The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชนิดของประโยคในภาษาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rungruediaoy2002, 2022-08-08 04:09:10

ชนิดของประโยคในภาษาไทย

ชนิดของประโยคในภาษาไทย

ชนิดของประโยคในภาษาไทย

ประโยคและส่วนประกอบของประโยค
ความหมายของประโยค

ประโยค หมายถึง ถ้อยคาหรือขอ้ ความท่มี ีใจความสมบูรณ์ ประกอบดว้ ย ๒ ส่วนสาคัญ คือ
ภาคประธาน (สว่ นผู้กระทาอาการ) และภาคแสดง (ส่วนแสดงอาการ) เชน่ ครูสอนหนงั สอื ครู (ภาค
ประธาน) สอน (ภาคแสดง) หนังสอื (กรรม)

สว่ นประกอบของประโยค ประโยคมสี ่วนประกอบที่สาคัญ ๒ ส่วน คือ

๑. ภาคประธาน คือ สว่ นของผกู้ ระทาอาการ หรอื บทประธาน อาจมสี ว่ นขยายหรอื ไม่มกี ็ได้ คาท่ี
ทาหนา้ ท่ีเป็นผู้กระทาอาการ ได้แก่ คานาม หรือคาสรรพนาม เช่น แม่ทาอาหาร พวกเขาเลน่ ฟตุ บอล

๒. ภาคแสดง คอื สว่ นทีแ่ สดงอาการหรอื บอกการกระทาของประธาน คาที่แสดงอาการ ไดแ้ ก่
คากรยิ า และตอ้ งประกอบดว้ ยบทอ่นื ๆ เช่น บทกรรม และสว่ นเตมิ เตม็ อาจมีส่วนขยายหรือไมม่ ีกไ็ ด้

 บทกริยา คือ ส่วนท่แี สดงการกระทาของประธาน อาจมกี รรมมารองรับหรอื ไมม่ ีกไ็ ด้ เช่น
รถยนต์กาลังวง่ิ (ไมม่ กี รรมมารองรับ) รถยนต์กาลังวิง่ อยบู่ นถนน (มีกรรมมารองรับ)

 บทกรรม คอื สว่ นของผู้ถูกกระทา กลา่ วคือ ถา้ กริยายังไมส่ มบรู ณ์ในตัวเองจะตอ้ งมีกรรมมา
รองรับ เชน่ ฉนั นอน (กรยิ า นอน เป็นอกรรมกริยาซ่ึงไมต่ ้องการกรรมมารองรับ) ส่วนนอ้ ง
กิน (กริยา กิน เปน็ สกรรมกรยิ าท่ีต้องการกรรม ประโยคนจี้ งึ ไดว้ า่ นอ้ งกินนม)

 สว่ นเติมเตม็ คอื สว่ นท่ีทาหน้าที่เสรมิ ใจความของประโยคให้สมบรู ณ์ ทาหน้าที่คลา้ ยกรรม
แตไ่ ม่ใชก่ รรม เพราะไม่ได้ถูกกระทา กริยาทใ่ี ช้เปน็ ส่วนเตมิ เต็มจะไมม่ คี วามหมายในตัวเอง
ต้องมคี านามหรอื คาสรรพนามมาขยายจึงจะไดใ้ จความสมบูรณ์ ได้แก่ เปน็ คล้าย เท่า คือ
เหมอื น ตัวอย่างประโยคเช่น เขาเปน็ ตารวจ เธอสวยเหมอื นนางฟ้า

ดงั นน้ั ประโยคหรอื กลมุ่ คาท่มี ีใจความสมบูรณ์ ต้องประกอบดว้ ยส่วนสาคัญอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ดังนี้

๑. บทประธาน + บทกรยิ า (ไมม่ กี รรม)
๒. บทประธาน + บทกรยิ ามกี รรม + บทกรรม
๓. บทประธาน + บทกรยิ าอาศัยสว่ นเตมิ เต็ม + บทประกอบกรยิ าหรือสว่ นเตมิ เต็ม
ในประโยคหนึ่งตอ้ งมสี ่วนประกอบอย่างนอ้ ย ๒ บท คือ บทประธานและบทกริยา จงึ จะเป็นประโยค
สมบรู ณ์

ชนดิ ของประโยค

๑. ประโยคแบ่งตามลกั ษณะโครงสร้าง พจิ ารณาจากส่วนประกอบของประโยค มี ๓ ชนิด คอื
ประโยคความเดยี ว ประโยคความรวม และประโยคความซอ้ น

