The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์ ลายลักษณ์อักษร ของจีน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saharatboowong, 2022-03-29 22:10:22

ประวัติศาสตร์ ลายลักษณ์อักษร ของจีน

ประวัติศาสตร์ ลายลักษณ์อักษร ของจีน

ประวัติศาสตร์ ลายลักษณ์

อักษร ของจีน





นายสหรัถ บุญวงศ์ ม.4/4 เลขที่4

โดย ตู้ เสียง และ กัว เสี่ยวอู่
อักษรจีน เรียกว่า “ฮั่นจื้อ” หรือ “จงเหวิน” “จงกั๋วจื้อ” “ฟาง
ไขว้ฮั่นจื้อ” เป็นระบบเครื่องหมายบันทึกภาษาจีน เป็นขุมทรัพย์
อันล้ำค่าแห่งวัฒนธรรมหลายพันปีของประชาชาติจีน ปัจจุบัน
อักษรจีนเป็นอักษรที่มีจำนวนประชากรใช้มากที่สุดในโลก ตาม
สถิติปรากฏว่า จำนวนคนที่ใช้อักษรจีนและภาษาจีนมีมากกว่า

1,600 ล้านคน

1. ต้นกำเนิดของอักษรจีนและกฎในการสร้างอักษร



ในยุคดึกดำบรรพ์เมื่อหลายหมื่นปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์ได้เรียนรู้การ
ใช้ภาษาสื่อความหมาย แต่บางสิ่งบางอย่างยากที่จะแสดงออกด้วยภาษา

หรือการโบกไม้โบกมือได้ จึงมีคนคิดค้นวิธีการแสดงความหมายด้วย
รูปภาพออกมา ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ดวงตะวัน” ก็วาดรูปทรงวงกลม
อักษรเหมือนภาพที่เก่าแก่ที่สุดจึงถือกำเนิดขึ้น ในอักษร “เจี่ยกู่เหวิน”

自(อักษรที่แกะสลักบนกระดองเต่าและกระดูกสัตว์) ตัวอักษร “ ” มีรูป

เหมือนจมูกคน โดยมีดั้งจมูกอยู่ตรงกลาง และมีรูจมูกอยู่สองข้าง
เพราะว่าผู้คนจะแสดงความหมายตัวเอง มักจะยกมือชี้ไปที่จมูกของ
ตนเอง อีกอย่างเช่น “ดวงอาทิตย์” “ดวงจันทร์” “ภูเขา” และ “แม่น้ำ”

เป็นต้น ล้วนเป็นอักษรเหมือนภาพที่วาดรูปทรงของสิ่งของ



เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ต้องบันทึกด้วยอักษรนับวันเพิ่มมากขึ้น ผู้คนจึงย่อ
อักษรเหมือนภาพบ้าง และประสมอักษรเหมือนภาพบางตัวเพื่อสร้างตัว
อักษรใหม่ คนโบราณพบมานานแล้วว่า จมูกสุนัขมีความไวต่อกลิ่นมาก

自 犬จึงนำตัวอักษร “ ” (จมูก) กับตัวอักษร “ ” (สุนัข) ประกอบกันเป็น
臭 人ตัวอักษร “ ” หมายถึง กลิ่น นำตัวอักษร “ ” (คน) กับตัวอักษร
木 休“ ” (ต้นไม้) ประกอบกันเป็นตัวอักษร “ ” หมายถึง คนๆ หนึ่งพิง
木โคนต้นไม้หลับพักผ่อน ยังมีตัวอักษร “ ” (ต้นไม้) สองตัวประกอบกัน
林 火เป็นตัวอักษร “ ” (ป่าไม้) ตัวอักษร “ ” (ไฟ) สองตัวประกอบกันเป็น
炎ตัวอักษร “ ” (ร้อนจัด) อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งก็ได้สร้างตัวอักษรอีก

มากมาย ก่อรูปขึ้นเป็นรูปแบบใหม่ของอักษรจีน ---- อักษรรวมความ
หมาย

เพื่อเสริมส่วนบกพร่องของอักษรเหมือนภาพและอักษรรวมความหมายที่ไม่มี
ส่วนบอกการอ่านออกเสียง ต่อมาจึงเกิดอักษรแบบที่บอกทั้งความหมายและ
การอ่านออกเสียง อักษรประเภทนี้มีส่วนประกอบสองส่วนคือ ส่วนตัวข้างที่เป็น
เครื่องหมายแสดงความหมาย และมีอีกส่วนหนึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงจำพวก

