E-Book
ประวตั กิ ารศกึ ษาและผลิตครใู นสังคมไทย
จดั ทาโดย
นางสาวกัญญพชั ร เทียนดา 63105010183
นางสาวรวมภทั ร ตันประเสริฐ 63105010193
เสนอ
อาจารย์ ดร.ชนันภรณ์ อารกี ุล
วิชา ED113 ปรชั ญาการศึกษาและพัฒนาวิชาชพี ครู (B11)
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
คานา
รายงานฉบบั น้เี ป็นสว่ นหน่งึ ของวชิ าED113ปรชั ญาการศกึ ษาและพฒั นาวิชาชีพครู หนังสืออิเล็คทรอนคิ
เรือ่ งประวตั กิ ารศกึ ษาและกฎหมายการศึกษาเลม่ นีจ้ ัดทาข้ึนเพอ่ื เผยแพรใ่ หผ้ ู้อ่านไดร้ บั ความรู้เกยี่ วกับความหมาย
ของทมี่ าประวตั ิการศกึ ษา และกฎหมายการศกึ ษาของไทย ขอขอบคณุ อาจารยผ์ สู้ อนท่ใี ห้ความรู้ ขอ้ มูลตา่ งๆท่ี
สาคัญและเอกสารในการทาอีบคุ เล่มนี้ ทาใหอ้ บี ุค๊ เล่มนีส้ าเรจ็ ลลุ ่วงด้วยดี
คณะผจู้ ัดทาคาดหวังเปน็ อย่างย่ิงวา่ ผอู้ ่านจะสามารถเขา้ ใจสอื่ อบี ุคเรอ่ื งประวตั ิการศกึ ษา ทาความเข้าใจ
เกี่ยวกบั กฎหมายของการศกึ ษา และสามารถนาความรู้ทไ่ี ดร้ ับ มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้ หากเกิด
ข้อผดิ พลาดประการใดขออภยั มา ณ ทนี่ ้ี
คณะผู้จดั ทา
สารบัญ
1.การศึกษาในรชั กาลท5ี่ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว (พ.ศ.2411-2453) หนา้
2.การศึกษาในรชั กาลท6ี่ สมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว (พ.ศ.2453-2468) 1
3.สมัยเรมิ่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย (พ.ศ. 2468-2489) 4
4.สรปุ เหตุการณส์ าคญั ทางการศกึ ษาในสมยั เรม่ิ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย 5
5.สมัยพฒั นาการศกึ ษา พ.ศ. 2489 5
6.สรุปเหตุการณ์สาคญั ทางการศกึ ษาสมัยพฒั นาการศกึ ษา 6
7.การขยายโอกาสทางการศกึ ษาถงึ ยุคปจั จบุ ัน 7
8.แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2545-2559 7
9.แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ ฉบบั ปรบั ปรงุ (พ.ศ.2552-2559) 8
10.สาระของพระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาตพิ .ศ.2542และปแี ก้ไขเพ่มิ เติมฉบบั ท่ี 2 พ.ศ.2545 9-10
10-16
1
สมยั ปฏริ ูปการศึกษา (พ.ศ.2411-2468)
การศึกษาในรัชกาลท่ี5 สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั (พ.ศ.2411-2453)
ในปพี .ศ.2414 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯใหต้ งั้ โรงเรยี นหลวงสอนภาษาไทย
ขน้ึ ในพระบรมมหารชวงั เป็นโรงเรียนแหง่ แรกของไทย ใหพ้ ระศรสี ุนทรโวหารปลัดกรมกรมพระอาลกั ษณเ์ ป็น
อาจารย์ใหญ่ มงุ่ ฝึกคนเข้ารบั ราชการ สอนภาษาไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนยี มราชการ สว่ นนักเรียนเปน็ บตุ ร
ของเจา้ นายขา้ ราชการผใู้ กลช้ ดิ พระองค์ ในปีเดยี วกันได้ทรงจดั ตง้ั โรงเรียนสอนภาษาองั กฤษมีนายฟรานซิส แพต
เตอร์สัน ชาวอังกฤษเปน็ ครจู ัดตงั้ อย่ไู ด5้ ปตี อ้ งเลิกเพราะครูกรบั ยโุ รป
ทง้ั 2 โรงเรยี นอยใู่ นสงั กัดกรมทหารมหาดเลก็ ผดิ กบั โรงเรยี นแตก่ อ่ นคอื มีฆารวาสเปน็ ครู การตงั้ โรงเรียนนีม้ ี
จดุ ประสงคเ์ พื่อให้ไดค้ นที่รู้หนงั สือเข้ารับราชการ และทต่ี ง้ั ไว้ทีก่ รมมหาดเล็ฏเป็นเพราะเป็นหน่วยราชการที่ใกล้ชดิ
กบั พระองค์มากท่สี ดุ แตก่ ็ไม่ได้ละทิ้งการศกึ ษาที่มอี ยูแ่ ล้ว เชน่ โรงเรยี นของพวกครสิ เตยี นและการศกึ ษาของพระ
ซ่ึงมีการเรียนพระธรรมวนิ ยั อย่แู ลว้ และยงั สอนวิชาหนงั สอื และวชิ าต่างๆแกก่ ลุ บตุ รผู้มาบวชหรอื ผทู้ ม่ี าเปน็ ศษิ ยว์ ัด
ดว้ ย สาหรับบตุ รเจา้ นายที่เรยี นดีไดไ้ ปศึกษาวชิ าองั กฤษตอ่ ทีโ่ รงเรยี นแรฟเฟิลในสิงคโปร์ มีพระราชประสงคจ์ ะได้
บุคคลที่มคี วามรูท้ างดา้ นภาษาองั กฤษ สาหรบั การศึกษาของสตรกี ไ็ ด้ทรงตง้ั โรงเรยี นสุนันทาลัยข้ึนในปพี .ศ.2423
แต่ไม่นานกเ็ ลิกไป
2
ในปีพ.ศ.2424 ทรงโปรดเกลา้ ฯใหจ้ ดั ตงั้ โรงเรยี นนายทหารมหาดเล็กสาหรบั ฝึกสอนผทู้ ี่จะเปน็ นายรอ้ ย นาย
สบิ ในกรมทหารมหาดเล็ก ผูเ้ รยี นมเี ชอ้ื สายสกุลและบุตรหลานข้าราชการ ต่อมานกั เรียนมากขน้ึ จึงยา้ ยมาต้ังทพี่ ระ
ตาหนกั สวนกุหลาบ เมื่อพ.ศ.2425 เรยี กว่าโรงเรยี นพระตาหนกั สวนกหุ ลาบ ตอ่ มา1ปนี ักเรยี นมากขึ้นจงึ ขยาย
โรงเรียนใหก้ วา้ งขึ้นสอนวิชาท่ัวๆไป สว่ นผ็ทีจ่ ะศึกษาวชิ าเฉพาะ เช่น วิชาทหารให้แยกไปเรยี นพเิ ศษในภายหลงั
ในปเี ดียวกนั มีการเปดิ โรงเรยี นแผนทใี่ นสงั กดั กรมทหารมหาดเล็กอกี แหง่ หนึ่งมีนายแมคคารฮ์ ีเปน็ ครู ในระยะ
นน้ั แผนที่เป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งสาหรบั ประเทศไทยในปญั หาพรมแดน เพราะถกู ภยั จากจกั รวรรดินิยมองั กฤษและ
ฝรั่งเศสคุกคาม
