The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงกบ ห้วยฮ่องไคร้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nat4july, 2024-05-28 04:23:11

การเลี้ยงกบโดยวิธีธรรมชาติ

งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงกบ ห้วยฮ่องไคร้

Keywords: #งานศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงกบ #ห้วยฮ่องไคร้

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ คำนิยม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอ ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งศึกษาและพัฒนารูปแบบต่าง ๆ เพื่อพัฒนา พื้นที่ต้นน้ำลำธารให้มีความอุดมสมบูรณ์ตามแนวพระราชดำริ “ให้ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นการศึกษาด้านประมง ระหว่างทางเป็น การศึกษาด้านการเกษตรกรรม การปศุสัตว์และโคนม ตลอดจนการศึกษาด้านเกษตร อุตสาหกรรม การสหกรณ์ และการตลาด” งานศึกษาและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกบ เป็นโครงการหนึ่งที่ทำการศึกษาและ พัฒนาอาชีพด้านการเกษตรกรรม โดยพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงกบให้เป็นอาชีพและ ขยายผลสู่เกษตรกร มุ่งเน้นการนำผลงานวิจัยที่ได้มาพัฒนาและปรับปรุงวิธีการ เพาะเลี้ยงกบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ให้เป็นอาชีพเสริม อาชีพหลัก และการทำการเกษตรแบบวิธีผ สมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้บริการความรู้ทาง วิชาการ การสนับสนุนพันธุ์ การสหกรณ์ และการตลาด เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้ และความเป็นอยู่ดีขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตต่อไป ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงได้จัดทำ คู่มือ เรื่อง “การเพาะเลี้ยงกบโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ” เนื้อหาเป็นความรู้ เรื่องการ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบข้างมาพัฒนาและใช้เพาะเลี้ยงกบ ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ ปลอดภัย จากสารเคมีตกค้างทางการเกษตร ไม่เป็นอันตรายต่อผู้เลี้ยงและชุมชนข้างเคียง นอกจากนั้นยังประกอบด้วยความรู้เรื่องโรค การผลิตอาหารเสริม และต้นทุนการ ผลิต เพื่อเผยแพร่แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไป 1


การเลี้ยงกบ พระราชดำริ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2533 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร กิจกรรม งานขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยงกบ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “ปัญหาการจับกบที่เกิดขึ้น ในประเทศอินเดีย ที่จับกบจากธรรมชาติไปเป็นอาหาร จำนวนมากจนทำให้เกิดการระบาดของแมลงที่เป็นศัตรูพืช พืชเศรษฐกิจถูกทำลาย... นอกจากนี้ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงกบ และการเลี้ยงกบในนา ข้าว” เพื่อสนองพระราชดำริ...ในการพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงกบ ให้เป็นไป ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิธีการเพาะเลี้ยงกบในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการศึกษาและพัฒนาที่นำองค์ความรู้ จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัด เพชรบุรี โดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับความรู้จากภูมิปัญญา ชาวบ้าน มาพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ลำธาร มาทำการเพาะเลี้ยงในแบบประหยัด เรียบง่าย ลดต้นทุนในการผลิต โดยใช้ วัสดุจากธรรมชาติที่หาได้ในพื้นที่หาได้ในพื้นที่มาใช้ และไม่เกิดผลเสียหายต่อระบบ นิเวศและสิ่งแวดล้อม 2


การเพาะเลี้ยงกบโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป็นวิธีการหนึ่งในการเพาะเลี้ยง กบในแบบที่ลดต้นทุนในการผลิต โดยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ รอบข้าง นำมาพัฒนาและใช้ในการเพาะเลี้ยงให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด ข้อดีของการ เพาะเลี้ยงกบโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและระบบ นิเวศ ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างทางการเกษตร ไม่เป็นอันตรายต่อผู้เพาะเลี้ยงและ ชุมชนข้างเคียง สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรงได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การเพาะเลี้ยงโดยวิธีนี้สามารถทำได้ในทุกพื้นที่ด้วยหลักการเดียวกัน โดยมี วิธีปฏิบัติที่หลากหลายในสภาพท้องถิ่นที่แตกต่างกันแต่จะมีเทคนิคเฉพาะในแต่ละ ท้องถิ่น และนำไปทำได้ในหลายภูมิภาค 3


บทที่ 1 ชนิดของกบ กบนา หรือ กบพื้นเมือง ลักษณะทั่วไปเป็นกบขนาดกลาง พบอยู่ทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพศผู้เมื่อโตเต็มที่ ใต้คางมีถุงเสียง (vocal sac) เพศผู้มีขนาดที่เล็กกว่าเพศเมีย เพศเมียมีน้ำหนักตั้งแต่ 200 – 400 กรัม ผิวหนังด้านหลังมีสีน้ำตาลและมีจุดดำด้าน ท้องสีขาว ริมฝีปากมีแถบสีดำ ใต้คางอาจมีจุดดำหรือลายสีดำ ขาหน้าและขาหลังมี ความยาวปานกลาง เท้าหน้ามี 4 นิ้ว ไม่มีแผ่นหนังยึดติด ส่วนเท้าหลังมี 5 นิ้ว มีแผ่นหนังยึดติด กบนาเพศผู้ กบนาเพศเมีย 4


กบบูลฟร็อก หรือ กบกระทิง ลักษณะทั่วไปของกบบูลฟร็อก เป็นกบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิด ในทวีอเมริกาเหนือ ด้านตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อยไปจนถึง ตอนกลางของประเทศ ต่อมามีการนำไปเลี้ยงแพร่กระจายทางด้านตะวันตกของ ประเทศ กบบูลฟร็อกเมื่อโตเต็มที่ด้านหลังมีสีเขียวปนสีน้ำตาลเข้ม มีจุดประสีน้ำตาล ทั่วตัว ส่วนหัวด้านหน้ามีสีเขียว แยกเพศได้จากลักษณะของวงหู เพศเมีย มีวงหูเล็ก กว่าตา ลำตัวสีอ่อนใต้คางมีสีขาวครีม ส่วนท้องอูมและมีขนาดใหญ่ เพศผู้ มีวงหูใหญ่ กว่าตา ในช่วงฤดูสืบพันธุ์ลำตัวมีสีเข้มขึ้นและใต้คางมีสีเหลืองหรือเหลืองปนเขียว ไม่มีถุงเสียง (vocal sac) แต่มีกล่องเสียง ทำให้สามารถส่งเสียงร้องดังคล้ายเสียงวัว ร้องได้ยินเป็นระยะไกล กบชนิดนี้จึงมีชื่อสามัญว่า กบบูลฟร็อก (Bull frog) หรือ กบ กระทิง กบบูลฟร็อกเพศผู้ กบบูลฟร็อกเพศเมีย 5


