กลไกราคา
กลไกราคา(Price machanism)
กลไกราคา หมายถึง ภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงในระดับราคาสินค้าและ
บริการอันเกิดจากแรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทาน เมื่อผู้ผลิตพยายาม
ปรับปรุงการผลิตและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ดัง
นั้นจะเห็นได้ว่าราคาสินค้าและบริการเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนด
อุปสงค์และอุปทาน ตลอดจนเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนราคาให้เข้าสู่จุด
ดุลยภาพ เช่น เมื่อราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้วความ
ต้องการซื้อหรืออุปสงค์ก็จะลดลง แต่อุปทานของสินค้าและบริการจะเพิ่ม
ขึ้นกลไกราคาจะพบได้ในทุกตลาด ยกเว้น ตลาดแบบผูกขาด เพราะกลไก
ราคาจะเกิดได้เฉพาะตลาดที่มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ
ของตลาดเสรีหรือประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือเสรีนิยม
หรือระบบเศรษฐกิจแบบผสมเท่านั้น โดยระบบเศรษฐกิจเหล่านี้จะมีกลไก
ราคาเป็นตัวกำหนดว่าจะผลิตสินค้าปริมาณเท่าใดและราคาเท่าใด)
ตลาด หมายถึง การซื้อขายสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งหรือภาวะ
การณ์ในการซื้อขายสินค้านั้นๆ ซึ่งก็หมายถึงว่า การซื้อขายไม่
จำเป็นต้องมีตลาดเป็นตัวตน ผู้ซื้อและผู้ขายไม่จำเป็นต้องมา
พบกัน เพียงแต่ใช้เครื่องมือสื่อสารตกลงกัน
หน้ าที่ของการตลาด
การตลาด ซึ่งรวมถึงการรับเสี่ยงภัยและการขนส่ง ย่อมมีหน้ า
ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตในฐานะเป็ นขั้นหนึ่ งของกระบวนการ
ผลิต ทั้งนี้ก็เพราะ การผลิต ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นถือว่าจะมี
ผลผลิต ก็ต่อเมื่อสินค้าได้ถึงมือผู้บริโภคแล้ว เท่านั้น จึงพอสรุป
หน้ าที่ได้ ดังนี้
• แสวงหาอุปสงค์และคาดการณ์ล่วงหน้ าเกี่ยวกับอุปสงค์
• เสริมสร้างให้เกิดอุปสงค์
• สนองความต้องการอุปสงค์
อุปสงค์ (Demand)
อุปสงค์ หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการชนิดใด
ชนิดหนึ่งของผู้บริโภคที่เต็มใจจะซื้อและซื้อหามาได้ ณ ระดับราคา
ต่างๆที่ตลาดกำหนดให้ กล่าวคือ เมื่อผู้บริโภคมีความต้องการที่จะ
ซื้อสินค้าและบริการนั้นแล้ว ก็จะสามารถมีกำลังซื้อสินค้านั้นได้
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) หมายถึง ผู้บริโภคมีความ
ต้องการซื้อสินค้าและบริการในราคาต่ำ(ราคาถูก) ในปริมาณ
มากกว่าซื้อสินค้าในราคาสูง(ราคาแพง)
ปั จจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์การที่ผู้บริโภคจะทำการ
ซื้ อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ งในขณะใดขณะหนึ่ งเป็ นจำนวนเท่าใด
นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. ราคาสินค้าและบริการ (ตามกฎของอุปสงค์)
2. รายได้ของผู้บริโภค
3. รสนิยมของผู้บริโภค
4. สมัยนิยม
5. การโฆษณาและเทคนิคการตลาด
6. ราคาสินค้าหรือบริการอื่นๆที่ต้องใช้ร่วมกันหรือแทนกันได้
7. การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาของผู้บริโภค
8. พฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น ฤดูกาล การศึกษา
9. ภาวะเศรษฐกิจขณะนั้นๆ
อุปทาน (Supply)
อุปทาน หมายถึง ปริมาณสินค้า
และบริการที่ผู้ขายหรือผู้ผลิต
ยินดีขายหรือผลิตให้แก่ผู้ซื้อ ณ
ระดับราคาต่างๆตามที่ตลาด
กำหนดให้ กล่าวคือ เมื่อราคา
สินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ งเพิ่มสูงขึ้ น
ผู้ผลิตก็ยินดีที่จะเสนอขายมาก
ขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าชนิดนั้นลด
ลงปริมาณของอุปทานก็จะลดลง
ตามไปด้วย
กฎของอุปทาน (Law of Supply) หมายถึง ผู้ผลิตมีความต้องการ
เสนอขายสินค้าและบริการในราคาสินค้าและบริการที่สูง(ราคาแพง)
ในปริมาณมากกว่าราคาสินค้าและบริการที่ต่ำ(ราคาถูก)
ปั จจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุปทานการที่ผู้ผลิตจะผลิต
สินค้าเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อมากน้ อยเพียง
ใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังนี้