ในปีพ.ศ.2427 จัดต้ังโรงเรยี นพระตาหนักสวนกหุ ลาบสาเรจ็ เปลยี่ นเป็นโรงเรียนพลเรือน สอนภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ และวิชาสาหรบั ราชการพลเรอื น และมกี ารจดั แบบเรยี นหลวงและมกี ารสอบไลห่ นังสอื ไทยดว้ ย
แบบเรียนหลวงนนั้ พระยาศรสี นุ ทรโวหาร(นอ้ ย อาจาริยางกูร) เป็นผแู้ ตง่ แบบหนงั สอื ไทย6เล่ม มูลบทบรรพ
กจิ วาหนิตกิ ร อักษรประโยค สงั โยคพธิ าน ไวพจนพ์ จิ ารณ์ และพศิ าลการันตร์ สาหรับมูลบทบรรพกจิ ตง้ั แตแ่ มก่ .กา
จนจบแม่เกย วาหนิตกิ รสอนอักษรนา อกั ษรประโยคสอนอกั ษรควบ สงั โยคพธิ านสอนตัวสะกด ไวพจนพ์ จิ ารณส์ อน
คาพอ้ ง และพิศาลการันตรส์ อนตวั การนั ต์ ใชส้ อนในโรงเรียนพระตาหนกั สวนกหุ ลาบ สว่ นมากเรียนเพียงสามเลม่
แรกก็สามารถออกไปทางานราชการ ส่วนราษฎรทั่วไปมกั จะเรยี นเพียงเลม่ แรกเล่มเดียว
การสอบไลน่ ัน้ เน่อื งจากความตอ้ งการคนเข้าเปน็ เสมียนในกระทรวงต่างๆมีมากขน้ึ นักเรียนส่วนมากจึงเรยี น
จบเพยี ง3เลม่ ก็ออกรบั ราชการ เพอื่ ฝกึ สอนใหม้ คี วามรู้ทสี่ ูงขึ้น จงึ จดั ให้มกี ารสอบไลห่ นังสอื ไทยข้ึนเป็นคร้งั แรกเมอ่ื
ปีพ.ศ.2427 ผทู้ เี่ รียนจบ6เล่มและสอบไดจ้ ะไดร้ บั ใบสาคัญแสดงว่าสอบไล่ไดช้ ้ันประโยคหน่ึง จะไปรบั ราชการหรือ
เรียนตอ่ ประโยคสอนก็ได้ ประโยคสองไดต้ ง้ั ขึ้นในปพี .ศ.2428 ผ้ทู ่สี อบไล่ไดจ้ ะไดร้ บั ประโยชน์หลายอย่างเพราะ
ไดร้ บั การสนบั สนนุ อยา่ งมาก
พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว ทรงมกี ารจัดตง้ั โรงเรียนใหแ้ พรห่ ลายออกไปใช้เป็นประโยชน์ ดงั นนั้
ในปีพ.ศ.2427 จึงทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯให้ตง้ั โรงเรยี นหลวงสาหรบั ราษฎรข้ึนทีว่ ัดมหรรณพารามเปน็ แหง่ แรก
และให้ตงั้ โรงเรียนข้ึนตามวัด
เมอื่ งานทางดา้ นการศกึ ษาเพม่ิ ข้ึน จงึ ได้กาหนดรูปแบบการศึกษาเป็นครงั้ แรกโดยต้ังกรมศึกษาธิการขึ้นในปี
พ.ศ.2430 กรมหมื่นดารงราชานภุ าพเป็นผ้บู ญั ชาการกรมนีร้ บั หน้าทีง่ านการศึกษาของไทยท้ังหมด ได้โอนโปรง
เรยี นแต่เดิมขน้ึ กับกรมทหารมหาดเลก็ มาขึน้ กบั กรมศึกษาธกิ าร การศึกษาของไทยเรมิ่ ทีจ่ ะมคี วามมน่ั คง และปีพ.ศ.
2435 ไดย้ กฐานะข้นึ เป็นกระทรวงธรรมการทาหน้าทีจ่ ัดตงั้ โรงเรยี น ดูแลเรอ่ื งหนงั สอื แบบเรียนหลวงและการสอบไล่
3
ในปพี .ศ.2431 เลกิ ใชแ้ บบเรียนภาษาไทย6เล่ม ของพระยาศรีสนุ ทรโวหารใหใ้ ชแ้ บบเรียนเร็ว3เล่มแทน ซง่ึ แตง่
ขน้ึ ใหม่โดยกรมศกึ ษาธิการ และใช้กนั ตอ่ มาจนถึงสมยั รัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทงั้ นี้เพ่อื ให้
นกั เรียนรจู้ กั อักขรวธิ ไี ดภ้ ายในปเี ดียวหรือปคี รงึ่ จะได้มเี วลาเรยี นวิชาอืน่ เพ่ิมเติมขึ้น
ในปพี .ศ.2435 ประกาศตง้ั โรงเรยี นมูลศกึ ษา โดยจดั ตงั้ ข้นึ ในวดั ต่างๆท่ัวกรงุ เทพฯและหวั เมอื งมพี ระภกิ ษเุ ปน็
ผ้สู อน ขณะเดียว
กันไดอ้ นญุ าตใหเ้ อกชนเข้ามามสี ว่ นในการศึกษาโดยตอ้ งขออนญุ าตตอ่ กระทรวงธรรมการกอ่ น โรงเรียนท่จี ัดตงั้ โดย
เอกชน เรยี นว่าโรงเรยี นเชลยศักด์ิ
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงดาริว่า การจะขยายโรงเรยี นออกไปน้ันจะต้องมีครเู พยี งพอ
อุปสรรคสาคัญในการศกึ ษาแก่เยาวชนคอื การขาดแคลนครูและตอ้ งเปน็ ผูมคี วามรคู้ วามสามารถทจี่ ะถ่ายทอด
ความรไู้ ด้ จงึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯใหต้ ั้งโรงเรียนฝกึ หดั ครูขึ้น โดยใหน้ ายเอช กรนี รอด ชาวองั กฤษเป็นอาจารย์
ใหญแ่ ละให้เร่ิมเปดิ สอนเมอ่ื วันท1่ี 2 ตุลาคม พ.ศ.2435 ตอ่ มาได้ขยายโรงเรยี นฝกึ หดั ครูไปอกี หลายแห่ง เชน่ เมอื่ ปี
พ.ศ.2439 ได้ตง้ั โรงเรยี นฝึกหดั อาจารยท์ ี่บ้านสมเด็จเจ้าพระยามีชื่อวา่ โรงเรยี นฝกึ หดั ครฝู ง่ั ตะวันตก ขยายโรงเรยี น
ฝกึ หัดครูท่ีโรงเลย้ี งเดก็ เป็นโรงเรยี นฝกึ หดั อาจารย์ และเปลย่ี นช่อื เปน็ โรงเรยี นราชวทิ ยาลัย และทรงมพี ระราชดาริวา่
เม่ือนดั เรยี นจบจากโรงเรียนน้อี ยา่ งสมบรู ณ์ จะสง่ ไปศกึ ษาตอ่ ยังต่างประเภท เพื่อให้ครูไดแ้ ลกเปลยี่ นความคดิ เห็น
และความรซู้ ง่ึ กนั และกนั เกดิ ประโยชนต์ อ่ การสอนอบรมเดก็ พระองคจ์ ึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯให้ตงั้ สามคั ยา
จารยส์ มาคมขน้ึ เมอื่ ปพี .ศ.2445 โดยต้ังอยู่ในพนื้ ท่ขี องโรงเรยี นสวนกหุ ลาบวทิ ยาลัย
การจดั การศึกษาตงั้ แตเ่ ริ่มมานั้นยังไมไ่ ดว้ างรปู เปน็ หลกั ฐานแน่นอน ดงั น้นั ในปีพ.ศ.2441 พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั จงึ มพี ระบรมราชโองการใหก้ ระทรวงธรรมการร่างโครงการศึกษาขึ้นเป็นฉบบั แรก โดยมี
จุดมงุ่ หมายให้การศึกษาแผนใหม่ได้เผยแพรอ่ อกไปให้เปน็ ระเบียบแบบแผนกันท่ัวถึงทัง้ ประเทศ
การวางรากฐานการศกึ ษาแหง่ ชาตริ ัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั คือการตั้งโรงเรยี น
