โครงงานภาษาไทย
เรอ่ื ง สรา้ งสรรคว์ รรณกรรมทอ้ งถน่ิ เชญิ ยลยินถน่ิ ผาแตม้ ผา่ นขบั ขานลานา
โรงเรยี นบ้านกมุ่
สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต ๓
จงั หวดั อบุ ลราชธานี
คณะผจู้ ัดทาโครงงาน
เดก็ หญงิ วิญาภา ทนสู้ (หัวหนา้ ทมี )
เดก็ หญิงจุฬาลกั ษณ์ ชาวตระการ
เดก็ หญิงกมลชนก มง่ิ มนู
ครูทีป่ รึกษาโครงงาน
นายลขิ ติ กาลพี ล
รายงานเลม่ นีเ้ ป็นส่วนหนง่ึ ของโครงงานภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ในการประกวดโครงงานนักเรียนระดบั จงั หวัด ครั้งท่ี ๑๗
ประจาปีการศกึ ษา ๒๕๖๒
จดั โดยมลู นธิ ิเปรม ตณิ สลู านนท์ จงั หวดั นครราชสีมา
วันท่ี ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒
โครงงานภาษาไทย
เรื่อง สรา้ งสรรค์วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ เชญิ ยลยนิ ถ่นิ ผาแตม้ ผา่ นขบั ขานลานา
โรงเรยี นบ้านกมุ่
สานกั งานเขตพืน้ ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต ๓
จังหวดั อุบลราชธานี
คณะผู้จดั ทาโครงงาน
เดก็ หญงิ วญิ าภา ทนสู้ (หัวหน้าทมี )
เดก็ หญงิ จฬุ าลกั ษณ์ ชาวตระการ
เดก็ หญงิ กมลชนก มง่ิ มนู
ครทู ป่ี รกึ ษาโครงงาน
นายลิขิต กาลพี ล
รายงานเล่มนี้เปน็ สว่ นหน่งึ ของโครงงานภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ในการประกวดโครงงานนกั เรยี นระดบั จงั หวัด ครั้งที่ ๑๗
ประจาปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒
จัดโดยมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวดั นครราชสมี า
วันท่ี ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๒
ชือ่ โครงงาน สรา้ งสรรค์วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ เชิญยลยนิ ถน่ิ ผาแตม้ ผ่านขับขานลานา
ผจู้ ัดทา เดก็ หญงิ วิญาภา ทนสู้ (หวั หน้าทีม)
เด็กหญงิ จฬุ าลักษณ์ ชาวตระการ
เด็กหญงิ กมลชนก มิ่งมูน
ครทู ่ีปรกึ ษา นายลิขติ กาลีพล
ปีการศึกษา ๒๕๖๒
บทคดั ยอ่
โครงงานภาษาไทย เร่อื ง สร้างสรรค์วรรณกรรมท้องถ่นิ เชิญยลยินถ่นิ ผาแต้มผ่านลานาขับขาน
มีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการจดั ทา คอื เพื่อศึกษาขอ้ มูลวรรณกรรมท้องถ่ินเกี่ยวกบั เหตุการณ์ในประวัตศิ าสตรข์ อง
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เพอื่ นาขอ้ มลู อุทยานแหง่ ชาตผิ าแตม้ มาแต่ง เป็นกลอนสุภาพ สรภัญญ์ เพลง
เพลงลาเตย้ เพลงกลอ่ มเด็ก เปน็ สื่อชุด ลานาขบั ขาน เล่าตานานเชญิ ชมผาแตม้ และเพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจ
สอ่ื ชุด ลานาขับขาน เล่าตานานเชญิ ชมผาแต้ม โดยมีกล่มุ ตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการศึกษา คอื นกั เรียน ผู้ปกครอง
และนกั ทอ่ งเท่ียว จานวน ๑๒๐ คน สถิติทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู คือ รอ้ ยละ
มีวิธกี ารดาเนนิ งาน คอื เลอื กวรรณกรรมท้องถ่นิ ทต่ี นเองสนใจคือ ผาแตม้ เป็นวรรณกรรมทอ้ งถิ่นทาง
ประวัตศิ าสตร์ในชมุ ชน และลงศกึ ษาขอ้ มลู ภาคสนาม นาข้อมลู มาสร้างสรรค์ผลงานทางภาษาไทยเพอ่ื ใหเ้ กดิ
การเรียนรูแ้ บบใหม่ แตง่ เปน็ กลอนสภุ าพ สรภญั ญ์ เพลง เพลงลาเต้ย เพลงกล่อมเดก็ เป็นส่อื ชดุ ลานา
ขบั ขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้ จากนั้นนาสือ่ ไปเผยแพรป่ ระชาสัมพันธ์เพือ่ หาความพึงพอใจตอ่ สอ่ื ท่จี ดั ทา
สรปุ และนาเสนอผลงานต่อสาธารณชน
ผลการศึกษาค้นควา้ พบวา่ ผาแตม้ เปน็ วรรณกรรมท้องถ่นิ ทม่ี เี รอ่ื งราวทางประวัติศาสตร์ทีส่ ะท้อนถึงวถิ ี
ชวี ิต ความเชื่อ พธิ ีกรรม งานศลิ ปะและการส่ือสารดว้ ยภาพวาดของคนในอดตี เปน็ อุทยานแหง่ ชาตทิ ่ีมีคน้ พบ
หลักฐานทางโบราณคดภี าพเขยี นสขี องคนในสมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตรอ์ ายปุ ระมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งมนษุ ย์
ในชมุ ชนนัน้ ยังไมม่ กี ารใชอ้ กั ษรในการจารึกหรือเขยี นแทนคาพูด และไม่มีกระดาษในการจารึกเหตุการณ์ จงึ มี
การใชห้ ินหรอื ยางไมม้ าเขยี นไว้ตามหนา้ ผาเพ่อื ส่อื สารเรือ่ งราวที่เกดิ ขึ้น ซง่ึ มภี าพเขยี นสีปรากฏอยู่ ๔ กลุ่ม คอื
กล่มุ ผาขาม กลุม่ ผาแต้ม กลุ่มผาหมอน และกลมุ่ ผาหมอนน้อย และในเขตอุทยานแหง่ ชาตผิ าแต้มมีพชื พรรณ
ธรรมชาติทส่ี วยงาม ทาใหน้ กั ทอ่ งเที่ยวมาเทีย่ วชมอยเู่ สมอ เปน็ ศิลปะทางภูมิปญั ญาท่นี ่าศกึ ษาเปน็ อย่างยิง่
จากเรอื่ งราวในอดีตทพ่ี ดู สืบตอ่ กนั มา และลกั ษณะเด่นของผาแตม้ คณะผูจ้ ดั ทาทไี่ ด้ศึกษาความรู้ทาง
วรรณกรรมท้องถน่ิ และนามาสรา้ งเปน็ ผลงาน นวัตกรรมทางภาษาไทยเพื่อการเรียนร้แู บบใหม่ จัดทาเป็นส่อื
ชดุ ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้ นาไปใหก้ ลุม่ ตัวอยา่ งประเมินความพึงพอใจทมี่ ีตอ่ สื่อ พบวา่ กล่มุ
ตวั อยา่ งมีความพึงพอใจในระดับมากท่สี ดุ ทกุ ขอ้ ความพงึ พอใจใน ๓ ลาดับ คอื ลาดบั ที่ ๑ เนอื้ หาสาระจาก
สอื่ ทาให้มคี วามรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกับอทุ ยานแหง่ ชาตผิ าแต้ม คดิ เป็นรอ้ ยละ ๙๖.๑๙ ลาดบั ท่ี ๒ เน้ือหาสาระ
จากส่ือสอดคลอ้ งกบั อทุ ยานแหง่ ชาติผาแต้ม คิดเป็นร้อยละ ๙๕.๘๒ และลาดบั ที่ ๓ การนาเสนอกลอนสภุ าพ
บทสรภญั ญ์ เพลง เพลงกลอ่ มเดก็ และหนังสือส่งเสรมิ การอา่ นเปน็ การส่งเสรมิ ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน คิดเปน็
ร้อยละ ๙๕.๐๐ ข้อเสนอแนะควรมีการศกึ ษาข้อมูลเกี่ยวกบั แหล่งทอ่ งเทยี่ วในจงั หวัดอุบลราชธานีทอี่ นื่ ๆ
กิตตกิ รรมประกาศ
โครงงานภาษาไทย เรอื่ ง สรา้ งสรรค์วรรณกรรมท้องถ่นิ เชิญยลยินถน่ิ ผาแตม้ ผ่านขับขานลานา
ผจู้ ัดทาได้ศกึ ษาค้นควา้ เก่ียวกบั วรรณกรรมท้องถนิ่ อทุ างประวัตศิ าสตรผ์ าแต้ม ไดร้ บั การสนบั สนนุ และได้รบั
คาปรกึ ษาจากทา่ นผอู้ านวยการโรงเรยี นบ้านกมุ่ นางนภิ าพรรณ โพธิ์ออ่ น และนายลขิ ิต กาลพี ล
ครูทป่ี รกึ ษาโครงงาน และคณุ ครูอนุลักษณ์ ขันขวา ครูผู้ให้คาแนะนาเทคนิคทางโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
ขอบพระคุณวิทยากร เจ้าหน้าทีอ่ ทุ ยานแหง่ ชาติผาแต้ม ทีก่ รณุ าให้ขอ้ มูลและความร้เู ก่ยี วกบั อุทยาน
แห่งชาติผาแตม้ เป็นอย่างดี
ขอบพระคุณประชากรกลุ่มตัวอย่างโรงเรยี นบา้ นตามยุ โรงเรียนเพยี งหลวง ๑๒ โรงเรยี นชุมชนห้วย
ไผ่ โรงเรียนบ้านห้วยยาง นักท่องเทยี่ วท่ีอุทยานแหง่ ชาติผาแตม้ และผปู้ กครองนกั เรยี นทใี่ ห้ขอ้ มูลเกี่ยวกับ
การทาโครงงานเป็นอย่างดี
ขอบขอบคุณผ้ปู กครอง พ่ีๆ เพ่อื นๆ นอ้ งๆ ที่ใหก้ ารสนบั สนนุ ให้คาแนะนาชี้แนวทางตลอดจนให้
กาลงั ใจและสนบั สนับอยา่ งดียง่ิ จนทาใหโ้ ครงงานสาเรจ็ ลลุ ว่ งไปด้วยดี
คณะผูจ้ ัดทา
สารบญั
เรอื่ ง หนา้
บทคัดย่อ
กติ ติกรรมประกาศ
บทที่ ๑ บทนา ................................................................................................................................ ๑
ทีม่ าและความสาคัญ ......................................................................................................... ๑
จุดประสงค์ ....................................................................................................................... ๑
เอกสารทีเ่ กยี่ วขอ้ ง ............................................................................................................ ๑
วธิ ีดาเนินงาน ..................................................................................................................... ๑๘
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ ............................................................................................................... ๒๐
บทที่ ๒ บทวิเคราะหต์ ามจุดประสงค์ .............................................................................................. ๒๑
บทท่ี ๓ บทสรปุ ผลและข้อเสนอแนะ ............................................................................................... ๓๐
บรรณานกุ รม …………………………………………………………………………………………………………………… ๓๑
ภาคผนวก ……………………………………………………………………………………………………………………….. ๓๒
บญั ชตี าราง
ตารางที่ หนา้
ตารางท่ี ๑ ปฏิทนิ การปฏบิ ัตงิ าน .................................................................................................. ๑๘
ตารางท่ี ๒ ตารางผลการสารวจความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง ..................................................... ๒๙
บญั ชภี าพประกอบ
ภาพประกอบที่ หนา้
รปู ที่ ๑ ภาพกลุม่ ภาพเขยี นสีกลมุ่ ท่ี ๑ กลุ่มผาขาม ..................................................................... ๖
รูปท่ี ๒ ภาพกลุ่มภาพเขยี นสกี ลุม่ ท่ี ๒ กลมุ่ ผาแต้ม ..................................................................... ๗
รปู ท่ี ๓ ภาพกลุ่มภาพเขยี นสกี ลมุ่ ที่ ๓ ผาหมอนนอ้ ย .................................................................. ๗
รูปที่ ๔ ภาพกลุ่มภาพเขยี นสีกลุ่มท่ี ๔ ผาหมอน ......................................................................... ๘
บทที่ ๑
บทนา
ทีม่ าและความสาคญั
จากการศกึ ษาวิชาภาษาไทยเรื่องวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ เกย่ี วกับเหตุการณ์ในประวัตศิ าสตร์ คณะผู้จัดทา
ได้สนใจศกึ ษาเกีย่ วกับอุทยานแหง่ ชาติผาแต้มซงึ่ เปน็ แหลง่ ประวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถนิ่ ของตนเอง เป็นวรรณกรรม
ท้องถิน่ อนั ล้าค่าทเ่ี ลา่ สืบทอดตอ่ กนั มาของคนในชุมชน พบวา่ ผาแต้ม เปน็ สมบัตขิ องชาติ เปน็ ความฉลาดทาง
ภมู ิปัญญาของคนในท้องถิน่ และเป็นมรดกอันล้าคา่ ของจังหวัดอบุ ลราชธานี เปน็ สถานทท่ี างประวตั ศิ าสตรท์ ี่
สาคญั ทีถ่ ่ายทอดเรื่องราวของคน และวิถชี วี ติ ของกลมุ่ คนในอดีต ผาแตม้ เปน็ อทุ ยานแห่งชาตลิ าดับท่ี ๗๔ ของ
ประเทศไทย มพี นื้ ทีค่ รอบคลมุ อย่อู าเภอโขงเจยี ม อาเภอศรเี มืองใหม่ และอาเภอโพธิ์ไทร จงั หวัดอุบลราชธานี
เป็นหนงึ่ ในศิลปะถ้าของถา้ ผาขาม อาเภอโขงเจียม เป็นภูผาทรายสว่ นหนง่ึ ของเทือกเขาภูพาน มลี ักษณะเปน็
ผาสูงข้ึนขนานไปตามแนวแมน่ ้าโขงยาวประมาณ ๓ กโิ ลเมตร ประกอบดว้ ยแหล่งศิลปะถา้ ๔ แหง่ คือ ผาขาม
ผาแตม้ ผาหมอนและหมอนนอ้ ย เป็นอยา่ งดี
จากการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นเรอ่ื งผาแต้ม คณะผจู้ ดั ทาโครงงานจงึ ไดน้ าเอาความรู้ มาต่อยอดเป็น
การสรา้ งสรรคผ์ ลงานทางภาษาไทย เพ่อื ให้เกิดการเรยี นรู้วรรณกรรมในทอ้ งถิ่นแบบใหม่โดยนามาแต่งเป็น
กลอนสภุ าพ เพลงกล่อมเดก็ สรภญั ญ์ เพลง ผ่านการขบั ขานลานาเป็นส่ือ ชุด ลานาขับขานเล่าตานานเชญิ
ชมผาแต้ม และหนงั สอื สง่ เสรมิ การอ่าน เผยแพร่ประชาสมั พันธ์เชิญชวนให้มาเท่ยี วชมความงามผาแตม้ ผ่าน
โปรแกรมออนไลน์ทีท่ นั สมัยและเรยี นรู้ได้ตลอดเวลา เพอ่ื เปน็ การสร้างจิตสานึกให้เกดิ ความรัก หวงแหนสมบตั ิ
ชาติ และภูมิใจในทอ้ งถนิ่ ของตนเอง
จดุ ประสงค์
๑. เพือ่ ศกึ ษาขอ้ มูลวรรณกรรมท้องถน่ิ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในประวตั ิศาสตรข์ องอทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้
๒. เพ่ือนาขอ้ มูลอุทยานแห่งชาตผิ าแตม้ มาแต่ง เป็นกลอนสภุ าพ สรภญั ญ์ เพลง เพลงกลอ่ มเดก็
เป็นส่อื ชุด ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแต้ม
๓. เพ่อื ศกึ ษาความพงึ พอใจส่อื ชดุ ลานาขบั ขาน เล่าตานานเชิญชมผาแต้ม
เอกสารทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
ในการจัดทาโครงงานภาษาไทย เรื่อง สร้างสรรคว์ รรณกรรมท้องถน่ิ เชญิ ยลยินถนิ่ ผาแต้มผ่านลานา
ขบั ขาน มเี อกสารทีใ่ ช้ในการศกึ ษาค้นคว้า ดังน้ี
