คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่องการจัดการ
องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนำ้มันสมุนไพร ในจังหวัด
สุพรรณบุรี จัดทำขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ ของผู้เชี่ยวชาญ
และผู้มีประสบการณ์ในเรื่องสมุนไพรและนำ้มันสมุนไพร ซึ่ง
เป็นสื่อที่ให้ความรู้ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย
ทางคณะผู้จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
เรื่องการจัดการองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นนำ้มัน
สมุนไพร ในจังหวัดสุพรรณบุรี จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
หนังสือเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อยที่มา
ศึกษาความรู้
สารบัญ หน้า
4
หัวข้อ 5
ความหมายขอฃสมุนไพรไทย 8
ความสำคัญของสมุนไพรไทย 10
ประวัติความเป็นมาของน้ำมันสมุนไพร 11
วัตถุดิบในการทำน้ำมันสมุนไพร 33
สรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด 34
ขั้นตอนการทำน้ำมันสมุนไพร 35
สรรพคุณข องน้ำมันสมุนไพร 37
ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ทำมาจากสมุนไพร 38
ประวัติส่วนตัวผู้จัดทำ
บรรณานุกรม
ความหมาย
ของพืชสมุนไพร
คำว่า สมุนไพร ตาม พระราชบัญญัติยา หมายถึง "ยาที่
ได้จากพืช สัตว์ หรือแร่ ซึ่งยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือเปลี่ยน
สภาพ" เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของ ราก ลำต้น ใบ ดอก
ผล ฯลฯ ซึ่งยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใด ๆ แต่ใน
ทางการค้าสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปต่าง ๆ เข่น
ถูกหั่นให้เป็นชิ้นเล็กลง บดเป็นผงละเอียด หรืออัดเป็น
แท่ง อย่างไรก็ตามในความรู้สึกของคนทั่ว ๆ ไป เมื่อ
กล่าวถึงสมุนไพร มักจะนึกถึงเฉพาะต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นยา
เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าสัตว์ หรือแร่ มีการนำมาใช้
น้อย และใช้ในโรคบางชนิดเท่านั้น
พืชสมุนไพร หมายถึงพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้ปรุงหรือประกอบ
เป็นยารักษา โรคต่าง ๆ ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพร่างกายได้
ความสำคัญของพืชสมุนไพรไทย
1. ความสำคัญในด้านสาธารณสุข
พืชสมุนไพร เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้เป็นประโยชน์ เพื่อการ
รักษาโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่โบราณกาลแล้ว เช่นในเอเชียก็มีหลักฐานแสดงว่ามนุษย์รู้จัก
ใช้พืชสมุนไพรมากว่า 6,000 ปี แต่หลังจากที่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนา
เจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีการสังเคราะห์ และผลิตยาจากสารเคมี ในรูปที่ใช้ประโยชน์ได้
ง่าย สะดวกสบายในการใช้มากกว่าสมุนไพร ทำให้ความนิยมใช้ยาสมุนไพรลดลงมาเป็น
อันมาก เป็นเหตุให้ความรู้วิทยาการด้านสมุนไพรขาดการพัฒนา ไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่
ควร ในปัจจุบันทั่วโลกได้ยอมรับแล้วว่าผลที่ได้จากการสกัดสมุนไพร ให้คุณประโยชน์ดี
กว่ายา ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับในประเทศไทยเป็นแหล่ง
ทรัพยากรธรรมชาติ อันอุดมสมบูรณ์ มีพืชต่าง ๆ ที่ใช้เป็นสมุนไพรได้อย่างมากมาย
นับหมื่นชนิด
ยังขาดก็แต่เพียงการค้นคว้าวิจัยในทางที่เป็น
วิทยาศาสตร์มากขึ้นเท่านั้น ความตื่นตัวที่จะพัฒนา
ความรู้ด้านพืชสมุนไพร จึงเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มี
การเริ่มต้นนโยบายสาธารณสุขขั้นมูลฐานอย่าง
เป็นทางการของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2522 โดย
เพิ่มโครงการสาธารณสุขขั้นมูลฐานเข้าในแผน
พัฒนาการสาธารณสุข ตามแผนพัฒนา การ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.
2520-2524) ต่อเนื่องจนถึงแผนพัฒนาการ
เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.
