The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือดูแลเด็กพิการป่วยติดเตียง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jenifer Jpc, 2022-08-25 22:22:05

คู่มือดูแลเด็กพิการป่วยติดเตียง

คู่มือดูแลเด็กพิการป่วยติดเตียง

คู่มือการดูแลเด็กพิการ
ป่วยติดเตียง

ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ





คำนำ

ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เป็นสถานศึกษา
ที่จดั การศกึ ษาในลักษณะศูนยบ์ ริการระยะแรกเร่ิม และเตรียมความพรอ้ มของผู้พกิ ารทกุ ประเภท โดยเฉพาะเดก็ พิการ
ป่วยติดเตยี งมีความจำเป็นอยา่ งย่ิงท่ตี ้องได้รับการพฒั นาฟ้ืนฟูสมรรถภาพรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คม และสติปัญญา
พร้อมทั้งป้องกนั ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆท่ีอาจจะเกดิ ขนึ้ เพือ่ ให้สอดคล้องกบั บทบาทหนา้ ทข่ี องศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ครู
บุคลากร ผู้ดูแลคนพกิ ารและผู้เก่ียวข้อง จงึ จำเปน็ จะต้องมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการดแู ลเด็กพิการป่วยติด
เตยี ง เพ่อื ใหเ้ ด็กพิการป่วยติดเตียงได้รบั การพฒั นาเตม็ ตามศักยภาพของแตล่ ะบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์
ของพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ และบทบาทหน้าที่ของศูนย์การศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู ขา้ งตน้ ไดจ้ ัดทำ
คู่มือการดูแลเด็กพิการป่วยติดเตียง ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล เพื่อเป็นคู่มือสำหรับการทำงานในการ
ดูแลเดก็ พิการปว่ ยตดิ เตียงของบคุ ลากร ผู้ดแู ลคนพกิ ารและผู้เกย่ี วข้อง

ทางผ้จู ัดทำ หวงั เป็นอย่างยิง่ วา่ คมู่ ือดังกลา่ วน้ี จะถูกนำไปใช้เป็นประโยชนแ์ กค่ นพิการและครอบครวั ตอ่ ไป

ผจู้ ดั ทำ

สารบัญ ข

เร่อื ง หนา้
การบริหารข้อตอ่ เพ่ือป้องกนั ข้อติด 1
การจดั ทา่ เพ่อื ป้องกนั แผลกดทบั 12
การเคาะปอดเพ่ือร่อนระบายเสมหะ 18
อ้างองิ 24
ภาคผนวก

1

การบริหารข้อต่อเพือ่ ป้องกนั ขอ้ ติด

วัตถปุ ระสงค์ วธิ กี ารทำ
เพ่อื ป้องกนั ข้อติด ลดอาการเกร็ง ทำได้ 2 วธิ ี คอื
เพม่ิ ความแข็งแรงของกลา้ มเนอ้ื 1.ใหผ้ ู้อืน่ ชว่ ย โดยถ้ามีคนพิการพอมแี รง
และการไหลเวียนเลือด ควรใหค้ นพกิ ารรว่ มทำไปพร้อม ๆกนั ตอ้ ง
ทำอยา่ งนม่ิ นวล ไม่เร็วและไม่เจบ็
2.ให้คนพิการทำดว้ ยตัวเอง โดยใช้แขนขา
ขา้ งที่ดชี ่วย
*ควรทำท่าละ 10 – 30 ครัง้ วนั ละ 2 รอบ

ท่าสำหรบั การออกกำลงั กายโดยมีแรงผูอ้ ื่นชว่ ย

***หากคนพิการมกี ำลงั กล้ามเนอ้ื ผดู้ ูแลสามารถกระตุ้นให้ออกกำลงั กายด้วยตนเองตามทา่ ต่อไปน้ี

2

ทา่ ท่ี 1 ทา่ ยกแขนขน้ึ ลง

1.1 เรมิ่ ต้นจบั ข้อมอื และข้อศอกคนพิการ 1.2 หงายฝา่ มือขนึ้ ค่อยๆยกแขนคนพกิ ารข้นึ จนถึงเหนือศีรษะ

1.3 คอ่ ยๆยกแขนคนพิการลง

3

ท่าที่ 2 ท่ากางแขน – หุบแขน

2.1 เริ่มตน้ จบั ข้อมอื และข้อศอกคนพิการ 2.2 กางแขนออกดา้ นข้าง

2.3 หงายฝ่ามอื ข้นึ ค่อยๆค่อยๆกางแขนคนพกิ ารจนถงึ เหนือศีรษะ 2.4 ค่อยๆหบุ แขนคนพิการเข้า

