ไ ม้ม้ม้ ม้ม้ม้ด อ ก Flowering Plants รวบรวมข้อมูล โดย นางสาว จิรภิญญา บุญผาสุข ม.4/3 เลขที่ 11 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี
คำ นำ หนังสือเล่มนี้ จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นป็ส่วนหนึ่งของวิชาห้อง สมุดและการค้นคว้า เพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องไม้ดอก ได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นป็ ประโยชน์แก่การเรียนและใน ด้านต่างๆ ผู้จัดทำ หวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นป็ ประโยชน์แก่ผู้อ่าน หรือนักเรียน ที่กำ ลังหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อ แนะนำ หรือผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้ และ ผู้จัดทำ ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในหนังสือเล่มนี้สำ เร็จมา ณ โอกาสนี้ด้วย
สารบัญ ไม้ดอกคืออะไร 1 พืชมีดอกเกิดขึ้นได้อย่างไs 1 พืชมีดอกคืออะไs 2 ไม้ดอกมีกี่กลุ่ม 3 ว่าด้วยเรื่องของดอก 6 ปัญหาที่พบกับไม้ดอก 9 มาทำ น้ำ ยายืดอายุการปักแจกันให้ดอกไม้กัน 11 บรรณานุกรม 12 ข้อมูลผู้จัดทำ 13 หน้า
จากหลักฐานซากฟอสซิลพืชเก่าแก่ที่พบเมื่อประมาณ130ล้าน ปีก่ปี ก่อน นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า Amborella tichopoda ที่มีถิ่นกำ เนิดในเขตร้อนขึ้นของนิวแคสิโดเนียทางตอนใต้ของ มหาสมุทรแปซิฟิก คือบรรพบุรุษของพืชมีดอกขนาดเล็กที่มี เนื้อไม้ มีระบบท่อลำ เลียงน้ำ ที่แตกต่างจากไม้ดอกในปัจจุบัน ซึ่งเป็นป็ลักษณะดั้งเดิมของพืชมีดอก ให้ดอกเดี่ยวเป็นป็ดอก แยกเพศ ฐานรองดอกยาว มีใบประดับเชื่อมติดกับฐานรอง ดอกดูคล้ายวงกลีบรวม (perianth) กลีบรวมแต่ละกลีบเรียง เวียนสลับ ซึ่งเป็นป็ลักษณะเด่นของพืชโบราณนักวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่าในช่วงคาร์บอนิเฟอรัส(Carboniterousporiod) สิ่งมีชีวิตหลายชนิดกำ เนิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นป็มอสส์ลิเวอรเวิร์ต ซึ่งเป็นป็พืชที่ไม่มีระบบท่อลำ เลี้ยงน้ำ และอาหาร พืชจำ พวกเฟินและพืชคล้ายเฟิน (Fern & fern allies) ที่ไม่มีดอกสำ หรับสืบพันธุ์ และพวกสนต่างๆ รวมทั้งสัตว์มีกระดูกสันหลัง