต 3 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.2 ถูกต้อง จานวน 3-4 ขอ้
การบันทกึ ข้อมูลเก่ียวกบั 2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.2 ถกู ตอ้ ง จานวน 2 ข้อ
ลักษณะของหิน และการ
บนั ทึกการเปล่ียนแปลงที่ ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.2 ถกู ต้อง จานวน 1 ข้อ หรอื ไม่ถกู ต้อง
เกดิ ข้นึ ในแบบจาลอง 1

การให้คะแนน ให้ความร่วมมือในการทากจิ กรรม รับฟังและปฏบิ ัติการทากิจกรรมได้
ความร่วมมือและการ 3 ถูกตอ้ ง ไม่เกดิ ปัญหาระหว่างทากจิ กรรม มกี ารพูดคุยสอบถาม และทุกคน
ทางานเปน็ ทีม ใน
การทางานร่วมกบั ผูอ้ ื่น ในกลมุ่ มสี ว่ นร่วมในการทากิจกรรม ทาให้การทางานรว่ มกันมีความราบรืน่
ให้ความร่วมมือในการทากจิ กรรม รับฟงั และปฏิบัติการทากจิ กรรม
2 ไมเ่ กดิ ปัญหาระหว่างทากจิ กรรม มีการพดู คยุ สอบถาม ทาใหก้ ารทางาน
ร่วมกนั มีความราบร่นื

1 ใหค้ วามรว่ มมือในการทากิจกรรม รบั ฟงั และปฏบิ ัติการทากจิ กรรม
เกิดปัญหาระหว่างทากิจกรรมเลก็ นอ้ ย แตม่ กี ารพูดคยุ กันเรยี บรอ้ ย

21

9.2 ระดับคุณภาพ (โดยนาคะแนนรวมทกุ ดา้ น K P A แล้วหาคา่ เฉล่ยี )

คะแนนรวมเฉลี่ย 3.00 หมายถึง ดมี าก
คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00 - 2.99 หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99 หมายถงึ พอใช้

ดังน้นั นกั เรยี นต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมิน ไม่ตา่ กวา่ 2.00 คะแนน
แสดงระดับคุณภาพดี ถือว่าผา่ นเกณฑ์การประเมินในแผนการจดั การเรียนท่ี 2

22

ใบกจิ กรรมที่ 7.2 การผุพงั อย่กู ับที่ทางกายภาพของหนิ เกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร
หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร หน้า 123-124

กจิ กรรมที่ 7.2 การผพุ ังอยกู่ บั ที่ทางกายภาพของหนิ เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร?
จดุ ประสงค์
วัสดุอปุ กรณ์ อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับที่ทางกายภาพของหนิ จากแบบจาลอง

วิธดี าเนนิ กิจกรรม 1. ดินน้ามัน 2 ก้อนเล็ก
2. ปูนปลาสเตอร์ ประมาณ 500 g (ทง้ั น้ปี ริมาณข้ึนอยูก่ บั ขนาดของแกว้ กระดาษ)
3. ลกู โป่งขนาดเลก็ 2 ใบ
4. ดนิ สอไม้ 1 แท่ง
5. กรรไกร 1 อัน
6. ยางรดั ของ 2 เสน้
7. ช้อนพลาสติกหรอื แทง่ ไม้สาหรับคนของผสม 1 อัน
8. แกว้ กระดาษ 2 ใบ
9. หลอดฉีดยาขนาด 50 cm3 หรือ100 cm3 1 อัน
10. บกี เกอรข์ นาด 250 cm3 1 ใบ
11. น้าสะอาด ประมาณ 500 cm3 (ขน้ึ อยู่กับปรมิ าณปูนปลาสเตอร์ท่ใี ช้)

1. จดั เตรียมลกู โป่ง จานวน 2 ใบ และใช้หลอดฉีดยาบรรจุนา้ ลงในลูกโป่ง ใบละ
100 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร แล้วใช้ยางรดั ของมดั บรเิ วณปากลกู โป่งท้งั 2 ใบ ให้แน่น
2. นาปลายดนิ สอเจาะรทู ี่บรเิ วณกงึ่ กลางของกันแก้วกระดาษ จานวน 2 ใบ
3. นาลกู โป่งจากข้อที่ 1 ใส่ลงในแกว้ แตล่ ะใบ จดั วางใหป้ ากลกู โป่งอยู่ท่ีตาแหนง่
กน้ แก้ว ใช้ปลายดนิ สอคอ่ ย ๆ ดันปาก ลกู โปง่ ให้โผลพ่ ้นออกจากรูที่เจาะไว้ แล้ว
ครา่ แก้วลงบนฝ่ามอื จากนน้ั ดึงปากลกู โปงท่มี ดั ไวอ้ ยู่ท้ังหมดใหโ้ ผลพ่ ันออกจากกนั
แกว้ ท่ีเจาะรไู้ ว้ แล้วใช้ดนิ นา้ มันกดปดิ ทับปากลกู โป่งท่ีดึงออกมาจากกน้ แก้วให้แนน่
ดังภาพ

ภาพนาลกู โป่งแตล่ ะใบใส่ลงในแก้ว ภาพดงึ ปากลกู โปง่ ใหโ้ ผลอ่ อกมาจากก้นแกว้

23

กจิ กรรมที่ 7.2 การผพุ ังอยูก่ ับที่ทางกายภาพของหินเกดิ ข้นึ ได้อยา่ งไร?