2535-2539) โดยมี กลวิธีการพัฒนาสมุนไพรและ
การแพทย์แผนไทยในงานสาธารณสุขมูลฐาน คือ
(1) สนับสนุนและพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีพื้นบ้าน
อันได้แก่ การแพทย์แผนไทย เภสัช กรรมแผนไทย
การนวดไทย สมุนไพร และเทคโนโลยีพื้นบ้าน เพื่อใช้
ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา สุขภาพของชุมชน
(2) สนับสนุนและส่งเสริมการดูแลรักษาสุขภาพของ
ตนเอง โดยใช้ สมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน การนวด
ไทย ในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ให้เป็นไป
อย่างถูกต้องเป็นระบบสามารถปรับประสานการดูแล
สุขภาพแผนปัจจุบันได้ อาจกล่าวได้ว่าสมุนไพรสำหรับ
สาธารณสุขมูลฐานคือสมุนไพรที่ใช้ในการส่งเสริมสุข
ภาพ และการรักษาโรค/อาการเจ็บป่วยเบื้องต้น เพื่อให้
ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น
ประวัติความเป็นมาของน้ำมันสมุนไพร
หมอพื้นบ้านหรือแพทย์แผนโบราณของไทยเราสืบทอดองค์
ความรู้ทางพืชสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่องทั้งจากบรมครูทา
สมุนไพรและตำรายาสมุนไพรเก่าแก่ ศิลปวิทยาการอันเก่า
แก่ของคนไทยในสมัยก่อน ที่ได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ได้เรียน
รู้และนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างคุ้มค่า มีสรรพคุณทางยา
สมุนไพรช่วยบรรเทาและขจัดอาการวิงเวียน หน้ามืด
ทาถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำ
เขียว การอักเสบของผิวหนัง ฯลฯ
ประวัติความเป็นมาของน้ำมันสมุนไพร
คุณนงนุช ได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาพื้น
บ้านมาจากคุณปู่ จากการที่คุณปู่ได้ใช้ให้ คุณนงนุชไปเด็ด
ใบไม้ นำขี้เถ้าที่ได้จากการหุงต้มในครัวจากเตาถ่านมาทำน้ำ
ด่าง และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ คุณนงนุชได้พื้นฐานนี้มา
แต่วัยเยาว์ เมื่อมีครอบครัวคุณนงนุชมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยว
กับสมุนไพรพื้นบ้าน จาก โครงการของโรงพยาบาล
ลาดบัวหลวง และได้สมัครเรียนเภสัชกรสมุนไพรพื้นบ้าน
ทำให้มีความรู้ และสามารถ สอนผู้ที่ต้องการรู้ในเรื่อง
สมุนไพรต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการทำน้ำมัน
เหลืองจากไพลสด
วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1. ไพรสด
2. ขมิ้นอ้อย
3. ว่านเอ็นเหลือง
4. ขมิ้นชัน
5. เถาวัลย์เปรียง
6. เถาเอ็นอ่อน
7. ใบยอ
8. ใบตำลึง
9. ว่านหางจระเข้
10. น้ำมันมะพร้าว
11. การบูร
12. เมนทอล
13. น้ำมันระกำ
14. พิมเสน
สรรพคุณของสมุนไพร
1. ไพล
ไพล หรือ ว่านไพล
− หัวไพล
หัวไพลช่วยแก้การอาเจียนเป็นเลือด แก้อาการปวดฟันหัวไพลยังช่วยในการขับเลือดร้าย ขับระดู
− เหง้าไพล, เหง้าสด, เหง้าแห้ง
ช่วยรักษาอาการเหน็บชา ช่วยลดอาการท้องผูก สะมานแผลในลำไส้ และแก้ลำไส้อักเสบช่วยลอาการอักเสบ
แก้ปวดบวม เส้นตึงตามร่างกายทำเป็นยารักษาเฉพาะที่ได้ ช่วยแก้อาการผดผื่นคัน โดยการนำผงไพลมาผสม
น้ำแล้วทาแก้อาการใช้ทาแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อสรรพคุณของเหง้า ยังช่วยดูดหนอง ช่วยรักษาฝีได้อีก
ด้วยมีประโยชน์กับหญิงหลังคลอดบุตรโดยการนำเหง้ามาต้มกับน้ำอาบหลังคลอดได้
− ดอกไพล
สรรพคุณดอกไพลช่วยกระจายเลือดเสียที่มีลักษณะเป็นลิ่มเป็นก้อน ขับโลหิต
− ใบไพล
มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกาย
− ต้นไพล
แก้ธาตุพิการต่าง ๆ อย่างอุจจาระพิการลักษณะของอุจจาระ สี กลิ่นผิดปกติ
