The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ระบบสุริยะของเรา วิทยาศาสตร์ ม.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by deach2514, 2021-08-03 05:43:48

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ระบบสุริยะของเรา

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง ระบบสุริยะของเรา วิทยาศาสตร์ ม.3



สารบญั ข

1

2

3

4

5

6

7

คะแนนท่ไี ด้

8

9

1
4

CH4
CH4 NH4

) 10

11

F = G (m1m2/r2)

12

13

ขา้ งขึ้นขา้ งแรม (Moon Phase)

14

15

น้าข้นึ น้าลง 16
)

)

17

สรุ ยิ ุปราคา (Solar Eclipse ) จันทรปุ ราคา (Lunar Eclipse)

) 18

กล้องดูดาว (telescope)

กลอ้ งดดู าว(telescope) 19

20

21

22

23

1.นักวทิ ยาศาสตรผ์ ู้ค้นพบแรงโน้มถว่ งของโลกคอื ...................................................................................
2.แรงโน้มถว่ งท้าให้สง่ิ ตา่ ง ๆ ทีม่ มี วลเคลือ่ นท่ี.................โดยวัตถุทม่ี มี วลมากจะมแี รงดึงดดู ...................
และถ้าวัตถุอยูใ่ กลก้ นั แรงดึงดดู กจ็ ะมีค่า.................................................
3.เราสามารถค้านวณแรงโนม้ ถ่วงได้จากสมการ............................................ โดย แรงโน้มถ่วง = ………..,
ค่านิจโนม้ ถ่วงสากล =……. , ระยะทางระหว่างวัตถุท้ังสอง =……., มวลของวัตถุ = …………………………….
4................................................ค้นพบว่า ดาวเคราะหโ์ คจรรอบดวงอาทิตยเ์ ปน็ วงรี โดยมีความเร็วในวง
โคจรไมเ่ ท่ากัน ระยะห่างจากดวงอาทติ ยก์ ับคาบเวลาในการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงเปน็ สดั สว่ น
คงที่..........................................................ไดอ้ ธิบายว่าทีเ่ ป็นเชน่ นี้เป็นเพราะอิทธิพลของแรงโน้มถว่ ง
5.ดาวเคราะห์ชัน้ ใน(Inner Planets) คือ.................................................................................................
.................................................................................................................................................................
6.ดาวเคราะหช์ นั้ นอก(Outer Planets) คอื ................................................................................................
....................................................................................................................................................................
7.ในระบบสุรยิ ะ ดาวเคราะหท์ ม่ี ขี นาดใหญ่ทสี่ ดุ คือ...................…………………………………………………………
8.ดาวเคราะหท์ ม่ี สี แี ดงจดั คือ ............................ท่มี สี ีแดงเน่ืองจาก ……………………………………………………
9.ในบรรดาดาวเคราะห์ท้ัง 8 ดวง หากน้าไปใส่ลงในน้าดาวเคราะหด์ วงใดสามารถลอยน้าได้.....................
เพราะ…………………………………………………………………………………………………………………………………………
10.ระยะเวลาของการโคจรรอบดวงอาทติ ยข์ องดาวเคราะห์มคี วามสัมพนั ธ์กับระยะหา่ งจากดวงอาทิตย์
ดงั นี้......................................................................................................................................................
11.เกณฑข์ องการเป็นดาวเคราะหค์ อื ……………………………………………………………………………..............
12.ดาวเคราะห์แคระมี ……………………. ดวง ไดแ้ ก่.....................................................................................
13.ดาวเคราะหน์ อ้ ยคอื ........................................................................................... ดาวเคราะห์นอ้ ยที่อยู่
ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี เรยี กว่า ........................................................................
14.ดาวหาง คอื …………………………………………………………………………………………………………………….
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

15.ฝนดาวตก เกดิ จาก
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................

มาตรฐาน ว 3.1 ม.3/2 ใบงานเร่อื ง การเคลอื่ นทีป่ รากฏของดวงอาทติ ย์ 24
สาระ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
ค้าช้ีแจง ใหน้ ักเรยี นเติมค้าหรอื ขอ้ ความลงในช่องวา่ งใหถ้ กู ตอ้ ง

1. น้าอกั ษรหนา้ ข้อความทกี่ ้าหนดให้ เติมลงในชอ่ งว่างใหถ้ กู ตอ้ ง

20 ม.ี ค. A. วสนั ตวิษวุ ตั (อคี วินอกซฤ์ ดูใบไมผ้ ลิ)
B. เหมายนั (โซลสทสิ ฤดูหนาว)
ดวงอาทติ ย ์ C. ครีษมายนั (โซลสทิสฤดรู อ้ น)
D. ศารทวษิ วุ ัต(อคี วินอกซ์ฤดใู บไม้ร่วง)
21 ม.ิ ย. 21 ธ.ค.

