รนจะดัาดงทสบั ำาชโวัน้ดพยปิชญวสาภ.2า แอินผถนากวิชา คอมพิวเตอรก ราฟฟก วิทยาลยั อาชวี ศกึ ษาชลบรุ ี
คำนำ
หนงั สอื เลมน้จี ัดทำข้ึนเพื่อศกึ ษาประวตั ิศาตร
ของตวั อกั ษรไทยซ่ึงหนงั สอื นมี้ ีเน้ือหาเกีย่ วกับความมเี นอื้ หา
เก่ยี วกับกับ ประวตั ิศาสตรของตวั อกั ษรไทย กำเนดิ ภาษาไทย
วิวัฒนาการขอตัวอักษรไทย และ
พระราชประวัตขิ องพอขุนรามคำแหงมหาราช
ผจู ัดทำไดเลือกหวั ขอนใี้ นการทำหนังสือ
เนื่องมาจากเปนเรอื่ งทน่ี า สนใจรวมท้ังแสดงใหเ ห็นถงึ ความ
พยายามของผูจัดทำตอ งขอขอบคุณอาจารยผูใหความรูและ
แนวทางการศึกษา หวงั วาหนงั สอื เลมน้ีฉบบั นจ้ี ะใหความรู
และเปน ประโยชนแกผ ูอ า นทุก ๆ ทา นหากมขี อ เ
สนอแนะประการใดผูจ ัดทำขอรบั ไวดวยความขอบพระคุณยิ่ง
ผูจดั ทำ
สารบญั หนา
เรอ่ื ง ๑
กำเนิดตวั อักษรไทย ๗
วิวัฒนาการรปู แบบตวั อกั ษรไทย ๑๒
ววิ ัฒนาการตวั อกั ษรไทยพมิ พไ ทย ๒๐
พระราชประวัติพอขุนรามคำแหงมหาราช
อักษรไทย เปนอักษรทีใ่ ชเ ขยี นภาษาไทย
และภาษากลมุ นอ ยอ่นื ๆ ในประเทศไทย
มีพยัญชนะ 44 ตวั สระ 28 ตวั และวรรณยกุ ต
4 ตัว พยญั ชนะไทยจะเรยี งตัวไปตามแนวนอน
จากซายไปขวา สวนสระจะอยูหนา บน ลาง
และหลังพยญั ชนะประกอบคำแลวแตช นิดของสระ
๒
ราว พ.ศ. 400
ไทยไดอ พยพจากถิ่นเดมิ มาตงั้ ภมู ิลำเนาอยูใ กลอาณา
เขตมอญ ซ่ึงกำลงั เปน ชาติทเ่ี จรญิ รงุ เรืองในสมยั นนั้
เริ่มแรกคงเริม่ เลยี นแบบตัวอักษรมาจากมอญ
ไไปปออยยทู ทู ใ่ี ่ใี กกลลๆ ๆ
มมออญญดดกี ีกววา า
๓
ตอมาราว พ.ศ. 1500
เมอื่ ขอมขยายอำนาจเขามาในดินแดน
ของคนไทยซึง่ ตงั้ อยู
บรเิ วณรมิ แมนำ้ ยมและไดป กครอง
เมืองเชรยี งและเมอื ง
สุโขทัยไทยกเ็ รม่ิ ดัดแปลงอกั ษรทมี่ ี
อยูเดิมใหค ลายกบั อักษรขอมหวดั
๔
ตอ มราว พ.ศ. 1826
พอ ขนุ รามคำแหงทรงประดษิ ฐอกั ษรไทยทเี่ รียกกนั วา
"ลายสือไทย" ขนึ้ ซึง่ ไดเคา รปู จากอกั ษรอินเดียฝา ยใต
รวมทงั้ อักษรมอญและเขมรทม่ี ีอยูเดมิ
(ซ่ึงตางก็ถายแบบมาจากอักษรอนิ เดียฝายใตทงั้ สิน้ )
ทำใหอักษรไทยมลี กั ษณะคลา ยคลงึ กับอักษรทั้งสาม
แมบ างตัวจะไมค ลายกัน
๕
อกั ษรไทยมกี ารปรับปรุงอยูเรอ่ื ยๆ
ในสมยั พญา ไทราว พ.ศ. 1900
มกี ารแกไ ขตวั อกั ษรใหผดิ เพี้ยน
ไปบา งเลก็ นอย
โดยเฉพาะการเพมิ่ เชิงท่ีตัว ญ
ซ่ึงใชตดิ ตอ เรอ่ื ยมาจนทุกวันน้ี
คาดวานา จะเอาอยา งมาจากเขมร
ในสมยั สมเดจ็ พระนารายณมหาราช
๖๓
ราว พ.ศ. 2223