มหาดเล็กหรอื สานักฝึกขา้ ราชการพลเรอื น ในปพี .ศ.2442 โรงเรยี นมหาดเล็กนเ้ี ปน็ โรงเรียนขน้ั เตรียมอดุ มศกึ ษา
สาหรับโรงเรียนมหาเล็กนี้นักเรียนมหาดเล็กนน้ี กั เรียนจะตอ้ งมอี ายรุ ะหว่าง15-20ปี นักเรยี นเหล่านจ้ี ะต้องเปน็ ผดู้ ี
โดยสกลุ หรือโดยฐานะ ทง้ั น้ีเพราะนักเรียนเหล่านจี้ ะต้องดารงตาแหน่งขุนนางตอ่ ไป การรับนกั เรยี นจะรบั ตาม
จานวนท่ีกระทรวง กรมต่างๆต้องการสว่ นการจัดการศึกษาจดั เปน็ 3ภาค ภาคละ1ปี เมอื่ จบการศึกษาทง้ั สามภาค
ต้องไปฝกึ งานตามกระทรวงและยังคงเป็นมหาดเล็กอยู่ โรงเรียนต้ังอยูท่ ี่ตกึ ขาวขา้ งประตูพมิ านชัยศรี การศกึ ษา
นอกจากจะศกึ ษาความรูท้ วั่ ไปแล้ว นักเรยี นแยกตวั ศึกษาความรพู้ ิเศษเฉพาะ ซ่งึ แตล่ ะกระทรวงจะส่งครูมาสอน
ภายหลงั โรงเรยี นนี้ไดม้ นี ักเรยี นมากขึน้ และนกั เรยี นท่ีสาเรจ็ จากโรงเรยี นนไ้ี ด้ทาประโยชน์แก่บ้านเมอื งเป็นอันมาก
จนถึงสมยั รชั กาลท่ี6 จงึ ย้ายโรงเรียนนี้ไปอยู่ทวี่ งั ”กลางทงุ่ ”เม่อื พ.ศ.2459 และได้นาเงินเหลอื จากการสรา้ งพระบรม
รูปทรงมา้ ทร่ี าษฎรบรจิ าคไปกอ่ สรา้ งและเพอื่ เปน็ อนุสรณ์แก่พระบรมชนกนาถ จึงไดข้ ยายโรงเรียนมหาดเลก็ เปน็
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั ซง่ึ เปน็ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
4
การศกึ ษาในรชั กาลท6ี่ สมยั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยหู่ ัว (พ.ศ.2453-2468)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั เสด็จขึน้ เสวยราชสมบัตสิ บื ต่อมา พระองค์ทรงได้เจริญรอยพระยคุ ล
บาทสมเด็จพระราชบิดา มีการจดั การศึกษาให้กว้างขวางออกไป คือ ตอ้ งสอนใหพ้ ลเมืองมคี วามรใู้ นการทามาหา
เลี้ยงชีพโดยควรแก่อัตภาพของตน ไมเ่ ฉพาะฝกึ งานสาหรับใชใ้ นราชการเท่านัน้ จึงมพี ระบรมราชโองการ
เปล่ียนแปลงวชิ าการจดั การศึกษาทส่ี าคญั ๆหลายอย่าง คอื ปพี .ศ.2453 เม่อื พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้
เจา้ อยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชือ่ โรงเรียนมหาดเลก็
เปน็ โรงเรียนข้าราชการพลเรอื นของพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ตอ่ มาในปีพ.ศ.2459 ไดส้ ถาปนา
โรงเรียนดงั กลา่ วข้ึนเปน็ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
ในปีพ.ศ.2461 ไดม้ ปี ระกาศพระราชบญั ญตั ิโรงเรยี นราษฏร์ พระราชบญั ญตั ฉิ บับนี้ ประกาศเมอื่ วันท่ี 5
มิถุนายน แตใ่ ชบ้ งั คบั ตงั้ แตว่ นั ท่1ี กรกฎาคม พ.ศ.2461 เป็นตน้ มา
ในปีพ.ศ.2464 ในสมัยรัชกาลท6่ี มีเหตกุ ราณ์สาคญั ที่สดุ ในวงการศกึ ษาของไทยเกดิ ข้ึน คอื ไดต้ รา
พระราชบัญญัตปิ ระถมศึกษาบงั คบั ใหเ้ ดก็ ท่ีมอี ายุ7-14ขวบจะต้องอยู่ในโรงเรยี นแลบะไมเ่ สยี คา่ เล่าเรียน ในปี
เดียวกนั ได้ประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาตฉิ บบั ใหม่ขนึ้ มสี าระสาคญั คอื ระดบั ประถมศกึ ษาใช้เวลาเรยี น3ปี ระดับ
มัธยมใชเ้ วลาเรียน8ปี ปละในปีพ.ศ.2464 ปีเดียวกนั กบั ท่อี อกพระราชบญั ญตั ปิ ระถมศึกษาน้ันเอง กระทรวงธรรม
การได้เปลยี่ นชอื่ เป็นกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
5
สมัยเร่มิ การปกครองระบอบประชาธิปไตย (พ.ศ. 2468-2489)
สมัยรชั กาลท7ี่ (พ.ศ 2468-2477) ในปี พ.ศ 2466 รัชกาลท7่ี ทรงเหน็ วา่ การแยกกรมธรรมการไปอยู่
กระทรวงวงั (พ.ศ.2462) และเปล่ียนชือ่ เป็นกระทรวงศึกษาธกิ าร ไดจ้ ดั ตัง้ สภาการศกึ ษาทาหนา้ ท่กี าหนดแบบ
แผนการศกึ ษาของชาตขิ ึน้ มสี าระสาคญั คอื ระบบการศกึ ษาใหม้ ีมลู ศกึ ษา (3-6ปี) ประถมศึกษาเรยี น 4 ปี ) ถา้
ตอ้ งการประกอบอาชพี งา่ ยๆก็คอื ต่ออกี เป็น ป.7 มธั ยมเรียน8ปี แบ่งเป็นประโยคตน้ 4ปี ประโยคปลาย 4 ปี แลว้ จึง
ต่อในอดุ มศึกษาได้ แบง่ การศกึ ษาออกเป็น2 สายคอื
-สายสามญั ไดแ้ ก่ การศึกษาวิชาความรูซงึ่ เป็นความรพู้ ้นื ฐานทวั่ ๆไป แบง่ การสอนออกเปน็ ชน้ั ประถม 1-4ปี
มธั ยมตน้ (ม.1-4) มธั ยมปลาย (ม.5-8)
-สายอาชีวศึกษา ไดแ้ ก่ การศกึ ษาวิชาซง่ึ เปน็ ความร้สู าหรับประกอบอาชีพรบั ชว่ งจากสามญั ศกึ ษาทุกระยะที่
จบประโยค
สมัยรชั กาลที่ 8 (พ.ศ.2477-2489) ในรัชสมยั ท8ี่ รฐั บาลเหน็ ว่าแผนการศกึ ษา พ.ศ 2475 ใช้เวลาเรยี นในช้ัน
ประถมและมธั ยมนานเกิน 12 ปี ท้ังนไ่ี ม่ได้นบั ประถม5-6 เพราะใช้เรยี นเฉพาะผูท้ ่ไี มต่ ้องการเรยี นตอ่ ในระดบั มัธยม
กระทรวงธรรมการจงึ ประกาศใช้แผนการศึกษาชาตปิ ี พ.ศ. 2479 โดยแบง่ การศกึ ษาออกเหตุผลเปน็ ประถมต้น 4
มธั ยม3ปี มัธยมปลาย 3ปี (4-3-3) แตผ่ ทู้ ี่จะศึกษาในระดบั อดุ มการศึกษาตอ้ งผา่ นการศกึ ษาระดบั เตรียม
อุดมศึกษา2 ชน้ั กอ่ นสว่ นสายอาชวี ศกึ ษาไดแ้ บง่ ออกเปน็ 3 ระดบั คอื ช้ันตน้ ช้ันกลาง และช้ันสูง
สรุปเหตกุ ารณส์ าคญั ทางการศกึ ษาในสมยั เร่ิมการปกครองระบอบประชาธิปไตย