บทที่ 2 ลักษณะบ่อเลี้ยง การทำบ่อเลี้ยง การทำบ่อเลี้ยงกบโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป้าหมายคือการทำบ่อเลี้ยง ในรูปแบบที่มีต้นทุนต่ำและสามารถใช้วัสดุจากธรรมชาติมาใช้ให้ได้ประโยชน์อย่าง สูงสุด บ่อเลี้ยงทำได้หลายแบบ ได้แก่ 1. บ่อดิน เป็นการลงทุนต่ำและมีสภาพคล้ายคลึงธรรมชาติ ขนาดบ่อทำได้ ตั้งแต่ขนาด 2.0 x 2.0 x 1.0 เมตร 2.5 x 3.0 x 1.0 เมตร 3.0 x 4.0 x 1.0 เมตร หรือขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่ พื้นที่ควรเลือกบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง ทำการปรับสภาพพื้นบ่อที่เป็นดินให้เรียบ ล้อมรอบด้วยวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่าย ในครัวเรือน ตาข่ายในล่อนสีฟ้าสูง 1 เมตร กระเบื้องลอนมุงหลังคาที่ไม่ใช้แล้ว เป็นต้น โดยฝังตาข่ายด้านล่างลึกลงไปในดินประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อป้องกันกบ มุดหนีหรือศัตรูภายนอกมุดเข้ามาทำอันตรายกบ บริเวณที่เป็นแอ่งน้ำ อาจขุดเป็น บ่อน้ำเล็ก ๆ ถ้าดินสามารถเก็บน้ำได้ ในกรณีที่เป็นสภาพพื้นที่ที่ดินไม่สามารถเก็บน้ำ ได้ ให้ใช้ภาชนะ เช่น กะละมังขนาดกลาง หรือถังซีเมนต์กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตร ด้านบนปากบ่อดินควรคลุมด้วยตาข่าย หรือสแลนให้มิดชิด เพื่อป้องกันศัตรูธรรมชาติ เช่น จิ้งเหลน งูสุนัข แมว นก เป็นต้น ข้อดีของบ่อดิน เหมาะสมสำหรับใช้เลี้ยงกบเนื้อระยะ 3 - 5 เดือน ใช้เลี้ยง พ่อแม่พันธุ์ หรือเลี้ยงกบในช่วงฤดูหนาว ข้อเสีย ดูแลรักษาความสะอาดยาก และใช้ ขยายพันธุ์กบได้ยาก 6


บ่อเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ ( แบบคอกบ่อดิน ) 2. บ่อดินกึ่งถาวร เป็นบ่อดินที่พัฒนาขึ้นมาโดยการก่อขอบบ่อด้วยอิฐบล็อก สูง 2-3 ก้อน ด้านบนล้อมด้วยตาข่ายไนล่อนสีฟ้า ปากบ่อมีตาข่ายคลุมปิด เพื่อ ป้องกันนก ศัตรูธรรมชาติอื่น ๆ หรือแมลงปอลงวางไข่ ภายในปรับสภาพพื้นดิน ให้เรียบ ทำบ่อขนาด 1.5 x 1.5 เมตร 2.0 x 2.0 เมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของ พื้นที่ ลึกลงไปในดินประมาณ 50-70 เซนติเมตร ฝังท่อระบายน้ำเพื่อความสะดวก ในการล้างทำความสะอาดเปลี่ยนถ่ายน้ำ บ่อเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ ( แบบคอกบ่อดิน ) 7


3. กระชังลอยน้ำ พื้นที่ๆ มีบ่อน้ำ สระน้ำขนาดใหญ่ หรือมีร่องน้ำไหลผ่าน สามารถเลี้ยงกบในกระชังได้ ขนาดของกระชังมีหลายขนาด เช่น 1.0 x 2.0x 1.2 เมตร2.0 x 2.0x 1.2 เมตร 2.0 x 3.0 x 1.2 เมตร เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่จะ ลอยกระชัง ด้านบนกระชังต้องมีฝาปิด เพื่อป้องกันศัตรู ต้องหมั่นตรวจดูรอยรั่วหรือ รอยขาดของกระชังอย่างสม่ำเสมอ ที่สะดวกคือไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ บ่อเลี้ยงกบแบบธรรมชาติ ( แบบกระชังลอยน้ำ ) 4. กระชังบก การเลี้ยงกบในกระชังบก เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความ สนใจสำหรับผู้เริ่มเลี้ยงกบ เพราะมีต้นทุนน้อยกว่าเลี้ยงในบ่อซีเมนต์พอสมควร สะดวกในการจัดการระหว่างการเลี้ยง ปัจจุบันรูปแบบการเลี้ยงกบในกระชัง มีทั้ง แบบกระชังลอยน้ำและแบบกระชังบก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ สำหรับขนาดของกระชังบกมีหลายขนาด เช่น 1 x 2 x 1.2 เมตร 2 x 2 x 1.2 เมตร 2 x 3 x 1.2 เมตร เป็นต้น ซึ่งพื้นที่ที่วางกระชังบกควรปรับให้เรียบ เพื่อป้องกันการ ฉีกขาดของพลาสติกที่เป็นส่วนพื้นของกระชัง 8


บ่อเลี้ยงกบแบบกระชังบก 5. บ่อคอนโด ( บ่อยางรถยนต์ ) การเลี้ยงกบในยางรถยนต์ ข้อดี คือมี ต้นทุนในการสร้างบ่อเลี้ยงที่ต่ำ และสามารถเลี้ยงกบเจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกับ บ่อเลี้ยงแบบอื่นๆ พร้อมทั้งประหยัดพื้นที่ในการสร้างบ่อเลี้ยงด้วย บ่อเลี้ยงกบแบบคอนโด ( ในยางรถยนต์ ) 9


