The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ใบความรู้เรื่องการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ ภาคกลาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by faichatchi, 2022-03-05 22:36:27

ใบความรู้เรื่องการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ ภาคกลาง

ใบความรู้เรื่องการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ ภาคกลาง

ชื่อ-นามสกลุ ........................................................................ เลขที่.......................หอ้ ง............................

ใบความรู้เรื่องการแสดงพนื้ เมืองภาคเหนือ

เป็นศิลปะการรา และการละเล่น หรือที่นิยมเรียกกนั ทว่ั ไปวา่ “ฟ้ อน” การฟ้ อนเป็นวฒั นธรรม
ของชาวลา้ นนา และกลุ่มชนเผา่ ต่าง ๆ เช่น ชาวไต ชาวล้ือ ชาวยอง ชาวเขิน เป็นตน้ ลกั ษณะของการ
ฟ้ อน แบง่ เป็ น 2 แบบ คือ แบบด้งั เดิม และแบบที่ปรับปรุงข้ึนใหม่ แตย่ งั คงมีการรักษาเอกลกั ษณ์
ทางการแสดงไวค้ ือ มีลีลาท่าราที่แช่มชา้ อ่อนชอ้ ยมีการแต่งกายตามวฒั นธรรมทอ้ งถิ่นท่ีสวยงามประกอบ
กบั การบรรเลงและขบั ร้องดว้ ยวงดนตรีพ้ืนบา้ น เช่น วงสะลอ้ ซอ ซึง วงปูเจ่ วงกลองแอว เป็นตน้ โอกาสท่ี
แสดงมกั เล่นกนั ในงานประเพณีหรือตน้ รับแขกบา้ นแขกเมือง

ฟ้ อนเทยี น

ฟ้ อนเทยี น เป็ นการฟ้ อนท่ีมีลกั ษณะศิลปะที่อ่อน
ชอ้ ยงดงาม ลกั ษณะการแสดงไม่ต่างจากการ
แสดงฟ้ อนเล็บ ถา้ เป็นการแสดงฟ้ อนเทียน นิยม
แสดงในเวลากลางคืนเพื่อเนน้ ความสวยงามของ
แสงเทียนระยบิ ระยบั สวา่ งไสว จุดเด่นของการ
แสดงชนิดน้ี จึงอยทู่ ี่แสงเทียนที่ผแู้ สดงถือในมือ
ขา้ งละ ๑ เล่ม เขา้ ใจวา่ การฟ้ อนเทียนน้ีแต่เดิมคง
จะใชเ้ ป็นการแสดงบูชาสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิ เพ่ือเป็น
การสกั การะเทพเจา้ ท่ีเคารพนบั ถือในงานพระราชพธิ ีหลวง ตามแบบฉบบั ลา้ นนาของทางภาคเหนือของไทย
ผฟู้ ้ อนมกั ใชเ้ จา้ นายเช้ือพระวงศฝ์ ่ ายในท้งั สิ้น ในสมยั ปัจจุบนั การแสดงชุดน้ีจึงไม่ค่อยไดเ้ ห็นบ่อยนกั จะ
สงั เกตเห็นวา่ ความสวยงามของการฟ้ อนอยทู่ ่ีการบิดขอ้ มือท่ีถือเทียนอยู่ แสงวบั ๆ แวมๆ จากแสงเทียนจึง
เคลื่อนไหวไปกบั ความอ่อนชอ้ ยลีลา และลกั ษณะของเพลงที่ใชบ้ รรเลงประกอบนบั เป็นศิลปะท่ีน่าดูอยา่ งยง่ิ
แบบหน่ึง
การแต่งกาย ใชผ้ แู้ สดงเป็นผหู้ ญิงลว้ น นิยมแสดงหมคู่ ราวละหลายคน โดยจานวนคนเป็นเลขคู่
เช่น ๘ หรือ ๑๐ คน แลว้ แต่ความยง่ิ ใหญ่ของงานน้นั และความจากดั ของสถานที่ โดยผแู้ สดงแต่งกาย
แบบฟ้ อนเล็บ คือ การสวมเส้ือแขนกระบอก นุ่งซิ่นมีเชิงกรอมเทา้ มุ่นผมมวย มีอุบะหอ้ ยขา้ งศีรษะ ในมือ
เป็นสัญลกั ษณ์ คือ ถือเทียน ๑ เล่ม การแต่งกายของฟ้ อนเทียนน้ี ปัจจุบนั แตง่ ไดอ้ ีกหลายแบบ คืออาจ
สวมเส้ือในรัดอก ใส่เส้ือลูกไมท้ บั แต่อยา่ งอ่ืนคงเดิม และอีกแบบคือสวมเส้ือรัดอก แตม่ ีผา้ สไบเป็นผา้ ทอ
ลายพาดไหล่อยา่ งสวยงาม แตย่ งั คงนุ่งซ่ินกรอมเทา้ และมุ่นผมมวย มีอุบะหอ้ ยศีรษะ

