The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง 5 วิธีการสอนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aoei Princess, 2020-03-15 05:01:01

เรื่อง 5 วิธีการสอนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากเรียน

เรื่อง 5 วิธีการสอนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากเรียน

กจิ กรรมแลกเปล่ียนเรียนรู้
เรื่อง 5 วธิ กี ารสอนสรา้ งแรงจูงใจให้นกั เรยี นอยากเรยี น

โดย ทองคาปลวิ
1. นางสาวพชั รนิ ทร์ ลักษณ์พรมแดน
2. นางสาวยุพนิ ปกั สะสงั
3. นางสาวคุณัญญา

ประจาปีการศึกษา 2562
โรงเรยี นจารสั วิทยา ต.คาพราน อ.วังม่วง จ.สระบรุ ี

คานา

การเรยี นรู้เป็นส่ิงทส่ี าคญั อย่างมากกับนักเรยี น ทาให้นกั เรยี นสามารถใชช้ วี ิตอย่ใู นสังคมได้อยา่ งมีความสุข
การเรียนการสอนที่ดีนอกจากต้องสอนให้ทันการพัฒนาในศตวรรษท่ี 21 แล้วการสร้างแรงสูงใจให้กับนักเรียนก็
เป็นสิ่งที่สาคัญมาก เม่ือนักเรียนได้แรงจูงใจที่เรียนจะทาให้เรียนได้อย่างมีความสุขและสนุกไปกับการเรียนได้
เอกสาร “5 วิธีการสอนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากเรียน” น้ีได้รวบรวมวิธีการต่าง ๆ ท่ีครูและผู้ท่ีสนใจจะ
สามารถใช้ในการสร้างแรงจูงใจ รวมไปกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรยี นได้ เนื้อหาในเอกสารประกอบไปด้วย 1)การ
จัดการเรียนรู้โดยใช้การเสริมแรง 2)กระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่น 3)การเรียนรู้ผ่านการลงมือทา 4)การจัดการ
เรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน และ5)การจัดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ผู้จัดทาได้รวบรวมและสรุปเนื้อหาให้
สามารถทาความเข้าใจ และนาไปใช้ได้งา่ ย รวมถึงมตี วั อย่างประกอบเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยยิ่งขนึ้

ท้ังนท้ี างคณะผ้จู ัดทาหวังเปน็ อยา่ งยิง่ วา่ เอกสารเลม่ นจ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผทู้ ี่ไดศ้ กึ ษาเป็นอย่างดี

คณะผจู้ ดั ทา

กจิ กรรมแลกเปลยี่ นเรียนรู้

5 วธิ ีการสอนสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนอยากเรียน

การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้การเสริมแรง

ทฤษฎกี ารเกระทา (Operant Conditioning Theory) ของ บี เอฟ สกินเนอร์(B.F. Skinner)

1. การเสรมิ แรงทางบวก (Positive Reinforcement)
การเสริมแรงทางบวก จะกลา่ วถงึ การให้บางอย่างกบั เด็กเพ่ือสง่ เสรมิ พฤตกิ รรมทีด่ ขี องเขา การสร้างวนิ ยั

โดยพง่ึ การเสรมิ แรงทางบวกเป็นหลกั มักเปน็ วิธที มี่ ีประสทิ ธิภาพสูง ตัวอยา่ งของการเสรมิ แรงทางบวก ไดแ้ ก่ การ
ชม การใหร้ างวัล ตัวอย่างเฉพาะสาหรับการเสริมแรงทางบวก มีดังนี้

- หลังจากเดก็ คนหนึง่ เอาจานไปเก็บในอ่างหลงั ทานขา้ วเสรจ็ แมข่ องเขาพดู ว่า "ดมี ากลูก เกบ็ จานไป
โดยไม่ตอ้ งรอให้แม่บอกเลย!"

