The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by npitichat, 2022-03-02 07:19:57

การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์

การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเพอื่ คณุ ภาพชีวติ

บทท่ี 2
การแสวงหาความรูทางวทิ ยาศาสตร

การแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร โดยผานกระบวนการทางวิทยาศาสตร (Science
process) ท่ีมีแบบแผนที่นักวิทยาศาสตรหรือผูท่ีสนใจดานวิทยาศาสตรใชในการศึกษาคนควา
หาองคค วามรู (Body of knowledge) ทางวิทยาศาสตร และองคประกอบท่ีสําคัญอีกประการหนึ่ง
ไดแก ทักษะกระบวนการท่ีตองใชในแตละขั้นตอนของการแสวงหาความรู รวมทั้งการมีจิตวิทยา
ศาสตรของผูศึกษาคนควา จึงจะทําใหประสบความสําเร็จในการศึกษา การแสวงหาความรู
ทางวิทยาศาสตร จึงเปนส่ิงสําคัญในการคนควาหาความรูและมีความสัมพันธกับชีวิตประจําวัน
ของมนุษย กระบวนการทางวิทยาศาสตรทําใหคิดเปนระบบ รวมทั้งมีการวางแผนในการทํางาน
สามารถตรวจสอบและปรับปรงุ ขอผิดพลาดท่ีเกดิ ขึ้น ซงึ่ ส่ิงตางๆ เหลา น้ชี ว ยใหการดํารงชพี ของมนษุ ย
มีคุณคา และประโยชนทัง้ ตอ ตนเองและสังคม

1. ความรูทางวิทยาศาสตร (Scientific knowledge)

การแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร (Process of science) เปนกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร (The science process) ที่ใชคนควาหาองคความรู (Body of knowledge) และ
แกปญหาตางๆ ท่ีเกิดขึ้นอยางเปนขั้นตอนประกอบดวย วิธีการทางวิทยาศาสตร (Scientific
Method) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร (Science process skills) และจิตวิทยาศาสตร
(Scientific mind) จนเกดิ เปนความรูทางวิทยาศาสตร 6 ประเภท คือ (เครือวัลย โพธิพันธ, 2542:
4)

1.1 ขอ เทจ็ จรงิ (Fact)
1.2 ความคดิ รวบยอดหรอื มโนมติ (Concept)
1.3 หลกั การ (Principle)
1.4 กฎ (Law)
1.5 ทฤษฎี (Theory)
1.6 สมมติฐาน (Hypothesis)

1.1 ขอเทจ็ จรงิ (Fact)

เปนความรวู ทิ ยาศาสตรทีเ่ ปน พนื้ ฐานของการแสวงหาความรู (ปราณี มีทรัพยหลาก
และคณะ, 2544: 13) สังเกตไดโดยตรง และจะตองมีความเปนจริงสามารถทดสอบแลวไดผล
เหมือนกันทุกคร้ัง เชน น้ําเมื่อไดรับความรอนจะขยายตัว ขอเท็จจริงแตละอยางมีความหมายมาก
หรือนอ ยตางกนั แตห ากนาํ มารวมกันแลวอาจทําใหมคี วามหมายมากขึ้น เกิดความรเู พิ่มข้ึน เชน

48 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

1) นํ้าไหลจากที่สูงสทู ีต่ ํ่า
2) น้ําจะเดือดทอี่ ณุ หภูมิ 100 องศาเซลเซียส ณ บรเิ วณทีร่ ะดบั นํา้ ทะเล
3) เกลอื มีรสเค็ม
4) สเปคตรมั ของแสงอาทิตยมี 7 สี คอื มว ง คราม น้ําเงนิ เขียว เหลอื ง แสด แดง
5) นาํ้ แข็งลอยนํ้าได
6) สุนัขมี 4 ขา
7) ผลสตรอเบอรรม่ี ีสีแดง
8) ทุเรยี นสุกมกี ลิน่ ฉนุ
9) พระอาทติ ยข้ึนทิศตะวนั ออกและตกทางทิศตะวนั ตก
10) เกิดแผนดินไหวขนาดใหญท เ่ี กาะสุมาตราเม่ือวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547

ขอ สังเกต ขอเทจ็ จรงิ เปน ขอ มลู เชงิ เด่ยี วทไ่ี ดจากการสงั เกต
ปรากฏการณธรรมชาติ โดยใชประสาทสมั ผสั หรือเคร่ืองมือ

1.2 ความคิดรวบยอดหรือมโนมติ (Concept)

เกดิ จากการนําเอาขอ เท็จจรงิ หลายๆ สว นที่เก่ียวขอ งมาผสมผสานเกดิ ความรูใ หม
ความคิดรวบยอดทางวทิ ยาศาสตร แบง ออกเปน 3 ประเภท ไดแก ความคิดรวบยอดเกย่ี วกบั การแบง
ประเภท ความคิดรวบยอดเก่ียวกับความสัมพันธ และความคิดรวบยอดทางทฤษฎี มโนมติ
บางสถานการณ อาจทดสอบไดผลเหมือนเดิมแตมโนมติ บางสถานการณอาจสังเกตและเขาใจ
ไมต รงกนั ขน้ึ กับประสบการณของแตละคน (ปราณี มที รพั ยหลาก และคณะ, 2544: 14) เชน

- โปรตนี เปนสารอาหารท่มี อี ยูใ นเนอื้ สัตว
- พชื ใบเลี้ยงเดี่ยวเปนพชื ทมี่ ีใบเลยี้ งออกมาเพยี งใบเดยี วและมเี สน ใบขนานกัน
- สัตว จาํ แนกออกเปน 2 ประเภท คือ สัตวไ มมกี ระดูกสนั หลงั กบั สัตวทีม่ ีกระดกู
สนั หลงั
- ยีนท่ีอยูบนโครโมโซมจะเปนตวั กาํ หนดลักษณะทางพนั ธกุ รรม
มโนมติอาจเกดิ จากการนําขอ เทจ็ จริงหรือความรจู ากประสบการณอ นื่ หลายอยาง
มาประกอบกนั แลว สรางเปนความเขา ใจของตนเอง ยกตัวอยา งเชน ผลทุเรียนมีสีเขยี ว มหี นามแหลม
มีกลิ่นฉุน แบง เปน พู ส่งิ เหลา น้ีไดจ ากการสังเกตขอ เทจ็ จริงยอย ทพ่ี บวา ผลทุเรียนมสี ีเขียว ผลทุเรยี น
มหี นามแหลม และผลทุเรยี นมกี ลน่ิ ฉนุ ซง่ึ มโนมติเก่ียวกับทุเรียนนี้เปนการนําคุณสมบัติที่เหมือนกัน
ของทเุ รียนมาใชอ ธบิ ายลักษณะของผลทุเรยี น และใชในการจําแนกทเุ รยี นออกจากผลไมช นิดอน่ื

เอกสารประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชีวิต 49

ขอ สังเกต มโนมติของแตล ะบุคคลเก่ยี วกับส่ิงใดสงิ่ หนงึ่ วา มลี กั ษณะ
สมบัติ และคุณคาเปนอยา งไร โดยเน้อื หาตางๆ ในหนงั สอื เชน
คํานิยาม คาํ อธบิ าย การแจกแจง จดั เปน ความรปู ระเภทน้ีหมด

ขอเท็จจรงิ เทยี นไขมีสเี หลือง
ขอ เท็จจรงิ
เปน แทง ยาวๆ มีไส
(การแจงแจง)

มโนมติ
ขอเทจ็ จรงิ /
คดิ เหน็ - เมอื่ เทยี นไขลุกไหม
จะไดกา ซ CO2
เหตผุ ล - เทียนไขสีขาวเปน เทียน

บูชาพระ

แผนผงั 2-1 ความหมายของมโนมติ
1.3 ความจริงหลักหรือหลกั การ (Principle)

คอื กลุมของความคิดรวบยอดทีเ่ ปนความรหู ลกั ทวั่ ไป สามารถใชอ า งอิงได คุณสมบัติ
ของหลักการ คือ จะตอ งสามารถนาํ มาทดลองซ้ํา ไดผลเหมอื นเดิม

ตัวอยาง
กลมุ มโนมติ หลักการ
"ทองแดง เม่ือไดรบั ความรอนจะขยายตวั "

"เหล็กเมอ่ื ไดร บั ความรอนจะขยายตวั " "โลหะทุกชนดิ เมื่อไดรบั ความรอ นจะขยายตัว"
"อลูมเิ นียม เมื่อไดร ับความรอนจะขยายตวั "
"ขั้วบวกกบั ขัว้ บวกจะผลกั กัน"

"ขว้ั ลบกบั ข้วั ลบจะผลักกัน" "ขว้ั แมเ หลก็ ชนดิ เดียวกนั จะผลักกนั ขัว้ ตา งกนั จะดูดกัน"
"ขว้ั ลบกบั ขว้ั บวกจะดูดกนั "

หลักการ เปนความรูทางวิทยาศาสตรประเภทหน่ึงท่ีเปนความจริงที่แสดงความสัมพันธ
ของเหตแุ ละผลวา ถา มเี หตอุ ยางหนึ่งแลวจะทําใหเกิดผลอยางใดอยางหน่ึง สามารถทดสอบได และ
ไดผ ลเหมือนเดมิ เปนทีเ่ ขาใจตรงกันไมวาจะทดสอบก่ีครั้ง เปนหลักที่ใชในการอางอิงได ดวยเหตุนี้

หลกั การมีลกั ษณะแตกตางจากมโนมติตรงที่หลกั การเปน ส่ิงทีท่ ุกคนเขา ใจตรงกันสามารถใชอางอิงได

50 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

แตม โนมติเกี่ยวกับสงิ่ เดยี วกันของแตละคนอาจไมเ หมอื นกนั ทง้ั นข้ี นึ้ กับประสบการณข องแตละบุคคล
(สุโขทัยธรรมาธิราช, 2541: 26) หลักการอาจผสมผสานจากมโนมติ ต้ังแต 2 มโนมติท่ีสัมพันธกัน
ทผี่ านการพิสูจนว า เปนจรงิ

ตวั อยา งของหลกั การ ไดแ ก
แสงจะหกั เหเม่ือเดนิ ทางจากตัวกลางชนิดหน่ึง ไปยงั ตัวกลางอกี ชนดิ หน่ึงทีม่ คี วามหนาแนน
ไมเทากนั มาจากมโนมติหลายมโนมติ ไดแ ก
1) แสงจะหกั เหเม่อื เดนิ ทางผา นน้าํ ไปสูกระจก
2) แสงจะหกั เหเม่ือเดนิ ทางผา นกระจกไปสูอากาศ
3) แสงจะหกั เหเมอื่ เดินทางผา นอากาศไปสูน้าํ

ขอ สงั เกต หลกั การคอื กลมุ มโนมตทิ แ่ี สดงความสมั พนั ธของเหตุ (เกิดกอ น)
และผล (เกดิ ตามมา) ซงึ่ จะสงั เกตไดจากการทีเ่ ราสามารถแยกขอความน้ัน
ออกไดหลายขอความ และมีคาํ ที่ใชแ ทนกลุม สง่ิ ของท่เี ราแยกได

หลกั การ มโนมติสัมพันธ ขอเทจ็ จรงิ
มโนมตสิ ัมพันธ ขอ เทจ็ จรงิ

ขอเทจ็ จรงิ
ขอ เท็จจริง

แผนผังที่ 2-2 ความหมายของหลกั การ

1.4 กฎ (Law)

คอื หลักการอยา งหน่ึง แตเปนขอความทเี่ นนความสมั พันธระหวา งเหตุผลแตมักแทน
ความสมั พนั ธใ นรูปสมการ

กฎ เปน ความรูทางวิทยาศาสตรประเภทหน่ึงมีลักษณะคลายกับหลักการ คือ ไดรับ
การพิสูจนวาถูกตอง ทดสอบไดผลตรงกันทุกคร้ัง มีลักษณะที่เปนจริงเสมอ แตกฎเปนหลักการ
ทจ่ี ะเนนในความสัมพนั ธร ะหวางเหตแุ ละผล ซ่ึงอาจเขียนสมการแทนได เชน กฎของบอยล (Boyle's
Law) กลาววา “ถาอณุ หภมู ิคงที่ ปรมิ าตรของแกส จะเปน ปฏิภาคผกผนั กบั ความดนั ” อยใู นรูปสมการ

คือ V  1/P (ถา T คงที่) กฎมกั จะเปนหลกั การหรอื ขอความจริงทางวทิ ยาศาสตรทีไ่ ดรับการพิสูจน

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเพอ่ื คุณภาพชวี ิต 51

มาเปนเวลายาวนานในระดับหน่ึง จนมีหลักฐานสนับสนุนมากเพียงพอ ไมมีหลักฐานอ่ืนท่ีคัดคาน
จนกระทั่งขอ ความนัน้ เปนท่ียอมรับวา ถกู ตอ งสมบูรณ ขอความนัน้ จะเปลี่ยนจากหลักการหรือทฤษฎี
กลายเปน กฎ

อยา งไรกต็ าม แมกฎจะถูกต้ังมาจากขอความที่ไดร ับการยอมรบั มานานกต็ าม แตในยุคตอมา
เมอื่ ความรูทางวิทยาศาสตรเ จรญิ ขึน้ ซง่ึ อาจทาํ ใหม ขี อความรูใหมเกิดขึ้น และขัดแยงกับกฎเดิม และ
หากพิสูจนไดว า ความรูใ หมถกู ตอ งมากกวากฎที่มีอยูแลว อาจตองมีขอยกเวนหรือถูกยกเลิกไป เชน
กฎทรงมวล (Law of Conservation of Mass) ซ่งึ กลาววา “ในปฏิกิริยาเคมี สสารไมสามารถสราง
หรอื ทาํ ลายได” แปรความไดวา ในปฏกิ ิรยิ าเคมี มวลของสารกอ นทําปฏิกิริยาจะเทากับมวลของสาร
หลงั ทาํ ปฏกิ ริ ิยา เชน เมอื่ เผาเมอรคิวรกิ ออกไซด (HgO) จะไดป รอท (Hg) และกาซออกซเิ จน (O2) ดัง
สมการ 2HgO + พลังงาน  2 Hg + O2 ซึ่งมวลของปรอท และกาซออกซิเจนที่ไดหลังจากการ
ปฏิกิริยาเคมีจะมีคาเทากับมวลของเมอรคิวริกออกไซด กฎขอนี้เปนกฎพื้นฐานท่ีใชอยูท่ัวไปใน
การศึกษาวิทยาศาสตรเปนระยะเวลานาน แตหลังจากศึกษาปฏิกิริยานิวเคลียรจึงพบวา กฎนี้ไม
สามารถใชไ ดก ับปฏกิ ิริยานวิ เคลียร ซ่ึงมวลของสารทีไ่ ดจากปฏิกิริยานิวเคลียรจะนอ ยกวา มวลของสาร
กอนทําปฏิกิริยาโดยมวลที่สูญหายไปจะถูกเปลี่ยนไปเปนพลังงานจํานวนมหาศาล ตามทฤษฎี
สมั พันธภาพพิเศษท่ีเสนอโดย อลั เบริ ต ไอนสไตน (Albert Einstein) ซ่ึงไดกลาวถึงมวลและพลังงาน
ไววา มวลและพลงั งานแปรเปลี่ยนสภาพเขาหากนั ไดใ นภาวะทเ่ี หมาะสมตามสมการ E = mc2 เม่ือ

E เปนพลังงานมีหนวยเปนจูล, m เปน มวลมีหนวยเปนกโิ ลกรัม, c เปนความเร็วแสงมีคาเทากับ 3 
108 เมตรตอ วนิ าที จากการที่พบวามวลและพลังงานสามารถเปล่ยี นจากสภาพหนึง่ ไปยงั อกี สภาพหนงึ่
ไดน น้ั ขดั กบั กฎทรงมวลเดิมท่วี า มวลไมสามารถสรา งใหมหรอื ทาํ ใหสูญหายได ตอมากฎทรงมวลน้ีได
ถูกเปล่ียนเปนกฎทรงมวลและพลังงาน (Law of Conservation of Mass - Energy) ซึ่งกลาววา
“the total amount of mass and energy in the universe is constant: ผลรวมระหวางมวล
และพลังงานในจักรวาลเปนคา คงที่” ซึง่ หมายถงึ “มวลและพลังงานเปนสิ่งที่ไมสูญหายและมีอยูเทา
เดมิ แตสามารถแปรเปลยี่ นจากสภาพหนงึ่ ไปอกี สภาพหนง่ึ ได”

ถงึ แมวา กฎ จะเปนหลักการที่มคี วามสัมพันธร ะหวางเหตุกับผล และเขียนเปนสมการแทน
ได แตก ฎไมส ามารถอธิบายใหเขาใจไดวา ทําไมความสัมพันธระหวางเหตุกับผลจึงเปนเชนน้ัน สิ่งท่ี
สามารถอธบิ ายความสมั พนั ธภายในตัวกฎไดก ็คือ ทฤษฏี ซ่งึ จะกลาวถงึ ตอไป

ขอสังเกต กฎ คือหลักการนั่นเอง แตเปนหลักการท่ีบอกความสัมพันธ
ระหวางเหตกุ บั ผลและผานการทดสอบจนนาเชือ่ ถอื ได สว นใหญจ ะเขยี น
แทนดว ยสมการได จะสังเกตไดจ ากมคี ําเหลานี้ เชน เทากับ แปรผัน
แปรผกผนั ปฏภิ าคโดยตรง เปน ตน

52 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ตัวอยา งกฎ
กฎของบอยส (Boyle’s Law) กลา ววา "ปริมาณของแกสจะเปนปฏภิ าคผกผันกบั ความดนั
ถา อุณหภมู คิ งท"ี่ เม่อื T คงท่ี
กฎการแยกตัวโดยอิสระของยีน (Law of segregation) กลา ววา "ยนี ทีค่ วบคุมลกั ษณะ
เดียวกันจะแยกออกจากกนั โดยอสิ ระเพอ่ื สหู นว ยสบื พันธ"ุ
กฎสัดสวนคงที่ (Law of definite proportion) กลา ววา"อตั ราสว นระหวา งมวลของสาร
ของธาตุท่รี วมกันเปนสารประกอบชนดิ ใดชนิดหนึ่ง จะมีคาคงทเี่ สมอ"

