รายงานผลการด าเนินงาน โครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 โดย นางสาวฐิติชญาณ์ ธิติจิระพงศ์ โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ที่ พิเศษ /2566 วันที่ 31 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2567 เรื่อง รายงานโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 เรียน ผู้อ านวยการโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ตามที่ข้าพเจ้า นางสาวฐิติชญาณ์ ธิติจิระพงศ์ ต าแหน่ง ครูโรงเรียนชุมชนบ้านพบ เพื่อให้นักเรียนฝึก ทักษะการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ภาษาไทย ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ตอนต้น และทุกระดับชั้นเรียน บัดนี้ ได้ด าเนินโครงการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงเสนอรายงานโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 ตามที่แนบมาพร้อมนี้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา ลงชื่อ..………………………….……………….ผู้รายงาน (นางสาวฐิติชญษณ์ ธิติจิระพงศ์) ต าแหน่ง ครูโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ความเห็นของผู้อ านวยการโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ............................................................................................................. ...................................................... ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................................................................................................. . ลงชื่อ................................................... (นางสาวสุวิชชาภรณ์ ชนิลกุล) ผู้อ านวยการโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ
ก ค าน า รายงานผลการด าเนินงาน รายงานโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 ฉบับนี้ ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการด าเนินกิจกรรม น าเสนอเปนนขั้นตอน โดยเริ่มต้นจาก ความส าคัญและความเปนนมา วัตถุประสงค์ การศึกษา ขอบเขตของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการด าเนินงาน ผลการด าเนินงาน สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ในส่วนของภาคผนวกประกอบด้วย ค าสั่ง และรูปภาพกิจกรรม ในการรายงานผลการด าเนินงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนและคณะครูได้เผยแพร่ผลงาน และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานทางภาษาไทย ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น และทุกระดับชั้นเรียน และเพื่อเผยแพร่ผลงานทางด้าน วิชาการ แก่บุคลคลทั่วไป ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการด าเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะครูและบุคลากรทุกท่านเปนนอย่างดี คณะด าเนิน รายงานโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 จึงขอขอบคุณ ทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ คณะด าเนินการหวังว่าโครงการจัดกิจกรรมสัปดาห์วิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 จะเปนนประโยชน์ต่อผู้ที่มีความสนใจในล าดับต่อไป กลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ
ข สารบัญ หน้า ค าน า ก สารบัญ ข สารบัญตาราง ค บทที่ 1 บทน า ความเปนนมาและความส าคัญ วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย งบประมาณ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีการด าเนินงาน บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ภาคผนวก
ค สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ตารางสรุปความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมโครงการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์วิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปีการศึกษา 2566
บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ได้ก าหนดให้การศึกษาเปนนกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงาม ของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้าง องค์ความรู้อันเกิดจากการจัด สภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ในมาตรา 6 การ จัดการศึกษาต้องเปนนไป เพื่อพัฒนาคนไทยให้เปนนมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และ คุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการด ารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เนื่องจากปัจจุบันผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในประเทศไทยก าลังประสบปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องของ ทักษะการคิด อ่าน เขียน วิเคราะห์ ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ของนักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์อยู่ใน ระดับที่ต่ าอีกทั้งผลจากการประเมินคุณภาพของ สมศ. ยังพบว่าในมาตรฐานที่ 4 ของตัวชี้วัดอยู่ ในขั้นที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นทางสถานศึกษา ผู้สอน และผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความส าคัญในการส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนในเรื่องของการอ่าน เขียน คิด วิเคราะห์ ทั้งนี้ผลที่ได้จากการจัดโครงการนี้ยังสามารถน าไปใช้ พัฒนาผู้เรียนงานบริหารวิชาการได้เห็นความส าคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้มีความสามารถในด้าน ภาษาไทยดีขึ้น เพื่อให้เปนนบุคคลที่พึงประสงค์ และบรรลุมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนต่อไปจึงได้จัดท าโครงการ ฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อการเรียนรู้ขึ้น 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในด้านภาษาไทยดีขึ้น 2.2 เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ และเต็มศักยภาพของตนเอง 3. เป้าหมาย 3.1 เชิงปริมาณ ลดอัตราการอ่าน การเขียนไม่คล่องของนักเรียนในโรงเรียนบ้านตรอกในทุกระดับชั้นเพิ่มศักยภาพการฟัง พูด อ่าน เขียน วิชาภาษาไทยของนักเรียนทุกระดับชั้นให้สูงขึ้น 3.2 เชิงคุณภาพ ลดอัตราการอ่าน การเขียนไม่คล่องของนักเรียนในโรงเรียนบ้านตรอกแคในทุกระดับชั้น 4. งบประมาณและทรัพยากร งบเงินอุดหนุนอนุบาล ......-....... บาท งบเงินอุดหนุนประถมศึกษา 7,000 บาท งบเงินอุดหนุนมัธยมศึกษา 3,000 บาท รวม 10,000 บาท บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้ การอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เปนนปัญหาส าคัญในการจัดการเรียนรู้ของการศึกษาไทยมาโดยตลอด และเปนนปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ ถ้าได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง การพัฒนาความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน เพื่อให้บรรลุตามหลักการและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คือ การมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเปนนผู้มีความสามารถ มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเรียน และรักการค้นคว้า มีความรู้อันเปนนสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ มีทักษะ และศักยภาพในการจัดการสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยี ปรับวิธีคิด วิธีการท างานได้เหมาะสมกับสถานการณ์ การฝึกทักษะในการอ่าน การคิด การเขียน เพื่อให้ผ้เรียนมีความสามารถส าเร็จการศึกษาตามหลักสูตรนั้น โดย ฝึกให้ผู้เรียนเปนนผู้รู้จักการคิด วิเคราะห์ แสวงหาความรู้ หาค าตอบ จะส่งผลให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ คิด สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง มีวิสัยทัศน์ รู้จักการจ าแนกแยกแยะ ประเมินค่า มี ทักษะการแสวงหาความรู้ ปัญหาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การเขียนที่บกพร่อง และส่งผลไปถึงคุณภาพการศึกษานั้น พบว่า นักเรียนท า ข้อทดสอบที่เปนนอัตนัยด้วยการเขียนอธิบายความไม่ได้ และความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ ประกอบกับการ ยกตัวอย่างประกอบที่เปนนเหตุผลต่าง ๆ และการเขียนข้อความยาว ๆ ไม่ได้ นั้นจะพบอีกต่อไปว่า นักเรียนจะอ่อน วิชาอื่น ๆ อีกด้วย นักเรียนเก่งอาจท าข้อสอบแบบเลือกตอบ(ความจ า)ได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อสอบแบบอธิบาย ได้ ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะมุ่งให้นักเรียนอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน นั้นมีแนวทางใน การแก้ปัญหาได้หลายแนวทาง