4

ทา่ ท่ี 3 ท่างอ-เหยยี ดขอ้ ศอก

3.1 เริ่มตน้ จบั ขอ้ มอื และข้อศอกคนพิการ 3.2 งอแขนคนพิการเข้า

3.3 เหยียดแขนคนพิการออกจนสดุ

5

ท่าท่ี 4 หมนุ ไหล่ขนึ้ -ลง

* ทา่ น้คี วรระวงั ถ้ามีอาการปวดใหห้ ยุด

4.1 เริ่มตน้ จบั ข้อมือและข้อศอกคนพิการ 4.2 กางแขนออกด้านข้างประมาน 90 องศา

4.3 หมุนแขนขน้ึ 4.4 หมุนแขนลง

6

ท่าท่ี 5 ท่ากระดกข้อมือ

5.1 เรมิ่ ต้นจบั นิ้วมอื และข้อมือคนพิการ 5.2 กระดกข้อมือคนพกิ ารขึ้น

5.3 กระดกข้อมือคนพกิ ารลง

7

ทา่ ท่ี 6 ทา่ กางหบุ นิ้วโป้ง

6.1เรมิ่ ตน้ จบั นิ้วมอื โปง้ และข้อมือคนพิการ 6.2 หบุ นิว้ โป้งคนพกิ ารเข้า

6.3 กางน้ิวโป้งคนพิการออก

8

ท่าท่ี 7 ท่างอเขา่ งอสะโพก

7.1 เร่ิมตน้ จบั ขอ้ เทา้ และเข่าคนพกิ าร 7.2 งอเขา่ งอสะโพกขนึ ้

7.3 งอเข่างอสะโพกข้ึนในท่าที่สามารถทำได้ 1.4 ค่อยๆเหยียดเข่าและสะโพกออก

9

ท่าท่ี 8 ทา่ หมนุ สะโพก

8.1 เรมิ่ ตันจับข้อเท้าและเขา่ คนพกิ าร งอเขา่ และ 8.2 หมนุ ปลายเทา้ ออก
สะโพกคนพิการประมาณ 90 องศาหรือเท่าทีท่ ำได้

8.3 หมนุ ปลายเท้าเข้าอยา่ งช้า ๆ

10

ทา่ ที่ 9 ท่ากาง-หบุ ขอ้ สะโพก

9.1 เริ่มตน้ จบั ข้อเทา้ และเข่าคนพกิ าร 9.2 กางขาออกด้านขา้ งอย่างชา้ ๆ

9.3 หุบขาเข้าอยา่ งช้า ๆ

11

ทา่ ที่ 10 ท่ากระดกข้อเทา้

10.1 เริ่มตน้ จับข้อเท้าจบั ส้นเทา้ คนพิการ 10.2 ออกแรงดึงส้นเทา้ ขนึ้

10.3 กดหลงั เทา้ ลง

ทา่ น้ีลดอาการเกร็งของขอ้ เท้าไดด้ ี ควรคา้ งไว้ 10 วนิ าที

12

การจัดท่าเพ่ือป้องกันการเกดิ แผลกดทบั

แผลกดทบั

เกิดจากการที่ร่างกายและผิวถูกทำลาย จากการถูกกดทับเป็นเวลานาน ๆ จนทำให้จุดที่ถูกกดทับ
เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงเพียงพอจนเป็นรอยแดง เกิดเป็นเนื้อตายและแผลขึ้นมา มีความอับชื้น เป็นแผลเรื้อรัง
เสี่ยงต่อแผลติดเชื้อ บางรายอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย ส่วนใหญ่แผลกดทับจะเกิดบริเวณปุ่มกระดูกต่าง ๆ
เช่น ตาตมุ่ ส้นเท้า กระดูกก้นกบ เป็นตน้

สาเหตุ

สาหตุของการเกิดแผลกดทับ คือ แรงกดและแรงไถล เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณน้ัน
ขาดออกซิเจน โดยมีความเกี่ยวข้องกับความแรงของแรงกด (Intensity of pressure) ระยะเวลาที่กด (Duration of
pressure) ความทนทานของเน้ือเย่อื (Tissue tolerance)

