ความเปน็ มาท้องถิ่นประเภทหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรท์ ่ีใช้ในการศกึ ษา
หลักฐานทางประวัตศิ าสตร์
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง
รอ่ งรอยของสงิ่ ทีม่ นุษย์ประดษิ ฐ์ สร้างสรรค์ รวมทั้ง
ร่องรอยของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในอดีต และเหลือ
ตกค้างมาถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องนา
ทางในการศึกษา สบื ค้น แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยงกับ
เรอ่ื งราวในอดีตของมนษุ ย์ได้ในระดับหน่งึ
1
จาแนกตามลาดบั ข้ันความสาคัญ
1. หลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources)
หมายถึง หลักฐานที่บันทึก สร้าง หรือจัดทาขึ้น โดยผู้เกี่ยวข้องกับ
เหตุการณ์นั้นโดยตรง หรือบ่งบอกให้รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
จริงๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น สนธิสัญญา บันทึกคาให้การ
จดหมายเหตุ กฎหมาย ประกาศของทางราชการ ศิลาจารึก จดหมาย
โตต้ อบ และที่ไม่เปน็ ลายลักษณ์อักษร เช่น ภาพเขียนสีผนังถ้า เครื่องมือ
เคร่ืองใช้ เครือ่ งประดับ เจดีย์
พระธาตุโพนจกิ เวียงงวั โบราณวตั ถพุ บทบ่ี ้านโคกคอน อ.ท่าบอ่
2. หลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ (Secondary sources)
หมายถึง หลักฐานที่เกิดจากการนาหลักฐานชั้นต้นมาวิเคราะห์ ตีความ
เม่ือเวลาผา่ นพน้ ไปแล้ว ไดแ้ ก่ ตานาน พงศาวดาร
หนังสอื “พระธาตุนางเขียวค้อม หลวงพอ่ พระสุก (จาลอง) วัดศรคี ณุ เมอื ง
2
จาแนกตามลกั ษณะของการบันทกึ เป็นลายลกั ษณ์อักษร
1.หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารึก บันทึก
จดหมายเหตุร่วมสมัย ตานาน พงศาวดาร วรรณกรรมต่าง ๆ บันทึก
ความทรงจา เอกสารราชการ หนังสือพิมพ์ กฎหมาย งานวิจัย
งานพมิ พท์ างประวตั ิศาสตร์ เป็นต้น
จารึกฐานพระพทุ ธรปู วดั ศรีบุญเรือง ประชุมพงศาวดาร (ภาค ๗๐)
2. หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรได้แก่ หลักฐานทางโบราณคดี
หลักฐานจากการบอกเล่าและสัมภาษณ์ หรือหลักฐานที่เป็นวัตถุที่ไม่มี
ตัวหนังสอื เช่น กาแพงเมอื ง เมอื งโบราณ โครงกระดูก
พระธาตุนางขาว อ.ศรีเชยี งใหม่ วัดโกเสยเขต อ.เมืองหนองคาย
3
ปรตวัะอวยา่ ัตงขอิศงหาลกั สฐานตทารง ท์ ้องถนิ่
ในจังหวัดหนองคาย
4
พระธาตุหลา้ หนอง หรือพระธาตกุ ลางนา้
ในหนังสืออรุ งั คธาตุ หรือตานานพระธาตุพนมตอนหนึ่งได้กล่าวถึงการ
สร้างพระธาตุองค์นี้ไว้ว่า สร้างโดยพระอรหันต์ 5 องค์ โดยได้อัญเชิญพระบรม
สารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจากประเทศอินเดียมาพร้อมกัน และได้อัญเชิญไป
ประดิษฐานไวพ้ รอ้ มกัน 6 แหง่ โดยพระธาตุฝ่าพระบาทเบื้องขวา 9 องค์บรรจุไว้ที่
พระธาตหุ ลา้ หนองแห่งนี้
ตามประชมุ พงศาวดาร ภาค 70 ได้บันทกึ ไวว้ ่า นา้ โขงกดั เซาะตลิ่งพังเข้า