1.5 ทฤษฎี (Theory)

คอื ความรูที่เปนหลักการกวางๆ ซง่ึ อาจเขยี นในรปู แบบ (Model) เพ่อื ใชอ ธบิ าย
หรือพยากรณป รากฏการณต า งๆ ทีอ่ ยใู นขอบเขตของทฤษฎนี นั้ การยอมรบั วาทฤษฎีใดเปน ความจริง
หรอื ไมพ ิจารณาจาก

1.5.1 ทฤษฎนี ั้นจะตองอธบิ ายกฎ หลกั การ และขอ เท็จจรงิ ยอย ๆทอ่ี ยูใ นขอบเขตของ
ทฤษฎี

1.5.2 ทฤษฎนี นั้ จะตอ งอนมุ านออกไปเปนกฎ หรอื หลกั การได
1.5.3 ทฤษฎีนน้ั จะตอ งพยากรณป รากฏการณท่อี าจเกิดตามมาได

ทฤษฎี เปนความรูวิทยาศาสตรประเภทหน่ึง มีลักษณะเปนขอความที่ใช
ในการอธิบายขอเท็จจริง หลักการ และกฎตางๆ หรือกลาวไดวา ทฤษฏีเปนขอความท่ีใชอธิบาย
ปรากฏการณทงั้ หลาย (สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2541: 30)

การแสวงหาความจริงของนักวิทยาศาสตร ใชการสังเกตการสรุปรวมขอมูล
การคาดคะเนซึ่งทําใหเกิดความรูวิทยาศาสตรตางๆ ตั้งแตขอเท็จจริง หลักการ สมมติฐาน และกฎ
แตการจะรูแตเพียงวาขอเท็จจริงหรือหลักการเก่ียวกับส่ิงใดส่ิงหน่ึงเปนอยางไร เทานั้นยังไมพอ
นักวิทยาศาสตรจะตองสามารถอธิบายขอเท็จจริงหรือหลักการนั้นไดดวยวา ทําไมจึงเปนเชนน้ัน
ดังนั้น นักวิทยาศาสตรจึงพยายามสรางแบบจําลอง (Model) และเขียนคําอธิบายเกี่ยวกับสิ่งนั้น
แบ บ จํา ล อง ที่ ส รา ง ข้ึน ใ ชอ ธิ บ าย ข อเ ท็ จจ ริ ง ยอ ย ใน ข อ บเ ข ตท่ี เ ก่ีย ว ข อง ไ ดแ ล ะส า ม าร ถ ทํา น า ย
ปรากฏการณที่ยังไมเคยพบในขอบเขตของแบบจําลองนั้นได เราเรียกแบบจําลองท่ีสรางขึ้นน้ีวา
ทฤษฎี (สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2541: 30)

ความสมั พันธร ะหวางทฤษฎีกับกฎ กฎนั้นอธิบายโดยใชความสัมพันธระหวาง
เหตุกบั ผลเปนหลักคอื บอกไดแตเ พียงวา ผลทีป่ รากฏใหเหน็ นี้มีสาเหตอุ ะไร หรอื เหตุกบั ผลสมั พันธก ัน
อยา งไร แตไ มส ามารถอธิบายไดวาทําไมจึงเปนเชนน้ัน สวนทฤษฎีนั้นสามารถอธิบายความสัมพันธ
ในกฎได เชน “ถาเอาข้วั แมเ หล็กทเ่ี หมอื นกันมาวางใกลกนั มันจะผลักกนั แตถา ขัว้ ตางกนั มันจะดูดกัน”
นคี่ อื ความสัมพันธท่ีอยูในรปู ของกฎ ถาจะถามวาทําไมขั้วแมเหล็กเหมือนกันจึงผลักกัน การอธิบาย
ความสมั พนั ธน้ตี อ งใชท ฤษฏโี มเลกุลแมเ หลก็ มาอธบิ ายจึงจะเขาใจ (เพียร ซายขวัญ, 2536: 15)

เอกสารประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตรเพอ่ื คุณภาพชีวิต 53

ขอ สงั เกต ทฤษฎี เปนกลุมของขอความ/แนวคิดท่ีมีความเก่ียวของกับการ
ทํางานของสงิ่ ตาง ๆโดยชี้ใหเหน็ ถงึ ความสมั พนั ธร ะหวางตวั แปรตางๆ โดยมี

จุดมุงหมายท่ีจะอธบิ ายหรือคาดเดาปรากฏการณนั้น มักจะมีโมเดล (ภาพ)
ประกอบคาํ อธิบาย

ตวั อยางทฤษฎี
ทฤษฎีโมเลกุลของแมเหล็ก มีใจความวา "สารแมเหล็กทุกชนิดจะมีโมเลกุลซึ่งมีอํานาจ

แมเ หลก็ อยู แตละโมเลกลุ จะประกอบดวยขั้วเหนือและขั้วใต หากโมเลกุลแมเหล็กเหลานี้เรียงตัวกัน
ไมเปนระเบียบ อํานาจแมเหล็กจะถูกทําลายกันเอง เพราะขั้วเหนือและขั้วใตมีอํานาจคนละชนิด
แตถ า หากโมเลกลุ ของแมเ หล็กน้ันเรยี งตัวเปน ระเบยี บ ขว้ั เหนอื จะช้ไี ปทางปลายหนึง่ ของแทง แมเ หลก็
สว นทางขวั้ ใตจ ะชี้ไปอกี ปลายดานหนึ่งซ่งึ เกิดมีขัว้ อสิ ระทปี่ ลายท้ังสองขาง"

ทฤษฎีเซลล มใี จความวา “สิ่งมชี ีวติ ทั้งหลายประกอบดว ยเซลล และเซลลน้ันคือหนว ย
พ้ืนฐาน ของสง่ิ มชี ีวติ ทกุ ชนิด”

1.6 สมมตฐิ าน (Hypothesis)

เปนคาํ อธิบายซง่ึ เปน คําตอบลวงหนา กอนทจี่ ะดาํ เนนิ การทดลอง เพอ่ื ตรวจสอบ
ความถูกตอ งเปนจรงิ ในเร่อื งน้นั ๆ หรอื เปน แนวคิดท่แี สดงการคาดคะเนในสงิ่ ท่ไี มส ามารถตรวจสอบได
โดยการสงั เกต

- เม่ือพืชไดรับแสงมากขน้ึ พืชจะเจรญิ เตบิ โตข้ึน
- ถา เพิ่มทําละลาย จดุ เดอื ดของสารละลายจะเพม่ิ ขนึ้
- ถา เพมิ่ ปรมิ าณปุยใหก ับพชื มากเกนิ ไป พชื จะเฉาตาย
- ถา อุณหภูมิทแ่ี วดลอมมีผลตอ การเจริญเตบิ โตของบัคเตรี ดงั นนั้ บัคเตรที ี่อยู
ในอณุ หภมู ิพอเหมาะจะเจริญเตบิ โตมากกวาบัคเตรีที่อยูใ นอณุ หภมู ไิ มเหมาะสม
- ถา ชว งขามผี ลตอ เวลาทีใ่ ชในการวิง่ ดงั นั้น นาย ก. ซ่งึ มชี วงขายาวกวา นาย ข.
จะใชเ วลาในการวิ่ง 100 เมตร นอ ยกวา "

สมมติฐานจัดเปนการลงความคิดเห็นประเภทหน่ึง เปนขอความท่ีคาดคะเนคําตอบ
ของปญ หาลว งหนากอ นจะดาํ เนินการทดลอง เพอ่ื ตรวจสอบความถูกตองเปนจริงของเร่ืองนั้นตอไป
สมมติฐานอาจเปน ขอความหรอื แนวความคดิ ทีแ่ สดงการคาดคะเนในสง่ิ ท่ไี มส ามารถตรวจสอบไดโดย
การสังเกตโดยตรง หรือเปนสิ่งท่ีแสดงความสัมพันธท่ีเชื่อวาจะเกิดข้ึนระหวางตัวแปรท่ีเปนเหตุ
(ตวั แปรตน /อสิ ระ) และตวั แปรที่เปน ผล (ตวั แปรตาม) (เพยี ร ซา ยขวญั , 2536:17-19)

สมมติฐานเกดิ จากความพยายามในการตอบปญหาของนักวิทยาศาสตร สมมติฐาน มักเปน
ขอ ความทีค่ าดคะเนคําตอบของปญหาท่ีนักวทิ ยาศาสตรศ ึกษาอยู โดยอาศัยขอมูลและประสบการณ

54 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

ความรูเดิมเปนพื้นฐาน หรือเปนการคาดคะเนท่ีเกิดจากความเชื่อหรือแรงบันดาลใจ
ของนกั วิทยาศาสตร (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2541: 28)

สมมติฐานไมส ามารถนาํ ไปใชอ า งองิ หรอื พยากรณได เพราะยังไมไดผานการทดสอบยืนยัน
วา เปนความจริง ดังน้นั สถานภาพของมนั จงึ เปน เพียงหลกั การวิทยาศาสตรช ัว่ คราวที่ยกรางข้ึนเพ่ือรอ
การทดสอบตอไป

ในทางวิทยาศาสตร สมมตฐิ านมคี วามจําเปนและมีความสําคัญมากเพราะสมมตฐิ านเปน ส่ิง
ท่ชี วยชี้แนะแนวทางวา จะคน หาขอ มลู อะไร และจะทาํ การทดลองไดอยางไร ถาปราศจากสมมติฐาน
แลวการคนหาความรูวิทยาศาสตรจะไมเกดิ ขึน้ ตัวอยางเชน ยาเพนิซิลิน ซ่ึงเปนยาปฏิชีวนะใชรักษา
โรค คงไมเ กดิ ขนึ้ ถาหากเซอร อเลก็ ซานเดอร เฟลมิง ไมตั้งสมมติฐานวา “สารเคมีท่ีผลิตโดยเช้ือรา
Penicillium notatum มีฤทธ์ิตาน และทําลายแบคทีเรียได” และจากท่ีหลุยส ปาสเตอร
ต้ังสมมติฐานวา “ผลที่ไดจากการหมักจะเปนเชนไร ข้ึนอยูกับชนิดของจุลินทรียท่ีมีปรากฏอยู
ในระหวางกรรมวธิ ีการหมัก” ทําใหแกปญหาใหกับผูผลิตเหลาองุนท่ีประสบปญหา เนื่องจากเหลา
องุน ที่ผลติ ไดมรี สเปรยี้ วแทนทจี่ ะมรี สหวาน เปน ตน

ตวั อยา งของสมมติฐาน ไดแ ก
- ถาเพิม่ ปริมาณปยุ ใหก บั พชื มากเกนิ ไป จะทาํ ใหพ ชื เฉาตาย
- แสงสีแดงมีอิทธิพลตอ การเจริญเตบิ โตของพืชมากกวาแสงสนี าํ้ เงิน
- สารสกดั จากผลสะเดาจะสามารถกาํ จัดแมลงไดผ ลดีกวา สารสกัดจากใบสะเดา
สมมติฐานเหลานหี้ รอื สมมตฐิ านอืน่ จะเปนทย่ี อมรบั ตอ เมอื่ พสิ จู นไ ดว า สมมตฐิ านนนั้ ถกู ตอ งมี
หลักฐานหรือเหตุผลมาสนับสนุน ในกรณีที่สมมติฐานมีหลักฐานมาสนับสนุนไมเพียงพอหรือมีขอ
คัดคานสมมติฐานน้ันใชไมไ ดต อ งถูกยกเลกิ ไป นกั วทิ ยาศาสตรจ ะเสาะหาสมมติฐานอนั ใหมต อไป

ภาพท่ี 2-1 นักวทิ ยาศาสตร (ก) เซอร อเลก็ ซานเดอร เฟลมิง และ (ข) หลุยส ปาสเตอร
ที่มา (http://vcharkarn.com/userfiles/245093/Fleming.jpg

http://flash-mini.com/history/back/picture/1306819135.jpg)

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเพอื่ คณุ ภาพชวี ติ 55

2. กระบวนการแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร (Process of science)

การที่นักวิทยาศาสตรมีความสนใจแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรตางๆ นั้นทําให
นักวิทยาศาสตรตองใชกระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร กระบวนการตางๆ ที่นํามาใช
เปนการแสวงหาความรนู ้ันอาจแตกตา งกันบาง แตก ม็ ลี กั ษณะรว มกนั ทีท่ ําใหสามารถจัดเปนข้ันตอนได

ปรีชา วงศชูศริ ิ (2526: 246) ไดก ลาวถงึ ความหมายของกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท ่ใี ช
สําหรับแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตรวา กระบวนการทางวิทยาศาสตร (process of science)
คอื พฤตกิ รรมทผี่ ูเ รยี นแสวงหาความรูและแกป ญ หา โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ ปน เครื่องมือ
ซ่ึงการดําเนินการตองอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร (scientific method) ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร (science process skills) และเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร (scientific attitude) นอกจากนี้
สมจิต สวธนไพบลู ย (2535: 122) ไดก ลาวถงึ กระบวนการแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตรว า แตละคน
จะมขี นั้ ตอนท่ใี ชใ นการแสวงหาความรูแตกตา งกนั แตอยา งไรกต็ ามกม็ ีลกั ษณะรว มกันท่สี ามารถจัดเปน
ระบบได ข้ันตอนนั้นเรียกวา วิธีการทางวิทยาศาสตร ซึ่งจะชวยใหการดําเนินการแกปญหาเปนไป
อยางมีระบบ สามารถนาํ ไปใชแ กปญหาดานตา งๆ ในชีวิตประจําวันของบุคคลได ท้ังนี้โดยใชขั้นตอน
ตางๆ ของวิธีการทางวิทยาศาสตรเปนแนวทางในการดําเนินการแกปญหาน้ัน แตการแกปญหาจะได
ผลสัมฤทธ์ิมากนอยเพียงใด จะตองขึ้นอยูกับผูดําเนินการมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
และความรเู ดมิ ทางวทิ ยาศาสตรมากนอยเพียงใด นอกจากการใชทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร
เพ่อื ศกึ ษาหาความรตู ามขนั้ ตอนของวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรย งั มีสว นเกี่ยวของกับการคิดและการกระทํา
ของผดู ําเนนิ การ ซ่ึงอาจถือเปนอุปนสิ ยั ของผูดาํ เนนิ การ ความรูสกึ นกึ คิดท่พี ึงปรารถนาและเชอื่ ตอผล
ของ การศกึ ษาดงั กลา ว จัดเปน เจตคติทางวทิ ยาศาสตร

ดังนั้นจะเห็นวา กระบวนการทางวิทยาศาสตรท่ีใชสําหรับแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร
ประกอบดว ย 3 สวนคือ วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร และเจตคตทิ าง
วทิ ยาศาสตร ซง่ึ สามารถเขยี นแสดงไดดงั นี้

กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร

ววธิ ิธีกีกาารรททาางงววทิ ทิ ยยาาศศาาสสตตรร  ททักกั ษษะะกกรระะบบววนนกกาารรททาางงววิททิ ยยาาศศาาสสตตรร  เจตคตทิ างวิทยาศาสตร

แผนผังท่ี 2-3 กระบวนการทางวิทยาศาสตรท ่ีใชส ําหรบั แสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

ลกั ษณะการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรเปนลักษณะของการเปลี่ยนแปลงการสะสมความรู
วิทยาศาสตรประเภทตางๆ ตั้งแตขอเท็จจริง มโนมติ กฎ หลักการ สมมติฐาน ทฤษฎี

การตรวจสอบการพยากรณของความรูประเภทตางๆ จะเปนการสรางเสริมความเชื่อมั่นในความรูเดิม

56 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

และเปนการต้ังปญหา พบสมมติฐานและความรูใหมๆ ตอไปเปนวัฏจักร ดังแสดงในภาพที่ 2-2
(ภพ เลาหไพบลู ย, 2537: 11)

ภาพท่ี 2-2 โครงสรางกระบวนการแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร
ทีม่ า (ภพ เลาหไพบลู ย, 2537: 11)

จากภาพที่ 2-2 โครงสรา งกระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรบริเวณพ้ืนท่ี ก เปนความรู
วิทยาศาสตรประเภทตางๆ บริเวณพื้นที่ ข เปนการสังเกตและขอเท็จจริงท่ีไดจากการสังเกตการ
แสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรเริ่มตน ดําเนนิ ไป และส้ินสุดลงบริเวณพ้ืนที่ ข กลาวคือ ปญหาหรือ
ความสงสยั ที่เกิดขึ้นจากหลักปรัชญา ความเช่อื หรอื ความรูท างวิทยาศาสตรเ ดิมจะถูกต้ังเปนสมมติฐาน
และการพยากรณ ในบริเวณพื้นท่ี ก แลวดําเนินการทดลองสังเกต เก็บขอมูลจากการทดลองและ
สงั เกต เพื่อพิสูจนสมมติฐานในบริเวณพ้ืนที่ ข เม่ือไดขอมูลจากการทดลองและการสังเกตแลว นําไปหา
ความสัมพันธระหวางขอเท็จจริงไดเปนมโนมติพรอมกับการสรางข้ึนเปนรูปแบบ อาจโดยอาศัย
จนิ ตนาการเพื่ออธิบายขอ เทจ็ จริงท่คี นพบใหม ทําใหไดก ลมุ ของมโนมติจนไดเ ปนทฤษฎสี ําหรบั วิธีการ
ท่ีใชต ัง้ แตต น ซงึ่ เปน การนาํ ความรูทเ่ี ปน ขอ เท็จจรงิ ปลีกยอ ยมาสัมพนั ธก ัน ผสมผสานเปนกลุมของมโนมติ
นั้นเรียกวา การอปุ มาน จากความรทู เ่ี ปนทฤษฎีไดถูกอนุมานออกไปเปนหลักการ กฎ ตลอดจนถูกนํา
ไปช้ีแนะในการตั้งสมมติฐาน เพื่อใชในการแสวงหาความรูท่ีเปนขอเท็จจริงใหมๆ ดังนั้น ความรู
วทิ ยาศาสตรจ ึงยงั ไมเ ปน ความจรงิ แท (Ultimate reality) จงึ ตองแสวงหาความรใู หมตอไป
3. วธิ ีการทางวิทยาศาสตร (Scientific method)