กลไกการเกดิ แผลกดทับ

ความแรงของแรงกด เลอื ดไปเล้ยี งบริเวณนนั้ เเนนือ้ื้อเเยย่อืือ่ ไไดดร้ร้ บัับออาาหหาารรแแลละะ เนอ้ื เยอ่ื ขาดเลอื ดและขาด
+ ระยะเวลาทกี่ ด ลดลง ออออกกซซิเิเจจนนไไมมเ่เ่ พพยียี งงพพออ ออกซิเจนไปเล้ียง
+ ความทนทานของเนอื้ เย่ือ
จงึ เกิดการตายของเนอ้ื เยอ่ื ผวิ หนัง
บรเิ วณน้นั

ปจั จัยเสี่ยงแผลกดทบั

ปัจจัยภายนอก
1. แรงกด (Pressure) คือ แรงต่อหน่วยพื้นที่ที่กระทำตั้งฉากกับพื้นผิว แรงกดเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน
ส่งผลใหเ้ นอื้ เยือ่ ภายใตแ้ รงกดนน้ั เกิดการขาดเลือด (Ischemia) บริเวณเน้ือเยือ่ ใตผ้ ิวหนังท่ีมีปุ่มกระดูกมีความทนทาน
ต่อแรงกดน้อยกว่าตำแหน่งอื่น จึงมีโอกาสเกิดแผลกดทับสูง โดยแรงกดที่มีผลต่อการเกิดแผลกดทับจะต้องคำนึงถึง
น้ำหนักท่ีกด ระยะเวลา และความทนของเนื้อเย่อื ต่อแรงกดรว่ มด้วย
2. แรงเฉอื น (Shear) คอื แรงต่อหนว่ ยพน้ื ท่ีที่กระทำในแนวขนานกับพนื้ ทีผ่ วิ เกดิ ขน้ึ ในขณะที่ผิวหนังอยู่นิ่ง
แตเ่ นอ้ื เยือ่ ใต้ผวิ หนงั มีการเคลือ่ นท่ี การทม่ี ีแรงกดร่วมกับแรงเฉือนจะเพม่ิ โอกาสเกิดแผลกดทับสงู ขึ้นถงึ 6 เท่า
3. แรงเสียดสี (Friction) คือ แรงต้านการเคลื่อนที่ที่ขนานกับทิศทางที่สัมพัทธ์กับพื้นผิวทั้งสอง
แรงเสยี ดสแี บ่งออกเป็น 2 สว่ น ไดแ้ ก่

3.1 Static Friction คือ แรงต้านการเคลื่อนที่ระหว่างพื้นผิวสัมผัสทั้งสอง โดยไม่มีการเคลื่อนท่ี
(Sliding) เช่น แรงทต่ี ้านไมใ่ หต้ ัวนักเรยี นไหลลงเมื่อปรบั หวั เตียงสูงขน้ึ เปน็ ต้น

13

3.2 Dynamic Friction คือแรงต้านโดยมีการเคลื่อนที่ของผิวสัมผัสทั้งสอง (Sliding) อาจทำให้เกิด
แผลบริเวณผวิ หนังชน้ั บน เช่น ผิวหนังถลอก (Abrasion) ถงุ น้ำ (Blister) เปน็ ตน้

ปจั จยั ภายใน
1. สูงอายุ (Aging) ผิวหนังท่ีมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ผิวหนังบางลง มีการไหลเวียนเลือดและความยืดหยุ่น
ลดลง ทำให้มโี อกาสได้รับบาดเจ็บไดง้ า่ ยขน้ึ และกระบวนการซ่อมแซมผิวหนงั ใหเ้ วลานานข้นึ
2. การไมเ่ คล่ือนไหว (Immobity) มักเกดิ ในผู้ที่มรี ะดับความรู้สึกตวั บกพร่อง ออ่ นแรง อัมพาต ทำให้จำกัด
ความสามารถในการเคลื่อนยา้ ยตวั เพิ่มความเสยี่ งต่อการเกดิ แผลกดทบั
3. สญู เสยี การรับรู้ความรสู้ กึ (Impaired Sensation) เชน่ การับสัมผัส รบั รคู้ วามรสู้ ึกเจ็บปวด เปน็ ต้น
4. ภาวะทุโภชนาการ (Malnutrition) ได้แก่ การได้รับสารอาหารหรือเกลือแร่ไม่พอเพียง การขาดวิตามิน
ภาวะขาดนำ้ นำ้ หนกั ตวั ตำ่ กวา่ ปกติ และ ภาวะผอมหนังหุ้มกระดูก เปน็ ต้น
5. ภาวะเลือดจาง (Anemia) ทำให้ออกซิเจนไปเลย้ี งบริเวณผิวหนังลดลง
6. การสบู บุหรี่ (Smoking) สารในบหุ ร่ีทำใหเ้ ลือดมคี วามหนืดเพิม่ ขนึ้ ลดการไหลเวียนเลือดบรเิ วณแผล ทำ
ใหแ้ ผลขาดเลอื ด
7. อณุ หภมู ิกายสูง (High Body Temperature) เชน่ ตวั ร้อน ไม่สบาย เป็นตน้
8. ผวิ หนังเปียกชื้นและกลน้ั อุจจาระปสั สาวะไม่ได้ (Moisture and Incontinence) บริเวณที่มีความช้นื
ที่มากเกินไปทำให้เน้ือเยอื่ ชัน้ ลกึ ของผิวหนังออ่ นแอ เกดิ แผลได้งา่ ย
9. ยา (Medication) เชน่ ยาระงบั ประสาท ยาระงับปวด ยาแก้อักเสบ ยาสเตียรอยด์ ยาชาเปน็ ต้น