และแมลงหลายชนิด ก็ถือกำ เนิด บนโลกในช่วงนี้ด้วย โดย พืชกลุ่มสนมีวิวัฒนาการต่อจากเฟื้น สามารถสร้างดอก ติดบนแผ่นใบที่เปลี่ยนรูปไป เรียกว่า โคน (cone) เมื่อติดเมล็ด ส่วนของแผ่นใบจะห่อหุ้มเมล็ดไว้โดย ไม่มี เนื้อเยื่ออื่นห่อหุ้ม จึงเรียกกันว่า พืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm) ซึ่งคาดว่า Amborelia tichopoda มี วิวัฒนาการจากพืชเมล็ดเปลือยนั่นเอง ไม้ดม้อกคือคือะไร ไม้ดอก (Flowering Plants) ในความหมายทั่วไป คือ พรรณไม้ที่สามารถเจริญเป็นป็ผลและติดเมล็ดได้อาจมีสีสันและ รูปทรงดอกสวยงามโดดเด่นหรือดูไม่สะดุดตา ให้กลิ่นหอมหรือ กลิ่นฉุนที่มีเสน่ห์แตกต่างกันไป ส่วนความหมายทางพืชสวน หมายถึง พรรณไม้ที่ให้ดอก สวยงามสะดุดตาและสวยงามกว่าใบ นิยมนำ มาใช้เป็นป็ ไม้ประดับ หลายรูปแบบ ทั้งปลูกประดับ แปลงและปลูกเป็นป็ ไม้กระถาง มีความหลากหลายของการเจริญเติบโต สีและรูปทรงดอกแตกต่าง กันไป หลายชนิดมีก้านดอกแข็งแรงสามารถนำ ไปใช้เป็นป็ ไม้ตัดดอก เช่น กล้วยไม้ กุหลาบ เบญจมาศ คาร์เนชั่น เป็นป็ต้น ด้วยเหตุนี้จึง ทำ ให้หลายคนหลงเสน่ห์ของไม้ดอก พืชมีดมีอกเกิดกิขึ้นขึ้ได้อด้ย่าย่งไร AMBORELLA TICHOPODA 1
พืชมีดมีอกคือคือะไร ทางพฤกษศาสตร์ พืชมีดอก (Anglosperm) หมายถึง พรรณไม้ที่มีระบบท่อลำ เลียงสามารถให้ดอก สำ หรับสืบพันธุ์ ดอกแต่ละดอกประกอบด้วยเกสรเพศ ผู้และเกสรเพศเมีย อาจเป็นป็ดอกสมบูรณ์เพศหรือ ดอกแยกเพศอยู่ร่วมต้นหรือต่างต้นกัน เมื่อเกิดการ ผสมเกสรจะเกิดเป็นป็ผลและเมล็ด โดยสร้างเนื้อเยื่อ ห่อหุ้มเมล็ดเพื่อรักษาตันอ่อนและแหล่งอาหารที่อยู่ ภายในเพื่อให้เมล็ดงอกและเดิบโตเป็นป็ต้นใหม่ ดำ รง เผ่าพันธุ์ไม่ให้สูญพันธุ์ไป นอกจากนี้พืชแต่ละชนิดยัง มีสีสันของดอกแตกต่างกัน บางชนิดสามารถสร้างน้ำ หวานที่ดอกเพื่อล่อให้เหล่าแมลงมาดูดกินเป็นป็อาหาร และเป็นป็ผู้ช่วยผสมเกสรให้ ทำ ให้มีโอกาสติดเมล็ด มากขึ้น และไม่ว่าพรรณไม้ชนิดนั้นจะอยู่ในสภาพ แวดล้อมเช่นใด พืชจะปรับตัวให้เหมาะกับการเติบโต ในสภาพนั้น เช่น พรรณไม้ที่ดอกมีสีสันไม่สะดุดตา อาจให้กลิ่นหอมหวานเพื่อล่อแมลงมาช่วยผสมเกสร หรืออาจติดผลที่มีเนื้อนุ่มรสหวานเพื่อให้นกและสัตว์ ต่างๆ มากินเป็นป็อาหารและช่วยแพร่กระจายพันธุ์ เมื่อ สัตว์ถ่ายมูลมาตกที่ใด เมล็ดในมูลสัตว์ก็จะเติบโตเป็นป็ ตันใหม่ต่อไปได้ นี่คือวิวัฒนาการของพืชมีดอกที่ถือ กำ เนิดบนโลกมานานกว่า 350 ปี พืชมีดอกมีทั้งที่เป็นป็พืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ อาจมีอายุสั้นหรืออายุหลายปี หลายชนิดมนุษย์นำ มาใช้ ประโยชน์ โดยเฉพาะปัจจัย 4 ไม่ว่าจะเป็นป็พืชอาหาร เช่น ข้าว ผักผลไม้ต่างๆ สมุนไพร เช่น ขมิ้นขิง ข่า ตะไคร้ พริก มะรุม หรือใช้ทำ เครื่องนุ่งห่มที่นำ เส้นใย พืชมาถักทอ เช่น ฝ้าย กัญชง แม้แต่การนำ เนื้อไม้ของ ไม้ต้นขนาดใหญ่หลายชนิด เช่น ต้นแดง มะฮอกกานี พะยูง ประดู่ ฯลฯ มาใช้สร้างบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ผู้คนยังนิยมนำ ความ สวยงามของพืชมีดอกมาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกเป็นป็ ไม้ประดับเพื่อสร้างความรื่นรมย์และความสวยงาม รอบๆ บ้าน โดยเฉพาะพรรณไม้ที่ให้ดอกสวยงาม พร้อมให้กลิ่นหอมบางชนิดที่เรียกว่าไม้ดอกไม่ว่าจะ เป็นป็ ไม้ต้นที่ให้ดอกตามฤดูกาลพร้อมให้ร่มเงาแก่บ้าน เรือน เช่น ประดู่ ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ กระพี้จันฯลฯ ไม้ดอกพุ่ม เช่น ข้อนทอง เข็ม สังกรณี ฯลฯ หรือไม้ ดอกมีหัว เช่น ว่านสี่ทิศ ว่านมหาโชค พลับพลึง รวม ทั้งไม้ดอกอายุสั้นอย่าง ดาวเรือง ดาวกระจาย เดซี่ แพงพวย พีทูเนียซึ่งจะกล่าวต่อไป 2
ไม้ดม้อกมีกี่มีกกี่ลุ่มลุ่ ไม้ดอกในทางพืชสวน หมายถึง พรรณไม้ที่ให้ดอกสวยงาม และนิยมปลูกประดับ สามารถจำ แนกได้หลายกลุ่ม ดังนี้ *จำ แนกตามอายุ* 1. ไม้ดอกอายุปีเปีดียว (Annual Flowering Plant] เป็นป็ ไม้ดอกที่มีอายุเพียงปีเปีดียวนับตั้งแต่ เมล็ดงอกจนออกดอกติดผล และตายไปเมื่อ เมล็ดร่วงลงพื้นดินและได้รับความขึ้นที่พอ เหมาะก็จะงอกเป็นป็ต้นใหม่ทดแทนต้นเดิมได้จึง เรียกกันว่า "ไม้ดอกล้มลุก"รู้จักกันดีและเห็น ทั่วไป เช่น ดาวกระจาย ดาวเรือง ผักเสี้ยนฝรั่ง บานไม่รู้โรย บานชื่น เป็นป็ต้น 2. ไม้ดอกอายุสองปี (Biennial Flowering Plant) เป็นป็ ไม้ดอกที่มีช่วงการเจริญเติบโตทางต้นใน ปีแปีรกเมื่อเข้าสู่ปีที่ปี ที่ 2 จึงผลิดอกติดผล หลังจาก นั้นต้นจะค่อยๆโทรมและตายไปในช่วงเวลา 2 ปี แต่บางชนิดหากได้รับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และดูแลรักษาดีอาจมีอายุนานขึ้น เช่น ผีเสื้อ คาโมมายล์ เป็นป็ต้น ดอกดาวกระจาย ดอกคาโมมายล์ 3