ไปจนถึงองค์พระธาตุหล้าหนอง และพระธาตุได้พังลงในแม่น้าโขง เมื่อวันศุกร์
ข้นึ 5 ค่า เดือน 9 เวลาใกลค้ ่า ร.ศ. 66 จ.ศ. 1209 พ.ศ. 2309
5
พระธาตหุ ลา้ หนอง หรอื พระธาตกุ ลางนา้ (จาลอง)
เนื่องจากองค์พระธาตุหล้าหนองล้มลง ทางเทศบาลเมือง
หนองคายไดร้ ว่ มกบั ชมุ ชนต่าง ๆ จัดสร้างพระธาตหุ ล้าหนององค์จาลอง
ขึ้นโดยใช้งบประมาณ 38,650,000 บาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12
พ.ค.2549 ภายในบรรจุชิ้นส่วนพระธาตุองค์จริงเข้าไปไว้ข้างใน โดย
จาลองลักษณะองคพ์ ระธาตุให้เหน็ ในปจั จบุ นั
พระธาตุหล้าหนอง เป็นที่เคารพสักการะของชาว
หนองคาย และชาวบา้ นได้จดั งานประเพณีเก่ยี วกับพระธาตุในทกุ ปี
คือประเพณีบุญบั้งไฟ เดือน 6 เพื่อจุดถวายองค์พระธาตุ ในวัน
แรม 1 ค่า เดือน 6 พิธีบวงสรวงองค์พระธาตุ และถวายปราสาท
ผง้ึ ช่วงออกพรรษา
6
พระธาตุบงั พวน
พระธาตุบังพวนเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม สร้างด้วยศิลาแลง อิฐดินเผา
พ.ศ. 2210 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โบราณวัตถุภายในวัดพระธาตุบัง
พวน ไดแ้ ก่ พระพทุ ธรปู ใหญ่ 1 องค์ พระปางนาคปรก 1 องค์ ศิลาจารึก 1 หลัก
พระธาตุบังพวน พระปรางค์ 3 องค์ เจดยี ์เลก็ 7 องค์ ในตานานอุรังคธาตุ กล่าว
ว่า ได้อัญเชิญพระธาตุหัวเหน่า จานวน 29 องค์ มาประดิษฐานไว้ที่พระธาตุบัง
พวน หรือภเู ขาหลวง นอกจากนั้นยังมี “สระมุจลินท์” หรือ “สระพญานาค” สระ
น้าโบราณที่มีบันทึกในหนังสือใบลานที่เขียนเป็นภาษามคธ เรียกชื่อว่า “สระ
มงั คละน้าเทย่ี งหมัน” ในสมัยพระเจา้ วิชลุ ราช กษัตริย์ล้านชา้ งไดเ้ สด็จมานมสั การ
พระธาตุ (ช่วงพ.ศ.2043-2063) โปรดให้มีการปรับปรุงสระน้าแห่งนี้และนิมนต์
พระคุณเจ้าจัดทาพิธีมหาพุทธาภิเษก ในสมัยต่อมา สมเด็จพระไชยเชษฐา
กษัตรยิ ล์ ้านช้างไดโ้ ปรดเกล้าให้สรา้ งพระพทุ ธรปู นาคปรก 9 เศียร
7
หลวงพ่อพระใส
พระใส เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มี
พระรูปลักษณ์งดงามมาก ขนาดหน้าตัก กว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากพระสงฆ์
เบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว ปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ
วัดโพธิ์ชัย(พระอารามหลวง) ตามประวัติกล่าวไว้ว่า พระธิดาสามพี่น้องของ
กษัตริย์ลา้ นช้าง (บางทา่ นเช่อื ว่า เป็นธดิ าของพระไชยเชษฐาธิราช) ไดร้ ว่ มกนั สรา้ ง
พระพุทธรปู ประจาพระองค์ขึ้น 3 องค์ แล้วขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามว่า
พระสกุ พระเสริม และพระใส มขี นาดลดกนั ตามลาดับ
ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ขึ้นที่เมืองเวียงจันทน์
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทาลายเมืองเวียงจันทน์เสียสิ้น เมื่อ
เมืองเวียงจันทน์สงบแล้ว จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใสมาที่จังหวัด
หนองคาย
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด
เกล้าฯ ใหอ้ ญั เชิญพระเสริมจากวัดโพธชิ์ ัยลงไปยังกรุงเทพฯ ขุนวรธานีจะอัญเชิญ
พระใสไปพร้อมกับพระเสริมด้วย แต่เกิดปาฏิหาริย์เกวียนไม่เคลื่อนที่ จนหักลง
จงึ ปรึกษาตกลงกนั ว่าให้อญั เชิญพระใสมาไวท้ วี่ ัดโพธิ์ชัยแทนพระเสริม
8
จิตรกรรมฝาผนงั วัดโพธช์ิ ยั
จติ รกรรมฝาผนังพระอโุ บสถวดั โพธช์ิ ัยวดั หลวงพอ่ พระใสนี้ เป็นจิตรกรรม
ฝาผนงั ท่ีเขยี นขน้ึ ในราวปพี .ศ.2530 ถึงพ.ศ. 2537 วาดโดยอาจารยว์ ริ ตั น์ ไมเ้ จรญิ
รับอาสาท่จี ะเขยี นภาพจิตรกรรมชุดนี้ขึ้น ได้ศึกษาค้นคว้าตามเวลาและสถานที่จริง
ทาให้ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั โพธิ์ชัยมีความสวยงาม ทั้งภาพประวัติความเป็นมา
ของหลวงพ่อพระใส ภาพเทพชุมนุม ภาพพระพุทธเจ้าชนะมาร ภาพวรรณกรรม
อีสาน รวมไปถึงภาพวิถีชีวิต ฮีตสิบสองที่ได้นาวิถีชีวิตคนยุคนั้นสอดแทรกใน
ภาพวาด โดยงานจติ รกรรมฝาผนังชดุ น้ีไมไ่ ดเ้ ขียนด้วยสีฝุน่ และใช้เส้นสีแบบโบราณ
หากแต่เขยี นด้วยสอี ะครลี ิคเขยี นเป็นภาพสามมิตริ ว่ มสมัย
9
พระเจา้ ใหญ่องคต์ ือ้
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ สร้างในสมัยพระเจ้าไชย
เชษฐาธิราชครองเมืองเวียงจันทร์ พระสงฆ์ในวัดศรีชมภูองค์ตื้อได้ประชุม
ปรึกษาหารือกัน ลงมติจะหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นในบ้านน้าโมง เมื่อตกลงกัน
แล้วจึงได้ชักชวนบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เพื่อเรี่ยไรทองเหลืองบ้าง
ทองแดงบ้าง ตามแต่ผูท้ ีม่ ีจติ ศรัทธาจากท้องท่อี าเภอและจังหวัดใกล้เคียง ได้ทอง
หนกั ต้ือหนึ่งตามมาตราของลา้ ง พระสงฆ์และชาวบ้านจึงพร้อมกันหล่อ มีเทวดา
มาช่วยสร้างพระเกศ เมื่อได้นาพระพุทธรูปที่หล่อแล้วมาประดิษฐานไว้ในวัด
ต่อมาพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชซึ่งครองเมืองเวียงจันทน์ในเวลานั้นพระเจ้าไชย
เชษฐาธริ าชได้เสดจ็ มาทอดพระเนตรก็ทรงเกดิ ศรทั ธาจึงไดส้ ร้างวิหารประดษิ ฐาน
กบั แบ่งปันเขตแดนใหเ้ ปน็ เขตขา้ ทาสบริวารของพระเจา้ องค์ตอื้
พระเจา้ องค์ต้อื เปน็ พระพุทธรูปขนาดใหญห่ ล่อด้วยทองสัมฤทธ์ิฝีมอื ช่าง
ฝ่ายเหนือและล้านช้างผสมกัน นับเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก เป็น
พระประธานซึ่งสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์องค์ ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนั่ งขัดสมาธิปาง
มารวิชยั หนา้ ตกั กวา้ ง 3 เมตร 29 เชนติเมตร สงู 4 เมตร
10
อนสุ าวรีย์ปราบฮอ่
อนุสาวรีย์ปราบฮ่อเป็นที่บรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิตในการ ปราบกบฏฮ่อเมื่อปี
ร.ศ. 105 (พ.ศ. 2429) พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมซึ่งเป็นแม่ทัพ
ปราบกบฏฮ่อในครั้งนั้นรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนความดีของผู้ ของผู้ล่วงลับที่ได้