๑. วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
๒. อทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้
๓. กลอนสุภาพ
๔. เพลง
๕. เพลงกลอ่ มเด็ก
๖. สรภัญญ์
๗. หนงั สือสง่ เสริมการอ่าน
๑. วรรณกรรมท้องถ่ิน
๑.๑ ความหมายวรรณกรรมท้องถ่ิน
วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ หมายถึง ขอ้ มูลทุกอยา่ งในท้องถิน่ ทแ่ี สดงออกด้วยภาษา รูปภาพ คาพูดและท่ี
บนั ทกึ ไวเ้ ป็นตวั หนงั สือ ซ่ึงข้อมูลดังกล่าวมีความเกย่ี วขอ้ งกับวัฒนธรรมและความเป็นอย่ทู ุกด้านในทอ้ งถ่นิ
โดยการบอกเลา่ จดจา สั่งสอน หรอื ปฏบิ ตั ติ ามกันมาเปน็ เวลาช้านาน จนรับรูไ้ ด้ภายในท้องถิน่ ของตน
๑.๒ ความสาคัญของวรรณคดีวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
วรรณกรรมท้องถิ่นมีความสาคัญต่อท้องถ่ินและประเทศชาติ ดงั ต่อไปน้ี
๑.๒.๑ ทางด้านการใชภ้ าษา ผู้เขยี นหรือผูเ้ ล่าได้แสดงความสามารถทางด้านการใช้
ภาษาในการถา่ ยทอดความไพเราะ ความหมายท่ีดี ความลึกซ้ึงและสืบทอดความรู้สกึ นึกคิด ใหผ้ ู้อ่นื ไดร้ บั รู้
แนวคิดของตน ซง่ึ มผี ล ทาใหผ้ ูอ้ ่านหรอื ผูฟ้ งั เกดิ ปัญญาหาเหตผุ ลได้
๑.๒.๒ สะทอ้ นใหเ้ หน็ วถิ ชี วี ติ ของคน ผ้อู า่ นหรอื ผู้ฟงั วรรณคดี วรรณกรรมไทยปัจจบุ นั และ
วรรณกรรมทอ้ งถิ่น จะได้รบั ความรเู้ ก่ยี วกบั ความคิด ประวัตศิ าสตร์ ความเป็นมาของ ท้องถิน่ สงั คมและ
ประเทศชาตนิ ั้นๆ และวถิ ีชวี ิตความเปน็ อย่ขู องคนและโบราณคดี เชน่ วรรณกรรมประเภทนิทาน ตานาน
ประวัตศิ าสตรแ์ ละศลิ าจารึก เปน็ ต้น
๑.๒.๓ สืบทอดและอนรุ กั ษ์วฒั นธรรม การสร้างวรรณกรรมวฒั นธรรมหลายประเภท ทาให้
การสืบทอดวัฒนธรรมด้านวตั ถตุ า่ ง ๆ เช่น งานชา่ ง งานฝมี อื การประดษิ ฐ์อกั ษร การมีภาษาเป็นของตนเอง
ซึ่งสิง่ ดังกลา่ วเปน็ ส่ิงสาคัญทบ่ี อกให้ทราบถึงความเป็นชาตเิ ดยี วกนั เพราะความเปน็ ชาติจะตอ้ งมภี าษาใช้เปน็
ภาษาเดยี วกันภายในชาติ
๑.๒.๔ เป็นสอื่ ถ่ายทอดความรู้ กฎ ระเบยี บ คาสอน ศีลธรรม โดยใช้วรรณกรรมท้องถนิ่ ให้
ผู้รบั ฟงั ผู้อ่านไดร้ บั ร้แู ละเข้าใจโดยไมร่ ตู้ ัว เชน่ วรรณกรรมศาสนา คาสอน ตานาน หรือวรรณกรรมเบ็ดเตล็ด
เป็นต้น
๑.๒.๕ เป็นเครือ่ งมอื สรา้ งกาลังใจและสรา้ งศรัทธา ทาให้เกิดความเชื่อม่นั มีกาลงั ใจได้ เช่น
วรรณกรรมทใี่ ช้ประกอบพธิ กี รรมต่างๆ เชน่ มนต์ คาถา บทสวด บททาขวัญ เปน็ ต้น
๑.๒.๖ เป็นเครือ่ งมือสรา้ งความสามัคคี วรรณกรรมท้องถ่นิ สามารถสรา้ งความสามัคคี ของ
คนในหมคู่ ณะเดียวกันและประเทศชาติได้ เช่น วรรณกรรมคาสอนต่างๆ ยกตัวอย่าง คาสอนเกย่ี วกบั การเปน็
คนมีมนุษยสัมพันธ์ การผกู มติ รของกวเี อกสนุ ทรภู่ เร่ืองนริ าศภเู ขาทอง กลา่ วไวว้ า่
๑.๓ คณุ ค่าของวรรณคดีวรรณกรรมท้องถ่นิ
คุณค่าของวรรณคดวี รรณกรรมทอ้ งถน่ิ หมายถึง ความดงี าม ของงานพูด งานเขียนของนกั พดู
นกั เขยี น ซ่งึ วรรณกรรมท้องถิน่ มีคณุ คา่ ดังน้ี
๑.๓.๑ คณุ ค่าด้านจริยศาสตร์
จรยิ ศาสตร์ ความประพฤติ การครองชีวติ ว่าอะไรดี ช่วั หรอื อะไรถกู ผดิ วรรณกรรม ท้องถน่ิ
จะทาหนา้ ท่รี ักษาแบบแผนและความประพฤติ การครองชวี ติ ของชาวบ้านให้ดาเนิน ไปอยา่ งถกู ตอ้ งตาม
ข้อตกลง กฎ ระเบียบ ประเพณีอนั ดีงามของสังคม เช่น ผญา และภาษิต เป็นตน้
๑.๓.๒ คุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์
สนุ ทรียศาสตร์ หมายถงึ การนิยมความงาม ความไพเราะของถอ้ ยคา ภาษาทใ่ี ช้ใน
วรรณกรรมท้องถน่ิ การใช้คาสมั ผสั คล้องจอง ความไพเราะของท่วงทานอง บทกวี เม่อื ฟังหรืออ่าน แล้วเกิด
จนิ ตนาการ ความรู้สกึ และอารมณ์ วรรณกรรมท้องถนิ่ ทุกประเภทจะมีคณุ ค่าทางดา้ นน้ี
๑.๓.๓ คณุ ค่าทางด้านศาสนา
วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ เปน็ สื่อถ่ายทอดคาสอนและปรัชญาทางศาสนาเผยแพรไ่ ปสู่ประชาชน ทา
ให้ประชาชนมหี ลักยึดเหนย่ี วใจ ได้ข้อคดิ และมีแนวทางในการดารงชวี ติ ประพฤติ ปฏิบตั ิตน เปน็ คนดีของ
สงั คม วรรณกรรมทีใ่ หค้ ุณค่าทางดา้ นนี้ เช่น นิทานชาดก มหาชาติชาดก เป็นตน้
๑.๓.๔ คณุ ค่าดา้ นการศึกษา
วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ ทุกประเภทเปน็ สื่อที่ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรอ่ื งต่างๆ อย่างมากมาย
นอกเหนือจากการให้ความบนั เทงิ แล้ว เช่น ความรู้เรอ่ื งประวัตศิ าสตร์ ศาสนา คาสอน ชวี ิตความเป็นอยู่ และ
ขนบธรรมเนียมประเพณขี องคนในท้องถนิ่ เป็นตน้
๑.๓.๕ คณุ ค่าทางด้านภาษา
วรรณกรรมทุกประเภทท้งั งานเขียนและการพดู ต้องใชถ้ อ้ ยคา ภาษาเปน็ สอื่ ในการ เสนอ
เรอื่ ง ดังนนั้ จงึ มีคณุ ค่าทางด้านภาษาของคนท้องถิ่นเปน็ อยา่ งมาก ซึง่ แสดงให้เห็นถึง วฒั นธรรมและ
ววิ ฒั นาการดา้ นภาษาของชาติทีม่ ีภาษาเปน็ ของตนเอง มีท้งั ในดา้ นความ สละสลวย สวยงามและความไพเราะ
ควรค่าแกก่ ารอนรุ กั ษแ์ ละสบื ทอดตอ่ ไป
๑.๓.๖ คุณค่าดา้ นเศรษฐศาสตร์
วรรณกรรมทอ้ งถิ่นประเภทคาสอน ภาษิต นิทาน ศาสนา จะใหค้ วามรู้เกย่ี วกบั การเก็บออม
การใช้จ่ายอย่างประหยัดและการหารายได้ เปน็ ต้น นอกจากนวี้ รรณกรรมท้องถนิ่ ประเภทตารายา ตารา
พยากรณ์ ตาราบทสวด ตาราบททาขวญั ในพิธีกรรมตา่ งๆ ยังใหค้ วามรู้ แก่ผู้ท่ีศึกษาจริงจัง สามารถนาไป
ประกอบอาชพี เพ่อื หารายได้ได้อีกดว้ ย
๑.๓.๗ คุณค่าดา้ นสังคม
วรรณกรรมท้องถิ่นเป็นส่อื ที่ปลกู ฝังคา่ นิยมเร่อื งความสามัคคี การดาเนนิ ชีวิตอยใู่ นสงั คม
แบบพงึ่ พาอาศัย เอื้อเฟือ้ เผื่อแผซ่ ่งึ กนั และกนั การมีมนุษยสมั พันธต์ ่อกนั เพ่ือความรม่ เยน็ เปน็ สุขของสังคม
และท้องถน่ิ เช่น วรรณกรรมประเภทคาสอนตา่ งๆ
๑.๓.๘ คณุ ค่าด้านประวตั ิศาสตร์และโบราณคดี
วรรณกรรมทอ้ งถ่ินประเภทตานาน หรือนิทานต่างๆ ทาใหผ้ ้อู ่านหรอื ผู้ฟงั ได้มคี วามรู้ เรอื่ ง
ประวตั ศิ าสตร์ โบราณสถาน โบราณวตั ถไุ ดเ้ ป็นอย่างดี เช่น เร่ืองสามมุก ของ จ.ชลบุรี เป็นตน้
๑.๓.๙ คุณค่าด้านจติ ใจ
วรรณกรรมทกุ ประเภทมักนาเสนอเรอ่ื งราวทท่ี าให้ผู้อา่ นหรือผู้ฟังมีความรู้ ความเพลิดเพลนิ
และความบนั เทิง ทาให้เกิดความจรรโลงใจ คล่คี ลายความทุกข์ได้
๑.๓.๑๐ คุณคา่ ดา้ นประโยชน์ใชส้ อย
วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ นอกจากจะมีประโยชนด์ ้านตา่ ง ๆ ดงั ท่ีกล่าวมาแลว้ ยังให้ประโยชน์ ดา้ น
ใชส้ อยด้วย เชน่ ตารารกั ษาโรคและตาราพิธีกรรมตา่ งๆ เป็นต้น
(วรรณกรรมทอ้ งถ่ิน . https://www.gotoknow.org/posts/536827, ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๑)
๑.๔ ประเภทของวรรณกรรมท้องถ่ิน
ซึ่งในแตล่ ะทอ้ งถิ่นกจ็ ะใช้ภาษาพ้นื บ้านในการถา่ ยทอดเปน็ เอกลกั ษณ์ วรรณกรรมที่ส่อื
เรื่องราวดา้ นตา่ งๆ ของทอ้ งถ่นิ ใดทอ้ งถิน่ หนง่ึ โดยเฉพาะ เชน่ จารีตประเพณี ชีวิตความเปน็ อยู่ สภาพ
เศรษฐกิจและสังคม ทัศนคติ ค่านยิ ม ตลอดจนความเช่อื ต่างๆ ของบรรพบุรุษ อนั เป็นพ้นื ฐานของความคดิ และ
พฤติกรรมของคนในปัจจบุ ัน วรรณกรรมทอ้ งถ่ินแบง่ เป็น ๔ ประเภท ตามการแบ่งเขตภูมภิ าคดงั นี้
๑.๔.๑ วรรณกรรมทอ้ งถิ่นภาคกลาง
๑.๔.๒ วรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ภาคเหนือ
๑.๔.๓ วรรณกรรมท้องถ่ินภาคใต้
๑.๔.๔ วรรณกรรมท้องถน่ิ ภาคอสี าน
ซึ่งในทีน่ ี้ คณะผจู้ ัดทาไดท้ าการศึกษาเฉพาะวรรณกรรมภาคอสี านซง่ึ เปน็ ท้องถนิ่ ของตนเอง ซง่ึ
วรรณกรรมอีสานมหี ลายรูปแบบ
๑) วรรณกรรมพทุ ธศาสนา ได้แก่ วรรณกรรมชาดก และวรรณกรรมตานานพุทธ
ศาสนา
๑.๑) วรรณกรรมชาดก คือ วรรณกรรมทพ่ี ระภกิ ษุนามาเทศน์ เชน่ ลา
มหาชาติ สุวรรณสงั ข์ชาดก ท้าวโสวตั พระยาคนั คาก มาลัยหม่นื มาลยั แสน
๑.๒) วรรณกรรมตานานพทุ ธศาสนา คือ วรรณกรรมที่กล่าวถึงตานานพทุ ธ
เจดีย์ในภาคอีสานรวมท้งั ล้านช้างและล้านนาดว้ ย ได้แก่ อรุ ังคนิทาน (ตานานพระธาตพุ นม) มูลสถาปนา
(ตานานกาเนดิ โลกและจักรวาล) ชนิ ธาตุ ชมพูทวีป (กล่าวถึงกาเนดิ โลก จักรวาล การสืบศากวงศ์ และการแพร่
ศาสนา) กาลนบั มอ้ื สว้ ย (พุทธทานายการส้นิ สุดศาสนาเม่ือ พ.ศ. ๕๐๐๐)
๒) วรรณกรรมประวตั ิศาสตร์
วรรณกรรมประเภทน้มี จี านวนน้อยกว่าวรรณกรรมพุทธศาสนา เช่น มหากาพย์ ทา้ ว
ฮุ่ท้าวเจือง ขนุ บรม พืน้ เวยี ง พงศาวดารจาปาศักดิ์
๓) วรรณกรรมนิทาน
ภาคอสี านมีวรรณกรรมนิทานเป็นจานวนมาก นิยมนามาอา่ นใหฟ้ ังในงานเฮือนดี
(งานศพ) หรอื นามาเทศนใ์ นระหวา่ งเข้าพรรษาทเี่ รยี กวา่ “เทศนไ์ ตรมาส” นอกจากนี้ หมอลายังนิยมนา
วรรณกรรมนทิ านมาขบั ลาในการแสดงท่ีเรียกวา่ ลาเรอื่ ง หรือลาพ้ืน ตวั อยา่ งวรรณกรรมนทิ านที่สาคญั และ
ได้รับความนิยม เชน่ สินไซ ไกแ่ กว้ นางผมหอม จาปาส่ีตน้ กาพร้าผีน้อย ทา้ วสีทน พระลกั พระลาม ไก่แก้ว
นางแตงอ่อน กาละเกด ผาแดง–นางไอ่ ทา้ วขลู ู–นางอว้ั เป็นต้น
๔) วรรณกรรมคาสอน
วรรณกรรมรปู แบบน้ีมีเนอ้ื หาสอนใจ ในแนวทางดาเนนิ ชีวิตในครอบครวั และสงั คม
โดยยึดคติธรรมในศาสนาและจารตี ท้องถ่นิ ตัวอย่างเช่น กาพย์ปูส่ อนหลาน กาพย์หลานสอนปู่ ฮตี สิบสองคอ
งสบิ ส่ี อินทญิ าณสอนลูก พระยาคากองสอนไพร่
๕) วรรณกรรมเบ็ดเตล็ด
วรรณกรรมท่ใี ช้ในพิธีกรรมต่างๆ ไดแ้ ก่ บทสูดขวน (บทส่ขู วัญ) บทสูดขวนอยู่กรรม
(บทสู่ขวัญแม่ลูกออ่ น) บทสดู ขวนเฮือน (บทสู่ขวัญขน้ึ บ้านใหม)่ บทสดู ขวนวัวควาย (บทสขู่ วญั วัวควาย) เปน็
ตน้ วรรณกรรมทใ่ี ช้ในพธิ กี รรมขอฝนหรือการแหบ่ ง้ั ไฟ ไดแ้ ก่ คาเซ้งิ ตา่ งๆ คาเซิง้ บ้ังไฟ คาเซง้ิ นางแมว
(แห่นางแมว) วรรณกรรมทใ่ี ช้เกีย้ วพาราสรี ะหว่างหนุ่มสาว น้ีเรยี กวา่ “ผญาเครือ” คือคาพดู โตต้ อบหนมุ่ สาวที่
เก้ยี วกัน และนทิ านเลา่ เพือ่ ความสนกุ สนานและตลกขบขัน เชน่ เซียงเม่ยี ง โตงโตง นิทานก้อม และกลอนรา
ตา่ งๆ (วรรณกรรมท้องถิน่ . https://www.baanjomyut.com/library_7/local_literature/03.html,
๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๑)
๒. อทุ ยานแห่งชาตผิ าแต้ม
๒.๑ ประวัติและความเปน็ มาของอทุ ยานแหง่ ชาตผิ าแตม้
ในอดตี คนโบราณในทอ้ งถนิ่ ท่ที ากนิ ในบริเวณใกล้เคยี งพ้ืนทปี่ ่าภูผา นอ้ ยคนนักทีจ่ ะเดินทางเขา้ ไปใน
ปา่ ดังกล่าว เนือ่ งจากมคี วามเช่ือวา่ "ผาแต้ม" เป็นเขตตอ้ งหา้ ม ภผู าเหลา่ นี้มคี วามศักดิ์สทิ ธ์ิ เชือ่ กันว่าเป็นภผู า
แห่งความตาย ใครลว่ งล้าเข้าไป มักมีอันเป็นไป อาจเจ็บไขห้ รอื เปน็ อันตรายถงึ ชวี ติ ได้
ต่อมาใน วนั ท่ี ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ อาจารยศ์ รีศักร วัลลิโภดม และ อาจาจารยพ์ รชยั สจุ ิตต์
แหง่ ภาควิชามานษุ ยวิทยา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร เปดิ เผยวา่ ได้คน้ พบ ภาพเขยี นสียคุ ก่อนประวตั ศิ าสตรข์ นาด
ยาวประมาณ ๒๐๐ เมตรท่ีหนา้ ผารมิ แมน่ า้ โขง อาเภอโขงเจียม จงั หวดั อุบลราชธานี ตอ่ มาไดม้ กี ารสารวจศกึ ษา
เพ่ิมเติมพบภาพเขยี นสียุคก่อนประวัตศิ าสตร์อายุกวา่ ๓,๐๐๐ ปกี วา่ ๓๐๐ ภาพ นับเปน็ กล่มุ ภาพเขียนสีโบราณ
ทีใ่ หญ่ท่สี ุดของประเทศไทย ลักษณะของภาพแบ่งได้เป็น ๕ กลุ่ม ได้แก่ ภาพฝา่ มือ ภาพสัตว์ ภาพคน ภาพวตั ถุ
สิ่งของเครอื่ งใช้ และภาพรปู ทรงเรขาคณิต หลงั จากคณะของ อาจารยศ์ รีศักร วัลลโิ ภดม ไดเ้ ข้ามาสารวจพบก็
ทาให้ผูค้ นเดนิ ทางมาศกึ ษาและเทย่ี วชมมากขึ้น หนว่ ยงานราชการจึงประกาศใหผ้ าแตม้ และปา่ ภูโหลน่ รวมถงึ
พนื้ ท่โี ดยรอบเป็นสว่ นหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติแกง่ ตะนะ และขน้ึ ทะเบียนผาแตม้ เปน็ โบราณสถานในปี
๒๕๒๕ แต่เนื่องจากบริเวณผาแตม้ อยหู่ า่ งจากแก่งตะนะ อกี ทัง้ มีพื้นที่กว้างใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ จงึ แยก
ผาแต้มและพนื้ ท่โี ดยรอบ จัดต้งั เป็นอทุ ยานแห่งชาติผาแตม้ เมอ่ื วันที่ ๓๑ ธนั วาคม ๑๕๓๔ มีเน้ือท่ีประมาณ
๒๑๒,๕๐๐๐ ไร่ เป็นอทุ ยานแหง่ ชาตลิ าดับท่ี ๗๔ ของประเทศ หลังจากน้ันไมน่ าน ผาแตม้ กม็ ชี ือ่ เสยี งโด่งดงั
เร่ือยมา (เร่อื งเล่าผาแต้ม. http://guru.sanook.com/ ๒๒, พฤษภาคม, ๒๕๖๐.)