2. ขมิ้นอ้อย
สรรพคุณของขมิ้นอ้อย
1. เหง้าขมิ้นอ้อยมีรสเผ็ดขม เป็นยาสุขุมออกฤทธิ์ต่อตับและม้าม ช่วย
กระจายโลหิต รักษาอาการเลือดคั่ง หรือเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
เส้นเลือดในท้องอุดตัน (เหง้า)
2. ช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ แก้พิษโลหิต ใช้เป็นเป็นยาชำระโลหิต (เหง้า)
3. ช่วยลดความดันโลหิต (เหง้า)
4. ในเหง้าหรือในหัวสดของขมิ้นอ้อย มีสารหอมชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์เป็นยา
บำรุงกำลัง (เหง้า)
5. ช่วยแก้อาการหืดหอบหายใจไม่เป็นปกติ (เหง้า)
6. เหง้าสดนำมาตำผสมกับการบูรเล็กน้อย นำมาดอง (ไม่แน่ใจว่าดอง
หรือผสม) กับน้ำฝนกลางหาว ใช้รินเอาแต่น้ำเป็นยาหยอดตา แก้อาการ
ตาแดง ตามัว ตาแฉะ และตาพิการ (เหง้าสด)
7. ตำรายาไทยใช้เหง้าเป็นยาแก้ไข้(เหง้า)[2],[5]ช่วยแก้ไข้ทั้งปวง (เหง้า)
8. ใช้รักษาอาการหวัด ด้วยการใช้หัวขมิ้นอ้อย อบเชยเทศ และพริกหาง
นำมาต้มแล้วเติมน้ำผึ้งใช้รับประทานเป็นยาแก้หวัด (เหง้า)
9. ช่วยแก้อาเจียน (เหง้า)
10. ช่วยแก้เสมหะ (เหง้า)
11. เหง้าใช้เป็นยาแก้ลม (เหง้า)
12. ขมิ้นอ้อยมีฤทธิ์กระตุ้นกระเพาะและลำไส้ให้เกิดการบีบตัว จึงช่วยใน
การขับลม ช่วยแก้อาการจุกเสียด ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อย
อาหาร แก้อาการปวดท้อง และแก้อาการปวดลำไส้ได้ (เหง้า)
13. เหง้าใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน(ที่ไม่ใช่บิดหรืออหิวาตกโรค)[2],
[5],[7]เหง้าสดประมาณ 2 แว่น เมื่อนำมาบดผสมกับน้ำปูนใส สามารถ
นำมาใช้ดื่มเป็นยารักษาอาการท้องร่วงได้ (เหง้าสด)
14. เหง้านำมาหั่นเป็นแว่น ๆ จะใช้สดหรือตากแห้งก็ได้ โดยนำมาต้มกับ
น้ำเป็นยาดื่มแก้โรคกระเพาะ (เหง้า)
15. ช่วยสมานลำไส้ (เหง้า)
3. ว่านเอ็นเหลือง
ว่านเอ็นเหลือง (Curcuma sp.) ถูกประกาศจากกระทรวง
สาธารณสุขในปีพ.ศ.2556 ให้เป็น
ตัวยาตรงในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณกลุ่มบรรเทา
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ข้อมูลทางด้านพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน
(Ethnopharmacology) ใช้หัวว่านเป็นยารักษาโรคหลายขนาน แก้
อัมพาต เหน็บชา แก้ปวดเมื่อยตามข้อต่างๆ ในร่างกาย แก้มือตาย
ตีนตาย รักษาโรคเหน็บชา โรคอันเกี่ยวกับเส้นเอ็นทั้งปวง เส้นตรง
ที่ใดเคล็ด ช้ำบวม อัมพาต หรือไตพิการเบาหวาน รักษาได้ระดับ
หนึ่ง
โดยกินว่านนี้ด้วยวิธีต้มกินเป็นประจำใช้หัวว่านในปริมาณ 3 กิโลกรัม
ต้มกับน้ำ 3 ส่วน แล้วเคี่ยวให้เหลือน้ำ 1 ส่วน กินก่อนอาหาร 3 เวลา
จากการที่ว่านเอ็นเหลืองได้ถูกประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขในปี
2556 ให้เป็นตัวยาตรงในตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณกลุ่ม
บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ทำการศึกษาทางด้านพฤกษเคมี (phytochemistry) และการทดสอบ
ฤทธิ์ทางชีวภาพ(Bioassays) เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนทางด้านการ
ประยุกต์ใช้สมุนไพรชนิดนี้สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร
ชนิดนี้เพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างเศรษฐกิจฐานราก เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง
และยั่งยืน เป็นไปตามเจตจานงมุ่งหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้