เสียสละชีวติ เพ่อื ชาตบิ ้านเมือง ในการปราบฮอ่ สถานที่แต่เดมิ น้ันตั้งอยู่
บรเิ วณท่ีหลงั สถานีตารวจภธู ร จงั หวัดหนองคาย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ทางจงั หวดั หนองคายไดร้ ับงบประมาณ
ให้สรา้ งอนสุ าวรีย์ปราบฮ่อให้สง่างามสมกับเปน็ อนุสาวรียข์ อง
ผู้ที่ได้เสียสละเพอ่ื ชาติ จงึ ยา้ ยมาสรา้ งใหมท่ ่บี ริเวณหน้า
ศาลากลางจังหวัด อนสุ าวรีย์ท้ัง 4 ทิศ มคี าจารึกภาษาไทย
จนี ลาว และองั กฤษ
11
ภาพถ่ายชมุ ชนริมฝง่ั โขงปี 2491
ภาพเก่าเล่าเรอื่ ง "เมอื งหนองคายในอดีต" ถ่ายภาพโดย ดร. โรเบิร์ต ลา
ริมอร์ เพนเดิลตัน (Dr. Robert Larimore Pendleton) นักวิทยาศาสตร์ทาง
ดินและการเกษตร University of Wisconsin-Milwaukee Libraries, ชาว
อเมริกัน ซึ่งเข้ามาปฏิบัติงานในฐานะที่ปรึกษาของกรมเกษตรและการประมง
กระทรวงเกษตราธิการ ประเทศไทย ในปี ค.ศ. 1935-1942 โดยได้เดินทางมาท่ี
จังหวัดหนองคาย และได้ถ่ายรูปจังหวัดหนองคาย ทั้งสถานที่สาคัญ วิถีชีวิต
บ้านเรือน
12
ตานานพญานาคสองฝั่งโขง
ชื่อหนังสือ ตานานพญานาคสองฝั่งโขง ลาดับเรื่องโดยณัฐนารถ ปิ่น
เพ่อื ง จานวนหนา้ 58 หน้า เขยี นได้สั่งสมประสบการณ์ตรงของผู้เรียบเรียงเอง
ผนวกกบั ความรจู้ ากทา่ นอน่ื ๆ รวมทั้งจากพระเถระชาวไทยท่านผู้รู้รูปหนึ่ง ท่าน
เมตตาเล่าให้ฟังเป็นตานานที่ถ่ายทอดมาเกี่ยวกับพญานาคนี้ คือเรื่องราวของ
ความซาบซึ้งและประทับใจ ในความเคารพ เลื่อมใส ศรัทธาที่พญานาคมีต่อองค์
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาทิ “บั้งไฟญานาค” ความศรัทธาของพญานาค
แห่งแม่น้าโขง เรื่อง “กาเนิดพญานาค” รวบรวมตานานพญานาคทั่วลุ่มน้าโขง
นอกจากนี้ยังมีตานาน “สุวรรณโคมคา” ตานานสาคัญของลุ่มน้าโขง และ
รวบรวมจุดชมบั้งไฟพญานาคในเขตจังหวัดหนองคายอีกดว้ ย
13
ภาพยนตร์ 15 ค่า เดอื น 11
15 ค่า เดือน 11 เป็นภาพยนตร์ไทย ที่ออกฉายเมื่อ11 ตุลาคม พ.ศ. 2545
เป็นผลงานกากับเรื่องแรกของ จิระ มะลิกุล เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากความเชื่อ
ของชาวท้องถิ่นในแถบอสี าน เก่ียวกับปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ซึ่งเป็นการเรียก
ขานลูกไฟประหลาดสีชมพูจานวนมาก ที่พวยพุ่งขึ้นจากลาน้าโขง ในคืนวันออก
พรรษา ซ่งึ ตรงกบั วันขนึ้ 15 ค่า เดือน 11 ของทกุ ปี ในท้องที่อาเภอโพนพิสัย จังหวัด
หนองคาย
15 ค่า เดือน 11 เป็นภาพยนตร์อื้อฉาวแห่งปี พ.ศ. 2545 เพราะถูกชาว
หนองคายบางส่วนประท้วงเรียกร้องไม่ให้ฉาย หาว่ามีการบิดเบือนเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ
บั้งไฟพญานาค ในภาพยนตร์สื่อให้เห็นว่าบั้งไฟพญานาคเกิดจากฝีมือพระภิกษุ ซึ่ง
จาวัดอยู่ในวัดในฝั่งประเทศลาว โดยมอบหมายให้เด็กที่อาศัยอยู่ในวัดตั้งแต่เล็ก เป็น
คนดาน้าลงไปจุดพลุ โดยทาสืบทอดมาแต่โบราณเพื่อให้คนหันมาศรัทธาใน
พระพทุ ธศาสนา
14
จารกึ วัดแดนเมอื ง 2 (จารึกวัดปจั จันตบุร)ี