- เดก็ คนหน่ึงไดเ้ วลาเล่นวดี โิ อเกมมากข้นึ หลังจากทาการบา้ นเสร็จโดยไม่อดิ ออด
- เด็กวัยรนุ่ คนหนง่ึ ได้ A ในใบเกรด เป็นการให้กาลงั ใจสนบั สนนุ ให้เขาต้ังใจเรยี นต่อไป

2. การเสรมิ แรงทางลบ (Negative Reinforcement)
การเสริมแรงทางลบ คอื การที่เดก็ ถูกกระตนุ้ ให้เปล่ียนแปลงพฤติกรรม เพราะการกระทาดังกล่าวจะกาจัด

ส่งิ ที่ไม่ดบี างอย่างออกไป เดก็ ท่หี ยดุ ทาพฤตกิ รรมนนั้ ๆ เพราะโดนผปู้ กครองดา่ กาลงั พยายามกาจดั แรงเสรมิ ทาง
ลบ (การดา่ ) แตว่ ิธกี ารน้ีควรใช้แต่เทา่ ที่จาเป็นกบั เด็ก เนื่องจากเป็นวิธีทไี่ ม่มปี ระสทิ ธภิ าพดีเท่าการเสรมิ แรง
ทางบวกตวั อยา่ งเฉพาะสาหรับการเสรมิ แรงทางลบ มีดังน้ี

- แม่คนหนึง่ บน่ จูจ้ ี้กับลกู ชายว่าให้เขาทางานบา้ นทุกคนื คืนหน่งึ เขาจึงตัดสนิ ใจทางานบา้ นหลงั กลบั มา
จากโรงเรียน เพอ่ื เล่ยี งท่จี ะฟังแมบ่ น่ อีก

- เด็กคนหนงึ่ มีปญั หาทะเลาะเบาะแวง้ กบั เพื่อน ๆ ท่ปี ้ายรถบัสอยู่หลายครง้ั ดงั นัน้ แม่ของเขาจึง
ตัดสินใจไปรอทีป่ า้ ยรถบัสกับเขาทุกวัน เขาจึงเริม่ ปรบั พฤติกรรมใหด้ ขี ึน้ เพื่อให้แม่ไม่ไปรอรถบัสดว้ ย
พรอ้ มเขา

- เด็กวยั รนุ่ คนหนง่ึ บ่นไม่อยากไปโรงเรยี นตลอดทัง้ ทางขณะน่ังรถไปโรงเรียน พ่อของเขาจึงเปดิ วิทยุ
เสียงดังมาก ๆ เพ่อื กลบเสียงบน่ วันตอ่ มาเขาเลิกบ่นเพื่อไมใ่ ห้พ่อเขาเปิดเสียงวิทยุอีก

ขอ้ ควรระวงั ในการเสรมิ แรง
1. ต้ังอยูบ่ นพน้ื ฐานของความยตุ ิธรรม
2. มคี วามจริงใจในการกระทา
3. ควรเสรมิ แรงทนั ทีทีม่ ีพฤติกรรม
4. มเี หตผุ ลไม่ใช้อารมณ์

กระบวนการเรียนรู้ผา่ นการเล่น
(Play-based Learning)

เป็นกระบวนการเรยี นการสอนท่มี ่งุ เปา้ ไปท่ีการสอน (teaching) และการเรียนรู้ (learning) ซง่ึ
ความหมายของคาวา่ ‘เล่น’ ในท่นี ี้หมายถึง การเลน่ อยา่ งอิสระ (free play) โดยเด็กๆ เป็นผู้รเิ ร่ิมกิจกรรมต่าง ๆ
ด้วยตนเอง (child-initiated) ตามธรรมชาติของพวกเขา หรอื การเลน่ ที่ได้รับการชน้ี า (guide play) และมีครเู ป็น
ผ้รู ว่ มเล่น (co-player)

ได้อะไรจากการเลน่
การเลน่ สาหรับเดก็ ปฐมวัยสาคญั อยา่ งยง่ิ เพราะเป็นการเปิดทางให้เด็กได้มีส่วนรว่ มในกระบวนการคดิ ขน้ั

สูง เป็นความร้ทู ี่ไม่ติดกรอบ ยืดหยุน่ มที ั้งการแก้ไขปญั หา การคดิ วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์และนาความรู้
ตา่ งๆ ไปใช้อย่างสรา้ งสรรค์ ซ่ึงทกุ ข้ันตอนต้องลงมือด้วยตวั เอง ถือเป็นทักษะท่จี าเปน็ สาหรบั ผูเ้ รยี นในศตวรรษที่
21