สมุนไพรไทยเป็นที่นิยม ประชาชนรู้จัก เชื่อมั่น ชอบและใช้การแพทย์แผน
ไทยและสมุนไพร
บจก. มอร์ริส-เรน เรียลเอสเตท 4. ขมิ้นชัน
1. ขมิ้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัยและชะลอการเกิดริ้วรอย
2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดีแข็งแรง
4. ขมิ้นชันอาจมีบทบาทช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งลำไส้
มะเร็งปากมดลูก
5. ขมิ้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้
6. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
7. ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน
8. มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
9. ช่วยลดอาการของโรคเกาต์
10. ช่วยขับน้ำนมของมารดาหลังคลอดบุตร
11. ช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่มีอาการผิดปกติ
12. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อม
13. อาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรครูมาตอยด์(ยังไม่ได้รับการยืนยัน)
14. ช่วยลดการอักเสบ
15. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ
1. เถาใช้ต้มรับประทานเป็นยาถ่ายกระษัย แก้กระษัย 5. เถาวัลย์เปรียง
(เถา)
2. รากมีรสเฝื่ อนเมา ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ (ราก) ใช้เป็น
ส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะ เพื่อช่วยทำให้ร่างกาย
แข็งแรง
3. ตำรับยาไทยใช้รากเป็นยารักษาอาการไข้ (ราก)
4. ช่วยแก้หวัด แก้ไอ (เถา)
5. เถาใช้ต้มรับประทานเป็นยาถ่ายเสมหะลงสู่ทวารหนัก
แก้เสมหะพิการโดยไม่ทำให้ถ่ายอุจจาระ จึงเหมาะสำหรับ
ผู้ที่เป็นโรคบิด โรคหวัด โรคไอ และใช้ได้ดีในเด็ก (เถา)
6. ช่วยแก้บิด (เถา) 5. เถาวัลย์เปรียง
7. เถามีรสเฝื่ อนเอียน ใช้ต้มรับประทานเป็นยาขับ
ปัสสาวะ แก้ปัสสาวะผิดปกติ แก้ปัสสาวะกะปริดกะปรอย
ส่วนรากมีรสเฝื่ อนเอียนมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ
เช่นกัน (เถา, ราก) และยังมีข้อมูลระบุว่าการใช้สมุนไพร
ชนิดนี้จะทำให้ปัสสาวะได้บ่อยกว่าปกติ จึงอาจเป็น
ประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตด้วย
8. เถาใช้ดองกับเหล้าเป็นยาขับระดูของสตรี (เถา)
9. คนโบราณจะนิยมใช้เถาของเถาวัลย์เปรียงเพื่อเป็น
ยารักษาอาการตกขาวของสตรี (อาการตกขาวชนิดที่
ไม่มีกลิ่น ไม่มีอาการคัน ไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียว) (เถา)
10. เถามีสรรพคุณในการบีบมดลูก (เถา)
6. เถาเอ็นอ่อน
1. ราก เถา และใบมีรสขมเบื่อเอียน เป็นยาเย็น มีพิษ ออก
ฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ใช้เป็นยาฟอกเลือด (ราก, เถา, ใบ)
2. เถานำมาต้มกินจะช่วยทำให้จิตใจชุ่มชื่น (เถา)
3. เมล็ดมีรสขมเมา เป็นยาขับลมในลำไส้และในกระเพาะ
อาหาร ทำให้ผายและเรอ ช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง
(เมล็ด)
4. เถาใช้แก้อาการฟกช้ำดำเขียว โดยใช้เถาที่บดเป็นผง
0.35 กรัม ผสมกับเหล้ารับประทาน หรือใช้ยาแห้งประมาณ
5-6 กรัม นำมาดองกับเหล้ารับประทานครั้งละ 5 ซีซี วันละ
3 ครั้ง (ตำรับนี้ใช้แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ด้วย)
(เถา)
6. เถาเอ็นอ่อน
5. ใบและเถาเป็นยาบำรุงเส้นเอ็น แก้อาการปวดเมื่อย โดยใบ
มีรสเบื่อเอียน ใช้ทำเป็นลูกประคบ ด้วยการนำใบมาโขลกให้
ละเอียด แล้วนำมาห่อกับผ้าทำเป็นลูกประคบแก้เมื่อยขบ แก้
ปวดเสียวเส้นเอ็น ช่วยคลายเส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นที่ตึงยืด