洞เสียง สองส่วนประกอบกันเป็นตัวอักษรใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ตัวอักษร “ ”
桐 铜 筒(ถ้ำ) “ ” (ต้นไม้ชนิดหนึ่ง) “ ”(ทองแดง) “ ” (กระบอกไผ่) เป็นต้น โดย
氵 木 金 竹มีตัวข้าง “ ”(น้ำ) “ ”(ไม้) “ ”(โลหะ) “ ”(ไม้ไผ่) ที่แสดงความหมาย
同ตามลำดับ และมีส่วนที่บอกการอ่านออกเสียงคือ “ ” อักษรแบบที่บอกความ

หมายและเสียง เป็นรูปแบบที่สร้างตัวอักษรจำนวนมากที่สุด อักษรจีนจึง
วิวัฒนาการจากตัวอักษรเหมือนภาพ มาเป็นอักษรแบบที่ทั้งบอกความหมาย

และการอ่านออกเสียงด้วย
การกำเนิดของอักษรจีนตั้งแต่เมื่อไรยังยากที่จะบอกได้แน่นอน อักษรที่โบราณ

ที่สุดเท่าที่พบเห็นในทุกวันนี้คือ ตัวอักษร “เจี่ยกู่เหวิน” ที่ขุดพบจากโบราณ
สถานยินซวี เมืองอันหยัง มณฑลเหอหนานของจีน สมัยราชวงศ์ยินซาง การที่

ได้ชื่อว่า “เจี่ยกู่เหวิน” เพราะว่าตัวอักษรเหล่านี้แกะสลักบนกระดองเต่าและ
กระดูกสัตว์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการทำนายในช่วง 270 ปีนับตั้งแต่ระยะ
หลังของราชวงศ์ซางที่พระเจ้าผานเกิงย้ายราชธาณีไปอยู่ยินไปจนถึงพระเจ้า
โจ้ว ซึ่งห่างจากปัจจุบันนี้ประมาณ 3,400 ปี คนจีนในสมัยนั้นสามารถบันทึก
ภาษาอย่างสมบูรณ์ได้แล้ว จากนั้นคาดหมายได้ว่า ยุคที่อักษรจีนก่อรูปขึ้นในขั้น
แรกๆ น่าจะก่อนราชวงศ์ซางอีกไกล อักษร “เจี่ยกู่เหวิน” ได้รับการคัดเลือกเข้า

สู่ “บันทึกรายชื่อความทรงจำโลก” เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560



“ตำนานช้างจี๋สร้างอักษร” เป็นตำนานที่เล่าลือกันมากในยุคจั้นกั๋ว (พ.ศ.140 -
322) ในบทประพันธ์ช่วงหลังของยุคจั้นกั๋วเรื่อง “หลวี่ซื่อชุนชิว” (บันทึกตามปี
ของตระกูลหลวี่) ก็มีบันทึกเรื่อง “ช้างจี๋สร้างตัวหนังสือ” ระบบอักษรจีนสร้าง

ขึ้นจากการค้นคว้าเป็นเวลายาวนาน การทดลองใช้ครั้งแล้วครั้งเล่า และการ
เสริมสร้างสมบูรณ์ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยประชาชน ไม่ใช่บุคคลใดบุคคล
หนึ่งสามารถสร้างขึ้นเองได้อย่างไรก็ตาม ในตอนเริ่มต้นของวิวัฒนาการอักษร
จีน มีความเป็นไปได้มากที่มีบุคคลอย่างช้างจี๋ที่ได้เคยทำงานรวบรวมตัวอักษร

และจัดให้มีระเบียบมาตรฐาน

หลายสิบปีหลังๆ นี้ วงการ
โบราณคดีของจีนได้ประกาศ
ข้อมูลจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับการขุด
พบโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับต้น
กำเนิดของอักษรจีนอย่างต่อ
เนื่อง ซึ่งเก่าแก่กว่าอักษร “เจี่ยกู่
เหวิน” ด้วยซ้ำ เครื่องหมายที่แกะ
สลักบนกระดองเต่าและกระดูก
สัตว์ที่ค้นพบในโบราณสถานเผย
หลี่กาง ทางตะวันออกของหมู่บ้าน
เจี่ยหู อำเภออู่หยัง มณฑลเหอ

