The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E book อารยธรรมลุ่มแม่น้ำ หวงโฮ นายชัยธัช พัฒนะ ม.6-5 เลขที่ 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pungping pingpung, 2021-10-16 02:23:08

E book อารยธรรมลุ่มแม่น้ำ หวงโฮ นายชัยธัช พัฒนะ ม.6-5 เลขที่ 3

E book อารยธรรมลุ่มแม่น้ำ หวงโฮ นายชัยธัช พัฒนะ ม.6-5 เลขที่ 3

อารยธรรมลุ่ม
แม่น้ำ ฮวงโฮ

นายชัยธัช พัฒนะ ม.6/5 เลขที่ 3

อิทธิพลความเชื่อที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำเนินชีวิต

จีนเป็นดินแดนที่มีความกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำฮวงโห หรือแม่น้ำ
เหลืองในภาคเหนือของจีน ในบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห เป็นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์
เนื่องจากมีดินสีเหลือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร ในหน้าน้ำจะมีน้ำเอ่อล้นและ
พัดดินตะกอนมาทับถม ทำให้ที่ราบริมแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ทำให้เกิดน้ำ
ท่วมอยู่เสมอ ส่วนลักษณะภูมิอากาศเป็นเขตอบอุ่น ปริมาณฝนในหน้าแล้งมีน้อย
จึงมีน้ำไม่เพียงพอ ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำเป็นสำคัญ ปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ชาว
จีนต้องมาอยู่รวมกันเป็นชุมชน และสร้างระบบชลประทานขึ้นด้วยการขุดคลองเพื่อ
ระบายน้ำในขณะที่น้ำเอ่อล้น และทดน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ส่วน
ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโหมีป่าไม้และแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ถ่านหิน
เหล็ก ตะกั่ว ทองแดง จากสภาพภูมิศาสตร์นี้ทำให้ชาวจีนสร้างสรรค์อารยธรรม
อย่างต่อเนื่อง เพื่อเอาชนะธรรมชาติ เช่น การคำนวณฤดู การควบคุมอุทกภัย ซึ่ง
ชาวจีนได้นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และ
ก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นชุมชน มีการเกณฑ์แรงงานเพื่อควบคุมระบบชลประทาน
ภายใต้ผู้นำชุมชน ซึ่งต่อมากลายเป็นชนชั้นปกครองและระบบกษัตริย์

อิทธิพลความเชื่อที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้ลักษณะที่ตั้งของจีนมีปราการธรรมชาติ คือ ทางตะวันออกมีมหาสมุทร
แปซิฟิก ทางใต้เต็มไปด้วยภูเขาและป่าดิบร้อน ส่วนทางตะวันตกและทางเหนือก็เป็น
ทุ่งหญ้าทะเลทรายและภูเขา มีส่วนช่วยให้อารยธรรมจีนคงอยู่มาต่อเนื่องยาวนาน
โดยได้รับอิทธิพลจากภายนอกน้อยมาก

แนวคิดของขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อที่มีอิทธิพลต่อสังคมจีน

ขงจื๊อมีความคิดกว้างขวาง ทั้งเชี่ยวชาญ และลึกซึ้ง ทฤษฎีปรัชญาของขงจื๊อ
คือ “ความเมตตากรุณา” “ความกตัญญู” “ขนบจารีตและประเพณี” “ความ
ยุติธรรม”และ“ความซื่อสัตย์” การเมืองในอุดมคติของของจื๊อ คือ “การ
ปกครองประเทศให้มีความสงบสุข ทุกคนเปรียบเสมือนบุคคลในครอบครัว ”
ความคิดทางด้านการศึกษาคือ “ไม่ว่าใครก็สามารถรับการศึกษาได้” “การ
ศึกษาตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคน” และยังให้ความสำคัญ
กับสติปัญญาและคุณธรรม ดังนั้นปรัชญาของขงจื๊อจึงเป็นแบบอย่างในการ
ดำเนินชีวิต และเป็นมาตรฐานของสังคม ความรู้สึกนึกคิดของชาวจีนจะแนบ
แน่นอยู่กับปรัชญาขงจื๊อ

แนวคิดของขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อที่มีอิทธิพลต่อสังคมจีน