จากการศกึ ษาวธิ ที ํางานของนกั วิทยาศาสตร ท่ีใชในการคนหาความเปนจริงจากธรรมชาติ
จากอดีตจนถงึ ปจจุบันพบวา การทาํ งานของนักวิทยาศาสตรไดมีการพัฒนาสืบตอกันมาจนมีวิธีการ
ทํางานท่ีมีระบบ ระเบียบ มีแบบแผนและข้ันตอนท่ีเปนลักษณะเฉพาะ จนไดช่ือวาเปนวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร ซึง่ วธิ ีการของวิทยาศาสตรนี้เปนองคประกอบที่สําคัญอยางหนึ่งที่ทําใหการศึกษา

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิทยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชวี ิต 57

คน ควา ทางวทิ ยาศาสตร ประสบผลสําเรจ็ และเจริญกาวหนา มาอยางรวดเร็วดังในปจจุบัน จนบุคคล
ในสาขาอื่น ไดม องเห็นความเหมาะสม และประโยชนข องวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรวา สามารถนําไปใช
กบั กระบวนการศึกษาคนควา และสรา งความรูของทกุ สาขาวิชา วิธกี ารของวิทยาศาสตรจึงไมไดเปน
วิธีการของนักวิทยาศาสตรเทานั้น แตเปนวิธีการแสวงหาความรูท่ัวไปท่ีใช ในการแสวงหาความรู
อยา งมรี ะเบียบแบบแผน (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2541: 41) ซึ่งสามารถนําไปประยุกตกับศาสตรสาขา
อน่ื ไดอ ยางไมจํากดั

วิธีการทางวทิ ยาศาสตรท่นี ักวทิ ยาศาสตรนํามาใชในการคิดแกปญหาตางๆ น้ัน เปนวิธีคิด
และวิธีดําเนินงานทางวิทยาศาสตร หากศึกษาในเรื่องวิธีการทางวิทยาศาสตรจากตําราหลายเลม
จะพบวา ตาํ ราเหลานม้ี ีการกาํ หนดจํานวนข้ันตอนไวไมเทากัน บางตําราแบงเปนสามบางก็ส่ีหรือหา
หรอื บางตํารามหี กขนั้ ตอน อยางไรก็ตามหากศึกษาในรายละเอียดจะพบวาวิธีการทางวิทยาศาสตร
ท่อี ยู ในตาํ ราแตล ะเลมมแี นวทางเดยี วกัน เพียงแตมีการเรียกชอ่ื ข้นั ตอนท่แี ตกตางกัน หรอื ลดข้นั ตอน
ใหน อยลง มไิ ดมีการเจาะจงตายตัวลงไป

วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร เปนวิธีท่ีนักวิทยาศาสตรใชในการหาความรู อาจมีความแตกตาง
กนั บา งในแตล ะสาขา แตในภาพรวมมลี กั ษณะคลายกัน สรุปเปน ขน้ั ตอนไดด ังนี้

3.1 ข้นั กาํ หนดปญ หา (State Problem)

ขั้นแรกน้นั จดุ เรมิ่ ตนของปญหามักเริ่มมาจากการสังเกต การสังเกตอาจจะเร่ิมจาก
สิ่งแวดลอมรอบตัวเรา ส่ิงที่สังเกตอาจเปนปรากฏการณตามธรรมชาติ อาจเปนส่ิงท่ีมีอยูปกติ
หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ได การสังเกตจึงเปนส่ิงที่สําคัญ ที่นําไปสูขอเท็จจริงบางประการและมี
สวนใหเกิดปญหา การสังเกตจึงควรสังเกตอยางรอบคอบ ละเอียดถ่ีถวน แมวาการสังเกตจะมี
ความสําคัญ ซ่ึงนกั วทิ ยาศาสตรบ างทานไดแยกออกเปนข้ันตอนหนึ่งในวิธีการทางวิทยาศาสตร แต
ในทน่ี นี้ ับเปน ข้ันตอนหนง่ึ ในข้นั ของการกําหนดปญหาเทานน้ั เนื่องจากวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรเ กดิ ขน้ึ
เมอื่ มีการตั้งปญ หา ซึ่งการสงั เกตเปน เพียงจดุ เรม่ิ แตยังไมมีกระบวนการท่ีนําไปสูกระบวนการคนหา
ความรทู างวทิ ยาศาสตร

การตั้งปญหาเปนการระบุปญหาและกําหนดขอบเขตของปญหา ปญหาจะตองระบุ
ลงไปใหแนชัด โดยทั่วไปแลววิธีการต้ังปญหามักนิยมตั้งในรูปของคําถาม ปญหา คือ ส่ิงท่ีตองการ
คําตอบ ซ่ึงมักจะถามดวย อะไร (What) ทําไม (Why) และอยางไร (How) คําถามท่ีข้ึนตนดวย
“อะไร” และ “ทําไม” เปนการถามหาสาเหตุ หรือ ความสัมพนั ธของสวนที่เปนเหตุกับสวนท่ีเปนผล
มคี ําอธบิ าย สวนคําถามที่ถาม “อยา งไร” เปนการถามหาคาํ ตอบในเชิงอธบิ ายทฤษฏี ดังนั้นในการตั้ง
ปญหาท่ีดี ควรจะอยูในลักษณะที่เปนไปได ตรวจสอบปญหาไดงาย และสอดคลองกับขอเท็จจริง
ท่ีรวบรวมได

3.2 ข้ันการตง้ั สมมติฐาน (Hypothesis)

เปนขัน้ หาคําตอบท่ีนาจะเปนไปไดของปญหา หรือคาดหวังไววาคําตอบนาจะออกมา
ในลกั ษณะใด โดยอาศยั ขอมูลทจ่ี ากการสงั เกตวตั ถุ หรือปรากฏการณ ปญหาหนงึ่ อาจสรา งสมมตฐิ าน

58 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ไดหลายสมมติฐาน ซง่ึ นกั วทิ ยาศาสตรก ไ็ มทราบวา สมมติฐานไหนถูกหรือ สมมติฐานไหนผิด อาจทํา
การทดลองเพ่ือทดสอบสมมติฐานที่ต้ังไว ดังน้ันถามีหลายสมมุติฐานควรจัดเรียงลําดับสมมติฐาน
ที่คาดวาจะถูกไวอ นั ดับตน แลวทําการทดสอบสมมตฐิ านแรกกอน ถาผลการทดลองไมสนบั สนุนจะได
เลอื กสมมตฐิ านอืน่ ตอ ไป และควรจะเปนอยา งนี้เรื่อยๆ

ขอสังเกต ลกั ษณะของสมมตฐิ านทีด่ ี มดี งั นี้ (1) เขาใจงา ย (2) แนะแนวทาง ที่
จะตรวจสอบได (3) อธิบายปญหาไดอยางชัดเจน (4) ตรวจสอบไดโดยการ
ทดลอง และ (5) สอดคลอ งและอยใู นขอบเขตของขอเท็จจริงและสัมพันธกับ
ปญหาทตี่ ัง้ ไว

สมมตฐิ านจัดเปน ความรูท างวิทยาศาสตรอยางหน่ึง ที่แสดงความสัมพันธระหวางตัว
แปร ในเหตุการณน ั้น เปนการประสานความสัมพันธระหวางตัวแปรที่เปนเหตุ (ตัวแปรอิสระ) และ
ตัวแปรทเ่ี ปนผล (ตวั แปรตาม) การมองความสัมพันธของตัวแปรในเหตุการณหน่ึง อาจมองไดหลาย
ลักษณะ ดังน้ันสมมติฐานเปนเร่ืองของการมองความเปนไปไดของเหตุการณ ท่ีต้ังเผื่อเลือกอยู
สมมุติฐานใดจะตอบไดวาเปนไปไดหรือไม จะตองมีการทดสอบเพื่อหาความเปนไปไดตอไป
(เพียร ซา ยขวัญ, 2536: 19)

3.3 ขัน้ ตรวจสอบสมมติฐาน (Testing Hypothesis)

วิธีท่ีใชในการตรวจสอบสมมติฐาน ไดแก การสังเกตและการรวบรวมขอเท็จจริง
จากปรากฏการณธรรมชาติ หรืออีกวิธีหน่ึง คือ การทดลอง ซึ่งเปนวิธีท่ีนิยมกันเปนอยางมาก
เพ่ือทําการคนควา หาขอมลู รวบรวมขอมลู เพอ่ื ตรวจสอบดวู า สมมติฐานขอใดเปน คาํ ตอบที่ถูกตอง

ในขั้นตอนการทําการทดลองน้ี ตั้งแตการออกแบบการทดลอง ดําเนินการทดลอง
ตามข้ันตอนทอ่ี อกแบบไว มกี ารบนั ทกึ ขอมลู จากการสังเกตหรือการทดลอง แลวนําขอมูลที่ไดมาจัด
กระทําขอมูลและสื่อความหมาย ซ่ึงตองมีการออกแบบการบันทึกขอมูลใหอานเขาใจงาย อาจจะ
บันทกึ ในรูปตาราง กราฟ แผนภูมิ หรือแผนภาพ

3.4 ขน้ั วิเคราะหข อ มลู (Data Analysis)

เปนข้ันตอนที่นําขอมูลจากการสังเกต การคนควา การทดลอง การรวบรวมขอมูล
หรือขอเท็จจริง มาทําการวิเคราะหผล อธิบายความหมายของขอเท็จจริง นําไปเปรียบเทียบกับ
สมมติฐานที่ตั้งไวว า สอดคลอ งกับสมมตฐิ าน

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตรเพอ่ื คณุ ภาพชีวิต 59

3.5 ขนั้ สรปุ ผล (Conclusion)

สรุปผลท่ีไดจากการทดลอง การคนควารวบรวมขอมูลจากการสังเกตวาสมมติฐาน
ถูกตอ ง การลงขอ สรปุ อาจเปน การยอมรบั หรือปฏิเสธสมมตฐิ าน สมมตฐิ านทถ่ี ูกปฏเิ สธยกเลิกไปแลว
ใหเ ริ่มตนต้งั สมมตฐิ านใหม

เม่ือยอมรับสมมติฐานแลวจึงนําไปสรางเปนหลักการ กฎ หรือทฤษฏีท่ีใชสําหรับ
เปน แนวทางอธิบายปรากฏการณน้ัน แลวนําความรูใหมที่ไดไปใชในการปรับปรุงชีวิตความเปนอยู
ของมนษุ ยใ หด ีขนึ้

กาํ หนดปญหา ตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบสมมติฐาน วเิ คราะหขอมลู สรปุ ผล
ภาพท่ี 2-3 ข้นั ตอนการแสวงหาความรูท างวทิ ยาศาสตร

แผนผังที่ 2-4 ขน้ั ตอนการทาํ งานดว ยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร

ขั้ น ต อ น ข อ ง วิ ธี ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร อ า จ มี ก า ร จั ด เ รี ย ง ลํ า ดั บ ส ลั บ กั น ไ ด บ า ง
การแกปญหาดวยวิธีการทางวิทยาศาสตร ตองอาศัยสิ่งตางๆ ชวย ไดแก ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร (Science Process Skill) และจิตวิทยาศาสตร (Scientific Mind) (นฤมล
ธนานนั ตและคณะ, 2551: 35)

60 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

4. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร (Science process skills)

ยุพา วีระไวทยะ และ ปรีชา นพคุณ (2540: 88) กลาววาทักษะกระบวนวิทยาศาสตร
หมายถึง ความสามารถท่ีเกิดจากการปฏิบัติ และฝกฝนความคิดอยางมีระบบในการแสวงหาความรู
หรอื แกป ญ หาทางวิทยาศาสตร

วรรณทิพา รอดแรงคา และพิมพพันธ เดชะคุปต (2542: 3) กลาววาทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรเปนทักษะทางสติปญญา ทักษะการคิดท่ีนักวิทยาศาสตรและผูที่นําวิธีการ
ทางวิทยาศาสตรมาแกปญหา ใชในการศึกษา คนควา สืบเสาะหาความรูและแกปญหาตางๆ
เปนความชาํ นาญในการใชค วามคดิ ท้งั คิดพน้ื ฐานและคดิ ชั้นสงู ในการแสวงหาความรู และแกปญหา

จากความหมายทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร สรุปไดวา ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร หมายถึง ความสามารถ ความชํานาญในการคิด การคนควา และการปฏิบัติ เพื่อใช
ในการศึกษา คนควา สืบเสาะแสวงหาความรูและแกปญหาโดยใชวิธีการทางวิทยาศาสตรแตละ
ข้ันตอนอยางมีระบบในการฝกฝน และปฏิบัติจนเกิดความชํานาญ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรจัดเปนกระบวนการทางปญญา (Intellectual skills)

สมาคมอเมริกันเพื่อความกาวหนาทางวิทยาศาสตร (American Association for the
Advancement of Science-AAAS 1974: 9-10 อางถึงใน ภพ เลาหไพบูลย, 2544: 4 วรรณทิพา
รอดแรงคา และพิมพพันธ เดชะคุปต, 2542: 3 และสถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตร
และเทคโนโลยี, 2545: 25-33) ไดเ สนอถงึ ความสาํ คญั ของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรวาเปน
สงิ่ จําเปน ในการศกึ ษาวิทยาศาสตร ซึ่งตองมกี ารคน ควา ทดลอง เพ่อื หาขอมลู จริง และพสิ จู นก ฎเกณฑ
บางอยาง และใชเกณฑข องสมาคมการศกึ ษาชั้นสูงของสหรัฐอเมริกาโดยกําหนดทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรไว 13 ทกั ษะ ประกอบดวยทักษะข้ันพื้นฐาน (Basic science process skills) 8 ทักษะ
และทักษะขั้นผสม หรือบูรณาการ (Integrated science process skills) 5 ทักษะ รวม 13 ทักษะ
ซ่ึงทักษะตางๆ มีความหมาย ประเภท และพฤติกรรมท่ีแสดงวาเกิดทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร ดงั นี้

4.1 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข น้ั พืน้ ฐาน (Basic science process skills)

ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข นั้ พ้นื ฐาน ประกอบดว ย 8 ทกั ษะ ดังน้ี
4.1.1 ทกั ษะการสังเกต (Observing) คือ การใชประสาทสัมผัสทงั้ 5 ไดแ ก ตา หู
จมูก ล้ิน และผิวกายในการแสวงหาความรูหรือคนหาขอมูลจากส่ิงตางๆ ท่ีอยูรอบตัวได
อยางเหมาะสม ความรูหรือขอมูลท่ีได เชน ขอมูลเชิงคุณลักษณะ หรือขอมูลเชิงคุณภาพ
(Qualitative data) ขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) ขอมูลเชิงเปรียบเทียบ ขอมูล
เชิงการเปลย่ี นแปลง (Observation of changes data) โดยไมม ีการใสความคดิ เหน็ ใดๆ ของผสู ังเกต
ลงไป ทักษะการสงั เกตแบงไดด ังน้ี

4.1.1.1 การสังเกตเชงิ คุณลกั ษณะ เปนการสังเกตทส่ี ามารถบอกลักษณะ
รูปรา ง ของสง่ิ ทส่ี ังเกต และคุณสมบัตปิ ระจาํ ตัวของสง่ิ ตา งๆ โดยไมต องบอกปรมิ าณ บอกสี กลนิ่ รส
เสียง และความรสู กึ ตอผวิ กาย เชน

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตรเพอ่ื คุณภาพชวี ติ 61

แมโ คนมรปู รางสูงใหญ ขนสดี าํ และขาว ตัวมีกล่ินเหมน็ สาบ รองเสียงดัง น้ํานมมีรสจดื สนทิ
4.1.1.2 การสังเกตเชงิ ปริมาณ เปนการสังเกตท่ีไดรายละเอยี ดมากขึน้

บอกเปน ปรมิ าณตา งๆ ไดแก ความยาว นาํ้ หนกั ความดัน แรง ซึง่ คาตา งๆ สามารถบอกรายละเอยี ด
ออกมาเปนตวั เลขได เชน

- นางสาวนก มนี า้ํ หนัก 45 กโิ ลกรมั และสูง 165 เซนติเมตร

- นายนอ ยออกแรง 10 นวิ ตัน ดันลงั ไมใหเ คล่ือนทเ่ี ปนระยะทาง
20 เมตร

- องุนแดงในถงุ ใบนหี้ นักประมาณ 1 กโิ ลกรมั

4.1.1.3 การสังเกตเชิงเปรียบเทยี บ เปน การสงั เกตสง่ิ หนง่ึ เปรยี บเทยี บกบั อกี สงิ่
หนึ่ง เชน

- มะละกอแขกดําผลน้ี มขี นาดใหญก วา ผลนั้น

- น้าํ หอมขวดน้ีมกี ลนิ่ หอมเหมือนดอกมะลิ
- ผาผนื นมี้ สี เี ขียวเหมอื นยอดใบตอง
4.1.1.4 การสงั เกตเชิงการเปลยี่ นแปลง เปนขอมลู ที่ไดจากการสงั เกตการณ

เปลี่ยนแปลงของวตั ถุหรอื ปรากฏการณซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี หรือทางกายภาพ ผูสังเกต
ตองใชประสาทสัมผัสทั้ง 5 สังเกตวัตถุหรือปรากฏการณกอนการเปลี่ยนแปลงระหวาง
การเปล่ียนแปลงและหลงั การเปลย่ี นแปลง

ตัวอยา ง
การสังเกตการณจุดเทียนไข กอนจุดเทียนไขดวยไมขีดไฟ เทียนไข
จะเปนแทงทรงกระบอกตันยาวประมาณ 10 เซนตเิ มตร ปลายดานบนมีดายดิบสีขาวยืนออกมาตรง