22 ก.ย.

2. สุรยิ วถิ (ี Ecliptic) หมายถึง......................................................................................................................
3. วสนั ตวิษวุ ัต (อคี วินอกซฤ์ ดใู บไม้ผล)ิ คอื ..............................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
4. ครษี มายัน (โซลสทิสฤดูร้อน) คอื ............................................................................................................
....................................................................................................................................................................
5. ศารทวิษุวัต (อีควินอกซฤ์ ดใู บไม้ร่วง) คือ .............................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
6. เหมายัน (โซลสทิสฤดูหนาว) คอื .............................................................................................................
....................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
7. จากภาพ ข้อความต่อไปนถ้ี ูกตอ้ งใช่หรือไม่

ข้อความ ใชห่ รือไมใ่ ช่
ใช่/ไมใ่ ช่
1. วันที่ 20มนี าคมและ 22 กันยายน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวนั ออก
และตกทางทิศตะวันตกพอดี ท้าใหก้ ลางวนั และกลางคืนยาวนานกวา่ ปกติ ใช่/ไม่ใช่

2.วนั ที่ 21 มิถุนายน ดวงอาทติ ยอ์ ยคู่ ่อนไปทางทศิ เหนอื มากท่ีสุด ดวงอาทิตย์ ใช่/ไมใ่ ช่
ขึน้ เรว็ และตกช้า ทา้ ให้ซกี โลกเหนือกลางวนั ยาวนานกว่ากลางคนื

3. วันท่ี 21 ธนั วาคม ดวงอาทติ ยอ์ ยูค่ อ่ นไปทางทิศใต้มากทีส่ ุด ดวงอาทติ ยข์ ้นึ ชา้
และตกเรว็ ทา้ ให้ซีกโลกเหนือกลางคนื ยาวนานกว่ากลางวัน

ใบงานเร่ือง การข้ึน-ตกของดวงจันทร์ 25

มาตรฐาน ว3.1 ม.3/3 ใช่หรอื ไม่ใช่
สาระ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ ใช่/ไมใ่ ช่
คา้ ชแ้ี จง ให้นักเรยี นพจิ ารณาขอ้ ความต่อไปนว้ี ่าถูกตอ้ งใชห่ รอื ไม่ ใช่/ไมใ่ ช่

ข้อความ ใช่/ไม่ใช่

1. ดวงจันทร์จะขึน้ และตกเรว็ ข้นึ อย่างสม้า่ เสมอประมาณวันละ 50 นาที ใช่/ไม่ใช่

2. ในวนั ข้างขึ้น ดวงจันทรจ์ ะข้ึนในเวลากลางวันก่อนดวงอาทิตยต์ ก และตกในเวลา ใช่/ไม่ใช่
กลางคนื ใช่/ไม่ใช่

3. ในวนั ขา้ งแรม ดวงจนั ทรจ์ ะขน้ึ หลังดวงอาทิตย์ตก หรือข้ึนในเวลากลางคืนและตก ใช/่ ไม่ใช่
ในเวลากลางวัน
ใช่/ไมใ่ ช่
4. ดวงจันทรต์ อ้ งใชเ้ วลาประมาณ 15 วันจึงจะมีเวลาขึน้ และตกใกล้เคียงกับเวลา
เดิมอีกคร้ังหนงึ่ ใช่/ไมใ่ ช่

5. ในวันขึน้ 8 ค่า้ ดวงจนั ทรจ์ ะข้นึ เวลาประมาณเที่ยงวนั และตกในเวลาเทย่ี งคืน ใช่/ไมใ่ ช่
ใช่/ไมใ่ ช่
6. ในวนั แรม 7 คา้่ ดวงจันทรข์ ึ้นในเวลาประมาณเทีย่ งคนื และตกในเวลาประมาณ ใช่/ไม่ใช่
เท่ยี งวัน ใช่/ไม่ใช่
ใช่/ไมใ่ ช่
7. ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกจากทิศตะวนั ตกไปทศิ ตะวนั ออกซง่ึ เป็นทศิ ทางเดยี วกนั กบั
การหมุนรอบตวั เองของโลก ใช่/ไมใ่ ช่