6. บ่อซีเมนต์กลม การใช้วงซีเมนต์กลมในการเลี้ยงกบ มีหลากหลายขนาด ด้วยกัน เช่น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.80, 1.00, 1.20, 1.50 เมตร หรือ 2.00 เมตร สูงอย่างน้อย 50 เซนติเมตร โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ 2 วงบ่อต่อกัน เพราะจะได้ความสูง ของบ่อที่ 80 - 100 เซนติเมตร และมีฝาปิด บ่อลักษณะนี้ใช้ในการขยายพันธุ์ อนุบาลลูกอ๊อด เลี้ยงลูกกบเล็ก กบรุ่น(กบเนื้อ) และกบพ่อแม่พันธุ์ บ่อเลี้ยงกบแบบบ่อซีเมนต์ชนิดกลม 10


7. บ่อซีเมนต์ใช้เลี้ยงได้ดีทั้งกบนาและกบบูลฟร็อก แต่มีต้นทุนสูงกว่าบ่อ ชนิดอื่นๆ มีขนาด ตั้งแต่ 2.0 x 2.5 x 1.0 เมตร จนถึง 3.0 x 4.0 x 1.0 เมตร บ่อ กักเก็บน้ำลึก 30 -50 เซนติเมตร มีหลังคาหรือสิ่งคลุมปิดบังแสงบางส่วนจะทำให้ กบไม่ตื่นตกใจง่ายและช่วยในการป้องกันศัตรู บ่อแบบนี้สามารถนำไปใช้ในการเลี้ยง แบบต่างๆ เช่น การเพาะขยายพันธุ์ การอนุบาลลูกอ๊อด การเลี้ยงลูกกบเล็ก การ เลี้ยงกบรุ่น (กบเนื้อ) และการเลี้ยง พ่อแม่พันธุ์ บ่อเลี้ยงกบแบบบ่อซีเมนต์ชนิดเหลี่ยม 11


บทที่ 3 การให้อาหาร การให้อาหารกบระยะต่าง ๆ 1. ลูกอ๊อด ระยะ 3 วันแรกหลังจากที่เจริญเป็นลูกอ๊อด ยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกอ๊อดมีถุงไข่แดงที่ติดมากับท้องเป็นแหล่งอาหาร ลูกอ๊อดเริ่มกินอาหาร ครั้งแรกเมื่ออายุหลัง 3 วัน อาหารเสริมเริ่มแรกจากธรรมชาติ คือ ไรน้ำ แพลงก์ตอน พืช แพลงก์ตอนสัตว์ เป็นแหล่งอาหารจากธรรมชาติที่ดีแต่กรณีที่มีลูกอ๊อด เป็นจำนวนมากอาหารจากธรรมชาติอาจไม่เพียงพอ ต้องเสริมด้วยการให้ผักกาด ลวกน้ำร้อนกึ่งสุก เศษปลาต้มสุก รำละเอียด เศษเนื้อปลาบดผสมรำ เศษเครื่องใน สัตว์ต้มสุก หรือหอยเชอร์รี่ต้มสุก บดผสมรำร่วมด้วย เมื่อลูกอ๊อดโตขึ้นอาจให้อาหาร สำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำสำหรับใช้เลี้ยงลูกอ๊อดโรยให้กินร่วมด้วย ควรให้ทีละน้อย และวางไว้ตลอดเวลาเพราะลูกอ๊อดจะกินอาหารตลอดวัน 2. ลูกกบ ระยะเริ่มแรกที่เป็นลูกกบ ต้องฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ด ลอยน้ำในช่วงแรกก่อน โดยเริ่มตั้งแต่ระยะที่ลูกอ๊อดหางหดหมด มีขา 4 ขาเจริญครบ สมบูรณ์ เรียกลูกกบระยะนี้ว่าระยะเริ่มขึ้นกระดาน จากนั้นจึงให้กินอาหารเสริม ธรรมชาติเช่น ปลวก ไส้เดือน จิ้งหรีด หรือหนอนนก ที่เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยง ได้เอง เพราะถ้าให้ลูกกบกินอาหารธรรมชาติตั้งแต่แรก ในกรณีที่อาหารธรรมชาติ มีไม่เพียงพอกบจะไม่กินอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำ 3. กบรุ่นหรือกบเนื้อ เมื่อลูกกบอายุประมาณ 2 เดือน สามารถให้อาหาร สำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยให้ร่วมกับอาหารธรรมชาติที่เกษตรกร สามารถเพาะเลี้ยงได้เองโดยวิธีง่ายๆ โดยใช้ชนิดของอาหารที่อาจขึ้นอยู่กับสภาพ 12


พื้นที่และวิธีการเลี้ยงของเกษตรกร ถ้าผู้เลี้ยงกบนาอยู่ใกล้บริเวณที่สามารถหา ปลาสดได้ อาจใช้ปลาสดบดหรือสับเป็นชิ้นวางในภาชนะปริ่มน้ำหรือเหนือน้ำ หรือ ใช้ปลาสดบดผสมรำในอัตราส่วน 3:1 4. กบพ่อแม่พันธุ์กบมีการเจริญเติบโตดี มีอายุ 8-10 เดือน ควรลดการให้ อาหาร ให้เหลือเพียงครั้งเดียวในช่วงเวลาเย็นหรือให้อาหารธรรมชาติ เช่น ปลวก ไส้เดือน จิ้งหรีด หรือหนอนนก เป็นต้น อาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดลอยน้ำ อาหารจากธรรมชาติที่สามารถผลิตได้เอง ปลวก ปลวกเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่อยู่รวมกันมาก กินเยื่อไม้ เยื่อพืช กระดาษ ไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็งหรือแก่นไม้เป็นอาหาร ปลวกเหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับกบ จะทำให้กบเจริญเติบโต เร็ว มีสุขภาพดีแข็งแรง และมีน้ำหนักดี และยังช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้มาก 13


