มหาเวส
สันดรชาดก
กัณฑ์มัทรี
มหาเวสสันดรชาดก
ตอน กัณฑ์มัทรี
จัดทำโดย
นางสาวภัทรวดี เกลี้ยงสง
ม.5/6 เลขที่33
นำเสนอ
คุณครูสุวรรณ ชำนาญธุระกิจ
ประวัติผู้แต่ง
ผู้แต่งเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์
มัทรี คือ เจ้าพระยา พระคลัง นามเดิมว่า
หน เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า เดิม
เป็นหลวงสรวิชิต เคยตามเสด็จ
พระราชดำเนินราชการสงคราม ในสมัย
รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งหลวงสรวิชิตรับ
ราชการอยู่ที่กรุงธนบุรี มีความดีความ
ชอบมาก โดยเฉพาะฝีมือในการเรียบ
เรียงหนังสือ รัชกาลที่ ๑ จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งเป็นพระยาพิพัฒโกษา
ต่อมาตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังว่าง
ลง รัชกาลที่ 9 จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
พระยาพิพัฒโกษาขึ้นเป็นเจ้าพระยา พระ
คลัง (หน) พระยาพิพัฒโกษามีบุตรชาย ๒
คน คนหนึ่งเป็น จินตกวี และอีกคนหนึ่ง
เป็นครูพิณพาทย์ ส่วนบุตรหญิง คือ เจ้า
จอมมารดานิ่ม เป็นเจ้าจอมมารดาสมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร
ในรัชกาลที่ ๒
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๔๘ ใน
สมัยรัชกาลที่ ๑ หนังสือที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่งที่สำคัญ ได้แก่
มหาชาติกลอนเทศน์หรือเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี
โดยทั้งสองกัณฑ์นี้นับได้ว่าแต่งได้ดีเยี่ยม ไม่มีสำนวนของผู้ใดสู้ได้ แม้
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสจะได้ทรงนิพนธ์ขึ้น
อีกสำนวนหนึ่งในภายหลัง ก็ยังเว้นกัณฑ์ทั้งสองนี้ เพราะของเดิมดี
เยี่ยมอยู่แล้ว
ความเป็นมา
เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามี
ที่มาจากคัมภีร์ “จริยาปิฎก และคัมภีร์ “ชาดก” พระสุตตันตปิฎก หมวด
ขุททกนิกาย ซึ่งกล่าวถึงมูลเหตุของการตรัสเล่าเรื่อง มหาชาติว่า เมื่อ
ทรงตรัสรู้แล้วจึงเสด็จไปโปรดพระราชบิดาและพระประยูรญาติ ขณะที่
ประทับ ณ วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ เมื่อบรรดาพระประยูรญาติ
มาเฝ้า ต่างมีใจกระด้างด้วยทิฐิมานะ ถือตนมิยอมเคารพไหว้
พระพุทธเจ้าจึงแสดงปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปบนอากาศเหนือพระประยูร
ญาติ ยังให้สิ้นมานะละพยศในใจ บังเกิดศรัทธาเลื่อมใสและถวาย
อภิวาทบังคม เมื่อเหตุเป็นดังนั้น ก็เกิด ฝนโบกขรพรรษตกลงมาเป็น
เครื่องแสดงความปราโมทย์ยินดี ด้วยเหตุทรงละพยศในใจพระญาติ
ทั้งปวงให้ศรัทธาเลื่ อมใสได้