เล่าจื๊อเป็นนักปรัชญาชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดท่านนึง โดยเล่าจื๊อนั้นเป็นผู้แต่ง
คัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง หรือ เต้าเต๋อจิง โดยภายในคัมภีร์นั้น มีเนื้อหาในด้าน
ปรัชญาบุคคล ความกลมกลืนต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ จนไปถึงปรัชญา
การเมือง เล่าจื๊อเชื่อว่า ควรหลีกเลี่ยงความรุนแรงต่าง ๆ เท่าที่จะเป็นไปได้
ส่วนคำว่า "เต็ก หรือ เต๋อ" นั้นหมายถึง "คุณธรรม“ถึงแม้ว่าเล่าจื๊อจะไม่ได้ปลูก
ฝังวัฒนธรรมหยั่งลึกได้เทียบเท่ากับ ขงจื๊อ ในอารยธรรมจีน แต่ท่านก็ยังเป็น
ที่เคารพนับถือโดยทั่วไป แม้แต่ขงจื๊อยังเรียกท่านว่าอาจารย์ทั้งแนวความคิด
และการปฏิบัติตามหนทางแห่งเต๋า

แนวคิดของขงจื๊อ เล่าจื๊อ เม่งจื๊อที่มีอิทธิพลต่อสังคมจีน

เม่งจื๊อ เป็นนักปรัชญาชาวจีนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของขงจื๊อคนหนึ่ง แนวคิดของ

เม่งจื๊อ กล่าวว่า "โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดีมาแต่

กำเนิด แต่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีต่าง ๆ ทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป" เม่งจื๊อเชื่อว่า

ความดีทั้งหมดสามารถต่อเติมให้กับมนุษย์ได้ด้วยการศึกษาศิลปะวิทยาการ

ต่าง ๆ การศึกษาสามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ได้เกิดจาก

ประชาชนเป็นผู้กระทำ แต่เกิดจากบรรดาผู้ปกครองที่ไม่มีการศึกษา ฉะนั้นผู้

ปกครองควรเป็นนักปรัชญาหรือไม่ก็ควรให้นักปรัชญามาเป็นปกครอง ใน

กรณีที่นักปกครองไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น ในข้อนี้เขาเน้นว่าชนชั้นบริหาร

รัฐบาลควรเป็นผู้ที่มีการศึกษา ผู้มีการศึกษาจะสามารถเข้าใจถึงความต้องการ

ของประชาชนได้ดีกว่า

เศรษฐกิจเส้นทางสายแพรไหม

ถูกตั้งขึ้นตามสินค้าสำคัญของจีนในการค้าขายในยุคนั้นคือ ผ้าแพรไหม ซึ่ง
เป็นผ้า คุณภาพสูงและได้รับความนิยมอย่างมากในอาณาจักรโรมัน หากใครมี
ไว้ครอบครองจะสามารถแสดง ให้เห็นถึงความมั่งคั่งในทรัพย์สินและรสนิยม
และแสดงบอกถึงฐาน เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว จาง เชียน (Zhang Qian) ทูต
ของราชสำนักจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น นำคณะเดินทางไปยังดินแดนแถบเอเชีย
กลาง การเดินทางของจาง เชียน ทำให้เกิดเครือข่ายเส้นทางการค้า เรียกว่า
“เส้นทางสายไหม” ที่เชื่อมโยงจีนกับดินแดนที่ปัจจุบันประกอบด้วย คาซักสถาน
ทาจิกิสถาน อุซเบกิสถาน คีร์กีสถาน เตอร์กเมนิสถาน และอัฟกานิสถาน รวม
ทั้งปากีสถาน

ความเจริญทางด้านวิทยาการต่างๆ

ด้านศิลปวิทยาการต่าง ๆ แต่ละราชวงศ์จะมีศิลปะวิทยาการต่าง ๆ แตกต่างกัน
ออกไปตามพื้นฐานของกษัตริย์ หลักฐานที่ปรากฏให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเช่น
เครื่องปั้ นดินเผาวัฒนธรรมยางเซา วัฒนธรรมหลงชาน และกำแพงเมืองจีน

วัฒนธรรมหยางเชา

มีเครื่องปั้ นดินเผาที่มีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้ นดินเผาเป็นลายเขียนสี มัก
เป็นลายเรขาคณิต พืช นก สัตว์ต่างๆ และพบใบหน้ามนุษย์ สีที่ใช้เป็นสีดำหรือสี
ม่วงเข้ม นอกจากนี้ยังมีการพิมพ์ลายหรือขูดสลักลายเป็นรูปลายจักสาน ลาย
เชือกทาบ