ภาพการใชด้ นิ น้ามนั กดปิดทับปากลกู โปง่ ทด่ี ึงออกมาจากกน้ แกว้
(อา้ งองิ จาก: หนังสือเรียนรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เล่ม 2
ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ

พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนา้ 123)
4. ผสมปูนปลาสเตอร์กบั น้าสะอาดในอัตราสว่ น ปนู ปลาสเตอรต์ อ่ น้าเป็น 2 ตอ่ 1
โดยปรมิ าตร คนส่วนผสมให้เขา้ กนั แล้วเทลงในแกว้ ท่มี ลี ูกโป่ง บรรจุอยทู่ ั้ง 2 ใบ
ใหเ้ ทจนระดบั ผวิ ของส่วนผสม ปิดทบั ระดบั ผวิ บนสดุ ของลกู โป่งพอดี
5. ร่วมกันอภปิ รายและตัง้ สมมตฐิ านว่า ถ้านาแกว้ จากขอ้ 4 จานวน 1 ใบ ไปแชไ่ วใ้ น
ช่องแช่แขง็ จนนา้ เปลยี่ นเปน็ น้าแขง็ ส่วนอีกใบหนึ่งไปวางไวท้ อี่ ณุ หภมู ิหอ้ งโดยวางไว้
เปน็ ระยะเวลาเทา่ กันกับท่นี าแก้วใบแรกไปแช่ไว้ในชอ่ งแชแ่ ข็ง นักเรยี นคดิ วา่ จะมกี าร
เปลย่ี นแปลงอย่างไร เพราะเหตุใด บันทึกผล
6. ระบุตัวแปรตนั ตัวแปรตาม และตวั แปรควบคุมในการทดลองนี้ แล้วทากิจกรรม
เพอ่ื ตรวจสอบสมมตฐิ าน บันทกึ ผล
7. สงั เกตการเปล่ียนแปลงของแก้วท้งั 2 ใบ จากน้นั ใชก้ รรไกรคอ่ ย ๆ ตดั แกว้ แต่ละใบ
ออกจากปูนปลาสเตอร์ สังเกต และเปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงที่เกดิ ข้ึน บนั ทกึ ผล
การเตรียมตัว จดั เตรยี มชอ่ งแช่แข็ง ซึง่ อาจจะเป็นชอ่ งแช่แขง็ ของตเู้ ย็น เพ่อื นาชุดกิจกรรมไป
ลว่ งหน้าสาหรับครู แช่ไวจ้ นนา้ เปลีย่ นเป็นน้าแข็ง
ข้อเสนอแนะ • ลกู โปง่ ที่นามาใชอ้ าจมีความยืดหยุ่นน้อย การนาน้าใสล่ กู โปง่ อาจทาได้ยาก ดังนั้น
ในการทากิจกรรม เพ่อื ใหผ้ วิ ของลูกโป่งขยายตัวได้ดี ให้เปา่ ลกู โปง่ และนาลมออกหลาย ๆ ครั้ง
• แก้วที่นามาใช้ตอ้ งเป็นแกว้ กระดาษ เพือ่ ให้น้าแข็งดนั ปูนปลาสเตอร์และดันแก้ว
กระดาษใหแ้ ตกออกมาได้
• แก้วที่นามาใชไ้ ม่ควรมีขนาดใหญจ่ นเกนิ ไป ให้เลือกแกว้ ทม่ี ขี นาดพอเหมาะกับ
ขนาดลกู โปง่ ทน่ี ามาใช้ เพราะถา้ มชี ่องวา่ งในแก้วเหลือมากจนเกนิ ไป จะทาให้
ปนู ปลาสเตอรใ์ นแก้วมคี วามหนามาก ทาใหน้ ้าแข็งดนั ปูนปลาสเตอรใ์ ห้แตกออกมา
ได้ยาก

24

คาถามทา้ ยกจิ กรรม

1. แกว้ น้าท่ีมลี กู โป่งบรรจนุ ้าเม่ือนาไปแช่แข็งและวางไวท้ ี่อณุ หภมู ิหอ้ ง มีการเปลยี่ นแปลงอยา่ งไร
เพราะเหตใุ ดจงึ เปน็ เช่นนัน้

2. ผลการทากจิ กรรม เหมือนหรือแตกตา่ งจากท่ตี ้ังสมมตฐิ านไวห้ รอื ไม่ อยา่ งไร
3. ถ้ากาหนดให้ปูนปลาสเตอรแ์ ทนหินในธรรมชาติ น้าท่ีบรรจอุ ยู่ในลูกโปง่ แทนนา้ ทแี่ ทรกอยู่ตาม
แนวรอยแตกของหนิ นกั เรยี นคดิ ว่าการนาปนู ปลาสเตอรท์ ีม่ นี า้ บรรจอุ ยู่ด้านในไปแช่ไว้ในชอ่ งแชแ่ ขง็ และนา
ไปวางไวท้ อ่ี ณุ หภูมหิ ้อง เทียบได้กบั ปรากฏการณใ์ ดในธรรมชาติ
4. จากกจิ กรรม สรปุ ได้ว่าอย่างไร