๒.๒ ข้อมลู ด้านภูมิศาสตร์อุทยานแหง่ ชาติผาแตม้
ผาแต้มเปน็ แนวหนา้ ผายาว ตง้ั อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใตข้ องอทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้ อาเภอ
โขงเจยี ม จงั หวดั อบุ ลราชธานี โดยเขตอุทยานแห่งชาติผาแตม้ มีพื้นท่ีทงั้ หมดประมาณ ๓๔๐ ตารางกโิ ลเมตร
มเี น้อื ทีป่ ระมาณ ๒๑๒,๕๐๐๐ ไรโ่ ดยมอี าณาเขตครอบคลมุ ทั้งหมด ๓ อาเภอ ได้แก่ อาเภอโขงเจียม อาเภอ
ศรเมอื งใหม่ และอาเภอโพธไิ์ ทร (คณะสง่ิ แวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๓๗) โดยมี
อาณาเจตตดิ ต่อดงั รปู ท่ี ๑.๑
ทศิ เหนอื ตดิ กับ ตาบลโพธไ์ิ ทร อาเภอโพธ์ไิ ทร
ทศิ ใต้ ตดิ กับ แมน่ า้ โขง
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ กบั แม่น้าโขง
ทศิ ตะวนั ตก ติดกบั ตาบลหว้ ยยาง อาเภอโขงเจียม
๒.๓ ลักษณะทั่วไปของภาพเขียนสีผาแตม้
ภาพเขียนสีผาแต้มเปน็ ภาพเขยี นสีสีแดง และภาพสลักบนผนงั หินเรยี งกันเปน็ แนวยาวประมาณ ๙๐๐
เมตร ภาพเขียนท่ปี รากฏมีมากกวา่ ๓๐๐ ภาพ มีภาพคน ภาพสตั วข์ นาดใหญ่ เชน่ ช้าง ปลาบกึ เต่าหรือ
ตะพาบนา้ ภาพวัตถุ ภาพสัญลกั ษณ์และภาพมอื ซงึ่ ภาพเป็นแบบทาบและแบบพน่
อทุ ยานแห่งชาติผาแตม้ , ๒๕๕๙, สือ่ ออนไลน.์ กล่าววา่ ทางอุทยานผาแต้มได้ทาทางเดินจากหน้าผา
ด้านบนลงไป ชมภาพเขียนสีเหล่าน้เี ปน็ ภาพเขยี นสที ่ยี าวท่ีสดุ ในประเทศไทยแบ่งเป็น ๔ ประเภท คือ สตั ว์
เครือ่ งมือเครือ่ งใช้ สัญลักษณ์ และคนด้าน กลุ่มภาพเขยี นสีผาแตม้ แบง่ เป็น ๔ กลมุ่ คอื
๒.๓.๑ ภาพเขยี นสกี ลุ่มท่ี ๑ กลุม่ ผาขาม
มีทางเดินลงมาจากลานผาแตม้ ประมาณ ๓๐ เมตร จากนนั้ เป็นทางราบรมิ หน้าผาเดินไป อีก
๔๐๐ เมตร จึงจะถึง ภาพค่อนข้างลบเลอื นไปมากแลว้ เหลือเพียงร่องรอยคล้ายภาพกา้ งปลา และลายเสน้ ทบึ
หยักไปมาคลา้ ยคลนื่ นา้
รูปที่ ๑ ภาพกลุ่มภาพเขียนสกี ลมุ่ ที่ ๑ กลมุ่ ผาขาม
ทีม่ า (https://www.gotoknow.org/posts/367254)
๒.๓.๒ ภาพเขียนสกี ลมุ่ ท่ี ๒ กลมุ่ ผาแตม้
จากผาขามเดินไปอีก ๓๐๐ เมตร ก็จะถึง เปน็ กลุ่มภาพเขียนสีทีข่ นาดใหญ่ท่สี ุดมี จานวน
มากกว่า ๓๐๐ ภาพ เรียงรายเป็นแนวยาวถึง ๑๘๐ เมตร มีภาพกลมุ่ สัตว์ ช้าง ปลา วัว เตา่ ภาพมือ เคร่ืองมือ
จบั สตั วน์ ้า ภาพคน และภาพลวดลายเรขาคณิต บอกเล่าถงึ พิธกี รรม ความเชอ่ื วถิ ีชวี ติ ของมนษุ ย์ในยคุ จบั
ปลา-ล่าสตั วส์ มัยก่อนประวตั ิศาสตร์
รูปท่ี ๒ ภาพกล่มุ ภาพเขยี นสกี ลุ่มท่ี ๒ กลมุ่ ผาแต้ม
ทมี่ า (https://www.gotoknow.org/posts/367254)
๒.๓.๓ ภาพเขยี นสกี ล่มุ ท่ี ๓ กลมุ่ ผาหมอนนอ้ ย
มีภาพกลุม่ สตั ว์ ววั ควาย ภาพคนถืออาวธุ คลา้ ยธนู อยใู่ นทงุ่ หญา้ หรอื นาข้าว ภาพมอื และภาพ
ลวดลายเรขาคณติ สะทอ้ นถงึ การเปน็ แหลง่ ชมุ ชนเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าวเก่าแก่ของโลก
รูปท่ี ๓ ภาพกลุ่มภาพเขยี นสีกลุ่มท่ี ๓ ผาหมอนนอ้ ย
ทมี่ า (https://www.gotoknow.org/posts/367254)
๒.๓.๔ กลมุ่ ที่ ๔ กลมุ่ ภาพเขยี นสีผาหมอน
มีภาพคนนุ่งกระโปรง ยืนเท้าเอว ลกั ษณะการวาดแบบกงิ่ ไม้ภาพสญั ลักษณ์ ลวดลาย เรขาคณติ และ
ภาพฝา่ มือกระจายอยทู่ ่วั ไป
รูปที่ ๔ ภาพกล่มุ ภาพเขยี นสีกลุ่มที่ ๔ ผาหมอน
ท่มี า (https://www.gotoknow.org/posts/367254)
๒.๔. พืชพรรณและสัตว์ปา่ ในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
๒.๔.๑ พืชพรรณ
พชื ทพ่ี บโดยทั่วไปเป็น ป่าเต็งรงั เสียส่วนใหญ่ ตามพน้ื ทม่ี ีหนิ โผล่ ลกั ษณะเป็นปา่ โปรง่ ตน้ ไม้
แคระแกร็น แต่มีความสวยงามตามธรรมชาติ พนั ธ์ุไมท้ ่สี าคญั ได้แก่ เต็ง รัง เหยี ง ประดู่ และเหมอื ดตา่ งๆ พืช
พ้นื ล่างเปน็ พวกไผ่ปา่ หญา้ ต่างๆ ข่อยหิน และยงั มีไมด้ อกท่ีสวยงามขน้ึ อย่ตู ามซอกลานหินทั่วไป เช่น
หยาดน้าคา้ ง แดงอุบล เอ็นอ้า เหลอื งพสิ มร กระดุมเงิน ตง้ั ไก่(หัวไกโ่ อก) มณีเทวา ขึ้นอย่เู ปน็ จานวนมาก
กระจายท่ัวพ้นื ท่ี สภาพป่าจะเปลีย่ นเปน็ ป่าดิบแล้ง ในบริเวณท่รี าบลุ่มแถบรมิ หว้ ยหรือริมแมน่ า้ เนอ่ื งจากมี
ความช่มุ ชืน้ พอประมาณตลอดปี นอกจาก น้ี ยังพบป่าสนสองใบทขี่ นึ้ เองตามธรรมชาติ กระจัดกระจายในสว่ น
ทเ่ี ป็นพนื้ ราบบนภูตา่ งๆ ทวั่ พน้ื ท่ี
๒.๔.๒ สัตว์ปา่
สตั วป์ า่ ท่ีพบไดแ้ ก่ประเภทสัตวเ์ ล้ยี งลูกด้วยนมขนาดใหญ่ยังไมพ่ บ พบแตข่ นาดเล็กลงมา สัตว์
ปา่ ทพี่ บได้ท่วั ไป เชน่ อีเห็น สนุ ขั จ้งิ จอก กระตา่ ยป่า อเี ก้ง ชะมด บ่าง ในฤดูแลง้ เม่ือระดับน้าในแม่นา้ โขง
ลดลงมาก จะพบเห็นสตั วป์ ระเภทหมปู ่า เลียงผา วา่ ยนา้ ข้ามมาจากฝ่งั ประเทศลาวอย่เู สมอๆ เนอ่ื งจากอาณา
เขตบางส่วนอยใู่ นลาน้าโขงมปี ลานา้ จดื ชนิดต่างๆ มากมาย ไดแ้ ก่ ปลาบกึ ปลาตะเพียน ปลาคลงั ปลาเทโพ
ปลากรด ปลาตูนา ปลาหมอ ปลากาย ปลาแขเ้ ป็นต้น นกนานาชนดิ ท่พี บเห็น เช่น นกขนุ ทอง นกยงู เหยย่ี ว
อีกา นกขนุ แผน นกกระเตน็ เปน็ ต้น (โอเซยี่ นสไมล์.http://www.oceansmile.com/E/Ubon/patam.htm.
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐)
๒.๕. สถานท่ีทอ่ งเท่ียวภายในอทุ ยานแห่งชาติผาแต้ม
๒.๕.๑ ผาแตม้ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแตม้ เม่ือดจู ากแมน่ า้ โขง จะเหน็ เป็นหน้าผา
สงู ท่สี วยงามตามธรรมชาติ ในบริเวณท่ีเป็นหนา้ ผา จะปรากฏภาพเขยี นสโี บราณโดยฝมี อื มนุษยย์ คุ กอ่ น
ประวัตศิ าสตร์ เรียงรายตามความยาวของหน้าผาติดต่อกันยาวประมาณ ๑๘๐ เมตร มไี ม่ต่ากวา่ ๓๐๐ ภาพ
ซ่งึ เป็นจานวนภาพเขียนสโี บราณ ท่มี ากท่ีสดุ เท่าที่เคยค้นพบในประเทศไทยและในต่างประเทศ ลักษณะของ
ภาพแบ่งออกไดเ้ ปน็ 5 กลมุ่ ใหญ่ๆ คือ ภาพคนทานา ภาพสัตว์ ภาพมือ ภาพลายเรขาคณิต และภาพตุม้
(เคร่อื งมือจับปลาของชาวประมงริมโขง)
๒.๕.๒ ภผู าขาม ภเู ขาหินทราย ต้ังอยใู่ นเขตอุทยานแห่งชาตผิ าแต้ม ข้างบนเป็นลานหิน
เรียบ ดา้ นล่างเป็นบริเวณท่ปี รากฏภาพเขียนสีโบราณ เม่ือยืนดอู ย่ดู ้านบนจะเห็นทวิ ทัศนต์ ามรมิ แม่น้าโขงสุด
สายตา เป็นทวิ ทัศน์ของป่าเขาและลานา้ สวยงามมาก
๒.๕.๓ เสาเฉลยี งคู่ ตง้ั อยูใ่ นเขตอุทยานแหง่ ชาติผาแตม้ เป็นปรากฏการณท์ างธรรมชาติ ท่ี
เกิดจากการกัดเซาะของนา้ สายลมและแสงแดดมีลักษณะเปน็ แทง่ หินตง้ั ข้นึ มีสว่ นบนเปน็ แผน่ หินวางอยู่โดย
ไมต่ ดิ กนั มองดคู ล้ายดอกเห็ด อทุ ยานแหง่ ชาติมีเสาเฉลียงใหช้ ม ๒ จุด จดุ ทีช่ มไดง้ ่ายอยู่กอ่ นถงึ ผาแตม้ 1
กิโลเมตร กบั เสาเฉลียงท่ตี อ้ งเดินทางข้ึนเหนือไปทางบา้ นผาชันอกี ราว ๗๐ กิโลเมตร
๒.๕.๔ นา้ ตกสร้อยสวรรค์
ตัง้ อยูใ่ นเขตอุทยานแหง่ ชาตผิ าแต้ม จากแยกทางเข้าท่ีทาการอุทยานแหง่ ชาตไิ ปตามทาง
หลวงจงั หวดั หมายเลข ๒๑๑๒ อกี ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ก็จะถึงน้าตกสรอ้ ยสวรรค์ เป็นนา้ ตกที่สวยงามมาก
เกิดจากลาธาร ๒ สาย คอื แซสรอ้ ย และแซไผ่ ไหลตกลงมาบรรจบกันดูลกั ษณะคล้ายสายสร้อย บริเวณริมลา
ธารมพี ลาญหนิ ซ่ึงในช่วงปลายฝนต้นหนาว จะมดี อกไม้หลากสีสันออกดอกงดงามเต็มลานหนิ
๒.๕.๕ น้าตกทุ่งนาเมืองและนา้ ตกแสงจนั ทร์
อยู่หา่ งจากท่ที าการอุทยานแห่งชาติตามทางหลวงจังหวดั หมายเลข ๒๑๑๒ ประมาณ ๓๐
กโิ ลเมตร มที างแยกเข้าไปนา้ ตกทงุ่ นาเมือง น้าตกแห่งน้ีมลี ักษณะพเิ ศษคอื เมอ่ื สายน้าตกจากผาลงมาแล้ว จะ
ไหลลับหายไปในซอกหนิ ชาวบ้านเรยี ก นา้ ตกลอดรู สว่ นนา้ ตกแสงจนั ทร์มที างเดนิ เท้าไปอกี ไมไ่ กลนกั สาย
น้าตกลงมาจากช่องโพรงของเพิงผา บางคนเรยี กวา่ น้าตกลงรู
๒.๕.๖ เถาวลั ย์ยกั ษ์
เปน็ ความเก่าแกข่ องธรรมชาติ ท่เี กิดข้ึนนาน ๔๐๐ ปี อย่ตู ิดกบั ทางลงชมนา้ ตกทงุ่ นาเมอื ง
เป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาตทิ ี่นกั ท่องเท่ียวควรได้สมั ผสั
๒.๕.๗ ทงุ่ ดอกไมป้ ่าน้าตกสรอ้ ยสวรรค์
ทุง่ ดอกไมป้ า่ เป็นจดุ ทอ่ งเทย่ี วทีส่ รา้ งความประทับใจในธรรมชาติของพนั ธ์ดอกไมป้ ่าพนั ธต์ุ า่ ง
และเปน็ ดอกไม้ป่าท่สี มเด็จฯพระนาเจา้ พระบรมราชินนี าถพระราชทานนาม ดอกไม้ป่าไว้ ๕ ชนดิ ได้แก่ ดสุ ิตา
สรอ้ ยสสุ วรรณา ทิพเกสร มณเี ทวา สรสั จันทร พันธ์ดุ อกไม้ป่านีจ้ ะเกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ ในช่วงปลายฝนตน้
หนาว ดอกไมป้ า่ จะบานเตม็ ท่ี ชว่ งปลายเดอื น พฤศจิกายน ถงึ ปลายเดอื น ธนั วาคม ของทุกปี
๒.๕.๘ เสาเฉลียงใหญ่
ตง้ั อยู่ทีบ่ า้ นผาชัน อาเภอโพธไ์ ทร เสน้ ทางถนนหมายเลข ๒๑๑๒ สายโขงเจียม โขงเจยี ม -
เขมราฐ ห่างจากท่ีทาการอทุ ยานแหง่ ชาติผาแต้ม ๕๐ กิโลเมตร ลักษณะเปน็ หนิ ทรายขนาดใหญ่ มีความสูง
๑๕ เมตร ตั้งวางทบั กนั ท่ีเกดิ จากการกัดกรอ่ นของ ลม น้า อากาศ เป็นอกี สถานทหี่ น่งึ ในแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วใน
พืน้ ท่ีอทุ ยานแห่งชาติผาแต้ม
๒.๕.๙ แมน่ า้ โขง
มีตน้ กาเนดิ จากบรเิ วณที่ราบสูงธิเบต แถบเทอื กเขาตงั กลุ า (Tanggula) มณฑลชงิ ไห่
(Qinghai) ประเทศจีน ไหลผา่ นมณฑลยนู านและออกจากประเทศจนี ที่เมืองเชยี งรงุ้ (Cheingrong) เปน็ เสน้
เขตแดนระหว่างประเทศจนี กบั ประเทศพมา่ เปน็ เสน้ เขตแดนระหวา่ งประเทศพม่ากบั ประเทศลาว รวมทั้งเป็น
เสน้ เขตแดนระหวา่ งประเทศไทยกบั ประเทศลาว โดยแบง่ เปน็ ๒ ช่วงตอน คือ ชว่ งตอนบนก้นั พรมแดน
ระหวา่ งพนื้ ที่จังหวดั เชยี งรายของประเทศไทยกบั พ้นื ทีแ่ ขวงบอ่ แกว้ ของประเทศลาว แล้วไหลเขา้ ประเทศลาวท่ี
เมอื งหว้ ยทราย แขวงบ่อแกว้ กลับมาไหลออกจากประเทศลาวอีกท่ีเมอื งสานะคาม กาแพงนครเวียงจันทน์
และเปน็ เส้นก้นั พรมแดน (โอเซีย่ นสไมล์. http://www.oceansmile.com/E/Ubon/patam.htm. ๒๓
พฤษภาคม ๒๕๖๐)
๓. กลอนสภุ าพ
กลอนสภุ าพ เปน็ กลอนประเภทหนึง่ ซ่ึงลกั ษณะคาประพันธข์ องภาษาไทย ทีเ่ รยี บเรียงเข้าเป็นคณะ ใช้
ถ้อยคาและทานองเรียบๆ ซึง่ นับไดว้ ่ากลอนสุภาพเป็นกลอนหลกั ของกลอนทงั้ หมด เพราะเปน็ พ้ืนฐานของ
กลอนหลายชนดิ หากเขา้ ใจกลอนสุภาพ กส็ ามารถเขา้ ใจกลอนอืน่ ๆ ได้ง่ายขึน้ คาประพนั ธ์ ท่ีตอ่ ท้ายว่า "สุภาพ"
นบั วา่ เปน็ คาประพันธท์ ีแ่ สดงลักษณะเปน็ ไทยแท้ ด้วยมีขอ้ บงั คับในเรอ่ื ง "รปู วรรณยกุ ต"์ ในกลอนสุภาพ
นอกจากมบี ังคับเสยี งสระเปน็ แบบแผนเชน่ กลอนปกติแล้ว ยงั บงั คับรปู วรรณยุกต์เพม่ิ จึงมขี ้อจากัดท้ังรปู และ
เสยี งวรรณยุกตเ์ ปน็ การแสดงไหวพริบปฏิภาณและความแตกฉานในการใชภ้ าษาไทยของผู้แต่งใหเ้ ด่นชัดยิ่งข้ึน
คาประพนั ธ์กลอนสภุ าพนยิ มเลน่ กันมากตัง้ แต่สมัยอยุธยา จวบจนถึงปัจจุบัน ในต้นรตั นโกสินทรน์ นั้ งานกลอน
สุภาพเด่นชดั ในรัชกาลที่ ๒ ซึง่ เฟ่อื งฟูถึงขนาดมกี ารแข่งขนั ตอ่ กลอนสด กลอนกระทู้ ตลอดรชั สมยั มีผลงาน
ออกมามากมาย เชน่ กลอนโขน กลอนนทิ าน กลอนละคร กลอนตาราวัดโพธ์ิ เปน็ ต้น บทพระราชนพิ นธเ์ รือ่ ง
เงาะป่า กเ็ กิดขน้ึ ในยุคนี้ ยงั มกี วที ่านอ่นื ทม่ี ชี ือ่ เสยี ง เช่น สนุ ทรภู่ เปน็ ต้น และในสมยั
รชั กาลที่ ๖ ก็มีปราชญ์กวีทางกลอนสุภาพท่ีสาคัญหลายทา่ นเชน่ กนั กลอนสภุ าพ คอื กลอนที่ใช้ถ้อยคา และ
ทานองเรียบๆ แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คอื กลอน ๔ กลอน ๖ กลอน ๗ กลอน ๘
ตวั อย่างกลอนสุภาพ
กลอนสภุ าพพึงจามกี าหนด กลอนหน่ึงบทส่วี รรคกรองอกั ษร
วรรคละแปดพยางค์นบั ศัพท์สุนทร อาจยง่ิ หย่อนเจด็ หรือเก้าเข้าหลักการ
ห้าแหง่ คาคล้องจองต้องสมั ผสั สลบั จัดรับรองสง่ ประสงค์สมาน
เสียงสงู ต่าตอ้ งเรยี งเย่ียงโบราณ เปน็ กลอนกานทค์ รบครันฉนั ทน์ เี้ อย
กฎสมั ผัส