2

โอกาสที่แสดง ในงานพระราชพิธี หรือวนั สาคญั ทางศาสนา ตอ้ นรับแขกบา้ นแขกเมือง

ชาวตา่ งชาติ และในงานประเพณีสาคญั ตามแบบฉบบั ของชาวลา้ นนา

ฟ้ อนเง้ยี้ ว

ฟ้ อนเงี้ยว เป็ นการฟ้ อนที่ได้รับ
อิทธิพลมาจากการฟ้ อนของเง้ียวหรือ
ไทยใหญ่ ประกอบดว้ ย ช่างฟ้ อน
หญิงชายหลายคู่ แต่งกายดว้ ยชุดพ้ืน
เมืองไทยใหญ่ การฟ้ อนเง้ียวเหมาะ
สาหรับผู้ชาย แต่ต่อมาเพ่ือให้เกิด
ความสวยงาม จึงมีการใช้ผูห้ ญิง
ลว้ น หรือใชท้ ้งั ชายและหญิงแสดง
เป็นคูๆ่ มีลีลาการฟ้ อนที่แปลกแตกตา่ งไปจากฟ้ อนเล็บ ฟ้ อนเทียน
การแต่งกาย จะเลียนแบบการแต่งกายของชาวไทยใหญ่ โดยมีการดัดแปลงเครื่องแต่งกายออกไป
บา้ ง โดยใส่เส้ือคอกลมแขนกระบอก นุ่งโสร่งส้ันเพียงเข่า หรือกางเกงขากวา้ งๆ หรือบา้ งก็นุ่งโสร่ง
เป็ นแบบโจงกระเบนก็มี ใช้ผ้าโพกศีรษะ มีผา้ คาดเอว ใส่ เครื่องประดับ เช่น กาไลมือ กาไล
เทา้ สร้อยคอ และใส่ตุม้ หู
โอกาสทใ่ี ช้แสดง แสดงในงานรื่นเริงทวั่ ไป

ฟ้ อนเลบ็

ฟ้ อนเล็บ เป็ นศิลปะการแสดงภาคเหนือท่ีมีความงดงาม
อ่อนชอ้ ยลีลาการฟ้ อนเล็บ จะแสดงออกถึงความพร้อม
เพรียงของผูแ้ สดง เพราะการฟ้ อนเล็บจะแสดงเป็ นหมู่
การฟ้ อนเล็บมกั แสดงในงานมงคลต่าง ๆ
การแต่งกาย ของผเู้ ล่นฟ้ อนเล็บ ผฟู้ ้ อนนุ่งผา้ ซิ่นมีเชิงยาว
กรอมเทา้ สวมเส้ือแขนยาว ห่มสไบ ผมเกลา้ แบบผมมวย
สูง ติดดอกไม้ ห้อยอุบะ ปล่อยชายลงขา้ งแกม้ สวมเล็บ
ยาวตรงนิ้วช้ี นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วกอ้ ย ยกเวน้ นิ้วหวั แม่มือ

3

ฟ้ อนสาวไหม

ฟ้ อนสาวไหม เป็ นศิลปะการฟ้ อนราประเภท
หน่ึงของชาวลา้ นนาท่ีมีพฒั นาการทางรูปแบบมาจาก
การ เลียนแบบอากัปกิริยาการสาวไหม ผูฟ้ ้ อนส่วน
ใหญ่มกั เป็ นหญิงสาว ลีลาในการฟ้ อนดูอ่อนชอ้ ยและ
งดงามยงิ่

ฟ้ อนสาวไหม เป็ นฟ้ อนทางภาคเหนือ ทาง
วทิ ยาลยั นาฏศิลป์ เชียงใหม่ไดป้ รับปรุงสืบทอด มาจาก
ครูพลอยศรี สรรพศรี ท้งั น้ี ครูพลอยศรีไดถ้ ่ายแบบรับ
ท่ามาจากหญิงชาวบา้ นท่ีจงั หวดั เชียงราย ชื่อ บวั เรียว
รัตนมณีกรณ์ ซ่ึงคุณบวั เรียวก็ไดเ้ รียนการฟ้ อนน้ีมาจาก
บิดาของตนอีกทีหน่ึง

ผู้แสดง ใช้ผูห้ ญิงแสดงจานวนเท่าไรก็ได้
ปัจจุบนั กม็ ีผชู้ ายเขา้ มาแสดงดว้ ยก็มี
การแต่งกาย แต่งกายแบบพ้ืนเมือง คือนุ่งผา้ ถุง ใส่เส้ือแขนกระบอกห่มสไบทบั เกล้าผมมวย
ประดบั ดอกไม้
การแสดง เริ่มจากการแสดงท่าหกั ร้างถางพง เพาะปลูกฝ้ ายและหม่อน ซ่ึงเป็ นการแสดงของช่าง
ฟ้ อนชาย เพ่ิงเพิ่มเขา้ มาภายหลงั ต่อจากน้นั ก็เป็ นท่วงท่าในการฟ้ อนสาวไหมเร่ิมจากท่าเลือกไหม ดึงไหม
ออกจากรัง มว้ นไหม สาวไหมออกจากตวั ไหล่ ศีรษะ เทา้ มว้ นไหมใตศ้ อก พุง่ กระสวย กรอไหม พาดไหม
ป๊ อกไหม จนกระทง่ั ช่ืนชมกบั ผา้ ท่ีทอสาเร็จแลว้
ดนตรี ดนตรีท่ีใชป้ ระกอบการฟ้ อน จะใชว้ งดนตรีพ้ืนเมืองซ่ึงมีสะลอ้ ซอ ซึง เพลงร้องมกั ไม่นิยม
มี จะมีแต่เพลงที่ใชบ้ รรเลงประกอบ แต่เดิมที่บิดาของคุณบวั เรียวใชน้ ้นั เป็ นเพลงปราสาทไหว ส่วนคุณบวั
เรียวจะใช้เพลงลาวสมเด็จ เม่ือมีการถ่ายทอดมาครูนาฎศิลป์ ได้เลือกสรรใช้เพลง "ซอปั่นฝ้ าย" ซ่ึงมี
ท่วงทานองเป็ นเพลงซอทานองหน่ึงท่ีนิยมกนั ในจงั หวดั น่าน และมีลีลาที่สอดคลอ้ งกบั การฟ้ อนสาวไหม
อยา่ งงดงามยงิ่