ปลวกมีโปรตีนประมาณ 20 % ของน้ำหนักแห้ง มีวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโต การเพาะเลี้ยงปลวก ไส้เดือนดิน มีโปรตีน กรดไขมัน กรดอะมิโนจำเป็น รวมทั้งแร่ธาตุวิตามิน หลายชนิด เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเสริมเลี้ยงกบ ลดต้นทุนของอาหารเลี้ยง ได้มาก กบจะเจริญเติบโตเร็ว ได้น้ำหนัก อีกทั้งไส้เดือนเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน ที่เปียกชื้นและมีอินทรีย์สารมาก สามารถผสมพันธุ์วางไข่บนผิวดินได้ทุกๆเดือน ไส้เดือนนำมาเป็นอาหารเสริมในการเลี้ยงกบได้เมื่อ ไส้เดือนอายุ 5 - 6 เดือน การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน 14


ไรน้ำ เป็นสัตว์ที่อยู่ในกลุ่ม กุ้ง กั้ง ปู มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในน้ำจืด มีรูปร่าง คล้ายไต มีสีชมพูเรื่อ ๆ ถึงสีแดง มีขนาดตั้งแต่ 0.5-10.0 มม. ขึ้นกับชนิด แต่ส่วนใหญ่มีขนาด 1 - 3 มม. ไรน้ำมีอายุไข 40 - 50 วัน ขึ้นกับอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูงชีวิตจะสั้น อุณหภูมิต่ำชีวิตจะยืนยาวขึ้น ไรน้ำเข้าสู่ระยะเต็มวัย ใน 6 - 10 วัน ไรน้ำกินสิ่งต่าง ๆ ขนาดเล็กที่ล่องลอยในน้ำ ได้แก่ สาหร่ายเซลล์เดียว แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ คุณค่าทางอาหาร ไรน้ำ มีโปรตีน 50% ของน้ำหนักแห้ง ในไรน้ำเต็มวัยมีไขมัน 20 - 27% ไรน้ำวัยอ่อนมีไขมัน 4 – 6% การเพาะเลี้ยงไรน้ำ ( ไรแดง ) จิ้งหรีด เป็นแมลงที่พบได้ทั่วไป ลักษณะโดดเด่นของจิ้งหรีด คือ การส่งเสียง ร้องและการผสมพันธุ์จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงลาย เป็นจิ้งหรีดขนาดเล็กที่นิยมนำมา เลี้ยง ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลเข้มลำตัวกว้างประมาณ 0.53 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.05 เซนติเมตร นิสัยกินอาหารเก่ง โตไว ไม่ชอบบิน การเลี้ยงจิ้งหรีด สามารถใช้ 15


เป็นทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพ จิ้งหรีดสามารถใช้เป็นอาหารเสริมให้กับสัตว์ เลี้ยง เช่น ไก่ กบ เป็ด ปลา และอื่น ๆ การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด 16


บทที่ 4 การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์กบนา การเลือกพ่อแม่พันธุ์ พ่อแม่พันธุ์กบนาที่ดีควรมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี มีน้ำหนักระหว่าง 200-300 กรัม กบนาเพศผู้ ที่มีความพร้อมจะ สังเกตเห็นรอยย่นของถุงเสียง (vocal sac) ที่ใช้ในการส่งเสียงร้องเรียกตัวเมีย มีลักษณะ สีเทาดำคล้ำ ที่ใต้คางอย่างชัดเจนทั้ง 2 ข้าง และที่บริเวณด้านในของนิ้วหัวแม่มือของ เพศผู้ทั้งสองข้างจะพบแถบหนาสีน้ำตาล มีลักษณะเป็นปุ่มหยาบ ปุ่มนี้จะช่วยให้การยึด เกาะที่บริเวณเอวของตัวเมียให้แน่นขึ้นและจะ หายไปเมื่อหมดฤดูผสมพันธุ์ กบนาเพศเมีย ที่มีความพร้อม สังเกตได้จากที่บริเวณเอวมีลักษณะพองโต ท้องอูมและมีผิวหนังด้านท้องสดใส เมื่อพลิก ด้านท้องขึ้นอาจเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนัง ชัดเจน ในบางตัวที่มีรังไข่แก่จัดอาจ กบนาเพศผู้ กบนาเพศเมีย 17


สังเกตเห็นเม็ดไข่สีดำ และที่ด้านข้างลำตัวทั้งสองข้าง เมื่อใช้มือลูบจะมีลักษณะสาก เพราะมีปุ่มเล็กๆจำนวนมาก ยิ่งมีความสากมากเท่าใดก็แสดงถึงความพร้อมของเพศ เมียมากขึ้นเท่านั้น เพราะปุ่มเล็กๆนี้จะช่วยให้กบตัวผู้เกาะคู่ได้ดีขึ้น การขยายพันธุ์กบบูลฟร็อก การเลือกพ่อแม่พันธุ์กบบูลฟร็อก พ่อแม่พันธุ์กบบูลฟร็อกควรมีอายุไม่ต่ำ กว่าหนึ่งปีครึ่ง มีน้ำหนักระหว่าง 300-400 กรัม กบบูลฟร็อกเพศผู้ที่มีความพร้อม ลำตัวมีสีเข้มขึ้นและที่ใต้คางมีสีเหลืองหรือ เหลืองปนเขียวอย่างชัดเจน กบบูลฟร็อกเพศผู้ แตกต่างจากกบนาเพศผู้ตรงที่ไม่มีถุงเสียง (vocal sac) แต่จะมีกล่องเสียงที่บริเวณลำคอ เวลาส่งเสียงร้องที่บริเวณคอจะพองออก มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยทำให้เสียงดังก้องกังวาน คล้ายเสียงวัว ซึ่งได้ยินไปเป็นระยะไกล กบบูลฟร็อกเพศเมีย สังเกตเห็นได้ จากที่บริเวณเอวพองโต ท้องอูมมีผิวหนังสดใส เช่นกัน แต่เมื่อพลิกด้านท้องขึ้นจะไม่เห็น เส้นเลือดใต้ผิวหนัง เนื่องจากกบบูลฟร็อกมี ผิวหนังหนากว่ากบนา กบบูลฟร็อกเพศผู้ กบบูลฟร็อกเพศเมีย 18