หนาน เมื่อปี ค.ศ. 1987
(พ.ศ.2530) ห่างจากปัจจุบันนี้ถึง
8,000 ปี ซึ่งเครื่องหมายเหล่านี้
ประกอบด้วยหลายขีด น่าจะเป็นผู้
แกะสลักตั้งใจสลักไว้ อักษรเก่าแก่

ที่สุดที่ยอมรับกันในโลกปัจจุบัน
เป็นอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform)
ที่ขุดพบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ห่างจากปัจจุบันนี้ 5,000-6,000

ปี ถ้าหากสามารถพิสูจน์ได้ว่า
เครื่องหมายการแกะสลักที่ค้นพบ
จากหมู่บ้านเจี่ยหูเป็นตัวอักษรได้
ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่จะเป็น
อักษรที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ

ในทุกวันนี้

2. วิวัฒนาการของรูปแบบและศิลปะการคัดลายมือ
อักษรจินเหวิน (อักษรโลหะ) หมายถึง ตัวหนังสือที่หล่อหรือแกะสลักไว้บนเครื่อง

สัมฤทธิ์ โดยทั่วไปหมายถึง ตัวหนังสือบนเครื่องสัมฤทธิ์สมัยราชวงศ์ยินซาง
ราชวงศ์ฉินและราชวงศ์ฮั่นเฉพาะ ซึ่งเป็นตัวหนังสือระบบเดียวกันกับอักษร “เจี่ยกู่
เหวิน” อักษรจินเหวินมีขีดที่หนาและกว้าง จุดแต้มกลมทรงพลัง ตัวหนังสือสง่า
งาม เป็นบรรทัดฐานมากกว่าอักษร “เจี่ยกู่เหวิน” โครงสร้างเป็นระเบียบเรียบร้อย

กว่า
หลังจากรัฐฉินยึดครองอีก 6 รัฐ รวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่น ฉินสื่อหวง (จิ๋นซี
ฮ่องเต้) ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าให้หลี่ ซือ อัครมหาเสนาบดี รวบรวมอักษร
จีนให้เป็นเอกภาพ อักษรเสี่ยวจ้วน (อักษรกลมหมุน) เป็นตัวหนังสือที่ใช้กันแพร่
หลายหลังจากรัฐฉินรวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกัน ซึ่งยึดถือตัวอักษรของรัฐฉินเป็น
พื้นฐาน โดยอ้างอิงตัวอักษรของบรรดารัฐอื่นๆ ด้วย นับเป็นแบบเขียนบรรทัดฐาน
รุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์ศิลปะการคัดลายมือจีน อักษรเสี่ยวจ้วนมีขีดกลมโค้ง
หมุน ถึงแม้ได้รักษาลักษณะของอักษรเหมือนภาพในระดับหนึ่งก็ตาม แต่มีลักษณะ
ความเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อักษรเสี่ยวจ้วนไม่
สะดวกในการเขียน ชาวบ้านจึงนิยมแบบเขียนที่ค่อนข้างเรียบง่ายชนิดหนึ่งคือ
อักษรลี่ซู ซึ่งมีรูปตัวอักษรแบนเรียบ โครงสร้างตัวอักษรมีมุมหักที่คม ขีดมีหนามี
บาง ก่อรูปเป็นแบบคลื่นและแบบตวัดยกขึ้น อักษรลี่ซูเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญใน
ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของอักษรจีน เป็นเส้นแบ่งแยกของอักษรโบราณกับ
อักษรปัจจุบัน ซึ่งได้เปลี่ยนวิธีการเขียนและแนวโน้มสุนทรียะของอักษรจีน และ
เป็นการปูพื้นฐานแก่การเกิดขึ้นของศิลปะการคัดลายมืออักษรข่ายซู (ตัวบรรจง)
ช่วงหลังของราชวงศ์ฮั่น อักษรลี่ซูวิวัฒนาการเป็นอักษรข่ายซู ซึ่งเปลี่ยนแบบคลื่น
และวิธีการตวัดของอักษรลี่ซูเป็นขีดลากตวัดที่แน่นอน รูปทรงตัวหนังสือจึงเป็น
สี่เหลี่ยมเรียบตรงมากขึ้น ซึ่งเขียนง่ายขึ้น ที่อยู่ควบคู่กับอักษรข่ายซู ยังมีอักษรเฉ่า
ซู (อักษรหวัด) และอักษรสิงซู (อักษรหวัดเล็กน้อย) ลักษณะของอักษรเฉ่าซูคือ
ลายขีดเชื่อมต่อกัน โครงสร้างตัวอักษรเรียบง่าย มีพลังต่อเนื่องกัน รูปแบบไม่
จำกัด ส่วนอักษรสิงซูเป็นแบบอักษรที่ถือกำเนิดขึ้น เพื่อเสริมในส่วนของอักษรข่าย