วัฒนธรรมหลงชาน

เป็นวัฒนธรรมในช่วงปลายยุคหินใหม่ที่พบในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำหวงตอนกลางและ
ตอนปลายแม่น้ำ ในทางตอนเหนือของประเทศจีน ในช่วงประมาณ 3,000-
1,900 ปีก่อนคริสตกาล ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมหลงชาน คือ ทักษะระดับ
สูงใน การทำเครื่องปั้ นดินเผา รวมถึงรู้จักการใช้แป้นหมุนในการขึ้นรูป การ
ผลิตเครื่องปั้ นดินเผาที่มีผนังบาง และการขัดเงาสีดำ

การปกครองระบบกษัตริย์

ด้านการปกครอง จีนมีการปกครองที่เป็นปึกแผ่นมีผู้นำที่มีความสามารถ จีนเชื่อว่า
กษัตริย์ที่มาปกครองจีนนั้นเป็นคำสั่งของสวรรค์ ดังนั้นกษัตริย์ คือ โอรสของ
สวรรค์ที่จะลงมาปกครองราษฎร์ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข   ถ้ากษัตริย์พระองค์ใด
ปกครองราษฎร์ให้ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน   กษัตริย์พระองค์นั้นหรือ
ราชวงศ์นั้นก็จะถูกลบล้างไป และมีกษัตริย์พระองค์ใหม่

ราชวงศ์จีน

1.ราชวงศ์เซี่ย (ประมาณศตวรรษที่21-16ก่อนค.ศ.)
2.ราชวงศ์ซัง (ประมาณศตวรรษที่16-11ก่อนค.ศ.)
3.ราชวงศ์ฉิน (ปี 255-222 ก่อนค.ศ.)
4.ราชวงศ์ฮั่น (206 ก่อนค.ศ.จนถึงปี ค.ศ.8)
5.ราชวงศ์เว่ย (ค.ศ.220 จนถึง ค.ศ.589)
6.ราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618 จนถึง ค.ศ.907)
7.ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.950 จนถึงปี ค.ศ.1279)
8.ราชวงศ์หยวน(ค.ศ. 1279 จนถึงปี ค.ศ.1368)
9.ราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 จนปี ค.ศ. 1644)
10.ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. ปีค.ศ.1644 จนถึงปี 1911)

สาเหตุการล่มสลายของราชวงศ์จีน

ช่วยปลายราชวงศ์ชิงถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความอดอยาก บ้านเมืองชุกชมไป
ด้วยโจรผู้ร้าย ผู้คนแตกแยก ปัญหาภัยธรรมชาติรุมเล้าซึ่งได้ทำให้ผู้คนล้มตาย
ราวกับใบไม้รวง อีกทั้งยังถูกขนาบหลังด้วยภัยคุกคามจากมหาอำนาจตะวันตก
และญี่ปุ่น

ภัยจากความไม่มั่นคงจากภายในประเทศและภายนอกประเทศที่เริ่มประมาณปี
ค.ศ. 1842 ประหนึ่งโรคร้ายที่คอยกัดกล่อน แม้จะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาหลาก
หลายวิธีแล้วก็ตามแต่ก็ไม่สามารถหายามารักษาอาการไข้ได้อย่างถูกโรค ซ้ำยัง
ทำให้ประเทศทรุดลงไปตามลำดับ จนกระทั้งปี ค.ศ. 1911 จักรวรรดิจีนอันยิ่ง
ใหญ่ที่ปกครองภายใต้ระบอบจักรพรรดิราชย์ราชวงศ์ชิงต้องปิดฉากลงไป
พร้อม ๆ กับความอัปยศภายในจิตใจ­ของผู้คนทั้งชาติ ถึงจะเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองมาเป็นระบอบสาธารณะรัฐในปี ค.ศ. 1912 – 1949 แต่ภายในระยะ 38
ปีนั้นประเทศชาติแทบจะหาระยะเวลาที่มั่นคงอย่างสงบสุขและยาวนานไม่ได้เลย
ดังนั้นอนาคตของประเทศภายหลังปี ค.ศ. 1949 จึงต้องฝากไว้กับระบอบ
คอมมิวนิสต์ช่วยแก้ไขต่อไป


Click to View FlipBook Version