4

ฟ้ อนแง้น

คาว่า “แงน้ ” หมายถึง แอ่น โคง้ หรือ
งอไปด้านหลงั การฟ้ อนราแลว้ แอ่นลาตวั ไป
ดา้ นหลงั เรียกวา่ “ฟ้ อนแงน้ ”การฟ้ อนแงน้ เป็ นท่ี
นิยมกนั ในหมู่ช่างขบั ซอหญิง โดยเฉพาะช่างขบั
ซอในเขตจงั หวดั น่าน แพร่ ลาปาง พะเยาและ
เชียงราย การฟ้ อนชนิดน้ี ไม่มีรูปแบบหรือ
กฎเกณฑใ์ ด ๆ เพียงแตฟ่ ้ อนใหส้ วยงาม แลว้ แสดงความสามารถในการทรงตวั และความยืดหยนุ่ ของร่างกาย
โดยการฟ้ อนแลว้ ค่อย ๆ หงายลาตวั ไปดา้ นหลงั จนศีรษะถึงพ้ืน ผูช้ มท่ีชื่นชอบก็จะวางธนบตั รให้ ผฟู้ ้ อน
แสดงความสามารถอ่อนตวั ลงคาบธนบตั รดว้ ยความช่ืนชม ส่วนการแต่งการน้นั ก็มิไดม้ ีรูปแบบบงั คบั แต่ง
ตามปกติสาหรับการไปขบั ซอตามความเหมาะสม
ดนตรีที่ใช้ประกอบ เน่ืองจากการขบั ซอแบบเมืองน่านใช้เครื่องดนตรี เฉพาะเคร่ืองดีดและสี
ประกอบ การฟ้ อนจึงอาศยั ทานองท่ีบรรเลงจากซึงและสะลอ้ เท่าน้นั สาหรับจงั หวะคงเป็ นไปตามจงั หวะ
ของเพลง ซ่ึงไมใ่ ชเ้ คร่ืองประกอบจงั หวะแตป่ ระการใด
โอกาสท่ีแสดง ช่างขบั ซอหรือ “ช่างซอ” จะฟ้ อนในช่วงพกั ในการขบั เป็ นระยะ เพื่อเปล่ียน
บรรยากาศ และเปิ ดโอกาสใหผ้ รู้ ่วมงานคนอ่ืนไดพ้ กั ผอ่ นเป็นช่วง ๆ ไป
วตั ถุประสงค์ การฟ้ อนนอกจากจะเป็ นการเปลี่ยนบรรยากาศแลว้ ยงั เป็ นการแสดงเพ่ือสร้างความ
หลากหลายความเป็นสุนทรียรสแก่ผบู้ ริโภค อีกท้งั ยงั สร้างรายไดใ้ หก้ บั คณะ นอกเหนือจากค่าสมนาคุณจาก
เจา้ ภาพอีกดว้ ย ปัจจุบนั การฟ้ อนแงน้ ถูกนามาแสดงในงานต่าง ๆ ในฐานะการแสดงประเภทฟ้ อนรา ซ่ึงมี
ปรากฏใหเ้ ห็นโดยทวั่ ไป

การตีกลองสะบัดชัย

การตีกลองสะบัดชัย เป็ นศิลปะการแสดง
พ้นื บา้ นลา้ นนาอยา่ งหน่ึงซ่ึงมกั พบเห็นในขบวนแห่
หรื องานแสดงศิลปะพ้ืนบ้าน มีลีลาในการตีมี
ลกั ษณะโลดโผน เร้าใจ มีการใช้อวยั วะหรือส่วน
ต่างๆของร่างกาย เช่น ศอก เข่า ศีรษะ ประกอบใน
การตีดว้ ย ทาให้การแสดงการตีกลองสะบัดชยั เป็ น

5

ที่ประทบั ใจของผทู้ ่ีไดช้ ม จนเป็นท่ีนิยมกนั อยา่ งกวา้ งขวางในปัจจุบนั
ในสมยั ก่อนน้นั มีกลองชนิด ใชต้ ีในการออกศึก ตีเรียกฝนฟ้ าให้ตกตอ้ งตามฤดูกาล หรือประกอบ

พิธีกรรมตา่ งๆ มีทานองอยหู่ ลายทานอง แลว้ แต่ใชป้ ระกอบในงานหรือพิธี เช่น ทานองออกศึก เป็ นทานอง
ที่ใชต้ ีเม่ือจะไปออกศึก เพื่อให้นกั รบ มีความฮึกเหิม เป็ นการปลุกขวญั กาลงั ใจให้แก่นกั รบ ทานองชนะศึก
(เป็นทานองท่ีนิยมตีกนั ในปัจจุบนั ) ตีเม่ือรบชนะเป็ นการตีเอาชยั ชนะกลบั เขา้ เมือง นกั รบจะแสดงท่าที่เป็ น
ฮึกเหิมโดยใชอ้ วยั วะส่วนต่างๆของร่างกาย ประกอบการตีดว้ ย ทานองแปดหมื่นสี่พนั พระธรรมขนั ธ์ และ
ทานองสุดธรรม ใชป้ ระกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทานองฝนแสนห่า ใช้ตีเรียกฟ้ าฝนให้ตกตอ้ งตามฤดูกาล