8. ดวงจันทร์ข้นึ หมายถึง ดวงจันทรม์ าปรากฏอยู่ ณ ขอบฟ้าทิศตะวนั ออกในเวลา
กลางคนื

9. เมือ่ สังเกตดวงจันทรบ์ นโลก จะพบว่าในวันขา้ งขนึ้ ดวงจันทร์จะหันด้านสว่างไป
ทางทิศตะวนั ออก

10. ดวงจันทร์โคจรรอบโลกใช้เวลาน้อยกว่าโลกหมนุ รอบตวั เอง

11. ดวงจนั ทรต์ ก หมายถึง ดวงจนั ทรม์ าปรากฏอยู่ ณ ขอบฟา้ ทศิ ตะวนั ตก

12. ดวงจนั ทร์ข้ึนและตกในทิศเดยี วกนั กบั ดวงอาทิตย์

13. รปู ร่างปรากฏของดวงจนั ทร์ทเ่ี ราเหน็ แตกต่างกนั เกดิ จากโลกหมุนรอบตัวเอง

14. คนบนโลกเห็นพื้นผวิ ของดวงจันทร์เพียงดา้ นเดยี วเน่ืองจากดวงจนั ทรใ์ ชเ้ วลา
หมนุ รอบตัวเองเทา่ กบั เวลาท่ใี ชใ้ นการโคจรรอบโลก

15. ดวงจนั ทรไ์ ม่มีแสงสว่างในตวั เอง แสงจากดวงจนั ทรเ์ กิดจากการสะทอ้ น
แสงอาทติ ยม์ าเขา้ ตาเรา

ใบงานเรื่อง ปรากฏการณ์นา้ ข้นึ -น้าลง 26

มาตรฐาน ว 3.1 ม.3/3
สาระ วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ

ค้าชี้แจง ใหน้ ักเรียนเติมค้าหรอื ขอ้ ความลงในช่องว่างให้ถูกตอ้ ง

1. เมื่อดาวดวงหนง่ึ ไดร้ บั อิทธิพลของแรงโนม้ ถ่วงจากดาวอกี ดวงหน่งึ ดา้ นทีอ่ ยู่ใกล้จะถูกดงึ ดดู มากกวา่ ด้าน

ทีอ่ ยูไ่ กล ความแตกตา่ งของแรงทั้งดา้ นจะท้าให้เกิดความเครยี ดภายใน ถ้าเน้อื ของดาวไม่แข็งแรงพออาจทา้

ให้ดาวแตกได้ ถา้ เนอ้ื ของดาวมคี วามหยุน่ ก็จะท้าให้ดาวยืดออกเป็นทรงรี เราเรียกแรงภายในที่แตกต่างน้ีว่า

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. วตั ถุแตล่ ะชนิดทมี่ ีมวลล้วนแล้วแตม่ ีแรงทด่ี ึงดูดเข้าหากัน ถ้าวัตถมุ ีมวลมาก แรงดึงดูดจะมคี ่า.......หากวตั ถุ

อยหู่ า่ งกนั มาก แรงดึงดดู ก็จะมคี ่า.......................

3. วันขน้ึ 15 ค้า่ และวันแรม 15 ค้่า ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจันทร์เรยี งตวั อยใู่ นแนวเดียวกนั ทา้ ให้แรงไทดัล

บนโลกเพม่ิ ข้ึนหรือลดลง .................ซงึ่ สง่ ผลใหร้ ะดบั น้าข้นึ สงู สดุ และระดบั นา้ ลงต้่าสดุ แตกตา่ งกันมาก

เรียกว่า ................................................................................................................................................

4. วันข้ึน 8 คา้่ และวนั แรม 8 ค้่า ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทรอ์ ยใู่ นแนวต้งั ฉากกัน ทา้ ใหแ้ รงไทดัลบนโลก

เพิม่ ขึ้นหรอื ลดลง ......สง่ ผลให้ระดับนา้ ขึน้ สงู สุดและระดับนา้ ลงต้่าสุดไม่แตกต่างกนั มาก เรียกว่า ............