ภายหลังเมื่อพระราชบิดาและพระประยูรญาติทั้งปวงทูลลากลับ พระ
สาวกจึงได้ทูลถามถึง ความน่าอัศจรรย์ในเหตุแห่งฝนนี้ พระองค์จึง
ตรัสว่าฝนโบกขรพรรษที่ตกมานี้ไม่อัศจรรย์เลย เพราะ ในชาติก่อนเมื่อ
ครั้งที่พระองค์ยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร
นั้น ฝนชนิดนี้ ก็เคยตกมาแล้วครั้งหนึ่ง พระสาวกทั้งหลายจึงกราบทูล
อาราธนาให้ทรงเล่าเรื่องนี้ พระองค์จึง ทรงเทศน์เรื่องมหาเวสสันดร
ชาดก เพราะฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่าฝนโบกขรพรรษเป็นสาเหตุที่ ทำให้
พระพุทธเจ้าทรงเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบพระ
ชาติสุดท้ายก่อนบรรลุ ธรรมวิเศษ โดยแต่ละพระชาติทรงบำเพ็ญ
บารมีแตกต่างกัน ดังนี้
ลักษณะคำประพันธ์
มหาเวสสันดรชาดกที่เป็นมหาชาติกลอนเทศน์ มีลักษณะคำประพันธ์
เป็นร่าย อ้ายยาวทีม คาถาบาลีนํ
ร่ายยาว บทหนึ่งไม่จำกัดจำนวนวรรค ซึ่งนิยมตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไป
โดยแต่ละวรรคไม่จำกัด จำนวนคำ แต่ไม่ควรน้อยกว่า ๕ คำ ซึ่งคำ
สุดท้ายของวรรคหน้าจะส่งสัมผัสไปวรรคหลังคำใดก็ได้ เว้นคำสุดท้าย
และอาจจบลงด้วย “คำสร้อย” (คำสร้อย เช่น ฉะนี้ ดังนี้ นั้นเถิด นั้นแล
แล้วแล ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น) ดังแผนผังและตัวอย่างบทประพันธ์
ดังนี้
เรื่องย่อ
พระนางมัทรีฝันร้ายว่ามีบุรุษมาทำร้าย จึงขอให้พระเวสสันดรทำนาย
ฝันให้ แต่พระนางก็ยังไม่สบายพระทัย ก่อนเข้าป่า พระนางฝากพระ
โอรสกับพระธิดากับพระเวสสันดรให้ช่วยดูแล หลังจากนั้นพระนางมัทรี
ก็เสด็จเข้าป่าเพื่อหาผลไม้มาปรนนิบัติพระเวสสันดรและสองกุมาร
ขณะที่อยู่ในป่า พระนางพบว่าธรรมชาติผิดปกติไปจากที่เคยพบเห็น
เช่นต้นไม้ที่เคยมีผลก็กลายเป็นต้นที่มีแต่ดอก ต้นที่เคยมีกิ่งโน้มลงมา
ให้พอเก็บผลได้ง่าย ก็กลับกลายเป็นต้นตรงสูงเก็บผลไม่ถึง ทั้ง
ท้องฟ้าก็มืดมิด ขอบฟ้าเป็นสีเหลืองให้รู้สึกหวั่นหวาดเป็นอย่างยิ่ง ไม้
คานที่เคยหาบแสรกผลไม้ก็พลัดตกจากบ่า ไม้ตะขอที่ใช้เกี่ยวผลไม้
พลัดหลุดจากมือ ยิ่งพาให้กังวลใจยิ่งขึ้นบรรดาเทพยดาทั้งหลายต่าง
พากันกังวลว่า หากนางมัทรีกลับออกจากป่าเร็วและทราบเรื่องที่พระ
เวสสันดร ทรงบริจาคพระโอรสธิดาเป็นทาน ก็จะต้องออกติดตามพระ
กุมารทั้งสองคืนจากชูชก พระอินทร์จึงส่งเทพบริวาร 3 องค์ให้แปลง
กายเป็นสัตว์ร้าย 3 ตัว คือราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง ขวางทาง
ไม่ให้เสด็จกลับอาศรมได้ตามเวลาปกติ เมื่อล่วงเวลาดึกแล้วจึงหลีก
ทางให้พระนางเสด็จกลับอาศรม เมื่อพระนางเสด็จกลับถึงอาศรมไม่