1. ราคาสินค้าและบริการในขณะนั้นๆ (กฎของอุปทาน)
2. ต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง (วัตถุดิบ)
3. เทคโนโลยีการผลิตที่นำมาใช้
4. ฤดูกาล
5. สภาวะของตลาดและภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น
6. การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาสินค้าและบริการของผู้ผลิต
(การเกิดกำไร)
7. จำนวนผู้ผลิตที่เป็นคู่แข่ง (ราคาสินค้าและบริการชนิดเดียวกันที่
มีการแข่งขันกัน)
การกำหนดราคา
ราคา หมายถึง มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลูกค้าจะต้อง
ชำระให้แก่ผู้ขายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการดังกล่าว สำหรับ
ราคาเป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสมการตลาดที่อ่อนไหว (Sensitive)
ต่อลูกค้ามากที่สุด
กล่าวคือ ถ้าหากในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงของราคาจะส่งผลต่อ
การตัดสินใจซื้อของลูกค้ามากที่สุด นั่นเอง
ราคาเกิดจาก ต้นทุนของสินค้าบวกกำไรที่ต้องการการบวกกำไร
ในการดำเนินธุรกิจจะต้องมีหลักการ เพื่อความเหมาะสมและ
ยุติธรรมกับลูกค้า ทั้งนี้เพื่อจริยธรรมทางธุรกิจที่จะต้องมีเสมอเมื่อ
มีการซื้อขาย แต่ในสภาวะเศรษฐกิจแล้วเมื่อเศรษฐกิจเติบราคาจะ
มีแนวโน้ มสูงตามไปด้วย
หลักการกำหนดราคา
ราคาของสินค้าและบริการจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของ
ตลาด เนื่องจากอุปสงค์จะแสดงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการซื้อ
สินค้าชนิดหนึ่งเป็นปริมาณเท่าใดในแต่ละระดับราคา ส่วนอุปทานจะ
เป็นการแสดงถึง พฤติกรรมของผู้ผลิตในการขายสินค้าชนิดนั้นเป็น
ปริมาณเท่าใดในแต่ละระดับราคา โดยปกติแล้วปริมาณความ
ต้องการซื้ อหรืออุปสงค์ในสินค้าไม่จำเป็ นจะต้องเท่ากับปริมาณความ
ต้องการเสนอขายหรือ อุปทานในสินค้า ณ ขณะใด พฤติกรรมการ
เปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าจะเป็ นไปตามกฎของอุปสงค์และ
อุปทานดังนี้
ถ้าอุปสงค์ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ งมีปริมาณมากกว่าอุปทาน
ของสินค้าชนิดนั้น ราคาสินค้านั้นจะมีแนวโน้ มสูงขึ้น และเมื่อราคา
สินค้าสูงขึ้นจะทำให้อุปทานเพิ่มขึ้น อุปสงค์ลดลง ตรงกันข้าม ถ้า
อุปสงค์มีปริมาณน้ อยกว่าอุปทาน ราคาสินค้านั้นจะมีแนวโน้ มลดลง
และเมื่อราคาสินค้าลดลงจะทำให้อุปทานลดลง อุปสงค์เพิ่มขึ้น การ
เปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าจะเคลื่อนไหว สลับ
ไปมาอย่างนี้เรื่อยไป จนกระทั่งเข้าสู่ดุลยภาพของตลาด ณ จุดที่
ปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน เราเรียกระดับราคาดังกล่าวว่า
ราคาดุลยภาพ equilibrium price
ดุลยภาพ (Equilibrium)
กลไกราคาทำงานโดยได้รับอิทธิพลจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่ง
เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ณเวลาใด เวลาหนึ่ง ถ้าปริมาณความ
ต้องการหรือปริมาณอุปสงค์ต่อสินค้าในตลาดมีมากเกินกว่า
ปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตจะยินดีขายให้ ราคาสินค้าก็มีแนวโน้ มที่จะ
ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนของสินค้า แต่ถ้าปริมาณ
สินค้าที่ผู้ผลิตประสงค์จะขายให้ผู้บริโภค หรือปริมาณอุปทานของ
สินค้ามีมากกว่าปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคประสงค์จะซื้อ ราคาสินค้า
นั้นก็จะมีแนวโน้ มลดต่ำลง เมื่อปริมาณอุปสงค์และปริมาณอุปทาน
เท่ากันราคาสินค้าจึงจะอยู่นิ่ง หรือที่เรียกว่า มีเสถียรภาพไม่ปรับ
ขึ้นลงอีก ยกเว้นว่า จะมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ตลาดต้องเปลี่ยนแปลง
ไป
สรุป การทำงานของกลไกราคาจะทำให้การจัดสรรทรัพยากร
สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่รัฐบาลไม่จำเป็น
ต้องเป็นผู้ตัดสินใจแทนผู้อื่น เพราะการแข่งขันระหว่างผู้ซื้อและผู้
ขาย จะทำให้สินค้ามีราคาที่สะท้อนความขาดแคลนของสินค้าหรือ
ทรัพยากรนั้นๆ ผู้ซื้อย่อมทราบดีถึงความต้องการที่แท้จริงของตน
เช่นเดียวกับผู้ผลิตก็ย่อมทราบดีกว่าผู้อื่นว่าต้นทุนการผลิตของ
ตนเองเป็นอย่างไร และสมควรตอบสนองความต้องการสินค้าใน
ท้องตลาดอย่างไร