ปัจจุบนั ศิลปะการตีกลองสะบดั ชยั เป็ นศิลปะอยา่ งหน่ึงที่ไดน้ าชื่อเสียงทางดา้ นวฒั นธรรมพ้ืนบา้ น
สู่ลา้ นนา และบทบาทของกลองสะบดั ชัย จึงอยู่ในฐานะการแสดงในวฒั นธรรมล้านนาต่างๆ เช่น งาน
ขนั โตก งานพิธีตอ้ นรับแขกเมือง ขบวนแห่ แต่โอกาสใชก้ ลองสะบดั ชยั แต่เดิมมาถึงปัจจุบนั ยงั มีอีกหลาย
ประการซ่ึงมีหลกั ฐานปรากฏในวรรณกรรมต่างๆมากมายโดยสามารถสรุปไดด้ งั น้ี

1.ใชต้ ีบอกสญั ญาณ การใชก้ ลองสะบดั ชยั ตีบอกสญั ญาณน้นั มีหลายลกั ษณะ ดงั น้ี
- สญั ญาณโจมตีขา้ ศึก
- สัญญาณบอกขา่ วในชุมชน

2. เป็นมหรสพ
3. เป็นเครื่องประโคมฉลองชยั ชนะ
4. เป็นเคร่ืองประโคมเพือ่ ความสนุกสนาน
ในปัจจุบนั มีการใช้กลองสะบดั ชยั ตีในงานบุญ เช่น งานสลากภตั ต์ ลกั ษณะน้ีจะตีจงั หวะเร่งเร็ว
เสมอตน้ เสมอปลาย โดยมีคนใชแ้ ส้ไมไ้ ผท่ ี่เรียกวา่ ไมแ้ สะ ฟาดหนา้ กลองดว้ ยจงั หวะ แต่ไม่มีฉาบ และฆอ้ ง
ประกอบ(ทานองออกศึก) ลกั ษณะการตีดงั กล่าวท้งั หมดเป็ นการตีอยู่กบั ที่ ภายหลงั เม่ือเขา้ ขบวนก็ได้ใช้
จงั หวะหรือทานอง สะบดั ชยั ไม่ใชไ้ มแ้ สะ(ทานองชนะศึก)
ปัจจุบนั น้ีกลองสะบดั ชยั คงเหลือไวเ้ ป็นกลอง 3 ประเภท คือ

1. กลองสองหนา้ ขนาดใหญ่ มีลูกตุบ ท่ีมกั เรียกวา่ กลองบูชา
แขวนอยใู่ นหอกลองของวดั ตา่ งๆ ลกั ษณะการตีมีจงั หวะหรือทานองที่
เรียกว่าระบา ท้งั ชา้ และเร็ว บางระบามีฉาบและฆอ้ ง บางระบามีคนตี
ไมแ้ สะประกอบอยา่ งเดียว

6

2. กลองสองหนา้ มีลูกตุบและคานหาม เรียกวา่
กลองชัย (สะบดั ชัยลูกตุบ) เวลาตีผูต้ ีจะถือไม้
แสะขา้ งหน่ึง อีกขา้ งหน่ึง ถือไมต้ ีกลอง การตี
ลกั ษณะน้ีอาจมีฉาบและฆอ้ ง ประกอบ หรือไม่
มีก็ได้ ปัจจุบนั กลองสะบดั ชัยประเภทน้ีเกือบ
สูญหายไปแล้ว ผูท้ ่ีตีได้และยงั มีชีวิตอยู่เท่าที่
ทราบคือพ่อครู มานพ(พัน) ยารณะ ซ่ึงเป็ น

ศรัทธาวดั สนั ป่ าข่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

3. กลองสองหนา้ มีคานหาม ไม่มีลูกตุบ(กลอง
ละบดั ชยั สมยั ใหม่) มีฉาบและฆอ้ งประกอบจงั หวะ และ
มกั มีนาคไมแ้ กะสลกั ประดบั ซ่ึงเป็ นที่นิยมแพร่หลายใน
ปัจจุบนั ส่วนใหญ่เป็ นลายของพ่อครูคา กาไวย์ ชาวบา้ น
แพะขวาง อ.หางดง จ.เชียงใหม่

คาสั่ง ใหน้ กั เรียนหาการแสดงพ้นื เมืองภาคเหนือท่ีนอกเหนือจากในใบความรู้ อีกคนละ 3 การแสดงอยา่ ง
ละเอียด (5 คะแนน)
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

7

..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

8

ใบความรู้เรื่องการแสดงพนื้ เมอื งภาคกลาง

ภาคกลางไดช้ ่ือวา่ อู่ขา้ วอู่น้าของไทย มีภูมิประเทศเป็ นท่ีราบลุ่ม มีแม่น้าหลายสาย เหมาะแก่การ
กสิกรรม ทานา ทาสวน ผูค้ นมีความเป็ นอยู่ที่สุขสบาย จึงมีเวลาที่จะคิดประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์สิ่งที่
สวยงามไดม้ าก และมีการเล่นรื่นเริงในโอกาสตา่ งๆ มากมาย ท้งั ตามฤดูกาล ตามเทศกาลและตามโอกาสท่ีมี
งานร่ืนเริงภาคกลางเป็ นท่ีรวมของศิลปวฒั นธรรม การแสดงจึงมีการถ่ายทอดสืบต่อกนั และพฒั นาดดั แปลง
ข้ึนเรื่อยๆและออกมาในรูปแบบของขนบธรรมเนียมประเพณี และการประกอบอาชีพ เช่น เตน้ การาเคียว
เพลงเกี่ยวขา้ ว เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ลิเก ลาตดั กลองยาว เถิดเทิง เป็ นตน้ บางอยา่ งกลายเป็ นการ
แสดงนาฏศิลป์ แบบฉบบั ไปกม็ ี เช่น ราวง และเนื่องจากเป็นที่รวมของศิลปะน้ีเอง ทาใหค้ นภาคกลางรับการ
แสดงของทอ้ งถ่ินใกลเ้ คียงเขา้ ไวห้ มด แลว้ ปรุงแต่งตามเอกลกั ษณ์ของภาคกลาง คือการร่ายราท่ีใชม้ ือ แขน
และลาตวั เช่น โขน ละครชาตรี ละครนอก ละครใน ลิเก หุ่น หนงั ใหญ่ เป็นตน้ .