๒. ประโยคแบ่งตามลักษณะของประโยค พจิ ารณาจากคาท่ีแสดงความหมายรวมของประโยควา่
มลี กั ษณะแบบใด มี ๔ ชนิด คือ ประโยคบอกเล่า ประโยคคาถาม ประโยคคาสง่ั และประโยคปฏเิ สธ

๓. ประโยคแบ่งตามเจตนา พจิ ารณาจากความหมายของประโยคตามเจตนาของผ้พู ดู แบ่งเป็น
ประโยคแจง้ ให้ทราบ ประโยคเสนอแนะ ประโยคหา้ ม ประโยคชักชวน ประโยคขอร้อง ฯลฯ

ประโยคแบ่งตามลักษณะโครงสร้าง

 ประโยคความเดียว
ประโยคความเดียวหรือเอกรรถประโยค คอื ประโยคทีม่ ีใจความสาคญั ใจความเดยี ว
ประกอบดว้ ยภาคประธานและภาคแสดงอยา่ งละ ๑ ภาค เชน่ ยายทอผา้ ป้าไปตลาด ฟ้าใส
อา่ นหนังสือ เจา้ แดงกนิ อาหาร

 ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค)

คือ ประโยคความเดยี วต้ังแต่ ๒ ประโยคขึน้ ไปมารวมกัน โดยมีสันธานเชื่อมระหวา่ งประโยค
ประโยคความรวมแบ่งเป็นประเภทไดต้ ามเนอ้ื ความ ดงั ต่อไปน้ี
๑. ประโยคความรวมท่ีมีเนื้อความคลอ้ ยตามกนั
คอื ประโยคความเดยี วต้ังแต่ ๒ ประโยคที่นามารวมกนั โดยมีเน้อื ความสอดคล้องกนั มสี นั ธานท่ี
แสดงลาดบั การกระทากอ่ น หลัง เช่น กบั และ , แล้ว , แล้ว....ก็ , พอ...ก็ ,ครัน้ ..จงึ ฯ
ตัวอยา่ ง
- ฉันกับน้องไปโรงเรียน
- พอทานข้าวเสรจ็ ต้นกลา้ ก็แปรงฟนั
- พอพอ่ ทางานเสร็จก็มารบั ฉนั ทโี่ รงเรยี น

๒. ประโยคความรวมทีม่ เี นอ้ื ความขดั แย้งกัน
คอื ประโยคความเดียวตั้งแต่ ๒ ประโยคขึน้ ไปมารวมกัน โดยมเี น้ือความขดั แย้งกัน กริยาใน
แต่ละประโยคตรงกนั ขา้ มกัน สว่ นใหญจ่ ะมีสนั ธาน แต่ , แตท่ ว่า , กวา่ ...ก็ , แม้วา่ เป็นตวั เชื่อม
ตัวอย่าง
- กว่าเขาจะมาถงึ พวกเรากไ็ ปไดไ้ กลแลว้
- ฉนั จะทาการบา้ นแต่นอ้ งจะไปตลาด
- แม้ว่าฉนั จะตั้งใจเรยี นสกั เท่าไหร่ฉนั กไ็ มเ่ ข้าใจทีค่ รูสอนอย่ดู ี

๓. ประโยคความรวมทมี่ เี นื้อความให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

คือ ประโยคความเดียวตงั้ แต่ ๒ ประโยคขึ้นไปมารวมกัน โดยมีเน้อื ความให้เลอื กเพียงอย่างใด
อย่างหนง่ึ มีสันธาน หรอื หรือไม่ก็ มฉิ ะนั้น...ก็ ฯลฯ เปน็ ตัวเชือ่ ม

ตัวอยา่ ง

- เธอจะไปดูหนงั หรือไปฟังเพลง
- ฉนั จะกนิ เนอื้ ย่างหรอื ไม่ก็ชาบู
- ทอฝนั โตขึ้นเธอจะเปน็ หมอหรือตารวจ

๔. ประโยคความรวมที่มีเน้อื ความเป็นเหตุผล

คือ ประโยคท่ีมีประโยคความเดียวประโยคหน่งึ มีเนือ้ ความเป็นประโยคเหตแุ ละมีประโยค
ความเดยี วอีกประโยคหนง่ึ มเี นอื้ ความเป็นประโยคผล มสี นั ธาน จงึ ฉะนน้ั ดงั น้ัน เพราะฉะนน้ั
เป็นตวั เชือ่ ม

ตัวอย่าง

- เพราะเขาตั้งใจอา่ นหนังสือเขาจึงสอบผ่าน
- เพราะชูใจเปน็ คนดที ุกคนจงึ รกั เธอ
- เม่ือคืนฝนตกหนกั จึงทาให้นา้ ทว่ มถนน

 ประโยคความซอ้ น (สังกรประโยค)