พยางคส์ ุดทา้ ยของวรรคที่ ๑ สัมผัสกบั พยางค์ท่ี ๓ หรือ ๕ ในวรรคที่ ๒พยางค์สุดทา้ ยของวรรคที่ ๒
สัมผัสกับพยางค์สดุ ท้ายของวรรคท่ี ๓ และสัมผัสกับพยางค์ท่ี ๓ หรอื ๕ ในวรรคที่ ๔ สมั ผัสระหว่างบท
พยางค์สดุ ท้ายของบทต้น สัมผัสกับพยางค์สดุ ท้ายของวรรคที่ ๒ของบทถัดไป
สัมผสั ในกลอนสุภาพจะมคี วามไพเราะย่งิ ขึน้ ไป นอกเหนือจากการสมั ผัสตามสมั ผัสบังคบั แลว้ ยัง
ตอ้ งมสี มั ผสั ในท่ีเปน็ สมั ผัสสระและสัมผัสอักษร อีกดว้ ยจงึ จะเปน็ บทกลอนทไี่ พเราะ เสยี งวรรณยุกต์
คอื การบงั คับเสียงทา้ ยวรรคของบทร้อยกรองโดยเฉพาะบทรอ้ ยกรองประเภทกลอน อนั ท่ีจริงไม่ถงึ กบั เปน็ การ
บงั คบั ทเ่ี คร่งครัดแตก่ ็เปน็ ความนิยมโดยทัว่ ไปทางการแต่งบทร้อยกรอง
ฉันทลักษณ์กลอนสุภาพ
๔. เพลง
พิทยวัฒน์ พนั ธะศรี และวฒุ สิ ิทธิ์ จีระกมล (๒๕๕๐ : ๒๐-๓๐) กล่าวไวว้ ่า เพลง หมายถึงถอ้ ยคาที่
นักประพนั ธเ์ รยี งร้อยหรือเรยี บเรียงขึน้ ซง่ึ ประกอบด้วย เน้ือรอ้ ง ทานอง จังหวะ ทาใหเ้ กิดความไพเราะสรา้ ง
ความเพลดิ เพลินให้แก่ผฟู้ งั มีคุณค่าดา้ นวรรณศิลปท์ ง้ั ดา้ นการเลือกสรรคาทใ่ี ชใ้ นการแตง่ การเรียบเรียง
ประโยค และการใชโ้ วหาร เพลงนั้นอาจให้ขอ้ คิดแก่ผู้ฟังในการดาเนนิ ชีวิตด้วยสาเนียงขบั ร้องทานองดนตรี
องค์ประกอบของเพลง หมายถงึ ส่วนประกอบต่าง ๆ ทีม่ าประกอบกันขนึ้ เพ่อื ความสมบรูณ์ของเพลง
ประเภทนน้ั ๆ องค์ประกอบหลกั ของเพลงมเี พียง ๒ อย่างคือ ท่วงทานอง และจงั หวะ
หลกั สาคญั ในการแตง่ เพลง
๑. เตรียมเนื้อหาทใี่ ช้แตง่ เป็นเพลง
๒. แบ่งเนือ้ หาออกเปน็ สว่ น ๆ
๓. พิจารณาเลอื กทานองเพลง
๔. นาเนือ้ หามาแตง่ คาประพันธ์ตามคีตลักษณก์ ารประพันธ์เพลง
๕. นาเนื้อหาของเพลงท่ปี ระพนั ธ์ใสท่ านอง
๕. เพลงกล่อมเดก็
เพลงกลอ่ มเดก็ ถือเปน็ คติชาวบ้านที่ใชภ้ าษาเป็นสื่อ เป็นวรรณกรรมทไ่ี ม่มกี ารเขยี นหรือบันทึกเป็น
ลายลกั ษณอ์ กั ษรแต่อาศัยการทอ่ งจาและบอกเลา่ ตกทอดจากรุน่ ปู่ร่นุ ยา่ ส่รู นุ่ พ่อรุ่นแม่ สืบทอดไปถึงรนุ่ ลูกรนุ่
หลาน ความสาคญั ของเพลงกลอ่ มเดก็ เป็นเพลงที่ทาให้พ่อแมไ่ ด้มคี วามใกล้ชิดกบั ลกู ไดใ้ ชเ้ สียงในการสะทอ้ น
ให้เหน็ การสอนในเร่อื งของภาษา สาเนียงให้ติดหูกน่ นอนทาใหห้ ลับง่าย ก่อนนอนของเด็กเป็นช่วงสาคญั และ
การใหเ้ ด็กหลับอย่างมคี วามสุข หลับสนทิ เด็กก็จะมชี ่วงของการตื่นทสี่ ดชืน่ ไมร่ อ้ งโยเย การที่แม่จะเล่าอะไร
ให้ลูกฟงั หรอื เอื้อนเอ่ยจะเป็นสาเนียงหรือการเลา่ เรอ่ื งราวทาใหเ้ กดิ ความอบอ่นุ และความสขุ แกล่ ูกขณะกาลงั
หลบั และหลบั สนทิ อย่างมคี วามสุข
๕.๑ ลกั ษณะของเพลงกล่อมเด็ก
เพลงกล่อมเดก็ จะเปน็ กลอนชาวบ้านไม่มีแบบแผนแนน่ อน เพียงแตม่ ีสมั ผสั คลอ้ งจองกนั บา้ ง ถอ้ ยคา
ทใี่ ช้ในบางครงั้ อาจไม่มคี วามหมาย เนอ้ื เรอื่ งจะเก่ียวกบั ธรรมชาตสิ ่ิงแวดล้อม หรอื เรื่องราวต่างๆ ท่ีเก่ยี วกับ
ชีวิตความเปน็ อยู่ ซ่ึงสะท้อนใหเ้ ห็นความรกั ความหว่ งใยของแม่ที่มีต่อลกู ทง้ั ยงั มีการส่ังสอนและเสียดสสี ังคม
สามารถแยกเปน็ ขอ้ ไดด้ งั นี้
๑) เปน็ บทรอ้ ยกรองสนั้ ๆ มีคาคลอ้ งจองต่อเน่อื งกันไป
๒) มฉี ันทลักษณไ์ ม่แน่นอน
๓) ใช้คางา่ ยๆ สน้ั หรือยาวกไ็ ด้
๔) มจี ังหวะในการร้องและทานองท่ีเรยี บง่าย สนกุ สนาน จดจาไดง้ ่าย
๕.๒ ประเภทของเน้อื เพลงกลอ่ มเด็ก
๑) แสดงความรกั ความหว่ งใย
๒) กลา่ วถงึ สง่ิ แวดลอ้ ม
๓) เล่าเป็นนิทานและวรรณคดี
๔) เป็นการเลา่ ประสบการณ์
๕) ลอ้ เลยี นและเสยี ดสสี ังคม
๖) ความรู้เก่ียวกับการดแู ลเด็ก
๗) เปน็ คติ คาสอน
๕.๓ การแบ่งเพลงกล่อมเด็กตามภมู ภิ าค
ในประเทศไทยเราน้ันมีเพลงกล่อมเดก็ อยทู่ ัว่ ทุกภาค เนื้อร้องและทานองจะต่างกันไป มีชือ่
เรยี กหลายอยา่ ง เช่น ภาคเหนือเรยี ก “เพลงนอนสาหล่า” “นอนสาเดอ” ภาคกลางเรยี ก “เพลงกล่อมเด็ก”
“เพลงกลอ่ มลกู ” สว่ นภาคใต้เรยี ก “เพลงชาน้อง” “เพลงเปล” “เพลงน้องนอน” และ “เพลงร้องเรอื ”
โดยเพลงกลอ่ มเดก็ เป็นคตชิ าวบา้ นประเภทใชภ้ าษาเป็นสอ่ื ทก่ี ารถ่ายทอดจากปากต่อปากมาแต่โบราณ
เรียกว่า “มขุ ปาฐะ” มีลกั ษณะเปน็ วฒั นธรรมพ้ืนบ้านทม่ี ีบทบาทและหน้าทีแ่ สดงเอกลักษณ์ของแต่ละชมุ ชน
๕.๓.๑ เพลงกลอ่ มเดก็ ภาคเหนือ
สาหรบั ภาคเหนือ หรือดินแดนลา้ นนาอนั สงบสวยงาม มเี พลงกล่อมลูกสบื ทอดเป็นลักษณะ
แบบแผนเฉพาะของตนเองมาชา้ นาน อาจารย์สงิ ฆะ วรรณไสย แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรยี กฉันทลกั ษณ์
ของเพลงกลอ่ มเดก็ ภาคเหนอื วา่ “คาร่า” ซึ่งจัดเป็นลานาชนิดหนึ่ง หมายถึงการรา่ พรรณนา มเี สียงไพเราะ สูง
ตา่ ตามสยี งวรรณยกุ ต์ของสาเนยี งภาคเหนือ นิยมใชแ้ ตง่ ในการร่าบอกไฟขนึ้ ร่าสรา้ งวิหาร รา่ สร้างเจดยี ์ ร่า
สรา่ งถนน ขึน้ ดอยสเุ ทพ และแตงเปน็ คากลอ่ มเด็ก
คากลอ่ มเด็กน้ี พ่อแม่ ปยู่ ่า ตายาย ในภาคเหนอื สมยั ก่อนมกั จะใชข้ ับกลอ่ มสอนลูกหลาน
ขณะอมุ้ เด็กนั่งชิงช้าแกว่งไกวช้าๆ จนเดก็ งว่ งนอน จงึ อ้มุ ไปวางบนทน่ี อนหรอื ในเปลแลว้ แห่กลอ่ มต่อจนเดก็
หลบั สนิท คากลอ่ มเด็กนีจ้ งึ เรียนว่า “สกิ จงุ้ จาโหน” ตามเสียงทใี่ ชข้ นึ้ ต้นเพลง
ลกั ษณะเดน่ ของเพลงกลอ่ มเดก็ ภาคเหนือนอกจากจะข้นึ ตน้ ดว้ ยคาวา่ สกิ จ้งุ จาโหนแล้วยงั
มักจะขนึ้ ต้นดว้ ยคาว่า “อ่ือจา” เปน็ ส่วนใหญ่ จงึ เรยี กเพลงกล่อมเด็กน้วี า่ เพลงอื่อลูก ทานองและลลี าออ่ื ลกู
จะเป็นไปช้าๆ ดว้ ยน้าเสยี งทุ้มเยน็ ตามถอ้ ยคาที่สรรมาเพ่ือส่ังสอนพรรณาถึงความรัก ความหว่ งใยลูกน้อย
จนถงึ คาปลอบ คาขู่ ขณะยังไม่ยอมหลบั ถ้อยคาต่างๆ ในเพลงกล่อมเดก็ ภาคเหนอื สะทอ้ นใหเ้ หน็ สภาพความ
เปน็ อยู่ สิ่งแวดล้อม และวฒั นธรรมตา่ งๆ ของคนในภาคเหนือในอดตี จนปัจจบุ นั ไดเ้ ป็นอย่างดี นับเป็น
ประโยชนท์ างออ้ มที่ได้รับนอกเหนอื จากความอบอุน่ ใจของลูกท่ีเป็นประโยชน์โดยตรงของเพลงกลอ่ มเดก็
ตัวอยา่ งเพลงกล่อมเดก็ ของภาคเหนอื
“จะกลา่ วเติง จะกล่าวเตงิ มอญใหม่
ตกมาอยู่เมอื งไทยนานนักหนา
ตัวของมอญชอ่ื มะเตงิ่ เมียชือ่ เหมยเจิง เป็นภรรยา
พอรุ่งแจง้ พอรงุ่ แจ้งแสงทอง พระอาทิตย์สาดสอ่ ง อย่บู นเวหา
จงึ เรียกแม่เหมย ภรรยา สายแล้วหลอ่ นจา๋ รบี คราไคล
เรียกนอ้ งทาไมจะ๊ พเ่ี ตงิ จา๋ สว่ นตัวนอ้ งยาไมไ่ ปไหน
จะจดั แจงแปง้ นา้ มนั เข้าทันใด แล้วจะได้ไปขายท้ายธานี
เออ้ ..เออ เออ เอิงเอยยย”
๕.๓.๒ เพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน
เพลงพ้ืนบา้ นอีสาน มลี กั ษณะเด่นชัดกบั การขับรอ้ งอนั เป็นธรรมชาติ บ่งบอกความจริงใจ
ความสนกุ สนาน และความสอดคลอ้ งกลมกลืนกับเคร่อื งดนตรปี ระจาท้องถ่ิน คือ แคน แมก้ ารขบั กล่อมลกู ซึง่
ไมใ่ ช้เครื่องดนตรใี ด ๆ ประกอบ ก็สื่อให้ผูฟ้ ังรทู้ ันทวี า่ เปน็ เพลงของภาคอสี าน
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ หรอื ภาคอสี าน เป็นดนิ แดนทกี่ วา้ งขวางและมปี ระชากรมากทีส่ ดุ ในบรรดา 4
ภาคของไทย เพลงกล่อมลกู จึงมีหลายสาเนียง ถ้าเป็นอีสานตอนเหนอื จะมีสาเนยี งคล้ายลาว ถ้าเปน็ อีสานตอน
ใตจ้ ะมสี าเนยี งคลา้ ยเขมร แต่เพลงกลอ่ มลูกทแ่ี พร่หลายและยอมรับวา่ เป็นเอกลกั ษณข์ องอีสานจะเปน็ สาเนยี ง
อสี านตอนเหนือ และมกั จะขน้ึ ตน้ ด้วยคาวา่ “นอนสาหล่า” หรอื “นอกสาเดอ” หรอื “นอนสาแมเ่ ยอ”
มีทานองลลี าเรียบง่ายช้าๆ และมกี ลมุ่ เสยี งซ้า ๆ กันทั้งเพลงเชน่ เดียวกับภาคเหนือ การใช้ถ้อยคามีเสยี งสัมผัส
คลา้ ยกลอนสุภาพท่วั ไป และเปน็ คาพื้นบ้านทม่ี ีความหมายในเชิงส่งั สอนลูกหลานด้วยความรกั ความผูกพนั
ซ่งึ มกั จะประกอบดว้ ย ๔ สว่ นเสมอ คือ สว่ นทีเ่ ป็นการปลอบโยนการขแู่ ละการขอโดยมุ่งใหเ้ ดก็ หลบั
เร็วๆ นอกจากน้ีก็จะเปน็ คาทแ่ี สดงสภาพสังคมดา้ นตา่ งๆ เช่น ความเปน็ อยู่ บรรยากาศในหมูบ่ า้ น คา่ นยิ ม
ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นตน้ คณุ คา่ ของเพลงกลอ่ มเดก็ อสี าน จึงมีพรอ้ มทง้ั ทางดา้ นจิตใจและด้าน
การศกึ ษาของชาติ
ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน
“นอนสาหลา่ หลบั ตาแม่กล่อม
นอนตื่นแลว้ จง่ั หลกุ กินนม
กนิ นมไฝบ่ ่ปานนมแม่
กินนมแมม่ นั แซบมนั หวาน
มันหวานลงหวานลงคอื กล้วย
หวานจ้วยๆใสป่ ากคาแพง
เออ้ ฮะ เอ้อ ฮะ เอ้อ ฮะ เออ้ ๆ
แมไ่ ปไฮเ่ อาไข่มาหา
แมไ่ ปนาเอาปลามาปอ้ น
แม่เลี้ยงม้อนอยูใ่ นสวนมอน
เออ้ ฮะ เออ้ ฮะ เออ้ ฮะ เอ้อ
นอนสาหล่าหลับตาแม่ชกิ ล่อม
ขดออ้ มปอ้ มนอนแล้วอยา่ ตงี
มิดองิ้ ติ้งอย่ากวนอย่าแอ่ว
นอนตอ้ื แล้วจังลุกกนิ นม
เออ้ ฮะ เออ้ ฮะ เอ้อ ฮะ เออ้ ”
๕.๓.๓ เพลงกลอ่ มเดก็ ภาคกลาง
เพลงกล่อมเดก็ ภาคกลางเป็นทร่ี จู้ ักแพรห่ ลายและมกี ารบนั ทึกไวเ้ ป็นหลักฐานมากกว่าเพลง
กล่อมเดก็ ภาคอื่น ซงึ่ สะดวกแกก่ ารศกึ ษาค้นคว้า การฟน้ื ฟู และการอนรุ กั ษ์ โดยไมม่ ชี ือ่ เฉพาะสาหรับเรยี ก
เพลงกลอ่ มเดก็ ภาคกลาง เนอ่ื งจากข้นึ ตน้ บทรอ้ งด้วยคาหลากหลายชนิดตามแตเ่ นอ้ื หาของเพลง นักวชิ าการ
หลายท่านไดศ้ กึ ษาแบง่ ประเภทเนอื้ หาของเพลงกล่อมเดก็ ภาคกลางไว้คลา้ ยกัน คือ
๑) ประเภทสะท้อนให้เห็นความรกั ความผูกพันระหวา่ งแมก่ ับลกู ดังจะเห็นได้จาก
ถอ้ ยคาที่ใช้เรียกลูกว่าเจ้าเน้อื ละเอียด เจ้าเนื้ออ่นุ เจา้ เน้ือเย็นสดุ ที่รกั สดุ สายใจ เปน็ ต้น
๒) ประเภทสะทอ้ นให้เหน็ ความเปน็ อย่ขู องคนไทยภาคกลางในดา้ นต่างๆ เช่น
ความเจริญทางวัตถุ ประเพณี วฒั นธรรมตา่ งๆ ความศรัทธา ความเชอื่ คุณธรรมประจาใจ อารมณข์ ัน และการ
ทามาหากนิ ของประชาชน
๓) ประเภทให้ความร้ดู ้านตา่ งๆ เชน่ ความรทู้ างภาษา ธรรมชาตวิ ิทยา วรรณคดี
นิทาน ภมู ิศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ แบบแผนการปกครอง และครอบครวั
ลักษณะทานองและลีลาของเพลงกลอ่ มเด็กภาคกลางจะเป็นการขับกลอ่ มอยา่ งชา้ ๆ
เช่นเดยี วกบั ภาคอ่นื ๆ กลมุ่ เสยี งก็จะซ้าๆ เชน่ กนั แต่จะเน้นการใชเ้ สียงทมุ้ เยน็ และยึดคาแตล่ ะคาใหเ้ ช่ือมกลนื
กันไปอย่างไพเราะ อ่อนหวาน ไม่ให้มีเสียงสะดดุ ท้งั นี้เพอ่ื มงุ่ ให้เดก็ ฟงั จนหลบั สนทิ ในทส่ี ุด
ตวั อย่างเพลงกล่อมเดก็ ภาคกลาง
วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ มตี ้นขา้ วโพดสาลี
ลูกเขยตกยาก แม่ยายกพ็ รากเอาตวั หนี
ข้าวโพดสาลี ตอ่ แต่นจี้ ะโรยรา
๕.๓.๔ เพลงกลอ่ มเด็กภาคใต้
ภาคใต้เปน็ ภาษาถิน่ ที่คนไทยสว่ นใหญ่รจู้ กั มากท่ีสุดเพราะมสี าเนยี งทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์ชัดเจน
ที่สดุ เชน่ เดยี วกบั เพลงกล่อมลูกภาคใต้ทมี่ ีทานองและลลี าเดน่ เป็นของตนเอง เพลงกลอ่ มลูกภาคใต้ มชี อ่ื เรียก
๔ อย่าง คือ เพลงรอ้ งเรือ เพลงชาน้อง หรือเพลงช้าน้อง เพลงเสภา และเพลงน้องนอน
ท่ีเรยี กวา่ เพลงร้องเรอื สนั นษิ ฐานว่านา่ จะเปน็ เพราะลกั ษณะของเปลท่ีใช้ผา้ ผกู มรี ูปร่างคล้าย
เรือ เพลงชานอ้ งหรือชา้ น้อง คาว่า ชา มาจาก คาวา่ บูชา ซึ่งแปลว่าสดุดหี รือกลอ่ มขวญั ชานอ้ งหรือชา้ นอ้ ง จงึ
หมายถงึ การสดุดีแมซ่ ื้อ ซึ่งเช่อื กันวา่ เป็นเทวดาหรือผปี ระจาทารก เพลงเสภาเปน็ เพลงทใ่ี ชโ้ ตค้ ารมกันเปน็ บท
ปฏพิ ากย์แสดงปฏภิ าณไหวพรบิ นามาใชใ้ นเพลงกล่อมลูกเพลงน้องนอน เปน็ การมุ่งกลอ่ มนอ้ งหรอื กล่อมลกู
โดยตรง ลกั ษณะเดน่ ของทานองกล่อมลกู ภาคใต้ ไม่ว่าจะเปน็ เพลงประเภทใดคอื มักจะขึน้ ต้นเพลงด้วยคาวา่
“ฮา เออ้ ”หรอื มีคาว่า “เหอ” แทรกอยูเ่ สมอในวรรคแรกของบทเพลง แล้วจึงขับกล่อมไปช้าๆ เหมือนภาคอื่นๆ
ตัวอยา่ งเพลงกล่อมเดก็ ภาคใต้
โอละเห่เอย แมจ่ ะเห่ใหน้ อนวัน
ตื่นขึ้นมาจะอาบนา้ ทาขวญั นอนวันเถดิ แมค่ ุณ