1. เต้นการาเคยี ว
เป็ นเพลงพ้ืนเมืองของชาวบ้าน

จงั หวดั นครสวรรค์ นิยมเล่นตามทอ้ งนา
ในฤดูกาลลงแขกเกี่ยวขา้ ว ร้องเล่นกัน
เพ่ือความรื่นเริงสนุกสนาน ผ่อนคลาย
จากความเหน็ด

โอกาสท่ีเล่น เล่นกันในฤดูเกี่ยว
ขา้ ว ขณะท่ีมีการเก่ียวขา้ วน้ัน เขามกั จะมี
การร้องเพลงเกี่ยวขา้ วไปดว้ ย โดยร้องแก้กนั ระหว่างฝ่ ายชายกบั ฝ่ ายหญิง และเมื่อหยุดพกั การเก่ียวขา้ ว
ประมาณตะวนั บา่ ยคลอ้ ยแลว้ การเตน้ การาเคียวจึงเริ่มเล่น
วธิ ีการเล่น จะแบง่ ผเู้ ล่นเป็น ๒ ฝ่ าย คือ ฝ่ ายชาย เรียกวา่ พอ่ เพลง ฝ่ ายหญิง เรียกวา่ แม่เพลง เริ่ม
ดว้ ยพ่อเพลงร้องชกั ชวนแม่เพลงให้ออกมาเตน้ การาเคียว โดยร้องเพลงและเตน้ ออกไปราล่อ ฝ่ ายหญิง
และแมเ่ พลงกร็ ้องและราแกก้ นั ไป ซ่ึงพอ่ เพลงแมเ่ พลงน้ีอาจจะเปลี่ยนไปหลายๆ คน ช่วยกนั ร้องจนกวา่
จะจบเพลง ส่วนผทู้ ่ีไมไ่ ดเ้ ป็นพอ่ เพลงแมเ่ พลงก็ตอ้ งเป็นลูกคู่
การแต่งกาย ฝ่ ายชายนุ่งกางเกงขาก๊วย และเส้ือกุยเฮงสีดา มีผา้ ขาวมา้ คาดเอว สวมงอบ และ จะ
ไมใ่ ส่รองเทา้ ฝ่ ายหญิงนุ่งโจงกระเบนและเส้ือแขนกระบอก สีดาหรือเป็ นสีพ้ืนก็ได้ และไม่สวมรองเทา้
ผแู้ สดงทุกคนตอ้ งถือเคียวในมือขวาและถือรวงขา้ วในมือซา้ ยดว้ ย

9

ดนตรีท่ใี ช้ ตามแบบฉบบั ของชาวบา้ นแบบเดิมไม่มีดนตรีประกอบเพียงแต่ลูกคู่ทุกคนจะปรบมือ
และร้อง เฮ้ เฮว้ ใหเ้ ขา้ จงั หวะ

2. ราวง
ราวง วิวฒั นาการมาจากราโทน เพลงร้องไดม้ ีการกาหนดท่าราของแต่ละเพลงไวโ้ ดยเฉพาะ เช่น
เพลงงามแสงเดือน ใชท้ ่าสอดสร้อยมาลาเป็ นท่ารา เพลงชาวไทยใชท้ ่าชกั แป้ งผดั หนา้ เพลงดวงจนั ทร์วนั
เพญ็ ใชท้ ่าแขกเตา้ เขา้ รัง และทา่ ผาลาเพยี งไหล่ เป็ นตน้ เพลงราวงที่กาหนดท่าราโดยใชท้ ่าราแม่บทดงั กล่าว
น้ีเรียกวา่ ราวงมาตรฐาน นิยมในงานรื่นเริงแทนการเตน้ รา และยงั จดั เป็ นชุดนาฏศิลป์ ไทยท่ีนาไปแสดง
เพอื่ ความบนั เทิงไดอ้ ีกดว้ ย
กาหนดการแต่งกายของผูเ้ ล่นราวงให้เป็ นระเบียบ เช่น ผูช้ ายแต่งชุดสากล ผูห้ ญิงแต่งชุดเส้ือ
กระโปรง หรือชุดไทยพระราชนิยม ผชู้ ายนุ่งโจงกระเบน สวมเส้ือคอกลม มีผา้ คาดเอว ผหู้ ญิงแต่งชุด
ไทย เป็นตน้