หย่อน ส่วนเถามีรสขมเบื่อมัน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุง
เส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ เส้นแข็ง แก้อาการ
ปวดเมื่อยเส้นเอ็น แก้อาการปวดบวม ปวดเมื่อยตาม
ร่างกาย ปวดหลัง แก้ขัดยอก (ใบ, เถา)
7. ใบยอ
1. ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม
2. ช่วยบำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร
3. แก้สะอึก
4. แก้เหงือกเปื่ อย เหงือกบวม
5. ขับระดูเสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด
6. ขับน้ำคาวปลา
7. แก้เสียงแหบแห้ง
8. แก้ตัวเย็น
9. แก้ร้อนในอก
10. แก้กระษัย
11. แก้อาเจียน
12. เป็นยาขับระดูสตรี
13. เป็นยาระบาย
14. ใช้ทาแก้แผลเรื้อรัง
8. ใบตำลึง
1. บำรุงสายตา
แหล่งวิตามินเอที่สำคัญที่เราสามารถหาได้จากอาหารก็
ต้องยกให้ตำลึงเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเอเลยล่ะค่ะ และนอกจาก
วิตามินเอแล้ว เบต้าแคโรทีนในตำลึงยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่
สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นวิตามินเอได้อีก ดังนั้นตำลึงจึงจัดเป็น
อาหารบำรุงสายตาตัวจี๊ดที่หากินได้ง่าย ๆ แถมยังอร่อยด้วย
2. เสริมภูมิต้านทาน 3. ตำลึงรักษาเบาหวาน
จะเห็นได้ว่าตำลึงมีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็น สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยงานวิจัยที่แสดง
สารตั้งต้นของวิตามินเอค่อนข้างสูง ส่วนนี้จะช่วยเสริม ให้เห็นว่า ตำลึงเป็นผักที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างฟลาโวนอยด์
ภูมิคุ้มกันให้เราไม่ป่วยไข้ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะอาการไข้หวัด ซึ่ง ค่อนข้างสูง สามารถช่วยรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ ทั้งโรค
หากร่างกายขาดวิตามินเอ ก็มีโอกาสจะป่วยไข้ได้ง่ายเลยนะคะ เบาหวาน เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่าตำลึงช่วยลดน้ำตาลใน
เลือดได้ ส่วนในใบตำลึงก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด จึง
ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้นั่นเอง
ทั้งนี้การกินตำลึงเพื่อลดน้ำตาลในเลือด สามารถทำได้โดยใช้เถาแก่ของ
ตำลึงประมาณครึ่งถ้วย นำมาต้มกับน้ำ หรือนำน้ำคั้นจากผลตำลึงดิบ ๆ
ดื่มวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น น้ำตำลึงก็จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้
8. ใบตำลึง
4. บำรุงกระดูก
จากการศึกษาของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัย
มหิดล พบว่า ใบตำลึงมีแคลเซียมสูง และแคลเซียมจากตำลึงยัง
เป็นแคลเซียมชนิดที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เทียบเท่ากับ
แคลเซียมที่อยู่ในนมวัว ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้นมวัว หรือดื่มนม
แล้วท้องเสียก็สามารถหันมารับแคลเซียมจากตำลึงแทนได้เช่นกัน
5. แก้อาการแสบคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย 6. ช่วยย่อยอาหาร
ใบตำลึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนจากแมลงสัตว์กัด ใบตำลึงและเถาตำลึงมีเอนไซม์อะไมเลสอยู่มาก ซึ่ง
ต่อยได้ในระดับหนึ่ง โดยให้ล้างแผลด้วยน้ำไหลให้สะอาด จากนั้น เอนไซม์ตัวนี้มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งได้ดี ดังนั้น