3. ไม้ดอกอายุหลายปี (Perennial Flowering Plant] เป็นป็ ไม้ดอกที่สามารถเติบโตผลิดอกออกผลได้หด้ลายครั้ง และมีอายุยืนยาว ในช่วง 1 -3 ปีแปีรกจะมีการเจริญ เติบโตทางลำ ต้นและใบจนสมบูรณ์แข็งแรงผลิดอกออก ผลได้ หลังจากนั้นจะแตกกิ่งและออกดอกติดผลได้อีก หลายปีจปีนกว่าต้นจะโทรมและตายไป เช่น สังกรณี บานชื่น แวววิเชียร ผกากรอง เป็นป็ต้น ดอกบานชื่นชื่ *จำ แนกตามรูปแบบการใช้ประโยชน์* 1. ไม้ดอกประดับแปลง เป็นป็พรรณไม้ดอกที่นิยมปลูกประดับในสวนบนพื้นที่ เล็กและใหญ่ สามารถเติบโตได้ดี แข็งแรงทนทานดูแล รักษาง่าย ทรงพุ่มกะทัดรัด ที่สำ คัญคือให้ดอกดก ตลอดปีหปีรือตลอดช่วงอายุขัย ดอกมีสีสันสะดุดตาเช่น ดาวเรือง แพงพวย เข็มอินเดีย หลิวไต้หวันสำ หรับรูป แบบการปลูกลงแปลงมี 3 ประเภทคือ ㆍปลูกลงแปลงแบบมองได้รอบทิศ นิยมปลูกในพื้นที่ ขนาดใหญ่ ไล่ระดับความสูงไม่ให้บังกันดูสวยงามทุก มุมมอง ㆍ ปลูกลงแปลงแบบมองด้านเดียว คือการปลูก ประดับชิตด้านใดต้านหนึ่งของสวน เช่น กำ แพงรั้วโดย ปลูกพรรณไม้ที่มีทรงพุ่มสูงไว้ด้านในและลดหลั่นตาม ความสูงมาถึงด้านหน้า ㆍ ปลูกระดับเดียวตามแนวรูปทรง คือการปลูกโดย กำ หนดขอบเขตตามรูปแบบที่ต้องการ ส่วนใหญ่เป็นป็ พรรณไม้ชนิดเดียวกันและมีทรงพุ่มเท่าๆ กัน 2. ไม้ดอกกระถาง เป็นป็การปลูกไม้ดอกอีกรูปแบบหนึ่งที่เหมาะกับ คนในยุคนี้ มีข้อดีคือ สามารถย้ายตำ แหน่งได้ตามที่ ต้องการช่วยลดความแข็งกระด้างของผนัง รั้ว หรือ ฮาร์ดสเคปในสวน มีทั้งไม้กระถางตั้งและไม้กระถาง แขวน สำ หรับไม้กระถางแขวนควรเลือกปลูกไม้เลื้อย ที่มีลำ ต้นเล็กต้นเป็นป็พุ่มกะทัดรัด เช่น พีทูเนีย พวงแสด คุณนาย-ตื่นสาย เป็นป็ต้น สำ หรับภาชนะ ปลูกมีหลายรูปแบบให้เลือกซื้อ ทั้งกระถางพลาสติก กระถางดินเผา กระถางปูนเปลือย กระถางสังกะสี หรือดัดแปลงวัสดุรอบตัวมาใช้เป็นป็ภาชนะปลูกก็ได้ ดอกดาวเรือรืง ดอกพีทูพีเทูนียนี 4