ตวั อยา่ งผลการทากจิ กรมที่ 7.2 การผุพังอยูก่ ับท่ีทางกายภาพของหินเกดิ ขึ้นได้อย่างไร
แนวทางการบนั ทกึ ผลการทากิจกรรม

ปนู ปลาสเตอร์ท่นี าออกมาจากช่องแชแ่ ขง็ จะแขง็ ตวั และมีการแตกหลุดหรอื แตกหกั ออกจากกัน ส่วน
ปูนปลาสเตอรท์ ต่ี งั้ ไวท้ ี่อุณหภูมหิ อ้ งจะแขง็ ตัว แตไ่ มม่ กี ารแตกหลดุ หรือแตกหกั ออกจากกนั

25

ตวั อยา่ งปูนปลาสเตอรท์ ่ีนาไปแช่ไวใ้ นช่องแชแ่ ขง็ ซ่ึงจะมบี างสว่ นแตกหลดุ หรอื แตกหักออกจากกนั

ตัวอยา่ งปนู ปลาสเตอรท์ ่ีนาไปแช่ไว้ในชอ่ งแช่
แข็ง
ซง่ึ จะมีบางส่วนแตกหลุดหรอื แตกหกั ออกจาก
กัน

ตวั อย่างปนู ปลาสเตอรท์ ต่ี ้ังไวท้ ่ีอณุ หภูมหิ ้อง
จะแขง็ ตัว แตไ่ ม่มกี ารแตกหลดุ หรอื แตกหกั
ออกจากกัน

เฉลยใบกิจกรรมท่ี 7.2 การผุพงั อยกู่ ับที่ทางกายภาพของหินเกิดขนึ้ ได้อย่างไร
เฉลยคาถามท้ายกจิ กรรม
1. แกว้ นา้ ทม่ี ลี ูกโป่งบรรจุนา้ เม่ือนาไปแชแ่ ข็งและวางไวท้ ี่อณุ หภูมหิ อ้ ง มกี ารเปล่ียนแปลงอย่างไร เพราะ
เหตใุ ดจงึ เป็นเช่นนั้น

แนวคาตอบ แก้วน้าทม่ี ีลกู โป่งบรรจนุ า้ ท่นี า้ ไปแชแ่ ขง็ พบวา่ ปนู ปลาสเตอร์มีสถานะเปน็ ของแขง็
น้าในลูกโป่งเปลี่ยนเป็นน้าแข็งและมีปริมาตรเพิ่มขึ้น และท่ีปูนปลาสเตอร์มีบางบริเวณท่ีแตกหลุดออกหรือ
แตกหักออกส่วนแก้วน้าที่มีลูกโป่งบรรจุน้าท่ีวางไว้ท่ีอุณหภูมิห้อง พบว่าปูนปลาสเตอร์มีสถานะเป็นของแข็ง
นา้ ในลกู โป่ง ยงั คงมสี ถานะเดิมคอื เปน็ ของเหลวและมีปริมาตรเท่าเดิม ท่ีปูนปลาสเตอร์ไม่มีการแตกหลุดหรือ
แตกหักของปนู ปลาสเตอรเ์ กิดขึ้น

26

2. ผลการทากจิ กรรม เหมอื นหรือแตกตา่ งจากท่ตี ้ังสมมตฐิ านไว้หรือไม่ อย่างไร
แนวคาตอบ ค้าตอบทไี่ ดข้ ้ึนอยู่กบั ความรู้เดมิ ของนกั เรยี น ซ่งึ คา้ ตอบทีไ่ ด้จะมีความหลากหลาย

3. ถ้ากาหนดใหป้ ูนปลาสเตอร์แทนหนิ ในธรรมชาติ น้าท่ีบรรจุอยใู่ นลูกโปง่ แทนนา้ ที่แทรกอยตู่ ามแนวรอย
แตกของหิน นกั เรียนคิดว่าการนาปนู ปลาสเตอร์ทม่ี ีน้าบรรจุอยดู่ า้ นในไปแช่ไวใ้ นช่องแช่แข็ง และนาไป
วางไว้ท่ีอณุ หภูมหิ อ้ ง เทียบไดก้ ับปรากฏการณ์ใดในธรรมชาติ

แนวคาตอบ การน้าปนู ปลาสเตอรท์ มี่ ีนา้ บรรจอุ ยู่ด้านในไปแชไ่ วใ้ นช่องแช่แข็ง เทียบได้กับน้าที่แทรก
อยู่ตามรอยแตก รอยแยกของหิน และอยู่ในพ้ืนท่ีที่มีอุณหภูมิลดต้่าลงจนถึงจุดเยือกแข็ง น้าจะเปล่ียนเป็น
น้าแข็ง แรงดนั จากการเพ่ิมปริมาตรของน้าแข็งจะดันรอยแตก รอยแยกของหินท้าให้ช่องว่างมีขนาดใหญ่ข้ึน
ท้าใหห้ ินแตกหลดุ ออกจากกันได้การน้าปูนปลาสเตอร์ทมี่ ีนา้ บรรจุอยูด่ ้านในไปต้งั ไว้ท่ีอุณหภูมิห้อง เทียบได้กับ
น้าที่แทรกอยู่ตามรอยแตก รอยแยกของหิน และอยใู่ นพื้นทีท่ ม่ี ีอุณหภูมไิ ม่ลดต่้าลงจนถึงจุดเยอื กแข็ง
น้าทีแ่ ทรกอยู่ในรอยแตกรอยแยกของหินไมม่ กี ารเปลี่ยนแปลงใด ๆ

4. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร
แนวคาตอบ การเปลีย่ นสถานะของนา้ จากของเหลวเป็นของแข็ง ท้าให้ปรมิ าตรของน้าเพ่ิมข้ึนและจะ

เกดิ แรงกระท้าโดยจะดนั ปนู ปลาสเตอรใ์ หแ้ ตกหักออกจากกัน การเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ขึน้ นี้เทยี บได้กบั
การทนี่ ้าทขี่ งั อยู่ตามรอยแตกของหนิ เปลี่ยนเปน็ น้าแข็งแลว้ เกดิ แรงกระท้าต่อรอยแตกของหิน ท้าให้หนิ แตกหัก
ออกจากกนั

27

บนั ทึกหลงั แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง การผพุ ังอยกู่ บั ทท่ี างกายภาพของหิน
รหสั วิชา ว22102 รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ 4 ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นครุ ุประชาสรรค์
ครูผูส้ อน นางสาวระววี รรณ อนิ วารี

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ผลการจัดการเรยี นรู้
 1) สอนไดต้ ามแผนการจัดการเรียนรู้ มจี ดุ ประสงค์ K P A
1.1 ดา้ นความรู้ (K)

นักเรียนสามารถอธบิ ายกระบวนการผพุ งั อย่กู บั ที่ทางกายภาพของหินจากแบบจาลองได้ โดยทราบได้
จากการตอบคาถามของนักเรียน
1.2 ด้านกระบวนการ (P)

นักเรียนสามารถใช้ทักษะการสังเกต จากการบันทึกข้อมูลเก่ียวกับลักษณะ ของหิน และการบันทึก
การเปลี่ยนแปลงท่เี กิดขึน้ ในแบบจาลองไดค้ รบถ้วน
1.3 ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)

นักเรยี นมีคุณลักษณะตามทก่ี าหนดไว้ทกุ คน

มกี ารบูรณาการคุณธรรม/การต้านทุจริต/หลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง/อน่ื ๆ ..............................
สอนไมไ่ ดต้ ามแผนการจดั การเรียนรู้ เนือ่ งจาก.................................-................................................

2. ผลการเรียนรูต้ ามตัวชี้วดั

2.1 นักเรียนทีผ่ ่านตัวชีว้ ัด มจี านวน 35 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 100
คดิ เปน็ รอ้ ยละ -
2.2 นักเรียนไม่ผา่ นตัวช้ีวัด มจี านวน - คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 100
คดิ เปน็ รอ้ ยละ 100
2.3 นักเรียนไดร้ ับความรู้ (K) มจี านวน 35 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ-
คดิ เป็นรอ้ ยละ-
2.4 นักเรียนเกิดทกั ษะกระบวนการ (P) มจี านวน 35 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ-

2.5 นกั เรียนมีคณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ (A) ดเี ยีย่ ม - คน

ด-ี คน

ผา่ น - คน

3. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข (ถา้ ม)ี
 กจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้ไม่เหมาะสมกบั เวลา
 มีนกั เรยี นทาใบงาน/ใบกิจกรรมไมท่ ันตามกาหนดเวลา
 มีนกั เรียนที่ไม่สนใจเรยี น

28

 อน่ื ๆ
………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………………………..............
4. ขอ้ เสนอแนะ

 ควรนาแผนฯ ไปปรับปรงุ เรื่อง
……………………………………………………………………………………………………........................................................

 แนวทางแกไ้ ขนักเรียนท่ไี มผ่ ่านการประเมิน/ไมส่ นใจเรียน
………………………………………………………………………………………......................................................………………

 ไม่มีข้อเสนอแนะ

ลงช่ือ……………ระวีวรรณ………………….
(นางสาวระววี รรณ อนิ วารี)

29

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 เรื่อง การผพุ ังอยู่กับท่ีทางเคมีของหิน

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 3.2 เข้าใจองคป์ ระกอบและความสมั พนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลย่ี นแปลงภายในโลกและ

บนผิวโลก ธรณีพบิ ัติภยั กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้ังผลต่อสิ่งมีชีวิตและ
สงิ่ แวดลอ้ ม

ตวั ช้วี ดั
ว 3.2 ม.2/5 อธิบายกระบวนการผพุ ังอยกู่ ับที่การกร่อนและการสะสมตัวของตะกอนจากแบบจาลอง

รวมทั้งยกตวั อยา่ งผลของกระบวนการดงั กล่าวท่ที าใหผ้ ิวโลกเกดิ การเปลย่ี นแปลง

2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
1) การผพุ งั อยู่กับที่ การกรอ่ น และการสะสมตวั ของตะกอน เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทาง

ธรณวี ทิ ยา ท่ีทาให้ผิวโลกเกิดการเปลยี่ นแปลงเปน็ ภมู ลิ ักษณแ์ บบต่าง ๆ โดยมีปัจจยั สาคญั คอื น้า ลม
ธารน้าแข็ง แรงโนม้ ถ่วงของโลก สง่ิ มีชีวติ สภาพอากาศ และปฏกิ ิรยิ าเคมี

2) การผพุ ังอยู่กบั ที่ คอื การทหี่ นิ ผพุ งั ทาลายลงดว้ ยกระบวนการตา่ ง ๆ ได้แก่ ลมฟา้ อากาศกบั นา้ ฝน
และรวมทงั้ การกระทาของต้นไมก้ บั แบคทเี รยี ตลอดจนการแตกตวั ทางกลศาสตรซ์ ่งึ มกี ารเพ่มิ และลดอุณหภมู ิ
สลับกนั เปน็ ต้น

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 นักเรยี นสามารถอธบิ ายกระบวนการผุพังอย่กู บั ทีท่ างเคมขี องหิน

จากแบบจาลองได้ (K)
3.2 นกั เรยี นสามารถใช้ทกั ษะการสังเกต จากการบนั ทึกขอ้ มลู เกี่ยวกบั ลกั ษณะ ของหนิ และการ

บนั ทกึ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนในแบบจาลองได้ครบถว้ น (P)
3.3 นกั เรียนใหค้ วามรว่ มมือและการทางานเป็นทีม ในการทางานร่วมกบั ผอู้ ืน่ ได้ (A)

4. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
4.1 [ √ ] ความสามารถในการสอื่ สาร
4.2 [ √ ] ความสามารถในการคิด
4.3 [ √ ] ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4.4 [ √ ] ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ
4.5 [ √ ] ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

5. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค 5.2 [ √ ] ซือ่ สัตย์สุจริต 30
5.1 [ √ ] รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5.5 [ ] อยู่อยา่ งพอเพียง
5.4 [ √ ] ใฝเ่ รยี นรู้ 5.8 [ ] มีจติ สาธารณะ 5.3 [ √ ] มวี นิ ยั
5.7 [ ] รักความเป็นไทย 5.6 [ √ ] มงุ่ มัน่ ในการทางาน

6. ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 (3R x 8C)
6.1 [ √ ] Reading (อา่ นออก)
6.2 [ √ ] Writing (เขยี นได)้
6.3 [ √ ] Arithmetics (คดิ เลขเป็น)
6.4 [ √ ] Critical thinking & problem solving (ทกั ษะด้านการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ และทกั ษะ

ในการแก้ปญั หา)
6.5 [ √ ] Creativity & innovation (ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม)
6.6 [ ] Cross-cultural understanding (ทกั ษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน)์
6.7 [ √ ] Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะดา้ นความร่วมมือการทางานเป็นทีม

และภาวะผนู้ า)
6.8 [ √ ] Communications, information & media literacy (ทกั ษะดา้ นการส่อื สารสารสนเทศ

และรู้เท่าทันสอ่ื )
6.9 [ √ ] Computing & ICT literacy (ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

ส่อื สาร)
6.10 [ √ ] Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทกั ษะการเรียนรู้)
6.11 [ √ ] Compassion (คณุ ธรรม จรยิ ธรรม)

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขัน้ ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement)
1) ครูเช่ือมโยงเข้าส่กู จิ กรรมท่ี 7.3 การผุพังอยู่กับท่ีทางเคมีของหินเกิดข้ึนได้อย่างไร โดยใช้

ประเด็นคาถามว่า หินในธรรมชาติมีการผุพังโดยการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีได้หรือไม่ ถ้ามีจะ
เกิดข้ึนจากกระบวนการใด

2) ให้นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรมท่ี 7.3 การผุพังอยู่กับที่ทางเคมีของหินเกิดข้ึนได้อย่างไร
จุดประสงค์ และวธิ ดี าเนนิ กจิ กรรม และตรวจสอบความเข้าใจโดยใช้คาถามดงั ต่อไปนี้

- กจิ กรรมนเ้ี กีย่ วกบั เรอื่ งอะไร (การผุพังอยกู่ บั ที่ทางเคมีของหิน)
- กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อย่างไร (อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กับท่ีทางเคมีของหินจาก
แบบจา้ ลอง)

31

- วธิ ดี าเนนิ กิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (ท้าแบบจ้าลองกระบวนการผุพังอยู่กับท่ีทาง
เคมีของหนิ ตามข้นั ตอนในกิจกรรม และให้ร่วมกนั อภิปรายและต้ังสมมติฐานว่า ถ้าหยดน้ากล่ัน 1 หยดลงไปที่
หนิ ปูน จะมกี ารเปล่ียนแปลงแตกต่างจากการหยดกรดซัลฟิวริกเจือจาง 1 หยดลงไปท่ีหินปูนหรือไม่ อย่างไร
ทา้ กิจกรรมเพ่ือตรวจสอบสมมติฐาน สงั เกตการเปลี่ยนแปลงทเี่ กิดขนึ้ และบันทึกผลการสงั เกต)

- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมอะไรบ้าง (สังเกตและเปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงท่ี
เกิดข้นึ บนหนิ ปนู เมือ่ หยดน้ากล่ันและกรดซัลฟิวริกเจือจางลงบนหนิ ปูน)

ข้ันที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration)
3) ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ทากิจกรรมตามวิธีดาเนินกจิ กรรม ขณะทีแ่ ต่ละกลมุ่ ทากิจกรรม

ครคู วรเดินสงั เกตการทากจิ กรรมในแตล่ ะกลมุ่ และใหค้ าแนะนาถา้ นกั เรยี นมีข้อสงสัยในประเดน็ ต่าง ๆ เช่น
- ก่อนทาการทดสอบให้ทาความสะอาดหินปนู เช็ดและผึง่ ให้แห้ง จากนน้ั ให้หยดน้ากลนั่ ลง

ไปท่ีหนิ ปูนกอ่ น สังเกตการเปลย่ี นแปลงที่เกดิ ข้ึน และบนั ทกึ ผลการสังเกต จากน้ันล้างและเช็ดก้อนหินด้วยผ้า
ให้แห้งและทาการทดสอบโดยการหยดกรดซัลฟิวริกเจือจางลงในตาแหน่งเดิมเป็นลาดับต่อไป สังเกตการ
เปลี่ยนแปลงทเี่ กิดขึ้นและบนั ทึกผล

- ระหว่างทากิจกรรมให้นักเรียนสวมแว่นตาป้องกันสารเคมีและถุงมือป้องกันสารเคมี
ตลอดเวลา และห้ามสดู ดมกรดซัลฟิวรกิ เนือ่ งจากกรดซลั ฟวิ ริกสามารถทาอันตรายต่อผวิ หนงั และระบบหายใจ

ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
4) ให้นกั เรียนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการทากิจกรรม ตอบคาถามท้ายกิจกรรม จานวน 4 ข้อ

(เฉลยแนบทา้ ยแผนการจดั การเรียนรู้) และร่วมกันสรุปผลของกิจกรรมโดยใช้คาถามท้ายกิจกรรมเป็นแนวทาง
เพอื่ ใหไ้ ด้ข้อสรปุ จากการทากจิ กรรมว่า เม่อื หยดนา้ กลน่ั ลงไปที่หินปนู ไมม่ ีการเปล่ียนแปลงใดเกดิ ข้นึ แต่เม่อื
หยดกรดซลั ฟิวริกเจือจางลงไปท่หี ินปูนจะเกดิ ฟองแก๊สขึน้

5) เพื่อให้นกั เรยี นเข้าใจว่าการเกิดปฏิกิรยิ าเคมขี องสารเปน็ อย่างไร ให้นักเรียนอ่านเกร็ดน่ารู้
ในหนงั สอื เรยี นหนา้ ท่ี 129 เกีย่ วกับเร่อื ง การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีของสาร เพ่มิ เติม

ขั้นที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
6) จากนัน้ ใหน้ ักเรียนอา่ นเนอื้ หาในหนังสอื เรียน หนา้ ท่ี 129-130 สงั เกตภาพ 7.12-7.13

ตอบคาถามระหว่างเรยี น แลว้ ครูใชค้ าถามเพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจ ให้ได้ข้อสรุปว่า ดงั น้ี
- หินเกิดการผุพังอยู่กับที่ทางเคมีได้อย่างไร (หินมีการผุพังอยู่กับที่ทางเคมีได้ กล่าวคือใน

ธรรมชาติ แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศจะท้าปฏิกิริยาเคมีกับแก๊สออกซิเจนในอากาศ ท้าให้เกิด
แกส๊ ซลั เฟอร์ไตรออกไซดซ์ ึ่งสามารถทา้ ปฏิกริ ยิ าเคมีกับฝนจนได้สารละลายที่เป็นกรดเล็กน้อย เมื่อสารละลาย
ทเ่ี ป็นกรดเลก็ น้อยดังกล่าวมาสมั ผัสกบั หนิ ทม่ี สี ารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบ เช่น หินปูน
หินโดโลไมต์ หินอ่อน สารละลายดังกล่าวจะท้าปฏิกิริยากับสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนต สังเกตได้จาก
การเกิดฟองแก๊ส ปฏกิ ริ ิยาท่ีเกดิ ข้ึนท้าให้หนิ เกดิ การผพุ ังอย่กู ับทีท่ างเคมี)

32

- กรดคารบ์ อนิกเมอื่ สมั ผสั กบั หนิ ที่มสี ารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตเปน็ องค์ประกอบ
จะเกิดการเปลยี่ นแปลงอย่างไร (ในธรรมชาติ เม่ือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศท้าปฏิกิริยาเคมีกับฝนจะ
เกิดเป็นกรดคาร์บอนิกซึ่งเป็นกรดอ่อน กรดนี้เม่ือสัมผัสกับหินท่ีมีสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตเป็น
องคป์ ระกอบจะเกิดปฏิกิริยาเคมี ท้าให้เกิดสารใหม่ คือ สารละลายแคลเซียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต ปฏิกิริยา
เคมีท่ีเกิดขน้ึ นี้ท้าใหห้ ินเกดิ การผุพงั อยู่กบั ท่ีทางเคมี)

