The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงาน พี่สอนน้องทำบัญชี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-03 12:19:09

พี่สอนน้องทำบัญชี

โครงงาน พี่สอนน้องทำบัญชี

โครงงาน พ่สี อนนอ้ งทาบญั ชี
Accounting is taught by sister.

นางสาวนิศารัตน์ คายา
นางสาวเพญ็ นภา วงศเ์ ชษฐา

โครงงานนี้เป็นส่วนหน่งึ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู รประกาศนยี บัตรวชิ าชีพชนั้ สงู
ประเภทวชิ าบรหิ ารธรุ กจิ สาขาวชิ าการบญั ชี
วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาเชียงใหม่
ปีการศึกษา 2564

โครงงาน พส่ี อนนอ้ งทาบญั ชี
Accounting is taught by sister.

จัดทาโดย
นางสาวนศิ ารัตน์ คายา
นางสาวเพ็ญนภา วงศ์เชษฐา
นกั ศึกษา ชั้น ปวส. 2/4 สาขาการบญั ชี

ครทู ่ปี รกึ ษาโครงงาน/ครูประจาวชิ าโครงงาน
นางภทั รานษิ ฐ์ พัชรศิ วโรจน์

โครงงานนเี้ ป็นส่วนหนงึ่ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตรประกาศนียบตั รวชิ าชีพชัน้ สงู
ประเภทวชิ าบริหารธรุ กจิ สาขาวชิ าการบญั ชี
วิทยาลัยอาชีวศกึ ษาเชยี งใหม่
ปกี ารศกึ ษา 2564



ใบรับรอง
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาเชียงใหม่

เร่อื ง โครงงานพีส่ อนนอ้ งทาบัญชี

จัดทาโดย นางสาวนิศารัตน์ คายา รหสั 63302010110

นางสาวเพญ็ นภา วงศเ์ ชษฐา รหัส 63302010114

ได้รับการรบั รองใหน้ บั เป็นส่วนหน่ึงของการศกึ ษาตามหลกั สูตรประกาศนยี บตั รวิชาชีพ
ชน้ั สูง สาขาวิชาการบัญชี ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ

...................................... หัวหน้าแผนกวชิ า ..................................รองผอู้ านวยการฝ่ายวชิ าการ

(นางจนั ทรา เทพาคา) (นางจันทมิ า สัตยาภรณ)์

วนั ท.่ี ......เดอื น..................พ.ศ........ วันท่.ี ......เดือน..................พ.ศ.........

คณะกรรมการสอบโครงการ

...........................................................ประธานกรรมการ
(นางจันทรา เทพาคา)

...........................................................กรรมการ
(นางสาวอริชาภัสร์ อินตะ๊ จักร์)

...........................................................กรรมการและเลขานกุ าร
(นางภัทรานิษฐ์ พัชรศิ วโรจน์)



ชอ่ื : นางสาวนิศารตั น์ คายา และ นางสาวเพ็ญนภา วงศ์เชษฐา
ชอ่ื โครงงาน : โครงงานพ่สี อนนอ้ งทาบัญชี
สาขาวิชา : การบญั ชี
ประเภทวชิ า : บริหารธุรกจิ
ครูประจาวิชาโครงงาน : นางภทั รานษิ ฐ์ พชั รศิ วโรจน์
ครทู ่ปี รกึ ษาโครงงาน : นางภทั รานิษฐ์ พชั รศิ วโรจน์
ปกี ารศกึ ษา : 2564

บทคัดยอ่

โครงงาน พีส่ อนนอ้ งทาบัญชี ณ บา้ นห้วยบง ตาบลทาเหนอื อาเภอแมอ่ อน จังหวัด
เชยี งใหม่ และ หมู่บ้านแปลง 4 ตาบลมืดกา อาเภอดอยเต่า จังหวดั เชียงใหม่ โดยมวี ัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ใหส้ มาชิกผู้เขา้ ร่วมโครงงานทราบถึงรายรับ-รายจา่ ย ของตนเองและสามารถบรหิ ารการใช้
จา่ ยให้เกิดประโยชนส์ งู สุด 2. เพื่อประเมนิ ความพึงพอใจในการจดั ทาโครงงานพี่สอนน้องทาบัญชี
ระหวา่ งวันท่ี 10 ธนั วาคม 2564 ถึงวนั ที่ 31 มกราคม 2565

ผู้ตอบแบบสอบถามระดับความพึงพอใจด้านผใู้ หค้ วามรู้ โดยรวมอย่ใู นระดับมาก
( =̅ 4.47) โดยเรียงลาดับจากจานวนมากไปหาจานวนนอ้ ย นักศกึ ษามมี นษุ ยส์ มั พนั ธท์ ่ีดแี ละเป็น
กนั เอง ( =̅ 4.65) การเตรียมตัวของนกั ศึกษาเหมาะสม มากน้อยเพยี งใด ( =̅ 4.60) นกั ศกึ ษาใช้
คาพูดทเี่ ขา้ ใจง่ายและสุภาพ ( =̅ 4.60) นกั ศกึ ษาอธิบายเก่ียวกับบญั ชรี ายรบั -จา่ ย ( =̅ 4.50) ทา่ นพึง
พอใจกบั การให้ความรู้ ( =̅ 4.50) ทา่ นคิดวา่ แบบฟอรม์ ทีน่ กั ศกึ ษานามาใหม้ คี วามสะดวกและง่ายต่อ
การทาบญั ชี ( =̅ 4.35) เวลาทใ่ี ชเ้ หมาะสมกบั เน้ือหาทสี่ อน ( =̅ 4.35) ทา่ นมคี วามเข้าใจในสิ่งที่
นกั ศึกษาอธบิ าย ( =̅ 4.25) ผู้ตอบแบบสอบถามระดับความพึงพอใจด้านผู้เขา้ รว่ มโครงงาน โดยรวม
อยูใ่ นระดบั มาก ( =̅ 4.42) โดยเรยี งลาดับจากจานวนมากไปหาจานวนน้อย การทาบญั ชรี ายรับ-
รายจา่ ยมีประโยชน์ ( =̅ 4.65) รู้จกั วางแผนในการใชเ้ งนิ และมวี ินัยในการใชจ้ า่ ยเงิน ( =̅ 4.45) ทา่ นมี
ความพงึ พอใจในการทาบญั ชรี ายรับ-รายจา่ ย ( =̅ 4.40) การทาบญั ชีชว่ ยปรับเปลีย่ นนิสัยการใช้จ่าย
( =̅ 4.35) รจู้ ักเก็บออมและใชจ้ ่ายอย่างประหยัด ( =̅ 4.25)



กติ ติกรรมประกาศ

โครงงานพสี่ อนนอ้ งทาบัญชโี ครงงานพ่ีสอนนอ้ งทาบญั ชเี รือ่ งการทาบญั ชีรับ-จา่ ย จัดทาขึน้
โดยมวี ัตถุประสงคเ์ พ่อื ศึกษาเรียนรูว้ ิธีการจดั ทาบัญชีรบั -จา่ ย เพอ่ื เปน็ แนวทางในการออมเงนิ ใน
ชวี ติ ประจาวนั (ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง) และไดจ้ ัดทาบญั ชรี บั -จ่าย เพื่อทจี่ ะได้รู้ว่าในแต่
ละวนั เราใชจ้ า่ ยเงนิ ไปมากนอ้ ยเพียงใดและมเี งนิ เกบ็ เหลือเทา่ ใด การดาเนนิ โครงงานในคร้งั น้เี ปน็ ได้
ไปอย่างมรี ะบบ

คณะผู้จดั ทาหวงั เปน็ อย่างยง่ิ ว่า โครงงานนคี้ งจะเป็นประโยชนต์ ่อผ้ทู ่ีสนใจศึกษาไม่
มากกน็ อ้ ย อีกทั้งเป็นการสง่ เสรมิ ให้เดก็ ไทยและประชาชนไดห้ นั ออกมาประหยัด อดออมกันมากขึ้น

นศิ ารตั น์ คายา
เพญ็ นภา วงศ์เชษฐา

ผจู้ ดั ทา

สารบญั ง

เร่ือง หน้า

ใบรบั รองโครงงาน ก
บทคัดยอ่ ข
กิตติกรรมประกาศ ค
สารบัญ ง
สารบัญ (ต่อ) จ
สารบัญตาราง ฉ
สารบญั รปู ภาพ ช
บทที่ 1 บทนา
1
1.1 ความเปน็ มาและความสาคัญโครงงาน 2
1.2 วัตถปุ ระสงคข์ องโครงงาน 2
1.3 ขอบเขตของโครงงาน 2
1.4 ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รับ
บทท่ี 2 แนวคดิ และทฤษฎแี ละงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง 3
2.1 ความรูเ้ กย่ี งกับโครงงานทที่ า 5
2.2 ทฤษฎที เี่ กยี่ วขอ้ ง 10
2.3 ประวัติวิทยากร/ทป่ี รกึ ษาโครงงานและสถานประกอบการ 10
2.4 งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
บทที่ 3 วธิ ีการดาเนนิ โครงงาน 12
3.1 รปู แบบของโครงงาน 12
3.2 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ งโครงงาน 12
3.3 ขน้ั ตอนการดาเนนิ งาน 16
3.4 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
บทที่ 4 ผลการดาเนนิ งาน 17
4.1 ผลการดาเนินโครงงาน 20
4.2 อภิปรายผลและการวเิ คราะห์ขอ้ มูล



สารบญั (ต่อ) หน้า

เรือ่ ง 22
24
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายและขอ้ เสนอแนะ 25
5.1 สรปุ ผลการดาเนินงาน
5.2 ขอ้ เสนอแนะและการพฒั นา 28
33
บรรณานกุ รม 36
43
ภาคผนวก 45
51
ภาคผนวก ก เคา้ โครงร่างโครงงาน 50
ภาคผนวก ข เอกสารประกอบ (ภาพถา่ ย)
ภาคผนวก ค แบบบันทกึ ความพึงพอใจ 62
ภาคผนวก ง แบบบนั ทกึ การปฏบิ ตั งิ าน 64
ภาคผนวก จ แบบเสนออนุมัติโครงงาน
ภาคผนวก ฉ คณะกรรมการอนมุ ตั ิโครงงานและคณะกรรมการประเมนิ โครงงาน
ภาคผนวก ช เเบบสอบถามประเมินความพงึ พอใจ

ในการเยยี่ มชมการนาเสนอโครงงาน
ภาคผนวก ซ รปู นาเสนอโครงงาน
ประวตั ิผู้จดั ทา

สารบญั ตาราง ฉ
เร่อื ง
หน้า
ตารางที่ 3.1 วิเคราะหข์ อ้ มูลเพอื่ การตดั สินใจเลอื กโครงงาน
ตารางท่ี 3.2 ปฏทิ ินการปฏิบตั งิ าน 13
ตารางที่ 4.1 การจาแนกเพศของผ้ตู อบแบบสอบถาม 15
ตารางที่ 4.2 การจาแนกอายุของผตู้ อบแบบสอบถาม 18
ตารางที่ 4.3 การจาแนกระดับการศกึ ษาของผู้ตอบแบบสอบถาม 18
ตารางที่ 4.4 ระดับความพึงพอใจด้านผู้ใหค้ วามรู้ 19
ตารางที่ 4.5 ระดบั ความพงึ พอใจดา้ นผู้เขา้ รว่ มโครงงาน 20
21

สารบญั รูปภาพ ช
เรอื่ ง
หน้า
ภาพที่ 4.1 แผนภมู แิ สดงการจาแนกเพศของผตู้ อบแบบสอบถาม
ภาพที่ 4.2 แผนภมู ิแสดงการจาแนกอายขุ องผู้ตอบแบบสอบถาม 17
ภาพที่ 4.3 แผนภมู จิ าแนกระดับการศกึ ษาของผ้ตู อบแบบสอบถาม 18
ภาพที่ 4.4 แผนภูมิแสดงความพงึ พอใจด้านผใู้ ห้ความรู้ 19
ภาพที่ 4.5 แผนภูมิแสดงความพึงพอใจดา้ นผู้เข้าร่วมโครงงาน 20
21

บทที่ 1

บทนำ

1.1 ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของโครงงำน

จากสภาวะสังคมในปจั จุบนั ทีเ่ ตม็ ไปดว้ ยกระแสวัตถุนยิ ม และความฟุม่ เฟอื ยฟุง้ เฟอ้ จนทาให้
เยาวชนไทยของเรา หลงเดินทางผิดไปตามกระแสนิยมจนกลายเปน็ ปญั หาโดยเฉพาะปญั หาความ
อยากได้ อยากมี ที่ไมม่ วี ันจบสิน้ อยา่ งไรก็ตามปัญหาน้กี ็ยงั มที างออก ซง่ึ การจะดารงชีวิตใหอ้ ย่รู อด
ภายใต้ สังคมในปจั จุบนั แนวทางหนึ่งทีเ่ ยาวชนไทยเราควรยึดถือคอื การพึ่งตนเอง รูจ้ ักความ
พอประมาณและไม่ประมาท ตามแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพยี ง”ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว
ที่ทรงมองเหน็ ถึงความสาคญั ของการสรา้ งภูมิค้มุ กันให้กบั ตวั เอง รู้จกั ความพอมีพอกิน พอมพี อใช้
คานงึ ถึงหลักเหตผุ ล และการประมาณตนเองพร้อมกับทรงเตอื นสติประชาชนคนไทยไม่ใหป้ ระมาท
โดยเฉพาะการใช้จา่ ยเงนิ อันเป็นปัจจยั สาคัญในการดาเนินชวี ติ ทงั้ น้เี ราจึงรจู้ ักทาบัญชรี ายรับรายจ่าย
เพ่ือท่ีจะไดเ้ ป็นการประมาณตนเองวา่ ไม่ควรใชจ้ า่ ยมากจนเกนิ ไป
การทาบญั ชีรายรบั – รายจ่าย คอื การจดบนั ทกึ ขอ้ มูลเกีย่ วกับเงือ่ นไขปจั จัยในการดารงชีวิตของ
ตวั เอง ขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการบนั ทึกจะเปน็ ตัวบง่ ชอ้ี ดตี ปจั จบุ ันและอนาคตของชวี ิตตวั เองสามารถนา
ข้อมูลในอดีต มาบอกในปัจจบุ ันและในอนาคตได้ ข้อมลู ทไ่ี ดบ้ ันทกึ ไวจ้ ะเป็นประโยชนต์ ่อการวางแผน
ชวี ติ ของเราได้ อกี ดว้ ย หากเยาวชนทกุ คนจดบนั ทกึ จะมปี ระโยชนต์ ่อตนเอง ครอบครวั ชมุ ชนและ
ประเทศจะเป็นแหล่ง เรยี นรู้ ครอบครัวเรยี นรู้ ชุมชนเรียนร้แู ละประเทศเรียนรูก้ ารเรยี นร้เู ป็นทม่ี าของ
ปญั ญา ปัญญาเปน็ ทมี่ าของความเจริญทง้ั กาย สังคม ใจและจิตวิญญาณของมนุษย์จะเหน็ ว่า การทา
บญั ชีหรือการจดบันทกึ นี้ สาคญั ยง่ิ ใหญ่มากบุคคลสาคญั ในประเทศหลายทา่ นเป็นตวั อยา่ งทดี่ ขี องการ
จดบนั ทึก เชน่ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวภมู ิพลอดุลยเดช
และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารีลว้ นเปน็ นกั บันทกึ ทั้งสนิ้ การบันทึก คือ การ
เขยี น เมือ่ มกี ารเขยี นย่อมมกี ารคิดเมื่อมีการคิดยอ่ มกอ่ ปัญญา แกไ้ ขปัญหาไดโ้ ดยใชเ้ หตุผลวเิ คราะห์
พจิ ารณาได้ถกู ต้อง นั่นคอื ทางเจริญของมนษุ ย์