พ.ศ. 2475 - มกี ารเปลยี่ นแปลงการปกครอง จดั ทาแผนการศกึ ษาชาติ 2475 ขนึ้ ใชเ้ ป็นแผนการศกึ ษาชาติฉบบั นมี้ ี
แผนผงั เปน็ รูปตน้ ไม้เรียก
พ.ศ.2476 - มีพระราชบัญญตั ปิ รับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม โดยบญั ญัตใิ ห้กระทรวงธรรมการมอี านาจและหนา้ ท่ี
เก่ียวกับศกึ ษา
พ.ศ. 2478 - ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิประถมศึกษาทวั่ ราชอาณาจักรทกุ ตาบล
พ.ศ. 2479 - ประกาศใชง้ านแผนการการศึกษาฉบบั ใหม่ ไดต้ ราพระราชบญั ญตั ิขา้ ราชการ
พ.ศ. 2480 - จัดตง้ั หน่วงยุวชนทหาร
พ.ศ. 2481 - เปิดแผนกเตรยี มอุดมแหง่ จฬุ าลงกรณ์
พ.ศ. 2482 - ปรบั ปรงุ กระทรวงธรรมการ ทาให้เกิด
พ.ศ. 2483 - กระทรวงธรรมการไดย้ า้ ยมาอย่ทู ี่ทาการวังจันทรเกษม ตงั้ กองการศกึ ษาผู้ใหญข่ ึ้นเม่ือวนั ท่ี 6 พ.ศ
2483 บารงุ วฒั นธรรมฉบบั แรกขน้ึ ใชเ้ ปน็ กฎ
พ.ศ.2484 - กระทรวงธรรมการเปลีย่ นช่ือเปน็ กระทรวงศกึ ษาธิการและใช้มาจนปจั จุบนั
พ.ศ. 2485 - ได้สถาปนาสภาวัฒนธรรมแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2486 - โอนโรงเรยี นประถมศึกษามาจากเทศบาลให้กรม สามัญศกึ ษาเป็นผจู้ ดั เปดิ มหาวิทยาลัยเพ่มิ ข้นึ อกี
พ.ศ. 2486 - ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั คิ รู พ.ศ.2485
6
สมยั พัฒนาการศึกษา พ.ศ. 2489
สมัยรัชกาลท9่ี กระทรวงศึกษาธิการไดป้ ระชาธปิ ไตยแผนการศึกษาใหม่ เปน็ แผนการศกึ ษาฉบบั แรกรชั กาล
ท่ี 9 มสี าระสาคญั คอื ระดบั ประถม 4 ปี และระดบั มธั ยมศกึ ษาปี 3 โดยแบง่ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้นเป็นสาย
สามญั วชิ าศึกษา ประกาศใช้แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2503 มาจนถึง พ.ศ. 2520 แตบ่ างส่วนยังคงใชแ้ ผนการ
ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503 อยจู่ นสน้ิ ปกี ารศึกษา 2525 จงึ จะเลกิ ได้หมด แผนการศกึ ษาเพ่ิมขึ้นเปน็ 7 ช้ัน แบ่งเปน็
ประโยนชป์ ระถมตอนตน้ 4ชน้ั และตอนปลาย3ชนั้ ระดับมัธยมศึกษาเปน็ 2 ตอน 2 ชน้ั และสายอาชีพ 3 ชัน้ สาหรบั
ระดบั อดุ มศึกษาเป็นการศกึ ษาตอ่ จากมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย การศกึ ษาวชิ าการและวชิ าชีพข้ันสูงในปี พ.ศ 2517
ได้มกี ารพจิ ารณาจุดบกพรอ่ ง ซงึ่ เปน็ ผลทาใหส้ าเรจ็ แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2520
สรปุ เหตุการณ์สาคญั ทางการศกึ ษาสมัยพัฒนาการศึกษา
พ.ศ.2494 - เหตกุ ารณ์สาคญั ทางการศึกษาภาคบงั คบั ช้ันประถมศึกษาเรียนประถมปีที่1 ถงึ ประถมปีท6ี่ สาหรบั
มัธยมศึกษา แบง่ การเปน็ การมธั ยมศึกษาสามญั ศึกษา
พ.ศ. 2495 - มพี ระราชบญั ญตั ิกระทรวงวฒั นธรรม โอนกรมการศาสนาไปสงั กดั กระทรวงเปลีย่ นช่ือกรมสามัญ
มธั ยมศึกษา
พ.ศ. 2497 - จัดต้ังกรมการฝกึ หดั ครู และประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิโรงเรยี นราษฎรต์ รงพระราชบญั ญตั ิวิทยาลยั
วิชาการศกึ ษา
พ.ศ. 2500 - กาหนดท้องทจี่ ังหวดั ตา่ งๆ ซ่งึ เปน็ หน่วยสาหรบั ตรวจราชการของผู้ตรวจราชกระทรวงการศกึ ษาธกิ าร
12 หนว่ ย เรียกว่า ภาคการศกึ ษาและมกี ารตงั้ โครงการฝกึ หดั ครู
พ.ศ. 2501 - มีพระราชบญั ญัติโอนงานกระทรวงวฒั นธรรมให้กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ยบุ กรมวัฒนธรรมเปน็ กอง
วฒั นธรรมของสานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารและจดั ตง้ั เพ่มิ 2 กรม คอื กรมศลิ ปากรและกรมศาสนา
นอกจากน้ันกระทรวงศึกษาธกิ ารไดแ้ บง่ ส่วนราชการออกเป็น 13 หน่วยงาน
7
พ.ศ. 2502 - มพี ระราชบญั ญตั ิโอนกรมมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในสังกดั กระทรวงศกึ ษาธิการไปยังสานกั
นายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2503 - รัฐบาลไดป้ ระกาศใช้แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2503 เพื่อสนองความตอ้ งการสงั คม และสอนคลอ้ ง
กบั แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และการปกครอง โดยสนบั สนนุ ใหข้ ยายการศกึ ษาภาคบังคบั ถึง 7ปี
พ.ศ. 2515 - ไดม้ ีประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 216 วา่ ดว้ ยการปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม ได้รวมกรมสามญั
กับกรมวสิ ามญั ศกึ ษา จัดตง้ั เป็นกรมสามัญศึกษาและไดต้ ้ังหนว่ ยงานเพ่มิ ขึน้ ในกระทรวงศึกษาธกิ ารอกี 2หนว่ ยงาน
ไดแ้ ก่ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ท่ีโอนงานวทิ ยาลัยเอกชนจากสานักงานสภาการศึกษาแหง่ ชาติ
สานักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2516 - ไดม้ พี ระราชกฤษฎีกา แบง่ ทอ้ งทีข่ องกระทรวงศกึ ษาธิการออกเปน็ 12 เขต ในปีเดียวกันมกี าร