คอื ประโยคที่มีใจความสาคญั เพยี งใจความเดียว ประกอบด้วยประโยคความเดยี วทม่ี ใี จความ
สาคัญ เปน็ ประโยคหลัก (มขุ ยประโยค) และมปี ระโยคความเดียวทีม่ ใี จความเปน็ สว่ นขยายส่วนใด
สว่ นหนงึ่ ของประโยคหลกั เป็นประโยคย่อยซอ้ นอยูใ่ นประโยคหลัก (อนุประโยค) โดยทาหน้าท่ีแต่ง
หรือประกอบประโยคหลกั ใหม้ ีความหมายชดั เจนยง่ิ ข้นึ

อนุประโยคหรอื ประโยคยอ่ ยมี 3 ชนดิ ทาหนา้ ทต่ี า่ งกนั ดังต่อไปน้ี
๑. ประโยคยอ่ ยที่ทาหน้าท่แี ทนนาม (นามานุประโยค) อาจใช้เปน็ บทประธานหรือบทกรรม
หรือส่วนเตมิ เต็มกไ็ ด้ ประโยคยอ่ ยน้เี ปน็ ประโยคความเดียวซ้อนอยใู่ นประโยคหลักไม่ต้อง
อาศัยบทเช่อื มหรือคาเช่ือม

ตวั อยา่ งประโยคความซ้อนที่เปน็ ประโยคย่อยทาหน้าที่แทนนาม
• แม่สอนลกู ใหเ้ ปน็ คนดี
ลกู เปน็ คนดี : ประโยคหลกั
แมส่ อน : ประโยคย่อยทาหน้าทเ่ี ปน็ บทประธาน
• ครสู ่งั ใหน้ ักเรียนทาการบ้าน
ครสู ่ังนกั เรียน : ประโยคหลกั
นกั เรยี นทาการบ้าน : ประโยคย่อยทาหน้าที่เปน็ บทกรรม

๒. ประโยคย่อยทท่ี าหน้าท่ีเป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรือบทขยายส่วนเตมิ เต็ม
(คณุ านปุ ระโยค) แลว้ แตก่ รณี มีประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อนั ผู้) เช่อื มระหว่างประโยคหลกั
กับประโยคยอ่ ย

ตวั อยา่ งประโยคความซอ้ นทปี่ ระโยคย่อยทาหน้าท่ีเป็นบทขยาย

• คนทป่ี ระพฤติดียอ่ ยมีคนยอมรบั นับถอื
ทีป่ ระพฤติ ขยายประธาน คน
- คน...ยอ่ มมีคนยอมรับนับถือ : ประโยคหลกั
- (คน) ประพฤตดิ ี : ประโยคยอ่ ย
• ฉันอาศยั อยบู่ า้ นซง่ึ อยทู่ างภาคอสี าน
ซ่ึงอยู่ทางภาคอสี าน ขยายกรรม บ้าน
- ฉนั อาศยั อยู่บา้ น : ประโยคหลัก
- (บ้าน) อยู่ทางภาคอสี าน : ประโยคย่อย

๓. ประโยคย่อยท่ีทาหน้าที่เป็นบทขยายคากริยา หรือบทขยายคาวเิ ศษณใ์ นประโยคหลกั
(วเิ ศษณานปุ ระโยค) มีคาเชือ่ ม เชน่ เมอ่ื จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ ซงึ่ เชอื่ มระหวา่ งประโยคหลักกบั
ประโยคยอ่ ย
ตัวอยา่ งประโยคความซ้อนทปี่ ระโยคย่อยทาหน้าทีเ่ ปน็ บทกรยิ าหรือบทขยายวเิ ศษณ์
• เขาสอบผ่านเพราะเขาตงั้ ใจเรียน
เขาสอบผ่าน : ประโยคหลัก
(เขา) ตัง้ ใจเรยี น : ประโยคยอ่ ยขยายกริยา

• ครูรักศษิ ย์เหมือนลูกคนหนึ่ง

ครูรกั ศิษย์ : ประโยคหลกั
ลกู คนหน่งึ : ประโยคยอ่ ย (ขยายส่วนเติมเตม็ ของกริยาเหมือน)

แบ่งตามลักษณะของประโยค
 ประโยคบอกเล่า
คือ ประโยคทมี่ ใี จความเพ่อื บอกให้ทราบ ว่าใครทาอะไร ทาที่ไหน ทาอยา่ งไร เปน็ การแจ้ง
เร่ืองราวให้ทราบ หรือบอกเรอื่ งราวตา่ ง ๆ เช่น