ตวั อกั ษรเริ่มมที รวดทรงดีขึน้ แตก ็ไมทิ้งเคาเดิม
มีบางตัวเทา นัน้ ทแี่ กไขผิดไปจากเดิม คือตัว ฎ และ ธ
ซึง่ เหมอื นกบั ท่ีใชอยูในปจจบุ ัน
นักวชิ าการจำนวนหนึง่ เชือ่ วา ในสมัยสมเดจ็ พระนารายณ
มหาราชตวั อกั ษรและการใชง านมคี วามคลา ยคลึงกบั ใน
ปจจุบนั มากที่สดุ
ตวั อักษรทเ่ี ราใชอ ยทู กุ วันนีเ้ ปน ตัวเขยี น
ท่มี ีววิ ฒั นาการสบื เนื่องมาจากลายสอื ไทยท่ี
พอขุนรามคำแหงทรงประดษิ ฐข น้ึ
เม่อื ประมาณ ๗๐๐ ปทแี่ ลว
เขาใจวา คงจะไดเปรียบเทยี บหรือปรับปรุง
จากตวั อกั ษรท่มี ใี ชอยูใ นบรเิ วณใกลเ คียง
ตวั หนังสอื ในปจ จบุ นั แตกตางไปจากสมัย
สุโขทัยมากแตร ะบบของตวั พยญั ชนะ สระ
และวรรณยกุ ตยังคงเดมิ
๘
อักษรสมยั พระเจาลิไท
รูปแบบของตัวอักษรพระเจา ลิไทเปลี่ยนแปลง
ไปจากสมัยพอขุนรามคำแหงมหาราชเลก็ นอ ย
แตอกั ศรวธิ ีเปลย่ี นไปมากเนื่องจากคนไทย
เคยชนิ กบั อกั ษรขอมมากอนซึ่งมีการวางรูปสระ
ไวขา งบนบา งขา งลางบางจึงหนั กลับไปใชว ิธี
แบบขอมตามความเคยชิน
๙
อกั ษรสมยั สมเดจ็ พระนารายณมหาราช
รูปแบบตัวอักษรไทยมวี ิฒนาการตอมาจ
นถึงสมยั พระนารายณมหาราชจนมีรปู แบ
บใกลเ คียงกบั ปจจุบนั มาก
เนือ่ งจากมีผูแตง หนังสอื แบบเรียงขน้ึ ใช
ส้ อนกันในหมูประชาชนคือ
หนงั สือจินดามณี
ทำใหหนงั สือแพรกระจายทว่ั ไป
๑๐
อักษรสมัยของ
พระบาทสมเดจ็ พระมงกฏุ เกลาเจา อยหู ัว
พระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั ทรงปฏริ ปู
ตัวอกั ษรไทยโดย
ประดษิ ฐสระใหมเปน
รปู สระลอยเขยี นไวขางหลงั และ
อยูบนบรรทดั เดียวกบั พยัญชนะ
แตไมไดร ับความนิยมจากประชาชนจึงยกเลกิ
๑๑
อกั ษรสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม
พจิ อมพลป.บลู สงครามพยายาม
หาวิธเี ขยี นหนงั สือไทยให
งายโดยการตัดตวั อักษรท่ีมี
เสยี งซ้ำกนั ออกเชน ศ ษ สให
ใชเพยี งอยา งเดียวเปน ตน
แตประชาชนไมน ิยมเลกิ ไปเชนเดยี วกนั
ตัวอกั ษรพมิ พ
ไทยมวี วิ ฒั นาการเปลี่ยนรปู รางมาดงั น้ี
1.สมัยกรงุ ศรอี ยุธยา ตัวอักษรไทยมรี ปู
รา งผิดไปจากเดมิ แตยงั คงรักษาเสน โคง แบบ
เดิมเอาไวบ าง
2.สมัยกรงุ รัตนโกสินทร ตัวอักษรไทยมีรปู รา งเปน
เสน ตรงมากกวา เสนโคง ซง่ึ อาจไดร ับ
อิทธิพลมาจากอกั ษรโรมันลกั ษณะของตัวอักษรไทยใน
สมัยนม้ี ีววิ ัฒนาการดังนี้
พ.ศพ.2.ศ3.236590(ค.ศ.1816) ๑๓
คณะแบบตสิ ตไ ดส ง นายยอรช เอช ฮฟั (George H.