นอกจากดา้ นการเรยี นรแู้ ล้ว การเล่นยังเปน็ กิจกรรมทีช่ ่วยเสรมิ สรา้ งปฏสิ มั พันธท์ ่ดี รี ะหว่างครแู ละเด็กได้
อย่างเป็นธรรมชาติ กล่าวคือ เดก็ ได้รับการส่งเสรมิ พฒั นาทักษะสงั คมไปในตวั ผ่านการเล่น เช่น การมสี ว่ นร่วม การ
แบง่ ปัน การระดมสมอง การไกล่เกลยี่ ปญั หาต่างๆ

“ครูสามารถใช้แรงบนั ดาลใจและความสนใจของพวกเขาในการสารวจแนวคิดหรือไอเดียต่างๆ โดยวิธกี าร
ดังกลา่ ว จะทาใหเ้ ดก็ ได้รบั ทักษะทางวิชาการ การฝึกปฏิบตั ิจริงและการเรยี นรู้ผ่านบรบิ ทการเล่นไปในตวั ท้งั
Play-based Learning ยงั ชว่ ยสามารถสนบั สนุนพัฒนาทักษะทางสงั คมสาหรับผู้เรยี น ช่วยใหพ้ วกเขาเผชญิ หน้า
กับความท้าทายและหาทางแกไ้ ขได้อยา่ งสรา้ งสรรค์” เอลิซาเบธ เราซ์ (Elizabeth Rouse) อาจารย์อาวโุ สด้าน
การศึกษาปฐมวยั และสมาชกิ ทีมวจิ ัย อธบิ าย

การเรยี นรู้ผ่านการลงมือทา
(Active Learning)

เป็นการเรยี นรผู้ า่ นการปฏบิ ตั ิ หรอื การลงมือทาซ่ึง “ความรู้” ทีเ่ กดิ ขน้ึ ก็เป็นความรู้ท่ีได้จากประสบการณ์
ดังกล่าว ความน่าสนใจของ Active Learning ก็คือเป็นกระบวนการท่ีนาผ้เู รียนไปสู่พัฒนาการด้านต่าง ๆ ทั้งด้าน
ร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสติปญั ญา

Active Learning มกี ระบวนการอย่างไร
เร่ิมจากการนาหลักสูตรกางออกมาให้หมดว่าแต่ละวิชามีเน้ือหาอะไรบ้างท่ีผู้เรียนจะต้องรู้ จากน้ันก็เลือก

หวั ข้อเร่อื งของแต่ละวชิ าทมี่ ีความคลา้ ยคลึงกนั หรือมคี วามเกีย่ วข้องกนั มาปรับเป็นกระบวนการเรียนรูร้ ว่ มกัน การ
ท่ีนาเนื้อหาที่สอดคล้องกันมาใช้ร่วมกันก็เป็นการเรียนการสอนท่ีเรียกวา่ “บูรณาการ” ซ่ึงอันน้ีบางสถาบันอาจจะ
ทา Active learning แบบแยกส่วนเป็นวิชาๆ ไปก็ได้ก็จะเป็นการลดข้ันตอนในการทางานลงไปหน่อยไม่ต้องปวด
หวั กับการจับมารวมกัน แลว้ ดัดแปลงให้ลงตวั เหมือน บูรณาการหลงั จากได้เน้อื หาที่ตอ้ งการแล้วกน็ ามาประยุกต์ให้
เป็นการปฏิบัติ โดยมาคิดว่าจะทาอย่างไรให้ผู้เรียนปฏิบัติหรือได้ทากิจกรรมที่เก่ียวข้อง เพื่อให้ผู้เรียนได้ความรู้
และเขา้ ใจเนื้อหาดงั กลา่ ว ซ่ึงตอนนี้แหละท่เี ปน็ ภาระข้ันแรกของผสู้ อนที่ไหนจะต้องกังวลวา่ เน้ือหาไมค่ รบ แลว้ ไหน
จะต้องออกแบบกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนทาอีก แล้วหลังจากนั้นการให้ผู้เรียนทากิจกรรมก็อาจจะเป็นกลุ่มบ้าง เดี่ยว
บ้าง ซ่ึงผู้เรียนได้มีส่วนร่วมต้ังแต่การคิดวางแผนงาน การแก้ปัญหา การลงมือทา และการนาเสนอกิจกรรมที่ทา
เสรจ็ แล้ว นีแ่ หละประเด็นสาคัญทีท่ าใหผ้ ู้เรยี นได้แสวงหาความรไู้ ด้ด้วยตัวเองโดยมีผ้สู อนเป็นทป่ี รึกษา