เรียกรอ้ งสิทธิและเสรภี าพในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยของนกั เรยี น นสิ ิต นักศกึ ษา จากภมู ิภาคตา่ งๆทว่ั
ประเทศ เมอื่ ประสอบผลสาเรจ็ มีการเปลย่ี นแปลงรฐั บาลใหมท่ ี่ให้สิทธิเสรภี าพมากขน้ึ เป็นผลดีตอ่ ความเสมอภาค
และความเป็นธรรมทางการศึกษา
การขยายโอกาสทางการศกึ ษาถึงยคุ ปจั จุบนั
พ.ศ. 2521 - ได้ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ปิ ระถมศึกษา (ฉบบั ท่5ี ) ปรบั การศกึ ษาภาคบงั คบั จาก 4ปี เป็น 6ปี
พ.ศ. 2522 - ได้มพี ระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ท่ี 216 กรมเพิม่ ขนึ้ ในกระทรวงศึกษาธิการ
อกี 2 กรม ได้แก่ กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน(กศน.)เพอ่ื ทาหน้าที่เกย่ี วกับการวางแผนพฒั นา อดุ หนนุ สง่ เสรมิ
ประสานงาน ใหบ้ ริการและดาเนินงานในดา้ นการศกึ ษานอกโรงเรยี น กบั สานกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรม
แหง่ ชาต(ิ สวช.)เพอื่ ทาหนา้ ทเ่ี กย่ี วกับการวางแผน วิจยั กาหนด รักษา และเผยแพรว่ ฒั นธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. 2523 - ไดอ้ อกพระราชบญั ญตแิ กไ้ ขเพ่ิมเตมิ ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ที่ 216 จดั ต้งั สานกั งาน
คณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาต(ิ สปช.)
พ.ศ. 2525 - กระทรวงศึกษาธการไดป้ ระกาษใหส้ ถาบนั พัฒนาผบู้ รหิ ารการศกึ ษาเปน็ สถานศกึ ษาสังกัดสานกั งาน
ปลดั กระทรวง กระทรวงศกึ ษาธกิ าร และประกาศจดั ตง้ั ศนู ย์ฝึกอบรมประจาเขตการศึกษา จานวน 12 ศนู ย์
พ.ศ. 2527 - ได้จดั ตงั้ ศนู ยก์ ลางสถาบันเทคโนโลยแี ละอาชวี ศึกษา มีวตั ถุประสงค์เพอ่ื ใหบ้ ริหารงานการศกึ ษา
พ.ศ. 2531 - สถาบนั เทคโนโลยีและอาชีวศึกษา เปล่ยี นชื่อเป็น “สถาบนั เทคโนโลยีราชมงคล”
พ.ศ. 2532 - ไดม้ ีพระราชบญั ญตั แิ ก้ไขเพม่ิ เตมิ ประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ท่ี 216 แบง่ ส่วนราชการใน
กระทรวงศกึ ษาธิการใหม่ ไดแ้ ก่ สานักงานเลขานุการรฐั มนตรี สานักงานปลดั กระทรวง กรมฝึกหัดครู กรมการ
ศาสนา กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน กรมพลศึกษา
พ.ศ. 2540-2542 - เป็นการเตรียมจัดการศึกษาตามรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย และพระราชบญั ญตั ิ
การศกึ ษาแหง่ ชาติ ได้แก่ การขยายโอกาสทางการศกึ ษา 12ปี การดาเนินการออกกฎหมายตอ่ เนื่อง และนาแนวคดิ
ทฤษฎีใหมก่ ับเศรษฐกจิ พอเพียงมาประยกุ ตส์ าหรับการจดั การศกึ ษาในประเทศไทย
8
แผนการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2545-2559
1.การพฒั นาทกุ คนต้งั แต่แรกเกิดจนตลอดชวี ิตใหม้ ีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้
2.การปฏริ ูปการเรียนรูเ้ พอื่ พฒั นาผู้เรียนตามธรรมชาตแิ ละเต็มศกั ยภาพ
3.การปลกู ฝงั และเสรมิ สร้างศีลธรรม คณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะทพี่ ึงประสงค์
4.การพฒั นากาลงั คนด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยเี พ่ือการพง่ึ พาตนเองและเพ่ิมสมรรถนะการแข่งขันระดบั
นานาชาติ
5.การพฒั นาสงั คมแหง่ การเรยี นรู้ เพือ่ สร้างเสรมิ ความรู้ ความคดิ ความประพฤตแิ ละครุ ธรรมของคน
6.การสง่ เสรมิ การวจิ ยั และพฒั นาเพ่ือเพ่มิ พนู ความรู้
7.การสร้างสรรค์ ประยกุ ต์ และเผยแพรค่ วามรู้และการเรียนรู้ เพ่ือสร้างสังคมคณุ ธรรม ภูมปิ ัญญา และการเรียนรู้
8.การสง่ เสริมและสรา้ งสรรคท์ นุ ทางสงั คม วฒั นธรรม ธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ้ มบนฐานของศาสนา
9.การจากดั ปัญหาทางโครงสรา้ งทก่ี อ่ ให้เกิด เพอ่ื สรา้ งความเป็นธรรมในสง้ คม
10.การพัฒนาเทคโนโลยเี พอื่ การศกึ ษาและการพฒั นาประเทศ
11.การจัดระบบทรัพยากร และการลงทุนทางการศกึ ษา
แผนการศกึ ษาแห่งชาตกิ าหนดวัตถปุ ระสงค์และแนวนโยบายเพอ่ื ดาเนินการไวด้ ังนี้
3 วัตถปุ ระสงค์
11 แนวนโยบายเพือ่ ดาเนนิ การ
พฒั นาคนอย่างรอบด้าน สร้างสังคมคณุ ธรรมภมู ปิ ญั ญาและ พฒั นาสภาพแวดลอ้ ม
และสมดุล การเรียนรู้ ของสงั คม
1.ทุกคนมโี อกาสเขา้ ถงึ การ 5.พฒั นาสงั คมแหง่ การเรียนร้เู พือ่ สรา้ ง 8.สง่ เสรมิ และสร้างสรรคท์ นุ
เรียนรู้ ความรู้ ความคดิ ทางสังคม
2.ปฎริ ปู การเรยี นรเู้ พื่อ 6.สง่ เสริมการวจิ ยั และพฒั นา 9.จากัด ลด ขจัดปญั หาทาง
ผ้เู รยี น 7.สรา้ งสรรค์ ประยุกตใ์ ชแ้ ละเผยแพร่ โครงสร้างเพอ่ื ความเปน็
3.ปลกู ฝังคณุ ธรรม ศีลธรรม ความรู้และการเรียนรู้ ธรรม
จรยิ ธรรม ค่านยิ ม 10.พัฒนาเทคโนโลยเี พอ่ื
4.พฒั นากาลังคนด้าน การศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 11.จัดระบบทรัพยากรและ
การลงทุนทางการศกึ ษา
9