พ่อเนอื้ เย็นเอย แมม่ ใิ ห้เจ้าไปเล่นทที่ ่าน้า
จระเขเ้ หรามันจะคาบเจา้ เข้าถ้า เจา้ ทองคาพอ่ คณุ
(โกทโู น. https://www.gotoknow.org/posts/277491. ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐)
๖. สรภัญญ์
สรภญั ญ์ คอื การสวดและรอ้ งเพลงพ้นื บ้านประเภทหนงึ่ ที่ผสมผสานกนั มกี ารรอ้ งและราประกอบ บท
สวดจะมีลกั ษณะเป็นฉันท์หรอื กาพย์
สรภัญญ์ เปน็ การสวดในทานองสังโยค คอื การสวด เป็นจังหวะหยุดตามรปู ประโยคฉนั ทลกั ษณ์ บท
สวดจะมีลักษณะเปน็ ฉนั ท์หรือกาพยก์ ไ็ ด้ แต่ทนี ยิ มกันมากคือ กาพย์ยานี สาหรับเนื้อหาจะเกย่ี วข้องกบั ศาสนา
บาปบญุ คุณโทษ นิทานชาดก นอกจากนัน้ ก็ยงั มีการแต่งกลอนเนน้ ไปทางศลิ ปวัฒนธรรม เชน่ กลอนถามขา่ ว
โอภาปราศรัย ชักชวนใหไ้ ปเยย่ี ม การลา หรือเปน็ วรรณกรรมท้องถิ่นของอีสาน เช่น เรอื งกลอ่ งขา้ วนอ้ ยฆ่าแม่
เปน็ ตน้ บทสวดสรภญั ญะมกั ไมเ่ นน้ ในเรอื่ งความรกั เพราะการสวดสรภัญญะเกี่ยวข้องกบั ศาสนา และผู้
ฝกึ สอนเป็นพระภิกษุ จงึ ไม่ใหม้ ีเน้ือหาเกี่ยวกบั ความรกั เพราะไมเ่ หมาะกบั พระสงฆ์
บทรอ้ งสรภญั ญเ์ นอ้ื หาของเพลงสรภญั ญะจะกล่าวถึงเร่อื งราวของพทุ ธศาสนา ยกยอ่ งสรรเสริญบุคคล
ผมู้ ีพระคุณ ให้ความรู้เก่ียวกับนทิ าน ตานานพ้นื บ้านและเหตุการณป์ ัจจบุ ัน ม่งุ อบรมสง่ั สอนให้คนทาความดมี ี
จรยิ ธรรม พรรณนาธรรมชาติ นิทานพ้ืนบา้ น ช่วยใหเ้ กิดอารมณ์ผอ่ นคลาย มีเรือ่ งราวสนุกสนานกอ่ ใหเ้ กดิ
ความสามัคคี บทเพลงสรภญั ญะ จงึ เป็นเพลงขับจรยิ ธรรมอยา่ งแท้จรงิ
ประเภทของสรภญั ญะไดจ้ าแนกไว้ ๑๐ ประเภท
๑) บทบชู าพระรตั นตรัย
๒) บทนมัสการไหวค้ รูและเคารพบิดามารดา
๓) บทคาสอนทางพทุ ธศาสนาสรรเสรญิ พระศาสนาและวนั สาคัญต่าง ๆ ทางพทุ ธศาสนา
๔) บทที่เป็นคาสอนทางโลก
๕) บทสภุ าษิตคาพังเพยอุปมาอุปไมย
๖) บททีอ่ ย่ใู นความสนใจของชาวบา้ น
๗) บททเี่ ปน็ เหตกุ ารณป์ ัจจบุ ัน
๘) บทพรรณนาธรรมชาติ
๙) บทวรรณกรรมพ้ืนบา้ น
๑๐) บททม่ี ีเนื้อหาเบ็ดเตล็ด
ในอดตี การขับร้องสรภญั ญะมบี ทบาทสาคญั ตอ่ ชุมชนชาวอีสานเปน็ อย่างมากจึงมีการส่งเสรมิ และ
สนับสนุนการขบั รอ้ งและสวดสรภญั ญะด้วยการจัดประกวดการขับรอ้ ง เปน็ กิจกรรมแทรกในงานตา่ ง ๆ อัน
ส่งผลให้มีผ้คู ิดและแตง่ บทสรภัญญะกนั มากขึน้ ซงึ่ ผทู้ ่ีแตง่ สว่ นใหญ่ ไดแ้ ก่ พระสงฆ์ หรือฆราวาสท่เี คยบวช
เรียน หรอื มปี ระสบการณใ์ นการขับสรภัญญะและรักในศลิ ปะการประพนั ธ์
ปจั จบุ ันการสวดสรภญั ญะของชาวภาคอีสานนั้น นยิ มสวดกนั ในงานศพ งานทอดผา้ ป่า งานกฐนิ งาน
ทอดเทียน งานกวนข้าวทพิ ย์ และในกจิ กรรมวนั ธรรมสวนะ (วันพระ) และชาวอีสานไดร้ ่วมใจกันสบื สานการ
สวดสรภญั ญะใหค้ งอยู่ ดว้ ยการสวดสรภัญญะในวนั ธรรมสวนะและงานบญุ ต่าง ๆ และจัดใหม้ กี ารประกวด
สวดสรภญั ญะกนั อยเู่ สมอ โดยมีการแขง่ ขนั ตง้ั แต่ระดบั ตาบลจนถึงระดับภาค นอกจากนั้นยงั ได้ถ่ายทอดใหก้ ับ
เยาวชนโดยการบรรจุอยูใ่ นการเรียนการสอนวชิ าวรรณกรรมทอ้ งถ่ินในโรงเรียนต่าง ๆ ของภาคอสี านอกี ด้วย
จงึ เช่ือได้วา่ การสวดสรภัญญะอนั เปน็ อกี หนงึ่ ในมรดกวฒั นธรรมนจี้ ะยงั คงอย่คู ู่กับชาวอสี านตอ่ ไป
(มรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม. http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich. ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐)
ตัวอย่างบทสรภัญญ์
กลอนบทมาลาบูชาคุณ
“มาลาดวงดอกไม้ มาตง้ั ไว้เพ่อื บชู า
ขอบูชาคณุ พระพุทธ ผู้สูงสุดในโลกา
มาลาดวงดอกไม้ มาตัง้ ไว้เพอื่ บชู า
ขอบูชาคณุ พระธรรม อันน้อมนาเกิดปัญญา
มาลาดวงดอกไม้ มาต้ังไว้เพื่อบูชา
ขอบูชาคุณพระสงฆ์ ผู้ดารงศาสนา
มาลาดวงดอกไม้ มาตง้ั ไวเ้ พือ่ บชู า
ขอบูชาคุณบิดา คณุ มารดาทีเ่ ลีย้ งมา
มาลาดวงดอกไม้ มาต้ังไวเ้ พือ่ บูชา
ขอบชู าครผู ู้สอน ผูเ้ ขยี นกลอนสรภญั ญ์
ดอกไม้เก็บใส่ขนั ตั้งเปน็ ฐานอยู่สอนลอน
ปวงข้าประนมกร จงถาวรทุกองคเ์ ทอญ ฯ”
(วดั ป่ามหาชัย. http://www.watpamahachai.net/watpamahachai-70.htm. ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐)
๗. หนังสือส่งเสริมการอ่าน
หนังสือส่งเสริมการอา่ นเปน็ อีกหนงึ่ ทางเลือกสาหรบั ผู้รกั การอ่าน และการสร้างนสิ ยั รกั การอ่านใหก้ ับ
เดก็ ๆ ซ่งึ ประโยชน์ของหนงั สอื สง่ เสรมิ การอา่ น
๗.๑ ประโยชนต์ อ่ นักเรยี น
๗.๑.๑ ชว่ ยส่งเสรมิ พัฒนาการทางภาษาดา้ นการฟัง การดู การพดู การอา่ น และการเขยี น
๗.๑.๒ ชว่ ยขยายประสบการณ์และความคิดใหก้ ว้างขวางยิ่งขนึ้
๗.๑.๓ ช่วยเพิม่ พูนทักษะและประสบการณใ์ นการใชภ้ าษา
๗.๑.๔ สรา้ งนสิ ยั ให้รักการอา่ นและร้จู กั ใช้เวลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชน์
๗.๑.๕ ชว่ ยปลูกฝงั คุณธรรม เจตคติและคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์
๗.๒ ประโยชน์ตอ่ ครู
๗.๒.๑ เป็นแนวทางในการจดั ทาหนงั สือส่งเสริมการอา่ น สาหรับครผู ้สู อนกลุ่มสาระการ
เรยี นรูภ้ าษาไทย
๗.๒.๒ ทาใหม้ หี นังสอื ส่งเสรมิ การอ่าน ซ่งึ มคี ณุ ลักษณะเหมาะสมกบั วัยของผู้เรยี นสอดคล้อง
กบั หลักสูตรและสภาพทอ้ งถ่ิน
๗.๓ ความสาคัญของหนงั สือส่งเสรมิ การอา่ น
หนังสือสง่ เสรมิ การอา่ นมีความสาคญั สาหรับเดก็ มาก เพราะเปน็ การหลอ่ หลอมให้เดก็ เปน็ คนดี ช่วย
เสรมิ สรา้ งสติปัญญา ความรู้ ความคดิ ความมีระเบยี บวนิ ัย ซึ่งมคี วามสาคญั ย่งิ ต่อการสร้างสรรคส์ ังคมและ
ความเจรญิ ของประเทศชาติ หนังสือสง่ เสรมิ การอ่านเป็นศิลปะอย่างหน่งึ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับชีวติ ประจาวนั ทอ้ งถิ่น
ภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน เพราะเปน็ การใช้ภาษาเปน็ เครื่องมอื ในการถา่ ยทอดความรู้มายังเด็ก
วิธีการดาเนินงาน
๑. ระยะเวลาในการดาเนนิ งาน
ระหวา่ งวนั ท่ี ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๒
๒. ปฏิทนิ การปฏิบัตงิ าน
ตารางท่ี ๑ ปฏทิ ินการปฏิบตั งิ าน
วัน เดอื น ปี การปฏิบตั ิงาน
ข้ันตอนท่ี ๑ การคิดและการเลือกหัวเรือ่ ง
๒๑ พ.ย. ๒๕๖๑ เลอื กหัวหัวข้อวรรณกรรมท้องถน่ิ ตามทีส่ นใจ
๒๓ พ.ย. ๒๕๖๑ ลงพื้นทีศ่ ึกษาวรรณกรรมทอ้ งถน่ิ ประวัติศาสตร์ผาแตม้ ตามที่สนใจ
๓ ธ.ค. ๒๕๖๑ นาขอ้ มูลวรรณกรรมในทอ้ งถน่ิ มาวางแผนทจ่ี ะตอ่ ยอดทางภาษาไทย
๑๒ ธ.ค. ๒๕๖๑ ปรึกษาคณุ ครูท่ปี รึกษาโครงงาน เพ่อื หาหัวข้อต่อยอดโครงงาน
ขัน้ ตอนที่ ๒ การวางแผน
๑๓ ธ.ค. ๒๕๖๑ ประชุมและวางแผนการดาเนินงาน
๑๔ ธ.ค. ๒๕๖๑ เขียนเค้าโครงร่างโครงงาน
๑๕ ธ.ค. ๒๕๖๑ ศกึ ษาวธิ ีการทาโครงงานตามกระบวนการโครงงาน
ขั้นตอนท่ี ๓ การดาเนนิ งาน
๒๐ ธ.ค. ๒๕๖๑ - ลงพ้ืนทศ่ี ึกษาข้อมลู เกี่ยวกบั อทุ ยานแห่งชาติผาแต้มจากหนังสือ เอกสาร
๑๑ ม.ค. ๒๕๖๒ วทิ ยากร การสมั ภาษณ์ การสอบถาม และอนิ เทอรเ์ น็ต
๑๔ ม.ค. ๒๕๖๒ – ศึกษาข้อมูลเกีย่ วกบั กลอนสุภาพ เพลง เพลงกล่อมเด็ก สรภญั ญ์ และการทา
๒๕ ม.ค. ๒๕๖๒ หนังสอื ส่งเสริมการอา่ น
๒๘ ม.ค. ๒๕๖๒ – นาข้อมูลจากประวตั ิศาสตรอ์ ทุ ยานแห่งชาตผิ าแต้มและ ลกั ษณะท่ัวไปของ
๘ ก.พ. ๒๕๖๒ ภาพเขยี นสผี าแตม้ พืชพรรณและสตั วป์ ่าในอทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้ มา
ประพนั ธเ์ ป็นกลอนสุภาพ เพลง เพลงกล่อมเดก็ สรภัญญ์ และหนังสอื สง่ เสริม
การอ่าน มาจัดทาสอื่ ชดุ ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแตม้
๑๑ ก.พ. ๒๕๖๒ – นาสอ่ื ชุด ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแต้ม ไปเผยแพร่ และสารวจความ
๒๖ ก.พ. ๒๕๖๒ พงึ พอใจจากกลมุ่ ตัวอย่าง จานวน ๑๒๐ คน และสรปุ ผล
ขน้ั ตอนท่ี ๔ การเขยี นรายงาน
๒๗ ก.พ. ๒๕๖๒ – นาขอ้ มูลที่ไดม้ าแปลผลโดยใช้ข้อมูลทางสถิติ จัดทารปู เล่มรายงานโครงงาน
๒๘ ก.พ. ๒๕๖๒
ขน้ั ตอนที่ ๕ การนาเสนอผลงาน
๑ มี.ค. ๒๕๖๒ – นาเสนอและเผยแพรผ่ ลงานตามเสยี งตามสายประชาสมั พนั ธ์ และหน้าเสาธงของ
๑๑ มี.ค. ๒๕๖๒ โรงเรียน โปรแกรมออนไลน์ และโรงเรียนใกลเ้ คยี ง
หลังจากคณะผู้จัดทาโครงงานได้วางแผนเพอื่ กาหนดระยะเวลาและปฏทิ นิ การปฏิบัตงิ านแล้วน้ันได้
ดาเนนิ งานตามขั้นตอนตา่ งๆดังนี้
๑. ขนั้ เตรยี มการ
๑.๑ ศึกษาเกย่ี วกับวรรณกรรมท้องถิน่ โดยคณะผู้จดั ทาได้สนใจศึกษาวรรณกรรมทอ้ งถนิ่
ประวตั ศิ าสตรผ์ าแตม้ ในชมุ ชนของตนเอง
๑.๒ สนใจในเนอื้ หาเรอ่ื งราวและความงดงามของสถานที่ทอ่ งเทย่ี วในอทุ ยานแห่งชาติผาแต้ม
จงึ ไดเ้ ลอื กเอาข้อมลู เกี่ยวกับอุทยานแหง่ ชาติผาแตม้ มาคิดวางแผนทีจ่ ะสรา้ งสรรคเ์ ป็นผลงานทางภาษาไทย
เพือ่ ให้ง่ายตอ่ การศึกษาในรปู แบบใหม่
๑.๓ ประชุมวางแผนวเิ คราะหต์ ามหัวข้อจุดประสงคโ์ ครงงาน
๑.๒ กาหนดเนอื้ หาจากการศกึ ษา/สถานที่ต่าง ๆ ดังน้ี
๑.๑.๑ ห้องสมดุ โรงเรียนบา้ นกุม่
๑.๑.๒ อุทยานแหง่ ชาตผิ าแตม้
๑.๑.๓ อินเทอรเ์ น็ต
๑.๓ กาหนดกล่มุ ตัวอย่างทีศ่ กึ ษาครงั้ นเ้ี ปน็ นักเรียนจากโรงเรียนบ้านตามยุ จานวน ๒๐ คน
โรงเรยี นชมุ ชนบ้านห้วยไผ่ จานวน ๒๐ คน โรงเรยี นบา้ นห้วยยาง จานวน ๒๐ คน และโรงเรยี นเพยี งหลวง ๑
จานวน ๒๐ คน ผู้ปกครองนักเรียนจานวน ๒๐ คน และนักท่องเทยี่ วจานวน ๒๐ คน รวมเป็น ๑๒๐ คน โดย
ใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย
๑.๔ สร้างเครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการศกึ ษา คอื แบบสอบถามความพึงพอใจตอ่ สือ่ ชุดลานาขับขาน
เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแตม้
๒. ขนั้ ลงมอื ปฏบิ ัติ
๒.๑ ผจู้ ัดทาศึกษาเอกสารเกย่ี วเร่อื งเลา่ และประวัตคิ วามเป็นมาของอทุ ยานแหง่ ชาตผิ าแต้ม
ลักษณะท่วั ไปของภาพเขียนสีผาแต้ม พืชพรรณและสัตว์ปา่ ในอุทยานแหง่ ชาติผาแต้ม จากหนังสอื เอกสาร
วิทยากร การสัมภาษณ์ การสอบถาม และอินเทอรเ์ น็ต
๒.๒ ผจู้ ดั ทาศึกษาเนือ้ หาเก่ียวกบั ขอ้ มูลที่แสดงถึงลักษณะเดน่ ความงามของผาแต้มในดา้ น
ต่าง ๆ
๒.๓ นาขอ้ มูลที่โดดเด่นเป็นพเิ ศษมาแต่งเปน็ กลอนสุภาพ เพลง เพลงกลอ่ มเด็ก
สรภญั ญ์ และหนังสือสง่ เสรมิ การอา่ น
๒.๔ จดั ทาส่ือ ชดุ ลานาขับขาน เล่าตานานเชิญชมผาแต้ม
๒.๕ เผยแพร่ส่ือ ชดุ ลานาขบั ขาน เล่าตานานเชิญชมผาแต้ม ทัง้ ในโรงเรียนและในโรงเรยี น
ตา่ งๆ
๒.๖ ผู้จัดทานาแบบสอบถามถามพึงพอใจต่อ สือ่ ชุดลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้
ไปสอบถามกับกลุ่มตวั อยา่ งทกี่ าหนด
๒.๗ นาแบบสอบถามท่ไี ด้มาวิเคราะห์
๒.๘ แปลผลขอ้ มูลจากแบบสอบถาม
๒.๙ สรปุ ผลการวเิ คราะห์
นิยามศพั ท์เฉพาะ
สร้างสรรค์ หมายถึง ทาใหม้ ใี หเ้ ปน็ ข้ึน มีลักษณะริเริม่ ในทางทดี่ ี
วรรณกรรมทอ้ งถิน่ หมายถงึ ข้อมูลทกุ อย่างในท้องถ่นิ ทีแ่ สดงออกด้วยภาษา รปู ภาพ คาพูดและท่ี
บันทกึ ไวเ้ ป็นตวั หนังสือ ซ่งึ ขอ้ มูลดงั กล่าวมคี วามเกย่ี วขอ้ งกบั วฒั นธรรมและความเปน็ อยู่ทกุ ด้านในท้องถ่นิ
โดยการบอกเลา่ จดจา ส่งั สอน หรอื ปฏิบัติตามกันมาเปน็ เวลาชา้ นาน จนรับรไู้ ดภ้ ายในทอ้ งถ่ินของตน ซ่ึงใน
ทน่ี ี่คณะผ้จู ัดทาได้ศึกษาเปน็ วรรณกรรมท้องถ่นิ อสี าน
ยล หมายถงึ การมอง การดู
ยนิ หมายถึง การฟงั
ถ่ิน หมายถึง ทอ่ี ยอู่ าศยั
ผาแต้ม หมายถงึ หนา้ ผาทม่ี ีรอยวาดหรอื รอยประทบั โดยการใช้สีเปน็ รปู ตา่ งๆของคนโบราณ ที่ท่ี
อุทยานแหง่ ชาติผาแต้ม อาเภอโขงเจียม จงั หวัดอุบลราชธานี
ขบั ขาน หมายถึง การขบั รอ้ ง
ลานา หมายถงึ บทกลอนท่ใี ช้ขบั รอ้ ง เชน่ บทละคร สักวา เสภา บทดอกสรอ้ ย กลอนสภุ าพ ฯลฯ
กลอนสภุ าพ หมายถึง กลอนท่ใี ช้ถ้อยคาเรียบง่ายนยิ มแตง่ กนั ท่ัวไป โดยมากใชฉ้ ันทลกั ษณก์ ลอน ๘