Hough) ซึ่งเปน ชา งพมิ พใ หน ำแทน พิมพ
และตวั พมิ พเขาไปในประเทศพมา
บาทหลวงจัดสนั ไดรว มกับนางฮัฟสรางตวั พิมพอ กั ษร
พมา ในขณะเดียวกันนางจัดสนั ก็ไดรว มมอื กบั นายฮัฟสร
างตัวพมิ พอกั ษรไทย หลอขนึ้ ไดสำเร็จในพมา ในป
พ.ศ.2360 (ค.ศ.1817)
และพมิ พหนงั สอื ข้ึนดวยตวั พิมพอ ักษรไทยเปนคร้ังแรก
ในปนั้น แตไมม หี ลักฐานเหลือมาวา เปน หนังสอื อะไร
พ.ศ.2385 ๑๔
หมอบรัดเลยไดหลอ ชดุ พิมพข น้ึ มาใหม
และในอกี สองปตอมาหมอบรดั เลยไ ดใ ชชุดพิมพต ัวใหมน ี้
จดั พิมพห นังสอื พมิ พร ายเดือนภาษาไทยฉบบั แรกข้นึ มาโดยใชช ่ือวา
ชื่อวา บางกอกรีคอรเดอร (Bangkok Recorder) ออกวางจำหนา ย
ซ่ึงถือเปน หนังสอื พมิ พภาษาไทยฉบับแรกทม่ี ีขน้ึ ในประเทศไทย
แตหนังสือพมิ พเ ลม ดงั กลา วก็อยูไดไมน านตอ งปดตวั ไป
เพราะเปน ชว งเวลาท่ีภรรยาของหมอบรัดเลยส ้ินชีวิตพอดี
ทำใหก ารดำเนนิ กิจการหนงั สอื พิมพร คี อรเดอรไ มสามารถเปน ไป
อยา งตอ เนอื่ ง จงึ ตอ งหยุดลงชั่วคราว
โดยหมอบรดั เลยต ัดสินใจเดินทางกลับประเทศของตนเปนระยะเว
ลาหนงึ่ และไดแ ตงงานใหมก อนจะกลับคนื สูประเทศไทยอกี ครงั้
๑๕
พ.ศ.2404
หมอบรัดเลยซื้อลิขสิทธ์ิพิมพหนังสอื
“นิราศลอนดอน” ของหมอ มราโชทัย
พมิ พส ามกก, หนงั สอื จนิ ดามณี,
พิมพพ งศาวดารไทย
๑๖
พ.ศ.2496
นายสมาน บณุ ยรตั พนั ธ
ไดน ำเอาตัวอักษรไทยปรับเขากบั
แปน พมิ พ ท่ี มีลกั ษณะคลาย
แปน พิมพ ดีดลักษณะของตัวอกั ษรจึงมี
คลา ยกบั ตัวพมิ ดดี เสนเรียบเสมอกันไมมีเสนหนา
เสน บาง
๑๗
พ.ศ.2500
บรษิ ัทโมโนไทป รว มมอื กบั โรงพิมพ
ไทยวฒั นาพาณชิ ปรับปรุงเคร่อื ง เรียงพมิ พ
และหลอตวั พมิ พ แบบโมโนไทป
ดวยตัวอักษรไทยมหี ลายแบบเชน ตัวดำตวั ฝ. ศ.