3.ไม้ตัดดอก คือไม้ดอกที่มีก้านดอกแข็งแรง กลีบดอกหนา และบาน ได้นานหลายวัน อาจปลูกเป็นป็ ไม้ประดับแปลงหรือปลูกเป็นป็ ไม้ กระถางรอบๆ บ้าน เพื่อตัดดอกมาปักแจกันหรือจัดช่อ ดอกไม้ ส่วนใหญ่เป็นป็พรรณไม้ที่ชอบอากาศเย็น เช่น คาร์เนชั่น สแตติส ไลอะทริส เยอร์บีร่า ทิวลิป เป็นป็ต้น แต่ไม้ ประดับแปลงหลายชนิดก็มีศักยภาพเป็นป็ ไม้ตัดดอกได้ ตัวอย่างเช่น กุหลาบ บัจหลวงที่ใช้ตัดดอกบูชาพระ รวมทั้ง ดอกเข็ม สร้อยทอง ดาวเรือง ฯลฯ นอกจากที่กล่าวข้างต้น แล้วยังแบ่งตามความต้องการช่วงแสงและอุณหภูมิในการ เติบโตเป็นป็ 2 กลุ่ม คือ ไม้ดอกเมืองหนาวและไม้ดอกเมือง ร้อน ซึ่งปลูกได้ดีในเมืองไทยจนกลายเป็นป็แหล่งรวมไม้ ประดับที่มีความหลากหลายอีกประเทศหนึ่งของโลก Tips * การปลูกลงแปลงนิยมทำ ขอบแปลงเพื่อกำ หนดขอบเขตโดย ใช้วัสดุต่างๆ เช่น อิฐมอญ หิน อิฐประสานหรือดัดแปลงวัสดุ ธรรมชาติ เช่น กิ่งไผ่ กิ่งสนเป็นป็ต้น * การปลูกไม้ตอกกระดางควรเตรียมวัสดุปลูกที่มีคุณภาพเพื่อ ให้พืชเติบโตได้ดี *ไม้กระถางแขวนควรแขวนในตำ แหน่งที่ไม่ขวางทิศทางลม เพื่อป้องกันกระถางแกว่งกระทบกันจนแตกเสียหาย *ควรหมั่นรดน้ำ สม่ำ เสมอ โดยเฉพาะไม้กระถางตั้งและไม้ กระถางแขวนไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ต้นอาจตายได้ สแตติสติ ไม้ตัม้ดตัดอกที่ใที่ช้ทำช้ ทำดอกไม้แม้ห้งห้ได้ แปลงดอกไม้อม้าจใช้หิช้นหิวางเรียรีงเป็นป็แนวให้ดูห้เดูป็นป็ธรรมชาติ 5
ว่าว่ด้วด้ยเรื่อรื่งของดอก ดังที่กล่าวข้างตันว่า ดอกเป็นป็ส่วนสำ คัญของพืชมีดอก ดังนั้นพืชจึงจำ เป็นป็ต้องสร้างดอกจำ นวนมากเพื่อเพิ่ม โอกาสผสมเกสรและติดเมล็ดมากขึ้น โดยแต่ละดอก ประกอบด้วย 4 ส่วนดังนี้ ㆍ วงกลีบเลี้ยง (calyx) ประกอบด้วย กลีบเลี้ยง (sepal) อาจเชื่อมติดกันที่โคนปลายแยกกัน หรือแยกกันเป็นป็อิสระ มีรูปทรงต่างกันทั้งเล็กใหญ่ปลาย แหลมหรือมนหรือมีขนปกคลุม ㆍวงกลีบดอก (corolla) อยู่ถัดจากวงกลีบเลี้ยง โคน กลีบดอกอาจเชื่อมติดกันเป็นป็หลอดที่เรียกว่า corollatube ส่วนปลายแยกกันเป็นป็กลีบดอก(pota) มีรูปทรงและผิว สัมผัสที่แตกต่างกัน กลีบดอกอาจเรียวยาว ป้อม บางหรือ แข็งหนา มีหลายสี มีริ้วตามแนวกลีบหรือมีขนปกคลม ㆍวงกลีบดอก (corolla) อยู่ถัดจากวงกลีบเลี้ยง โคน กลีบดอกอาจเชื่อมติดกันเป็นป็หลอดที่เรียกว่าcorollatube ส่วนปลายแยกกันเป็นป็กลีบดอก(pota) มีรูปทรงและผิว สัมผัสที่แตกต่างกัน กลีบดอกอาจเรียวยาว ป้อม บางหรือ แข็งหนา มีหลายสี