3. รากลองยาว
รากลองยาวหรือบางคร้ังเรียกวา่ ราเถิดเทิง

สาเหตุท่ีมีช่ื อเรี ยกว่าราเถิดเทิงก็เนื่ องมาจากเสี ยง
กลองยาวท่ีเวลาตีมีเสียงคลา้ ย ๆ คาวา่ เถิดเทิงนน่ั เอง
การแสดงชุดน้ีใชแ้ สดงเน่ืองในโอกาสวนั ข้ึนปี ใหม่
หรือในงานบวช เครื่องแต่งกายแสดงถึงวฒั นธรรม
การแต่งกายของภาคกลางรากลองยาว สันนิษฐานว่าเป็ นของพม่านิยมเล่นกันมาก่อน เม่ือคร้ังพม่าทา
สงครามกบั ไทยในสมยั กรุงธนบุรีในเวลาพกั รบ พวกทหารพม่าก็เล่นสนุกสนานกนั ดว้ ยการเล่นต่าง ๆ ซ่ึง
ทหารพม่าบางพวกก็เล่น "กลองยาว" พวกไทยเราไดเ้ ห็นก็จามาเล่นกนั บา้ ง ยงั มีเพลงดนตรีเพลงหน่ึงซ่ึง
ดนตรีไทยนามาใชบ้ รรเลง มีทานองพม่า เรียกกนั แต่เดิมวา่ "เพลงพม่ากลองยาว" ต่อมาไดม้ ีผปู้ รับเป็ นเพลง
ระบา กาหนดใหผ้ ูร้ าแต่งตวั ใส่เส้ือนุ่งโสร่งตา ศีรษะโพกผา้ สีชมพู มือถือขวานออกมาร่ายราเขา้ กบั จงั หวะ

10

เพลงท่ีกล่าวน้ี จึงเรียกเพลงน้ีกนั อีกชื่อหน่ึงว่า "เพลงพม่าราขวาน" ต่อมาการแสดงเถิดเทิงไดม้ ีการพฒั นา
รูปแบบให้มีความสวยงามมากข้ึน โดยมีการแต่งกายที่เป็ นแบบอย่างไทย กาหนดท่าราให้มีความเป็ น
มาตรฐานยงิ่ ข้ึน และมีกลองยาวเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง

4. ลเิ กทรงเครื่อง

ลิเกทรงเครื่อง เร่ิมมีข้ึนในสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ราวปี พ.ศ. ๒๔๕๐ โดย
พระยาเพชรปาณี จดั แสดงข้ึนเป็ นคร้ังแรกที่โรง (หรือเรียกวา่ วกิ ) ใกลป้ ้ อมพระกาฬ ริมคลองโอ่งอ่าง ตรง
ขา้ มวดั ราชนดั ดาราม

ลิเกทรงเครื่อง เป็ นการแสดงท่ีผแู้ สดงเจรจาร้องและราแสดงท่าทางตามธรรมชาติ โดยมีวงปี่ พาทย์
บรรเลงประกอบการแสดง ผแู้ สดงแต่งกายเลียนแบบเคร่ืองทรงและเครื่องราชอิสริยาภรณ์กามะลอ ตวั พระ
สวมปันจุเหร็จยอด เส้ือเยยี รบบั นุ่งผา้ ยก สนบั เพลา สวมสังวาลย์ ติดอินทรธนู สายสะพายประดบั โบวท์ ี่บ่า
ท้งั สอง สวมถุงเทา้ ขาว ตวั นางสวมมงกุฎกษตั ริย์ ใส่เส้ือแขนส้ันปักดิ้น สวมสังวาลย์ ห่มสไบ ประดบั โบวท์ ี่
บา่ ท้งั สอง สวมถุงเทา้ ขาว นุ่งยกจีบหนา้ นาง

การราที่สาคญั ในการแสดง ประกอบดว้ ยการราออกตวั ของผแู้ สดงโดยราประกอบเพลงเชิด เพลง
เสมอ การราหนา้ เตียง ซ่ึงเป็ นการราใชบ้ ท หรือการตีบทประกอบการร้องเพลงไทยเดิม โดยเน้ือหามกั เป็ น
การบรรยายแนะนาตวั หรือเล่าเรื่องราว การราเขา้ พระเขา้ นาง หรือการราเก้ียวเป็ นการราระหวา่ งพระและ
นาง ซ่ึงตอ้ งใชท้ กั ษะทางการร่ายราสูงโดยที่ท้งั คู่ตอ้ งราและร้องใหส้ ัมพนั ธ์กนั การราในเชิงการต่อสู้ หรือรา
กระบวนไมร้ บ ผแู้ สดงตอ้ งใชท้ กั ษะสูงในการร่ายราอาวุธ มีท้งั อาวธุ ส้ันและอาวุธยาว เช่น ดาบ กริช ทวน
กระบอง ผแู้ สดงตอ้ งฝึกหดั การใชอ้ าวธุ ใหค้ ล่องตามเน้ือหาของเร่ืองน้นั ๆ นบั เป็ นวชิ าการร่ายรา อนั สุดยอด
แบบฉบบั หน่ึงของการแสดงลิเกทรงเครื่อง

11

5. เพลงลาตดั

ลาตดั เป็ นการแสดงท่ีมาจากการแสดงของแขกมลายู ลาตดั จะมีลกั ษณะตดั และเฉือนกนั ดว้ ยเพลง
(ลา) การว่าลาตดั จึงเป็ นการวา่ เพลงรับฝี ปากของฝ่ ายชาย และฝ่ ายหญิงโดยตรง มีท้งั บทเก้ียวพาราสี ต่อวา่
เสียดสี แทรกลูกขดั ลูกหยอด ใหไ้ ดต้ ลกเฮฮากนั สานวนกลอนมีนยั ยะออกเป็ นสองแง่สองง่าม เครื่องดนตรี
ท่ีใช้ คือ กลองรามะนา ฉิ่ง วธิ ีแสดงจะมีตน้ เสียงร้องก่อน โดยส่งสร้อยให้ลูกคู่ร้องรับ แลว้ จึงดน้ กลอนเดิน
ความ เม่ือลงลูกคู่ก็จะรับดว้ ยสร้อยเดิมพร้อมกบั ตีรามะนา และฉ่ิงเขา้ จงั หวะการร้องรับน้นั ดว้ ย ลาตดั เป็ น
การแสดงท่ีมาจากการแสดงลิเกบนั ตนของมลายู