ดงั นน้ั คณะผจู้ ัดทาจงึ ไดจ้ ัดทาโครงงานพ่ีสอนน้องทาบัญชีรับ-จ่าย เพอื่ พฒั นาการบันทกึ บญั ชี
ของผู้เขา้ ร่วมโครงงาน และเพอื่ สง่ เสรมิ การดาเนนิ ชีวติ ตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพยี ง รู้จักการออม
ใช้เงนิ อย่างประหยดั ค้มุ คา่ ไม่ฟมุ่ เฟือย

2

1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงำน

1.2.1 เพอ่ื ให้สมาชิกผเู้ ข้ารว่ มโครงงานทราบถงึ รายรบั -รายจ่าย ของตนเองและสามารถบริหาร
การใช้จ่ายใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุด

1.2.2 เพอื่ ประเมนิ ความพึงพอใจในการจดั ทาโครงงานพ่สี อนนอ้ งทาบญั ชี

1.3 ขอบเขตของโครงงำน

1.3.1 เปา้ หมายเชงิ คุณภาพ
1.3.1.1 นกั เรียนรักในการออมอย่างสม่าเสมอและย่ังยนื
1.3.1.2 ทาใหน้ กั เรยี นมีจริยธรรมในการออม

1.3.2 เป้าหมายเชิงปรมิ าณ
1.3.2.1 จัดทาสมุดบญั ชรี บั -จ่าย เปน็ ระยะเวลา 1 เดือน ต้ังแต่ 10 ธันวาคม 2564 ถึง

วนั ท่ี 31 มกราคม 2565
1.3.2.2 สมดุ บัญชรี บั -จา่ ย จานวน 20 เล่ม

1.3.3 ระยะเวลาและสถานทด่ี าเนินงาน
1.3.3.1 หมู่บ้านห้วยบง หมทู่ ี่ 3 ตาบลทาเหนอื อาเภอแม่ออน จงั หวดั เชยี งใหม่ 50130

และหมบู่ ้านแปลง 4 หมู่ 3 ตาบลมืดกา อาเภอดอยเต่า จงั หวัดเชียงใหม่ 50260
1.3.3.2 ระยะเวลา ตั้งแต่วนั ท่ี 10 ธันวาคม 2564 ถงึ วนั ท่ี 20 มกราคม 2565

1.4 ประโยชนท์ คี่ ำดวำ่ จะไดร้ บั

1.4.1 ผเู้ ขา้ รว่ มโครงงานมกี ารบันทึกบัญชีรายรบั -รายจา่ ยทีเ่ ป็นระบบมีความรเู้ กย่ี วกบั การ
จดบนั ทกึ บญั ชรี ายรับ-รายจา่ ยเพิม่ มากขึ้นและสามารถบนั ทึกบญั ชีการใชเ้ งนิ ไดด้ ว้ ยตนเอง

1.4.2 นกั ศกึ ษาได้ทกั ษะในการทางานรว่ มกนั และการรจู้ ักทาตนใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คม
1.4.3 ผูเ้ ข้ารว่ มโครงงานตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องการวางแผนทางการเงนิ
1.4.4 ทาให้เกดิ ความสามคั คกี นั ระหว่างสมาชกิ ในกล่มุ ของเรา สามารถทางานรว่ มกนั ไดด้ ี
1.4.5 เพอื่ เป็นการสรา้ งสรรคส์ งิ่ ดๆี ใหแ้ กส่ ังคม

บทท่ี 2
แนวคิดและทฤษฎแี ละงำนวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง

การดาเนนิ โครงงานการพ่ีสอนน้องทาบญั ชี ณ หม่บู ้านห้วยบงหมู่ 3 ตาบลทาเหนือ อาเภอแมอ่ อน
จงั หวดั เชียงใหม่ และหมู่บา้ นแปลง 4 หมู่ 3 ตาบลมืดกา อาเภอดอยเต่า จังหวัดเชยี งใหม่ ระหวา่ ง
วนั ท่ี 10 ธันวาคม 2564 ถงึ วนั ที่ 31 ธนั วาคม 2564 โดยมีเอกสารทฤษฎีและงานวิจัยทเี่ ก่ียวขอ้ ง
ดังต่อไปน้ี
ความรเู้ ก่ยี วกับโครงการทที่ า
ทฤษฎที เ่ี กยี่ วข้อง
ประวตั ิวทิ ยากร/ทีป่ รกึ ษาโครงงานและสถานประกอบ

2.4 งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง

2.1 ควำมรเู้ กีย่ วกบั โครงกำรทีท่ ำ

2.1.1 ประวตั ิควำมเปน็ มำอำเภอแมอ่ อน
เมอื งออนโบราณ ตั้งเมืองเปน็ แนวยาวตามลานา้ แมอ่ อน เปน็ ชมุ ชนใหญ่ มแี หล่งผลติ เครื่องปั้น ดิน
เผา ทีใ่ ชไ้ ฟสงู พบเตาเผาในตาบลออนใต้ จานวน 83 เตา กระจายตามลาหว้ ยแมล่ านซง่ึ สะทอ้ นถงึ ภูมิ
ปัญญา และเทคโนโลยกี ารทาเครอ่ื งปัน้ ดนิ เผาตลอดจนถงึ ฐานะทางเศรษฐกจิ ท่เี ป็นแหลง่
เคร่อื งปน้ั ดินเผาท่เี รยี กสมยั ต่อมาว่า เครอื่ งถว้ ยสันกาแพง (ไกรศรี นมิ มานเหมนิ ทร์ เคร่อื งถว้ ยสัน
กาแพง 2503)
เมอ่ื มีความเจรญิ ขน้ึ จงึ ได้รบั การยกฐานะเป็นอาเภอ ซง่ึ ในสมยั นัน้ เรยี กวา่ “แขวงแมอ่ อน”อยู่ในการ
ปกครองของนครเชยี งใหม่ จนกระทัง่ ถึง พ.ศ. 2445 รชั สมยั ของพระเจา้ อนิ ทวโรรส ไดเ้ กดิ กบฏเงี้ยวท่ี
อาเภอแพร่ และที่แขวงแม่ออน มชี าวเงีย้ ว 11 คน มีอาวธุ ครบมือบุกปล้นโรงกลั่นสรุ าท่ีบ้านปา่ ไผ่
ตาบลแชช่ า้ ง แล้วเผาที่ทาการแขวงแม่ออน เสียหายท้งั หลัง ประกอบกบั แขวงแม่ออน มอี าณาเขตที่
กวา้ งขวาง ท้องท่ตี าบลอยไู่ กลจากอาเภอเจ้าหน้าทอ่ี อกตรวจตราดแู ลทกุ ข์สขุ ของราษฎรไม่ท่วั ถึง
และสภาพทอ้ งทโ่ี ดยทวั่ ไปเชื่อวา่ จะเจรญิ ต่อไปในภายหลงั ดังนน้ั ในปี พ.ศ. 2446 ทางการจึงไดย้ ้ายท่ี
ทาการแขวงแม่ออน มาปลกู สรา้ งขนึ้ ใหมท่ บี่ ้านสันกาแพง เรียกวา่ “อาเภอแม่ออน”
และตอ่ มา ในปี พ.ศ.2460 ไดเ้ ปลี่ยนชอ่ื จาก “อาเภอแม่ออน” เป็น “อาเภอสนั กาแพง” และในปี
พ.ศ.2537 กระทรวงมหาดไทย ไดแ้ บ่งทอ้ งทอ่ี าเภอสนั กาแพง จังหวัดเชียงใหม่ต้ังเปน็ ก่งิ อาเภอ
เรียกช่อื ว่า “กง่ิ อาเภอแมอ่ อน”ต้งั แต่วนั ที่ 30 เมษายน 2537 และไดรบั การยดฐานะเปน็ “อาเภอแม่
ออน”

4

ตามโครงการอาเภอเฉลิมพระเกียรติ เพอ่ื เฉลมิ พระเกียรติพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั

เน่อื งในโอกาสมหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธนั วาคม 2550 เม่ือวันที่ 8 กันยายน

การปกครองแบง่ ออกเป็น 6 ตาบล 49 หมบู่ า้ น และองค์การบรหิ ารส่วนตาบลท้ัง 6 แห่ง

ตาบลออนเหนือ 10 หมบู่ ้าน

ตาบลออนกลาง 11 หมู่บ้าน

ตาบลบา้ นสหกรณ์ 8 หมู่บ้าน

ตาบลห้วยแกว้ 8 หมูบ่ ้าน

ตาบลทาเหนอื 5 หมู่บา้ น

ตาบลแม่ทา 7 หมูบ่ ้าน

อาเภอแม่ออน เปน็ อาเภอลาดบั ท่ี 23 ของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมอื งเชียงใหม่ไปทาง

ทิศตะวันออก ตามเสน้ ทางหลวงหมายเลข 1006 ( เชียงใหม่ – สนั กาแพง – ออนหลวย) คิดเปน็

ระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร และตามเสน้ ทางหลวงหมายเลข 1317 ( เชียงใหม่ – บา้ นสหกรณ์ )

เป็นระยะทางยาวประมาณ 29 กิโลเมตร เนื้อท่ีท้ังหมดประมาณ 492.83 ตารางกิโลเมตร หรอื คดิ

เปน็ พนื้ ทที่ ้ังหมด ประมาณ 30,2628.25ไร่

2.1.2 ประวตั ิควำมเป็นมำอำเภอดอยเต่ำ

พ้ืนทอี่ าเภอดอยเตา่ เดิมอยู่ในความปกครองของอาเภอฮอด ประกอบดว้ ย 4 ตาบล คอื ตาบลบ้าน

แอ่น ตาบลทา่ เด่ือ ตาบลมืดกา และตาบลดอยเตา่ การคมนาคมตดิ ตอ่ กบั อาเภอฮอด แตก่ ่อนเป็นไป

ด้วยความยากลาบาก หากจะเดนิ ทางโดยรถยนตซ์ ง่ึ ยังมไี มม่ าก เชน่ ปจั จุบัน ต้องนงั่ รถจากตาบลดอย

เต่าไปบ้านแม่ตนื อาเภอล้จี งั หวดั ลาพูน เขา้ ไปในตัวเมอื งจังหวดั เชยี งใหม่ แลว้ ยอ้ นกลับมายังอาเภอ

ฮอด ทาให้เสียเวลาในการเดนิ ทางมาก หากเดินทางด้วยทางเท้า ต้องค้างแรมระหว่างทาง การติดต่อ

ประสานงานระหว่างอาเภอ ตาบล หมบู่ า้ น จงึ เป็นไปอยา่ งเชือ่ งช้า เป็นปัญหาด้านการปกครอง ไม่

สามารถทจ่ี ะบาบัดทุกข์บารุงสุขให้กับราษฎรไดอ้ ยา่ งท่ัวถงึ สภาพของชมุ ชนหมู่บ้านอยู่กระจัดกระจาย

ตามสองฝงั่ แม่นา้ ปงิ หลังจากเข่อื นภมู ิพลในเขตอาเภอสามเงา จงั หวดั ตาก สรา้ งเสรจ็ เมื่อกักเก็บนา้

ทาให้ระดบั น้าในแม่น้าปิงสูงข้ึน กลายเป็นอา่ งเก็บนา้ ขนาดใหญ่ ท่ีอยู่อาศัยและทดี่ ินทากินของราษฎร

ในเขตตาบลบา้ นแอ่น ตาบลท่าเด่ือ ตาบลมืดกา ถูกน้าทว่ ม กรมประชาสงเคราะหไ์ ด้ดาเนินการจัดต้งั

นิคมสรา้ งตนเอง เข่ือนภมู ิพล ขึน้ ไปปี พ.ศ. 2506 ช่วยเหลอื ราษฎรประมาณ 2,400 ครอบครัว ทาง

ราชการไดพ้ จิ ารณาแล้วเห็นว่า พ้ืนท่ี 4 ตาบลดงั กลา่ วอยหู่ ่างไกลอาเภอฮอด มีชุมชนหนาแน่น เพือ่

สะดวกในด้านการปกครอง กระทรวงมหาดไทยจงึ ไดป้ ระกาศฐานะขนึ้ เป็นก่งิ อาเภอดอยเต่า ใหอ้ ยใู่ น