- ฉนั เปน็ คนไทย
- พอ่ ของฉันเปน็ ตารวจ

 ประโยคคาถาม
คือ ประโยคท่ีมีใจความเป็นคาถาม เพ่ือตอ้ งการคาตอบ คาท่เี ป็นคาถามจะอยตู่ ้นประโยค หรอื
ทา้ ยประโยคก็ได้ ประโยคคาถามมี 2 ลักษณะดังน้ี
- ประโยคคาถามทตี่ อ้ งการคาตอบรบั หรือปฏิเสธ มักมคี าที่ใช้ถามว่า หรือ หรอื ไม่ ไหน อยทู่ ้าย
ประโยคคาถาม เชน่

- วนั นฝ้ี นจะตกหรือไม่ ?
- เธอกาลงั จะไปไหน?

- ประโยคคาถามท่ีตอ้ งการคาตอบเป็นเนื้อความใหม่ มกั มีคาทใี่ ช้ถามว่า ใคร อะไร ทไี่ หน
เมอ่ื ไร อยา่ งไร เหตใุ ด เทา่ ใด คาเหล่าน้ีจะอยตู่ น้ ประโยคหรือทา้ ยประโยคก็ได้ เชน่

- วันหยุดเธอจะไปเทีย่ วทไี่ หน?
- ใครมาเขา้ แถวไมท่ ัน?

 ประโยคคาส่งั
คือ ประโยคท่ีบอกใหบ้ ุคคลอนื่ ทา หรือไม่ทาสง่ิ ใดส่ิงหนึง่ มกั จะละประธานไว้ เช่น

- ห้ามสง่ เสยี งดัง
- อย่าคุยกนั ในขณะรับประทางอาหาร

 ประโยคปฏิเสธ
คือ ประโยคท่มี ใี จความไมต่ อบรบั มเี นอื้ ความตรงกนั ข้ามกับประโยคบอกเล่า มกั ใช้คาว่า ไม่ ไม่ได้
ไม่ใช่ มิได้ เช่น

- เม่ือวานน้ีฉันไม่ไดม้ าโรงเรียนสาย
- ฉนั ไม่ไดไ้ ปเท่ียวต่างจงั หวัดกับครอบครัว

ประโยคแบ่งตามเจตนา
 ประโยคแจ้งใหท้ ราบ

คอื ประโยคทผี่ ้พู ูดหรอื ผู้เขียนแจ้งขอ้ ความ หรอื บอกเรื่องราวบางอย่างใหผ้ ้ฟู ัง หรอื ผู้อ่านได้
ทราบถึงขอ้ ความหรอื เร่ืองราวนั้น เช่น

- ฉนั เป็นนกั เรียน
- ในปา่ มสี ตั วม์ ากมาย
- พร่งุ นวี้ ันจนั ทร์

 ประโยคเสนอแนะ
เป็นประโยคท่ีผ้สู ื่อสารตอ้ งการแนะนาเสนอแนวความคิดใหก้ ับผรู้ ับสาร เช่น
- ทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ร่างกายจะแขง็ แรง
- ควรพกั ผ่อนใหเ้ พยี งพอจะไดไ้ มเ่ กดิ โรคแทรกซ้อน

 ประโยคขอร้อง

คือ ประโยคทีม่ ขี ้อความแสดงความต้องการใหช้ ่วยเหลือในลกั ษณะต่าง ๆ มกั จะมคี าว่า โปรด กรุณา
ช่วย วาน อย่หู น้าประโยค และมักจะมีคาว่า หนอ่ ย ซิ นะ อยู่ท้ายประโยค เช่น

- โปรดชว่ ยกนั รักษาความสะอาด

- กรุณาถอดรองเทา้ กอ่ นเข้าห้อง

 ประโยคห้าม
คอื ประโยคท่มี เี น้ือความบังคับหรอื สง่ั ให้ทา มกั จะมีคาว่า จง ต้อง อย่า ห้าม ซิ อยทู่ ้ายประโยค เช่น

- ห้ามจอดรถยนต์
- หา้ มนาอาหารเขา้ มาในห้องสมดุ
 ประโยคแสดงความต้องการ
คอื ประโยคท่ีมีเนือ้ ความต้องการทาสิ่งใดสงิ่ หนงึ่ มักมคี าวา่ ตอ้ งการ อยาก ปรารถนา ฯลฯ อยู่หลัง
ประธานและอยู่หนา้ กรยิ าสาคญั ของประโยค เช่น
- ฉนั ต้องการกาแฟสกั แก้ว
- ฉนั อยากพกั ผอ่ น

นางสาวรงุ่ ฤดี มาตรา รหสั นักศึกษา ๖๔๓๑๑๐๐๑๐๒๑๕


Click to View FlipBook Version