สง่ิ ท่ผี ู้เรยี นจะได้รบั
การลงมือทาผู้เรียนจะเกิดประสบการณ์ตรง แล้วใช้ความผิดพลาดที่เกิดข้ึนเป็นบทเรียนสาคัญในการ

แก้ปัญหาและปรับปรุงให้ดีขึ้นผู้เรียนมีการปฏิบัติสัมพันธ์กับส่ิงต่างๆ อย่างหลากหลาย ทาให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ
มากมายผู้เรียนคิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาได้เม่ือได้ลงมือปฏิบัติผู้เรียนจะจาความรู้ได้แม่นและนานกว่าการท่องจา
เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จากการทากิจกรรม

การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน
(PROBLEM-BASED LEARNING)

แนวคดิ ของการจัดการเรียนรแู้ บบPBL
การจัดการเรียนการสอนแบบ PBL เป็นจัดการเรียนรู้ที่เน้นในสิ่งที่นักศึกษาอยากเรียนรู้ โดยสิ่งที่อยาก

เรียนรู้นั้นจะต้องเร่ิมมาจากปัญหาที่นักศึกษาสนใจหรือพบในชีวิตประจาวันท่ีมีเน้ือหาเกี่ยวข้องกับบทเรียน อาจ
เปน็ ปัญหาของตนเองหรือปัญหาของกลุ่ม ซง่ึ ครจู ะตอ้ งมีการปรับเปลี่ยนแผนการจัดการเรียนรู้ตามความสนใจของ
นกั ศกึ ษาตามความเหมาะสม จากนนั้ ครแู ละนักศกึ ษารว่ มกนั คิดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ กี่ยวกบั ปัญหานน้ั โดยปัญหาท่ี
จะนามาใช้ในการจัดการเรียนรู้บางครั้งอาจเป็นปัญหาของสังคมท่ีครูเป็นผู้กระตุ้นให้นักศึกษาคิดจากสถานการณ์
ข่าว เหตุการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน จะเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา นักศึกษาต้องเรียนรู้จากการเรียน
(learning to learn) เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนในกลุ่ม การปฏิบัติและการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative
Learning) นาไปสู่การค้นควา้ หาคาตอบหรือสร้างความรู้ใหม่บนฐานความร้เู ดิมที่นักศึกษามีมาก่อนหน้าน้ี
จุดมุง่ หมายของการจัดการเรียนรแู้ บบPBL

กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ PBL มีจุดมุ่งหมายเพ่ือฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลและเป็น
ระบบให้แก่นักศึกษาโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ คิด
วิจารณญาณ การสบื คน้ และรวบรวมข้อมลู กระบวนการกลุม่ การบนั ทึกและการอภปิ ราย
ลักษณะของปญั หาในการจดั การเรียนรแู้ บบPBL