- คาสต์ คืออะไร (เป็นลกั ษณะของหินปนู ทม่ี ลี กั ษณะเวา้ แหว่งหรอื มีลักษณะเป็นริ้วร่องลึกลง
ไปในเนอื้ หนิ เกิดจาการผุพงั อยู่กับทที่ างเคมีของหนิ ปนู )

ขัน้ ที่ 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
9) ให้นักเรียนอ่านเน้ือหาเกี่ยวกับ สิ่งมีชีวิตสามารถทาให้หินเกิดการผุพังอยู่กับที่ได้ ใน

หนังสือเรยี นหน้าที่ 131 และสังเกตภาพ 7.14 ในหนังสือเรียน จากน้ันครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายการผุ
พังอยกู่ ับทีข่ องหินเน่อื งจากปัจจัยจากสิ่งมชี ีวิต เพือ่ ให้ไดข้ อ้ สรปุ ว่า ส่งิ มีชวี ิตเป็นปัจจัยหนึ่งท่ีทาให้หินเกิดการ
ผุพังอยู่กับท่ีทางกายภาพและทางเคมีได้ การเจริญเติบโตของต้นไม้บนหินท่ีมีรอยแตก เม่ือเวลาผ่านต้นไม้มี
การเจรญิ เติบโตมากขึ้น รากที่ชอนไชลงไปในรอยแตกจะมีจานวนของรากและมีขนาดของรากเพ่ิมมากขึ้น ราก
ท่มี ีขนาดใหญ่จะดนั รอยแตกของหินให้มขี นาดความกว้างมากข้ึน จนทาให้หินแตกออกจากกันได้ และที่ปลาย
รากของต้นไมบ้ างชนดิ จะมสี ารละลายทีม่ สี มบัติเปน็ กรดอย่างอ่อนการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารละลายกับ
สารประกอบของหินทร่ี ากชอนไชลงไปจะทาใหห้ ินผพุ งั อยู่กับท่ที างเคมีได้

8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้
8.1 ใบกิจกรรมที่ 7.3 การผุพังอยกู่ ับท่ที างเคมขี องหนิ เกิดขึ้นไดอ้ ยา่ งไร
8.2 อปุ กรณ์การทากจิ กรรม
8.3 หนังสือเรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2เล่ม 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง

การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร
8.4 อนิ เทอรเ์ น็ต เวบ็ ไซต์

33

9. การวดั และการประเมิน

ตัวชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการวัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑท์ ่ีใชใ้ นการประเมิน

1. อธบิ ายกระบวนการผุ - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.3 ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน

พงั อยู่กบั ทที่ างเคมีของหิน ท้ายกิจกรรมท่ี 7.3 การผุ จานวน 4 ข้อ ระดับคุณภาพดี ถอื วา่ ผา่ น

จากแบบจาลองได้ พงั อยู่กับทที่ างเคมขี องหิน การประเมนิ ด้านความรู้

(ด้านความรู้: K) เกิดขน้ึ ได้อยา่ งไร

2. การใชท้ กั ษะการสงั เกต - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.3 ได้ไม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน

จากการบันทกึ ขอ้ มูล ทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.3 การผุ จานวน 4 ขอ้ ระดับคุณภาพดี ถือว่าผา่ น

เก่ียวกับลักษณะของหนิ พังอยู่กบั ทีท่ างเคมขี องหนิ การประเมนิ ดา้ นกระบวนการ

และการบันทึกการ เกดิ ข้นึ ได้อย่างไร

เปลยี่ นแปลงท่ีเกิดข้นึ ใน

แบบจาลองไดค้ รบถ้วน

(ด้านกระบวนการ: P)

3. ใหค้ วามรว่ มมือและ - สงั เกตการทากิจกรรม - แบบสงั เกตให้ความรว่ มมือ ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน

การทางานเป็นทีม ใน ของนักเรียนแต่ละกลมุ่ และการทางานเป็นทีม ใน ระดับคุณภาพดี ถอื ว่าผ่าน

การทางานร่วมกบั ผูอ้ ื่นได้ การทางานร่วมกบั ผู้อื่นของ การประเมนิ ด้านเจตคติ

(ด้านเจตคติ: A) นกั เรียน

34

9.1 เกณฑก์ ารประเมนิ ผลงานนกั เรียน เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score)

ประเด็นการประเมนิ คา่ นา้ หนัก แนวทางการให้คะแนน
คะแนน

การใหค้ ะแนนตอบ 3 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.3 ถูกต้อง จานวน 3-4 ข้อ

คาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.3
2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.3 ถกู ต้อง จานวน 2 ข้อ

1 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.3 ถกู ต้อง จานวน 1 ขอ้ หรือไม่ถูกตอ้ ง