ตำแหนง่ ของแผลกดทับ (Sites of Pressure UIcers)
แผลกดทับมักเกิดบริเวณปุมกระดูก เช่น สะโพก ใต้กระเบนเหน็บ ก้นกบ ก้นย้อย เข่าด้านใน ตาตุ่ม

สั้นเท้า เป็นต้น ตำแหน่งของแผลกดทับมีความสัมพันธ์กับท่าทางของนักเรียน เช่น ท่านอนหงายมักเกิดแผลกดทับ
บรเิ วณกระดูกใต้กระเบนเหน็บ ทา่ นนตะแคงเกดิ แผลบริเวณปุ่มกระดูกดา้ นข้างข้อสะโพก ทา่ นัง่ มักเกดิ แผลบริเวณปุ่ม
กระดกู รองนงั่ และกระดกู ก้นกบ เป็นตน้

ท้าย หวั ไหล่
นิว้ เทา้ หัวไหทลอ่ย
กระดกู เชงิ กราน
ส้นเทา้ กระดกู ใต้กระเบน กระดกู เชงิ กราน แกลระะขดอ้ ูกสใะตโ้พก

เหน็บ กระเบน

ท่าน่งั : พบท่บี ริเวณกระดูกเชงิ กราน กระดูกกน้ กบ สน้ เท้า เทา้

14

ส้นเทา้ ใตก้ ระเบนเหนบ็ ขอ้ ศอก หัวไหล่ ท้ายทอย

หรือกระดกู กน้
กบ

ท่านอนหงาย : บรเิ วณทพ่ี บแรงกดสูงสดุ คือ ทา้ ยทอย หวั ไหล่ ขอ้ ศอก ใต้กระเบนเหนบ็ กระดูกก้นกบ ส้นเทา้

ตาตุ่ม ข้อเท้า ขาและ ตน้ ขา ปุ่มกระดูกดา้ นขา้ ง หัวไหล่ หู ปุ่มกระดกู
ขอ้ เขา่ ขอ้ สะโพก
ด้านข้างศีรษะ

ทา่ นอนตะแคง : ตำแหนง่ บริเวณหัวไหล่ หู ปุ่มกระดูกดา้ นขา้ งข้อสะโพก ตาตุ่ม ข้อเข่า

แก้มและหู

นว้ิ เท้า ข้อเขา่ ตน้ ขา ขอ้ ศอก เตา้ นม หัวไหล่
ข้อสะโพก

ทา่ นอนคว่ำ : ตำแหนง่ บริเวณแกม้ หู ข้อศอก ตน้ ขา ข้อเขา่ นิ้วเทา้
ระดับของแผลกดทับ
1. ระดบั 1 (Stage 1)

ผวิ หนังไมฉ่ กี ขาด พบรอยแดงเฉพาะที่ มีความเจบ็ ปวด แข็ง นม่ิ ร้อน หรือ เย็น กวา่ ผิวหนังข้างเคยี ง

15

2. ระดบั 2 (Stage 2)
มีการสูญเสยี ของผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) ลกั ษณะสีแผลแดงชมพู อาจมลี กั ษณะผวิ หนงั ทม่ี ตี ุ่มพองน้ำ ท่ีมี