การขยายพันธุ์กบนาและกบบูลฟร็อก ทำได้ 2 วิธี คือ 1. การขยายพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับวิธีนี้จะอยู่ช่วง ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะ ผสมพันธุ์ของกบนาส่วนช่วงฤดูที่เหมาะผสมพันธุ์ของกบ บูลฟร็อก จะอยู่ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือน กันยายน ทำโดยการคัดพ่อแม่พันธุ์ที่มีความพร้อมใส่ลงใน บ่อที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 1 คู่ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ปล่อยทิ้งไว้ให้จับคู่และวางไข่ กบนาจะใช้ระยะเวลา 1 - 2 วัน ส่วนกบบูลฟร็อกจะใช้ระยะเวลา 1 - 4 วัน หลังจากที่ กบไข่แล้วให้จับพ่อแม่พันธุ์ออก จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำในบ่อ ให้สูงเป็น 10 เซนติเมตร อาจเพิ่มออกซิเจนด้วยการใช้เครื่อง อัดอากาศ ทางที่ดีควรเติมน้ำและให้ออกซิเจน เมื่อ สังเกตเห็นว่าไข่มีการพัฒนาเป็นลูกอ๊อดและมีการเคลื่อนไหว แล้ว มิฉะนั้นอาจเกิดการรบกวนทำให้ไข่ไม่เจริญเป็นตัว 2. การขยายพันธุ์โดยการฉีดกระตุ้นด้วย ฮอร์โมนสังเคราะห์ ทำโดยจัดเตรียมพ่อแม่พันธุ์และบ่อขยายพันธุ์ เช่นเดียวกับวิธีแรก จากนั้นใช้สารสังเคราะห์ที่มีชื่อทาง การค้าว่า Suprefact (Buserlin) ฉีดให้พ่อแม่พันธุ์ สารสังเคราะห์ที่ใช้นี้เป็นสารออกฤทธิ์เช่นเดียวกับในปลา ทำการฉีด 2 ครั้ง ห่างกันไม่เกิน 6-8 ชั่วโมง โดยฉีดใน ปริมาณ 2.5 ไมโครกรัม ถึง 30 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักตัว ลูกอ๊อดของกบบูลฟร็อก การผสมพันธุ์ของกบนา ลูกอ๊อดของกบนา การผสมพันธุ์ของกบบูลฟร็อก 19


1 กิโลกรัม สารนี้จะกระตุ้นให้แม่พันธุ์ตกไข่และพ่อพันธุ์หลั่งน้ำเชื้อ วิธีฉีดถ้าฉีดเข้า ช่องท้อง ต้องละลายในน้ำเกลือ 0.75 เปอร์เซ็นต์ซึ่งให้ผลเร็วกว่าและดีกว่าการฉีด เข้าใต้ผิวหนังและบริเวณแอ่งส่วนบั้นท้ายของลำตัวกบใต้กระดูกสันหลัง ซึ่งต้อง ละลายในกรดน้ำส้ม 0.1 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการฉีดในครั้งที่ 2 จะใช้ปริมาณสาร เป็น 2 เท่า ของปริมาณที่ฉีดในครั้งแรก เมื่อฉีดเสร็จแล้วจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงบ่อ เพื่อให้จับคู่ผสมพันธุ์จากนั้นติดตามการวางไข่เช่นเดียวกับวิธีการแรก 20


บทที่ 5 การเจริญเติบโต การเจริญเติบโตของกบนา ลูกอ๊อดกบนาเจริญไปเป็นลูกกบโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 28 - 45 วัน ลูกอ๊อดที่เจริญไปเป็นลูกกบเร็วกว่าปกติจะได้ลูกกบมีขนาดเล็ก อัตราการรอดต่ำลง ดังนั้น ไม่ควรเร่งให้ลูกอ๊อดเจริญเป็นลูกกบเร็วกว่าอัตราการเจริญเติบโตตามปกติ การเจริญจากลูกกบไปเป็นกบเนื้อใช้เวลา 3 - 5 เดือน กบเนื้อที่มีอายุ ประมาณ 4 - 5 เดือน มีความยาวของลำตัวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 200 - 300 กรัม (ขึ้นอยู่กับเพศ) กบที่พบว่ามีขนาดใหญ่ในระยะนี้มักจะเป็นเพศเมีย ส่วนที่มีขนาดเล็กจะเป็นเพศผู้ การเจริญเติบโตของพ่อแม่พันธุ์ใช้เวลา 10 - 12 เดือน ทั้งนี้การเจริญเติบโต ในแต่ละระยะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างในด้านการจัดการ เช่น อาหารที่ใช้เลี้ยง การดูแลรักษาความสะอาดของบ่อ ความหนาแน่นที่ปล่อย และการคัดขนาด เป็นต้น 21


การเจริญของกบนา 22


3 – 5 เดือน 30 – 45 วัน 6 – 8 เดือน 24 – 48 ชั่วโมง 1 ปี ขึ้นไป วงจรชีวิตกบนา 23


การเจริญเติบโตของกบบูลฟร็อก กบบูลฟร็อกมีการเจริญเติบโตช้ากว่ากบนาและใช้เวลาในการเลี้ยงนานกว่า อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาการของลูกอ๊อดกบบูลฟร็อก อยู่ระหว่าง 25 - 33 องศาเซลเซียส ซึ่งจะพัฒนาเป็นลูกกบได้ตามปกติในเวลาประมาณ 75 - 90 วัน ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและมีอุณหภูมิต่ำ ลูกอ๊อดจะพัฒนาเป็นลูกกบโดยใช้เวลา ประมาณ 6 - 12 เดือน การเจริญเติบโตของลูกอ๊อดกบบูลฟร็อกในระยะที่มีการงอก 2 ขาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดกบนา 5 - 7 เท่า และอาจมีขนาดใหญ่มาก ตั้งแต่ 4 - 6 นิ้ว ทั้งนี้ขึ้นกับอายุสำหรับการเจริญเติบโตจากลูกกบจนเป็นกบเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 5 - 6 เดือน และเจริญเติบโตไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ใช้เวลา ประมาณ 12 - 18 เดือน ทั้งนี้ต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายอย่างเช่นเดียวกันเหมือนใน กบนา 24