5. พิจารณาภาพตอ่ ไปน้แี ล้วเตมิ คา้ หรอื ข้อความลงในชอ่ งว่างให้ถูกต้อง

22

31 31

44

ภาพ ก ภาพ ข

5.1 จากภาพ ก ตา้ แหนง่ ที่มีน้าข้นึ สูงสุด คอื .......................................................
5.2 จากภาพ ก ต้าแหนง่ ทน่ี า้ ลงตา่้ สุด คอื .........................................................
5.3 จากภาพ ข ต้าแหนง่ ท่นี ้าขนึ้ น้อยท่สี ดุ คือ ..................................................
5.4 จากภาพ ข ตา้ แหนง่ ท่นี า้ ลดลงนอ้ ยทส่ี ุด คอื ………………………………………..
5.5 วันข้นึ 15 ค้่า และวันแรม 15 ค้า่ คอื ภาพ ...............................................
5.6 วนั ขึ้น 8 ค่้า และวันแรม 8 ค่า้ คือภาพ .....................................................
5.7 เมอื่ ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ อย่ใู นต้าแหน่งที่ทา้ มุม ดังภาพ ..........แรงดึงดดู ของดวงจันทร์

มากกว่าดวงอาทติ ย์สง่ ผลใหน้ ้าทะเลขึน้ หรือลงน้อยทสี่ ดุ เรียกวา่ ………………………………………..

มาตรฐาน ว 3.1 ม.3/4 ใบงานเรอื่ ง เทคโนโลยีอวกาศ 27
สาระ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ

คา้ ชีแ้ จง ให้นักเรยี นน้าตวั อักษรทางดา้ นขวามอื ไปเติมลงหนา้ ประโยคทางด้านซา้ ยมือทม่ี คี วามสมั พนั ธ์กนั

และตอบคา้ ถามตอ่ ไปนีใ้ ห้ถูกตอ้ ง

...... 1.ใชป้ ระโยชน์ในการส้ารวจอวกาศ อยู่ในวงโคจรท่สี งู กว่าดาวเทยี ม ก. ขยะอวกาศ
ประเภทอ่ืน ข. กระสวยอวกาศ
ค. ยานอวกาศทไี่ ม่มมี นษุ ย์
.......2.ใช้ประโยชนใ์ นการหาตา้ แหน่งและทศิ ทางของการเดนิ เรือ ควบคมุ
.......3.ใชป้ ระโยชน์ดา้ นการจารกรรมหรอื สงคราม ง. ดาวเทียมน้ารอ่ ง
.......4.ใชป้ ระโยชน์ในดารตดิ ต่อส่อื สารและโทรคมนาคม จ. ดาวเทยี มสอ่ื สาร
.......5.ใชใ้ นการพยากรณ์อากาศ ฉ. ดาวเทยี มอุตนุ ิยมวทิ ยา
.......6.ใชส้ ้ารวจพน้ื ผิวโลกและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ช. ดาวเทยี มสา้ รวจอวกาศ
...... 7.ใชส้ ้ารวจดาวเคราะห์ ไดแ้ ก่ ดาวพุธ ดาวศกุ ร์ และดาวองั คาร ซ. ดาวเทยี มจารกรรม
.......8.ยานพาหนะท่ีพาดาวเทยี มหรือยานอวกาศขึน้ ไปสอู่ วกาศ ฌ. ดาวเทยี มส้ารวจ
ทรพั ยากรธรรมชาติ
ไมส่ ามารถนา้ กลบั มาใชไ้ ดอ้ ีก ญ. จรวด
...... 9.ถกู พัฒนาขน้ึ มาแทนจรวด สามารถนา้ กลับมาแก้ไขซ่อมแซม ฎ. สถานีอวกาศ
ฏ. ดาวเทยี มค้างฟา้
ปรบั ปรงุ เพือ่ นา้ ไปใชใ้ หม่
...... 10.ชิ้นส่วนตา่ งๆของยานอวกาศทีส่ ลดั ออกซึง่ เสอ่ื มสภาพแล้ว

เป็นอันตรายตอ่ ดาวเทยี มและสถานีอวกาศท่กี า้ ลงั โคจรอยู่

...... 11.เป็นหอ้ งทดลองขนาดใหญ่ อยใู่ นอวกาศตลอดชวี ติ การทา้ งาน

...... 12.ดาวเทยี มทอี่ ยู่ ณ ตา้ แหนง่ เดมิ บนทอ้ งฟ้า เนอ่ื งจากใชเ้ วลา

โคจรรอบโลกครบรอบเทา่ กับโลกหมุนรอบตวั เองครบรอบพอดี

13. เหตใุ ดในปจั จุบนั มนุษย์ตอ้ งส่งดาวเทยี ม ยานอวกาศและอุปกรณ์ตา่ งๆไปโคจรรอบโลก
...........................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
14. ดาวเทยี มสื่อสารดวงแรกของประเทศไทยมชี อ่ื วา่ อยา่ งไร
..........................................................................................................................................................................
15. เพราะเหตใุ ดต้องสร้างจรวดเป็นหลายๆทอ่ นตดิ ต่อกนั
...........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