ความปกครองของอาเภอฮอด เมือ่ วันท่ี 16 ตุลาคม 2515

5

ต่อมา ก่งิ อาเภอดอยเตา่ มปี ระชากรเพม่ิ มากขึ้น มกี ารพัฒนาทางดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม การศกึ ษา
สาธารณปู โภค และการคมนาคม ทาใหก้ ่งิ อาเภอดอยเต่าเจริญขึ้น กระทรวงมหาดไทยได้มีพระราช
กฤษฎีกายกฐานะกิ่งอาเภอดอยเต่า ข้ึนเปน็ อาเภอดอยเต่า เม่อื วนั ที่ 25 มนี าคม 2522 การจัดตง้ั
อาเภอไดร้ วมเอาตาบลนาคอเรอื เข้าไปดว้ ย ดงั นนั้ อาเภอดอยเต่าจงึ มี 5 ตาบล คือ ตาบลบา้ นแอน่
ตาบลมืดกา ตาบลนาคอเรือ ตาบลท่าเดื่อ และตาบลดอยเต่า ช่วงปี พ.ศ. 2525-2526 มกี ารปรบั ปรุง
แบบการปกครองของอาเภอดอยเต่า มพี ระราชกฤษฎีกาโอนตาบลนาคอเรือไปขน้ึ กบั อาเภอฮอด
ตามเดมิ เพราะสะดวกในการคมนาคมและตง้ั ตาบลโปงทุง่ แยกจากตาบลดอยเตา่ ตั้งตาบลบงตัน
แยกจากตาบลทา่ เดื่อ ปัจจุบันอาเภอดอยเตา่ มเี ขตการปกครองท้ังหมด 6 ตาบล 43 หมู่บา้ น

2.2 ทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ้ ง

2.2.1 ทฤษฎีกำรออม
ทฤษฎเี ศรษฐศาสตร์สานกั เคนส์ ให้คาอธบิ ายเรือ่ งการออมว่าการออมคือการมสี ่วน

เหลอื จากการบริโภค ซง่ึ เหลอื จากการบรโิ ภค ของเคนสห์ มายถงึ ส่วนท่ไี มไ่ ด้จับจ่ายใช้สอยไปไมว่ า่
ดว้ ยเหตใุ ด หรือสว่ นออม คอื สว่ นเหลอื ของรายได้

การว์ ี (Garvy, 1953 อ้างถงึ ใน อรณุ ภาณุพงษ์ , 2502 ) ได้ใหค้ วามหมาย ของการออมของ
ครัวเรือนไว้วา่ “หมายถึงรายไดท้ ่สี ามารถใชจ้ า่ ยได้จริงซึ่งไมไ่ ด้จา่ ยออกไปเพ่อื ซอ้ื สินคา้ และบรกิ ารเพ่อื
การบริโภคปัจจุบัน” มาซมั ดาร์ (Mazumdar, 1959 อา้ งถงึ ใน อรณุ ภาณุพงษ์, 2502 ) เห็นว่า คา
จากัดความทใ่ี ชม้ ากทส่ี ุดและเปน็ ท่ีคนุ้ เคยทว่ั ไป คอื “ส่วนของรายไดท้ ี่ เกินไปจากค่าใชจ้ า่ ย” ซึ่งการ
ออมน้ันสามารถหาได้จากบัญชกี าไรขาดทุน หรือจากบญั ชงี บดลุ ซง่ึ การออมจะเปน็ การ เปลี่ยนแปลง
สุทธิของทรพั ย์สิน กลา่ วคือเป็นสว่ นเกนิ สทุ ธิของทรพั ยส์ นิ ทมี่ ีมากว่าหน้สี นิ การออม ตามความหมาย
ข้างต้นนั้น สามารถใช้ได้กบั ทกุ ระดบั ไมว่ า่ จะเปน็ ระดบั ชาติ ครอบครัว ธรุ กจิ หรอื รัฐบาล

เฟรนด์ (Friend, 1962 อา้ งถงึ ใน อรุณ ภาณพุ งษ,์ 2502 ) กลา่ วว่าการออม ตามความหมาย
ด้งั เดิมคอื รายไดห้ กั ดว้ ยคา่ ใชจ้ า่ ยในการบรโิ ภค อย่างไรกต็ ามความหมายน้ี จะยงั ไม่ สมบรู ณถ์ า้ ยงั ไมม่ ี
การใหค้ าจากดั ความของคาวา่ รายไดแ้ ละค่าใชจ้ ่ายในการบริโภคลงไปใหแ้ นช่ ัด ในอกี ความหมายคอื
การออมสามารถนยิ ามไดว้ า่ “เปน็ รายไดส้ ว่ นเกนิ ” ท่ีเปน็ ความหมายท่ชี ัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ทรรศนะของนกั ธรุ กิจและ ในความหมายทส่ี าม การออมสามารถนยิ ามได้ว่า เปน็ การเพม่ิ ข้นึ ของ
ทรพั ยท์ ง้ั หมดหักด้วยการเพิ่มข้ึนของหนส้ี นิ ทั้งหมดหลังจากที่ไดม้ ีการปรับคา่ ของบางรายการและปรบั
ค่าของการโอนทนุ และคาจากัดความหรอื คานิยามทไี่ ดก้ ล่าวมาแล้วนี้จะมีคา่ เท่ากัน ถ้าได้มีการให้คา
จากดั ความความหมายของคาบางคา เชน่ รายได้ รายจ่ายในการบริโภค เป็นต้น ให้เหมาะสม

6

2.2.2 ขอ้ ดแี ละประโยชน์ของกำรออมเงิน
ช่วยเสริมสร้างนสิ ยั ดา้ นการออมเงินช่วยทาให้มีเงนิ สาหรับการใชใ้ นยามฉกุ เฉนิ ชายหาให้มเี งนิ

สาหรับเอาไวล้ งทนุ หรอื ประกอบอาชีพช่วยเสริมสรา้ งความม่งั ค่งั รา่ รวยให้ได้ทาใหม้ เี งินเกบ็ สาหรบั
ยามเกษยี ณการออมเงินนัน้ เป็นกจิ กรรมท่ีสามารถทาไดง้ ่ายๆและมปี ระโยชน์หลายอย่างการออมเงิน
น้ันส่งิ ท่ีสาคญั ท่ีสุดเลยก็คือการต้ังเปา้ หมายการออมท่ีเด่นชดั และการกระตุ้นตนเองให้สามารถทาตาม
เป้าหมายหรอื แนวทางทว่ี างเอาไวอ้ ย่างเครง่ ครัดได้สาหรับการออมเงนิ นัน้ มีประโยชนม์ ากมายดงั น้ี

1. ชว่ ยเสริมสรา้ งนิสัยคา้ นการออมเงินได้สาหรบั การออมเงินเปน็ ประจานัน้ นอกจากจะทาใหม้ ี
เงินเพิ่มพูนแลว้ ยงั สามารถทาให้ตดิ นสิ ยั การออมกอ่ นใช้เงนิ อกี ด้วยซงึ่ จะทาให้คดิ หนา้ คดิ หลงั ให้ดีก่อน
การใช้เงินในเรือ่ งตา่ งๆนอกจากนั้นแล้วการออมเงินเปน็ ประจาตามเป้าหมายอย่างเครง่ ครดั จะชว่ ยทา
ให้เกดิ วนิ ยั

2. ช่วยทาใหม้ เี งนิ สาหรับการใช้ในยามฉุกเฉินแนน่ อนวา่ หากมีการเก็บออมเป็นประจาเงินกจ็ ะ
เพมิ่ พูนมากข้นึ เรอ่ื ย ๆ เปน็ เงนิ กอ้ นโตมากขนึ้ เร่ือย ๆ โดยเงินเหล่าน้เี องที่จะเปน็ ทุนใหใ้ นการใช้เมื่อ
เกิดเหตฉุ ุกเฉินเชน่ การได้รับอุบตั ิเหตกุ ารเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลการตกงานหรอื การขาดรายได้
เปน็ ตน้ สาหรบั การเกบ็ ออมเงินควรเริ่มเกบ็ จากรายได้ประจาอยา่ งนอ้ ย 10% ในทกุ เดือน

3. ช่วยทาให้มเี งินสาหรับเอาไวล้ งทุนหรือประกอบอาชพี นอกจากจะมเี งนิ เอาไว้ใชฉ้ กุ เฉินแลว้
หากตอ้ งการทีจ่ ะลงทนุ ประกอบธรุ กิจตา่ งๆนัน้ กส็ ามารถทาได้ง่ายเพยี งดงึ เอาเงนิ ออมมาใช้ก็จะทาให้
ก่อตั้งธุรกจิ ประกอบกิจการทเ่ี ป็นของตนเองได้ไมย่ ากอย่างไรก็ตามการออมเงินเพ่อื การทาธรุ กจิ
อาจจะตอ้ งออมมากกว่าการใช้ในยามฉุกเฉินสกั หนอ่ ยเพราะธุรกจิ ในปัจจุบนั จะตอ้ งอาศยั เงนิ จานวน
มากในการลงทุนนนั่ เอง

4. ช่วยเสริมสรา้ งความมั่งคั่งรา่ รวยใหไ้ ด้สาหรับการออมเงนิ นั้นหากออมดว้ ยวธิ กี ารลงทุนเชน่
ซอ้ื หนุ้ ซื้อกองทุนตลอดจนการออมดว้ ยการเปดิ บัญชเี งินฝากดอกเบี้ยสงู (ฝากประจา) สามารถทาให้
ได้รบั ความม่ังค่ังจากผลตอบแทนแหง่ การลงทุนน้ันไดไ้ ม่วา่ จะเป็นการได้รบั ดอกเบยี้ เงนิ ฝากเงนิ ปนั ผล
หรือแม้กระทัง่ เงินส่วนตา่ ง (ในกรณขี ายห้นุ ) เข้ามาซึ่งจะช่วยเสรมิ สรา้ งความมง่ั ค่ังใหไ้ ดน้ นั่ เอง

5. ช่วยทาให้มเี งินเก็บสาหรับยามเกษียณเงินออมน้นั เปน็ เงินสาหรบั การใชใ้ นยามฉุกเฉินดงั น้ัน
เม่ือออมเงนิ เอาไว้กส็ ามารถเหลอื ใชไ้ ด้ถึงยามเกษยี ณทีไ่ มส่ ามารถมีรายไดอ้ ย่างเตม็ เม็ดเต็มหนว่ ยได้
แลว้ และยิ่งเร่มิ ออมเร็วเท่าไหรก่ ็จะยง่ิ มเี งนิ สาหรับยามเกษียณมากเทา่ นัน้

7

2.2.3 ประโยชนต์ อ่ ผ้อู อม
1. เพ่อื ลดความผันผวนของการบรโิ ภคและเพื่อเหตฉุ ุกเฉนิ โดยมรี ายไดข้ องครวั เรือนส่วนใหญ่

ไมม่ ีความแน่นอนจึงต้องออมเงินไว้ใช้บริโภคเมือ่ รายไดต้ กหรือขาดรายไดข้ ณะเดยี วกนั ทีต่ อ้ งออมไว้ใช้
ในยามฉุกเฉนิ เจ็บป่วยเป็นตน้

2. เพือ่ สร้างความม่นั คงในชีวติ ซึง่ ไดว้ างแผนไว้ลว่ งหนา้ เช่นการออมเพื่อใชจ้ า่ ยยาม
เกษยี ณอายุการออมเพ่ือการศึกษาการออมเพื่อซอื้ ทีอ่ ยู่อาศยั โดยหวังผลตอบแทนในรปู ดอกเบ้ียเงิน
ปนั ผลและทาไรจากส่วนตา่ งราคาซื้อขาย

2.2.4 ประโยชน์ต่อประเทศ
1. การออมเปน็ ปัจจยั สาคัญต่อการขยายตวั ทางเศรษฐกจิ เป็นรากฐานและเป็นปจั จยั สาคญั ใน
การทาหนดการลงทนุ พฒั นาเศรษฐกิจเป็นอย่างมากเน่อื งจากเป็นการช่วยสนบั สนุนการลงทุนการผลติ
ของประเทศและการจา้ งงานเปน็ ตน้
2. สรา้ งเสรมิ ความมีเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ และลดผลกระทบจากความผนั ผวนทาง
เศรษฐกจิ เนอ่ื งจากการออมในระดบั สงู จะทาให้การลงทนุ ในระดับประเทศไมจ่ าเป็นต้องอาศยั เงินทุน
จากตา่ งประเทศหากการพงึ่ พง่ึ เงนิ ทนุ จากตา่ งประเทศในระดับสูงและตอ่ เนือ่ งรวมทัง้ นาเงินออมไป
ลงทุนในโครงการที่ไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพยอ่ มนามาสกู่ ารเกดิ วกิ ฤติเศรษฐกจิ ไดง้ ่ายดังกรณปี ี 2540
ดงั น้นั การออมจึงนบั ว่ามีความสาคญั คอ่ นข้างมากเพอื่ รองรับการลงทนุ และเพ่อื พัฒนาเศรษฐกิจ
และตอ่ ผ้อู อมเองเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวติ ระยะยาวจึงขอเชญิ ชวนทุกท่านมารวมพลงั
สร้างกลุ่มวฒั นธรรมการออมใหมอ่ ยา่ งไรก็ตามปัจจยั เกอ้ื หนนุ ให้เกดิ การออมที่ยง่ั ยืนคือการใช้จ่าย
อยา่ งฉลาดแบบแผนและหลกี เลีย่ งการใช้จ่ายสินค้าฟมุ่ เฟอื ยในทางตรงกันข้ามการออมมิไดห้ มายถงึ
การตระหน่ถี ่ีเหนียวจนเกินไปโดยไมจ่ ่ายจนถงึ ระดับหนง่ึ ก็จะสง่ ผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจได้เช่นกนั
2.2.5 ทฤษฎเี ศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรชั ญาช้ีถึงแนวการดารงอยู่และปฏบิ ตั ติ นของประชาชนในทกุ ระดบั
ตัง้ แต่ระดบั ครอบครวั ระดบั ชมุ ชนจนถึงระดบั รัฐ ทั้งในการพฒั นาและบริหารประเทศให้ดาเนนิ ไปใน
ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกจิ เพอื่ ใหก้ ้าวทันตอ่ ยุคโลกาภิวตั น์ ความพอเพยี งหมายถึง
ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล รวมถึงความจาเปน็ ท่จี ะต้องมรี ะบบภูมคิ ุ้มกันในตัวทีด่ พี อสมควรต่อ
การมี ผลกระทบใดๆ อันเกดิ จากการเปล่ยี นแปลงท้ังภายนอกและภายใน ท้งั น้จี ะตอ้ งอาศัยความรู้
ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างย่ิง ในการนาวชิ าการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการ
ดาเนินการทกุ ข้นั ตอน และขณะเดยี วกนั จะตอ้ งเสรมิ สรา้ งพ้นื ฐานจติ ใจของคนในชาติ โดยเฉพาะ
เจ้าหนา้ ทีข่ องรัฐ นกั ทฤษฎแี ละนกั ธุรกจิ ในทุกระดับให้มสี านึกในคุณธรรม