ลาตดั เรียกไดว้ า่ เป็นเพลงพ้ืนบา้ นพ้นื เมืองชนิดหน่ึงของไทย ซ่ึง นิยมร้องกนั ในเขตภาคกลาง ท้งั น้ี
มีตน้ กาเนิดมาจาก “ลิเกบนั ตน” ของชาวมลายู ในตน้ รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยลิเกบนั ตน
ดงั กล่าว มีรูปแบบของการแสดงแยกออกเป็ น 2 สาขา สาขาหน่ึง เรียกวา่ “ฮนั ดาเลาะ” และ “ลากเู ยา” และ
ลิเกบนั ตนลากเู ยา มีลกั ษณะของการแสดงวา่ กลอนสดแกก้ นั โดยมีลูกคู่คอยรับ เมื่อตน้ บทร้องจบ ต่อมาเมื่อ
มีการดดั แปลงกลายเป็ นภาษาไทยท้งั หมด จึงเรียกกนั วา่ “ลิเกลาตดั ” ในระยะแรก และเรียก ส้ัน ๆ ในเวลา
ตอ่ มาวา่ “ลาตดั ” ซ่ึงมีลกั ษณะของเพลงและทานองเพลงที่นามาใหล้ ูกคู่รับ โดยมากก็มกั ตดั มาจากเพลงร้อง
หรือเพลงดนตรีอีกช้นั หน่ึง โดยเลือกเอาแต่ตอนท่ีเหมาะสมแก่การร้องน้ีมาเท่าน้นั บดั น้ีชื่อถูกตดั ลงไปโดย
ความกร่อนของภาษาเหลือเพียงว่า “ลาตดั ” เป็ นการต้งั ชื่อที่เหมาะสม เรียกง่าย มีความหมายรู้ได้ดีมาก
(มนตรี ตราโมท,2518 : 46 – 65) กล่าวคือ ความหมายเดิม “ลา” แปลวา่ เพลงเมื่อนามารวมกบั คาวา่ “ตดั ” จึง
หมายถึง การนาเอาเพลงพ้ืนบา้ นอ่ืน ๆ อีกหลายชนิด ตดั รวมเขา้ เป็นบทเพลง เพ่ือการแสดงลาตดั เช่น ตดั เอา
เพลงเก่ียวขา้ ว เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงพวงมาลยั และเพลงอีแซว เป็ นตน้ เขา้ มาเป็ นการละเล่นท่ีเรียกวา่ ลา
ตดั (ธนู บุญยรัตพนั ธ์, สัมภาษณ์)

วิธีแสดงลาตดั ผเู้ ล่นลาตดั ส่วนใหญ่จะเป็ นมุสลิมต่างจากลิเกท่ีผแู้ สดงจะเป็ นคนไทยลว้ นๆเพราะ
ลิเกตอ้ งไหวค้ รูฤาษีซ่ึงขดั กบั หลกั ของศาสนาอิสลาม ปัจจุบนั คณะลาตดั ที่มีช่ือเสียงในอยุธยา จะมีอยู่ 2 คณะ
คือ คณะซ่ึงเป็ นคนไทยเช้ือสายมอญ และคณะคนไทยซ่ึงเป็ นชาวมุสลิมการแสดงลาตดั เป็ นการเฉือนคารม
กนั ดว้ ยเพลง(ลา)โดยมีการราประกอบแต่ไมไ่ ด้ เล่นเป็นเรื่องอยา่ งลิเกและการแสดงตอ้ งมีท้งั ฝ่ ายชายและฝ่ าย
หญิงและเป็นที่นิยมกนั มากเนื่องจากเป็นการแสดงโดยการใชไ้ หวพริบปฏิภาณใน การดน้ กลอนสดส่วนการ
ประชนั ลาตดั ระหวา่ ง2 คณะ จะใชเ้ สียงฮาของคนดูเป็ นเกณฑ์ คณะใดไดเ้ สียงฮาเสียงปรบมือมากกวา่ ก็จะ
ถือเป็นฝ่ ายชนะ

12

โอกาสท่ีแสดง มกั นิยมเล่นในงานมหรสพต่าง ๆ แต่เม่ือมีคนนิยมหรือแพร่หลายออกไปจึงเกิดมี
การประชนั แขง่ ขนั กนั ข้ึนแทนท่ีจะวา่ แกก้ นั ในหมวู่ งเดียว เดิมทีเดียวใชผ้ แู้ สดงเป็ นชายลว้ น ๆ ไม่มีหญิงปน
เลยตอ่ มาในระยะหลงั ไดม้ ีววิ ฒั นาการมีชายหญิงแสดงร่วมกนั

เคร่ืองแต่งกาย แตง่ กายแบบไทยพ้ืนเมือง ผหู้ ญิงนุ่งจีบหรือโจงกระเบนตามแต่ถนดั ใส่เส้ือรัดรูป
แขนส้นั หลากสีสนั ทดั ดอกไม้ ผชู้ ายนุ่งโจงกระเบน เส้ือคอกลมสีต่าง ๆ

ดนตรีทใี่ ช้มี กลองรามะนา กรับ ฉิ่ง
6. ละครนอก

มีมาต้งั แต่คร้ังกรุงศรีอยุธยา เป็ นละครที่แสดงกนั นอกราชธานี แต่เดิมคงมาจากการละเล่นพ้ืนเมือง
และร้องแกก้ นั แล้วต่อมาภายหลงั จบั เป็ นเร่ืองเป็ นตอนข้ึน เป็ นละครที่ดดั แปลงวิวฒั นาการมาจากละคร
"โนห์รา" หรือ "ชาตรี" โดยปรับปรุงวธิ ีแสดงต่างๆ ตลอดจนเพลงร้อง และดนตรีประกอบใหแ้ ปลกออกไป