28

29

30

แบบทดสอบหลังเรียน 31
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 ระบบสุรยิ ะของเรา

32

คะแนนทไี่ ด้

33

มาตรฐาน ว 3.1 มเฉ3ล/1ยใบงานเรอ่ื ง แรงโน้มถว่ งระหวา่ งดวงอาทิตยก์ ับดาวบริวาร 34

สาระ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
ค้าช้แี จง ใหน้ กั เรยี นเตมิ ค้าหรือข้อความลงในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง

1.นักวิทยาศาสตร์ผู้คน้ พบแรงโน้มถว่ งของโลกคือ เซอร์ ไอแซก นวิ ตัน
2.แรงโน้มถ่วงท้าให้สิ่งต่าง ๆ ท่ีมีมวลเคลื่อนท่ี เข้าหากัน โดยวัตถุที่มีมวลมากจะมีแรงดึงดูด มาก
และถ้าวัตถอุ ยู่ใกลก้ นั แรงดงึ ดดู ก็จะมีคา่ มากขึน้
3.เราสามารถคา้ นวณแรงโน้มถว่ งได้จากสมการ F = G(m1m2)/r2 โดย แรงโน้มถ่วง = F, ค่านิจโน้มถ่วง
สากล = G , ระยะทางระหว่างวตั ถุท้ังสอง = r , มวลของวัตถุ = m1 , m2
4.โจฮานเนส เคปเลอร์ คน้ พบวา่ ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เปน็ วงรี โดยมีความเรว็ ในวงโคจรไม่
เทา่ กนั ระยะห่างจากดวงอาทิตย์กบั คาบเวลาในการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงเป็นสัดส่วนคงท่ี เซอร์
ไอแซก นิวตนั ได้อธิบายวา่ ทีเ่ ปน็ เช่นนี้เป็นเพราะอิทธพิ ลของแรงโน้มถ่วง
5.ดาวเคราะห์ชั้นใน(Inner Planets) คือ ดาวเคราะห์ท่ีโคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์ขนาด
เลก็ มคี วามหนาแนน่ สงู มอี งค์ประกอบเป็นหินและโลหะ
6.ดาวเคราะห์ช้ันนอก(Outer Planets) คือ ดาวเคราะห์ท่ีโคจรอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ เป็นดาวเคราะห์ท่ี
มีขนาดใหญ่ มวี งแหวนลอ้ มรอบ มีองค์ประกอบท่ีเปน็ น้าแขง็ แก๊ส และของเหลว
7.ในระบบสรุ ิยะ ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ท่ีสุดคือ ดาวพฤหสั บดี(Jupiter)
8.ดาวเคราะหท์ ี่มีสแี ดงจัดคอื ดาวองั คาร ท่ีมีสีแดงเนอ่ื งจาก องค์ประกอบของดินสว่ นใหญ่เปน็ เหลก็
9.ในบรรดาดาวเคราะหท์ ง้ั 8 ดวง หากนา้ ไปใส่ลงในน้าดาวเคราะห์ดวงใดสามารถลอยน้าได้ ดาวเสาร์
เพราะ ดาวเสาร์มคี วามหนาแนน่ นอ้ ยกว่าน้า มีความหนาแนน่ เฉลี่ยประมาณ 0.7 กรัมต่อลูกบาศก์
เซนติเมตร
10.ระยะเวลาของการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์มีความสัมพันธ์กับระยะห่างจากดวงอาทิตย์
ดังน้ี ดาวเคราะห์ทีอ่ ยูห่ ่างจากดวงอาทิตย์จะใช้เวลาในการโคจรรอบดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเคราะห์ท่ีอยู่
ใกล้ดวงอาทติ ย์
11.เกณฑ์ของการเป็นดาวเคราะห์คือ ต้องเป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ มีวงโคจรชัดเจนไม่สับสนกับดาว
เคราะหด์ วงอ่นื และต้องมมี วลมากพอจนเกิดแรงโน้มถ่วงทา้ ให้มีรูปรา่ งกลมหรอื เกือบกลม
12.ดาวเคราะห์แคระมี 3 ดวง ได้แก่ ดาวพลูโต ดาวอิริส และดาวซีเรส
13.ดาวเคราะห์น้อยคือ ดาวเคราะห์ขนาดเล็ก มีองค์ประกอบเป็นหินหรือส่วนผสมของหินกับโลหะ มี
จา้ นวนมากมาย ดาวเคราะห์นอ้ ยส่วนใหญโ่ คจรรอบดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างวงโคจรของ
ดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี เรยี กวา่ แถบดาวเคราะหน์ ้อย
14.ดาวหาง คอื วัตถบุ นท้องฟ้าที่ไม่มีแสงในตัวเอง เป็นก้อนน้าแข็งสกปรก โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี
จงึ โคจรอยู่ระหวา่ งดาวเคราะห์ด้วย เม่อื โคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์จะไม่มีหาง แต่เม่ือเข้าใกล้ดวงอาทิตย์
จะมหี ัวและหางปรากฏ โดยหางจะพุ่งไปทิศตรงข้ามกับดวงอาทติ ย์
15.ฝนดาวตก เกิดจาก ดาวหางบางดวงโคจรผ่านใกล้ทางโคจรของโลก เม่ือดาวหางเคล่ือนที่ไปจะท้ิงเศษ
ฝุ่นและหินไว้ในวงโคจร เม่ือโลกเคลื่อนที่ผ่านทางโคจรของดาวหาง เศษฝุ่นและหินเหล่าน้ันจะตกลงสู่พื้น
โลก และเสยี ดสกี ับบรรยากาศของโลก ท้าให้ลุกไหม้เป็นดาวตกจา้ นวนมากมาย