กลางแทง ยาว 0.5 เซนติเมตร ปลายอกี ดา นหนึง่ แบนเรียบ เมอื่ จุดไขดว ยไมข ดี ไฟ มีเปลวไฟติดท่ีดาย
ดิบตรงปลายดานบนระหวางทม่ี ีเปลวไฟติดบนเทียนไข เทียนไขจะคอย ๆ ละลายเปนของเหลวไหล
จากปลายดานบนลงมายงั ดา นลา ง ความยาวของ แทง เทยี นไขคอยๆลดส้นั ลงเรอ่ื ยๆ ดังภาพท่ี 2-4

ภาพที่ 2-4 การเปลีย่ นแปลงของเทยี นไข
ทม่ี า (http://www.klongdigital.com, http://www.school.obec.go.th

http://www.board.trekkingthai.com, http://www.anongnat.blog.mthai.com)

62 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

อยางหนึง่ พฤตกิ รรมทแี่ สดงวา ผเู รยี นเกิดทักษะการสงั เกต คอื
1) ชี้บงและบรรยายคณุ สมบัติของวัตถุได โดยการใชประสาทสมั ผสั อยา งใด

2) บรรยายคุณสมบัตเิ ชงิ ประมาณของวัตถุได โดยการกะประมาณ
3) บรรยายการเปลีย่ นแปลงของสง่ิ ทสี่ งั เกตได

4.1.2 ทกั ษะการวดั (Measuring) หมายถึง ความแมนยํา และคลองแคลว
ในการแสดงความสามารถในการเลือกและใชเคร่ืองมือ สําหรบั วัดไดคลอ งแคลวและถูกตอง สามารถ

หาปริมาณของส่ิงของตางๆ ออกมาเปนตัวเลขที่แนนอนไดอยางเหมาะสมและถูกตอง โดยหนวย
การวัดมี 3 แบบ คอื (นฤมล ธนานันต และคณะ, 2551: 37)

4.1.2.1 การนบั จาํ นวน (Counting measurement) ถานับดว ยการมองดู

ดวยตาหรือจับดวยมือ แลวบอกจํานวนทั้งหมดออกมา จัดเปนกระบวนการขั้นการสังเกต ถาใช
เคร่ืองมือ การนับจัดเปนการใชกระบวนการวัด ตัวเลขท่ีออกมาจากการนับโดยการสังเกต
หรือกระบวนการในการวัดเปนตัวเลขเต็มหนอย ไมมีเศษ เชน ผูโดยสารในรถเมลคันน้ีมีจํานวน 36

คน เปน ชาย 16 คน หญิง 20 คน
4.1.2.2 การวดั โดยตรง (Direct measurement) เปนการวดั โดยใชเครื่องมอื

อานคาออกมาโดยตรง เชน การวัดอุณหภูมิของรางกาย เปนองศาเซลเซียส (Celsius) หรือองศา

ฟาเรนไฮต (Fahrenheit) การวัดปริมาณน้ําดวยกระบอกตวงเปน มิลลิลติ ร เปน ตน
4.1.2.3 การวัดโดยทางออ ม (Indirect measurement) เปนการวัดโดยใช

เครอ่ื งมอื วดั แตต องนําผลการวดั มาคํานวณตอไป จงึ จะทราบปรมิ าณทีแ่ นนอน

หนวยของการวัด (Measurement unit) มี 3 ระบบ คอื
1) ระบบซจี ีเอส (CGS = Centimeter – Gram-second) เปนหนว ย
วัดตามระบบเมตรกิ มหี นว ยความยาวเปน เซนตเิ มตร หนวยมวลสารเปนกรมั หนว ยเวลาเปนวนิ าที

2) ระบบเอฟพีเอส (FPS = Foot–Pound – Second) เปนหนวยวัด
ตามระบบอังกฤษ มหี นว ยความยาวเปน ฟุต หนว ยมวลสารเปน ปอนด หนวยเวลาเปนวนิ าที (3) ระบบ
เอสไอ (SI = System international unit) เปนหนวยมาตรฐานสากลท่ีใชกันระหวางประเทศ

มีขนาดใหญกวาหนวยในระบบ ซีจีเอสและเอฟพีเอส หนวยน้ีมีความยาวเปนเมตร มวลสารเปน
กโิ ลกรมั หนวยเวลาเปนวินาที

ตัวอยา ง การวัดความยาวของโตะ ดวยไมเมตรอา นคาได 2.52 เมตร

หมายความวา ความยาวท่ีวดั ไดเ ปน 2.52 เทาของความยาว 1 เมตรมาตรฐาน
พฤตกิ รรมทีแ่ สดงวา เกดิ ทกั ษะการวัด (คณาจารยมหาวิทยาลัยราชภฏั

สวนดุสติ , 2548: 15)

1) เลอื กเครอื่ งมอื ไดเหมาะสมกบั ส่งิ ที่จะวัด
2) บอกเหตุผลในการเลอื กเคร่ืองมือวัดได
3) บอกวธิ ีการวดั และวิธกี ารใชเครอ่ื งมอื ไดถ กู ตอ ง

4) วัดความกวาง ความยาว ความสงู นาํ้ หนกั ปรมิ าตรอืน่ ๆ ได
ถกู ตอง

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิทยาศาสตรเ พอื่ คณุ ภาพชีวติ 63

5) ระบหุ นวยของตวั เลขท่ไี ดจ ากการวัด
6) อานคา ทไี่ ดจ ากการวดั ไดถ กู ตอง รวดเรว็ และใกลเคยี งความจรงิ

สิ่งทตี่ อ งคํานงึ ถึงในกระบวนการวัด
1) ผูวดั จะตอ งมคี วามรคู วามเขาใจ เก่ียวกบั ปรมิ าณทตี่ อ งการวดั
เคร่ืองมือท่ีจะใชวัด วิธีการและเทคนิคในการวัด รวมท้ังอิทธิพลของส่ิงแวดลอม ขณะทําการวัด

ความผิดพลาดในผลการวัด เชน ไมมีความรูความเขาใจ ในธรรมชาติของปริมาณที่จะวัด เลือกใช
เคร่ืองมือวัดท่ีไมเหมาะสม ไมถ กู วธิ ี ประมาทหรอื เลินเลอ ในการวัด ขอบกพรองเหลานี้ ไมอาจนํามา
เปนขออางเพือ่ ปรบั แกค วามผิดพลาดในผลการวดั

2) เครอื่ งมือท่ีใชว ัด ควรอยใู นสภาพทใ่ี ชงานไดตามปกตไิ มม ีสวนหนง่ึ
ใดชํารุดกอนและหลังการทําการวัด ผูใชเครื่องวัดจะตองตรวจสอบสภาพพรอมที่จะใชงานไดของ
เคร่ืองวดั เสมอ เพอ่ื เปนส่งิ ยืนยนั วาผลการวัดทไี่ ดมาจากเครือ่ งวัดทอี่ ยูในสภาพใชงานไดดี

3) ปริมาณทจ่ี ะวัด มคี วามสําคญั ตอการออกแบบวธิ ีการวัด การวัด
กระทาํ กับผลการวัด รวมทัง้ การแปลความหมาย ของผลการวัดปรมิ าณนน้ั ๆ

4) ส่ิงแวดลอมขณะวดั ไดแก ส่งิ แวดลอมตามธรรมชาติ เชน แสงแดด

ลม ฝน อุณหภมู ิ และสงิ่ แวดลอ มเฉพาะกรณี เชน การสั่นสะเทอื น เนอื่ งจากขบวนรถบรรทุกแลน ผาน
เสยี งรบกวนจากการซอมดนตรีในหองขา งเคยี ง ผทู าํ การวดั จะตอ งศกึ ษาใหแ นใจวา ส่งิ แวดลอมใดบา ง
ที่มผี ลตอการวดั และปรมิ าณการรบกวนมากนอยเพียงใด ท้ังน้เี พือ่ หาวิธีควบคุมส่ิงแวดลอมเหลาน้ัน

ใหรบกวนผลการวดั นอยท่สี ุด หรอื อาจวเิ คราะห หาปรมิ าณปรับแก (Correction term) เพ่ือเปลี่ยน
ขอ มลู ดบิ จาก การวดั ใหเ ปน ผลการวัดทีป่ ราศจากการรบกวนจากส่งิ แวดลอม

ความผดิ พลาดของการวัด อาจจําแนกได 3 ประการคือ

1) ความผดิ พลาดของผวู ัด (personal error) ไดแก การอาน
เครื่องวัดผิด การจดบันทึก คาผิด และความผิดพลาด อันเกิดจากการขาดความระมัดระวัง
เพ่ือปองกันความผิดพลาด ผูว ดั จะตอง ใชค วามระมัดระวงั ทุกข้นั ตอนในกระบวนการวัด รวมทั้งควร

ดาํ เนนิ การตรวจสอบ ผลการวัดซ้ํา อกี ครั้งหนงึ่ เสมอ
2) ความผิดพลาดเชงิ ระบบ (systematic error) เปนความผิดพลาด

ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในการทดลองเนอ่ื งจากปจ จัยตางๆ ดังนี้

- การใชเ ครอื่ งมือวัดท่ไี มไ ดม าตรฐานหรือบกพรอ ง
- การใชว ิธีการวัดทีไ่ มเ หมาะสม วิธกี ารวัดบางวธิ ี
ความคลาดเคลอ่ื นอยใู นตวั อยแู ลว เชน การวัดความตา นทานไฟฟาดว ยมลั ติมิเตอรธรรมดา ยอม

ใหผลการวัดทมี่ ีความคลาดเคลอ่ื นสงู กวา การวดั โดยใชวงจรบริดจ
- สภาวะสําหรบั การวดั ขณะนนั้ ไมถ ูกตอง เชน การนําวงจรบริดจ

กระแสสลบั มาใชโ ดยไมม ี การตอสายดิน (grounded) จะมผี ลใหเ กดิ ความคลาดเคลือ่ นในผลการวดั

- ความบกพรอ งในสภาพรางกายของผูวดั เชน ถา เปล่ยี นผูวดั
คนละคนทาํ การวัดอยา งเดียวกนั แตไดผลออกมาตา งกันทกุ คร้ัง

3) ความผิดพลาดเนอื่ งจากอบุ ัตเิ หตุ (accidental error) ความ

ระมัดระวังของผูทําการวัดไมแนนอน สมํ่าเสมอ ความผิดพลาดประเภทน้ี เพราะเปนธรรมชาติ
ของปริมาณท่ีถูกวัด และเปนธรรมชาติของมนุษย จากการศึกษาทางสถิติ พบวา ความผิดพลาด

64 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ประเภทนี้ มีโอกาสเกิดข้ึนในทางบวกพอๆ กับทางลบ การหาคาเฉล่ียจากการวัดหลายคร้ังจึงให
ผลลพั ธใกลเ คียงกับคาทแ่ี ทจรงิ

4.1.3 ทกั ษะการคาํ นวณหรือการใชต ัวเลข (Using numbers) หมายถึง
ความสามารถในการหาความสมั พันธเ ชงิ ปรมิ าณของสงิ่ ตา งๆ นบั ตัง้ แตก ารนบั จํานวนของวตั ถุ การนาํ
ตัวเลขแสดงจานวนท่ีนบั ไดม าคิดคํานวณโดยการบวก ลบ คณู หาร หาคา เฉลี่ยและอน่ื ๆ ไดรวดเร็ว
และถูกตอ ง (คณาจารยมหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดสุ ติ , 2548:15)

ภาพท่ี 2-5 ภาพรปู ทรงเรขาคณติ

จากภาพที่ 2-5 มีวัตถุรปู ทรงสามเหลย่ี ม 4 รูป วงรี 5 รูป หกเหลยี่ ม 5 รปู
สรปุ รวมมวี ัตถุทง้ั หมด 4+5+5 = 14 รูป

พฤติกรรทีแ่ สดงวาเกิดทักษะการคาํ นวณ
1) ใชตวั เลขแสดงจาํ นวนทน่ี บั ได
2) บอกวธิ คี าํ นวณไดคดิ คํานวณไดถูกตองและแสดงวธิ คี ํานวณได
3) บอกวิธกี ารหาคา เฉลีย่ และแสดงวิธกี ารหาคา เฉลยี่ ได
4) พฤตกิ รรมท่แี สดงออกในการนบั คือ สามารถนบั จาํ นวนสิง่ ของได
ถูกตอง
4.1.4 ทักษะการจําแนกประเภท (Classifying) เปนกระบวนการจัดวัตถุ
หรือเหตุการณออกเปนประเภทต้ังแต 2 ประเภทขึ้นไปตามเกณฑที่กําหนด ซึ่งอาจเปนเกณฑ
ท่กี าํ หนดเองหรือผูอ่ืนกําหนดใหเกณฑที่ใชอาจเปนรูปราง ลักษณะ คุณสมบัติ ประโยชนหรืออื่นๆ
เพอ่ื ใหเ กิดความเขา ใจไดงายขนึ้ เชน การจําแนกส่ิงของเกณฑท่ีใชมักเปน รูปราง สี ผิว การจําแนก
สิ่งมชี ีวติ เกณฑทใ่ี ชเปน ลกั ษณะของส่ิงท่ีมีชีวิต การสืบพันธุประโยชน อาหาร การเคลื่อนไหว ท่ีอยู
อาศัย

ภาพท่ี 2-6 ตวั อยา งการจําแนกสิง่ ของท่ีมรี ูปรา งเหมือนกัน

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชวี ิต 65

พฤติกรรมทแ่ี สดงวาเกดิ ทกั ษะการจําแนกประเภท คือ
1. เรียงลาํ ดับหรอื แบง ส่ิงของตา งๆ ไดโดยใชเกณฑของตนเองได
2. เรียงลําดบั หรอื แบง สงิ่ ของตาง ๆไดโดยใชเ กณฑข องผูอนื่ กําหนดได
3. บอกเกณฑทผี่ อู ่นื ใชในการเรียงลา ดับหรอื แบงพวกได

4.1.5 ทกั ษะการหาความสัมพันธระหวา งสเปส – สเปส และ สเปส – เวลา
(Space/space Relationship and Space/Time Relationship)

4.1.5.1 สเปสของวัตถุ คอื ทวี่ างทวี่ ตั ถุน้นั ครอบครองท่อี ยู ซง่ึ จะมรี ปู ราง
ลักษณะเชน เดยี วกบั วัตถุนั้น โดยปกติ สเปสของวตั ถมุ ี 3 มิติ คอื ความกวา ง ความยาว และความสงู
แตใ นทางวิทยาศาสตรจ ะมมี วลและเวลาท่เี พม่ิ เขามา

4.1.5.2 ความสัมพนั ธระหวา งสเปสกบั สเปสของวัตถุ หมายถงึ ความสัมพันธ
ระหวา ง 3 มิติ กบั 2 มิติ และความสมั พนั ธร ะหวา งตําแหนง ที่อยูของวัตถหุ นึ่งกบั ตาํ แหนง ท่อี ยอู ีกวตั ถุ
หนงึ่ พฤติกรรมที่แสดงใหเ ห็นวา เกดิ ทกั ษะความสัมพนั ธร ะหวา งสเปสกบั สเปสของวตั ถุ คือ

1) บอกรปู รา งของวตั ถไุ ดวา รูปทรงอะไร
2) บอกมิตขิ องรปู ท่เี ห็นได
3) ช้ีบอกรปู 2 มติ ิ และ 3 มติ ิได

ภาพที่ 2-7 ความสัมพนั ธระหวางสเปสและสเปส
ทม่ี า (http://www.suksapan.or.th/web/detail/product/science/01/photo04.html

http://thipjinda.brinkster.net/pro.htm)

4.1.5.3 ความสัมพนั ธร ะหวางสเปสกบั เวลา ไดแก ความสัมพันธร ะหวา ง
สเปสของวัตถุท่เี ปล่ยี นไปกบั เวลา หรือ ความสมั พันธร ะหวางการเปลยี่ นตาํ แหนงที่อยขู องวตั ถกุ บั
เวลา

66 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ภาพท่ี 2-8 ความสัมพันธร ะหวา งสเปสกับเวลา
ที่มา (http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m3-2/

no21-29-34-39-42/page17.html)

การกระทาํ ท่ีแสดงวา บุคคลใดมที ักษะการหาความสัมพนั ธร ะหวา ง
สเปสกบั สเปสและสเปสกบั เวลา ไดแ กความสามารถในการกระทําดงั น้ี

1) ความสามารถในการวาดรูป 3 มติ ขิ องวตั ถุจรงิ ทั่วไปได เชน
วาดรูป 3 มติ ิของหนงั สือ ยางลบ โตะ เปนตน

2) ความสามารถในการบอกความสัมพนั ธร ะหวางรปู 2 มิติ และ
รปู 3 มติ ไิ ด

3) ความสามารถในการบอกจํานวนเสนสมมาตรของรูป 3 มิติ
และระนาบสมมาตรของรูป 3 มิติได เชน สามเหลี่ยมดานเทามีเสนสมมาตร 3 เสน รูปแทง
สเี่ หล่ียมผืนผามรี ะนาบสมมาตร 3 ระนาบ เปน ตน

4) ความสามารถในการระบุความสัมพนั ธข องสงิ่ ท่ีอยหู นากระจก
เงา กับภาพทป่ี รากฏในกระจกเงาได เชน บอกไดวา คนทใี่ สน าฬกิ าที่ขอมอื ซา ย และห้วิ กระเปาดวย
มือขวา เมอ่ื ไปยืนอยหู นากระจกเงาบานใหญ จะปรากฏภาพของคนน้นั แตใสนาฬิกามือขวาและหว้ิ
กระเปาดว ยมือซาย

5) ความสามารถในการระบคุ วามสมั พันธระหวางตําแหนงท่อี ยู
ของวตั ถหุ นึง่ กบั อกี วตั ถหุ นึ่ง กลา วคือ บอกไดวาวัตถหุ นง่ึ อยใู นตาํ แหนง หรือทศิ ใดของอีกวัตถหุ นง่ึ
เชน ตนไมอยูทางดา นขวามอื ของนาย ก และนาย ก ยนื อยทู างดานหนาของอาคารเรียน