ซูที่เขียนช้ามากและอักษรเฉ่าซูที่เขียนหวัดเกินไปจนยากที่จะอ่านออก ใน
กระบวนการวิวัฒนาการหลายพันปีของอักษรจีน อักษรเจี่ยกู่เหวิน อักษรจินเหวิน
อักษรจ้วนซู อักษรลี่ซู อักษรเฉ่าซู อักษรข่ายซู และอักษรสิงซู รูปแบบการเขียน 7
รูปแบบนี้ เรียกรวมกันว่า “ 7 แบบเขียนอักษรจีน” ซึ่งเปี่ ยมด้วยสุนทรียะทางรูป

แบบที่สมดุลและสมมาตรอย่างเข้มข้น

車 馬ยกตัวอย่างอักษรจีน “ ” กับ “ ” ใน 7 แบบเขียนอักษรจีน (เจี่ยกู่เหวิน / จิ

นเหวิน / จ้วนซู / ลี่ซู / เฉ่าซู / ข่ายซู / สิงซู)
ในประวัติศาสตร์ ระบบอักษรที่เก่าแก่กว่าอักษรจีน ยังมีอักษรเหมือนภาพของ

อียิปต์โบราณ อักษรคิวนีฟอร์ม (Cuneiform) ของชาวซูเมเรียนส์
(Sumerians) โบราณ เป็นต้น ซึ่งอักษรเหล่านั้นต่างไม่ได้ใช้อีกแล้ว มีแต่
อักษรจีนที่สืบทอดจนถึงทุกวันนี้ในฐานะระบบอักษรที่มีแหล่งกำเนิดเอง ซึ่งได้

สะท้อนให้เห็นพลังชีวิตที่มหัศจรรย์
ในสมัยตั้งแต่ยุคจั้นกั๋วถึงยุคราชวงศ์เว่ยและราชวงศ์จิ้น (ศตวรรษที่ 5 ก่อน

คริสต์กาล – ศตวรรษที่ 5 ตามคริสต์กาล) วัสดุหลักสำหรับการเขียนตัว
หนังสือจีนคือ แผ่นไม้ไผ่หรือแผ่นไม้ที่แคบๆ ยาวๆ ซึ่งเรียกว่า เจี่ยนซู (ตัว
หนังสือบนแผ่นไม้ไผ่) และมีการใช้ผ้าไหมมาเขียนด้วย เรียกว่า โป๋ซู (ตัวหนังสือ
บนผ้าไหม) ทั้งสองอย่างเรียกรวมกันว่า หนังสือเจี่ยนโป๋ (ตัวหนังสือบนแผ่น