ผ้แู สดง ในสมยั โบราณจะใชผ้ ชู้ ายแสดงลว้ น ผแู้ สดงจะตอ้ งมีความคล่องแคล่วในการรา และร้อง มี
ความสามารถท่ีจะหาคาพดู มาใชใ้ นการแสดงไดอ้ ยา่ งทนั ท่วงทีกบั เหตุการณ์ เพราะขณะแสดงตอ้ งเจรจาเอง

การแต่งกาย ในข้นั แรกตวั ละครแต่งตวั อย่างคนธรรมดาสามญั เป็ นเพียงแต่งให้รัดกุมเพื่อแสดง
บทบาทไดส้ ะดวก ตวั แสดงบทเป็นตวั นางกน็ าเอาผา้ ขาวมา้ มาห่มสไบเฉียง ใหผ้ ชู้ มละครทราบวา่ ผแู้ สดงคน
น้ันกาลงั แสดงเป็ นตวั นาง ถ้าแสดงบทเป็ นตวั ยกั ษ์ก็เขียนหน้าหรือใส่หน้ากาก ต่อมามีการแต่งกายให้ดู
งดงามมากข้ึน วจิ ิตรพิสดารข้ึน เพราะเลียนแบบมาจากละครใน บางคร้ังเรียกการแต่งกายลกั ษณะน้ีวา่ "ยืน
เครื่อง"

เร่ืองที่แสดง แสดงไดท้ ุกเร่ืองยกเวน้ ๓ เร่ือง คือ อิเหนา อุณรุฑ และรามเกียรต์ิ บทละครท่ีแสดงมี
ดงั น้ี คือ สมยั โบราณ มีบทละครนอกอยมู่ ากมาย แต่ที่มีหลกั ฐานปรากฏมีเพียง ๑๔ เรื่อง คือ การะเกด คาวี
ไชยทตั พิกุลทอง พิมพส์ วรรค์ พิณสุริยวงศ์ มโนห์รา โม่งป่ า มณีพิชยั สังข์ทอง สังข์ศิลป์ ชยั สุวรรณศิลป์
สุวรรณหงส์ และโสวตั สมยั รัตนโกสินทร์ มีบทพระราชนิพนธ์ละครนอกในรัชกาลท่ี ๒ อีก ๖ เร่ือง คือ
สงั ขท์ อง ไชยเชษฐ์ ไกรทอง มณีพชิ ยั คาวี และสงั ขศ์ ิลป์ ชยั

การแสดง มีความมุ่งหมายในการแสดงเรื่องมากกว่าความประณีตในการร่ายรา ฉะน้ันในการ
ดาเนินเรื่องจะรวดเร็ว ตลกขบขนั ไม่พิถีพิถนั ในเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี การใชถ้ อ้ ยคาของผแู้ สดง
มกั ใชถ้ อ้ ยคา "ตลาด" เป็ นละครที่ชาวบา้ นเรียกกนั เป็ นภาษาธรรมดาวา่ "ละครตลาด" ท้งั น้ีเพ่ือให้ทนั อก
ทนั ใจผชู้ มละคร

ดนตรี มกั นิยมใชว้ งปี่ พาทยเ์ ครื่องหา้

13

7. ละครใน
ละครในมีหลายชื่อ เช่น ละครใน ละครขา้ งใน ละครนางใน และละครในพระราชฐาน เป็ นตน้

สันนิษฐานวา่ มีมาต้งั แต่สมยั อยุธยา และรุ่งเรืองมากท่ีสุดในสมยั พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ ละครในแสดงมา
จนถึงสมยั ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ หลงั สมยั รัชกาลที่ ๖ มิไดม้ ีละครในในเมืองหลวงอีก เนื่องจากระยะหลงั
มีละครสมยั ใหม่เขา้ มามาก จนต่อมามีผูค้ ิดฟ้ื นฟูละครในข้ึนอีก เพื่อแสดงบา้ งในบางโอกาส แต่แบบแผน
และลกั ษณะการแสดงเปล่ียนไปมาก

ผู้แสดง เป็นหญิงฝ่ ายใน เดิมหา้ มบุคคลภายนอกหดั ละครใน จนถึงสมยั รัชกาลท่ี ๔ ทรงเลิกขอ้ ห้าม
น้นั ต่อมาภายหลงั อนุญาตให้ผชู้ ายแสดงไดด้ ว้ ย ผแู้ สดงละครในตอ้ งเป็ นผูท้ ่ีมีความสามารถตีบทให้แตก
และมีลกั ษณะทีทา้ วทีพญา

การแต่งกาย พถิ ีพิถนั ตามแบบแผนกษตั ริยจ์ ริงๆ เรียกวา่ "ยนื เคร่ือง" ท้งั ตวั พระ และตวั นาง
เร่ืองทแี่ สดง มกั นิยมแสดงเพียง ๓ เร่ือง คือ อุณรุฑ อิเหนา และรามเกียรต์ิ
ดนตรี ใชว้ งปี่ พาทยเ์ หมือนละครนอก แต่เทียบเสียงไม่เหมือนกนั จะตอ้ งบรรเลงให้เหมาะสมกบั
เสียงของผหู้ ญิงท่ีเรียกวา่ "ทางใน"

คาสั่ง ใหน้ กั เรียนหาการแสดงพ้นื เมืองภาคกลางท่ีนอกเหนือจากในใบความรู้ อีกคนละ 3 การแสดงอยา่ ง
ละเอียด (5 คะแนน)
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................

14

..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version