- เกดิ ขึน้ ในชีวิตจรงิ และเกดิ จากประสบการณ์ของนักเรยี นอาจมโี อกาสได้เผชญิ กบั ปัญหานั้น
- เปน็ ปัญหาทพี่ บบ่อยมีความสาคัญมีข้อมูลเพียงพอสาหรบั การค้นควา้
- ปัญหาทอี่ าจมีคาตอบ หรอื แนวทางการแสวงหาคาตอบได้หลายทางครอบคลุมการเรียนรู้ทก่ี ว้างขวาง
หลากหลายเนือ้ หา
- เป็นปัญหาที่มคี วามยากง่ายเหมาะสมกับพ้นื ฐานของนักศึกษา
- เปน็ ปัญหาทีส่ ง่ เสรมิ ความรู้ด้านเนอื้ หา ทักษะ สอดคล้องกับหลักสตู รการศึกษา
ตัวอยา่ ง การสอน เรือ่ ง การเปรียบเทียบ “มากกวา่ , น้อยกวา่ , เท่ากับ” ครอู าจใช้รปู การทากิจกรรมในห้องเรียน
ขึ้นใหน้ ักเรยี นในห้องร่วมกนั พิจารณาว่ามผี ชู้ ายหรอื ผู้หญิงมากกว่ากัน หรือมีรถจักรยานยนต์กับรถจกั รยาน
มากกว่ากนั

การจัดการเรยี นรู้จากประสบการณ์
(Experimental Instruction)

การเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นปัจจัยหลักหน่ึงของการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง (Transformative
Learning) ประสบการณ์นี้หมายรวมท้ังประสบการณ์ท่ีบุคคลนั้นผ่านพบมาแล้วและประสบการณ์ในช้ันเรียนโดย
จะนาข้อมูลสาหรับนามาพูดคุยแลกเปลี่ยนการตีความหรือสะท้อนคิด เพ่ือตรวจสอบและทาความเข้าใจระบบ
คุณค่าของแต่ละปัจเจกบุคคล โดยผู้สอนเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีมีมิติด้านคุณค่า และมีกิจกรรม
ให้ผู้เรียนลงมือทาหรือสัมผัสจริง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทาความเข้าใจ คุณค่าของกิจกรรมหรือส่ิงต่าง ๆ ย่ิง
กิจกรรมน้ันก่อให้เกิดความอึดอัด หรือได้รับประสบการณ์เชิงอารมณ์จะย่ิงมีโอกาสเรียนรู้สู่การเปล่ียนโลกทัศน์
สงู ข้นึ (วิจารณ์ พานชิ .2558:18-19) ในขณะที่ David Kolb ไดก้ ลา่ วถงึ วงจรการเรียนรู้จากประสบการณไ์ วว้ า่ การ
เรียนรแู้ บบผา่ นประสบการณ์ (Experiential Learning) เป็นวธิ กี ารเรียนร้ใู นแตล่ ะบคุ คล

สรุปคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ เป็นการจัดการเรยี นรู้โดยใชป้ ระสบการณ์ตรงทท่ี าให้ ผเู้ รียนสามารถ
พัฒนาการเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดกับหลักการต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม แนวทางการ
จดั การเรียนรู้ กระบวนการเรียนรูจ้ ากประสบการณ์จรงิ มแี นวทางในการจดั การเรยี นรู้ ดังนี้

1. การเรยี นรจู้ ากประสบการณโ์ ดยการกระตุ้นเรื่องทีจ่ ะเรยี นโดยใช้ประสบการณ์
2. เชอื่ มโยงความอยากรู้ อยากเห็นของผู้เรยี นจากประสบการณเ์ ดิม ส่กู ารคน้ ควา้ หาความรใู้ หม่
3. การฝึกปฏิบตั ิ ด้วยการทากิจกรรมตา่ ง ๆ เพ่ือใหเ้ กิดทักษะความ ชานาญมากย่ิงข้ึน
4. การนาไปใช้ หรือ ขยายผล เปน็ ขั้นการนาข้อคน้ พบในข้นั ฝกึ ปฏบิ ัตไิ ปใชใ้ นสถานการณ์อน่ื ๆ

เอกสารอา้ งองิ

https://www.baanjomyut.com/library_2/psychology_of_learning/04.html

https://www.honestdocs.co/what-is-behavior-modification
https://thepotential.org/2018/05/04/play-based-learning/
http://dcil.kbu.ac.th/2011/05/31/เรียนรผู้ า่ นการลงมือทา/
https://candmbsri.wordpress.com/2015/04/07/การจดั การเรียนรแู้ บบใช/
https://thepotential.org/2019/07/31/eight-experiential-learning/


Click to View FlipBook Version