8

ความซอ่ื สัตย์สจุ รติ และใหม้ คี วามรอบรทู้ ีเ่ หมาะสม ดาเนนิ ชีวติ ดว้ ยความอดทน ความเพยี ร มีสติ และ
ความรอบคอบ เพื่อใหส้ มดุลและพร้อมตอ่ การรองรับการเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเรว็ และกวา้ งขวางทง้ั
ดา้ นวัตถุ สังคม สิง่ แวดลอ้ ม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
หลกั แนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี ง
การพฒั นาตามหลกั เศรษฐกิจพอเพียง คอื การพัฒนาทีต่ ง้ั อยู่บนพ้ืนฐานของทางสายกลางและความไม่
ประมาท โดยคานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมคิ มุ้ กนั ทด่ี ใี นตัว ตลอดจนใช้
ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทา
มีหลักพจิ ารณาอยู่ 5 ส่วน ดงั น้ี
1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาทีช่ ้แี นะแนวทางการดารงอยู่และปฏบิ ตั ิคนในทางที่ควรจะเปน็ โดยมี
พ้ืนฐานมาจากวถิ ีชีวิตด้งั เดมิ ของสงั คมไทย สามารถนามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมอง
โลกเชิงระบบทีม่ ีการเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา มงุ่ เน้นการรอดพน้ จากภัย และวิกฤต เพ่อื ความม่ันคง
และความย่งั ยนื ของการพัฒนา
2. คุณลกั ษณะ เศรษฐกจิ พอเพียงสามารถนามาประยกุ ต์ใชก้ ับการปฏบิ ัติตนไดใ้ นทุกระดบั โดยเน้น
การปฏิบตั ิบนทางสายกลาง และการพัฒนาอยา่ งเปน็ ขัน้ ตอน
3. คำนิยำม ความพอเพยี งจะตอ้ งประกอบดว้ ย ๓ คุณลกั ษณะ พรอ้ มๆ กันดงั น้ี

- ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดี ทไี่ ม่น้อยเกนิ ไปและไม่มากเกนิ ไป โดยไม่
เบยี ดเบียนตนเองและผู้อ่นื เชน่ การผลติ และการบริโภคทอ่ี ยใู่ นระดับพอประมาณ

- ความมีเหตุผล หมายถงึ การตดั สินใจเกยี่ วกับระดบั ของความพอเพียงนน้ั จะตอ้ ง
เป็นไปอยา่ งมเี หตุผล โดยพิจารณาจากเหตปุ ัจจยั ทีเ่ กี่ยวข้องตลอดจนคานึงถงึ ผลท่คี าดวา่ จะเกิดข้ึน
จากการกระทานนั้ ๆ อยา่ งรอบคอบ

- การมีภูมิคมุ้ กนั ทด่ี ใี นตัว หมายถงึ การเตรยี มตวั ใหพ้ ร้อมรับผลกระทบและการ
เปล่ียนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึน้ โดยคานงึ ถึงความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณ์ต่างๆ ทค่ี าดว่าจะ
เกดิ ข้ึนในอนาคตทง้ั ใกลแ้ ละไกล
4. เงือ่ นไข การตดั สนิ ใจและการดาเนินกิจกรรมตา่ งๆ ให้อยู่ในระดบั พอเพยี งน้ัน ต้องอาศยั ท้ัง
ความรแู้ ละคณุ ธรรมเปน็ พน้ื ฐาน กลา่ วคอื

- เง่ือนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรเู้ กีย่ วกับวชิ าการตา่ งๆ ท่ีเกีย่ วข้องอยา่ งรอบด้าน
ความรอบคอบที่จะนาความรเู้ หล่านั้นมาพจิ ารณาใหเ้ ช่ือมโยงกนั เพ่ือประกอบการวางแผน และความ
ระมดั ระวังในขั้นปฏิบตั ิ

- เงื่อนไขคุณธรรม ทจี่ ะต้องเสรมิ สร้างประกอบด้วยความตระหนกั ในคุณธรรม
มีความซอื่ สตั ยส์ ุจรติ และมีความอดทน มคี วามเพียรใช้สตปิ ัญญาในการดาเนินชวี ิต

9

5. แนวทำงปฏิบัติ/ผลทคี่ ำดว่ำจะไดร้ บั จากการนาปรัชญาของเศรษกิจพอเพียงมา
ประยกุ ตใ์ ช้ คอื การพฒั นาทสี่ มดุลและยง่ั ยนื พร้อมรับต่อการเปลย่ี นแปลงในทุกด้าน ทั้งดา้ น
เศรษฐกจิ สงั คม สิง่ แวดล้อม ความร้แู ละเทคโนโลยี
เศรษฐกิจพอเพยี งกับทฤษฎใี หม่ตำมแนวพระรำชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบตั ขิ องทฤษฎีใหม่ เปน็ แนวทางในการพัฒนาทีน่ าไปสู่
ความสามารถในการพ่ึงตนเอง ในระดับตา่ งๆ อย่างเปน็ ขน้ั ตอน โดยลดความเส่ียงเกี่ยวกบั ความผนั
แปรของธรรมชาติ หรือการ เปลย่ี นแปลงจากปัจจยั ตา่ งๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมี
เหตุผล การสรา้ งภมู คิ มุ้ กันที่ดี มคี วามรู้ ความเพียรและความอดทน สตแิ ละปัญญา การช่วยเหลอื ซึง่
กันและกนั และความสามคั คี เศรษฐกิจพอเพียงมคี วามหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่ โดยทเี่ ศรษฐกิจ
พอเพยี งเปน็ กรอบแนวคิดทช่ี ี้บอกหลักการและแนวทางปฏบิ ัติของทฤษฎใี หม่ ในขณะท่ี แนว
พระราชดารเิ กีย่ วกบั ทฤษฎใี หมห่ รือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซงึ่ เปน็ แนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็น
ข้นั ตอนนั้น เป็นตัวอย่างการ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพยี งในทางปฏิบตั ิ ท่เี ปน็ รูปธรรมเฉพาะในพื้นทที่ ี่
เหมาะสม ทฤษฎใี หม่ตามแนวพระราชดาริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึง่ มอี ยู่ 2
แบบ คือ แบบพน้ื ฐานกบั แบบก้าวหนา้ ได้ดงั น้ี ความพอเพียงในระดบั บคุ คลและครอบครัวโดยเฉพาะ
เกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพยี งแบบพนื้ ฐาน เทยี บไดก้ บั ทฤษฎีใหมข่ นั้ ที่ 1 ที่มงุ่ แก้ปญั หาของ
เกษตรกร ท่อี ยู่หา่ งไกลแหล่งนา้ ตอ้ งพึ่งนา้ ฝนและประสบความเสยี่ งจากการท่ีน้าไมพ่ อเพียง
แม้กระท่ังสาหรบั การปลกู ข้าวเพื่อบรโิ ภค และมีขอ้ สมมติว่า ทท่ี ีด่ ินพอเพยี งในการขุดบ่อเพ่อื
แก้ปัญหาในเรอ่ื งดงั กล่าว จากการแก้ปัญหาความเส่ยี งเรอื่ งนา้ จะทาให้เกษตรกรสามารถมขี า้ วเพ่อื การ
บรโิ ภคยังชีพในระดับหน่ึงได้ และใชท้ ี่ดนิ สว่ นอน่ื ๆ สนองความตอ้ งการพื้นฐานของครอบครัว รวมทงั้
ขายในสว่ นทเี่ หลือเพ่อื มรี ายได้ทีจ่ ะใช้เป็นคา่ ใชจ้ า่ ยอนื่ ๆ ท่ีไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดน้ีเปน็ การ
สรา้ งภมู คิ ุ้มกนั ในตัวให้เกิดข้นึ ในระดบั ครอบครัว
อย่างไรก็ตาม แมก้ ระทง่ั ในทฤษฎใี หม่ขน้ั ท่ี 1 กจ็ าเป็นทเ่ี กษตรกรจะตอ้ งได้รับความช่วยเหลือจาก
ชุมชน ราชการ มลู นธิ ิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม ความพอเพยี งในระดับชมุ ชนและระดับ
องคก์ รเป็นเศรษฐกิจพอเพยี งแบบกา้ วหน้า ซ่ึงครอบคลุมทฤษฎใี หม่ขน้ั ที่ 2 เป็นเร่ืองของการสนบั สนุน
ใหเ้ กษตรกรรวมพลังกนั ในรูปกลุม่ หรอื สหกรณ์ หรือการท่ธี รุ กจิ ตา่ งๆ รวมตวั กันในลกั ษณะเครอื ขา่ ย
วิสาหกจิ กล่าวคอื เมอ่ื สมาชกิ ในแต่ละครอบครัวหรอื องค์กรต่างๆ มีความพอเพียงขนั้ พื้นฐานเป็น
เบ้อื งต้นแล้วกจ็ ะรวมกลุม่ กันเพือ่ สรา้ งประโยชน์ใหแ้ กก่ ลุ่มและสว่ นรวมบนพืน้ ฐานของการไม่
เบียดเบยี นกนั การแบง่ ปนั ชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกันตามกาลงั และความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทา
ให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือขา่ ยวิสาหกจิ น้ันๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏบิ ัตอิ ย่างแท้จริง

10

ความพอเพียงในระดบั ประเทศ เปน็ เศรษฐกจิ พอเพยี งแบบกา้ วหน้า ซ่งึ ครอบคลมุ ทฤษฎใี หม่ขนั้ ท่ี 3
ซ่ึงส่งเสริมใหช้ มุ ชนหรอื เครือขา่ ววิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองคก์ รอ่ืนๆ ในประเทศ เช่น บริษทั
ขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบนั วิจยั เป็นตน้ การสร้างเครือขา่ ยความร่วมมอื ในลกั ษณะเช่นนี้จะเปน็
ประโยชน์ในการสืบทอดภูมปิ ญั ญา แลกเปล่ยี นความรู้ เทคโนโลยี และบทเรยี นจากการพฒั นา หรือ
ร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวเศรษฐกิจพอเพยี งทาใหป้ ระเทศอนั เปน็ สังคมใหญอ่ ันประกอบดว้ ยชุมชน
องค์กร และธรุ กจิ ต่างๆ ทีด่ าเนนิ ชีวติ อย่างพอเพยี ง กลายเป็นเครือข่ายชมุ ชนพอเพียงท่ีเชื่อมโยงกัน
ด้วยหลกั ไมเ่ บียดเบยี น แบ่งปนั และช่วยเหลือซ่งึ กนั และกนั ไดใ้ นท่ีสดุ

2.3 ประวตั วิ ทิ ยำกร/ทป่ี รึกษำโครงงำนและสถำนประกอบ

2.3.1 ประวตั ิวทิ ยากร/ทป่ี รกึ ษาโครงงาน
นางภัทรานษิ ฐ์ พชั ริศวโรจน์ ครทู ่ปี รกึ ษาโครงาน

2.4 งำนวิจัยท่เี กีย่ วข้อง

ศริ วิ งศ์ มะศกั ด์ิและคณะ (2557) ได้ศกึ ษาแนวทางการสง่ เสริมการทาบัญชรี ายรับรายจ่ายเพอ่ื
การพัฒนาการออมของนักเรียนโรงเรยี นสังวาลย์วิทยามีวัตถปุ ระสงค์เพอ่ื ศกึ ษาพฤตกิ รรมการใช้
จา่ ยเงนิ การออมเงนิ ของนักเรยี นโรงเรียนสงั วาลยว์ ิทยาโดยใช้การสมั ภาษณบ์ ุคลากรภายในโรงเรยี น
เกี่ยวกบั ขอ้ มลู ของนกั เรียนและข้อมลู ภายในโรงเรียนและใช้แบบสารวจขอ้ มลู เปน็ เครอ่ื งมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมลู พฤตกิ รรมการใชจ้ ่ายเงนิ การออมของนักเรียนและวิเคราะหก์ ารทาแบบสารวจขอ้ มลู
โดยนาข้อมลู ที่ไดม้ าศึกษาเพ่อื จัดทาแบบฟอร์มบญั ชใี หเ้ หมาะสมแกน่ ักเรียนเพ่อื สอนนักเรียนโรงเรยี น
สังวาลยว์ ิทยาบันทกึ รายรบั รายจา่ ยและจัดทาบญั ชีรายรบั -รายจา่ ยแจกใหก้ บั นักเรียนเพ่อื ให้นักเรียน
นาบญั ชีรายรับ-รายจ่ายมาพฒั นาการออมของตนผลการศึกษาพบว่านักเรียนโรงเรยี นสงั วาลย์วทิ ยาไม่
มีความรเู้ กยี่ วกบั การบันทกึ บัญชรี ายรับ-รายจ่ายและไม่เขา้ ใจการบนั ทกึ บัญชีอย่างถกู ต้องมปี ัญหาใน
การปฏิบตั ิงานจริงเกยี่ วกบั การบนั ทกึ บัญชรี ายรบั -รายจ่ายเนื่องจากคณะวิจัยมีระยะเวลา จากดั ใน
การใหค้ วามรู้แกน่ ักเรียนนกั เรียนจงึ ไม่เขา้ ใจการบันทกึ บัญชีอย่างถูกตอ้ งและพ้ืนฐานทางการศึกษา
ของนักเรยี นส่วนใหญย่ งั ตอ้ งพฒั นาทาใหน้ ักเรียนทกึ บวกลบตัวเลขยงั ไม่ถูกต้องจากปญั หาทีก่ ล่าวมา
ขา้ งตน้ ผู้จัดทาบญั ชไี ดป้ รบั ปรงุ และไดม้ กี ารปรบั เปลี่ยนสมดุ บนั ทึกบญั ชีรายรับ-รายจา่ ยเพื่อให้
เหมาะสมและเข้าใจง่ายตอ่ การบนั ทกึ บัญชีรายรบั -รายจา่ ยและคณะวิจัยไดม้ กี ารตรวจบัญชีของ
นกั เรยี นทกุ อาทติ ยแ์ ละแนะนาวธิ กี ารบนั ทึกบญั ชที ีถ่ กู ตอ้ ง