พบสองกุมารก็โศกเศร้าเสียพระทัย เที่ยวตามหาและร้องไห้คร่ำครวญ
พระเวสสันดรทรงเห็นพระนางเศร้าโศก จึงหาวิธีตัดความทุกข์โศก
ด้วยการแกล้งกล่าวหานางว่าคิดนอกใจคบหากับชายอื่น จึงกลับมาถึง
อาศรมในเวลาดึก เพราะทรงเกรงว่าถ้าบอกความจริงในขณะที่พระนาง
กำลังโศกเศร้าหนักและกำลังอ่อนล้า พระนางจะเป็นอันตรายได้ ใน
ที่สุดพระนางมัทรีทรงคร่ำครวญหาลูกจนสิ้นสติไป ครั้นเมื่อฟื้ นขึ้น
พระเวสสันดรทรงเล่าความจริงว่า พระองค์ได้ประทานกุมารทั้งสองแก่
ชูชกไปแล้วด้วยเหตุผลที่จะทรงบำเพ็ญทานบารมี พระนางมัทรีจึงทรง
ค่อยหายโศกเศร้าและทรงอนุโมทนาในการบำเพ็ญทานบารมีของพระ
เวสสันดรด้วย
เนื้อเรื่องจาก
บทความ
ตโย เทวปุตตา ส่วนเทพเจ้าทั้งสามองค์ได้ทรงฟังพระเสาวนีย์ พระ
มัทรีเธอไหว้วอน ขอหนทาง พระพักตร์นางนองไปด้วยน้ำพระเนตร
เทพเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ ก็พากันอุฏฐาการ คลาไคลให้มรดาแก่นาง
พระยามัทรี พอแจ่มแจ้งแสงสีศศิธรนางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า เปลื้อง
เอา พระภูษามาคาดพระถันให้มั่นคง วิ่งพลางนางทรงกันแสงพลาง ยะ
เหยาะเหล่าทุกผีย่างไม่หย่อนหยุด พักหนึ่งก็ถึงที่สุดบริเวณพระอาวาส
ที่พระลูกเจ้าเคยประพาสแล่นเล่น ประหลาดแล้วแลไม่เห็น ก็ใจหาย ดั่ง
ว่าชีวิตนางจะวางวายลงทันที จึงตรัสเรียกว่าแก้วกัณหาพ่อชาลีของ
แม่เอ่ย แม่มา ถึงแล้ว เหตุไฉนไยพระลูกแก้วจึงมิมาเล่าหลากแก่ใจ แต่
ก่อนแต่ไรสิพร้อมเพรียง เจ้าเคยวิ่งระ เรียงเคียงแข่งกันมาคอยรับ
พระมารดา ทรงพระสรวลสำรวลร่าระรื่นเริงรีบรับเอาขอคาน แล้วก็พา
กันกราบกรานพระชนนี พ่อชาลีเจ้าเลือกเอาผลไม้
เนื้อเรื่องจาก
บทความ
แม่กัณหาฉะอ้อนวอนไหว้ว่าจะเสวยนม ผทมเหนือพระเพลาพลาง
ฉอเลาะแม่นี้ต่างๆ ตามประสาทารกเจริญใจ วจฉา พาลาว มาตร์ มี
อุปไมย เสมือนหนึ่งลูกทรายทรามคะนองปองที่ว่าจะชมแม่เมื่อสายัณห์
โอพระจอมขวัญของแม่เอ่ย เจ้ามิเคยได้ความยากย่างเท้าลงเหยียบ
ดิน ริ้นก็มิได้ไต่ไรก็มิได้ตอม เจ้าเคยฟังแต่เสียงพี่เลี้ยงเขา ขับกล่อม
บำเรอด้วยดุริยางค์ ยามบรรทมธุลีลมก็มิได้พัดมาแผ้วพาน แม่สู้
พยาบาลบำรุงเจ้าแต่ เยาว์มา เจ้ามิได้ห่างพระมารดาสักหายใจ โอความ
เข็ญใจในครั้งนี้นี่เหลือขนาด สิ้นสมบัติพลัด ญาติยังแต่ตัวต้องไปหา
มาเลี้ยงลูกและเลี้ยงตัวทุกเวลา แม่มาสละเจ้าไว้เป็นกำพร้าทั้งสององค์
ห์สาว เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษิน ปราศจากมุจลินท์ไปตกคลุก
ในโคลนหนองสิ้นสีทอง อันผ่องแผ้ว แม่กลับเข้ามาถึงแล้วได้เชยชม
ชื่นสบาย ที่เหนื่อยยากก็เสื่อมหายคลายทุกข์ทุเลาลง ลืมสมบัติทั้ง