สรภัญญ์ หมายถึง ทานองสาหรับสวดคาที่เปน็ ฉันท์, ทานองขับร้องทานองหนงึ่
เพลง หมายถงึ การรอ้ งเลน่ เป็นทานองแก้กันในลักษณะพื้นบา้ น หรือท้องถิน่ คารอ้ งมักผูกเป็นกลอน
มีชือ่ ต่าง ๆ
เพลงลาเต้ย หมายถึง การลาทานองยาวเอื้อนเสยี งยาว แตใ่ ช้กลอนสั้นๆ เหมอื นลาตัดโคราช
เพลงกล่อมเด็ก หมายถึง การขับรอ้ งเพ่ือใชก้ ลอ่ มเด็กในทอ้ งถน่ิ ตา่ งๆ
หนงั สอื สง่ เสรมิ การอา่ น หมายถึง หนังสือท่ีจัดทาขน้ึ เพือ่ ใหผ้ ้อู า่ นเกิดนสิ ัยรกั การอ่าน
แบบสอบถามความพงึ พอใจ หมายถึง แบบสอบถามทผ่ี ู้จดั ทาสรา้ งขน้ึ เพอื่ สอบถามความพึงพอใจ
ของกลุ่มตวั อยา่ ง
กลุม่ ตัวอย่าง หมายถึง นกั เรียนโรงเรยี นบ้านตามยุ จานวน ๒๐ คน โรงเรียนเพยี งหลวง ๑๒ จานวน
๒๐ คน โรงเรยี นชมุ ชนบ้านห้วยไผ่ จานวน ๒๐ คน และโรงเรยี นบ้านห้วยยาง จานวน ๒๐ คน ผู้ปกครอง
นักเรียนจานวน ๒๐ คน และนักทอ่ งเท่ียวจานวน ๒๐ คน รวมทั้งหมด ๑๒๐ คน
ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างทมี่ ตี ่อสอื่ ชดุ ลานาขบั ขาน เล่าตานานเชิญชม
ผาแต้ม
บทที่ ๒
บทวิเคราะหต์ ามจดุ ประสงค์
ในการจัดทาโครงงานภาษาไทย เรอ่ื ง สรา้ งสรรค์วรรณกรรมท้อง เชญิ ยลยนิ ถิน่ ผาแตม้ ผ่านขบั ขานลา
นา คณะผจู้ ัดทาได้ศึกษาและวิเคราะหข์ ้อมูลตามลาดับจดุ ประสงค์ ดงั นี้
๑. เพอื่ ศกึ ษาขอ้ มลู วรรณกรรมทอ้ งถ่นิ เก่ยี วกับเหตกุ ารณ์ในประวัตศิ าสตร์ของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
๒. เพือ่ นาขอ้ มูลอทุ ยานแห่งชาตผิ าแต้มมาแต่ง เป็นกลอนสุภาพ สรภัญญ์ เพลง เพลงกล่อมเดก็ เป็น
สือ่ ชุด ลานาขับขาน เล่าตานานเชญิ ชมผาแต้ม
๓. เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจส่ือชดุ ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแต้ม
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
๑. ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลวรรณกรรมท้องถนิ่ เกย่ี วกบั เหตกุ ารณ์ในประวัตศิ าสตรข์ องอทุ ยานแหง่ ชาติ
ผาแต้ม พบว่า อทุ ยานแหง่ ผาแต้มเป็นแหลง่ เรยี นรูท้ างเหตุการณ์ในประวตั ศิ าสตร์ของคนในอดีต ผ่านเรอ่ื งเล่า
ภาพเขยี นสี และลกั ษณะทางกายภาพของผาหิน ซ่ึงสะทอ้ นเรอื่ งราวทางวรรณกรรมท้องถ่ินไดด้ งั นี้
๑.๑ สะทอ้ นถงึ วิถชี วี ิต ความเป็นอยขู่ องคนในสมัยก่อน
จากการศึกษาธรณีวทิ ยาสนั นิษฐานว่าประมาณ ๔๐ ล้านปกี อ่ น บริเวณผาแตม้ เคยจ่มอยู่ใต้
น้ามาก่อน หลังจากท่ีน้าลดลงจะมมี นษุ ย์โบราณเร่ร่อนมาตามสายนา้ และใช้บริเวณทม่ี ีหินและถ้าในการเป็นที่
อยูอ่ าศัย มีการตัง้ ถ่ินฐานแบบชั่วคราว ซ่ึงปรากฏจากการสร้างศิลปะถ้าทเ่ี กิดจากภาพวาดเขยี นเป็นสี และทา
รูปลงบนพ้นื หินท่ีผาแตม้ ดงั ปรากฏตามภาพเขยี นสีกลมุ่ ตา่ งๆดังน้ี
๑.๑.๑ จากภาพเขียนสีกลมุ่ ที่ ๑ กลมุ่ ผาขาม ปรากฏภาพคล้ายภาพก้างปลา และ
ลายเส้นหยกั ไปมาคลา้ ยเส้นคลืน่ นา้ สันนิฐานไดว้ า่ มนุษยส์ มัยก่อนอาศยั ตามลมุ่ นา้ มีความอุดมสมบรู ณ์ในลา
น้าดงั ปรากฏภาพกา้ งปลา
๑.๑.๒ จากภาพกล่มุ ที่ ๒ กล่มุ ผาแตม้ ปรากฏภาพสัตว์เช่น ช้าง ปลา ววั เตา่ ภาพ
มือ เครื่องมือจับสัตว์ น้า แสดงถงึ วถิ ีชีวิตของคนสมัยก่อนว่ามีการทาการประมง ลา่ สัตวเ์ ป็นอาหาร มคี วาม
อดุ มสมบรู ณ์ในบริเวณนน้ั
๑.๑.๓ จากภาพกลมุ่ ท่ี ๓ กลุ่มผาหมอนนอ้ ย ปรากฏภาพกล่มุ สัตว์ ววั ควาย ภาพ
คนถอื อาวุธคล้ายธนู แสดงถึงการเปน็ แหล่งชมุ ชน มีการทาการเกษตรเพาะปลกู ขา้ วท่เี ก่าแก่ของโลก
๑.๑.๔ จากกลุ่มที่ ๔ กล่มุ ผาหมอน ปรากฏภาพคนนงุ่ กระโปง ยืนท้าวเอว แสดงถงึ
กลุม่ คนที่อพยพมาดารงชวี ิตอย่ทู ี่นีร่ วมกันของคนในสมัยกอ่ น
๑.๒ สะทอ้ นเร่อื งพิธีกรรม ความเชือ่ เกยี่ วกับสิ่งศักดส์ิ ิทธแิ์ ละความตาย
ผาแต้มเป็นวรรณกรรมมขุ ปาฐะของคนในทอ้ งถ่ินที่เปน็ เร่อื งราวเล่าสืบต่อกันมาจากภาพที่
ปรากฏบนหนา้ ผาของคนในสมยั กอ่ น เดิมในอดีตเช่ือกนั ว่าชาวบ้านในท้องถิ่นท่ีทากนิ ในบริเวณใกล้เคียงพ้ืนท่ี
ป่าภูผา น้อยคนทีจ่ ะเดินทางเข้าไปในป่าดังกล่าว เน่ืองจากมคี วามเชอ่ื วา่ ผาแต้มเป็นเขตตอ้ งหา้ ม
มคี วามศักด์ิสิทธ์ิ เชือ่ กันว่าเปน็ ภูผาแหง่ ความตาย ใครล่วงลา้ เข้าไป มักมอี นั เป็นไป อาจเจ็บไขห้ รือเป็น
อันตรายถงึ ชวี ิตได้ และในภาพเขียนสีกล่มุ ท่ี ๔ ปรากฏภาพเกีย่ วพธิ ีกรรม ซ่ึงเป็นภาพสีแดงจะสมั พันธก์ ับ
พิธกี รรมทีเ่ ก่ยี วกบั ความตาย เพราะตามแหล่งโบราณคดีหลายแหง่ ในประเทศไทยมักจะเป็นสีแดง หรอื ส่งิ ของ
สีแดง ในงานศิลปะผาแตม้ จึงอาจเกย่ี วขอ้ งกบั พิธีกรรมทเี่ ก่ียวกับความตายในสมยั นน้ั และพิธกี รรมนา่ จะมี
การทานายโชคชะตา หากใครจะทานายโชคชะตาใหว้ าดรูปไวบ้ นผนงั เป็นส่อื (แกง๊ คห์ มานอ้ ย. รายงาน :
“ผาแต้ม” เรือ่ งราวจากอดีตสูป่ จั จุบัน, ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๑)
๑.๓ สะทอ้ นถึงการส่ือสาร และงานศลิ ปะ
๑.๓.๑ แสดงถงึ การใชภ้ าษาของคนในสมยั กอ่ นในการสอ่ื สาร ยังไมม่ ตี วั อกั ษรใชถ้ ึง
ใชก้ ารส่ือสารดว้ ยอวัจภาษา คือรปู ภาพต่างๆทปี่ รากฏในภาพเขยี นสกี ลุ่มๆ
๑.๓.๒ แสดงถึงงานศิลปะถา้ ของผาแต้ม ที่เกดิ จากการวาดเขียนเปน็ สีและทารูป
รอยลงบนพืน้ หนิ ดว้ ยการลงสีซึ่งจากการสอบถามพบวา่ คนในสมยั ก่อนน่าจะใชส้ จี ากยางไม้ ผสมกับเลือดปลา
ปึกมาวาดที่บนหนา้ ผา
๒. ผลการวเิ คราะหก์ ารนาข้อมลู อุทยานแห่งชาตผิ าแตม้ มาแต่ง เป็นกลอนสภุ าพ สรภัญญ์ เพลง
เพลงกล่อมเด็ก เปน็ สื่อชุด ลานาขับขาน เล่าตานานเชิญชมผาแต้ม
๒.๑ แตง่ เปน็ กลอนสุภาพ
นาขอ้ มูลเกยี่ วกับอุทยานแห่งชาติผาแต้ม แต่งเป็นกลอนสภุ าพ จานวน ๑๓ บท ตามประเด็นตา่ งๆท่ี
ไดศ้ ึกษา ดงั น้ี
๒.๑.๑ ผาแต้มเปน็ แหลง่ โบราณทม่ี ีอายุราวประมาณ ๓,๐๐๐ปี สันนษิ ฐานวา่ เป็นแหล่งที่อยู่
อาศยั ของคนในสมยั กอ่ น ตอ่ มาทางกรมศิลปากรไดม้ กี ารค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี นามาแตง่ เปน็ กลอน
สุภาพ บทที่ ๑ ได้ดังนี้
“แหลง่ โบราณคดีในท้องถน่ิ ทีท่ ากนิ แต่เกา่ ก่อนน่าค้นหา
ได้ค้นพบภาพเขยี นสกี าลเวลา บนหนา้ ผาสงู ชั้นสามพันปี”
จากบทประพันธ์ขา้ งต้นมคี วามงามทางด้านวรรณศลิ ป์ในเรือ่ งการใชส้ มั ผัสพยญั ชนะภายใน
วรรค เชน่ “ทีท่ ากนิ แตเ่ ก่ากอ่ นน่าคน้ หา” เล่นเสียงพยญั ชนะ ก เปน็ ตน้
๒.๑.๒ ผาแตม้ เป็นเรื่องราวท่ีเกยี่ วกับวิถีชีวติ คนในสมยั ก่อน เปน็ เร่อื งราวทางประวตั ิศาสตร์
ท่ีเลา่ สบื ต่อกันมา จากการค้นพบหลกั ฐานทางโบราณคดี ต่อผาแตม้ ได้ข้ึนทะเบยี นเปน็ อุทยานแหง่ ชาติลาดบั ท่ี
๗๔ ของประเทศไทยท่มี อี ายรุ าว ๓,๐๐๐ ปี นามาแตง่ เป็นกลอนสุภาพ บทที่ ๒ ไดด้ ังนี้
“คือเร่ืองราวยอ้ นยคุ ประวัตศิ าสตร์ มีภาพวาดคนสตั ว์สลกั สี
อุทยานแห่งชาติราชธานี เจด็ สิบส่ีของไทยกวา้ งใหญน่ า”
จากบทประพันธข์ า้ งตน้ มคี วามงามทางดา้ นวรรณศิลปเ์ รอื่ งการใช้สมั ผัสพยญั ชนะภายใน
วรรค เช่น “เรอ่ื งราวย้อนยคุ ประวตั ศิ าสตร์” เล่นเสยี งพยญั ชนะ ร และ ย เป็นต้น
๒.๑.๓ ผาแต้มมีลักษณะทางกายภาพที่เปน็ แนวหนา้ ผายาว ครอบคลมุ ๓ อาเภอคอื อาเภอ
โขงเจยี ม อาเภอศรีเมืองใหม่ และอาเภอโพธ์ิไทร จงั หวดั อุบลราชธานี มอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั สาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแมน่ ้าโขงกั้นไวร้ ะหว่างกลาง มกี ารติดตอ่ กนั ระหว่างไทยกับสาธารณรฐั
ประชาธิปไตยประชาชนลาว มีทวิ ทัศน์ท่ีสวยงาม สามารถมองเห็นต้นไม้และทุ่งนาทกี่ ว้างใหญ่ และเปน็ จดุ ชม
ววิ พระอาทติ ยข์ ึ้นแหง่ แรกในประเทศไทยในตอนเช้า นามาแตง่ เปน็ กลอนสุภาพ บทท่ี ๓ และ ๔ ได้ดังนี้
“ผาแต้มยาวเปน็ แนวตามขอบเขต สดุ ประเทศเมืองสยามแนวภผู า
ลาน้าโขงแบ่งกนั้ เขตอาณา ไทยลาวต่างเทยี่ วมาชมทั้งใกลไ้ กล
มองดวู วิ ทวิ ทัศน์สวยโดดเด่น แลมองเหน็ ท่งุ หญ้าจากผาใหญ่
เหน็ ตะวนั ร่งุ อรุณกอ่ นใครใคร ชวนหลงใหลมนต์เสนห่ ์แหง่ ลาเนา”
จากบทประพนั ธข์ ้างตน้ มีความงามทางดา้ นวรรณศลิ ป์เรอื่ งการใช้สมั ผัสสระภายในวรรค เชน่
“มองดวู วิ ทวิ ทัศน์สวยโดดเด่น” เลน่ เสียงสระอิ มีการใชค้ าซ้อน เชน่ ใกล้ไกล ขอบเขต ใกล้ไกล เป็นตน้
และมีการบรรยายถงึ ความงามทางธรรมชาตขิ องผาแตม้ ภายในบท เช่น
“มองดูวิวทวิ ทศั นส์ วยโดดเด่น แลมองเห็นทุ่งหญา้ จากผาใหญ่”
๒.๑.๔ ผาแตม้ เป็นศลิ ปะบนหนา้ ผาที่คนในสมยั ก่อนมีการสลกั วาดไว้บนผาหนิ มภี าพเขยี นสี
ประมาณ ๓๐๐ กวา่ ภาพ ท่ีเปน็ เรอ่ื งเลา่ ในแต่ละกลมุ่ นามาแตง่ เป็นกลอนสภุ าพ บทที่ ๕ ได้ดังนี้
“ภาพเขยี นมีสีแดงสลักหนิ ศลิ าดินแดนไทยในขุนเขา
ปรากฏภาพสามรอ้ ยจดจาเอา มีเรอื่ งเลา่ กลา่ วขานแตน่ านมา”
จากบทประพนั ธข์ ้างต้นมีความงามทางดา้ นวรรณศลิ ป์เรือ่ งการใช้สมั ผัสสระภายในวรรค เช่น
“ศลิ าดินแดนไทยในขุนเขา” เลน่ เสยี งสระไอ และมีการใชค้ าซ้อน เชน่ ขุนเขา กลา่ วขาน จดจา เป็นตน้
๒.๑.๕ ภาพเขยี นสีกล่มุ ที่ ๑ ผาขาม ปรากฏภาพกา้ งปลา มีลายเสน้ ทึบ หยกั ไปมาคลา้ ยคล่ืน
น้า แสดงถึงมนษุ ย์สมยั ก่อนอาศัยตามลุ่มนา้ มคี วามอดุ มสมบูรณ์ในลาน้าดังปรากฏภาพก้างปลา
นามาแตง่ เป็นกลอนสุภาพ บทที่ ๖ ไดด้ งั นี้
“กลมุ่ ท่ีหน่ึงขน้ึ ช่อื ว่าผาขาม แลงดงามตามรอยวาดควรรกั ษา
มที ้ังภาพลายเสน้ เปน็ กา้ งปลา เสน้ บางหนาหยักข้นึ ลงปนกันไป”
จากบทประพนั ธข์ า้ งต้นมคี วามงามทางดา้ นวรรณศลิ ปเ์ รอื่ งการบรรยายถึงภาพเขยี นสกี ล่มุ ๑
วา่ มีภาพลายเสน้ ก้างปลา ภาพเส้นหยัก บางหนาปนกนั ไป
๒.๑.๖ ภาพเขยี นสกี ลมุ่ ที่ ๒ ผาแตม้ ปรากฏภาพสตั วเ์ ช่น ช้าง ปลา ววั เต่า ภาพมอื
เครอื่ งมอื จบั สัตว์ น้า แสดงถึงวิถชี ีวิตของคนสมยั กอ่ นวา่ มีการทาการประมง ล่าสตั วเ์ ปน็ อาหาร มีความอดุ ม
สมบรู ณใ์ นบริเวณน้ัน เละปรากฏภาพพธิ กี รรมอนั เป็นความเชือ่ ของคนในสมมัยกอ่ น นามาแตง่ กลอนสภุ าพ
บทที่ ๗ ได้ดงั นี้
“กลมุ่ ท่สี องผาแต้มประหลาดเหลือ ตามความเช่ือคนโบราณวาดเอาไว้
ล้วนรูปสตั ว์ พิธกี รรมในพงไพร ตา่ งเลือ่ มใสความเช่อื ชีวติ คน”
จากบทประพันธข์ า้ งต้นมีคุณค่าทางด้านสงั คมคอื ปรากฏถงึ ความเชือ่ ของคนในสมัยก่อน
และมีความงามทางด้านวรรณศิลป์ เช่น “กลุ่มทีส่ องผาแตม้ ประหลาดเหลือ”เล่นเสียงสัมผัสพยญั ชนะ หล
เป็นตน้
๒.๑.๗ ภาพเขียนสีกลุ่มท่ี ๓ ผาหมอนนอ้ ย ปรากฏภาพกลุม่ สัตว์ ววั ควาย ภาพคนถืออาวธุ
คล้ายธนู แสดงถงึ การเป็นแหลง่ ชมุ ชน มกี ารล่าสตั ว์ ทาการเกษตรเพาะปลกู ข้าวท่ีเก่าแก่ของโลก นามาแตง่
เป็นกลอนสุภาพ บทท่ี ๘ ได้ดงั น้ี
“กลุ่มที่สามผาหมอนนอ้ ยรอยอาวธุ นี่คือจุดภาพธนูดูสบั สน
หรือเป็นแหล่งลา่ สตั ว์ของหมูช่ น ภาพมือบนหน้าผานา่ ตดิ ตาม”
จากบทประพันธ์ขา้ งต้นมีคุณคา่ ทางดา้ นวรรณศลิ ป์มีการสัมผัสสระภายในวรรค เชน่
“กล่มุ ที่สามผาหมอนนอ้ ยรอยอาวธุ ” เลน่ เสยี ง สระออ เปน็ ต้น
๒.๑.๘ ภาพเขยี นสีกลมุ่ ที่ ๔ ผาหมอน ปรากฏภาพคนนงุ่ กระโปง ยนื ทา้ วเอว แสดงถึงกลุม่
คนทีอ่ พยพมาดารงชีวติ อยู่ทน่ี ี่รวมกนั ของคนในสมยั ก่อน นามาแต่งเป็นกลอนสภุ าพ บทที่ ๙ ไดด้ ังน้ี
“กล่มุ ทส่ี ผี่ าหมอนย้อนอดตี เป็นรอยขีดรูปคนยนื น่าเกรงขาม
ท่าเท้าเอวหญิงหรือชายไมเ่ อย่ นาม มีคนถามมากมายให้นา่ ชม”
จากบทประพันธข์ ้างตน้ มีคณุ ค่าทางดา้ นวรรณศิลป์มีการสมั ผัสสระภายในวรรค เชน่
“กลมุ่ ท่สี ่ีผาหมอนยอ้ นอดีต” เล่นเสยี ง สระออ เป็นต้น
๒.๑.๙ ในบรเิ วณอุทยานแหง่ ชาติผาแต้มมพี ชื พรรณมากมายหลายชนิด เช่นต้นเต็ง ต้นรัง ต้น
ประดู่ ทาให้บรรยากาศร่มร่ืน มองแลดเู ขยี วชอมุ่ ไปทว่ั นามาแตง่ เป็นกลอนสุภาพ บทท่ี ๑๐ ไดด้ งั น้ี