อภยิ ุทธ นวอัจฉริยะกิจ (2557) ได้ศึกษาพฤติกรรมการใชจ้ า่ ยของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยพายัพท่อี าศยั หอพักในเขตพน้ื ทเ่ี ทศบาลตาบลหนองป่าครง่ั อาเภอเมอื งเชยี งใหม่จังหวัด
เชียงใหม่โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พอ่ื 1) ศกึ ษาพฤตกิ รรมการใชจ้ า่ ยของนักศึกษามหาวทิ ยาลัยพายพั ท่ี
อาศยั หอพัก 2) เปรยี บเทียบลักษณะการใชจ้ ่ายของนักศกึ ษาชายและนักศึกษาหญงิ ของมหาวทิ ยาลัย

11

3) ศึกษาปจั จยั ทีส่ ่งผลต่อการหารายไดเ้ สริมของนักศกึ ษามหาวิทยาลัยทอี่ าศัยหอพกั โดยใช้
แบบสอบถามเปน็ เครื่องมือในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ผลการศกึ ษาพบว่าในภาพรวมของผตู้ อบแบบ
สว่ นใหญเ่ ป็นเพศหญิงมากกวา่ เพศชายมีอายรุ ะหว่าง 20-24 ปีไดร้ ับเงินสนบั สนนุ 5,001-10,000
บาทต่อเดอื นพฤตกิ รรมการใช้จา่ ยของผตู้ อบแบบสอบถามน้ันพบวา่ สว่ นใหญ่มีค่าใชจ้ า่ ยเกี่ยวกบั
อุปกรณ์การเรียนค่าเครือ่ งแต่งกายค่าเดนิ ทางไปกลบั มหาวทิ ยาลัยคา่ เครือ่ งอุปโภคบริโภค (ของใช้
ส่วนตวั ) คา่ พักผ่อนหยอ่ นใจและคา่ รกั ษาพยาบาลรวมคา่ ใชจ้ า่ ยทั้งหมดต่ากว่า 1,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนีย้ งั มคี ่าใชจ้ า่ ยเกีย่ วกับทพ่ี กั และอาหาร 2,001-3,000 บาทต่อเดอื นและมีคา่ ใช้จา่ ยอ่นื ทีไ่ ม่
เก่ยี วขอ้ งกบั การบาทต่อเดือนพฤตกิ รรมการใชจ้ ่ายของนกั ศกึ ษาในภาพรวมมคี วามคดิ เหน็ อยู่ในระดบั
เหน็ ด้วยนอ้ ยพิจารณาเป็นรายด้านแล้วพบว่านักศึกษามพี ฤตกิ รรมการใชจ้ ่ายมากท่ีสุดคือด้านความ
จาเปน็ พื้นฐานรองลงมาคอื ด้านการศึกษาส่วนดา้ นนันทนาการและกิจกรรมทางสังคมมพี ฤตกิ รรมการ
ใช้จ่ายเปน็ อันดบั สุดท้ายเปรยี บเทียบพฤติกรรมการใชจ้ ่ายของนักศกึ ษาชายและนกั ศกึ ษาหญงิ ความ
คดิ เห็นสว่ นใหญเ่ หน็ นกั ศกึ ษาหญงิ และนกั ศึกษาชายมพี ฤติกรรมการใช้จา่ ยใกลเ้ คียงกัน ปจั จัยที่สง่ ผล
ตอ่ การหารายไดเ้ สริมของนักศึกษาพบว่าปัจจัยท่สี ่งผลตอ่ การหารายไดเ้ สริมของนักศึกษามีปจั จัย
เกยี่ วกบั เร่อื ง 1) เงนิ สนบั สนนุ ท่ีไดไ้ ม่เพยี งพอต่อคา่ ใชจ้ ่าย 2) เศรษฐกจิ ตกตา่ สง่ ผลทาใหค้ า่ ครองชพี
สูง 3) ค่านิยมการดาเนนิ ชวี ิตแบบเกินความจาเปน็ ของนกั ศกึ ษา 4) การใช้เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์
และเพิม่ ประสบการณใ์ นการทางาน 5) คา่ ลงทะเบียนเรียน / ค่าเลา่ เรยี นสูง 6) การใชอ้ ินเทอร์เนต็ 7)
ภาระหน้สี ิน 8) ฐานะครอบครวั 9) เวลาวา่ งชว่ งปิดภาคฤดูร้อน 10) ความสามารถในการทางานสว่ น
วิธกี ารแกไ้ ขปัญหาเงนิ ไม่พอต่อค่าใช้จา่ ยนน้ั นักศกึ ษาส่วนใหญร่ ะบวุ ่าขอเงินเพิ่มจากบิดามารดาหรือ
ผปู้ กครองหรือยืมเงนิ จากเพื่อนและหางานพิเศษทา (Part time)

สธุ าสินี บัวชาบาล (2557) ได้ศกึ ษาพฤติกรรมการใชจ้ า่ ยของนักศึกษาวทิ ยาลัยการปกครอง
ท้องถนิ่ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่นโดยมวี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษาพฤติกรรมการใชจ้ ่ายของนกั ศกึ ษาชน้ั ปี
สุดทา้ ยวทิ ยาลยั ปกครองทอ้ งถ่นิ มหาวิทยาลยั ขอนแก่นผลการศกึ ษาพบวา่ นักศึกษาส่วนใหญม่ ี
คา่ ใชจ้ ่ายมากกว่ารายรบั ทีไ่ ด้รับจากบิดามารดาโดยมีค่าใชจ้ ่ายเก่ยี วกับการศึกษารอ้ ยละ 30 ของ
รายได้ที่ไดร้ บั ในแตล่ ะเดอื นค่าใช้จา่ ยเกย่ี วกับชีวิตประจาวันรอ้ ยละ 50 ของรายไดแ้ ละคา่ ใชจ้ ่าย
เกย่ี วกับการพักผอ่ นหย่อนใจและค่าใชจ้ า่ ยฟมุ่ เฟือยอย่ถู งึ รอ้ ยละ 50 จะเห็นวา่ นักศึกษามรี ายจา่ ย
มากกว่ารายได้ท่ีไดร้ ับและหากประสบปญั หาเงินไม่พอใชจ้ า่ ยในแต่ละเดอื นก็จะแกไ้ ขปญั หาโดยการ
ขอเพมิ่ จากบิดามารดาหรอื ทางานพเิ ศษแสดงใหเ้ หน็ ว่านักศกึ ษาขาดการวางแผนในการใชจ้ า่ ยให้
รายจา่ ยมสี ดั สว่ นพอดกี บั รายรับบิดามารดาผูป้ กครองและวิทยาลยั การปกครองท้องถิ่นควรดูแลและ
ปลกู ฝงั ใหค้ วามร้แู กน่ ักศึกษาในการวางแผนการใชจ้ า่ ยลดพฤติกรรมการใชจ้ า่ ยฟุ่มเฟือยจัดสรร
ค่าใช้จ่ายและทรพั ยากรทตี่ อนเองมีอย่อู ย่างเหมาะสมและคุ้มค่าเพอ่ื กา้ วเข้าสวู่ ัยทางานอยา่ งมคี ณุ ภาพ
ไม่สบประสบภาวะเปน็ หน้ีสินซึ่งสง่ ผลให้ตนเองและครอบครัวเดอื ดร้อนในอนาคต

บทที่ 3
วธิ ีกำรดำเนินโครงงำน

ดาเนนิ โครงงานพสี่ อนน้องทาบญั ชี ณ หมูบ่ า้ นห้วยบง หมู่ 3 ตาบลทาเหนือ อาเภอแม่ออน
จังหวัดเชยี งใหม่ และหมบู่ ้านแปลง 4 หมู่ 3 ตาบลมดื กา อาเภอดอยเต่า จังหวัดเชยี งใหม่ ระหวา่ ง
วันท่ี 20 พฤศจกิ ายน 2564 ถึงวนั ที่ 31 ธันวาคม 2564 ผู้ดาเนนิ โครงการได้รวบรวมเอกสาร ทฤษฎี
และงานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้องมหี ัวข้อตอ่ ไปนี้

3.1 รปู แบบของโครงงาน
3.2 ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ งโครงงาน
3.3 ขั้นตอนการดาเนนิ การ
3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู

3.1 รปู แบบของโครงงำน
โครงงานพสี่ อนนอ้ งทาบญั ชรี บั -จ่าย โดยจดั ทาขึน้ เพื่อสรา้ งนสิ ัยรักการออมอย่างยง่ั ยนื เปน็

โครงงานประเภทจดั ทาธุรกจิ /บรกิ าร เปน็ บรกิ ารประเภทใหค้ วามรู้แก่ประชากรในหมู่บา้ นหว้ ยบงและ
หมู่บ้านแปลง 4 เก่ยี วกบั การทาบัญชีรับ-จา่ ย

3.2 ประชำกรและกลุ่มตวั อยำ่ งโครงงำน
3.2.1 ประชากรในครั้งน้เี ป็นกลมุ่ เยาวชนในหมูบ่ ้านหว้ ยบง ตาบลทาเหนือ อาเภอแมอ่ อน

จังหวดั เชียงใหมแ่ ละหมบู่ ้านแปลง 4 ตาบลมดื กา อาเภอดอยเตา่ จังหวดั เชียงใหม่ จานวน 20 คน
3.2.2 กลมุ่ ตัวอย่าง เยาวชนในหมบู่ ้านห้วยบง อาเภอแมอ่ อนและหมู่บ้านแปลง 4 อาเภอ

ดอยเต่า

3.3 ขน้ั ตอนกำรดำเนินกำร
3.3.1 ขัน้ เตรียมการ
1. ทาการเลือกโครงงาน โดยใชต้ ารางการวเิ คราะห์ข้อมูลเพอ่ื ตัดสนิ ใจเลือกโครงงาน

การวเิ คราะหข์ ้อมลู เพือ่ ตัดสนิ ใจเลือกโครงงานวชิ าชพี

13

ตำรำงกำรวเิ ครำะห์ข้อมลู เพอื่ ตดั สินใจเลอื กโครงงำน

รำยละเอยี ด โครงงำน 1 โครงงำน 2 โครงงำน 3 หมำยเหตุ

ขอ้ มลู เกีย่ วกบั ตวั เอง 2 33
1. ความสนใจ ความถนัด 3 33
2. ความรู้และประสบการณเ์ ดมิ 2 23
3. ความพร้อมด้านเงินทุน 3 23
4. ความพร้อมในการจัดเตรียม วัสด/ุ
3 32
อปุ กรณ์
5. ความพรอ้ มในด้านเวลา/แรงงาน 4 44
ข้อมลู เก่ียวกบั สังคมและสงิ่ แวดล้อม
1. เป็นโครงงานทม่ี ีประโยชน์ตอ่ 3 33
2 24
ตนเองและครอบครัว 4 24
2. คนในครอบครัวใหก้ ารสนบั สนนุ 3 24
3. มแี หลง่ ความรูท้ ีส่ ามารถศกึ ษาได้
4. มแี หลง่ ทสี่ ามารถจัดหาวสั ดไุ ด้ 2 24
5. สถานท่ีปฎบิ ตั ิงานทีเ่ หมาะสม 3 23
ขอ้ มูลเกีย่ วกับควำมรู้พน้ื ฐำน 3 24
1. มคี วามร้เู กี่ยวกบั วชิ าชีพบัญชี
2. ขนั้ ตอนการปฎิบัตงิ านไมซ่ ับซอ้ น 37 32 44
3. ความรู้ ทกั ษะในการทาโครงงานน้ี

สามรถนาไปเปน็ ขอ้ มลู ในการผลิต
หรือดาเนินงานชิ้นอนื่ ๆได้

คะแนนรวม

ตาราง 3.1 วิเคราะห์ขอ้ มูลเพอ่ื การตดั สินใจเลือกโครงงาน

14

หมำยเหตุ 1. ใหผ้ ูเ้ รียนพิจารณาขอ้ มูลต่างๆ และให้คะแนนพ่อื การตดั สินใจเลอื กโครงงานน้ี
1) การใหค้ ะแนน กาหนด 4 ระดับ ดังนี้
4 = มคี วามพร้อม/เหมาะสมมากท่ีสุด
3 = มคี วามพร้อม/เหมาะสมมาก
2 = มคี วามพร้อม/เหมาะสมปานกลาง
1 = มีความพร้อม/เหมาะสมน้อย
2) ช่ือโครงงานที่ 1 โคมไฟจากะลามะพรา้ ว
ช่อื โครงงานท่ี 2 การปลูกผกั โดยใชด้ ิน
ชอื่ โครงงานท่ี 3 พ่สี อนนอ้ งทาบญั ชี
3) ใหค้ ะแนนแต่ละโครงงานให้ครบทุกข้อ แล้วรวมคะแนนทง้ั หมดในแต่ละโคงงาน
สรปุ โครงงานท่ีได้คะแนนสูงสดุ คอื คะแนน 44 ได้แก่ โครงงานพี่สอนนอ้ งทาบัญชี

2. การเขยี นโครงร่างโครงงานเพื่อเสนออนมุ ตั โิ ครงการ โดยมหี วั ขอ้ ดังต่อไปนี้
1.ชอื่ โครงการ
2. ผ้รู ับผิดชอบโครงงาน
3. อาจารยท์ ี่ปรกึ ษาโครงงาน
4. ความเป็นมาและความสาคญั ของโครงงาน
5. วตั ถุประสงคข์ องโครงงาน
6. ขอบเขตของโครงงาน
7. ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ
8. วธิ กี ารดาเนนิ โครงการ
9. แผนดาเนนิ โครงการ
10. งบประมาณและทรัพยากร
11. การตดิ ตามประเมินผล
12. เอกสารอ้างอิง