วงศาในวังเวียง โอแต่ก่อนเอยแม่เคยได้ยินเสียงเจ้าเจรจาแล้วๆ อยู่
ตรงนี้ อิท ปทวลญช์ นั่นก็รอยเท้าพ่อชาลี นี่ก็บทศรีแม่กัณหา
พระมารดายังแลเห็น โน่นก็กรวดทราย เจ้า ยังรายเล่นเป็นกองๆ
สิ่งของทั้งหลายเป็นเครื่องเล่นยังเห็นอยู่ น ทิสสเร แต่ลูกรักทั้งคู่ ไป
อยู่ไหนไม่เห็นเลย อยู๋ โส อสฺสโม โอพระอาศรมเจ้าเอ๋ยน่าอัศจรรย์ใจ
แต่ก่อนดูนี่สุกใสด้วยสีทอง เสียงเนื้อนกนี่ร่ำร้องสำราญรังเรียกคู่คู่
ขยับขัน ทั้งจักจั่นพรรณลองในเรไรร้องอยู่หริ่งๆ ระเรื่อยโรย โหย
สำเนียงดั่งเสียงสังคีตขับประโคมไพร โอเหตุไฉนเหงาเงียบเมื่อยามนี้
ทั้งอาศรมก็หมองศรี เสมือนหนึ่งว่าจะเศร้าโศก เออชะรอยว่าพระเจ้า
ลูกจะวิโยคพลัดพรากไปจากอกพระมารดา เสียจริงแล้วกระมังในครั้งนี้
นางก็กลับเข้าไปทูลพระราชสามีด้วยสงสัยว่า พระพุทธเจ้าข้า ประหลาด
ใจกระหม่อมฉัน
เนื้อเรื่องจาก
บทความ
อันสองกุมารไปอยู่ไหนไม่แจ้งเหตุหรือพากันไปเที่ยวลับพระเนตร นอก
ตำแหน่ง สิงห์สัตว์ที่ร้ายแรงคะนองฤทธิ์มาพานพบขบกัดตัดชีวิตพระ
ลูกข้าพาไปกินเป็น อาหาร ถึงกระนั้นก็จะพบพานซึ่งกเลวระร่าง มิเลือด
ก็เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอัน แต่พอแม่ได้รู้ สำคัญว่าเป็นหรือตาย สุด
ที่แม่จะมุ่งหมายสุดประมาณแล้ว จึงตรัสว่า โอ้เจ้าแว่นแก้วส่องสว่าง
อกของแม่เอ่ย แม่เคยได้รับขวัญเจ้าทุกเวลา เป็นไรเล่าเจ้าจึงไม่มา
เหมือนทุกวัน มตา หรือว่า พระลูกเจ้าอาสัญสูญสิ้นพระชนมานอยู่ในป่า
พระหิมพานต์นี้แล้วแล
ข้อคิด
ความรักของแม่ที่มีต่อลูก
เห็นได้จากความกังวลที่เกิดขึ้นเมื่อมีลางร้าย หรือความเศร้าโศก
เสียใจเมื่อพระนางมัทรีไม่เจอลูกอยู่ในอาศรม สะท้อนให้เห็นว่าลูกเป็น
แก้วตาดวงใจของพ่อแม่ที่ไม่ว่ายุคสมัยไหน ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข
ของพ่อแม่ยังเป็นเรื่องคลาสสิกที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
ความเชื่อเรื่องการทำนายฝัน หรือโชคลาง
แม้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แต่ความ
เชื่อเรื่องดวงชะตา การทำนายฝัน หรือโชคลางยังคงอยู่ในสังคมไทย
มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะลดน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งอาจมาจาก
ความเชื่อหรือสิ่งที่มองไม่เห็นยังสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้าง
ความสบายใจให้กับผู้คนได้ โดยเฉพาะเรื่องอนาคตหรือเรื่องที่เราไม่
สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า ขณะที่บางเรื่องอาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลง
ไปแล้วในสังคมปัจจุบัน
ขอบคุณค่ะ