และแนวทางหนึ่งที่จะเสนอ คือ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเปนนส าคัญ โดยเน้น กระบวนการคิด(Thinking Istruction) ซึ่งต้องอาศัยสิ่งเร้า (สื่อ) สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (บรรยากาศการ เรียนรู้)ที่จะฝึกให้นักเรียนคิด วิเคราะห์ และเขียน วิธีการสอนที่หลากหลาย ครอบคลุม ต่อเนื่อง การจักการ เรียนการสอนตามสภาพจริง เรียนรู้จากธรรมชาติ เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียนได้ดี การอ่าน เปนนทักษะแรกที่จะพัฒนาให้เปนนผู้มีนิสัยรักการอ่าน เลือกอ่านหนังสือที่มีประโยชน์ อ่านทุกครั้งที่ว่าง อ่านให้รวดเร็ว จับประเด็นส าคัญของการอ่านให้ได้ สังเกตส่วนประกอบของหนังสือ ฝึกเทคนิคการอ่านหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ เสริมการอ่านให้สัมพันธ์กับความคิด โดยเทคนิค SQRC (State,Question,Read,Couciude) คือ ระบุ ถาม อ่าน สรุป โดยครูเปนนผู้ชี้น า ตั้งค าถามจากเรื่องที่อ่าน นักเรียบนอ่านเรื่องเพื่อหาค าตอบ แล้วสรุปเปนน เรื่องราวด้วยการเขียนหรือพูด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความรู้ใหม่ การคิดวิเคราะห์ เปนนการพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านเหตุผล รู้จักใช้เหตุผลเชิงวิเคราะห์ มีวิจารณญาณ รูปแบบการสอนที่เน้นการคิด ซึ่งมีหลายรูปแบบที่จะส่งเสริมทักษะการคิด บทบาทของครูมีบทโดยตรงที่จะกระต้น ให้นักเรียนฝึกคิด การฝึกคิดอย่างมีระบบจะสามารถพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียนได้เปนนอย่างดี การตั้งค าถาม กระตุ้นให้เกิดการคิดที่มีลักษณะดังนี้ คือ 1. ไม่มีค าตอบส าเร็จรูป ตายตัว หรือมีค าตอบเดียว 2. มีค าตอบที่หลากหลาย สามารถใช้เหตุผลประกอบได้ 3. ควรเปนนค าถามปลายเปิด
4. เปนนเรื่องใกล้ตัว อยู่ในความสนใจ หรือเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้เรียน การเขียน การเขียน เปนนการถ่ายทอดความรู้ ความคิด การเขียนที่ดีต้อง ชัดเจน เรียบง่าย กระชับ ประทับใจ โน้มน้าว จิตใจ ถูกหลักภาษา ลีลาไพเราะ การเขียน คือการสื่อสารชนิดหนึ่งของมนุษย์ การเขียนเปนนการแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ให้เปนนลายลักษณ์อักษรต่อผู้ที่อ่าน เพื่อให้ผู้รับสารสามารถอ่านได้เข้าใจ ความรู้ ความคิด ความรู้สึก ความต้องการ แล้วสามารถน ามาบอกต่อกับบุคคลอื่นได้ตามที่ผู้รับสารได้รับ เครื่องมือในการเขียนเช่น ดินสอ ปากกา สี พู่กัน กระดาษ กระดาน ฯลฯ การเขียนจะต้องเขียนเปนนภาษา ซึ่งอาจเขียนเปนนภาษาเดียวหรือหลายภาษาก็ได้ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียน การ เขียนเปนนการสื่อสารด้วยอักษร ถ่ายทอดความรู้ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ของผู้เขียนไปสู่ ผู้อ่าน ทักษะการเขียนเปนนทักษะที่เปนนทั้งศิลป์และศาสตร์ กล่าวคือ การเขียนต้องใช้ภาษาที่ไพเราะประณีต สื่อได้ ทั้งอารมณ์ ความคิด ความรู้ ต้องใช้ศิลปะ ที่กล่าวว่าเปนนศาสตร์เพราะการเขียนทุกชนิดต้องประกอบด้วยความรู้ หลักการและวิธีการ ความส าคัญของการเขียน การเขียนมีความส าคัญส าหรับมนุษย์ ยิ่งโลกในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การเขียนกูยิ่งทวี ความส าคัญมากขึ้นตามไปด้วยซึ่งสามารถสรุปความส าคัญของการ เขียนได้ดังนี้ ๑. การเขียนเปนนการสื่อสารอย่างหนึ่ง ๒. การเขียนเปนนการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของมนุษย์ ๓. การเขียนเปนนเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญา ๔. การเขียนเปนนเครื่องมือสร้างความสามัคคีและความเจริญรุ่งเรือง ในทางตรงกันข้ามก็ใช้เปนนเครื่องบ่อนท าลาย ได้เช่นกัน จุดมุ่งหมายของการเขียน การเขียนจะบรรลุผลตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น สิ่งส าคัญอย่างหนึ่ง คือ การเขียนต้องมีจุดมุ่งหมายซึ่งสามารถ จ าแนกได้ดังนี้ ๑) การเขียนเพื่อการเล่าเรื่อง > เปนนการน าเรื่องราวที่ส าคัญมาถ่ายทอดเปนนข้อเขียน เช่น การเขียนเล่าประวัติ ๒) การเขียนเพื่ออธิบาย > เปนนการเขียนเพื่อชี้แจงอธิบายวิธีใช้ วิธีท า ขั้นตอนการท า เช่น อธิบายการใช้เครื่องมือ ต่างๆ ๓) การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น > เปนนการเขียนเพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ แนะน า หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ๔) การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ > เปนนการเขียนที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์ที่จะชักจูง โน้มน้าวใจให้ผู้อ่านยอมรับในสิ่งที่ ผู้เขียนเสนอ