ตัวบางตัวเอนและหลายขนาดเชนตวั โปง
ตัวธรรมดาตวั จิ๋วโดยเฉพาะตวั ธรรมดาท่ีใช
ในการ พิมพ เน้ือหามีขนาดลดลงเหลอื 16-18
พอยต
๑๘
พ.ศ.2500
โรงพมิ พ ชาเก็น(Shaken)
ของญีป่ ุนเอาตวั อักษรไทยไปใช กบั เครอื่ งพิมพ
ดวยแสงแมแ บบเปน ตัวอกั ษรบนแผน กระจกเนกาตฟี
เลอื่ นแผนกระจกให ตัวที่ตรงการ เรียงตรงกับเลนส
ถา ยภาพซึ่งสามารถยอ ขยายไดด ว ยตงั้ แต
8-62พอยต
โดยการถา ยภาพอักษรทีละตัวลงบนฟล ม ไวแสงเรยี ง
ตดิ ตอกนั ไปจากคำจนเป นหนาแลวนำไปทำแมพ ิมพ
ระบบออฟเซตลกั ษณะของตัวหนงั สอื จะมีเสนคมเรียบเ
สมอกนั หัวกลมโปรงเสน นอนดา นบนโคงมน สวน
ดา นลางตัดตรงมหี ลายขนาดทกุ ขนาดมรี ูปทรง
อยางเดียวกนั
๑๙
พ.ศ.2517
นายทองเตมิ เสมรสตุ
รวมมอื กับผู ผลิตเคร่ืองเรยี งพิม คอมพิวเตอร
กราฟก นำตวั อกั ษรไทยเขามาใช ระบบเรียงพมิ พ
ดว ยแสง ลักษณะตัวหนังสอื
เสน คมชัดทั้งเสน เรียบเสมอกันและเสน หนา
เสนบางหัวกลมโปร งมหี ลายแบบ
เชน ตวั บางตวั หนาตัวดำตวั เอน
และตวั ธรรมดาและมกี ารลดขนาดลงเหลอื 16-18 พอยต
พอ กชู ่อื ศรอี นิ ทราทติ ย แมก ูช่ือนางเสอื ง พ่กี ชู อื่ บานเมอื ง
ตพู ่ีนองทองเดียวหา คน ผูชายสาม ผูหญงิ สอง
พีเ่ ผือผอู า ยตายจากเผอื เตียมแตย งั เลก็
เม่ือกขู ้นึ ใหญไดส ิบเกาเขา ขุนสามชนเจา เมืองฉอดมาทเ มืองตาก
พอกไู ปรบขุนสามชนหวั ซาย ขุนสามชนขบั มาหวั ขวา
ขุนสามชนเกลอ่ื นเขา ไพรฟาหนาใสพอกู หนีญญายพายจะแจ
กบู หนี กขู ี่ชางเบกพล กขู บั เขา กอ นพอ กู กูตอ ชางดว ยขนุ สามชน
ตนกูพงุ ชา งขนุ สามชนตวั ชือ่ มาสเมอื งแพ ขุนสามชนพายหนี
พอ กจู ึงขึ้นชอ่ื กู ช่อื พระรามคำแหง เพอ่ื กพู ุง ชางขนุ สามชน
๒๑
จากศิลาจารึก
ทำใหอ นุชนรุนหลงั ไดทราบพระราชประวตั ิของพอ ขุนรามคำแหงแตเพยี งคราวๆ
ไมไดบง บอกถงึ รายละเอยี ดชัดเจนนัก
วา ทรงพระราชสมภพแตเมอื่ ปพระพุทธศักราชใดแนชัด พระองคทรงมีพนี่ อง ๕ คน
เปนชาย ๓ คน เปนหญิง ๒ คน พชี่ ายคนโตไดเสียชีวติ ไปตั้งแตยงั เดก็
และพระองคท รงเปนบตุ รชายคนสดุ ทอ งของพอ ขุนศรีอินทราทติ ยก บั พระนางเสือง
มที านผูรูหลายทา นทกี่ ลาวถงึ เร่อื งศิลาจารึกน้ี
โดยสวนใหญไดแบงเรือ่ งราวในศลิ าจารึกพอขุนรามคำแหงออกเปน ๓ ตอน
ตอนท่ี ๑ ต้งั แตบ รรทัดที่ ๑ ถงึ ๑๘
เปนเรอื่ งพอ ขุนรามคำแหงเลาประวัตขิ องพระองควาเปนใคร
จนกระทั่งไดเ สวยราชสมบตั ิ โดยใชค ำวา "กู" เปน หลกั ในสว นนี้
คาดเดาวา พอขนุ รามคำแหงเปน ผูบันทึกเอง..