6) ความสามารถในการระบคุ วามสมั พนั ธร ะหวางการเปล่ียนแปลง
ตําแหนงท่ีอยูกับเวลา เชน เรือลําหน่ึงแลนดวยความเร็ว 20 กิโลเมตรตอช่ัวโมง ไปทางทิศเหนือ
ในการหาความสัมพันธของวัตถุท่ีเปล่ียนไปกับเวลา เชน ในการหาความสูงของตนไมท่ีมีความสูง
เปลี่ยนไปเม่อื เวลาผา นไป 2 สัปดาห

พฤติกรรมที่แสดงวา เกดิ ทกั ษะการหาความสมั พันธร ะหวางสเปส –
สเปส และสเปส – เวลา

1) ช้ีบงรปู 3 มิติและวัตถุ 3 มิตทิ ีก่ าํ หนดใหไ ด
2) วาดรูป 2 มิติ จากวัตถหุ รือรปู 3 มิตทิ ่กี ําหนดใหได
3) บอกช่ือและรปู ทรงเรขาคณิตได
4) บอกความสมั พนั ธระหวา ง 2 มิติ กบั 3 มิติได
5) บอกตาํ แหนง หรอื ทศิ ของวัตถุได

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิทยาศาสตรเพอ่ื คุณภาพชีวิต 67

6) บอกไดว าวัตถุหน่งึ อยูใ นตาํ แหนงหรอื ทิศใดของอกี วัตถุหนง่ึ
7) บอกความสมั พันธข องส่งิ ท่ีอยูใ นกระจกและภาพที่ปรากฏใน

กระจกเงาวา เปน ซา ยหรือขวา
8) บอกความสมั พนั ธข องการเปลยี่ นตําแหนง ของวตั ถุหนง่ึ กบั เวลา

ได

9) บอกความสมั พันธร ะหวางการเปลี่ยนแปลงขนาดหรอื ปรมิ าณ
ของสงิ่ ตางๆ กบั เวลาได

(1) ความสัมพันธระหวางสเปสกับสเปสของวัตถุ เชน การดูภาพ

1 มิติ 2 มิติ และภาพ 3 มิติ การดูเสน สมมาตร ภาพฉาย และภาพตัดของรปู สามมติ ิ
เสนสมมาตร คือ เสนท่ีลากผานรูปสองมิติโดยที่ถาพับรูปสองมิติ

ตามเสนที่ลากผานนั้นแลว รูปน้ันจะซอนกันสนิท ซ่ึงรูปสองมิติบางรูปมีเสนสมมาตรไดหลายเสน

บางรปู ก็อาจไมมีเสนสมมาตรเลย

ภาพที่ 2-9 เสนสมมาตรของรูปสองมิติ

ระนาบสมมาตร คอื ระนาบที่
แบง รปู สามมิตอิ อกเปนสองสวนแลวไดร ปู

ที่เหมอื นกนั

ภาพท่ี 2-10 ระนาบสมมาตรของรปู สามมติ ิ

- ภาพฉายดานบน ภาพฉาย คือ ภาพเงา
- ภาพฉายดา นขาง ของวตั ถทุ ่ีปรากฏบนฉาก เมือ่ ฉาย
ไฟไปยังวตั ถุสามมติ หิ นึ่งๆ ซง่ึ เมื่อ

ฉายไฟในทิศทางตางกนั เงาทป่ี รากฏ
จะแตกตางกัน เปนตน

รปู ทรงกระบอก

ภาพที่ 2-11 แสดงภาพเงาของวัตถุสามมติ ิ

68 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

เม่อื ตัดภาพสามมิติดว ยระนาบในแนวตา งๆ ภาพท่ีไดจากรอยตัดเม่ือ
มองต้ังฉากกับระนาบที่ตัด เรียก ภาพตัด วัตถุสามมิติเม่ือถูกตัดดวยระนาบในทิศทางตางกัน
จะปรากฏภาพตัดทแ่ี ตกตา งกัน

ภาพท่ี 2-12 ภาพตัดระนาบตา งๆ ของรูปสามมติ ิ
(2) ความสมั พนั ธร ะหวา งสเปสกับเวลา การหาตําแหนง ระยะทาง

ความเร็ว และทศิ ทางการเคล่ือนท่ีของวัตถุจัดเปนความสัมพันธระหวางสเปสกับเวลา ในการหาส่ิง
ดังกลา วจะตองเทียบกับสิง่ อางอิง เมอ่ื สิง่ อางอิงเปลี่ยนไป ตําแหนงระยะทาง ความเร็ว และทิศทาง
ของวตั ถุกจ็ ะเปลย่ี นไปดวย เชน ขณะนง่ั รถเมลเรามองเห็นผูโดยสารท่ีนั่งอยูบนรถคันเดียวกันอยูนิ่ง
ทัง้ นเี้ พราะรถยนต ตัวเรา และผูโดยสารอื่น เคล่ือนที่ดวยความเร็วเทากัน แตคนท่ียืนอยูบนถนนจะ
เห็นทงั้ รถยนต ตัวเรา และผูโดยสารอื่นเคลื่อนที่เพราะเขาใชตัวเขาหรือถนน หรืออาคารบานเรือน
เปน ส่ิงอา งองิ

ขอสังเกต เมือ่ เรายนื มองรถกาํ ลงั เคลือ่ นท่ี
ความสมั พนั ธท ีเ่ กิดขึน้ กาํ หนดได ดงั น้ี ตวั เรา
คอื สเปส รถทเ่ี คล่ือนที่ คอื เวลา

ความสามารถในการกาํ หนดความสัมพนั ธข อง สเปสกบั เวลาไดชวยให
เราไมถ ูกรถชนตอนขา มถนน เน่อื งจากเราสามารถกําหนดตําแหนง ของตัวเราและตําแหนง ของรถเมื่อ
เวลาเปลี่ยนไปได

4.1.6 ทักษะการจดั กระทํากบั ขอมูลและส่ือความหมาย (Organizing Data and
Communication) หมายถึง ความสามารถในการนําขอมูลมาจัดกระทําใหม เชน จัดเรียงลําดับ
ความถี่ จําแนกประเภท คํานวณ ฯลฯ จากน้ันจึงส่ือความหมาย เชน การพูด การเขียนบรรยาย
การทาํ เปน แผนภมู ิ สรางเปน ตาราง กราฟ แผนผัง แผนท่ี วงจร สมการคณติ ศาสตร

เอกสารประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชวี ติ 69

การสอื่ ความหมายเปน การใชความสามารถในการใชภาษาพูดหรือภาษาเขียน รวมท้ัง
การเขียนแผนภาพ แผนที่ ตาราง หรือสรา งส่อื อ่นื ๆ ประกอบการพูด หรือการเขียนบรรยาย เพื่อส่ือ

ความหมายใหผูอ่ืนเขาใจในส่ิงท่ีตองการส่อื ความหมายไดอ ยางชัดเจนและรวดเร็ว การส่ือความหมาย
เปนกระบวนการทส่ี ําคญั ไมเฉพาะในทางวทิ ยาศาสตรเทานั้น จะเหน็ ไดบ อ ยๆ วาบางคนพูดหรือเขียน
บรรยายสง่ิ ตางๆ ยืดยาว แตไ ดใจความเพยี งเล็กนอ ยหรอื ไมไดใจความอะไรเลย ในขณะท่ีบางคนพูด

หรอื เขียนบรรยายเพียงส้ันๆ แตไ ดใ จความมากกวา ในทางวิทยาศาสตร การคนควาหรือคนพบอะไร
บางอยา งนัน้ ผลงานที่ไดแทบจะไมมีคุณคาใดๆ เลยมากหากผูค น ควา ทดลองเขาใจแตเพียงผูเดียวแต
ไมสามารถส่อื ความหมายใหผอู น่ื เขาใจหรือปฏิบตั ิตามได

ขอมูลดบิ การจัดกระทํา การสอ่ื ความหมายของขอ มลู
- เรียงลาํ ดับ - ตาราง
- หาความถี่ - กราฟ
- คาํ นวณใหม - วงจร
- แยกประเภท - แผนภมู ิ

ฯลฯ ฯลฯ

แผนผังที่ 2-5 การจัดกระทาํ และสื่อความหมายของขอมลู

ไตรมาสท่ี 1 100 ทศิ ตะวนั ออก
ไตรมาสที่ 2 80 ทิศตะวนั ตก
ไตรมาสท่ี 3 60 ทศิ เหนือ
ไตรมาสที่ 4 40
20
0
ไตรมาสท่ี 1 ไตรมาสท่ี 3

ภาพท่ี 2-13 การสื่อความหมายของขอมลู โดยใชแ ผนภูมิ วงจร และกราฟ

70 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

พฤตกิ รรมที่แสดงวาเกิดทกั ษะการจดั กระทํากบั ขอมลู และสอ่ื ความหมาย
1) เลอื กรปู แบบท่ีใชใ นการนาเสนอขอ มลู ไดอยางเหมาะสม เชน แผนภูมิ
ตาราง แผนภูมวิ งกลม ฯลฯ
2) บอกเหตผุ ลในการเลอื กรูปแบบทใ่ี ชในการนาเสนอขอมลู ได
3) ออกแบบการเสนอขอ มลู ตามรปู แบบท่ีเลอื กไวไ ด
4) เปล่ียนแปลงขอมลู ใหอ ยใู นรูปแบบใหมเขา ใจไดง าย
5) บรรยายลักษณะของสง่ิ ใดสิง่ หนง่ึ ดวยขอความทก่ี ะทัดรัดจนสอ่ื
ความหมายใหผ อู น่ื เขา ใจงาย
6) บรรยายหรอื วาดแผนผงั แสดงตําแหนง ของสถานทจ่ี นสอื่ ความหมายให
ผอู ื่นเขาใจได

4.1.7 ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ มลู (Inferring) หมายถึง การเพิม่ ความคิดเห็น
หรือเหตุผลสวนตัวใหกับขอมูลที่สังเกต เปนการใชประโยชนในข้ันตอนการทดสอบปรับเปลี่ยน
สมมติฐานและการสรุป (นฤมล ธนานันต และคณะ, 2551: 40) การลงความคิดเห็นจากขอมูล
ในเรื่องเดียวกัน อาจลงความคิดเห็นไดหลายอยางอาจผิดหรือถูก ขึ้นกับความถูกตองของขอมูล
ความละเอียดของขอมูล ความรเู ดิมหรอื ประสบการณเดมิ และความสามารถในการสังเกต (คณาจารย
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดสุ ิต, 2548: 25) ตัวอยา งเชน

เมอ่ื ขณะนงั่ อยูในหอง ฝนกาํ ลงั ตกและมีแสงสวางจาจากหนาตาง จากน้ันก็ได
ยินเสยี งดงั ตามมาในเวลาไมนาน ผูสังเกตอาจลงความคิดเห็นวามีฟาผาเกิดข้ึนไมไกลนัก โดยอาศัย
ประสบการณเดิมเก่ยี วกับฟา แลบและ แตจ ากขอมลู เดียวกันนี้ ทหารทอี่ ยูระหวางการออกรบอาจลง
ความเห็นจากขอมูลวา อาจมีระเบิดตกไมไกลนัก ดังน้ันผูสังเกตแตละคนอาจลงความคิดเห็น
จากขอมูลผลการสงั เกตสิ่งเดียวกันตา งกัน เพราะมปี ระสบการณและความรูเดิมที่ตางกัน จะเห็นได
วาขอมลู จากการสงั เกตชดุ หนงึ่ ๆ อาจมีการลงความคดิ เห็นหรอื คําอธิบายหลายอยา ง

อยางไรก็ตามการลงความคิดเห็นนั้น จะตองเปนไปอยางสมเหตุสมผล
กับปรากฏการณ ท่ีเกิดข้ึนหรือขอมูลที่สังเกตได สวนการที่จะตัดสินใจวาขอมูลใดถูกตองหรือ
สมเหตุสมผลทีส่ ุดก็จะตองมกี ารตรวจสอบหาหลักฐานหรอื ขอ มลู อ่นื มาประกอบ

พฤติกรรมที่แสดงวาเกิดทักษะการลงความคิดเห็นจากขอมูล คือ การอธิบาย
สรุป โดยการเพมิ่ ความคิดเห็นใหกับขอมูลที่ไดจากการสังเกตโดยใชความรู หรือ ประสบการณเดิม
มาชวย

4.1.8 ทักษะการพยากรณ (Predicting) หมายถงึ ความสามารถในการทํานาย หรอื
คาดคะเนส่งิ ที่จะเกดิ ข้ึนลวงหนา ไดโดยอาศยั ขอ มลู ทไ่ี ดจากการสงั เกตหรอื ปรากฏการณท่เี กิดซ้าํ หรือ
ความรูท่ีเปน ความจรงิ กฎ หรอื ทฤษฎี ในเร่ืองนั้นๆ ชวยในการทํานายหรือคาดคะเน การพยากรณ
แบง ออกเปน 2 ประเภท คอื การพยากรณภายในขอบเขต และการพยากรณภายนอกขอบเขตขอมูล
ทมี่ ีอยู

4.1.8.1 การพยากรณภ ายในขอบเขตขอ มูลทม่ี ีอยู หมายถงึ การคาดคะเน

เอกสารประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตรเพอื่ คณุ ภาพชีวติ 71

คาํ ตอบ หรือคา ของขอมลู ที่อยภู ายในขอบเขตของขอมูลท่ีสงั เกตไดและวดั ได
4.1.8.2 การพยากรณภายนอกขอบเขตขอมูลที่มี อยู หมายถึงการคาดคะเน

คําตอบ หรอื คา ของขอ มลู ที่มากกวา หรือนอยกวา ขอบเขตของขอ มูลที่สงั เกตไดและวดั ได
ตวั อยาง การพยากรณขอ มลู เก่ียวกบั ตวั เลข ทเี่ ปนตารางหรอื กราฟ

อัตราเรว็ (เมตร/นาที

8

6

4

2

0
10 20 30 40

ภาพที่ 2-14 กราฟความสมั พันธของมวล และอตั ราเร็วของวตั ถุชนดิ หนึง่

* การพยากรณภ ายในขอบเขตขอ มูล (Interpolation) เชน วัตถุทมี่ มี วล 20 กรมั มี
ความเรว็ 6 เมตร/วนิ าที

* การพยากรณภายนอกขอบเขต (Extrapolation) เชน ถาวตั ถุมมี วล 50 กรมั จะมี
ความเรว็ 0 เมตร/วินาที หรอื ไมมคี วามเร็ว หรอื ไมเ คลอื่ นท่ี

หรือ จากขอมลู ดงั ตอ ไปนี้ ถา X มีคาเทากับ 1 และ 4 แลว Y จะมคี าเทาใด

ตารางที่ 2-1 ขอมลู การพยากรณภ ายนอกขอบเขต

X 123 4
Y=X2+5
6 9 1 2

คําตอบ จากขอมลู X = 1 Y จะมคี า เทากับ 6 และ ถา X = 4 Y จะมคี า เทา กบั 21

พฤตกิ รรมท่แี สดงวา เกิดทกั ษะการพยากรณ คือ
1) การพยากรณทั่วไป ทํานายผลทเี่ กดิ จากขอ มลู ทีเ่ ปน หลกั การ กฎ
ทฤษฎี ท่มี ีอยู
2) พยากรณขอ มลู เชงิ ปรมิ าณทํานายผลทเ่ี กิดขนึ้ ภายในขอบเขตขอมูล

และภายนอกขอบเขตของขอ มลู

72 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ขอสงั เกต ทักษะการลงความเหน็ จากขอมลู และทักษะการพยากรณมีความ
เหมือนกัน คือเปนการวินิจฉัยขอมูลจากความรูและประสบการณของผูท่ี
วินิจฉัยจากขอมูลท่ีมีอยู ซึ่งอาจถูกหรืออาจผิดก็ได สิ่งที่ตางกันก็คือ ทักษะ
การลงความเห็นจากขอมูล เปนการพิจารณาขอมูลที่มีอยูแลวและบอกวามี
อะไรเกิดขน้ึ ในอดีตและเกิดข้นึ อยางไร ในขณะที่ทักษะการพยากรณ เปนการ
ใชขอ มูลทม่ี อี ยู ในการทํานายส่งิ ทีค่ าดวา จะเกิดขนึ้

4.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข น้ั บรู ณาการ (Integrated science
process skills)