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ ฉบับปรบั ปรงุ (พ.ศ.2552-2559)
-ปรัชญาหลกั และกรอบแนวคิด
ยดึ หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง อย่บู นพ้นื ฐานของความสมดลุ เพอื่ มงุ่ ใหเ้ กดิ การพฒั นาที่ยั่งยืน และความ
อย่ดู ีมสี ขุ ของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองคร์ วมทยี่ ดึ คนเปน็ ศูนย์กลางของการเพิม่ หนา้ อยา่ งมดี ลุ ยภาพ เปน็
แผนทบี่ ูรณาการศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม และกีฬากับการศกึ ษาทุกระดับ รวมท้ังเชอื่ มโยงการพฒั นาการศึกษากบั
การพฒั นาด้านต่างๆ โดยคานึงถงึ การพฒั นาอย่างตอ่ เน่ืองตลอดชีวติ
-เจตนารมณ์
มงุ่ พฒั นาชีวติ ให้เปน็ มนษุ ยท์ สี่ มบรู ณท์ งั้ ทางรา่ งกายจิตใจสติปญั ญาความรู้และคณุ ธรรมมจี รยิ ธรรม และ
วัฒนธรรมในการดารงชีวิตและพัฒนาสงั คมไทยให้เป็นสังคมท่มี คี วามเขม้ แขง็ และมดี ุลยภาพใน 3 ด้าน คอื เป็น
สงั คมคณุ ภาพสงั คมแหง่ ภมู ปิ ญั ญา และสังคมสมานฉนั ท์และอาทรตอ่ กัน
-วัตถปุ ระสงคข์ องแผน
เพอื่ ใหบ้ รรลตุ ามปรชั ญาหลัก และเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแหง่ ชาตจิ ึงกาหนดวตั ถุประสงค์ของแผนท่ี
สาคญั 3 ประการ
1.เพ่ือพฒั นาคนอย่างรอบดา้ นและสมดลุ
2.เพอ่ื สรา้ งสงั คมไทยใหเ้ ปน็ สงั คมคุณธรรม
3.เพื่อพฒั นาสภาพแวดลอ้ มของสงั คมเพอื่ เปน็ ฐานในการพฒั นาคน และสรา้ งสงั คมคุณธรรมภมู ิปญั ญาและการ
เรยี นรู้
-แนวนโยบาย เปา้ หมาย และกรอบการดาเนนิ งาน
เพอื่ ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ทาง 3 ประการดงั กลา่ วประกอบกบั การคานงึ ถงึ ทิศทางการพฒั นาประเทศในอนาคต
ทเ่ี นน้ การใชค้ วามรู้เป็นฐานของการพฒั นา ทางดา้ นเศรษฐกิจสังคมวฒั นธรรมประชากรสงิ่ แวดลอ้ มวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยีจึงไดก้ าหนดแนวนโยบายในแต่ละวตั ถปุ ระสงค์
วัตถุประสงค์ที่ 1 - พัฒนาคนอยา่ งรอบด้านและสมดุลเพื่อเปน็ ฐานหลกั ของการพฒั นา
วัตถปุ ระสงค์ท่ี 2 - สรา้ งสงั คมไทยใหเ้ ปน็ สังคมคณุ ธรรมภูมิปญั ญาและการเรยี นรู้
วัตถุประสงคท์ ี่ 3 – พฒั นาสภาพแวดลอ้ มของสงั คมเพอื่ เป็นฐานในการพฒั นาคนและสร้างสงั คมคณุ ธรรมภูมิ
ปัญญาและการเรยี นรู้
-การบรหิ ารแผนสูก่ ารปฏบิ ัติ
10
ให้ความสาคญั กบั การนาแผนสู่การปฏิบตั ิเพ่ือเปน็ กลไกขบั เคลื่อนขอ้ เสนอปฏริ ปู การศกึ ษา ท่เี นน้ เปา้ หมาย 3
ดา้ นคือการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาการขยายโอกาสทางการศึกษา และการสง่ เสรมิ การมีส่วนร่วมในการบรหิ าร
และจัดการการศกึ ษา และคานงึ ถงึ ความสอดคลอ้ งกบั ระยะเวลาของแผนพัฒนา เศรษฐกจิ และสังคม แบง่ 2 ระยะ
ระยะ1 แผนงานรีบดว่ นระหว่างปี 2552-2554
มกี ารจดั ทาแผนพฒั นาการศกึ ษาตามประเด็นเปา้ หมาย ได้แก่
1. แผนพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา
2. แผนขยายโอกาสทางการศึกษา
3. แผนสง่ เสรมิ การมสี ่วนรว่ มในการบรหิ ารและจดั การการศึกษา
ระยะ2
เร่งให้ดาเนนิ การตามนโยบายทง้ั 14 ดา้ นและตดิ ตามประเมินผลการทางานตามแผนเมื่อสิ้นสุดระยะที่ 1 และท่ี 2
รวมทงั้ การเตรยี มการรา่ งแผนการศกึ ษาแห่งชาติฉบบั ใหม่
พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545 (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553
และพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาภาคบงั คบั พ.ศ. 2545
สาระสาคญั ของพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาตพิ .ศ. 2542 และปีแก้ไขเพม่ิ เติมฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2545
1.บทนามาตรา 4
การศึกษา หมายความว่ากระบวนการเรยี นรเู้ พ่อื ความเจริญงอกงามของบคุ คลและสงั คมโดยการถา่ ยทอดความรู้
การฝกึ การอบรมการสอ่ื สารทางวฒั นธรรมการสรา้ งสรรค์จรรโลงความก้าวหนา้ ทางวิชาการ
การศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน หมายถงึ การศึกษากอ่ นระดบั อดุ มศกึ ษา
การศกึ ษาตลอดชวี ติ หมายถึงการศึกษาท่เี กดิ การผสมผสานระหวา่ งการศกึ ษาในระบบและการศกึ ษานอกระบบ
สถานศกึ ษา หมายถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั โรงเรียนศนู ย์การเรียนวทิ ยาลัยสถาบันมหาวิทยาลยั
การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน หมายถึงสถานศกึ ษาท่จี ดั การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน เปน็ ตน้
2.หมวด1 บททั่วไป
มาตรา6
การจัดการศึกษาต้องเปน็ ไปเพื่อพฒั นาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
มาตรา7
ในกระบวนการเรยี นรู้ตอ้ งมงุ่ ปลูกฝงั จติ สานกึ ทถ่ี กู ต้องเกี่ยวกบั การเมอื งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
11
มาตรา8