ไม้ไผ่หรือบนผ้าไหม)
นักเขียนอักษรวิจิตรสมัยโบราณของจีน เวลาเขียนอักษรข่ายซู ได้สร้างแบบ
เขียนที่มีลีลาลักษณะของตัวบุคคล โดยมีนักเขียนอักษรวิจิตรที่มีชื่อเสียงโด่ง
ดังหลายคน อย่างเช่น หวัง ซีจือ โอวหยัง สวิน หยัน เจินชิง หลิ่ว กงฉวน และ
จ้าว จี๋ (พระเจ้าฮุยจงฮ่องเต้ราชวงศ์ซุ่ง) เป็นต้น แบบลายมือที่พวกเขาสร้างขึ้น
มา เป็นแบบฉบับในการหัดคัดลายมือพู่กันของผู้เรียนหนังสือของจีนตลอดมา
เพื่อผลักดันการสืบสานและพัฒนาวัฒนธรรมดั้งเดิมของประชาชาติจีน หน่วย
งานที่เกี่ยวข้องของจีนได้คัดเลือกผลงานดีเด่นของนักเขียนอักษรวิจิตรชื่อดัง
ยุคต่างๆ จำนวน 100 ชิ้น พัฒนาเป็นคลังแบบเขียนในระบบคอมพิวเตอร์ ยก
ตัวอย่างเช่น ในคลังแบบเขียนอักษรสิงซูของหวัง ซีจือ นักเขียนอักษรวิจิตรที่
ได้ฉายาว่า “ซูเซิ่ง” ปราชญ์ทางศิลปะการคัดลายมือ จะมีผลงานการคัดลายมือ
เรื่อง “เซิ่งเจี้ยวซวี่” เป็นแบบฉบับหลัก และได้รวบรวมแบบเขียนอักษรสิงซู

ชนิดต่างๆ จากศิลาจารึกที่มีอยู่ในโลกของหวัง ซีจือ มาเป็นที่อ้างอิง

3. การย่ออักษรจีนกับการสืบสานวัฒนธรรม
พจนานุกรมที่โด่งดังที่สุดของจีนคือ “ซัวเหวินเจี่ยจื้อ” (อธิบายคำแกะรอยตัว
อักษร) ที่นายสวี่ เซิ่น คนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกเขียนในศตวรรษที่ 2 ตามตริสต์
กาล เป็นพจนานุกรมเล่มแรกของจีนที่วิเคราะห์แบบเขียนและศึกษาค้นคว้าต้น
กำเนิดอักษรจีนอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้บรรยายสรุปกระบวนการวิวัฒนาการของ

อักษรจีนตั้งแต่ต้นกำเนิดจนถึงก่อนราชวงศ์ฮั่นตะวันออกอย่างเป็นระบบ
พจนานุกรมเล่มนี้รวบรวมตัวข้างจำนวน 540 ตัว ริเริ่มวิธีการเรียบเรียงตามลำดับ
ตัวข้างที่ใช้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ได้รวบรวมตัวอักษรจีน 9,353 ตัว และ “ฉงเห

วิน” (ตัวอักษรที่พ้องเสียงและพ้องความหมายแต่เขียนต่างกัน) อีก 1,163 ตัว
รวมทั้งหมดมีจำนวน 10,516 ตัว “พจนานุกรมคางซี” สมัยราชวงศ์ชิงรวบรวมตัว
อักษร 47,035 ตัว “จงหัวจื้อไห่” ยุคปัจจุบันรวบรวมตัวอักษร 85,568 ตัว ซึ่งนับ

เป็นพจนานุกรมที่รวบรวมตัวอักษรจำนวนมากที่สุดในปัจจุบัน
อักษรจีนขึ้นชื่อด้วยประวัติศาสตร์ช้านาน และขึ้นชื่อด้วยความยุ่งยากซับซ้อน

ซึ่งทั้งสองอย่างมีความสัมพันธ์เชิงเป็นเหตุเป็นผลในระดับหนึ่ง ใน
ประวัติศาสตร์ อักษรจีนได้ประสบกับกระบวนการย่อตลอดมา อักษรจีนบางตัว