วงจรชีวิตกบบูลฟร็อก 5 - 6 เดือน 3 – 5 เดือน 1 – 3 วัน 1 ปีครึ่ง ขึ้นไป 8 – 16 เดือน 25


บทที่ 6 โรคและการป้องกันกำจัด โรคในกบโดยทั่วไปเกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ โรคที่เกิดจากการไม่ติดเชื้อ และโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โรคกบที่สำคัญ 1. โรคไม่ติดเชื้อ การจัดการที่ไม่ถูกต้องและการได้รับอาหารไม่เพียงพอ 1.1 โรคที่เกิดจากคุณภาพน้ำไม่เหมาะสม ซึ่งจะพบเสมอเมื่อนำมาใช้ ในการเลี้ยงกบ จะสังเกตได้ว่าเมื่อนำน้ำที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมมาใช้ในเลี้ยงกบ จะทำให้กบมีอาการป่วยหรือทยอยตายได้เช่น คุณภาพน้ำ ไม่เหมาะสมที่มาจาก แหล่งธรรมชาติมีการปนเปื้อนสารพิษสารเคมีเช่น พวกยาฆ่าเชื้อ ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช เป็นต้น หรือคุณภาพน้ำไม่เหมาะสมที่มาจากการจัดการเตรียม บ่อเลี้ยง โดยเป็นบ่อปูนซีเมนต์ใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการปรับแต่งคุณภาพน้ำก่อนนำกบ ลงเลี้ยง เนื่องจากบ่อปูนซีเมนต์ใหม่เมื่อนำน้ำใส่เลี้ยงกบจะทำให้น้ำมีค่าความเป็น ด่างที่สูง ทำให้กบมีอาการป่วยและทยอยตาย ถ้าเป็นบ่อปูนซีเมนต์ใหม่ต้องปรับ สภาพน้ำก่อน โดยการแช่ต้นกล้วยทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์ เพื่อลดความเป็นด่าง เป็นต้น ดังนั้นควรมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำและปรับสภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการ เลี้ยงกบทุกครั้ง 1.2 โรคที่เกิดจากอุณหภูมิของอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุณหภูมิลดลงหรือช่วงฤดูหนาว กบจะกินอาหารลดลง เนื่องจากกบเป็นสัตว์ เลือดเย็นเมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลง กบจะปรับอุณหภูมิภายในร่างกายให้ลดลง เพื่อให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิอากาศภายนอก จึงส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยและ 26


การเผาผลาญอาหารของกบ ทำให้กบกินอาหารได้น้อยลง ทำให้อ่อนแอและป่วยได้ ดังนั้นในช่วงฤดูหนาวควรหาที่หลบซ่อนให้กบเพื่อให้เกิดความอบอุ่น เช่น การใช้ ฟางข้าวใส่ไว้ในบ่อเลี้ยงเพื่อให้กบซุกตัว หรือเลือกรูปแบบการเลี้ยงแบบธรรมชาติ คือ การเลี้ยงแบบคอนโด (แบบยางรถยนต์) หรือแบบล้อมคอกบ่อดิน เป็นต้น 1.3 โรคที่เกิดจากอาหารที่มีคุณภาพไม่เหมาะสม เช่น มีปริมาณโปรตีน ไม่เพียงพอจะทำให้กบโตช้า หรือมีไขมันมากเกินไป ทำให้กบมีไขมันในช่องท้องและ ในตับมากเกินไปส่งผลให้เกิดภาวะตับมีไขมันแทรก กบจะโตช้า หรือในอาหารขาด วิตามิน กบจะแสดงอาการต่างๆ ตามชนิดของวิตามินที่ขาด เช่น ถ้าขาดวิตามินบี1 กบจะแสดงอาการตกใจง่าย โตช้าอ่อนแอและติดเชื้อโรคได้ง่าย ถ้าขาดวิตามินบี12 หรือกรดโฟลิก กบจะแสดงอาการเลือดจาง อ่อนแอ ดังนั้นจึงควรมีการเสริมวิตามิน ในอาหารกบ หรือใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอมบดละเอียดผสมอาหารให้กบกิน เป็นต้น ลักษณะอาการลูกอ๊อดที่เลี้ยงด้วยน้ำปนเปื้อนคลอรีน 27


2. โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคกบขาแดง (Red Leg Disease) สาเหตุของโรคนี้เกิดจากสาเหตุโน้มนำ เช่น การจัดการบ่อไม่ดี เปลี่ยน ถ่ายน้ำน้อย กบแน่นมากเกินไป พื้นบ่อหยาบขรุขระ กบมีบาดแผลที่เท้า ส่วนสาเหตุ ที่สำคัญทำให้กบตาย คือ เชื้อแอร์โรโมนาส ไฮโดรฟิลล่า เมื่อเชื้อเข้าสู่ ตัวกบแล้ว รักษาไม่ทันจะส่งผลให้เกิดสภาวะโลหิตเป็นพิษ เลือดจาง ท้องบวม มีผื่นแดงที่ โคนขาด้านใน แล้วจะตายจำนวนมาก โรคขาแดง มักเกิดในช่วงที่มีฝนตกหนักราวเดือนสิงหาคมถึงเดือน กันยายน ที่มีน้ำท่วมบ่อกบ มีพื้นที่พักอยู่บนพื้นที่แห้งน้อย โอกาสที่เชื้อแบคทีเรีย ที่แพร่กระจายในน้ำหรือในพื้นที่ชื้นเกิดขึ้นได้รวดเร็ว ทำให้กบเป็นโรคได้ง่าย เนื่องจากกบต้องแช่อยู่ในน้ำที่มีแบคทีเรียดังกล่าว จึงทำให้โรคนี้ลุกลามไปได้เร็ว และยิ่งถ้ากบกัดกันถึงบาดเจ็บจนเป็นแผล ก็จะทำให้โรคขาแดงลุกลามภายในบ่อได้ รวดเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้นควรจะหาไม้กระดานหรือวัสดุอื่น ๆ มาวางในบ่อเลี้ยงให้กบได้มี พื้นที่สำหรับพักบนพื้นที่แห้งได้มากขึ้น การติดต่อ เชื้อสามารถติดต่อได้ระหว่างกบโดยตรง โดยกบที่ปกติกิน กบที่ป่วย แต่ทางติดต่อที่สำคัญคือ ทางน้ำ เพราะเชื้ออาศัยอยู่ในน้ำจืดโดยเฉพาะ อย่างยิ่งอุณหภูมิของน้ำในประเทศไทย เชื้อสามารถเจริญเติบโตได้อย่างดี ดังนั้นน้ำที่ ใช้ในการเลี้ยงควรสะอาด และการใช้อาหารสดควรต้องระมัดระวังไม่ควรใช้อาหาร ที่บูดเน่า ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเข้าในบ่อกบ การติดต่ออีกทางหนึ่งที่ควร ระวังอย่างยิ่งคือ จากผู้เลี้ยง โดยการใช้อุปกรณ์ร่วมกันหรือจับกบที่ป่วยแล้วไปจับ กบที่ไม่ได้ป่วยโดยไม่ทำความสะอาดอุปกรณ์ก่อน 28