น้ำเหลืองอยู่ข้างใน (Serum-Filled Blister) อยู่บนผิวหนัง หรือมีการแตกของตุ่มพองน้ำ เห็นเป็นมันวาว หรือแห้ง
ไม่รวมผิวหนังที่ฉีกขาดจากการดึงรั้งของ พลาสเตอร์ หรือผิวหนังที่เปื่อยยุ่ย อักเสบ หรือถูกทำลาย
จากการสัมผัส ความเปียกชน

3. ระดบั 3 (Stage 3)
มีการสูญเสยี ของช้ันผวิ หนงั ทั้งหมด แต่จะไม่ถงึ ชัน้ กล้ามเนื้อ เส้นเอน็ และกระดกู พื้นผวิ แผลบางสว่ นจะมีเน้ือ

ตาย แตเ่ นอื้ ตายไมป่ ิดบังความลกึ ของชน้ั เน้อื เยื่อทสี่ ูญเสียไปอาจจะมโี พรงแผลและหลุดแผลเกิดขึน้

4. ระดับ4 (Stage 4)
มีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด แผลมองเห็นชั้นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก อาจมีเนื้อตาย

ทมี่ ลี กั ษณะเหนียว หรือเนอ้ื ตายทเ่ี ป็นสะเกด็ แผน่ หนา ติดอยทู่ พี่ ้ืนแผล สว่ นใหญ่พบรว่ มกบั โพรงและชอ่ งใตผ้ ิวหนัง

16

แนวทางการปอ้ งกันการเกิดแผลกดทับ

1. การจดั ท่าป้องกันแผลกดทับ หมนั่ พลิกตะแคงตวั เปลยี่ นท่านอนอย่างน้อยทุกๆ 2 ชวั่ โมง (Positioning)
2. ดูแลที่นอนให้สะอาด แห้ง อากาศถ่ายเทอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น หรือใช้อุปกรณ์ ที่นอน

เพ่อื ชว่ ยลดหรอื กระจายแรงกด เช่น เบาะหรอื ทีน่ อนลม เป็นต้น
3. การเคล่ือนย้ายนกั เรียนที่มภี าวะตดิ เตยี งควรมผี า้ รอง เพ่ือป้องกันการเสียดสีของผวิ หนงั
4. ดูแลผิวหนงั ไมใ่ ห้อบั ชืน้ หรือแหง้ เกนิ ไปอยู่เสมอ
5. ออกกำลัง ขยับแขน, ขา และขอ้ ต่อต่างๆ เปน็ ประจำ
6. การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามโภชนการ โดยเฉพาะโปรตีน, วติ ามิน, ธาตุเหล็ก และนำ้

การจดั ทา่ ปอ้ งกันแผลกดทบั (Positioning)

1. การจัดท่าป้องกันแผลกดทับ จะคำนึงถึงความสามารถในการขยับและการเคลื่อนไหวของนักเรียน หาก
นักเรียนนอนติดเตยี งไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลยควรเปล่ียนท่านอนใหม่อย่างน้อยทุก ๆ 2 ชั่วโมง โดยอาจจะเปลี่ยน
จากทา่ นอนหงายเป็นตะแคง ใช้หมอนข้างน่ิม ๆ มากั้น รวมถงึ ใชห้ มอนน่ิม ๆ ใบเล็กแทรกอยู่ตามระหว่างปมุ่ กระดูกที่
อาจกดทับกันจนเป็นแผลได้หาก นักเรียนที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แต่สามารถนั่งบนรถเข็น ได้
ควรเปลี่ยนท่านั่งใหม่ทุก ๆ 1 ชั่วโมง ระหว่างอาบน้ำเช็ดตัวเปลี่ยนผ้าอ้อมควรหมั่นสังเกตสีผิวที่เปลี่ยนแปลง
หากเริ่มสังเกตพบรอยแดง คล้ำ หรือการอักเสบ ควรหมั่นพลิกตัวเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ การจัดท่าป้องกันแผลกดทับ
สามารถจัดในท่านอนและท่าน่งั รายละเอยี ดดงั น้ี

การจัดท่านอนหงาย

วิธีการ 1. นำหมอนรองทแี่ ขนท้ัง 2 ข้าง 2. นำผา้ ขนหนผู ืนเล็กม้วนและใสใ่ นมือผปู้ ว่ ย 3. นำหมอนข้างรองใต้เข่า

17

การจดั ท่านอนตะแคง

วิธีการ 1. นำหมอนรองทต่ี น้ ขาและปลายขา 2. นำผา้ ขนหนูผนื ใหญร่ องแขนดา้ นบน

การจดั ท่านงั่

วิธกี าร 1. นำหมอนรองท่ีศรี ษะ 2. นำหมอนรองท่ีแขนทั้ง 2 ขา้ ง 3.นำหมอนขา้ งรองใต้เข่า