15

3. ปฏิทนิ การปฏิบัติงาน
ผจู้ ดั ทาโครงงานได้วางแผนและจดั ทาปฏทิ นิ การปฏบิ ตั ิงาน

ระยะเวลำดำเนนิ งำน (สปั ดำห์ท่ี)

ลำดับข้นั ตอน เดือน เดอื น เดือน ผูร้ ับผิดชอบ
กำร นิศารัตน์
พฤศจกิ ำยน ธนั วำคม มกรำคม
ดำเนนิ งำน
12 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4
1. ศึกษาขอ้ มลู การทา
บญั ชรี บั -จ่าย

2. ตดิ ต่อประสานงาน เพ็ญนภา
เพ่อื ดาเนนิ งาน นิศารตั น์
เพ็ญนภา
3. ลงพน้ื ทใี่ นการ นิศารัตน์
ดาเนนิ งาน เพ็ญนภา
เพญ็ นภา
4. ถา่ ยรปู ในการ
ปฏบิ ตั ิงาน นศิ ารัตน์

5. เก็บข้อมลู รับ-จ่าย

6. จดั ทาการบนั ทกึ และ
สรปุ ผลการดาเนนิ งาน

7. นาเสนอโครงงาน นศิ ารตั น์
เพญ็ นภา
8. ประเมนิ ผลโครงงาน นิศารตั น์
ส่งรูปเลม่ เพ็ญนภา

ตาราง 3.2 ปฏิทินการปฏิบัตงิ าน
4. ศกึ ษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ งโดยมหี วั ขอ้ ดังตอ่ ไปนี้

1. ความรู้เกยี่ วกับโครงงานท่ีทา
2. ทฤษฎีท่ีเกยี่ วข้อง
3. ประวัตวิ ทิ ยากรและสถานประกอบการ
4. งานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง

16

3.3.2 ขั้นดาเนินการ
1. ติดตอ่ ประสานงานกบั ผู้ทต่ี ้องการเข้ารว่ มโครงงานพ่ีสอนน้องทาบัญชี ณ
หม่บู ้านหว้ ยบงและหมูบ่ ้านแปลง 4
2. สร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมลู โดยใชเ้ ป็นสมดุ บันทึกรายการรบั -จ่าย
3. ปฏบิ ัตติ ามแผนทว่ี างไว้

3.4 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู
1. กาหนดผ้เู ข้ารว่ มโครงงาน จานวน 20 คน
2. ดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยตนเองและแบบสอบถามความคดิ เห็นของผูเ้ ข้ารว่ ม
โครงงาน
3. นาข้อมลู ทไ่ี ด้มาสรุปวิเคราะหโ์ ดยสรุปเป็นคา่ เฉล่ีย

บทที่ 4
ผลกำรดำเนนิ โครงงำน

การดาเนนิ โครงงานพีส่ อนนอ้ งทาบญั ชี วตั ถุประสงค์ 1. เพ่ือใหส้ มาชิกผเู้ ข้าร่วมโครงงานทราบ
ถงึ รายรบั -รายจา่ ย ของตนเองและสามารถบริหารการใช้จา่ ยให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด 2. เพือ่ ประเมนิ ความ
พึงพอใจในการจัดทาโครงงานพส่ี อนนอ้ งทาบัญชี

4.1 ผลการดาเนินโครงงาน
4.2 อภิปรายผลและการวิเคราะห์ข้อมลู
ผลกำรวเิ ครำะหข์ ้อมูล
ตอนท่ี 1 สถานภาพของผู้กรอกแบบประเมินความพึงพอใจ

1. เพศ
แผนภมู ิแสดงการจาแนกเพศของผ้ตู อบแบบสอบถาม

ภาพที่ 4.1 แผนภมู ิแสดงการจาแนกเพศของผ้ตู อบแบบสอบถาม

18

ตารางท่ี 4.1 การจาแนกเพศของผู้ตอบแบบสอบถาม

เพศ จานวนผูต้ อบคาถาม

จานวน รอ้ ยละ

ชาย 4 20

หญิง 16 80

รวม 20 100

จากตาราง 4.1 พบวา่ การจาแนกเพศของผ้ตู อบแบบสอบถามจานวน 20 คน

เปน็ ผู้หญิงจานวน 16 คนคิดเปน็ ร้อยละ 80 เป็นผู้ชาย จานวน 4 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 20

2. อายุ
แผนภูมแิ สดงการจาแนกอายขุ องผู้ตอบแบบสอบถาม

ภาพที่ 4.2 แผนภูมิแสดงการจาแนกอายขุ องผู้ตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ 4.2 การจาแนกอายขุ องผู้ตอบแบบสอบถาม

อายุ จานวนผตู้ อบคาถาม

จานวน รอ้ ยละ
70
ต่ากว่า 20 ปี 14 30
-
20-30 6 -
-
31-40 - 100

41-50 -

มากกวา่ 50 ปี -

รวม 20

19

จากตาราง 4.2 พบวา่ การจาแนกอายขุ องผู้ตอบแบบสอบถามจานวน 20 คนมี
อายุต่ากว่า 18 ปี จานวน 14 คนคิดเป็นร้อยละ 70 ช่วงอายุ 20-30 ปี จานวน 6 คน คดิ เปน็ ร้อยละ
30

3.ระดับการศกึ ษา
แผนภูมิจาแนกระดบั การศกึ ษาของผูต้ อบแบบสอบถาม

ภาพท่ี 4.3 แผนภูมจิ าแนกระดบั การศึกษาของผูต้ อบแบบสอบถาม

ตารางท่ี 4.3 การจาแนกระดับการศกึ ษาของผูต้ อบแบบสอบถาม

ระดับการศกึ ษา จานวนผตู้ อบคาถาม

จานวน ร้อยละ

ต่ากว่าปริญญาตรี/ปวช. 10 50

ปรญิ ญาตรี/ปวส. 10 50

สูงกวา่ ปริญญาตรี - -

จบการศกึ ษาแลว้ - -

รวม 20 100

จากตารางที่ 4.3 พบวา่ การจาแนกระดบั การศกึ ษาของผู้ตอบแบบสอบถาม

จานวน 20 คน มรี ะดบั ตา่ กวา่ ปรญิ ญาตรี/ปวช จานวน 10 คนคิดเปน็ รอ้ ยละ 50 ระดับปริญญาตร/ี

ปวส.จานวน 10 คนคดิ เปน็ รอ้ ยละ 50

20

ตอนท่ี 2 ระดบั ความพงึ พอใจของผู้ตอบแบบประเมนิ ที่มตี อ่ โครงงานพ่สี อนนอ้ งทาบัญชี
แผนภมู แิ สดงความพึงพอใจดา้ นผู้ให้ความรู้

ภาพท่ี 4.4 แผนภูมิแสดงความพึงพอใจด้านผู้ใหค้ วามรู้

ตารางท่ี 4.4 ระดบั ความพงึ ใจด้านผู้ให้ความรู้ ̅ S.D. กำรแปลควำม
ข้อ ประเดน็ พจิ รำณำ 4.60 0.48 มากทสี่ ดุ
1 การเตรยี มตวั ของนกั ศึกษาเหมาะสม มากนอ้ ย
4.35 0.65 มาก
เพยี งใด
2 ทา่ นคดิ วา่ แบบฟอร์มที่นกั ศกึ ษานามาให้ 4.25 0.76 มาก
4.60 0.48 มากท่ีสดุ
มคี วามสะดวกและง่ายตอ่ การทาบญั ชี 4.50 0.50 มาก
3 ท่านมคี วามเขา้ ใจในสง่ิ ทน่ี ักศกึ ษาอธิบาย 4.65 0.47 มากทส่ี ดุ
4 นกั ศกึ ษาใชค้ าพดู ท่เี ข้าใจง่ายและสุภาพ 4.35 0.65 มาก
5 นักศกึ ษาอธบิ ายเกี่ยวกบั บญั ชีรายรับ-จา่ ย 4.50 0.59 มาก
6 นักศกึ ษามมี นษุ ย์สัมพนั ธ์ที่ดแี ละเปน็ กนั เอง 4.47 0.57 มาก
7 เวลาท่ีใช้เหมาะสมกบั เน้อื หาท่ีสอน
8 ท่านพงึ พอใจกับการใหค้ วามรู้

รวม

จากตารางท่ี 4.4 พบวา่ ผ้ตู อบแบบสอบถามระดบั ความพึงพอใจดา้ นผใู้ หค้ วามรู้
โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ( ̅= 4.47) โดยเรียงลาดบั จากจานวนมากไปหาจานวนน้อย นกั ศึกษามี
มนุษยส์ มั พนั ธท์ ด่ี ีและเป็นกนั เอง ( ̅= 4.65) การเตรยี มตวั ของนักศกึ ษาเหมาะสม มากนอ้ ยเพยี งใด
( ̅= 4.60) นักศกึ ษาใช้คาพูดท่ีเข้าใจง่ายและสุภาพ ( ̅= 4.60) นักศกึ ษาอธบิ ายเกีย่ วกบั บัญชรี ายรบั -
จา่ ย ( ̅= 4.50) ท่านพงึ พอใจกบั การใหค้ วามรู้ ( ̅= 4.50) ท่านคิดว่าแบบฟอร์มทนี่ กั ศกึ ษานามาใหม้ ี
ความสะดวกและงา่ ยตอ่ การทาบญั ชี ( ̅= 4.35) เวลาทใี่ ช้เหมาะสมกบั เนอ้ื หาทส่ี อน ( ̅= 4.35) ทา่ น
มีความเขา้ ใจในส่งิ ทน่ี กั ศึกษาอธบิ าย ( ̅= 4.25)

21

แผนภูมิแสดงความพึงพอใจด้านผเู้ ข้าร่วมโครงงาน

ภาพท่ี 4.5 แผนภูมแิ สดงความพึงพอใจดา้ นผูเ้ ขา้ รว่ มโครงงาน

ตารางท่ี 4.5 ระดบั ความพงึ พอใจด้านผู้เขา้ ร่วมโครงงาน ̅ S.D. กำรแปลควำม
ขอ้ ประเดน็ พิจรำณำ 4.65 0.57 มากท่ีสุด
1 การทาบัญชรี ายรบั -รายจ่ายมปี ระโยชน์ 4.35 0.57 มาก
2 การทาบญั ชีชว่ ยปรับเปลี่ยนนสิ ัยการใชจ้ า่ ย 4.45 0.73 มาก
3 รู้จักวางแผนในการใช้เงิน และมีวินัยในการ
4.25 0.69 มาก
ใช้จา่ ยเงิน 4.40 0.73 มาก
4 รูจ้ กั เก็บออมและใชจ้ า่ ยอย่างประหยดั
5 ทา่ นมคี วามพงึ พอใจในการทาบัญชรี ายรบั - 4.42 0.66 มาก

รายจ่าย
รวม

จากตารางท่ี 4.4 พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามระดับความพงึ พอใจดา้ นผู้เขา้ ร่วม
โครงงาน โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ( ̅= 4.42) โดยเรยี งลาดับจากจานวนมากไปหาจานวนน้อย การทา
บัญชรี ายรับ-รายจา่ ยมีประโยชน์ ( ̅= 4.65) รูจ้ กั วางแผนในการใช้เงนิ และมีวินยั ในการใช้จา่ ยเงนิ
( ̅= 4.45) ท่านมีความพึงพอใจในการทาบัญชีรายรบั -รายจ่าย ( ̅= 4.40) การทาบญั ชีช่วย
ปรับเปล่ียนนิสยั การใช้จา่ ย ( ̅= 4.35) รจู้ ักเกบ็ ออมและใชจ้ า่ ยอยา่ งประหยัด ( ̅= 4.25)

บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รำยผลและข้อเสนอแนะ

โครงงาน พ่ีสอนนอ้ งทาบัญชี ณ บ้านหว้ ยบง ตาบลทาเหนือ อาเภอแมอ่ อน จงั หวัด
เชยี งใหม่ และ หมูบ่ า้ นแปลง 4 ตาบลมดื กา อาเภอดอยเต่า จงั หวัดเชยี งใหม่ ระหวา่ งวันท่ี 10
ธันวาคม 2564 ถึงวนั ที่ 31 มกราคม 2565 ผ้ดู าเนนิ โครงงานมีสรปุ ผลการดาเนนิ งานโครงงานและ
ข้อเสนอแนะดังต่อไปน้ี

5.1 สรุปผลการดาเนนิ งาน
5.2 ขอ้ เสนอแนะและการพฒั นา

5.1 สรุปผลกำรดำเนินงำนโครงงำน
5.5.1 วัตถุประสงค์ของโครงงาน
1. เพ่อื ให้สมาชกิ ผ้เู ขา้ รว่ มโครงการทราบถึงรายรับ-รายจา่ ย ของตนเองและ

สามารถบริหารการใช้จ่ายใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุด
2. เพื่อสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการออมแก่นักเรียน

5.1.2 วธิ ีดาเนินโครงงาน
1. ข้ันเตรยี มงาน
1) สารวจความสนใจและความพรอ้ มของตนเอง
2) พิจารณาเลือกโครงงาน
3) เขยี นเคา้ โครงรา่ งโครงการเพอ่ื เสนอขออนุมัติ
4) เขียนแผนการดาเนนิ งาน
5) ศกึ ษาเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
2. ข้นั ดาเนนิ การ
1) ตดิ ตอ่ ประสานงาน
2) สรา้ งเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
3) ปฏิบัตติ ามแผน
4) รายงานความก้าวหนา้

23

3. ขนั้ สรุปผล
1) รวบรวมขอ้ มลู วิเคราะหข์ ้อมลู
2) เขียนรายงานโครงงาน
3) นาเสนอผลการดาเนินงานโครงงาน
4) ประเมนิ ผลโครงงาน

5.1.3 ผลการดาเนินงานโครงงาน
ผตู้ อบแบบความพงึ พอใจของโครงงาน การให้ความรู้เกี่ยวกบั การทาบัญชีรบั -จ่าย ณ บา้ น