35

C A B

21 ม.ิ ย. 20 ม.ี ค. 21 ธ.ค.

ดวงอาทติ ย ์

22 ก.ย.

D

มาตรฐาน ว3.1 ม 3/3 เฉลยใบงานเรอื่ ง การเกิดข้างขน้ึ ขา้ งแรม 36

สาระ วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ

1ค้าชแี้ จง ให้นกั เรยี นระบายสีภาพดวงจนั ทร์ตามลกั ษณะขา้ งข้ึน-ขา้ งแรม แล้วเตมิ คา้ หรอื ขอ้ ความ
ลงในชอ่ งวา่ งให้ถกู ตอ้ ง

82

7 SUN
3

64

5

1. แรม 15 ค่า้ คือหมายเลข 3 ดวงจนั ทรม์ ลี ักษณะ มืดทงั้ ดวง
2. ขน้ึ 15 คา่้ คือหมายเลข 7 ดวงจนั ทรม์ ีลกั ษณะ สวา่ งเตม็ ดวง
3. ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกใช้เวลา 29.5 วัน ในทิศ ทศิ เดียวกันกบั โลกหมนุ รอบตัวเอง
4. แสงอาทติ ย์สะท้อนจากดวงจนั ทร์มายังโลกทา้ ให้คนบนโลก เหน็ สว่ นสวา่ งได้ไม่เหมอื นกนั ในแตล่ ะคนื
โดยหันด้านสว่างเข้าหาดวงอาทติ ย์เสมอ ปรากฏการณ์นเี้ รยี กว่า ข้างขน้ึ -ขา้ งแรม(The Moon’s Phases)
5. ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกทา้ ให้มุมระหวา่ งดวงอาทติ ย์-ดวงจนั ทร์-โลก เปลี่ยนแปลงไปวันละ 12 องศา
6. ช่วงเวลาทม่ี องเห็นดวงจันทร์คอ่ ย ๆ สวา่ งข้ึนในแตล่ ะคืนจนสวา่ งเต็มดวงเรยี กช่วงเวลานี้ว่า ขา้ งขนึ้ มี
ระยะเวลาประมาณ 15 วนั จะเหน็ ดวงจันทรใ์ นช่วง หัวค้่า
7. ชว่ งเวลาทีม่ องเห็นดวงจันทรค์ อ่ ย ๆ มดื ลงในแต่ละคืนจนมืดสนิทท้ังดวงเรยี กชว่ งเวลานี้ว่า ข้างแรม
มีระยะเวลาประมาณ 15 วนั จะเห็นดวงจันทรใ์ นช่วง เช้ามืด
8. คนไทยแบง่ เดอื นทางจนั ทรคติ (Lunar month) ออกเปน็ 30 วัน คือ วันขึ้น 1 คา้่ - วันข้นึ 15 ค้า่
และวันแรม 1 ค้า่ - วนั แรม 15 ค่้า
9. ตามปฏิทนิ จันทรคติถือให้วันพระ ได้แก่ วันขึน้ 15 ค่้า (ดวงจันทรส์ ว่างเต็มดวง), วนั แรม 15 ค่้า
(ดวงจนั ทร์มดื ทงั้ ดวง), วนั แรม 8 ค่้า และวันข้ึน 8 ค่้า (ดวงจนั ทร์สวา่ งคร่งึ ดวง)
10. ในชว่ งเวลาท่ดี วงจนั ทร์ปรากฏเป็นเสีย้ วบาง แตเ่ ราสามารถมองเหน็ ดา้ นมืดของดวงจนั ทร์ไดเ้ น่อื งจาก
แสงอาทติ ยส์ อ่ งกระทบพน้ื ผิวโลกแล้วสะท้อนไปยังดวงจนั ทร์ เรียกปรากฏการณ์นวี้ ่า “แสงโลก” (Earth
shine)