หมายเหตุ ควรเปล่ยี นทา่ ทางทกุ ๆ 2 ชวั่ โมง

18

การเคาะปอดเพอื่ รอ่ นระบายเสมหะ

การเคาะปอดระบายเสมหะในเดก็
อาการเจ็บป่วยที่มักพบบ่อยในเด็กคือโรคระบบทางเดินหายใจ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในระบบทางเดิน

หายใจ ร่างกายจะพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นด้วยการไอออกมา (หรืออาจกลืนลงไปบ้าง ร่างกายก็จะ
ขับถ่ายออกมาได้เอง) เป็นกลไกป้องกันตัวตามปกติของร่างกาย แต่สำหรับเด็กมักจะไม่สามารถไอและขับเสมหะ
ออกมาได้เอง ทำให้เกิดภาวะการคั่งค้างของเสมหะในทางเดินหายใจของผู้ป่วยเด็ก เป็นปัญหาสำคัญในการขัดขวาง
การระบายอากาศ ทำให้ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้องออกแรงในการหายใจมากขึ้นจนมี
อาการหอบเหนื่อยตามมา บางรายอาจมเี สมหะมากจนอุดกัน้ ท่อทางเดินหายใจ อาจทำให้เกดิ ภาวะปอดบวมหรือปอด
อักเสบได้ ผู้ป่วยเด็กจึงควรต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และเมื่อมีการสะสมเสมหะมากขึ้น หรือเสมหะมีลักษณะ
เหนียวมากขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยเด็กไม่สามารถขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจโดยอาศัยกลไกของร่างกายเพียงอย่าง
เดียวจำเป็นต้องมีการทำกายภาพบำบัดทรวงอก (Chest Physiotherapy) เพื่อช่วยขับเสมหะออกมา ซึ่งได้แก่การ
เคาะปอด การใช้แรงสน่ั สะเทือน การจดั ทา่ ระบายเสมหะ และการฝกึ ไอใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ

การเคาะปอด (Chest Percussion)
การเคาะปอดและการสั่นปอด มวี ัตถปุ ระสงคเ์ ดียวกนั คอื การทำใหเ้ กิดแรงสนั่ สะเทือนผ่านผนังทรวงอกลงไป

ถงึ แขนงหลอดลม ลมทกี่ ระทบผนังทรวงอกขณะเคาะ จะทำให้เสมหะที่เกาะอยบู่ รเิ วณทางเดินหายใจส่วนปลายค่อยๆ
หลุดเลื่อนไหลออกมาตามแขนงหลอดลมจากเล็กไปใหญ่ และเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ
เพื่อระบายเสมหะออก ในเด็กเล็กอาจใช้ผ้าบางๆ วางบนตำแหน่งที่เคาะ การเคาะปอด จะต้องทำมือลักษณะเป็น
กระเปาะหรอื รูปถ้วย (cup hand) ปลายนิ้วชดิ กัน ข้อมอื ขอ้ ศอก และไหล่เคลื่อนไหวสบายๆ เคาะดว้ ยความถี่ 3 ครั้ง
ตอ่ วนิ าที เปน็ จงั หวะสม่ำเสมอ ใหท้ ัว่ ๆบรเิ วณทรวงอกส่วนท่ีเคาะอยู่ เคาะวนเป็นวงกลม หรอื เลื่อนไปทางซ้ายและขวา
ก็ได้ โดยเคาะตามลักษณะกายวิภาคศาสตร์กลีบของปอด 2 ข้าง กลีบละ 1 – 2 นาที ใช้เวลารวมทั้งหมดไม่ควรเกิน
30 นาที (ในทารกแรกเกดิ นกั กายภาพบำบัดอาจเลือกใช้วธิ ีใช้นว้ิ เคาะปอดแทนการใช้ทงั้ อุ้งมือ)

การสน่ั ปอด (Chest Vibration)
การสั่นปอด จะออกแรงสั่นบนผนังทรวงอกที่ต้องการระบายเสมหะ โดยใช้แรงสั่นผ่านทางมือของผู้รักษา