๕) การเขียนเพื่อกิจธุระ > เปนนการเขียนที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง การเขียนชนิดนี้จะมีรูปแบบการ เขียนและลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปตาม ประเภทของการเขียน มารยาทในการเขียน ๑) ใช้ถ้อยค าสุภาพไพเราะ หลีกเลี่ยงค าหยาบ ไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกส่วนตนหรืออคติ วิจารณ์ผู้อื่นอย่าง ปราศจากเหตุผล จนท าให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายและสังคมแตกแยก ๒) เขียนข้อความหรืองานเขียนที่เปนนจริง ได้ศึกษา ค้นคว้าและตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว ถ้าเปนนเรื่องส่วนตัวต้อง ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเสียก่อน ๓) เขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ใช้สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ให้ถูกต้อง ใช้ถ้อยค าที่เหมาะสมกับเนื้อหา กาลเทศะและสถานะบุคคล ๔) เขียนสิ่งที่มีคุณค่าอันจะก่อให้เกิดความสุขให้เกิดความสงบสุขแก่คนในสังคม และประเทศชาติ ท าให้เกิดองค์ ความรู้ใหม่ที่มีต่อผลการพัฒนาประเทศชาติ ๕) การไม่คัดลอกงานเขียนของผู้อื่น โดยอ้างว่าเปนนผลงานของตนเอง เมื่อยกข้อความหรืองานเขียนของผู้อื่นมา ประกอบจะต้องให้เกียรติเจ้าของงาน โดยการเขียนอ้างอิงที่มาของเรื่องและชื่อผู้เขียนทุกครั้ง การเขียนย่อความ คือ การจับใจความส าคัญ จับประเด็นส าคัญของเรื่องที่ได้อ่าน ได้ฟังหรือได้ดูมาอย่างย่อๆแล้วน ามาเรียบเรียงใหม่ ให้ได้ความครบถ้วน สั้น กระชับ ด้วยส านวนภาษาของตนเอง หลักการเขียนย่อความ การเขียนย่อความ ควรมีหลักในการเขียน ดังนี้ ๑. อ่านเรื่องที่จะย่อความให้จบอย่างน้อย ๒ ครั้ง เพื่อให้ทราบว่าเรื่องนั้นกล่าวถึงใคร ท าอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร และผลเปนนอย่างไร ๒. บันทึกใจความส าคัญของเรื่องที่อ่าน เเล้วน ามาเขียนเรียบเรียงใหม่ด้วยส านวนของตนเอง ๓. อ่านทบทวนใจความส าคัญที่เขียนเรียบเรียงแล้ว จากนั้นแก้ไขให้สมบูรณ์ โดยตัดข้อความที่ซ้ าซ้อนกันออก เพื่อให้เนื้อหากระชับ และเชื่อมข้อความให้สัมพันธ์กันตั้งเเต่ต้นจนจบ ๔. เขียนย่อความให้สมบูรณ์ โดยเขียนแบบขึ้นต้นของย่อความตามรูปแบบของประเภทข้อความนั้นๆ เช่น การย่อ นิทาน การย่อบทความ ๕. การเขียนย่อความไม่นิยมใช้สรรพยามบุรุษที่ ๑ และสรรพนามบุรุษที่ ๒ คือ ฉัน คุณ ท่าน แต่จะใช้สรรพนาม บุรุษที่ ๓ เช่น เขา และไม่เขียนโดยใช้อักษรย่อ นอกจากนี้ หากมีการใช้ค าราชาศัพท์ต้องเขียนให้ถูกต้อง ไม่ควรตัด ทอน การพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวเคราะห์และเขียน การพัฒนาทักษะการอ่าน คิดวเคราะห์และเขียนใช้การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้เริ่มจากการวางแผน ปฏิบัติกิจกรรมตามแผน ประเมินผล แก้ไขและพัฒนา สรุปและรายงาน กิจกรรมที่ใช้ในการพัฒนามทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ซึ่งได้แก่ สื่อ ทั้งที่เปนนสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร จุลสาร หนังสืออ่านประกอบ ใบงาน เอกสาร ภาพ สื่อ ICT ได้แก่ Powerpoint VCD การวัดผลประเมินผล
การวัดผลประเมินผล ได้แก่ การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบประเมินการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการ เขียน การปฏิบัติงานกลุ่ม ความหมายของการประเมินผล การประเมินผล หมายถึงกระบวนการที่กระท าต่อจากการวัดผล แล้ววินิจฉัยตัดสิน ลงสรุปคุณค่าที่ได้จากการ วัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์ และมีคุณธรรม เพื่อพิจารณาตัดสินใจว่าสิ่งนั้นดีหรือเลว เก่งหรืออ่อน ได้หรือตก เปนนต้น ดังนั้น การวัดผลและการประเมินผลมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การวัดผลจะท าให้ได้ตัวเลข ปริมาณ หรือ รายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคล จากนั้นจะน าเอาผลการวัดนี้ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ที่ก