อาการ กบที่ติดเชื้อจะแสดงอาการเบื่ออาหาร ทำให้น้ำหนักลด ผิวหนังมีสีซีดผิดปกติ ซึม การเคลื่อนไหวช้า เสียการทรงตัว มีจุดเลือดออกตามตัว และมีแผลเกิดขึ้น ระยะสุดท้ายจะมีอาการชักขากระตุก รวมตลอดทั้งมีผื่นแดงที่ โคนขาหลัง ซึ่งเป็นลักษณะอาการที่ใช้เรียกชื่อโรคนี้ การรักษา เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ เป็นพวกยาปฏิชีวนะหรือพวกซัลฟาที่ไวต่อเชื้อนี้ การป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดคือ การรักษาความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ควรมี การฆ่าเชื้อ บ่อควรล้างให้สะอาดตากแดดอย่างน้อย 2 - 3 วัน ถ้ามีอาการป่วย รีบนำ ออกจากบ่อเลี้ยง น้ำที่ใช้ในการเปลี่ยนถ่ายควรสะอาดหรือผ่านการฆ่าเชื้อด้วย คลอรีน 0.5 - 1 พีพีเอ็ม ก่อนนำมาใช้ น้ำที่เปลี่ยนถ่ายออกจากบ่อเลี้ยงควรผ่านบ่อ กำจัดน้ำเสียก่อน แล้วทำการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน 5 พีพีเอ็ม ก่อนปล่อยลงใน แหล่งน้ำธรรมชาติ ลักษณะอวัยวะกบภายนอกและภายในที่เกิดจากโรคกบขาแดง (Red Leg Disease) 29


โรคกบตาขาวคอเอียง พบได้บ่อยในกบอายุมาก โดยกบแสดงอาการตาขาวที่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือสองข้าง บางตัวแสดงอาการหัวบิดเอียงกินอาหารลดลง ผอม อ่อนแอและตาย โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชนิด ฟลาโวแบคทีเรีย ติดต่อทางน้ำ โดยมีเชื้อปนเปื้อน ในแล้วเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลหรือติดต่อโดยการกิน โดยผ่านทางน้ำหรือกบ กินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป การรักษา เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ เป็นพวกยาปฏิชีวนะหรือพวกซัลฟาที่ไวต่อเชื้อนี้ การป้องกัน วิธีการที่ดีที่สุด คือการรักษาความสะอาด อุปกรณ์ต่างๆ ควรมีการฆ่าเชื้อ บ่อเลี้ยงควรมีการล้างให้สะอาด ตากแดดอย่างน้อย 2 - 3 วัน ถ้ามี อาการป่วยรีบนำออกจากบ่อเลี้ยง น้ำที่ใช้เปลี่ยนถ่ายควรสะอาดผ่านการฆ่าเชื้อด้วย คลอรีน 0.5 - 1 พีพีเอ็ม ก่อนใช้น้ำที่เปลี่ยนถ่ายออกจากบ่อเลี้ยงควรผ่านบ่อกำจัด น้ำเสียก่อน แล้วทำการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน 5 พีพีเอ็ม ก่อนปล่อยลงในแหล่งน้ำ ธรรมชาติ ลักษณะอวัยวะกบภายนอกที่เกิดจากโรคกบตาขาวคอเอียง 30


โรคพยาธิภายใน ในระยะลูกอ๊อดอาจจะพบโปรโตซัวภายในสำไส้ เช่น พวกโอปาลิน่า ซึ่งทำให้ลูกอ๊อดมีอาการท้องบวม ลอยหงายท้อง และตาย ส่วนในระยะโตเต็มวัย เป็นกบแล้ว โดยเฉพาะกบจากธรรมชาติ หรือกบที่เลี้ยงในกระชังในแหล่งน้ำ ธรรมชาติ มีโอกาสที่จะพบพยาธิในทางเดินอาหารชนิดต่างๆ เช่น พยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ พยาธิตัวกลม (Cosmocerca sp. Diplodiscussp. ) และ พยาธิตัวแบน เป็นต้น สามารถตรวจพบได้ในกบ โดยส่วนใหญ่จะตรวจพบใน ทางเดินอาหาร เช่น ที่กระเพาะอาหาร ลำไส้ ถุงน้ำดี ซึ่งทำให้กบมีอาการท้องบวม ลำไส้ทะลักออกทางทวารเป็นต้น การรักษาใช้ยาถ่ายพยาธิ ซึ่งมีตัวยาจำพวก มีเบนดาโซล ออเบนดา โซล เปปเปอร์ราซีน ฯลฯ ผสมคลุกเคล้ากับอาหารเม็ดสำเร็จรูปในปริมาณ 3 - 5 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ควรให้กบกินทุกๆ เดือน เดือนละ 1 ครั้ง ให้ติดต่อกัน นาน 3 - 5 วัน เป็นต้น ลักษณะอวัยวะกบภายนอกที่เกิดจากโรคพยาธิภายใน 31