ในช่วงหายใจออกและขณะไอของผู้ป่วย แรงสั่นนี้จะช่วยทำให้เสมหะค่อยๆหลุดออกมาได้ดียิ่งขึ้น แต่วิธีนี้ต้องอาศัย
ความชำนาญของผู้รักษาค่อนขา้ งมาก เพราะเป็นท่าทางที่ทำใหเ้ กดิ อาการเมื่อยล้าที่แขนของผรู้ ักษาได้ง่าย หรือถ้าส่ัน
ไมถ่ กู วธิ ี อาจไม่สง่ ผลใหเ้ สมหะของผู้ปว่ ยหลดุ ออกมาตามทางเดนิ หายใจ ในปัจจบุ นั จงึ นิยมใชเ้ ครือ่ งมือท่ีทำให้เกิดแรง
สั่นคือ เครื่องสั่นปอด (chest vibrator) สามารถทดแทนการใช้มือของผู้รักษาได้ และในผู้ป่วยเด็ก การใช้เครื่องสั่น
ปอด พบวา่ ทำใหเ้ ดก็ มีอาการหวาดกลัว หรือตกใจน้อยกวา่ ใช้มือเคาะปอดอีกดว้ ย

19

ข้อห้ามของการเคาะปอดและการสน่ั ปอด
1. มภี าวะเลอื ดออกง่าย หรอื กำลังได้รบั ยาท่ีมีความเสย่ี งเลือดออกง่าย
2. มีอาการบาดเจ็บที่ไขสนั หลังเฉยี บพลัน
3. ซโี่ ครงหัก หรอื มีภาวะทีม่ ีความเส่ียงกระดกู หักง่าย
4. มบี าดแผลจากการปลูกถ่ายผิวหนงั (skin graft) หรือแผลไฟไหม้
5. มีการสูดสำลกั สิ่งแปลกปลอมเข้าไป
6. มีภาวะสญั ญาณชีพไม่คงท่ี
7. มีลมในชอ่ งเย่ือหมุ้ ปอดท่ยี ังไม่ไดร้ บั การระบายออก (untreated pneumothorax)
8. มกี ารอักเสบเฉยี บพลันของระบบทางเดินหายใจ (acute inflammatory pulmonary process)
9. มีการติดเช้ือวัณโรค หรือฝใี นปอด

ข้อห้ามของการจัดทา่ ระบายเสมหะ
1. ผู้ปว่ ยทีม่ ีภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสงู
2. มีอาการบาดเจ็บท่ีศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง หรอื กระดกู ซ่โครงหกั
3. หลังการผ่าตัดทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั ตา
4. มีภาวะเลือดออกง่าย
5. มีภาวะสญั ญาณชพี ไม่คงท่ี
6. ไอเปน็ เลือด, ภาวะหนองในโพรงเยอ่ื หุ้มปอด, โรคลิม่ เลอื ดอุดกั้นในปอด, มีแผลรูเปิดระหว่างหลอดลม
และชอ่ งเย่ือห้มุ ปอด

ข้อควรระวงั ในการเคาะปอด
1. ผู้ป่วยหลังได้รบั การผา่ ตัดหวั ใจ

2. ไอเป็นเลือดเลก็ น้อย (Hemoptysis)
3. ภาวะหายใจหอบเหน่ือย (Dyspnea) เลก็ น้อย

4. มีอาการเจ็บบรเิ วณผนังทรวงอก
** ควรเคาะปอดในขณะเด็กท้องว่าง หรอื กอ่ นเด็ก รับประทานอาหารหรอื กนิ นม แตห่ ากรับประทานอาหารแลว้ ให้

เคาะปอดหลงั จากนน้ั 2 ชวั่ โมง เพ่อื ป้องกนั การสำลกั อาหาร **

20

การขับเสมหะออกจากปอดและหลอดลม

ต้องอาศยั องค์ประกอบดงั ต่อไปน้ี

1. การจดั ทา่ (Postural drainage)
2. การเคาะ (Percussion)
3. การส่ันสะเทือน (Vibration)
4. การไออยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ (Effective cough)

หลกั การทวั่ ไปในการเคาะปอด
1. การจัดทา่ เพื่อระบายเสมหะ เปน็ วิธกี ารท่ีอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก (gravity) เปน็ หลัก โดยจัดให้สว่ นของ
ปอดทตี่ ้องการระบาย อยเู่ หนือกวา่ หลอดลม และปาก ทำใหเ้ สมหะไหลออกจากหลอดลมเล็กสหู่ ลอดลม
ใหญ่ และถูกขับออกโดยกระตุ้นใหผ้ ปู้ ว่ ยไอ และบ้วนเสมหะ
2. การเคาะ (Percussion) ใช้องุ้ มือไมค่ วรใช้ฝ่ามอื โดยทำมือให้เป็นลักษณะคมุ้ นิ้งแตล่ ะนวิ้ ชิดกนั ทเ่ี รยี กวา่
cupped hand เคาะบริเวณทรวงอกสว่ นท่ีได้รับการจัดทา่