าหนดไว้เพื่อตัดสิน หรือลงสรุปเกี่ยวกับสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่าการประเมินผล การวัดผลและประเมินผลการศึกษา เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอนตลอดเวลา ซึ่งจุดมุ่งหมาย ของการวัดผลและประเมินผลนั้น ไม่ใช่เฉพาะการน าผลการวัดไปตัดสินได้-ตก หรือใครควรจะได้เกรดอะไรเท่านั้น แต่ควรน าผลการวัดและประเมินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาในหลาย ๆ ลักษณะดังนี้ 1. เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึงการวัดผลและประเมินผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่อง หรือไม่เข้าใจในเรื่องใด ตอนใด แล้วครูพยายามสอนให้นักเรียนเกิดความรู้ มีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของ ตนเอง จุดมุ่งหมายข้อนี้ส าคัญมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเปนน ปรัชญาการวัดผลการศึกษา (ชวาล แพรัตกุล. 2516 : 34) 2. เพื่อจัดต าแหน่ง (placement) การวัดผลและประเมินผลวิธีนี้เพื่อเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ โดย อาศัยกลุ่มเปนนเกณฑ์ว่าใครเด่น-ด้อย ใครได้อันดับที่ 1 ใครสอบได้-ตก หรือใครควรได้เกรดอะไร เปนนต้น การวัดผล และประเมินผลวิธีนี้เหมาะส าหรับการตัดสินผลการเรียนแบบอิงกลุ่ม และการคัดเลือกคนเข้าท างาน 3. เพื่อวินิจฉัย (diagnostic) เปนนการวัดผลและประเมินผลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาความบกพร่องของ ผู้เรียนว่าวิชาที่เรียนนั้นมีจุดบกพร่องตอนใด เพื่อที่จะได้น าไปปรับปรุงแก้ไข ซ่อมเสริมส่วนที่ขาดหายไปให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในกระบวนการเรียนการสอนเรียกว่าการวัดผลย่อย (formative measurement) 4. เพื่อเปรียบเทียบ (assessment) เปนนการวัดผลและประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบตนเอง หรือ เพื่อดู ความงอกงามของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาที่ต่างกัน ว่าเจริญงอกงามเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากน้อยเพียงใด เช่น การ เปรียบเทียบผลก่อนเรียน(pre-test) และหลังเรียน (post-test) 5. เพื่อพยากรณ์ (prediction) เปนนการวัดผลและประเมินผลเพื่อท านายอนาคตต่อไปว่าจะเปนนอย่างไร นั่นคือเมื่อเด็กคนหนึ่งสอบแล้วสามารถรู้อนาคตได้เลยว่า ถ้าการเรียนของเด็กอยู่ในลักษณะนี้ต่อไปแล้วการเรียน จะประสบผลส าเร็จหรือไม่ ซึ่งสามารถน าไปใช้ในเรื่องของการแนะแนวการศึกษาว่านักเรียนควรเรียนสาขาใด หรือ อาชีพใดจึงจะเรียนได้ส าเร็จ แบบทดสอบที่ใช้วัด จุดมุ่งหมายในข้อนี้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดความถนัด (aptitude test) แบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญา (intelligence test) เปนนต้น 6.เพื่อประเมินผล(evaluation)เปนนการน าผลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ เพื่อ ตัดสินลงสรุปให้คุณค่าของการศึกษา หลักสูตรหรือ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลว่าเหมาะสมหรือไม่ และควร ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา
การวัดผลและประเมินผลการศึกษา มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเปนนอย่างยิ่งเพราะว่าเปนน เครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจของครู ผู้บริหารและนักการศึกษา ซึ่งพอจะสรุปประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (อนันต์ ศรีโสภา. 2522 : 1-2) 1. ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน ครูก็จะรู้ว่านักเรียนมีความรู้ พื้นฐานพร้อมที่จะเรียนในบทต่อไปหรือไม่ ถ้าหากว่านักเรียนคนใดยังไม่พร้อมครูก็จะหาทางสอนซ่อมเสริม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูปรับปรุงเทคนิคการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอีกด้วย 2. ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด เรื่องใด ความสามารถของตนอยู่ใน ระดับใด เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเอง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของตนให้ดียิ่งขึ้น 3. ประโยชน์ต่อการแนะแนว ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน การศึกษาต่อ การเลือกประกอบอาชีพ ของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้สามารถแก้ปัญหาทาง จิตวิทยา อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพต่างๆของนักเรียน 4. ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน ตลอดจนการบริหารโรงเรียน ช่วยให้ ทราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอย่างไร เช่น การจัดครูเข้าสอน การส่งเสริมเด็กที่เรียนดี การปรับปรุง รายวิชาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เปนนต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้าท างานในต าแหน่ง ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม 5. ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน การสอนของครูและ ข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังน าไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ อันจะเปนนประโยชน์ต่อการศึกษามาก 6. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง (พิตร ทองชั้น. 2524 : 7) ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของตนนั้น มีความ เจริญงอกงามเปนนอย่างไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ ตลอดจนการเลือกอาชีพของเด็ก
บทที่ 3 วิธีด าเนินการ วิธีการด าเนินงาน โครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จ านวน 1,298 คน และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จ านวน 8 คน มีวิธีการด าเนินงานไว้ตามล าดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. วิธีด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการรายงาน 6. การน าเสนอข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จ านวน 1,298 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ที่ก าลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 รวม 90 คน โดยใช้วิธีการสุ่ม 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบประเมินผลการอ่าน คิด วิเคราะห์ 2.2 แบบฝึกทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์ 3. วิธีการด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริงในชั้นเรียน โดยใช้แบบประเมินผลการอ่านคิดวิเคราะห์จาก ทางส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตากเขต 2 . ขั้นตอนการด าเนินงาน/ กิจกรรม/ เวลา ที่ งาน/ กิจกรรม ช่วงเวลา ผู้รับผิดชอบ หมายเหตุ ขั้นเตรียมการ(P) 4.1 ประชุมก าหนดรายละเอียดโครงการ พ.ค. 66 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ 4.2 เสนอโครงการต่อฝ่ายบริหาร พ.ค. 66 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ 4.3 แต่งตั้งคณะกรรมการด าเนินงาน พ.ค. 66 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ ขั้นด าเนินการ (D) 4.4 จัดท าคู่มือ และแบบฝึก พ.ค. 66- มี.ค.67 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ
4.5 กิจกรรมอ่าน คิด เขียน วิเคราะห์ พ.ค. 66- มี.ค.67 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ ขั้นตรวจสอบ (C) 4.6 รายงานผลการด าเนินงาน พ.ค. 66- มี.ค.67 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ ขั้นประเมินผลการด าเนินการ(A) 4.7 สรุป/รายงานผลการร่วมกิจกรรม มี.ค.67 นางสาวฐิติชญาณ์และคณะ 5. งบประมาณและทรัพยากร งบเงินอุดหนุนอนุบาล ......-....... บาท งบเงินอุดหนุนประถมศึกษา 10,000 บาท งบเงินอุดหนุนมัธยมศึกษา ......-....... บาท รวม 10,000 บาท ที่ ค าชี้แจง/รายการ การ ใช้งบประมาณและ ทรัพยากร จ าแนกตามหมวดรายจ่าย รวม บุคลากร ด าเนินงาน ลงทุน ค่าจ้าง ตอบแทน ใช้สอย วัสดุ สาธาร ณูปโภค ครุภัณฑ์ ที่ดินฯ 5.1 คู่มือ และแบบฝึก 5,000 5,000 5.2 กิจกรรม อ่าน เขียน คิด และวิเคราะห์ 5,000 5,000 รวม 10,000 10,000 6. การติดตามและประเมินผล ตัวชี้วัดความส าเร็จ วิธีวัดและประเมินผล เครื่องมือวัดและประเมินผล ผู้รับผิดชอบ 6.1 นักเรียนร้อยละ 80 ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทยในระดับ โรงเรียน เครือข่ายการจัดการศึกษา และระดับชาติสูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ นางสาวฐิติชญาณ์และ คณะ 6.2 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ และเต็มศักยภาพของตนเองร้อยละ 80 การสอบถาม แบบประเมินความพึงพอใจ นางสาวฐิติชญาณ์และ คณะ