ห้วยบง ตาบลทาเหนือ อาเภอแมอ่ อน จงั หวัดเชียงใหม่ และ หมู่บ้านแปลง 4 ตาบลมืดกา อาเภอดอยเต่า
จงั หวดั เชียงใหม่ ขอ้ มูลทว่ั ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดับการศกึ ษา อาชีพ วเิ คราะหข์ อ้ มลู
หาค่าร้อยละ ทสี่ รปุ ได้ดังนี้

1. เพศของผูต้ อบแบบประเมนิ ความพึงพอใจ เรม่ิ จากเพศหญงิ จานวน 16 คน คิดเป็นร้อย
ละ 80 และเพศชาย จานวน 4 คน คิดเปน็ ร้อยละ 20

2. อายขุ องผตู้ อบแบบประเมินความพงึ พอใจ เริ่มจากอายตุ ่ากวา่ 20 ปี จานวน 14 คน คิด
เป็นร้อยละ 70 อายุ 20-30 ปี จานวน 6 คนคิดเปน็ ร้อยละ 30 อ่ืนๆจานวน – คน คิดเปน็ ร้อยละ -

3. ระดบั การศกึ ษาของผ้ตู อบแบบประเมินความพงึ พอใจ เริ่มจากตา่ กว่า ปรญิ ญาตรี/ปวช
จานวน 10 คนคดิ เปน็ ร้อยละ 50 ปรญิ ญาตรี/ปวส จานวน 10 คนคดิ เป็นร้อยละ 50 อน่ื ๆจานวน – คน คดิ
เปน็ ร้อยละ -

ผู้ตอบแบบสอบถามระดับความพึงพอใจด้านผใู้ หค้ วามรู้ โดยรวมอยูใ่ นระดบั มาก
( ̅= 4.47) โดยเรียงลาดบั จากจานวนมากไปหาจานวนน้อย นกั ศกึ ษามมี นษุ ย์สัมพนั ธท์ ่ดี แี ละเปน็ กันเอง ( ̅=
4.65) การเตรียมตัวของนักศึกษาเหมาะสม มากน้อยเพียงใด ( ̅= 4.60) นักศกึ ษาใช้คาพดู ท่เี ข้าใจงา่ ยและ
สภุ าพ ( ̅= 4.60) นักศกึ ษาอธิบายเก่ยี วกบั บัญชรี ายรับ-จ่าย ( ̅= 4.5) ทา่ นพงึ พอใจกบั การใหค้ วามรู้ ( ̅=
4.50) ท่านคดิ ว่าแบบฟอร์มท่ีนักศึกษานามาให้มคี วามสะดวกและงา่ ยต่อการทาบญั ชี ( ̅= 4.35) เวลาทใ่ี ช้
เหมาะสมกับเนอ้ื หาทส่ี อน ( ̅= 4.35) ท่านมีความเข้าใจในส่ิงท่ีนกั ศกึ ษาอธิบาย ( ̅= 4.25) ผตู้ อบ
แบบสอบถามระดบั ความพงึ พอใจดา้ นผ้เู ข้าร่วมโครงงาน โดยรวมอย่ใู นระดับมาก ( ̅= 4.42) โดยเรียงลาดบั
จากจานวนมากไปหาจานวนน้อย การทาบัญชรี ายรับ-รายจ่ายมีประโยชน์ ( ̅= 4.65) รจู้ กั วางแผนในการใช้
เงินและมีวนิ ัยในการใชจ้ า่ ยเงิน ( ̅= 4.45) ท่านมีความพึงพอใจในการทาบัญชรี ายรบั -รายจ่าย ( ̅= 4.40) การ
ทาบัญชชี ่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้จา่ ย ( ̅= 4.35) รจู้ กั เก็บออมและใช้จา่ ยอยา่ งประหยัด ( ̅= 4.25)

24

5.1.4 อภิปรายผล
จากการดาเนินโครงงานพีส่ อนนอ้ งทาบัญชี พบว่าเยาวชนหมู่บ้านห้วยบง ตาบลทาเหนือ

อาเภอแมอ่ อนจังหวัดเชยี งใหม่ และหมูบ่ า้ นแปลง 4 ตาบลมดื กา อาเภอดอยเต่า จงั หวัดเชียงใหม่ มคี วามพึง
พอใจตอ่ การทาโครงงานพีส่ อนน้องทาบัญชีอยใู่ นระดับมาก ( ̅= 4.42) ซึ่งบรรลวุ ัตถุประสงคข์ องโครงงานพี่
สอนนอ้ งทาบญั ชี โดยมีการตระหนักถึงการออมและการใช้เงนิ อย่างถกู วธิ ี รจู้ ักการวางแผนในการใชเ้ งนิ และมี
วินัยในการใชจ้ ่าย เพื่อสง่ เสรมิ ทักษะการออมและการใช้เงนิ ในชีวิตประจาวนั จากการวิเคราะหข์ อ้ มลู ผู้ศกึ ษา
จึงให้ความสนใจท่จี ะศึกษาใหค้ วามรู้เกย่ี วกบั การบนั ทกึ บัญชรี บั -จ่าย เพือ่ ใหบ้ ุคคลภายนอกหรือผูท้ ่ีสนใจมา
ศกึ ษาข้อมูลเกย่ี วกบั การทาบัญชีรับ-จา่ ย เปน็ การศกึ ษาในลักษณะบรู ณาการด้านการให้ความรูท้ กั ษะใน
รายวชิ าอาชพี ท่ีสามารถนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้

5.2 ข้อเสนอแนะและกำรพัฒนำโครงงำน
จากการตอบแบบประเมนิ ความพึงพอใจของเยาวชนหม่บู า้ นหว้ ยบง ตาบลทาเหนอื อาเภอแม่ออน

จงั หวัดเชียงใหม่ และหมูบ่ า้ นแปลง 4 ตาบลมดื กา อาเภอดอยเต่า จังหวัดเชยี งใหม่ มคี วามคดิ เหน็ ต่อโครงงาน
พี่สอนน้องทาบัญชี เพอ่ื ท่ีจะนามาพฒั นาโครงงานใหด้ ขี ึ้นในคาต่อไปคอื ข้อเสนอแนะ

1. ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรมคี วามพร้อมใหม้ ากกว่านี้
2. ควรมีคมู่ ีสอื่ สารท่นี ่าสนใจ

บรรณำนุกรม

ขนมอบเพือ่ อาชพี . บทที่ 3 การทาบญั ชีรายรับ-รายจา่ ย การกาหนดราคา. สบื ค้นเมื่อ 15 ธันวาคม
2564,จาก http://www.sattha.ac.th/th/images/com/nararat/Lession/Lession7.html

ทชิ ากร สาราญชลารกั ษ.์ (2555). การทาบญั ชีรายรบั รายจ่าย. สบื คน้ เม่อื 15 ธันวาคม 2564, จาก
https://sites.google.com/site/kruticha/bth-reiyn/ngan-thurkic/hnwy-thi-4-kin-
xyu-xyang-chlad/kar-banthuk-baychi-rayrab-ray-cay

ธธี ชั บารุงทรัพย์. (2556). กำรนอ้ มนำแนว"ปรัชญำเศรษฐกิจพอเพยี ง"มำประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิต
และกำรงำน. สืบค้นเมอื่ 15 ธนั วาคม 2564, จาก
http://www.oknation.net/blog/teetatfarm/2013/08/23/entry-1

เนติภูมิ เกตุสงิ ห์. (2552). ความสาคญั ของการทาบญั ชีรายรับรายจ่าย. สบื ค้นเมอ่ื 15 ธนั วาคม 2564, จาก
http://www.gotoknow.org/posts/285944

บริษทั การบินไทยจากัด. (2555). ในหลวงของเรา. กรงุ เทพฯ: บริษทั อมรินทร์พริ้นต้งิ เเอนดพ์ ับลิชช่ิง
จากัด(มหาชน)บัญชีครวั เรอื น: เคร่ืองมือสูเ่ ศรษฐกจิ พอเพยี ง วารสารศูนย์บรกิ ารวชิ าการ
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบบั ที่ 3 ประจาเดือน กรกฎาคม – กันยายน 2550
มนตรี ศรไพศาล. (2549). เศรษฐกจิ พอเพียง 4. สบื ค้นเมอ่ื 15 ธนั วาคม 2564, จาก
http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9490000134072

มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. (2556). บญั ชคี รัวเรือน. สบื ค้นเมือ่ 19 ธันวาคม 2564, จาก
http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&frm=1&source=web&cd=1&ved
=0CCoQFjAA&url=http%3A%2F%2Fnachailit.files.wordpress.com%2F2012%2F02%2
Fe0b980e0b899e0b8b7e0b989e0b8ade0b8abe0b8b2e0b980e0b881e0b8b5e0b988
e0b8a2e0b8a7e0b881e0b8b1e0b89ae0b89ae0b8b1e0b88de0b88ae0b8b5e0b884.d
ocx&ei=O EwxUsqzHYbBiQfn0oHIAw&usg=AFQjCNEyWwF3clVqoALKYREdiY2tzLPVfQ

มบี ญุ . (2550). ความสขุ ของพอ่ . กรุงเทพฯ: พมิ พ์ดกี ารพิมพ์
ยงิ่ เจริญ บญุ ยงั . (2555). การจัดทาบัญชคี รัวเรือนตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง. สืบคน้

เมอื่ 15 ธนั วาคม 2564, จากhttp://203.144.226.201/yingcharoen/?page_id=196
ยยุ้ . (2554). วธิ ีง่ายๆ ในการดูแลคา่ ใชจ้ ่ายดว้ ย บญั ชคี รวั เรือน. สืบคน้ เม่ือ 19 ธนั วาคม 2564, จาก

HTTP://AC127.WORDPRESS.COM/2011/02/18

26

สถาบันไทยพฒั น์ มูลนิธบิ ูรณะชนบทแหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชปู ถมั ภฯ์ . (2556). เศรษฐกจิ
พอเพยี งหมำยถงึ อะไร. สบื ค้นเม่อื 20 ธันวาคม 2564, จาก
http://sufficiencyeconomy.blogspot.com/

Thaiarcheep. (2556). ทาบญั ชบี ันทกึ รายรับ – รายจา่ ยวางแผนการเงินให้ถูกตอ้ ง. สืบคน้ เมื่อ 19
ธนั วาคม 2564, จาก http://www.thaiarcheep.com

ภำคผนวก

ภำคผนวก ก
เคำ้ โครงร่ำงโครงงำน

29

แบบนำเสนอขออนมุ ตั โิ ครงกำรวชิ ำชพี

วิทยำลยั อำชีวศึกษำเชียงใหม่

รำยวิชำ โครงการ รหสั วิชา 3201-8501 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
ช่อื โครงกำร พสี่ อนน้องทาบญั ชี
Project Name Accounting is taught by sister.
ระยะเวลำดำเนินงำน ระยะเวลา ตงั้ แต่วนั ท่ี 10 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2565
สถำนทด่ี ำเนนิ งำน หมบู่ า้ นหว้ ยบง หมู่ท่ี 3 ตาบลทาเหนอื อาเภอแมอ่ อน จงั หวัดเชยี งใหม่
และหมู่บา้ นแปลง 4 ตาบลมดื กา อาเภอดอยเตา่ จงั หวดั เชียงใหม่
ประมำณคำ่ ใชจ้ ำ่ ย 400 บาท (สีร่ อ้ ยบาทถว้ น)
คณะผูจ้ ดั ทำโครงกำร นกั ศกึ ษาระดบั ชนั้ ปวส.2/4 สาชาวชิ าการบญั ชี
1. นางสาวนิศารตั น์ คายา
2. นางสาวเพ็ญนภา วงศ์เชษฐา

ลงช่ือ.....................................................หัวหนา้ โครงการ
(นางสาวเพญ็ นภา วงศเ์ ชษฐา)
........../............/...........

ความคิดเหน็ ของครูประจาวชิ าโครงการ/ครทู ี่ปรึกษา...........................................................................
ลงชอื่ .................................................................
( นางภทั รานิษฐ์ พัชรศิ วโรจน์ )

ความคิดเหน็ ของคณะกรรมการอนมุ ัตโิ ครงการ....................................................................................
ลงชอ่ื .................................................................
( นางสาวอรชิ าภัสร์ อนิ ตะ๊ จกั ร )

ความคิดเหน็ ของคณะกรรมการอนุมัติโครงการ....................................................................................
ลงช่ือ.................................................................
( นางจนั ทรา เทพาคา )

30

1. ชือ่ โครงงำน พ่สี อนน้องทาบญั ชี

2. ผูร้ ับผดิ ชอบโครงงำน
2.1 63302010110 นางสาว นศิ ารตั น์ คายา ปวส.2/4 สาขาวชิ าการบญั ชี
2.2 63302010114 นางสาว เพ็ญนภา วงศ์เชษฐา ปวส.2/4 สาขาวชิ าการบญั ชี

3. ที่มำและควำมสำคัญ
จากสภาวะสงั คมในปัจจบุ นั ทเ่ี ต็มไปด้วยกระแสวัตถุนิยม และความฟุ่มเฟือยฟงุ้ เฟ้อ จนทาให้

เยาวชนไทยของเรา หลงเดนิ ทางผดิ ไปตามกระแสนิยมจนกลายเปน็ ปญั หาโดยเฉพาะปัญหาความ
อยากได้ อยากมี ท่ไี มม่ วี นั จบสิ้น อย่างไรกต็ ามปญั หาน้กี ย็ งั มที างออก ซึง่ การจะดารงชีวิตให้อยูร่ อด
ภายใตส้ ังคมในปัจจบุ นั แนวทางหน่ึงทเ่ี ยาวชนไทยเราควรยดึ ถือคือการพ่ึงตนเอง รู้จักความ
พอประมาณและไมป่ ระมาท ตามแนวปรชั ญา “เศรษฐกิจพอเพยี ง”ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั
ทีท่ รงมองเหน็ ถงึ ความสาคญั ของการสรา้ งภูมคิ ุ้มกนั ให้กบั ตัวเอง รู้จักความพอมีพอกนิ พอมีพอใช้
คานงึ ถงึ หลกั เหตผุ ลและการประมาณตนเองพร้อมกับทรงเตอื นสติประชาชนคนไทยไม่ใหป้ ระมาท
โดยเฉพาะการใชจ้ า่ ยเงนิ อันเป็นปจั จยั สาคญั ในการดาเนนิ ชวี ติ (AC127Mum. 2011: Online) ทง้ั น้ี
เราจงึ รจู้ กั ทาบัญชีรายรบั รายจ่ายเพอื่ ทจ่ี ะได้เป็นการประมาณตนเองวา่ ไมค่ วรใช้จา่ ยมากจนเกินไป