3. ใชผ้ า้ รองบนสว่ นทีจ่ ะเคาะ
4. การเคาะแต่ละทา่ ควรใช้เวลาประมาณ 1 นาที
5. ขณะเคาะหากผู้ปว่ ยไอควรหยุดเคาะ ให้ใชก้ ารส่นั สะเทือนแทน โดยการใช้มือวางราบพร้อมท้ังเกรง็
กลา้ มเนือ้ บริเวณตน้ แขน และหัวไหล่ ในจงั หวะการหายใจเขา้ เต็มท่ี และกำลังหายใจออก
6. ฝึกการไอให้มปี ระสิทธิภาพ โดยให้ผูป้ ่วยหายใจเข้าเตม็ ท่ีชา้ ๆ กล้นั ไวส้ กั ครู่ และไอออกมาโดยเร็วและแรง
7. ควรเคาะก่อนรับประทานอาหาร/มือ้ นม หรือขณะท้องว่าง หรอื หลงั รบั ประทานอาหารอย่างน้อย 2
ชว่ั โมง เพือ่ ปอ้ งกันการสำลกั และอาเจยี น

21

22

ทา่ ที่ 1 : ปอดสว่ นบน (Upper lobes)

ให้เด็กพิการนอนหงายราบ เคาะบริเวณหนา้ อกด้านหนา้ ช่วงบน ท้ัง 2 ขา้ ง
ทา่ ท่ี 2 : ปอดส่วนกลางด้านขวา (Right middle lobes)

จดั ท่าให้เด็กพกิ ารนอนตะแคงหันดา้ นหน้า และเอาหนา้ อกด้านขวาขึน้ เอนไปด้านหลงั ¼ ใชห้ มอนสอดบรเิ วณ
หัวไหลถ่ งึ สะโพก งอเข่าทงั้ 2 ขา้ งเล็กน้อย เคาะบรเิ วณราวนมดา้ นขวา

23

ทา่ ที่ 3 : ปอดส่วนกลางด้านซา้ ย (Left middle lobes)

จดั ท่าให้เด็กพกิ ารนอนตะแคงหันด้านหนา้ และเอาหน้าอกดา้ นซา้ ยขน้ึ เอนไปด้านหลัง ¼ ใช้หมอนสอดบรเิ วณ
หวั ไหลถ่ ึงสะโพก งอเข่าทงั้ 2 ขา้ งเลก็ น้อย เคาะบริเวณราวนมดา้ นซา้ ย

ทา่ ท่ี 4 : ปอดสว่ นลา่ ง (Lower lobes)

ใหเ้ ดก็ พิการนอนควำ่ ใชห้ มอนรองบริเวณสะโพก เคาะบริเวณกลางหลังตรงส่วนต้นของกระดูกสะบักทัง้ 2 ข้าง

24

เอกสารอา้ งองิ
สถาบนั สิรินธรเพ่อื การฟ้ืนฟสู มรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ ,คมู่ อื สำหรบั
ประชาชนในการฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ขั้นพนื้ ฐานสำหรับคนพกิ ารทางการเคลื่อนไหว,หนา้ 13-25.
7 ท่า "เคาะปอด" ชว่ ยลดอาการไอ ขบั เสมหะให้ลูกน้อย. สืบคน้ 13 สิงหาคม 65 , จาก
https://www.parentsone.com/7-position-help-for-kids-about-phlegm

25

ภาคผนวก

26

ค่มู อื การดแู ลเดก็ พกิ ารปว่ ยติดเตยี ง

ผ้จู ัดทำ ครู
นางสาวฐิตมิ า จีนประชา

ที่ปรึกษา

1. นายกฤษฎา แกว้ ประดบั ผ้อู ำนวยการ

2. นางปฏมิ า จา่ พันธุ์ รองผูอ้ ำนวยการ

3. นางสาวรสุ นยี ์ รอเกตุ ครู

ภาพประกอบ นางสาวฐติ ิมา จีนประชา ครู

จดั พมิ พ์และเผยแพร่ ศนู ย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวดั สตูล

ตำบลคลองขดุ อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตลู รหัสไปรษณยี ์ 91000

โทร.074-740453


Click to View FlipBook Version