การใหค้ ะแนนการสงั เกต 3 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.3 ถูกต้อง จานวน 3-4 ขอ้
การบนั ทึกข้อมลู เกี่ยวกบั
ลกั ษณะของหนิ และการ 2 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.3 ถูกต้อง จานวน 2 ข้อ
บนั ทึกการเปล่ียนแปลงท่ี
เกดิ ขึน้ ในแบบจาลอง 1 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.3 ถกู ตอ้ ง จานวน 1 ข้อ หรอื ไม่ถูกต้อง

การให้คะแนน ให้ความรว่ มมอื ในการทากิจกรรม รบั ฟงั และปฏบิ ัติการทากิจกรรมได้
ความรว่ มมอื และการ 3 ถกู ตอ้ ง ไมเ่ กดิ ปญั หาระหว่างทากิจกรรม มีการพูดคยุ สอบถาม และทุกคน
ทางานเปน็ ทมี ใน
การทางานร่วมกบั ผ้อู ่นื ในกลุ่มมสี ว่ นรว่ มในการทากิจกรรม ทาให้การทางานรว่ มกนั มีความราบรืน่

ให้ความร่วมมอื ในการทากิจกรรม รับฟงั และปฏบิ ัติการทากิจกรรม
2 ไมเ่ กิดปัญหาระหวา่ งทากิจกรรม มกี ารพูดคุยสอบถาม ทาให้การทางาน

รว่ มกันมคี วามราบรน่ื

ใหค้ วามรว่ มมอื ในการทากิจกรรม รับฟงั และปฏบิ ัตกิ ารทากิจกรรม
1

เกดิ ปญั หาระหว่างทากิจกรรมเลก็ น้อย แต่มกี ารพูดคยุ กนั เรียบร้อย

9.2 ระดับคุณภาพ (โดยนาคะแนนรวมทุกด้าน K P A แล้วหาค่าเฉลี่ย)

คะแนนรวมเฉล่ยี 3.00 หมายถงึ ดมี าก
คะแนนรวมเฉลยี่ 2.00 - 2.99 หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลยี่ 0.01 - 1.99 หมายถงึ พอใช้

ดงั น้ัน นักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ียทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไม่ตา่ กวา่ 2.00 คะแนน
แสดงระดับคณุ ภาพดี ถือวา่ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ในแผนการจดั การเรยี นท่ี 3

35

บนั ทกึ หลังแผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 3 เรือ่ ง การผพุ ังอยกู่ บั ทีท่ างเคมีของหนิ
รหัสวชิ า ว22102 รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ 4 ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนครุ ปุ ระชาสรรค์
ครูผูส้ อน นางสาวระวีวรรณ อนิ วารี

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. ผลการจดั การเรียนรู้
 1) สอนไดต้ ามแผนการจดั การเรยี นรู้ มีจดุ ประสงค์ K P A
1.1 ด้านความรู้ (K)

นักเรียนสามารถอธบิ ายกระบวนการผพุ ังอยกู่ บั ท่ที างเคมีของหนิ จากแบบจาลองได้
1.2 ด้านกระบวนการ (P)

นักเรียนสามารถใช้ทักษะการสังเกต จากการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะ ของหิน และการบันทึก
การเปลีย่ นแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ ในแบบจาลองไดค้ รบถว้ น
1.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A)

นกั เรียนมคี ุณลักษณะตามทีก่ าหนดไวท้ กุ คน

มีการบูรณาการคุณธรรม/การตา้ นทุจรติ /หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง/อืน่ ๆ ..............................
สอนไม่ไดต้ ามแผนการจดั การเรียนรู้ เนือ่ งจาก.................................-................................................

2. ผลการเรยี นร้ตู ามตวั ชวี้ ัด

2.1 นกั เรียนท่ผี ่านตัวชวี้ ัด มจี านวน 35 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 100
คิดเปน็ ร้อยละ -
2.2 นักเรยี นไม่ผ่านตวั ชี้วดั มีจานวน - คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 100
คิดเป็นร้อยละ 100
2.3 นักเรยี นได้รับความรู้ (K) มีจานวน 35 คน คดิ เปน็ ร้อยละ-
คดิ เป็นร้อยละ-
2.4 นักเรียนเกดิ ทกั ษะกระบวนการ (P) มจี านวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ-

2.5 นักเรยี นมคี ณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ (A) ดีเยี่ยม - คน

ดี- คน

ผา่ น - คน

3. ปญั หา/อปุ สรรค/แนวทางแกไ้ ข (ถ้ามี)
 กจิ กรรมการจดั การเรียนร้ไู มเ่ หมาะสมกับเวลา
 มนี กั เรยี นทาใบงาน/ใบกิจกรรมไม่ทันตามกาหนดเวลา
 มนี กั เรียนทไ่ี มส่ นใจเรยี น

36

 อน่ื ๆ
………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………………………..............
4. ขอ้ เสนอแนะ

 ควรนาแผนฯ ไปปรับปรงุ เรื่อง
……………………………………………………………………………………………………........................................................

 แนวทางแกไ้ ขนักเรียนท่ไี มผ่ ่านการประเมิน/ไมส่ นใจเรียน
………………………………………………………………………………………......................................................………………

 ไม่มีข้อเสนอแนะ

ลงช่ือ……………ระวีวรรณ………………….
(นางสาวระววี รรณ อนิ วารี)

37


Click to View FlipBook Version