มีริ้วตามแนวกลีบหรือมีขนปกคลม ㆍวงเกสรเพศผู้ (androecium ) ประกอบด้วยเกสรเพศผู้ (stomon) มีตั้งแต่ 1 อันถึง จำ นวนมาก เกสรเพศผู้แต่ละอันประกอบด้วยอับเรณู (anther) และก้านชูอับเรณู (ilement)โดยก้านชูอับเรณู อาจแยกกันหรือเชื่อมติดกัน หรือเชื่อมติดกับฐานรองดอก หรืออยู่เหนือวงกลีบ ㆍวงเกสรเพศผู้ (androecium ) ประกอบด้วยเกสรเพศผู้ (stomon) มีตั้งแต่ 1 อัน ถึงจำ นวนมาก เกสรเพศผู้แต่ละอันประกอบด้วยอับ เรณู (anther) และก้านชูอับเรณู (ilement)โดย ก้านชูอับเรณูอาจแยกกันหรือเชื่อมติดกัน หรือเชื่อม ติดกับฐานรองดอก หรืออยู่เหนือวงกลีบ ㆍ วงเกสรเพศเมีย (gynoecium)ประกอบด้วยเกสร เพศเมีย (pistil) มีตั้งแต่ 1 อันถึงจำ นวนมาก เกสรเพศ เมียแต่ละอันเกิดจากใบพิเศษที่เรียกว่า คาร์เพล (carpel) อาจมี 1 คาร์เพลหรือหลายคาร์เพลเชื่อมติดกัน และเปลี่ยน รูปเป็นป็รังไข่(ovary) ก้านเกสรเพศเมีย (style) และยอด เกสรเพศเมีย (stigma) ภายในรังไข่อาจมี 1 ช่องหรือ หลายช่องที่มีไข่ (ovule) อยู่ภายใน หากได้รับการผสม เกสรจะเกิดเป็นป็เมล็ด ส่วนรังไข่จะเปลี่ยนรูปเป็นป็ผล (fruit) ไม้ดอกแต่ละชนิดให้ดอกแตกต่างกัน อาจมีครบทั้ง กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย บางชนิดวงกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอาจแยกจากกัน ไม่ชัดเจน เรียกว่า วงกลีบรวม (perianth) เช่นดอก ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ตัวอย่างเช่น ดอกบัวดิน พลับพลึง ว่านสี่ทิศ พืชบางชนิดอาจเป็นป็ดอกสมบูรณ์ เพศหรือดอกแยกเพศ ซึ่งมีทั้งที่เป็นป็ดอกแยกเพศอยู่ บนต้นเดียวกัน (Monoecious Plant) หรืออยู่ต่าง ต้นกัน(Dioecious Plant) ไม้ดอกที่ปลูกเสี้ยงในบ้าน เราส่วนใหญ่มีทั้งที่ให้ดอกเดี่ยว (Single Flower) เช่น กุหลาบ และที่ออกดอกเป็นป็ช่อ (Iniloresconce) มีหลายรูปแบบดังภาพ ส่วส่นต่างๆของดอก ริ้วประดับ กลีบเลี้ยง ยอดเกสร เพศเมีย เกสรเพศผู้ กลีบดอก 6
รูปรูทรงดอกและช่อช่ดอกแบบต่างๆ รูปรูกรวยหรือรืรูปรูแตร รูปรูกงล้อล้ รูปรูดอกถั่วถั่ รูปรูดอกเข็มข็ รูปรูปากเปิดปิรูปรูหลอด ช่อช่เชิงชิลดที่กที่ระจุกจุแน่นน่ทรงกระบอก ช่อช่ดอกคล้าล้ยช่อช่เชิงชิลด ที่มีที่ใมีบประดับดัขนาดใหญ่ ช่อช่ซี่ร่ซี่มร่ ช่อช่ซี่ร่ซี่มร่เชิงชิประกอบ ที่ดูที่คดูล้าล้ยช่อช่กระจุกจุแน่นน่ ช่อช่เชิงชิลด 7