การจดั การศึกษาใหย้ ดึ หลกั เปน็ การศึกษาตลอดชีวติ สาหรบั ประชาชนให้สังคมมีสว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา
การพัฒนาสาระและกระบวนการการเรียนรู้ใหเ้ ป็นไปอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
มาตรา9
การจดั ระบบโครงสรา้ งตอ้ งมีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏบิ ัติมกี ารกระจายอานาจสู่
เขตพน้ื ที่การศกึ ษามกี ารกาหนดมาตรฐานการศึกษามีหลักการส่งเสรมิ มาตรฐานวิชาชีพครรู ะดมทรพั ยากรจาก
แหล่งตา่ งๆมาใชใ้ นการจัดการศึกษาการมสี ่วนรว่ มของบคุ ลากรบคุ คลครอบครวั ชมุ ชนองค์การชุมชน
3.หมวด 2 สิทธแิ ละหนา้ ทกี่ ารศึกษา
มาตรา10
การจดั การศกึ ษาตอ้ งจดั ให้บุคคลมีสทิ ธิและโอกาสเสมอกนั ในการรบั การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐานไมน่ อ้ ยกวา่ 12 ปโี ดย
ไม่เก็บคา่ ใช้จา่ ย
มาตรา11
ผู้ปกครองมีหน้าทใ่ี นการจดั ใหบ้ ุตรหรอื บคุ คลซ่ึงอยใู่ นความดูแลได้รบั การศกึ ษาภาคบงั คบั
มาตรา12
นอกเหนอื จากรฐั เอกชนและองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ให้บคุ คลครอบครวั องคก์ รชุมชนองคก์ รเอกชนองค์กร
วิชาชพี สถาบันศาสนามีสทิ ธใ์ิ นการจัดการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
มาตรา14
บคุ คลครอบครวั ชุมชนและสถาบันสงั คมอืน่ ๆซง่ึ Samsung หรอื จดั การศึกษาขน้ั พืน้ ฐานมีสิทธิไ์ ด้รบั สทิ ธิ
ประโยชน์ตามควรแกก่ รณี
4.หมวด3 ระบบการศกึ ษา
มาตรา15
การจัดการศึกษามี 3 รปู แบบคอื การศกึ ษาในระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
(1) การศึกษาในระบบเปน็ การศกึ ษาทกี่ าหนดจดุ มุ่งหมายหลักสูตรระยะเวลาของการศกึ ษาและมีการประเมนิ ผลซ่ึง
เปน็ เงื่อนไขของการสาเร็จการศกึ ษาที่แนน่ อน
(2) การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาทม่ี คี วามยดื หย่นุ ในการกาหนดจดุ มงุ่ หมายโดยเนอื้ หาและลกั ษณะตอ้ งมี
ความเหมาะสมสอดคลอ้ งกับสภาพปัญหาและความต้องการของบคุ คลแต่ละกล่มุ
12
(3) การศึกษาตามอัธยาศยั เป็นการศึกษาที่ทาใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รียนรูด้ ว้ ยตัวเองตามความสนใจโดยศกึ ษาจากบคุ คล
ประสบการณ์สงั คมสภาพแวดลอ้ มหรอื ในความรู้อื่นๆ
มาตรา16
ระบบมี 2 ระดบั คอื การศึกษาขน้ั พื้นฐานและการศึกษาระดับอดุ มศึกษา
มาตรา17
ให้มกี ารศึกษาภาคบงั คบั จานวน 9 ปี
มาตรา18
การจดั การศึกษาปฐมวยั และการศึกษาขนั้ พื้นฐานใหจ้ ดั ในสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวัย
มาตรา19
การจดั การศึกษาระดับอุดมศกึ ษาให้จดั ในมหาวทิ ยาลัย
มาตรา20
การจดั การอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวชิ าชพี ใหจ้ ัดในสถานศกึ ษาของรฐั สถานศึกษาของเอกชนสถาน
ประกอบการ
มาตรา21
กระทรวง ทบวง กรม และวิสาหกจิ และหนว่ ยงานอน่ื ของรฐั อาจจดั การศกึ ษาเฉพาะทางตามความตอ้ งการและ
ความสมั พันธข์ องหนว่ ยงานน้นั ได้
5.หมวด4 แนวการจดั การศกึ ษา
มาตรา22
การจดั การศกึ ษาตอ้ วยดึ หลกั ว่าผู้เรยี นทกุ คนมคี วามสามารถเรียนรู้พฒั นาตัวเองได้
มาตรา23
การจัดการศึกษาทงั้ ใน นอกระบบ และการศกึ ษาตามอัธยาศัย เนน้ ความรู้ คณุ ธรรม กระบวนการเรียนรู้
มาตรา25
สง่ เสรมิ การดาเนินงานและการจัดตั้งแหลง่ การเรยี นรู้ตลอดชีวิตทกุ รปู แบบ
มาตรา27
ให้คณะกรรมการการศกึ ษากาหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐานเพอ่ื ความเปน็ ไทย
มาตรา29
ใหส้ ถานศึกษาร่วมกับบคุ คล ครอบครวั ชุมชน ส่งเสรมิ ความแขง็ แรงของชุมชน
มาตรา30
13
ใหส้ ถานศึกษาพฒั นากระบวนการเรยี นการสอนทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
6.หมวด5 การบรหิ ารและการจดั การศึกษา
มาตรา32
การจดั ระเบยี บบรกิ ารราชการในกระทรวงให้มอี งค์กรหลกั ท่ีเปน็ คณะบุคคลในรปู สภา
มาตรา33
พจิ ารณาเสนอนโยบายแผนและมาตรฐานการศึกษา แผนในการสนบั สนุนทรพั ยากร ดาเนนิ การประเมนิ ผล ให้
ความคดิ เห็นหรือแนะนา
มาตรา34
คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน มีหนา้ ทพ่ี ิจารณาเสนอนโยบายแผนพฒั นามาตรฐานและหลกั สตู ร
แกนกลาง
มาตรา36
ให้สถานศึกษาของรฐั ทจ่ี ัดการศกึ ษาระดบั ปริญญาตรี
มาตรา37
ใหส้ ถานศึกษาของรัฐทจ่ี ัดการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ใหย้ ดึ เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษา
มาตรา38
กาหนดให้แตล่ ะเขตมคี ณะกรรมการและสานกั งานการศึกษา
มาตรา40
ใหม้ คี ณะกรรมการสถานศึกษาขนึ้ พ้นื ฐาน สถานศึกษาระดับอดุ มศกึ ษาระดบั ต่ากว่าปรญิ ญา
ส่วนท2่ี การบรหิ ารและการจัดการศกึ ษาขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
มาตรา41
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมสี ิทธจิ ัดการศกึ ษาในระดับหน่ึงหรอื ทุกระดบั ความพร้อมความเหมาะสม