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข้นั บรู ณาการ ประกอบดว ย 5 ทักษะ ไดแ ก
4.2.1 ทักษะการตัง้ สมมติฐาน (Formulating hypotheses) หมายถงึ ความสามารถ
ในการคิดหาคําตอบลว งหนาสาํ หรบั ปญหาใหม หรอื ทํานายผลลว งหนา ในสถานการณทยี่ งั ไมเคยรมู า
กอนไดอ ยา งเหมาะสม และสามารถนําไปทดสอบได สมมตฐิ านจะกลาวในลกั ษณะทบี่ อก
ความสมั พันธระหวา ง ตัวแปรตน กับตัวแปรตาม มกั ข้นึ ตน ดว ย “ถา” ตอ ดวยคาํ วา “ดังน้นั ”
ถา …………………………ดงั นั้น………………….
ตวั อยา ง
ถา ปุยชวี ภาพ มแี รธ าตุท่ีจําเปนแกก ารเจรญิ เตบิ โตของพืช มากกวา ปุยเคมี ดงั นั้น
ตน ถ่ัวทใ่ี ชป ยุ ชวี ภาพจะเจรญิ เตบิ โตดีกวา ตน ถ่วั ที่ใชปุย เคมี
ถา ความเร็วของวตั ถุ มคี วามสมั พันธแ บบผกผนั กบั มวลของวัตถจุ ริง ดงั นน้ั เมือ่
มวลของวตั ถุมากขึ้น ความเร็วของวัตถุจะลดลง
ถา ฮอรโ มนมผี ลตอสีของปลาสวยงาม ดงั นั้น ปลาที่เลีย้ งโดยฮอรโมน จะมสี เี รว็ กวา
ปลาทเ่ี ลยี้ งโดยไมใ หฮ อรโ มนในชว งอายุเทากนั
ดงั น้นั การตง้ั ปญหาและสมมติฐานจึงตองสัมพันธกัน และสัมพันธกับขอเท็จจริงดวย
การตั้งสมมตฐิ านนอกจากจะพจิ ารณารูปแบบ และเนื้อความของประโยคทตี่ งั้ แลว สิ่งที่ตองพิจารณา
ตอไปอีก คือสมมติฐานนั้นต้ังขึ้นเพื่อทดสอบอะไร หรือเพ่ือหาคําตอบของปญหาใด ชวยช้ีแนะ
การออกแบบการทดลองดวยหรือไม และเราสามารถจะทํา การทดสอบไดหรือไม คําถามเหลานี้จะ
ชว ยตรวจสอบการต้ังสมมติฐานของเราใหมีคุณคาดีย่ิงขึ้น (เติมศักดิ์ เศรษฐวัชราวนิช, 2539: 117)
ดังนั้นสมมติฐานท่ีดี ตองแสดงความสัมพันธระหวางตัวแปรไวอยางชัดเจน เขาใจงาย และเปน
แนวทางเพ่ือนําไปสกู ารทดลอง
พฤตกิ รรมทแ่ี สดงวา เกิดทกั ษะการตงั้ สมมติฐาน
1) บอกความสมั พนั ธร ะหวา งตวั แปรอิสระกบั ตัวแปรตามโดยอาศยั การสงั เกตหรือ
การลงความคดิ เหน็ จากขอมลู
2) สามารถปรับปรงุ สมมติฐาน ภายหลงั จากการทดลองเมอื่ ทดสอบสมมติฐานแลว

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชวี ิต 73

3) บอกประโยชนของการตง้ั สมมตฐิ านได
4) อธิบายแนวทางการตง้ั สมมตฐิ านได

4.2.2 ทกั ษะการกําหนดนิยามเชิงปฏบิ ตั ิการของตัวแปร (Defining operationally)
หมายถึง การกําหนดความหมายและขอบเขตของคําตางๆ ที่อยูในสมมติฐานที่ตองการทดลองให
เขาใจตรงกัน สามารถนําไปปฏิบัติไดโดยการสังเกตหรือการทดลอง นิยามเชิงปฏิบัติการ ตองมี

ความหมายและขอบเขตรดั กุม สามารถเขาใจตรงกนั สังเกตหรือวัดได และทดสอบหรือตรวจสอบได
ตัวอยาง
จากสมมติฐาน “พืชสามารถเจริญเตบิ โตไดด ีในดินรวนมากกวาดนิ เหนียว”

ดงั นน้ั กอ นทจ่ี ะทําการทดลอง ผทู าํ การทดลองจาํ เปนตอ งกําหนดกฎเกณฑใ นการสงั เกตเปน นยิ ามเชิง
ปฏิบัตกิ าร เชน

การเจริญเตบิ โตของพืช หมายถงึ พืชมขี นาดสูงข้ึน รอบลําตน ใหญข นึ้ และ

จาํ นวนใบมากข้นึ
การกาํ หนดคาํ นิยามเชิงปฏิบตั ิการ เปนการกําหนดความหมายของคําข้ึนมาเปนพิเศษ

ในเชงิ ปฏบิ ัตทิ ่ีใชเ ฉพาะในการทดลองเรอื่ งใดเรื่องหนึ่ง เพื่อใหผูปฏิบัติการทดลองหรือผูเกี่ยวของใน

การทดลองนน้ั เขาใจตรงกัน อยา งไรกต็ ามการกาํ หนดนยิ ามเชิงปฏบิ ตั กิ ารของคําใดๆ กต็ ามควรอยูใน
ขอบเขตท่ีสามารถสังเกตและวดั ได เพ่ือจะไดน าํ ไปออกแบบการทดลอง

พฤติกรรมทแี่ สดงวา เกิดทกั ษะการกําหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารของตวั แปร

1) สามารถแยกนยิ ามเชิงปฏิบตั กิ ารออกจากนยิ ามที่ไมใ ชน ยิ ามทว่ั ไป
2) กําหนดความหมายและขอบเขตของตวั แปรหรอื คาํ ตางๆ ใหส ามารถทาํ การทดสอบ
ได

อยา งไรก็ตามการกาํ หนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ ารของคาํ ใดๆ ก็ตามควรอยูในขอบเขตท่ี
สามารถสงั เกตและวัดได เพ่ือจะไดน าํ ไปออกแบบการทดลองตอ ไป

4.2.3 ทักษะการกาํ หนดและควบคุมตวั แปร (Identifying and controlling

variables) หมายถงึ ความสามารถในการบง ช้ีตัวแปรตน ตวั แปรตาม และตัวแปรท่ีตองควบคมุ ใน
สมมตฐิ าน และบอกวิธกี ารควบคมุ ตวั แปร กอนทจ่ี ะทดลองเพอื่ ทดสอบสมมุตฐิ าน

4.2.3.1 ตวั แปรตน หรอื ตัวแปรอิสระ (Independent variable) หมายถงึ

สง่ิ ทเี่ ปนตนเหตุของการเปลยี่ นแปลงไมอ ยูใ นความควบคมุ ของสงิ่ ใด ตองจดั ใหแตกตางกนั ตามความ
ตอ งการ

4.2.1.2 ตัวแปรตาม (Dependent variable) หมายถงึ สง่ิ ทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป

ตามการจดั เปล่ียนตัวแปรตน เปน สิง่ ท่ตี อ งเฝาศึกษาตดิ ตามในขณะทาํ การทดลอง
4.2.1.3 ตวั แปรท่ีตองควบคมุ (Controlled variable) หมายถงึ สิง่ อน่ื ๆ

นอกเหนอื จากตวั แปรตน ทเี่ ปนสาเหตุทาํ ใหผ ลการทดลองคลาดเคลอ่ื นไดถ าหากไมม ีการควบคุมให

เหมอื นกนั
ตวั อยาง
จากสมมติฐาน “ผิวหนาของภาชนะทก่ี วา งกวา จะทาํ ใหน าํ้ ระเหยไดด กี วา ”

ตัวแปรตน คือ ความกวา งของผวิ หนา ภาชนะ
ตัวแปรตาม คือ ปรมิ าณนํ้าทร่ี ะเหยไป

74 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ตวั แปรควบคมุ คอื ชนิดของนาํ้ ปรมิ าตรนาํ้ ความชืน้ อุณหภูมิ ระยะเวลา
สถานท่ี

ทักษะการกําหนดและควบคุมตัวแปร หมายถึง ความสามารถในการจําแนก
และบงชี้ไดวา ตัวแปรใดเปนตัวแปรตน ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม ในการหาความสัมพันธที่
เกดิ ข้นึ ระหวางตวั แปร สมมติฐานหน่ึงๆ หรอื ในปรากฏการณห น่งึ ๆ นอกจากนกี้ ารควบคุมตัวแปรน้ัน
เปน การควบคุมส่ิงอ่ืนๆ นอกเหนือจากตัวแปรตน ที่จะทําใหผลการทดลองคลาดเคล่ือน หากวาไม
ควบคมุ ใหเหมือนกนั

พฤติกรรมทแ่ี สดงวา เกดิ ทักษะการกาํ หนดและควบคุมตวั แปร
1) บอกความหมายและบงชี้ตวั แปรจากขอ ความท่กี ําหนดใหไ ด
2) ระบุตัวแปรตน ตวั แปรตาม และตวั แปรทีต่ อ งควบคมุ จากการทดลอง
และสมมตฐิ านได
3) บอกวธิ ีการควบคุมตวั แปรอืน่ ๆใหเ หมอื นๆกันนอกเหนอื จากตวั แปรตน

4.2.4 ทักษะการทดลอง (Experimenting) คอื ความสามารถในการจัด
กระบวนการเพื่อใหทําการทดลองไดทุกข้ันตอนอยางเหมาะสม ปฏิบัติการทดลองไดคลองแคลวใช
อุปกรณตางๆ ไดถูกตอง รูจักวิธีเก็บรักษาเคร่ืองมือเมื่อใชเสร็จเรียบรอยแลวรวมท้ังการบันทึกผล
การทดลองไดถกู ตอง ครบถว น สมบูรณก ารทดลองเปนกระบวนการท่ีรวมกระบวนการหลายอยางไว
ดวยกันอัน ไดแก การสังเกต การตั้งสมมุติฐาน การวัด การคํานวณ การควบคุมตัวแปร การลง
ความเห็นและการแปรผลจากขอ มลู เพือ่ พิสจู นย นื ยันความจรงิ บางอยา ง หรือพสิ ูจนส มมตุ ิฐานท่ตี ั้งไว
วาเปนจรงิ หรือไม การทดลองแบง ออกเปน 3 ขัน้ ตอน คอื

4.2.4.1 การออกแบบการทดลอง เปนข้ันตอนการกาํ หนดเครอ่ื งมอื วสั ดุ
อปุ กรณใ นการทดลองและวิธกี ารทดลอง โดยมีการควบคมุ ตวั แปรและ กําหนดนยิ ามเชงิ ปฏบิ ัติการ
ที่เหมาะสมและจําเปน

4.2.4.2 การปฏิบัติการทดลอง เปน ขน้ั ตอนในการลงมือปฏบิ ตั ิตามวธิ ีการ
ท่กี าํ หนดไวโดยใชเ คร่อื งมือ วัสดอุ ปุ กรณตางๆ ตลอดจนทําการสงั เกต หรือวัดปรมิ าณทตี่ อ งการ

4.2.4.3 การบนั ทกึ ผลการทดลอง เปนการบันทึกรายละเอยี ดท่ีเกิดขึน้ จาก
การปฏบิ ัตกิ ารทดลองเพือ่ เปน ขอมูลสาํ หรบั นําไปใชตีความหมายและลงขอ สรุปตอไป

พฤตกิ รรมที่แสดงวา เกดิ ทกั ษะการทดลอง คอื
1) ออกแบบการทดลองโดยกําหนดตัวแปรตน ตัวแปรตาม และ
ตัวแปรท่ีตอ งควบคุมไดถกู ตอ ง
2) เลือกใชเคร่ืองมือไดเ หมาะสม
3) ปฏบิ ัติการทดลองตามขน้ั ตอนทีอ่ อกแบบไว
4) ใชเ คร่ืองมอื ในการทดลองไดอยางถกู ตอ ง
5) สงั เกตและบนั ทึกผลการทดลองอยางละเอยี ดดว ยประสาทสมั ผสั
ท้ัง 5

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเพอ่ื คณุ ภาพชวี ติ 75

สว น ในการทดลองประกอบดว ยกจิ กรรม 3 ข้ันตอน ดังน้ี
ตัวอยางของทักษะการทดลองจากสมมติฐาน “ปริมาณของนํ้าตาลทรายที่

ละลายในน้าํ จะมากขึ้นเมื่อนา้ํ มอี ณุ หภมู ิสูงขน้ึ ” อาจออกแบบการทดลองไดดังนี้

1. วสั ดุท่ใี ชในการทดลอง

1.1 นํา้ สะอาด จํานวน 50 มล.

1.2 นาํ้ ตาลทราย จาํ นวน 1 กิโลกรมั

2. อุปกรณทใี่ ชในการทดลอง

2.1 บกี เกอรท นไฟขนาด 100 มล. จาํ นวน 1 ใบ

2.2 ตะเกยี งแอลกอฮอลพ รอ มขาตง้ั จาํ นวน 1 ชดุ

2.3 แทง แกว คนสาร จาํ นวน 1 อัน

2.4 เทอรโ มมิเตอร จาํ นวน 1 อนั

3. วธิ ีการทดลอง

3.1 เติมนํา้ สะอาด จํานวน 50 มล. ลงในบีกเกอรท นไฟขนาด

100 มล.

3.2 จุดไฟตะเกยี งแอลกอฮอล

3.3 ตม นํ้าโดยนาํ บีกเกอรท ใี่ สน ํา้ สะอาดไปวางบนขาตั้งของตะเกยี ง

แอลกอฮอล ทจ่ี ดุ ไฟ

3.4 คอยๆ เทนํา้ ตาลท่ีไดชั่งหานํ้าหนักไวแลวลงในบกี เกอรทมี่ ีนา้ํ อยู ใช

แทงแกว คนสารโดยคนใหไปในทศิ ทางเดียวอยตู ลอดเวลา

3.5 จมุ เทอรโมมิเตอรล งในสารละลาย คอยสังเกตการละลายของ

นา้ํ ตาลทรายท่อี ุณหภูมิ 30, 40, 50, 60, 70, และ 80 องศาเซลเซยี ส

3.6 บนั ทกึ ปรมิ าณของน้ําตาลทรายทส่ี ามารถละลายไดหมดที่

อณุ หภูมิดงั กลาว

โดยสรปุ แลว ทักษะการทดลอง หมายถงึ ความสามารถในการออกแบบการ

ทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานทตี่ ั้งไว โดยเร่มิ จากการวางแผนขั้นตอนการทดลองใหสอดคลองกับ

สมมติฐานที่ตองการตรวจสอบ สามารถเลือกใชอุปกรณไดอยางถูกตอง บันทึกขอมูลที่ไดไวอยาง

ครบถวนเปนระเบียบ ตลอดจนสามารถแกไขปญหาท่ีอาจเกิดข้ึนระหวางการทดลองไดอยางถูกตอง

และเหมาะสม

4.2.5 ทักษะการตีความหมายขอ มูลและลงขอ สรุป (Interpreting data
and making conclusion)

4.2.5.1 การตคี วามขอ มูล หมายถึง การบรรยายลกั ษณะหรือปริมาณ หรือ
สวนประกอบของขอมลู ท่ีมอี ยู และสรปุ ความสัมพนั ธข องขอมลู ที่แสดงไวในรูปของ ตาราง แผนภมู ิ
กราฟฯลฯ ใหเ ขา ใจไดชัดเจน

4.2.5.2 การลงขอ สรปุ หมายถงึ การสรปุ ความสัมพันธข องขอ มูลทง้ั หมดทมี่ ีอยู

76 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ตัวอยาง
ขอ มูลในตาราง เปน การบนั ทกึ ผลจากการทดสอบสมมตฐิ าน “วัตถรุ ปู ทรง

กลมผวิ เรียบทง้ั หลายเมอื่ ปลอยใหก ลง้ิ บนพื้นเอยี งจนตกถงึ พืน้ ราบจะใชเ วลาเทา กนั โดยขนาดของ
เสน ผา ศนู ยก ลางหรือชนิดของวัตถทุ ใ่ี ชทํารปู ทรงกลม จะไมม ีผลตอ เวลาทใ่ี ชในการกล้งิ บนพ้นื เอียงจน
ตกถึงพ้นื ราบ”

ตารางท่ี 2-2 ขอ มลู การทดสอบสมมตฐิ าน

เวลาท่ีใชในการกลงิ้ คาเฉล่ยี ของเวลาท่ีใชใน
ชนดิ ของวัตถุทีใ่ ช เสน ผาศูนยกลางของวตั ถุ บนพ้ืนราบ (วนิ าที การกล้ิงถึงพื้นราบ (วินาท)ี
ทํารปู ทรงกลม ทรงกลม (มิลลิเมตร) คร้ังท่ี 1 คร้งั ที่ 2

แกว 24 2.0 2.1 2.05
แกว 15 2.0 2.1 2.05
แกว 10 2.3 2.3 2.3
แกว 6 2.4 2.4 2.4
เหล็ก 24 2.0 2.1 2.05
เหลก็ 15 1.9 2.2 2.05
เหล็ก 10 2.4 2.2 2.3
เหลก็ 6 2.3 2.5 2.4
พลาสตกิ 24 2.1 2.0 2.05
พลาสตกิ 15 2.0 2.1 2.05
พลาสตกิ 10 2.3 2.3 2.3
พลาสตกิ 6 2.4 2.4 2.4

จากขอมลู การบนั ทกึ ผลการทดลองในตารางท่ี 2-2 สามารถตคี วามหมาย
ขอมลู และลงขอสรุปได ดังน้ี “วตั ถทุ รงกลมผิวเรยี บท่ีทาํ จากแกว เหลก็ พลาสตกิ ทีม่ เี สนผาศูนยกลาง
เทา กันจะใชเวลาในการกลงิ้ บนพื้นที่เอยี งจนถึงพืน้ ทรี่ าบเทา เชน แกว เหล็ก และพลาสติก ทม่ี ี
เสน ผา ศูนยกลาง 24 มิลลเิ มตร คา เฉล่ยี ของเวลาในการกลงิ้ ถงึ พ้นื ทรี่ าบเทา กนั คือ 2.05 วินาท”ี

พฤติกรรมทีแ่ สดงวา เกิดทักษะการตคี วามหมายขอ มูลและการลงขอสรปุ
คือ

1) แปลความหมาย หรือบรรยายลกั ษณะและสมบตั ขิ องขอ มลู ท่ีมีอยไู ด
2) บอกความสมั พันธของขอ มลู ท่มี อี ยไู ด

ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท้ัง 13 ทกั ษะ จะมีการพฒั นาเปน
ลําดบั ขนั้ ตอนโดยเร่ิมจากทักษะขนั้ พนื้ ฐานไปสทู ักษะขั้นบูรณาการ การสงั เกตเปน ทกั ษะข้ันพ้ืนฐานที่
สาํ คญั เพราะไมว าจะพฒั นาทกั ษะกระบวนการขน้ั ใด จะตอ งเริ่มตน จากการสังเกตเสมอ

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเ พอื่ คณุ ภาพชวี ติ 77

5. จติ วทิ ยาศาสตร (Scientific mind)

5.1 ความหมาย

จิตวิทยาศาสตร หมายถึง คุณลักษณะ หรือลักษณะนิสัยของบุคคลท่ีเกิดขึ้นจาก
การศึกษา หาความรู โดยใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร (กรมวิชาการ, 2545: 143)