จารึกนี้พบที่วัดปัจจันตบุรี ตาบลวัดหลวง อาเภอโพนพิสัย จังหวัด
หนองคาย เป็นศิลาจารึกวัดแดนเมืองนี้ มี 2 หลัก จารึกด้วยรูปอักษรไทยอีสาน
ซึ่งเก่าแก่ที่สุดเท่าที่สารวจพบในปัจจุบัน วัดแดนเมืองนี้ ปัจจุบันเรียกว่า วัดปัจ
จนั ตบรุ ี อยใู่ นเขตตาบลวัดหลวง อาเภอโพนพสิ ยั จงั หวดั หนองคาย
เนื้อหาในจารึกเป็นเป็นพระบรมราชโองการของสมเด็จพระโพธิสาลราช
แห่งล้านช้าง ได้ประกาศให้ท้าวพระยาทั้งปวงช่วยกันฟื้นฟูพุทธศาสนาในวัด
อารามต่างๆ ในเมืองจันทบุรี (เวียงจันทน์) และสอดส่องสมณชีพราหมณ์ให้
เคร่งครัดในพระวนิ ัย พรอ้ มทงั้ ใหด้ แู ลวสิ ุงคามสีมา เรือกสวนไร่นา ข้าโอกาสของ
วัดวาอาราม ตอนทา้ ยสาปแช่งผู้ทีท่ าลายกุศลเจตนาของผู้อทุ ศิ อีกดว้ ย
15
จารกึ ฐานพระพทุ ธรปู วัดเทพมงคล
จากรึกใช้อักษรธรรมอีสาน ประดิษฐานทฐี่ านพระพทุ ธรูป ศิลปะแบบล้านช้าง
(เชียงแสนสมัยหลัง) ฝีมือช่างหลวง ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดเทพมงคล ตาบล
โพนสา อาเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคายข้อความจารึกกล่าวถึงนางหมื่นนาหลัก ให้
ทาสโอกาสแกว่ ดั และไดก้ าหนดคา่ ตวั ของทาสไว้ดว้ ย
16
ประชมุ พงศาวดาร (ภาค ๗๐)
เป็นหนังสือรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับพงศาวดารและตานานต่างๆ เช่น
พงศาวดารนครจาปาศักดิ์ฉบบั พระยามหาอามาตย์ฯ เรียบเรียงทูลเกล้าฯ ถวาย
รัชกาลที่ 5 ตานานเมืองจาปาศักดิ์ ซึ่งกล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับตานานพระพุทธ
บุษยรัตน์ (ฉบับเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ ) เรื่องขุนบรม พงศาวดารเมืองยโสธร
ตานานเมอื งทรายฟอง (เป็นเมอื งร้างอยู่ทางฝ่งั ซ้ายแม่นาโขง ใต้เมืองเวียงจันทน์
ลงมา แตอ่ ยเู่ หนอื จังหวดั หนองคาย) เรือ่ งเกี่ยวกับสร้างวัดพระแก้วศรีเชียงใหม่
ในจงั หวัดหนองคาย ประวตั ทิ ้าวสวุ อ เจ้าเมอื งหนองคาย คาใหก้ ารเกี่ยวกับเมือง
ต่างๆ ได้แก่ เมืองเชียงแตง เมืองอัตปือ เมืองสพังภูผา และเมืองเซลาเภา
พงศาวดารเมอื งนครพนม ตานานเมอื งวังมล และพงศาวดารเมืองมลู ปาโมช
17
นริ าศหนองคาย
นิราศได้บันทึกเหตุการณ์ใน พ.ศ. 2421 สมัยรัชกาลที่ 5 ผู้แต่งนิราศ
หนองคายคือหลวงพัฒนพงศ์ภักดี หรือบรรดาศักดิ์ในขณะนั้นคือขุนพิพิธภักดี ชื่อ
เดิม ทิม สุขยางค์ ได้แต่งขึ้น ขณะที่ร่วมเดินทางไปกับเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธารง
(เพ็ง) ที่โปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. 2418 และ
กลายเป็นเรื่องดังเมื่อมีการพิมพ์นิราศฉบับดังกล่าวออกจาหน่าย และเผยแพร่ใน
พ.ศ. 2421 แต่รัชกาลที่ 5 ไม่โปรดฯ ทรงรับสั่งให้เก็บเผาทาลายทั้งต้นฉบับ เพราะ
เน้ือหาร้างความเสื่อมเสยี แกค่ นอ่นื แต่สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงรา
ชานุภาพ ทรงสัง่ ใหค้ ัดลอกเก็บไว้ทห่ี อพระสมุดสาหรับพระนคร เม่ือ พ.ศ. 2459 จึงมี
การตพี ิมพ์ใหอ้ า่ นจนถึงปัจจบุ นั
18