สว่ นท3่ี การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของเอกชน
มาตรา45
ใหส้ ถานศกึ ษาเอกชนจดั การศกึ ษาได้ทุกระดบั และทกุ ประการศกึ ษาตามทีก่ ฎหมายกาหนด
หมวดท4ี่ 6
มาตรฐานและการประกนั คณุ ภาพการศึกษา
7.หมวด6 มาตรฐานและการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา
14
มาตรา47
ใหม้ รี ะบบการประกนั คณุ ภาพการศึกษาเพ่อื พฒั นาคุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษาทุกระดบั
มาตรา48
ให้หน่วยงานตน้ สงั กัดและสถานศึกษาให้จดั มรี ะบบประกันคณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาให้มคี ณุ ภาพ
มาตรา49
ใหม้ สี านักงานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษามฐี านะเป็นองคก์ ารมหาชนทาหนา้ ทพ่ี ัฒนา
เกณฑท์ ่ดี ปี ระเมนิ ผลการศึกษา
มาตรา 51
ในกรณีที่ผลการประเมนิ ภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ไดม้ าตรฐานทีก่ าหนด ใหส้ านกั งานรบั รองมาตรฐาน
และประเมินคณุ ภาพการศกึ ษาจัดทาขอ้ เสนอแนะ
8.หมวด 7 ครูคณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศึกษา
มาตรา52
ใหก้ ระทรวงสง่ เสริมใหม้ รี ะบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์และบคุ ลากรทางการศกึ ษาใหม้ ี
คณุ ภาพ
มาตรา53
ใหม้ อี งค์กรวชิ าชีพครู ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา และผู้บรหิ ารศึกษา มฐี านะเป็นองค์กรอสิ ระภายใตก้ ารบรหิ ารของรฐั
มาตรา55
ให้มกี ฎหมายวา่ ดว้ ยเงินเดอื น ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสทิ ธปิ ระโยชนเ์ กื้อกลู อ่นื ๆ สาหรับขา้ ราชการครูและ
บคุ ลากรทางการศึกษาเพอ่ื ใหม้ รี ายไดเ้ พยี งพอ
9.หมวด8 ทรัพยากรและการลงทุนเพอ่ื การศึกษา
มาตรา58
ใหม้ ีการระดมทรพั ยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงนิ และทรัพยส์ ินทง้ั ของรัฐองคก์ รปกครองสว่ น
ทอ้ งถ่ิน บคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน องคก์ ารชมุ ชน
มาตรา 59
ใหส้ ถานทศ่ี ึกษาของรฐั ท่เี ป็นนติ บิ คุ คล มอี านาจในการปกครอง ดแู ล บารงุ รักษา ใช้ และจดั หา
มาตรา60
ให้รัฐจดั สรรงบประมาณแผ่นดินใหก้ ับการศกึ ษา ในฐานะที่มคี วามสาคญั สงู สุดต่อการพฒั นา
15
10.หมวด9 เทคโนโลยเี พอื่ การศึกษา
มาตรา63
รัฐตอ้ งจดั สรรคล่ืนความถ่ี ส่ือตวั นาและโครงสรา้ งพนื้ ฐานอื่นๆทจ่ี าเป็นต่อการสง่ วทิ ยุ
มาตรา 64
รฐั ตอ้ งสง่ เสรมิ สนับสนนุ ใหม้ กี ารผลติ และพัฒนาแบบเรยี น ตารา หนงั สอื ทางวิชาการ
มาตรา67
รฐั ตอ้ งสง่ เสรมิ ให้มกี ารวจิ ัยและพัฒนา การผลติ และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศกึ ษา
16
พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553
มาตรา 3
ใหย้ กเลิกความมาตราใน 37 แห่งพระราชบัญญัตแิ หง่ ชาติ 2542 แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษา
แหง่ ชาติ (ฉบบั ท่ี 2 ) พ.ศ. 2542
มาตรา 4
ให้เพิม่ ความตอ่ ไปนเี้ ป็นวรรคห้าของมาตรา 38 แหง่ พระราชบัญญตั ิการศึกษา พ.ศ.2542
พระราชบญั ญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2445
มาตรา4
การศึกษาภาคบงั คบั หมายความวา่ การศึกษาชน้ั ปที ี่ 1 ถงึ ชนั้ ปีท9่ี การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานตามกฎหมาย
ผู้ปกครอง หมายความว่า บดิ า มารดา
เด็ก หมายถึง เด็กซงึ่ มอี ายยุ า่ งเข้าปีท่เี จด็ จนถงึ ปีทสี่ ิบหก
คณะกรรมการศึกษาข้นั พื้นฐาน หมายถงึ คณะกรรมการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน
องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น หมายความวา่ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทีม่ ีสถานศกึ ษาอยู่ในสงั กดั
มาตรา5
ใหค้ ณะกรรมการตรวจสอบพน้ื ฐานการศกึ ษา
มาตรา6
ใหผ้ ปู้ กครองสง่ เด็กเข้าเรียนในสถานศึกษา เม่อื ผปู้ กครองขอให้สถานศกึ ษามอี านาจผ่อนผันใหเ้ ด็กเข้าศึกษา
ตามอายุ
มาตรา11
ผใู้ ดซง่ึ มใิ ชผ่ ปู้ กครอง มีเด็กซึ่งไมไ่ ดเ้ ข้าเรียนตอ้ งแจง้ พนักงานตามเขตศึกษา
มาตรา13
ผปู้ กครองทไ่ี ม่ปฏิบตั ิตามมาตรา6 ตอ้ งระวางโทษหรอื ปรบั
มาตรา15
ผู้ใดโดยปราศจากเหตผุ ลอันสมควร กระทาดว้ ยประการใดๆอันเป็นเหตเุ ด็กมิไดเ้ รยี นสถานศึกษา ตอ้ งระวาง
โทษและปรับไม่เกินหนงึ่ หมนื่ บาท
มาตรา16
ผูใ้ ดไม่ปฏบิ ตั ิตามมาตรา 11 หรือแจ้งขอ้ มลู เทจ็ ตอ้ งระวางโทษและปรบั ไม่เกินหน่ึงหม่ืนบาท
บรรณานุกรม
1.เอกสารประกอบการสอน ฉบบั ท3่ี
2. http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/hist/86.htm
3. https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/thai_education/02.html
4. https://www.slideshare.net/SuwananNonsrikham/ss-46756524