“อกี พชื พรรณไพรพนาเขียวชอมุ่ แลเป็นพุม่ เขียวขจนี ี่สุขสม
มีประดอู่ ีกเต็งรังป่าอดุ ม ใหร้ ่ืนรมยช์ มชอบช่ืนสขุ อรุ า”
จากบทประพนั ธ์ข้างต้นมีคณุ คา่ ทางดา้ นวรรณศลิ ปม์ ีการสัมผัสพยัญชนะภายในวรรค เช่น
“อีกพชื พรรณไพรพนาเขยี วชอุ่ม” เล่นเสยี ง พ และมกี ารเลน่ เสยี งสระภายในวรรค เช่น “ใหร้ ่นื รมยช์ มชอบ
ชืน่ สขุ อรุ า” เลน่ เสียงสระโอะ และเสยี งสระอุ เป็นตน้
๒.๑.๑๐ ในเขตบรเิ วณพื้นทอี่ ุทยานแหง่ ชาติผาแต้มยังมีสถานที่ทอ่ งเท่ียวทางธรรมชาติทีน่ า่
ชมอกี แหง่ คอื เสาเฉลยี ง เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของหนิ ท่ีถูกกัดเซาะและกดั กร่อนจากนา้ และลมจน มี
ลกั ษณะคล้ายรูปเห็ด นามาแตง่ เป็นกลอนสุภาพ บทท่ี ๑๑ ได้ดงั นี้
“เสาเฉลยี งเรียงรายคล้ายรปู เหด็ นับว่าเด็ดอศั จรรยย์ ่ิงหนักหนา
ปรากฏการณธ์ รรมชาติแทน่ ศิลา ชา่ งงามตาโดดเด่นเป็นผาชัน”
จากบทประพันธข์ ้างต้นมคี ุณค่าทางด้านวรรณศลิ ปม์ ีการสมั ผัสสระภายในวรรค เชน่ “เสา
เฉลียงเรียงรายคล้ายรปู เห็ด” เล่นเสยี ง สระเอยี และมกี ารใช้คาซ้อนเพ่อื เนน้ เสียงภายในวรรค เช่น หนกั หนา
โดดเดน่ เรยี งราย เปน็ ตน้
๒.๑.๑๑ ในเขตบริเวณพืน้ ท่อี ุทยานแห่งชาตผิ าแต้มยังมีสถานที่ทอ่ งเที่ยวทางธรรมชาติทน่ี า่
ชมอกี แหง่ คอื ปรากฏการณเ์ ถาวัลย์อายุประมาณ ๔๐๐ ปี และมนี า้ ตกท่ขี ึ้นชือ่ คอื นา้ ตกสรอ้ ยสรรค์ และนา้ ตา
แสงจนั ทร์ และมคี วามงดงามของดอกไมป้ า่ ในเขตบริเวณน้าตก นามาแตง่ เป็นกลอนสภุ าพ บทที่ ๑๒ ไดด้ งั น้ี
“ชน่ื อุราเทีย่ วชมเถาวลั ย์ยกั ษ์ ตา่ งหลงรกั อีกนา้ ตกสร้อยสวรรค์
งามวารีน้าตกชอื่ แสงจันทร์ งามสีสนั ดอกไมป้ ่านา่ วไิ ล”
จากบทประพนั ธ์ขา้ งต้นมีคณุ คา่ ทางด้านวรรณศลิ ป์มีการสมั ผัสสระภายในวรรค เชน่
“งามสีสันดอกไม้ปา่ น่าวไิ ล” เล่นเสยี งสระอา เป็นตน้
๒.๑.๑๒ คณะผูจ้ ัดทาอยากประชาสมั พันธ์ใหท้ ุกคนไดม้ าเทย่ี ว มาชมความงามของภาพเขียน
สีผาแต้ม และสถานท่ีท่องเทีย่ วในเขตบริเวณผาแตม้ รว่ มกนั อนุรกั ษแ์ ละสร้างความภูมิใจในแผน่ ดิน นามาแต่ง
เปน็ กลอนสุภาพ บทท่ี ๑๓ ได้ดังน้ี
“ขอเชิญทา่ นมาเที่ยวชมภริ มย์หมาย ทัง้ หญงิ ชายมาเทีย่ วตา่ งสดใส
อนรุ กั ษแ์ หลง่ ท่องเที่ยวน่าภมู ใิ จ ท่องเทย่ี วไทยเป็นสขุ ทกุ วันเอย”
จากบทประพนั ธข์ า้ งต้นมคี ุณคา่ ทางดา้ นวรรณศลิ ป์ เช่น มีการเลน่ คาว่า เทยี่ ว ภายในวรรค
จานวน ๔ แห่ง เป็นต้น
กลอนสุภาพ : เล่าขานตานานเชิญชมผาแต้ม ทท่ี ากนิ แต่เก่าก่อนน่าค้นหา
“แหลง่ โบราณคดีในท้องถ่นิ บนหนา้ ผาสูงช้ันสามพันปี
มีภาพวาดคนสัตวส์ ลกั สี
ได้ค้นพบภาพเขียนสีกาลเวลา เจ็ดสิบสี่ของไทยกว้างใหญน่ า
คอื เรอื่ งราวยอ้ นยุคประวัติศาสตร์ สดุ ประเทศเมืองสยามแนวภผู า
อทุ ยานแห่งชาติราชธานี ไทยลาวต่างเท่ยี วมาชมท้งั ใกล้ไกล
ผาแตม้ ยาวเป็นแนวตามขอบเขต แลมองเหน็ ทงุ่ หญา้ จากผาใหญ่
ลาน้าโขงแบง่ กั้นเขตอาณา ชวนหลงใหลมนตเ์ สนห่ แ์ หง่ ลาเนา
มองดูวิวทิวทศั นส์ วยโดดเดน่ ศิลาดินแดนไทยในขุนเขา
เห็นตะวันรงุ่ อรณุ ก่อนใครใคร มเี รื่องเล่ากล่าวขานแต่นานมา
ภาพเขียนมสี ีแดงสลักหิน
ปรากฏภาพสามร้อยจดจาเอา
กลุ่มทห่ี นงึ่ ข้ึนชอื่ ว่าผาขาม แลงดงามตามรอยวาดควรรกั ษา
มีทั้งภาพลายเส้นเป็นก้างปลา เสน้ บางหนาหยักข้ึนลงปนกันไป
กล่มุ ทีส่ องผาแต้มประหลาดเหลอื ตามความเชอ่ื คนโบราณวาดเอาไว้
ล้วนรปู สัตว์ พธิ กี รรมในพงไพร ต่างเล่ือมใสความเช่ือชวี ิตคน
กลมุ่ ทีส่ ามผาหมอนนอ้ ยรอยอาวธุ นีค่ ือจุดภาพธนดู ูสับสน
หรือเปน็ แหล่งลา่ สตั ว์ของหมูช่ น ภาพมอื บนหนา้ ผานา่ ตดิ ตาม
กลมุ่ ทสี่ ่ีผาหมอนยอ้ นอดีต เปน็ รอยขดี รปู คนยืนนา่ เกรงขาม
ทา่ เท้าเอวหญงิ หรอื ชายไม่เอย่ นาม มีคนถามมากมายให้น่าชม
อีกพชื พรรณไพรพนาเขียวชอมุ่ แลเปน็ พมุ่ เขยี วขจนี ี่สุขสม
มีประดู่อกี เต็งรงั ปา่ อุดม ให้ร่ืนรมยช์ มชอบชืน่ สุขอรุ า
เสาเฉลยี งเรยี งรายคล้ายรูปเหด็ นบั วา่ เดด็ อศั จรรย์ย่ิงหนกั หนา
ปรากฏการณ์ธรรมชาตแิ ทน่ ศิลา ชา่ งงามตาโดดเด่นเปน็ ผาชัน
ช่นื อุราเท่ยี วชมเถาวลั ย์ยกั ษ์ ต่างหลงรักอกี นา้ ตกสรอ้ ยสวรรค์
งามวารนี า้ ตกชื่อแสงจนั ทร์ งามสสี นั ดอกไมป้ า่ น่าวิไล
ขอเชญิ ท่านมาเทีย่ วชมภิรมยห์ มาย ท้งั หญิงชายมาเทยี่ วตา่ งสดใส
อนรุ กั ษ์แหล่งท่องเท่ียวนา่ ภมู ิใจ ท่องเทยี่ วไทยเปน็ สขุ ทกุ วนั เอย”
๒.๒ แตง่ เป็นเพลง
เพลงท่ี ๑ เป็นการเชิญมาเทีย่ วชมผาแต้ม เปน็ ทานองเพลงลาเต้ย ดงั นี้
เพลง : ผาแตม้ บ้านเฮา
ทานอง : ทานองเพลงอสี านบ้านเฮา (ศิลปินต้นฉบบั คุณบานเย็น รากแกน่ )
ผาแต้มบ้านของเฮา คือเรือ่ งเล่าแตด่ นมา คุณพ่อและคณุ ตา ไดเ้ ล่ามาสู่ลูกหลาน ภาพเขยี นบนผาหนิ
เคยได้ยินแตด่ นนาน ผู้คนได้กลา่ วขาน ช่างสราญสขุ จริงหนอ
ภาพเขียนต่างลอื ชา นนั้ นบั วา่ อศั จรรย์ ไพรปา่ พนาวัลย์ สรอ้ ยสวรรคอ์ กี น่าชม เถาวัลย์กว่าพนั ปี
งามแหง่ สดี อกไม้ป่า ผู้คนต่างนานา รว่ มรักษาผาแตม้ ไทย
ผาแตม้ บ้านของเฮา ถ่นิ ฐานเก่าแต่นานดน ผู้คนไดย้ ินยล ต่างมาชมอยูบ่ ่เซา ต่างมาชมอยู่บ่เซา
ม่วน เอ้ย ฮะโอละหนอ ฮะโอละหนอ ม่วนเด้ม่วนโฮแซว มาเทยี่ วแล้วบห่ า่ งหาย มาเถดิ ทง้ั หญงิ ชาย
สุขสบายม่วนจรงิ หนอ
ผาแตม้ ของบ้านเฮา ฝนตกมามีของกนิ มรดกแห่งแผน่ ดนิ ร่วมรกั ษาบ่สูญหาย มาเด้อมาเทีย่ วชม ให้
สขุ สมชน่ื อรุ า นบั วันจะหางหาย บา่ วสาวไหลเขา้ เมอื งกรุง เสยี งพณิ จากบา้ นเฮา มาเดอ้ เจ้ามาเถิดหนา
มาร่วมกนั รักษา ผืนแผน่ ดินถ่ินไทยเอ๋ย มาเด้อมาช่วยกันกอ่ ผาแต้มหนอบ้านของเฮา
เพลงท่ี ๒ เป็นการเชิญผู้ชายทีร่ ักมาเท่ยี วชมความงามของผาแต้ม โดยใสท่ านองลาเต้ย
เพลง : ลาเต้ยเชิญอา้ ยเทย่ี วผาแต้ม
ทานอง : ลาเตย้
ผาแต้มของเราน่หี นา (ซ้า) อยแู่ ต่ดนมาหลายยุคสมยั
ภาพวาดเขียนสขี องไทย มรดกยง่ิ ใหญข่ องบรรพชน
ผาแต้มงามลน้ เปน็ ตาสะออน โอพ้ ่องามงอนมาเทีย่ วมาชม
ครอบคลุมพ้ืนที่โขงเจียม (ซ้า) อีกเสาเฉลยี งผู้คนยนิ ยล
ผาขามต้ังอยแู่ ตด่ น สวยงามมากล้นกว่าสามพันปี
มรดกของดีสบื มาช้านาน อยคู่ ู่อสี านแตบ่ รรพชน
ภาพเขียนนน้ั มีสี่กลุ่ม (ซา้ ) เปน็ แหล่งชุมนมุ ของปลาบกึ ใหญ่
ภาพวาดคน สัตว์น้ไี ง จดจาเอาไวท้ ี่กล่มุ ผาหมอน
เป็นตาสะออนผาขามคือกัน ผาแตม้ อีกอีกน้นั มรดกของดี
กรมศลิ ป์ให้ขน้ึ ทะเบยี น (ซา้ ) วา่ เปน็ ภาพเขียนโบราณคดี
ตรวจสอบวา่ หลายพันปี ดินแดนแห่งนถ้ี กู ขานนานมา
ร่วมกันรักษาภาพวาดลวดลาย อย่าฟ้าวเปดิ หนา่ ยให้มาเทยี่ วชม
แต่กอ่ นนน้ั ไม่มกี ระดาษ (ซา้ ) จงึ ใช้หินวาดใส่บนผาหิน
กลายเปน็ มรดกแผ่นดนิ เรอ่ื งราวท้องถิน่ ใหค้ นลือชา
มาเถิดอา้ ยจา้ มาเทย่ี วมาชม ช่างสขุ เหลอื ผาแต้มบา้ นเฮา
๒.๓ แต่งเปน็ เพลงกล่อมเดก็
เป็นการนาเอาเอกลักษณ์ที่โดดเดน่ ของผาแตม้ าแต่งเปน็ เพลงกลอ่ มเด็ก ดงั น้ี
เพลงกล่อมเดก็ (ทานองอสี าน)
เออ้ ฮะ เออ้ ฮะ เอ้อ ฮะ เออ นอนสาหล่าหลับตาเอ้ือยสกิ ลอ่ ม นอนแต่เซา่ เจ้าอยา่ ตงิ คงี นอนน่งิ นง่ิ
เออ้ื ยสิเวา้ สฟู่ งั แต่ความหลังเพิ่นจาเอาไว้ พวกผู้ใหญแ่ ตเ่ ก่าโบราณ เล่าสืบขานผาแต้มแต่เก่า เป็นเรื่อง
เล่าควมเก่าควมหลงั แต่เก่ายงั มีพวกชาวบา้ น เพิ่นบค่ ้านทามาหากิน เขียนใส่หินเปน็ ฮปู วาดใหญ่ เหน็ แต่
ไกลสีแดงโดดเดน่ ตงิ ลิง ต่งิ ลงิ ต่งิ ลงิ ตงิ นอนนิง่ ๆเจ้าอย่าขี้ค้าน ฟังเล่าขานผาแต้มโขงเจียม นอนต่ืนแลว้
น้องแกว้ อยา่ ไห้ จาเอาไวค้ วมเว้าเอ้ือยเอย เอ้อ ฮะ เออ้ ฮะ เอ้อ ฮะ เออ นอนสาหล่าหลับตาเอ้อื ยสิกล่อม
๒.๔ แตง่ เปน็ สรภัญญ์
เป็นการนาเอาเรอ่ื งราวเกี่ยวกับอทุ ยานแหง่ ชาติผาแต้มมาแต่งเปน็ บทสรภัญญ์ ดงั นี้
“ผาแตม้ ของเฮาน้ี ภาพเขียนสีแต่นานดน
เร่อื งเล่าบรรพชน ของผ้คู นแต่ดนมา
ทามาและหากนิ ในทอ้ งถิ่นตามแนวผา
เลย้ี งสัตว์และหาปลา หนิ ศิลาจารกึ ไว้
จนกลายเป็นดนิ แดน เปน็ เมืองแมน้ สขุ สาราญ
จึงได้มาเลา่ ขาน เปน็ ตานานให้ทา่ นฟัง
มาเด้อท่านท้งั หลาย ฟังบรรยายแตค่ วามหลงั
ภาพสะทอ้ นอดีตยัง จารึกไวค้ อยยา้ เตอื น
ผ่านไปหลายพนั ปี ภาพเขียนสีบ่ลางเลอื น
งามตาผมู้ าเยือน เปน็ เสมอื นภูมิปัญญา
สวยงามจนคนลือ รปู ภาพมือบนหนา้ ผา
พืชพนั ธุ์ดอกไม้ปา่ โอ้งามตาภผู าใหญ่
ขอเชิญพวกพี่นอ้ ง เหลา่ พวกพ้องปวงประชา
รว่ มกนั ชว่ ยรักษา ผืนแผ่นปา่ ผาแตม้ นี้
ขอลาเดอ้ ทุกท่าน จงสาราญและสุขขี
ขออวยพรใหโ้ ชคดี และเปรมปรดี ์ิทกุ ท่านเทอญ”
๒.๕ แตง่ เปน็ หนังสอื สง่ เสริมการอา่ น
นาข้อมลู เกย่ี วกบั อทุ ยานแห่งชาติผาแตม้ แตง่ เปน็ หนงั สือสง่ เสริมการอ่าน จานวน ๒๐ เลม่ คือ
โดยมีการนาเอากลอนสุภาพเรื่อง เล่าขานตานานเชิญชมผาแตม้ จานวน ๑๓ บทมาจดั ทาเปน็ หนงั สอื ส่งเสรมิ
การอ่านประกอบภาพ
ในการเผยแพร่สื่อ ชุด ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้ ได้นาไปเผยแพร่กบั กลุ่มตวั อยา่ งที่เป็น
นกั เรยี น ผปู้ กครอง และนักท่องเท่ียว จากโรงเรยี นบ้านตามยุ จานวน ๒๐ คน โรงเรยี นเพยี งหลวง ๑๒ จานวน
๒๐ คน โรงเรยี นชมุ ชนห้วยไผ่ จานวน ๒๐ คน และโรงเรยี นบา้ นห้วยยาง จานวน ๒๐ คน ผู้ปกครองจานวน
๒๐ คน และนักท่องเที่ยวจานวน ๒๐ คน รวมทัง้ สิ้นจานวน ๑๒๐ คน นอกจากน้ียังได้เผยแพรต่ ามเสยี งตาม
สาย และกิจกรรมหน้าเสาธง เผยแพร่ต่อสาธารณชนทางออนไลน์ผา่ นการสแกนควิ อารโ์ ค้ด เฟซบกุ๊ ไลน์
ยูทูป เปน็ ตน้ ผลปรากฏว่าทุกคนให้ความสนใจ ได้รับคาชมว่าเป็นส่ือท่ีนา่ สนใจ ใหเ้ นื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์
ดังผลการสารวจความพึงพอใจในตารางท่ี ดังต่อไปน้ี
ผลการประเมนิ ความพึงพอใจที่มีตอ่ สอ่ื ชดุ ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้
ตารางท่ี ๒ ตารางผลการสารวจความพึงพอใจของกลมุ่ ตัวอย่างจานวน ๑๒๐ คนทมี่ ีตอ่ สอื่ ชุด ลานาขับขาน
เล่าตานานเชญิ ชมผาแต้ม
ท่ี ความพงึ พอใจเก่ยี วกบั ส่ือ ระดบั ความคิดเหน็ (ร้อยละ) ๑
๕ ๔ ๓๒ -
๑ เนอื้ หาสาระจากสอื่ สอดคล้องกบั อุทยานแหง่ ชาติ ๙๕.๘๒ ๓.๔๓ ๐.๘๕ - -
ผาแตม้ -
๙๖.๑๙ ๓.๘๑ - -
๒ เนอ้ื หาสาระจากสอื่ ทาให้มีความรู้ความเข้าใจ -
เกย่ี วกบั อุทยานแห่งชาติผาแตม้ ๙๔.๑๗ ๔.๑๗ ๑.๖๖ - -
-
๓ กลอนสภุ าพ บทสรภญั ญ์ เพลง เพลงกล่อมเดก็ ๙๑.๖๘ ๕.๘๔ ๒.๔๙ -
และหนงั สือสง่ เสริมการอา่ นเข้าใจส่อื ความหมาย ๙๓.๓๔ ๕.๘๓ ๐.๘๔ - -
ชดั เจน ๙๕.๐๐ ๔.๑๘ ๐.๘๒ -
๔ กลอนสุภาพ บทสรภญั ญ์ เพลง เพลงกล่อมเด็ก ๙๔.๐๐ ๖.๐๐ - -
และหนังสือส่งเสริมการอา่ นมีความนา่ สนใจ
๕ กลอนสภุ าพ บทสรภญั ญ์ เพลง เพลงกล่อมเด็ก
และหนงั สือส่งเสริมการอา่ นมคี วามสนุกสนาน
๖ การนาเสนอกลอนสุภาพ บทสรภญั ญ์ เพลง เพลง
กลอ่ มเดก็ และหนังสือส่งเสริมการอ่านเป็นการ
สง่ เสริมภูมิปัญญาทอ้ งถ่ิน
๗ สื่อเปน็ ประโยชนส์ ามารถนาไปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิต
ประวนั ได้
จากตารางที่ ๒ พบว่ากลมุ่ ตวั อยา่ งมคี วามพึงพอใจในระดับมากทีส่ ุดทกุ ขอ้ และความพงึ พอใจใน
๓ ลาดับคอื ลาดบั ท่ี ๑ เนือ้ หาสาระจากสือ่ ทาให้มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ลาดับที่
๒ เน้ือหาสาระจากสอ่ื สอดคลอ้ งกับอทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้ ลาดบั ที่ ๓ การนาเสนอกลอนสภุ าพ บทสรภัญญ์
เพลง เพลงกลอ่ มเดก็ และหนงั สือส่งเสรมิ การอ่านเปน็ การส่งเสริมภูมปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ
บทท่ี ๓
บทสรปุ และข้อเสนอแนะ
สรปุ ผลการศกึ ษาคน้ คว้า
จากการศกึ ษาโครงงานภาษาไทย เร่ือง สรา้ งสรรคว์ รรณกรรมทอ้ งถิ่น เชญิ ยลยินถนิ่ ผาแตม้ ผ่านขับ