๒๒
ตอนท่ี ๒ ไมไ ดใ ชค ำวา "กู" เลย แตใชค ำวา "พอขุนรามคำแหง"
ในสวนน้จี ะเลาถึงเรอื่ งราวตา งๆ ตลอดจนขนบธรรมเนยี ม
และเหตกุ ารณส ำคญั ทเ่ี กดิ ขนึ้ ของเมืองในขณะนัน้ ในสวนน้ี
ผูท่ศี ึกษาศิลาจารึกไดคาดเดาออกเปน สองทางวา
๑.มีผบู นั ทกึ ไวหลังจากสนิ้ รัชกาลพอ ขนุ รามคำแหง เนอื่ งจากใน
ตอนที่ ๒ น้ี เร่ิมทีว่ า "เมื่อชั่วพอขนุ รามคำแหง... "
๒.พอ ขุนรามคำแหงทรงเปน ผูรับสั่งใหม กี ารบันทกึ ตอ
เพื่อกลาวถงึ เหตกุ ารณในสมัยที่พระองคก ำลังครองราชย
ตอนท่ี ๓ ตง้ั แตดา นท่ี ๔ บรรทัดท่ี ๑๒ ถงึ บรรทัดสดุ ทา ย
เปน สว นสรรเสริญพระเกียรติคณุ พอ ขนุ รามคำแหง
และอาณาเขตเมืองในครงั้ กระโนน ในสวนน้ี เขาใจวา ไดบันทึกโดยคนรนุ หลงั
ซง่ึ มรี ะยะเวลาหางจากการบนั ทึกในตอนท่ี ๒ แลว หลายป
๒๓
พอ ขนุ รามคำแหงมหาราชทรงศึกษาเลาเรียนอยูใน
"สำนกั สุกกทันตฤษี" ณ เมอื งละโว (ลพบรุ )ี
พระองคทรงเปน ผูท ีใ่ สใ จในการศึกษาเลา เรียนเปนอัน
มาก โดยเปนศษิ ยรวมพระอาจารยเ ดียวกนั
กบั พญาเม็งราย เจา เมืองเชียงใหม และพญางำเมือง
เจา เมอื งพะเยา ซึ่งเปน พระสหายสนทิ
ขณะทท่ี รงศกึ ษารว มกนั นั้น
พญางำเมืองเจรญิ พระชนั ษาได ๑๖ พรรษา
๒๔
สำหรบั พระนามของพอ ขุนรามคำแหงนน้ั ทา นผรู แู ละผศู ึกษาในศลิ าจารึก
ไดร ะบุเอาไวหลายพระนามดว ยกัน เชนทรงพระนามวา "ราม" บา ง "เจา ราม"
บา ง "รามราช" บา ง "พระราม" บา ง
ไมเ ปน ทแ่ี นชดั วาพระนามเดิมของพระองคน้ันวา อยา งไร
ทราบแตเ พียงวาทรงไดร ับการตั้งพระฉายานาม โดยพอ ขนุ ศรอี ินทราทติ ยว า
"พระรามคำแหง" เนอื่ งจากทรงชนชา งชนะขุนสามชน เจาเมอื งฉอด
เมอื่ พระชนมายไุ ด ๑๙ พรรษา
หากพิจารณาในอกี ดานหนึ่ง
คำวา "ราม" ในบางความหมาย แปลวา "กลาง"
บางความหมาย แปลวา " เล็ก"
คำวา คำแหง" ความหมา แปลวา "ผกู ลา แขง็ " หรอื