ใช้ใบตำลึงไม่แก่จัดหรืออ่อนจัดจนเกินไป ล้างใบตำลึงให้สะอาด ใครมีอาการแน่นท้อง ท้องอืดจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะคนที่
จากนั้นขยี้ใบตำลึงแล้วมาประคบผิวบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัด กินแป้งเข้าไปมาก ๆ ให้ใช้ใบตำลึงประมาณ 1 กำมือ ผสมกับเถา
ต่อยสักพัก อาการแสบคันจะบรรเทาขึ้น แต่หากอาการแสบร้อน ตำลึงเด็ดขนาดเท่านิ้วก้อย 1 กำมือ โขลกรวมกันจนเป็นเนื้อ
ยังไม่หาย ให้หมั่นเปลี่ยนใบตำลึงบ่อย ๆ แต่หากอาการแสบร้อน เดียว จากนั้นคั้นเอาแต่น้ำตำลึงมาผสมน้ำอุ่น 1 แก้วกาแฟ กิน
หาย แต่อาการคันไม่หาย แนะนำให้ใช้ยาทาแก้คันแผนปัจจุบัน ก่อนอาหารประมาณ 5-10 นาที เพื่อเรียกน้ำย่อย หรือจะใช้ใบ
ร่วมด้วย ตำลึงแก่ลวกพอสุก กินเป็นผักเคียงพร้อมกับอาหารในแต่ละมื้อ
เลยก็ได้
9. ว่านหางจระเข้
สรรพคุณของวุ้นว่านหางจระเข้ เป็นยาฆ่าเชื้อ ฝาดสมาน
แผล ห้ามเลือด ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกระตุ้นเซลล์
เนื้อเยื่อให้เจริญเติบโต ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ประเทศ
สหรัฐอเมริกา รัสเซียญี่ปุ่น ออสเตรีย ได้ทดลองพบว่า
ว่านหางจระเข้สามารถนำมาใช้รักษาแผลธรรมดา แผลไฟ
ไหม้ น้ำร้อนลวก แผลที่เกิดจากการฉายรังสี ลดอาการ
อักเสบฆ่าเชื้อโรค ป้องกันผิวไหม้เพราะแดดบำรุงผิวหน้า
กำจัดฝ้า ยาระบาย แก้ไอเจ็บคอ รักษามะเร็ง แก้พิษ
แมงกะพรุนช่วยประสานกระดูก รักษาโรคตับและรักษา
สมองผิดปกติ ด้วยสรรพคุณที่มากมายนี้เอง “ว่านหาง
จระเข้” จึงถูกขนานนามว่า “สมุนไพรมหัศจรรย์จาก
ธรรมชาติ
10. น้ำมันมะพร้าว
1. ลดระดับคอเลสเตอรอล บำรุงสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง ช่วย
ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและโรคมะเร็ง
2. เร่งอัตราการเผาผลาญและช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไขมันสะสม
ตามส่วนต่างๆเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักอย่างมากที
เดียว
3. ช่วยในการลดน้ำหนักบำรุงกำลังในผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย
ผอมแห้งและเพิ่มแรงพลังให้แก่นักกีฬาได้เป็นอย่างดี
4. ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันทรานส์ ดังนั้นเมื่อสัมผัสกับความ
ร้อนจึงไม่ก่อให้กลายเป็นสารก่อมะเร็ง จึงให้ความปลอดภัยเมื่อ
นำมาใช้ทอดอาหารหลายครั้ง
5. มีสารโมโนโลรินโดยสารนี้นับเป็นสารปฏิชีวนะที่มีคุณสมบัติใน
การทำลายเชื้อโรคได้อย่างหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเชื้อ
แบคทีเรียเชื้อราเชื้อไวรัสและพยาธิซึ่งสามารถทำลายได้ดีกว่ายา
ปฏิชีวนะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย
10. น้ำมันมะพร้าว
6. ย่อยง่าย จึงเหมาะสำหรับสุขภาพผู้ป่วยโรคถุงน้ำดีเพราะ
สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ในเวลารวดเร็ว สำหรับผู้ที่มี
ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารเด็กทารกและผู้สูงอายุที่มีการ
ดูดซึมอาหารไม่ค่อยเต็ม ประสิทธิภาพ
7. เป็นแหล่งของวิตามินเอ ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุง
ผิวพรรณและเส้นผมให้สวยสุขภาพดี
8. ปราศจากกลิ่นหืน จึงสามารถนำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อทำให้
รสชาติอาหารอร่อยยิ่งขึ้นได้
9. ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เกลือแร่และกรดอะมิโนที่มีความ
จำเป็นต่อความต้องการร่างกาย
10. ช่วยรักษาโรคปวดเมื่อย ชะลอการเสื่อมสภาพให้เป็นไปตาม