จติ วทิ ยาศาสตร คือ เปน ลกั ษณะนิสยั ของบคุ คลท่ีเกิดขึ้นจากการศึกษาหาความรูโดย
ใชก ระบวนการทางวิทยาศาสตร (สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2546: 149)

จิตวิทยาศาสตร หมายถึง คุณลักษณะหรือลักษณะนิสัยของบุคคลท่ีเกิดข้ึนจาก
การศึกษาหาความรูโดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร ประกอบดวยลักษณะตางๆ ไดแก ความ
สนใจใฝร ู ความมงุ มน่ั ความอดทน รอบคอบ ความรบั ผดิ ชอบ ความซอ่ื สัตย ประหยัด การรวมแสดง
ความคิดเห็นและยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอ่ืน ความมีเหตุผล การทํางานรวมกับผูอื่นไดอยาง
สรางสรรคลกั ษณะเหลา น้ี กอใหเกิดประโยชนใ นการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรกา กับความคิด
การกระทําการตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ทางวิทยาศาสตร ตองปลูกฝงใหเกิดข้ึนแบงไดเปน 2
ลักษณะ คอื (วรรณา กอสกุล, 2550: 7)

5.2 ทม่ี าของจติ วิทยาศาสตร

จติ วิทยาวทิ ยาศาสตร สามารถเกิดไดจ ากแหลงขอมลู ตอ ไปน้ี
5.2.1 จิตวิทยาศาสตรทเี่ กิดจากการใชความรู

5.2.1.1 กฎเกณฑ ทฤษฎี และหลักการตา งๆ ทางวิทยาศาสตร
5.2.1.2 การอธิบายปรากฏการณธ รรมชาติในเชงิ วิทยาศาสตร โดยถือผลทเ่ี กิด
จากการสงั เกต ทดลอง ตามทเี่ กดิ จรงิ โดยอาศัยขอมลู องคป ระกอบท่เี หมาะสม

5.2.2 จติ วิทยาศาสตรท เ่ี กิดจากความรูสกึ
5.2.2.1 กจิ กรรมทางวิทยาศาสตรมงุ ที่กอ ใหเกดิ ความคิดใหม ๆ เพ่ืออธิบาย

ปรากฏการณธ รรมชาติ คุณคาสาํ คัญจงึ อยทู ก่ี ารสรางทฤษฎี
5.2.2.2 ความกา วหนา ทางวิทยาศาสตรจ ะมมี ากขนึ้ ถา ไดรบั การสนบั สนุน

จากบุคคล
5.2.2.3 การเปน นกั วทิ ยาศาสตร หรอื การทํางานทีต่ อ งใชความรู

ทางวทิ ยาศาสตร เปนสง่ิ ทน่ี า สนใจและมคี ณุ คา

จิตวทิ ยาศาสตรต า งจากเจตคติทั่วๆ ไป คอื เปนกระบวนการทีน่ กั วิทยาศาสตรก ระทํา
เพือ่ ใหไ ดค วามรู สวนเจตคติท่วั ไปเปนความรสู กึ ของบคุ คลทมี่ ีตอ ส่ิงตางๆ ดงั นั้นพฤติกรรมของบคุ คล
ท่ีมีจติ วทิ ยาศาสตรหรอื เจตคติทางวทิ ยาศาสตรจ ะแสดงออกลกั ษณะดังนี้ (นฤมล ธนานันต และคณะ,
2551: 48)

78 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

1. ความอยากรอู ยากเห็น (curiosity) ไดแก การเสาะแสวงหาขอมลู ความคิดความรู
ใหมๆ หรอื ปญ หาประจาํ วันทเี่ ก่ียวกับวิทยาศาสตรและตอ งการคาํ ตอบในสิง่ ทอี่ ยากจะรู

2. ความมีใจกวาง (openness) ไดแ ก การยอมรบั ฟง ความคิดเห็นจากผูอน่ื ยอมรับ
ความสาํ คัญของการแสวงหาขอ มลู เพม่ิ เติมและขอจาํ กดั ของความรูในปจ จุบนั

3. การแสวงหาความจริง (reality orientation) ไดแ กย อมรับขอ ผิดพลาด
การเปล่ียนแปลงที่มเี หตผุ ล มคี วามอุตสาหะในการแสวงหาความรูดวยวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร

4. การกลาไดกลา เสีย (risk taking) ไดแ ก การยอมรับวธิ ีการและเทคโนโลยีใหมๆ
การยอมรับคําวพิ ากษว ิจารณในขอ ผิดพลาดของตน กลา แสดงความคดิ เห็นและทาํ งานรวมกบั ผอู ืน่ ได

5. การมจี ดุ มงุ หมาย (objectivity) ไดแก การพอใจและยอมรบั ขอสรุปทมี่ ขี อ มลู ทผ่ี าน
การทดสอบหรอื หลักฐานสนบั สนนุ

6. มีความชดั เจน (precision) ไดแ ก ความสามารถในการใหนยิ ามศพั ทและสรปุ
ใจความไดช ัดเจน ตลอดจนการพยายามตรวจสอบปญ หาดว ยวธิ กี ารทห่ี ลากหลาย

7. ความ มนั่ ใจในตนเอง (confidence) ไดแ ก มคี วามสามารถในการใชสติปญ ญาและ
เช่อื มั่นในความสามารถของตนเอง

8. ความอตุ สาหะ (perseverance)ไดแ ก ความพยายามทาํ งานอยา งไมทอถอย เพอ่ื ให
งานสาํ เร็จลลุ วงอยา งสมบรู ณ

9. ความพอใจ (satisfaction) ไดแ ก ความมนั่ ใจและพอใจท่จี ะใชวิธกี ารแสวงหา
ความรเู พอื่ ท่จี ะกา วไปสูจดุ มุงหมาย

10. ความเชอื่ ในทฤษฎี (respect of theoretical structure) ไดแก การยอมรบั ทฤษฎี
แนวคดิ ทางวิทยาศาสตรทจี่ ะชว ยใหเกิดการแสวงหาความรูใ หมๆ และตระหนักถงึ ความสาํ คัญ
ของวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร ในการที่จะทําใหเ กิดความรู แนวคดิ ทฤษฎี

10. ความรับผิดชอบ (responsibility) ไดแ ก การรเิ รม่ิ หรือ การใหค วามรว มมือ
ในการทาํ กจิ กรรมกลมุ ทงั้ ในหอ งเรยี นและนอกหอ งเรยี น

12. ความรวมมอื กบั ผอู ื่น (consensus and collaboration) ไดแ ก การยอมรบั เหตผุ ล
ของผอู ืน่ และยอมเปลย่ี นแปลงความคิดเหน็ ของตนเอง เตม็ ใจรบั และใหค วามรว มมือกับผอู น่ื

6. เจตคตทิ างวิทยาศาสตร (Scientific Attitudes)

เจตคติ มาจากภาษาลาตินวา “Aptus” แปลวา “โนม เอยี ง” และ “เหมาะสม” ซ่งึ ไดมผี ใู ห
ความหมายของคําๆน้ี หลายความหมายดวยกัน โดยสรุป “เจตคติ” คือ ความคิด หรือความรูสึก
ของแตละบุคคลที่เกิดจากประสบการณหรือการเรียนรู และมีความพรอมที่จะแสดงพฤติกรรม
ตอบสนองตอ สิ่งตา งๆ หรอื สถานการณตา งๆ ในทางใดทางหนงึ่ (สนุ นั ท บรุ าณรมย และคณะ, 2542:
43)

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตรเพอ่ื คณุ ภาพชีวิต 79

6.1 องคป ระกอบของเจตคติ

6.1.1 ความคิด (Cognitive Component) เมือ่ บคุ คลพบกับสง่ิ ตา งๆ หรือสถานการณ
ตางๆ มนุษยจะเกิดการรับรู และเกิดความเห็นตอสิ่งตางๆ หลังจากการรับรู ทําใหมนุษยเกิด
แนวความคิดเกี่ยวกับสิง่ น้นั วา ส่งิ น้นั หรือสถานการณน้ัน คืออะไรมีลักษณะเปนเชนไร เชน บุคคลที่
ศกึ ษาวทิ ยาศาสตรจ ะทราบวา วิทยาศาสตรเปนการศกึ ษาความจริงเก่ียวกับธรรมชาติ และเปนเรื่อง
ของเหตผุ ลทมี่ ีการพิสจู นไ ด เปน ตน

6.1.2 ความรูสึก (Affective Component) เกิดจากอารมณของบุคคลท่ีมีผล
สืบเน่ืองมาจากแนวความคิดตอส่ิงตา งๆ ถาบคุ คลมคี วามคดิ ทด่ี ตี อ สงิ่ ใด กจ็ ะมคี วามรสู ึกท่ดี ตี อส่ิงน้ัน
ชอบหรือไมชอบ ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความพอใจ ความไมพอใจ ยกตัวอยางเชน
บางคนอาจมคี วามรสู ึกเก่ียวกับวิทยาศาสตรในลักษณะทไ่ี มชอบเพราะเห็นเปนเรื่องนา เบือ่ เตม็ ไปดว ย
สูตรและสมการตา งๆ นาปวดหัว ในขณะทบ่ี างคนอาจชอบวทิ ยาศาสตร เพราะเหน็ วา เปนการคนควา
ความจริง มีการพิสูจนการทดลอง และมีการผจญภัยเพ่ือคนหาสิ่งใหมๆ ซ่ึงการท่ีจะชอบหรือไม
ขึน้ อยกู บั วา บคุ คลนนั้ มคี วามคดิ เกี่ยวกบั วทิ ยาศาสตรเปน เชน ไร มองเร่ืองของวิทยาศาสตรในแงมุมใด
เปน ตน

6.1.3 พฤติกรรม (Behavioral Component) เม่ือบุคคลมคี วามคดิ ความรูสึกเกิดขึ้น
ผลทต่ี ามมาคือ การตอบสนองตอสิ่งนั้น เชน แสดงออกในการยอมรับ ไมยอมรับ ปฏิเสธสนับสนุน
หรือคัดคานเหลานี้ ยกตัวอยางเชน คนที่ชอบวิทยาศาสตรจะสนใจในเร่ืองเก่ียวกับวิทยาศาสตร
ติดตามอา นหนังสือ วารสารตางๆ หรือดูสารคดีทางวิทยาศาสตร ในขณะท่ีคนไมชอบก็อาจไมสนใจ
หรืออาจเกิดการตอตาน เชน ขณะที่กําลังดูโทรทัศนเมื่อเปดไปพบรายการท่ีเก่ียวกับ สารคดี
กอ็ าจเปล่ยี นชองไปดลู ะครแทน เปนตน

เจตคติทางวิทยาศาสตร เปนส่ิงที่ฝงลึกอยูในจิตใจ ซึ่งมันจะมีอิทธิพลตอการคิด
การกระทาํ และการตัดสนิ ใจตลอดเวลาท่ีมีการปฏิบัติงานทางวิทยาศาสตร ทั้งน้ีเพราะคนเราเม่ือมี
เจตคติตอส่ิงใดสิ่งหนึ่งอยางไร แลวก็จะมีความโนมเอียงที่จะกระทําอยางน้ันออกมา โดยไมคิดวา
จะเปน การยุง ยากเสยี เวลาหรอื ไมไ ดรบั คา ตอบแทนเทาทค่ี วรก็ตาม (เตมิ ศกั ด์ิ เศรษฐวชั ราวนิช, 2539:
120) หากเรายอนกลับไปมองในอดีต จะเหน็ วาวทิ ยาศาสตรท ่รี ุงเรอื งอยูในยุคปจจุบันน้ันในแตละยุค
แตละสมัย ในอดีตไดผานเหตุการณตางๆ มาอยางมากมาย เชน นิโคลัส โคเปอรนิคัส (Nicolaus
Corpernicus) ไดรับความยากลําบากอยางมากท่ีกลาคานขออธิบายของเพลโตมีซึ่งเช่ือกันมากวา
14 ศตวรรษวา ดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของจักรวาลไมใชโลก โรเจอร เบคอน (Roger Bacon) ถูก
จาํ คุกเกือบตลอดชวี ิตเพราะยนื ยนั ในความคิด และสอนใหลูกศิษยของเขาพิสูจนคําสอนทางศาสนา
โดยการทดลอง ชารล ดารวิน (Charles Darwin) ไดถูกเยาะเยยวามีบรรพบุรุษเปนลิงและถูกมอง
เปนตวั ตลก เนอ่ื งจากเขาพมิ พหนังสือ “The Origin of Species” (สุโขทัยธรรมาธิราช, 2541: 45)
ซึ่งเปนหนังสือท่ีเสนอความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ ซึ่งในขณะนั้น (แมในปจจุบันก็ตาม) ความคิด
ดังกลาวขัดกับหลักคําสอนของศาสนาคริสตท่ีเชื่อวา พระเจาเปนผูสรางโลกและสรรพสิ่งท้ังมวล

80 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

รวมทัง้ มนษุ ย และในบางยุคนกั วิทยาศาสตรทีท่ าํ การทดลองทางเคมถี กู หาวา เปนพวกเลนแรแปรธาตุ
เปนแมมดหมอผี เปน พวกนอกรีต ไมม คี นคบคา สมาคม และถกู จบั ประหารชีวิตดวยวธิ ที ี่ทรมานตา งๆ

อยา งไรกต็ าม แมนักวิทยาศาสตรจะไดร ับการลงโทษ ดูถูก เยยหยันเร่ือยมาจากอดีต
จนถงึ ปจจุบัน นกั วิทยาศาสตรร ุน แลว รุน เลากย็ ังชวยกันสืบคน และสานตอ จนวทิ ยาศาสตรไ ดเ ปนองค
แหงความรู และมีกระบวนการที่เจริญพัฒนาอยา งย่ิงดังปรากฏในปจ จุบนั (สุโขทยั ธรรมาธริ าช, 2541:
45) ส่ิงเหลานี้คงจะเกดิ ขนึ้ ไมไ ดห ากปราศจากแรงผลกั ดันภายในจิตใจ ซ่ึงแรงผลักดนั นค้ี อื เจตคตทิ าง
วิทยาศาสตรน่ันเอง

6.2 ลกั ษณะผูท ่มี เี จตคติทางวิทยาศาสตรทีด่ ี

6.2.1 มีความอยากรูอยากเห็น นักวิทยาศาสตรตองเปนผูมีความอยากรูอยากเห็น
เกยี่ วกบั ปรากฏการณธ รรมชาติ เพ่ือแสวงหาคําตอบทม่ี ีเหตุผลในขอ ปญ หาตางๆ และจะมีความยินดี
มากทจี่ ะไดค นพบความรูใหม อกี ทั้งมคี วามกระตอื รือรนท่ีจะคนควาและพิสูจนเรื่องราวตางๆใหเห็น
จริง โดยทั่วไปความรูทางวิทยาศาสตรสวนใหญหรือเกือบท้ังหมดจะเกิดขึ้นจากความชางสังเกต
ปรากฏการณตางๆ ท่ีเกิดข้ึนในธรรมชาติ และเกิดความสงสัย อยากรูอยากเห็น ดังเชน ในอดีตลูก
แอปเปลหลนจากตนลงสูพ้ืนดินเปนเวลานานมาแลว แตก็ไมมีใครเคยสงสัยและไมเห็นวามันเปน
ปญหา จนกระทั่ง เซอร ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) ไดสงสัยและต้ังคําถามท่ีชาญฉลาดวา
“ทําไมลูกแอปเปล และลูกไมอ ่นื ๆจงึ รวงลงสูพ้ืนดิน ทาํ ไมไมตกออกไปนอกโลก” คําถามน้ีกอใหเกิด
แรงบันดาลใจในการคนควาหาคําตอบและนําไปสูการคนพบกฎของแรงโนมถวง (Law of
gravitation) ซ่งึ สรา งช่ือเสียงใหแก เซอร ไอแซก นิวตัน อยางมาก และกฎดังกลาวสามารถนําไป
ประยกุ ตใชประโยชนไดอยางมากมายในปจ จุบนั ลกั ษณะที่บงบอกวา บคุ คลมคี วามอยากรูอ ยากเห็น

6.2.1.1 มีความพยายามทจ่ี ะเสาะแสวงหาความรใู นสถานการณใ หมๆ ซ่งึ ไม
สามารถอธิบายไดดว ยความรูทมี่ อี ยเู ดิม

6.2.1.2 ตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั ของการแสวงหาความรเู พ่มิ เติมอยูเ สมอ
6.2.1.3 หม่นั ซักถามและศกึ ษาคน ควา ขอมลู ตางๆ เพือ่ ไดม าซ่งึ คาํ ตอบ
ท่สี มบูรณได
6.2.1.4 มีความสนใจเกยี่ วกับวทิ ยาศาสตรท ี่เก่ียวของในการดําเนนิ
ชวี ติ ประจําวนั

6.2.2 เปนคนมีเหตุผล และเชื่อมั่นในความถูกตอง นักวิทยาศาสตรจะตองเปนคน
ท่ียอมรับ และเช่ือในความสําคัญของเหตุผล แสวงหาหลักฐานและขอมูลจากการสังเกตหรือ
การทดลองเพื่อสนับสนุนหรือคนคิดหาคําอธิบาย มีหลักฐานขอมูลอยางเพียงพอเสมอกอนที่จะ
สรุปผล และยอมรับในคําอธิบายเมื่อมีหลักฐานหรือขอมูลมาสนับสนุนอยางเพียงพอ สามารถ
ตรวจสอบความถูกตอ งสมเหตสุ มผลของแนวคิดตางๆ กับแหลงขอมูลท่ีเชื่อถือได ลักษณะท่ีบงบอก
วา เปนผมู ีเหตผุ ล มดี ังน้ี

6.2.2.1 เชอื่ ในความสําคญั ของเหตผุ ล

เอกสารประกอบการสอนวชิ าวทิ ยาศาสตรเ พอื่ คุณภาพชีวติ 81

6.2.2.2 ไมเชือ่ โชคลาง คําทํานาย หรือสง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธติ์ างๆ ท่ไี มสามารถอธบิ าย
ตามวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรได

6.2.2.3 แสวงหาสาเหตุของเหตกุ ารณต า งๆ และหาความสัมพันธข องสาเหตนุ ้ัน
กับผลทีเ่ กดิ ขึ้น

6.2.2.4 ตอ งการทจ่ี ะรวู าปรากฏการณต า งๆ น้นั เปน อยางไร และทําไมจึงเปน
เชนนน้ั

6.2.3 มีความเพียรพยายาม อดทน ไมยอทอตอความยากลําบาก นักวิทยาศาสตร
ตองเปนผูมคี วามเพยี รพยายาม ไมทอถอยเมื่อมีอุปสรรค หรือมีความลมเหลวในการทําการทดลอง
มคี วามตั้งใจแนว แนตอการเสาะแสวงหาความรู เม่อื ไดคาํ ตอบท่ไี มถ กู ตองกจ็ ะไดทราบวาวิธกี ารเดิมใช
ไมไดตองหาแนวทางในการแกปญหาใหม และความลมเหลวที่เกิดข้ึนน้ันก็ถือวาเปนขอมูล
ท่ีตองบันทึกไว บอยคร้ังการพิสูจนหรือการทดลองทางวิทยาศาสตร มิไดสําเร็จไดโดยงาย แตตอง
อาศัยวธิ ีการทยี่ ากลาํ บากในการไดม าซึง่ ขอ มูล ระยะเวลาทยี่ าวนานในการสงั เกตผล ตลอดจนตองทํา
การทดลองหลายๆ ครง้ั เพ่ือใหไดขอพิสูจนที่ถูกตองเปนจริง เชน โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva
Edison) นักวิทยาศาสตรท ป่ี ระดิษฐคดิ คน หลอดไฟฟา เปนคนแรก ในขณะท่ปี ระดิษฐห ลอดไฟตองทํา
การทดลองหลายหมื่นคร้ังจึงจะสําเร็จ ถาเปนบุคคลท่ัวไปคงจะลมเลิกการทดลองไปแลว อะไรคือ
แรงผลกั ดนั ใหค วามสําเรจ็ เกิดข้นึ ลักษณะท่ีบงบอกวาเปน ผมู คี วามเพยี รพยาม มดี งั น้ี

6.2.3.1 ทํากจิ การงานทีไ่ ดรบั มอบหมายอยางสมบรู ณ
6.2.3.2 ไมทอ ถอย เมอื่ การทดลองมีอปุ สรรคหรอื ลม เหลว
6.2.3.3 มีความต้งั ใจแนว แนตอ การเสาะแสวงหาความรู

6.2.4 มีความซ่ือสัตยและมีใจเปนกลาง นักวิทยาศาสตรตองเปนผูมีความซื่อสัตย
บันทึกผลหรือขอมูลตามความเปนจริงอยางตรงไปตรงมาดวยความละเอียดถูกตอง ผูอ่ืนสามารถ
ตรวจสอบภายหลังได เห็นคุณคาของการเสนอขอมูลตามความเปนจริง ไมนําเอาความเชื่อสวนตัว
สภาพทางสงั คม เศรษฐกจิ และการเมอื งเขา มาเก่ยี วของ ลกั ษณะที่บง บอกวา เปนผูมีความซ่อื สตั ยและ
มีใจเปน กลาง มีดงั นี้

6.2.4.1 สงั เกตและบันทกึ ผลตางๆ โดยปราศจากความลําเอียงหรืออคติ (Bias)
6.2.4.2 ไมนําสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองมาเก่ียวของ
กบั การตคี วามหมายผลงานตา งๆ ทางวิทยาศาสตร
6.2.4.3 ไมยอมใหความชอบหรือไมชอบสวนตัวมามีอิทธิพลเหนือการตัดสิน
สง่ิ ใดๆ
6.2.4.4 มคี วามม่นั คง หนักแนน ตอผลทีไ่ ดจ ากการพสิ ูจน
6.2.4.5 เปนผูซอื่ ตรง อดทน ยตุ ธิ รรม และละเอยี ดรอบคอบ

6.2.5 มีความถอมตน และมีความใจกวาง นักวิทยาศาสตรตองเปนผูที่มีใจกวาง
ยอมรับความคิดเห็นของผอู ืน่ ยอมรบั วามคี วามคดิ วายังมีความรูอ่ืนๆ อีกมากมายที่ตนยังไมรู รับฟง
คําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นท่ีมีเหตุผลของผูอื่น โดยไมยึดม่ันในความคิดของตน

82 บทที่ 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

ฝา ยเดียว ยอมรบั การเปล่ยี นแปลงยอมพิจารณาขอ มลู หรือความคดิ ทย่ี งั สรปุ แนน อนไมไ ด และพรอม
ท่จี ะหาขอ มลู เพม่ิ เติม และเตม็ ใจทจ่ี ะเผยแพรความรูและความคิดใหกับบุคคลอ่ืน ลักษณะท่ีบงบอก
วาเปนผูมใี จกวางยอมรับฟงความคิดเห็นของคนอื่น มีดังนี้

6.2.5.1 ยอมรับการวิพากษวิจารณและยินดีใหมีการพิสูจนตามเหตุผลและ
ขอ เทจ็ จริง

6.2.5.2 เตม็ ใจที่จะรบั รคู วามคดิ เห็นใหมๆ
6.2.5.3 เต็มใจทจ่ี ะเผยแพรความรูและความคดิ เหน็ แกผูอ่ืน
6.2.5.4 ตระหนักและยอมรบั ขอ จาํ กดั ของความรูท ่คี นพบในปจจบุ ัน

6.2.6 มีความละเอยี ดรอบคอบกอ นตดั สนิ ใจ ลักษณะทบี่ งบอกวา เปนผมู คี วามละเอยี ด
รอบคอบกอนตดั สินใจ มดี งั นี้

6.2.6.1 ใชว จิ ารญาณกอนทจ่ี ะตดั สนิ ใจใดๆ
6.2.6.2 ไมย อมรบั สิง่ หน่งึ ส่งิ ใดวาเปนความจรงิ ทนั ที ถายงั ไมม ีการพิสจู น
ทเ่ี ชือ่ ถือได
6.2.6.3 หลกี เลีย่ งการตดั สนิ ใจและการสรปุ ทร่ี วดเร็วเกนิ ไป

จากท่ีกลาวมาจะเห็นไดวา เจตคติทางวิทยาศาสตรเปนส่ิงจําเปนสําหรับ
นักวทิ ยาศาสตร และแมบ ุคคลท่วั ไปหากเปน ผมู เี จตคติทางวทิ ยาศาสตรก็จะเปนประโยชนตอทํางาน
และการดําเนนิ ชีวติ อยางยิง่ อยา งไรกต็ าม ในกระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรนอกจาก
ตองอาศัยข้ันตอนวิธีการทางวิทยาศาสตร และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแลว เจตคติ
ทางวิทยาศาสตรเปนสวนประกอบที่สําคัญในการท่ีจะเปนตัวชวยเหลือและผลักดันใหเกิด
ความกาวหนาทางวิทยาศาสตรตอ ไป

7. สรุป

กระบวนการศึกษาทางวิทยาศาสตรท ี่เริม่ จากการกําหนดปญหา ตามดวยการลงมือทําการ
ทดลอง การสังเกตผลทเี่ กิดขึน้ การรวบรวมขอมูล การแปลผลของขอมูล และสุดทายสรุปผล การ
ทดลองท่ไี ดซึง่ ในปจ จุบนั ไดม ีการนําเอาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมาประยกุ ตใ ชท าํ ใหเ ห็นคณุ คาทาง
รูปธรรมมากข้ึน การแสวงหาความรูดวยวิธีการทางวิทยาศาสตรจึงเปนสิ่งท่ีสําคัญย่ิงสําหรับการ
คนควาหาความรูใหมๆ ท่ีมีความสัมพันธกับชีวิตประจําวันของมนุษย เพราะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรท ําใหคดิ เปน ระบบ รวมทั้งมกี ารวางแผนในการทํางาน สามารถตรวจสอบและปรับปรุง
ขอผดิ พลาดตา งๆ ทเ่ี กิดข้นึ หากใชทักษะทางวิทยาศาสตร อันจะสงผลใหการดํารงชีวิตของมนุษยมี
คณุ คา อยา งแทจรงิ การมีความรดู วยความเขาใจวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยสี ามารถประสานสัมพันธ
กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรท้ังวิธีการทางวทิ ยาศาสตร จิตวิทยาศาสตร เจตคติทาง
วิทยาศาสตร และทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร นาํ มาซ่ึงการคนพบความรูในดานตางๆ อยาง
ตอเนอื่ งไมมีวนั ส้นิ สุด เปนหวั ใจของการทาํ งาน กอใหเกดิ การทํางานอยางมีระบบมีเหตุมีผลสรางคน
ใหมีกระบวนการคิดและเสาะแสวงหาความรดู ว ยตนเอง มีกระบวนการทํางานท่ีตอเนื่องไมมีท่ีส้ินสุด

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเพอื่ คณุ ภาพชีวติ 83

สมกบั คาํ กลา วท่ีวา “สรางคน สรางชาติ ดวยวิทยาศาสตรไดฉันใด วิธีการทางวิทยาศาสตร เจตคติ
ทางวิทยาศาสตรและทักษะกระบวนการวิทยาศาสตรก็สรางกระบวนการแสวงหาความรูทาง

วทิ ยาศาสตรไดฉันนั้น”

84 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

แบบฝก หัดทา ยบทที่ 2

ตอนที่ 1: ความรูและวิธีการทางวิทยาศาสตร
จงตอบคําถามตอไปนี้

1. บอกความหมายของประเภทความรทู างวทิ ยาศาสตร
1.1 ขอเท็จจริง หมายถงึ

................................................................................................................................................................
1.2 มโนมติ หมายถึง

................................................................................................................................................................
1.3 หลกั การ หมายถึง

................................................................................................................................................................
1.4 กฎ หมายถึง

................................................................................................................................................................
1.5 ทฤษฎี หมายถึง

................................................................................................................................................................
1.6 สมมตฐิ าน หมายถึง

................................................................................................................................................................
2. ระบุการทาํ งานของนกั วทิ ยาศาสตรดว ยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรป ระกอบดวยขั้นตอน ดังน้ี
2.1..........................................................................................................................................................
2.2..........................................................................................................................................................
2.3..........................................................................................................................................................
2.4..........................................................................................................................................................
2.5…………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. บอกทักษะข้นั พน้ื ฐาน 8 ทกั ษะ ที่นกั วิทยาศาสตรใชในการแสวงหาความรปู ระกอบดวยทักษะใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ระบุทักษะข้นั บรู ณาการ 5 ทักษะทน่ี ักวิทยาศาสตรใ ชในการแสวงหาความรปู ระกอบดว ยทักษะใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. อธิบายลกั ษณะของบุคคลทม่ี จี ติ วิทยาศาสตรว า ควรมลี กั ษณะอยา งไร
……………………………...................................................................……………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….……………..

เอกสารประกอบการสอนวิชาวทิ ยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชีวติ 85

6. อธบิ ายวา จิตวทิ ยาศาสตรม ีความสําคัญอยา งไรในการเรียนวทิ ยาศาสตร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. ใหน ักศกึ ษาแสดงความเหน็ วาจิตวิทยาศาสตรเ ปน ปจ จัยในการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ของผเู รียน
อยา งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. อธิบายลักษณะของบุคคลทมี่ เี จตคติทางวทิ ยาศาสตร วามลี ักษณะอยางไร
…………………………..........................................................………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ตอนท่ี 2: กรณีศึกษาการแกปญหาโดยวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร
คาํ ช้ีแจง นักศึกษาเลอื กปญหาทน่ี า สนใจรวมกนั จาก หนงั สอื พมิ พ สง่ิ พิมพ เอกสารตางๆ พรอ มทง้ั
แสดงความคดิ เหน็ ในการแกป ญ หาโดยวิธกี ารทางวิทยาศาสตรตามประเด็นทีก่ ําหนด

ส่งิ ท่ีตอ งศกึ ษา
1. ชือ่ เรอื่ งปญหาท่ีสนใจ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. ระบุสาเหตุของการเลอื กปญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. เสนอวธิ กี ารแกป ญ หาโดยวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร
3.1 กาํ หนดปญหา
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3.2 รวบรวมขอมลู
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3.3 ระบกุ ารทดสอบสมมติฐาน / ทดลอง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

86 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวิทยาศาสตร

................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3.4 สรปุ ผลการทดลอง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ตอนท่ี 3 ใหนักศกึ ษาระบุมโนมตสิ าํ คญั และบอกความสมั พนั ธของเน้อื หาในรปู แบบแผนผังแนวคดิ
(concept map) จากเนอื้ หาในบทเรยี น

เอกสารประกอบการสอนวิชาวิทยาศาสตรเพอ่ื คณุ ภาพชีวติ 87

เอกสารอา งองิ

กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2545). หลกั สตู รการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2544.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพอ งคก ารรบั สง สินคา และพัสดภุ ณั ฑ (ร.ส.พ.).

การเปลยี่ นแปลงของเทยี นไข. (2554). [Online] Available: http://www.klongdigital.com,

http://www.school.obec.go.th [2554, ธันวาคม 15].
การสอ่ื ความหมายขอ มลู . (2554). [Online] Available: http://www.uptech.ac.th,

http://www.sisaketedu1.go.th, http://www.phrae.go.th, http://www.board.

palungjit.com, http://www. ecurriculum.mv.ac.th [2554, ธนั วาคม 18].
คณาจารยม หาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดุสติ . (2548). วทิ ยาศาสตรเ พอ่ื คณุ ภาพชีวิต. กรุงเทพฯ:

เสมาธรรม.

ความสัมพนั ธร ะหวา งสเปสกบั เวลา. (2554). [Online] Available: http://www.thaigoodview.
com/library/studentshow/2549/m3-2/no21-29-34-39-42/page17.html
[2554, ธันวาคม 18].

ความสัมพนั ธร ะหวางสเปสและสเปส. (2554). [Online] Available: http://www.suksapan.
or.th/web/detail/product/science/01/photo04.html, http://thipjinda.
brinkster.net/pro.htm [2554, ธนั วาคม 18].

เครือวัลย โพธพิ ันธ. (2542). วทิ ยาศาสตรค วามปลอดภยั . กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภฏั
บานสมเด็จเจาพระยา.

เติมศกั ดิ์ เศรษฐวัชราวนิช และคณะ. (2539). วิทยาศาสตรเ พอ่ื คุณภาพชวี ิต. กรุงเทพฯ:

เธริ ดเวฟ เอด็ ดเู คช่ัน.
นฤมล ธนานนั ต และคณะ. (2551). วิทยาศาสตรเพือ่ คณุ ภาพชีวิต (พิมพครงั้ ที่ 2).

พระนครศรีอยธุ ยา: เทียนวัฒนาพรน้ิ ทตงิ้ .

นกั วิทยาศาสตร. (2554). [Online] Available: http://vcharkarn.com/userfiles/
245093/Fleming.jpg, http://flash-mini.com/history/back/picture/
1306819135.jpg [2554, ธันวาคม 10].

ปราณี มีทรพั ยห ลาก และคณะ. (2544). วิทยาศาสตรเ พ่ือคณุ ภาพชีวติ . กรงุ เทพฯ: อกั ษราพพิ ัฒน.
ปรชี า วงศชศู ิรแิ ละคณะ. (2532). ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ

การศาสนา.

. (2532). ปรัชญาวทิ ยาศาสตร. กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ
ประสานมติ ร.

เพียร ซายขวัญ. (2536). วทิ ยาศาสตรกบั สงั คม. กรุงเทพมหานคร : หนว ยศึกษานิเทศก กรมการฝก

หัดคร.ู
ภพ เลาหไพบลู ย. (2537). แนวการสอนวทิ ยาศาสตร. กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ .

. (2544). แนวการสอนวทิ ยาศาสตร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพไ ทยวัฒนาพานชิ .

88 บทท่ี 2 การแสวงหาความรทู างวทิ ยาศาสตร

สุโขทยั ธรรมาธริ าช. (2541). เอกสารการสอนชุดวชิ าทกั ษะชีวิต. นนทบรุ :ี สาขาวิชา
ศิลปศาสตร มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.

. (2549). เอกสารการสอนชุดวิชา วิทยาศาสตรกับสังคม (พิมพครง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ:
มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.

ยุพา วรี ะไวทยะ และ ปรีชา นพคณุ . (2544). สอนวิทยาศาสตรแบบมืออาชพี . กรงุ เทพฯ: มลู นธิ ิ
สดศร-ี สฤษดิว์ งศ.

วรรณา กอ สกลุ . (2550). วทิ ยาศาสตรพ้ืนฐาน. กรงุ เทพฯ : แม็ค.
วรรณทพิ า รอดแรงคา และพมิ พนั ธ เดชะคุปต. (2542). การพัฒนาการคิดของครดู ว ยกิจกรรม

ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร. กรงุ เทพมหานคร. เดอะมาสเตอรก รปุ แมเนจเมน ท.
หลยุ ส ปาสเตอร. (2554). [Online] Available: http://flash-mini.com/history/back/

picture/1306819135.jpg [2554, ธนั วาคม 12].
สมจติ สวธนไพบลู ย. (2535). การพัฒนาการสอนของครวู ิทยาศาสตร. ภาควิชาหลกั สตู รและ

การสอน คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒประสานมิตร.
สุนันท บรุ าณรมย และคณะ. (2542). วทิ ยาศาสตรเพ่ือคณุ ภาพชวี ิต. โครงการพฒั นาสอื่ การศึกษา

เพอื่ สง เสรมิ การเรียนรดู ว ยตนเองของนกั ศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: เธิรด เวฟ เอด็ ดเู คช่ัน.
อเลก็ ซานเดอร เฟลมงิ . (2554). [Online] Available: http://vcharkarn.com/userfiles/

245093/Fleming.jpg [2554, ธนั วาคม 18].


Click to View FlipBook Version