การทาบญั ชรี ายรบั – รายจ่าย คอื การจดบนั ทึกขอ้ มูลเก่ยี วกับเงื่อนไขปัจจยั ในการดารงชวี ติ
ของตัวเอง ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการบนั ทึกจะเปน็ ตัวบ่งช้ีอดีตปัจจุบันและอนาคตของชีวิตตวั เองสามารถนา
ขอ้ มลู ในอดีต มาบอกในปจั จุบนั และในอนาคตได้ ขอ้ มูลที่ไดบ้ ันทึกไวจ้ ะเปน็ ประโยชน์ต่อการวางแผน
ชวี ิตของเราได้อีกด้วย หากเยาวชนทุกคนจดบันทกึ จะมปี ระโยชน์ตอ่ ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและ
ประเทศจะเปน็ แหล่ง เรยี นรู้ ครอบครวั เรยี นรู้ ชมุ ชนเรยี นรแู้ ละประเทศเรยี นร้กู ารเรียนรูเ้ ปน็ ท่มี าของ
ปัญญา ปัญญาเป็นที่มา ของความเจริญท้งั กาย สังคม ใจและจิตวญิ ญาณของมนุษย์จะเห็นว่า การทา
บัญชีหรอื การจดบนั ทึกน้ี สาคัญยง่ิ ใหญ่มากบุคคลสาคญั ในประเทศหลายท่านเป็นตัวอยา่ งทีด่ ีของการ
จดบันทกึ เชน่ พระธรรม โกศาจารย(์ พทุ ธทาสภิกขุ) พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวภูมพิ ลอดุลยเดช
และสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีลว้ นเป็นนักบนั ทึกท้งั ส้ิน การบันทึก คือ การ
เขียน เมื่อมีการเขยี นย่อมมกี ารคิดเมือ่ มกี ารคิดย่อมก่อปัญญา แก้ไขปญั หาไดโ้ ดยใชเ้ หตุผลวิเคราะห์
พิจารณาได้ถูกต้อง น่ันคือทางเจริญของมนษุ ย์

บัญชรี ายรับรายจา่ ยนี้ ไมใ่ ชเ่ ปน็ แต่เพยี งการจดบนั ทกึ รายการต่างๆ ทีเ่ ปน็ เงินเทา่ นั้น แต่ยงั
เป็นการ สร้างวินัยทางการเงิน สรา้ งความสามัคคภี ายในครอบครวั ร้จู ักช่วยเหลือแบ่งปนั กนั ในสังคม
มกี าร เรียนรู้ซงึ่ กนั และกนั ซง่ึ เกิดจากประสบการณต์ ่างๆ ท่ีได้รบั จากการจดบนั ทึกข้อมูลท่เี ปน็
ประโยชน์ ทาให้ประชาชนทุกคนรจู้ กั การบริหารจดั การด้านการเงนิ และ การวางแผนการทางานทุก
อยา่ งเพอ่ื ให้บรรลเุ ป้าหมายได้ การทาบญั ชรี บั -จ่ายทาให้ตวั เราเองมคี วามสุขใช้ชีวิตโดยยดึ หลกั ความ
พอเพียง มเี หตุมีผล รจู้ ัก พง่ึ พาตนเอง มคี วามพอประมาณ การเงนิ มสี ภาพคล่อง รู้จกั การเก็บออม
ทุกคนรถู้ ึงแหล่งทม่ี าของ รายรบั และการใช้ไปของค่าใชจ้ า่ ยในแตล่ ะวันสามารถนาข้อมูลการใช้จา่ ยมา
วางแผนบรหิ ารการเงินใน อนาคตได้

31

4. วัตถปุ ระสงค์
4.1 เพอ่ื ให้สมาชกิ ผู้เข้าร่วมโครงงานทราบถงึ รายรบั -รายจา่ ย ของตนเองและสามารถบริหารการใช้จา่ ย
ให้เกดิ ประโยชน์สูงสดุ
4.2 เพอื่ สง่ เสริมใหเ้ กิดการออมแก่นักเรียน

5. เป้ำหมำย
5.1 เชิงปริมาณ
เด็กในชมุ ชนห้วยบงและชมุ ชนบา้ นแปลง 4 จานวน 20 คน
5.2 เชงิ คณุ ภาพ
เยาวชนนาความรู้การจดั ทาบัญชีรบั -จ่าย มาใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน พร้อมท้งั เปน็
การฝกึ ทักษะความรดู้ า้ นบญั ชขี องตนเอง

6. ประโยชนท์ ีค่ ำดว่ำจะไดร้ บั
6.1 นักเรยี นรบั ร้ถู ึงรายรับ-รายจา่ ยของตนเอง และ สามารถบริหารการใช้จา่ ยใหเ้ กิดประโยชน์สงู สดุ
6.2 เกดิ การออมเงินแกน่ กั เรยี น
6.3 เพอ่ื สร้างสรรค์ส่ิงดๆี ให้กับสังคม

7. ขอบเขตของโครงงำน
7.1 เชงิ ปรมิ าณ
7.1.1 นกั เรยี นรกั ในการออมอยา่ งสมา่ เสมอและยง่ั ยนื
7.1.2 ให้นักเรยี นมจี รยิ ธรรมในการออม
7.2 เชิงคณุ ภาพ
7.2.1 จัดทาสมดุ บัญชรี ับ-จ่าย เปน็ ระยะเวลา 1 เดอื น
7.2.2 สมดุ บัญชรี บั -จ่าย 20 เล่ม

8. ข้นั ตอนหรอื วิธีดำเนนิ กำร
8.1 ขั้นเตรยี มการ
8.1.1 สารวจความสนใจและความพร้อมของตนเอง
8.1.2 พจิ ารณาในการเลือกหัวขอ้ โครงงาน
8.1.3 เขียนเคา้ โครงรา่ งโครงการเพ่ืออนมุ ตั ิ
8.1.4 เขยี นสมดุ บัญชีรับ-จา่ ย
8.1.5 ศึกษาเอกสารที่เก่ียวข้อง

32

8.2 ขน้ั ดาเนนิ การ
8.2.1 ตดิ ตอ่ ประสานงาน
8.2.2 สร้างอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมลู
8.2.3 ปฏิบตั ติ ามแผน
8.2.4 รายงานความก้าวหน้า

8.3 ขน้ั สรปุ ผล
8.3.1 รวบรวมขอ้ มูล วิเคราะห์ขอ้ มูล
8.3.2 เขยี นโครงงาน
8.3.3 นาเสนอผลการดาเนินโครงงาน
8.3.4 ประเมินผลโครงงาน

9. ระยะเวลำในกำรดำเนนิ โครงงำน
เร่ิมโครงงานวนั ท่ี 10 ธันวาคม 2564 สนิ้ สุดวนั ที่ 31 มกราคม 2565

10. งบประมำณค่ำใชจ้ ่ำย
งบประมาณ จานวน 400 บาท (โดยประมาณ)

11. กำรตดิ ตำมและประเมินผลโครงงำน
11.1 ใหต้ วั แทนแต่ละหมบู่ ้านไปตดิ ตามผล
11.2 เม่ือน้องๆทาบัญชีรับ-จ่ายเสรจ็ แลว้ ให้นาบัญชรี บั -จ่าย มาใหผ้ ู้จัดทาโครงงาน

ลงชอื่ ………………………………………..ผู้เขยี นโครงงาน
(นางสาวนศิ ารัตน์ คายา)

ลงชื่อ..............................................ครูทปี่ รึกษาโครงงาน/ครูประจาวิชา
(นางภทั รานษิ ฐ์ พชั ริศวโรจน)์

ลงชื่อ...............................................หวั หนา้ แผนกวิชาการบัญชี
(นางจันทรา เทพาคา)

ลงชอื่ ...............................................รองอานวยการฝา่ ยวิชาการ
(นางจันทิมา สตั ยาภรณ)์

ภำคผนวก ข
เอกสำรประกอบ (ภำพถำ่ ย)

34
ภำพที่ 1 อธบิ ำยวธิ ีกำรทำบัญชีรบั -จ่ำย
ภำพที่ 2 ภำพประกอบกิจกรรมในกำรดำเนินโครงงำน

35
ภำพที่ 3 อธิบำยวิธกี ำรทำบัญชีรบั -จ่ำย

ภำพที่ 4 ติดตำมผลกำรปฏบิ ตั งิ ำน

ภำคผนวก ค
แบบบันทกึ ควำมพงึ พอใจ

37

แบบประเมินควำมพงึ พอใจโครงงำนพ่สี อนนอ้ งทำบญั ชี
วิทยำลัยอำชวี ศกึ ษำเชยี งใหม่

คำช้ีแจง
1. แบบประเมนิ น้จี ัดทาข้ึนเพอ่ื ใช้ในการประเมนิ ความพึงพอใจของโครงงานพีส่ อนน้อง
ทาบญั ชี เพื่อนาขอ้ มลู มาปรับปรงุ แก้ไขและพัฒนาตอ่ ไป
2. ใส่เครือ่ งหมาย  ลงในระดบั ความพึงพอใจ

แบบสอบถำมน้ีแบ่งออกเปน็ 3 ตอน ประกอบด้วย
ตอนที่ 1 ขอ้ มลู ทั่วไปของผูต้ อบแบบประเมนิ
ตอนที่ 2 ระดับความพงึ พอใจของผู้ตอบแบบประเมินทมี่ ีต่อโครงงานพ่สี อนนอ้ งทาบัญชี
ตอนท่ี 3 ขอ้ เสนอแนะ

ตอนที่ 1 ขอ้ มลู ทวั่ ไปเก่ียวกบั ผตู้ อบแบบประเมนิ 2) หญงิ

1. เพศ 2) 20 – 30 ปี
4) 41 ปขี ้ึนไป
1) ชาย
2. อายุ 2) ปรญิ ญาตร/ี ปวส.
4) จบการศกึ ษาแลว้
1) ตา่ กว่า 20 ปี
3) 31 – 40 ปี
3. ระดบั การศกึ ษา
1) ตา่ กวา่ ปรญิ ญาตรี/ปวช.
3) สูงกว่าปรญิ ญาตรี

38

ตอนท่ี 2 ระดับควำมพงึ พอใจของผู้ตอบแบบประเมนิ ที่มีตอ่ โครงงำนพส่ี อนน้องทำบัญชี

รำยกำรประเมนิ 5 ระดบั ควำมพึงพอใจ 1
มำกทส่ี ดุ 432 น้อยท่ีสดุ
1. ด้ำนผู้ให้ควำมรู้ มำก ปำน น้อย
1.1 การเตรียมตวั ของนกั ศึกษาเหมาะสม
กลำง
มากนอ้ ยเพยี งใด
1.2 ทา่ นคดิ วา่ แบบฟอรม์ ทีน่ ักศกึ ษานามาให้

มคี วามสะดวกและง่ายต่อการทาบญั ชี
1.3 ท่านมีความเขา้ ใจในส่ิงท่ีนกั ศึกษาอธบิ าย
1.4 นกั ศกึ ษาใชค้ าพดู ท่เี ข้าใจง่ายและสภุ าพ
1.5 นกั ศึกษาอธิบายเก่ียวกบั บญั ชีรายรบั -จ่าย
1.6 นกั ศกึ ษามมี นษุ ย์สมั พนั ธ์ทดี่ แี ละเป็นกันเอง
1.7 เวลาที่ใช้เหมาะสมกับเนอ้ื หาท่สี อน
1.8 ทา่ นพึงพอใจกบั การให้ความรู้
2. ดำ้ นผู้เขำ้ ร่วมโครงงำน
2.1 การทาบญั ชรี ายรบั -รายจา่ ยมีประโยชน์
2.2 การทาบัญชชี ว่ ยปรับเปลยี่ นนสิ ยั การใช้จา่ ย
2.3 รจู้ ักวางแผนในการใช้เงนิ และมีวินยั ในการ

ใช้จา่ ยเงิน
2.4 ร้จู ักเก็บออมและใช้จา่ ยอยา่ งประหยดั
2.5 ทา่ นมีความพึงพอใจในการทาบญั ชรี ายรบั -

รายจ่าย

ตอนที่ 3 ขอ้ เสนอแนะ

.................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................

39

แบบประเมนิ ควำมพงึ พอใจ โครงงำน พ่สี อนนอ้ งทำบัญชี
Google form

ภำคผนวก ง
แบบบันทกึ กำรปฏบิ ตั งิ ำน

41

กำหนดปฎทิ นิ กำรปฎบิ ตั งิ ำนดงั น้ี

ระยะเวลำดำเนินงำน (สัปดำหท์ ่)ี

ลำดับขน้ั ตอน เดือน เดือน เดอื น ผู้รับผิดชอบ
กำร นศิ ารัตน์
พฤศจิกำยน ธนั วำคม มกรำคม
ดำเนนิ งำน
12 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4
1. ศกึ ษาขอ้ มลู การทา
บญั ชรี บั -จา่ ย

2. ตดิ ต่อประสานงาน เพ็ญนภา
เพือ่ ดาเนนิ งาน นศิ ารตั น์
เพญ็ นภา
3. ลงพ้ืนทใ่ี นการ นศิ ารัตน์
ดาเนนิ งาน เพญ็ นภา
เพญ็ นภา
4. ถา่ ยรูปในการ
ปฏิบตั งิ าน นิศารัตน์

5. เกบ็ ข้อมลู รบั -จา่ ย

6. จัดทาการบันทึกและ
สรปุ ผลการดาเนนิ งาน

7. นาเสนอโครงงาน นิศารัตน์
เพ็ญนภา
8. ประเมนิ ผลโครงงาน นิศารัตน์
ส่งรปู เลม่ เพญ็ นภา


Click to View FlipBook Version