ช่อช่แยกแขนง ช่อช่กระจุกจุ เชิงชิประกอบ ช่อช่แถวเดี่ยดี่ว ช่อช่กระจุกจุแยกแขนง ช่อช่เชิงชิหลั่นลั่เชิงชิประกอบ ช่อช่กระจะ ช่อช่เชิงชิลดมีกมีาบ ช่อช่กระจุุกจุุแน่นน่ ช่อช่ฉัตฉัร 8
ปัญปัหาที่พที่บกับกัไม้ดม้อก Q : อาการขาดธาตุอตุาหารเป็นป็อย่าย่งไร A : สังสัเกตจากสีใสีบ ถ้าขาดธาตุไนโตรเจน ต้นจะโตช้า ใบเหลืองและกลายเป็นป็สีน้ำ ตาล ร่วงง่าย วิธีแก้ไขให้ปุ๋ยตัวหน้าสูง เช่น ปุ๋ยยูเรีย (46-0 -0) แต่ควรให้ที่ละน้อยถ้าขาดธาตุฟอสฟอรัส ต้นจะแคระแกร็น ใบมีสีเขียวทึบ แต่ ขอบใบด้านล่างจะมีสีม่วงแดงหรือสีเขียวคล้ำ และกลายเป็นป็สีน้ำ ตาล รากไม่เจริญ ควรให้ปุ๋ยสูตรตัวกลาง สูงถ้าขาดโพแทสเซียม ต้นจะเหี่ยวง่าย แคระแกร็นใบด้านล่างขอบใบเป็นป็สีเหลืองและเปลี่ยนเป็นป็สีน้ำ ตาล จากปลายใบมากึ่งกลางใบ และใบห่อขึ้นเล็กน้อย แก้ไขด้วยการให้ปุ๋ยสูตรตัวท้ายสูง สิ่งสำ คัญคือควรให้ที ละน้อย และฉีดพ่นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ ทางใบด้วย เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารเร็วขึ้น Q : ทำ ไมต้นกล้ายืดยืยาวและทยอยเน่าน่ ตายจนเกือบหมด A : เป็นป็เพราะได้รัด้บรัแสงแดดไม่เม่พียงพอ ต้นจึงยืดหาแสงหรืออาจได้รับปุ๋ย ไนโตรเจนมากเกินไป ต้นจึงอวบน้ำ ทำ ให้ เชื้อราและแบคทีเรียเข้าทำ ลายได้ง่าย และเกิดโรคเน่าคอดิน ซึ่งพบมากในช่วง ฤดูฝน แก้ไขโดยยกออกให้รับแสงมาก ขึ้น เมื่อวัสดุเพาะแห้งค่อยให้น้ำ และหมั่น ฉีดพ่นสารป้องกันกำ จัดเชื้อราหากตันเกิด อาการลุกลามมากขึ้น ควรรอจนต้นแข็ง แรง จึงย้ายปลูก และก่อนย้ายกลัาลง ปลูกควรงดให้น้ำ 1 -2 วัน และให้ปุ๋ยตัว ท้ายสูงในอัตราเจือจาง จะช่วยให้ต้นกล้า ทนต่อการขาดน้ำ และแข็งแรงขึ้น 9
Q : ขอบและปลายใบไหม้เม้กิดจากอะไร A : เป็นป็เพราะได้รัด้บรัแสงแดดมากเกินกิไป และได้น้ำด้น้ำไม่เม่พียงพอ ซึ่งมักเกิดขึ้นในฤดูหนาวและฤดูร้อน ควรพรางแสง บริเวณที่ปลูก และหมั่นฉีดพ่นน้ำ ในช่วงที่อากาศร้อน เพื่อป้องกันต้นเหี่ยวใบแห้ง Q : ใบเป็นป็จุดกลมสีน้ำสีน้ำตาลในช่วช่งฤดูฝดูน A : ฤดูฝดูนเป็นป็ช่วช่งที่คที่วามขึ้นขึ้สูงสูเซลล์พีล์ พีช จึงจึอวบน้ำ ทำ ให้เห้ชื้อชื้ราเข้าข้ทำ ลายตาม บาดแผลได้ง่ด้าง่ย โดยโรคที่เกิดจากเชื้อราและพบมากคือ โรคใบและดอกเป็นป็จุดรวมทั้งโรครากเน่าที่เกิดจากเชื้อราควร ปรับสภาพพื้นที่ปลูกให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก หากพบพืชแสตงอาการไม่มาก คารเก็บใบที่เกิดอาการและ ใบที่ร่วงไปเผาทำ ลาย หากระบาดมากโดยเฉพาะโรคราเมล็ดผักกาดที่มีเม็ดสีขาวจับตัวอยู่ตามโคนต้น ควร เก็บส่วนที่แสดงอาการไปเผาทำ ลาย พร้อมฉีดพ่นสารป้องกันกำ จัดเชื้อรา เช่น แคปแทน (Captan : ชื่อ สามัญ) แมนโคเซป (Mcncocop :ชื่อสามัญ) คาเบนดาซิม (Carbendazim : ชื่อสามัญ) เป็นป็ต้น 10
ความทนทานในการปักแจกันของดอกไม้ขึ้นอยู่กับ ชนิดไม้ดอกที่นำ มาใช้ประโยชน์ คุณสมบัติของไม้ตัดดอก ที่ดีคือ มีก้านดอกยาวและแข็ง กลีบดอกหนา เมื่อนำ มา ปักแจกันควรหมั่นเปลี่ยนน้ำ ในแก้วหรือแจกัน และตัด ปลายกัานดอกอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ ก้านดอก นอกจากนี้ยังสามารถทำ น้ำ ยายืดอายุการปักแจกัน อย่างง่ายจากส่วนผสมที่หาได้ในบ้าน เช่น ㆍสูตรที่ 1 น้ำ ส้มสายชู 1 ช้อนชาผสมกับน้ำ 1 ลิตร คนให้เข้ากัน กรดซิตริกในน้ำ ส้มสายชูจะช่วย ให้ดอกดูดน้ำ ได้เร็วและเต็มที่ขึ้น ㆍ สูตรที่ 2 น้ำ ยาไฮเตอร์ 1 มิลลิลิตร (มีส่วนผสม ของคลอร็อกซ์) ผสมกับน้ำ ส้มสายชู 5 มิลลิลิตร น้ำ ตาล ทราย 50 กรัม และน้ำ 1 ลิตร คนให้เข้ากัน Tips * สิ่งสำ คัญของการตัดตอกไม้มาปักแจกันคือ ควรนำ ถังน้ำ เล็ก ๆใส่น้ำ ไปด้วย หลังจาก ตัดดอกก็จุ่มก้านตอกลงในน้ำ ทันที เพื่อป้องกันอากาคข้าไปในท่อน้ำ ของท้านดอก ซึ่งจะทำ ให้ ก้านดอกไม่สามารถดูดน้ำ ได้สะดวก ควรวางในที่ร่ม อากาศเย็น เพื่อไม่ให้ดอกเหี่ยวเร็ว และ ก่อนปักแจกันควรตัดปลายก้านออกแล้วปักลงแจกันทันที ดอกจะสดและอยู่ได้นาน *กรรไกรที่ใช้ต้องคมและสะอาด เพื่อป้องกันบาดแผลบอบช้ำ มาทำ น้ำ ยายืดยือายุกยุารปักปัแจกันกัให้ดห้อกไม้กัม้นกั 11
บรรณานุกรม 12
ข้ อมูลผู้จัด จั ทำ ข้ อมูลผู้จัด จั ทำ 13 นางสาว จิรภิญญา บุญผาสุข ชั้น ม.4/3 เลขที่ 11 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ลพบุรี อายุ 15 ปี e-mail : [email protected] ID Line : Jirapinya50 Facebook : Jing Jing IG : novelonmine