กรุงรัตนโกสินทร์
สมัยปรับประชาธิปไตย
คำนำ
E-Book เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์เพื่อ
ให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องกรุงรัตนโกสินทร์สมัยปรับ
ประชาธิปไตยและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียน
ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือนักเรียน
ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการ
ใดผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ด.ญ.ณัฐนิดา พันธรักษ์
06/กรกฎาคม/2565
สารบัญ
เรื่อง หน้า
การเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 1-2
สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2457 3-4
กรุงรัตนโกสินทร์สมัย
ปรับประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ยุคประชาธิปไตยนี้เริ่มขึ้นเมื่อสยาม
ประเทศมีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธ
ราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดย
การนำของคณะราษฎร จนถึงเหตุการณ์รัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน
พ.ศ.2549 ซึ่งนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ โดยโค่น
ล้มรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จากระยะเวลาปีพ.ศ.2475 ถึง ปีพ.ศ.2549 สยามประเทศได้เกิด
เหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญและเรียงลำดับ
เหตุการณ์ได้ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง พ.ศ.2475
ภายหลังการปฏิรูปการปกครองและการปฏิรูปการศึกษาใน
รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้มีกระแสความคิดที่จะให้ประเทศไทยมี
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็ นระบอบการปกครองที่มี
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุดในการปกครองประเทศ โดยมี
รัฐสภาเป็ นสถาบันหลักที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
ปกครองมากขึ้นเป็น ลำดับ จนกระทั่งได้มีคณะนายทหารชุด
กบฏ ร.ศ.130 ซึ่งมีความคิดที่ปฏิบัติการให้บรรลุความมุ่ง
หมายดังกล่าว แต่ไม่ทันลงมือกระทำการก็ถูกจับได้เสียก่อน
เมื่อ พ.ศ.2454 ในต้นรัชกาลที่ 6
อย่างไรก็ตาม เสียงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองก็ยังคงมีออกมาเป็นระยะๆ ทางหน้ าหนังสือพิมพ์ แต่
ยังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนัก นอกจากการปรับ
ตัวของรัฐบาลทางด้านการเมืองการปกครองให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
กว่าเดิมเท่านั้น และก็ยังไม่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ
เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแต่ประการใด จน
กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีคณะผู้ก่อการภายใต้การนำของ
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งได้ก่อการเปลี่ยนแปลง
การปกครองเป็นผลสำเร็จใน พ.ศ. 2475
การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย เกิดขึ้นในตอนเช้าตรู่ของวันที่
24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยเหล่าคณะราษฎร ซึ่งประกอบด้วยเหล่านายทหาร
และนักเรียนทุน โดยมีแกนนำคนสำคัญตัวอย่างเช่น
1.พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (หัวหน้ าคณะราษฎรและแกนนำฝ่ายทหาร
บก)
2.พันเอกพระยาทรงสุรเดช
3.พันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์
4.พันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ
5.พันตรีหลวงพิบูลสงคราม
1.นาวาตรีหลวงสินธุสงครามชัย (แกนนำฝ่ายทหารเรือ)
2.หลวงประดิษฐ์มนูญธรรม หรือ นายปรีดี พนมยงค์ (แกนนำฝ่ายพลเรือน)
คณะราษฎรได้นำกำลังเข้ายึดสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น พระที่นั่งอนันต
สมาคม ลานพระบรมรูปทรงม้า กำลังบางส่วนได้เข้าควบคุมพระบรมวงศานุ
วงศ์ไว้ ขณะเดียวกันพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้
แถลงการณ์ประกาศหลักการสำคัญของคณะราษฎร มีใจความดังนี้
1. จะต้องรักษาความเป็ นเอกราชทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง
2. จะต้องรักษาความปลอดภัยของประเทศให้มาก
3.จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่จะ
จัดหางานให้ราษฎรทุกคนจะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ จะไม่ปล่อยให้
ราษฎรอดอยาก
4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ
6. จะต้องให้การศึกษาแก่ราษฎรอย่างเต็มที่
ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ที่พระราชวังไกล
กังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ ตามคำบังคมทูล
เชิญของคระราษฎรและพระองค์ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อ
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเมื่อ
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475 ภายใต้รัฐบาลการนำของพระยามโนปกรณ์นิติ
ธาดา ซึ่งกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
สาเหตุของการ
เปลี่ยนแปลงการ
ปกครอง พ.ศ. 2475
สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในพุทธศักราช 2475
หรือบางครั้งถูกเรียกว่า “การปฏิวัติ 2475” นั้นอาจสรุปได้ว่ามี 4
ประการดังนี้
1.ความก้าวหน้ าทางการศึกษาและการได้รับความคิดทางการเมืองแบบ
ประชาธิปไตย สืบเนื่องจากการปฏิรูปการศึกษาเป็นแบบตะวันตกในสมัยรัชกาล
ที่ 5 ซึ่งได้รับการสานต่อในสมัยรัชการที่ 6 และรัชกาลที่ 7 เป็นการเปิดโอกาส
ทางการศึกษาแก่ชนชั้นกลางและนายทหารรุ่นใหม่ให้ได้ศึกษาต่อ ถึงระดับ
อุดมศึกษาทั้งภายในประเทศและในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและ
ฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นฉบับของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมี
โอกาสอ่านตำราและหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผลก็คือทำให้
ชนชั้นกลางและนายทหารรุ่นใหม่มองเห็นว่าอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งอยู่
ภายใต้พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางระดับสูง ซึ่งเป็นชนส่วน
น้ อยของสังคมไทย เป็นเรื่องล้าสมัยสำหรับอารยประเทศ ดังนั้นประเทศไทยจึง
ควรปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำให้ประเทศมีความ เจริญก้าวหน้ า
ดังอารยประเทศอื่นๆ
2.แบบอย่างการปฏิวัติของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียและยุโรป การ ปฏิวัติใน
ประเทศต่างๆ เช่น การปฏิวัติในประเทศจีนต่อราชวงศ์แมนจู การปฏิวัติใน
ประเทศตุรกีต่อระบบสุลต่าน การปฏิวัติในประเทศรุสเซียต่อระบบกษัตริย์และ
การปฏิรูปการปกครองให้เป็นแบบ สมัยใหม่ของประเทศญี่ปุ่นซึ่งนำความเจริญ
รุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่มาให้แก่ ญี่ปุ่น ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีส่วนกระตุ้นให้
ปัญญาชนรุ่นใหม่ของไทยที่ได้รับการศึกษา แบบตะวันตกต้องการที่จะ
เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของไทยตามแบบอย่างข้างต้น
3.ความไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ไขปั ญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
ภายในประเทศได้ ภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำนี้สืบเนื่องมาจากภาวะ
เศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย คือ
สินค้าการเกษตรซึ่งเป็ นสินค้าหลักของไทยขายไม่ออกและราคา
ตกต่ำ ส่งผลให้รายได้ของประเทศลดลง ประกอบกับในสมัยรัชกาลที่
6 มีการใช้จ่ายเงินท้องพระคลังเป็นจำนวนมากในเรื่องเกี่ยวกับราช
สำนักเป็นส่วน ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ฝนแล้งและฝนตก
มากเกินไปติดต่อกัน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรน้ อยลง นำไปสู่
ภาวะข้าวยากหมากแพง ยิ่งกว่านั้นในรัชกาลที่ 7 เกิดภาวะเงินเฟ้ อ
อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศ พร้อมกันนั้นก็มีการตัดทอน
งบประมาณที่จัดสรรไปยังกระทรวงต่างๆ ให้อยู่ในดุลยภาพรายได้
ของรัฐ การปลดข้าราชการจำนวนมากออกจากงานเพื่อลดทอนราย
จ่ายของประเทศ ซึ่งสถาบันที่ถูกปลดออกมาที่สุด คือ ทหาร จึงทำให้
ทหารไม่พอใจในระบอบการปกครองแบบเก่า(ระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์)และ ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่
ระบอบใหม่(ระบอบประชาธิปไตย)
4.ความไม่พอใจของนายทหารรุ่นใหม่ต่อระบบบังคับบัญชาของทหาร
กล่าว คือนายทหารรุ่นใหม่ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลางและได้รับ
การศึกษาแบบตะวันตก ไม่พอใจที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมในการร่วม
แก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบกฎ
เกณฑ์และระบบการบังคับบัญชาของทหารอย่าง เคร่งครัด เมื่อ
ผนวกกับความไม่พอใจที่ข้าราชการทหารจำนวนมากถูกปลดดัง
กล่าวมาแล้ว ก็ยิ่งทำให้นายทหารรุ่นใหม่มีความต้องการมากขึ้นที่จะ
เปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปสู่ระบบการปกครองที่ตนมีโอกาสเข้าไป
มีส่วนช่วยในการบริหารบ้านเมืองยิ่ง กว่าเป็นอยู่ขณะนั้น