บทที่ 7 การลงทุนและผลประโยชน์ตอบแทน ต้นทุนการสร้างบ่อเลี้ยงกบ แบบต่าง ๆ รูปแบบบ่อ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างบ่อ บ่อซีเมนต์ ขนาด 2 x 3 x 1 เมตร จำนวน 1 บ่อ รายการ จำนวน ราคา (บาท) บล็อก 125 ก้อน 625 ปูนซีเมนต์ 8 ถุง 1,040 ทรายหยาบ 1 คิว 463 ทรายละเอียด ½ คิว 243 หินย่อย ½ คิว 275 ข้องอ 2 นิ้ว 1 อัน 35 ท่อพีวีซี 2 นิ้ว ½ ท่อน 120 น้ำยากันซึม 1 แกลอน 199 อื่นๆ (ตะปู, ลวดผูกเหล็ก, เชือกไนล่อน, แสลน) 300 ราคาวัสดุรวม 3,300 32


รูปแบบบ่อ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างบ่อ กระชัง ขนาด 1 x 2 x 1 เมตร จำนวน 1 กระชัง รายการ จำนวน ราคา (บาท) ท่อพีวีซี ¾ นิ้ว 2 ท่อน 127 ข้อต่อสามทางพีวีซี ¾ นิ้ว 4 ตัว 40 ตาข่ายไนล่อนสีฟ้า 1.20 x 30 เมตร 10 เมตร 120 อื่น ๆ (ลวดผูกเหล็ก, เชือกไนล่อน, แส ลน) 200 ราคาวัสดุรวม 487 รูปแบบบ่อ วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างบ่อ บ่อดิน ขนาด 2 x 3 x 1 เมตร จำนวน 1 บ่อ รายการ จำนวน ราคา (บาท) ไม้ไผ่ 4-8 ท่อน หาจากธรรมชาติ ตาข่ายไนล่อนสีฟ้า 1.20 x 30 เมตร 10 เมตร 120 กะละมัง ขนาด 20 นิ้ว 1 ใบ 80 อื่น ๆ (ตะปู, ลวดผูกเหล็ก, เชือกไน ล่อน, แสลน) 200 ราคาวัสดุรวม 400 หมายเหตุ : ราคาวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างบ่อเลี้ยงอาจเปลี่ยนแปลงได้ 33


ต้นทุนในการเลี้ยงกบนา รายการ ต้นทุนการเลี้ยง ต่อ 1 ตัว ราคาที่ขายได้ น้ำหนักกบ โดยเฉลี่ยต่อตัว ลูกอ๊อด อายุ 20 วัน 0.30 บาท 250 - 300 บาทต่อกิโลกรัม 5 - 10 กรัม กบเล็ก อายุ 1 เดือน 2.00 บาท 3 - 4 บาทต่อตัว 20 - 30 กรัม กบรุ่น อายุ 4 เดือน 8.39 บาท 20 - 25 บาทต่อตัว 200 - 250 กรัม กบพ่อแม่พันธุ์ อายุ 1 ปี 65.32 บาท 150 - 250 บาทต่อตัว 300 - 350 กรัม น้ำหนัก เฉลี่ย ต่อตัว (กรัม) ต้นทุนต่อ ตัว (บาท) ต้นทุนต่อ กิโลกรัม (บาท) ขายกบต่อ กิโลกรัม (บาท) กำไรต่อ กบ 1 กิโลกรัม กบนา เล็ก 20.00 2.00 อายุ 1 เดือนหลังหางหด กบนา รุ่น 250.00 8.39 33.56 100.00 66.44 34


ต้นทุนในการเลี้ยงกบบูลฟร็อก (ราคาขายกบ 120 - 150 บาทต่อกิโลกรัม) รายการ ต้นทุนการเลี้ยง ต่อ 1 ตัว (บาท) ราคาที่ขายได้ ต่อ 1 ตัว (บาท) น้ำหนักกบ โดยเฉลี่ยต่อตัว ลูกกบเล็ก อายุ 2 เดือน 3.80 6 - 8 20 – 30 กบบูลฟร็อกรุ่น อายุ 6 เดือน 10.69 20 - 25 150 – 200 กบบูลฟร็อกรุ่น อายุ 8 เดือน 26.46 35 - 40 250 – 300 กบบูลฟร็อกพ่อแม่พันธุ์ อายุ 1 ปี 59.16 200 - 300 350 – 400 ต้นทุนการทำบ่อเลี้ยงและการเลี้ยงกบบูลฟร็อกรุ่น (กบเนื้อ) (เลี้ยง 6 เดือน ราคาขาย 25 บาทต่อตัว) รูปแบบบ่อ การลงทุน ทำบ่อ (บาทต่อบ่อ) จำนวนที่เลี้ยง (100ตัวต่อ เมตร3 ต่อบ่อ) ราคาอาหาร (บาทต่อบ่อ ต่อรุ่น) ราคาขาย กบต่อบ่อ (บาท) บ่อซีเมนต์ ขนาด 2 x 3 x 1 เมตร3 3,300 บาท ต่อบ่อใช้ได้ 5 - 6 ปี 600 ตัว 6,141 15,000 กระชังขนาด 1 x 2 x 1 เมตร3 487 บาทต่อบ่อ ใช้ได้ 1-2 ปี 200 ตัว 2,138 5,000 35


น้ำหนัก เฉลี่ย ต่อตัว (กรัม) ต้นทุนต่อ ตัว (บาท) ต้นทุนต่อ กิโลกรัม (บาท) ขายกบต่อ กิโลกรัม (บาท) กำไรต่อ กบ 1 กิโลกรัม ลูกกบบูล ฟร็อก 20.00 3.80 อายุ 1 เดือนหลังหางหด กบบูล ฟร็อกรุ่น 200.00 10.69 53.45 125.00 71.55 36


ประมวลภาพกิจกรรม 37


ประมวลภาพกิจกรรม 38


ประมวลภาพกิจกรรม 39


เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ วัตถุประสงค์ : เพื่อเผยแพร่การดำเนินงานของศูนย์ฯ สู่ประชาชน เจ้าของ : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผู้อำนวยการจัดทำ : นายไพรัตน์ ทับประเสริฐ บรรณาธิการ : ผศ.ดร.ปรวีร์ พรหมโชติ กองบรรณาธิการ : นางสาวปรียนิตย์ เจริญทรัพย์ : นายกลวัชร มณีชัย : นางสาวนิตยา ไทยใจอุ่น


Click to View FlipBook Version