วัยได้ดี
11. การบูร
1. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (การบูร, เนื้อไม้) ช่วยแก้ธาตุพิการ
(การบูร)ช่วยคุมธาตุ (เมล็ดใน, เปลือกต้น)
2. การบูรมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจและเป็นยากระตุ้นหัวใจ (การบูร)
3. ใช้เป็นยาระงับประสาท (การบูร)
4. ช่วยแก้เลือดลม (การบูร) รากและกิ่งเป็นยาช่วยทำให้เลือดลมไหล
เวียนดี (รากและกิ่ง)
5. ช่วยแก้โรคตา (การบูร)
6. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (การบูร)
7. ช่วยในการขับเหงื่อ (การบูร, เนื้อไม้
8. ช่วยแก้ไข้หวัด (การบูร)
9. ช่วยแก้อาการไอ (การบูร)
11. การบูร
10. ช่วยขับเสมหะ ทำลายเสมหะ (การบูร, เนื้อไม้)
11. ช่วยขับความชื้นในร่างกาย (การบูร), ช่วยขับลมชื้น (รากและกิ่ง)
12. ช่วยขับผายลม แก้อาการจุกแน่นเฟ้อ เมื่อนำเกล็ดการบูรมารับ
ประทานเพียงเล็กน้อย จะช่วยขับลมได้ แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไปจะ
ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน (การบูร, เนื้อไม้) เมล็ดมีสรรพคุณแก้
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (เมล็ด)ส่วนรากและกิ่งมีสรรพคุณแก้อาการท้อง
อืด ท้องเฟ้อ ลมขึ้น จุกเสียดแน่นหน้าอก (รากและกิ่ง)
13. ช่วยแก้กระเพาะหรือลำไส้อักเสบ (เมล็ด)
14. ช่วยแก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง (การบูร, เนื้อไม้) แก้ปวดท้อง ปวด
กระเพาะ (การบูร) แก้อาการปวดท้อง (รากและกิ่ง) ส่วนเมล็ดในมีรสฝาด
เป็นยาแก้บิด ปวดเบ่ง ท้องร่วง (เมล็ดใน)
15. เมล็ดใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้องน้อย (เมล็ด)
12. เมนทอล 1. บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไข้ แก้ไอ ลดการอักเสบในลำคอ
2. บรรเทาอาการปวดศีรษะ แก้กระหายน้ำ
3. ช่วยลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี
4. ช่วยให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ลดความโกรธได้อีกด้วย
5. เมนทอลมีฤทธิ์เป็นยาชาอ่อน ๆ ช่วยลดอาการปวดบวม บรรเทา
อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตามร่างกาย
6. ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้
ดีมากขึ้น
7. เมนทอลมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการเวียนหัวจากการนั่งรถ นั่ง
เรือต่าง ๆ และช่วยให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัวมากขึ้น
13. น้ำมันระกำ
เป็นยาระงับปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการ
ปวดต่าง ๆ ที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ
จากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง
เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นบริเวณ
ผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้น ซึ่งช่วย
เบี่ยงเบนความสนใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด
นอกจากนี้ ยังอาจใช้รักษาโรคอื่น ๆ ตามดุลยพินิจ
ของแพทย์ด้วย น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดย
ตัวยาจะกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความ
ร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองถึงการ
บรรเทาอาการปวดลดลง
13. น้ำมันระกำ
จึงทำให้รู้สึกถึงฤทธิ์การรักษาตามสรรพคุณในการ
ศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถ
แก้ไข ต่อต้านการปวดบวมและอักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็น