เนื่องจากโครงสร้างสลับซับซ้อนมากเกินไป กระทั่งมีวิธีการเขียนมากมายที่
แตกต่างกัน ซึ่งเรียนรู้ยาก เขียนยาก และจำยาก นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20
เป็นต้นมา มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้ผลักดันการย่ออักษรจีนขนาด
ใหญ่ หลังจากสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนใหม่ๆ มีการจัดตั้งสมาคมปฏิรูป
ตัวอักษรจีนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) การปฏิรูปอักษร
จีนเชิงระบบ (รวมทั้งการย่อตัวอักษรจีน การจัดระเบียบตัวอักษรพ้องเสียง
พ้องความหมายที่เขียนต่างกัน และการกำหนดมาตรฐานการอ่านออกเสียง
เป็นต้น) จึงเข้าสู่วาระ เดือนธันวาคม ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) พจนานุกรม“ซิ
นหัวจื้อเตี่ยน” เริ่มจัดพิมพ์และวางตลาด การตั้งชื่อด้วยคำว่า “ซินหัว” (จีน
ใหม่) ก็เพื่อให้พจนานุกรมเล่มนี้แบกหน้าที่กำหนดเกณฑ์มาตรฐานภาษาจีนสมัย
ใหม่ และขจัดความไม่รู้หนังสือ วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1956 (พ.ศ. 2499)
คณะรัฐมนตรีจีนได้ลงมติผ่านและประกาศ “แผนการย่ออักษรจีน” โดยอ้างอิง
อักษรสิงซูและอักษรเฉ่าซู เพื่อลดลงจำนวนขีดของตัวอักษรจีน ยกตัวอย่าง

漢 汉 複 復เช่น ตัวอักษรเต็ม “ ” ย่อเป็น “ ” ตัวอักษรเต็ม “ ”กับ“ ” รวมตัวกัน
复เป็น “ ” เป็นต้น

ถึงแม้ว่าอักษรจีนจะยุ่งยากมากสำหรับผู้ที่เริ่มเรียน แต่ก็มีข้อดีที่โดดเด่น ตัว
อักษรจีนตัวหนึ่ง โดยทั่วไปสอดคล้องกับพยางค์หนึ่งในคำภาษาจีน และมีความ
หมายของคำหนึ่งหรือหน่วยคำหนึ่ง จึงมีลักษณะ “ตัวหนังสือ-พยางค์-หน่วย
คำ” อย่างชัดเจน อักษรจีนมีความสามารถมากในการจัดกลุ่มคำ ถ้าเรียนรู้ตัว
อักษรที่ใช้ประจำประมาณ 3,000 ตัว ก็จะอ่านหนังสือและหนังสือพิมพ์ทั่วไปรู้
เรื่อง พยางค์เป็นระเบียบเรียบร้อย 4 เสียงวรรณยุกต์มีสุนทรียะสูงๆ ต่ำๆ ของ
ดนตรี วรรณกรรมคลาสสิกของจีนจึงมีความหลากหลายมากมาย ดังเช่น ฉู่ฉือ
(กลอนแคว้นฉู่) ฮั่นฟู่ (ร้อยแก้วราชวงศ์ฮั่น) ถังซือ (บทกวีราชวงศ์ถัง) ซ่งฉือ

(กลอนเนื้อเพลงราชวงศ์ซ่ง) และหยวนฉวี่ (เพลงงิ้วราชวงศ์หยวน) เป็นต้น
ซึ่งล้วนเป็นที่รู้จักกันดีของชาวจีน ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นจากพื้นที่
ต่างๆ ของจีน มากกว่าความแตกต่างระหว่างภาษาอิตาลี ภาษาฝรั่งเศส ภาษา
สเปน ภาษาโปรตุเกส และภาษาโรมาเนีย ของยุโรป แต่ภาษาถิ่นเหล่านี้ล้วนใช้
อักษรจีนเป็นระบบการเขียนที่เหมือนกัน ตัวอักษรจีนจึงก้าวข้ามข้อจำกัดของ
เวลาและสถานที่ มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาเอกภาพของประเทศ สืบทอด

วัฒนธรรม และเผยแพร่อารยธรรมประชาชาติจีน

ก่อนศตวรรษที่ 20 อักษรจีนยังเป็นอักษรมาตรฐานของทางการประเทศญี่ปุ่น
คาบสมุทรเกาหลี เวียดนาม และหมู่เกาะรีวกีว เป็นต้น หลังจากอารยธรรมตะวัน
ตกในยุคใกล้เข้าสู่เอเชียตะวันออกแล้ว ประเทศต่างๆ ในวงวัฒนธรรมอักษรจีน
ทั้งวงพากันก่อกระแสความคิดที่เรียนจากฝ่ายตะวันตก อักษรจีนที่มีความยุ่ง

ยากในการเขียน จึงถูกมองว่าเป็นคอขวดที่จำกัดการศึกษาและการพัฒนา
ความเป็นแบบสารสนเทศ มีบางคนเสนอให้ปรับเปลี่ยนอักษรจีนเป็นแบบอักษร