"เกง กาจ"
คำวา "พระรามคำแหง" จึงอาจมีความหมาย แปลวา
"หนุมนอยผมู ีความเกง กลา สามารถเปนเลิศ" ก็อาจเปนไปได
ทงั้ นีเ้ พราะพระองคมพี ระชนมายเุ พยี ง ๑๙ พรรษาเทาน้ัน
กส็ ามารถชนชางชนะขนุ สามชนไดแลว หรอื อีกนัยหน่ึง คำวา "พระรามคำแหง"
เมอื่ ช่วั พอกู กูบำเรอแกพ อ กู กบู ำเรอแกแมก ู ๒๕
กไู ดตัวเน้อื ตวั ปลา กเู อามาแกพอกู กูไดห มากสม หมากหวาน
อนั ใดกินอรอ ยกนิ ดี กเู อามาแกพอกู กูไปตีหนงั วังชางได
กูเอามาแกพ อ กู กูไปทบา นทเมือง ไดชา งไดง วง ไดป วไดน าง
ไดเ งนิ ไดทอง กเู อามาเวนแกพอกู พอกตู าย ยงั พ่กี ู
กพู รำ่ บำเรอแกพีก่ ู ดังบำเรอแกพอกู พี่กูตาย
จึงไดเ มอื งแกกทู ง้ั กลม
จากศิลาจารึก พงศาวดารโยนก เปนตน
ตา งไดระบุไวชัดเจนวา พอขนุ รามคำแหงมหาราช ไดข้นึ ครองราชยส มบตั ิ
ตอจากพอขนุ บานเมอื ง ผูเปน พระเชษฐา นับเปน รชั กาลท่ี ๓
ในราชวงศพ ระรว งท่ีปกครองราชอาณาจกั รสโุ ขทยั ในตำราบางเลม
ทานผรู ูไดกลาววา ยังคงเปนเช้ือสายในราชวงศเ ชยี งแสนทส่ี ืบตอ สายเลอื ดไทยกนั
มาแตโ ยนกนคร เพียงแตมาเรม่ิ ต้งั ตนนับตระกลู กันใหม
ในยคุ พอขุนศรอี ินทราทติ ย
สวนพอ ขนุ รามคำแหงมหาราชจะขึ้นครองราชยสมบตั ิในปพระพทุ ธศักราชใด
แนชดั นั้น ไมส ามารถระบไุ ด
ใบลานจารผนกึ ความรสู ึกที่ภูมใิ จ
คณุ คา ภาษาไทย แสนยิ่งใหญโ ลกไดยล
ดำรหิ ลักศิลา สลักคาภาษาดล
อกั ษรสะทอ นมนต เสนหคเู ชิดชเู มอื ง
ฟน เกา อดตี กาล ทีข่ ับขานความรุง เรือง
เลาฝนแหง ฟน เฟอ ง ยุคลวงลสุ โุ ขทัย
จดจำเปน ตำรา เพอ่ื ศกึ ษาคา ย่งิ ใหญ
มรดกตกทอดไว ใชอ าน เขียน เรยี นรกู นั
พอ ขนุ รามคำแหง ประดจุ แสงแหง ตะวนั
สองไทยใหส ุขสันต มีเอกลกั ษณหลกั ภาษา
ประวัติศาสตรส อน สะทอนผา นกาลเวลา
กลางโลกยคุ พัฒนา ความเปน "ไท" อยา ไดล ืม
นนั ทชัย ภัทรนิธานทิพย ๑๗ มกราคม ๒๕๖๑