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล รายงานผลการด าเนินงาน โครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2565 มี วัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในด้านภาษาไทยดีขึ้น 2) เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่าง เต็มที่ และเต็มศักยภาพของตนเอง ดังนี้ ตารางที่ 1 ตารางสรุปความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมโครงการจัดกิจกรรมสัปดาห์วิชาการ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปีการศึกษา 2565 รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น มากที่สุด 5 มาก 4 ปานกลาง 3 น้อย 2 น้อยที่สุด 1 x สรุป 1. ท่านได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรม ส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 64 14 12 - - 4.57 มากที่สุด 2. ท่านตระหนักถึงความส าคัญของส่งเสริม การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 72 18 - - - 4.8 มากที่สุด 3. การประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการ อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 85 5 - - - 4.94 มากที่สุด 4. การร่วมท ากิจกรรม 87 3 - - - 4.96 มากที่สุด 5. การจัดการกิจกรรม 82 7 - - - 4.87 มากที่สุด 6. การให้ความร่วมมือของคณะครู และ นักเรียน 76 12 2 - - 4.82 มากที่สุด 7. การจัดมุมกิจกรรมให้ความรู้ตามจุดต่าง ๆ 79 5 6 - - 4.81 มากที่สุด 8. สถานที่ 80 6 4 - - 4.84 มากที่สุด 9. ระยะเวลาจัดงานเหมาะสม 78 9 3 - - 4.83 มากที่สุด 10. รูปแบบการจัดกิจกรรมภาษาไทยมีความ เหมาะสม 84 5 1 - - 4.92 มากที่สุด รวม 787 165 28 0 0 4.84 มากที่สุด จากตารางที่ 1 พบว่า ความคิดเห็นนักเรียนต่อการจัดโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปี การศึกษา 2566 ปีการศึกษา 2566 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( 4.84)
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ รายงานผลการด าเนินงานโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน ชุมชนบ้านพบพระ อ าเภอพบพระ จังหวัดตาก มี 1) เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในด้านภาษาไทยดีขึ้น 2) เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ และเต็มศักยภาพของตนเอง จ านวน 1,298 คน ที่เข้า ร่วมกิจกรรมภาษาไทย กับเป้าหมายของโครงการ ประชากรได้แก่ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อ าเภอ พบพระ จังหวัดตาก ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จ านวน 1,298 คน กลุ่ม ตัวอย่างได้แก่ นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 รวมทั้งสิ้น 90 คน โดยใช้วิธีสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเปนนแบบสอบถาม น าข้อมูลที่ได้จาก แบบสอบถามมาท าการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม ตรวจหาค่าความถี่ของการตอบ แบบสอบถามในแต่ละข้อทั้งฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) อภิปรายผล ความคิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมโครงการส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ปี การศึกษา 2565 1) เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในด้านภาษาไทยดีขึ้น 2) เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ อย่างเต็มที่ และเต็มศักยภาพของตนเอง ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อ าเภอพบพระ จังหวัด ตาก อยู่ในระดับดีมากที่สุด 1) ( 4.57 ) ท่านได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ( 4.8 ) ท่านตระหนักถึงความส าคัญของส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ( 4.8) การประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ( 4.94 ) การร่วม ท ากิจกรรมภาษาไทย ( 4.96) การร่วมท ากิจกรรม ( 4.87) การให้ความร่วมมือของคณะครู และนักเรียน( 4.82 ) การจัดมุมกิจกรรมให้ความรู้ตามจุดต่าง ๆ ( 4.81 ) สถานที่ ( 4.84 ) ระยะเวลาจัดงานเหมาะสม ( 4.83) รูปแบบการจัดกิจกรรม ( 4.92) ข้อเสนอแนะ -
ภาคผนวก
14 ภาพการด าเนินกิจกรรม
15 ภาพการด าเนินกิจกรรม
16 ภาพการด าเนินกิจกรรม
17 ภาพการด าเนินกิจกรรม
18 ภาพการด าเนินกิจกรรม
19 ภาพการด าเนินกิจกรรม
20