ละติน” กระทั่งเลิกใช้อักษรจีน และนำไปปฏิบัติ หลังทศวรรษปี 1980 จีนได้
วิจัยและพัฒนาคลังอักษรจีนและระบบพินยิน (ระบบในการถอดเสียงภาษาจีน
มาตรฐานด้วยตัวอักษรละติน)ที่เข้าชุดกัน กับ “อู๋บี่จื้อสิง” (วิธีการพิมพ์ตัว
อักษรจีนลงในคอมพิวเตอร์) เป็นต้น คำพูดที่ว่า “อักษรจีนล้าหลัง” และ “การ

ปรับเปลี่ยนอักษรจีนให้เป็นอักษรละติน” จึงถูกทอดทิ้งอย่างมีขั้นตอน

ปัจจุบัน ในเขตพื้นที่ที่ใช้ภาษาจีน ส่วนใหญ่ใช้ตัวอักษรจีนมาตรฐานสองแบบ
คือตัวเต็มกับตัวย่อ โดยตัวเต็มใช้ในวงชาวจีนที่ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า และ
อเมริกาเหนือ ตัวย่อใช้ที่แผ่นดินใหญ่ของจีน สิงคโปร์ และชุมชนชาวจีนใน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ระบบการเขียนตัวอักษรจีนทั้ง
สองแบบแม้จะมีความต่าง แต่ความต่างของตัวอักษรจีนที่ใช้ประจำมีไม่ถึง
25% เนื่องจากอักษรจีนไม่ว่าตัวย่อหรือตัวเต็มมีแหล่งกำเนิดเดียวกันทาง
ประวัติศาสตร์ การติดต่อสื่อสารกันระหว่างตัวย่อกับตัวเต็มจึงมีอุปสรรคไม่
มากนัก ขีดที่เรียบง่ายต่างๆ ของอักษรจีน ซึ่งรวมถึงเหิง (ขีดขวาง) ซู่ (ขีดตั้ง)
เผี่ย (ขีดลากโค้งซ้าย) น่า (ขีดลากโค้งขวา) ได้ซึมซับเข้าไปในสายเลือดของชาว
จีนทุกคนแล้ว จนกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของวัฒนธรรมประชาชาติจีน
และสายเชื่อมที่ผูกวิญญาณประชาชาติจีน ชาวจีนที่หาเลี้ยงชีพที่ต่างแดน ไม่ว่า
เดินทางไปถึงไหน ขอให้เห็นอักษรสี่เหลี่ยมเท่านั้น ก็จะมีความรู้สึกใกล้ชิด และ

บำรุงขวัญให้มีกำลังใจ

ต้นกำเนิดของอักษรจีนอาจารย์ฟาน จูน แปล
อักษรจีน เรียกว่า “ฮั่นจื้อ” หรือ “จงเหวิน” “จงกั๋วจื้อ” “ฟางไขว้ฮั่นจื้อ” เป็น

ระบบเครื่องหมายบันทึกภาษาจีน อักษรจีนที่ใช้บ่อยในปัจจุบันมีประมาณ
10,000 ตัว อักษรจีนพื้นฐานมีประมาณ 4,000 ตัว ส่วนประกอบโครงสร้าง

พื้นฐานของอักษรจีนมีประมาณ 600 ตัว ส่วนประกอบที่เป็นตัวข้างใน
พจนานุกรมมีประมาณ 200 ตัว ตัวข้างเป็นส่วนประกอบอันดับแรกที่เรียง

汉ลำดับเพื่อการค้นหาตัวอักษรจีนในพจนานุกรม ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “ ” มี
氵 又 氵ส่วนประกอบ “ ” กับ “ ” สองส่วน โดย “ ” เป็นตัวข้าง (ส่วนนี้แปรรูปมา
水 字 宀 子จากคำว่า “ ” คือ น้ำ) คำว่า “ ” มีส่วนประกอบ “ ” กับ “ ” สองส่วน
宀โดย “ ” เป็นตัวข้าง ตัวอักษรจีนที่ง่ายๆ มีส่วนประกอบได้เพียงส่วนเดียว
口(โดยทั่วไปตัวอักษรเองก็เป็นตัวข้างด้วย) ยกตัวอย่างเช่น อักษร “ ” ที่หมาย