ยาชาแบบอ่อนๆ และมี pH เป็นกรด ค่อนข้างแรง และ
มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบ
บอ่อนๆ ทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ใน
อุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และยาฆ่า
เชื้อ นอกจากนี้ยังใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรม
อื่นๆอีกเช่น เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น
ยาสีฟัน แป้งฝุ่น ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม
เป็นต้น
14. พิมเสน
1. พิมเสนมีรสเผ็ดขม มีกลิ่นหอม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์
ต่อหัวใจและปอด เป็นยาบำรุงหัวใจ
2. ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย ทะลวงทวารทั้งเจ็ด
3. ช่วยกระตุ้นสมอง กระตุ้นการหายใจ
4. แก้ลมวิงเวียนหน้ามืด หัวใจอ่อน ทำให้ชุ่มชื่น
5. ใช้เป็นยาระงับความกระวนกระวาย ทำให้ง่วงซึม
6. ตำรายาแก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ให้ใช้พิมเสน 2
กรัมและขี้ผึ้ง 3 กรัมนำมาทำเป็นยาหม่อง ใช้ทาบริเวณ
ลำคอและจมูกจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้
7. ช่วยแก้ปากเปื่ อย ปากเป็นแผล เหงือกบวม หูคอ
อักเสบ
8. ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ
9. ช่วยขับลมทำให้เรอ ช่วยขับผายลม แก้อาการจุก
เสียดแน่นท้อง แก้ปวดท้อง
10. ช่วยรักษาแผลกามโรค
ขั้นตอนการทำน้ำมันสมุนไพร
1. นำว่านล้างให้สะอาด วางให้แห้ง แล้วจึงนำมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ
2. นำน้ำมันมะพร้าวใส่กระทะใช้ไฟอ่อน ๆใส่ว่านลงไปทอดให้เหลืองปนะมาณ 3 ชั่วโมง แล้วยกลง
3. กรอกกากของไพลออกให้เหลือแต่น้ำมันมะพร้าว
4. นำเมนทอล การบูรและพิมเสน ผสมคนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ละลายจนเป็นน้ำใส
5. เติมน้ำมันว่าน และเติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นตามชอบ คนให้เป็นเนื้อเดียวกันบรรจุใส่ภาชนะที่ต้องการ
พร้อมใช้
สรรพคุณของยาสมุนไพร - น้ำมันสมุนไพร
รักษาอาการปวดเมื่อย ขัดยอก เท้าแพลง อาการช้ำบวมตามผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย บรรเทา
อาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง แก้อาการเหน็บชาตามแขน ขา และลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ
ได้
ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ทำมาจากสมุนไพร
ยาหม่องสมุนไพร
: สรรพคุณยาหม่อง สมุนไพร เป็นยาทาภายนอก
สำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ
อาการปวด บวม อักเสบจากแมลงกัดต่อย หรือใช้ดม
เพื่อช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เป็นลม
ส่วนประกอบหลักของยาหม่องคือสารระเหยและสาร
สกัดจากสมุนไพรหลายชนิด เช่น เมนทอล การบูร บาง
สูตรอาจมีสารเมทิลซาลิไซเลต (Methyl Salicylate)
เพื่อช่วยเพิ่มสรรพคุณบรรเทาอาการปวดให้ดียิ่งขึ้น
ประวัติส่วนตัว
01 02
นางสาวมาลินี สุวรรณวิสุทธิ์ นางสาวปรียาภรณ์ ยศสุนทร
624479038 62/88 624479050 62/88
บริหารธุรกิจบันฑิต บริหารธุกิจบันฑิต
สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
บรรณานุกรม
hhttps://www.rama.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-
https://siamrath.co.th/n/278988
https://www.rama.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/Herbal
http://www.yesspathailand.com/น้ำมันสมุนไพร.html