ขานลานา คณะผู้จัดทาพบวา่ ผาแตม้ เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นทมี่ ีเรื่องราวทางประวตั ศิ าสตรท์ ีส่ ะท้อนถงึ วิถี
ชีวิต ความเช่ือ พิธกี รรม งานศลิ ปะและการส่ือสารดว้ ยภาพวาดของคนในอดีต เปน็ อทุ ยานแห่งชาตทิ ่มี ีค้นพบ
หลกั ฐานทางโบราณคดภี าพเขยี นสีของคนในสมัยกอ่ นประวตั ศิ าสตร์อายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปมี าแล้ว ซง่ึ มนุษย์
ในชุมชนนน้ั ยังไม่มกี ารใช้อกั ษรในการจารึกหรอื เขียนแทนคาพดู และไม่มีกระดาษในการจารึกเหตกุ ารณ์ จึงมี
การใชห้ ินหรอื ยางไมม้ าเขียนไวต้ ามหนา้ ผาเพื่อส่ือสารเรอื่ งราวทเี่ กิดขึ้น ซึง่ มภี าพเขียนสปี รากฏอยู่ ๔ กลุ่ม คอื
กลมุ่ ผาขาม กลมุ่ ผาแต้ม กลุ่มผาหมอน และกลุ่มผาหมอนน้อย และในเขตอุทยานแหง่ ชาตผิ าแตม้ มพี ืชพรรณ
ธรรมชาติท่ีสวยงาม ทาใหน้ กั ทอ่ งเท่ยี วมาเท่ียวชมอยูเ่ สมอ เป็นศิลปะทางภูมิปัญญาท่ีน่าศกึ ษาเป็นอยา่ งยง่ิ
จากเรือ่ งราวในอดีตท่พี ูดสบื ตอ่ กนั มา และลกั ษณะเด่นของผาแตม้ คณะผจู้ ดั ทาท่ีได้ศึกษาความรู้ทาง
วรรณกรรมท้องถ่ิน และนามาสร้างเปน็ ผลงาน นวตั กรรมทางภาษาไทยเพ่อื การเรียนรแู้ บบใหม่ โดยนาแตง่
เป็นกลอนสุภาพ แตง่ เพลง แตง่ เพลงกล่อมเด็ก แต่งสรภญั ญ์ และหนังสือส่งเสริมการอ่าน และจัดทาเปน็ สื่อ
ชดุ ลานาขบั ขาน เล่าตานานเชิญชมผาแตม้ นาไปให้กล่มุ ตวั อยา่ งประเมินความพงึ พอใจทมี่ ีตอ่ สอ่ื ชดุ ลานา
ขบั ขาน เล่าตานานเชิญชมผาแต้ม พบว่ากลมุ่ ตวั อย่างมคี วามพึงพอใจในระดบั มากทสี่ ดุ ทุกขอ้ ความพึงพอใจ
ใน ๓ ลาดับ คือ ลาดบั ที่ ๑ เน้อื หาสาระจากส่อื ทาให้มีความรู้ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั อทุ ยานแห่งชาติผาแตม้ คิด
เปน็ ร้อยละ ๙๖.๑๙ ลาดับท่ี ๒ เน้ือหาสาระจากส่ือสอดคลอ้ งกบั อุทยานแหง่ ชาติผาแตม้ คิดเป็นร้อยละ
๙๕.๘๒ และลาดบั ที่ ๓ การนาเสนอกลอนสุภาพ บทสรภัญญ์ เพลง เพลงกลอ่ มเดก็ และหนงั สอื ส่งเสริมการ
อา่ นเปน็ การส่งเสรมิ ภูมิปญั ญาท้องถ่นิ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๙๕.๐๐
ประโยชนแ์ ละคณุ คา่
๑. ได้เรยี นรวู้ รรณกรรมทอ้ งถนิ่ เกีย่ วกบั เหตุการณใ์ นประวตั ศิ าสตร์ของอทุ ยานแหง่ ชาตผิ าแต้ม
๒. ไดน้ าเรื่องราวผาแตม้ มาสรา้ งสรรค์ผลงานทางภาษาไทยเป็นกลอนสภุ าพ สรภญั ญ์ เพลง
เพลงกล่อมเดก็ เปน็ สื่อชดุ ลานาขับขาน เล่าตานานเชญิ ชมผาแตม้
๓. กลมุ่ ตัวอยา่ งมีความพงึ พอใจส่อื ชุด ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแต้ม ทาให้เกดิ ความ
ภาคภูมิใจ รักและหวงแหนในบา้ นเกิดของตนเอง
ขอ้ เสนอแนะ
๑. ควรนาข้อมลู อทุ ยานแห่งชาตผิ าแต้มไปสร้างเป็นสือ่ รปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ บทรอ้ ยกรอง นทิ าน เรื่อง
สัน้ สารคดี เป็นตน้
๒. ควรมีการศึกษาข้อมูลเก่ียวกบั แหล่งทอ่ งเท่ียวในจงั หวัดอุบลราชธานีท่อี น่ื ๆ
๓. ควรใช้สือ่ ทจ่ี ดั ทาเปน็ การเผยแพร่ความรู้ด้านต่าง ๆ ใหห้ ลากหลายยง่ิ ขึ้น
บรรณานุกรม
กรรณกิ าร์ ชินภเู ขยี ว. ๒๕๕๗. ผาแตม้ -แหลง่ โบราณคด.ี (ออนไลน์). แหลง่ ทม่ี า : http://wikinigarr.
Wordpress.com. ๒๐ มถิ ุนายน ๒๕๕๙.
โกทโู นดอทคอม. ๒๕๕๗. ภาพเขียนสี. (ออนไลน)์ . แหลง่ ทีม่ า : https://www.gotoknow.org/
posts/๓๖๗๒๕๔. ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
โกทโู นดอทคอม. ๒๕๔๖. เพลงกลอ่ มเด็กสภ่ี าค. (ออนไลน์). แหล่งทมี่ า : https://www.gotoknow.org/
posts/๒๗๗๔๙๑. ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
แก๊งค์หมานอ้ ย (นามแฝง). ๒๕๕๗. รายงาน : “ผาแตม้ ” เรอื่ งราวจากอดตี สปู่ จั จบุ นั . คณะสงั คมวทิ ยา
และมานษุ ยวทิ ยา สาขาการวิจยั ทางสังคม มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
พิทยวัฒน์ พันธะศรี และวุฒิสิทธ์ิ จรี ะกมล. สุนทรียภาพทางดนตรี. มหาสารคาม : อภิชาตการพมิ พ์
๒๕๕๐. หนา้ ๑๐.
มรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม. สรภัญญ์. (ออนไลน)์ . แหล่งท่ีมา : http://ich.culture.go.th/index.php/
th/ich. ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
วดั ป่ามหาชยั . กลอนบทมาลาบูชาคุณ. (ออนไลน)์ . แหล่งทมี่ า : http://www.watpamahachai.net/
Watpamahachai-๗๐.htm. ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
สนุกดอทคอม. ๒๕๕๔. เรอื่ งเล่าผาแต้ม. (ออนไลน์). แหลง่ ทมี่ า : http://guru.sanook.com.
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
สานักศิลปากรท่ี ๑๑ อุบลราชธานี และอทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้ . ๒๕๕๘. กิจกรรมการอบรมยุวชน
โบราณคดี โครงการเครือขา่ ย แหล่งโบราณคดภี าพเขยี นสผี าแต้ม. เอกสารประกอบการอบรม.
อุทยานแหง่ ชาติผาแตม้ . ๒๕๕๘. ผาแต้ม. (ออนไลน์). แหลง่ ทีม่ า : http://kkanya.wordpress.com
๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙.
โอเซี่ยนสไมล์. ๒๕๕๗. พืชสตั ว์ทพ่ี บในผาแตม้ . (ออนไลน)์ . แหลง่ ทีม่ า : http://www.oceansmile.com
E/Ubon/patam.htm. ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
ฮอลิเดยไ์ ทย. ภาพแผนท่อี ุทยานแห่งชาติผาแต้ม. (ออนไลน)์ . แหลง่ ทมี่ า : http://www.holidaythai.com/
Thailand-Attractions-2374.htm. ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐.
ภาคผนวก ก
แบบฟอรม์ สรปุ สาหรับอาจารยท์ ป่ี รึกษาโครงงาน
ชอื่ -สกุล นายลิขิต กาลีพล ตาแหนง่ ครู คศ.๑
วุฒิทางการศึกษา ปรญิ ญาตรี (ค.บ.ภาษาไทย)
โรงเรยี น บ้านกุม่ ตาบลหว้ ยไผ่ อาเภอโขงเขยี ม จังหวัดอุบลราชธานี สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา
ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต ๓
ผลงานที่นาเสนอเพื่อกาหนดตาแหนง่ ทางวิชาการ
๑. แผนการจดั การเรียนรรู้ ายวชิ าภาษาไทย ท ๒๑๑๐๑ ภาษาไทยพื้นฐานชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๑
๒. แผนการจัดการเรียนรู้รายวชิ าภาษาไทย ท ๒๒๑๐๑ ภาษาไทยพน้ื ฐานชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒
๓. แผนการจดั การเรียนรรู้ ายวชิ าภาษาไทย ท ๒๓๑๐๑ ภาษาไทยพ้นื ฐานชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓
๔. การแก้ปัญหานักเรยี นเขียนสะกดคาไม่ถูกต้อง ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๕ โรงเรียนบ้านกุม่ สานักงาน
เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาอุบลราชธานี เขต ๓
๕. แบบฝึกทักษะการเขียนเร่อื งจากภาพ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๕-๖
๖. โครงงานภาษาไทยเร่ือง ขับขานวรรณศลิ ป์ เชิดชูถิน่ ผาแต้ม ผ่านเพลงพนื้ บา้ นหมอลาทานองเต้ย
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔-๖
๗. โครงงานภาษาไทย เรื่อง ขับขานวรรณศิลป์ เชิดชูถ่นิ ผาแตม้ สู่ความงามบทกวี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี
๑-๓
วทิ ยานิพนธ์ (ไม่มี)
สรุปประเด็นความสัมพนั ธ์ของวิธกี ารสอนแบบโครงงาน กบั โครงงานนักเรยี น
การสอนโดยกระบวนการการใช้โครงงาน เป็นการสอนที่เน้นให้ผเู้ รียนเกดิ ทักษะการแสวงหาความรู้
การแกป้ ญั หา การทางานเป็นทีม ทาใหผ้ ู้เรียนเกิดทกั ษะในการทางาน ผู้เรยี นมโี อกาสในการเรยี นรดู้ ว้ ย
ตนเอง รจู้ ักการคิด การสังเกต การบนั ทึก ทาให้สง่ ผลตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนในรายวชิ า
ภาษาไทยประสบผลสาเร็จ โดยการใชก้ ระบวนการโครงงานมาเปน็ ตวั กระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นสนใจในการเรียนและ
เปน็ ผูแ้ สวงหาความรู้ สามารถต่อยอดความคิดทาให้เป็นผู้มีความคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์ และสามารถนาไปใช้
แก้ปญั หาในชวี ติ ประจาวันได้
หลกั ฐานการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบโครงงาน
๑. เอกสารประกอบการศึกษาคน้ คว้าท่ใี ชใ้ นการอา้ งอิง เชน่ เอกสารที่เก่ยี วข้องเป็นต้น
๒. แบบสอบถามความพงึ พอใจ
๓. รปู ถ่ายกจิ กรรม
๔. วิทยากรทีใ่ ห้ความรู้ท้ังภายในและภายนอกสถานท่ี
๕. ป้ายนิเทศที่ใช้ในการนาเสนอผลงาน
ลงชือ่ ......................................................
(นายลขิ ิต กาลพี ล)
ครทู ป่ี รกึ ษาโครงงาน
แบบประเมนิ ความพึงพอใจท่มี ีต่อสอ่ื ชุด ลานาขบั ขาน เล่าตานานเชิญชมผาแต้ม
แบบวดั ความพึงพอใจน้ีจัดทาขนึ้ เพอื่ ให้นักเรยี น ผปู้ กครอง นกั ทอ่ งเท่ยี ว รบั ชมและรบั ฟงั สอื่
ชุด ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้ เพ่ือคณะผ้จู ัดทาไดจ้ ะได้นาผลประเมนิ ไปวิเคราะห์ แบง่ ออกเป็น
๒ ตอน ดงั น้ี
ตอนท่ี ๑ สถานะของผ้ตู อบ
ตอนที่ ๒ รายการความพึงพอใจของผ้ตู อบตอ่ สื่อ ชดุ ลานาขับขาน เล่าตานานเชญิ ชมผาแตม้
....................................................................................................................................................................
ตอนที่ ๑ สถานะของผู้ตอบ
( ) นักเรยี นช้นั ..........................
( ) ผู้ปกครอง
( ) นกั ทอ่ งเทีย่ ว
เพศ ( ) ชาย ( ) หญงิ
ตอนที่ ๒ โปรดทาเครอื่ งหมาย ✓ ลงในช่องระดบั ความพึงพอใจตามความรู้สึกท่แี ทจ้ รงิ ทีม่ ตี อ่ ส่ือ ชดุ ลานา
ขบั ขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแต้ม
๕ หมายถึง พอใจระดับมากทสี่ ุด
๔ หมายถึง พอใจระดบั มาก
๓ หมายถึง พอใจระดับปานกลาง
๒ หมายถึง พอใจระดบั น้อย
๑ หมายถงึ พอใจระดับน้อยทีส่ ุด
ท่ี ความพงึ พอใจเกยี่ วกบั สื่อ ระดับความคิดเห็น (รอ้ ยละ)
๕ ๔ ๓๒๑
๑ เนอื้ หาสาระจากสอื่ สอดคล้องกับอุทยานแห่งชาติผาแต้ม
๒ เนอ้ื หาสาระจากส่ือทาใหม้ ีความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับอุทยานแหง่ ชาติ
ผาแต้ม
๓ กลอนสุภาพ บทสรภัญญ์ เพลง เพลงกล่อมเด็ก และหนังสอื ส่งเสริม
การอา่ นเขา้ ใจสื่อความหมายชัดเจน
๔ กลอนสภุ าพ บทสรภญั ญ์ เพลง เพลงกล่อมเด็ก และหนงั สอื ส่งเสรมิ
การอ่านมีความนา่ สนใจ
๕ กลอนสุภาพ บทสรภญั ญ์ เพลง เพลงกลอ่ มเดก็ และหนงั สือสง่ เสริม
การอ่านมคี วามสนุกสนาน
๖ การนาเสนอกลอนสภุ าพ บทสรภัญญ์ เพลง เพลงกลอ่ มเดก็ และ
หนงั สือส่งเสริมการอา่ นเปน็ การส่งเสริมภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน
๗ สอ่ื เปน็ ประโยชนส์ ามารถนาไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจาวันได้
ภาคผนวก ข
รูปภาพกจิ กรรมการดาเนนิ งาน
ลงภาคสนามขอขอ้ มูลจากวิทยากร และเจ้าหน้าที่อุทยานแหง่ ชาติผาแตม้
ศกึ ษาข้อมลู ทางประวตั ิศาสตรภ์ าพเขยี นสีอทุ ยานแหง่ ชาติผาแตม้
นาข้อมลู มาวเิ คราะห์ เรยี บเรยี ง และนาไปจดั ทาสื่อ ชดุ ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้
เผยแพรส่ ื่อชดุ ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแตม้ ท่โี รงเรยี นบ้านตามยุ
เผยแพรส่ ื่อชุด ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแตม้ ท่โี รงเรยี นเพียงหลวง ๑๒
เผยแพร่ผลงานสื่อชดุ ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชญิ ชมผาแตม้ ทางออนไลน์
ภาคผนวก ค
เผยแพร่ผลงานส่อื ชุด ลานาขบั ขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแต้ม ทางออนไลน์
ควิ อาร์โค้ดสแกนโหลดสื่อชดุ ลานาขับขาน เลา่ ตานานเชิญชมผาแตม้
หนงั สือสง่ เสริมการอา่ น
กลอนสภุ าพ
บทสรภญั ญ์
เพลงกลอ่ มเดก็
เพลงลาเตย้
เพลงผาแต้มบ้านเฮา