ถึงปาก อักษรที่ยากๆ แบ่งได้เป็นหลายชั้น ก็อาจมีส่วนประกอบหลายส่วน ยก

齉ตัวอย่างเช่น อักษร “ ” ที่หมายถึงอาการคัดจมูก มีทั้งหมด 36 ขีดทีเดียว
鼻 囊โดยส่วนประกอบข้างซ้ายคือ “ ” ส่วนประกอบข้างขวาคือ “ ” และอักษร
鼻 自 畀“ ” เอง ยังสามารถแบ่งเป็นส่วนประกอบได้อีกคือ “ ” กับ “ ” สองส่วน
畀 田 丌วิเคราะห์อักษร “ ” แบ่งได้เป็นส่วนประกอบ “ ” กับ “ ” อีกสองส่วน ถ้า
囊วิเคราะห์อักษร “ ” จะสลับซับซ้อนยิ่งกว่า โดยจะมีส่วนประกอบบางส่วนที่

ไม่ใช่อักษรเดี่ยวๆ แล้ว แต่กลับเป็นเพียงเครื่องหมายรูปทรงเท่านั้น

เนื่องจากอักษรจีนบางตัวมีโครงสร้างสลับซับซ้อนเกิน
ไป และมีแบบเขียนแตกต่างกันหลายแบบ จึงเรียนรู้ยาก

เขียนยาก และจำยาก ไม่สะดวกแก่การเรียนการสอน
และการแลกเปลี่ยน ดังนั้น จึงมีการปฏิรูปอักษรจีน
อย่างเป็นระบบในตอนที่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชน
จีนใหม่ๆ ซึ่งรวมทั้งการย่ออักษรจีนให้ง่ายขึ้น การจัด
ระเบียบอักษรจีนที่มีแบบเขียนหลายแบบ และการ
กำหนดมาตรฐานการอ่านออกเสียง ยกตัวอย่างเช่น คำ

汉 漢ว่า “ ” เป็นอักษรตัวย่อ อักษรตัวเต็มเดิมเป็น “ ”
复อักษร “ ” เป็นอักษรตัวย่อเช่นกัน แต่ก่อนเขียนเป็น

複 復“ ” หรือ “ ” เป็นต้น

อักษรจีนขึ้นชื่อว่ามีประวัติศาสตร์มาช้านานมาก และขึ้น
ชื่อว่ายุ่งยากสลับซับซ้อนมาก แต่ทั้งสองอย่างมีความ

สัมพันธ์เชิงสาเหตุในระดับหนึ่ง การเรียงลำดับ
กระบวนการวิวัฒนาการของอักษรจีนที่ช้านานให้ถูก
ต้อง จะมีความหมายสำคัญต่อการศึกษาคุณลักษณะ
ของอักษรจีน แล้วเข้าใจลักษณะของภาษาจีน และ

ลักษณะของวัฒนธรรมชนชาติจีน
อักษรจีนตัวหนึ่ง โดยทั่วไปจะเป็นพยางค์หนึ่งของคำ
ภาษาจีน โดยแสดงความหมายของคำๆ หนึ่งหรือหน่วย
คำ (หน่วยภาษา) หน่วยหนึ่ง จึงมีคุณลักษณะ “ตัว
อักษร-พยางค์-หน่วยคำ” อย่างชัดเจน ระบบศัพท์ของ
ภาษาจีนโบราณมีคำพยางค์เดียวเป็นหลัก ดังนั้น คำพูด
กับอักษรเขียนจะตรงกัน หลังจากวิวัฒนาการเป็นภาษา
จีนสมัยใหม่และภาษาจีนยุคปัจจุบันแล้ว ถึงแม้ว่ามีคำ

สองพยางค์และคำหลายพยางค์เพิ่มมากขึ้นอย่าง
รวดเร็วมาก แต่หน่วยคำพยางค์เดียวยังคงมีรูปลักษณ์

โครงสร้างหน่วยอย่างเด่นชัด เพราะฉะนั้น ความ
สัมพันธ์พ้องความหมายระหว่างอักษรกับคำก็ยังคงได้

รับการรักษาไว้อย่างเต็มที่


Click to View FlipBook Version