เฉลยใบงานเรอ่ื ง การขึ้น-ตกของดวงจนั ทร์ 37

มาตรฐาน ว3.1 ม 3/3 ใช่หรอื ไมใ่ ช่
สาระ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ ใช่/ไมใ่ ช่
ค้าชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นพิจารณาข้อความตอ่ ไปนว้ี า่ ถูกต้องใช่หรือไม่ ใช่/ไม่ใช่

ข้อความ ใช่/ไม่ใช่

1. ดวงจันทร์จะขึน้ และตกเรว็ ขึ้นอย่างสม้่าเสมอประมาณวนั ละ 50 นาที ใช่/ไมใ่ ช่

2. ในวันข้างข้นึ ดวงจันทรจ์ ะขน้ึ ในเวลากลางวันก่อนดวงอาทิตยต์ ก และตกใน ใช่/ไม่ใช่
เวลากลางคืน ใช่/ไม่ใช่

3. ในวนั ขา้ งแรม ดวงจนั ทรจ์ ะขนึ้ หลงั ดวงอาทิตย์ตก หรอื ขึ้นในเวลากลางคนื และ ใช/่ ไมใ่ ช่
ตกในเวลากลางวัน
ใช่/ไมใ่ ช่
4. ดวงจนั ทร์ต้องใช้เวลาประมาณ 15 วนั จึงจะมีเวลาขนึ้ และตกใกลเ้ คียงกบั
เวลาเดมิ อกี ครงั้ หนึ่ง ใช่/ไมใ่ ช่

5. ในวนั ขึน้ 8 คา่้ ดวงจันทรจ์ ะขึ้นเวลาประมาณเทย่ี งวนั และตกในเวลาเที่ยงคนื ใช่/ไม่ใช่
ใช่/ไมใ่ ช่
6. ในวนั แรม 7 ค่า้ ดวงจนั ทรข์ ้ึนในเวลาประมาณเที่ยงคืน และตกในเวลา ใช่/ไม่ใช่
ประมาณเที่ยงวัน ใช่/ไม่ใช่

7. ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบโลกจากทศิ ตะวนั ตกไปทิศตะวันออกซง่ึ เป็นทศิ ทางเดียวกัน ใช่/ไมใ่ ช่
กับการหมนุ รอบตวั เองของโลก
ใช่/ไมใ่ ช่
8. ดวงจันทรข์ ึ้น หมายถึง ดวงจันทร์มาปรากฏอยู่ ณ ขอบฟ้าทิศตะวันออกใน
เวลากลางคืน

9. เม่ือสังเกตดวงจันทร์บนโลก จะพบว่าในวันข้างขึ้น ดวงจนั ทรจ์ ะหนั ด้านสวา่ ง
ไปทางทิศตะวนั ออก

10. ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลกใชเ้ วลานอ้ ยกวา่ โลกหมนุ รอบตวั เอง

11. ดวงจนั ทรต์ ก หมายถึง ดวงจนั ทร์มาปรากฏอยู่ ณ ขอบฟา้ ทิศตะวนั ตก

12. ดวงจนั ทรข์ ้ึนและตกในทิศเดยี วกนั กบั ดวงอาทิตย์

13. รปู ร่างปรากฏของดวงจนั ทร์ที่เราเหน็ แตกตา่ งกนั เกิดจากโลกหมนุ รอบ
ตวั เอง

14. คนบนโลกเห็นพืน้ ผิวของดวงจนั ทร์เพียงดา้ นเดยี วเนอ่ื งจากดวงจนั ทรใ์ ชเ้ วลา
หมุนรอบตัวเองเทา่ กับเวลาทีใ่ ชใ้ นการโคจรรอบโลก

15. ดวงจนั ทรไ์ มม่ แี สงสวา่ งในตวั เอง แสงจากดวงจนั ทร์เกิดจากการสะท้อน
แสงอาทิตยม์ าเขา้ ตาเรา

เฉลยใบงานเร่อื ง ปรากฏการณน์ ้าข้ึน-น้าลง

มาตรฐาน ว 3.1 ม 3/3 38
สาระ วทิ ยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ

คา้ ชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนเติมค้าหรอื ขอ้ ความลงในชอ่ งวา่ งให้ถกู ตอ้ ง

1. เม่อื ดาวดวงหนง่ึ ไดร้ ับอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงจากดาวอีกดวงหน่งึ ดา้ นทีอ่ ย่ใู กล้จะถูกดงึ ดดู มากกวา่ ดา้ น

ทอี่ ย่ไู กล ความแตกต่างของแรงทั้งดา้ นจะทา้ ให้เกดิ ความเครยี ดภายใน ถ้าเน้อื ของดาวไมแ่ ข็งแรงพออาจท้า

ให้ดาวแตกได้ ถา้ เนอ้ื ของดาวมคี วามหยนุ่ ก็จะท้าใหด้ าวยดื ออกเปน็ ทรงรี เราเรยี กแรงภายในทแ่ี ตกตา่ งนีว้ า่

"แรงไทดัล" (Tidal force)

2. วัตถแุ ต่ละชนิดท่ีมมี วลล้วนแล้วแต่มีแรงท่ดี ึงดูดเขา้ หากนั ถา้ วัตถุมีมวลมาก แรงดงึ ดูดจะมีค่า มาก หาก

วัตถุอยหู่ ่างกันมาก แรงดึงดูดกจ็ ะมีคา่ นอ้ ย

3. วนั ขนึ้ 15 ค้า่ และวันแรม 15 ค่า้ ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทร์เรยี งตัวอยู่ในแนวเดยี วกัน ทา้ ใหแ้ รงไทดัล

บนโลกเพมิ่ ขน้ึ หรอื ลดลง เพิ่มขนึ้ ซ่งึ สง่ ผลใหร้ ะดบั น้าขึน้ สงู สุดและระดับน้าลงต่า้ สดุ แตกต่างกันมาก

เรียกวา่ "น้าเกิด" (Spring tides)

4. วันขึน้ 8 ค้่า และวันแรม 8 ค่้า ดวงอาทติ ย์ โลก และดวงจนั ทรอ์ ย่ใู นแนวต้งั ฉากกัน ทา้ ใหแ้ รงไทดัลบนโลก

เพ่ิมขึ้นหรือลดลง ลดลง สง่ ผลใหร้ ะดบั น้าข้นึ สูงสุดและระดบั นา้ ลงต่้าสดุ ไม่แตกต่างกันมาก เรียกวา่

"น้าตาย” (Neap tides)

5. พิจารณาภาพตอ่ ไปนีแ้ ลว้ เติมคา้ หรอื ขอ้ ความลงในชอ่ งว่างให้ถูกต้อง

22

31 31

44

ภาพ ก ภาพ ข

5.1 จากภาพ ก ต้าแหนง่ ท่ีมนี ้าขนึ้ สงู สุด คอื หมายเลข 1 และ 3
5.2 จากภาพ ก ตา้ แหน่งที่น้าลงตา้่ สุด คอื หมายเลข 2 และ 4
5.3 จากภาพ ข ต้าแหน่งท่นี ้าข้ึนน้อยทสี่ ุด คอื หมายเลข 2 และ 4
5.4 จากภาพ ข ต้าแหน่งที่น้าลดลงน้อยที่สดุ คอื หมายเลข 1 และ 3
5.5 วันขน้ึ 15 ค่้า และวันแรม 15 คา้่ คือภาพ ก
5.6 วนั ขน้ึ 8 คา้่ และวันแรม 8 ค่า้ คือภาพ ข
5.7 เมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ อยู่ในตา้ แหนง่ ที่ท้ามุม ดงั ภาพ ข แรงดงึ ดูดของดวงจนั ทร์มากกว่า
ดวงอาทติ ยส์ ง่ ผลใหน้ ้าทะเลข้ึนหรือลงน้อยทสี่ ดุ เรยี กว่า "นา้ ตาย" (Neap tides)

38

39


Click to View FlipBook Version